Sri Lanka Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/sri-lanka/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 15 Sep 2026 01:22:36 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ไทย-ศรีลังกา ลงนาม MOU นำเข้าแรงงานถูกกฎหมาย ทดลองล็อตแรก 1 หมื่นคน ต้นปี 69 ป้อนภาคก่อสร้าง-เกษตร https://thestandard.co/thailand-sri-lanka-labor-mou-2/ Tue, 15 Sep 2026 01:20:23 +0000 https://thestandard.co/thailand-sri-lanka-labor-mou-2/ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ วิจิตา เหรัต รัฐมนตรีศรีลังกา ร่วมลงนาม MOU ความร่วมมือด้านแรงงาน

วานนี้ (14 กันยายน) จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการก […]

The post ไทย-ศรีลังกา ลงนาม MOU นำเข้าแรงงานถูกกฎหมาย ทดลองล็อตแรก 1 หมื่นคน ต้นปี 69 ป้อนภาคก่อสร้าง-เกษตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ วิจิตา เหรัต รัฐมนตรีศรีลังกา ร่วมลงนาม MOU ความร่วมมือด้านแรงงาน

วานนี้ (14 กันยายน) จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ วิจิตา เหรัต (H.E. Vijitha Herath) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ การจ้างงานต่างประเทศ และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MOU) และบันทึกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ด้านการจ้างแรงงานชาวศรีลังกาในประเทศไทย เพื่อวางกรอบการจัดส่งและรับแรงงานระหว่างสองประเทศให้เป็นระบบ ถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส และคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างเหมาะสม

 

จุลพันธ์กล่าวว่า การลงนาม MOU ทั้งสองประเทศครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการเพิ่มช่องทางจัดหาแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจ โดยประเทศไทยจะเปิดให้แรงงานศรีลังกาเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายจำนวนไม่เกิน 10,000 คน เพื่อสนับสนุนกำลังแรงงานในภาคการก่อสร้าง ภาคเกษตรกรรม และสาขาอื่นที่มีความต้องการตามนโยบายและกฎหมายของประเทศไทย

 

ทั้งนี้ การนำเข้าแรงงานจะดำเนินการตามความต้องการจ้างงานจริงและผ่านขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่การนำแรงงานทั้งหมดเข้ามาในคราวเดียว ภายใต้ MOU และ Agreement ทั้งสองประเทศจะร่วมกันกำกับดูแลกระบวนการสรรหา จัดส่ง และจ้างงานตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางให้สามารถตรวจสอบและติดตามได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรม การหลอกลวงแรงงาน การจัดหางานโดยมิชอบ และการค้ามนุษย์ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นายจ้างและแรงงาน

 

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังครอบคลุมการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านตลาดแรงงาน กฎหมายและนโยบายแรงงาน การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งการลงนามครั้งนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-ศรีลังกาในมิติด้านแรงงาน ต่อยอดจากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และพระพุทธศาสนา สู่ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

 

จุลพันธ์กล่าวอีกว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับกระบวนการสรรหาแรงงานอย่างมีจริยธรรม และการคุ้มครองแรงงานทุกคนอย่างเท่าเทียมตามกฎหมาย ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเติมเต็มกำลังแรงงานในสาขาที่จำเป็น เพิ่มทางเลือกให้ผู้ประกอบการ และสร้างหลักประกันว่าแรงงานศรีลังกาจะได้รับการจ้างงานที่เป็นธรรม ปลอดภัย และได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเหมาะสม

 

ทั้งนี้ ภายหลังการลงนาม MOU จุลพันธ์กล่าวว่า ในขั้นตอนทางกฎหมาย คือผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนกระบวนการถัดไป ทางกรมการจัดหางาน จะเดินทางไปยังประเทศศรีลังกา เพื่อสรุปรายละเอียด ขั้นตอน วิธีการปฏิบัติงาน และเข้าตรวจสอบการฝึกฝีมือแรงงานก่อนเดินทาง เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานมีทักษะตรงตามความต้องการของนายจ้างไทย โดยตั้งเป้านำเข้าแรงงานล็อตแรก ซึ่งเป็นการทดสอบโครงการนำร่องจำนวนประมาณ 10,000 คน ในช่วงต้นปีไม่เกินเดือนมกราคมที่จะถึงนี้

 

สำหรับแรงงานกลุ่มแรก คาดว่าจะเน้นการจัดสรรเข้าสู่ภาค อุตสาหกรรมก่อสร้าง และ ภาคการเกษตร เนื่องจากเป็น 2 กลุ่มที่ยังประสบปัญหาขาดแคลน ตามกลไกตลาดและการจับคู่ทักษะ ซึ่งภาคเอกชนผู้ประกอบการจะเป็นผู้ประสานงานโดยตรง และภาครัฐจะไม่เข้าไปชี้ระบุตัวบุคคลหรือพื้นที่ทำงาน

 

ส่วนสาเหตุที่เลือกนำเข้าแรงงานจากประเทศศรีลังกาเป็นประเทศแรก จุลพันธ์กล่าวอีกว่า เนื่องจากการพิจารณาเจรจากับประเทศเป้าหมาย 3-4 ประเทศ (เช่น ศรีลังกา และเนปาล) ดำเนินการควบคู่กันไป แต่นโยบายของศรีลังกาบรรลุข้อตกลงได้เรียบร้อยเป็นประเทศแรก นอกจากนี้ ศรีลังกายังมีศาสนาและวัฒนธรรม มีพื้นฐานนับถือศาสนาพุทธเหมือนกัน และวัฒนธรรมประเพณีใกล้เคียงกับไทย รวมถึงไม่มีประเด็นปัญหาที่น่าห่วงกังวล มีทักษะและภาษาค่อนข้างสูง ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร

 

เงื่อนไขในข้อตกลง MOU ดังกล่าว มีอายุสัญญา 5 ปี และสามารถต่ออายุอัตโนมัติได้อีก 5 ปี ส่วนสัญญาการจ้างงานจะมีรูปแบบ 2+2 ปี (จ้างงาน 2 ปีแรก และสามารถต่อสัญญาได้อีก 2 ปี) หากแรงงานกลุ่มแรกเข้ามาตอบโจทย์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ก็พร้อมที่จะขยายการนำเข้าเพิ่มเติมในอนาคต

 

สำหรับ อัตราค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ จุลพันธ์ยืนยันว่า แรงงานศรีลังกาจะได้รับค่าตอบแทนในมาตรฐานเดียวกับแรงงานไทย และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกันอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ทั้งนี้ ประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการเจรจา MOU กับประเทศใกล้เคียงอีก 2-3 ประเทศ เช่น เนปาล ซึ่งคาดว่าจะสรุปรายละเอียดจำนวนแรงงานในระยะถัดไป

The post ไทย-ศรีลังกา ลงนาม MOU นำเข้าแรงงานถูกกฎหมาย ทดลองล็อตแรก 1 หมื่นคน ต้นปี 69 ป้อนภาคก่อสร้าง-เกษตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.แรงงานจับมือเอกชนเปิดตัว One Platform ยกระดับทักษะ จ่อนำเข้าแรงงานศรีลังกาล็อตแรกหมื่นคน เชื่อไม่กระทบแรงงานไทย https://thestandard.co/labour-ministry-one-platform-sri-lanka-workers/ Thu, 10 Sep 2026 06:33:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1253200 จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ One Platform for Skill Development

วันนี้ (10 กันยายน) จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการก […]

The post ก.แรงงานจับมือเอกชนเปิดตัว One Platform ยกระดับทักษะ จ่อนำเข้าแรงงานศรีลังกาล็อตแรกหมื่นคน เชื่อไม่กระทบแรงงานไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ One Platform for Skill Development

วันนี้ (10 กันยายน) จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานพิธีเปิดโครงการความร่วมมือการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานผ่านระบบ One Platform for Skill Development และพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่กำลังแรงงานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงานกับเครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยมีผู้บริหารกระทรวงแรงงานและผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมในพิธี

ดูภาพข่าว 

จุลพันธ์กล่าวว่า ปัจจุบันโลกของการทำงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ และรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนไป ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ ทำให้การพัฒนากำลังแรงงานไม่สามารถจำกัดอยู่เฉพาะการฝึกอบรมในรูปแบบเดิม

 

รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาแรงงานให้มีความรู้ความสามารถด้านดิจิทัล สามารถเรียนรู้ได้สะดวก รวดเร็ว ทั่วถึง และลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ จึงมอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมกับเครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงาน ดำเนินโครงการ One Platform for Skill Development ซึ่งจะกลายเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลออนไลน์ที่ทำให้แรงงาน ประชาชน และสถานประกอบกิจการเข้าถึงบริการพัฒนาทักษะฝีมือของกรมฯ ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน และสนับสนุนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

 

