Suntory Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/suntory/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 03 Apr 2026 08:59:58 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เหงื่อไม่ออกแต่ทำไมร่างกายสูญเสียน้ำ? ภัยเงียบของมนุษย์เมืองที่ต้องอยู่ในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน [Advertorial] https://thestandard.co/life/silent-danger-body-lose-water-aircon/ Fri, 03 Apr 2026 08:57:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1193643 ภาพประกอบแสดงอาการขาดน้ำในห้องแอร์ เช่น ปากแห้ง และรู้สึกไม่สดชื่น

แดดเมืองไทย คำนวณยังไงก็ไม่คุ้มที่จะพาตัวเองออกไปทำกิจก […]

The post เหงื่อไม่ออกแต่ทำไมร่างกายสูญเสียน้ำ? ภัยเงียบของมนุษย์เมืองที่ต้องอยู่ในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงอาการขาดน้ำในห้องแอร์ เช่น ปากแห้ง และรู้สึกไม่สดชื่น

แดดเมืองไทย คำนวณยังไงก็ไม่คุ้มที่จะพาตัวเองออกไปทำกิจกรรมเอาท์ดอร์ที่อาจเสี่ยงกับอาการวูบเพราะความร้อน หรือภาวะฮีตสโตรกเพียงเสี้ยวนาที

 

เราจึงเห็นกิจกรรมเอาท์ดอร์มากมายถูกปรับรูปแบบมาเป็นกิจกรรมอินดอร์ อาทิ คลาสปั่นจักรยานในฟิตเนส ปีนผาจำลอง โกคาร์ทในร่ม คาเฟ่ที่ออกแบบให้มีทั้งโซนอินดอร์อินดอร์และเอาท์ดอร์ ไปจนถึงกิจกรรมฮีลใจและเวิร์กชอปนับไม่ถ้วนที่ช่วยให้ไลฟ์สไตล์คนเมืองร้อนยังสนุกได้โดยไม่ต้องเจอแดด

 

ภาพประกอบแสดงอาการขาดน้ำในห้องแอร์ เช่น ปากแห้ง และรู้สึกไม่สดชื่น 1

 

เหมือนจะดีต่อใจ แต่การพาตัวเองไปอยู่ในห้องแอร์เป็นประจำอาจเสี่ยงที่ร่างกายจะสูญเสียน้ำโดยไม่รู้ตัว

 

ยังมีความเข้าใจผิดที่ว่า ร่างกายจะสูญเสียน้ำตอนทำกิจกรรมที่เสียเหงื่อมากๆ หรืออยู่กลางแดดนานๆ  แต่ความเป็นจริงร่างกายสูญเสียน้ำได้จากหลายรูปแบบแม้ไม่ได้ออกกำลังกายหนักหรือเจอแดด เช่น ลมหายใจ ปัสสาวะ อุจจาระ และการระเหยแบบไม่รู้ตัวผ่านผิวหนัง

 

จุดอันตรายที่หลายคนมองข้ามคือ เวลาอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานานๆ แม้เหงื่อไม่ออก แต่ร่างกายยังสูญเสียน้ำได้จาก การระเหยของน้ำออกจากร่างกายโดยไม่รู้ตัว’ (insensible perspiration) ในรูปแบบของไอระเหย ซึ่งการสูญเสียน้ำลักษณะนี้จะเกิดขึ้นตลอดเวลาแม้จะนั่งนิ่งๆ โดยไม่กระตุ้นความกระหาย

 

ภาพประกอบแสดงอาการขาดน้ำในห้องแอร์ เช่น ปากแห้ง และรู้สึกไม่สดชื่น 2

 

อยู่ในห้องแอร์นานๆ ทำให้สูญเสียน้ำได้อย่างไร?

 

ต้องเข้าใจก่อนว่า ‘เครื่องปรับอากาศ’ ไม่ใช่ผู้ร้าย แต่การอยู่ในห้องแอร์นานเกินไปคือตัวการที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำโดยไม่รู้ตัว 

 

เมื่อความชื้นสัมพัทธ์ในห้องต่ำ อากาศจะดึงความชื้นจากผิวหนังและลมหายใจ ส่งผลให้ค่า Osmolality ในเลือดพุ่งสูงขึ้น สมองจะสั่งหลั่งฮอร์โมน ADH เพื่อให้ไตดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้ปากแห้ง คอแห้ง สมองล้า (Brain Fog) และปวดหัว นี้คือสัญญาณเตือนว่าระบบภายในกำลังทำงานหนักเกินพิกัดเพื่อสู้กับอากาศที่แห้งจัด และร่างกายกำลังสูญเสียน้ำอยู่เงียบๆ ทำให้เราไม่รู้สึกกระหายน้ำและอาจส่งผลให้ดื่มน้ำน้อยกว่าที่ควร

 

งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า การสูญเสียน้ำเพียง 1–2% ก็เพียงพอที่จะทำให้สมาธิลดลง ความจำระยะสั้นแย่ลง และความเครียดเพิ่มสูงขึ้น และกระทบต่อสุขภาพจากการอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานานๆ ที่ได้จากวิจัยจาก Indian Journal of Occupational and Environmental Medicine ที่ศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อมโยงด้านสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่สุขภาพดีไม่สูบบุหรี่ อายุ 18–45 ปี จำนวน 200 คน และทำงานอยู่ในห้องแอร์ 6–8 ชั่วโมง/วัน มากกว่า 2 ปี พบอาการตาล้า ตาเครียด (48%) ตาแห้งคัน (46%) คอแห้ง (43%) น้ำมูกไหล (40%) จาม (38%) ปวดหัว (27%) และเพลีย (23%)

 

ภาพประกอบแสดงอาการขาดน้ำในห้องแอร์ เช่น ปากแห้ง และรู้สึกไม่สดชื่น 3

 

รักษาสมดุลน้ำในร่างกายได้อย่างไร ถ้าไลฟ์สไตล์ส่วนใหญ่ยังต้องอยู่ในห้องแอร์? 

 

ถ้าคุณยังจำเป็นต้องทำงานหรือทำกิจกรรมในห้องแอร์เป็นเวลานานๆ นี่คือวิธีที่จะช่วยให้คุณรับมือกับภาวะสูญเสียน้ำได้

 

  • เพิ่มความชื้นให้อากาศพอดี 40-60%

การควบคุมความชื้นในอากาศเป็นวิธีตรงที่สุดในการลดการสูญเสียน้ำ เนื่องจากระดับความชื้นสัมพัทธ์ภายในห้องที่เหมาะสมควรอยู่ที่ระหว่าง 30% – 50% แต่อาการแห้งในห้องแอร์มักต่ำกว่า 30% แนะนำให้ใช้เครื่องเพิ่มความชื้น งานวิจัยจาก Aerosol and Air Quality Research ระบุว่า ความชื้น 40–60% เป็นระดับที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสุขภาพมนุษย์

 

  • พักเบรกสูดอากาศข้างนอก 10 นาที ทุก 2 ชั่วโมง

ทุก 2 ชั่วโมง ลุกออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ 10 นาที ไม่ว่าจะยืนจิบกาแฟที่ระเบียง มองวิวเมือง หรือเดินเล่นในสวนใกล้ๆ ผลวิจัยหลายชิ้นพบว่าความชื้นจากอากาศภายนอกจะช่วยเติมน้ำให้ปอดและผิว ลดความเครียด และรีเฟรชสมองให้แหลมคม

 

  • จิบน้ำเปล่าทุกๆ 30 นาที

อากาศแห้ง ทำให้ประสาทรับความกระหายทำงานช้าลง สมองสั่งให้ร่างกายกระหายน้ำช้ากว่าที่ร่างกายต้องการจริง แม้จะไม่รู้สึกกระหาย แต่ควรจิบน้ำทุกๆ 30 นาที จะช่วยให้ระดับน้ำในร่างกายสม่ำเสมอ ดีกว่าดื่มครั้งละมากๆ แล้วนานๆ ครั้ง โดยเฉพาะเวลาอยู่ในห้องแอร์นานๆ เยื่อเมือกในจมูก ลำคอ และตาแห้งง่ายมาก การจิบน้ำบ่อยๆ ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของเยื่อบุทางเดินหายใจ

 

การดื่มน้ำอาจไม่เพียงพอถ้าขาด สมดุลโซเดียม

 

ต่อให้เราดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม แต่หากร่างกายขาดสมดุลโซเดียม น้ำเหล่านั้นจะถูกขับออกเป็นปัสสาวะอย่างรวดเร็ว โดยที่เซลล์ยังไม่ทันได้ อิ่มน้ำเนื่องจากโซเดียมเป็นตัวควบคุมว่าน้ำจะอยู่ที่ไหนในร่างกาย เพราะน้ำจะเคลื่อนที่ตามโซเดียมผ่านกระบวนการ Osmosis

 

ถ้าเราดื่มน้ำที่ไม่มีแร่ธาตุ ค่า Osmolality ในเลือดลดลง เมื่อร่างกายตรวจจับได้ว่าเลือดเจือจางเกิน จะส่งผลฮอร์โมน ADH (Antidiuretic Hormone) ลดการหลั่ง เมื่อนั้นไตจะเร่งขับน้ำส่วนเกินออกทางปัสสาวะ ทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไปถูกปล่อยออกจากร่างกายก่อนที่เซลล์จะได้ใช้ประโยชน์

 

แต่ถ้าเมื่อไรที่ร่างกายมีโซเดียมและแร่ธาตุในสัดส่วนที่เหมาะสม ร่างกายไม่ต้องทำงานหนักเพื่อปรับสมดุล น้ำจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้เร็วกว่าและถูกกักเก็บไว้ในเซลล์ได้นานกว่า

 

ดังนั้น การเติมน้ำให้ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับสมดุลของแร่ธาตุและระดับความเข้มข้นของสารละลาย (Osmolarity) ที่เหมาะสมต่อการดูดซึม

 

ภาพประกอบแสดงอาการขาดน้ำในห้องแอร์ เช่น ปากแห้ง และรู้สึกไม่สดชื่น 4

 

‘Suntory Hy! Water Lock™ น้ำล็อกความชุ่มชื้นที่มีส่วนผสมของวิตามินและแร่ธาตุ ออกแบบมาเพื่อช่วย กักเก็บน้ำให้อยู่ในร่างกายได้ยาวขึ้น พัฒนาบนแนวคิด ‘Hydration Science’ หรือศาสตร์แห่งการเติมน้ำให้ร่างกาย โดยทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ซันโทรี่ ประเทศญี่ปุ่น ได้พัฒนาสูตร Water Lock™ โดยปรับสมดุลของโซเดียมในระดับที่พอเหมาะ ช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำเข้าสู่กระแสเลือดได้รวดเร็วกว่าน้ำเปล่าทั่วไป และปรับระดับ Osmolality ที่เหมาะสม จึงช่วยลดการขับน้ำทิ้ง และกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในร่างกายได้ยาวนานกว่าเดิม

