St. Vincent – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 18 Jun 2021 00:57:01 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 Return of The Guitar Jedi: กีตาร์จะกลับมาระบาดแล้วนะคะ https://thestandard.co/return-of-the-guitar-jedi/ Mon, 02 Mar 2020 12:37:44 +0000 https://thestandard.co/?p=337240

ในยุคแห่งนานาวัฒนธรรมอันเชี่ยวกราก ทุกสิ่งอย่างหมุนไวไป […]

The post Return of The Guitar Jedi: กีตาร์จะกลับมาระบาดแล้วนะคะ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในยุคแห่งนานาวัฒนธรรมอันเชี่ยวกราก ทุกสิ่งอย่างหมุนไวไปเร็วขึ้นอย่างทวีคูณ อะไรที่ถูกกล่าวอ้างว่ามีการจัดระเบียบมากว่าร้อยปีแล้วตามเวลาจริง เมื่อถูกเข้าสมการที่คูณด้วยอัตราความเร่ง ณ ปัจจุบัน อาจหมายถึงความล้าสมัยไปแล้วกว่าร้อยเท่าตามเวลาแห่งโลกเสมือน ทุกอย่างเก่าไวยิ่งกว่า iPhone แม้แต่มินิฮาร์ตที่เคยเป็นอวัจนภาษาแห่งความน่ารักกุ๊กกิ๊ก ก็ยังสามารถถูกแปรเปลี่ยนความหมายไปได้โดยสิ้นเชิงภายในวันเดียว กลายเป็นเครื่องหมายแห่งความไม่เดียงสาแก่กาลเทศะและวุฒิภาวะทางปัญญาเสียอย่างนั้น…นะจ๊ะ

 

นับประสาอะไรกับวงการดนตรี ที่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมามีข้อสังเกตถึงลมหายใจอันรวยรินของกีตาร์ เครื่องดนตรีที่เคยเป็นที่นิยมและเป็นเสียงที่ขับเคลื่อนดนตรีแทบทุกแนวมากว่าครึ่งทศวรรษ กลับโดนแย่งซีนโดยเครื่องกดๆ จิ้มๆ ที่มากับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ของชาวมิลเลนเนียล (สามารถอ่านได้จากบทความ thestandard.co/guitar-nearly-done/) แต่ไม่ทันไรวัฏจักรแห่งความนิยมก็ได้ฉายแววว่าจะหมุนกลับมาที่กีตาร์อีกแล้ว โดยมีสัญญาณบ่งชี้จากเหตุการณ์ต่างๆ มากมายถึงการปรับตัวอย่างเข้ารูปเข้ารอยขึ้นเรื่อยๆ ในบริบทของดนตรีแห่งยุคปัจจุบัน

 

 โจ เพอร์รี มือกีตาร์แห่ง Aerosmith

 

ล้างไพ่กันก่อนเริ่มเกมใหม่

กีตาร์แบรนด์ดังอันเป็นประวัติศาสตร์โลกอย่าง Gibson ที่มีความมั่นคงเสมอมา ได้เผชิญหน้ากับภาวะขาลงทางธุรกิจอย่างรุนแรงตั้งแต่ช่วงยุค 10 และสุดท้ายต้องตกอยู่ในสถานภาพล้มละลายในที่สุดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2018 โดยเหตุจากการวางแผนยุทธศาสตร์และการบริหารที่ผิดพลาดของ เฮนรี จัสซ์คีวิคซ์ ซีอีโอบริษัทในยุคนั้น แทนที่จะโฟกัสกับการธำรงความเป็นตำนานของเครื่องดนตรีอันคลาสสิกเหนือกาลเวลาอย่าง Gibson Guitar แต่กลับหันไปขยายไลน์สินค้าเพื่อพยายามตั้งตนเป็น ‘Musical Lifestyle Company’ ที่มีทุกอย่างราวกับ Xiaomi แห่งวงการดนตรี ด้วยการกว้านซื้อแบรนด์เครื่องเสียงต่างๆ หลายยี่ห้อมาไว้ในกำมือ เช่น Philips, Tascam, Onkyo, Stanton DJ, Cerwin Vega ซึ่งแม้ว่าทำให้ตัวเลขผลประกอบการทะยานสูงขึ้นราวกับยานอวกาศชาเลนเจอร์ แต่สัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของกำไรกลับทะยานลงแรงยิ่งกว่าเมื่อเทียบกับสมัยที่ทำกีตาร์อย่างเดียว จนทำให้ Gibson พบกับจุดจบเดียวกับยานชาเลนเจอร์ที่กลายเป็นโศกนาฏกรรมกลางอากาศ พร้อมกับหนี้สินพะรุงพะรัง กระทั่งนำบริษัทมาสู่สถานภาพล้มละลายในที่สุด เฮนรี จัสซ์คีวิคซ์ จึงต้องแสดงความรับผิดชอบโดยการออกจากตำแหน่งผู้บริหารด้วยผลงานชิ้นโบดำอันเป็นที่ประจักษ์ โดยไม่จำเป็นต้องหลั่งน้ำตาในที่ธารกำนัลแต่อย่างใด ครั้นจะดื้อแพ่งไม่ออกก็ไม่ได้ เพราะเฮนรีมิได้มีอาวุธสงครามอันใดอยู่ในครอบครอง

