Supply Chain Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/supply-chain/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 09 Mar 2026 07:37:08 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กลิ่นสงครามโลกครั้งที่ 3? https://thestandard.co/world-war-3-us-iran-china/ Mon, 09 Mar 2026 07:37:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1185792 ภาพความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บ่งชี้สถานการณ์ตึงเครียดที่อาจนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3

ช่วงนี้คงไม่มีเรื่องไหนที่ร้อนแรงไปกว่าเหตุการณ์ที่อิสร […]

The post กลิ่นสงครามโลกครั้งที่ 3? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บ่งชี้สถานการณ์ตึงเครียดที่อาจนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3

ช่วงนี้คงไม่มีเรื่องไหนที่ร้อนแรงไปกว่าเหตุการณ์ที่อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาจับมือกันถล่มอิหร่านอย่างหนัก จรวดนับร้อยนับพันบินกันว่อนอย่างกับภาพยนตร์ หรือนี่อาจเป็นสัญญาณการเริ่มต้นของ ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’?

 

สหรัฐฯ กับอิหร่านเคยเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันเมื่อสมัยที่อิหร่านยังเป็นราชอาณาจักร มีกษัตริย์ที่ชื่อชาร์ อิหร่านในยุคนั้นถือว่าทันสมัยมาก ผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างเสรี ไม่ได้เคร่งศาสนา วัฒนธรรมป๊อบของสหรัฐฯ ไหลเข้าไปแบบเต็มๆ สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนในแทบทุกด้าน ปกป้องราชวงศ์ ช่วยพัฒนาในหลายมิติ แลกกับการที่อิหร่านดูแลผลประโยชน์ และหยิบยื่นผลประโยชน์ให้แก่สหรัฐฯ ซึ่งแน่นอนว่าคือผลประโยชน์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ และน้ำมัน

 

เพราะอิหร่าน เป็นหนึ่งในประเทศที่มีภูมิศาสตร์ดีที่สุดในโลก ติดทะเลหลายด้าน และอยู่กึ่งกลางระหว่างเอเชียและยุโรป เรียกได้ว่าในอดีตใครจะไปไหนก็ต้องผ่านอิหร่าน นี่จึงเป็นหัวใจของการเดินทาง และการค้าขายของโลกนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นเหตุผลของความเจริญในอดีตของอาณาจักร ‘เปอร์เซีย’ ที่อยู่บริเวณนี้มาก่อนที่จะกลายร่างเป็นอิหร่าน

 

นอกจากนี้ ยังมีช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz Strait) ที่เป็นเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ ของดาวดวงนี้ สินค้า น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ทั้งหมดทั้งปวงล้วนผ่านช่องทางนี้ก่อนออกไปสู่ประเทศต่างๆ

 

ในมิติด้านภูมิรัฐศาสตร์ อิหร่านจึงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างมาก ใครคุมพื้นที่นี้ได้ ก็เท่ากับคุม logistics ของโลก ทั้งมิติของพลังงาน การขนส่ง การเดินทาง และ supply chain

 

ต่อมาเมื่ออิหร่านเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ไปสู่ระบอบศาสนาอย่างเคร่งครัด ผู้นำที่ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งและอยู่ในตำแหน่งอย่างยาวนาน มีความไม่ไว้ใจสหรัฐฯ และชาติตะวันตกอย่างรุนแรง สหรัฐฯ จึงจำเป็นต้องถอยออกมา และแน่นอนเป็นที่สุด สหรัฐฯ เสียผลประโยชน์ที่เคยได้ นำมาซึ่งความขัดแย้งยาวนานระหว่างสหรัฐ (รวมถึงอิสราเอล) กับอิหร่าน

 

จากเหตุผลของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาประกาศถึงเหตุผลของการบุกถล่มอิหร่านในครั้งนี้ ก็ต้องบอกว่า ไม่ได้ต่างอะไรกับการฟังประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ย้อนกลับไปถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเย็น ฟังแล้วเหมือนว่า สหรัฐฯ หมดความอดทนกับอิหร่าน ในฐานะประเทศที่สนับสนุนการก่อการร้ายและพยายามจะสะสมอาวุธนิวเคลียร์ จนนำมาซึ่งปฏิบัติการทหารเต็มรูปแบบในครั้งนี้ จนคร่าชีวิตผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้สำเร็จอย่างที่ทั่วโลกเห็นแล้วต้องเบะปากมองบน เพราะมันดูป่าเถื่อนและตามใจเสียเหลือเกิน

 

แต่เหตุผลลึกๆ จะมีอะไรในกอไผ่มากกว่านั้นหรือไม่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับจีน?

 

จากการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอิหร่านพบว่า จีนมีการลงทุนในอิหร่านไม่น้อย โดยเฉพาะในการเป็นผู้ซื้อพลังงานรายสำคัญของอิหร่าน ส่งผลให้จีนกับอิหร่านมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่ค่อนข้างดี และมีอิทธิพลในอิหร่านมากพอดูเลยทีเดียว

 

แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่หากลองวิเคราะห์กันดูดีๆ การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ มีความคล้ายกับการโจมตีเวเนซุเอลาและการพยายามจะซื้อกรีนแลนด์อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมิติที่พื้นที่ทั้งหมดนี้คือพื้นที่ที่จีนมีอิทธิพลอยู่เหมือนๆ กัน อีกทั้งยังเป็นที่ที่จีนพึ่งพาในด้านอุปทาน (Supply) และมีเส้นทางการขนส่งสินค้าที่สำคัญ

 

หากเรื่องนี้มีส่วนจริง ก็อาจจะต้องมองเหตุการณ์นี้ใหม่ ว่านี่อาจไม่ใช่แค่การโจมตีอิหร่านด้วยเหตุผลว่าอิหร่านสนับสนุนการก่อการร้ายและสะสมนิวเคลียร์ แต่อาจเป็นการมุ่งเป้าไปที่การตัดอิทธิพลและห่วงโซ่อุปทานของจีนหรือไม่?

 

ถ้าใช่ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ น่าจะเป็นเพียงแค่ trailer ของภาพยนตร์เรื่องยาว ที่อาจนำไปสู่ ‘สงครามโลกครั้งใหม่’

 

ย้อนกลับมาสู่เหตุการณ์ในปัจจุบัน การที่อิหร่านโจมตีประเทศรอบข้างโดยเฉพาะที่มีฐานทัพสหรัฐฯ และโลกตะวันตกอยู่เสมือนการลากทุกคนรอบตัวเข้าสู่สงคราม จนหลายประเทศลุกขึ้นมาประกาศสงครามและพร้อมตอบโต้หากได้รับผลกระทบ รวมถึงการที่จีนลุกขึ้นมาเล่นบทผู้นำการรักษาไว้ซึ่งระเบียบกติกาสากลของโลกเดิม และกติกาของ UN พร้อมประณามการกระทำของสหรัฐฯ อย่างตรงไปตรงมา

 

ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณบอกว่างานนี้ การขยายวงและการยกระดับของสงคราม มีความเป็นไปได้สูง

 

เมื่อสงครามปะทุ ผู้คนในประเทศอิหร่านก็แตกออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งสรรเสริญสหรัฐฯ ที่เข้ามาช่วยปลดปล่อยจากระบอบเผด็จการที่โหดร้าย แต่อีกฝั่งร่ำไห้เพราะการจากไปของผู้นำสูงสุด ภาพเหล่านี้ชี้ให้เห็นบทเรียนที่น่าสนใจ คือความแตกกันทางความคิดของคนในชาติ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่หล่อลื่นให้การแทรกแซงจากภายนอกทำได้ง่ายขึ้น

 

ประเทศอย่างเราก็ต้องพึงระลึกเสมอว่า การเมืองระหว่างประเทศ กับการเมืองภายในประเทศ อยู่ใกล้กันมากกว่าที่คิด จะแยกขาดจากกันเป็นเรื่องยาก การเอาตัวรอด รวมถึงการคว้าไว้และรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติ จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องใส่ใจ

 

สำหรับประเทศไทยและคนไทยเรา สิ่งที่จะกระทบแน่ๆ ด้านหนึ่ง ก็คงหนีไม่พ้น ราคาน้ำมัน ก๊าซ รวมถึงสินค้าต่างๆ ที่ส่งมาจากต่างประเทศ เพราะเมื่อช่องแคบปิด การเดินทางก็ชะงัก น้ำมันที่ส่งออกมาชะงัก ก็น่าจะส่งผลถึงราคาน้ำมันและการเดินทาง รวมไปถึงสินค้าและบริการที่ใช้น้ำมันเป็นปัจจัยก็น่าจะทยอยขึ้นราคา ซึ่งเรื่องนี้น่าจะกระทบเป็นวงกว้างไม่ใช่แค่ประเทศไทย

 

อีกด้านหนึ่ง ก็ต้องมองกันในมุมความมั่นคงด้วยเช่นกัน เพราะประเทศไทยเป็นแหล่งรวมของคนทุกชาติทุกภาษา ทั้งอเมริกัน อิสราเอล อิหร่าน และอื่นๆ ล้วนมีชุมชนในประเทศไทยทั้งสิ้น อันนี้ก็ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าสงครามในตะวันออกกลางจะกระเด็นมาถึงประเทศไทยได้หรือไม่ เช่น ในรูปแบบการก่อการร้ายหรือการก่อวินาศกรรมต่อชุมชนต่างชาติต่างๆ เหล่านี้

 

ในด้านภาพใหญ่ของประเทศ งานนี้ต้องหูตาไว ต้องเล่นเกมให้เป็น หาหลังพิงให้ได้ โดยเฉพาะถ้าพิงอาเซียนได้ก็น่าจะปลอดภัยมากขึ้น แต่อย่างว่า…อาเซียนจะพิงได้หรือไม่ใครๆ ก็รู้กันดี ถ้าพิงแล้วจะพากันล้มก็คงต้องพอก่อน แบบที่วัยรุ่นเค้าบอกว่า “อาจจะยังน้า”

 

หรืออาจจะถึงเวลาที่ต้องลุกขึ้นมาปัดฝุ่นอาเซียน ทำให้อาเซียนแข็งแรงพอที่จะพิงได้เสียที

 

หรือนี่อาจเป็นบทบาทที่ไทยต้องเป็นผู้นำ แล้วทำอาเซียนให้เป็นปึกแผ่น แล้วพากันผ่านวิกฤตโลกไปด้วยกัน

 

อาจจะดีนะ ดีกว่าอยู่ไปวันๆ แล้วรั้งท้ายอาเซียนในทุกมิติ

 

สุดท้ายก็หวังว่าวันนี้โลกทั้งใบจะยังพอมีโอกาสที่จะป้องกัน สกัดกั้น ไม่ให้เกิดสงครามโลกครั้งใหม่ หวังว่าประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กอื่นๆ จะร่วมมือร่วมใจกันรักษากติกาของโลกไว้ให้ได้ อย่างน้อยก็ให้คนที่ตายไปหลายล้านคนในสงครามโลกก่อนหน้านี้…ไม่เสียเปล่า

 

ดูจากพฤติกรรมของมหาอำนาจวันนี้แล้ว คงต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า น่าเป็นห่วง ฟางเส้นสุดท้าย ก็ยังเชื่อว่าเป็นเกาะที่ชื่อ ‘ไต้หวัน’ แตะเมื่อไร มังกรจะตื่นและวันนั้นคงจะได้เห็น ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’ เป็นแน่

 

ภาพ: Majid Asgaripour/WANA (West Asia News Agency) via REUTERS

The post กลิ่นสงครามโลกครั้งที่ 3? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กาตาร์ เตือน สงครามตะวันออกกลางเสี่ยงทำผู้ส่งออกอ่าวอาหรับหยุดผลิตพลังงานภายในไม่กี่วันนี้ หวั่นสะเทือนการค้าโลก https://thestandard.co/qatar-middle-east-energy-trade/ Sat, 07 Mar 2026 07:48:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1185389 ภาพโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขนาดใหญ่ในตะวันออกกลาง แสดงถึงแหล่งผลิตพลังงานสำคัญ

ซาอัด อัล-คาบี รัฐมนตรีพลังงานของกาตาร์ ให้สัมภาษณ์กับ […]

The post กาตาร์ เตือน สงครามตะวันออกกลางเสี่ยงทำผู้ส่งออกอ่าวอาหรับหยุดผลิตพลังงานภายในไม่กี่วันนี้ หวั่นสะเทือนการค้าโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขนาดใหญ่ในตะวันออกกลาง แสดงถึงแหล่งผลิตพลังงานสำคัญ

ซาอัด อัล-คาบี รัฐมนตรีพลังงานของกาตาร์ ให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่า หากสงครามในตะวันออกกลางยังดำเนินต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง โดยคาดการณ์ว่าประเทศผู้ส่งออกพลังงานในภูมิภาคอ่าวอาหรับทั้งหมดอาจต้องหยุดการผลิตภายในเวลาไม่กี่วัน ซึ่งอาจผลักดันราคาน้ำมันขึ้นไปแตะระดับ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.5% แตะระดับ 90 13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง ขณะที่ราคาก๊าซในยุโรปปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 5% แม้ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดที่ทำไว้ในช่วงต้นสัปดาห์

 

กาตาร์ประกาศ Force Majeure หลังโดรนอิหร่านโจมตีโรงงาน LNG

 

ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นทำให้กาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่อันดับสองของโลก ต้องประกาศภาวะ Force Majeure หรือเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาการส่งมอบได้ หลังโรงงาน LNG ใน ราส ลัฟฟาน อินดัสเทรียล ซิตี ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมพลังงานขนาดใหญ่ของกาตาร์ ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ถูกโดรนของอิหร่านโจมตี

 

อัล-คาบี กล่าวว่า แม้สงครามจะยุติลงทันที การกลับมาส่งมอบพลังงานตามปกติอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน เนื่องจากต้องประเมินความเสียหายและฟื้นฟูระบบโลจิสติกส์ทั้งหมด พร้อมเตือนว่าผู้ส่งออกพลังงานรายอื่นในภูมิภาคอ่าวอาหรับก็อาจต้องประกาศ Force Majeure เช่นกัน เนื่องจากหากไม่ประกาศ บริษัทอาจต้องเผชิญความรับผิดทางกฎหมายจากการไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามสัญญา

 

แม้ว่าก๊าซจากกาตาร์ที่ส่งไปยังยุโรปจะมีสัดส่วนไม่มากนัก แต่รัฐมนตรีพลังงานกาตาร์เตือนว่าทวีปยุโรปอาจได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากผู้ซื้อจากเอเชียมีแนวโน้มเสนอราคาที่สูงกว่า ทำให้ยุโรปต้องแข่งขันแย่งซื้อก๊าซในตลาดโลกมากขึ้น

 

สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ราคาพลังงานทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก โดยอัล-คาบีเตือนว่า หากสงครามยืดเยื้อเพียงไม่กี่สัปดาห์ การเติบโตของ GDP โลกก็อาจได้รับผลกระทบ อีกทั้งราคาพลังงานที่พุ่งสูงยังอาจนำไปสู่การขาดแคลนวัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรม และก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ของโรงงานที่ไม่สามารถผลิตหรือส่งมอบสินค้าได้

 

ขณะเดียวกัน กาตาร์ยังอยู่ระหว่างการเดินหน้าโครงการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดมูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิต LNG จาก 77 ล้านตันต่อปี เป็น 126 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2027 โดยเดิมทีโครงการเฟสแรกมีกำหนดเริ่มผลิตในไตรมาส 3 ของปีนี้ แต่สถานการณ์สงครามทำให้มีแนวโน้มต้องเลื่อนออกไป

 

อัล-คาบี ระบุว่า หากกาตาร์สามารถกลับมาผลิตได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ ผลกระทบอาจยังอยู่ในระดับจำกัด แต่หากต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองเดือน สถานการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และแผนการขยายกำลังการผลิตทั้งหมดก็อาจล่าช้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือการขนส่งพลังงานผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก โดยประมาณหนึ่งในห้าต้องผ่านเส้นทางนี้ แม้ประเทศซาอุดีอาระเบีย และ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะมีท่อส่งน้ำมันที่สามารถเบี่ยงเส้นทางการส่งออกบางส่วนไปยังท่าเรืออื่นได้ แต่การผลิตพลังงานส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาช่องแคบแห่งนี้

 

รัฐมนตรีพลังงานกาตาร์คาดว่า หากเรือบรรทุกน้ำมันและเรือพาณิชย์ไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายใน 2–3 สัปดาห์ ขณะที่ราคาก๊าซอาจทะยานแตะ 40 ดอลลาร์ต่อหนึ่งล้านบีทียู หรือราว 117 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าระดับก่อนเกิดสงครามเกือบ 4 เท่า

 

การค้าโลกเสี่ยงหยุดชะงัก

 

อัล-คาบี ยังเตือนว่าผลกระทบจากความตึงเครียดในภูมิภาคจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดพลังงานเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบต่อการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมหลายประเภท เนื่องจากภูมิภาคอ่าวอาหรับเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลกในด้านปิโตรเคมี วัตถุดิบปุ๋ย และวัตถุดิบอุตสาหกรรม

 

หลังจากสหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก โดยมีรายงานว่าเรืออย่างน้อย 10 ลำถูกโจมตี ขณะที่ค่าเบี้ยประกันภัยการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเจ้าของเรือจำนวนมากเริ่มหลีกเลี่ยงการเดินเรือผ่านพื้นที่ดังกล่าว

 

แม้โดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะระบุว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ พร้อมคุ้มกันเรือพาณิชย์ และเสนอการประกันภัยเพิ่มให้บริษัทเดินเรือ แต่อัล-คาบีมองว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบยังคงมีความเสี่ยงสูง และหากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไป ไม่เพียงแต่พลังงานเท่านั้น แต่การค้าระหว่างภูมิภาคอ่าวอาหรับกับโลกทั้งระบบก็อาจหยุดชะงัก

 

ในอีกด้านหนึ่ง อัล-คาบี ซึ่งดำรงตำแหน่งซีอีโอของ QatarEnergy ด้วย เปิดเผยว่าบริษัทไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหยุดการผลิต หลังได้รับคำเตือนจากกองทัพเกี่ยวกับภัยคุกคามต่อโครงสร้างพื้นฐานนอกชายฝั่ง ทำให้ภายในเวลา 24 ชั่วโมงบริษัทต้องอพยพพนักงานราว 9,000 คน และยืนยันว่ากาตาร์จะไม่กลับมาผลิตก๊าซอีกจนกว่าสงครามจะยุติลง

 

แม้สงครามจบ แต่ซัพพลายยังสะดุด โลจิสติกส์ฉุดการส่งออกก๊าซ

 

แม้ความขัดแย้งจะยุติลง การกลับมาส่งออกก๊าซก็ยังเผชิญอุปสรรคด้านโลจิสติกส์ เนื่องจากกองเรือบรรทุก LNG ของกาตาร์จำนวน 128 ลำ กระจายอยู่ทั่วโลก โดยมีเพียง 6–7 ลำเท่านั้นที่อยู่ใกล้พื้นที่ ขณะที่การโหลดก๊าซหนึ่งครั้งใช้เวลาประมาณ 1–2 วัน และสามารถโหลดได้พร้อมกันเพียง 6–7 ลำ ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะกลับสู่ระดับการส่งออกตามปกติ

 

อย่างไรก็ตาม อัล-คาบี ย้ำว่าการประกาศ Force Majeure จะไม่กระทบต่อชื่อเสียงของกาตาร์ในฐานะหนึ่งในผู้ส่งออก LNG ที่น่าเชื่อถือที่สุดของโลก และในสถานการณ์ปัจจุบัน แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะหาก๊าซจากแหล่งอื่นมาทดแทนปริมาณที่หายไป

 

สุดท้ายแล้ว คำเตือนจากกาตาร์สะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีศักยภาพที่จะลุกลามเป็นวิกฤตพลังงานระดับโลก หากการผลิตหรือการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ราคาพลังงานอาจพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง พร้อมส่งแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลก ห่วงโซ่อุปทาน และการค้าโลกในวงกว้าง

 