จุลพันธ์กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้มีเอกชนเข้ามาร่วมในแพลตฟอร์มแล้วกว่า 30 ราย และวันนี้มาเพิ่มอีก 11 ราย ต้องขอขอบคุณภาคเอกชนที่ให้ความร่วมมือ เพราะเราเห็นจุดโหว่ เพราะรัฐที่เป็นหน่วยงานขาดความยืดหยุ่น บางครั้งไม่สามารถปรับหลักสูตรเพื่อรองรับธุรกิจที่ปรับเปลี่ยนได้อย่างทันท่วงที การทำความร่วมมือกับภาคเอกชน ให้นำหลักสูตรมาขึ้นทะเบียนกับตัวแอปพลิเคชัน เพื่อให้แรงงานและบริษัทเอกชนเข้ามาฝึกฝนทักษะและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไป

 

สำหรับภาคเอกชนที่เข้ามาร่วมในแพลตฟอร์มนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น เรื่องภาษี และการลดหย่อนเงินสมทบกองทุน ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับเอกชนที่จะเข้ามาร่วม และจะทำให้มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเพราะเป็นหลักสูตรที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานรับรอง นอกจากนี้ ยังเป็นการขยายฐานการพัฒนาฝีมือแรงงานให้กว้างขึ้น

 

จุลพันธ์กล่าวว่า ในวันที่ 14 กันยายน กระทรวงแรงงานจะร่วมลงนามใน MOU กับศรีลังกา ตามมติ ครม. ที่เห็นชอบลงนาม MOU หลังจากนั้นกระบวนการจะเดินหน้าได้ทันที โดยศรีลังกาเตรียมคัดสรรแรงงานให้ประเทศไทย คาดว่าดำเนินการตามขั้นตอนไม่เกิน 1-2 เดือน แรงงานล็อตแรกจะเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ เบื้องต้นกำหนดนำร่องที่ 10,000 คน เพื่อดูทักษะว่าเหมาะกับอุตสาหกรรมใด และทดแทนแรงงานต่างชาติที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา โดยวางเป้าไว้ในกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง

 

จุลพันธ์กล่าวเพิ่มเติมถึงประโยชน์ในระยะยาวว่า ประเทศไทยยังคงต้องการแรงงานจากต่างประเทศ แต่ต้องระมัดระวัง ทั้งเรื่องความมั่นคง ความปลอดภัย และการประพฤติปฏิบัติ ซึ่งแรงงานจากประเทศศรีลังกาจากประวัติที่ไปทำงานหลายประเทศทั่วโลกไม่ได้รับข่าวสารในเชิงลบ คาดว่าจะเเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้และไม่ก่อให้เกิดปัญหากับประเทศไทย

 

ทั้งนี้ แรงงานที่เข้ามาจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบติดตามกำกับจากกรมการจัดหางานและกระทรวงมหาดไทยอย่างเข้มข้นและเข้มงวด เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ยืนยันว่า ไม่กระทบกับแรงงานไทย เพราะงานบางประเภทหาแรงงานไทยมาทำค่อนข้างยาก และแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทดแทนก็มีความจำเป็น

 

 

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ One Platform for Skill Development 1จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ One Platform for Skill Development 2จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ One Platform for Skill Development 3

The post ก.แรงงานจับมือเอกชนเปิดตัว One Platform ยกระดับทักษะ จ่อนำเข้าแรงงานศรีลังกาล็อตแรกหมื่นคน เชื่อไม่กระทบแรงงานไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ไฟเขียว MOU ไทย-ศรีลังกา นำเข้าแรงงาน 1 หมื่นคน อุดช่องโหว่ขาดแคลนแรงงาน พร้อมยกระดับคุ้มครองสิทธิ https://thestandard.co/thailand-sri-lanka-labor-mou/ Tue, 08 Sep 2026 07:02:32 +0000 https://thestandard.co/thailand-sri-lanka-labor-mou/ ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวการอนุมัติ MOU แรงงานไทย-ศรีลังกา

วันนี้ (8 กันยายน) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร […]

The post ครม. ไฟเขียว MOU ไทย-ศรีลังกา นำเข้าแรงงาน 1 หมื่นคน อุดช่องโหว่ขาดแคลนแรงงาน พร้อมยกระดับคุ้มครองสิทธิ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวการอนุมัติ MOU แรงงานไทย-ศรีลังกา

วันนี้ (8 กันยายน) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลศรีลังกา พร้อมรับรองบันทึกข้อตกลงด้านการจ้างแรงงาน เพื่อเปิดทางนำเข้าแรงงานชาวศรีลังกาจำนวน 10,000 คน มุ่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม พร้อมวางระบบการจ้างงานที่โปร่งใส ถูกกฎหมาย และครอบคลุมการคุ้มครองสิทธิแรงงานตามมาตรฐานสากล

 

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นผลจากการหารือและประสานงานอย่างต่อเนื่องหลายปี เพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องของภาคเอกชนและนายจ้างที่เผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานในบางภาคส่วน รัฐบาลจึงเร่งเพิ่มช่องทางการจัดหาแรงงานต่างชาติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยกำหนดเป้าหมายเบื้องต้นในการรับแรงงานจากศรีลังกาจำนวน 10,000 คน เพื่อช่วยเติมเต็มกำลังแรงงานในส่วนที่ขาดแคลน

 

สำหรับสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ครอบคลุมตั้งแต่การแลกเปลี่ยนข้อมูลตลาดแรงงาน กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการพัฒนาทักษะฝีมือและเพิ่มผลิตภาพแรงงาน นอกจากนี้ยังเน้นย้ำความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อป้องกันการสรรหาแรงงานผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ ขณะที่บันทึกข้อตกลงด้านการจ้างงานได้กำหนดขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การสรรหา การระบุคุณสมบัติ และเงื่อนไขค่าตอบแทน โดยแรงงานจะต้องลงนามในสัญญาจ้างโดยตรงกับนายจ้างก่อนเดินทางเข้าประเทศไทย

 

ในด้านการคุ้มครองสิทธิ รัฐบาลยืนยันว่าแรงงานศรีลังกาจะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกับแรงงานท้องถิ่น ภายใต้หลักการไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมรับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแรงงานไทย รวมถึงสิทธิในการเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายหากเกิดข้อพิพาท ทั้งนี้ แรงงานจะต้องผ่านการตรวจสุขภาพ มีหลักฐานประกันสุขภาพ และได้รับใบอนุญาตทำงานอย่างถูกต้อง โดยสามารถทำงานได้เฉพาะกับนายจ้างและในอาชีพที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น สัญญาจ้างงานมีระยะเวลา 2 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 2 ปี ซึ่งเมื่อสิ้นสุดสัญญานายจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการส่งแรงงานกลับประเทศต้นทางทั้งหมด

 

การเดินหน้าความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อการเพิ่มจำนวนแรงงานเข้าสู่ระบบเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานการจ้างงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อให้แรงงานได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย มีสัญญาจ้างที่ชัดเจน และเป็นการลดความเสี่ยงจากขบวนการค้ามนุษย์และการสรรหาแรงงานผิดกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม

The post ครม. ไฟเขียว MOU ไทย-ศรีลังกา นำเข้าแรงงาน 1 หมื่นคน อุดช่องโหว่ขาดแคลนแรงงาน พร้อมยกระดับคุ้มครองสิทธิ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกมไล่จับที่ไม่จบ แก๊งสแกมใช้ AI ลดต้นทุน พร้อมย้ายฐานหนีการกวาดล้างจากกัมพูชาสู่ศรีลังกาและติมอร์-เลสเต https://thestandard.co/scam-ai-relocate-srilanka-timor/ Mon, 24 Aug 2026 04:01:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1245626 ภาพเงาแฮกเกอร์นิรนามกับรหัสดิจิทัล

สหรัฐอเมริกาเตรียมประกาศใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิ […]

The post เกมไล่จับที่ไม่จบ แก๊งสแกมใช้ AI ลดต้นทุน พร้อมย้ายฐานหนีการกวาดล้างจากกัมพูชาสู่ศรีลังกาและติมอร์-เลสเต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเงาแฮกเกอร์นิรนามกับรหัสดิจิทัล

สหรัฐอเมริกาเตรียมประกาศใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านครั้งใหญ่ในวันนี้ โดยมีเป้าหมายตัดช่องทางการเงิน การค้า และรายได้ของอิหร่าน รวมถึงกดดันประเทศและบริษัทที่ยังทำธุรกิจกับเตหะราน

 

 
 

ขณะที่อิหร่านออกมาตอบโต้ว่า หากสหรัฐฯ เดินหน้าทำสงครามทางเศรษฐกิจ เตหะรานจะสกัดการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ความขัดแย้งครั้งนี้อาจขยายความเสี่ยงสู่ความมั่นคงพลังงานและเศรษฐกิจโลกโดยตรง

 

‘D-Day ทางเศรษฐกิจ’ คืออะไร

 

เมื่อคืนนี้ (23 สิงหาคม) สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุผ่านบทความใน Financial Times ว่า สหรัฐฯ จะประกาศใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ พร้อมเรียกมาตรการครั้งนี้ว่า เป็นปฏิบัติการโจมตีทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่สหรัฐฯ เคยใช้กับฝ่ายตรงข้าม

 

เบสเซนต์กล่าวโจมตีอิหร่านว่า ตลอด 47 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเตหะรานทำให้เศรษฐกิจของประเทศตกอยู่ในภาวะย่ำแย่จากการทุจริต และกดขี่ประชาชนภายในประเทศ ขณะที่ในต่างประเทศ ยังดำเนินนโยบายสนับสนุนเครือข่ายกลุ่มตัวแทนกลุ่มก่อการร้าย