 

แต่ตำนานอย่าง Gibson ไม่จบลงง่ายๆ เมื่อสายลมแห่งความหวังได้พัดพาซีอีโอคนใหม่อย่าง เจมส์ เคอร์ลี นักธุรกิจมากประสบการณ์ผู้เคยนั่งแท่นซีอีโอของแบรนด์เสื้อผ้าสุดเก๋าแห่งเผ่าอเมริกันชนอย่าง Levi Strauss & Co. เข้ามารื้อล้างระบอบเดิม และทำการรีแบรนดิ้งใหม่ทั้งหมด โดยตั้งเป้าภารกิจว่าแบรนด์ Gibson คือ ‘เรื่องราว’ (Story) ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานถึง 125 ปี เสียงของกีตาร์แบรนด์นี้มีอยู่ในดนตรีทุกยุคสมัย และเป็นไอคอนคู่กายศิลปินระดับโลกในทุกแนวดนตรี เพราะฉะนั้นเขาจะมุ่งเน้นให้เสียงของกีตาร์ Gibson มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ดนตรีออกมาสู่โลกให้มากที่สุด เคอร์ลีได้แสดงวิสัยทัศน์ว่า “เราต้องการให้กีตาร์ของเราเป็นกีตาร์ที่ถูกเล่นมากที่สุด และมีเสน่ห์เป็นที่หลงรักมากที่สุด ซึ่งเดิมทีด้วย Gibson เป็นแบรนด์ที่มีเสน่ห์และความขลังอยู่แล้ว เท่านี้ก็เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับเราแล้ว”

 

สิ่งที่เราเห็นและรับรู้ได้หลังจากการเปลี่ยนซีอีโอใหม่ของ Gibson คือการพยายามดึงเอากีตาร์รุ่นคลาสสิกที่นักกีตาร์โหยหากลับมาอวตารใหม่ และเพิ่มไลน์กีตาร์แนวโมเดิร์นออกมาเป็นทางเลือกที่มีสีสัน รวมไปถึงการปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ลูกในสังกัดอย่าง Epiphone ที่ทำมาตอบโจทย์ตลาดกีตาร์ราคาย่อมเยาให้มีสีสันและทางเลือกให้น่าหยิบจับมากขึ้น ช่วงปีนี้จึงเป็นช่วงที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในการกอบกู้สถานการณ์ของ Gibson

 

St. Vincent

 

อันมือไกวเปลไซร้แต่ไรมา คือหัตถาคว้ากีตาร์จบสากล

‘จะมีเหล่านารีขี่ม้าขาว สะพายขวานแผดเสียงแห่งความหวัง

ผู้บรรเลงจะเป็นหญิงทรงพลัง สายโน้ตหลั่งเมโลดี้ขยี้ใจ’

 

(หมายเหตุ: ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาเพื่อล้อเลียนหรือลบหลู่ความเชื่อใดๆ ทั้งสิ้น)

 

เมื่อมีค่ายอากู๋ ก็ต้องมีค่ายอาเฮีย เมื่อมีแมคโดนัลด์ ก็ย่อมมีเบอร์เกอร์คิง เช่นเดียวกับเมื่อมี Gibson ก็ต้องมี Fender ที่เป็นอีกแบรนด์กีตาร์ระดับโลกที่มีตำนานยาวนานไม่แพ้กัน แอนดี้ มูนนี ซีอีโอของ Fender ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ในจำนวนกีตาร์ที่ Fender ขายได้ในแต่ละปีในระยะหลังๆ นี้ ปรากฏว่า 45% ของผู้ซื้อเป็นคนที่ซื้อเพื่อไปหัดเล่นใหม่ๆ และครึ่งหนึ่งของคนกลุ่มนี้เป็น ‘ผู้หญิง’ ข้อมูลนี้เป็นที่ตกตะลึงไม่น้อย จนนำไปสู่การวิเคราะห์หาสาเหตุ ซึ่งในที่สุดก็ได้คำตอบคือ ‘เทคโนโลยี’ อีกแล้ว สิ่งนี้เข้ามาเกี่ยวข้องไปเสียทุกเรื่องในโลก เทคโนโลยีที่กล่าวถึงคือ การซื้อสินค้าออนไลน์ที่ทำได้สะดวกขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก สิ่งที่เราไม่เคยนึกถึงหรือเฉลียวใจมาก่อนเลยคือ การเดินเข้าไปในร้านกีตาร์สำหรับผู้หญิงเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดพอสมควรเลยทีเดียว โดยเฉพาะกับมือใหม่หัดเล่น เพราะร้านค้าส่วนใหญ่มีการตกแต่งด้วยบรรยากาศแห่งความร็อกแอนด์โรล และพนักงานในร้านแทบทั้งหมดเป็นชายล้วนมาดร็อก ถ้าไม่ใช่สาวห้าวก็ต้องมีอาการเขินอายกันบ้าง ความรู้สึกคล้ายๆ กับการที่ลูกผู้ชายสักคนต้องเดินเข้าไปเลือกซื้อถุงยางอนามัยในร้านสะดวกซื้อที่มีแคชเชียร์เป็นผู้หญิงในยามดึกสงัดอันหนาวเหน็บ แต่ในปัจจุบันสาวๆ สามารถเลือกซื้อกีตาร์ได้จากทางหน้าเว็บไซต์ มีข้อมูลรีวิวทุกอย่างพร้อมก่อนตัดสินใจ และสินค้าก็มาส่งถึงหน้าบ้านด้วยหีบห่ออันมิดชิดโดยไม่ต้องขวยเขิน

