Startup Scale Up Series Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/startup-scale-up-series/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 03 Oct 2018 08:05:21 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Startup Scale up Series EP 9: golfdigg ความชอบปั้นความสำเร็จ https://thestandard.co/startup-scale-up-ep-9-golfdigg/ https://thestandard.co/startup-scale-up-ep-9-golfdigg/#respond Wed, 03 Oct 2018 08:00:59 +0000 https://thestandard.co/?p=127318

golfdigg เริ่มต้นที่ความชอบ golfdigg (กอล์ฟ-ดิกก์) แพลต […]

The post Startup Scale up Series EP 9: golfdigg ความชอบปั้นความสำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>

golfdigg เริ่มต้นที่ความชอบ
golfdigg (กอล์ฟ-ดิกก์) แพลตฟอร์มให้บริการจองสนามกอล์ฟออนไลน์ เริ่มก่อตั้งเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมาโดย ภูริชช์ อักษรทับ (Chief Golf Officer) ที่มีความหลงใหลในกีฬากอล์ฟอย่างมาก และกลุ่มเพื่อนที่เปิดบริษัทพัฒนาแอปพลิเคชันที่กำลังเริ่มต้นค้นหาไอเดียเพื่อสร้างบริการดีๆ ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาผู้คน นำโดย ธีระ ศิริเจริญ (CEO), วิชาติพล สุรพลพิเชฏฐ์ (Chief Product Officer), ทัศวิท อินทสุวรรณ (COO) และเสฎฐวุฒิ อรุณศรี (CTO)

 

 

จุดเริ่มต้นของ golfdigg มาจากปัญหาส่วนตัวของภูริชช์ที่มักจะจองสนามกอล์ฟกับเพื่อนๆ ในช่วงเวลาหลังเลิกงาน แต่ปรากฏว่าสนามปิด จองไม่ได้ ที่สำคัญคือหลายครั้งที่โทรจองแล้วพบว่าราคาที่เพื่อนๆ จองนั้นถูกกว่าหรือสนามมีราคาโปรโมชันดีๆ เลยคิดว่าควรจะมีบริการจองสนามกอล์ฟแบบออนไลน์ที่จะสามารถจองได้ตลอด 24 ชั่วโมงและมีราคาที่เป็นธรรม จึงเริ่มรวมทีมเพื่อนำไอเดียนี้มาพัฒนาให้เกิดขึ้นเป็นบริการจริงๆ

 

คำว่า digg หมายถึงสิ่งที่เราชื่นชอบหรือหลงใหล ทำให้เมื่อนำ golf + digg รวมกันก็จะหมายถึงความชื่นชอบหรือหลงใหลในกีฬากอล์ฟ ดังนั้นบริการต่างๆ ที่ตั้งใจพัฒนาขึ้นมาก็เพื่อนักกอล์ฟตัวจริงหรือคนที่ชื่นชอบในกีฬากอล์ฟจริงๆ

 

 

จากความชอบสู่ธุรกิจระดับอินเตอร์
เริ่มแรก golfdigg ได้โฟกัสโมเดล Last Minute Deal ที่มีจุดขายคือการนำ Timeslot ของสนามกอล์ฟระดับพรีเมียมมาลดราคา 30-80% แทนที่จะปล่อยให้เสียเปล่าแบบไม่ได้อะไรเลย เริ่มแรกรูปแบบการจองจะสามารถจองล่วงหน้าได้ 1 วันเท่านั้น (สโลแกนช่วงแรกคือ จองวันนี้ ตีพรุ่งนี้) ก็ถือเป็นการทดสอบด้วยว่าสิ่งที่ golfdigg กำลังทำนี้เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมกอล์ฟประเทศไทยจริงๆ หรือไม่

 

ผลตอบรับนั้นเป็นไปในทางที่ดี ได้รับการตอบรับจากคนเล่นกอล์ฟจริงๆ นักกอล์ฟสามารถจองสนามกอล์ฟได้สะดวกสบายในราคาที่เป็นธรรมและคุ้มค่ามากขึ้น สนามกอล์ฟก็มีช่องทางในการขายออนไลน์ซึ่งสามารถเพิ่มยอดขายได้จริง และ golfdigg ก็ขยายจากการจองล่วงหน้า 1 วันไปเป็นสามารถจองได้ล่วงหน้า 1-7 วันในปีต่อมา ปัจจุบันนี้ลูกค้านักกอล์ฟสามารถจองได้ล่วงหน้าสูงสุดถึง 30 วัน และแต่ละวันก็มี Timeslot ให้เลือกหลากหลายเวลาในราคาต่างๆ อำนวยความสะดวกนักกอล์ฟมากขึ้น

 

 

golfdigg ให้บริการจองสนามกอล์ฟออนไลน์ผ่านช่องทางแอปพลิเคชันทั้งบน iOS และ Android รวมถึงบนเว็บไซต์ www.golfdigg.com มีผู้ใช้บริการรวมทุกช่องทางแล้วกว่า 100,000 คน โดยมีลูกค้านักกอล์ฟทั้งชาวไทย, Expat (ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศ) กว่า 90% โดยใช้ช่องทางแอปพลิเคชัน และอีก 10% คือชาวต่างชาติกลุ่มชาวญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรป ซึ่งถือเป็นกลุ่มหลักที่จะเดินทางมาตีกอล์ฟในประเทศไทยโดยเลือกใช้ช่องทางเว็บไซต์

 

ชาวต่างชาติรู้จัก golfdigg ผ่านทางเสิร์ชเอนจินและคอนเทนต์รีวิวที่ลูกค้าได้จองมาจริงๆ แล้วได้กลับไปเขียนรีวิวถึงความประทับใจใน golfdigg การเติบโตของลูกค้าต่างชาติก็จึงเป็นในรูปแบบออร์แกนิก (เติบโตแบบเป็นธรรมชาติโดยไม่ได้ใช้เงินการตลาด) golfdigg ให้ความสำคัญกับ User Experience ที่ดีสำหรับลูกค้าทุกๆ คน และในไตรมาส 4 ของปี 2018 นี้ยังมีแผนที่จะเริ่มทำการตลาดผ่านพาร์ตเนอร์สำคัญๆ มากขึ้น

เสียงของลูกค้าคืออินพุตที่สำคัญการพัฒนา golfdigg โดยมีการเปลี่ยนแปลงหลักอยู่ 3 ครั้งคือ

 

ครั้งที่ 1 เปลี่ยนแปลง Business Model คือเปลี่ยนจากการให้บริการแบบ Last Minute Deal ที่จะเน้นที่ราคาที่ถูกที่สุดเป็นหลัก มาเป็นให้บริการ Golf Booking Service ที่มี Last Minute Deal เป็นเพียงส่วนหนึ่งในบริการ เพราะลูกค้านักกอล์ฟนั้นมีหลายเซกเมนต์ ทั้งกลุ่มที่ต้องการจองในราคาที่ถูกจริงๆ หรือกลุ่มที่ราคาเป็นเรื่องรอง เน้นเวลาที่ออกรอบที่ใช่เป็นเหตุผลสำคัญในการจองมากกว่า

 

ครั้งที่ 2 การเพิ่มบริการ Ticket และ Leisure สำหรับนักกอล์ฟ เพื่อให้บริการกับนักกอล์ฟอย่างครอบคลุม สามารถเลือกจองบริการอื่นๆ ก่อนและหลังตีกอล์ฟได้ เช่น คอร์สเรียนตีกอล์ฟสำหรับมือใหม่ที่อยากทดลองเรียน, แพ็กเกจตีกอล์ฟต่างจังหวัดพร้อมที่พัก, บัตรเข้าชมการแข่งขันกอล์ฟ, บัตรเข้าร่วมการแข่งขันกอล์ฟ, คูปองน้ำและอาหารในสนามกอล์ฟ และบริการอื่นๆ ที่จะทยอยให้บริการเร็วๆ นี้

 

ครั้งที่ 3 การเพิ่มบริการ Web Reserve ซึ่งเป็นเว็บไซต์ให้นักกอล์ฟสามารถจองสนามกอล์ฟที่ต้องการได้ผ่านเว็บไซต์ของสนาม ซึ่งปัจจุบันมีสนามกอล์ฟที่ให้บริการแล้ว 3 สนาม และถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้นที่กำลังทยอยปล่อยฟีเจอร์ต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง



จุดเปลี่ยนแต่ละครั้งของเราล้วนมาจากฟีดแบ็กของนักกอล์ฟและสนามกอล์ฟ ซึ่งแต่ละครั้งที่เปลี่ยนถือเป็นการเปลี่ยนเพื่อขยายขอบเขตของการให้บริการให้กว้างขึ้น เจาะลึกมากขึ้น แต่ยังโฟกัสที่อุตสาหกรรมกอล์ฟที่สามารถเป็นได้ทั้งกีฬาและการท่องเที่ยว

 

 

ล่าสุดกับบริการใหม่ ฟังก์ชันเวอร์ชันล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเร็วๆ นี้คือ golfdigg Family ซึ่งคือการนำระบบ Loyalty Program มาคิดและปรับปรุงใหม่ทั้งหมดให้เหมาะสมกับธุรกิจและโดนใจลูกค้านักกอล์ฟมากขึ้น โดยนักกอล์ฟที่จองออกรอบผ่าน golfdigg จะได้สิ่งที่แตกต่างและมากกว่าการจองด้วยช่องทางอื่นๆ ทุกการจอง 200 บาทจะได้รับ 1 พอยต์ และถ้ามีครบ 250 พอยต์จะได้รับการอัปเกรดขึ้นเป็นระดับ Gold ถ้าสะสมจนได้อีก 500 พอยต์ก็จะได้รับการอัปเกรดเป็นระดับ Black ซึ่งปัจจุบันเรามีลูกค้าระดับ Black อยู่ที่เกือบๆ 1% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่นักกอล์ฟทราบว่าในแต่ละระดับนั้นจะได้รับสิทธิพิเศษอะไรบ้าง

 

golfdigg Family จะเป็นสิ่งหนึ่งที่นักกอล์ฟที่จองผ่าน golfdigg ถามเป็นประจำว่าจะนำพอยต์ไปทำอะไรได้ ซึ่งเราก็พยายามคิดในหลายๆ มุม ลองสอบถามและทดสอบกับนักกอล์ฟในแต่ละกลุ่มจริงๆ ว่าอยากให้พอยต์เหล่านี้ไปทำอะไรถึงจะดีที่สุด ซึ่งนักกอล์ฟส่วนมากจะพูดออกมาคล้ายๆ กัน จึงทำให้มั่นใจว่าน่าจะตอบโจทย์พี่ๆ นักกอล์ฟทุกๆ คน



สิ่งที่ golfdigg คาดหวังจากบริการนี้คือการที่นักกอล์ฟรู้สึกชอบกับสิทธิประโยชน์ในแต่ละระดับที่ทีมงานพยายามคิดและพัฒนาขึ้นมา ลูกค้าสามารถใช้ส่วนลดหรือสิทธิพิเศษต่างๆ ที่มีทั้งหมดเพื่อจองสนามกอล์ฟให้คุ้มค่าที่สุด ซึ่งก็ตรงกับมิชชันของ golfdigg นั่นก็คือ We make people enjoy more golf.



ประสบการณ์จริงในต่างแดน
ในวันที่ 5-7 กันยายนที่ผ่านมานี้ golfdigg มีโอกาสร่วมเดินทางพร้อมกับ AIS The StartUp ไปยังประเทศเกาหลีใต้ เพื่อร่วมประชุมสุดยอดสตาร์ทอัพเอเชีย (The Asia Startup Summit 2018: ASSUM 2018)



“จริงๆ ตลอด 3 วันที่งาน ASSUM 2018 เราก็เรียนรู้หลายๆ เรื่อง แต่ประเด็นสำคัญที่สุดคือการได้ฟังข้อมูลเชิงลึกของแต่ละประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาหลีใต้ และจีน จากผู้ที่มีประสบการณ์และอยู่ในตลาดนั้นจริงๆ มาเล่าให้ฟัง ถือว่าเป็นประโยชน์มากๆ เรารู้ถึงพฤติกรรมลูกค้าในประเทศต่างๆ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้สำหรับการทำการตลาดแบบ Inbound ที่ให้นักกอล์ฟในประเทศต่างๆ เดินทางมาตีกอล์ฟในประเทศไทย และเตรียมสำหรับการขยายธุรกิจไปประเทศอื่นๆ ซึ่งเรากำลังอยู่ระหว่างการศึกษาและเตรียมตัวอยู่” ธีระกล่าว

 

 

นิยามคำว่า Scale ในแบบฉบับของ golfdigg
Scale ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สตาร์ทอัพนั้นอยู่ได้ ตัวอย่างจาก golfdigg ที่รายได้หลักจะมาจากค่าคอมมิชชันของฝั่ง B2C ยิ่งขายได้มากก็จะมีส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องขยายธุรกิจให้มีฐานลูกค้าจำนวนมาก และต้นทุนในการดำเนินธุรกิจจะต้องเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่น้อยกว่าการขยายธุรกิจ เพื่อที่จะได้มีรายได้เติบโตไปพร้อมกับการขยายตัว มากเพียงพอที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเองและยังคงเติบโต ซึ่งก็คือการ Scale นั่นเอง ดังนั้นทั้งกระบวนการทำงานต่างๆ ระบบหน้าบ้าน หลังบ้าน โอเปอเรชัน หรือการซัพพอร์ต เราจะต้องมีการวางแผนมาตั้งแต่แรกๆ ให้สามารถรองรับการ Scale ได้



คำแนะนำจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง
golfdigg เองก็ยังคงเป็นสตาร์ทอัพและกำลังอยู่ในช่วงที่ Scale สิ่งที่อยากแนะนำจริงๆ คือการ Scale ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องคิดไว้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของการเริ่มทำสตาร์ทอัพ แต่สิ่งสำคัญคือหากสิ่งที่เราคิดและวางแผนไว้ดันไม่ได้เป็นไปตามที่เราคิด เราก็ควรที่จะแก้ไขปัญหาหรือพร้อมปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อรักษาโมเมนตัมของการเติบโตเอาไว้อยู่ตลอดเวลา เพราะสตาร์ทอัพที่จะอยู่รอดต้องเป็นสตาร์ทอัพที่สามารถ Scale ได้

 

 

AIS The StartUp มีความเชื่อเดียวกันกับ golfdigg เราให้ความสำคัญในการ Scale และขยายขอบเขตธุรกิจพร้อมความมุ่งมั่น เหล่านี้ช่วยต่อยอดให้สมาชิกใน AIS The StartUp เติบโตและสร้างผลกำไรได้อย่างแท้จริง หากใครที่เป็นนักพัฒนาธุรกิจที่อยากติดอาวุธสร้างปีกสู่การ Scale สมัครเข้าร่วมนำเสนอผลงานได้ที่ AIS The StartUp ผ่านทาง www.ais.co.th/thestartup ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

The post Startup Scale up Series EP 9: golfdigg ความชอบปั้นความสำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/startup-scale-up-ep-9-golfdigg/feed/ 0
Startup Scale Up EP.8: Pastel Keyboard คุณภาพที่การันตีในตำแหน่ง Top Chart มานานกว่า 3 ปีซ้อน [Advertorial] https://thestandard.co/startup-scale-up-ep-8-pastel-keyboard/ https://thestandard.co/startup-scale-up-ep-8-pastel-keyboard/#respond Wed, 05 Sep 2018 05:00:07 +0000 https://thestandard.co/?p=118452

Pastel Keyboard แอปพลิเคชันที่เปลี่ยนคีย์บอร์ดธรรมดาๆ บ […]

The post Startup Scale Up EP.8: Pastel Keyboard คุณภาพที่การันตีในตำแหน่ง Top Chart มานานกว่า 3 ปีซ้อน [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

Pastel Keyboard แอปพลิเคชันที่เปลี่ยนคีย์บอร์ดธรรมดาๆ บนมือถือให้เป็นมากกว่าแค่แป้นพิมพ์ ก่อตั้งโดย คุณเอก-เอกชัย เจริญพัฒนมงคล ในปี 2015 คุณเอกเล่าว่า เขาดูถ่ายทอดสดงาน WWDC เห็นคนรวยข้ามคืนโดยการทำธุรกิจบนแอปพลิเคชัน จึงมีฝันอยากจะทำแอปพลิเคชันที่มีคุณค่าทั้งทางจิตใจและการใช้งานของลูกค้าบ้าง แต่ในตอนนั้นยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรดี

 

ในอดีตคุณเอกเคยเดินดูโทรศัพท์มือถือตามร้านตู้ต่างๆ ในห้างสรรพสินค้า แล้วเห็นในยุคสมัยหนึ่งเกือบทุกร้านจะต้องขายหน้ากากคีย์บอร์ดของโทรศัพท์สำหรับ Blackberry ต่อมาในยุคที่สมาร์ทโฟนอื่นๆ เข้ามามีส่วนแบ่งทางการตลาด คีย์บอร์ดที่เคยเป็นแป้นพิมพ์ก็พัฒนามาเป็น คีย์บอร์ดบนหน้าจอ หรือ On-Screen Keyboard ผู้ใช้ก็จะไปหาซื้อเคสโทรศัพท์แทน ทั้งหน้ากากคีย์บอร์ดและเคสมือถือ หาซื้อได้ง่าย มีทางเลือกให้ลูกค้ามากมาย แต่พอสิ่งที่ต้องใช้งานทุกวันอย่าง On-Screen Keyboard กลับไม่มีทางเลือกให้ผู้ใช้ได้ปรับเปลี่ยนคอนเทนต์หรือธีมตามความพอใจของแต่ละบุคคลเลย คุณเอกจึงมีแนวคิดที่จะสร้างทางเลือกใหม่นี้ให้กับผู้ใช้

 

 

เคาะปุ่ม Enter!

คุณเอกเป็นคนมีพื้นฐานเรื่องไอทีและการตลาดอยู่แล้ว แต่ยังต้องการเพื่อนร่วมทางมาโฟกัสการบริหารจัดการด้านอื่นๆ ก็นึกถึงเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน จึงไปชวน คุณปองพล วรพฤกษ์พิสุทธิ์ มาดูแลด้านเทคโนโลยี และคุณนิธิศา เจตน์มงคลรัตน์ มาดูแลด้านการบริหารการเงิน

 

ทั้ง 3 คน ตั้งเป้าว่า จะต้องหารายได้จากแอปพลิเคชันได้ตั้งแต่ตอนที่ผู้ใช้ดาวน์โหลด จึงกำหนดราคาของแอปพลิเคชันที่ 35 บาท เป็นการตัดสินใจที่สวนกระแสในสมัยนั้นที่คนนิยมให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดได้ฟรี แต่ก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกทีเดียว หลังจากที่คุณเอกเคาะปุ่ม Enter ส่ง Pastel Keyboard ขึ้นบน App Store ของ iOS ปรากฏว่า มีเสียงตอบรับจากลูกค้าอย่างล้นหลาม ลูกค้ายินยอมที่จะจ่ายเงินในการดาวน์โหลดเพื่อรับคอนเทนต์และธีมฟรีที่มีให้บริการอยู่แอปฯ

 

จากนั้นไม่นาน คุณเอกจึงได้เริ่มพัฒนาเวอร์ชันสองที่มี In-App Purchase ให้ผู้ใช้สามารถซื้อธีมได้เพิ่มเติมจาก Pastel Store ทำให้สร้างรายได้แบบมั่นคงในระดับหนึ่ง จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อมาเปิดบริษัทของตนเอง

จากจุดเล็กๆ ของผู้ก่อตั้งเพียง 2-3 คน ปัจจุบันทีมขยายขึ้นร่วม 10 คน แม้ยังคงเป็นทีมเล็กๆ อยู่ แต่ก็สามารถสร้างยอดดาวน์โหลดใน Paid Store ได้สูงมากกว่า 300,000 ดาวน์โหลด และยังคงรักษาตำแหน่ง Top Download ได้ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา

 

 

กลยุทธ์รักษาแชมป์ในแบบ Pastel Keyboard

ตลอดระยะเวลา 3 ปี Pastel Keyboard สามารถรักษาตำแหน่ง Top Download ใน Paid App Store (แอปพลิเคชันที่ลูกค้ายอมเสียเงินในการดาวน์โหลด) เป็นการยืนยันศักยภาพของแอปพลิเคชันจากผู้ใช้งานจริง คุณเอกเผยว่า การยืนหยัดในตำแหน่ง Top Chart ได้นั้น ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เพียงให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องในการพัฒนาทุกๆ มิติ ทั้งการสร้างฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่โดนใจผู้ใช้อยู่สม่ำเสมอ สร้างคอนเทนต์และธีมที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร แต่ต้องตรงกับใจผู้ใช้ ดังนี้

 

โฟกัสกับความต้องการของผู้ใช้

Pastel Keyboard มีจุดเปลี่ยนอยู่หลายครั้งมากๆ เราเกิดครั้งแรกมาได้ด้วยความสวยงาม ลูกค้าชื่นชอบ เราจึงทำฟีเจอร์การใช้งานเข้ามาเสริมเรื่อยๆ ด้วยความเข้าใจว่า ยิ่งเรามีตัวเลือกให้ลูกค้ามากเท่าไร ลูกค้าจะยิ่งชอบและใช้งานมากขึ้นเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วพอวิเคราะห์การใช้งานลูกค้าจริงๆ จึงพบว่า ผู้ใช้ให้ความใส่ใจกับความสวยงาม และการปรับแต่งการใช้งานที่เลือกตามบุคคลมากกว่าตัวเลขของจำนวนฟังก์ชัน เราจึงหันกลับมาให้ความใส่ใจด้านลูกเล่นของแต่ละฟังก์ชันมากขึ้น เน้นที่ความตื่นเต้น ความสวยงามเป็นหลัก มากกว่าจะเพิ่มจำนวนฟังก์ชันโดยไม่จำเป็น

 

ชื่อแอปฯ และโลโก้สำคัญไม่แพ้การใช้งาน

เนื่องจากเป็นแอปฯ ที่ต้องเสียเงินก่อนดาวน์โหลด การเลือกชื่อและโลโก้ที่ถูกใจผู้ใช้ก็เป็นก้าวกระโดดแรกที่จะพาไปสู่ชัยชนะ เป็นประตูแรกที่จะทำให้ผู้ใช้หันมามอง การตั้งชื่อต้องทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจและเข้าถึง คนเอเชียชอบอะไรที่น่ารัก ดูอ่อนโยน คุณเอกจึงตั้งชื่อและออกแบบโลโก้ให้สบายตา เข้าใจง่ายตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ ทุกเพศ ทุกวัย  

 

คอนเทนต์ที่มีเอกลักษณ์

ในระยะเวลาหนึ่ง มีคนพยายามทำแอปพลิเคชันคล้ายคลึงกันมาแข่ง Pastel Keyboard จึงจับมือเป็นพันธมิตรกับเจ้าของลิขสิทธิ์ International Character อย่างเช่น Hello Kitty ทำให้เกิดยอดขายที่เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด

 

คอมมูนิตี้ของผู้สร้าง

คุณเอกสนับสนุนให้เกิดคอมมูนิตี้ของนักสร้างคอนเทนต์และธีมคีย์บอร์ด จึงเปิดระบบ Pastel Crafter ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มให้นักออกแบบทั่วโลกสามารถส่งคอนเทนต์และธีมคีย์บอร์ดของตัวเองขึ้นมาขายบน Pastel Store ได้ด้วย ทำให้ Pastel Keyboard มีคอนเทนต์ใหม่ๆ เข้ามานำเสนอผู้ใช้อยู่ตลอดเวลา ปัจจุบันมีจำนวนสูงกว่า 6,000 รูปแบบ

 

เทคโนโลยีก็สำคัญ

การทำงานของ Pastel Keyboard จะเน้นในรูปแบบออโตเมชัน (Automation) หรือการจัดการแบบอัตโนมัติด้วยการคำนวณของคอมพิวเตอร์ เช่น การบริหารจัดการคอนเทนต์ในระบบ Pastel Crafter ตั้งแต่การนำคอนเทนต์ขึ้นมาในระบบ การจัดเก็บ การซื้อ-ขายคอนเทนต์ การแบ่งรายได้ และอื่นๆ ถูกดำเนินการด้วยรูปแบบออโตเมชันเกือบทั้งหมด เพื่อการรองรับการเข้ามาของนักพัฒนาคอนเทนต์จำนวนมาก

 

นิยามคำว่า Scale ในแบบ Pastel Keyboard

ความสำเร็จของ Pastel Keyboard ให้การใช้งานจริงของลูกค้ามากกว่าการได้รับเงินลงทุน คุณเอกให้นิยามคำว่า Scale คือการที่สามารถสร้างลูกค้าใหม่ที่ใช้งาน Pastel Keyboard ได้อย่างต่อเนื่อง และเกิดการเติบโตแบบออร์แกนิก หรือการเติบโตของผู้ใช้ที่ปราศจากการกระตุ้นด้วยการใช้เงินอัดฉีด

 

ก้าวต่อไปในธุรกิจของ Pastel Keyboard

แม้ Pastel Keyboard จะครอง Top Chart มาเป็นระยะเวลานาน ก็ไม่ได้ทำให้ธุรกิจหยุดพัฒนา คุณเอกมองการขยายธุรกิจใน 2 ตลาด คือ ตลาดเดิม และตลาดใหม่ ปัจจุบัน Pastel Keyboard สร้างธุรกิจบนตลาด B2C โดยมีสโตร์ของคอนเทนต์และธีม เพื่อตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของผู้ใช้ คุณเอกขยายโอกาสในตลาดเดิมด้วยแผนการพัฒนา Build-in Features Store เพิ่มเติม เพื่อให้ผู้ใช้เดิมสามารถปรับแต่งฟังก์ชันการใช้งานที่ซับซ้อนมากขึ้นได้ด้วยตัวเอง ตามความต้องการของการใช้งาน เป็นทางเลือกที่มากกว่าแค่เรื่องคอนเทนต์

 

ในอีกตลาดที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้คือ ตลาด B2B2C เป็นคีย์บอร์ดสำหรับองค์กร เพื่อทำให้องค์กรสามารถเข้าถึงผู้ใช้ยุคใหม่ด้วยกลยุทธ์ Brand-in (Blend-in) แทรกตัวเข้าไปอยู่ร่วมกับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนโดยสามารถเข้าถึงบริการขององค์กรนั้นๆ ได้สะดวกและรวดเร็ว เช่น หากคุณเป็นโบรกเกอร์ คุณก็อาจจะมีข้อมูล ราคาทองคำให้ผู้ใช้สามารถแชร์ให้เพื่อนๆ ได้อย่างรวดเร็วผ่านคีย์บอร์ด เป็นต้น

 