 

แต่เบสเซนต์ระบุว่า ภายใต้รัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ยุคสมัยแห่งความหวาดกลัวอิหร่านได้สิ้นสุดลงแล้ว เพราะผู้นำสหรัฐฯ พร้อมใช้อำนาจและมาตรการทุกประเภทที่หลายคนเคยคิดว่าจะไม่กล้าใช้

 

“โลกควรเข้าใจว่า เป้าหมายของเราคือการตัดเส้นเลือดทางเศรษฐกิจทุกเส้นที่ยังหล่อเลี้ยงรัฐบาลเผด็จการนี้ จนกว่าเตหะรานจะต้องยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว”

 

รัฐมนตรีการคลังสหรัฐฯ ยังอ้างแนวคิด ‘การเดิมพันของปาสกาล’ (Pascal’s Wager) ของแบลส ปาสกาล นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส เพื่อเปรียบเทียบกับการตัดสินใจของประเทศที่ยังทำธุรกิจกับอิหร่าน

 

เบสเซนต์ระบุว่า ประเทศเหล่านี้กำลังเดิมพันว่า การยอมอ่อนข้อให้เตหะรานจะปลอดภัยกว่าการเผชิญหน้า แต่ควรคำนึงด้วยว่า การเลือกช่วยอิหร่านอาจนำมาซึ่งต้นทุนจากสหรัฐฯ ที่สูงกว่า ขณะที่ยังย้อนกลับไปถึงบริบทปี 1943 ที่ฝ่ายสัมพันธมิตรและสหรัฐฯ กำลังวางแผนยกพลขึ้นบกนอร์มังดี

 

ขณะเดียวกัน เบสเซนต์ยังส่งคำเตือนไปถึงประเทศที่ช่วยให้อิหร่านรักษาความเชื่อมโยงเหล่านี้ โดยระบุว่า ประเทศใดที่ยังทำหน้าที่เป็น ‘เส้นเลือดทางการเงิน’ ให้รัฐบาลอิหร่าน ก็ควรเตรียมถูกโดดเดี่ยวไปพร้อมกับเตหะราน

 

เบื้องต้น ยังไม่มีการเปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวมีรายละเอียดอย่างไร แต่จากบทความของเบสเซนต์ เป้าหมายหลักของสหรัฐฯ คือการตัดช่องทางทางเศรษฐกิจที่ยังช่วยให้อิหร่านมีรายได้และเข้าถึงระบบการเงินระหว่างประเทศ

 

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยประกาศบน Truth Social ว่า ประเทศใดก็ตามที่ช่วยเหลืออิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นผ่านสถาบันการเงิน ธุรกิจ หรือสนามบิน จะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล พร้อมย้ำว่า เตหะรานล้มเหลวในการคว้าโอกาสทำข้อตกลง และจะถูกคว่ำบาตรในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

ขณะที่เบสเซนต์ เคยให้สัมภาษณ์ CNBC ว่า สงครามทางเศรษฐกิจรอบใหม่นี้ จะพุ่งเป้าไปถึงประเทศอื่นๆ หรือบริษัทที่ทำธุรกิจกับอิหร่านโดยตรง เช่น ประเทศที่ซื้อหรือขนส่งน้ำมันของอิหร่าน ไปจนถึงใช้ระบบธนาคารหรือถ่ายโอนเชื้อเพลิงทางทะเลให้

 

อนึ่ง เบสเซนต์มีกำหนดแถลงข่าวในวันที่ 24 สิงหาคม เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือวันที่ 25 สิงหาคม เวลา 01.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

 

อิหร่านขู่ตอบโต้ด้วยน้ำมัน

 

อย่างไรก็ตาม อิหร่านส่งสัญญาณว่า หากสหรัฐฯ ทำสงครามทางเศรษฐกิจ เตหะรานก็พร้อมตอบโต้ในจุดที่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้มากที่สุด นั่นคือการสกัดการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย

 

โมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านระบุว่า หากสงครามทางเศรษฐกิจดำเนินต่อไป น้ำมันแม้แต่หยดเดียวก็จะไม่ถูกส่งออก ไม่ว่าจะผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือจากที่ใดก็ตามในอ่าวเปอร์เซีย พร้อมยังเตือนว่า ประเทศที่เข้าร่วมหรือสนับสนุนสงครามทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ถือเป็นการ ‘กระทำสงคราม’

 

จีนอาจเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกกดดันมากที่สุด

 

ขณะเดียวกัน สื่อต่างประเทศระบุว่า จีนถูกจับตาในมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ และได้รับน้ำมันนำเข้าราวครึ่งหนึ่งจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

 

ก่อนหน้านี้ เบสเซนต์เคยเรียกร้องให้จีนร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการกดดันอิหร่าน แต่สถานทูตจีนในกรุงวอชิงตันตอบว่า มาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหา และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้วิธีการทางการทูต

 

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ก็อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว โดยล่าสุด ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่งปรับตัวลงหนักที่สุดในรอบ 3 สัปดาห์ หลังดัชนี Dow Jones ร่วงมากกว่า 700 จุดในวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ขณะที่หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ เพิ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก โดยที่ราคาพลังงานและค่าครองชีพเพิ่มขึ้นจากผลของสงคราม

 

ปัจจุบัน กาตาร์ ปากีสถาน และตุรกียังคงพยายามผลักดันการเจรจา โดยผู้บัญชาการกองทัพปากีสถานมีกำหนดเยือนกรุงเตหะรานในวันนี้ ท่ามกลางความพยายามป้องกันไม่ให้การเผชิญหน้ารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

 

ภาพ: Thaier Al-Sudani / Reuters

 

อ้างอิง:

อาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์กำลังแพร่ระบาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นตัวเร่ง จนกลายเป็นเกมไล่จับระหว่างเจ้าหน้าที่กับแก๊งมิจฉาชีพ ซึ่งยิ่งถูกกวาดล้างหนักก็ยิ่งย้ายฐานไปโผล่ที่ใหม่

 

เดลฟีน ชานซ์ ผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) อธิบายว่า เทคโนโลยี AI ถูกนำมาใช้เจาะจงเป้าหมายเป็นรายบุคคล และสื่อสารกับเหยื่อเป็นภาษาของเหยื่อเอง ซึ่งช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของศูนย์หลอกลวงลงอย่างมาก

 

ความเสียหายที่เกิดขึ้นสะท้อนผ่านตัวเลขจากทั้งสองฝั่งของแปซิฟิก โดยข้อมูลของสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ระบุว่าความเสียหายรายปีจากการหลอกลวงออนไลน์ 3 ประเภท ซึ่งรวมถึงการหลอกให้ลงทุน เพิ่มขึ้นราว 4 เท่าในช่วงปี 2021 ถึง 2025 มาอยู่ที่ 10,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.37 แสนล้านบาท)

 

ส่วนญี่ปุ่นนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่าความเสียหายรวมจากการหลอกลงทุนผ่านโซเชียลมีเดีย, การหลอกลวงในเชิงความสัมพันธ์ และคดีอย่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พุ่งขึ้นราว 60% ในปีเดียว มาอยู่ที่ 325,700 ล้านเยน (ประมาณ 6.84 หมื่นล้านบาท)

 

AI ที่ลดต้นทุนให้แก๊งสแกม จนแยกของจริงกับของปลอมแทบไม่ออก

 

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปคือ AI ได้ลดกำแพงในการเข้าสู่ธุรกิจหลอกลวงข้ามชาติลงอย่างมาก โดยชานซ์ระบุว่าเทคโนโลยีใหม่กำลังเอื้อให้เกิดอาชญากรรมและถูกผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาวิธีการใหม่ๆ

 

ตัวอย่างที่เห็นภาพคือการวิดีโอคอล ซึ่ง AI สามารถสร้างฉากหลังให้ดูเหมือนอยู่ในธนาคารหรือสถานีตำรวจ พร้อมสร้างตัวบุคคลขึ้นมาจากข้อมูลภาพและเสียงของคนจริง

 

ชานซ์ยอมรับว่าในสภาพเช่นนี้ การแยกแยะว่าสิ่งที่เห็นเป็นของปลอมหรือของจริงนั้นทำได้ยากมาก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เหยื่อจำนวนมากหลงเชื่อ

 

แรงกดดันจากสหรัฐฯ กับการกวาดล้างครั้งใหญ่ในกัมพูชา

 

สำหรับความเคลื่อนไหวของรัฐบาลสหรัฐฯ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์เมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งรวมถึงการขู่คว่ำบาตรประเทศที่ปล่อยให้กิจกรรมลักษณะนี้ดำเนินต่อไป

 

ต่อมาในเดือนพฤษภาคม กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ นำการกวาดล้างโดยร่วมมือกับบริษัทอย่าง Meta และ Google จนสามารถตัดวงจรอาชญากรรมในบัญชีโซเชียลมีเดียและอีเมลได้มากกว่า 1.4 ล้านบัญชี

 