ภาพ:Wojciech Wrzesien/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post กาตาร์ เตือน สงครามตะวันออกกลางเสี่ยงทำผู้ส่งออกอ่าวอาหรับหยุดผลิตพลังงานภายในไม่กี่วันนี้ หวั่นสะเทือนการค้าโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซัพพลายเชนในห้วงเวลาแห่งสงคราม https://thestandard.co/supply-chain-war-middle-east-impact/ Fri, 06 Mar 2026 11:27:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1185148 ภาพประกอบแสดงเครือข่ายซัพพลายเชนโลกในบริบทสงคราม

ในโลกเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างแทบจะแยกขาดจากกันไม […]

The post ซัพพลายเชนในห้วงเวลาแห่งสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงเครือข่ายซัพพลายเชนโลกในบริบทสงคราม

ในโลกเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างแทบจะแยกขาดจากกันไม่ได้ สงครามในภูมิภาคหนึ่งอาจกลายเป็นแรงกระเพื่อมที่ส่งผลไปทั่วโลกภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านในช่วงเวลานี้เป็นตัวอย่างล่าสุดของปรากฏการณ์ดังกล่าว เมื่อความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน เส้นทางเดินเรือ และระบบซัพพลายเชนโลกอย่างรวดเร็ว รายงานจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจของสงครามในตะวันออกกลางจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้ง ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับตัวของราคาพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่คือ “Stress test” ครั้งสำคัญของซัพพลายเชนโลกที่ถูกออกแบบมาเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด (Efficiency) มากกว่าความยืดหยุ่นต่อวิกฤต (Resilience) เมื่อจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการค้าโลก เช่น ช่องแคบฮอร์มุซเผชิญความเสี่ยง การสะดุดของซัพพลายเชนจึงสามารถลุกลามจากตลาดพลังงานไปสู่ภาคการผลิต การขนส่ง และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “สงครามจะจบลงเมื่อใด” แต่คือ “ธุรกิจทั่วโลกพร้อมแค่ไหนที่จะรับมือกับซัพพลายเชนในยุคสงคราม”

 

หัวใจของผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งครั้งนี้อยู่ที่ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) และองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าน้ำมันประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเกือบหนึ่งในสามของการค้าพลังงานทางทะเลของโลกต้องผ่านช่องแคบนี้ คิดเป็นมูลค่าพลังงานมากกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่ LNG และพลังงานรูปแบบอื่นรวมกันอาจมีมูลค่าการค้าผ่านเส้นทางนี้มากกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

 

หรืออีกนัยหนึ่ง ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเหมือน “วาล์วควบคุม” ของระบบพลังงานโลก เมื่อเกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในพื้นที่ การขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจึงถูกกระทบโดยทันที ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

รายงานข่าวล่าสุดระบุว่า การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบลดลงอย่างมาก และบริษัทประกันภัยทางทะเลหลายแห่งหยุดให้ความคุ้มครองเรือที่ผ่านพื้นที่ดังกล่าว ผลกระทบที่ตามมาคือการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปยังแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งเพิ่มระยะทางและต้นทุนการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ

 

แม้สงครามจะยังดำเนินอยู่และยังไม่มีตัวเลขความเสียหายที่ชัดเจน แต่จากแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคของ IMF และธนาคารกลางยุโรป (ECB) สามารถประเมินผลกระทบเบื้องต้นได้ในหลายมิติ ประกอบด้วย

 

1. ผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

 

IMF เคยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตประมาณ 3.3% ในปี 2026 แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจทำให้แนวโน้มดังกล่าวมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่การวิเคราะห์ของ ECB ชี้ว่าหากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณ 14% อัตราเงินเฟ้อโลกอาจเพิ่มขึ้น 0.5% และอัตราการเติบโตของ GDP อาจลดลง 0.1% เมื่อคำนวณจากขนาดเศรษฐกิจโลกที่มีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านล้านดอลลาร์ การลดลงของการเติบโตเพียง 0.1% อาจหมายถึงมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์

 

2. ผลกระทบจากราคาพลังงาน

 

ราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้นทันทีหลังเกิดความตึงเครียด โดยบางช่วงเพิ่มขึ้นมากกว่า 15% นักวิเคราะห์พลังงานหลายสำนักประเมินว่า หากการส่งออกพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ราคาน้ำมันอาจเพิ่มขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานเพียง 10–20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจเพิ่มต้นทุนพลังงานของโลกมากกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

 

3. ผลกระทบต่อการค้าโลก

 

ระบบโลจิสติกส์โลกมีมูลค่าการค้าทางทะเลมากกว่า 90% ของการค้าโลกทั้งหมด หากเส้นทางสำคัญถูกปิดหรือมีความเสี่ยงสูง ค่า freight จะเพิ่มขึ้น ระยะเวลาขนส่งยาวขึ้น Inventory shortages จะเกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรม จากการเปรียบเทียบกับวิกฤตโควิด การหยุดชะงักของการค้าโลกเพียง 7–10% สามารถสร้างความเสียหายมากกว่า 400,000 ล้านดอลลาร์ ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี

 

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันมากกว่า 80% ของการบริโภคภายในประเทศ ดังนั้น ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน ต้นทุนโลจิสติกส์ อัตราเงินเฟ้อ ภาคอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ปิโตรเคมี ยานยนต์อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารแปรรูป ซึ่งล้วนพึ่งพาวัตถุดิบจากตลาดโลก

 

ในโลกที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ธุรกิจจำเป็นต้องปรับแนวคิดซัพพลายเชนจาก Efficiency สู่ Resilience ด้วยการกระจายแหล่งซัพพลายเออร์ ลดการพึ่งพา supplier เพียงประเทศเดียว อีกทั้งเพิ่ม Strategic Inventory สร้าง buffer stock สำหรับวัตถุดิบสำคัญ การประยุกต์ใช้ Digital Supply Chain ใช้ AI และระบบติดตามซัพพลายเชนแบบ real-time ตลอดจนการหันมามองเพื่อนบ้านรอบตัว เพื่อสร้าง Regional Supply Chains พัฒนาเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค เช่น ASEAN

 

สงครามอิสราเอล–อิหร่านกำลังตอกย้ำบทเรียนสำคัญของเศรษฐกิจโลก ระบบซัพพลายเชนที่ถูกออกแบบเพื่อ ต้นทุนต่ำที่สุด อาจไม่ใช่ระบบที่เหมาะสมที่สุดในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ในยุคที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น องค์กรที่สามารถสร้างซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่นที่สุด จะเป็นองค์กรที่มีความได้เปรียบทางการแข่งขันมากที่สุด สำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญคือการพัฒนาระบบซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่น กระจายความเสี่ยงและสามารถปรับตัวได้รวดเร็ว เพราะในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ผู้ชนะอาจไม่ใช่บริษัทที่ผลิตได้ถูกที่สุด แต่คือบริษัทที่ สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แม้ในวันที่โลกกำลังเผชิญสงคราม

 

ภาพ: GreenOak / Shutterstock

The post ซัพพลายเชนในห้วงเวลาแห่งสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกร้อนเขย่าตลาดซูชิญี่ปุ่น หอยหายากดันราคาพุ่ง 80% สะเทือนทั้งซัปพลายเชน ต้องพึ่งนำเข้าจากจีน https://thestandard.co/japan-sushi-shellfish-shortage-china-imports/ Wed, 04 Mar 2026 05:34:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1184098 วัตถุดิบหอยทะเลสำหรับซูชิที่ขาดแคลนและราคาแพงจากวิกฤติโลกร้อน

ภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศแปรปรวนเริ่มสะเทือนสู่ตลาดซูชิใน […]

The post โลกร้อนเขย่าตลาดซูชิญี่ปุ่น หอยหายากดันราคาพุ่ง 80% สะเทือนทั้งซัปพลายเชน ต้องพึ่งนำเข้าจากจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัตถุดิบหอยทะเลสำหรับซูชิที่ขาดแคลนและราคาแพงจากวิกฤติโลกร้อน

ภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศแปรปรวนเริ่มสะเทือนสู่ตลาดซูชิในญี่ปุ่น โดยเฉพาะกลุ่มวัตถุดิบประเภทหอยที่เผชิญทั้งปัญหาปริมาณลดลงและราคาพุ่งสูง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ตลาดค้าส่งอาหารทะเลไปจนถึงร้านซูชิระดับพรีเมียม

 

บริษัทค้าส่งอาหารทะเลรายใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง Chuo Gyorui รายงานว่า ปัจจุบันหอยอาซาริที่เข้าสู่ตลาดปลาในหลายเมืองของญี่ปุ่นกว่า 90% เป็นสินค้านำเข้าจากจีน สะท้อนภาพการพึ่งพาวัตถุดิบต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการลดลงของผลผลิตภายในประเทศ

 

ในเชิงโครงสร้างราคา ความแตกต่างยิ่งตอกย้ำแรงกดดันด้านต้นทุน หอยอาซาริขนาดกลางจากจังหวัดไอจิจำหน่ายที่ 1,600 – 1,800 เยนต่อกิโลกรัม สูงกว่าสินค้านำเข้าจากจีนซึ่งอยู่ที่ราว 700 เยนต่อกิโลกรัม หรือมากกว่าสองเท่า ขณะเดียวกัน ปริมาณการจับหอยอาซาริในญี่ปุ่นลดลงมากกว่า 40% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จนถึงปี 2024 ทำให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญทั้งต้นทุนที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของอุปทาน

 

แรงกระเพื่อมดังกล่าวลุกลามถึงภาคธุรกิจร้านอาหาร โดยเฉพาะร้านซูชิสไตล์เอโดะมาเอะ (Edomae) ที่เน้นวัตถุดิบท้องถิ่น ยอมรับว่า ร้านจำนวนมากประสบปัญหาในการจัดหาหอย ‘อาซาริ’ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของเมนูฟุคางาวะเมชิ อาหารพื้นถิ่นของกรุงโตเกียวที่เคยอาศัยทรัพยากรจากอ่าวโตเกียวอย่างอุดมสมบูรณ์ แต่ปัจจุบันปริมาณกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด

 

ด้าน ทากาอากิ ซูกิตะ เจ้าของร้าน Nihonbashi Kakigaracho Sugita ร้านซูชิเอโดะมาเอะชื่อดัง กล่าวว่า แม้ฤดูใบไม้ผลิจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของวัตถุดิบหอย แต่การจัดหากลับยากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะวัตถุดิบโทริไก หรือหอยแครงญี่ปุ่นเนื้อสีดำที่มีรสหวานและเนื้อสัมผัสดี ซึ่งในอดีตเคยมีจำหน่ายจำนวนมากในยุคตลาดปลา Tsukiji Market

 

แต่ปัจจุบันทั้งปริมาณและขนาดของหอยโทริไกกลับลดลงต่อเนื่อง จากเดิมที่ร้านสามารถจำหน่ายได้ยาว 4 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงกรกฎาคม ปัจจุบันเหลือเพียงราว 2 เดือน และบางวันไม่สามารถนำเสนอเมนูได้เลยหากไม่ได้วัตถุดิบคุณภาพดี อีกทั้งจากเดิมใช้หอยขนาดใหญ่เพียงตัวเดียวต่อซูชิ 1 คำ ปัจจุบันต้องใช้ถึง 2 ตัว สะท้อนต้นทุนต่อหน่วยที่เพิ่มสูงขึ้น

 

แนวโน้มราคายิ่งสร้างแรงกดดันด้านอุปทาน โดยปี 2025 ราคาเฉลี่ยของโทริไกในตลาด Toyosu Market อยู่ที่ราว 3,400 เยนต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 40% จาก 5 ปีก่อน ขณะที่หอยชนิดอื่นปรับขึ้นรุนแรงกว่า ไม่ว่าจะเป็นหอยนางรมที่เพิ่มขึ้น 70% หอยเชลล์เพิ่มขึ้น 80% และอะคาไกหรือหอยแครงแดงที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยภาพรวมราคาหอยปรับขึ้นเร็วกว่าปลา สะท้อนความเปราะบางของทรัพยากรประเภทนี้เมื่อเผชิญการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

 

ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งควรเป็นกลไกสร้างเสถียรภาพด้านอุปทาน กลับเผชิญความท้าทายไม่ต่างกัน ฤดูหนาวที่ผ่านมาในทะเลเซโตะใน เกิดเหตุหอยนางรมตายจำนวนมาก บางพื้นที่สูญเสียผลผลิตถึง 80–90% ปัจจัยหลักมาจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น รวมถึงปริมาณแพลงก์ตอนพืชซึ่งเป็นอาหารของหอยที่ลดลงตามระดับสารอาหารในทะเลที่เปลี่ยนแปลงไป

 

แม้แต่หอยเชลล์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกประมงอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ในปี 2025 หอยเชลล์เพาะเลี้ยงราว 90% ในอ่าวมุตสึ จังหวัดอาโอโมริ ตายจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน การขาดแคลนลูกหอยรุ่นใหม่ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลญี่ปุ่นยังเดินหน้าผลักดันการส่งออกหอยเชลล์และหอยนางรม แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่อยู่ในสถานะพร้อมส่งออก เนื่องจากหอยต้องใช้เวลาราว 2 ปีจึงเติบโตถึงขนาดจำหน่ายได้ ส่งผลให้การฟื้นตัวของกำลังการผลิตต้องใช้เวลา และไม่สามารถเร่งได้ในระยะสั้น

 

ทากาอากิ ซูกิตะ ยอมรับว่า ภาวะขาดแคลนอาหารทะเลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมาก และไม่ได้จำกัดเฉพาะหอยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปลาทูน่า โคฮาดะ และปลาหมึกที่หายากขึ้นต่อเนื่อง และในมุมมองเชิงเศรษฐกิจ วิกฤตครั้งนี้ไม่เพียงเป็นปัญหาด้านวัตถุดิบ แต่สะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมอาหารทะเลญี่ปุ่นที่ต้องเผชิญทั้งความผันผวนของภูมิอากาศ ต้นทุนที่สูงขึ้น และต้องพึ่งพาการนำเข้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารราคาโดยไม่ผลักภาระไปยังผู้บริโภคมากเกินไป

 

พร้อมยังมองว่า ผู้บริโภคมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาวิกฤต โดยเสนอให้ร้านอาหารและลูกค้าหันมาเลือกใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล แทนการบริโภคเมนูยอดนิยมอย่างอูนิหรือไข่หอยเม่นตลอดทั้งปี เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรทางทะเล เปิดโอกาสให้ระบบนิเวศได้ฟื้นตัว และสร้างความยั่งยืนให้กับวัฒนธรรมซูชิของญี่ปุ่นให้อยู่รอดได้ในระยะยาว

 

ภาพ:Wanessa_p/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post โลกร้อนเขย่าตลาดซูชิญี่ปุ่น หอยหายากดันราคาพุ่ง 80% สะเทือนทั้งซัปพลายเชน ต้องพึ่งนำเข้าจากจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตะวันออกกลางเดือด ไทยเสี่ยงแค่ไหน? ‘ศุภจี’ สั่ง 58 ทูตการค้าทั่วโลก จับตาผลกระทบส่งออกไทย https://thestandard.co/suphajee-global-trade-warning/ Sun, 01 Mar 2026 05:05:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1182998 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ แถลงข่าวเตรียมรับมือผลกระทบตะวันออกกลางต่อการส่งออกไทย

หวั่นวิกฤตตะวันออกกลางบานปลาย ‘ศุภจี’ เร่งประเมินแรงกระ […]

The post ตะวันออกกลางเดือด ไทยเสี่ยงแค่ไหน? ‘ศุภจี’ สั่ง 58 ทูตการค้าทั่วโลก จับตาผลกระทบส่งออกไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ แถลงข่าวเตรียมรับมือผลกระทบตะวันออกกลางต่อการส่งออกไทย

หวั่นวิกฤตตะวันออกกลางบานปลาย ‘ศุภจี’ เร่งประเมินแรงกระแทกส่งออกไทยทั่วโลก ตั้งวอร์รูมการค้าโลก สั่ง 58 ทูตพาณิชย์รายงานผลกระทบการค้าวันต่อวัน กระจายตลาดภูมิภาคอื่น หวั่นกระทบซัพพลายเชน โลจิสติกส์-พลังงาน ฉุดส่งออกไทย

 

วันที่ 1 มี.ค.2569

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์แบบวันต่อวัน

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ตะวันออกกลางเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อการส่งออกของไทย ทั้งในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ อิสราเอล และประเทศคู่ค้าในภูมิภาค ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นอาจส่งผลต่อราคาพลังงานโลก ค่าระวางเรือ เส้นทางการขนส่งระหว่างประเทศ และต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ

 

เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก รายงานสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และมาตรการของประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด

 

“โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งติดตามการเปลี่ยนแปลงเส้นทางขนส่ง การประกันภัยทางทะเล ต้นทุนโลจิสติกส์ และพฤติกรรมการสั่งซื้อของผู้นำเข้า”

 

นอกจากนี้ กระทรวงฯ อยู่ระหว่างจัดทำการประเมินผลกระทบเชิงลึกเป็นรายสินค้า เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงในแต่ละอุตสาหกรรม พร้อมเตรียมแนวทางกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นเพิ่มเติม อาทิ เอเชียใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

 

ในด้านการดูแลผู้ประกอบการ กระทรวงพาณิชย์จะจัดประชุมหารือร่วมกับภาคเอกชน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหน่วยงานด้านโลจิสติกส์ เพื่อรับฟังปัญหาและกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเหมาะสม รวมทั้งประสานกับสถาบันการเงินของรัฐในการเตรียมเครื่องมือทางการเงินรองรับกรณีที่ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลก

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เน้นย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการบูรณาการทำงานร่วมกับของทุกหน่วยงานทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคงและการต่างประเทศของรัฐบาล เพื่อให้การดูแลผลประโยชน์ของประเทศเป็นไปอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติความปลอดภัยของคนไทยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

 

“กระทรวงพาณิชย์ และรัฐบาล ขอให้ผู้ประกอบการติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด และไม่ตื่นตระหนก ทุกหน่วยงานจะบูรณาการการทำงานเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพการส่งออกไทย และสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้าในทุกภูมิภาค” ศุภจีกล่าว

 

ทั้งนี้ รัฐบาล จะติดตามสถานการณ์ และพร้อมปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในระดับต่างๆ เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยสามารถดำเนินกิจกรรมทางการค้าได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

The post ตะวันออกกลางเดือด ไทยเสี่ยงแค่ไหน? ‘ศุภจี’ สั่ง 58 ทูตการค้าทั่วโลก จับตาผลกระทบส่งออกไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
EU ออกกฎ ESPR อยากส่งของไปขายต้องมีพาสปอร์ตดิจิทัล กระทบอย่างไรกับ Supply Chain https://thestandard.co/eu-espr-digital-passport-supply-chain/ Thu, 26 Feb 2026 13:13:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1182138 ภาพประกอบกฎ ESPR และ Digital Product Passport ของ EU กับห่วงโซ่อุปทานสินค้าส่งออกไทย

ตลาดส่งออกเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยเสมอมา ในปี ค. […]

The post EU ออกกฎ ESPR อยากส่งของไปขายต้องมีพาสปอร์ตดิจิทัล กระทบอย่างไรกับ Supply Chain appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกฎ ESPR และ Digital Product Passport ของ EU กับห่วงโซ่อุปทานสินค้าส่งออกไทย

ตลาดส่งออกเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยเสมอมา ในปี ค.ศ. 2024 ตลาดยุโรปที่มีมูลค่าสูงถึง 24.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 8.5 แสนล้านบาท นับเป็นคู่ค้าใหญ่ลำดับที่ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น

 

แต่สัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาถึงแล้ว ค.ศ. 2026 สหภาพยุโรปประกาศใช้กฎหมาย ‘ESPR’ ในกลางปีนี้ พร้อมมาตรการห้ามทำลายสินค้าที่ขายไม่ออก บังคับให้ทุกชิ้นสินค้าต้องพิสูจน์ได้ว่าออกแบบมาอย่างยั่งยืนจริง

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นโอกาสยกระดับธุรกิจไทย หรือจะกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานมูลค่านับแสนล้านบาทกันแน่?