 

เสริมด้วยไนอะซิน (วิตามินบี 3) ซึ่งเป็นวิตามินจำเป็นที่ร่างกายต้องการตามปกติ โดยมีส่วนช่วยคงสภาพปกติของเยื่อบุทางเดินอาหารและผิวหนัง ช่วยดูแลปราการความชุ่มชื้นจากภายในสู่ภายนอก และโพแทสเซียม (K) ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยสนับสนุนสมดุลของของเหลวในร่างกายตามหลักวิทยาศาสตร์ด้านการเติมน้ำให้ร่างกาย  

 

มากไปกว่าฟังก์ชันที่ตอบโจทย์พนักงานออฟฟิศที่อาจกำลังสูญเสียน้ำโดยไม่รู้ตัวจากการใช้ชีวิตในห้องปรับอากาศเป็นเวลานาน Suntory Hy! Water Lock™ มาพร้อมกับกลิ่นยูซูที่หอมสดชื่นเป็นเอกลักษณ์ รสชาติเบาๆ ดื่มง่าย เหมาะสำหรับจิบระหว่างทำกิจกรรมภายในห้องแอร์ได้ตลอดทั้งวัน

 

ในเมื่อไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของเรายังต้องพึ่งพาความเย็นจากห้องแอร์เสียเป็นส่วนใหญ่ ก็ควรหาวิธีหรือเครื่องมือที่จะช่วยให้ร่างกายได้รับน้ำอย่างเหมาะสมและดูแลสมดุลน้ำในร่างกายให้มีประสิทธิภาพ ดูแลความสดชื่นให้ร่างกายด้วย

 

ดูแลความสดชื่นให้ร่างกายด้วย Suntory HY! Water lock ราคา 20 บาท ขนาด 570 มล. วางจำหน่ายแล้วที่ 7-11 ทุกสาขาทั่วประเทศ

 

อ้างอิง

 

The post เหงื่อไม่ออกแต่ทำไมร่างกายสูญเสียน้ำ? ภัยเงียบของมนุษย์เมืองที่ต้องอยู่ในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
SUNTORY MRP ไอเท็มเด็ดตอบโจทย์สายไดเอต ที่มีแค่ 1 ซอง ก็เท่ากับข้าว 1 มื้อ พร้อมกับความอร่อย! https://thestandard.co/suntory-mrp-meal-replacement/ Fri, 28 Jun 2024 08:30:54 +0000 https://thestandard.co/?p=950217

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันนี้มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายแบรน […]

The post SUNTORY MRP ไอเท็มเด็ดตอบโจทย์สายไดเอต ที่มีแค่ 1 ซอง ก็เท่ากับข้าว 1 มื้อ พร้อมกับความอร่อย! appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันนี้มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายแบรนด์ให้ได้เลือกสรรกัน และหลายคนคงคิดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะควบคุมอาหารทั้งที คงมีแต่ต้องอดทนกับของกินที่อาจจะไม่อร่อย จืด หรือฝืดคอ หรือไม่ก็สารอาหารไม่ครบตามที่ร่างกายต้องการ ซึ่ง SUNTORY Meal Replacement (MRP) แบรนด์เอาใจสายเฮลตี้ที่ส่งตรงมาจากประเทศญี่ปุ่น การันตีด้วยรางวัลรสชาติดีระดับสากล ก็ถือได้ว่าเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ ในช่วงนี้

 

เพราะตอนนี้ทางแบรนด์ได้ออกผลิตภัณฑ์อย่าง SUNTORY MRP ทดแทนมื้ออาหาร โปรดักต์แสนสะดวกที่เอาใจคนอยากควบคุมปริมาณแคลอรี มาในรูปแบบผงละลายน้ำ ประกอบไปด้วยโปรตีนสูง 22 กรัม ไฟเบอร์สูง 10 กรัม และแอลคาร์นิทีน แถมถูกออกแบบมาเพื่อใช้รับประทานแทนอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งได้อย่างถูกหลักโภชนาการ

 

โดย SUNTORY MRP ยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ช่วยเผาผลาญไขมันในแบบที่ไม่กระทบกล้ามเนื้อ รวมถึงช่วยระบบขับถ่าย เพราะมีกากใยอาหารสูง สามารถรับประทาน 1 ซอง แทนข้าว 1 มื้อ ได้สะดวกและง่ายดาย ไม่เติมน้ำตาลทราย มีรสชาติอร่อย พร้อมให้พลังงานที่เหมาะสม

 

และตอนนี้ก็มี 2 รสชาติให้ได้ลอง อย่างรสกาแฟลาเต้ หรือถ้าใครไม่ใช่สายคาเฟอีนจ๋า ก็สามารถทดแทนกันได้ด้วยรสโกโก้ ใครที่จะอยากลองก่อนก็มีแพ็กทดลอง 4 ซอง รวม 2 รส ให้ได้เลือกเช่นกัน ซึ่งก็เป็นไอเท็มน่าสนใจและตอบโจทย์คนอยากไดเอต เพราะนอกจากจะไม่ต้องมายุ่งยากกับการคุมอาหารในแต่ละมื้อให้กลุ้มใจแล้ว ยังได้รสชาติของความอร่อย คุมอาหารได้อย่างมีความสุข สายออกกำลังก็เหมาะ เพราะโปรตีนสูง วิตามินและแร่ธาตุครบ จะดื่มเป็น Pre หรือ Post Workout ก็ได้เช่นกัน เป็นโปรดักต์ใหม่ที่น่าจับตามองสำหรับเทรนด์รักสุขภาพ

 

#SuntoryMRP

#SuntoryMealReplacement

 

[ADVERTORIAL]

The post SUNTORY MRP ไอเท็มเด็ดตอบโจทย์สายไดเอต ที่มีแค่ 1 ซอง ก็เท่ากับข้าว 1 มื้อ พร้อมกับความอร่อย! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอ Suntory เตือน เงินเยนมีโอกาสอ่อนค่าแตะระดับ 170 เยนต่อดอลลาร์ หาก BOJ ยังเดินหน้าใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย https://thestandard.co/japan-yen-is-likely-to-depreciate/ Fri, 08 Sep 2023 05:15:11 +0000 https://thestandard.co/?p=838964 Suntory

ทาเคชิ นินามิ ซีอีโอของ Suntory Holdings บริษัทผู้ผลิตแ […]

The post ซีอีโอ Suntory เตือน เงินเยนมีโอกาสอ่อนค่าแตะระดับ 170 เยนต่อดอลลาร์ หาก BOJ ยังเดินหน้าใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Suntory

ทาเคชิ นินามิ ซีอีโอของ Suntory Holdings บริษัทผู้ผลิตแอลกอฮอล์ชื่อดังของญี่ปุ่น ออกมาคาดการณ์ว่า เงินเยนมีโอกาสอ่อนค่าไปแตะระดับ 170 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งครั้งสุดท้ายที่เงินเยนเคยอยู่ที่ระดับดังกล่าวคือเมื่อ 37 ปีก่อน หากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังคงเดินหน้าใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษต่อไป

 

นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เงินเยนได้อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว 11% ซึ่งถือเป็นสกุลเงินที่มีผลงานย่ำแย่ที่สุดในกลุ่ม 10 สกุลเงินหลักของโลก ล่าสุดในสัปดาห์นี้เงินเยนได้อ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 147.50 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 เดือน โดย JPMorgan Chase & Co ประเมินว่า เงินเยนมีโอกาสอ่อนค่าไปสู่ระดับ 155 เยนต่อดอลลาร์ในปีหน้า

 

การอ่อนค่าของเงินเยนมีสาเหตุมาจากการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษของ BOJ ที่กดดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับต่ำ พร้อมกับล็อกอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย (Yield Curve Control) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและคุมต้นทุนการกู้ยืมไม่ให้สูงเกินไป โดย BOJ มีเป้าหมายที่จะนำญี่ปุ่นออกจากภาวะเงินฝืดที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ

 

การยืนกรานใช้นโยบายการเงินที่สวนทางกับธนาคารหลักในหลายประเทศ ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยของญี่ปุ่นกับประเทศอื่นๆ ถ่างกว้างขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จนทำให้เกิดภาวะเงินไหลออก ส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง 

 

เพื่อชะลอการอ่อนค่าที่รวดเร็วของเงินเยนและลดความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่มีต่อภาคครัวเรือนจากราคาสินค้านำเข้าที่แพงขึ้น ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา BOJ ได้ตัดสินใจเพิ่มความยืดหยุ่นของกรอบความเคลื่อนไหวของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ขึ้นจาก ±0.5% เป็น +1.0% แต่ดูเหมือนว่ามาตรการดังกล่าวจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร

 

แม้ว่าปัจจุบันเงินเฟ้อในญี่ปุ่นจะปรับสูงขึ้นแล้ว แต่ คาซูโอะ อูเอดะ ผู้ว่าการ BOJ ยังคงส่งยืนยันจะเดินหน้าใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อ จนกว่าจะเห็นสัญญาณการเติบโตของเงินเฟ้อที่ยั่งยืน ซึ่งสะท้อนว่าญี่ปุ่นได้หลุดออกจากภาวะเงินฝืดแล้วเท่านั้น

 

เงินเยนที่อ่อนค่าได้ส่งผลกระทบต่อผลกำไรของภาคธุรกิจญี่ปุ่นหลายแห่ง โดยเฉพาะบริษัทที่มีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุจากต่างประเทศสูง แต่ในอีกมุมหนึ่ง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ช่วยให้บริษัทที่มีรายได้จากต่างประเทศในสัดส่วนสูง มีผลประกอบการที่สูงขึ้น

 

“ฉากทัศน์ทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนจากภาวะเงินฝืดไปเป็นเงินเฟ้อ ในช่วงที่เรากำลังเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อ ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเร่งลงทุนก่อนที่เงินจะมีค่าน้อยลง ผมคิดว่าบริษัทญี่ปุ่นควรออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเซ็กเตอร์ที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีคือ ดิจิทัล สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม” นินามิกล่าว

 

อ้างอิง: 

The post ซีอีโอ Suntory เตือน เงินเยนมีโอกาสอ่อนค่าแตะระดับ 170 เยนต่อดอลลาร์ หาก BOJ ยังเดินหน้าใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Suntory’ ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมวิสกี้ของญี่ปุ่น จ่อบุกหนักกรุงเทพฯ-ภูเก็ต หลังพฤติกรรมนักดื่มรุ่นใหม่ต้องการสินค้าที่พรีเมียมมากขึ้น https://thestandard.co/suntory-target-to-bangkok-phuket/ Fri, 14 Jul 2023 02:39:58 +0000 https://thestandard.co/?p=817045 suntory