 

และเพื่อกระตุ้นเทรนด์กีตาร์พลังหญิงที่กำลังเดือดอยู่นี้ Fender ได้ประกาศว่าภายในปี 2020 จะมีการทำกีตาร์รุ่นซิกเนเจอร์ของศิลปินหญิงออกมามากขึ้น ซึ่งทางนิตยสาร Guitar World ได้นำเสนอรายชื่อศิลปินหญิงจำนวนหนึ่งที่น่าจะมีโอกาสมีกีตาร์รุ่นซิกเนเจอร์ของตัวเอง เช่น Samantha Fish, Anna Calvi, Cortney Barnette เป็นต้น ในขณะที่ Fender Japan ได้ล่วงหน้าทำกีตาร์รุ่นซิกเนเจอร์ของศิลปินหญิงไปก่อนหน้านี้แล้วอย่างวง Scandal ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2017 และ Silent Siren ในปี 2020 นี้เอง ซึ่งก็มีดีไซน์ที่ติดความเท่แบบเฟมินีนไม่น้อย

 

 

ณ ชั่วโมงนี้ ถึงแม้ว่า เทย์เลอร์ สวิฟต์ จะเลิกใช้กีตาร์เป็นเครื่องดนตรีคู่ใจในการแสดงคอนเสิร์ตไปแล้ว แต่กีตาร์พลังหญิงยังคงคุกรุ่นอยู่ในวงการดนตรีอย่างกลมกล่อม

 

St. Vincent กับกีตาร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสรีระของสตรีเพศ

 

แอนนี คลาร์ก หรือที่เรารู้จักกันในนามศิลปิน St.Vincent ผู้มากับดนตรีแนว Avant-Garde Rock ที่เคยได้ครอบครองรางวัล Grammy Awards มาแล้วถึง 2 ครั้ง เป็นผู้หญิงคนแรกๆ ในยุคนี้ที่มีสไตล์การเล่นกีตาร์ที่โดดเด่นจนได้รับการทาบทามจากบริษัทผู้ผลิตกีตาร์อย่าง Ernie Ball Music Man ให้มาร่วมออกแบบกีตาร์รุ่นซิกเนเจอร์ของตัวเอง และผลที่ได้คือมันกลายเป็นกีตาร์ที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านของการดีไซน์ที่มีส่วนผสมอันกลมกล่อมระหว่างอดีตมาถึงปัจจุบันและมีเส้นโครงที่เชื่อมโยงไปยังอนาคต หลุดจากกรอบความอนุรักษ์นิยมไปแบบพอดีๆ แต่ก็ดูไม่พยายามจะล้ำหน้าไปจนเกินงาม เรียกได้ว่าเส้นสายดูลงตัวสุดๆ

 

St.Vincent กับกีตาร์รุ่นซิกเนเจอร์ของเธอ

ภาพ: commons.wikimedia.org

 

นอกจากแอนนีจะใส่รสนิยมทางภาพลักษณ์ลงไปในดีไซน์แล้ว เธอยังออกแบบให้กีตาร์รุ่นนี้เหมาะกับสรีระของผู้หญิงอีกด้วย สิ่งแรกที่คำนึงถึงคือน้ำหนักที่ค่อนข้างเบา ผู้หญิงตัวเล็กๆ สามารถสะพายได้อย่างทะมัดทะแมง และองศาของตัวกีตาร์มีความเฉียงที่พอดี ไม่ไปกดทับหน้าอกหน้าใจให้อึดอัด ทุกอย่างได้ถูกคิดไว้หมดแล้ว แอนนีกล่าวว่า 

 

