Stephen Hawking – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 10 Jun 2024 03:38:21 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 14 มีนาคม 2018 – สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ชื่อดัง เสียชีวิต https://thestandard.co/onthisday-14032018/ Thu, 14 Mar 2024 01:40:02 +0000 https://thestandard.co/?p=910832

สตีเฟน ฮอว์คิง คือนักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ผู้ที่เป็นทั้งแรง […]

The post 14 มีนาคม 2018 – สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ชื่อดัง เสียชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>

สตีเฟน ฮอว์คิง คือนักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ผู้ที่เป็นทั้งแรงบันดาลใจให้กับนักฟิสิกส์ทั่วโลกในแง่ของการวิจัยและแง่มุมของการต่อสู้ชีวิตจากโรค ALS หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง 

 

หนึ่งในผลงานที่ทำให้โลกฟิสิกส์ต้องสั่นสะเทือนของฮอว์คิงในปี 1947 คือ การค้นพบว่าหลุมดำมีอุณหภูมิ โดยหลุมดำยิ่งมีมวลมากก็ยิ่งมีอุณหภูมิต่ำ โดยนักฟิสิกส์รู้มานานแล้วว่าวัตถุใดๆ ที่มีอุณหภูมิมากกว่าศูนย์สัมบูรณ์ (-273.15°C) จะมีการแผ่รังสีออกมาเสมอ 

 

ในตอนนั้นฮอว์คิงเสนอว่า หลุมดำก็ควรจะมีการแผ่รังสีออกมาเนื่องจากอุณหภูมิของมันเช่นกัน ซึ่งฮอว์คิงสามารถอธิบายกลไกการแผ่รังสีของหลุมดำได้อย่างสมเหตุสมผล ซึ่งทุกวันนี้นักฟิสิกส์เรียกรังสีที่หลุมดำแผ่ออกมาว่า ‘รังสีของฮอว์คิง’ (Hawking Radiation) จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครยืนยันและตรวจจับรังสีของฮอว์คิงจากหลุมดำได้ แต่นักฟิสิกส์หลายคนเห็นพ้องต้องกันว่า ถ้ามีการตรวจจับรังสีจากหลุมดำได้ ฮอว์คิงก็น่าจะได้รับรางวัลโนเบลอย่างไม่ต้องสงสัย

 

สตีเฟน ฮอว์คิง ในวัย 21 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Amyotrophic Lateral Sclerosis: ALS) ซึ่งทำให้เขาต้องเริ่มใช้ชีวิตอย่างยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายต้องนั่งรถเข็นและใช้อุปกรณ์สังเคราะห์เสียงในการสื่อสาร 

 

สตีเฟน ฮอว์คิง เสียชีวิตในวันที่ 14 มีนาคม 2018 ที่บ้านของเขาในเมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ และแม้ว่า สตีเฟน ฮอว์คิง จะจากโลกใบนี้ไปแล้ว แต่งานวิจัยของเขายังคงส่งแรงกระเพื่อมในโลกฟิสิกส์ต่อไป

The post 14 มีนาคม 2018 – สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ชื่อดัง เสียชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
14 มีนาคม 2018 – สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ชื่อดัง เสียชีวิต https://thestandard.co/onthisday14032018/ Tue, 14 Mar 2023 04:54:26 +0000 https://thestandard.co/?p=762615

สตีเฟน ฮอว์คิง คือนักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ผู้เป็นทั้งแรงบัน […]

The post 14 มีนาคม 2018 – สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ชื่อดัง เสียชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>

สตีเฟน ฮอว์คิง คือนักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ผู้เป็นทั้งแรงบันดาลใจให้กับนักฟิสิกส์ทั่วโลกในแง่ของการวิจัยและแง่มุมของการต่อสู้ชีวิตจากโรค ALS หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง

 

หนึ่งในผลงานที่ทำให้โลกฟิสิกส์ต้องสั่นสะเทือนของฮอว์คิงในปี 1947 คือการค้นพบว่าหลุมดำมีอุณหภูมิ โดยหลุมดำยิ่งมีมวลมากก็ยิ่งมีอุณหภูมิต่ำ โดยนักฟิสิกส์รู้มานานแล้วว่าวัตถุใดๆ ที่มีอุณหภูมิมากกว่าศูนย์สัมบูรณ์ (-273.15°C) จะมีการแผ่รังสีออกมาเสมอ 

 

ในตอนนั้นฮอว์คิงเสนอว่า หลุมดำก็ควรจะมีการแผ่รังสีออกมาเนื่องจากอุณหภูมิของมันเช่นกัน ซึ่งฮอว์คิงสามารถอธิบายกลไกการแผ่รังสีของหลุมดำได้อย่างสมเหตุสมผล ซึ่งทุกวันนี้นักฟิสิกส์เรียกรังสีที่หลุมดำแผ่ออกมาว่ารังสีของฮอว์คิง (Hawking Radiation) จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครยืนยันและตรวจจับรังสีของฮอว์คิงจากหลุมดำได้ แต่นักฟิสิกส์หลายคนเห็นพ้องต้องกันว่า ถ้ามีการตรวจจับรังสีจากหลุมดำได้ ฮอว์คิงก็น่าจะได้รับรางวัลโนเบลอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ฮอว์คิงในวัย 21 ปีได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Amyotrophic Lateral Sclerosis: ALS) ซึ่งทำให้เขาต้องเริ่มใช้ชีวิตอย่างยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายต้องนั่งรถเข็นและใช้อุปกรณ์สังเคราะห์เสียงในการสื่อสาร 

 

สตีเฟน ฮอว์คิง เสียชีวิตในวันที่ 14 มีนาคม 2018 ที่บ้านของเขาในเมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ และแม้ว่า สตีเฟน ฮอว์คิง จะจากโลกใบนี้ไปแล้ว แต่งานวิจัยของเขายังคงส่งแรงกระเพื่อมในโลกฟิสิกส์ต่อไป

The post 14 มีนาคม 2018 – สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ชื่อดัง เสียชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 มกราคม 1942 – วันเกิด สตีเฟน ฮอว์คิง https://thestandard.co/onthisday08011942/ Tue, 08 Jan 2019 08:31:16 +0000 https://thestandard.co/?p=271605 Stephen Hawking

สตีเฟน ฮอว์คิง เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม 1942 ซึ่งบังเอิ […]

The post 8 มกราคม 1942 – วันเกิด สตีเฟน ฮอว์คิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Stephen Hawking

สตีเฟน ฮอว์คิง เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม 1942 ซึ่งบังเอิญตรงกับวันครบรอบ 300 ปี วันคล้ายวันเสียชีวิตของนักดาราศาสตร์ชาวอิตาเลียน กาลิเลโอ กาลิเลอี ผู้ใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องสำรวจวัตถุบนท้องฟ้าจนค้นพบสิ่งต่างๆ มากมาย 

 

สตีเฟน ฮอว์คิง คือนักฟิสิกส์ชาวอังกฤษผู้เป็นทั้งแรงบันดาลใจให้กับนักฟิสิกส์ทั่วโลกในแง่ของการวิจัยและแง่มุมของการต่อสู้ชีวิตจากโรคร้าย ALS หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง 

 

หนึ่งในผลงานที่ทำให้โลกฟิสิกส์ต้องสั่นสะเทือนของฮอว์คิงในปี 1947 คือการค้นพบว่าหลุมดำมีอุณหภูมิ โดยหลุมดำยิ่งมีมวลมากก็ยิ่งมีอุณหภูมิต่ำ โดยนักฟิสิกส์รู้มานานแล้วว่าวัตถุใดๆ ที่มีอุณหภูมิมากกว่าศูนย์สัมบูรณ์ (−273.15°C) จะมีการแผ่รังสีออกมาเสมอ ในตอนนั้นฮอว์คิงเสนอว่าหลุมดำก็ควรจะมีการแผ่รังสีออกมาเนื่องจากอุณหภูมิของมันเช่นกัน ซึ่งฮอว์คิงสามารถอธิบายกลไกการแผ่รังสีของหลุมดำได้อย่างสมเหตุสมผล ซึ่งทุกวันนี้นักฟิสิกส์เรียกรังสีที่หลุมดำแผ่ออกมาว่ารังสีของฮอว์คิง (Hawking Radiation) จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครยืนยันและตรวจจับรังสีของฮอว์คิงจากหลุมดำได้ แต่นักฟิสิกส์หลายคนเห็นพ้องต้องกันว่าถ้ามีการตรวจจับรังสีจากหลุมดำได้ ฮอว์คิงก็น่าจะได้รับรางวัลโนเบลอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ในด้านชีวิตส่วนตัว ฮอว์คิงในวัย 21 ปีได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Amyotrophic Lateral Sclerosis – ALS) ซึ่งทำให้เขาต้องเริ่มใช้ชีวิตอย่างยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายต้องนั่งรถเข็นและใช้อุปกรณ์สังเคราะห์เสียงในการสื่อสาร 

 

สตีเฟน ฮอว์คิง เสียชีวิตในวันที่ 14 มีนาคม 2018 ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของนักฟิสิกส์อัจฉริยะอีกคนอย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ แม้ว่า สตีเฟน ฮอว์คิง จะจากโลกใบนี้ไปแล้ว แต่งานวิจัยของเขาจะยังคงส่งแรงกระเพื่อมในโลกฟิสิกส์ต่อไป

 

อ้างอิง:

The post 8 มกราคม 1942 – วันเกิด สตีเฟน ฮอว์คิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใครคือผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งปี 2018? บทสรุปสุดยอดข่าวใหญ่ประจำปี https://thestandard.co/most-powerful-person-2018/ https://thestandard.co/most-powerful-person-2018/#respond Fri, 28 Dec 2018 06:17:39 +0000 https://thestandard.co/?p=172328

The post ใครคือผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งปี 2018? บทสรุปสุดยอดข่าวใหญ่ประจำปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post ใครคือผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งปี 2018? บทสรุปสุดยอดข่าวใหญ่ประจำปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/most-powerful-person-2018/feed/ 0
ลิงโคลนนิ่ง ดวงจันทร์ที่ 79 ของดาวพฤหัสบดี ทะเลสาบบนดาวอังคาร รวมสุดยอดข่าววิทยาศาสตร์แห่งปี 2018 https://thestandard.co/science-stories-2018/ https://thestandard.co/science-stories-2018/#respond Thu, 27 Dec 2018 12:11:26 +0000 https://thestandard.co/?p=171948

วิทยาศาสตร์นั้นเป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงโลก […]

The post ลิงโคลนนิ่ง ดวงจันทร์ที่ 79 ของดาวพฤหัสบดี ทะเลสาบบนดาวอังคาร รวมสุดยอดข่าววิทยาศาสตร์แห่งปี 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิทยาศาสตร์นั้นเป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงโลกของเรา บ่อยครั้งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์แม้ยังไม่ทำให้เกิดเทคโนโลยี ก็อาจเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อของมนุษย์เราได้มาก

 

มาดูกันครับว่าปี 2018 ที่กำลังจะผ่านไปมีอะไรน่าสนใจในโลกวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นบ้าง

 

น้ำแข็งใต้ดาวอังคาร จรวดฟอลคอนเฮฟวี ดวงจันทร์ดวงใหม่ของดาวพฤหัสบดี : ความก้าวหน้าทางอวกาศในปี 2018

 

 

ค้นพบน้ำแข็งและทะเลสาบบนดาวอังคาร

เดือนมกราคม 2018 นักวิทยาศาสตร์นำข้อมูลจากยาน Mars Reconnaissance Orbiter มาวิเคราะห์จนค้นพบว่า ใต้ผิวดาวอังคารมีชั้นน้ำแข็งฝังตัวอยู่ปริมาณมหาศาลตามบริเวณเส้นศูนย์สูตรของดาวอังคารถึง 8 แห่ง โดยพื้นผิวดาวอังคารบริเวณที่มีการค้นพบเกิดการแตกออกจนเผยให้เห็นแผ่นน้ำแข็งที่มีความหนาถึง 100 เมตร และฝังลึกลงไปเพียง 1-2 เมตร ซึ่งนับว่าไม่ลึกจากผิวดาวอังคารนัก

 

ต่อมายาน Mars Express ที่โคจรอยู่รอบดาวอังคารใช้เรดาร์ศึกษาดาวอังคารจนค้นพบทะเลสาบใต้ผิวดาวอังคารบริเวณขั้วใต้ ทะเลสาบดังกล่าวมีองค์ประกอบเป็นน้ำในรูปของเหลว เส้นผ่านศูนย์กลางราว 20 กิโลเมตร (ระยะทางจากพญาไทไปสนามบินดอนเมือง)

 

การค้นพบเหล่านี้อาจส่งผลต่อแผนการสำรวจดาวอังคาร รวมทั้งแผนการส่งมนุษย์ไปเยือนดาวอังคารจริงในอนาคต แหล่งน้ำบนดาวอังคารที่ค้นพบในครั้งนี้น่าจะเป็นทรัพยากรที่มีค่ามหาศาลทีเดียว

 

 

จรวดฟอลคอนเฮฟวี ความสำเร็จของ SpaceX

ด้านบริษัท SpaceX ประสบความสำเร็จในการส่งจรวดฟอลคอนเฮฟวีสำเร็จอย่างงดงามเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2018

 

ฟอลคอนเฮฟวีเป็นจรวดที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่บริษัท SpaceX เคยผลิตมา จรวดท่อนแรกประกบติดกับตัวขับดัน 3 ส่วน (ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในจรวดฟอลคอน 9) แต่ละส่วนประกอบด้วยเครื่องยนต์จุดระเบิด 9 เครื่องยนต์

 

 

จรวดฟอลคอนเฮฟวีขนส่งสัมภาระหนัก 64,000 กิโลกรัมขึ้นสู่อวกาศ ซึ่งมากกว่าที่จรวด Delta IV Heavy ของบริษัทคู่แข่งอย่าง United Launch Alliance สามารถบรรทุกได้

 

การส่งจรวดฟอลคอนเฮฟวีครั้งแรกนี้มีผู้มาเข้าชมที่ฐานปล่อยมากถึง 100,000 คนที่ Florida’s Space Coast หนึ่งในผู้มาเข้าชมมี บัซ อัลดริน นักบินอวกาศที่เคยเดินทางไปยังดวงจันทร์ในโครงการอพอลโล 11

 

กล่าวได้ว่าบริษัท SpaceX ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับวงการการบินด้านอวกาศอีกครั้งหนึ่ง

 

 

พบดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีเพิ่มอีก 10 ดวง

เดือนกรกฎาคม 2018 สถาบัน Minor Planet Center ประกาศการค้นพบดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีเพิ่มอีก 10 ดวง โดยทีมนักดาราศาสตร์แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์คาร์เนกี (Carnegie Institution for Science) นำโดย สก็อตต์ เชพพาร์ด นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน ส่งผลให้ในตอนนี้ดาวพฤหัสบดีมีดวงจันทร์มากถึง 79 ดวง!