ผลของแรงกดดันดังกล่าวปรากฏชัดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นฐานหลักของขบวนการเหล่านี้ โดยทางการกัมพูชาส่งตัวชาวต่างชาติที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงกลับประเทศไปแล้ว 16,000 คน เฉพาะช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายน

 

นอกจากนี้ ปฏิบัติการ 5 วันในเดือนมิถุนายนยังมีการเข้าตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัยว่าเป็นศูนย์หลอกลวง 101 แห่งทั่วกรุงพนมเปญ โดยพุ่งเป้าไปที่ชาวต่างชาติเกือบ 2,000 คน ซึ่งที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่งมีการควบคุมตัวชาวจีน 23 คนและชาวมาเลเซีย 1 คน พร้อมยึดสมาร์ทโฟนได้เกือบ 700 เครื่อง

 

นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ระบุเมื่อเดือนมิถุนายนว่าการกวาดล้างขบวนการหลอกลวงเป็นการต่อสู้เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของกัมพูชากลับคืนมา เนื่องจากปัญหานี้กระทบถึงธุรกิจท่องเที่ยวที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย

 

ทั้งนี้ เป็นที่เชื่อกันว่าความเร่งรีบของรัฐบาลกัมพูชาในการจัดการปัญหาได้รับแรงผลักดันจากสหรัฐฯ หลังกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เพิ่มชื่อ ก๊ก อาน วุฒิสมาชิกกัมพูชาซึ่งใกล้ชิดกับ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาผู้ทรงอิทธิพล เข้าไปในบัญชีคว่ำบาตรเมื่อเดือนมิถุนายน

 

ขณะที่เมียนมาก็ส่งตัวชาวจีนที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงกลับประเทศราว 7,600 คน ตามคำร้องขอของรัฐบาลจีน

 

ยิ่งกวาดล้าง ยิ่งกระจายไปประเทศใหม่

 

อย่างไรก็ตาม การกวาดล้างครั้งใหญ่กลับผลักให้มิจฉาชีพกระจายตัวไปยังสถานที่ที่สังเกตเห็นได้ยากขึ้น ทั้งคอนโดมิเนียมและห้องพักในโรงแรม รวมถึงย้ายไปประเทศอื่นอย่างศรีลังกาและอินโดนีเซีย

 

ตัวเลขที่สะท้อนการย้ายฐานคือศรีลังกาควบคุมตัวชาวต่างชาติที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงมากกว่า 1,000 คนในครึ่งแรกของปีนี้ ซึ่งมากกว่าทั้งปี 2024 รวมกัน

 

กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนก็ยอมรับเมื่อเดือนเมษายนว่ามีขบวนการหลอกลวงข้ามชาติบางส่วนย้ายฐานจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยังศรีลังกา โดยจีนกำลังแบ่งปันข้อมูลผู้ต้องสงสัย และทางการโคลัมโบก็ให้ความร่วมมือในการส่งตัวกลับประเทศ

 

ในฝั่งการป้องกัน กระทรวงดังกล่าวระบุว่าเมื่อปีก่อนสามารถสกัดสายโทรศัพท์ได้ราว 3,600 ล้านสาย และข้อความสั้นอีกราว 3,300 ล้านข้อความ

 

อีกจุดหมายใหม่ที่น่าจับตาคือติมอร์-เลสเต โดยเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ทางการได้จับกุมชาวญี่ปุ่น 1 คนและชาวจีน 1 คนในกรุงดิลี จากข้อสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการหลอกลวง ซึ่งทั้งคู่ถูกกล่าวหาว่าใช้โรงแรมเป็นฐานปฏิบัติการ และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านบริการสื่อสารดาวเทียม Starlink

 

ก่อนหน้านั้นในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม การกวาดล้างอย่างเข้มข้นในติมอร์-เลสเตนำไปสู่การจับกุมชาวต่างชาติ 350 คน จากประเทศต่างๆ ทั้งจีน, อินโดนีเซีย และกัมพูชา

 

สิ่งที่ทำให้การแก้ปัญหายากขึ้นไปอีกคือขบวนการเหล่านี้จะโอนเงินที่ได้มาออกไปต่างประเทศทันที ทำให้การติดตามและเรียกคืนทรัพย์สินทำได้ยาก

 

โยชิมาสะ โมริงุจิ นักวิจัยหลักจากสถาบันวิจัยแห่งญี่ปุ่น เสนอว่าสิ่งจำเป็นคือการเพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมายกับขบวนการหลอกลวง ควบคู่กับการสร้างเกราะป้องกันการหลอกลวงข้ามพรมแดนให้แข็งแรงขึ้น

 

เขาระบุว่าแนวทางดังกล่าวต้องอาศัยทั้งความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการนำ AI มาใช้ตรวจจับการฉ้อโกงไปพร้อมกัน

 

ภาพ : New Africa / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

 

The post เกมไล่จับที่ไม่จบ แก๊งสแกมใช้ AI ลดต้นทุน พร้อมย้ายฐานหนีการกวาดล้างจากกัมพูชาสู่ศรีลังกาและติมอร์-เลสเต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยักษ์ใหญ่ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นดันแรงงานต่างชาติเฉียด 1.1 แสนคน ชงรัฐเปิดช่องวีซ่าทักษะเฉพาะทางดันขึ้นชั้นผู้จัดการ https://thestandard.co/japan-convenience-store-foreign-worker-visa/ Mon, 27 Jul 2026 09:13:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1235626 ร้านสะดวกซื้อ Lawson ในญี่ปุ่น พร้อมข้อความเกี่ยวกับแรงงานต่างชาติ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แรงงานต่างชาติกลายเป็นกำลังสำคั […]

The post ยักษ์ใหญ่ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นดันแรงงานต่างชาติเฉียด 1.1 แสนคน ชงรัฐเปิดช่องวีซ่าทักษะเฉพาะทางดันขึ้นชั้นผู้จัดการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้านสะดวกซื้อ Lawson ในญี่ปุ่น พร้อมข้อความเกี่ยวกับแรงงานต่างชาติ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แรงงานต่างชาติกลายเป็นกำลังสำคัญของเครือร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นรายใหญ่หลายแบรนด์ เริ่มตั้งแต่ 7‑Eleven, Lawson และ FamilyMart โดยในปี 2025 พนักงานพาร์ตไทม์รวมกันของเครือเหล่านี้มีประมาณ 8 แสนคน ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 1.1 แสนคนเป็นแรงงานต่างชาติ

 

ผู้บริหารฝ่ายสรรหาและหัวหน้าฝึกอบรม กล่าวว่า นอกจากจำนวนแรงงานต่างชาติจะเพิ่มขึ้นแล้ว คุณภาพการทำงานก็สูงกว่าที่คาด หลายคนสามารถสื่อสารกับลูกค้าญี่ปุ่นได้สุภาพและรวดเร็ว และสามารถรักษามาตรฐานการบริการของร้านได้ดี

 

แต่อีกด้านหนึ่งงานในร้านสะดวกซื้อมีความหลากหลายและท้าทายมาก พนักงานต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และต้องคอยรับมือเหตุฉุกเฉิน และคอยตอบโต้ลูกค้าที่ไม่พอใจ โดยเฉพาะกะดึกที่มักมีพนักงานคนเดียวในร้าน ทำหน้าที่รับชำระเงิน, เตรียมอาหารสำเร็จรูป, จัดการพัสดุ, ทำความสะอาดและดูแลความเรียบร้อยของร้าน พนักงานจึงต้องฝึกทั้งทักษะปฏิบัติและทำความเข้าใจวิธีการทำงานในแบบญี่ปุ่น

 

เพื่อช่วยลดช่องว่างด้านภาษาและความแตกต่างทางวัฒนธรรม บริษัทใหญ่ๆ จึงนำเทคโนโลยีและสื่อการสอนหลายภาษาเข้ามาใช้ ยกตัวอย่างเด่นๆ คือ Lawson ตั้งแต่มีนาคมที่ผ่านมาได้เปิดระบบฝึกอบรมแบบ VR ซึ่งจำลองสถานการณ์การทำงานกว่า 300 กรณีและรองรับได้ถึง 13 ภาษา ระบบนี้ช่วยให้พนักงานฝึกตอบเหตุการณ์จริงในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ทำให้ลดความเสี่ยงจากการฝึกในร้านจริง และเร่งให้พนักงานคุ้นเคยกับมาตรฐานการบริการ

 

Lawson รายงานว่าพนักงานพาร์ตไทม์ที่มีประมาณ 1.8 แสนคน โดยแรงงานต่างชาติมากกว่า 3.1 หมื่นคน ราว 17% มาจากประเทศในเอเชียใต้ เช่น เนปาล บังกลาเทศ และ ศรีลังกา อีกส่วนหนึ่งเป็นนักเรียนต่างชาติที่ทำงานไม่เกิน 28 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

 

และเพื่อส่งเสริมทักษะให้พนักงาน Lawson จึงพัฒนาแอปภายในที่มีพจนานุกรม 9 ภาษา และคู่มือย่อสำหรับการอบรมพื้นฐานที่ใช้เวลาเรียนราว 15 ชั่วโมง คู่มือนี้ใช้แนวคิด ‘yasashii nihongo’ หรือภาษาญี่ปุ่นแบบง่าย เพื่อช่วยให้การสื่อสารในเหตุฉุกเฉินและการบริการสาธารณะชัดเจนขึ้น