 

🟡 ESPR คืออะไร มหึมาพายุลูกใหม่แห่งวงการส่งออก

 

ที่ผ่านมา การทำสินค้าให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อขายในยุโรปยังอยู่ในโหมดสมัครใจ เปิดช่องให้เกิด Greenwashing แบรนด์เคลมว่ารักษ์โลก แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน

 

ทว่าเมื่อโลกเผชิญวิกฤตภูมิอากาศ สหภาพยุโรปจึงเดินเกมใหญ่ผ่าน European Green Deal ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 และหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือกฎหมาย ESPR หรือ Ecodesign for Sustainable Products Regulation ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 2024

 

นี่คือกฎหมายที่บังคับให้สินค้าออกแบบมาเพื่อความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำ สินค้าต้องทนทาน ซ่อมได้ รีไซเคิลได้ และมีสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลตามเกณฑ์ เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติกทั่วไปต้องมีพลาสติกรีไซเคิลอย่างน้อยร้อยละ 35 ภายในปี ค.ศ. 2030

 

กฎหมายนี้ครอบคลุมสินค้าเกือบทุกประเภทที่เป็นสินค้าทางกายภาพ ยกเว้นอาหาร ยา และสิ่งมีชีวิต โดยทยอยบังคับใช้ตามไทม์ไลน์ดังนี้

 

🔸 ปี ค.ศ. 2026 เริ่มใช้เกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมกับกลุ่มเหล็กและเหล็กกล้า และตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 ธุรกิจขนาดใหญ่จะถูกห้ามทำลายสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขายไม่ออก
🔸 ปี ค.ศ. 2027 เริ่มบังคับใช้พาสปอร์ตแบตเตอรี่ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ และขยายไปยังกลุ่มสิ่งทอในช่วงเดือนกรกฎาคม

 

คำถามคือ สหภาพยุโรปจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าของเราปฏิบัติตามจริง คำตอบคือ ทุกสินค้าต้องมี DPP

 

🟡 Digital Product Passport หรือ DPP สำคัญอย่างไร

 

Digital Product Passport คือพาสปอร์ตดิจิทัลประจำตัวสินค้า เปรียบเสมือนสูติบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตามสินค้าได้ตั้งแต่เกิดจนถึงปลายทาง

 

ข้อมูลภายในต้องละเอียดระดับตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า วัตถุดิบมาจากไหน ผ่านกระบวนการอะไร ปล่อยคาร์บอนเท่าไร มีสารเคมีที่น่ากังวลหรือไม่ ข้อมูลทั้งหมดต้องจัดเก็บในมาตรฐานเปิดระดับสากลอย่าง GS1 เพื่อให้ระบบอ่านและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้

 

เมื่อสินค้าเข้าสู่ท่าเรือยุโรป ระบบศุลกากรจะตรวจสอบข้อมูลแบบอัตโนมัติ หากไม่มี DPP สินค้าจะถูกปฏิเสธการนำเข้าในทันที และหากพบการให้ข้อมูลเท็จ โทษปรับอาจสูงถึงร้อยละ 4 ของรายได้รวมต่อปี พร้อมความเสี่ยงถูกแบนจากตลาดยุโรป

 

แปลว่านี่ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือข้อบังคับสำหรับคนอยากทำธุรกิจกับ EU

 

🟡 ธุรกิจไทย จะได้รับแรงกระแทกอย่างไรกับ ESPR

 

โจทย์ใหญ่ของไทยไม่ใช่แค่กฎหมายใหม่ แต่คือระดับความพร้อม

 

ข้อมูลจาก Krungsri Research ชี้ว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีเพียงราวร้อยละ 50 ที่สามารถรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ ขณะที่ SME กลุ่มเศรษฐกิจสีเขียวกว่าร้อยละ 60 ถึง 70 ยังขาดความพร้อม

 

ปัญหาคือการมองไม่เห็นข้อมูลทั้งห่วงโซ่ ซัพพลายเออร์จำนวนมากยังใช้กระดาษหรือ Excel ทำให้ข้อมูลไม่เชื่อมต่อ เมื่อแบรนด์ระดับโลกถูกบีบด้วยกฎหมาย พวกเขาย่อมคัดกรองและตัดซัพพลายเออร์ที่ไม่มีระบบข้อมูลดิจิทัลรองรับ

 

ประเทศไทยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับ Tier 2 และ 3 จำนวน 1,756 ราย และโรงงานสิ่งทอกว่า 2,600 แห่ง ธุรกิจเหล่านี้กำลังอยู่บนความเสี่ยง หากถูกตัดออกจากห่วงโซ่โลก ความเสียหายอาจเกิดขึ้นกับกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มูลค่ากว่า 4.2 แสนล้านบาท และกลุ่มสิ่งทอกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท

 

ขณะเดียวกัน การเตรียมตัวก็มีต้นทุน ค่าประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์อาจเริ่มตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึง 180,000 บาทต่อครั้ง

 

🟡 ทางรอดของผู้ประกอบการไทย ปรับตัวอย่างไรให้รอดพ้นวิกฤต

 

ทางรอดเริ่มจากการยอมรับความจริง และลงมือทำอย่างเป็นระบบ

 

ก้าวแรกคือทำ Supply Chain Mapping ไล่ย้อนข้อมูลตั้งแต่ Tier 1 ไปจนถึง Tier 3 และ 4 เพื่อรวบรวมข้อมูลคาร์บอนและวัสดุรีไซเคิลให้ครบถ้วน
ก้าวต่อมาคือปรับระบบข้อมูลสู่มาตรฐานสากลอย่าง GS1 เพื่อให้เชื่อมต่อกับระบบยุโรปได้จริง

 

ข่าวดีคือผู้ประกอบการไม่ได้สู้ลำพัง โครงการ BDS ของ สสว. สนับสนุนเงินร่วมจ่ายร้อยละ 50 ถึง 80 วงเงินสูงสุด 200,000 บาท เพื่อช่วยค่าที่ปรึกษาด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ขณะที่ BOI ก็มีมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น แบตเตอรี่

 

ยิ่งไปกว่านั้น ไทยกำลังเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป หากเราพร้อมเรื่อง DPP ก่อนใคร สิ่งนี้จะกลายเป็นแต้มต่อเชิงยุทธศาสตร์

 

บทเรียนสำคัญคือ ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของการแข่งขัน ใครมองเห็นข้อมูลทั้งห่วงโซ่ก่อน เชื่อมระบบได้ก่อน และปรับตัวเร็วกว่า คนนั้นไม่เพียงแค่รอด แต่อาจกลายเป็นผู้เล่นหลักของเศรษฐกิจสีเขียวบนเวทีโลกในวันที่เกมนี้เริ่มต้นอย่างเต็มรูปแบบ

 

The post EU ออกกฎ ESPR อยากส่งของไปขายต้องมีพาสปอร์ตดิจิทัล กระทบอย่างไรกับ Supply Chain appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ-อินโดนีเซีย บรรลุข้อตกลงการค้า ลดภาษีนำเข้าเหลือ 19% https://thestandard.co/us-indonesia-trade-deal-tariffs/ Fri, 20 Feb 2026 04:39:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1180285

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ ปราโบโว ซูเ […]

The post สหรัฐฯ-อินโดนีเซีย บรรลุข้อตกลงการค้า ลดภาษีนำเข้าเหลือ 19% appeared first on THE STANDARD.

]]>

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซียบรรลุข้อตกลงทางการค้าเมื่อวานนี้ (19 กุมภาพันธ์) ตามเวลาท้องถิ่น โดยสหรัฐฯ ได้ตกลงที่จะลดอัตราภาษีนำเข้า สำหรับสินค้าจากอินโดนีเซียลงเหลือ 19% จากเดิมที่เคยขู่ว่าจะเก็บในอัตรา 32% ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียจะยกเลิกกำแพงภาษีและค่าธรรมเนียมสำหรับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ มากกว่า 99%

 

สหรัฐฯ ยอมรับข้อเสนอเรื่องเงื่อนไขภาษีของอินโดนีเซียถึง 90% ของรายละเอียด โดยอินโดนีเซียจะได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้ากว่า 1,700 รายการ ซึ่งรวมถึงสินค้าส่งออกสำคัญอันดับต้นๆ เช่น น้ำมันปาล์ม กาแฟ เครื่องเทศ ช็อกโกแลต ยางธรรมชาติ ตลอดจนสินค้ากลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

 

ข้อตกลงนี้ตั้งเป้าที่จะช่วยลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งอินโดนีเซียได้เปรียบดุลการค้าอยู่ราว 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอินโดนีเซียจะอำนวยความสะดวกในการจัดซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่าประเมินราว 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบไปด้วย การนำเข้าพลังงานมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, เครื่องบินพาณิชย์ 13,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสินค้าเกษตรอีก 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

อีกทั้งเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน อินโดนีเซียตกลงที่จะยอมรับมาตรฐานของสหรัฐฯ ในด้านความปลอดภัยของรถยนต์ การปล่อยมลพิษ อุปกรณ์การแพทย์ และเวชภัณฑ์ รวมถึงอินโดนีเซียจะปฏิรูปกระบวนการตรวจสอบก่อนการจัดส่งสินค้า (Pre-Shipment Inspection) และยกเลิกภาษีรวมถึงค่าธรรมเนียมสำหรับบริการดิจิทัลด้วย

 

ประเด็นแร่หายากและแร่สำคัญ

 

อินโดนีเซียตกลงที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้บริษัทจากสหรัฐฯ สามารถเข้ามาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านแร่หายากและสกัดแร่สำคัญ ภายใต้เงื่อนไขที่ทัดเทียมกับนักลงทุนในประเทศ โดยประเด็นนี้ถือเป็น ‘เป้าหมายสำคัญของสหรัฐฯ’ ในการลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากประเทศจีน สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) การป้องกันประเทศ และสายพานการผลิตสินค้าสำคัญ

 

‘ผลลัพธ์เชิงบวก’ ต่อเศรษฐกิจอินโดนีเซีย

 

ข้อตกลงนี้ถือเป็น ‘ปัจจัยบวก’ ที่สำคัญสำหรับอินโดนีเซีย เนื่องจากจะช่วยสนับสนุนกระแสเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ในช่วงที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

 

ข้อตกลงนี้จะมีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน โดยการลงนามเกิดขึ้นในระหว่างที่ซูเบียนโต เดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อเข้าร่วมการประชุมนัดแรกของ ‘Board of Peace’ ซึ่งนำโดยโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อหารือเกี่ยวกับการฟื้นฟูฉนวนกาซา

 

อินโดนีเซียในฐานะ ‘กำลังสำคัญ’ ของกองกำลัง Board of Peace

 

นอกจากดีลการค้าที่บรรลุข้อตกลงแล้ว อินโดนีเซียยังแสดงบทบาทนำด้านความมั่นคงในเวทีการประชุมนัดแรกของบอร์ดสันติภาพทรัมป์ โดยอินโดนีเซียเสนอที่จะส่งทหาร 8,000 นาย เข้าร่วม ‘กองกำลังรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศ’ (International Stabilization Force: ISF) ของบอร์ดสันติภาพนี้ ร่วมกับชาติสมาชิกอื่นๆ อีก

 

โดยพลเอก แจสเปอร์ เจฟเฟอร์ส ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาสันติภาพนานาชาติ (ISF) สำหรับฉนวนกาซายืนยันว่า อินโดนีเซียจะดำรงตำแหน่ง ‘รองผู้บัญชาการ’ ของกองกำลัง ISF อีกด้วย ทำให้หลายฝ่ายมองว่า ท่าทีและจุดยืนของอินโดนีเซียเหล่านี้จะมีส่วนช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-อินโดนีเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และส่งเสริมบทบาทนำของอินโดนีเซียในเวทีโลกอย่างมาก

 

แฟ้มภาพ: Denis Balibouse / Reuters

 

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ-อินโดนีเซีย บรรลุข้อตกลงการค้า ลดภาษีนำเข้าเหลือ 19% appeared first on THE STANDARD.

]]>
การปรับตัวครั้งใหม่ของคลื่นทุนจีนในการบุกโลก https://thestandard.co/china-capital-global-strategy/ Thu, 19 Feb 2026 10:00:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1180087 ภาพแผนที่โลกพร้อมสัญลักษณ์เงินหยวน สะท้อนการปรับตัวของทุนจีนในการบุกตลาดโลก

บริษัทจีนกำลังปรับตัวอย่างไรในโลกที่กำแพงภาษีสูงขึ้นเรื […]

The post การปรับตัวครั้งใหม่ของคลื่นทุนจีนในการบุกโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแผนที่โลกพร้อมสัญลักษณ์เงินหยวน สะท้อนการปรับตัวของทุนจีนในการบุกตลาดโลก

บริษัทจีนกำลังปรับตัวอย่างไรในโลกที่กำแพงภาษีสูงขึ้นเรื่อยๆ ช่วงที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสฟังคำแนะนำของ ศ.เหอฟาน นักวิชาการชื่อดังจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยช่างไห่เจียวทง ต่อผู้ประกอบการจีนในการบุกตลาดโลก ทำให้เข้าใจทิศทางการปรับตัวของคลื่นทุนจีนมากขึ้น

 

ตอนนี้คำที่แพร่หลายในวงการธุรกิจจีนคือ “ชูไห่” ซึ่งแปลว่าออกทะเล มักแปลภาษาอังกฤษว่า Go Global ซึ่งความหมายต่างจากการออกมาของจีนก่อนหน้าที่เดิมมักโฟกัสที่ตลาดตะวันตก เช่น สหรัฐฯ และยุโรป แต่ตอนนี้ยุทธศาสตร์การบุกต่างประเทศของบริษัทจีนคือการบุกตลาดประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ การออกไปตั้งโรงงานและขยายตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา และแอฟริกา

 

เหตุผลดูเรียบง่าย ถ้าบริษัทจีนขายเข้าตลาดสหรัฐฯ ไม่ได้เพราะภาษีสูง งั้นก็ไปผลิตที่ต่างประเทศเสียเลย แต่โลกความจริงมักซับซ้อนกว่าที่คิด สิ่งที่จีนกำลังเผชิญคือ ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายก็เริ่มมีกระแสต่อต้านสินค้าจีนและทุนจีน ไม่ต่างจากกระแสต่อต้านจีนในโลกตะวันตก เพราะความได้เปรียบเรื่องต้นทุนและสเกลของบริษัทจีน ทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นแข่งขันไม่ได้

 

จึงไม่ใช่เพียงแค่สหรัฐฯ แต่ทั้งโลกกำลังตั้งกำแพงต่อสินค้า Made in China และ Made by China ตัวอย่างเช่นในเดือนธันวาคม รัฐสภาเม็กซิโกผ่านกฎหมายเตรียมเก็บภาษีสินค้าเอเชียหลายประเภท 5–50% ครอบคลุมรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ สิ่งทอ พลาสติก และเหล็ก โดยหลายรายการตั้งภาษีไว้สูงถึง 35%

 

ความท้าทายของจีนจึงไม่ใช่เพียงว่าจีนจะมีปัญหาทางการค้ากับประเทศตะวันตกเท่านั้น แต่จีนจะมีความขัดแย้งกับ “ประเทศกำลังพัฒนา” มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย จากข้อมูล WTO ชี้ชัดว่า การสอบสวน Anti-dumping และ Anti-subsidy ต่อสินค้าจีนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากที่ปี 2023 อยู่ที่ประมาณ 50 คดี แต่พอมาในปี 2024 เพิ่มเป็น 198 คดี ในนั้น 117 คดีมาจากประเทศกำลังพัฒนา เช่น อินเดีย บราซิล เม็กซิโก เวียดนาม และปากีสถาน

 

ท่ามกลางบริบทเหล่านี้ ศ.เหอฟาน ได้อธิบายแนวทางการปรับตัวของบริษัทจีน เริ่มจากกลยุทธ์การส่งออกสินค้าไปตลาดโลกนั้น จีนต้องปรับตัวมาเน้นการส่งออกสินค้าส่วนกลางของซัพพลายเชน กล่าวคือเน้นส่งออกวัตถุดิบและชิ้นส่วน มากกว่าจะส่งออกสินค้าตอนปลายของซัพพลายเชนที่ประกอบและบรรจุภัณฑ์เป็นสินค้าสำเร็จแล้ว

 

ส่วนการไปลงทุนในต่างประเทศยิ่งน่าสนใจ เพราะ ศ.เหอฟาน เสนอกลยุทธ์ใหม่ให้กับบริษัทจีน เป็นสามขั้น

 

ขั้นแรก เน้นการเข้าพาร์ทเนอร์กับธุรกิจท้องถิ่น โดยยอมเป็นหุ้นส่วนน้อย (เพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์เรื่อง Transshipment และการกีดกันของสหรัฐฯ และประเทศต่างๆ ต่อ Made by China ด้วย)

 

ขั้นสอง คือ หลังจากที่พาร์ทเนอร์กัน ก็ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและเทคโนโลยีของบริษัทท้องถิ่น รวมทั้งช่วยบริษัทท้องถิ่นในการส่งออกและทำตลาดในสหรัฐฯ และยุโรป เพราะสุดท้ายแล้ว ตลาดสหรัฐฯ และยุโรปก็ยังเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของโลก

 

ขั้นสาม คือ เมื่อสินค้าจากประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้เข้าแทนที่สินค้าจากจีนในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป สินค้าจากจีนเอง ก็สามารถส่งออกมาแทนที่สินค้าจากประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ในตลาดท้องถิ่นแทน ทำให้เกิดการปรับซัพพลายเชนโลกครั้งใหญ่โดยบริษัทจีน

 

แนวคิดใหม่นี้ทำให้ผมเองต้องนั่งคิดอยู่สามตลบ เพราะแปลว่า โลกาภิวัตน์ไม่ได้ตาย แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบขนานใหญ่ จากเดิมที่สหรัฐฯ ซื้อของถูกจากจีน มากลายเป็น สหรัฐฯ ซื้อของถูกจากที่อื่นยกเว้นจีน (แต่ด้วยการร่วมผลิตของบริษัทจีนที่จะแทรกซึมอยู่ทั่วโลก) ส่วนสินค้าจีนก็จะเข้าแทนที่สินค้าท้องถื่นในตลาดประเทศกำลังพัฒนาแทน

 

แนวคิดนี้ยังมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ต่อให้จีนยึดตลาดประเทศกำลังพัฒนาได้หมด ก็ยังทดแทนกำลังซื้อของตลาดสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ดี แถมจะถูกบีบออกจากตลาดประเทศกำลังพัฒนาด้วยเพราะผู้เล่นในท้องถิ่นคงไม่มีใครยอมให้จีนกินเรียบ ดังนั้น แนวคิดก่อนหน้านี้ว่าจีนจะบุกตลาดประเทศกำลังพัฒนาเพื่อทดแทนตลาดตะวันตกที่เสียไป จึงมีแต่จะเป็นทางตันสองชั้น คือถูกกระแสต่อต้านจากตลาดตะวันตก ลามมาสู่กระแสต่อต้านในตลาดประเทศกำลังพัฒนาด้วย

 

จีนจึงต้องหันมาใช้ตำราวิทยายุทธ์แทรกลมปราณ จาก “ขายของให้เขา” มาเป็น “ร่วมและช่วยเขาส่งออก” และแทนที่จะเข้าไป “แย่งตลาด” ในประเทศกำลังพัฒนา แต่ต้องไปช่วยพัฒนาเศรษฐกิจด้วย บริษัทจีนที่ไปต่างประเทศ ต้องไม่ใช่เพื่อหาเงินจากตลาดนั้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องช่วยประเทศนั้น “หาเงินจากโลก” ร่วมกับจีนด้วย

 

หากทำได้อย่างนี้จริง ผลลัพธ์คือโมเดลสามฝ่ายชนะ (Triple Win) คือผู้บริโภคตะวันตกยังได้สินค้าราคาถูก ประเทศกำลังพัฒนาได้โอกาสส่งออก และบริษัทจีนได้จัดโครงสร้าง supply chain โลกใหม่

 