 

 

การค้นพบของยานคิวริโอซิตี

ยานคิวริโอซิตีค้นพบสารอินทรีย์และวัฏจักรของมีเทนบนดาวอังคาร

 

ยานคิวริโอซิตี (Curiosity Rover) เป็นรถหุ่นยนต์ที่มีน้ำหนักบนโลกราว 900 กิโลกรัม มีขนาดใหญ่พอๆ กับรถคันหนึ่ง ถูกส่งไปจอดที่หลุมอุกกาบาตเกล (Gale Crater) ซึ่งเป็นหลุมอุกกาบาตที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ถึง 154 กิโลเมตร

 

ยานลำนี้ค้นพบโมเลกุลสารอินทรีย์ในหินที่มีอายุเก่าแก่ถึง 3 พันล้านปี ซึ่งสารอินทรีย์คือสารที่มีธาตุคาร์บอนเป็นแกนกลาง แล้วมีไฮโดรเจนต่อกับคาร์บอนออกมา การค้นพบสารอินทรีย์ที่ดาวอังคารในครั้งนี้มอบความหวังในการค้นหาสัญญาณของชีวิตต่อไปในอนาคต

 

 

พบที่มาของนิวทริโนพลังงานสูงเป็นครั้งแรก

หอสังเกตการณ์ไอซ์คิวบ์ร่วมกับภาคส่วนสังเกตการณ์อื่นๆ ด้านดาราศาสตร์ สามารถระบุแหล่งที่มาของนิวทริโนพลังงานสูงได้เป็นครั้งแรก นับเป็นการเปิดประตูบานใหม่สู่การศึกษาอนุภาคนี้อย่างจริงจัง ในอนาคตนักดาราศาสตร์ตั้งใจจะสืบค้นที่มาของนิวทริโนที่พุ่งผ่านอวกาศมายังโลกของเราให้แม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต่อไปดาราศาสตร์ด้านนี้จะเป็นเหมือนดวงตาใหม่ของมนุษย์ในการมองปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์

 

 

สถานีอวกาศเทียนกงโหม่งโลก หุ่นยนต์บนดาวเคราะห์ และความสำเร็จของยานอวกาศ InSight  

เช้าวันจันทร์ที่ 2 เมษายน 2018 (เวลา 08.15 น. ตามเวลาในประเทศจีน) สถานีอวกาศเทียนกง 1 ของประเทศจีน ได้ตกสู่โลกแล้วที่มหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ โดยชิ้นส่วนส่วนมากได้เผาไหม้จนหมดในชั้นบรรยากาศโลก ตำแหน่งและช่วงเวลาที่ตกนั้นตรงกับที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ซึ่งไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

 

 

ยานอวกาศฮายาบุสะ 2 ขององค์การอวกาศ JAXA ประเทศญี่ปุ่น ที่เดินทางถึงดาวเคราะห์น้อยริวงู (162173 Ryugu) และได้ส่งรถหุ่นยนต์ (Rover) ชื่อ MINERVA-II1 ลงบนพื้นผิวดาวเคราะห์น้อยได้สำเร็จ ในวันที่ 21 กันยายน 2018 โดยไม่มีชาติใดเคยทำได้มาก่อน

 

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ยานอวกาศ InSight ขององค์การนาซา สามารถลงจอดบนดาวอังคารได้สำเร็จ ภารกิจของยาน InSight คือการเจาะดาวอังคารลึกถึง 5 เมตร เพื่อทำการเก็บข้อมูลอุณหภูมิของดินบนดาวอังคารอย่างละเอียดที่ระดับความลึกต่างๆ

 

ดีเอ็นเอมนุษย์โบราณ และภาพเขียนนามธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก : รวมการค้นพบด้านโบราณคดี

 

 

สีผิวของบรรพบุรุษชาวอังกฤษ

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลอนดอน และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (Natural History Museum) กรุงลอนดอน ได้ทำการสกัดดีเอ็นเอจาก ‘Cheddar Man’ หรือ มนุษย์เชดดาร์ ที่ถูกตั้งชื่อตามแหล่งที่ขุดค้นพบตั้งแต่ปี 1903 และเป็นโครงกระดูกของบรรพบุรุษชาวผู้ดีอังกฤษแบบสมบูรณ์ที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยเจจนค้นพบว่ามนุษย์เชดดาร์มีผิวและผมหยิกสีเข้ม ดวงตาสีฟ้าอ่อน ตัวสูงราว 166 เซนติเมตร เสียชีวิตในขณะที่มีอายุประมาณ 20 ปี

 

การค้นพบในครั้งนี้เปลี่ยนความเชื่อเรื่องวิวัฒนาการด้านสีผิวของชาวอังกฤษ และก่อให้เกิดข้อถกเถียงในวงกว้างมากทีเดียว

 

 

งานศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ

คำถามหนึ่งที่นักประวัติศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์สนใจคือ มนุษย์เราเริ่มสร้างงานศิลปะตั้งแต่เมื่อไร

 

ล่าสุด เมื่อต้นเดือนกันยายน 2018 นักวิทยาศาสตร์ประกาศการค้นพบภาพเขียนที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์เท่าที่เคยพบกันมา ภาพดังกล่าวถูกค้นพบที่ถ้ำ Blombos ที่แอฟริกาใต้ ถูกเขียนขึ้นเมื่อประมาณ 73,000 ปีก่อน ในช่วงกลางของยุคหิน

 

เมื่อนักวิทยาศาสตร์นำภาพนี้มาวิเคราะห์ด้วยกล้องจุลทรรศน์และกระบวนการเชิงเคมีก็พบว่า เส้นสีแดงๆ ที่ขีดไปมาในภาพนี้เกิดจากการขีดด้วยดินแท่ง คล้ายกับการเอาชอล์กมาขีดเขียนลงบนก้อนหิน

 

ที่น่าสนใจจริงๆ คือ ภาพนี้เป็นภาพเขียนที่มีลักษณะค่อนข้างนามธรรม กล่าวคือ มันไม่น่าจะเป็นภาพเขียนเหมือนจริงของสิ่งใดๆ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ภาพเขียนนามธรรมนั้นถือกำเนิดขึ้นบนโลกมาก่อนการเขียนแบบภาพเหมือนจริงเสียอีก

 

แล้วมนุษย์ในยุคนั้นวาดภาพนี้ขึ้นมาทำไม

 

เรื่องนี้ยังไม่มีคำตอบชัดเจนทางวิทยาศาสตร์ แต่การค้นพบนี้ชวนให้จินตนาการว่า เมื่อมนุษย์เราเริ่มรู้จักนำหินมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการดำรงชีวิต นั่นหมายความว่ามนุษย์เรามีสติปัญญามากพอจะ ‘ออกแบบ’ หินให้มีลักษณะตามที่ต้องการได้ในระดับหนึ่ง

 

 

ลิงโคลนนิ่ง และทารกตัดต่อพันธุกรรม : การค้นพบด้านพันธุวิศวกรรมของจีน

ทีมนักวิทยาศาสตร์จีนประกาศความสำเร็จในการโคลนนิ่งลิงแสม ด้วยวิธีการถ่ายฝากนิวเคลียสเป็นครั้งแรกของโลก นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์

 

การโคลนนิ่งสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนน้อยทำได้ไม่ยาก แต่สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเฉพาะสัตว์กลุ่มไพรเมตอันได้แก่ กอริลลา ชิมแปนซี รวมถึงมนุษย์นั้น ระดับความยากถือว่าเป็นหนังคนละม้วนเลยทีเดียว

 

ความสำเร็จนี้อาจทำให้รัฐบาลจีนเป็นผู้ส่งออกลิงโคลนนิ่งรายแรกไปยังห้องปฏิบัติการ รวมถึงบริษัทยาต่างๆ ทั่วโลกเพื่อใช้ในการทดลอง!

 

ล่าสุด เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2018 นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนประกาศว่า สามารถตัดต่อพันธุกรรมของทารกได้สำเร็จ กล่าวคือ สามารถสร้างทารกที่ทนทานต่อเชื้อ HIV ได้ อย่างไรก็ตาม งานนี้ยังเป็นการแถลงข่าว ซึ่งยังไม่ใช่งานวิจัยที่ถูกตรวจสอบอย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีประเด็นทางจริยธรรมว่ามนุษย์เราสามารถปรับแต่งพันธุกรรมของทารกซึ่งเป็นมนุษย์อีกคนหนึ่งได้มากแค่ไหน

 

เรื่องนี้ยังต้องติดตามกันต่อไป

 

 

สตีเฟน ฮอว์คิง เสียชีวิตในวัย 76 ปี

สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ หนึ่งในผู้สร้างทฤษฎีการแผ่รังสีของหลุมดำ และยังเป็นผู้เขียนหนังสือ ประวัติย่อของกาลเวลา (A Brief History of Time) ชีวิตของเขาถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything เสียชีวิตในวัย 76 ปี

 

ในปี 1974 ฮอว์คิงเผยแพร่งานวิจัยที่ทำให้โลกฟิสิกส์สั่นสะเทือน เพราะเขาทำการคำนวณร่วมกับนักฟิสิกส์คนอื่นๆ แล้วพบว่าหลุมดำมีอุณหภูมิค่าหนึ่งด้วย โดยหลุมดำยิ่งมีมวลมากก็ยิ่งมีอุณหภูมิต่ำ

 

นักฟิสิกส์รู้มานานแล้วว่าวัตถุใดๆ ที่มีอุณหภูมิมากกว่าศูนย์สัมบูรณ์ (−273.15°C) จะมีการแผ่รังสีออกมาเสมอ ในตอนนั้นฮอว์คิงเสนอว่า หลุมดำก็ควรจะมีการแผ่รังสีออกมาเนื่องจากอุณหภูมิของมันเช่นกัน แต่การแผ่รังสีของหลุมดำดูเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับธรรมชาติของหลุมดำที่ไม่มีสิ่งใดหลุดออกมาจากภายในหลุมดำได้ ฮอว์คิงสามารถอธิบายกลไกการแผ่รังสีของหลุมดำได้อย่างสมเหตุสมผล ซึ่งทุกวันนี้นักฟิสิกส์เรียกรังสีที่หลุมดำแผ่ออกมาว่า รังสีของฮอว์คิง (Hawking Radiation) แต่กลไกการแผ่รังสีของหลุมดำนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเข้าใจได้ค่อนข้างยากมากๆ

 

จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครยืนยันและตรวจจับรังสีของฮอว์คิงจากหลุมดำได้ แต่นักฟิสิกส์หลายคนเห็นพ้องต้องกันว่า ถ้ามีการตรวจจับรังสีจากหลุมดำได้ ฮอว์คิงก็น่าจะได้รับรางวัลโนเบลอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ในด้านการทำงาน ฮอว์คิงเคยได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ลูคาเซียนด้านคณิตศาสตร์ (Lucasian Professor of Mathematics) ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติที่ เซอร์ไอแซก นิวตัน เคยได้รับด้วย

 

แม้ว่า สตีเฟน ฮอว์คิง จะจากโลกใบนี้ไปแล้ว แต่งานวิจัยของเขายังคงส่งแรงกระเพื่อมในโลกฟิสิกส์อย่างรุนแรง เพราะทุกวันนี้นักฟิสิกส์ทั่วโลกพยายามไขปริศนาเรื่องการแผ่รังสีและข้อมูลสูญหายในหลุมดำกันอยู่ กล่าวได้ว่าทั้งหนังสือ งานวิจัย และการใช้ชีวิตของเขาได้กลายเป็นมรดกทางสติปัญญาให้กับมนุษยชาติตลอดไป

 

 

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นักวิทยาศาสตร์พบว่าวิตามินบีและแร่ธาตุในข้าวลดลง เมื่อคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศเพิ่มขึ้น

 

การทดลองนี้เกิดขึ้นในแปลงข้าวทดลองที่ประเทศจีน พบว่า ข้าวมีการสูญเสียวิตามินไป 4 ชนิด ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2 บี 5 และบี 9 โดยทีมวิจัยนานาชาติได้ตีพิมพ์ข้อมูลเหล่านี้ลงในวารสาร Science Advances แล้วเมื่อ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดลองจากประเทศญี่ปุ่นที่พบว่า ข้าวสูญเสียธาตุเหล็ก 8% และสังกะสี 5.1% โดยเฉลี่ย

 

คุณค่าทางโภชนาการในข้าวที่ลดลงนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจกับประชากรในเอเชียมากที่สุด ประเทศที่พึ่งพาข้าวเป็นหลักจำนวน 9 ใน 10 ของโลกก็อยู่ในเอเชีย

 

 

นิยามกิโลกรัมเปลี่ยนแล้ว

งานประชุม The 26th General Conference on Weights and Measures ที่จัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2018 มีการนิยามกิโลกรัมขึ้นใหม่ด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Kibble balance

 

อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องชั่งที่ไม่ได้ชั่งน้ำหนักเหมือนเครื่องชั่งอื่นๆ แต่มันเป็นเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมโยงมวลเข้ากับค่าคงที่ของพลังค์ (Planck’s constant) ซึ่งเป็นค่าคงที่พื้นฐานในธรรมชาติ

 

แน่นอนว่าอุปกรณ์นี้สามารถนำไปใช้เพื่อทำการตั้งค่ามาตรฐานให้กับตาชั่งอื่นๆ ได้ทั่วโลกด้วยความแม่นยำและละเอียดสูงมาก

 

หลักการทำงานคือ เมื่อวางมวลที่ต้องการวัดค่าลงไปที่ด้านหนึ่งของตาชั่ง (ซึ่งสามารถวางได้ตั้งแต่ระดับมิลลิกรัมจนถึงหนึ่งกิโลกรัม) อีกด้านหนึ่งจะมีการถ่วงให้เกิดสมดุลด้วยแรงทางไฟฟ้า ซึ่งแรงทางไฟฟ้านั้นเชื่อมโยงกับค่าคงที่ของพลังค์ ซึ่งนักฟิสิกส์ทราบค่าอยู่แล้ว จากนั้นจึงเชื่อมโยงไปเพื่อหามวลที่ต้องการวัดค่าได้

 

จะเห็นได้ว่าตอนนี้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการสำรวจอวกาศและดาราศาสตร์ที่หลายคนเคยมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ตอนนี้ทั่วโลกหันมาสนใจและพัฒนาเพื่อจับจองพื้นที่ทางอวกาศกันจนคึกคัก

 

ในปี 2019 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ก็มีเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์มากมายซึ่งเป็นหลักหมุดสำคัญใหม่ๆ ของมนุษย์รอให้เราได้ติดตาม ซึ่งผมจะนำมาเล่าให้ฟังต้นปีหน้าครับ

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง: 

The post ลิงโคลนนิ่ง ดวงจันทร์ที่ 79 ของดาวพฤหัสบดี ทะเลสาบบนดาวอังคาร รวมสุดยอดข่าววิทยาศาสตร์แห่งปี 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/science-stories-2018/feed/ 0
เปิดประมูลสำเนาวิทยานิพนธ์-เก้าอี้ล้อเข็นของสตีเฟน ฮอว์คิง รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้มูลนิธิการกุศล https://thestandard.co/stephen-hawking-wheelchair-and-thesis-auction-opens/ https://thestandard.co/stephen-hawking-wheelchair-and-thesis-auction-opens/#respond Wed, 31 Oct 2018 08:56:39 +0000 https://thestandard.co/?p=140157

คริสตีส์ บริษัทรับจัดประมูลผลงานศิลปะและทรัพย์สินมีค่าใ […]

The post เปิดประมูลสำเนาวิทยานิพนธ์-เก้าอี้ล้อเข็นของสตีเฟน ฮอว์คิง รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้มูลนิธิการกุศล appeared first on THE STANDARD.