ข้อคิดสำหรับนักพัฒนาแอปฯ รุ่นหลัง

สุดท้ายนี้ คุณเอกยังฝากถึงน้องๆ รุ่นหลังๆ ที่มีไอเดียในการสร้างแอปพลิเคชัน ต้องศึกษาตลาดก่อนว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีคู่แข่งไหม และเราจะสามารถเอาชนะคู่แข่งได้ด้วยกลยุทธ์อะไร หลายครั้งไอเดียที่เราคิดว่าดีมากๆ ไม่มีใครซ้ำแน่ๆ แต่พอค้นหาข้อมูลจริงๆ อาจเจอคนอื่นที่ทำเหมือนไอเดียเราก่อนหน้านี้แล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นก็อยู่ที่เราเหมือนกัน ว่าในฐานะคนมาทีหลังจะนำเสนออย่างไรให้แตกต่าง

Pastel Keyboard เข้าร่วม AIS The StartUp Monthly Pitching เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2018 ที่ผ่านมา และได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการร่วมเป็นสมาชิกใหม่กับ AIS เพื่อต่อยอดทางธุรกิจ ทั้งในตลาดเก่าและตลาดใหม่ และสำหรับนักคิดนักพัฒนารุ่นใหม่ที่อยากสร้างโอกาสให้ตนเองเพิ่มเติมกับ AIS เช่น Pastel Keyboard สามารถส่งผลงานมาร่วมพิจารณาได้ที่ www.ais.co.th/thestartup

The post Startup Scale Up EP.8: Pastel Keyboard คุณภาพที่การันตีในตำแหน่ง Top Chart มานานกว่า 3 ปีซ้อน [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/startup-scale-up-ep-8-pastel-keyboard/feed/ 0
Startup Scale Up EP.7: Wongnai x FoodStory หนึ่งบวกหนึ่งที่สร้างคำตอบให้มากกว่าสอง https://thestandard.co/startup-scale-up-series-ep-7-wongnai-pos-by-foodstory/ https://thestandard.co/startup-scale-up-series-ep-7-wongnai-pos-by-foodstory/#respond Tue, 07 Aug 2018 11:06:33 +0000 https://thestandard.co/?p=112034

แอปพลิเคชัน Wongnai (วงใน) เวอร์ชันแรกเกิดขึ้นตั้งแต่เด […]

The post Startup Scale Up EP.7: Wongnai x FoodStory หนึ่งบวกหนึ่งที่สร้างคำตอบให้มากกว่าสอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

แอปพลิเคชัน Wongnai (วงใน) เวอร์ชันแรกเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2010 จากความที่ชื่นชอบส่วนตัวในการรับประทานของ ยอด ชินสุภัคกุล หลังจากที่เรียนจบกลับมาจากอเมริกาจึงได้มีไอเดียอยากทำแอปพลิเคชันค้นหาและรีวิวอาหาร โดยยอดนำความฝันนี้ไปถ่ายทอดให้กับเพื่อนอีก 3 คน ได้แก่ ภัทราวุธ ซื่อสัตยาศิลป์ (CTO), ศุภฤทธิ์ กฤตยาเกียรณ์ (Architect) และวรวีร์ สัตยวินิจ (Product Manager) จากนั้นจึงเริ่มชักชวนมาร่วมสร้าง Wongnai ด้วยกันตั้งแต่ในวันนั้นจนถึงปัจจุบัน

 

 

โปรดักต์ที่ ‘ใช่’ กับทีมที่ ‘ใช่’ ในเวลาที่ ‘ใช่’

มองย้อนไปถึงช่วงแรกๆ ของ Wongnai ที่ทุกอย่างยังไม่ค่อยพร้อม โดยเฉพาะภาพรวมตลาดสตาร์ทอัพยังมีน้อยราย ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตยังอยู่ในจำนวนที่ไม่มากเท่าวันนี้ ยอดได้เล่าให้ AIS The StartUp ฟังว่า “เราเรียนรู้เยอะมากเลยครับ ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมาเราเริ่มจากที่ไม่ค่อยมีคนใช้งานอินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟนก็ยังใช้น้อย อินเทอร์เน็ตยังเป็น 2G ทำให้ยากลำบากมากที่จะให้คนมาใช้ ตอนนั้นเฟซบุ๊กเริ่มเข้ามาได้ไม่นาน คนยังไม่ค่อยเปิดรับเซอร์วิสใหม่ๆ ที่เป็นแอปพลิเคชันเท่าไร”


การที่ Wongnai ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นมาได้ถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญให้ทีมงานรู้จักอดทน รู้จักที่จะรอ รู้ว่าความพยายามและความอดทนสำคัญมากแค่ไหน รู้ด้วยว่าเวลาที่ใช่นั้นยังมาไม่ถึง แต่รู้ว่าสักวันจะเดินทางมาถึงได้จริงๆ ปัจจุบันถ้าพูดถึงสื่อทางด้านร้านอาหาร คงไม่มีใครปฏิเสธว่า Wongnai คือ ‘เบอร์หนึ่ง’ ทางด้านนี้ รวมถึงจำนวนผู้ใช้ที่มีมากถึง 8 ล้านคน

 

 

สมการสตาร์ทอัพ 1 + 1 > 2

ในอดีต Wongnai เองทำโปรดักต์ที่เป็นฝั่งของผู้บริโภคมาตลอด ในวันนี้ที่ Wongnai ตัดสินใจที่จะข้ามฝั่งมาทำโปรดักต์ให้กับผู้ประกอบการบ้างจึงเริ่มมองหาโปรดักต์ที่ทุกร้านอาหารต้องมีและควรจะได้รับการยกระดับไปสู่อีกขั้นที่เหมาะสมกับพฤติกรรมในโลกดิจิทัล

 

ซึ่งหลายๆ ครั้งที่เดินเข้าไปร้านอาหารก็จะเจออุปกรณ์ที่ใช้คิดเงินอยู่ที่เคาน์เตอร์ อาจจะเป็นคอมพิวเตอร์หรือเครื่องคิดเงินเล็กๆ สิ่งนี้เรียกว่า POS (Point-of-Sale) จึงเห็นว่า POS ควรเป็นโปรดักต์ที่ต้องการถูก disrupt จากเครื่องคิดเงินธรรมดาๆ ที่มีหน้าที่สำหรับคิดเงินอย่างเดียวให้กลายเป็นโปรดักต์ที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างโลกออฟไลน์และออนไลน์ให้กับร้านอาหารได้ พร้อมด้วยศักยภาพอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์ในมิติอื่นๆ ให้กับร้านอาหาร เช่น การโฆษณา และการรับออร์เดอร์ที่เกิดขึ้นนอกร้าน เป็นต้น

 

ในขณะเดียวกัน FoodStory ซึ่งเราได้นำเสนอไปใน Startup Scale Up EP.6: Fail Fast, Learn Faster ถอดประสบการณ์ FoodStory จากโมบายล์แอปฯ สู่การเป็นระบบบริหารจัดการร้านอาหารครบวงจร ก็มีวิสัยทัศน์และความฝันในทิศทางเดียวกันกับ Wongnai และมีประสบการณ์ในการให้บริการระบบ POS มากกว่า 5 ปี ลองผิดลองถูกมาหลายอย่างจนสามารถหาสูตรที่ลงตัวในการก้าวสู่ความสำเร็จขั้นถัดไป นอกจากที่จะมีโปรดักต์ที่ดี เป็นที่ยอมรับของร้านอาหารทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ แล้วยังมีทีมที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะทีมผู้ร่วมก่อตั้งที่มีความตั้งใจ ขยัน อดทน และรู้จักตลาดจริงๆ


Wongnai มีความเชี่ยวชาญในฝั่งผู้บริโภค ในขณะที่ FoodStory มีประสบการณ์การการทำงานร่วมกับร้านอาหาร แม้ทั้งสองบริการจะมีความถนัดที่แตกต่างกัน แต่ด้วยวิสัยทัศน์ปลายทางของ FoodStory และ Wongnai ที่มีร่วมกันคือ ‘การเชื่อมต่อ’ (Connect People to Good Stuff) การรวมพลังของ Wongnai และ FoodStory จึงเกิดการสร้างระบบนิเวศของการบริหารจัดการร้านอาหารที่สมบูรณ์แบบครั้งแรกในประเทศไทยได้จริงๆ เกิดการสร้างโปรดักต์ใหม่ขึ้นมาชื่อ Wongnai POS by FoodStory

 

 

เจาะลึกทุกความสามารถของ Wongnai POS by FoodStory

ด้วยความที่ Wongnai และ FoodStory ต้องการที่จะเชื่อมต่อระหว่างผู้บริโภคและร้านอาหารเข้าด้วยกัน ทั้งสองจึงได้ร่วมกันพัฒนาฟีเจอร์หลักๆ ให้กับ Wongnai POS by FoodStory ที่สามารถเชื่อมต่อทุกบริการที่เป็นประโยชน์เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบาย ความทันสมัย ซึ่งจะช่วยให้เป็นประโยชน์ทั้งทางฝั่งผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยฟีเจอร์หลักๆ มีดังนี้

 

1. ตัว POS สามารถเชื่อมต่อกับระบบข้อมูลร้านอาหารของ Wongnai เจ้าของร้านสามารถปรับข้อมูล เช่น เมนูอาหาร หรือเวลาเปิด-ปิด ได้ด้วยตัวเองบน POS ซึ่งเป็นระบบจัดการในร้าน และข้อมูลทั้งหมดจะเชื่อมโยงในระบบเพื่อแสดงบนแอปฯ Wongnai บนสมาร์ทโฟนของลูกค้าได้ทันทีโดยอัตโนมัติ ทำให้เจ้าของร้านไม่จำเป็นจะต้องทำการแก้ไขข้อมูลสองที่ นอกจากประโยชน์ด้านความสะดวกสบายให้กับร้านอาหาร ฟังก์ชันนี้ยังลดความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ในการใส่ข้อมูลสองครั้งที่ไม่ตรงกันอีกด้วย 

 

2. Food Delivery Notification บน POS ที่เชื่อมต่อกับแอปฯ Wongnai เมื่อลูกค้าคลิกออร์เดอร์ผ่านแอปพลิเคชัน ข้อมูลจะถูกส่งและปรากฏบน POS โดยทันที นอกเหนือจากนั้นร้านค้าสามารถดูรายงานและสถิติของยอดขายจากการสั่งผ่านระบบเดลิเวอรีได้อีกด้วย

 

3. เพิ่มช่องทางการชำระเงินด้วย Dynamic QR Code ระบุค่าอาหารในตัวพร้อมสแกนและจ่ายเงินได้ทันที อำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค

 

นี่เป็นเพียงก้าวแรก ความร่วมมือไม่ได้หยุดเพียงแต่วันแถลงข่าว ทั้ง Wongnai และ FoodStrory ยังคงมุ่งที่จะพัฒนาฟีเจอร์ที่อื่นๆ เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการให้กับร้านอาหาร เช่น ระบบการจอง (Reservation), การสั่งอาหารกลับบ้าน (Takeaway), ระบบลูกค้าสัมพันธ์ และ Loyalty Program ซึ่งสามารถติดตามได้ในเวอร์ชันต่อไปเร็วๆ นี้

 

 

เวลาแห่งชัยชนะของทุกๆ คน

ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ใช่แค่ร้านค้าที่ได้ประโยชน์เท่านั้น แต่ผู้บริโภคก็ยังได้ประโยชน์อีกด้วย

 

“เราเชื่อว่าถ้าเราสร้างความสุขให้กับร้านค้าและสร้างความสุขให้กับตัวเองได้ เราก็จะสามารถส่งต่อความสุขนี้ไปยังลูกค้าได้เช่นกัน” ยอด ซีอีโอ Wongnai ได้กล่าวไว้

 

ความร่วมมือของทั้งสองสตาร์ทอัพทำให้ร้านอาหารทุกร้านเชื่อมต่อเข้ากับผู้ใช้ได้มากที่สุด เพื่อให้ร้านอาหารสามารถบริหารจัดการหน้าร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มโอกาสทางการขาย รวมทั้งเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นและตรงกลุ่ม

 

ทางด้านลูกค้าของร้านอาหารก็จะมีความสะดวกในการใช้บริการส่วนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว สร้างความพึงพอใจให้กับทั้งสองฝ่ายผ่านฟีเจอร์หลักๆ ของ Wongnai POS By FoodStory ซึ่งทั้งหมดนี้ที่กล่าวมา ร้านอาหารสามารถใช้บริการได้ ‘ฟรี’

 

ถือเป็นอีกขั้นของการก้าวสู่ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ของ FoodStory หนึ่งใน AIS The StartUp และ Wongnai สำหรับนักธุรกิจในโลกดิจิทัลรุ่นใหม่ที่มีความฝันเพื่อต่อยอดความจริง สามารถส่งผลงานมาเข้าร่วมนำเสนอได้ที่ www.ais.co.th/thestartup

The post Startup Scale Up EP.7: Wongnai x FoodStory หนึ่งบวกหนึ่งที่สร้างคำตอบให้มากกว่าสอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/startup-scale-up-series-ep-7-wongnai-pos-by-foodstory/feed/ 0
Startup Scale Up EP.6: ‘Fail Fast, Learn Faster’ ถอดประสบการณ์ FoodStory จากโมบายล์แอปฯ สู่การเป็นระบบบริหารจัดการร้านอาหารครบวงจร https://thestandard.co/startup-scale-up-ep-6-foodstory/ https://thestandard.co/startup-scale-up-ep-6-foodstory/#respond Wed, 04 Jul 2018 08:52:31 +0000 https://thestandard.co/?p=103853

ก้าวสู่เอพิโสดครึ่งหลังของ Startup Scale Up Series เราไ […]

The post Startup Scale Up EP.6: ‘Fail Fast, Learn Faster’ ถอดประสบการณ์ FoodStory จากโมบายล์แอปฯ สู่การเป็นระบบบริหารจัดการร้านอาหารครบวงจร appeared first on THE STANDARD.