“หลายครั้งที่ฉันเล่นคอนเสิร์ตและพบว่าการสะพายกีตาร์มันไปบดบังส่วนที่สวยงามที่สุดส่วนหนึ่งของร่างกายผู้หญิง นั่นก็คือส่วนเอว จนทำให้ฉันต้องตั้งเงื่อนไขในการเลือกเสื้อผ้าที่ใส่ในการแสดงทุกครั้ง โดยชุดจะต้องส่งเสริมให้ดูรูปร่างดีโดยที่ต้องสะพายกีตาร์ไปด้วย แต่สำหรับกีตาร์รุ่นนี้ มันถูกออกแบบให้มีส่วนคอดตรงกลางบอดี้ เพื่อช่วยให้รูปร่างของฉันตรงส่วนเอวดูดีบนเวที ฉันต้องการให้กีตาร์เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ดูสวยงามเวลาสะพายบนเวทีคอนเสิร์ต ไม่ว่าจะสำหรับผู้หญิงหรือเพศใดๆ ก็ตาม” แอนนีให้คำจำกัดความของกีตาร์รุ่นนี้ว่า ‘Gender Inclusively Ergonomic’ (สอดคล้องกับการยศาสตร์ของทุกเพศ)

 

หลังจากกีตาร์รุ่นนี้ได้ออกขายอย่างเป็นทางการ ก็มีผู้พบเห็นมันถูกสะพายอยู่บนเวทีคอนเสิร์ตของ Foo Fighters โดยป๋าเดฟ โกรห์ล และศิลปินสุดเซอร์อย่าง Beck เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเป็นศิลปินชายทั้งคู่

 

 

 

 

กลุ่มเด็กสาวที่ซื้อกีตาร์ไปหัดเล่นกันในวันนั้น เริ่มมีผลงานมาให้เห็นกันในวันนี้แล้วนะคะ

อีเวทท์ ยัง เด็กสาวดาวรุ่งอีกคนที่เพิ่งได้มีกีตาร์รุ่นซิกเนเจอร์ของตัวเองกับกีตาร์แบรนด์ Ibanez ด้วยสไตล์การเล่นกีตาร์ที่ไม่เหมือนกีตาร์ของเธอ เนื่องจากเธอมีพื้นฐานจากการเล่นเปียโนสายคลาสสิกในวัยเด็ก เธอจึงนำมาประยุกต์การวางโน้ตแบบใหม่ ประสานกับเทคนิคการกดๆ จิ้มๆ แบบนักเปียโน แต่เป็นการกดๆ จิ้มๆ บนคอกีตาร์ ทำให้เธอมีชื่อเสียงได้รับการยอมรับในเวลาอันรวดเร็ว เธอเริ่มฝึกกีตาร์จากการที่ในวัยเด็กเธอเคยป่วยจนต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นปีๆ กิจกรรมของคนป่วยในช่วงเวลานั้นเลยเป็นการหัดเล่นกีตาร์แก้เบื่อเสียเลย เพราะเธอคงไม่สามารถขอให้ใครยกเปียโนไปให้เธอเล่นในห้องพักที่โรงพยาบาลได้ เหตุการณ์นี้ถือเป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสอย่างยิ่ง เพราะมันทำให้เธอได้รับสกิลที่ไม่เหมือนใครมาต่อยอด และพาวงแนว Math-Rock อย่างวง Covet ของเธอขึ้นมาปักหมุดบนแผนที่วงรุ่นใหม่อนาคตไกลได้ในที่สุด

 

 

นอกจากนี้ยังมีการกำเนิดใหม่ของวงหญิงล้วน และวงที่มีผู้หญิงเป็นมือกีตาร์ที่น่าจับตามองมากมายตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ผ่านมา ยิ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่ากีตาร์กำลังกลับมาแล้วด้วยพลังแห่ง Girl Power ที่ไม่ต้องสร้างแคมเปญป่าวประกาศที่แฝงไปด้วยการประชาสัมพันธ์ตนเองแบบที่มีวงเกิร์ลกรุ๊ปเคยทำมาก่อนในยุค 90 เมื่อถึงยุคนี้ที่ผลงานแสดงออกได้ดีกว่าคำพูด ถ้าไม่เชื่อลองเอาชื่อศิลปินเหล่านี้ไปค้นหาดูใน YouTube หรือสื่อสตรีมมิงเพลงต่างๆ ดูสิ คุณอาจจะได้ศิลปินในดวงใจเพิ่มขึ้นมาอีกจำนวนหนึ่งเลยก็ได้ ลองพิมพ์ว่า Wolf Alice, Daughter, Warpaint, Screaming Females, Japanese Breakfast, The Regrettes, Sunflower Bean, Alvvays แล้วลองเสพดูว่ามีวงไหนถูกหูถูกใจบ้างไหม

 

 

 

 

 

 