]]>

คริสตีส์ บริษัทรับจัดประมูลผลงานศิลปะและทรัพย์สินมีค่าในสหราชอาณาจักร เปิดการประมูลออนไลน์ทรัพย์สินส่วนตัวของศาสตราจารย์สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ทฤษฎีและนักจักรวาลวิทยาชื่อก้องโลกผู้ล่วงลับ รวมทั้งสิ้น 22 ชิ้น เป็นเวลา 9 วัน เริ่มตั้งแต่วันนี้ (31 ต.ค.) โดยสิ่งของที่นำออกประมูลมีตั้งแต่เก้าอี้ล้อเข็น สำเนาวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิตที่มีลายเซ็นลงวันที่ 15 ตุลาคม ปี 1965 ไปจนถึงสคริปต์ตัวละครฮอว์คิงในการ์ตูน The Simpsons

 

 

โซฟี ฮอปกินส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านงานเขียนต้นฉบับและเอกสารสำคัญของคริสตีส์ ระบุว่า สิ่งที่นำออกประมูลครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของวงการวิทยาศาสตร์เหนือข้อถกเถียงและอุปสรรคในอดีต

 

 

ขณะที่ ลูซี ฮอว์คิง บุตรสาวของสตีเฟน เผยว่า บริษัทคริสตีส์ได้เข้ามาช่วยเหลือครอบครัวฮอว์คิงในการดูแลจัดการทรัพย์สินที่พิเศษและล้ำค่าของบิดาผู้เป็นที่รัก

 

 

สำหรับสิ่งของที่นำออกประมูลครั้งนี้ มีเก้าอี้ล้อเข็นขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ ซึ่งสตีเฟน ฮอว์คิงเคยใช้ในช่วงปลายปี 1980 ถึงกลางทศวรรษ 1990 โดยคาดว่าจะถูกประมูลที่ราคา 15,000 ปอนด์ หรือประมาณ 635,000 บาท โดยรายได้จากการประมูลจะมอบให้มูลนิธิการกุศล Stephen Hawking Foundation และสมาคมโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ALS

 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญก็คือ ธีสิสปริญญาเอกชื่อ Properties of expanding universes ซึ่งเป็นผลงานวิทยานิพนธ์ชื่อดังของฮอว์คิง โดยสำเนาฉบับนี้มีลายเซ็นของเขา 2 ครั้ง พร้อมข้อความกำกับว่า ‘วิทยานิพนธ์เล่มนี้เป็นงานต้นฉบับของผม’ และระบุปีที่ฮอว์คิงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ALS โดยคาดว่าของประมูลชิ้นนี้จะเคาะขายได้ที่ราคาสูงถึง 150,000 ปอนด์ หรือประมาณ 6,346,400 บาท

 

 

นอกจากนี้ ยังมีหนังสือ A Brief History of Time (ประวัติย่นย่อของกาลเวลา) ที่มีการประทับลายนิ้วหัวแม่มือของฮอว์คิงในปี 1988 รวมถึงเหรียญรางวัลต่างๆ และเอกสารงานวิทยาศาสตร์อื่นๆ ของเขาด้วย

 

นอกจากสมบัติของฮอว์คิงแล้ว การประมูลครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้นักประมูลเป็นเจ้าของเอกสาร จดหมาย และสิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกอย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, ชาร์ลส์ ดาร์วิน และเซอร์ไอแซก นิวตัน ด้วย

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post เปิดประมูลสำเนาวิทยานิพนธ์-เก้าอี้ล้อเข็นของสตีเฟน ฮอว์คิง รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้มูลนิธิการกุศล appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/stephen-hawking-wheelchair-and-thesis-auction-opens/feed/ 0
“พระเจ้าไม่มีจริง” คำตอบสั้นๆ ของฮอว์คิงต่อคำถามอันยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ https://thestandard.co/there-is-no-god-stephen-hawking-writes-in-final-book/ https://thestandard.co/there-is-no-god-stephen-hawking-writes-in-final-book/#respond Wed, 17 Oct 2018 13:45:52 +0000 https://thestandard.co/?p=133558

สตีเฟน ฮอว์คิง นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกทิ้งคำตอบต่อคำถ […]

The post “พระเจ้าไม่มีจริง” คำตอบสั้นๆ ของฮอว์คิงต่อคำถามอันยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สตีเฟน ฮอว์คิง นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกทิ้งคำตอบต่อคำถามสำคัญของมนุษยชาติผ่านหนังสือเล่มล่าสุด Brief Answers to the Big Questions หรือ คำตอบโดยย่อต่อคำถามอันยิ่งใหญ่ ที่ตีพิมพ์เมื่อวานนี้ (16 ต.ค.) ยืนหยัดความเชื่อที่ว่าจักรวาลไร้ผู้สร้าง

 

หนังสือที่ได้รับการตีพิมพ์ขึ้นหลังฮอว์คิงเสียชีวิตลงนี้ มีบางส่วนได้รับการเติมเต็มจากครอบครัวของเขาและเพื่อนนักวิชาการหลายราย

 

“เราต่างมีเสรีภาพในการเลือกเชื่อสิ่งที่เราต้องการ สำหรับผมแล้ว คำอธิบายที่ง่ายสุดคือ พระเจ้าไม่มีอยู่จริง” นักฟิสิกส์ทฤษฎีรายนี้ย้ำ พร้อมชี้อีกว่าไม่ว่าจะจักรวาลหรือโชคชะตาของมนุษย์ ก็ไม่มีผู้ใดกำหนดขึ้น

 

“หลายศตวรรษที่ผ่านมา ผู้คนต่างเชื่อว่าคนพิการอย่างผมต้องคำสาปที่พระเจ้าลงทัณฑ์… แต่ผมชอบความคิดที่ว่า ทุกอย่างสามารถอธิบายผ่านแนวคิดอื่นได้ด้วยกฎแห่งธรรมชาติ

 

“ความคิดนี้ทำให้ผมตระหนักถึงความจริงอันลึกซึ้งว่า มันคงไม่มีสวรรค์หรือชีวิตหลังความตาย ผมคิดว่าความเชื่อในเรื่องนี้เป็นเพียงความปรารถนาที่อยู่เหนือเหตุผล” คำขยายของเขาระบุต่อไปว่า “ทุกอย่างที่ปรากฏขึ้นบนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เรามีทำให้ผมคิดว่า เมื่อเราตายลง เราก็กลับไปเป็นเถ้าธุลี”

 

ด้วยวัย 76 ปี ฮอว์คิงเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยสาเหตุมาจากโรคลูเกริก หรือโรคทางเซลล์ประสาทสั่งการ ซึ่งส่งผลกระทบทำให้เขามีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงมาเกินกว่าครึ่งศตวรรษ

 

ท่ามกลางทรรศนะของฮอว์คิงที่ปฏิเสธพื้นที่การมีอยู่ของพระเจ้าและชีวิตหลังความตาย เขายังยืนยันว่าการเดินทางย้อนเวลา ‘ยังมีความเป็นไปได้อยู่’ หากประเมินตามองค์ความรู้ของมนุษย์ในปัจจุบัน

 

ลูซี ฮอว์คิง หนึ่งในผู้ช่วยเติมเต็มหนังสือเล่มนี้กล่าวว่า สิ่งที่พ่อของเธอกังวลมากที่สุดคือ ‘ความแตกแยกที่พวกเราเป็นอยู่’

 

“ในเวลาที่ปัญหาปรากฏขึ้นอยู่ทั่วโลก เรากลับมีมุมมองที่แคบลง หนังสือเล่มนี้ร้องหาความสามัคคีของมนุษยชาติ เพื่อให้พวกเรากลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันและเผชิญหน้าความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า” เธอย้ำถึงเป้าหมายการตีพิมพ์ครั้งนี้

 

คำตอบอื่นสำหรับมนุษยชาติ

ไม่เพียงแค่คำถามต่อโลกหลังความตาย พระเจ้า และการเดินทางข้ามเวลาเท่านั้นที่นักวิทยาศาสตร์รายนี้ทิ้งท้ายเอาไว้ เขายังตอบถึงประเด็นที่มนุษยชาติแสดงความกังวลด้วย

 

โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษรายนี้มองว่า ปัญญาประดิษฐ์มีความสามารถชั้นยอดในการบรรลุเป้าประสงค์ที่มันต้องการ และย้ำว่า ‘เราย่อมตกที่นั่งลำบาก’ หากเป้าหมายของสองฝ่ายไม่สอดคล้องกัน อย่างไรก็ตาม หากหุ่นยนต์ไม่เป็นฉากสุดท้ายของมนุษยชาติ ฮอว์คิงมองว่าจุดจบที่แทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ย่อมมาจาก ‘สงครามนิวเคลียร์หรือภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อม’ ในจุดใดจุดหนึ่งของช่วงหนึ่งพันปีข้างหน้า

 

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC เพิ่งเผยแพร่รายงานถึงสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า มนุษยชาติเหลือเวลาเพียง 12 ปีเพื่อจัดการปัญหาดังกล่าวให้สภาวะโลกร้อนยังคงอยู่ที่ระดับกลาง มิเช่นนั้นโลกจะเผชิญหน้าภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อยขึ้น

 

นอกจากประเด็นในโลกแล้ว เขายังมองว่าภายในช่วงเวลา 100 ปีข้างหน้า มนุษย์จะสามารถเดินทางไปที่ไหนก็ได้ในสุริยจักรวาล

 

แม้หลายคำตอบของฮอว์คิงจะคาดการณ์ถึงสถานการณ์ย่ำแย่ที่กำลังจะมาเยือน ภายในบทสุดท้ายที่ถามถึงการสร้างอนาคตต่อไป ความหวังที่เขาตอบไว้คือ “จงอย่าลืมที่จะเงยหน้าขึ้นมองดวงดาว ไม่ใช่แค่ก้มหน้ามองเท้าของเรา”

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post “พระเจ้าไม่มีจริง” คำตอบสั้นๆ ของฮอว์คิงต่อคำถามอันยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/there-is-no-god-stephen-hawking-writes-in-final-book/feed/ 0
ชาวอังกฤษนับพันร่วมไว้อาลัย สตีเฟน ฮอว์คิง ครั้งสุดท้าย ก่อนบรรจุเถ้ากระดูกเคียงข้างร่าง เซอร์ไอแซก นิวตัน และ ชาร์ลส์ ดาร์วิน https://thestandard.co/locals-share-their-memories-at-stephen-hawkings-funeral/ https://thestandard.co/locals-share-their-memories-at-stephen-hawkings-funeral/#respond Sun, 01 Apr 2018 08:03:38 +0000 https://thestandard.co/?p=81266

    บรรยากาศพิธีศพของนักฟิสิกส์และนักจักรวาลว […]

The post ชาวอังกฤษนับพันร่วมไว้อาลัย สตีเฟน ฮอว์คิง ครั้งสุดท้าย ก่อนบรรจุเถ้ากระดูกเคียงข้างร่าง เซอร์ไอแซก นิวตัน และ ชาร์ลส์ ดาร์วิน appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

บรรยากาศพิธีศพของนักฟิสิกส์และนักจักรวาลวิทยาผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคอย่าง สตีเฟน ฮอว์คิง เมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา ที่โบสถ์เกรตเซนต์แมรีส์ (Great St Mary’s) ภายในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ คราคร่ำไปด้วยชาวอังกฤษนับพันคนเดินทางมาร่วมชมขบวนแห่และไว้อาลัยต่อการจากไปของเขาเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากที่เขาเสียชีวิตลงในวัย 76 ปี เมื่อ 14 มีนาคมที่ผ่านมา หลังต่อสู้กับโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงและเซลล์ประสาทนำคำสั่งเสื่อมมานานหลายทศวรรษ

 

 

โดยจะมีพิธีบรรจุเถ้ากระดูกของฮอว์คิง ที่วิหารเวสต์มินสเตอร์ ราวเดือนกันยายน-ตุลาคมปีนี้ ซึ่งเถ้ากระดูกของเขาจะถูกบรรจุไว้ใกล้กับร่างของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของโลกอย่าง เซอร์ไอแซก นิวตัน ผู้ค้นพบกฎแรงโน้มถ่วงสากลและกฎการเคลื่อนที่และ ชาร์ลส์ ดาร์วิน บิดาแห่งทฤษฎีวิวัฒนาการ

 

 

เอ็ดดี เรดเมย์น (Eddie Redmayne) นักแสดงนำผู้รับบท สตีเฟน ฮอว์คิง ในภาพยนตร์ The Theory of Everything ส่งให้เขากวาดรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ ลูกโลกทองคำ และ BAFTA มาครองได้สำเร็จเมื่อปี 2014 พร้อม เฟลิซิตี้ โจนส์ (Felicity Jones) ผู้รับบท เจน ฮอว์คิง ต่างเข้าร่วมไว้อาลัยในพิธีศพในครั้งนี้ด้วย

 

“จะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างมาก ถ้าชีวิตนี้ของเราไม่สนุก” (สตีเฟน ฮอว์คิง, 1942-2018)

 

 

อ้างอิง:

The post ชาวอังกฤษนับพันร่วมไว้อาลัย สตีเฟน ฮอว์คิง ครั้งสุดท้าย ก่อนบรรจุเถ้ากระดูกเคียงข้างร่าง เซอร์ไอแซก นิวตัน และ ชาร์ลส์ ดาร์วิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/locals-share-their-memories-at-stephen-hawkings-funeral/feed/ 0
เนติวิทย์ คนชอบเขาต้องดู คนชังเขายิ่งต้องดู – THE STANDARD Daily 14 มีนาคม 2561 https://thestandard.co/thestandarddaily14032561/ https://thestandard.co/thestandarddaily14032561/#respond Thu, 15 Mar 2018 05:13:45 +0000 https://thestandard.co/?p=77341