ตัวอย่างเคสจริงที่มักถูกยกมาคือ บริษัท Chery ของจีนที่ไปตั้งสายการผลิตในสเปน สิ่งที่ Chery ทำ ไม่เหมือนบริษัทจีนรุ่นก่อน โดย Chery ตัดสินใจร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่น ใช้แบรนด์ Ebro ของสเปน ผลิตสำหรับขายในยุโรป และ Chery ยอมถือหุ้นเพียง 40%

 

ทั้งหมดนี้สะท้อนกระแสการเริ่มปรับตัวใหม่ของคลื่นทุนจีน แต่ทั้งหมดนี้ย่อมขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศและความสามารถในการเจรจาการค้าและธุรกิจกับจีนอย่างมีชั้นเชิงด้วย หากเราเข้าใจภาพการเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปได้นี้ ย่อมจะทำให้เราสามารถตั้งต้นในการเจรจาการค้าและความร่วมมือทางธุรกิจกับจีนได้อย่างสมประโยชน์มากขึ้น เพราะการร่วมมือกันในโมเดลใหม่นี้จะเป็นประโยชน์ในระยะยาวต่อบริษัทจีนเองมากกว่าด้วย และจะเป็นโมเดลใหม่ที่เปลี่ยนจากมองทุนจีนเป็น competition มาใช้จีนร่วม co-creation เพื่อยกระดับภาคการผลิตท้องถื่นและบุกตลาดโลกร่วมกัน

 

ภาพ Sabura via ShutterStock

The post การปรับตัวครั้งใหม่ของคลื่นทุนจีนในการบุกโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิคมอุตสาหกรรมปี 2569 รับมือแรงกระแทก ‘ภาษีสหรัฐฯ’ คาดเม็ดเงินลงทุนชะลอตัวแต่ยังแกร่ง ชูเทรนด์ Green Living-Data Center เป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนใหม่นอก EEC https://thestandard.co/industrial-estates-us-tax-green-data/ Thu, 12 Feb 2026 05:13:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1177707 ภาพกราฟิกแสดงแนวโน้มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมไทยในปี 2569 ที่ได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ แต่ยังเติบโตด้วยแรงดึงดูดจาก Green Living และ Data Center

แนวโน้มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในปี 2569 ยังได้รับแรงหนุนจา […]

The post นิคมอุตสาหกรรมปี 2569 รับมือแรงกระแทก ‘ภาษีสหรัฐฯ’ คาดเม็ดเงินลงทุนชะลอตัวแต่ยังแกร่ง ชูเทรนด์ Green Living-Data Center เป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนใหม่นอก EEC appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวโน้มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมไทยในปี 2569 ที่ได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ แต่ยังเติบโตด้วยแรงดึงดูดจาก Green Living และ Data Center

แนวโน้มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในปี 2569 ยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนต่างชาติที่เข้ามาต่อเนื่อง แต่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของทิศทางการลงทุนโลก

 

ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลให้ภาพรวมการลงทุนจากต่างประเทศในไทยเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยและส่งผลต่อเนื่องมายังความต้องการที่ดินนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่โรงงานสำเร็จรูปให้เช่า ทั้งนี้แม้ว่าแนวโน้มการลงทุนจากต่างประเทศยังคงไหลเข้าไทยต่อเนื่องในปี 2568 ซึ่งสะท้อนจากมูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในปี 2568 ที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าจาก 8.2 แสนล้านบาท เป็น 1.36 ล้านล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี 2569 เม็ดเงินลงทุนจะชะลอตัวเล็กน้อย โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีแนวโน้มชะลอตัวจาก 2.7% ในปี 2568 มาอยู่ที่ 2.5% ในปี 2569 ส่งผลให้ปริมาณการค้าและการลงทุนของโลกอ่อนตัวลงตามและส่งผลต่อเนื่องให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยชะลอตัวจาก 2.0% มาอยู่ที่ 1.5% โดยเฉพาะการส่งออกและการนำเข้าของไทยที่คาดว่าจะหดตัวจากแรงกดดันต้นทุนการค้าที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนของ Supply chain โลกซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องมายังทิศทางการลงทุน

 

ทั้งนี้ การเติบโตของการลงทุนของไทยในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์

 

สำหรับแนวโน้มในระยะข้างหน้า แม้อุตสาหกรรมหลักที่เข้ามาลงทุนในไทยจะยังคงใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้า แต่รูปแบบการลงทุนจากต่างประเทศเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่กิจการย่อยที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น ทั้งกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง กลุ่มดิจิทัล กลุ่ม EV Ecosystem และกลุ่มอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับเทรนด์อนาคตอย่างอุปกรณ์ทางการแพทย์ และ Future food

 

อีกทั้ง การลงทุนยังมีแนวโน้มเป็นโครงการขนาดเล็กมากขึ้น ซึ่งคาดว่าเป็นการเข้ามาลงทุนเพื่อเชื่อมต่อ Supply chain ในไทยหรือในอาเซียน รวมถึงการลงทุนตามผู้ผลิตรายใหญ่ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยในช่วงก่อนหน้า ซึ่งการเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่องของต่างชาตินี้ จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนความต้องการที่ดินนิคมอุตสาหกรรม และพื้นที่โรงงานสำเร็จรูปให้เช่าในปี 2569

 

ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมไทยในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า โดยยอดโอนที่ดินคาดว่าจะอยู่ที่ราว 2,800 ไร่ ตามยอด Pre-sale และ Backlog ในปี 2568 ที่ลดลงจากสถานการณ์ Wait & See ของนักลงทุนในช่วงต้นปี เพื่อรอความชัดเจนของนโยบายกำแพงภาษีที่มีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2568

 

อย่างไรก็ดี ความต้องการที่ดินนิคมฯ ในปี 2569 จะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการลงทุนด้านดิจิทัลที่เติบโต, นโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น Utility Green Tariff และ Direct PPA ที่ช่วยดึงดูดการลงทุนทั้งโรงผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสะอาดสูง ขณะที่ที่ดินพร้อมขายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 3,200 ไร่ ตามการประกาศแผนพัฒนาและการเปิดพื้นที่ใหม่ของผู้ประกอบการ โดยส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในพื้นที่ EEC ที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนต่างชาติ

 

ความต้องการโรงงานสำเร็จรูปให้เช่ายังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าพื้นที่ที่มีสัญญาเช่าจะเพิ่มขึ้นราว 60,000 ตร.ม. จากการลงทุนในโครงการขนาดเล็กที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเช่าโรงงานสำเร็จรูปจะช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างโรงงานและสามารถเริ่มต้นการผลิตได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่การเปิดพื้นที่เช่าใหม่เข้าสู่ตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ราว 120,000 ตร.ม. ซึ่งแม้จะชะลอตัวจากปี 2568 ที่มีการเร่งขยายพื้นที่รองรับการกระจายฐานการผลิตของต่างชาติ แต่ปริมาณดังกล่าวยังเป็นไปตามแผนการขยายพื้นที่ของผู้ประกอบการ เพื่อเติมเต็มพื้นที่ว่างที่ลดลงในช่วงปี 2567-2568

 

แม้ภาพรวมธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานสำเร็จรูปให้เช่าจะยังอยู่ในทิศทางบวก แต่ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงของแนวโน้มการลงทุนที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งจาก 1) นโยบายการค้าสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ 2) การปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทย เพื่อป้องกันสินค้า Transshipment และ 3) นโยบายส่งเสริมการลงทุนของประเทศในอาเซียน เช่น การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมสิงคโปร์-มาเลเซียที่มีแนวโน้มดึงความสนใจของนักลงทุนต่างชาติได้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวมีโอกาสส่งผลต่อทิศทางการเข้ามาลงทุนในไทย รวมถึงความต้องการที่ดินนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่โรงงานสำเร็จรูปให้เช่าของไทยในระยะข้างหน้า

 

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอุตสาหกรรมใหม่ยังเป็นความท้าทายสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อม อาทิ

 

  • แนวโน้มการผลิตที่มุ่งสู่เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น เช่น EV, Semiconductor, Biotech และ Data center ซึ่งต้องการสาธารณูปโภคที่มีคุณภาพสูงและเสถียรภาพ ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำ และโครงข่าย Fiber Optic
  • มาตรฐานความยั่งยืน ที่ผลักดันให้เกิดความต้องการบริการรูปแบบใหม่ ทั้งการเข้าถึงพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำที่ลดการรบกวนแหล่งน้ำธรรมชาติ และระบบจัดการขยะที่ปราศจากการฝังกลบ
  • การเตรียมความพร้อมรองรับการเข้ามาลงทุนมากขึ้นของ Hyperscale data center ที่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความมั่นคงสูงสุดและที่ดินที่ปลอดภัยจากภัยพิบัติ

 

อย่างไรก็ดี การปรับนโยบายภาครัฐที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุน Data center ในพื้นที่นอก EEC ที่สูงกว่า อาจส่งผลให้ความต้องการที่ดินนอก EEC เพิ่มขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมจึงต้องเตรียมความพร้อมด้วยการยกระดับบริการสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานให้มีเสถียรภาพสูงสุด ควบคู่กับการสนับสนุนให้โรงงานภายในนิคมฯ สามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานสะอาดได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพตามความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ในระยะข้างหน้า

 

ทั้งนี้ แม้แนวโน้มการลงทุนจากต่างประเทศในไทยจะยังคงมีสัญญาณบวกต่อเนื่อง แต่ความไม่แน่นอนของทิศทางการลงทุนโลก และรูปแบบการลงทุนที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ที่มุ่งสู่เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานสำเร็จรูปให้เช่าต้องเตรียมความพร้อมสอดคล้องตามความต้องการบริการด้านสาธารณูปโภคที่มีคุณภาพสูงและเสถียรภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/IE-110226

The post นิคมอุตสาหกรรมปี 2569 รับมือแรงกระแทก ‘ภาษีสหรัฐฯ’ คาดเม็ดเงินลงทุนชะลอตัวแต่ยังแกร่ง ชูเทรนด์ Green Living-Data Center เป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนใหม่นอก EEC appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำเลทองบางนาฮอต! ‘นิคมอารยะ’ รุกโมเดล Industrial Logistics Hub ดูดซัพพลายเชนโลก รับคลื่นทุนชิป Infineon – MR. D.I.Y. – Data Center https://thestandard.co/bangna-industrial-hub-investment/ Tue, 10 Feb 2026 12:33:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1177122 ภาพอาคารคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าของโครงการ ARAYA Industrial and Logistics Hub ที่บางนา-ตราด ซึ่งเป็นทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ

กระแสย้ายและกระจายฐานผลิต Data Center ชิป จากจีนและไต้ห […]

The post ทำเลทองบางนาฮอต! ‘นิคมอารยะ’ รุกโมเดล Industrial Logistics Hub ดูดซัพพลายเชนโลก รับคลื่นทุนชิป Infineon – MR. D.I.Y. – Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าของโครงการ ARAYA Industrial and Logistics Hub ที่บางนา-ตราด ซึ่งเป็นทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ

กระแสย้ายและกระจายฐานผลิต Data Center ชิป จากจีนและไต้หวันชัดขึ้น นักลงทุนต่างชาติมองไทยเป็นฐานการผลิตแห่งที่สอง ลดความเสี่ยงซัพพลายเชน หนุนดีมานด์ ‘นิคมอารยะ’ เปิด Industrial & Logistics Hub ย้ำทุนต่างชาติยังเลือกไทย มองจุดแข็งและลงทุนระยะยาว มากกว่าการเมืองภายในและภาษีสหรัฐฯ

 

กมลกาญจน์ คงคาทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด เปิดเผยว่า จากแนวโน้มการลงทุน ปัจจัยเศรษฐกิจโลก ลูกค้าที่เข้ามาเจรจาในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ไม่ได้ให้น้ำหนักกับประเด็นสงครามการค้าหรือภาษีสหรัฐฯ มากนัก เนื่องจากเป็นธีมที่เริ่มชัดเจนมาตั้งแต่ปีก่อนแล้ว และในเชิงมหภาคยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

“ฉะนั้น ลูกค้าที่เข้ามาคุยช่วงนี้ แทบไม่ได้โฟกัสเรื่องภาษีสหรัฐฯ แต่เป็นการมองระยะยาวว่าอยากกระจายความเสี่ยง อย่างจากเดิมที่อยู่จีนหรือไต้หวันมาโดยตลอด ก็อยากมี second location เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของซัพพลายเชนในอนาคต”

 

ภาพอาคารคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าของโครงการ ARAYA Industrial and Logistics Hub ที่บางนา-ตราด ซึ่งเป็นทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ 1

 

จากแนวโน้มดังกล่าว โครงการ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ (ARAYA The Eastern Gateway) ซึ่งเป็นโครงการระบบนิเวศเมืองอุตสาหกรรม และนวัตกรรมครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย จึงเปิดตัวโมเดลธุรกิจโรงงานและคลังสินค้ารูปแบบใหม่ ‘ARAYA Industrial and Logistics Hub’ อย่างเป็นทางการ

 

เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ของประเทศ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมตอบรับบริบทโลกซัพพลายเชนโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย และสนับสนุนนโยบาย Smart Industrial Estate และการส่งเสริมการลงทุนในภาคดิจิทัล เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นซัพพลายเชนสำคัญของภูมิภาค

 

กมลกาญจน์ กล่าวว่า การเปิดตัว ARAYA Industrial and Logistics Hub ในช่วงเวลานี้ เป็นการตอบโจทย์ซัพพลายเชนโลกที่ให้ความสำคัญกับ ‘ความเร็ว ความมั่นคง และความแน่นอน’ มากขึ้น

 

โดยทำเลจุดยุทธศาสตร์ของอารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ย่านบางนา-ตราด พร้อมเป็นฮับกระจายสินค้าหลักที่เชื่อมโยงไปทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพซัพพลายเชนในระยะยาว และเชื่อมโยงกับระบบนิเวศอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี

 

ทั้งนี้ ARAYA Industrial and Logistics Hub โดดเด่นด้วยอาคารคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าที่สร้างเสร็จสมบูรณ์พร้อมเข้าใช้งาน (Ready-to-Move-In) รวมพื้นที่อาคารกว่า 23,639 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่คลังสินค้า 20,835 ตารางเมตร และพื้นที่สำนักงาน 2 ชั้น 2,804 ตารางเมตร รองรับธุรกิจโลจิสติกส์และ 3PL ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่

 

รวมถึงธุรกิจที่ต้องการความเร็ว ความแม่นยำ และระบบจัดการที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นสเปกอาคารมาตรฐานระดับโลก ทั้งโครงสร้างอาคาร ระบบขนถ่ายสินค้าครบครัน การจัดการจราจรและขนส่ง ความยั่งยืนและประสิทธิภาพพลังงาน และพื้นที่สำนักงานและสิ่งอำนวยความสะดวก

 

ดีมานด์กลุ่ม Data Center- AI อุตสาหกรรมดิจิทัล มาแรง

 

นอกจากนี้ เพื่อรองรับ กลุ่มลูกค้าหลักที่เข้ามาในปัจจุบันอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และ Data Center ซึ่งปลายทางของการลงทุนส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี AI

 

ประกอบกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งการตัดสินใจของนักลงทุน โดยเฉพาะมาตรการ FastPass ช่วยให้กระบวนการอนุมัติรวดเร็วและมีความชัดเจน

 

“มาตรการของ BOI ทำให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น พอลูกค้าตัดสินใจง่าย เราก็ปิดการขายได้ง่ายขึ้น และลูกค้าก็ให้ฟีดแบ็กที่ดีใน เรื่องประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐ”

 

สำหรับการรองรับกลุ่ม Data Center ปัจจุบันโครงการมุ่งสู่ Green และสามารถรองรับโหลดไฟฟ้าได้ประมาณ 150 เมกะวัตต์ โดยอยู่ระหว่างหารือกับการไฟฟ้าเพื่อขยายศักยภาพในอนาคต และมีการเตรียมสถานีย่อย ระบบสายไฟ โครงสร้างพื้นฐานไว้รองรับแล้ว

 

“แม้ Data Center ของเราจะไม่ใหญ่เท่าฝั่ง EEC เพราะราคาที่ดินสูงกว่า แต่ข้อดีคือทำเลใกล้เมือง สามารถเชื่อมการคมนาคม EEC และ ช่วยดึงดูดแรงงานทักษะสูง อำนวยความสะดวกให้บริษัท ที่ต้องการบุคลากรคุณภาพ”

 

ภาพอาคารคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าของโครงการ ARAYA Industrial and Logistics Hub ที่บางนา-ตราด ซึ่งเป็นทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ 2

 

ปัจจุบันโครงการ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกเข้ามาลงทุนตั้งฐานผลิตแล้ว ไม่ว่าจะเป็น

 

1. Infineon (Semiconductor) ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิประดับโลกสัญชาติเยอรมนี ซึ่งเข้ามาตั้งฐานการผลิต โดยใช้เวลาก่อสร้างอย่างรวดเร็วเพียง 7 เดือน พร้อมดำเนินงานในเดือนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมของโครงสร้าง พื้นฐานและอุตสาหกรรมใหม่ของรัฐบาล

 

2. MR. D.I.Y. (Retail ยักษ์ใหญ่)

 

3. บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก

 

4. Data Center จากจีนและไต้หวัน

 

5. กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำจากยุโรป

 

ดังนั้น จากแผนธุรกิจที่วางไว้บวกกับแรงหนุนข้างต้น ที่ช่วงปีที่ผ่านมาและปีนี้ นอกเหนือจากการดึงดูดบริษัทต่างๆ เข้ามาอยู่ในนิคมแห่งนี้แล้ว อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ ยังมีแผนขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมจาก 1,891 ไร่ เป็น 3,800 ไร่ ภายในปี 2569 ซึ่งจะเป็นเฟส 2 เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

 

อาทิ Advanced Manufacturing, โลจิสติกส์และซัพพลายเชน, เทคโนโลยีดิจิทัล และ Data-driven Industry ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

 

“วันนี้เรามีกลุ่มลูกค้าที่วาไรตี้และบาลานซ์ ทั้งจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น ยุโรป อินเดีย และมาเลเซีย ยิ่งสะท้อนศักยภาพของไทย ในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของภูมิภาค ซึ่งสุดท้ายแล้วเชื่อว่าการมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งจะช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าทิศทางการค้าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร โครงการนี้จะช่วยผลักดันประเทศไทยให้เป็นซัพพลายเชนสำคัญของภูมิภาคในระยะยาว ส่วนประเด็นการเมืองไทยนั้น

 

“ลูกค้าไม่ได้มีการหยิบยกการเมืองไทย หรือเปลี่ยนรัฐบาลขึ้นมาพูดคุยแต่อย่างใด เชื่อว่าไทยมีจุดแข็ง และนักลงทุนมองระยะยาว” กมลกาญจน์ กล่าว

 

สำหรับโครงการข้างต้น ริเริ่มขึ้นจากที่ 3 ทายาททุนใหญ่วงการอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มเจ้าสัวเจริญ-โสภณพนิช-โรจนะ จับมือ กนอ. ทุ่มกว่า 20,000 ล้านบาท ร่วมทุนสร้าง ‘นิคมอารยะ’ ซึ่งคว้าทำเลทอง กิโลเมตรที่ 32 ของถนนบางนา-ตราด จ.สมุทรปราการ 4,600 ไร่

 

เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอัจฉริยะ หรือกลุ่มไฮเทคใกล้กรุงเทพฯ สนามบินสุวรรณภูมิ EEC เชื่อมต่อจากถนนบางนา-ตราด สู่ทางพิเศษกรุงเทพ-ชลบุรีสายใหม่ (Motorway) ซึ่งคาดว่าจะมีการจ้างงานกว่า 14,560 อัตรา โดยเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปี 2025

 

The post ทำเลทองบางนาฮอต! ‘นิคมอารยะ’ รุกโมเดล Industrial Logistics Hub ดูดซัพพลายเชนโลก รับคลื่นทุนชิป Infineon – MR. D.I.Y. – Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาแร่หายากพุ่งทุบสถิติใหม่ หลังจีนคุมส่งออกไปญี่ปุ่น กดดันซัพพลายวัตถุดิบ EV – การแพทย์ https://thestandard.co/rare-earth-price-china-export-japan/ Sun, 08 Feb 2026 02:04:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1175344 ภาพประกอบแร่หายากและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แสดงถึงวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรม EV และการแพทย์