หนึ่งในกลยุทธ์ของ ‘Suntory’ ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมวิสกี้ขอ […]

The post ‘Suntory’ ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมวิสกี้ของญี่ปุ่น จ่อบุกหนักกรุงเทพฯ-ภูเก็ต หลังพฤติกรรมนักดื่มรุ่นใหม่ต้องการสินค้าที่พรีเมียมมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
suntory

หนึ่งในกลยุทธ์ของ ‘Suntory’ ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมวิสกี้ของญี่ปุ่น หลังจากครบรอบ 100 ปี ก้าวต่อไปต้องการเดินหน้าขยายตลาดไปทั่วโลก รวมถึงตลาดประเทศไทยอย่างกรุงเทพฯ และภูเก็ต โดยเฉพาะนักดื่มรุ่นใหม่ต้องการสินค้าที่พรีเมียมมากขึ้น

 

ล่าสุด THE STANDARD WEALTH เป็นหนึ่งในสื่อไทยเพียง 2 รายที่ได้รับเชิญเข้าร่วมงานฉลองครบรอบ 100 ปีในการบุกเบิกตลาดเครื่องดื่มวิสกี้ของ The House of Suntory ที่จัดขึ้นในประเทศสิงคโปร์ 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สิ่งที่น่าสนใจภายในงานฉลอง 100 ปี ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ ‘ชินจิโระ โทริอิ’ ผู้ก่อตั้งโรงกลั่นวิสกี้ Yamazaki ในปี 1923 ซึ่งถือเป็นโรงกลั่นวิสกี้มอลต์แห่งแรกและเก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ที่ผ่านมามีการพัฒนาวิสกี้ที่มาจากธรรมชาติและงานฝีมือของชาวญี่ปุ่น จนทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก จากนี้แม้จะทำธุรกิจผ่านมา 100 ปีแล้ว ก็จะให้ความสำคัญมากขึ้นไปอีก 

 

พร้อมกันนี้ยังได้เปิดตัวนิทรรศการ The Legacy Continues: 100 Years of Suntory Whisky Innovation ซึ่งเป็นการบอกเล่าเส้นทางของ Suntory ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงการเปิดตัวภาพยนตร์ The Nature and Spirit of Japan ชื่อ ธรรมชาติและจิตวิญญาณของญี่ปุ่น โดยมีนักแสดงชื่อดัง Keanu Reeves เข้ามาสื่อถึงเรื่องราวของวิสกี้ ที่กำกับโดย Sofia Coppola

 

แน่นอนว่าการเลือกผู้กำกับอย่าง Sofia Coppola ล้วนมีนัยสำคัญ เพราะเมื่อปี 1980 Roman Coppola น้องชายของ Sofia Coppola ก็เป็นผู้กำกับสร้างสารคดีเกี่ยวกับ Suntory ด้วยเช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงเส้นทางการเติบโตของแบรนด์ได้อย่างน่าสนใจ

 

ยิ่งไปกว่านั้นภายในงานยังได้จัดโซน The Bar ซึ่งรองรับแขกได้สูงสุด 30 คนต่อครั้ง เพื่อบอกเล่าถึงความเป็นเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์และวัฒนธรรมของบาร์ในโตเกียวที่มีมานาน และมีการเปิดตัวเครื่องดื่มวิสกี้รุ่นลิมิเต็ดในโอกาสครบรอบ 100 ปี ออกมาประมาณ 150,000 กระป๋อง วางขายเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น ซึ่งมีราคาประมาณ 152 บาท เพื่อให้ผู้บริโภคได้เก็บเป็นที่ระลึก

 

Nick Ganich ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Beam Suntory ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Suntory Holdings Limited ของญี่ปุ่น กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของการทำตลาดของบริษัทคือต้องการการเติบโตด้วยความยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคม ผ่านการสื่อสารด้วยกิจกรรมต่างๆ ทุกช่องทาง

 

ทิศทางต่อไปนั้นเราจะมุ่งให้ความสำคัญกับการคิดค้นผลิตภัณฑ์วิสกี้ใหม่ๆ เน้นกลุ่มพรีเมียมและสินค้าที่ลิมิเต็ดมากขึ้น ควบคู่กับหาโอกาสขยายตลาดในพื้นที่ใหม่ๆ ทั่วโลก ที่ผ่านมาเครื่องดื่มที่สร้างขึ้นมาต่างประสบความสำเร็จในการปลุกกระแสวิสกี้ในญี่ปุ่นมาแล้ว จึงเชื่อว่าน่าจะสามารถสร้างอิมแพ็กแบบเดียวกันในตลาดต่างประเทศได้

 

เช่นเดียวกับตลาดในประเทศไทยถือว่าน่าสนใจและมีโอกาสอย่างมาก โดยเฉพาะเมืองหลักของนักท่องเที่ยวอย่างกรุงเทพฯ และภูเก็ต จะเห็นได้ว่าผู้บริโภครุ่นใหม่ๆ ให้ความสนใจกลุ่มเครื่องดื่มวิสกี้ที่พรีเมียมมากขึ้น ดังนั้นจากนี้จึงต้องให้ความสำคัญกับช่องทางขายด้วยการสนับสนุนพาร์ตเนอร์อย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ เพื่อรองรับการแข่งขันที่สูงขึ้น เห็นได้จากผู้เล่นรายใหม่ที่เข้ามาในอุตสาหกรรมวิสกี้มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงหลังโควิดคลี่คลาย ตลาดเริ่มฟื้นตัวประมาณ 40% ถือเป็นสัญญาณบวกให้กับการทำธุรกิจ ซึ่งถ้าเทียบกับปี 2021 ร้านอาหาร-เครื่องดื่มต้องปิดให้บริการ ทำให้บริษัทได้รับผลกระทบอย่างมาก

 

แต่ในวิกฤตยังมีโอกาส เมื่อทุกอย่างเริ่มฟื้นตัวส่งผลให้ความต้องการกลุ่มเครื่องดื่มวิสกี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนทำให้ผลิตภัณฑ์บางตัวขาดตลาด และไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทันที 

 

เพราะวิสกี้ต้องใช้เวลาบ่มนานหลายปี ทำให้ช่วงต้นปีที่ผ่านมาบริษัทได้ขยายพื้นที่โรงกลั่นวิสกี้ Yamazaki และ Hakushu ด้วยเงินลงทุน 1 หมื่นล้านเยน (77 ล้านดอลลาร์) เพื่อรองรับโอกาสในตลาดใหม่ๆ

 

ปัจจุบัน Suntory มีกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่หลากหลาย ประกอบด้วยวิสกี้ เบียร์ ไปจนถึงเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ได้แก่ กาแฟ BOSS, ชา Iyemon, น้ำดื่ม Suntory Tennensui และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยมีพนักงานทั้งหมด 40,885 คน

The post ‘Suntory’ ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมวิสกี้ของญี่ปุ่น จ่อบุกหนักกรุงเทพฯ-ภูเก็ต หลังพฤติกรรมนักดื่มรุ่นใหม่ต้องการสินค้าที่พรีเมียมมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
“จากนี้ไปเราต้องการเติบโตมากกว่า 2 เท่าของตลาด และเพิ่มส่วนแบ่ง 1% ในทุกๆ ปี” เป้าหมายใหญ่ของ ‘ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค’ หลังควบรวมธุรกิจมาได้ 5 ปีแล้ว https://thestandard.co/the-big-goal-of-suntory-pepsico/ Tue, 04 Apr 2023 07:31:41 +0000 https://thestandard.co/?p=772825 เครื่องดื่มอัดลม

“จากนี้ไปเราต้องการเติบโตมากกว่า 2 เท่าของตลาด และเพิ่ม […]

The post “จากนี้ไปเราต้องการเติบโตมากกว่า 2 เท่าของตลาด และเพิ่มส่วนแบ่ง 1% ในทุกๆ ปี” เป้าหมายใหญ่ของ ‘ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค’ หลังควบรวมธุรกิจมาได้ 5 ปีแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องดื่มอัดลม

“จากนี้ไปเราต้องการเติบโตมากกว่า 2 เท่าของตลาด และเพิ่มส่วนแบ่ง 1% ในทุกๆ ปี” อชิต โจชิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงเป้าหมายของบริษัทในช่วงเวลาต่อจากนี้

 

เป็นเวลากว่า 5 ปีแล้วที่ ‘ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด’ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มจากญี่ปุ่น และ ‘เป๊ปซี่โค อิงค์’ บริษัทธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มจากสหรัฐอเมริกาได้ควบรวมกัน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

“5 ปีที่ผ่านมาถือว่าเราทำได้เกินความคาดหมาย” อชิตกล่าวพร้อมขยายความต่อว่าธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 5.9% ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โตกว่าภาพรวมของตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ถึง 3 เท่า 

 

ในส่วนของธุรกิจเครื่องดื่มน้ำอัดลม (Strengthen Core) ได้ส่งผลิตภัณฑ์รสชาติใหม่ออกสู่ตลาด ช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดได้สูงถึง 2.6% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มน้ำตาลน้อยและไม่มีน้ำตาล เพื่อรองรับเทรนด์สุขภาพที่กำลังมาแรง 

 

มีการขยายกลุ่มนวัตกรรมเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (Portfolio Transformation) รุกตลาดใหม่ทั้งชาและกาแฟพร้อมดื่ม รวมถึงเครื่องดื่มให้พลังงานระดับพรีเมียม และขยายฐานคู่ค้าทั่วประเทศ ทั้งธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) เครือข่ายร้านอาหาร และช่องทาง E-Commerce ได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

 

อนวัช สังขะทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) ขยายความต่อว่า หากพิจารณาตลาดเครื่องดื่มไทยในช่วงปี 2561-2565 โดยภาพรวมแล้วเราพบว่าตลาดเครื่องดื่มยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องดื่มในกลุ่มน้ำตาลน้อยหรือไม่มีน้ำตาล สอดคล้องกับเทรนด์รักสุขภาพของผู้บริโภค 

 

โดย ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย สามารถขยายการเติบโตของเครื่องดื่มเป๊ปซี่ไม่มีน้ำตาลได้ถึง 19% เฉลี่ยใน 5 ปีที่ผ่านมา รวมถึงส่งชาอู่หลงพร้อมดื่ม TEA+ และกาแฟพร้อมดื่ม BOSS Coffee เข้าแข่งขันในตลาดชาและกาแฟพร้อมดื่มที่มีศักยภาพการเติบโต ที่สำคัญยังส่ง Rockstar เจาะตลาดเครื่องดื่มให้พลังงาน ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูงสุดในอีก 5 ปีข้างหน้า