วัฏจักรของโลกใบนี้ได้เปลี่ยนไปไวเกินกว่าที่ใครจะคาดเดาได้ งานเทรดโชว์อุปกรณ์ดนตรีระดับโลกอย่าง Namm Show ที่จัดขึ้นทุกปีที่เมืองอนาไฮม์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ในปีนี้ที่เพิ่งจบไปเมื่อกลางเดือนมกราคม 2020 แสดงให้เห็นว่าไฮไลต์ของงานคือการเปิดตัวกีตาร์รุ่นใหม่ๆ จากแบรนด์ดังๆ มาชนกันมากมาย เรียกว่าคึกคักที่สุดในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว โดยที่ปีก่อนๆ ไฮไลต์ของงานมักจะเป็นพวกเครื่องดนตรีสังเคราะห์ และซอฟต์แวร์ทำเพลง

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเทรนด์ของการเล่นและการฟังดนตรีจะเปลี่ยนไปไวเท่าไร และไม่รู้ว่าการกลับมาของกีตาร์ครั้งนี้จะดำรงอยู่ได้นานเท่าไร แต่สิ่งที่ยังคงอยู่เสมอก็คือ ‘ดนตรี’ การถ่ายทอดตัวโน้ตอาจใช้เครื่องมือที่ต่างกันไปตามวาระ แต่ตัวโน้ตเหล่านั้นไม่เคยหยุดถ่ายทอด ในเมื่อชาวโลกยังคงเสพดนตรีเป็นอาหารทางจิตใจ โดยเฉพาะในภาวะปัจจุบันที่โลกเราต้องเผชิญกับความตึงเครียดเหนื่อยล้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นจากพิษเศรษฐกิจ โรคระบาด และเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกระคนปนเป สำหรับบางคนแล้วการใช้ชีวิตบั้นปลายหลังเกษียณในการแต่งเพลงไว้ฟังเอง หรือให้หมาแมวที่บ้านฟังสัก 10 อัลบั้ม โดยไม่ต้องใช้สื่อประชาสัมพันธ์ของหลวง อาจจะเป็นทางเลือกที่จรรโลงใจแก่บุคคลนั้นเอง และยังสามารถช่วยยุติความเดือดร้อนในระดับมหภาค อันนำมาซึ่งสันติสุขแก่มวลชนในที่สุดก็เป็นได้ เห็นไหมล่ะว่าดนตรีมีประโยชน์ขนาดไหน…นะจ๊ะ

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า  

อ้างอิง:

 

รูปภาพจาก 

The post Return of The Guitar Jedi: กีตาร์จะกลับมาระบาดแล้วนะคะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Annie Clark (St. Vincent) ศิลปินไร้เพศ และฮีโร่ของเหล่าเฟมินิสต์ https://thestandard.co/doubletab-annie-clark-st-vincent/ https://thestandard.co/doubletab-annie-clark-st-vincent/#respond Tue, 19 Sep 2017 04:17:19 +0000 https://thestandard.co/?p=28178

       แม้จะยังอยู่ในธีมเดือนแห่งผู […]

The post Annie Clark (St. Vincent) ศิลปินไร้เพศ และฮีโร่ของเหล่าเฟมินิสต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

     แม้จะยังอยู่ในธีมเดือนแห่งผู้หญิง แต่การหยิบยกชื่อศิลปินสาวสุดเท่หน้าหวานคนนี้เข้ามาก็อาจจะไม่ถูกสักทีเดียว เพราะ แอนนี คลาร์ก (Annie Clark) หรือ ‘St. Vincent’ เรียกตัวเองว่าเป็น ‘Genderfluid’ หรือแปลได้ประมาณว่า เธอสามารถเปลี่ยนเพศไปได้เรื่อยๆ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นชายหรือหญิง แค่นี้ก็ถือว่าเปรี้ยวสุดๆ แล้ว นอกจากนี้ ถ้ามองเรื่องผลงานเพลง เธอเองก็เคยได้รับรางวัล Grammy มาแล้วด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งสาวที่มีเรื่องราวชวนให้รู้จัก แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไม คาร่า เดเลวีน (Cara Delevingne) ถึงเคยตกหลุมรักเธอมาแล้ว

 

 

Who is She?