ราคาแร่หายาก (Rare earth) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิ […]

The post ราคาแร่หายากพุ่งทุบสถิติใหม่ หลังจีนคุมส่งออกไปญี่ปุ่น กดดันซัพพลายวัตถุดิบ EV – การแพทย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแร่หายากและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แสดงถึงวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรม EV และการแพทย์

ราคาแร่หายาก (Rare earth) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) อุปกรณ์ทางการแพทย์ และเทคโนโลยีขั้นสูง ปรับตัวพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก จากแรงหนุนของความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ประกอบกับมาตรการของจีนที่เข้มงวดในการควบคุมการส่งออกไปยังญี่ปุ่น

 

Argus Media บริษัทวิจัยด้านพลังงานและวัตถุดิบจากสหราชอาณาจักร รายงานว่า ในตลาดยุโรป ราคาแร่ดิสโพรเซียม (Dysprosium) ปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับ 960 ดอลลาร์ ต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาเทอร์เบียม (Terbium) พุ่งขึ้นสู่ระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม โดยแร่หายาก ทั้งดิสโพรเซียมและเทอร์เบียม ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของแม่เหล็กในมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า ต่างทำสถิติราคาสูงสุดต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง นับตั้งแต่เริ่มมีการจัดเก็บข้อมูลในปี 2015

 

ขณะเดียวกัน ราคาอิตเทรียม (Yttrium) ซึ่งใช้เป็นวัสดุซูเปอร์คอนดักเตอร์ในอุปกรณ์ทางการแพทย์และหลอดไฟ LED ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มาอยู่ที่ระดับ 425 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม จากเดิมอยู่ที่ 260 ดอลลาร์ใน

 

รวมถึงแกลเลียม (Gallium) โลหะสำคัญที่ใช้ในเรดาร์ ระบบนำวิถีขีปนาวุธ และอุปกรณ์ทางทหารอื่นๆ มีการซื้อขายที่ระดับ 1,600 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม ทำสถิติสูงสุดมานับตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

 

แรงกดดันด้านราคาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังรัฐบาลจีนประกาศเมื่อต้นเดือนมกราคมว่าจะเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออกสินค้าที่สามารถใช้ได้ทั้งในเชิงพาณิชย์และการทหาร ที่ส่งไปยังญี่ปุ่น โดยมาตรการนี้ถูกมองว่าเป็นการตอบโต้ หลังจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซาเนะ ทาคาอิจิ แสดงความเห็นเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาเกี่ยวกับวิกฤตในไต้หวัน

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน การผลิตแร่หายากส่วนใหญ่ของโลกยังคงกระจุกตัวอยู่ในประเทศจีน โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนเคยผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการจำกัดการส่งออก หลังการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาแร่หายากเริ่มทรงตัวในช่วงปลายปี 2025

 

ขณะที่แหล่งข่าวจากบริษัทค้าขายวัตถุดิบเฉพาะทางรายหนึ่ง ระบุว่า หลังจากจีนเพิ่มความเข้มงวดในการจำกัดการส่งออกไปยังญี่ปุ่น บริษัทบางแห่งเริ่มเร่งกักตุนวัตถุดิบ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนด้านซัพพลายที่อาจยืดเยื้อ

 

นอกจากนี้ เมฟ ฟลาเฮอร์ตี ผู้สื่อข่าวอาวุโสด้านแร่หายากของ Argus Media ประเมินว่า การใช้จ่ายด้านการป้องกันรักษาความมั่นคงของประเทศ ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาแร่หายาก โดยเฉพาะอิตเทรียม ที่มีความต้องการสูงในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่อุปทานยังคงตึงตัว ส่งผลให้ราคาปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ด้านโยชิกิโย ชิมามิเนะ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัย Dai-ichi Life Research Institute ย้ำว่า ในระยะสั้นราคาแร่หายากมีแนวโน้มจะยังคงผันผวนและอยู่ในระดับสูงต่อไป ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก

 

ภาพ:Lightspring/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ราคาแร่หายากพุ่งทุบสถิติใหม่ หลังจีนคุมส่งออกไปญี่ปุ่น กดดันซัพพลายวัตถุดิบ EV – การแพทย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สวนกระแสร้านญี่ปุ่นปิดตัว! Shichi กวาดรายได้ 300 ล้าน มั่นใจตลาดพรีเมียมยังโตต่อ กางแผนเข้าตลาดหุ้นใน 3 ปี https://thestandard.co/shichi-japanese-premium-market-plan/ Thu, 05 Feb 2026 10:05:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1174248 รูปภาพร้านอาหารญี่ปุ่น Shichi และผู้บริหาร แสดงการเติบโตของรายได้ 300 ล้านบาทในตลาดพรีเมียม พร้อมแผนเข้าตลาดหุ้น

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่เผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและต […]

The post สวนกระแสร้านญี่ปุ่นปิดตัว! Shichi กวาดรายได้ 300 ล้าน มั่นใจตลาดพรีเมียมยังโตต่อ กางแผนเข้าตลาดหุ้นใน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูปภาพร้านอาหารญี่ปุ่น Shichi และผู้บริหาร แสดงการเติบโตของรายได้ 300 ล้านบาทในตลาดพรีเมียม พร้อมแผนเข้าตลาดหุ้น

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่เผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและต้นทุนอย่างหนัก แต่ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่น ยังคงเป็นหนึ่งในหมวดที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แม้จะสวนทางจากผลสำรวจขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ที่ระบุว่า จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย ปี 2568 ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี โดยในภาพรวมคงเหลือจำนวน 5,781 ร้าน ลดลง 2.2% จากปีก่อนหน้าที่มี 5,916 ร้าน

 

“แม้ตัวเลขดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นการหดตัวในเชิงปริมาณ แต่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมมองตรงกันว่า ภาพที่เกิดขึ้นไม่ใช่สัญญาณถดถอยของตลาด แต่เป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง จากเดิมที่เน้นการแข่งขันด้านราคาแต่วันนี้ได้เน้นแข่งขันด้านคุณภาพและประสบการณ์เป็นหลัก” ปพนธีร์ ชาญชนะโยธิน กรรมการบริหาร บริษัท ปั้นข้าว ปั้นรัก จำกัด หรือร้านอาหารญี่ปุ่น Shichi กล่าว

 

ปพนธีร์ฉายภาพต่อว่า ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจเข้าร้านจากราคาและรสชาติเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานวัตถุดิบที่พรีเมียม เรื่องราวของแบรนด์ บรรยากาศ และประสบการณ์โดยรวม ซึ่งร้านที่จะสามารถไปต่อได้จะต้องมีตัวตนชัด และสามารถยกระดับคุณค่าของแบรนด์เพื่อครองพื้นที่ Top of mind ในใจผู้บริโภครุ่นใหม่ๆ

 

เช่นเดียวกับ Shichi ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เล่นของตลาดร้านอาหารญี่ปุ่น มองว่า ตลาดอาหารญี่ปุ่นในไทยมีความแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน ทั้งร้านที่เริ่มจากราคาประหยัด ไปจนถึงร้านที่มีราคาสูง ซึ่งทุกๆ ร้านก็จะมีฐานลูกค้าแตกต่างกันไป

 

ส่วน Shichi เลือกวางตำแหน่งตนเองเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นพรีเมียมสไตล์ฟิวชั่น ที่นำประสบการณ์จากการตระเวนชิมมาปรับใช้และ Mix & Match ให้เข้ากับผู้บริโภคไทย ปัจจุบันเปิดมาแล้ว 9 ปี โดยมีสาขาแรกที่ราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นร้านที่ออกแบบให้บรรยากาศใกล้เคียงร้านอาหารในญี่ปุ่น และหลังจากเปิดสาขาแรกได้ไม่นาน ก็ได้รับกระแสตอบรับเกินความคาดหมาย จากนั้นจึงตัดสินใจขยายสาขาไปแถวบางนาและพื้นที่อื่นๆ

 

ทำให้ปัจจุบันมีทั้งหมด 5 สาขา ร้านส่วนใหญ่จะอยู่นอกเมือง ยกเว้นสาขาล่าสุดที่เพิ่งเปิดให้บริการที่ Supalai Icon Sathorn ซึ่งนับเป็นสาขาแรกที่ขยายเข้าสู่ใจกลางย่านเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ สาขานี้จะเน้นจับกลุ่มนักธุรกิจและชาวต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งหลังจากเปิดได้ไม่นานยอดขายก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากเมนูซิกเนเจอร์ โดยเฉพาะ Shichi Roll ขึ้นแท่นเป็นเมนูขายดี ขายได้กว่า 2,000 จานต่อเดือน

 

“แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่แบรนด์แทบไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีความชัดเจนในการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย โฟกัสไปที่เป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูง และยังควบคุมจุดแข็งของแบรนด์ เริ่มตั้งแต่คุณภาพอาหาร ซึ่งไม่ใช่แค่รสชาติ แต่ต้องการให้ผู้บริโภคซึมซับถึงแก่นแท้ของอาหารญี่ปุ่น ตั้งแต่ปรัชญา วิธีคิด ไปจนถึงประสบการณ์บนโต๊ะอาหาร”

 

อีกหนึ่งจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์โตได้ คือการบริหาร Supply Chain โดย Shichi มีบริษัทนำเข้าปลาเป็นของตัวเอง โดยนำเข้าวัตถุดิบจากญี่ปุ่นมาสัปดาห์ละ 3 ครั้ง โดยสัดส่วนวัตถุดิบในร้านจะนำเข้ากว่า 80% และอีก 20% เป็นวัตถุดิบในประเทศ ทั้งนี้แม้ต้องแบกรับต้นทุนที่ผันผวน เช่น ราคาแซลมอนที่มีบางช่วงปรับขึ้นสูง แต่ร้านเลือกที่จะไม่ปรับขึ้นราคา เพื่อรักษาฐานผู้บริโภคเอาไว้

 

อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นยังมีช่องว่างและโอกาสเติบโตอยู่มาก ดังนั้น ในปีนี้จึงมีแผนขยายเพิ่มเป็น 7 สาขา โดยมองไปในพื้นที่กรุงเทพกรีฑาและโซนเมืองอื่นๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของประชากร

 

แต่ถึงอย่างไรนั้นทุกสาขายังคงเลือกสร้างร้านแบบ Standalone เพราะจะได้มีพื้นที่กว้าง เพื่อทำห้องทานอาหารส่วนตัว และมีที่จอดรถ ซึ่งมองว่าร้านที่อยู่นอกศูนย์การค้าจะให้ประสบการณ์ลูกค้าได้ดีจากสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่กล่าวมา และในอนาคตอันใกล้ยังมีแผนขยายธุรกิจอาหารญี่ปุ่นรูปแบบใหม่ เช่น ร้านชาบูระดับพรีเมียม เข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอด้วยเช่นกัน

 

เมื่อมาดูผลประกอบการในปีที่ผ่านมา Shichi มียอดขายราว 300 ล้านบาท และปี 2569 ตั้งเป้าเติบโตอย่างน้อย 20% พร้อมเป้าหมายอีก 3 ปีข้างหน้า อยากพาแบรนด์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมตัวและปรับโครงสร้าง โดยได้รวมทุกกิจการมาอยู่ภายใต้บริษัทเดียวกัน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานตลาดทุน

The post สวนกระแสร้านญี่ปุ่นปิดตัว! Shichi กวาดรายได้ 300 ล้าน มั่นใจตลาดพรีเมียมยังโตต่อ กางแผนเข้าตลาดหุ้นใน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ASML ผู้นำเครื่องจักรผลิตชิปอันดับ 1 ของโลก เข้าพบ BOI ถกสร้างซัพพลายเชนในไทย หนุน ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ https://thestandard.co/asml-boi-thailand-chip-supply-chain/ Thu, 05 Feb 2026 03:08:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1173974 ASML ผู้นำเครื่องจักรผลิตชิป เข้าพบ บีโอไอ หารือการสร้างซัพพลายเชนเซมิคอนดักเตอร์ในไทย

ASML ผู้นำเครื่องจักรสำหรับเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุด […]

The post ASML ผู้นำเครื่องจักรผลิตชิปอันดับ 1 ของโลก เข้าพบ BOI ถกสร้างซัพพลายเชนในไทย หนุน ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ASML ผู้นำเครื่องจักรผลิตชิป เข้าพบ บีโอไอ หารือการสร้างซัพพลายเชนเซมิคอนดักเตอร์ในไทย

ASML ผู้นำเครื่องจักรสำหรับเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลกจากเนเธอร์แลนด์ เข้าพบบีโอไอ ถกความร่วมมือเพื่อสร้างซัพพลายเชนเครื่องจักรสำหรับผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทย พร้อมยกระดับบุคลากรทักษะสูง สนับสนุนเป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้บริหารบริษัท ASML ผู้นำด้านการพัฒนาและผลิตเครื่องจักรเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลกจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้เข้าพบเพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการสร้างซัพพลายเชนในประเทศไทย

 

พร้อมแสดงความสนใจในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี เพื่อร่วมพัฒนาและยกระดับความสามารถของผู้ผลิตในประเทศที่มีศักยภาพ ให้เข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับผลิตเซมิคอนดักเตอร์

 

โดยปัจจุบัน ASML มีซัพพลายเออร์หลักที่ลงทุนในประเทศไทยอยู่บ้างแล้ว และมีแผนจะเพิ่มจำนวนให้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ให้ข้อแนะนำและพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการผลักดันยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติและเป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ รวมทั้งการช่วยยกระดับบุคลากรไทย ให้มีความรู้และทักษะที่พร้อมเข้าสู่การทำงานจริงในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

 

ASML เป็นบริษัทเทคโนโลยีจากประเทศเนเธอร์แลนด์ และเป็นผู้นำของโลกด้านการพัฒนาเครื่องพิมพ์ลายวงจรบนแผ่นเวเฟอร์ (Lithography) ที่ใช้ในการผลิตชิปขั้นสูงในอุปกรณ์อัจฉริยะ CPU และ GPU ในปัจจุบัน โดยเป็นบริษัทเดียวในโลกที่มีเทคโนโลยีสามารถผลิตเครื่อง High-NA Extreme Ultraviolet Lithography

 

(High-NA EUV) และ Extreme Ultraviolet Lithography (EUV) ที่ใช้สำหรับผลิตชิปประสิทธิภาพสูง ซึ่งมีขนาดลายวงจรที่ละเอียดตั้งแต่ระดับ 7 นาโนเมตร จนถึงต่ำกว่า 2 นาโนเมตรได้

 

ทำให้บริษัทเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรที่มีความสำคัญที่สุดกับผู้ผลิตชิประดับ High-end ระดับโลกไม่ว่าจะเป็น TSMC, Intel และ Samsung โดยสามารถสร้างรายได้กว่า 1.2 ล้านล้านบาทในปี 2568 สะท้อนบทบาทของ ASML ในฐานะผู้กุมเทคโนโลยีต้นน้ำที่สำคัญของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลก

 

ในการประชุมหารือนี้ ASML ได้นำเสนอทิศทางการขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย พร้อมแสดงความสนใจในการพัฒนาเครือข่ายซัพพลายเออร์ในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของบริษัทและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน

 

โดยปัจจุบัน ASML มีซัพพลายเออร์หลักในประเทศไทยบ้างแล้ว และมีศักยภาพที่จะเพิ่มจำนวนซัพพลายเออร์ในประเทศไทย เพื่อให้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ (Ecosystem) ของอุตสาหกรรมเครื่องจักรสำหรับโรงงานผลิตชิปต้นน้ำ ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีในการปูทางสู่การสร้างโรงงานผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) ในประเทศไทยในระยะต่อไป

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่มีฐานการผลิตอยู่แล้วในประเทศไทย และมีศักยภาพจะยกระดับเพื่อเข้าสู่ซัพพลายเชนของเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์หลายราย

 

เช่น SPEA, Celestica, Fabrinet, Delta Electronics, Oerlikon, Lumentum, SAM Precision และล่าสุดคือ Foxsemicon Integrated Technology Inc. (FITI) ในเครือของฟ็อกซ์คอนน์ ที่ได้ตัดสินใจลงทุนเฟสแรกกว่า 1 หมื่นล้านบาท ตั้งฐานผลิตอุปกรณ์และโมดูลสำหรับเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำในไทย เป็นโรงงานแห่งที่ 4 ของโลก

 

“ASML มองว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพสูง จากความพร้อมของฐานอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกล บุคลากรทักษะสูง และโครงสร้างพื้นฐานภาคการผลิตที่ครบวงจร ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาซัพพลายเชนเซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาว อีกทั้งมองเห็นความมุ่งมั่นของไทยที่ได้จัดทำยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ”

 

รวมทั้งมีแผนพัฒนาบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นรูปธรรม จึงได้แสดงความสนใจเข้าร่วมพัฒนาซัพพลายเชนของเครื่องจักรระดับสูงในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการในประเทศในกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร ตั้งแต่ Tier 1- 3 ที่จะได้ทำงานร่วมกับบริษัทระดับโลก

 

เพื่อยกระดับด้านเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร และสามารถเข้าถึงซัพพลายเชนระดับโลกของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้ นับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมไทยให้เข้าใกล้เป้าหมายชิปเมดอินไทยแลนด์อย่างเป็นรูปธรรม

The post ASML ผู้นำเครื่องจักรผลิตชิปอันดับ 1 ของโลก เข้าพบ BOI ถกสร้างซัพพลายเชนในไทย หนุน ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“อย่าฝากอนาคต…ไว้กับเด็กดื้อ” (มหาอำนาจ) กอบศักดิ์เตือนรับมือโลกเปลี่ยนขั้ว 4 คลื่นใหญ่กำลังถล่มไทย https://thestandard.co/kobsak-warns-world-shift-thailand/ Wed, 28 Jan 2026 12:35:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1170774 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เตือนไทยรับมือ 4 คลื่นเศรษฐกิจใหญ่ และโลกที่เปลี่ยนขั้ว

โลกที่คุ้นเคยกำลังจบลง และไทยกำลังยืนอยู่ท่ามกลางแรงปะท […]

The post “อย่าฝากอนาคต…ไว้กับเด็กดื้อ” (มหาอำนาจ) กอบศักดิ์เตือนรับมือโลกเปลี่ยนขั้ว 4 คลื่นใหญ่กำลังถล่มไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เตือนไทยรับมือ 4 คลื่นเศรษฐกิจใหญ่ และโลกที่เปลี่ยนขั้ว

โลกที่คุ้นเคยกำลังจบลง และไทยกำลังยืนอยู่ท่ามกลางแรงปะทะของขั้วอำนาจสุดโต่งที่รุนแรงขึ้น

 

‘ศุภจี’ ชี้ชัดว่า เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ “Extreme Polarization” ต่อให้ศาลสหรัฐฯ ยับยั้งภาษีตอบโต้ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะยุติมาตรการกดดันการค้า‘ไทย’ จำเป็นต้องเร่งกำหนดจุดยืนเชิงรุกในห่วงโซ่อุปทานโลก

 

สอดรับกับคำเตือนของ ดร.กอบศักดิ์ มองว่า โลกกำลังก้าวสู่ยุค Never Normal ซึ่งความผันผวนสุดขั้วจะกลายเป็นเรื่องปกติไทยกำลังจะเจอ 4 คลื่นใหญ่ที่กำลังถาโถมเศรษฐกิจไทย

 

ประเทศที่ ‘หลอกตัวเองว่าโลกจะเหมือนเดิม’ อาจไม่รอดในอีก 2-3 ปีข้างหน้า หากไม่เร่งปรับตัวและเปลี่ยนเกมให้ทันโลกใหม่

 

ในงานสัมนา “ประเทศไทยกับ Reciprocal Tariff เดินหน้าต่อหรือพอแค่นี้” โดย กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวบางตอนอย่างน่าสนใจว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความขัดแย้งและภาวะ “ขั้วอำนาจสุดโต่ง” ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เตือนไทยรับมือ 4 คลื่นเศรษฐกิจใหญ่ และโลกที่เปลี่ยนขั้ว 1

 