THE STANDARD Daily  ประจำวันที่ 14 มีนาคม 2561 เวล […]

The post เนติวิทย์ คนชอบเขาต้องดู คนชังเขายิ่งต้องดู – THE STANDARD Daily 14 มีนาคม 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD Daily  ประจำวันที่ 14 มีนาคม 2561 เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป

 

  • คนชอบเขาต้องดู คนชังเขายิ่งต้องดู! กับการตอบทุกคำถามสดๆ ครั้งแรกของเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล บุคคลที่สร้างปรากฏการณ์ให้เป็นที่ถกเถียงมากที่สุดในสังคมไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมา
  • พร้อมด้วยประเด็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของนักฟิสิกส์คนสำคัญที่สุดแห่งยุค สตีเฟน ฮอว์กิง

 

สามารถติดตาม THE STANDARD Daily ได้เป็นประจำทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ที่ Facebook Liveและ Youtube Live ของ thestandardth 

The post เนติวิทย์ คนชอบเขาต้องดู คนชังเขายิ่งต้องดู – THE STANDARD Daily 14 มีนาคม 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thestandarddaily14032561/feed/ 0
อาลัย สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์และนักจักรวาลวิทยาคนสำคัญแห่งยุค https://thestandard.co/stephen-hawking-mourn/ https://thestandard.co/stephen-hawking-mourn/#respond Wed, 14 Mar 2018 10:38:00 +0000 https://thestandard.co/?p=77214

The post อาลัย สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์และนักจักรวาลวิทยาคนสำคัญแห่งยุค appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post อาลัย สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์และนักจักรวาลวิทยาคนสำคัญแห่งยุค appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/stephen-hawking-mourn/feed/ 0
คมคิดของ สตีเฟน ฮอว์คิง นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค https://thestandard.co/stephen-hawking-speech/ https://thestandard.co/stephen-hawking-speech/#respond Wed, 14 Mar 2018 08:46:11 +0000 https://thestandard.co/?p=77110

  แม้ สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ชื่อก้องโลกผู้ฝากผล […]

The post คมคิดของ สตีเฟน ฮอว์คิง นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

แม้ สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ชื่อก้องโลกผู้ฝากผลงานทฤษฎีหลุมดำจะเสียชีวิตไปแล้วด้วยวัย 76 ปีในวันนี้ แต่คมคิดและสิ่งที่เขาเคยกล่าวไว้จะยังคงอยู่กับโลกใบนี้ตลอดไป THE STANDARD ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปครั้งนี้

 

อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ จักรวาล กาลเวลา และประวัติศาสตร์ย่นย่อของ สตีเฟน ฮอว์คิง นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค

 

 

ภาพประกอบ: karin foxx

The post คมคิดของ สตีเฟน ฮอว์คิง นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/stephen-hawking-speech/feed/ 0
จักรวาล กาลเวลา และประวัติศาสตร์ย่นย่อของ สตีเฟน ฮอว์คิง นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค https://thestandard.co/stephen-hawking-dies-aged-76/ https://thestandard.co/stephen-hawking-dies-aged-76/#respond Wed, 14 Mar 2018 05:19:20 +0000 https://thestandard.co/?p=77026

สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ชื่อก้องโลกผู้ฝากผลงานทฤษฎีหลุ […]

The post จักรวาล กาลเวลา และประวัติศาสตร์ย่นย่อของ สตีเฟน ฮอว์คิง นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค appeared first on THE STANDARD.

]]>

สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ชื่อก้องโลกผู้ฝากผลงานทฤษฎีหลุมดำ เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 76 ปี

 

ลูซี, โรเบิร์ต และทิม ฮอว์คิง บุตรของสตีเวน ฮอว์คิง ระบุในแถลงการณ์ว่า “เรารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่พ่ออันเป็นที่รักของเราได้จากเราไปแล้วในวันนี้”

 

“เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่และเป็นคนพิเศษ ผลงานและมรดกของเขาจะอยู่กับเราตลอดไป” แถลงการณ์ระบุ “ความกล้าหาญของเขาได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก พวกเราจะคิดถึงเขาตลอดไป”

 

สตีเฟน ฮอว์คิง เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม ปี 1942 ที่เมืองออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ส่วนชีวิตครอบครัวนั้น เขาสมรส 2 ครั้งกับ เจน ไวลด์ และเอเลน เมสัน มีบุตร 3 คน

 

เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในปี 1963 แต่ก็ไม่เคยย่อท้อและต่อสู้ชีวิตเรื่อยมา พร้อมฝากผลงานที่มีคุณูปการต่อโลกมากมาย โดยเฉพาะทฤษฎีที่เกี่ยวกับกาลเวลาและจักรวาล หลุมดำ รวมถึงการต่อยอดทฤษฎีสรรพสิ่งที่ริเริ่มโดย อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นอกจากนี้เขายังมีผลงานหนังสือที่ทรงอิทธิพลหลายเล่ม โดยหนึ่งในนั้นคือ A Brief History of Time

 

ชีวประวัติของฮอว์คิงถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ The Theory of Everything ซึ่งนำแสดงโดย เอ็ดดี้ เรดเมย์น และเข้าฉายในปี 2014 ซึ่งทำให้เรื่องราวและผลงานของฮอว์คิงได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลกมากขึ้น

The post จักรวาล กาลเวลา และประวัติศาสตร์ย่นย่อของ สตีเฟน ฮอว์คิง นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/stephen-hawking-dies-aged-76/feed/ 0
คุยกับ Angelo Vermeulen ศิลปินที่กำลังทำ ป.เอก ด้านการเดินทางระหว่างดวงดาว (Interstellar) https://thestandard.co/angelo-vermeulen-post-planetary-futures/ https://thestandard.co/angelo-vermeulen-post-planetary-futures/#respond Mon, 19 Feb 2018 11:33:21 +0000 https://thestandard.co/?p=71529

นักวิจัยยานอวกาศ นักชีววิทยา ผู้อยู่เบื้องหลังคอมมูนิตี […]

The post คุยกับ Angelo Vermeulen ศิลปินที่กำลังทำ ป.เอก ด้านการเดินทางระหว่างดวงดาว (Interstellar) appeared first on THE STANDARD.

]]>

นักวิจัยยานอวกาศ นักชีววิทยา ผู้อยู่เบื้องหลังคอมมูนิตี้ของศิลปิน นักออกแบบ และนักวิทยาศาสตร์ ศิลปินผู้มีพรสวรรค์รอบด้าน และ Senior TED Fellows

 

ไม่ว่าสื่อต่างประเทศ วิกิพีเดีย หรือแม้แต่เว็บไซต์ส่วนตัวจะระบุคำจำกัดความของ แอนเจโล เวอร์มิวเลน (Angelo Vermeulen) ศิลปินชาวเบลเยียมวัย 46 ปีไว้อย่างไร ตลอดการสนทนา 1 ชั่วโมงเศษ เขามักจะเรียกตัวเองว่า ‘นักสำรวจ’

 

หลังจากเรียนจบปริญญาเอกด้านชีววิทยาและศิลปะสาขาการถ่ายภาพ แอนเจโลเริ่มตั้งคำถามกับอนาคตของตัวเอง แม้ว่าเขามุ่งมั่นที่จะเป็นนักชีววิทยามาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อพบว่าความคิดของตัวเองถูกตีกรอบจำกัด เขาจึงตัดสินใจหันมาเป็นศิลปินเต็มตัว โดยอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาต่อยอด

 

เช่นเดียวกัน งานศิลปะส่วนใหญ่ของเขาเกิดจากการผสมผสานระหว่างศาสตร์ด้านชีววิทยา วิศวกรรม การออกแบบ และศิลปะ โปรเจกต์แรกๆ ที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินคือ Biomodd (2007-ปัจจุบัน) งานอินสตอลเลชันอาร์ตที่นำชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ใช้งานแล้วมาประกอบขึ้นใหม่ ภายในเป็นแหล่งอาศัยของพันธุ์พืชที่อาศัยความร้อนในการเจริญเติบโต และช่วยคลายอุณหภูมิของเครื่องคอมพิวเตอร์ในเวลาเดียวกัน

 

แอนเจโลได้เดินทางมาบรรยายในหัวข้อ ‘Post-Planetary Futures’ ที่งานชุมนุมทางความคิดประจำปี Creativities Unfold 2018 ซึ่งทาง TCDC ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา ที่น่าสนใจคือแม้ว่าเขาจะเล่าถึงความสนใจในศาสตร์หลากสาขาที่ผลิดอกออกผลเป็นงานศิลปะและงานวิจัยสุดล้ำเกี่ยวกับการเดินทางสู่ห้วงอวกาศ ซึ่งจะกลายเป็นถิ่นฐานของมนุษย์ในอนาคต แต่เขากลับให้ความสำคัญกับสิ่งสำคัญใกล้ตัวกว่านั้น คือการมีส่วนร่วม (Co-creation) และการเรียนรู้จากผู้คนต่างถิ่น ต่างวัฒนธรรม

ศิลปะคือสิ่งจำเป็นต่อการสร้างความสมดุลต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ เมื่อเกิดความสมดุล คุณจะเริ่มตระหนักถึงความยั่งยืนได้อย่างลึกซึ้งขึ้น

HI-SEAS Mission I โครงการจำลองธรณีวิทยาของดาวอังคารในฮาวาย

สนับสนุนโดยองค์การนาซา (ปี 2013)

HI-SEAS Mission I, NASA Mars simulation in Hawaii (2013). Photos: Angelo Vermeulen

 

นั่นคือส่วนหนึ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการเข้าร่วม HI-SEAS (2013) โครงการจำลองการอยู่อาศัยบนดาวอังคารซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากองค์การนาซา ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัย เขาและทีมงานทั้ง 6 คนต้องทำงานวิจัยและใช้ชีวิตอยู่ในโดมทรงกลมเล็กๆ แถบภูเขาไฟเมานาโลอา (Mauna Loa) หมู่เกาะฮาวายเป็นเวลา 4 เดือน เพื่อศึกษาเกี่ยวกับระบบอาหารสำหรับนักบินอวกาศและผลกระทบจากการอยู่อาศัยที่ห่างไกลซึ่งแทบจะตัดขาดจากโลกภายนอกสิ้นเชิง

 

หลังการบรรยาย เราได้พูดคุยกับแอนเจโล ก่อนที่เขาจะบินกลับไปยังเนเธอร์แลนด์เพื่อจัดแสดงงานนิทรรศการ สานต่องานวิจัยปริญญาเอกใบที่ 2 ด้านการเดินทางระหว่างดวงดาว (Interstellar) และเดินสายบรรยายตามเวทีต่างๆ อีกครั้ง

 

HI-SEAS Mission I (2013). Photo: Simon Engler

 

คุณเคยเรียนปริญญาเอกด้านชีววิทยามาก่อน อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณตัดสินใจเข้าสู่วงการศิลปะ

ผมสนใจศิลปะกับวิทยาศาสตร์มาโดยตลอด ผมเลยไม่คิดว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนเสียทีเดียว เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมสนใจอยู่แล้ว ผมรู้ว่าตัวเองอยากเป็นนักชีววิทยาและเริ่มศึกษาปริญญาโท-ปริญญาเอกด้านนี้ แต่ลึกๆ แล้วผมก็สนใจศิลปะเช่นกัน หลังเรียนจบผมรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างขาดหายไปจากอาชีพนักวิทยาศาสตร์ ถึงการทดลองและเก็บข้อมูลวิจัยภาคสนามจะสนุก น่าสนใจดี แต่ประเด็นมันเล็กเกินไปจนผมไม่มีแรงกระตุ้นที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ไปกับการโฟกัสประเด็นเล็กๆ ประเด็นเดียว ผมรู้สึกว่ามันไม่อิมแพกต์มากพอ และเริ่มตั้งคำถามกับอนาคตของตัวเองในสายอาชีพนี้

 

แต่ศิลปะกลับช่วยเปิดโลกให้ผมได้สำรวจเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง เช่น สภาวะความเป็นมนุษย์ (Human Condition) และประสบการณ์ (Human Experience) ไปจนถึงการตั้งคำถามในเชิงปรัชญาว่าความเป็นมนุษย์คืออะไร ซึ่งมันมีความหมายมากสำหรับผม

 

ดังนั้น ผมเลยคิดว่าแทนที่จะมองโลกผ่านกล้องจุลทรรศน์ หรือโฟกัสกับประเด็นเล็กอย่างเดียว บางทีผมน่าจะลองทำงานศิลปะ ก็เลยตัดสินใจมาทำงานศิลปะเต็มตัว และคิดว่าจะไม่มีทางกลับไปหาวิทยาศาสตร์อีกแล้ว แต่สุดท้ายแล้วงานศิลปะของผมก็ค่อยๆ เชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อยๆ

 

นั่นเป็นที่มาของการทำโปรเจกต์ Biomodd อินสตอลเลชันอาร์ตที่ต้องใช้เทคโนโลยี ความรู้ด้านชีววิทยาและวิทยาศาสตร์ จากนั้นผมได้ร่วมงานกับองค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency) ซึ่งทำให้ผมมองวิทยาศาสตร์ต่างไปจากเดิม ผมจึงตัดสินใจกลับมาทำงานวิจัยอีกครั้งและทำงานเป็นศิลปินควบคู่ไปด้วยตลอดหลายปีมานี้

 

คุณคิดว่าศิลปะเป็นเครื่องมือในการแสดงทัศนะได้ดีกว่างานวิจัยใช่ไหม

ผมคงไม่มองว่าศิลปะเป็นเครื่องมือในการทำงาน ดีไซน์คงใช่ แต่สำหรับผม ศิลปะไม่ใช่เครื่องมือ แต่เป็นปรัชญา และเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงอยู่ของมนุษย์ ผมคิดว่าประโยชน์ของศิลปะ คือข้อแรกมันเปิดโลกของคุณ ทำให้คุณเป็นคนละเอียดอ่อนกับผู้คนและสิ่งต่างๆ มากขึ้น ผมจึงไม่ได้มองว่าศิลปะเป็นเครื่องมือ ศิลปะคือสิ่งจำเป็นต่อการสร้างความสมดุลต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ เมื่อเกิดความสมดุล คุณจะเริ่มตระหนักถึงความยั่งยืนได้อย่างลึกซึ้งขึ้น

ผมเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วมนุษย์เราจะกลายเป็นเผ่าพันธุ์ Post-Planetary ที่ไม่เพียงแต่อาศัยอยู่บนดาวเคราะห์เท่านั้น แต่จะไปใช้ชีวิตอยู่บนสถานีอวกาศ ยานอวกาศ กระทั่งตั้งถิ่นฐานอาณานิคมบนดาวดวงอื่น

HI-SEAS ตั้งอยู่ทางลาดตอนเหนือของภูเขาไฟเมานาโลอา ฮาวาย

ซึ่งมีสภาพพื้นผิวดินใกล้เคียงกับดาวอังคาร

Photos: Yajaira Sierra Sastre, Angelo Vermeulen, Oleg Abramov

 