]]>

ก้าวสู่เอพิโสดครึ่งหลังของ Startup Scale Up Series เราได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวคิด หลักการสำหรับรับมือในการเปลี่ยนแปลงของ FoodStory ในแต่ละช่วงเวลาของการดำเนินธุรกิจ

 

แนวคิดเริ่มต้นในการทำ FoodStory เป็นมาอย่างไร

บริษัท ลีฟวิ่ง โมบาย จำกัด ก่อตั้งเมื่อปี 2012 หรือเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ด้วยทีมงานกลุ่มเล็กๆ เพียง 3 คนในออฟฟิศห้องเดียวเล็กๆ ใต้อพาร์ตเมนต์แถวโชคชัย 4

 

จากความชอบสรรหาของอร่อยของทีมงาน ทำให้ได้พบปัญหาที่สร้างความหงุดหงิดในหลายๆ ครั้งเมื่อไปใช้บริการร้านอาหาร จึงมีแนวคิดที่ว่าต้องการจะปฏิวัติการบริหารจัดการร้านอาหารแบบเดิมๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปมากตั้งแต่มีอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน แต่ร้านอาหารมากกว่าครึ่งยังคงบริหารจัดการแบบเดิม ในช่วงเริ่มต้นได้มีความพยายามจะเชื่อมโยงลูกค้าร้านอาหารกับทางร้านค้าผ่าน Mobile Application แล้วก็ค้นพบว่าร้านค้าไม่มีอุปกรณ์ที่จะเชื่อมโยงเข้ากับมือถือลูกค้า ทำให้เป็นที่มาของการเริ่มต้นทำ ‘FoodStory’ ระบบบริหารจัดการร้านอาหาร เพื่อเชื่อมโยงร้านเข้าสู่โลกออนไลน์ ในรูปแบบการสื่อสารแบบเรียลไทม์ระหว่างร้านอาหารกับลูกค้าร้านอาหาร  

ปัจจุบันมี FoodStory ร้านค้าใช้บริการมากน้อยแค่ไหน

ปัจจุบันเราให้บริการร้านอาหารมากกว่า 600 ร้านค้า ในไทย, สิงคโปร์, ออสเตรเลีย, ลาว, กัมพูชา, กาตาร์ และบรูไน โดยกลุ่มลูกค้าหลักยังเป็นลูกค้าในเมืองไทย และตัวแทนจำหน่ายในสิงคโปร์และออสเตรเลีย และมีการขยายไปในประเทศอื่นๆ ตามร้านค้าที่มีการขยายแฟรนไชส์

 

ความเปลี่ยนแปลงของ FoodStory จากวันเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน

จุดเปลี่ยนก็มีเรื่อยๆ เลยนะครับ แต่ละปีมีเรื่องราวให้พวกเราต้องปรับตัวและเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่พัฒนาโปรดักต์ที่ยังไม่มีใครเคยใช้ เราก็ทำจากสิ่งที่เราคาดการณ์ จากการจ้าง Software House มาเป็น Inhouse วิธีการหาผู้ใช้งานกลุ่มแรก และหาลูกค้าที่พร้อมจะควักกระเป๋าให้เราพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากลูกค้าหลักสิบราย เป็นร้อยราย และตอนนี้ที่ประสบอยู่จากลูกค้าหลักร้อยเป็นหลักพันเราต้องปรับวิธีการทำงานต่างๆ ในทุกๆ วัน สิ่งที่เคยดีในวันนี้อาจจะดีไม่พอสำหรับวันพรุ่งนี้ที่จะเปลี่ยนไป ทีมงานเราเลยหยุดนิ่งไม่ได้เช่นกัน จาก 3 คน ปัจจุบันกำลังจะ 30 คน วิธีการบริหารจัดการทีมงานก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง

เราทำระบบสำหรับการบริหารจัดการธุรกิจ ระบบหยุดทำงานแค่ 1 นาทีลูกค้าอาจจะมีโอกาสเสียโอกาสเป็นพันเป็นหมื่น ซึ่งเป็นแรงกดดันที่ค่อนข้างหนักมาก ทำให้พวกเราต้องทำงานแบบพลาดไม่ได้เช่นกัน ยิ่งลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พวกเราก็ต้องรัดกุมมากขึ้น พร้อมกับปรับวิธีการทำงานให้เหมาะสมด้วยครับ เราให้ความสำคัญกับความเสถียรของระบบอย่างมาก

 

 

การเปลี่ยนแปลงทำให้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง

จุดเปลี่ยนหลักๆ ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดมีประมาณ 3 ครั้ง ครั้งแรกคือการเปลี่ยน Business Model จากแอปฯ สำหรับคนชอบทาน (B2C) มาเป็นการสร้างแอปฯ สำหรับเจ้าของร้านอาหาร (B2B) เพื่อสร้าง Restaurant Ecosystem

 

เพราะการที่ร้านอาหารจะสื่อสารกับลูกค้าทั้งเรื่องของเมนูและโปรโมชันของร้านได้แบบเรียลไทม์นั้นจำเป็นจะต้องเป็นระบบที่ดีเพื่อรองรับการทำงานในทุกวันและทุกส่วนเพื่อเป็นการช่วยในเรื่องการจัดการธุรกิจร้านอาหารได้อย่างครอบคลุม เพราะแต่เดิมร้านอาหารจะใช้งานระบบเดียว นั่นก็คือระบบ Point-Of-Sale หรือ POS ทีมเลยมุ่งการพัฒนาเครื่องมือและระบบที่ดูแลแบบครบวงจรของธุรกิจร้านอาหาร ทั้งในเรื่องการดูแลสต็อก การดูแลเรื่องการขายหน้าร้าน รวมถึงระบบบัญชี การขยับของรูปแบบธุรกิจครั้งนี้ ทำให้ทีมได้เรียนรู้ว่า การทำระบบของร้านอาหารนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เราจึงมักไม่ค่อยเห็นการเกิดระบบใหม่ๆ ในตลาดของธุรกิจร้านอาหาร

 

อีกครั้งของการเปลี่ยนแปลงคือ Revenue Model จากเดิมการหารายได้เป็นแบบ Freemium ที่เป็น Paid Subscription ที่ต้องมีการจ่ายเงินในการสมัครใช้งานหรืออัปเกรด แต่เจ้าของร้านไม่ได้ต้องการเล่นเกมเพื่อให้ได้อัปเกรด แต่กลับอยากจ่ายเพื่อใช้ระบบทำธุรกิจแบบตรงไปตรงมา และการที่ระบบให้ใช้ฟรี ยังมีความกังวลเกี่ยวกับ Data Privacy และ Long Term Support

 

ในครั้งที่ 3 คือการเปลี่ยน Business Model อีกครั้ง จากที่จะทำ Restaurant Ecosystem ด้วยตัวคนเดียว มาเป็นการพาร์ตเนอร์กับแอปฯ สำหรับคนชอบทาน (B2C) สาเหตุที่เราตัดสินใจทำระบบใหญ่และเยอะเกินกำลัง โดยที่ยังไม่มี Funding จากนักลงทุนมาช่วยเหลือ ทำให้ใช้เวลานาน และการที่จะขยายให้คนชอบทานฝั่ง B2C ต้องใช้เงินจำนวนมาก ประกอบกับคนเริ่มไม่ค่อยอยากดาวน์โหลดแอปฯ ทำให้เราเริ่มเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจอีกครั้ง ในครั้งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าการที่จะทำ Ecosystem นั้นเป็นเรื่องยากมาก เพราะในแต่ละส่วนของ Ecosystem นั้นประกอบไปด้วยหลายส่วนธุรกิจที่แตกต่างกันออกไป หลังจากทำธุรกิจมาหลายปี ทำให้เราเข้าใจจุดสำคัญว่าเราสามารถสร้าง Ecosystem ด้วยการพาร์ตเนอร์กับธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้นๆ จะทำให้ทุกคนประสบความสำเร็จและลูกค้าก็แฮปปี้ไปพร้อมกัน

 

นิยามคำว่า Scale ในมุมมอง FoodStory เป็นอย่างไร

สำหรับพวกเราคำว่า Scale มันคือการที่ทีมงานของเรามีความสามารถในการตอบสนองลูกค้าของเราได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในทุกๆ วัน ลูกค้าเราเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่เราไม่สามารถเพิ่มทีมงานเราได้ทุกวัน ดังนั้นเราจะต้องติดอาวุธหรือสร้างเครื่องมือต่างๆ ให้กับทีมงานของเราเพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น พวกเราสร้างนวัตกรรมที่ทำให้ลูกค้าบริหารจัดการร้านอาหารของเขาได้อย่างง่ายดาย พร้อมกับการเจริญเติบโต เพราะถ้าลูกค้าโต เราก็โตตามไปด้วย

 

FoodStory เป็นบริษัทที่ต้องมีกระบวนการดำเนินงาน หรือ Operation เกิดขึ้นภายใน มีวิธีการรับมืออย่างไรเมื่อธุรกิจขยายตัว

จริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญมากในเวลานี้ ว่าเราจะปรับระบบ Operation หรือกระบวนการทำงานภายในของเราให้รับมือลูกค้าหลักพันได้อย่างไร หลังจากเราผ่านครึ่งพันมาแล้ว ทำให้ผ่านประสบการณ์มาแล้วพอสมควร อยู่ในช่วงของการปรับตัว เราพยายามทั้งหาทั้งสร้างเครื่องมือต่างๆ มาให้ทีมงานเราทำงานได้ดีขึ้น สิ่งที่เราต้องทำอย่างต่อเนื่องคือการวิเคราะห์ปัญหาที่ต้นเหตุ และพยายามหาวิธีการจัดการกับมันอย่างมั่นคง เริ่มแรกเราก็ไม่ได้คิดว่าเรื่อง Operation ต่างๆ มันจะหนักขนาดนี้ แต่เพื่อลูกค้าเราก็ต้องปรับตัวพอสมควร จากไม่เคยคิดที่จะต้องเป็นคนขายอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์จนกลายเป็น One Stop Service เพื่อความสะดวกสบายสำหรับลูกค้า เราก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ต้องบริหารจัดการตลอดเวลา

 

 

ทิศทางต่อไปของ FoodStory คืออะไร
เส้นทางของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่จุดมุ่งหมายของการปฏิวัติการบริหารจัดการร้านอาหารเรายังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเท่าไรครับ เรายังมุ่งหน้าที่จะพัฒนาวงการร้านอาหารให้บริหารจัดการได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ ขยายขอบเขตการทำงานออกไปในแนวกว้าง จากการขายหน้าร้านไปถึงการขายสื่อออนไลน์ต่างๆ ไปถึงเรื่องการบริหารจัดการต้นทุน การบริหารจัดการผู้ผลิตหรือคู่ค้าต่างๆ ของร้านอาหารให้มีประสิทธิภาพ

 

มีอะไรที่ฝากถึงน้อง StartUp รุ่นใหม่ที่กำลังจะเริ่มทำ StartUp ไหม

สำหรับ StartUp รุ่นใหม่ ให้ปรึกษาไอเดียกับเพื่อนๆ คนที่รู้จักเพื่อรับฟังความเห็น ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะขโมยไปทำเอง เพราะไอเดียจะไม่มีความหมายหากไม่ได้ลงมือทำ ในทุกธุรกิจจะมีจุดเปลี่ยนอีกหลายครั้งในภายหลัง

 

อยากให้โฟกัสที่คนที่มีแพสชันเดียวกัน และทีมทีมนั้นจะสามารถเดินไปได้ไกลเพื่อให้ถึงเป้าหมาย และควรโฟกัสที่ลูกค้ากลุ่มแรกที่เราทำโปรดักต์ให้ว่าเขาคือใครต้องการอะไร มีพฤติกรรมอย่างไร หลังจากนั้นค่อยมาหาว่าเราจะไปแบบใหญ่หรือไปแบบ Niche เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า

 

ถ้าโปรดักต์เรามีคุณค่า ยังไงก็มีคนใช้ จริงๆ แล้วพวกเราก็ไม่ได้ขยายเร็วแบบเป็นหมื่นเป็นแสนใน 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่เราก็สามารถที่จะทำเงินรายได้เลี้ยงทีมงานให้อยู่รอดและเติบโตอย่างเนื่อง

 

สำหรับ StartUp ที่ได้เริ่มต้นแล้ว และกำลังจะ Scale

สำหรับ StartUp ที่เริ่มต้นแล้ว อยากเป็นกำลังใจให้ประสบความสำเร็จ ดื้อกับไอเดียและวิชันได้ แต่ต้องไม่ดื้อด้านที่จะยอมรับฟีดแบ็กต่างๆ จากคนรอบข้างและลูกค้าเพื่อนำมาปรับปรุง เน้นสร้างคุณค่าให้กับทีมงานและโปรดักต์ เมื่อ Product/Market Fit ก็ต้องหา Sales, Marketing, Support Process เพื่อปรับปรุงและเสริมกำลังให้พร้อมกับตอนที่พร้อมจะ Scale ต้องเรียนรู้และพัฒนาอยู่ตลอด เพราะทุกธุรกิจในแต่ละ Scale มีความท้าทายไม่เหมือนกัน FoodStory เข้าร่วมโครงการ AIS The StartUp ตั้งแต่ปี 2016 และเคยร่วมออกบริการ Food Solution ร่วมกับ AIS และธนาคารกสิกรไทย เรามีโอกาสได้เห็นการเติบโตของ FoodStory อย่างมีนัย จากศูนย์เป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน AIS ยังเปิดรับนักธุรกิจรุ่นใหม่เพื่อร่วมเป็นพันธมิตรอย่างต่อเนื่องโดยสามารถส่งผลงานมาได้ที่ www.ais.co.th/thestartup ได้ตั้งแต่วันนี้