 

กระนั้นสิ่งที่น่าสนใจคือซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ไม่บอกชัดว่าเป๊ปซี่ที่ครั้งหนึ่งไทยเคยเป็นไม่กี่ประเทศในโลกที่สามารถแซงหน้าโค้กได้ ในปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดอยู่เท่าไร แต่ข้อมูลจาก Euromonitor ระบุว่า ปี 2563 ตลาดน้ำอัดลมมีมูลค่า 8.2 หมื่นล้านบาท โดยโค้กมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดที่ 37% ตามด้วยเป๊ปซี่ 22.1%, แฟนต้า 14.3% และเอส 8.8% 

 

ทิศทางต่อไปนั้นซันโทรี่ เป๊ปซี่โค วางแผนที่จะลุยกลุ่มเครื่องดื่มในกลุ่มน้ำตาลน้อยหรือไม่มีน้ำตาล สอดคล้องกับเทรนด์รักสุขภาพของผู้บริโภค โดยน้ำอัดลมที่ไม่มีน้ำตาลถูกประเมินว่าจะมีส่วนแบ่งที่ใหญ่ขึ้นจาก 2 เท่า จากวันนี้มีส่วนแบ่ง 10% และปีที่ผ่านมาเติบโต 30% ด้วยกัน 

 

ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ยังได้ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่สู่การเป็น ‘บริษัทเครื่องดื่มที่ผู้บริโภครักมากที่สุดในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง’ ที่นอกจากจะรุกตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมพลัสคุณประโยชน์เป็นทางเลือกใหม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่รักสุขภาพและต้องการความสดชื่นแล้ว ยังจะเสริมแกร่งตลาดชาและกาแฟพร้อมดื่ม และขยายการเติบโตในกลุ่มเครื่องดื่มให้พลังงานด้วย

The post “จากนี้ไปเราต้องการเติบโตมากกว่า 2 เท่าของตลาด และเพิ่มส่วนแบ่ง 1% ในทุกๆ ปี” เป้าหมายใหญ่ของ ‘ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค’ หลังควบรวมธุรกิจมาได้ 5 ปีแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อเป็นเหตุ Suntory หนึ่งในผู้ขายน้ำอัดลมยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นจะ ‘ขึ้นราคา’ สินค้าตั้งแต่ 6-20% https://thestandard.co/suntory-raising-price-by-6-20-percents/ Tue, 17 May 2022 11:22:16 +0000 https://thestandard.co/?p=629877 Suntory

Suntory Beverage and Food ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ขายน้ำอัดลม […]

The post เงินเฟ้อเป็นเหตุ Suntory หนึ่งในผู้ขายน้ำอัดลมยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นจะ ‘ขึ้นราคา’ สินค้าตั้งแต่ 6-20% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Suntory

Suntory Beverage and Food ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ขายน้ำอัดลมยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นจะ ‘ขึ้นราคา’ สินค้าตั้งแต่ 6-20% โดยคาดว่าจะกลายเป็นความเคลื่อนไหวที่ทำให้คู่แข่งทำตามในอุตสาหกรรมที่ถูกกดดันด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น

 

สินค้าที่ขึ้นราคานั้นจะมีทั้งหมด 165 รายการ โดยมีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป ซึ่งการขึ้นราคานี้เป็นผลมาจากปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน และค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงในประเทศที่คุ้นเคยกับภาวะเงินฝืดมาเป็นเวลานาน

 

“ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นทั่วทุกแห่ง ดังนั้นทุกบริษัทจำที่ต้องขึ้นราคาให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ต้องแยกการขึ้นราคาในขนาดผลิตภัณฑ์และช่องทางการขายที่แตกต่างกัน” นักวิเคราะห์จาก Inryou Souken บริษัทวิจัยตลาดในโตเกียวกล่าว “บริษัทอื่นๆ จะเดินตามรอย Suntory อย่างแน่นอน”

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

Suntory ครองส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นสำหรับเครื่องดื่มที่จำหน่ายผ่านร้านค้าปลีก ราคาที่เพิ่มขึ้นจะนำไปใช้กับเครื่องดื่มที่จำหน่ายผ่านร้านค้าปลีก ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ และช่องทางการขายอื่นๆ

 

โฆษกของคู่แข่งอย่าง Kirin Beverage กล่าวหลังจากการประกาศของ Suntory ว่า “ปัจจัยต่างๆ เริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ เราจะพิจารณาการเปลี่ยนแปลงราคาของเราต่อไป” ขณะที่ Asahi Soft Drinks ก็กล่าวว่า “จะคอยจับตาดูสภาพแวดล้อมทางธุรกิจอย่างใกล้ชิด ในขณะที่เราพิจารณาทางเลือกของเรา”

 

ในการสำรวจเดือนเมษายนโดย Smart Idea ในโตเกียว 85% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า ราคาที่สูงขึ้นนั้นเป็นภาระทางการเงิน ซึ่งอาหารอยู่ในอันดับต้นๆ ของผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาไม่ต้องการเห็นราคาที่สูงขึ้น

 

ก่อนหน้านี้ในปี 2014 ผู้ผลิตเครื่องดื่มขึ้นราคาเครื่องดื่มที่ขายผ่านเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติ 10 เยน ญี่ปุ่นเพิ่มภาษีการบริโภคเป็น 8% โดยทำให้ปริมาณการขายผ่านเครื่องลดลง 5% ในปีนั้น

 

อ้างอิง:

The post เงินเฟ้อเป็นเหตุ Suntory หนึ่งในผู้ขายน้ำอัดลมยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นจะ ‘ขึ้นราคา’ สินค้าตั้งแต่ 6-20% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลักภาระให้ลูกค้า? Asahi ขึ้นราคา ‘เบียร์ขายปลีก’ ครั้งแรกในรอบ 14 ปี เพื่อชดเชยต้นทุนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.07 หมื่นล้านบาทในปีนี้ https://thestandard.co/asahi-raise-price/ Wed, 27 Apr 2022 05:26:09 +0000 https://thestandard.co/?p=622001 Asahi

Asahi Breweries เพิ่มราคาให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ […]

The post ผลักภาระให้ลูกค้า? Asahi ขึ้นราคา ‘เบียร์ขายปลีก’ ครั้งแรกในรอบ 14 ปี เพื่อชดเชยต้นทุนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.07 หมื่นล้านบาทในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Asahi

Asahi Breweries เพิ่มราคาให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มส่วนใหญ่ ซึ่งรายงานของ Nikkei Asia ชี้ว่าเป็นการผลักภาระด้านต้นทุนส่วนผสมและบรรจุภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้นให้กับลูกค้า ซึ่งอาจกระตุ้นให้คู่แข่งทำตาม

 

การปรับขึ้นราคาจะเริ่มมีผลในวันที่ 1 ตุลาคม ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ 162 รายการ ซึ่งรวมถึงเบียร์ Asahi Super Dry ซึ่งเป็นสินค้าดาวเด่น รวมไปถึงเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ค็อกเทลกระป๋อง วิสกี้ โดยราคาเบียร์บนชั้นวางจะเพิ่มขึ้น 6-10% ในขณะที่วิสกี้ราคาอาจเพิ่มขึ้น 7-17%

 

นี่ถือเป็นการขึ้นราคาขายปลีกครั้งแรกของ Asahi ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2008 เช่นเดียวกับการขึ้นราคาลูกค้าเชิงพาณิชย์ครั้งแรกตั้งแต่เดือนมีนาคม 2018 ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระให้กับร้านอาหารและบาร์ที่ยังคงพยายามฟื้นตัวจากการระบาดของโรคโควิด

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

การขึ้นราคานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อชดเชยราคาที่เพิ่มขึ้นของปัจจัยการผลิต เช่น ข้าวบาร์เลย์และอะลูมิเนียม หลังบริษัทแม่ Asahi Group Holdings ออกมาประเมินว่าค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้น 4 หมื่นล้านเยน หรือ 1.07 หมื่นล้านบาทในปีนี้

 

แม้ทางการญี่ปุ่นตั้งเป้าที่จะลดภาษีสุราในปี 2023 และ 2026 ซึ่ง อัตสึชิ คัตสึกิ ประธานกลุ่ม Asahi กล่าวว่าจะช่วยกระตุ้นตลาดเบียร์ แต่ผลกระทบจากการรุกรานยูเครนของรัสเซียที่มีต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ประกอบกับค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงเมื่อเร็วๆ นี้ ได้เพิ่มความตึงเครียดให้กับอุตสาหกรรม

 

คู่แข่งของ Asahi ประสบปัญหาเดียวกัน ต้นทุนรวมของผู้ผลิตเบียร์ชั้นนำ 4 แห่งของญี่ปุ่น ได้แก่ Asahi, Kirin Holdings, Suntory Holdings และ Sapporo Holdings คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 8 หมื่นล้านเยนในปีนี้

 

อ้างอิง:

The post ผลักภาระให้ลูกค้า? Asahi ขึ้นราคา ‘เบียร์ขายปลีก’ ครั้งแรกในรอบ 14 ปี เพื่อชดเชยต้นทุนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.07 หมื่นล้านบาทในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ใช่แค่กาแฟแล้วที่ดริปได้! ‘ซุปดริป’ วิธีการกินซุปแบบใหม่จากญี่ปุ่น https://thestandard.co/yohaku-drip/ Thu, 06 Jan 2022 08:51:43 +0000 https://thestandard.co/?p=579694 YOHAKU Drip

ซุปเป็นเมนูอาหารที่ช่วงนี้กลับมานิยมอีกครั้ง เพราะเป็นเ […]

The post ไม่ใช่แค่กาแฟแล้วที่ดริปได้! ‘ซุปดริป’ วิธีการกินซุปแบบใหม่จากญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
YOHAKU Drip

ซุปเป็นเมนูอาหารที่ช่วงนี้กลับมานิยมอีกครั้ง เพราะเป็นเมนูตอบโจทย์เวลาที่หิวมื้อเบาๆ ไม่ว่าจะเป็นมื้อเช้าที่เร่งรีบและไม่หิวขนาดนั้น หรือช่วงเวลาที่อยู่ๆ ก็หิวขึ้นมากลางดึก แต่ก็ไม่อยากกินมื้อใหญ่ก่อนนอน หรือเป็นช่วงเวลาแฮงก์หลังสังสรรค์ เมนูซุปสามารถช่วยคลายความหิวและทำให้รู้สึกดีขึ้นได้

 

 