โดยต่อให้ศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินให้ภาษี Reciprocal Tariff เป็นโมฆะ ก็ไม่ได้หมายความว่า โดนัล ทรัมป์ จะยุติมาตรการภาษีด้านอื่นๆ

 

“วันนี้โลกไม่เหมือนเดิม และเรากำลังเจอกับ Extreme Polarization หรือการแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว”

 

ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องกำหนดจุดยืนเชิงรุก โดยเน้นการวางตำแหน่งประเทศไทยเป็น ‘พันธมิตร’ ในห่วงโซ่อุปทานโลก ผ่านการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) การเข้าใจความต้องการของตลาด การพัฒนามาตรฐาน และการแสวงหาประโยชน์ร่วม เพื่อสร้าง ‘ความเชื่อมั่น’ หรือ Trust Currency ซึ่งถือเป็นสกุลเงินที่สำคัญที่สุดของการค้า

 

เรากำลังเผชิญโลกยุค Never Normal

 

ด้าน ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า โลกที่เราเคยคุ้นชินได้จบลงแล้ว วันนี้กำลังเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า ‘Never Normal’ หรือความผันผวน ‘แบบสุดขั้ว’

 

ต่อจากนี้โลกจะเผชิญกับสภาวะ ‘มังกรเล่นน้ำ’ ที่พร้อมจะพ่นไฟและฟาดหัวฟาดหางตลอดเวลา ซึ่งธุรกิจขนาดเล็กจะอยู่ยาก หากไม่ปรับตัว

 

ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ โลกจึงกำลังอยู่ในช่วงอันตรายจากการเผชิญหน้าของมหาอำนาจ ซึ่งจะอยู่กับเราไปอีกไม่ต่ำกว่า 3 ปี และมี 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา

 

  • Napkin Agreement : ข้อตกลงทางการค้าในปัจจุบันเปรียบเสมือน ‘เศษกระดาษ’ (Napkin Trade Agreement) ที่ผู้นำมหาอำนาจสามารถขยำทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ตามความพึงพอใจ
  • มาตรการภาษีรูปแบบใหม่ : การใช้ Secondary Tariff และ Tertiary Tariff จะเข้มข้นขึ้น เช่น ใครที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซียหรืออิหร่าน หรือทำธุรกิจกับคนที่ทำธุรกิจกับประเทศเหล่านี้ อาจโดนกำแพงภาษีตั้งแต่ 25% ไปจนถึง 500%
  • Extreme Polarization : โลกกำลังแบ่งแยกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน (สหรัฐฯ vs จีน) และประวัติศาสตร์ชี้ว่า 80% ของการเปลี่ยนมือมหาอำนาจมักจบลงด้วยสงครามหากการสู้ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

 

4 คลื่นใหญ่จ่อซัด ‘เศรษฐกิจไทย’

 

ขณะที่ แรงสั่นสะเทือนจากสงครามการค้าและเทคโนโลยีจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยใน 4 มิติหลัก

 

  • ตลาดทุนและสินทรัพย์ : ความผันผวนในหุ้น พันธบัตร และค่าเงิน เห็นได้จากราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (ถึงระดับ 5,200 ดอลลาร์ในช่วงมกราคม) จากการหนีออกจากดอลลาร์
  • ภาคการส่งออกและ Real Sector : เมื่อจีนส่งสินค้าไปสหรัฐฯ ไม่ได้ สินค้าจีนราคาถูกจะหลั่งไหลเข้ามาในอาเซียนและไทยมากขึ้น (Overcapacity)
  • การย้ายฐานการผลิต (Relocation): เม็ดเงิน FDI กำลังไหลออกจากจีนมุ่งสู่ไทยและอาเซียน ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและภารกิจที่ไทยต้องรับมือ
  • Dedollarization: กระบวนการลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กำลังเกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญความยากลำบาก จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าตามทิศทางดอลลาร์ที่อ่อนตัว

 

อย่างไรก็ตาม หากดูด้านตลาดทุน ปีนี้ถือว่าเปิดได้ดี เพราะหลังจากหลายเหตุการณ์จากทรัมป์ เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงไป 15% ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดทุนไทยต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดดันดัชนีล่าสุดขึ้นไปแตะที่ 1300 จุดแล้ว

 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เตือนไทยรับมือ 4 คลื่นเศรษฐกิจใหญ่ และโลกที่เปลี่ยนขั้ว 2

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

ทว่า ภาคการผลิตและส่งออกในปีนี้ อาจได้รับผลกระทบ อาจไม่เติบโตมากนัก ซึ่งไทยต้องเร่งลดการพึ่งพาตลาดส่งออกสหรัฐฯ จาก 20% ให้เหลือ 10-15% และควรกระจายความเสี่ยง ส่งออกไปตลาดใหม่เช่น จีน อินเดีย อาเซียน EU

 

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ก้าวสู่ ‘ฐานการผลิตใหม่’

 

แม้เศรษฐกิจเดิมจะชะลอตัว แต่ไทยกำลังก้าวสู่ ‘ฐานการผลิตใหม่’

 

  • Electronics & PCB : ไทยเป็น Top 5 ของโลก การผลิต PCB และกำลังสร้าง Ecosystem ของ Semiconductor
  • EV Hub : บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของโลกย้ายมาอยู่ที่ไทยเกือบหมดแล้ว คาดว่าจะทำให้ยอดผลิตรถยนต์พุ่งสู่ระดับ New High ที่ 2.5 ล้านคันในอนาคต
  • Data Centers & Regional Headquarters: มีบริษัทข้ามชาติกว่า 500 แห่งย้ายสำนักงานใหญ่มาที่ไทย รวมถึงการย้ายจากสิงคโปร์เนื่องจากต้นทุนที่ต่ำกว่า
  • New Markets : ตลาดอินเดีย บังคลาเทศ และตะวันออกกลาง คือโอกาสใหม่ที่ไทยต้องเร่งเข้าไปเจาะตลาด

 

ยอมรับความจริง ‘อย่าฝากอนาคตไว้กับเด็กดื้อ’ (มหาอำนาจ)

 

ดร.กอบศักดิ์ ฝากถึงผู้ประกอบการไทยและนักลงทุน ว่า ‘หยุดหลอกตัวเองว่าโลกจะเหมือนเดิม’ และที่สำคัญ ‘อย่าฝากอนาคตไว้กับเด็กดื้อ’ (มหาอำนาจ) 3 ข้อ

 

  • ยอมรับความจริง : เทคโนโลยีเก่า (เช่น ยุคญี่ปุ่น) กำลังหมดไป เศรษฐกิจอาจไม่โตในช่วง 2-3 ปีนี้ แต่ต้องเร่งปรับตัวเข้าสู่ Sector ใหม่ New S-curve
  • ลงทุนพอประมาณ : ในสภาวะ ‘ว่ายน้ำไม่แข็ง’ ไม่ควรทุ่มเงินจนหมดตัว ให้ลงทุนแบบ ‘ตามไปดู’ และรักษาสภาพคล่อง
  • หาพันธมิตรใหม่ : ลดสัดส่วนความพึ่งพิงตลาดเดิม และกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ที่พร้อมเปิดรับเพื่อนอย่างไทย

 

ทั้งนี้ แม้เจอปัญหาก็ยังมีข่าวดี สะท้อนจากสัญญาณการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทยจำนวนมาก โดยปี 2568 ยอดคำขอส่งเสริมการลงทุน ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มีมูลค่าเกือบ 1.9 ล้านล้านบาท เพิ่มสูงขึ้นจากปกติถึง 4 เท่า

 

หากความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้นการย้ายฐานการผลิตเข้าไทย โดยเฉพาะบริษัทจากจีน อนาคตอันใกล้ อาจทำให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้าไทยเพิ่มสูงขึ้นเป็น 2.5 ล้านล้านบาท

 

“โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว การเร่งตัดสินใจและเปลี่ยนผ่านสู่ฐานเศรษฐกิจใหม่คือทางรอดเดียวที่จะทำให้เรากลับมาคึกคักได้อีกครั้งในอีก 3 ปีข้างหน้า” ดร.กอบศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เตือนไทยรับมือ 4 คลื่นเศรษฐกิจใหญ่ และโลกที่เปลี่ยนขั้ว 3

 

ด้าน ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า ผลกระทบจากความผันผวนเศรษฐกิจโลกและนโยบายการค้าสหรัฐฯ จะเกิดขึ้นกับไทยเป็น 3 ระยะสำคัญ

 

ได้แก่ 1. ระยะแรก ตลาดทุนเกิดความตื่นตระหนกจากความไม่แน่นอน 2.ระยะที่สอง กระทบต่อกำไรและรายได้ของบริษัทจดทะเบียนไทยที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศในสัดส่วนสูง และ 3. ระยะที่สาม คือการย้ายฐานการลงทุนและการจัดโครงสร้างซัพพลายเชนโลกใหม่

 

ทั้งนี้ ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวแบบ ‘Now or Never’ โดยเสริมความแข็งแกร่งจากภายใน ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ควบคู่กับการแสวงหาโอกาสจากพันธมิตรใหม่ เช่น จีนและอินเดีย มุ่งพัฒนาสินค้าเฉพาะทาง (Niche Product) และยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (ESG)

 

นอกจากนี้ การทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทย ควรต้อง ‘มองไกลกว่าเรื่องกำแพงภาษี’ และรัฐต้องลดเงื่อนไขเพื่อดึงดูดให้บริษัทในตลาดมาใช้ FTA เพื่อสร้างแต้มต่อมากขึ้น

 

“นี่คือจังหวะสำคัญที่ไทยต้องพลิกบทบาทจาก ‘Underdog’ สู่โอกาสการเป็นผู้นำเศรษฐกิจครั้งใหม่” ดร.ศรพล กล่าวทิ้งท้าย

The post “อย่าฝากอนาคต…ไว้กับเด็กดื้อ” (มหาอำนาจ) กอบศักดิ์เตือนรับมือโลกเปลี่ยนขั้ว 4 คลื่นใหญ่กำลังถล่มไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากไมค์สู่เก้าอี้ผู้บริหาร! ‘เนม-ปราการ’ ทายาท S&P ลุยธุรกิจเต็มตัว นำทัพ ‘Wingstop’ ชิงเค้กไก่ทอด 3 หมื่นล้าน https://thestandard.co/name-prakarn-wingstop-chicken-business/ Wed, 28 Jan 2026 03:43:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1170417 เนม ปราการ ไรวา ผู้บริหาร Wingstop ประเทศไทย กำลังยืนอยู่ภายในร้าน Wingstop ที่ตกแต่งทันสมัย

13 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฏการณ์ความคึกคักคร […]

The post จากไมค์สู่เก้าอี้ผู้บริหาร! ‘เนม-ปราการ’ ทายาท S&P ลุยธุรกิจเต็มตัว นำทัพ ‘Wingstop’ ชิงเค้กไก่ทอด 3 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เนม ปราการ ไรวา ผู้บริหาร Wingstop ประเทศไทย กำลังยืนอยู่ภายในร้าน Wingstop ที่ตกแต่งทันสมัย

13 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฏการณ์ความคึกคักครั้งใหม่ในย่านสยามสแควร์ เมื่อ ‘วิงสต๊อป’ (Wingstop) แบรนด์ร้านอาหารชื่อดังระดับโลกที่มีเครือข่ายกว่า 3,000 สาขาใน 18 ประเทศ ได้ฤกษ์เปิดตัวสาขาแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ณ บริเวณชั้น 2 ศูนย์การค้า MBK Center

 

การบุกตลาดไทยในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ เนม – ปราการ ไรวา ซึ่งหลายคนคุ้นเคยในบทบาทนักร้องนำวง Getsunova แต่ในวันนี้ได้ก้าวขึ้นแท่นผู้บริหารธุรกิจเต็มตัวเป็นครั้งแรกกับการเป็น ‘ผู้บริหารแบรนด์วิงสต๊อปประเทศไทย’ หรือ Wingstop Bro ซึ่งนี่อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจนักเพราะในอีกด้านหนึ่งตัวปราการเองคือทายาทของเครือ S&P ซึ่งอยู่ในธุรกิจอาหารมานานกว่า 50 ปีด้วยกัน

 

การที่ภาพรวมอุตสาหกรรมไก่ทอดในไทยมีมูลค่าสูงถึง 30,000 ล้านบาท และยังมีอัตราการเติบโตเฉพาะกลุ่มเฉลี่ยปีละ 8 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นเหตุผลที่ทำให้ ปราการ ตัดสินใจลุยในเส้นทางนักธุรกิจหลังใช้เวลาศึกษาวางแผนยาวนานเกือบ 2 ปี เริ่มต้นจากการทำวิจัยและบินไปศึกษาต้นแบบธุรกิจที่สิงคโปร์ เพื่อทำความเข้าใจในแก่นของแบรนด์ ก่อนจะเริ่มฟอร์มทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารเข้ารวมกัน

 

“เป้าหมายของเราในการนำวิงสต๊อปเข้ามาคือการขยายฐานไปสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ อย่าง New Generation หรือ Gen Z เราเชื่อว่า วิงสต๊อปเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งระดับโลกที่คนรุ่นใหม่ในไทยตั้งตาคอยมานานจากกระแสโซเชียลมีเดีย การผสมผสานระหว่างความเก๋าเกมของ S&P และความเป็นแบรนด์ New Gen ของ Wingstop จะสร้างโอกาสความสำเร็จที่เขย่าวงการ Food Industry ในไทยได้อย่างแน่นอน”

 

กลยุทธ์การเลือกทำเลของสาขาแรกที่ MBK Center ยึดหลักเกณฑ์สำคัญ 3 ประการ คือ ปริมาณผู้คนเดินผ่านต้องสูง (Traffic) แบรนด์ต้องมองเห็นได้ชัดเจนจากจุดเชื่อมต่อต่างๆ (Visibility) และขนาดพื้นที่ที่เหมาะสมประมาณ 150 ถึง 250 ตารางเมตร เพื่อรองรับระบบบริหารจัดการทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน

 

“MBK Center คือทำเลที่ตอบโจทย์เพราะเป็นจุดหมายปลายทางของทั้งนักท่องเที่ยวและคนไทย จากการทดลองเปิดร้านพบว่าลูกค้าที่พุ่งตัวเข้ามาสอบถามส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ เราคาดการณ์สัดส่วนลูกค้าที่สาขานี้ไว้ที่คนไทย 70% และต่างชาติ 30% ซึ่

 

จุดเด่นที่สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนคือปรัชญาที่ว่าแบรนด์ไม่ได้อยู่ในธุรกิจไก่ทอด แต่อยู่ในธุรกิจแห่ง ‘รสชาติ’ (Flavor Business) โดยเน้นการปรุงสดใหม่ทุกออเดอร์หรือ Made to Order ไม่มีการทำทิ้งไว้ล่วงหน้าเหมือนร้าน QSR ทั่วไป เพื่อให้ลูกค้าได้รับรสชาติที่ดีที่สุดจากซอสทั้ง 9 รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์

 

นอกจากรสชาติอาหารแล้ว แบรนด์ยังสร้างความแตกต่างผ่านพันธมิตรระดับโลกอย่าง ‘โค้ก’ ด้วยการเปิดตัวเครื่องดื่ม ‘Fanta Fruit Punch’ สีเขียวที่มีจำหน่ายเฉพาะที่วิงสต๊อปเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์

 

สำหรับระบบการทำงานภายในเน้นความเป็นทีมเวิร์กและการบริหารจัดการแบบคนรุ่นใหม่ที่รวดเร็ว (Dynamic) โดยมีการดึงทรัพยากรที่แข็งแกร่งของ S&P ทั้งระบบซัพพลายเชนและโลจิสติกส์มาปรับใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมต้นทุนและรักษามาตรฐานคุณภาพ

 

ด้านการจัดการเวลาในครัวมีการนำเทคโนโลยีระบบ ‘KDS’ (Kitchen Display System) มาใช้เพื่อควบคุมระยะเวลาการเสิร์ฟให้คงที่เฉลี่ย 6 ถึง 7 นาทีต่อออเดอร์ หากออเดอร์ใดเริ่มใช้เวลานานเกินกำหนด ระบบจะมีการแจ้งเตือนเพื่อให้ทีมงานเร่งดำเนินการทันทีตามมาตรฐานที่แบรนด์กำหนดไว้ทั่วโลก

 

ปราการยังระบุว่า การทำงานจะอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและตัวเลข แม้จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่เน้นความสนุกและรวดเร็ว แต่ก็ยังยึดถือมาตรฐานการทำงานที่เข้มงวดของ S&P เพื่อให้มั่นใจว่าการขยายสาขาอีก 5 ถึง 6 แห่งภายในปี 2026 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมกับเป้าหมายด้านรายได้ 100 ล้านบาท

 

“ในฐานะที่เติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจ ได้เรียนรู้จากคุณพ่อคุณแม่เสมอว่าเราต้องเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ถ้าเรามี Way ในการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น เราจะสามารถดึงดูดลูกค้าให้กลับมาหาเราได้เสมอ” ปราการ กล่าวทิ้งท้าย

The post จากไมค์สู่เก้าอี้ผู้บริหาร! ‘เนม-ปราการ’ ทายาท S&P ลุยธุรกิจเต็มตัว นำทัพ ‘Wingstop’ ชิงเค้กไก่ทอด 3 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินนำทีมสรุปผลการประชุม WEF 2026 ย้ำไทยมีโอกาสในโลกแบ่งขั้วเลือกข้าง ดึงเม็ดเงินลงทุนดิจิทัล 5 แสนล้านบาท https://thestandard.co/anutin-wef-2026-thailand-investment/ Tue, 27 Jan 2026 11:21:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1170172 อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงสรุปผลการประชุม WEF 2026 ย้ำไทยโอกาสดึงลงทุน 5 แสนล้านบาท

สรุปผลการประชุม WEF 2026 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แล […]

The post อนุทินนำทีมสรุปผลการประชุม WEF 2026 ย้ำไทยมีโอกาสในโลกแบ่งขั้วเลือกข้าง ดึงเม็ดเงินลงทุนดิจิทัล 5 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงสรุปผลการประชุม WEF 2026 ย้ำไทยโอกาสดึงลงทุน 5 แสนล้านบาท

สรุปผลการประชุม WEF 2026 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ‘ทีมไทยแลนด์’ ปักหมุดไทยบนเวทีโลกที่กำลังแตกขั้ว พร้อมรับทุกความไม่แน่นอน อนุทินยันทุกวิกฤต ไทยมีโอกาสเสมอ เพราะไม่ขัดแย้งกับฝ่ายใด เอกนิติชูไทยขึ้นเรดาร์โลก ดึงลงทุน 5 แสนล้านบาท ศุภจีชี้ความไว้วางใจคือสกุลเงินหลัก ท่ามกลางโลกแบ่งขั้ว

 

วันนี้ (27 มกราคม 2569) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมแถลงผลการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 (WEF 2026) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 19-23 มกราคม 2569

 

อนุทินระบุว่า ได้มอบหมายให้ ดร.เอกนิตินำคณะผู้แทนไทย ซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมเวที WEF ซึ่งเป็นเวทีระดับโลกที่รวบรวมผู้นำรัฐบาล ภาคธุรกิจ และภาคสังคม เพื่อกำหนดทิศทางด้านเศรษฐกิจ การค้า และการพัฒนาของโลก

 

ปีนี้การประชุมจัดขึ้นภายใต้ธีม ‘Spirit of Dialogue’ หรือ ‘จิตวิญญาณแห่งการเจรจา’ ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่ไว้วางใจระหว่างประเทศ ซึ่งสะท้อนความจำเป็นในการฟื้นฟูความร่วมมือระหว่างประเทศท่ามกลางโลกที่กำลังแตกขั้ว

 

ชี้ไทยต้องเตรียมรับโลกไม่แน่นอน

 

อนุทินกล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเข้าร่วมเวทีดังกล่าว เพื่อรับรู้สถานการณ์โลกและเตรียมความพร้อมต่อความไม่แน่นอน ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงิน การลงทุน และการค้า

 

“ประเทศไทยต้องรู้ว่าบทบาทของเราในโลกที่แตกเป็น 2-3 ขั้วคืออะไร เราจะยืนตรงไหน และอะไรคือจุดแข็งของเราที่ทำให้โลกยังต้องการประเทศไทยในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน”