 

ขณะที่ FamilyMart ก็มีการมอบรางวัลเป็นแรงจูงใจให้แรงงานต่างชาติเพิ่มทักษะด้านภาษาและการบริการ เพราะนอกจากภาษาแล้ว วัฒนธรรมการบริการและมารยาทก็สำคัญ เช่น วิธีต้อนรับลูกค้า, การเตรียมอาหาร, หรือลักษณะการใช้ภาชนะและอุปกรณ์ มักเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องฝึกฝนและอธิบายอย่างระมัดระวัง ดังนั้นการสอนเชิงปฏิบัติและการใช้ตัวอย่างจริงจึงสำคัญมาก

 

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังขอให้รัฐพิจารณารวมแรงงานร้านสะดวกซื้อไว้ในหมวด ‘Special Skilled Workers’ เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานเหล่านี้ทำงานระยะยาวและสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการร้านได้ หากสอบข้อกำหนดและได้รับวีซ่าในหมวดนี้ จะช่วยสร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนและลดการขาดแคลนแรงงานระยะยาว

 

ฝ่ายประชาสัมพันธ์มองว่า แรงงานต่างชาติจำนวนมากถือว่างานร้านสะดวกซื้อเป็นประตูสู่การทำงานครั้งแรกในญี่ปุ่น หากมีการปรับนโยบายด้านวีซ่าและพัฒนาระบบฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง แรงงานกลุ่มนี้มีศักยภาพจะกลายเป็นกำลังสำคัญที่เปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานของร้านสะดวกซื้อในระยะยาว

 

ภาพ: VTT Studio/ Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ยักษ์ใหญ่ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นดันแรงงานต่างชาติเฉียด 1.1 แสนคน ชงรัฐเปิดช่องวีซ่าทักษะเฉพาะทางดันขึ้นชั้นผู้จัดการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชำแหละ ‘แลนด์บริดจ์’ เมกะโปรเจกต์ล้านล้านที่ ‘กลับหัวกลับหาง’ เมื่อไทยอาจได้ไม่คุ้มเสีย https://thestandard.co/landbridge-project-thailand-economic-impact/ Fri, 08 May 2026 09:28:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1205161 ภาพนักวิชาการเสวนาประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์

โครงการแลนด์บริดจ์มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท กำลังกลายเป็ […]

The post ชำแหละ ‘แลนด์บริดจ์’ เมกะโปรเจกต์ล้านล้านที่ ‘กลับหัวกลับหาง’ เมื่อไทยอาจได้ไม่คุ้มเสีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักวิชาการเสวนาประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์

โครงการแลนด์บริดจ์มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท กำลังกลายเป็นเมกะโปรเจกต์ที่สังคมไทยตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดในห้วงเวลานี้ แม้ภาครัฐจะพยายามผลักดันนโยบายนี้ด้วยความมุ่งหวังว่า จะสร้างเส้นทางเชื่อมต่อสองมหาสมุทรและประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะตามมา

 

 
 

แต่คำถามตัวโตที่ยังคงค้างคาใจประชาชนคือ โครงการนี้คือทางออกของประเทศจริงๆ หรือเป็นเพียงการวางยุทธศาสตร์แบบ ‘กลับหัวกลับหาง’ ที่อาจได้ไม่คุ้มเสีย ซ้ำยังกระทบกับสิ่งแวดล้อมและภูมิรัฐศาสตร์โลกในห้วงสงครามและความขัดแย้ง

 

เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการพูดคุยบนฐานของข้อเท็จจริง สถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเวทีเสวนาวิชาการครั้งสำคัญในหัวข้อ ‘วิพากษ์แลนด์บริดจ์: มิติโลจิสติกส์ ยุทธศาสตร์ และสิทธิชุมชน’ โดยรวบรวมนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้ามาชำแหละปัญหาและเสนอทางออก

 

THE STANDARD สรุปเนื้อหาเสวนาครั้งนี้และพาทุกคนไปเจาะลึกความคิดเห็นนักวิชาการทั้ง 4 ท่าน ได้แก่ ศ.กิตติคุณ ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม, ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์, รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ และ ดร.วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิชุมชนกับการพัฒนา ขณะที่ผู้ดำเนินรายการ คือ รศ.ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะ รองผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาฯ

 

ภาพนักวิชาการเสวนาประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ 1

 

ทำไมแลนด์บริดจ์ทดแทนช่องแคบมะละกาไม่ได้

 

รศ.ดร.สมพงษ์เปิดประเด็นว่า แลนด์บริดจ์ของไทยไม่สามารถทดแทนช่องแคบมะละกาได้ในทางความเป็นจริง เพราะพฤติกรรมของเรือแต่ละประเภท เช่น เรือน้ำมัน, เรือเทกองแห้ง และเรือคอนเทนเนอร์ ก็มีเส้นทางและรูปแบบการขนส่งข้ามฝั่งที่ต่างกัน ขณะที่เรือสินค้าขนาดใหญ่ก็มีเส้นทางช่องแคบสำรองอื่นอยู่แล้ว เช่น ช่องแคบซุนดาและลอมบอก

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD เพิ่มเติมว่า สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซียไม่มีทางจะปิดช่องแคบมะละกา เพราะจะสร้างผลกระทบให้กับเศรษกิจโดยตรง หากมีการปิดช่องแคบดังกล่าว นั่นหมายถึงสงครามใหญ่ที่ ‘มหาอำนาจ’ เป็นตัวการสั่งปิด และหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ การที่มหาอำนาจจะมาสั่งปิดหรือบีบโครงการแลนด์บริดจ์ทำได้ง่ายกว่าการไปสั่งปิดช่องแคบทางทะเลเสียอีก

 

“กรณีของฮอร์มุซ ซึ่งประเทศที่อยู่บริเวณนั้นเป็นฝ่ายปิด แต่จริงๆ แล้วฮอร์มุซไม่ใช่ช่องแคบเสียทีเดียว ลักษณะของมันเป็นปากอ่าวมากกว่า อิหร่านเป็นฝ่ายต้องสั่งปิด

 

“กรณีที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแบบตรงๆ ซึ่งเป็นคนละเรื่องและเอามาเปรียบเทียบกับช่องแคบมะละกาไม่ได้เลย” อาจารย์ย้ำกับ THE STANDARD

 

นอกจากนี้ รศ.ดร.สมพงษ์ย้ำในการเสวนาว่า ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ไม่ใช่ตัวตัดสินความสำเร็จของท่าเรือ โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษาระหว่างสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งมีท่าเรือติดกันในเชิงภูมิศาสตร์ที่แทบจะมองเห็นกันได้ แต่เมื่อพิจารณาจากปริมาณตู้สินค้าที่เข้ามาใช้บริการ ปรากฏว่า ท่าเรือสิงคโปร์มีตู้สินค้าสูงถึง 30 ล้านตู้ ขณะที่มาเลเซียมีเพียงแค่ 14 ล้านตู้เท่านั้น

 

ขณะที่เมื่อนำข้อมูลจากรายงานผลศึกษาความเป็นไปได้ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มาประกอบก็จะพบว่า โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสินค้าไทยตั้งแต่แรก โดยในรายละเอียด มีการกล่าวถึงทางหลวงพิเศษ รถไฟทางคู่ 2 สาย และท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง ขณะที่ ‘ท่อส่งน้ำมัน’ มีไว้เพื่อใช้ในกิจการท่าเรือเท่านั้น

 

ส่วนแผนอื่นๆ เช่น นิคมอุตสาหกรรมหรือศูนย์กลางน้ำมัน ไม่มีการกล่าวถึงในรายงาน แต่ตั้งเป้าสร้างแลนด์บริดจ์ให้เป็น ‘ท่าเรือถ่ายลำ’ โดยสัดส่วนถึง 78% คือสินค้าถ่ายลำ (Transshipment Port) จากต่างประเทศ ขณะที่สินค้าไทยแท้ (Gateway Port) มีเพียง 18% และจำนวนที่เหลือเป็นสินค้าจีนอีก 4%

 

เมื่อประเมินข้อมูลทั้งหมด อาจารย์มองว่า การลงทุนนี้จึงมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะความคุ้มทุน ‘ผูกติด’ อยู่กับการรอให้เรือต่างชาติมาแวะจอดเพื่อเปลี่ยนถ่ายสินค้า ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมได้

 

รศ.ดร.สมพงษ์ยังทิ้งท้ายว่า หากจะเปลี่ยนรูปแบบโครงการไปรองรับอุตสาหกรรมอื่น เช่น ศูนย์กลางน้ำมัน รัฐบาลจำเป็นต้อง ‘ยกเครื่อง’ ศึกษาใหม่ทั้งหมดตั้งแต่แรก เพราะยังไม่มีการรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเฉพาะด้าน (EIA)

 

ถอดรหัสแลนด์บริดจ์ เลิกฝันแทนที่ ‘มะละกา’ ไทยไร้ยุทธศาสตร์ จีนมีทางเลือกอื่น

 