เมื่อปีที่แล้ว บริษัทอาหารและร้านอาหารในญี่ปุ่นเริ่มออกสินค้าซุปกระป๋องพร้อมดื่มมาแข่งกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นซุปกระป๋องพร้อมดื่มจาก Ippudo ร้านราเมงชื่อดัง หรือซุปแกงกะหรี่จาก Suntory แต่บริษัทที่น่าจับตามองที่สุดในตอนนี้คือ Kikkoman ที่ริเริ่มออกสินค้า ‘ซุปดาชิแบบดริป’ มาให้ชาวญี่ปุ่นที่รักในความมินิมัลและการดริปกาแฟได้ลองดริปซุปด้วยตัวเองกัน โดยพวกเขาเล็งเป้าหมายไว้ว่าอยากให้ซุปดาชิกลายเป็นเครื่องดื่มประจำชาติของญี่ปุ่น

 

 

ซุปนี้มีชื่อว่า YOHAKU Drip เป็นซุปใสที่ทำจากปลาแห้ง รสชาติเบาบาง ไม่หนักท้อง แค่ได้กลิ่นปลาจากซุปก็รู้สึกสบายใจ และวิธีทำนั้นก็ไม่ยากอย่างที่คิด เพราะซุปดริปนี้มาในรูปแบบของดริปแบ็กที่สามารถใส่แก้ว เทน้ำร้อน แล้วรอประมาณ 1-2 นาทีให้ซุปค่อยๆ หยดลงผ่านกระดาษกรอง ก็สามารถดื่มได้เลย

 

ด้วยบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม สามารถมอบเป็นของขวัญได้ เป้าหมายที่พวกเขาเล็งไว้ว่าอยากให้ซุปดาชิเป็นเครื่องดื่มประจำชาติของญี่ปุ่นที่ดื่มได้ทุกวันและมอบเป็นของขวัญให้กันได้นั้นไม่น่าเกินจริงเลย โดย YOHAKU Drip จะวางขายในช่องทางออนไลน์ของ Kikkoman มีแบบ 9 ซอง ราคา 1,800 เยน หรือประมาณ 520 บาท และแบบ 30 ซอง ในราคา 4,950 เยน หรือประมาณ 1,430 บาท

 

อ้างอิง:

The post ไม่ใช่แค่กาแฟแล้วที่ดริปได้! ‘ซุปดริป’ วิธีการกินซุปแบบใหม่จากญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Suntory ประกาศความสำเร็จในการสร้างขวด PET ต้นแบบที่ทำด้วย ‘วัสดุจากพืช 100%’ https://thestandard.co/suntory-announced-successful-plant-base-pet-bottle/ Tue, 07 Dec 2021 04:09:57 +0000 https://thestandard.co/?p=568435 Suntory

Suntory Group ยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องดื่มจากแดนซามูไร ประส […]

The post Suntory ประกาศความสำเร็จในการสร้างขวด PET ต้นแบบที่ทำด้วย ‘วัสดุจากพืช 100%’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Suntory

Suntory Group ยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องดื่มจากแดนซามูไร ประสบความสำเร็จในการสร้างขวด PET ต้นแบบที่ทำด้วย ‘วัสดุจากพืช 100%’ เบื้องต้นจะถูกนำไปใช้สำหรับแบรนด์ Orangina ที่วางขายในยุโรป และ Suntory Tennensui แบรนด์น้ำแร่บรรจุขวดที่ขายดีที่สุดในญี่ปุ่น

 

การประกาศครั้งนี้ถือเป็นความก้าวหน้าหลังเป็นพันธมิตรที่ยาวนานเกือบทศวรรษกับ Anellotech บริษัทเทคโนโลยีที่ยั่งยืนในสหรัฐฯ

 

PET ผลิตขึ้นโดยใช้วัตถุดิบ 2 ชนิด ได้แก่ กรดเทเรฟทาลิก 70% (PTA) และโมโนเอทิลีนไกลคอล 30% (MEG) ขวดต้นแบบจากพืชของ Suntory ผลิตขึ้นจากการผสมผสานเทคโนโลยีใหม่ของ Anellotech โดยใช้วัสดุจากเศษไม้และกากน้ำตาล

 

“เรายินดีกับความสำเร็จนี้ เนื่องจากมันทำให้เราเข้าใกล้อีกขั้นในการส่งมอบขวด PET แบบยั่งยืนให้ถึงมือผู้บริโภคของเรา” Suntory Group กล่าว 

 

นวัตกรรมนี้เป็นอีกก้าวหนึ่งสู่การบรรลุความทะเยอทะยานของ Suntory Group ในการเลิกใช้ขวดพลาสติก PET บริสุทธิ์ที่ได้จากกระบวนการผลิตปิโตรเลียมทั้งหมดทั่วโลก โดยเปลี่ยนไปใช้ขวด PET รีไซเคิลหรือจากพืช 100% ภายในปี 2030 ขวดต้นแบบจากพืชที่รีไซเคิลได้ทั้งหมดคาดว่าจะมีการปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับขวดบริสุทธิ์ที่ได้จากปิโตรเลียม

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post Suntory ประกาศความสำเร็จในการสร้างขวด PET ต้นแบบที่ทำด้วย ‘วัสดุจากพืช 100%’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ซันโทรี่ เป๊ปซี่โคฯ ถึงตัดสินใจนำ ‘ทีพลัส’ หวนสู่ ‘สังเวียนชาพร้อมดื่ม’ อีกเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 8 ปี https://thestandard.co/suntory-reason-for-selling-tea-plus/ Wed, 03 Mar 2021 10:15:12 +0000 https://thestandard.co/?p=461174 ทำไม ซันโทรี่ เป๊ปซี่โคฯ ถึงตัดสินใจนำ ‘ทีพลัส’ หวนสู่ ‘สังเวียนชาพร้อมดื่ม’ อีกเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 8 ปี

นับเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ ‘ซันโทรี่’ บริษัทเครื่องดื่มย […]

The post ทำไม ซันโทรี่ เป๊ปซี่โคฯ ถึงตัดสินใจนำ ‘ทีพลัส’ หวนสู่ ‘สังเวียนชาพร้อมดื่ม’ อีกเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 8 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ซันโทรี่ เป๊ปซี่โคฯ ถึงตัดสินใจนำ ‘ทีพลัส’ หวนสู่ ‘สังเวียนชาพร้อมดื่ม’ อีกเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 8 ปี

นับเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ ‘ซันโทรี่’ บริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่จากแดนซามูไร ตัดสินใจนำชาอู่หลงพร้อมดื่มภายใต้แบรนด์ ‘ทีพลัส’ บุก ‘สังเวียนชาพร้อมดื่ม’ ในเมืองไทย ในรอบ 8 ปีด้วยกัน ซึ่งต้องยอมรับว่า 2 ครั้งแรกนั้นยังไม่ได้ประสบความสำเร็จดั่งที่ตั้งเป้าไว้

 

2 ครั้งแรก ‘ทีพลัส’ ถูกทำการตลาดภายใต้ความร่วมมือระหว่าง ‘ซันโทรี่’ และ ‘ทิปโก้ เอฟแอนด์บี’ ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในตลาดน้ำผลไม้พร้อมดื่ม โดยครั้งแรกนั้นถูกเปิดตัวในปี 2556 ใช้งบการตลาดกว่า 250 ล้านบาท พร้อมกับใช้ 3 พรีเซนเตอร์ หน่อง-ธนา ฉัตรบริรักษ์, บิ๊ก-เกียรติศักดิ์ จรัสมาส และ หวานหวาน-อรุณณภา พาณิชจรูญ เพื่อสร้างการรับรู้ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถติด 1 ใน 3 อันดับแรกของตลาดชาพร้อมดื่มอย่างรวดเร็ว

 

แต่ที่สุดแล้วก็ไม่เป็นดังหวัง โดยไม่มีข้อมูลที่แน่นอนว่ามีการยุติการทำตลาดไปตั้งแต่เมื่อไร แต่ในเดือนสิงหาคมปี 2556 ‘ซันโทรี่’ และ ‘ทิปโก้’ ได้ตัดสินใจนำ ‘ทีพลัส’ กลับมาทำตลาดอีกเป็นครั้งที่ 2 พร้อมกับระบุว่า ไทยนั้นเป็นประเทศที่ 3 ในเอเชียที่มีการทำตลาดต่อจากอินโดนีเซียและเวียดนาม

 

การกลับมาในครั้งที่ 2 นี้ได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 โดยครั้งนี้มีการระบุว่า ได้ทุ่มงบการตลาดกว่า 500 ล้านบาท พร้อมดึง ‘บอม-ธนิน มนูญศิลป์’ มาเป็นพรีเซนเตอร์ พร้อมมีการระบุอีกเช่นกันว่า ภายใน 3 ปีจะต้องขึ้นเป็น 1 ใน 3 ของยักษ์ใหญ่ด้านชาพร้อมดื่มให้ได้

 

เช่นเดียวกับครั้งแรก การกลับมาในครั้งที่ 2 นี้ก็ไม่ได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยที่ไม่ได้มีการระบุอย่างชัดเจนว่าในครั้งที่ 2 นี้ ‘ทีพลัส’ ได้ทำตลาดอยู่นานเท่าไร อีกทั้งยังไม่ได้บอกถึงเหตุผลที่ชัดเจนถึงการที่ยุติทำตลาดไป โดยบอกแต่เพียงว่า “ในช่วงนั้นอาจมีปัญหาจึงยุติการทำตลาดไป”

 

หากให้มองลึกลงไปสาเหตุที่ทำให้ ‘ทีพลัส’ ยังไม่สามารถมีที่ยืนในตลาดชาพร้อมดื่มได้สักที อาจเป็นเพราะ ‘สังเวียนชาพร้อมดื่ม’ เป็นพื้นที่ฟาดฟันของ 2 ยักษ์ใหญ่อย่าง ‘โออิชิ’ และ ‘อิชิตัน’ ซึ่งในเวลานั้นทั้งคู่ต่างสาดโปรโมชันกันอย่างรุนแรง ทำให้สามารถสร้างยอดขายได้เป็นกอบเป็นกำ

 

ดังนั้น แม้ช่วงเวลานั้นคนไทยจะรู้จักชาอู่หลงอยู่มาก แต่ตลาดยังเล็ก ประมาณ 300-400 ล้านบาท เมื่อเทียบกับตลาดชาพร้อมดื่มที่ในเวลานั้นพุ่งขึ้นไปอยู่ราว 1.6 หมื่นล้านบาท และทีพลัสเองแม้จะใช้งบการตลาดมากถึง 500 ล้านบาทก็ตาม แต่ที่สุดแล้วก็ไม่สามารถสู้ ‘พลังโปรโมชัน’ ทำให้ไม่สามารถสร้างยอดขายได้ อยู่ไปก็ไม่คุ้มที่จะลงทุน จึงต้องล่าถอยออกจากตลาดไป

 