 

พร้อมย้ำว่าไทยสามารถแสวงหาโอกาสจากวิกฤตได้เสมอ เพราะไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งของประเทศใด และสามารถพลิกสถานการณ์ให้เป็นโอกาสในการสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศ

 

อนุทินยังกล่าวอีกด้วยว่า แม้ประเทศอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและใกล้การเลือกตั้ง แต่รัฐบาลยังคงทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อเตรียมข้อมูลและโอกาสให้กับรัฐบาลชุดถัดไปสามารถเดินหน้าต่อได้โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

 

พร้อมยืนยันว่าไทยยังเป็นประเทศที่ได้รับความเชื่อมั่นจากนานาชาติ โดยเฉพาะการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings ในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะช่วยเสริมสถานะและโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

เอกนิติ ชี้ไทยขึ้นเรดาร์โลก ดึงลงทุนดิจิทัล 5 แสนล้าน

 

ดร.เอกนิติ รมว.คลังกล่าวว่า การเข้าร่วม WEF ครั้งนี้ทำให้ประเทศไทย “อยู่ในเรดาร์ของเวทีโลกอย่างชัดเจน” ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ขัดแย้งและมีการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์

 

อาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย ถูกมองเป็นพื้นที่กลางที่นักลงทุนใช้กระจายความเสี่ยงจากโลกแตกขั้ว ซึ่งสะท้อนจากคำขอส่งเสริมการลงทุนปีที่ผ่านมา 1.8 ล้านล้านบาท เติบโต 60% ครอบคลุมตั้งแต่เกษตรสมัยใหม่ อาหารแปรรูป รถยนต์ไฟฟ้า Smart Electronics ไปจนถึง Data Center

 

ดร.เอกนิติอ้างถึงรายงานของสหประชาชาติว่า ไทยเป็น อันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 6 ของโลก ในการดึงดูดการลงทุน Data Center รองจากฝรั่งเศส สหรัฐฯ เกาหลี บราซิล และสเปน

 

ด้านการทูตเศรษฐกิจ ไทยได้พบประธานธนาคารโลก กรรมการผู้จัดการ IMF และเลขาธิการ OECD พร้อมหารือเรื่องการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งได้รับการยืนยันว่าจะพยายามผลักดันให้ไทยเข้าเป็นสมาชิกภายใน 5 ปี

 

ขณะเดียวกัน ไทยยังได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมธนาคารโลกและ IMF ในเดือนตุลาคมนี้ เป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปี

 

ในเชิงการลงทุน ดร.เอกนิติระบุว่า การพบผู้บริหารบริษัทชั้นนำกว่า 30 บริษัท ได้ข้อยืนยันการลงทุนและขยายการลงทุนในไทย รวมมูลค่า ราว 5 แสนล้านบาท ทั้งโครงการเดิมและใหม่ โดยเน้นดิจิทัล AI และ Data

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังผลักดันแนวคิด Skill Bridge ให้เอกชนช่วยพัฒนาทักษะแรงงานไทย โดยเฉพาะวิศวกร Data และดิจิทัล เพื่อให้คนไทยได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล

 

อย่างไรก็ดี นักลงทุนสะท้อนว่าการตัดสินใจลงทุนจะเพิ่มขึ้นอีก หากไทยมี พลังงานสะอาดเพียงพอ ซึ่งเป็นประเด็นที่นายกรัฐมนตรีกำหนดเป็นวาระเร่งรัดเชิงโครงสร้างพื้นฐาน

 

ศุภจีย้ำ ‘ความไว้วางใจ’ เป็นสกุลเงินหลัก ท่ามกลางโลกแบ่งขั้ว

 

ด้านศุภจี รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า บริบทการค้าโลกกำลังเปลี่ยนจากโลกหลายขั้ว สู่ภาวะ ‘แบ่งขั้วสุดขั้ว’ ที่การค้า เทคโนโลยี และความมั่นคงผูกติดกัน ประเทศต่างๆ ถูกบีบให้เลือกข้างมากขึ้น

 

สำหรับไทยในฐานะประเทศขนาดกลาง ทางรอดคือการหาตลาด รูปแบบการค้า และความร่วมมือใหม่ เพื่อลดความเปราะบางจากระบบโลกที่ผันผวน

 

กระทรวงพาณิชย์จึงวางยุทธศาสตร์ 4 เสาหลัก ดังนี้

 

1. เป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย ไทยวางตัวเป็นมิตรกับทุกขั้วอำนาจ โดยเฉพาะกับสหภาพยุโรป ซึ่งมีการหารือเร่งปิดดีล FTA ไทย-EU ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้

 

2. ใช้ ‘ความไว้วางใจ’ เป็นสกุลเงินหลัก ความเชื่อมั่นกลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด ไทยต้องยกระดับจาก “คู่ค้า” เป็น “พันธมิตร” ภายใต้หลักผลประโยชน์ร่วม มากกว่าการเลือกข้าง

 

3. ฝังตัวในห่วงโซ่อุปทานโลก การค้าใหม่ต้องรู้ว่าประเทศไทยจะอยู่ตรงไหนใน Value Chain ของคู่ค้า และใช้จุดนั้นเป็นฐานขยายสู่ตลาดที่สามและสี่

 

4. ดันเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน ไทยในฐานะประธานการเจรจา Digital Economy Framework Agreement (DEFA) ตั้งเป้าเชื่อมเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน เพิ่มมูลค่าการค้าจาก 1 ล้านล้านดอลลาร์ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573

 

นอกจากนี้ ไทยตั้งเป้า ปิดดีล FTA กับแคนาดาภายในปีนี้ และเร่งให้ข้อตกลงที่ลงนามแล้วมีผลบังคับใช้ภายใน 1 มกราคม 2570 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนว่า นโยบายการค้าไทยมีความต่อเนื่อง

 

การพบ WIPO ยังถูกใช้เป็นกลไกเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อให้คนรุ่นใหม่สามารถคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้

 

“บทสรุปของการค้าโลกวันนี้ คือไทยต้องหาอัตลักษณ์ของตัวเองให้เจอ และใช้ความไว้วางใจเป็นเครื่องมือเปลี่ยนคู่ค้าให้เป็นพันธมิตร” ศุภจีกล่าวปิดท้าย

The post อนุทินนำทีมสรุปผลการประชุม WEF 2026 ย้ำไทยมีโอกาสในโลกแบ่งขั้วเลือกข้าง ดึงเม็ดเงินลงทุนดิจิทัล 5 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านแนวคิดเจรจาการค้าโลกยุคใหม่ฉบับ ‘ศุภจี’ ไม่ใช่ดอลลาร์ หรือ หยวน แต่คือ ‘Trust’ https://thestandard.co/suphajee-new-global-trade-trust/ Fri, 23 Jan 2026 10:34:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1168705 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ กับแนวคิด Trust ในการเจรจาการค้าโลกยุคใหม่

ปิดฉากลงไปแล้วสำหรับ ‘ดาวอส’ 2026 ที่จัดขึ้นภายใต้ธีม A […]

The post อ่านแนวคิดเจรจาการค้าโลกยุคใหม่ฉบับ ‘ศุภจี’ ไม่ใช่ดอลลาร์ หรือ หยวน แต่คือ ‘Trust’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ กับแนวคิด Trust ในการเจรจาการค้าโลกยุคใหม่

ปิดฉากลงไปแล้วสำหรับ ‘ดาวอส’ 2026 ที่จัดขึ้นภายใต้ธีม A Spirit of Dialogue ไฮไลต์ปีนี้กลายเป็นเวทีสำคัญในการเจรจานอกกรอบ ‘การทูต’ แบบเดิม และยิ่งร้อนแรงขึ้นเมื่อ นักธุรกิจ ผู้นำระดับโลก อย่างโดนัล ทรัมป์ อีลอน มัสก์ ปรากฏตัวในงาน ท่ามกลาง Geopolitics

 

โดยศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หนึ่งในคณะทีมไทยแลนด์ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD บางตอนอย่างน่าสนใจ ว่า ณ วันนี้ ‘ไทย’ ไม่ตกขบวน มีจุดแข็ง แต้มต่อหลายด้าน แต่ต้องทำการบ้านต่อ หาทางให้เจอ จับพาร์ตเนอร์ให้ได้ ที่สำคัญ การเจรจายุคนี้ ‘ไม่ใช่แค่ซื้อขายกันตรงๆ’

 

แต่ต้องคุยว่าเราจะร่วมมือกันต่อยอดซัพพลายเชน ไปตีตลาดอื่นอย่างไร ในประเทศต่างๆ น่านน้ำใหม่ๆ คีย์เวิร์ดที่ชัดคือ ไทยต้อง มองหา partner ที่เชื่อถือได้ เพื่อมองผลประโยชน์ร่วม (Joint Benefit)

 

ฉะนั้น การเจรจาการค้าโลกยุคใหม่ Currency ของโลกการค้าใหม่ ไม่ใช่เงินตรา USD ไม่ใช่ หยวน แต่คือ ‘Trust’

 

งานดาวอสปีนี้ จึงเป็นพื้นที่ที่หลายประเทศใช้คุยแบบทั้ง Bilateral และ Multilateral เพื่อ ‘สร้างความไว้ใจ’ และหา‘พันธมิตร’ ท่ามกลางระเบียบโลกใหม่

 

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ กับแนวคิด Trust ในการเจรจาการค้าโลกยุคใหม่ 1ศุภจี สุธรรมพันธุ์ กับแนวคิด Trust ในการเจรจาการค้าโลกยุคใหม่ 2ศุภจี สุธรรมพันธุ์ กับแนวคิด Trust ในการเจรจาการค้าโลกยุคใหม่ 3

The post อ่านแนวคิดเจรจาการค้าโลกยุคใหม่ฉบับ ‘ศุภจี’ ไม่ใช่ดอลลาร์ หรือ หยวน แต่คือ ‘Trust’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AWS-Microsoft-NVIDIA-TikTok อัดเม็ดเงินลงทุนไทย ‘เอกนิติ’ ปิดดีลดาวอสกว่า 5 แสนล้าน ชูบทบาทไทยฮับเศรษฐกิจใหม่ภูมิภาค https://thestandard.co/tech-investment-thailand-davos-deal/ Fri, 23 Jan 2026 05:24:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1168528 การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ AWS Microsoft NVIDIA TikTok ในประเทศไทย หลังการประชุมดาวอส ที่เสริมบทบาทไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค

บิ๊กเทค AWS-Microsoft-NVIDIA-TikTok เดินหน้าต่อยอดลงทุน […]

The post AWS-Microsoft-NVIDIA-TikTok อัดเม็ดเงินลงทุนไทย ‘เอกนิติ’ ปิดดีลดาวอสกว่า 5 แสนล้าน ชูบทบาทไทยฮับเศรษฐกิจใหม่ภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ AWS Microsoft NVIDIA TikTok ในประเทศไทย หลังการประชุมดาวอส ที่เสริมบทบาทไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค

บิ๊กเทค AWS-Microsoft-NVIDIA-TikTok เดินหน้าต่อยอดลงทุนไทย ‘เอกนิติ‘ ปิดภารกิจเวทีดาวอส ดันเม็ดเงินกว่า 5 แสนล้านบาท พร้อมดึงอุตสาหกรรมใหม่ ชูบทบาทประเทศไทยเวทีโลก ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ภารกิจของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และทีมไทยแลนด์ในการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 19-22 มกราคม 2569 ประสบความสำเร็จอย่างดี

 

โดยมีทั้งการยกระดับความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ขยายเครือข่ายความร่วมมือกับผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ แสดงบทบาทของประเทศไทยในเวทีผู้นำโลก และหารือผู้บริหารบริษัทชั้นนำระดับโลกเพื่อต่อยอดให้เกิดเป็นการลงทุนและโครงการความร่วมมือที่จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

 

การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ AWS Microsoft NVIDIA TikTok ในประเทศไทย หลังการประชุมดาวอส ที่เสริมบทบาทไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค 1

 

ทั้งนี้ ภารกิจการเดินทางเยือนดาวอสครั้งนี้ได้บรรลุเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่

 

  • การนำทีมภาครัฐและเอกชน มาช่วยกันตอกย้ำภาพของประเทศไทยในสายตาผู้นำโลกว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพมีทิศทางนโยบายชัดเจน มีความเป็นกลางท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และพร้อมเป็นฐานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจยุคใหม่ของภูมิภาค
  • การเจรจากับผู้บริหารบริษัทชั้นนำ เพื่อทำให้เกิดการลงทุนที่เป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศโดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรม New S-Curve ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยการสร้างงานคุณภาพ และการพัฒนาทักษะคนไทยให้สอดคล้องกับโลกในอนาคต
  • การสร้างความร่วมมือเพื่อปูทางไปสู่การประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถจัดงานสำคัญระดับโลกได้และมีศักยภาพเป็นผู้นำของอาเซียน

 

ยักษ์เทคลงทุน 5 แสนล้าน ยกระดับบุคลากรไทยและซัพพลายเชน

 

โดยในการเข้าประชุม WEF ครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและคณะ ได้พบหารือกับผู้บริหารของบริษัทชั้นนำระดับโลกรวม 9 ราย ซึ่งได้มีแผนการลงทุนทั้งที่ผ่านมาแล้วและจะลงทุนเพิ่มเติมในอนาคตรวมกว่า 5 แสนล้านบาท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในช่วงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และกระตุ้นให้เร่งเดินหน้าโครงการในไทยอย่างต่อเนื่อง

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 


 

ดึงลงทุนใหม่ อุตสาหกรรม New S-Curve

 

โดยแบ่งเป็นกลุ่มดิจิทัลและ AI จำนวน 6 บริษัท

 

กลุ่มยานยนต์และอากาศยานอัจฉริยะ 2 บริษัท กลุ่มอาหาร 1 บริษัท ดังนี้

 

กลุ่มดิจิทัลและ AI

 

  • AWS : บริษัทได้ย้ำแผนลงทุนระยะยาวในไทยกว่า 150,000 ล้านบาท ภายใน 15 ปี โดยที่ผ่านมาได้ลงทุนไปแล้วกว่า 24,000 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทได้สนับสนุนนโยบาย Cloud First ของรัฐบาล และยังให้ความสนใจโครงการพัฒนาทักษะบุคลากรไทย (Skill Bridge) ซึ่งบริษัทจะหารือในรายละเอียดและคาดว่าจะมีการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลและ AI ในโครงการมากกว่า 50,000 คน

 

  • Microsoft : ได้นำเสนอการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและภาคธุรกิจ และการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ รวมถึงโอกาสความร่วมมือในการพัฒนากำลังคนสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

 

  • TikTok : บริษัทยืนยันแผนลงทุนระยะยาวรวมกว่า 270,000 ล้านบาท พร้อมหารือการใช้แพลตฟอร์มยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงตลาดและมีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้น รวมถึง ได้เสนอแนวทางต่อยอดให้ไทยเป็นฐานกิจกรรมระดับภูมิภาค เช่น ด้านการพัฒนาคอนเทนต์

 

  • DAMAC Group : ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก ซึ่งมีแผนการลงทุนในไทยรวมกว่า 130,000 ล้านบาท ได้หารือเกี่ยวกับการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะด้านโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อรองรับการขยายตัวของคลาวด์และเทคโนโลยี AI ในประเทศไทย

 

  • HCL Technologies : ผู้นำด้านการพัฒนาและให้บริการซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี AI ได้หารือแนวทาง การนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการเกษตรอุตสาหกรรมการผลิต และการท่องเที่ยว รวมถึงการใช้ AI ยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ (GovTech)

 

  • NVIDIA: ผู้นำเทคโนโลยีชิปและแพลตฟอร์ม AI ได้หารือแนวทางยกระดับระบบนิเวศ AI ของไทย ทั้งการพัฒนาบุคลากรและทีมนักพัฒนา (Developers) การสร้างโมเดลภาษาไทยและแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่จะสามารถยกระดับอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ตลอดจนการต่อยอดศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence) เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ด้าน AI ในประเทศไทย

 

กลุ่มยานยนต์และอากาศยานอัจฉริยะ

 

  • Hesai Technology: ผู้นำเทคโนโลยี LiDAR สำหรับระบบรถยนต์อัจฉริยะรายใหญ่ที่สุดในโลก ได้ตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยเป็นแห่งแรกนอกประเทศจีนมูลค่าลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท โดยบริษัทพร้อมร่วมพัฒนาบุคลากรด้านหุ่นยนต์และเทคโนโลยี AI ภายใต้โครงการ Skill Bridge เพื่อเตรียมพร้อมกำลังคนสำหรับต่อยอดสู่ซัพพลายเชนและระบบนิเวศ AI/Robotics ในประเทศไทย

 

  • Archer Aviation: บริษัทชั้นนำด้านอากาศยานสำหรับขนส่งบุคคล ได้หารือโอกาสความร่วมมือและการร่วมทุนกับบริษัทไทยในการพัฒนาบริการเดินทางภายในเมือง (Urban AirMobility) เพื่อเพิ่มทางเลือกการคมนาคมรูปแบบใหม่ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพในเมืองที่มีความหนาแน่นสูง

 

กลุ่มอาหาร

 

  • Nestlé : ผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ได้ดำเนินธุรกิจในไทยมายาวนาน ปัจจุบันมีบริษัทในไทย 4 แห่ง และได้รับการส่งเสริมการลงทุน 8 โครงการ โดยมีการลงทุนในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องกว่า 28,000 ล้านบาท ครอบคลุมธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง รวมทั้งใช้ไทยเป็นที่ตั้งของสำนักงานภูมิภาค และมีแผนขยายการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้

 

การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ AWS Microsoft NVIDIA TikTok ในประเทศไทย หลังการประชุมดาวอส ที่เสริมบทบาทไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค 2

 

เชื่อมองค์กรเศรษฐกิจโลก–ย้ำบทบาทไทย ‘ผู้เล่นเชิงรุก’ ปูพรมเจ้าภาพ IMF-World Bank 2026

 

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้พบหารือกับ Mr. Ajay Banga ประธานธนาคารโลก (World Bank) และ Ms. Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก แนวทางสนับสนุนการเติบโตอย่างทั่วถึง และการสร้างงานที่มีคุณค่า พร้อมหารือการเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026

 

โดยฝ่ายไทยย้ำว่าการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ เป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการแลกเปลี่ยนเชิงนโยบาย ที่มีสาระครอบคลุมประเด็นความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ การเติบโตอย่างทั่วถึง ความยั่งยืนทางการคลัง และการระดมเงินทุนภาคเอกชนเพื่อพัฒนาธุรกิจในงาน WEF นี้

 

อีกทั้งยังได้หารือกับผู้นำภาครัฐและองค์การระหว่างประเทศ เช่น เลขาธิการ OECD

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศและการพัฒนาของฟินแลนด์ , ฮ่องกง , ซาอุดีอาระเบีย ประธาน Global Development ของมูลนิธิ Gates Foundation กรรมการผู้จัดการ World Economic Forum (WEF) และผู้บริหาร Uplink WEF

 

นอกจากนี้ ทีมไทยแลนด์ยังได้ต่อยอดความร่วมมือในประเด็นเศรษฐกิจใหม่ที่โลกให้ความสำคัญ โดยรองนายกรัฐมนตรีฯ ได้เข้าร่วมเวทีสำคัญในงานประชุม WEF เช่น Informal Gatherings of World Economic Leaders (IGWEL) ในหัวข้อ What’s Ahead for the Global Economy- Boom, Bust or In-between? การประชุมเชิงยุทธศาสตร์ในหัวข้อ New Pathways for ASEAN Growth and Productivity และเวทีเสวนาในหัวข้อ Is ASEAN Moving Fast Enough?