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติมองว่า คนไทยจำนวนรู้เรื่องโครงการแลนด์บริดจ์และพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอย่าง MOU 44 น้อยมาก โดยแบ่งประเด็นการนำเสนอ 3 หัวข้อย่อย ได้แก่ มิติด้านสมุททานุภาพ, ข้อสังเกตทางยุทธศาสตร์ และข้อสังเกตทางวิชาการ (Antithesis)

 

1.สมุททานุภาพ (Sea Power) – อาจารย์มองว่า อำนาจทางทะเลยังคงมีความสำคัญในศตวรรษที่ 21 สะท้อนจากสถานการณ์ปัจจุบันอย่างสงครามอิหร่าน โดยทะเลเปรียบเสมือน ‘Superhighway’ ของโลกและเส้นชีวิตของรัฐ ขณะที่จุดคอขวดคือยุทธศาสตร์ทางทะเลในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถทดแทนได้ รวมถึงกระทบกับเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของมนุษย์

 

2. ข้อพิจารณาทางยุทธศาสตร์ – อาจารย์ตั้งคำถามว่า แลนด์บริดจ์ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์อะไรของไทย ซึ่งปัจจุบันยังไร้ความชัดเจน ทำให้โครงการนี้กลายเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองเท่านั้น พร้อมกับตั้งคำถามว่า วิสัยทัศน์ทางทะเลของผู้นำคืออะไร โดยต้องมองทะเลในฐานะสิ่งที่เชื่อมโลกทั้งใบเข้าด้วยกัน ซึ่งต้องไปไกลกว่าเรื่องการสู้รบไปสู่การมองมิติอำนาจโน้มนำ (Soft Power) ด้านการต่างประเทศ

 

อาจารย์มองว่า ปัญหาใหญ่ในขณะนี้ คือ การสื่อสารทางการเมือง เพราะรัฐบาลมีปัญหาในการสื่อสาร สะท้อนจากข้อมูลรัฐบาลกับของสื่อหรือนักวิชาการที่เป็นคนละชุดกัน ก่อนจะทิ้งท้ายว่า การรักษาสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ของโครงการสำคัญ เพราะหากพึ่งพาฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากเกินไป ท้ายที่สุดไทยอาจตกอยู่ใน ‘กับดักหนี้’ (Debt Trap) เหมือนกรณีของจีน-ศรีลังกา

 

3. ข้อโต้แย้ง – ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติเห็นต่างว่า แลนด์บริดจ์ทดแทนช่องแคบมะละกาไม่ได้ และโอกาสที่ช่องแคบจะถูกปิดมีน้อยมาก เพราะปัญหาจริงๆ ของช่องแคบคือเรื่องโจรสลัด หากมะละกาถูกปิดจริง นั่นแปลว่า ต้องเกิดสงครามครั้งใหญ่ระดับโลก พร้อมย้ำว่า จุดคอขวดของเอเชียที่น่ากังวลที่สุดในทางยุทธศาสตร์ คือ ‘ช่องแคบไต้หวัน’

 

อาจารย์เสนอว่า หากสร้างแลนด์บริดจ์ ควรเปลี่ยนทิศทางเชื่อมกับทิศเหนือของไทย หรือออกไปทางกัมพูชาและเวียดนามเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ที่สำคัญ คือ รัฐบาลต้องเลิกทะเลาะกับกัมพูชาและประเทศเพื่อนบ้าน ต้องมีวิสัยทัศน์ในการอยู่ร่วมกันในภูมิภาค ไม่ใช่คิดว่าใครจะเป็นใหญ่

 

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติยังตั้งคำถามไปถึงกรณีท่าเรือทวาย ซึ่งขณะนี้มีข่าวว่า เมียนมาอาจจะยกท่าเรือทวายให้รัสเซียหรือจีน หากประเทศใดประเทศหนึ่งได้สัมปทานท่าเรือทวาย 30 ปี คำถามที่ตามมา คือ สิ่งนี้จะเป็นผลบวกหรือผลลบต่อโครงข่ายโลจิสติกส์และยุทธศาสตร์แลนด์บริดจ์ของไทย

 

ในช่วงท้าย อาจารย์ยังตอบคำถามของผู้สื่อข่าว THE STANDARD ว่า แลนด์บริดจ์ไม่ใช่แผนสำรองเดียวของจีน โดยย้ำว่า จีนคิดเยอะกว่าไทยมาก และมีทางเลือกอื่นเตรียมพร้อมภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘สร้อยไข่มุก’ ไว้แล้ว เช่น การสร้างท่อน้ำมันจากปากีสถาน ท่าเรือจ้าวผิ่วในเมียนมา ท่าเรือเรียมในกัมพูชา รวมถึงพื้นที่อื่นๆ เช่น ซีเชลส์, จิบูตี และศรีลังกา ดังนั้น ไทยจึงต้องตั้งคำถามว่า เส้นทางสายไหมทางทะเลของจีนจำเป็นต้องมาผ่านมาที่ไทยจริงหรือไม่

 

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติยังแนะนำการวางตัวของไทยท่ามกลางมหาอำนาจว่า นโยบายการต่างประเทศของไทยต้องรู้จักสร้างสมดุล เปรียบเสมือนการ ‘ใส่เสื้อคอจีน สวมสูทฝรั่ง’ โดยต้องรักษาสมดุลระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ให้ดี ไม่ทิ้งใคร และไม่พึ่งพาฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากจนเกินไป

 

ทำลายธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชน ผลกระทบของแลนด์บริดจ์ที่มองไม่เห็น

 

ดร.วิภาวดีชี้ให้เห็นว่า ในรายงานการศึกษาของ สนข. ก็ระบุชัดเจนว่า โครงการแลนด์บริดจ์ไม่มีศักยภาพในการแข่งขันด้านการขนส่งเลย ทั้งเวลาและต้นทุนที่สูงกว่า โดยจุดที่จะทำให้โครงการนี้คุ้มทุนได้ คือต้องมีการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ถึง 7 หมื่นไร่ ดังนั้น เป้าหมายที่แท้จริงของโครงการจึงไม่ใช่แค่การเป็นท่าเรือถ่ายลำสินค้า แต่คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี หรือ ‘สะพานน้ำมัน’

 

อาจารย์ย้ำว่า การกำหนดโครงการนี้เป็นยุทธศาสตร์แบบสั่งการจากบนลงล่าง (Top-Down) โดยไม่ได้ประเมินศักยภาพที่แท้จริงของพื้นที่ ซึ่งในปัจจุบัน เศรษฐกิจภาคใต้ขับเคลื่อนด้วยการท่องเที่ยวและบริการมากกว่า 50% ขณะที่รายได้จากอุตสาหกรรมอยู่ที่ตัวเลขประมาณ 30% การพยายามเปลี่ยนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหนัก อาจทำให้ต้องเผชิญปัญหามลพิษเหมือนภาคตะวันออก ซึ่งเป็นการลงทุนได้ไม่คุ้มเสียและทำลายจุดแข็งของพื้นที่

 

จากข้อมูลในรายงานการศึกษาของรัฐ ดร.วิภาวดีอธิบายว่า ข้อมูลระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ในระนองต้องขุดลอกถมทะเลกว่า 1 หมื่นไร่เพื่อรองรับตู้สินค้า 20 ล้านตู้ โดยใช้เงินลงทุน 1 ล้านล้านบาท ขณะที่รัฐกำหนดรัศมีการศึกษาผลกระทบไว้แค่ 3-5 กิโลเมตรจากพื้นที่ก่อสร้าง

 

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในความเป็นจริงซับซ้อนกว่านั้น เพราะจุดที่กำหนดให้สร้างท่าเรือสำหรับแลนด์บริดจ์ทับซ้อนกับระบบนิเวศที่มีคุณค่าระดับโลก เช่น พื้นที่สงวนชีวมณฑล (Biosphere Reserve), พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar Site) แหล่งเตรียมขึ้นทะเบียนมรดกโลก แหล่งประมงที่อุดมสมบูรณ์ และเขตท่องเที่ยวที่คนท้องถิ่นใช้ทำมาหากิน ขณะที่รายงานของรัฐยังละเลยคุณค่าทางวัฒนธรรมและจิตใจของชาวบ้าน เช่น มัสยิดเก่าแก่บนเกาะที่ชาวมุสลิมในพื้นที่ให้ความศรัทธาอย่างมาก

 

ส่วนมิติกระบวนการรับฟังความคิดเห็น รัฐไทยก็ยังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก โดย ดร.วิภาวดียกตัวอย่างเหตุการณ์จริงในเวทีรับฟังความเห็นครั้งที่ 3 ที่จังหวัดระนอง ขณะนั้น มีชาวบ้าน 200 กว่าคน ไปประท้วงคัดค้านและขอให้รัฐยกเลิกเพื่อกลับไปศึกษาใหม่ แต่ในวันต่อมา รัฐกลับออกจดหมายข่าวว่า ชาวบ้านสนับสนุนและอยากให้เร่งสร้างโครงการ ซึ่งการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนและย้อนแย้งเช่นนี้ นำไปสู่ความหวาดระแวงและทำให้ประชาชนหมดความไว้วางใจในตัวรัฐ

 