สำหรับการกลับมาในครั้งที่ 3 นี้ เกิดขึ้นภายใต้ ‘บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย)’ ซึ่งเกิดจากการร่วมทุนในเดือนพฤศจิกายน 2560 ระหว่างเป๊ปซี่โค อิงค์ ยักษ์อาหารและเครื่องดื่มจากสหรัฐอเมริกา และกลุ่มซันโทรี่ ยักษ์เครื่องดื่มจากญี่ปุ่น 

 

ทั้งคู่มั่นใจว่าการนำ ‘ทีพลัส’ กลับมาในครั้งนี้จะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน เพราะเวลาที่จะทำสินค้าชนิดใดก็ตามกลับมาทำตลาดอีกครั้ง อชิต โจชิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า “เราจะมองจาก 2 ปัจจัยหลักคือ โอกาสจากผู้บริโภค และจุดแข็งของเราคืออะไร”

 

สำหรับโอกาสจากผู้บริโภค ได้มองจากตลาดตลาดชาในกลุ่มน้ำตาลน้อย/ไม่มีน้ำตาล มีสัดส่วนมูลค่าเติบโตขึ้นเป็น 2 เท่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จาก 4% ในปี 2560 เป็น 8.8% ในปี 2563 จากตลาดชาพร้อมดื่มมูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท 

 

นอกจากนี้จากการสำรวจพบว่า 99% ของผู้บริโภคไทยรู้จักชาอู่หลงเป็นอย่างดี พร้อมกับรับรู้ว่าดีต่อสุขภาพ ขณะที่ผู้บริโภค 43% กำลังมองหาชาพร้อมดื่มที่มีน้ำตาลน้อย และ 41% ต้องการช่วยเรื่องควบคุมน้ำหนัก ส่วนจุดแข็งนั้นคือการที่ชาอู่หลงจากซันโทรี่เป็นอันดับ 1 ในญี่ปุ่น มีประสบการณ์ในการผลิตชาอู่หลงมามากกว่า 40 ปี 

 

ขณะเดียวกัน แม้ตลาดชาอู่หลังในบ้านเราจะเล็กมาก โดยมีมูลค่าอยู่ราว 1-2% จากตลาดรวม แต่ยังเป็นตลาดที่มีโอกาสอยู่มาก เพราะนอกจากจะสามารถเติบโตได้จากเทรนด์เรื่องสุขภาพ ในตลาดนี้ยังมีผู้เล่นหลักๆ อยู่แค่ 2 รายคือ ‘พอคคา’ และ ‘คุคุริน’ ซึ่งไม่ได้มีการทำตลาดหรือโปรโมชันเลยในช่วงที่ผ่านมา

 

ดังนั้น ซันโทรี่ เป๊ปซี่โคฯ จึงจะใช้งบการตลาดกว่า 200 ล้านบาท ในการสร้างการรับรู้เรื่องแบรนด์ทีพลัส โดยนอกจากจะใช้สื่อทุกด้านแล้ว ยังจะมีการแจกสินค้าทดลองดื่ม 1.6 ล้านขวด ซึ่งแทบจะมากที่สุดแล้ว

 

โดยทีพลัสจะมีด้วยกัน 2 สูตร คือ สูตรกลมกล่อมและสูตรไม่มีน้ำตลาด มี 2 ขนาด คือ 500 มิลลิลิตร ราคา 25 บาท จะจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด และขนาด 490 มิลลิลิตร ราคา 18 บาท จะจำหน่ายในร้านค้าโชห่วยทั่วไปและศูนย์อาหาร

 

การกลับมาในครั้งนี้ไม่ได้มีการระบุว่าหมายที่ชัดเจนว่าจะต้องมีรายได้หรือส่วนแบ่งตลาดเท่าไร สมชัย เกตุชัยโกศล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุแต่เพียงว่า “เราหวังว่าปีแรกจะอยู่ในระดับท็อป”

 

อย่างไรก็ตาม การทำตลาดของทีพลัสจะเข้ามาเติมเต็ม Brand Portfolio ให้กับ ‘ซันโทรี่ เป๊ปซี่โคฯ’ ซึ่งต้องการมีสินค้าครอบคลุมในทุกเซกเมนต์ โดยปัจจุบันรายได้จากน้ำอัดลมภายใต้แบรนด์เป๊ปซี่ มิรินด้า เซเว่นอัพ ถือเป็นพอร์ตที่ใหญ่ที่สุดด้วยตัวเลข 80% ที่เหลือมี ลิปตัน อควาฟิน่า และเกเตอเรด

 

ก่อนหน้านี้เคยมีการทำตลาดแบรนด์ ‘กู๊ดมู้ด’ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มน้ำดื่มแต่งกลิ่นรส วางขายอย่างเป็นทางการในปี 2562 ด้วย 2 รสชาติคือ โยเกิร์ต และแบล็กเคอร์แรนต์ มีการใช้งบการตลาดกว่า 170 ล้านบาทเพื่อสร้างการรับรู้ แต่ที่สุดแล้ว ‘กู๊ดมู้ด’ ก็ได้ยุติการทำตลาดไปแล้ว โดยยุติการผลิตในช่วงไตรมาส 4/63 ที่ผ่านมา โดยสมชัยให้เหตุผลที่ต้องม้วนเสื่อกลับว่า “อาจเป็นเพราะมาเร็วเกินไปในตลาด ทำให้ผู้บริโภคยังไม่เข้าใจสินค้ามากนัก”

 

ทั้งนี้ยังเหลือ ‘กาแฟพร้อมดื่ม’ และ ‘เครื่องดื่มชูกำลัง’ ที่ซันโทรี่ เป๊ปซี่โคฯ ยังไม่มีในตลาดเมืองไทย อชิตระบุว่า สนใจทั้ง 2 หมวดเหมือนกัน หากมีโอกาสก็จะเข้าไปทำตลาดแน่นอน ส่วนเครื่องดื่มจากกัญชงที่กำลังเป็นกระแสในขณะนี้ ทางซันโทรี่ เป๊ปซี่โคฯ ยัง ‘ไม่สนใจ’ ที่จะเข้าไปร่วมแจม

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล  

อ้างอิง:

 


 

โอกาสของเศรษฐกิจโลกอยู่ตรงไหน ไทยตกขบวนการฟื้นตัวหรือไม่? บิตคอยน์คือ สินทรัพย์ทางเลือก หรือฟองสบู่ที่รอวันแตก? เราควรปรับพอร์ตอย่างไรเพื่อเติบโตท่ามกลางความตกต่ำ

 

ร่วมกันค้นหาคำตอบใน THE STANDARD WEALTH FORUM: Catch the Next Curve

 

สิทธิพิเศษ! ลงทะเบียนรับรหัสจำนวนจำกัด เพื่อเข้าชมถ่ายทอดสดได้ที่ thestandard.co/events

The post ทำไม ซันโทรี่ เป๊ปซี่โคฯ ถึงตัดสินใจนำ ‘ทีพลัส’ หวนสู่ ‘สังเวียนชาพร้อมดื่ม’ อีกเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 8 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Suntory ประกาศยุติจำหน่ายวิสกี้ญี่ปุ่น Hibiki 17 ปี https://thestandard.co/suntory-to-shut-taps-on-popular-whisky-brands/ https://thestandard.co/suntory-to-shut-taps-on-popular-whisky-brands/#respond Fri, 18 May 2018 23:00:49 +0000 https://thestandard.co/?p=91152

Suntory ผู้ผลิตวิสกี้ญี่ปุ่น ได้ประกาศหยุดวางจำหน่าย Hi […]

The post Suntory ประกาศยุติจำหน่ายวิสกี้ญี่ปุ่น Hibiki 17 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

Suntory ผู้ผลิตวิสกี้ญี่ปุ่น ได้ประกาศหยุดวางจำหน่าย Hibiki ที่บ่มเป็นระยะเวลา 17 ปีอย่างเป็นทางการ สืบเนื่องจากความต้องการในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับกระบวนการผลิตที่มีอยู่อย่างจำกัด เพราะวิสกี้ชนิดนี้ต้องใช้ระยะเวลาหลายสิบปีในการหมักบ่ม ซึ่งก่อนหน้านี้ Suntory ได้ยกเลิกการวางจำหน่าย Hibiki ที่บ่มนาน 12 ปีไปในปี 2015 ท่ามกลางความเสียดายของนักดื่มทั่วโลก

 

Hibiki 17 ปี เป็นที่รู้จักมากเมื่อเข้าฉากในภาพยนตร์เรื่อง Lost in Translation

 

จากเดิมที่ในไลน์สินค้าของ Suntory วางจำหน่าย Hibiki ทั้งหมด 4  ตัว โดยแบ่งตามระยะเวลาในการหมักบ่มในถังโอ๊ก ได้แก่ 12, 17, 21 และ 30 ปี แต่หลังจากยกเลิกการจำหน่าย Hibiki 12 และ 17 ปี ทำให้ในอนาคตจะเหลือวิสกี้ญี่ปุ่นเจ้านี้เพียง 2 ตัวเท่านั้น ได้แก่ Hibiki 21 ปี เจ้าของรางวัล World’s Best Blended Whisky จาก World Whiskies Awards และ Hibiki บ่ม 30 ปี ที่ผลิตออกมาจำนวนจำกัด แม้แต่ในประเทศญี่ปุ่นเองยังหาซื้อได้ยากเต็มที    

ทั้งนี้ Hibiki 17 ปี จะวางจำหน่ายถึงเดือนกันยายนปีนี้เท่านั้น

The post Suntory ประกาศยุติจำหน่ายวิสกี้ญี่ปุ่น Hibiki 17 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/suntory-to-shut-taps-on-popular-whisky-brands/feed/ 0
ธุรกิจ-เศรษฐกิจไทย 2017 คือปีแห่งการต้องคิดใหม่ (ก่อนจะไม่มีโอกาสให้คิดอีกต่อไป) https://thestandard.co/thai-business-economic-2017-year-of-rethinking/ https://thestandard.co/thai-business-economic-2017-year-of-rethinking/#respond Fri, 08 Dec 2017 23:00:25 +0000 https://thestandard.co/?p=53734

12 เดือนของปี 2560 นี้ เป็น 12 เดือนที่พิเศษกว่าปีอื่นๆ […]

The post ธุรกิจ-เศรษฐกิจไทย 2017 คือปีแห่งการต้องคิดใหม่ (ก่อนจะไม่มีโอกาสให้คิดอีกต่อไป) appeared first on THE STANDARD.