The post Startup Scale Up EP.6: ‘Fail Fast, Learn Faster’ ถอดประสบการณ์ FoodStory จากโมบายล์แอปฯ สู่การเป็นระบบบริหารจัดการร้านอาหารครบวงจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/startup-scale-up-ep-6-foodstory/feed/ 0
StartUp Scale up Series EP 5: จาก FlowAccount สู่ FlowAdvance ระบบบัญชีที่หนึ่งในใจผู้ประกอบการ https://thestandard.co/startup-scale-up-series-ep-5-flowaccount/ https://thestandard.co/startup-scale-up-series-ep-5-flowaccount/#respond Mon, 04 Jun 2018 08:36:34 +0000 https://thestandard.co/?p=94982

ปี 2015 มี FlowAccount แจ้งเกิดบนเวที AIS The StartUp อ […]

The post StartUp Scale up Series EP 5: จาก FlowAccount สู่ FlowAdvance ระบบบัญชีที่หนึ่งในใจผู้ประกอบการ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2015 มี FlowAccount แจ้งเกิดบนเวที AIS The StartUp อาสานำระบบมาแก้ปัญหาการจัดการด้านบัญชีให้กับผู้ประกอบการรายเล็ก

 

FlowAccount ก่อตั้งโดยสองพี่น้อง คุณกฤษฎา และคุณดนัย ชุตินธร ร่วมกับอีกหนึ่งเพื่อนสนิทของคุณกฤษ ได้แก่ คุณวรวิช ศรีคุรุวาฬ

 

ก่อนจะเริ่ม FlowAccount ทั้ง 3 ท่านทำธุรกิจส่วนตัว จึงทำให้ทราบปัญหาที่แท้จริงของคนทำธุรกิจว่า โดยทั่วไปเจ้าของกิจการขนาดเล็กต้องทำงานด้านบัญชีด้วยตนเอง แต่เจ้าของไม่ได้มีความรู้เชิงลึกในเรื่องบัญชี ซึ่งระบบของ FlowAccount ถูกพัฒนาเป็นระบบบัญชีแบบง่ายๆ ให้ธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มต้นให้ใช้งาน ระบบถูกออกแบบไม่ให้ซับซ้อน แต่มีสิ่งที่จำเป็นเบื้องต้นครบถ้วน ง่ายต่อการนำไปใช้งานจริง เจ้าของกิจการสามารถเริ่มต้นใช้งานเองได้แม้ไม่มีพื้นฐานทางด้านบัญชีก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น FlowAccount ยังช่วยเจ้าของกิจการในเรื่องการให้ความรู้ จัดอบรมทั้งการใช้งานระบบและด้านบัญชี ทั้งหมดนี้ทำให้ลูกค้าของ FlowAccount ประกอบธุรกิจได้ง่ายขึ้น ทำให้กลายเป็นระบบบัญชีสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่ดีที่สุดระบบหนึ่ง

 

 

สิ่งที่ผู้ก่อตั้งฯ ได้เรียนรู้คือการพัฒนาระบบที่มีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก ต้องไม่มองแค่ว่าทำอย่างไรให้ซอฟต์แวร์ขายได้ แต่ต้องมองว่าทำอย่างไรให้ลูกค้าสามารถนำระบบไปใช้งานและต่อยอดในกิจการของเขาได้จริง การขายระบบเป็นเพียงจุดเริ่มต้น  

 

 

ถ้าเราทำให้ลูกค้าประสบความสำเร็จได้เราก็จะประสบความสำเร็จด้วย จาก FlowAccount สู่ FlowAdvance

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา FlowAccount ถูกพัฒนาเพื่อตอบสนองการทำงานของธุรกิจขนาดเล็กหรือเจ้าของธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น ลูกค้าหลายรายเริ่มใช้งาน FlowAccount มาตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ จนทุกวันนี้ธุรกิจก้าวหน้าและมีขนาดใหญ่ขึ้น มีความซับซ้อนในการบริหารกิจการมากยิ่งขึ้น มีพนักงานมากขึ้น มีทีมบัญชีเป็นของตัวเองในบริษัท มีความต้องการทำงานทางด้านบัญชีที่มากขึ้น ด้วยความตั้งใจที่จะสานความสำเร็จให้กับลูกค้าไปอีกก้าว ผู้ก่อตั้งฯ จึงคิดว่าต้องพัฒนาระบบขึ้นมาอีกหนึ่งระบบที่สามารถตอบสนองความต้องการที่มากยิ่งขึ้นของลูกค้ากลุ่มนี้ แต่ยังคงรูปแบบการใช้งานง่ายเหมือนเดิม และนี่เป็นที่มาของอีกหนึ่งบริการใหม่ ‘FlowAdvance ระบบบัญชีสำหรับการขยายธุรกิจ’

 

การพัฒนา FlowAdvance ยังคงใช้ทีมงานชุดเดียวกับ FlowAccount ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาทีมงานได้ขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่า มีพี่ๆ น้องๆ ที่เก่งและมีความเชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านบัญชี เทคโนโลยี และการให้บริการเข้ามาร่วมทีม โดยทุกคนมีความเชื่อในสิ่งที่ทำว่าเป็นสิ่งที่ดี มีประโยชน์ และช่วย SME ได้จริง จากแรงศรัทธานี้ จึงทำให้สามารถต่อยอดการพัฒนาระบบและให้การบริการที่ตอบสนองลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

 

ฟังก์ชันการใช้งานของ FlowAdvance

FlowAdvance เริ่มต้นเปิดตัวในเวอร์ชัน Beta เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งลูกค้าเก่าที่กำลังขยายธุรกิจ และลูกค้าใหม่ที่กำลังมองหาระบบที่จะมาทดแทนระบบบัญชีแบบเดิมๆ ลูกค้าหลายท่านให้ฟีดแบ็กกลับมายังทีมงานว่า “ระบบใช้งานง่าย หน้าตาเป็นมิตร ทำให้เจ้าของกิจการและนักบัญชีสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ลูกค้าหลายคนของ FlowAdvance ใช้ระบบบัญชีแบบออฟไลน์อยู่ และต้องการเปลี่ยนระบบบริษัทมาเป็นดิจิทัลให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น

 

ความแตกต่างที่เด่นชัดของ FlowAccount และ FlowAdvance คือ กลุ่มเป้าหมาย ในขณะที่ลูกค้าของ FlowAccount คือกลุ่มธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น ส่วนใหญ่จะทำกันเอง มีพนักงานเพียงไม่กี่คน แต่สำหรับ FlowAdvance จะเป็นกิจการที่ทำมาสักพักหนึ่งแล้ว มีทิศทางธุรกิจที่ดี อยู่ในช่วงที่กำลังขยายกิจการ จึงต้องการระบบที่ซับซ้อนขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของกิจการที่มากยิ่งขึ้น

 

FlowAdvance มีฟังก์ชันที่มากขึ้น เช่น ฟังก์ชันสำหรับนักบัญชี สำหรับบริษัทที่ขยายใหญ่ขึ้นจะมีนักบัญชีอยู่ในบริษัท ทำให้นักบัญชีทำงานร่วมกับเจ้าของกิจการได้ง่ายขึ้น เพียงเจ้าของธุรกิจเปิดเอกสารขายแบบง่ายๆ ระบบจะนำข้อมูลไปลงบัญชีให้อัตโนมัติ ทำให้นักบัญชีสามารถปิดงบการเงินได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าของกิจการสามารถเข้าถึงข้อมูลของบริษัทได้ตลอดเวลา เพื่อเข้ามาดูยอดขาย ยอดค้างรับ และรายงานต่างๆ ทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ระบบ FlowAdvance สามารถทดลองใช้งานได้ฟรี 30 วัน โดยสามารถลงทะเบียนได้ที่หน้าเว็บไซต์ www.flowadvance.com

หากผู้ใช้มีข้อสงสัยจะมีทีมงานคอยแนะนำการใช้งาน และถ้าต้องการใช้งานแบบต่อเนื่องสามารถสมัครบริการได้ในราคาที่เอื้อมถึงเพียงเดือนละ 249 บาท

 

จากบทพิสูจน์ว่า FlowAccount และ FlowAdvance ตอบโจทย์ลูกค้าได้จริง ทำให้ได้รับการร่วมทุนจากนักลงทุนชื่อดังทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ Beacon VC (กองทุน Venture Capital ของธนาคารกสิกรไทย), SBI Investments (ประเทศญี่ปุ่น), Golden Gate Ventures (ประเทศสิงคโปร์), 500 TukTuks (ประเทศไทย)

 

นิยามของคำว่า ‘Scale’ ในความหมายของผู้ก่อตั้งฯ

การทำสตาร์ทอัพไม่ใช่เพียงการพัฒนาตัวสินค้า แต่ยังเป็นการพัฒนาในทุกๆ ภาคส่วนไปด้วยกัน ก่อนหน้านี้บริษัทเรายังเล็ก จะมุ่งพัฒนาเพียงสินค้า ทำให้มีคนใช้ นั่นคือเป้าหมายสูงสุดในตอนนั้น แต่เมื่อมีคนใช้เป็นจำนวนมาก ธุรกิจเรากำลังขยาย งานก็จะมีความซับซ้อนขั้นในทุกๆ ด้าน เป็นโอกาสให้เราได้เรียนรู้บทเรียนใหม่ๆ เราจึงต้องพัฒนาทุกๆ ภาคส่วนในบริษัท ให้ทุกคนในบริษัทสามารถเป็นผู้นำ ช่วยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเข้าใจมิชชันขององค์กรร่วมกัน

 

การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สอดคล้องกับมิชชันของบริษัทเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจขยายไปขั้นต่อไปได้ อยู่ในระยะยาวได้จริง และไม่ควรลืมเลือกใช้ในระบบหลังบ้านที่ดี จะทำให้เรามีข้อมูลที่ครบถ้วน ทำให้เจ้าของกิจการสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งบริหารงานได้อย่างมั่นใจ!

 

 

คำฝากจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง

สำหรับคนที่ยังไม่ได้เริ่ม อยากให้ทุกคนเข้าใจก่อนว่าการทำธุรกิจให้สำเร็จอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าที่คิด และอาจจะต้องเริ่มหลายรอบมากกว่าที่คิด อยากให้มองว่าธุรกิจที่เรากำลังจะเริ่มต้นเป็นธุรกิจที่สามารถเริ่มต้นได้ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่ตนเองมี และสามารถควบคุมได้ แล้วตั้งใจทำเพื่อพิสูจน์ว่าเราสามารถทำได้คล้ายกับสิ่งที่เราพูด แม้ว่าจะมีข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเงิน เวลา หรือบุคลากร หากเราสามารถพิสูจน์ได้ว่า สิ่งที่เราทำนั้นมีประโยชน์และมีคนใช้งานจริง จะทำให้เปิดโอกาสดีๆ ได้ในอนาคต เช่นเดียวกับเราที่ได้รางวัล AIS The Startup 2015 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เราพัฒนาธุรกิจมาได้จนถึงทุกวันนี้

 

นักคิด นักพัฒนารุ่นใหม่ที่อยากสร้างจุดเปลี่ยนเพิ่มโอกาสให้กับตนเองอย่าง FlowAccount และ FlowAdvance สามารถสมัครส่งผลงานได้ที่ www.ais.co.th/thestartup

 

The post StartUp Scale up Series EP 5: จาก FlowAccount สู่ FlowAdvance ระบบบัญชีที่หนึ่งในใจผู้ประกอบการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/startup-scale-up-series-ep-5-flowaccount/feed/ 0
StartUp Scale up Series EP 4: ตั้งเป้าหมายให้สูง แล้วเตรียมตัวให้พร้อมไปกับไพรซ์ซ่า https://thestandard.co/startup-scale-up-series-ep-4-priceza-thailand/ https://thestandard.co/startup-scale-up-series-ep-4-priceza-thailand/#respond Mon, 30 Apr 2018 11:46:41 +0000 https://thestandard.co/?p=87548

ไพรซ์ซ่า ไม่มีคำว่าหยุดพัฒนา ไพรซ์ซ่า ประเทศไทย (Pricez […]

The post StartUp Scale up Series EP 4: ตั้งเป้าหมายให้สูง แล้วเตรียมตัวให้พร้อมไปกับไพรซ์ซ่า appeared first on THE STANDARD.