ในโปรเจกต์ HI-SEAS คุณและทีมงานต้องทำงานวิจัยในโดมจำลองสภาพดาวอังคารนาน 4 เดือน พวกคุณมีวิธีรับมือกับความเครียดและความโดดเดี่ยวอย่างไรบ้าง

ผมไม่ได้มองว่าประสบการณ์ที่ผ่านมามีแต่ความเครียดนะ มันมีช่วงเวลาที่เครียดบ้าง แต่ละคนก็เผชิญกับภาวะความเครียดกันคนละแบบ แต่ก็ถือเป็นบทเรียนที่ดี สิ่งสำคัญคือ 1. การมีอำนาจหรืออิสระในการตัดสินใจด้วยตัวเอง (Autonomy) แม้ว่าการทำงานจะมีกฎเกณฑ์ที่กำหนดให้คุณต้องทำบางอย่าง แต่คุณไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามทุกนาที แล้วสภาพจิตใจของคุณจะผ่านไปด้วยดี อันที่จริงก็มีข้อแตกต่างระหว่างการปฏิบัติภารกิจในอวกาศจริงๆ กับภารกิจจำลอง เพราะนักบินอวกาศจะได้อยู่ในสภาพแวดล้อมสวยงามตระการตาเป็นรางวัลตอบแทน แม้ว่าคุณจะต้องปฏิบัติภารกิจตามกฎอย่างเคร่งครัด แต่การปฏิบัติภารกิจจำลองไม่ได้ตื่นตาขนาดนั้น

 

2. การสื่อสาร (Communication) ถ้าหากเริ่มมีคนตีตัวออกห่างไปอยู่คนเดียว หมกตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ออกมาข้างนอก คุณต้องเริ่มสื่อสารกันแล้ว

 

3. กระบวนการมีส่วนร่วม (Co-Creation) ภาวะผู้นำสำคัญต่อการปฏิบัติภารกิจก็จริง แต่ผมอยากให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมและทำงานตามหลักคิดการออกแบบ bottom-up design มากกว่า

 

ทีมงาน HI-SEAS Mission I ปฏิบัติภารกิจและอาศัยในโดมจำลองเป็นเวลา 4 เดือน
Photo: Yajaira Sierra Sastre, Sian Proctor

 

4. ความหลากหลาย (Diversity) การอยู่ร่วมกับผู้คนต่างวัฒนธรรมจะช่วยให้คุณข้ามผ่านความโดดเดี่ยวไปได้ คุณจะเริ่มเข้าใจสิ่งต่างๆ ดีขึ้น และค้นพบวิธีแก้ปัญหาที่คาดไม่ถึง แต่ถ้ามีความหลากหลายเกินไป คุณต้องมีตัวช่วยหรือมีทักษะการจัดการ 

เราไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีการสำรวจอวกาศเพียงเพื่อจะอพยพย้ายไปจากโลก แต่เพื่อทำความเข้าใจว่าเราเป็นใคร การสำรวจอวกาศกับการพัฒนาโลกต้องควบคู่ไปด้วยกัน

งานอินสตอลเลชันอาร์ต Biomodd โดย SEAD (ปี 2015)

SEAD, Biomodd [PRs], installation art (2015). Photo: Angelo Vermeulen

งานอินสตอลเลชันอาร์ต Biomodd โดย SEAD (ปี 2016)

SEAD, Biomodd [RSL9], installation art (2016). Photo: Angelo Vermeulen

 

ไอเดียตั้งต้นของโปรเจกต์ DSTART งานวิจัยยานท่องอวกาศระหว่างดวงดาวคืออะไร

ตอนทำโปรเจกต์ HI-SEAS เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมสนใจศึกษาเกี่ยวกับดาวอังคารและระบบสุริยะ รวมไปถึงการเดินทางระหว่างดวงดาวหรือ Interstellar หลังจากจบโปรเจกต์ HI-SEAS ผมตั้งใจจะทุ่มเทกับการศึกษาเรื่องนี้เต็มที่ ผมได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายวิทยาศาสตร์เยอะมาก และผมไม่อยากรอแล้ว ผมอยากเริ่มทำเลย เรื่องของเรื่องก็คือผมเป็นนักสำรวจ ซึ่งเป็นคำที่ผมนิยามตัวเองมาโดยตลอด ผมศึกษาและเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันการทำงานร่วมกับชุมชนทั่วโลก ตั้งแต่อเมริกา ยุโรป ไปจนถึงเอเชีย ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาเกี่ยวกับ Interstellar ถ้าผมมีโอกาสได้ไปปฏิบัติภารกิจจริงๆ ผมก็จะทำ แต่ตอนนี้ยังเป็นแค่ทางทฤษฎีเท่านั้น สาเหตุหลักๆ คือผมเป็นนักสำรวจและมันเป็นความต้องการส่วนตัวของผม มันเหมือนกับเวลาที่เห็นงานศิลปะ แล้วรู้สึกอยากทำขึ้นมาบ้าง ผมก็อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการสำรวจจักรวาลด้วย ผมคิดว่ามันเป็นความอยากรู้อยากเห็นที่คอยกระตุ้นและผลักดันให้ผมก้าวไปทางนั้น

 

ภาพจำลองของยานท่องอวกาศระหว่างดวงดาวที่พัฒนาจากดาวเคราะห์น้อย
DSTART, E|A|S (Evolving Asteroid Starships), computer simulation (2017). Image: Nils Faber

 

ถ้ามีโอกาส คุณอยากออกไปท่องอวกาศไหม

แน่นอนครับ ผมคิดว่าทุกคนที่ทำงานร่วมกันในโปรเจกต์ HI-SEAS อยากไปท่องอวกาศแน่นอน

 

Photo: TCDC

 

เราจะเปลี่ยนความคิดที่ดูเป็นไปไม่ได้หรือไกลเกินจริง ให้เป็นผลงานที่มีความเป็นไปได้ ทำได้จริงได้อย่างไร

ผมได้เรียนรู้ตรรกะและวิธีคิดเชิงวิศวกรรมจากการเรียนมหาวิทยาลัย TU Delft ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่ฮาร์ดคอร์สุดๆ ทำให้ผมเริ่มเข้าใจทัศนะการมองโลกของวิศวกรมากขึ้น มันคือความงดงามของการคิดคำนวณที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง แม้ว่าคุณจะออกแบบคอนเซปชวลดีไซน์ คุณก็จะใช้ทักษะความรู้บางอย่างด้วยลงไปด้วย เช่น ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ในโปรเจกต์การออกแบบจำลองยานอวกาศ เราได้ทดลองคิดคำนวณด้วยกันหลายวิธี เช่น Mining, 3D Printing และทำโมเดลระบบนิเวศ ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์จริงๆ เมื่อถึงจุดนั้น คุณกำลังสร้างงานออกแบบคอนเซปชวลที่ไม่ใช่แค่จินตนาการอีกต่อไป แต่เป็นงานที่ผ่านการคิดคำนวณอย่างจริงจัง

มนุษย์มีทักษะการปรับตัวเป็นเลิศ และอยู่รอดได้มาโดยตลอด คำถามจึงไม่ใช่ ‘เผ่าพันธุ์มนุษย์จะมีชีวิตรอดหรือไม่’ แต่ควรเป็น ‘จะมีจำนวนผู้รอดชีวิตเท่าไร และภายใต้เงื่อนไขใด’

Photo: TCDC

 

คุณคิดอย่างไรกับคำทำนายของสตีเฟน ฮอว์คิง ที่ว่ามนุษย์โลกเหลือเวลาอีกไม่กี่ปีสำหรับการอพยพไปอยู่บนดาวดวงอื่น

ผมไม่เห็นด้วยกับคำทำนายพวกนี้เลย ผมไม่ได้สนใจการออกแบบยานอวกาศหรือการปฏิบัติภารกิจบนอวกาศ เพราะคิดว่าโลกของเราใกล้จะถึงจุดจบ แรงขับเคลื่อนของผมคือ การสำรวจ เพื่อขยายขอบเขตความเป็นไปได้ว่ามนุษย์สามารถดำรงชีวิตในอวกาศได้ในอนาคต ผมเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วมนุษย์เราจะกลายเป็นเผ่าพันธุ์ Post-Planetary ที่ไม่เพียงแต่อาศัยอยู่บนดาวเคราะห์เท่านั้น แต่จะไปใช้ชีวิตอยู่บนสถานีอวกาศ ยานอวกาศ กระทั่งตั้งถิ่นฐานอาณานิคมบนดาวดวงอื่น อาจจะในอีกพันปีข้างหน้า แต่การดำรงชีวิตในอวกาศจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติแน่นอน

 

ความก้าวหน้าทางด้านการสำรวจอวกาศยังหมายถึงโอกาสของการพัฒนาความเป็นอยู่บนโลก สิ่งนี้เกิดขึ้นจริงในกรณีการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ (Climate Change) ทำให้เราสามารถมอนิเตอร์สภาพอากาศและสร้างแบบจำลองภูมิอากาศได้ คุณไม่สามารถแยกเรื่องอวกาศศึกษาออกจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้เลย ดังนั้นถ้าคุณอยากจะพัฒนาให้โลกน่าอยู่ขึ้น คุณต้องลงทุนกับการศึกษาอวกาศ

 

ถ้าพูดในเชิงปรัชญา การศึกษาอวกาศทำให้เราค้นพบความหมายของการดำรงอยู่ในระบบสุริยะอันไพศาล และตระหนักถึงความหมายของการเป็นมนุษย์ รับรู้ว่าโลกเราเปราะบางแค่ไหน ทำไมเราจึงควรช่วยกันดูแลรักษาโลก มันเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับการดูแลโลกโดยสิ้นเชิง กระแสการเคลื่อนไหวทางด้านสิ่งแวดล้อม (Green Movement) ในยุค 1960 ก็เกิดขึ้นจากการแข่งขันส่งมนุษย์ไปพิชิตดวงจันทร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มนุษย์ได้เห็นภาพถ่ายของโลกที่เป็นมวลสารเล็กๆ และบอบบาง ล่องลอยโดดเดี่ยวในห้วงอวกาศ

 

ผมคิดว่าเราไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีการสำรวจอวกาศเพียงเพื่อจะอพยพย้ายไปจากโลก แต่เพื่อทำความเข้าใจว่าเราเป็นใคร สำรวจปัญหาและหนทางแก้ไข สำหรับผมการสำรวจอวกาศกับการพัฒนาโลกต้องควบคู่ไปด้วยกัน ผมไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าเราทุกคนจะตายกันหมดบนโลกในอีก 100 ปีข้างหน้า

 

เพราะอะไร

มันเป็นการตั้งคำถามที่ผิด เป็นคำถามที่มีแค่คำตอบผิดหรือถูก (Binary Question) เราจะมีชีวิตอยู่บนโลกต่อไปใช่หรือไม่ ถ้าคุณตั้งคำถามแบบนี้ เท่ากับว่าคุณปัดความรับผิดชอบออกไป บางคนอาจจะคิดว่าเรามีปัญหาที่ต้องจัดการอีกเพียบ บางคนอาจคิดว่าสายเกินแก้แล้ว ตายดีกว่า ฉะนั้นการตั้งคำถามแบบนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดการกระทำที่มีประโยชน์เลย เป็นคำถามที่มีแค่ ‘ขาว-ดำ’ ไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์หรือการกระทำแม้แต่น้อย ถ้าหากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์จะพบว่ามนุษย์มีทักษะการปรับตัวเป็นเลิศ และอยู่รอดได้มาโดยตลอด อาจจะมีเพียงไม่กี่กลุ่มที่เหลือรอดมาได้ นั่นคือปัญหา คำถามจึงไม่ใช่ ‘เผ่าพันธุ์มนุษย์จะมีชีวิตรอดหรือไม่’ แต่ควรเป็น ‘จะมีจำนวนผู้รอดชีวิตเท่าไร และภายใต้เงื่อนไขใด’ คำถามเหล่านี้จะนำไปสู่ความรับผิดชอบในทันที

 

เพราะเราสามารถตัดสินใจได้ว่าเราจะยอมให้มีคนทรมานจำนวนเท่าไร เราจะยินยอมให้เกิดความทุกข์ทรมานแร้นแค้นมากน้อยแค่ไหนในอีก 100 ปีข้างหน้า นี่สิคือคำถามที่ทรงพลัง ทุกคนจะตระหนักได้ในทันทีว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ทุกคนต้องตัดสินใจร่วมกัน มันไม่ใช่ว่าจะมีพลังจากนอกโลกหรือพลังเหนือธรรมชาติเข้ามากวาดล้างมนุษยชาติ เมื่อเรามองเป็นเรื่องใกล้ตัวและอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เราก็จะมีความรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น แต่ในโลกของทุนนิยมผู้คนมักจะชอบคำถามแบบขาว-ดำ เพราะว่าพวกเขาสนใจแค่ว่าจะยังมีแรงงานหรือตลาดผู้บริโภคอยู่ไหม พวกเขาไม่ได้ใส่ใจในคุณภาพชีวิตที่แท้จริง

 

มันเป็นวิธีมองอนาคตแบบทุนนิยม นั่นคือสิ่งเดียวที่พวกเขาอยากรู้ เพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับปัญหา ตราบใดที่ยังคงมีตลาด มีระบบการผลิต และตราบใดที่ระบบการผลิตนั้นยังคงเกื้อหนุนกับระบอบทุนนิยม พวกเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ยกตัวอย่างเช่น บริษัทแห่งหนึ่งในจีนต้องติดตั้งตาข่ายไว้เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานกระโดดตึกฆ่าตัวตาย นั่นคือตรรกกะการแก้ปัญหาของระบบทุนนิยม เมื่อกำลังการผลิตของคุณถูกสั่นคลอน เพราะแรงงานมีคุณภาพชีวิตต่ำ แทนที่จะแก้ปัญหานั้น คุณกลับติดตาข่ายป้องกันไม่ให้คนฆ่าตัวตายเพื่อให้ระบบการผลิตเดินหน้าต่อไป พวกเขาไม่แคร์ว่าใครจะเดือดร้อน คุณน่าจะเริ่มเข้าใจมากขึ้นแล้วว่างานของผมมีนัยทางการเมืองมากกว่าที่เห็น

 

Photo: TCDC

 

แล้วเราควรจะรับมือกับความท้าทายในอนาคตที่แปรผันไปอย่างรวดเร็วได้อย่างไร เช่น ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากร และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