]]>

12 เดือนของปี 2560 นี้ เป็น 12 เดือนที่พิเศษกว่าปีอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ประเทศไทยพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดต่อเนื่องจากเดือนตุลาคม ปี 2559 ความเศร้าโศกอาลัยปกคลุมไปทุกตารางนิ้วของสยามประเทศ ไม่เพียงแต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับจิตใจผู้คนในสังคม ปัจจัยนี้ยังเป็นเรื่องใหญ่มากที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัว บางแห่งก็ปรับตัวทัน บางแห่งก็ต้องปิดตัวและเหลือเพียงตำนาน

 

แม้รัฐบาลจะประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ปรับเพิ่มขึ้นในรอบหลายปีและบอกกับประชาชนว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้นแล้ว แต่ทำไมยังมีประชาชนบางส่วนที่ยังไม่สามารถทำใจยอมรับและเชื่อได้ คงเพราะมีข้อมูลที่บ่งชี้ถึงกำลังซื้อที่ตกต่ำต่อเนื่อง และชนชั้นกลางไทยถูกกระชับพื้นที่จากปัญหาหนี้สินและสภาพคล่องมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง

 

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านของรูปแบบธุรกิจมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ที่โดดเด่นคือการจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อสร้างสิ่งใหม่หรืออย่างน้อยก็เพื่อเอาตัวรอดจากการแข่งขันที่รุนแรง จะเห็นได้จากทั้งธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคหรือกระทั่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เองก็ดี นี่เป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่ายังเหลือคนที่แข็งแรงพอที่จะยืนสู้คนเดียวอยู่ไม่มาก และการมีเพื่อนก็อาจจะสร้างสิ่งที่เราเรียกกันมานานว่า ‘การประสานพลัง’ (Synergy) ให้เกิดขึ้นและเป็นผลดีกับธุรกิจ

 

เรื่องที่ทุกคนเห็นตรงกันในปี 2560 คือ ทุกธุรกิจ ทุกชีวิตต้องปรับตัว กรอบความคิดเดิม กลยุทธ์รูปแบบเดิมอาจจะเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้วเหมือนกับสมาร์ทโฟนที่ตกรุ่นทุกไตรมาส ประกอบกับการขับเคลื่อนด้วยพลังของดิจิทัลที่ทำให้โลกใบนี้หมุนในอัตราเร่งในระดับที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน

 

ทีม Business News สำนักข่าว THE STANDARD มองว่า ปีนี้เป็นปีแห่งการ ‘คิดใหม่ (Rethinking)’ ซึ่งครอบคลุมทั้งการเลือกที่จะคิดใหม่และการถูกบังคับจากสถานการณ์ให้ต้องคิดต่างออกไปจากเดิม โดยมองผ่าน 3 ประเด็นดังนี้

 

1.  คิดใหม่…เพราะความป่วน (Disruption)  

เราพูดคำว่า ‘Disruption’ กันมาสักพักแล้ว จากเดิมเป็นเพียงการคาดการณ์ เริ่มพัฒนาเป็นคำเตือน และกลายมาเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงกับโลกธุรกิจ หลายแบรนด์ปิดตัวลงเพราะปรับตัวไม่ทัน บางแห่งปิดเพื่อจบ บางแห่งปิดเพื่อเปิดในโลกดิจิทัล กระนั้นก็ยังมีผู้ที่โทษเทคโนโลยีว่าเป็นต้นเหตุอันร้ายกาจประหนึ่งจำเลยสังคมเลยทีเดียว

 

ในปีนี้ไม่มีใครเจ็บปวดจาก Digital Disruption เท่ากับ ‘ธุรกิจสื่อ’ ผู้บริโภคติดตามข้อมูลในโลกออนไลน์มากขึ้น เข้าถึงคอนเทนต์ทุกประเภทได้อย่างรวดเร็วในต้นทุนที่ถูกแสนถูกที่ชื่อ ‘อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง’ จนการจ่ายเงินให้กับสิ่งพิมพ์บางประเภทกลายเป็นของฟุ่มเฟือยไปแล้ว จะพบว่าสื่อสิ่งพิมพ์ยังทยอยปิดตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะนิตยสาร เช่น ครัว, Marie Claire, Filmax, Madame Figaro หรือแม้แต่ตำนานนิตยสารอย่าง ขวัญเรือน และดิฉัน

 

สมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) คาดการณ์ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า ธุรกิจสิ่งพิมพ์จะมีรายได้ลดลงถึง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยังมีข่าวลือของนิตยสารชื่อดังอีกหลายแบรนด์ที่เตรียมตัวลาแผงเร็วๆ นี้ด้วย

 

ขณะเดียวกันสื่อโทรทัศน์ก็ยังอยู่ในช่วงล้มลุกคลุกคลานจากรายได้ที่หายไปรวมกับต้นทุนการดำเนินการที่สูง โดยเฉพาะผู้ที่ถือใบอนุญาตทีวีดิจิทัลมากกว่า 1 ช่อง เช่น ช่อง 3, เครือเนชั่น หรือแกรมมี่

 

แกรมมี่ส่งสัญญาณ ‘ถอย’ ชัดเจนด้วยการขายหุ้นให้กับกลุ่มทุนอื่น โดยช่อง GMM25 ขายหุ้น 50% ให้กับกลุ่มเจ้าสัวเจริญแห่งไทยเบฟ และช่อง One ขายหุ้น 50% ให้กับกลุ่มปราสาททองโอสถ เพื่อผ่าทางตันตัวเลขผลประกอบการที่ขาดทุนต่อเนื่อง

 

ขณะที่ช่อง 8 ของอาร์เอส แม้จะมีกำไรและเรตติ้งติด Top 5 ล่าสุด เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ยังออกมาประกาศการทำธุรกิจไร้กรอบ เปลี่ยนทิศทางไปเป็นธุรกิจพาณิชย์ เน้นสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามเป็นรายได้หลัก ซึ่งชัดเจนว่าอาร์เอสจะหันไป ‘ขายครีม’ อย่างเข้มข้นแทนที่การทำสื่ออย่างที่ผ่านมา ไม่ต้องพูดถึงธุรกิจเพลงที่เป็นภาพจำของที่นี่ เฮียฮ้อยังต้องออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่องการขายธุรกิจเพลงทิ้งหลายต่อหลายรอบ

 

และอีกอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจนต้องคิดใหม่ คือ ธุรกิจธนาคาร หลังจากที่กระแสของฟินเทคเติบโตและดิจิทัลแบงกิ้งถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย รวมทั้งการผลักดันของภาครัฐในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้เป็นสังคมไร้เงินสดเพื่อสอดรับกับประเทศไทย 4.0 ผู้บริโภคใช้บริการผ่านสาขาของธนาคารพาณิชย์น้อยลงชัดเจน เพราะการทำธุรกรรมเกือบทุกอย่างทั้งฝาก ถอน จ่าย โอน สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านสมาร์ทโฟนในมือแล้ว

 

จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยเดือนกันยายน 2560 พบว่า จำนวนสาขาธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบลดลง 192 สาขา เพื่อเป็นการลดต้นทุนการจัดการและปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป แม้บรรดาผู้บริหารของธนาคารต่างๆ จะออกมายืนยันว่าฟินเทคหรือเทคโนยีทางการเงินใหม่ๆ นี้จะไม่แย่งงานคนก็ตาม แต่สิ่งที่เห็นชัดเจนคือสาขาที่ลดลง ซึ่งหมายถึงการจ้างงานใหม่ที่หายไปด้วย

 

นี่เป็นแค่บางตัวอย่างของธุรกิจที่ต้องเผชิญกับความป่วนเท่านั้น เรายังต้องเฝ้าดูสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ทั้งบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่จะเข้ามาเกี่ยวพันกับชีวิตการทำงานมากขึ้น รวมถึงแนวโน้มของเทคโนโลยีบางประการที่ทำแบบเดียวกับที่แรงงานคนทำได้ ไม่ต่องขึ้นค่าแรงและไม่เถียงหัวหน้า ก็อาจจะทำให้ความป่วนขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ

 

2. คิดใหม่…เรื่องตัวเลขเศรษฐกิจ

เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ประกาศอัตราการเจริญเติบโตของผลผลิตมวลรวมในประเทศ หรือ GDP ที่ 4.3% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบ 18 ไตรมาส หรือกว่า 4 ปี เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลเน้นย้ำว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้น การส่งออกเติบโตแข็งแรง และคนไทยผ่านพ้นช่วงที่ต่ำสุดไปได้แล้ว

 

สิ่งที่รัฐบาลไม่ได้ ‘เน้น’ มากนัก คือ การบริโภคภายในประเทศที่เติบโตในระดับต่ำที่ 3.2% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเติบโต 2.2% เท่านั้น บริษัท เดอะนีลเส็นคอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Nielsen รวบรวมข้อมูลจากธุรกิจอุปโภคบริโภค ซึ่งสะท้อนกำลังซื้อของคนในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยพบว่าสินค้ากลุ่มนี้เติบโตติดลบเกือบทุกเดือนในปี 2560 จากเดิมที่มักจะโต 5-8% มาโดยตลอด นอกจากประเด็นเรื่องบรรยากาศของประเทศที่ทำให้ผู้คนไม่อยากจับจ่ายใช้สอยแล้ว ก็ยังสะท้อนเรื่องกำลังซื้อที่ตกต่ำด้วย และนี่เป็นสิ่งที่ Nielsen ไม่เคยเจอมาก่อนในรอบหลายสิบปี

 

แม้สาเหตุสำคัญจะมาจากการบริโภคสินค้ากลุ่มเครื่องดื่มมึนเมาที่ลดลงเนื่องจากการปรับราคาตามโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ แต่สินค้าที่ใช้ในครัวเรือนและชีวิตประจำวันยอดขายก็ลดลงชัดเจน โดยผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของตลาด 5 รายมียอดขายที่ลดลงถึง 6.2% สอดคล้องกับจำนวนการเดินทางออกจากบ้านของผู้บริโภคเพื่อไปซื้อสินค้าในทุกช่องทางขายปลีกก็ลดลง 1% ด้วย

 

นอกจากนี้จากแนวโน้มรายได้ของประชากร Nielsen วิเคราะห์ว่า ช่องว่างของรายได้ระหว่างคนรวยและคนจนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่จำนวนของชนชั้นกลางที่ถือเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของการบริโภคมีแนวโน้มลดลง โดยที่จะเปลี่ยนสถานะไปเป็นคนจนมากกว่าคนรวย สะท้อนประโยคที่เราพูดกันติดปากว่า ‘คนรวยก็ยิ่งรวย คนจนก็ยิ่งจน’ ได้เป็นอย่างดี

 

ปี 2560 เป็นอีกครั้งที่การตีความเรื่อง GDP ถูกท้าทาย การที่ตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมนี้ปรับเพิ่มขึ้นหมายถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้นอย่างนั้นหรือ? แม้นักวิชาการบางส่วนมองว่าเศรษฐกิจดีขึ้นจริง ขอให้ใจเย็นอีกหน่อย เพราะจะค่อยๆ ส่งผลมาถึงประชาชนอย่างเราในที่สุด