]]>

ไพรซ์ซ่า ไม่มีคำว่าหยุดพัฒนา

ไพรซ์ซ่า ประเทศไทย (Priceza Thailand) เริ่มต้นขึ้นในปี 2010 จากการรวมตัวของผู้ร่วมก่อตั้ง 3 คน ได้แก่ คุณธนาวัฒน์ มาลาบุปผา, คุณวัชระ นิวาตพันธุ์ และคุณวิโรจน์ สุภาดุลย์ ทั้งหมดเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์จากรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 2011 ไพรซ์ซ่ามีผู้ใช้งานรวมกว่า 1 ล้านคนต่อเดือน และสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว จำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นถึง 100% ในปีถัดไป

 

ด้วยการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ไพรซ์ซ่าจึงเป็นที่หมายตาของนักลงทุนที่ยื่นความจำนงในการร่วมทุน แต่ในที่สุดไพรซ์ซ่าได้ตัดสินใจร่วมทุนกับ CyberAgent Ventures ในปี 2013 การร่วมทุนครั้งนี้เปิดโอกาสให้ไพรซ์ซ่าได้ขยายไปยังตลาดใหม่ในภูมิภาคด้วยความมุ่งมั่นจะเป็นเครื่องมือค้นหาสินค้าและเปรียบเทียบราคา (Shopping Search Engine) อันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ทุกๆ ปีไพรซ์ซ่าจะมีการพัฒนาเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ในปี 2014 ได้พัฒนาแพลตฟอร์มให้ใช้งานได้มีประสิทธิภาพและรองรับกับทุกอุปกรณ์เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะสร้างตลาดใหม่ในอินโดนีเซีย และในปี 2015 จึงได้ขยายตลาดอย่างต่อเนื่องไปยังอีก 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเวียดนาม ซึ่งทำให้ ณ ตอนนั้นมีผู้ใช้งานไพรซ์ซ่ามากกว่า 9 ล้านคนต่อเดือน หลังจากนั้นในปี 2016 ไพรซ์ซ่าได้รับการระดมทุนครั้งใหญ่ระดับ Series B จาก Hubert Burda Media ในการที่จะก้าวเป็นผู้นำ Shopping Search Engine อันดับหนึ่งในอาเซียนให้ได้อย่างแท้จริง

 

 

ปัจจุบันไพรซ์ซ่าเปิดให้บริการแล้วทั้งหมด 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเวียดนาม โดยมีผู้เข้าใช้งานมากกว่า 14 ล้านคนต่อเดือน และมีสินค้ารวมทุกประเทศในฐานข้อมูลกว่า 100 ล้านรายการ

 

ช่องว่างอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) คือโอกาสของไพรซ์ซ่า

กระแสอีคอมเมิร์ซที่เห็นได้อยู่ทุกวันในหน้าสื่อต่างๆ ทำให้เกิดคำถามว่าอีคอมเมิร์ซเป็น Red Ocean แล้วหรือยัง แต่สำหรับไพรซ์ซ่ามีมุมมองที่แตกต่าง ไพรซ์ซ่าเชื่อว่าอีคอมเมิร์ซเป็นตลาดที่หวานหอม แต่อีมาร์เก็ตเพลสต่างหากที่เป็นสงครามที่ดุเดือด เนื่องจากเป็นการลงทุนในระยะยาว ต้องใช้งบประมาณมหาศาลอย่างต่อเนื่อง เป็น money game นั่นคือยิ่งใครสายป่านยาวก็ยิ่งดี แต่ถ้างบน้อยหน่อยก็อาจจะแข่งขันกันเหนื่อย


แต่ในทางตรงกันข้าม ตลาดอีคอมเมิร์ซมีหลากหลายมุมให้เล่น ไพรซ์ซ่าวางตัวเองเป็น Marketing Solutions ของตลาด หากตลาดอีคอมเมิร์ซมีผู้เล่นจำนวนมาก มีการแข่งขันกันสูง ไพรซ์ซ่ายิ่งมีโอกาสจะเติบโตขึ้นได้อีก

 

Scaling ในแบบไพรซ์ซ่า

Scaling หรือการขยาย เกิดขึ้นได้หลังจากการที่สตาร์ทอัพค้นหา Product-Market Fit ในตลาดแรกเจอแล้ว หลังจากนั้นคือการนำผลิตภัณฑ์เดียวกันนั้นไปให้บริการยังต่างประเทศ เช่น สร้างตลาดในประเทศใหม่ด้วยรูปแบบบริการไพรซ์ซ่าอย่างเดียวกับในประเทศไทย


นอกจากนี้การขยายยังเกิดขึ้นได้จากการเพิ่มความหลากหลายของบริการด้วยการแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ สิ่งที่ทางไพรซ์ซ่าได้ทำก็คือการเปิดตัว ไพรซ์ซ่า มันนี่ ไปเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา

 

 

อุปสรรคมีไว้ให้ก้าวผ่าน

ความท้าทายในการขยายตลาดของไพรซ์ซ่ามาจากระยะเวลาที่ใช้ค้นหา Product-Market Fit กว่าจะรู้ว่าจริงๆ แล้วผู้ใช้งานต้องการอะไรกันแน่เพื่อที่จะได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาให้ตรงใจกับผู้ใช้งานของเรานั้นใช้เวลานาน การคุยกับผู้ใช้งานจริงเพื่อให้ได้คำตอบ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการสัมภาษณ์ การทำแบบสำรวจ หรือให้ผู้ใช้งานทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ เป็นสิ่งที่ไพรซ์ซ่าทำอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

 

ขยายขอบเขตของตลาดอย่างต่อเนื่อง

ในปีนี้ไพรซ์ซ่ามุ่งมั่นที่จะรุกตลาดต่างประเทศอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะตลาดอินโดนีเซีย ด้วยการฟอร์มทีมงานเต็มรูปแบบ (Full Local Team) โดยหวังจะเป็นเบอร์หนึ่งในด้าน Shopping Search Engine ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยมีฝันที่จะช่วยผู้ใช้ตัดสินใจก่อนการเลือกซื้อสินค้าบนออนไลน์ให้ได้ของในราคาที่คุ้มค่าที่สุด ตลาดอีคอมเมิร์ซในอินโดนีเซียมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด มูลค่าตลาดคิดเป็นประมาณ 46,000 ล้านเหรียญสหรัฐ การที่ไพรซ์ซ่าเป็น Shopping Search Engine จะช่วยตอบโจทย์การแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซและผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

 

นอกจากนั้นไพรซ์ซ่ายังไม่หยุดที่จะสร้างความหลากหลายของรูปแบบการให้บริการ มีการขยายบริการมาในฝั่งของ Commerce + Fintech ที่ได้เริ่มให้ได้ลองใช้งานแล้วตั้งแต่ปี 2017 เช่น บริการไพรซ์ซ่า มันนี่ ซึ่งเป็นบริการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ด้านการเงินและประกันภัย ปัจจุบันเปิดให้บริการทั้งสิ้น 3 มิติ ได้แก่ บริการเปรียบเทียบประกันรถยนต์, บริการเปรียบเทียบบัตรเครดิต และเปรียบเทียบสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งเป็นตัวล่าสุดที่ได้เปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยเล็งเห็นความเป็นไปได้จากการทำธุรกิจในตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลในประเทศไทยที่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 3.58 แสนล้านบาท แต่ยังไม่เคยมีใครครองตลาดได้อย่างแท้จริง

 

 

คำแนะนำจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง

สตาร์ทอัพไม่จำเป็นต้องเริ่มโตจากในประเทศก็ได้ ยิ่งเป็นธุรกิจออนไลน์แล้วมีโอกาสที่จะได้ลูกค้าจากทุกมุมโลกที่มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต จุดสำคัญที่สุดคือสินค้าหรือบริการต้องแก้ปัญหาได้จริง และเราต้องเป็นที่หนึ่งในสิ่งที่ทำ ต้องมั่นใจได้ว่าสินค้าสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้


เมื่อเราจะก้าวไปสู่ตลาดในประเทศอื่นๆ ต้องมีความเข้าใจว่าแต่ละตลาดมีความท้าทายที่ไม่เหมือนกัน ย่อมต้องใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศ สตาร์ทอัพเองก็ควรเรียนรู้และเตรียมตัวก่อนที่จะขยายตลาด ที่สำคัญอยากให้โฟกัสที่ยอดขายด้วย เพราะสตาร์ทอัพก็คือธุรกิจรูปแบบหนึ่งที่ยอดขายจะเป็นตัวสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน

 

 

ไพรซ์ซ่าเป็นหนึ่งในสมาชิก AIS The StartUp ในปี 2018 ไพรซ์ซ่าได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโปรแกม Private Mentoring Session กับผู้บริหารและนักลงทุนกลุ่ม Innov8 ซึ่งเป็นพันธมิตรทางการลงทุนกับ AIS The StartUp สำหรับนักคิดและนักพัฒนาธุรกิจที่อยากติดอาวุธสร้างปีกสู่การสเกลอย่างรุ่นพี่ สามารถสมัครเข้าร่วมนำเสนอผลงานได้ที่ AIS The StartUp ผ่านทาง www.ais.co.th/thestartup ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

The post StartUp Scale up Series EP 4: ตั้งเป้าหมายให้สูง แล้วเตรียมตัวให้พร้อมไปกับไพรซ์ซ่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/startup-scale-up-series-ep-4-priceza-thailand/feed/ 0
Startup Scaleup EP.3: SkillLane สตาร์ทอัพสายการศึกษาที่มีดีมากกว่าแค่การให้ความรู้ https://thestandard.co/startup-scaleup-ep-3-skilllane/ https://thestandard.co/startup-scaleup-ep-3-skilllane/#respond Wed, 04 Apr 2018 05:57:04 +0000 https://thestandard.co/?p=81560

ยุคนี้สตาร์ทอัพสาย HR-Tech (Human Resource Technology) […]

The post Startup Scaleup EP.3: SkillLane สตาร์ทอัพสายการศึกษาที่มีดีมากกว่าแค่การให้ความรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ยุคนี้สตาร์ทอัพสาย HR-Tech (Human Resource Technology) และสาย Ed-Tech (Education Technology) กำลังมาแรง เดือนที่ผ่านมามีการจัดทั้งงาน Thailand HR Tech และ งาน Education Disruption Conference 2018 ขึ้น ถ้าพูดถึงสตาร์ทอัพชั้นแนวหน้าที่โลดแล่นในสองวงการนี้ SkillLane จะได้รับการเอ่ยนามเป็นอันดับต้นๆ  

 

SkillLane คือแพลตฟอร์มคอร์สเรียนออนไลน์ในรูปแบบเว็บไซต์และโมบายแอปพลิเคชันที่มุ่งเน้นในการพัฒนาทักษะและดึงศักยภาพของคนทำงานให้สามารถแสดงออกได้อย่างเต็มที่ SkillLane จะรวบรวมผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขามาสอนในรูปแบบของวิดีโอ ทำให้ทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะที่ไหนและเมื่อไร เนื้อหาของคอร์สเรียนใน SkillLane จะเน้นเป็น Practical Skills หมายถึง เนื้อหาที่ส่งเสริมทักษะที่ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตและการทำงานในแต่ละบริบทได้ เช่น ในการทำงาน ในการวางแผนเงินออม หรือแม้แต่เนื้อหาด้านแนวคิดการสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพ เป็นต้น

 

 

SkillLane ก่อตั้งเมื่อปี 2015 โดยสองเพื่อนรักจาก Kellogg University ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แก่ คุณบิ๊ก-ฐิติพงศ์ พิสิฐวุฒินันท์ และ คุณนัท-เอกฉัตร อัศวรุจิกุล ด้วยประสบการณ์ที่ทั้งสองเคยร่วมงานกับบริษัทสตาร์ทอัพและองค์กรที่สนับสนุนผู้ประกอบการในสหรัฐอเมริกา จึงนำทักษะที่เรียนรู้ในต่างแดนกลับมาเมืองไทยก่อตั้งเป็น SkillLane ขึ้น นำพาธุรกิจให้กลายเป็นสตาร์ทอัพสัญชาติไทยแท้ที่สร้างรายได้ได้จริงๆ และเติบโตขึ้นในหลากหลายมิติ จากอดีตที่มีอาจารย์เพียง 1 ท่าน ซึ่งก็คือคุณนัทนั่นเอง สอนการใช้ Microsoft Excel และถ่ายทำกันง่ายๆในหอพัก ผ่านไปเพียงเวลาไม่ถึง 3 ปีเต็ม SkillLane ได้รับความไว้วางใจจากอาจารย์เข้าร่วมสอนมากกว่า 400 ท่าน และมีผู้เข้าเรียนร่วมกว่า 150,000 คน SkillLane สามารถเติบโตและกระโดดข้ามจากหนึ่งเป็นแสนได้ในเวลาอันรวดเร็ว ประกอบไปด้วยหลายปัจจัยดังนี้

 

 

สร้างคุณค่าให้กับทั้งผู้เรียนและผู้สอน

สิ่งที่ทำให้ SkillLane กลายเป็นแพลตฟอร์มคอร์สเรียนออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยคือความใส่ใจในการผลิตเนื้อหาคอร์สเรียนร่วมกับอาจารย์ผู้สอน เพื่อให้ได้เนื้อหาที่เหมาะสมกับผู้เรียนที่สุด และให้ความสำคัญที่จะทำให้แพลตฟอร์มนี้สร้างคุณค่าให้กับทั้งผู้เรียนและผู้สอน ทำให้อัตราการเติบโตของทั้งสองฝั่งสอดคล้องกัน ในมุมของผู้เรียน จะมีทีมงานและผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับมอบหมายในการคัดกรองคุณภาพของเนื้อหา อาจารย์จะต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นจริงๆ เพื่อควบคุมคุณภาพของคอร์สเรียน สำหรับการถ่ายทำ SkillLane ลงทุนสร้างพื้นที่สตูดิโอของตัวเองเพื่อควบคุมคุณภาพการถ่ายทำให้เป็นไปตามมาตรฐาน คุณค่าที่ SkillLane ให้กับผู้สอนเป็นมากกว่าแค่แพลตฟอร์มหรือเครื่องมือบนโลกออนไลน์ แต่ SkillLane จะเป็นคู่คิดคอยให้คำแนะนำวิธีการสร้างบริการที่ดีให้กับผู้สอน หลายครั้งที่อาจารย์มีความรู้ความชำนาญแต่อาจยังขาดประสบการณ์การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายบนโลกออนไลน์ ซึ่ง SkillLane จะเข้ามาให้คำแนะนำในส่วนนี้ นอกจากการทำงานร่วมกับอาจารย์ชื่อดังมากมายแล้ว SkillLane ยังร่วมเป็นพันธมิตรกับสถาบัน เช่น 2morrow Group เป็นต้น เพื่อนำบทเรียนคุณภาพที่มีบนโลกออฟไลน์ของสถาบันนั้นๆ มาต่อยอดบนโลกออนไลน์