ผมค่อนข้างเป็นคนมองเทคโนโลยีในด้านบวก ผมเชื่อมั่นในพลังการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาส่วนใหญ่ได้ในที่สุด เแต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือ ‘การเมือง’ ซึ่งเป็นปัญหาหลักมาโดยตลอด เพราะในทางเทคนิคแล้ว เราสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ ถ้าทั่วโลกเห็นพ้องกัน ตัดสินใจร่วมกัน และดำเนินการทันที แต่พอเป็นเรื่องการเมืองมันก็มีความวุ่นวาย โดยเฉพาะเมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสทันที ประเทศอื่นๆ ที่ร่วมลงนามกลับไม่ได้ทำอะไร เพราะนักการเมืองไม่มีกึ๋นพอที่จะนำนโยบายไปดำเนินการปฏิบัติ เพราะฉะนั้นโดยทางเทคนิคแล้ว เราก้าวหน้ามากทางด้านการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน แต่ในทางการเมือง เราไม่ได้ทำอะไรเลย

 

ผมคิดว่าหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงทางอาหาร กว่า 30% ของอาหารในยุโรปถูกโยนทิ้ง เพราะไม่มีใครกิน นี่เป็นปัญหาเชิงระบบที่ควรจะได้รับการแก้ไข แต่ปัญหามันไม่ได้ถูกแก้ เพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เกื้อหนุนระบบเหล่านี้ ฉะนั้นเวลามีใครถามผม ผมก็จะตอบว่าโดยตามหลักการแล้ว แก้ได้ แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี

 

 

น่าแปลกที่งานของคุณสะท้อนแนวคิดเชิงปรัญชาและความเป็นมนุษย์ มากกว่าจะความล้ำสมัยทางเทคโนโลยี

สิ่งที่ผมทำไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย น่าตื่นเต้น งานทั้งหมดที่ผมทำร่วมกับทีมงานล้วนมีนัยทางการเมือง เราอยากจะเป็นฝ่ายเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลง แทนที่จะเป็นฝ่ายรอ ไม่ว่าจะในรูปแบบงานนิทรรศการ ศิลปะ การสร้างต้นแบบ การออกแบบ ตอนนี้งานวิจัยยานอวกาศยังเป็นแค่โมเดลทดลองเท่านั้น เราต้องคิดหาทางสร้างสรรค์ทุกอย่างขึ้นใหม่ทั้งหมด มันเหมือนกับมีกระดาษเปล่าๆ แผ่นหนึ่งที่จะเขียนอะไรลงไปหรือเริ่มต้นทำอะไรก็ได้ ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ทั้งหมดว่าจะสร้างโลกขึ้นมาอย่างไร นั่นคือวิธีการทำงานสำหรับโปรเจกต์นี้ ขณะเดียวกันผมก็หวังว่าการบรรยายจะเปิดโอกาสในการส่งต่อความรู้ บทเรียน และงานวิจัยไปสู่วงกว้าง เกิดการอภิปรายถกเถียง หรือสร้างคอมมูนิตี้ที่กลุ่มคนต่างสาขาอาชีพและวัฒนธรรมมาสร้างอนาคตร่วมกัน

 

คุณคิดว่าการมีส่วนร่วมและการศึกษาข้ามวัฒนธรรมคือหัวใจสำคัญของการศึกษาของกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือเปล่า

โดยอุดมคติแล้ว ทุกคนควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่ในทางทฤษฎี แต่รวมไปถึงภาคปฏิบัติ วิธีนี้จะทำให้เราเริ่มเข้าใจและเกิดความเคารพซึ่งกันและกัน เรื่องที่สอง ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ระบบการศึกษา หรือแม้แต่ความคาดหวังของพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ เด็กรุ่นใหม่ถูกสอนให้เรียนรู้และโฟกัสกับด้านใดด้านหนึ่งเพื่อที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆ ในขณะที่คนสนใจหลายด้านกลับถูกมองว่าไม่เก่งอะไรสักเรื่อง ทั้งที่ความสนใจรอบด้านจะทำให้คุณเก่งขึ้น เพราะคุณเป็นคนเดียวที่สามารถใช้หลายทักษะได้ในเวลาเดียวกัน

 

ผมคิดว่าเด็กรุ่นใหม่กระหายที่จะเรียนรู้อย่างยิ่ง แต่พวกเขาก็ต้องการแรงสนับสนุนเช่นกัน เพราะว่าเขาไม่มีคนที่เป็นแบบอย่าง ซึ่งการศึกษาควรเข้ามามีบทบาทในจุดนี้ ส่งเสริมการเรียนรู้หลายสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary) นั่นจะเป็นการพัฒนาก้าวใหญ่ทีเดียว แต่ทั้งนี้ เราก็ไม่ควรมองข้ามคนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ในการทำงานกันเป็นทีม เราควรจะมีคนทั้งสองแบบ ยิ่งมีความหลากหลายมากเท่าไร ก็จะยิ่งมีโอกาสสร้างงานที่ดีมากเท่านั้น

The post คุยกับ Angelo Vermeulen ศิลปินที่กำลังทำ ป.เอก ด้านการเดินทางระหว่างดวงดาว (Interstellar) appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/angelo-vermeulen-post-planetary-futures/feed/ 0
‘เมื่อดวงตาถูกใช้ช่วยเเทนการสื่อสาร’ รู้จัก SenzE นวัตกรรมช่วยเหลือผู้ป่วยทุพพลภาพและสื่อสารลำบาก https://thestandard.co/senze-eyetrackingsystem/ https://thestandard.co/senze-eyetrackingsystem/#respond Sat, 12 Aug 2017 12:23:06 +0000 https://thestandard.co/?p=20211

     จากสถิติข้อมูลล่าสุดที่จัดเก็บโดยกร […]

The post ‘เมื่อดวงตาถูกใช้ช่วยเเทนการสื่อสาร’ รู้จัก SenzE นวัตกรรมช่วยเหลือผู้ป่วยทุพพลภาพและสื่อสารลำบาก appeared first on THE STANDARD.

]]>

     จากสถิติข้อมูลล่าสุดที่จัดเก็บโดยกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2557 พบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ประมาณ 500,000 ราย และมียอดผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวมากถึง 25,000 คน ขณะที่โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) ซึ่งแม้จะมีโอกาสเป็นได้น้อยกว่า แต่หนทางการรักษาให้หายเป็นปกติก็ค่อนข้างริบหรี่

     ที่สำคัญผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหรืออัมพาต และโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงส่วนใหญ่ยังต้องเผชิญสภาวะการสูญเสียความสามารถทางการเคลื่อนไหวร่างกายหรือแม้แต่ ‘การสื่อสาร’ ที่ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถพูดคุยได้เลย ทำให้พวกเขาไม่สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้เฉกเช่นคนปกติทั่วไป

 

 

     เมื่อเข้าใจถึงปัญหาและอยากเป็นส่วนหนึ่งของการหาทางออก เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว เพียร์-ปิยะศักดิ์ บุญคมรัตน์ จึงหันมาพัฒนานวัตกรรมช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวด้วยเทคโนโลยี Eye Tracking System จนเกิดเป็น ‘SenzE’ เครื่องมือช่วยเหลือผู้ป่วยเพื่อการสื่อสารโดยควบคุมผ่านดวงตา

     THE STANDARD ชวนคุณมาทำความรู้จักกับ SenzE ภายใต้การพัฒนาของปิยะศักดิ์และบริษัท เมดิเทค โซลูชั่น จำกัด (Meditech Solution) เพื่อค้นหาที่มา แรงบันดาลใจ และโอกาสของการได้ช่วยเหลือผู้ป่วยหลายๆ รายไปพร้อมๆ กัน

 

จากความต้องการอยากช่วยเหลือคุณพ่อของเพื่อนขยายสู่โอกาสช่วยเหลือผู้ป่วยอีกหลายแสนคน

     เดิมทีปิยะศักดิ์ประกอบธุรกิจในนามบริษัท บางกอก เว็บโซลูชั่น จำกัด ซึ่งดำเนินกิจการรับออกแบบเว็บไซต์ พัฒนาระบบ e-Learning และซอฟต์แวร์ให้กับหน่วยงานชั้นนำต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ กระทั่งวันหนึ่งในปี 2555 หลังจากที่เพื่อนของเขาได้เข้ามาขอคำปรึกษาเพราะต้องการช่วยเหลือคุณพ่อที่ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงให้กลับมาสื่อสารได้อีกครั้ง เขาจึงหันเหความสนใจทั้งหมดมามุ่งเป้าหมายพัฒนานวัตกรรมเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่สามารถสื่อสารได้ด้วยตัวเอง

     ปิยะศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่าคงมีผู้ป่วยเพียงไม่กี่รายบนโลกใบนี้ที่สามารถใช้กล้ามเนื้อบนใบหน้าถ่ายทอดออกมาเป็นประโยคคำพูดเหมือนที่ สตีเฟน ฮอว์คิง (Stephen Hawking) นักฟิสิกส์ทฤษฎีและนักจักรวาลวิทยาชื่อดัง ซึ่งป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงสามารถทำได้ และเมื่อผู้ป่วยสูญเสียทักษะการพูดโดยสิ้นเชิง ทักษะการได้ยินและการมองเห็นก็น่าจะยังใช้การได้อยู่ ฉะนั้นแล้วความสามารถในการควบคุมดวงตาที่ยังไม่เสื่อมสภาพก็น่าจะพอต่อยอดสร้างประโยชน์ได้บ้าง

     “ผมค้นพบว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาและสวีเดนมีการนำเทคโนโลยีการตรวจจับความเคลื่อนไหวของดวงตา (Eye Tracking System) มาใช้ช่วยเหลือผู้ป่วยด้านการสื่อสาร เลยคิดที่จะนำเข้าเทคโนโลยีดังกล่าวแล้วเขียนโปรแกรมให้เป็นภาษาไทย แต่ก็แอบรู้สึกว่าบางทีเราอาจจะต่อยอดมันได้มากกว่านั้น ผมจึงนำแนวคิดและเทคโนโลยีนี้ไปปรึกษากับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และได้รับคำแนะนำว่าเป็นไอเดียที่น่าสนใจ เป็นประโยชน์ไม่น้อย ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่เคยมีผู้ประกอบการรายใดในไทยนำโปรเจกต์ที่ใกล้เคียงกันมาปรึกษาเลย ผมจึงอาสาขอลองทำโดยได้งบประมาณในการพัฒนาจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

     “เราใช้ระยะเวลาพัฒนาฮาร์ดแวร์ดังกล่าวและการวิจัย-พัฒนา (R&D) นานถึง 8 เดือน ก่อนจะได้เป็น SenzE อุปกรณ์ช่วยสื่อสารทางสายตา (ตาทำหน้าที่เสมือนเมาส์ เมื่อกะพริบตาจะเท่ากับการกดคลิก) ผ่านการเขียนโปรแกรมบนเครื่องคอมพิวเตอร์และกล้องเว็บเเคมที่ใช้ตรวจจับการเคลื่อนไหวของดวงตา หลังจากนั้นก็เริ่มนำอุปกรณ์รุ่นโปรโตไทป์เข้าไปขออนุญาตทดลองผลการใช้งานทางคลินิก Clinical Trials ที่สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ผู้ป่วยจริง และผ่านการทดสอบครบถ้วนทุกขั้นตอน”  ปิยะศักดิ์กล่าว

 

 

แพทย์ชี้ช่วยลบข้อจำกัดด้านการสื่อสารของผู้ป่วยซึ่งเดิมทีต้องใช้ ‘บัตรคำ’

     อาจกล่าวได้ว่า SenzE คือการทลาย Pain Point หรือปัญหาด้านการสื่อสารที่เกิดขึ้นเรื้อรังในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ผู้ป่วยอัมพาต ฯลฯ อย่างเเท้จริง เพราะหลังจากที่เเพทย์จำนวนหนึ่งได้ทดสอบอุปกรณ์ดังกล่าวผ่านการใช้งานในห้องปฏิบัติการหรือกับผู้ป่วยจริง พวกเขาก็ลงความเห็นในทิศทางเดียวกันว่านวัตกรรมนี้มีประสิทธิภาพในการใช้งานสูง และไม่เป็นอันตรายกับตัวผู้ใช้แต่อย่างใด

     ปิยะศักดิ์บอกว่า “ในตอนนั้นคุณหมอหัวหน้าภาควิชาประจำสถาบันประสาทวิทยาได้เข้ามาดูแลการทดสอบด้วยตัวเอง เพราะตื่นเต้นกับตัวเทคโนโลยี เขาบอกว่าเดิมทีเวลาจะรักษาหรือดูแลผู้ป่วยก็ต้องใช้บัตรคำแทนการสื่อสารตลอด ผู้ป่วยจะต้องเปิดบัตรคำจำนวนกว่า 100 ใบเพื่อสื่อสารความต้องการของตนออกมาเช่น อยากเข้าห้องน้ำ, ทานอาหาร, อยากพลิกตัว, เจ็บปวดส่วนใดของร่างกาย ซึ่งทำให้เสียเวลาและไม่รู้ว่าสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการจะอยู่ที่บัตรเบอร์อะไร และบางทีบัตรคำเองก็อาจจะไม่มีสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการเลยก็ได้

     “เเพทย์หลายท่านลงความเห็นหลังจากที่ทดลองวิจัยและใช้งาน SenzE กับผู้ป่วยจริงว่า เป็นอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยกับตัวผู้ป่วย ขณะที่ผู้ป่วยจำนวนกว่า 70% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุก็สามารถใช้งานได้อย่างไร้ปัญหาตั้งแต่เวอร์ชันโปรโตไทป์ สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมของเราไม่ได้ถูกต่อต้านจากผู้ที่อาจจะไม่ได้สนใจเทคโนโลยี เพราะเขามองอุปกรณ์ของเราเป็นโอกาสที่จะช่วยให้กลับมาสื่อสารได้อีกครั้ง หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมก็เริ่มนำอุปกรณ์ไปเดินสายประกวดตามเวทีต่างๆ และได้รับการร่วมทุนจากบริษัทหลายๆ แห่ง”

     ให้หลัง 8 เดือน Meditech Solution ก็พัฒนา SenzE เวอร์ชันเเรกสำเร็จจนสามารถวางขายในท้องตลาดได้ในราคาประมาณ 180,000 บาท (ถูกกว่าต่างประเทศที่ขายในราคา 300,000 บาทและยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยเครื่องรองรับภาษาไทยและอังกฤษ และในช่วงระยะเวลา 5 ปีหลังสุด พวกเขาก็สามารถพัฒนา SenzE ออกมาได้มากถึง 4 รุ่นแล้ว

 

 

นวัตกรรมช่วยสานต่อรอยยิ้มและเสริมสร้างกำลังใจที่ดีสู่ผู้ป่วย

     สำหรับ SenzE เวอร์ชัน 4 ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุดมาพร้อมกับความสามารถที่ครบครันรอบด้าน ทั้งฟีเจอร์ระบบแปลภาษา (ผ่าน Google), ระบบไลฟ์แชตเเละมอนิเตอร์แบบเรียลไทม์บนตัวแอปพลิเคชันของผู้ดูแลและเเพทย์, ความสามารถในการท่องอินเทอร์เน็ตและโซเชียล (เฟซบุ๊ก, ยูทูบ, เว็บไซต์ทั่วไป), ระบบสัญญาณเตือนฉุกเฉิน, รองรับภาษาในการใช้งานได้ 17 ภาษา