 

เป็นคำแนะนำที่ทำตามได้ไม่ง่ายนัก เพราะเมื่อคนท้องหิว โอกาสที่จะโมโหหิวมีมากกว่าการทำใจให้สบายไม่รู้ร้อนรู้หนาว

 

3. คิดใหม่…กับเพื่อนใหม่ทางธุรกิจ

การทำธุรกิจเพียงลำพังท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในทุกอุตสาหกรรมดูจะเป็นเรื่องที่เกินกำลังสำหรับบางองค์กร เราจึงเห็นการจับมือกับพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจกันหลายแบรนด์

 

ดีลใหญ่ของธุรกิจค้าปลีกปีนี้คือ กลุ่มเซ็นทรัลจับมือกับอีคอมเมิร์ซระดับโลกอย่าง JD.com ด้วยการร่วมลงทุนมูลค่า 1.75 หมื่นล้านบาท เพื่อผลักดันการขายออนไลน์เพิ่มเป็น 15% ของรายได้ทั้งหมดของเซ็นทรัลภายใน 5 ปี จะเปิดแพลตฟอร์มให้ใช้บริการในเดือนเมษายน 2561 นี้   

 

นอกจากการพัฒนาด้านอีคอมเมิร์ซ จะต่อยอดไปถึงระบบโลจิสติกส์และบริการทางการเงินด้วย นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของยักษ์ใหญ่ค้าปลีกไทยที่ผนึกกำลังกับอีคอมเมิร์ซระดับโลกอย่าง JD.com ที่พร้อมเปิดศึกใหญ่ออนไลน์กับ Alibaba ของแจ็ค หม่า ที่กำลังชิงพื้นที่ทั้งออฟไลน์และออนไลน์อย่างหนักในอาเซียน ตัวอย่างนี้ตอกย้ำเรื่องของธุรกิจแบบไร้รอยต่อ (Seamless Retail) ของเซ็นทรัลที่ผลักดันการสอดประสานกันของทุกช่องทางการจัดจำหน่าย (Omni Channel) มาพักใหญ่

 

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2560 นี้มีความเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างคึกคัก ทุกวันนี้อุปสงค์ต่อที่อยู่อาศัยในเมืองไทยของชาวจีนยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เห็นชัดเจนจากการซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคา 5-10 ล้านบาทเพื่ออยู่อาศัยและปล่อยเช่าให้กับชาวจีนด้วยกัน ราคาระดับนี้อาจจะสูงสำหรับคนชั้นกลางคนไทย แต่สำหรับคนจีนแล้วยังมองว่า ‘ซื้อง่าย ขายคล่อง’

 

ที่น่าจับตาคือการร่วมลงทุนระหว่างดีเวลลอปเปอร์ชื่อดังกับกลุ่มทุนจากต่างชาติโดยเฉพาะญี่ปุ่น จีน และฮ่องกง เช่น การจับมือกันของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังมาแรงอย่าง ‘Origin Property’ และทุนใหญ่จากญี่ปุ่น ‘Nomura Real Estate’ ด้วยมูลค่าการลงทุนถึง 8.6 พันล้านบาท โดย Origin ให้เหตุผลสำคัญ คือ การนำความรู้และนวัตกรรมของ Nomura มาพัฒนาที่อยู่อาศัยในอนาคต

 

นอกจากนี้ยังมีการร่วมลงทุนของทั้งอนันดา พร็อพเพอร์ตี้ และกลุ่ม Mitsui ของแดนปลาดิบ ผู้พัฒนาโครงการหรู แม็กโนเลีย กับกลุ่มทุนจากจีน หรือกลุ่มสิงห์ เอสเตท กับกลุ่มทุนจากฮ่องกง

 

ฮือฮาที่สุดหนีไม่พ้น ‘แสนสิริ’ ที่ประกาศจับมือกับ 6 พันธมิตรทางธุรกิจจากต่างประเทศ เช่น โรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด และสื่อไลฟ์สไตล์อย่าง โมโนเคิล ซึ่งใช้งบการลงทุนสูงถึง 2.8 พันล้านบาท โดยแสนสิริไม่เพียงแต่จะใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้และแบรนด์ของพาร์ตเนอร์มาต่อยอดธุรกิจในเมืองไทยเท่านั้น ยังมองไกลไปถึงการรุกตลาดต่างประเทศในภูมิภาคนี้ด้วย โดยแบรนด์ เดอะ สแตนดาร์ด คือความหวังครั้งสำคัญที่แสนสิริเข้าถือหุ้นถึง 35% และเตรียมทำโครงการที่อยู่อาศัยร่วมกันเร็วๆ นี้

 

ส่วนการต้องจับมือเพราะ ‘เจ็บตัว’ มานั้น หนีไม่พ้นกรณีของเครื่องดื่มน้ำดำ ‘เป๊ปซี่’ หลังจากที่แตกหักกับคนเคยรักอย่าง ‘เสริมสุข’ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเป๊ปซี่ในเมืองไทยจนครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 มายาวนาน ซึ่งธุรกิจนี้ ตลาดของขวดแก้วที่ขายในร้านอาหารเป็นสัดส่วนใหญ่ เมื่อช่องทางของเสริมสุขหายไป เป๊ปซี่จึงแก้เกมด้วยการดันขวดพลาสติกในช่องทางโมเดิร์นเทรดให้เข้มข้นขึ้น

 

สำหรับเกมธุรกิจนั้น โอกาสล้มเกิดขึ้นง่าย แต่การลุกขึ้นและพยายามวิ่งแซงคู่แข่งกลับไปเป็นเรื่องยากยิ่ง เป๊ปซี่เสียที่นั่งเบอร์ 1 ให้กับโค้กมาหลายปีแล้ว แม้จะกัดฟันสู้ด้วยการเปิดโรงงานใหม่ทันสมัยที่จังหวัดสระบุรี เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเป็นสองเท่า แต่สุดท้ายก็ต้องจับมือกับยักษ์ใหญ่เครื่องดื่มของญี่ปุ่นอย่าง ‘ซันโตรี’ ด้วยการร่วมลงทุน โดยเป๊ปซี่ถือหุ้น 49% และซันโตรีถือหุ้น 51%

 

เป๊ปซี่จะถอยกลับไปดูแลเรื่องการทำการตลาดที่ถนัดแทน ส่วนการผลิตและการจัดจำหน่ายนั้นจะเป็นหน้าที่ของซันโตรี ท่ามกลางข่าวลือว่าเป๊ปซี ‘ถอดใจ’ กับการสู้คนเดียวในประเทศไทยและขายโรงงานทั้งสองแห่งให้ซันโตรี ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่ได้มีการยืนยันจากผู้บริหารเป๊ปซี่แต่อย่างใด โดยดีลนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2561

 

‘หนึ่งคนหัวหาย สองคนเพื่อนตาย’ ก็ยังเป็นจริงอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะองค์กรในปัจจุบันกว่าจะพัฒนาทุกองค์ประกอบให้เป็นเลิศในช่วงเวลาหนึ่ง สภาพตลาดและผู้บริโภคก็อาจเปลี่ยนแปลงไปจนตามไม่ทัน การจับมือกับกลุ่มทุนอื่นที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญที่จะเติมเต็มภาพรวมของธุรกิจได้ ดูจะเป็นทางเลือกที่เข้าท่ากว่า

 

คิดใหม่ ก้าวใหม่ เพื่อโอกาสใหม่

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและความกังวลต่ออนาคตที่ผันผวน คาดเดาได้ยาก ความหวังสำคัญของประเทศไทยที่ถือเป็นสิ่งใหม่ คือ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ ‘อีอีซี’ ซึ่งเป็นการนำกลยุทธ์สปริงบอร์ดอันใหม่เพื่อนำพาชาติไปสู่ความรุ่งโรจน์ดังเช่นโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด สมัยพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

 

ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ประกาศชัดเจนทั้งเรื่อง ‘New S-Curve’ และประเทศไทย 4.0 ซึ่งจะใช้ EEC ซึ่งครอบคลุมพื้นที่จังหวัด ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ในการผลักดันกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยจะให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เคมีชีวภาพ อีคอมเมิร์ซ การบินและโลจิสติกส์ เป็นต้น คาดว่าเม็ดเงินลงทุนร่วมระหว่างรัฐและเอกชนในช่วงปี 2560-2564 จะสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท

 

โจทย์สำคัญยังเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องเร่งปูพรมพัฒนาให้ทัน ประกอบกับเงื่อนไขต่างๆ ที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ เพราะเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียหรือเวียดนามต่างก็พยายามอย่างหนักในการดึงเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI เช่นเดียวกัน โครงการ EEC จึงเป็นฝันที่ใหญ่บนยุทธศาสตร์ใหม่ที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งเครื่องให้เดินหน้าให้ได้

 

ภาคเอกชนก็ต้องคอยติดตามความเคลื่อนไหวของบ้านเมือง โดยเฉพาะแนวทางการพัฒนาประเทศของรัฐบาล เพื่อที่จะปรับตัวและเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจที่จะเป็นไปด้วย

 

สำนักข่าว THE STANDARD เชื่อในการเปลี่ยนแปลง ปี 2560 ที่ผ่านมาคือจุดเปลี่ยนที่เราได้เห็นการเปลี่ยนผ่านสำคัญหลายเรื่อง ในมุมของธุรกิจ ผู้ประกอบการเกือบทุกรายอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องคิดใหม่ทั้งสิ้น เพราะเทคโนโลยีนั้นทำให้เกิดโลกใบใหม่ขึ้นรายวัน ธุรกิจที่ยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ หรือการบริหารจัดการแบบเดิมๆ มีแนวโน้มที่จะหายไปจากอุตสาหกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

เมื่อคิดใหม่จะเห็นหนทางใหม่ๆ หรือกระทั่งการแก้ปัญหาด้วยวิธีใหม่ บางคนอาจเรียกว่านวัตกรรม บางคนก็เห็นเป็นโอกาสทางธุรกิจ และมองไปข้างหน้าในปี 2561 เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ เพื่ออยู่รอด และวิ่งให้ทันกับโลกธุรกิจ

 

ต้องคิดใหม่ ก่อนจะไม่มีโอกาสให้คิดอีกต่อไป

 

อ้างอิง:

The post ธุรกิจ-เศรษฐกิจไทย 2017 คือปีแห่งการต้องคิดใหม่ (ก่อนจะไม่มีโอกาสให้คิดอีกต่อไป) appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thai-business-economic-2017-year-of-rethinking/feed/ 0