     แอนนี คลาร์ก เป็นศิลปินชาวอเมริกันที่ร้องเอง เล่นเอง แต่งเพลงเอง เธอมีประสบการณ์ในวงการดนตรีมาอย่างโชกโชน เริ่มจากการเดินสายทัวร์กับคุณลุงของเธอผู้เป็นศิลปินแจ๊ซ ทัค แอนเดรส (Tuck Andress) ตั้งแต่อายุ 15 และเมื่อโตขึ้น เธอก็ตัดสินใจเดินตามรอยลุงในอุตสาหกรรมดนตรี เข้าเรียนที่โรงเรียน Berklee College of Music แต่ด้วยความซ่า เธอก็ดรอปการเรียนออกมาออกทัวร์คอนเสิร์ตกับวงดนตรี The Polyphonic Spree และศิลปินอินดี้ ซัฟจาน สตีเฟน (Sufjan Stevens)

     แน่นอนว่าประสบการณ์ของเธอย่อมส่งผลดี ในปี 2006 เธอตั้งวงของตัวเองในสไตล์ดนตรีที่ผสมทั้ง Soft Rock และ Electro Pop พร้อมคาแรกเตอร์ความเก๋ที่ไม่มีใครเหมือน ทำให้สเตจเนม ‘St. Vincent’ กลายเป็นที่รู้จักทันที

     ‘Marry Me’ เป็นอัลบั้มเดบิวต์ของเธอในปี 2007 และตามมาอีกหลายอัลบั้ม รวมทั้งอัลบั้ม ‘St. Vincent’ ในปี 2014 ที่ได้รับตำแหน่งอัลบั้มแห่งปีจาก The Guardian, Entertainment Weekly, NME และ Slant Magazine แถมยังได้รางวัล Grammy สาขาอัลบั้มอัลเทอร์เนทีฟยอดเยี่ยม ซึ่งแอนนีถือว่าเป็นศิลปินหญิงเดี่ยวคนแรกในรอบ 20 ปีที่ได้รางวัล Grammy ในสาขานี้ด้วย

 

 

New York isn’t New York Without You, Love

     แต่บางคนก็อาจจะรู้จักแอนนีในมุมอื่นที่ไม่ใช่ในฐานะของศิลปิน เพราะเธอเป็นแฟนเก่าของนางแบบสาวที่เท่ไม่แพ้กันอย่าง คาร่า เดเลวีน (Cara Delevingne) ซึ่งทั้งคู่คบกันอย่างเปิดเผยได้ประมาณปีกว่าๆ ก่อนที่จะเลิกกันในช่วงที่คาร่าเดินสายโปรโมตภาพยนตร์ Suicide Squad มีแหล่งข่าวอ้างว่าทั้งคู่ยังมีความรู้สึกที่ดีต่อกันอยู่ แต่เพราะความสัมพันธ์ระยะไกลที่ทำให้ต้องเลิกกัน

     อัลบั้มล่าสุดของแอนนียังใช้เพลงโปรโมตที่ชื่อว่า ‘New York’ ที่แฟนเพลงของเธอต่างซุบซิบกันว่าเธอแต่งให้คาร่าชัดๆ ไม่เชื่อลองไปฟังเพลงนี้ดู มีท่อนที่ร้องว่า you’re the only motherfucker in this city who can handle me.’

     แต่จะบอกว่าแอนนีเป็นเลสเบี้ยนก็ไม่ได้ เพราะเธอเคยให้สัมภาษณ์กับ The Rolling Stone ว่าเธอเป็น Gender และ Sexual fluidity ที่ไม่สามารถกำหนดเพศที่ชัดเจนให้กับตัวเอง เธอเชื่อว่าคนเราสามารถตกหลุมรักกับใครในเพศไหนก็ได้ แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ยังเชิดชูความเป็นผู้หญิงสาย Independent และมักออกมาแสดงความเห็นแนวเฟมินิสต์ว่า เพศหญิงควรได้รับความเท่าเทียมกับเพศชายไม่ว่าจะในวงการใดก็ตาม

 

 

Photo: shorefire.com

 

What’s She Doing Now?

     ถือว่าเป็นช่วงงานชุกของนางเลยทีเดียว เพราะแอนนีออกมาทำโปรเจกต์นั่นนี่เต็มไปหมด เริ่มตั้งแต่ประกาศเวิลด์ทัวร์ ปี 2017 และอัลบั้มใหม่ล่าสุด ‘Masseduction’ ที่จะปล่อยในวันที่ 13 ตุลาคม 2017 เธอให้สัมภาษณ์ว่าก่อนที่จะออกมาเป็นอัลบั้มนี้ เธอเคยอยู่ในจุดพีกของการทำงาน งานหนัก และทัวร์คอนเสิร์ตจนเครียด ทำให้ตัวเองประสบปัญหาโรคซึมเศร้าจนต้องกินยารักษา เธอจึงใช้การก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของตัวเองเป็นแรงบันดาลใจผ่านอัลบั้มล่าสุด

     ย้อนไปเมื่อต้นปี แอนนียังร่วมในโปรเจกต์ภาพยนตร์สยองขวัญกำกับโดยผู้กำกับหญิงล้วน ในชื่อ XX ซึ่งถือเป็นผลงานการกำกับภาพยนตร์ครั้งแรกของเธอด้วย นอกจากนี้ เธอยังออกแบบกีตาร์ของตัวเองขายในปี 2016 ด้วยการช่วยเหลือของบริษัททำเครื่องดนตรี Ernie Ball Music Man เธอดีไซน์กีตาร์ ‘สำหรับผู้หญิง’ ที่เธออ้างว่าออกแบบรูปทรงมาให้มีพื้นที่เผื่อหน้าอกของผู้หญิงโดยเฉพาะ