     นอกจากนี้ชุดคำสั่งการสื่อสารทั้งหมด 6 หมวดหมู่ได้แก่ ความรู้สึก, ​ความต้องการ,​ อาหารและเครื่องดื่ม, คีย์บอร์ดสนทนา, ความบันเทิงและกิจกรรม ก็สามารถปรับเพิ่มลดได้ตลอดเวลาตามพฤติกรรมและลักษณะนิสัยของผู้ใช้งาน (ผู้ป่วย) ในหมวดความรู้สึกสามารถบอกอาการเจ็บปวดในตำแหน่งต่างๆ ตามระดับที่รู้สึกได้, หมวดอาหารสามารถบอกเมนูที่อยากทานและรสชาติที่ต้องการ ด้านการใช้งาน จากเดิมที่ต้องกะพริบตา 2 ครั้ง เพื่อเเทนการกดคลิกก็ถูกเปลี่ยนมาใช้การมองจ้องเป็นระยะเวลา 2 วินาทีแทนเพื่อให้ใช้งานง่ายขึ้น (ปรับเพิ่มระยะเวลาได้ตามความเหมาะสม) สนนราคาเครื่องคอมพิวเตอร์ 240,000 บาท ส่วนเเท็บเล็ตจะอยู่ที่ 60,000 บาท

     ปิยะศักดิ์บอกกับเราว่า “ส่วนใหญ่แล้วญาติและผู้ดูแลจะเป็นคนฟีดแบ็กผลการใช้งานกลับมาให้เรา และก็มีหลายเคสที่เราได้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเขาอย่างชัดเจน อย่างเคสอาม่ารายหนึ่งซึ่งป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่จังหวัดชลบุรี จากเดิมที่ไม่เคยมีความสุขและรอยยิ้ม หรือแม้แต่กำลังใจในการใช้ชีวิต กระทั่งได้ลองใช้อุปกรณ์ของเรา ผู้ดูแลก็เล่าให้เราฟังว่าอาม่าเริ่มพูดคุยกับลูกหลานได้มากขึ้น ส่วนเราก็ได้เห็นรอยยิ้ม ความหวัง และกำลังใจของเขา
     “ส่วนเคสล่าสุดของอาจารย์แพทย์ท่ีโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ก็ใช้อุปกรณ์ของเราในการรักษาและดูผู้ป่วยต่ออีกที ทั้งๆ ที่ตัวเขาป่วยอยู่บนเตียงและไม่สามารถพูดได้เลยด้วยซ้ำ มีผู้ป่วยและแพทย์จำนวนไม่น้อยเลยที่มาขอบคุณนวัตกรรมของเรา เพราะเป็นส่ิงที่พวกเขารอคอยกันมานาน และจนถึงทุกวันนี้ก็ยอมรับว่ามันมาไกลพอสมควรนะครับ ผมเองก็ไม่คิดว่าเราจะพัฒนามาถึงขนาดนี้ได้”

 

 

โจทย์ใหญ่คือการแก้อุปสรรคด้านราคาและการเจาะกลุ่มผู้ใช้งานทางบ้าน (Home Users) ให้มากขึ้น

     ปัจจุบัน SenzE มียอดผู้ใช้งานแบบ Active Users ไม่เกิน 100 ราย แบ่งเป็นสัดส่วนการใช้งานตามโรงพยาบาล 60% และผู้ใช้งานทั่วไป 40% โดยในช่วงระยะเเรกๆ พวกเขาอาศัยการวิ่งเข้าไปตามโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อแนะนำนวัตกรรมนี้ และยังได้รับโอกาสจากการร่วมงานกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติและ ‘Intouch’ ในนาม AIS ทำโปรเจกต์เพื่อซื้ออุปกรณ์เวอร์ชันแรกทั้งหมด 30 เครื่องไปบริจาคให้โรงพยาบาลรัฐบาลจำนวน 10 แห่ง ส่วนเวอร์ชันล่าสุดโรงพยาบาลอย่างบำรุงราษฎร์, กรุงเทพ, ปิยะเวท, พญาไท, เปาโล และวิชัยยุทธ ก็เริ่มนำอุปกรณ์เข้าไปทดลองใช้กับผู้ป่วยจริงแล้ว โดยมีโรงพยาบาลบางแห่งที่อยู่ในขั้นตอนพิจารณาการจัดซื้ออยู่

     อย่างไรก็ดีปัญหาสำคัญคือราคาวางจำหน่ายที่ยังคงสูงเกินไปเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ตัวผู้ป่วยต้องแบกรับ (ราคาเครื่อง 240,000 บาท) ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีโครงการบริจาคอุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยที่มีความต้องการใช้ หรือโปรโมชันผ่อน 0% เป็นระยะเวลา 10 เดือน, ให้เช่า 8,500 บาทต่อเดือน และลดราคาตามสเปกที่ไม่ต้องการ กระนั้นอุปสรรคด้านราคาและการไม่สามารถบริจาคเป็นจำนวนมากได้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ SenzE ยังคงเข้าถึงผู้ป่วยตามครัวเรือนได้ยากอยู่

     ต่อประเด็นดังกล่าว ปิยะศักดิ์บอกว่า “เราวางแผนไว้ว่าเครื่อง SenzE เวอร์ชันล่าสุดจะทำงานร่วมกับเว็บไซต์ ‘เทใจ’ ที่ดำเนินการระดมทุนเเบบ Crowdfunding กับโรงพยาบาลรัฐบาล 5 แห่ง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยอัมพาต, ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง, ผู้ป่วย ICU, ผู้ป่วยบาดเจ็บกระดูกสันหลัง รวมถึงผู้ป่วยนอนติดเตียงสามารถใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ของเราได้ นอกจากนี้ก็พยายามพูดคุยกับหน่วยงานหลายๆ แห่งเหมือนกัน เช่น ปลัดกระทรวงคมนาคมและกองทุนความปลอดภัยด้านการใช้รถใช้ถนนเพื่อหาลู่ทางการนำเงินรายได้จากการประมูลทะเบียนเลขสวยมาต่อ
ยอดซื้อ SenzE ไปบริจาคให้กับผู้ป่วย ซึ่งเขาก็โอเคเพราะมองว่ามันเป็นประโยชน์ เราพยายามจะผลักดันนวัตกรรมของเราเข้าไปกับหน่วยงานพวกนี้มากขึ้น

     “หากมองในแง่การพัฒนาเทคโนโลยี ผมมองว่าเราทำสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว แต่ในแง่ของการขายก็ยังคงต้องทำการบ้านอีกเยอะ โจทย์สำคัญคือการทำให้เทคโนโลยีของเราเป็นที่รู้จักกว้างขวางกับผู้ใช้ทั่วไปจากทางบ้านมากกว่านี้ เพราะก่อนหน้านี้เรามุ่งให้ความสำคัญกับตัวโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์เป็นส่วนใหญ่มากกว่า

     “ส่วนในอนาคตเรามองถึงโอกาสการไปบุกตลาดต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากยังไม่ค่อยพบเห็นเทคโนโลยีแบบนี้ในเอเชียมากนัก จะมีก็แค่ในญี่ปุ่นหรือเกาหลีที่ Samsung พัฒนาหลังจากเรา 2 ปีเพื่อการกุศล ส่วนสหรัฐอเมริกา แคนนาดา สวีเดน เยอรมัน เดนมาร์ก ก็มีการใช้นวัตกรรมเหล่านี้เช่นกัน ซึ่งในอาเซียนน่าจะมีแค่เราเพียงเจ้าเดียว ดังนั้นเวลาที่นำ SenzE ไปออกบูธในสิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย ก็จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนในประเทศเขามาก แต่ก็คงต้องหาตัวแทนจำหน่ายและพาร์ตเนอร์ให้ได้เสียก่อน”

     ในวันที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยคำพูดหรือท่าทางการเคลื่อนไหวเพื่อบอกความรู้สึก อารมณ์หรือความต้องการได้อีกต่อไป อย่างน้อยที่สุด SenzE ก็น่าจะช่วยเหลือผู้ป่วยทุพพลภาพให้กลับมาสื่อสารและมอบกำลังใจที่งดงามให้กับพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง

     ถ้าคุณสนใจอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ป่วยให้กลับมาสื่อสารได้อีกครั้ง สามารถติดตามโปรเจกต์การระดมทุนเพิ่มเติมได้ที่ taejai.com/en หรือ www.meditechsolution.com

The post ‘เมื่อดวงตาถูกใช้ช่วยเเทนการสื่อสาร’ รู้จัก SenzE นวัตกรรมช่วยเหลือผู้ป่วยทุพพลภาพและสื่อสารลำบาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/senze-eyetrackingsystem/feed/ 0
พบกับ Arnav Sharma เด็กอายุ 11 ที่ไอคิวสูงกว่าไอน์สไตน์และฮอว์คิง https://thestandard.co/news-world-arnav-sharma-iq-test-score-high/ https://thestandard.co/news-world-arnav-sharma-iq-test-score-high/#respond Fri, 30 Jun 2017 05:25:05 +0000 https://thestandard.co/?p=11081

     อาร์นาฟ ชาร์มา (Arnav Sharma) เด็กช […]

The post พบกับ Arnav Sharma เด็กอายุ 11 ที่ไอคิวสูงกว่าไอน์สไตน์และฮอว์คิง appeared first on THE STANDARD.

]]>

     อาร์นาฟ ชาร์มา (Arnav Sharma) เด็กชายวัย 11 ปี จากเมืองเรดดิ้ง ในเบิร์กเชียร์ ประเทศอังกฤษ ทำแบบทดสอบประเมินไอคิวหรือวัดระดับความฉลาดทางเชาวน์ปัญญา การคิดคำนวณ การใช้เหตุผลและการเชื่อมโยง ได้คะแนนสูงกว่านักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกอย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) และสตีเฟน ฮอว์คิง (Stephen Hawking) นักฟิสิกส์และนักจักรวาลวิทยาคนสำคัญ

 

 

     โดยเกณฑ์ค่าเฉลี่ยของระดับไอคิวของคนส่วนใหญ่จะอยู่ที่ราว 85-114 ถ้าเกิน 140 จะถือว่าอยู่ในระดับที่ฉลาดมาก อาร์นาฟสามารถทำคะแนนได้อยู่ในระดับไอคิว 162 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมากๆ (Extraordinary Genius) แทบจะเรียกได้ว่าเป็นระดับคะแนนที่สูงที่สุดที่ผู้เข้าทำการทดสอบจะสามารถทำได้จากการทำบททดสอบนี้ (the maximum possible result)

     เด็กชายวัย 11 ปีรายนี้ให้สัมภาษณ์กับ The Independent ว่า “ผมไม่ได้เตรียมตัวในการสอบครั้งนี้เลย ไม่เคยเห็นหน้าตารูปแบบข้อสอบที่ผมได้ทำการทดสอบมาก่อนด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ผมทำคือผมพยายามจะมีสติ มีสมาธิ และไม่ฟุ้งซ่าน

     “ข้อสอบวัดระดับไอคิว Mensa Test ค่อนข้างยาก น้อยคนมากที่จะผ่านและผมก็ไม่ได้คาดหวังที่จะผ่านเช่นกัน”

     แต่ในการสอบครั้งนี้ โดยเฉพาะในส่วนที่วัดหลักความสามารถในการใช้เหตุผล (verbal reasoning ability) ก็ทำให้เด็กชายคนนี้ถูกจัดอันดับให้อยู่ใน 1% ที่ทำคะแนนได้สูงที่สุดของประเทศในการทดสอบวัดระดับไอคิว

 

     

     มีชา ธัมมีจา ชาร์มา (Meesha Dhamija Sharma) แม่ของอาร์นาฟกล่าวว่า เธอทำได้แค่อวยพรให้ลูกโชคดีในการสอบ เมื่อผลสอบออกมาเธอไม่อยากจะเชื่อว่า ลูกของเธอทำได้

     “เมื่อตอนอาร์นาฟอายุได้ 1 ขวบครึ่ง ฉันพาลูกชายกลับไปเยี่ยมญาติๆ ของเขาที่อินเดีย ยายของอาร์นาฟพูดกับฉันและเขาว่า อาร์นาฟจะเรียนเก่งและทำมันได้ดี ตอนนั้นฉันไม่เชื่อเธอ ฉันคิดแค่ว่าเธอต้องการพูดให้ฉันมีความสุขเท่านั้น แต่จริงๆแล้วเธอพูดถูก

     “ฉันเริ่มเห็นแววด้านคณิตศาสตร์เมื่อตอนเขาอายุ 2 ขวบครึ่ง เขาสามารถนับเลขได้เกิน 100 จนฉันต้องหยุดสอนเขานับต่อ เพราะฉันรู้ว่าตัวเลขที่เขาท่องจะไม่มีวันสิ้นสุด”

     ขณะนี้อาร์นาฟกำลังเรียนอยู่ที่ Crosfields School แถบชานเมืองเรดดิ้ง และได้รับคัดเลือกให้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนชื่อดังของอังกฤษอย่างวิทยาลัยอีตันและเวสต์มินสเตอร์ ที่อัตราการแข่งขันเพื่อเข้าศึกษาต่ออยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก

 

     

     นอกจากจะมีพรสวรรค์ด้านเชาวน์ปัญญาแล้ว อาร์นาฟยังเป็นเด็กที่มีความสามารถด้านการร้องเพลงและการเต้น เขาเคยผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ Reading’s Got Talent for Dancing เมื่อตอนที่เขาอายุได้ 8 ปี และกิจกรรมที่เขาชอบทำในเวลาว่าง ได้แก่ การเล่นเกมถอดรหัส เล่นแบดมินตัน เปียโน ว่ายน้ำ และชอบอ่านหนังสือ

     เรามีตัวอย่างบททดสอบวัดไอคิวของ British Mensa มาให้ได้ลองฝึกทำกันด้วย (มีเฉลยด้านล่าง)

     1. นำตัวเลขต่อไปนี้ ‘2 3 5 10 15 20 25 50’ 3 จำนวน (ซ้ำได้) มาบวกกันให้ได้เท่ากับ 60 จะได้ทั้งหมดกี่รูปแบบ

     2. เรียงตัวอักษร ‘DUE CROP’ ให้กลายเป็นศัพท์คำใหม่ที่ยังคงความหมายเดิม

     3. สมมติว่าคุณกำลังใช้เครื่องคิดเลข โดยกดตัวเลขเรียงกันตามโจทย์นี้ ‘6 ? 2 ? 2 ? 4 ? 2 = ____’ จากโจทย์ข้างต้น ? แทนเครื่องหมาย +, -, x, ÷ อย่างละ 1 เครื่องหมาย ผลลัพธ์ที่มากที่สุดที่คำนวณได้จะเท่ากับเท่าไร