 

มองหาช่องทางจัดจำหน่าย (Distribution Channel) ใหม่บนฐานลูกค้าเดิม

 

กลุ่มลูกค้าเริ่มต้นของ SkillLane คือกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป บิสิเนสโมเดลเป็นแบบ B2C (Business-to-Consumer) นอกจากการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าผ่านช่องทางของ SkillLane เองนั้น ยังขยายไปบนช่องทางเว็บไซต์ Sanook Learning และบนโมบายแอปพลิเคชัน Ookbee ผู้ใช้งานของทั้งสองพันธมิตร

 

แปลงข้อจำกัดของตลาดเดิมเป็นโอกาสขยายไปสู่ตลาดใหม่

จากประสบการณ์การทำงาน SkillLane ได้ค้นพบว่า คนมีความต้องการที่จะพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมายด์เซต ทักษะการทำงาน หรือชีวิตส่วนตัว องค์กรต่างๆ เองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้วยการอบรม ให้ความรู้ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนในการแข่งขันกับคู่แข่งและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้ จากจุดเริ่มต้นเมื่อสามปีที่แล้ว ที่ B2C วันนี้ SkillLane ได้ให้บริการธุรกิจแพลตฟอร์มคอร์สเรียนออนไลน์ให้กับองค์กรชั้นนำต่างๆ มากมาย

 

ปัจจุบัน SkillLane มีลูกค้าองค์กรที่เป็นบริษัทชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์จากหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น โทรคมนาคม สื่อออนไลน์ การเงิน และการค้าปลีก เป็นต้น การได้รับความไว้วางใจจากองค์กรใหญ่มาจากความสามารถของแพลตฟอร์มที่แก้ปัญหาของกระบวนการพัฒนาพนักงานในสิ่งที่การเรียนรู้แบบห้องเรียนทำไม่ได้ดังนี้

 

  • การเรียนแบบออนดีมานด์ ไม่ต้องรอรอบการจัดคอร์สเรียนที่จะถูกกำหนดเป็นช่วงเวลาแบบตายตัว เช่นบางคอร์สเรียนอาจจะจัดขึ้นปีละครั้งเท่านั้น เมื่อพนักงานใหม่เข้าทำงานต้องรออีก 1 ปีกว่าจะได้โอกาสพัฒนาทักษะนี้ ซึ่งนี่ก็คือค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้นกับบริษัท ในขณะที่คอร์สเรียนออนไลน์ พนักงานใหม่สามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และนำทักษะนั้นมาปฏิบัติงานได้โดยทันที
  • พนักงานสามารถเรียนซ้ำใน SkillLane ได้ตลอดเวลา เพื่อทบทวนเนื้อหาให้เกิดความชำนาญในการปฏิบัติงานมากขึ้น
  • โลกหมุนตลอดเวลา เทรนด์ใหม่เกิดขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อมีความรู้ใหม่ SkillLane จะนำเนื้อหาขึ้นเสริมบนแพลตฟอร์มได้อย่างรวดเร็ว ทำให้พนักงานเข้าถึงทักษะใหม่ๆ ได้ทันเวลา   

 

 

ส่งเสริมวัฒนธรรมบริษัทให้มีผลต่อการขยายธุรกิจ

SkillLane เป็นบริษัทที่มีวัฒนธรรมผสมผสานระหว่างสตาร์ทอัพและมืออาชีพ สนับสนุนให้คนเรียนรู้และพัฒนา เปิดโอกาสให้คนกล้าคิด นำเสนอไอเดีย กล้าตัดสินใจ และลงมือทำได้แบบมืออาชีพ หลายๆ บริการที่เกิดขึ้นเกิดจากการตัดสินใจของทีมงานร่วมกันไม่ใช่หัวงานเพียงคนเดียว ซึ่งรูปแบบผสมผสานของการทำงานนี้ส่งผลให้เกิดการสร้างสรรค์บริการแบบก้าวกระโดด

 

ในอดีตเราเคยเห็นบริษัทสตาร์ทอัพเป็นคนสร้างเทคโนโลยี แต่วันนี้ SkillLane นำเทคโนโลยีมาสร้างคน ในปี 2016 AIS มีโอกาสได้ต้อนรับ SkillLane เข้ามาเป็นหนึ่งในครอบครัว AIS The StartUp และยังได้ร่วมพัฒนาเครื่องมือการวางกลยุทธ์การสื่อสารโน้มน้าว ชื่อ Persuasive Communication Strategy Canvas ซึ่งได้เปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าเรียนได้ฟรีที่ www.skilllane.com/courses/communication-canvas ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

The post Startup Scaleup EP.3: SkillLane สตาร์ทอัพสายการศึกษาที่มีดีมากกว่าแค่การให้ความรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/startup-scaleup-ep-3-skilllane/feed/ 0
StartUp Scaleup Series EP.2: ZipEvent จากไอเดียพนักงานประจำสู่ธุรกิจทำกำไรแบบต่อเนื่อง https://thestandard.co/startup-scaleup-series-ep-2-zipevent/ https://thestandard.co/startup-scaleup-series-ep-2-zipevent/#respond Tue, 06 Mar 2018 07:11:39 +0000 https://thestandard.co/?p=73535

จากบทความ ZipEvent ‘StartUp เบอร์ 1 ด้านอีเวนต์ ที่ AIS […]

The post StartUp Scaleup Series EP.2: ZipEvent จากไอเดียพนักงานประจำสู่ธุรกิจทำกำไรแบบต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากบทความ ZipEvent ‘StartUp เบอร์ 1 ด้านอีเวนต์ ที่ AIS D.C. ไว้วางใจ’ เราได้เห็นถึงการเดินทางอันแสนยาวไกลของเด็กหนุ่มอดีตพนักงานประจำ นายเจ-ภาโรจน์ เด่นสกุล ที่นำพลังคิดบวกมาเป็นกำลังสำคัญเพื่อผลักดันไอเดีย WonderMe ที่ใช้เพื่อการประกวดในปี 2013 ให้กลายมาเป็น ZipEvent ดิจิทัลแพลตฟอร์มอันดับ 1 ของประเทศไทยที่ให้บริการด้านอีเวนต์แบบครบวงจร ผู้ใช้ได้เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของแต่ละงานอีเวนต์ ไม่ว่าจะเป็นตารางกิจกรรมภายในงาน โปรโมชันของร้านค้าในงาน รายละเอียดบูธต่างๆ หรือแม้กระทั้งการรีวิวหลังงาน เป็นต้น

 

 

เมื่อมองเผินๆ ZipEvent อาจดูคล้ายแอปพลิเคชันด้านอีเวนต์อื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาดมากมาย แต่เมื่อวิเคราะห์ในมุมธุรกิจทั้งในมิติของผลการดำเนินงานและผลประกอบการ เราพบว่าวันนี้ ZipEvent ได้ก้าวสู่การเป็นบริษัทสตาร์ทอัพชั้นนำด้านอีเวนต์ของไทย ที่ผ่านบทพิสูจน์มาแล้วในเวทีธุรกิจระดับมหภาค ไม่ว่าจะเป็นการได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานภาครัฐหรือบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ที่นำดิจิทัลแพลตฟอร์มของ ZipEvent มาบริหารจัดการระบบลงทะเบียนของงานอีเวนต์ที่แต่ละองค์กรจัดขึ้น ตัวอย่างล่าสุดได้แก่ งาน Digital Intelligent Nation 2018 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่าน ทางเอไอเอสร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อนำเสนอเทคโนโลยี IoT สุดล้ำ ให้คนไทยได้เข้าถึงองค์ความรู้และเทรนด์การขับเคลื่อนของเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งในปัจจุบันและที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มีผู้ร่วมงานหลายพันคน ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ ZipEvent ก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับเอไอเอสเพื่อดูแลเรื่องการจองตั๋วเข้างาน จนถึงวางระบบลงทะเบียนหน้างานให้ดำเนินไปอย่างเรียบร้อย

 

 

ไม่เพียงแค่ในเมืองไทย แต่ ZipEvent ก็ได้พิสูจน์ความสามารถมาแล้วในเวทีนานาชาติ เช่น งาน Top Thai Brands ณ กรุงย่างกุ้ง และงาน Myanmar International Franchise ที่ประเทศพม่า ซึ่งเร็วๆ นี้ ZipEvent มีแผนการขยายบริการไปยังกลุ่มประเทศ CLMV อีกด้วย

 

 

ด้วยประสิทธิภาพและคุณภาพของบริการ ZipEvent ที่เข้าไปนั่งอยู่ในใจลูกค้า เป็นส่วนทำให้การดำเนินธุรกิจของ ZipEvent มาถึงจุดที่เรียกว่า ‘สร้างผลกำไรอย่างต่อเนื่อง’ (Profitable) บริษัทสตาร์ทอัพในไทยหลายต่อหลายบริษัทใฝ่ฝันจะมาถึงจุดนี้ แต่ก็น้อยรายนักที่สามารถพาบริษัทตนเองมาถึงจุดนี้ได้โดยไม่พึงพาการระดมทุน

 

เพราะ ZipEvent สามารถพิสูจน์ผลงานในธุรกิจได้จริง จึงเข้าตากรรมการคว้ารางวัล Rising Star Award จากเวที Krungsri RISE 2x เมื่อปลายปี 2017 และยังได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนสตาร์ทอัพหนึ่งเดียวของไทยที่ทำแพลตฟอร์มด้านอีเวนต์เข้าร่วมเสวนางานประชุมนานาชาติ TCT/TTA Joint Seminar 2018 ‘5G & Disruptive Technology Supporting Thailand 4.0: Challenge and Opportunities’ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

เคล็บ (ไม่) ลับของ ZipEvent ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนทั้งสิ้น เมจิกเวิร์ดมีเพียงสองคำสั้นๆ ได้แก่ คุณค่า (Value) และ ระบบนิเวศ (Ecosystem) หลักแนวคิดของ ZipEvent คือขยายขอบเขตมากกว่าแค่การสร้างแอปพลิเคชัน เป็นการสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านอีเวนต์ที่ส่งมอบคุณค่าให้กับคนที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศของการจัดงานอีเวนต์

 

ZipEvent ให้ความสำคัญตั้งแต่ผู้จัดงานอีเวนต์ (Event Organizer) ไม่ว่าจะเป็นการจัดการประชุมธุรกิจ งานสัมมนา หรืองานแสดงสินค้า ทีมงาน ZipEvent จะเข้าไปทำความเข้าใจรูปแบบของงานอย่างถ่องแท้ และสร้างแพลตฟอร์มที่มีความยืดหยุ่นในการปรับให้เข้ากับสถานการณ์ของแต่ละรูปแบบการจัดงาน นอกจากนั้นยังสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้จัด โดยมีระบบจัดการด้านหลังแบบครบวงจร ตั้งแต่การจัดการการลงทะเบียน การจัดเก็บข้อมูลผู้เข้าร่วมงาน การวัดผลความพึงพอใจของผู้ร่วมงานหรือระบบโหวต ผู้จัดงานยังสามารถเข้าดูข้อมูลอัพเดตได้อย่างเรียลไทม์ ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือและเว็บไซต์เจ้าของงานอีเวนต์ (Event Owner) คือผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ของงานอีเวนต์นั้นๆ จะเป็นคนละคนกับผู้จัด (Event Organizer) หรือคนเดียวกันก็ได้ ความต้องการของเจ้าของงานอีเวนต์คืออยากให้คนรู้จักงานและมีจำนวนคนเข้าร่วมงานตามเป้าหมายที่กำหนด ZipEvent จึงเป็นมากกว่าแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มการสื่อสาร (Communication Platform) ระหว่างเจ้าของงานและผู้ร่วมงานเพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นความต้องการเข้าร่วมงานของลูกค้า

 

 

ที่กล่าวมา ทั้งผู้จัดงานและเจ้าของงาน เป็นในมุมของผู้สร้างอีเวนต์ ในขณะเดียวกัน ZipEvent ยังขยายขอบเขตสร้างตนเองเป็นไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม (Lifestyle Platform) ที่เข้าถึงการใช้ชีวิตประจำวันของผู้เข้าร่วมงาน (Event Participant) ที่ต้องการความสะดวกสบาย ตั้งแต่การหาข้อมูลอัพเดตของงานอีเวนท์ต่างๆ ทั่วไทย แล้วสามารถลงทะเบียน ซื้อบัตร พร้อมกับมีช่องทางการจ่ายเงินในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบบัตรเครดิต กระเป๋าเงินดิจิทัล หรือ m-Wallet เป็นต้น จากนั้นผู้ใช้สามารถรับการยืนยันการจ่ายเงินครบจบในที่เดียว ZipEvent ยังมองลึกเข้าไปในระบบนิเวศ และให้ความสนใจกลุ่มผู้ใช้ทั่วไป (General User) หมายถึงกลุ่มคนที่อาจไม่ได้ไปลงทะเบียนร่วมงานอีเวนต์ แต่มีไลฟ์สไตล์ในการท่องอินเทอร์เน็ตเพื่อหาข่าวสาร อัพเดตงานอีเวนต์ต่างๆ ทั่วไป ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มของ ZipEvent ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถท่องเข้าไปดูข้อมูลและเห็นภาพงาน เปรียบเสมือนได้ร่วมงานด้วยตนเอง