 

 

 

Why We Love Her

     ถ้าคุณอยากลองฟังเพลงของเธอ เราแนะนำให้เปิดมิวสิกวิดีโอควบคู่ไปด้วย เพราะเสน่ห์ของเธอ (นอกจากเสียงโหยหวนที่เป็นเอกลักษณ์) เธอยังมีลุกที่เปรี้ยว เท่ และติสท์ตลอดเวลา ตั้งแต่อัลบั้มแรกจนถึงอัลบั้มล่าสุด เธอยังเปลี่ยนลุคไปเรื่อย แต่ก็เอาอยู่ทุกสไตล์ นอกจากนี้เธอยังเฟมินิสต์เอามากๆ จนได้รับฉายา ‘Indie Feminist Hero’ เลยทีเดียว เธอท้าทาย stereotype ที่มีอยู่ในสังคม โดยให้สัมภาษณ์ว่าการที่ร่างกายของเธอเป็นหญิง ไม่ได้แปลว่าเธอจะต้องไม่มีสมองหรือเล่นดนตรีไม่ได้

     เธอเพิ่งโพสต์วิดีโอเชิงตลกเสียดสีลงในอินสตาแกรมส่วนตัวที่เน้นย้ำความเป็นเฟมินิสต์และโปรโมตอัลบั้มใหม่ไปในตัว อีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เราหลงรักเธอคือ เธอต่อต้านความสมบูรณ์แบบ! อะไรสวยเกิน เป๊ะเกิน ดูเหมือนจะไม่ใช่ทางของเธอสักเท่าไร อย่างแฟชั่นเซตสุดเนี้ยบของเธอก็ต้องแฝงความประหลาดเอาไว้อยู่ เธอเคยกล่าวว่า “Ugliness is confrontational in a way that is really kind of satisfying” ลองไปดูมิวสิกวิดีโอเพลง ‘Cheerleader’ (2011) ก็จะเห็นถึงความหมายที่แฝงอยู่ในเพลงนี่แหละ

 

 

 

Get Her Look

  1. กีตาร์ Ernie Ball Music Man ดีไซน์โดยแอนนี คลาร์ก Rosewood Signature Guitar Black
  2. เดรสวินเทจสีแดง จาก Versace
  3. เสื้อโค้ต Oversized จาก Jacquemus
  4. รองเท้าบู๊ตแพลตฟอร์มสีชมพู จาก Miu Miu
  5. เสื้อยืดสกรีนลาย จาก Otherwild
  6. กระโปรงหนังสีดำ จาก Saint Laurent
  7. ชุดบอดี้สูทลายเสือดาว จาก WearAll
  8. แว่นกันแดดรุ่น One Astronaut จาก Karen Walker
  9. แหวนเพชร จาก Tiffany & Co.
  10. เสื้อแขนกุดลายสี จาก Céline
  11. กระเป๋าหนัง จาก Chanel
  12. รองเท้าหนัง จาก Toga

 

The post Annie Clark (St. Vincent) ศิลปินไร้เพศ และฮีโร่ของเหล่าเฟมินิสต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/doubletab-annie-clark-st-vincent/feed/ 0
แอล แฟนนิง และ St. Vincent หนึ่งในตัวแทนผู้หญิงยุคใหม่จากแคมเปญล่าสุดของ ‘Tiffany & Co.’ https://thestandard.co/culture-fashion-elle-fanning-and-st-vincent-from-recent-campaigns-tiffany-and-co/ https://thestandard.co/culture-fashion-elle-fanning-and-st-vincent-from-recent-campaigns-tiffany-and-co/#respond Mon, 31 Jul 2017 09:02:42 +0000 https://thestandard.co/?p=17422

     ใครที่ทราบข่าวการเปิดตัวแคมเปญใหม่ข […]

The post แอล แฟนนิง และ St. Vincent หนึ่งในตัวแทนผู้หญิงยุคใหม่จากแคมเปญล่าสุดของ ‘Tiffany & Co.’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ใครที่ทราบข่าวการเปิดตัวแคมเปญใหม่ของแบรนด์เครื่องประดับในตำนาน สัญชาติอเมริกันอย่าง Tiffany & Co. คงจะแปลกใจกับภาพลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ที่ถูกปรับให้ดูเท่ขึ้นและเด็กลง ภายใต้คำโปรย ‘There’s Only One’ ในขณะที่แบรนด์ยังคงรักษาแถบสีฟ้าที่เป็นเอกลักษณ์เอาไว้ในโฆษณาอยู่

 

 