 

อ้างอิง:

The post พบกับ Arnav Sharma เด็กอายุ 11 ที่ไอคิวสูงกว่าไอน์สไตน์และฮอว์คิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-world-arnav-sharma-iq-test-score-high/feed/ 0
โลกใกล้ถึงจุดจบ? ฮอว์คิงย้ำชัด “ออกจากโลกนี้ได้แล้ว” https://thestandard.co/news-tech-stephen-hawking-says-earth-is-doomed-its-time-to-move-on/ https://thestandard.co/news-tech-stephen-hawking-says-earth-is-doomed-its-time-to-move-on/#respond Thu, 22 Jun 2017 12:03:38 +0000 https://thestandard.co/?p=9242

     ดูเหมือนว่ามนุษย์อย่างเราและโลกใบนี […]

The post โลกใกล้ถึงจุดจบ? ฮอว์คิงย้ำชัด “ออกจากโลกนี้ได้แล้ว” appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ดูเหมือนว่ามนุษย์อย่างเราและโลกใบนี้คงจะถึงเวลาบอกลากันจริงๆ จังๆ เสียที หลังล่าสุด สตีเฟน ฮอว์คิง (Stephen Hawking) ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ นักฟิสิกส์ทฤษฎี และนักจักรวาลวิทยาได้ออกมาย้ำอีกครั้งว่า มนุษย์ควรจะย้ายออกจากโลกนี้ได้แล้ว

     และยังเชื่ออีกด้วยว่าการถอนตัวจาก ‘ข้อตกลงปารีส’ เรื่องการควบคุมสภาวะเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งผลกระทบต่อโลกอย่างใหญ่หลวง

     ทั้งนี้ภายในเทศกาล ‘STARMUS’ ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเฉลิมฉลองให้กับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และศิลปะในเมืองทรอนด์ไฮม์ ประเทศนอร์เวย์ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา ฮอว์คิงได้ประกาศคำเตือนต่อหน้าฝูงชนและธารกำนัลไว้ว่า มนุษย์ควรจะออกจากโลกใบนี้ได้แล้ว!

     เขาบอกว่า “พื้นที่อยู่อาศัยของเรากำลังจะหมดลง และสถานที่เดียวที่เราจะไปได้ก็คือโลกอีกใบ นี่คือช่วงเวลาที่เราต้องออกสำรวจค้นหาระบบสุริยะจักรวาลอีกแห่ง การกระจายตัวกันออกไปอาจเป็นหนทางเดียวในการช่วยพวกเราจากตัวของพวกเราเอง ผมเชื่อว่ามนุษย์ควรออกจากโลกใบนี้”

     นอกจากนี้เจ้าตัวยังเรียกร้องให้ชาติต่างๆ ส่งนักบินอวกาศไปสำรวจดวงจันทร์และดาวอังคารในปี 2020 และ 2025 ตามลำดับ

     “โครงการสำรวจอวกาศใหม่ที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานจะช่วยกระตุ้นและปลุกคนรุ่นใหม่ให้สนใจศาสตร์ที่หลากหลาย เช่น ดาราศาสตร์และจักรวาลวิทยา เมื่อไรก็ตามที่พวกเราได้สร้างรอยประทับครั้งใหม่เช่นการไปเยือนดวงจันทร์ เมื่อนั้นเราจะนำคนและประเทศต่างๆ ไปเผชิญกับการค้นพบครั้งสำคัญและเทคโนโลยีใหม่ๆ การเดินทางออกจากโลกจะต้องหารือแนวทางสากลร่วมกัน ซึ่งทุกๆ คนควรเข้ามามีส่วนร่วม เราต้องช่วยกระตุ้นความตื่นเต้นให้เหมือนช่วงที่ออกไปสำรวจอวกาศในยุค 60s”

     โดยนักจักรวาลวิทยาคนดังได้ตั้งโรดแมป 4 ข้อที่จะทำให้เผ่าพันธ์ุมนุษย์อยู่รอดได้นานขึ้นดังนี้

     1. ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายของการสำรวจอวกาศ

     2. พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้เราเดินทางในจักรวาลได้ไกลและเร็วขึ้น

     3. ค้นหาดาวเคราะห์ที่พอจะอยู่อาศัยได้มากกว่าโลกใบนี้ที่เรารู้จัก

     4. หาวิธีเอาตัวรอดในสภาวะที่สิ่งเเวดล้อมบนดาวเคราะห์ไม่เอื้ออำนวยเช่น ดาวอังคารหรือโลก (ในอนาคต)

ระลึกไว้เสมอว่าให้เงยหน้ามองขึ้นไปบนดวงดาวไม่ใช่ก้มมองเท้า พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เห็น สงสัยว่าอะไรทำให้จักรวาลดำรงอยู่

Photo: Pixabay

 

ฮอว์คิงจัดการกับความเชื่อที่ว่า ‘เผ่าพันธ์ุมนุษย์และโลกไม่จีรังยั่งยืน’ อย่างไร?

     นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฮอว์คิงเชื่อว่าเวลาของมวลมนุษยชาติใกล้ถึงคราวอวสาน เพราะก่อนหน้านี้เมื่อปลายปี 2016 ฮอว์คิงก็เคยออกมาเตือนไว้ว่า มนุษย์มีเวลาเพียง 1,000 ปีในการตั้งถิ่นฐานใหม่ (ที่ไม่ใช่โลกใบนี้) โดยมีภัยคุกคามอย่าง การก่อการร้ายด้วยนิวเคลียร์, การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร, ความแปรปรวนของสภาวะอากาศ และการรุกล้ำของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจจะทำให้มนุษย์ล้าหลังในที่สุด

     เขากล่าวว่า “แม้ว่าโอกาสที่โลกจะถึงจุดจบอาจยังไม่เกิดในเร็ววัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันอาจจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ 1,000 ปี หรือ 10,000 ปีข้างหน้า เราจึงควรกระจายกันออกสำรวจดาวดวงอื่น เพื่อที่เมื่อเวลานั้นมาถึง มันจะไม่ใช่จุดจบของมนุษย์”

     อย่างไรก็ตาม ในบทสัมภาษณ์ระหว่างฮอว์คิง และ The Independent เขายังทิ้งท้ายเชิงให้ความหวังไว้ว่า “ระลึกไว้เสมอว่าให้เงยหน้ามองขึ้นไปบนดวงดาวไม่ใช่ก้มมองเท้า พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เห็น สงสัยว่าอะไรทำให้จักรวาลดำรงอยู่ เพราะความอยากรู้อยากเห็นเป็นสิ่งที่คุณสามารถทำและประสบความสำเร็จได้เสมอ แม้ว่าสิ่งๆ นั้นดูเหมือนจะยากเพียงใดก็ตาม สิ่งสำคัญคือการที่คุณต้องไม่ยอมแพ้”

     นอกจากนี้ Vox ยังเปิดเผยอีกว่า เมื่อปีที่แล้วทั้งฮอว์คิง, มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก และเศรษฐีชาวรัสเซีย ได้รวมพลังกันริเริ่มโครงการ ‘Breakthrough Starshot’ ด้วยการส่งยานสำรวจขนาดเท่า ‘แสตมป์ไปรษณีย์’ ไปที่ระบบดาว Alpha Centauri ซึ่งอยู่ใกล้กับโลกในระดับต้นๆ ที่ระยะทาง 4.37 ปีแสง (ประมาณ 41.1 ล้านล้านกิโลเมตร)

     ว่ากันว่าโปรเจกต์นี้จะกินระยะเวลาพัฒนาถึง 2-3 ทศวรรษข้างหน้า แต่ก็คุ้มค่า เพราะแลกมาซึ่งการลดระยะเวลาการสำรวจอวกาศ โดยเชื่อว่ายานขนาดเท่าแสตมป์ไปรษณีย์ลำนี้อาจทำให้การเดินทางในอวกาศเป็นไปด้วยระยะทาง 100 ล้านไมล์ (161 ล้านกิโลเมตร) ต่อ 1 ชั่วโมง ซึ่งจะลดระยะเวลาการเดินทางไปถึงระบบดาว Alpha Centauri ให้เหลือเพียง 20 ปี

     “เมื่อถึงเวลานั้น เราจะสามารถส่งข้อมูลและภาพของดาวที่น่าจะกลายเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยใหม่กลับมายังโลกได้ และน่าจะส่งผลสำคัญที่ยิ่งใหญ่ต่ออนาคตของมวลมนุษยชาติ” นักจักรวาลวิทยาเผย

การหาคำตอบว่า ‘เราอยู่คนเดียวหรือไม่?’ เป็นความสำคัญทางวิทยาศาสตร์ในลำดับต้นๆ

Photo: NASA

 

ระบบสุริยะจักรวาลอีกแห่งมีจริงหรือไม่?

     เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2017 ที่ผ่านมา NASA ได้ออกแถลงการณ์ค้นพบครั้งสำคัญ หลังตรวจเจอระบบสุริยะจักรวาลอีกแห่งที่มีดาวเคราะห์ขนาดเท่าๆ กับโลกถึง 7 ดวงด้วยกล้องโทรทัศน์

     ‘TRAPPIST-1เป็นระบบสุริยะจักรวาลที่ตั้งอยู่ห่างจากโลกออกไปถึง 40 ล้านปีแสง ถือเป็นระบบสุริยะจักรวาลขนาดใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ที่เคยมีการค้นพบมา โดยดาวเคราะห์ 3 ดวงจากจำนวนทั้งหมด 7 ดวง ซึ่งตั้งอยู่ในโซนที่สามารถอยู่อาศัยได้ และยังคาดการณ์อีกด้วยว่าน่าจะมีทรัพยากรจำพวกของเหลวอย่างน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก

     โธมัส ซูร์บูเชน (Thomas Zurbuchen) ผู้ดูแลระบบร่วมคณะกรรมการภารกิจทางวิทยาศาสตร์ในวอชิงตันบอกว่า

     “การค้นพบในครั้งนี้จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการสำรวจสิ่งเเวดล้อมที่เหมาะต่อสิ่งมีชีวิต สถานที่ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัย การหาคำตอบว่า ‘เราอยู่คนเดียวหรือไม่?’ เป็นความสำคัญทางวิทยาศาสตร์ในลำดับต้นๆ ซึ่งการค้นพบดาวเคราะห์ที่เหมาะต่อการอยู่อาศัยในจำนวนมากเช่นนี้เป็นครั้งแรก ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการไปถึงเป้าหมายดังกล่าว”

 

Photo: Pixabay

 

‘โลกใบใหม่’ เรามีทางเลือกอื่นหรือเปล่า?

     นอกจาก TRAPPIST-1 และระบบดาว Alpha Centauri ที่ดูมีความใกล้เคียงที่สุดต่อการจะเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยใหม่ของมนุษย์ โครงการอย่าง ‘SpaceX’ และ ‘Asgardia’ ก็น่าจะสร้างความหวังต่ออนาคตให้เราได้ไม่มากก็น้อย

     สำหรับ SpaceX ของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) นักประดิษฐ์และนักธุรกิจชาวอเมริกันชื่อดัง พวกเขามีความพยายามอย่างหนักในการสำรวจและตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคาร โดยมัสก์ได้วางเป้าหมายไว้ว่าปี 2023 นี้ SpaceX ของเขาจะเดินทางไปสำรวจดาวอังคารได้อย่างลุล่วง

     ขณะที่ Asgardia ของนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย ดร. อิกอร์ อาชูเบย์ลี (Igor Ashurbeyli) คือโปรเจกต์ในการตั้งประเทศใหม่นอกโลกแห่งแรก (ประเทศจำลอง) ด้วยความตั้งใจในการสร้างสังคมสงบสุข โดยเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2016

     และหากนับจนถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2017 Asgardia ของอาชูเบย์ลี ก็มีผู้ร่วมลงทะเบียนเป็นประชากรมากกว่า 211,000 คน จาก 217 ประเทศ โดยสมาชิกส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วง 18-35 ปี

     เรย์เวน ซิน (Rayven Sin) ศิลปินชาวฮ่องกงที่อาศัยในฮ่องกง หนึ่งในสมาชิกของ Asgardian กล่าวว่า “ฉันอยากจะเห็นว่าหากมนุษย์มีโอกาสแสดงความคิดเห็นของตัวเองได้อย่างเต็มที่ มันจะเป็นอย่างไร สังคมที่เราอยู่ทุกวันนี้ ทุกๆ อย่างดูเหมือนจะเป็นเรื่องของทุนนิยมและคอมมิวนิสต์ไปเสียหมด เต็มไปด้วยความขัดแย้ง

     “ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ฉันหวังจะได้เห็นว่าหากเรามีวิถีความเป็นอยู่ที่ต่างออกไป มีชีวิตที่ดีขึ้นและทางเลือกที่มากขึ้นมันจะเป็นอย่างไร”

     จากจุดเริ่มต้นของ Asgardia ที่ดูคล้ายว่าจะเป็นแค่ประเทศในจินตนาการ ล่าสุดอาชูเบย์ลีได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าพวกเขาจะปล่อยดาวเทียม Asgardia-1 ออกจากโลกไปสู่อวกาศในวันที่ 12 กันยายนที่จะถึงนี้ โดยภายในดาวเทียมลำดังกล่าวบรรจุข้อมูลและรูปภาพขนาดมหาศาลของสมาชิก Asgardia เพื่อสร้างประเทศจำลองที่พลเมืองทุกคนมีสิทธิในการแสดงความเห็นเท่าเทียมกัน

     อาชูเบย์ลีให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า “เราอยากจะให้โอกาสทุกคนในการแสดงออกอย่างเท่าเทียม สามารถทำอะไรก็ได้เพื่อป้องกันตัวเอง”

     แม้การตั้งอาณานิคมแห่งใหม่และการเดินหน้าเสาะหาดาวเคราะห์ที่เหมาะต่อการอยู่อาศัยนอกโลกดูจะเป็นเรื่องที่ไกลตัวเราเกินไปเสียหน่อย แต่อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่ทำให้ Asgardia ได้รับความนิยมเฉกเช่นการสร้างประเทศจำลองให้พลเมืองทุกคนมีสิทธิแสดงความเห็นอย่างเท่าเทียมกันก็ดูจะเป็นเรื่องที่ตรงกับความต้องการของมนุษย์ในยุคปัจจุบันไม่น้อย

 

อ้างอิง:

 

 

The post โลกใกล้ถึงจุดจบ? ฮอว์คิงย้ำชัด “ออกจากโลกนี้ได้แล้ว” appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-tech-stephen-hawking-says-earth-is-doomed-its-time-to-move-on/feed/ 0