 

รวมถึงเวทีสำคัญอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในการสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน หารือแนวทางยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค พร้อมนำเสนอจุดแข็งของไทยโอกาสการลงทุนในด้านต่าง ๆ และประสบการณ์เชิงนโยบายที่สามารถขยายผลในระดับภูมิภาค

 

The post AWS-Microsoft-NVIDIA-TikTok อัดเม็ดเงินลงทุนไทย ‘เอกนิติ’ ปิดดีลดาวอสกว่า 5 แสนล้าน ชูบทบาทไทยฮับเศรษฐกิจใหม่ภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทำงานมากกว่าเดิมเพื่อคงผลลัพธ์เท่าเดิม’ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำในวันที่เศรษฐกิจผันผวนจนกำลังซื้อเปราะบาง https://thestandard.co/work-harder-volatile-economy/ Tue, 18 Nov 2025 07:09:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1144526 ‘ทำงานมากกว่าเดิมเพื่อคงผลลัพธ์เท่าเดิม’ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำ ในวันที่เศรษฐกิจผันผวน จนกำลังซื้อเปราะบาง

ปี 2568 นับเป็นปีที่ท้าทายสำหรับทุกธุรกิจไม่เว้นแม้แต่ […]

The post ‘ทำงานมากกว่าเดิมเพื่อคงผลลัพธ์เท่าเดิม’ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำในวันที่เศรษฐกิจผันผวนจนกำลังซื้อเปราะบาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทำงานมากกว่าเดิมเพื่อคงผลลัพธ์เท่าเดิม’ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำ ในวันที่เศรษฐกิจผันผวน จนกำลังซื้อเปราะบาง

ปี 2568 นับเป็นปีที่ท้าทายสำหรับทุกธุรกิจไม่เว้นแม้แต่ ‘ธุรกิจอาหาร’ ซึ่งถือเป็นปัจจัย 4 สำหรับมนุษย์ที่ต้องกินอยู่ทุกวัน นั่นเพราะต่างได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่เปราะบางจากเศรษฐกิจที่ผันผวน

 

ไพศาล อ่าวสถาพร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหาร ประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ฉายมุมมองว่า ความท้าทายที่ว่านั้นมาจากทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันค่อนข้างผันผวนและปั่นป่วนคือ สงครามที่ยืดเยื้อระหว่างประเทศทำให้เกิดการหยุดชะงักของระบบ Supply Chain โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าทางเรือ ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ

 

ขณะที่ปัญหาหลักของประเทศไทยคือ หนี้ครัวเรือนซึ่งทำให้คนไทยมีกำลังซื้อที่ลดลง ตลอดจนความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจล่าช้า อย่างรัฐบาลปัจจุบันมีอายุเพียง 4 เดือน จึงสามารถดำเนินโครงการได้ในระยะสั้นเท่านั้น เช่นโครงการคนละครึ่งพลัสที่เน้นกลุ่มรากหญ้าช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวได้ดี และการกระตุ้นการใช้จ่ายด้วยเที่ยวดีมีคืนสำหรับกลุ่มระดับกลาง

 

อย่างไรก็ตามมาตรการเหล่านี้เป็นเพียงระยะสั้นหลังจาก 4 เดือนไปแล้ว การเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะทำให้เกิดความไม่นิ่งอีกครั้ง ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจใช้เวลา 6-8 เดือน ดังนั้นคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะยังไม่ฟื้นตัวจนถึงกลางปีหน้า ถึงอย่างนั้นเศรษฐกิจจะไม่ทรุดกว่านี้แล้ว

 

“ในภาวะที่เศรษฐกิจเปราะบางแบบนี้ สำหรับผู้ประกอบการสิ่งที่ต้องทำคือ ต้องทำงานมากกว่าเดิมเพื่อคงผลลัพธ์เท่าเดิม หากทำงานเท่าเดิมผลลัพธ์จะลดลง แต่ถ้าใครทำน้อยลงส่งผลถึงธุรกิจอย่างแน่นอน” ไพศาล ระบุ

 

สำหรับแนวโน้มของธุรกิจร้านอาหาร (F&B) หากมองไปจนถึงปี 2569 นั้น สามารถแบ่งออกเป็น

 

1. ภาคการท่องเที่ยวกับการพึ่งพาตลาดภายใน: การท่องเที่ยวของไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนหันไปกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศตนเอง รัฐบาลจึงต้องกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นมาตรการระยะสั้น ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจ F&B ดีขึ้น อย่างไรก็ตามอาหารไทยยังคงมีราคาไม่สูง มีความหลากหลายเมื่อเทียบกับทั่วโลก และภาพลักษณ์เปลี่ยนจากการเน้น Night Life มาสู่เสน่ห์ของ Street Food และร้านอาหารที่หลากหลาย

 

2. การจัดการต้นทุนและการจัดหาวัตถุดิบ: ภาวะเงินเฟ้อโลกและค่าเงินดอลลาร์ ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าสูงขึ้นอย่างมาก เพื่อรักษาสมดุลด้านต้นทุนผู้ประกอบการควรหันมาใช้ วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Ingredient) ให้มากขึ้น

 

3. สงครามราคาและความคาดหวังด้านมูลค่า: ผู้บริโภคในปัจจุบันต้องการ คุณภาพที่ดีขึ้น แต่ไม่ต้องการจ่ายเงินเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาวะสงครามราคาในตลาดร้านอาหาร อย่างกลุ่ม High End/Luxury (เช่น ร้านอาหารในโรงแรม, Omakase) เริ่มลดราคาลงมาแข่งขันกับกลุ่มกลาง ทำให้เป็นกลุ่มที่เจอความท้าทายมากที่สุด

 

ที่น่าสนใจคือข้อมูลการใช้จ่ายของคนทำงานใน One Bangkok พบว่า การใช้จ่ายค่าอาหารส่วนใหญ่ ต่ำกว่า 100 บาท โดยกลุ่มที่ขายดีที่สุดคือ ต่ำกว่า 60 บาท ขณะที่ค่าเครื่องดื่มกลับมีราคา 100 บาทขึ้นไปและขายดีมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยอมจ่ายเงินกับเครื่องดื่มมากกว่าอาหาร

 

“กลยุทธ์ที่ใช้ในการรับมือคือการทำ Segmentation และ Tiering โดยใช้ Price by Location (ราคาตามทำเลที่ตั้ง) แทนการลดราคาในทุกช่องทาง”

 

4. เทรนด์สุขภาพและความยั่งยืน: โดยเทรนด์สุขภาพยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ ร้านอาหารส่วนใหญ่เริ่มนำเมนูเพื่อสุขภาพมาผสมผสาน และ Plant-based ยังคงขายได้ อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ Plant-based ยังมีราคาที่สูงและรสชาติยังไม่ถูกปากคนไทย ขณะเดียวกันธุรกิจทุกประเภทต้องทำเรื่องความยั่งยืนเพื่อความอยู่รอด นโยบายความยั่งยืนช่วยควบคุมต้นทุน โดยเฉพาะการจัดการ Food Waste

 

5. เทคโนโลยีและประสบการณ์: ไม่ว่าจะเป็น การใช้ Cashless, Mobile Ordering, และระบบ POS เป็นสิ่งที่ทุกร้านต้องทำ มีการนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล, ตรวจจับการโกงในร้าน, และวิเคราะห์ความพึงพอใจของลูกค้า รวมถึงการมีบริการ Delivery ในแง่ของประสบการณ์ หากร้านอาหารที่ไม่มี Concept หรือไม่สร้าง Experience จะอยู่ยาก ขณะที่การมี Storytelling จะช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีได้

 

6. ปัญหาแรงงาน: ปัญหาเรื่อง Skilled Labor (เช่น เชฟ) เริ่มหาได้ยากขึ้น และมีค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจากการซื้อตัว ผู้ประกอบการจึงมีต้นทุนในการอบรมพนักงาน (Training Cost) สูงขึ้น เนื่องจากอัตราการลาออกที่เพิ่มขึ้น

 

ทั้งนี้ภายใต้กลุ่มธุรกิจอาหารในเครือไทยเบฟ ประกอบด้วยความหลากหลายของธุรกิจบริการอาหารที่มีศักยภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ

 

โดยรวมพลังระหว่าง 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด หรือ QSA (คิวเอสเอ), บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ OISHI (โออิชิ), และ บริษัท ฟู้ด ออฟ เอเชีย จำกัด หรือ FOA (เอฟโอเอ) ภายใต้วิสัยทัศน์ ONE FOODS GROUP: ONE FOOD – ONE TEAM – ONE GOAL และเป้าหมายในการดำเนินงานร่วมกัน

 

กลุ่ม QSA ประกอบและพัฒนาธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurant หรือ QSR) เป็นหนึ่งในผู้ถือสิทธิ์แฟรนไชส์ซี เคเอฟซี ประเทศไทย ที่มีสาขามากที่สุด หรือกว่า 500 สาขาทั่วประเทศ

 

กลุ่ม OISHI ประกอบและพัฒนาธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น มีแบรนด์/ร้านอาหารญี่ปุ่น ที่แข็งแกร่งและหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีอาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมทาน ภายใต้ตราสินค้า โออิชิ อีทโตะ (OISHI EATO) อีกด้วย

 

กลุ่ม FOA ประกอบและพัฒนาธุรกิจร้านอาหารอย่างครบวงจร ตั้งแต่อาหารไทยทั่วทุกภูมิภาค, อาหารจีน, อาหารอาเซียน, อาหารชาติตะวันตก, รวมไปถึงเค้กและเบเกอรี่ที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์

 

“กลุ่ม QSA จะเน้นขยายสาขาเพื่อสร้างการเติบโต ขณะที่ OISHI จะรีแบรนด์ให้ทันสมัยมากขึ้นโดยเริ่มไปแล้วกับชาบูชิ โดยแบรนด์ต่อไปที่จะปรับคือโออิชิ อีทเทอเรียม ด้าน FOA จะเน้นเปิดและพัฒนาแบรนด์เพื่อเสริมให้กับอสังหาริมทรัพย์ในเครือเป็นหลัก”

 

ข้อมูล ณ กันยายน 2568 เครือไทยเบฟในประเทศไทยมีรวมทั้งสิ้น 882 สาขา แบ่งเป็นกลุ่ม QSA (KFC) 530 สาขา,กลุ่ม OISHI 269 สาขา และกลุ่ม FOA 63 สาขา

 

ภาพ: Mangkorn Danggura / Shutterstock

The post ‘ทำงานมากกว่าเดิมเพื่อคงผลลัพธ์เท่าเดิม’ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำในวันที่เศรษฐกิจผันผวนจนกำลังซื้อเปราะบาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Soft Power ยังไม่พอ อาหารไทย 1.14 ล้านล้าน ติดกับดักวัตถุดิบ เปิดแนวคิด CPF-อิชิตัน พลิกแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-27/ Sat, 08 Nov 2025 06:22:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1140985 Soft Power ยังไม่พอ อาหารไทย 1.14 ล้านล้าน ติดกับดักวัตถุดิบ เปิดแนวคิด CPF-อิชิตัน พลิกแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าอาหารรายใหญ่ของโลก เ […]

The post Soft Power ยังไม่พอ อาหารไทย 1.14 ล้านล้าน ติดกับดักวัตถุดิบ เปิดแนวคิด CPF-อิชิตัน พลิกแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Soft Power ยังไม่พอ อาหารไทย 1.14 ล้านล้าน ติดกับดักวัตถุดิบ เปิดแนวคิด CPF-อิชิตัน พลิกแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าอาหารรายใหญ่ของโลก เนื่องจากได้รับการยอมรับในรสชาติ ความหลากหลาย และวัฒนธรรมการกินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ท่ามกลางความสำเร็จเหล่านี้ ยังมีหลายโจทย์ท้าทายที่ต้องเร่งขยับ เพื่อยกระดับ ‘อาหารไทย’ จากเพียงซอฟต์เพาเวอร์ด้านวัฒนธรรม ไปสู่พลังเศรษฐกิจ ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ

 

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ในหัวข้อ ‘FOOD AS Power: TURNING Soft Power INTO ECONOMIC Power – อาหารไทย จาก Soft Power สู่พลังเศรษฐกิจระดับโลก’ โดยมีผู้นำจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทยร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ เพื่อหาคำตอบว่า ประเทศไทยจะผลักดันอาหารไทยให้ไปไกลกว่านี้ได้อย่างไร และ อะไรคือสิ่งที่ไทยยังขาดอยู่

 

  • อุตสาหกรรมอาหารไทยมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท แต่ยังขาดการต่อยอดมูลค่า

 

ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตอาหารของไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.14 ล้านล้านบาทต่อปี โดยกลุ่มสินค้าหลักได้แก่ ข้าว, น้ำตาล, ผลไม้สด, เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์เนื้อปลาปรุงแต่ง

 

Soft Power ยังไม่พอ อาหารไทย 1.14 ล้านล้าน ติดกับดักวัตถุดิบ เปิดแนวคิด CPF-อิชิตัน พลิกแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก 1

ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF

 

แม้จะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ แต่สินค้าส่วนใหญ่ที่ส่งออกยังคงอยู่ในรูปของวัตถุดิบขั้นต้น (Raw Material) มากกว่าการเป็นแบรนด์สินค้าแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่ม ขณะที่ภาพลักษณ์อาหารไทยในต่างประเทศยังคงได้รับแรงหนุนจากร้านอาหารไทย ที่ขยายสาขาไปหลายๆ ประเทศ และเมนูยอดนิยมอย่าง ต้มยำกุ้ง และ ผัดไทย ยังติดอันดับเมนูยอดฮิตในต่างประเทศ

 

ในเชิงเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมอาหารของไทยมีสัดส่วน 30.4% มาจากภาคอุตสาหกรรม, 8.6% จากภาคเกษตร, และ 61% จากภาคบริการ โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 5.4% ต่อปี แสดงให้เห็นว่าอาหารเป็นหนึ่งในเซกเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

 

อย่างไรก็ตาม การส่งออกอาหารไทย ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในรูปของอาหารแปรรูปเชิงอุตสาหกรรมและการผลิตแบบ OEM (รับจ้างผลิต) ไม่ใช่แบรนด์ของคนไทยเอง ซึ่งสะท้อนว่าไทยยังขาดการพัฒนาแบรนด์อาหารให้มีเอกลักษณ์และมูลค่าในตลาดโลก

 

  • ผู้ประกอบการรายเล็กคือแรงผลักดันสำคัญในอนาคต

 

ประสิทธิ์ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการในภาคอาหารมากกว่าแสนราย ซึ่งถือเป็นโอกาสในการขยายศักยภาพของรายเล็กให้เติบโตและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยผู้ประกอบการทุกรายเกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงสร้างอุตสาหกรรมอาหารและแรงงานของประเทศ หากสามารถยกระดับได้พร้อมกัน จะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

 

นอกจากนี้อาหารไทยยังมีศักยภาพสูงในการต่อยอดควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวทุกคนต้องกินอาหาร และที่ผ่านมา ความนิยมอาหารไทยได้รับแรงหนุนจากกระแสซีรีส์และคอนเสิร์ตที่เผยแพร่วัฒนธรรมไทยไปทั่วโลก

 

แต่สิ่งที่ยังขาดคือเป้าหมายและทิศทางที่ชัดเจน เพราะยังไม่มีหน่วยงานหรือผู้นำที่ผลักดันเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ รวมถึงยังไม่กำหนดชัดเจนว่าแบรนด์อาหารไทย จะเดินไปในทิศทางใด ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญหากต้องการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

 

  • อาหารไทยต้องสร้างมูลค่าเพิ่มจากความเป็นไทย

 

เช่นเดียวกับ ตัน ภาสกรนที ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บมจ อิชิตัน กรุ๊ป กล่าวต่อว่า ปัญหาสำคัญของอาหารไทยคือการสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมยกตัวอย่างว่า ร้านอาหารไทยที่ขายปลากะพงทอด ราคาเพียง 200 บาท ขณะที่ร้านอาหารญี่ปุ่นขายปลาดิบ 4 ชิ้น ราคา 500 บาท ซึ่งความต่างอยู่ที่การสร้างคุณค่าและภาพลักษณ์ให้กับอาหาร

 

Soft Power ยังไม่พอ อาหารไทย 1.14 ล้านล้าน ติดกับดักวัตถุดิบ เปิดแนวคิด CPF-อิชิตัน พลิกแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก 2

ตัน ภาสกรนที ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บมจ อิชิตัน กรุ๊ป

 

มองว่า การเติบโตของธุรกิจอาหารไม่จำเป็นต้องขยายสาขา แต่ควรเพิ่มมูลค่าให้กับสาขาเดิม ผ่านการสร้างแบรนด์และเรื่องราว เช่นเดียวกับร้านอาหารญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับความประณีตและพิถีพิถันในรายละเอียด ซึ่งอาหารไทยยังขาดอยู่

 

พร้อมกับยกตัวอย่างประสบการณ์จากการลงทุนในมาเลเซีย หลังจากเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา เริ่มต้นนำชาเขียวอิชิตัน ไปขาย ปรากฏว่าขาดทุนต่อเนื่องหลายปี จนวันหนึ่งพบว่าชาไทยมิลค์ทีในตลาดกลับขายดีกว่าและมีราคาสูงกว่า จึงเปลี่ยนมาขายชาไทยมิลค์ที ซึ่งประสบความสำเร็จมากกว่า เพราะต่างชาติรู้จักและมีภาพจำที่ดีเกี่ยวกับชาไทยอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้คือจุดแข็งที่ผู้ประกอบการควรใช้ในการขยายตลาด

 

  • Soft Power ต้องเชื่อมทั้งห่วงโซ่ Supply Chain

 

ประสิทธิ์ เสริมว่า แนวคิด Soft Power จะมีความยั่งยืนได้ ต้องเชื่อมโยงทั้งระบบ ไม่ใช่แค่การโปรโมตปลายน้ำ แต่ต้องดูตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่รากฐานการผลิต การแปรรูป การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการตลาดและการส่งออก

 

โดยได้ยกตัวอย่างว่า CPF เคยเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย โดยใช้เวลาศึกษาห่วงโซ่อาหารของญี่ปุ่นกว่า 1 ปี เพื่อให้เข้าใจระบบซัพพลายเชน ซึ่งหากประเทศไทยต้องการผลักดันอาหารไทยสู่ตลาดโลก ก็ต้องพัฒนาทั้งห่วงโซ่ ไม่ใช่แค่การส่งออกสินค้า

 

เช่นเดียวกับ ตัน ยกตัวอย่างเสริมว่า มีโอกาสเดินทางไปทานเมนูข้าวกะเพราในประเทศออสเตรเลียแล้วพบว่ารสชาติไม่เหมือนของไทย เพราะไม่มีวัตถุดิบแท้จากประเทศไทย นี่แสดงว่าซัปพลายเชนยังไม่แข็งแรงพอ

 

  • ยกระดับแบรนดิ้งอาหารไทย สู่การเป็นสัญลักษณ์วัฒนธรรมประเทศ

 

ประสิทธิ์ สรุปว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการสร้าง ‘Food Branding’ หากมีการวางระบบอย่างจริงจัง โดยหลักการสร้างแบรนด์ที่แข็งแรงมี 5 ขั้นตอน ได้แก่

 

1.สร้างการรับรู้ (Awareness)
2.สร้างความเข้าใจในภาพลักษณ์ (Perception)
3.ให้ผู้บริโภคบริโภคซ้ำอย่างต่อเนื่อง (Preference)
4.ให้ผู้บริโภคบอกต่อและแนะนำ (Advocacy)
5.กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมประเทศ (Cultural Icon)

 

ถึงอย่างไรวันนี้อาหารไทยได้รับการจัดอันดับติดอาหารที่ดีที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดอเมริกา ซึ่งผู้บริโภคมองว่าอาหารไทยเป็นสินค้าพรีเมียมและยอมจ่ายในราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ

 

ประสิทธิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า จุดเริ่มต้นของประเทศไทยแข็งแรงอยู่แล้ว เพียงแต่ยังขาดภาพลักษณ์ที่ชัดเจนและการเชื่อมโยงเชิงระบบ หากสามารถรวมพลังกันระหว่างภาครัฐและเอกชน อาหารไทยจะไปได้ไกล และกลายเป็นพลังเศรษฐกิจระดับโลกได้อย่างแน่นอน

The post Soft Power ยังไม่พอ อาหารไทย 1.14 ล้านล้าน ติดกับดักวัตถุดิบ เปิดแนวคิด CPF-อิชิตัน พลิกแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>