     ในคอลเล็กชัน Fall/Winter 2017 ทางแบรนด์ Tiffany & Co. รวบรวม 6 เซเลบริตี้จากหลากหลายวงการ ทั้งดารา นักร้อง นักแสดง ที่ล้วนแล้วแต่มีบุคลิกมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน อีกทั้งยังมีฐานแฟนคลับที่หนาแน่น อย่าง แอนนี่ คลาร์ก หรือที่เรารู้จักกันดีในฐานะศิลปินเดี่ยวสุดเท่ St. Vincent อดีตแฟนสาวของคาร่า เดเลวีน (Cara Delevingne) รวมไปถึงอีกหนึ่งสาวสุดฮอต ตัวแทนกลุ่มมิลเลนเนียลส์ อย่าง แอล แฟนนิง (Elle Fanning) ที่โผล่มาอยู่ในแคมเปญนี้ด้วยรอยยิ้มที่สดใสกินใจ

     นอกจากนี้ยังมี โซอี้ คราวิตซ์ (Zoë Kravitz) นักร้องนักแสดงชื่อดัง, จาเนลล์ โมเน (Janelle Monáe) นักร้อง นักแต่งเพลง นักแสดง, คาเมรอน รัสเซลล์ (Cameron Russell) นางแบบชื่อดัง และตัวแทนฝั่งชายอย่างนักบัลเลต์หนุ่ม เดวิด ฮอลล์เบิร์ก (David Hallberg) เห็นได้ชัดว่าบุคคลที่ Tiffany & Co. เลือกมาล้วนแตกต่าง แต่ทุกคนกลับมีเอกลักษณ์ ฉลาด มีพลัง และกล้าที่จะแสดงความเป็นตัวเอง ซึ่งก็ตรงกับประโยค ‘There’s Only One’ ที่ทางแบรนด์ต้องการจะสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าที่เด็กลง และอยู่ในเจเนอเรชันใหม่ที่ให้ความสำคัญกับตัวตนที่แตกต่าง ไม่เหมือนใคร

 

 

     ไอเนซ (Inez Van Lamsweerde) และ วินูดห์ (Vinoodh Matadin) ช่างภาพแฟชั่นคู่หูชาวดัตช์ถ่ายภาพพอร์เทรตที่จับสีหน้า และการแสดงออกอย่างชัดเจน โดยยังคงเอกลักษณ์ของแต่ละคนเอาไว้ อย่าง แอล แฟนนิง ที่กำลังยิ้มร่าตามสไตล์ของเด็กสาวได้ลุคสดใส จริงใจ ในขณะที่ คาเมรอน รัสเซลล์ นางแบบชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงจากการไปพูดบนเวที TED Talks ว่า ‘ภาพลักษณ์ หน้าตา ความสวยงาม ไม่ใช่ทุกอย่าง’ ในภาพเราจึงเห็นเธอหลบสายตา และปิดบังใบหน้าเป็นส่วนมาก แต่ก็ยังได้ภาพที่ดูทรงพลัง และดึงดูดความสนใจได้ดี

     ในทุกๆ รูปเราจะเห็นเครื่องประดับ Tiffany & Co. ทั้งสร้อย แหวน เข็มกลัด ที่ถูกสไตลิ่งให้เขากับบุคลิกของแต่ละคน ซึ่งส่งเสริมทั้งสองฝ่าย คือผู้สวมใส่ และตัวสินค้า ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่มีหลากหลายรสนิยม

 

 

     นี่ถือเป็นแคมเปญภายใต้การทำงานด้านครีเอทีฟของ รีด คราคอฟฟ์ ที่เพิ่งเข้ามาดูแลแบรนด์ Tiffany & Co. เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ภายหลังที่แบรนด์พยายามจะปรับเปลี่ยนลุคให้ดูเด็กลง และต้อนรับลูกค้ารุ่นใหม่มากขึ้น อย่างที่เห็นชัดๆ ช่วงปลายเดือนมกราคมที่แบรนด์เชิญ เลดี้ กาก้า (Lady Gaga) มาเป็นพรีเซนเตอร์คนใหม่ ด้วยลุคแบบเรียบหรู แต่ความเป็นเลดี้ กาก้า กลับสร้างความน่าตื่นเต้นให้แบรนด์ไม่น้อย เมื่อเทียบกับ ออเดรย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) ที่ถือเป็นภาพติดตาของแบรนด์ตั้งแต่ยุค 60s

     การรีแบรนด์ด้วยกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่พร้อมด้วยรสนิยมและตัวตนที่ชัดเจนครั้งนี้ถือเป็นความพยายามที่ได้ผลดีเลยทีเดียว

The post แอล แฟนนิง และ St. Vincent หนึ่งในตัวแทนผู้หญิงยุคใหม่จากแคมเปญล่าสุดของ ‘Tiffany & Co.’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/culture-fashion-elle-fanning-and-st-vincent-from-recent-campaigns-tiffany-and-co/feed/ 0