 

และแน่นอน ในระบบนิเวศก็รวมถึงตัวของ ZipEvent เองด้วย ซึ่งในปลายปี 2017 ZipEvent ได้ตระหนักถึงการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้ตอบโจทย์ทั้งฝั่งผู้สร้างงานอีเวนต์และผู้บริโภค จึงตัดสินใจสร้างสัญลักษณ์แบรนด์ขึ้นมาใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นมืออาชีพเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แต่ยังคงความเป็นกันเองให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้

 

การมาถึงจุด ‘สร้างผลกำไรอย่างต่อเนื่อง’ ของ ZipEvent ไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศให้ครบทุกมิติ แล้วสร้างคุณค่าเพื่อตอบสนองความต้องการไปยังกลุ่มคนเหล่านั้นในรูปแบบที่แตกต่างกันไป

 

AIS The StartUp มีความเชื่อเดียวกันกับ ZipEvent เราให้ความสำคัญในการสร้างคุณค่าและส่งมอบคุณค่านั้นให้กับทุกๆ ส่วนที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศธุรกิจ เพราะความมุ่งมั่นเหล่านี้ช่วยต่อยอดให้สมาชิกใน AIS The StartUp ได้เติบโต และสร้างผลกำไรได้อย่างแท้จริง หากใครที่เป็นนักพัฒนาธุรกิจที่อยากติดอาวุธสร้างปีก สามารถสมัครเข้าร่วมนำเสนอผลงานได้ที่ AIS The StartUp ผ่านทาง www.ais.co.th/thestartup ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

The post StartUp Scaleup Series EP.2: ZipEvent จากไอเดียพนักงานประจำสู่ธุรกิจทำกำไรแบบต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/startup-scaleup-series-ep-2-zipevent/feed/ 0
Startup Scaleup Series EP.1: StockRadars ธุรกิจ ‘สตาร์ทอัพ’ มาคู่กับคำว่า ‘สเกลอัพ’ https://thestandard.co/startup-scaleup-series-ep-1-stockradars/ https://thestandard.co/startup-scaleup-series-ep-1-stockradars/#respond Wed, 07 Feb 2018 10:22:25 +0000 https://thestandard.co/?p=68315

เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ในสมัยที่คำว่าสตาร์ทอัพเพิ่งเป็นที่ […]

The post Startup Scaleup Series EP.1: StockRadars ธุรกิจ ‘สตาร์ทอัพ’ มาคู่กับคำว่า ‘สเกลอัพ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ในสมัยที่คำว่าสตาร์ทอัพเพิ่งเป็นที่รู้จักในประเทศไทย กระแสสังคมพุ่งไปที่การเรียนรู้เรื่อง Lean Startup และ Design Thinking แต่เมื่อเวลาเปลี่ยน วิวัฒนาการของวงการก็เติบโตขึ้นตามกาลเวลา เหล่าธุรกิจสตาร์ทอัพก็เติบใหญ่ขึ้นเช่นกัน ความตื่นตัวจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การเริ่มต้น ความรู้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เรื่อง Lean และแนวคิดต้องไปได้ไกลกว่าแค่คำว่า Design Thinking แต่ต้องนำพาให้เกิดการขยายขนาดของตลาด นั่นก็คือเข้าสู่ยุค ‘สเกลอัพ’ (Scaleup) หรือยุคของการขยายผล ซึ่งต้องไม่ใช่การขยายแบบเป็นลำดับขั้นธรรมดา แต่ต้องเป็นการขยายแบบก้าวกระโดดในระยะเวลาที่สั้นด้วย จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นแสน

 

การที่บริษัทสตาร์ทอัพจะนำพาตัวเองมาอยู่ในระดับสเกลอัพจนเป็นที่ยอมรับในสังคมก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แทบทุกบริษัทต้องใช้เวลาในการพิสูจน์และวางกลยุทธ์อย่างชาญฉลาด Startup Scaleup Series นำเคล็ดลับและกลยุทธ์ของสตาร์ทอัพชั้นนำทั้ง 10 บริษัทที่ผ่านการดูแลจาก AIS The Start Up ได้แก่ FlowAccount.com, FoodStory, FOURLEAF, MIEX, Priceza, QueQ, Shippop, StockRadars, VTThai, ZipEvent มาตีแผ่เรื่องราวและแนวคิดที่พวกเขาสามารถนำพาตัวเองออกจากกรอบเล็กๆ ไปสู่การเปิดมุมมองใหม่ๆ ของตลาดนอกประเทศไทย ไม่ว่าจะด้วยการร่วมทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ หรือผ่านกระบวนการลุยตลาดด้วยตนเอง

 

 

ในเอพิโสดนี้ขอนำเสนอ StockRadars ซึ่งก่อตั้งโดย คุณแม๊ก-ธีระชาติ ก่อตระกูล StockRadars เป็นธุรกิจประเภท Retail Investment หรือการลงทุนจากผู้เล่นรายย่อย จุดเด่นของ StockRadars คือการวิเคราะห์ข้อมูลหุ้นในตลาดที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย ทำให้บุคคลทั่วไปมีข้อมูลเชิงลึก แต่ง่ายต่อความเข้าใจ เพื่อใช้เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ฟังก์ชันที่ให้ผู้ใช้ซื้อขายหุ้นได้โดยทันที จบในที่เดียว โดยให้บริการในรูปแบบแอปพลิเคชันบนมือถือทั้งบนระบบปฏิบัติการ iOS และ Android


คุณภาพของ StockRadars ได้รับการการันตีด้วยรางวัลมากมายจากทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น การได้รับเลือกเป็น AIS The StartUp The Finalist ในปี 2557 และในปีเดียวกัน StockRadars ก็ไปคว้ารางวัลในระดับอินเตอร์ ได้แก่ Best Financial Software Asia Pacific ICT Award

 


เรามีโอกาสได้ทำงานทำงานอย่างใกล้ชิดกับ StockRadars และพูดคุยแบบเจาะลึกกับคุณแม๊ก รวมถึง คุณฉัตร-ธนฉัตร ตั้งศรีวงศ์ Chief Representative of Bangkok Office ของ CyberAgent Ventures ซึ่งเป็นหนึ่งในนักลงทุนชื่อก้องจากประเทศญี่ปุ่น และมองเห็นโอกาสการสเกลของ StockRadars จึงได้ตัดสินใจร่วมทุนกับ StockRadars ตั้งแต่ปลายปี 2557 ยุทธศาสตร์การสเกลของทั้งสองท่านน่าสนใจ ดูเหมือนนิ่งๆ แต่ลุ่มลึกในแนวคิด เราจึงรวบรวมยุทธศาสตร์การนำพา StockRadars ให้ติดปีกสู่การขยายฐานลูกค้าไว้ใน Startup Scaleup Series EP.1 ดังนี้

 

 

มองหาเหมืองเพชร แม้ว่าตอนนี้จะมีแต่ดินเลนปกคลุม
หาตลาดที่มูลค่าสูง แต่ยังไม่มีใครให้ความสนใจมากนัก มองให้ออกว่าภายใต้พื้นดินซึ่งถูกปกคลุมที่ทุกคนมองผ่านมันคือเหมืองเพชรที่รอให้เราไปขุด ประเทศไทยมีมูลค่าการซื้อขายหุ้นสูงมาก เติบโตต่อเนื่องทุกปี และมีสัดส่วนการลงทุนจากรายย่อยและออนไลน์ที่สูงมากเช่นกัน นั่นคือเหมืองเพชรสำหรับ StockRadars


มองไกลบนบ่ายักษ์
StockRadars เดินเกมด้วย Partner Model หรือการจับมือพันธมิตรที่เป็นเจ้าตลาดของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น AIS, LINE และบริษัทโบรกเกอร์ เพื่อรังสรรค์บริการสู่กลุ่มฐานลูกค้าร่วมในอุตสาหกรรมนั้น การขึ้นนั่งบนบ่ายักษ์ทำให้ StockRadars สามารถสร้างวิสัยทัศน์ที่ไกลกว่าการเดินบนดินคนเดียวและการที่เลือกนั่งบนบ่ายักษ์หลายๆ ตัว เพราะยักษ์แต่ละตัวก็จะหันหน้าในทิศทางที่แตกต่างกัน ทำให้ StockRadars สามารถสร้างมุมมองได้รอบด้าน 360 องศา

 

 

ช่องทางขายของคือประตูวิเศษที่เปิดให้ลูกค้าเข้ามาหาเรา
StockRadars เพิ่มช่องทางการชำระเงินที่มอบความสะดวกสบายให้กับลูกค้าผ่านระบบจ่ายจากใบเรียกเก็บค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อให้เข้าถึงฐานลูกค้าที่ครอบคลุมได้ทั้งประเทศไทย


เทคโนโลยีมีไว้ให้แบ่งปัน
StockRadars ทำงานร่วมกับ LINE ในฐานะพันธมิตรทางเทคโนโลยี (Technology Partner) ในการทำ LINE Financial Official Account ที่ปัจจุบันมีผู้ติดตามในไทยเกือบ 5 ล้านราย นี่เป็นสิ่งการันตีได้อย่างดีว่า StockRadars มีเทคโนโลยีที่สามารถรองรับการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างไม่ต้องเป็นกังวล


ถ้าทุกคนชนะ ผมก็ชนะด้วย
การสร้างหลักชัยให้กับทุกๆ ฝ่ายเป็นหนึ่งในปรัชญาการทำธุรกิจของ StockRadars ในแต่ละก้าวย่าง คุณแม๊กจะต้องสร้างหลักชัยให้ได้อย่างน้อย 3 หลัก ได้แก่ หลักชัยของพันธมิตร หลักชัยของลูกค้า และหลักชัยของตนเอง ในความเป็นมนุษย์ จริงๆ แล้วไม่ได้มีใครอยากแก่งแย่งทำให้ใครแพ้ แต่ทุกคนอยากชนะ หากเราทำให้เขาและเราชนะไปพร้อมๆ กันได้ นั่นคือสิ่งที่วิเศษสุดๆ


กระโดดด้วยสติ
การร่วมเป็นพันธมิตรกับ AIS และ LINE ไม่ได้สร้างโอกาสแค่ในประเทศไทย เพราะทั้งสองบริษัทเหมือนสะพานนำพา StockRadars ไปสู่อีกส่วนหนึ่งของโลก AIS เองมีกลุ่ม Singtel Group ร่วมเป็นพันธมิตร ซึ่งมีฐานลูกค้ารวมกันมากถึง 650 ล้านรายทั่วโลก และ LINE เองก็มีผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลอยู่ทั่วโลกเช่นกัน แต่ทั้งนี้การจะกระโดดข้ามประเทศ StockRadars ทำมันอย่างมีสติ ไม่มองไปไกลเกินจนไม่เห็นฝั่ง ประเทศที่พัฒนาแล้วในแถบเอเชียมักจะมีบริการในลักษณะที่คล้ายกันแบบนี้อยู่แล้ว การเข้าไปเป็นตัวเลือกจึงไม่ใช่สิ่งที่คุณแม๊กให้ความสนใจนัก แต่ทุ่มเทเวลาในการสร้างโอกาสเพื่อขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดทำงานกับโบรกเกอร์ในระดับที่ StockRadars ทำได้


คุย คุ้ย หาความจริง
คุณแม๊กใช้งานแสดงสินค้าเป็นใบเบิกทางเพื่อเข้าถึงตลาดต่างประเทศ เปิดโอกาสให้ตัวเองได้พูดคุยกับคนประเทศนั้นๆ เพื่อหาคำติชมและสังเกตปฏิกิริยาว่าคนในประเทศนั้นเขาตื่นเต้นกับบริการของเราหรือไม่ โดยตอนนี้ StockRadars ได้เริ่มขยายไปยังอินโดนีเซีย และในประเทศถัดไปคือสิงคโปร์


ประเทศเขา คนของเขา
ผลพวงของการขยายตลาดคือการที่ StockRadars ต้องขยายทีม คุณแม๊กจึงตัดสินใจที่จะหาคนในประเทศนั้นๆ ที่เข้าใจสังคม พฤติกรรม และการใช้จ่ายเพื่อดำเนินกิจกรรม ซึ่งสามารถทำได้ใน 2 รูปแบบคือ จ้างมาเป็นพนักงานของ StockRadars เองให้ประจำสาขาในประเทศนั้น หรือมองหาพันธมิตรที่มีทรัพยากรอยู่ในประเทศนั้นอยู่แล้ว ซึ่งคุณแม๊กเองก็เลือกทั้งสองวิธีผสมกัน


สเกลอัพ
ต้องวางแผนอย่างมีกลยุทธ์ รู้ว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน แล้วต่อไปเราจะไปที่ไหน เพราะอะไร แล้วทำไมเราจึงเลือกไม่ไปอีกที่

ในอีก 9 เอพิโสดของ Startup Scaleup Series เราจะนำเสนอเคล็ดลับและยุทธศาสตร์โดย 9 สตาร์ทอัพจาก AIS The StartUp มาตีแผ่ และหากใครเป็นนักพัฒนาธุรกิจที่อยากติดอาวุธสร้างปีกสู่การสเกล สามารถสมัครเข้าร่วมนำเสนอผลงานได้ที่ AIS The StartUp ผ่านทาง www.ais.co.th/thestartup ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

The post Startup Scaleup Series EP.1: StockRadars ธุรกิจ ‘สตาร์ทอัพ’ มาคู่กับคำว่า ‘สเกลอัพ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/startup-scaleup-series-ep-1-stockradars/feed/ 0