อ.ยังมองว่า หากไทยต้องการแข่งขันในมิติของการค้าระหว่างประเทศ รัฐควรให้ความสำคัญกับมาตรการด้านมาตรฐานแรงงาน เช่น การแก้ไขปัญหา IUU หรือการเตรียมเข้าสู่กลุ่ม OECD แทนที่จะทุ่มเงินมหาศาลสร้างโครงการใหม่ทั้งหมด ขณะที่ควรกลับไปพิจารณาพัฒนาท่าเรือฝั่งอันดามันที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพ และแก้ปัญหาเดิมให้ดีขึ้นก่อน

 

ในตอนท้าย ดร.วิภาวดีให้ข้อคิดว่า รัฐไทยไม่ควรใช้เพียงตัวเลข GDP เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ โดยยกตัวอย่างว่า จังหวัดระยองที่มี GDP สูงสุดในประเทศ หากพิจารณาค่าเฉลี่ยต่อประชากร คือ 1 ล้านบาทต่อคน แต่รายได้เกือบ 80% กระจุกตัวอยู่ในภาคอุตสาหกรรม ผลประโยชน์ไม่ได้ตกถึงมือประชาชนอย่างเท่าเทียม เพราะการพัฒนาที่แท้จริงจะต้องให้ชุมชนเข้าถึงโอกาส มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร และไม่ทิ้งคนท้องถิ่นไว้ข้างหลัง

 

พลิกวิกฤต ‘เสียของ’ แลนด์บริดจ์ ชูโมเดล ‘One Belt, Two Oceans’

 

ขณะที่ ศ.กิตติคุณ ดร.ธนวัฒน์ ฉายภาพให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างแลนด์บริดจ์กับสิ่งแวดล้อม โดยมองว่า รัฐไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจากการแก้ปัญหาภายหลังการสร้างแลนด์บริดจ์ เป็นการมองยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมในระยะยาว ซึ่งมีแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) เป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนา เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งคือพื้นที่ทางทะเลใหญ่ และมีทรัพยากรมหาศาลในการสร้างมูลค่ามหาศาล

 

อาจารย์ยังย้อนประวัติศาสตร์ภาคใต้ว่า เป็น ‘แหลมทอง’ มีจุดศูนย์กลางการค้าและเส้นทางการเดินเรือทั่วโลกมานับพันปีก่อนยุโรปจะเรืองอำนาจ โดยยกตัวอย่างว่า ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 อาณาจักรของไทยเคยแผ่อิทธิพลครอบคลุมไปจนถึงพื้นที่สิงคโปร์ในปัจจุบัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ทางทะเลที่เราเคยมีในอดีต

 

ด้วยทำเลที่ตั้งที่ได้เปรียบ ทำให้มหาอำนาจมีความคิดที่จะเชื่อมสองฝั่งมหาสมุทรบริเวณแหลมทองมาอย่างยาวนาน เช่น ในสมัยอยุธยา ยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็เคยมีการเสนอให้ขุดคลองข้ามฝั่ง ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นก่อนการขุดคลองสุเอซด้วยซ้ำ ขณะที่ต่อมาในยุครัตนโกสินทร์ช่วงรัชกาลที่ 1, 3, 4 และ 5 ก็มีชาวต่างชาติเข้ามาสำรวจเพื่อพยายามผลักดันการตัดคลองผ่านแหลมทองเช่นกัน

 

ศ.กิตติคุณ ดร.ธนวัฒน์ย้ำว่า ที่น่าสนใจคือ แนวเส้นทางที่รัฐบาลกำลังจะสร้างโครงการแลนด์บริดจ์ในระนอง-ชุมพร ล้วนทับซ้อนกับเส้นทางการค้าโบราณเหล่านี้ โดยมีการค้นพบแหล่งโบราณคดีที่สำคัญตั้งอยู่บนภูเขาและในสวนทุเรียนตามแนวเส้นทางก่อสร้าง แต่ปัจจุบันยังไม่ได้รับการศึกษาหรือปกป้องอย่างจริงจัง

 

อาจารย์โต้แย้งว่า การที่รัฐบาลพยายามผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ด้วยแนวคิดเดิม แต่คาดหวังถึงผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าอดีต ถือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แม้ไทยจะมีมหาสมุทรขนาบสองข้าง ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่มีใครเหมือนในเอเชีย แต่หากวางยุทธศาสตร์ไม่ดีหรือทำโครงการแบบเดิม ถือเป็นการ ‘เสียของ’ อย่างยิ่ง

 

อ.ยังย้ำว่า หัวใจสำคัญของการแข่งขันทางทะเลคือ ‘เวลา’ เพราะหากโครงการทำแล้วใช้เวลาขนส่งมากกว่าหรือเทียบเท่าเส้นทางเดิม โอกาสแข่งขันก็แทบไม่มีเลย ขณะที่โครงการแลนด์บริดจ์ปัจจุบัน ยังละเลยการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ (SEA) โดยรัฐมักเลือกตัดตอนศึกษา EIA แยกส่วนเป็นชิ้นๆ ทั้งที่แนวเส้นทางก่อสร้างทับซ้อนกับป่าที่อุดมสมบูรณ์และแหล่งโบราณคดีที่สำคัญหลายแห่ง

 

ศ.กิตติคุณ ดร.ธนวัฒน์ เสนอโมเดลแก้ไขปัญหาคือ ‘One Belt, Two Oceans’ หรือการสร้างระเบียงเศรษฐกิจสองฝั่ง โดยเสนอให้ใช้วิธีขุดคลองน้ำลึกเข้ามาในฝั่งเพียงระยะสั้นๆ ตั้งแต่ 1-10 กิโลเมตร ภายใต้เงื่อนไขคือไม่ไปยุ่งกับเส้นทางแม่น้ำหลัก ขณะที่กำหนดให้พื้นที่สองข้างเป็นระเบียงเศรษฐกิจขนาบกัน คือ ระเบียงเศรษฐกิจแปซิฟิก (Pacific Economic Corridor) และ ระเบียงเศรษฐกิจอินเดีย (Indian Economic Corridor)

 

ขณะที่อาจารย์ยังเสนอให้ใช้ระบบรางลากเรือ (Reverse Technology) แทนการขุดคลองทะลุแผ่นดินแบบแลนด์บริดจ์ โดยหลักการทำงานของระบบนี้ คือ การนำเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ลากขึ้นระบบรางเพื่อข้ามไปแผ่นดินอีกฝั่ง ซึ่งทางการไทยได้ศึกษาข้อมูลร่วมกับเกาหลีใต้แล้วค้นพบว่า เทคโนโลยีนี้เป็นไปได้จริง

The post ชำแหละ ‘แลนด์บริดจ์’ เมกะโปรเจกต์ล้านล้านที่ ‘กลับหัวกลับหาง’ เมื่อไทยอาจได้ไม่คุ้มเสีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษกรัฐบาลเผยเดินหน้า ‘คนละครึ่ง’ มิ.ย. นี้ พร้อมชู 5 มาตรการเศรษฐกิจ-ลุยปิดดีล FTA 3 ฉบับปี 69 https://thestandard.co/khon-la-krueng-economic-measures-fta/ Sat, 25 Apr 2026 03:31:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1201103 ภาพ รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมาตรการเศรษฐกิจ

วันนี้ (25 เมษายน) รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐ […]

The post โฆษกรัฐบาลเผยเดินหน้า ‘คนละครึ่ง’ มิ.ย. นี้ พร้อมชู 5 มาตรการเศรษฐกิจ-ลุยปิดดีล FTA 3 ฉบับปี 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมาตรการเศรษฐกิจ

วันนี้ (25 เมษายน) รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลว่า นอกเหนือจากการเตรียมออกมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน เช่น โครงการคนละครึ่ง ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มเปิดให้ใช้สิทธิได้ในช่วงเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ รัฐบาลยังได้เร่งดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์เพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในมิติต่าง ๆ

 

โดยมุ่งเน้นการดูแลประชาชนและผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทาย พร้อมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจไทยในระยะกลางและระยะยาวอย่างยั่งยืน

 

ในการนี้ รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนภารกิจผ่าน 5 มาตรการสำคัญ ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย

 

  • การลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ และยกระดับชุมชน: ดำเนินการผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย เพื่อลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นกว่า 3,000 รายการ ผ่านเครือข่ายร้านค้าปลีกทั่วประเทศ พร้อมเปิดช่องทางตลาดออนไลน์ให้กับ SMEs ตลอดจนลดต้นทุนการผลิตภาคการเกษตรผ่านโครงการ ปุ๋ยธงเขียวพลัส และ ปุ๋ยคนละครึ่ง ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลืออย่างครบวงจร
  • การรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร: มุ่งยกระดับตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยเน้นการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม การส่งเสริมระบบ ล้งกลางหรือล้งชุมชน รวมถึงการผลักดันสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และแบรนด์เกษตรไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดโลก
  • การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และชุมชน: เน้นการพัฒนาทักษะทางธุรกิจ ขยายโอกาส ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมดำเนินมาตรการป้องกันปัญหาสินค้านำเข้าทะลัก และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ
  • การยกระดับเทคโนโลยีและปลดล็อกกฎระเบียบ: มุ่งปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของภาครัฐ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน
  • การสร้างสมดุลการส่งออกและกระจายความเสี่ยง: เร่งเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของไทยเข้ากับตลาดโลก ลดการพึ่งพาเพียงตลาดหลักโดยขยายฐานสู่ตลาดใหม่ ๆ พร้อมทั้งเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของไทย

 

สำหรับการดำเนินงานด้านการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลกำลังเร่งเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเปิดประตูสู่ตลาดใหม่และดึงดูดการลงทุน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งเจรจาเพื่อปิดดีลสำคัญให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 ได้แก่ ความตกลง FTA ไทย–สหภาพยุโรป (EU), ไทย–เกาหลีใต้ และอาเซียน–แคนาดา ขณะเดียวกัน ความตกลง FTA ไทย–สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ที่ได้ลงนามไปแล้วนั้น ตั้งเป้าหมายที่จะให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2570 ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสการเข้าถึงกลุ่มตลาดที่มีรายได้สูงและยกระดับมาตรฐานการค้าของไทย ส่วนความตกลง FTA ไทย–ศรีลังกา ที่กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินการให้มีผลบังคับใช้นั้น จะเป็นกุญแจสำคัญในการเชื่อมโยงการค้าสู่ภูมิภาคเอเชียใต้และขยายฐานตลาดในระดับภูมิภาค

 

ทั้งนี้ จากข้อมูลสถิติในปี 2568 พบว่า ประเทศไทยมีมูลค่าการค้ารวมกับ 18 ประเทศคู่ค้าที่ทำความตกลง FTA สูงถึง 404,963 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 59.2 ของมูลค่าการค้ารวมทั้งประเทศ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของ FTA ในการสร้างโอกาสใหม่และยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทย

 

“ทั้ง 5 มาตรการของกระทรวงพาณิชย์มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่การลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน การยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ไปจนถึงการขยายตลาดผ่านกรอบความตกลง FTA เพื่อร่วมกันสร้างรากฐานเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

The post โฆษกรัฐบาลเผยเดินหน้า ‘คนละครึ่ง’ มิ.ย. นี้ พร้อมชู 5 มาตรการเศรษฐกิจ-ลุยปิดดีล FTA 3 ฉบับปี 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรท.เตือนขนส่งป่วนเหตุโจมตีเรือไทยผ่านฮอร์มุซ สะเทือนไทยแค่ไหน? https://thestandard.co/hormuz-strait-attack-thai-exports/ Wed, 11 Mar 2026 11:07:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1186603 ภาพเรือสินค้าขนาดใหญ่แล่นในทะเล สรท. เตือนขนส่งป่วนเหตุโจมตีเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ

สรท. ประเมิน เหตุโจมตีเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ยังกระทบส่ […]

The post สรท.เตือนขนส่งป่วนเหตุโจมตีเรือไทยผ่านฮอร์มุซ สะเทือนไทยแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือสินค้าขนาดใหญ่แล่นในทะเล สรท. เตือนขนส่งป่วนเหตุโจมตีเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ

สรท. ประเมิน เหตุโจมตีเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ยังกระทบส่งออกไทยจำกัด เหตุสัดส่วนตลาดตะวันออกกลางเพียง 5% แต่ห่วงโลจิสติกส์ป่วน กระทบสินค้าอาหารสด แนะผู้ส่งออก 3 ทางออกจัดการตู้สินค้าค้างทะเล

 

ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวถึงสถานการณ์เรือขนส่งสินค้าไทยถูกโจมตีที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ว่าในส่วนผลกระทบที่จะเกิดกับการส่งออกในแถบตะวันออกกลาง ระยะสั้น

 

เชื่อว่า ยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากตะวันออกกลางมีสัดส่วน 5% ของการส่งออกของไทยไปทั่วโลก และส่วนใหญ่ยังเป็นความต้องการเรื่องอาหาร เช่น ข้าว พืช

 

“สรท.ต้องมีการประชุมหารือและติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง และ ประสานงานกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด”

 

ธนกร กล่าวว่า สำหรับการส่งออกในภาพรวมที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมเริ่มเห็นแล้วถึงความวุ่นวายต่อการส่งออกและขนย้ายสินค้าจากนี้ โดยเฉพาะของสด เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ซึ่งกังวลว่าจะเกิดความเสียหายจากสินค้าเหล่านี้

 

เนื่องจากมีอายุสั้นและจะเกิดการเน่าเสียได้ง่าย ถือเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการ และสูญเสียรายได้ โดยเป็นประเด็นที่อยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลและออกมาตรการช่วยเหลือ

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ส่งออกที่มีสินค้าอยู่ระหว่างขนส่งในเส้นทางไปยังกลุ่มประเทศภายในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอรมุซ โดยแนวทางออกของปัญหาตู้สินค้าตกค้างกลางทะเลแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้

 

1. นำตู้สินค้าไปส่งมอบที่ท่าเรืออื่น โดยการเปลี่ยนท่าเรือปลายทาง เช่น ท่าเรือ Khor Fakkan ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือท่าเรือ Jeddah ในซาอุดิอาระเบีย ทั้งนี้ผู้นำเข้าหรือลูกค้าปลายทางอาจต้องมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

 

เช่น ค่าใช้จ่ายในการทำพิธีการศุลกากร(ราวตู้ละ 2,000 USD) ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนท่าเรือ(เช่น End of Voyage ราว 600-800 USD) รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายสินค้าทางบก เป็นต้น

 

2. นำตู้สินค้าไปพักคอย โดยนำตู้ไปยังกลุ่มท่าเรือ Safe Port / Transshipment Port อื่นๆ เช่น ในอินเดีย โอมาน หรือศรีลังกา

 

โดยขอให้พิจารณาเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเก็บรักษาตู้ไว้ในท่าเรือ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ ความเสี่ยงสินค้าสูญหายหรือเสียหายจากการโจมตี

 

ตลอดจนสถานการณ์คอขวด ความแออัดรุนแรงภายในท่าเรือและภาวะผู้ให้บริการที่จำกัดเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งล้วนอาจทำให้มีต้นทุนที่สูงมากตามมา ตัวอย่างเช่นต้นทุนในท่าเรือเพียงอย่างเดียวก็อาจสูงถึง 5-6 แสนบาทต่อตู้ ในระยะเวลา 1-2 เดือน

 

3. นำตู้สินค้ากลับไทย โดย สรท. แนะนำว่าควรนำสินค้ากลับมายังประเทศไทย เพื่อเป็นการหยุดต้นทุนที่มีความเสี่ยงสูงและไม่สามารถควบคุมได้ดังกล่าว

 

ทั้งนี้ สรท.ได้มีการประสานไปยังการท่าเรือแห่งประเทศไทย รวมไปถึงผู้ประกอบการท่าเรือภาคเอกชน ถึงแนวทางช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกสำหรับสินค้านำกลับ

The post สรท.เตือนขนส่งป่วนเหตุโจมตีเรือไทยผ่านฮอร์มุซ สะเทือนไทยแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ กดดันศรีลังกา ไม่ให้ส่งลูกเรืออิหร่านกลับประเทศ หลังเรือรบ IRIS Dena ถูกยิงจม https://thestandard.co/us-blocks-iran-crew-return/ Sat, 07 Mar 2026 03:40:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1185286 ภาพเรือรบ IRIS Dena ของอิหร่านถูกยิงจมในมหาสมุทรอินเดีย หลังการโจมตีจากเรือดำน้ำสหรัฐฯ

สหรัฐอเมริกากดดันรัฐบาลศรีลังกา ไม่ให้ส่งตัวลูกเรืออิหร […]

The post สหรัฐฯ กดดันศรีลังกา ไม่ให้ส่งลูกเรืออิหร่านกลับประเทศ หลังเรือรบ IRIS Dena ถูกยิงจม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือรบ IRIS Dena ของอิหร่านถูกยิงจมในมหาสมุทรอินเดีย หลังการโจมตีจากเรือดำน้ำสหรัฐฯ

สหรัฐอเมริกากดดันรัฐบาลศรีลังกา ไม่ให้ส่งตัวลูกเรืออิหร่านผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เรือดำน้ำสหรัฐฯ ยิงเรือรบอิหร่านในมหาสมุทรอินเดียกลับประเทศ รวมถึงลูกเรืออีกจำนวนหนึ่งที่ยังติดค้างจากเรืออีกลำในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone: EEZ)

 

เมื่อคืนนี้ (6 มีนาคม) Reuters รายงานพิเศษถึงบันทึกภายในกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ระบุว่า รัฐบาลกำลังกดดันศรีลังกาไม่ให้ส่งลูกเรือชาวอิหร่านที่รอดชีวิต จากเหตุการณ์เรือดำน้ำสหรัฐฯ ยิงเรือรบ IRIS Dena ในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองท่ากอลล์ทางตอนใต้ของศรีลังกา 19 ไมล์ทะเล เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ รัฐบาลศรีลังกายังพยายามช่วยลูกเรือ 208 คนจาก IRIS Booshehr เรือสนับสนุนทางทหารของอิหร่านที่ยังติดอยู่ในเขต EEZ แต่ยังอยู่นอกน่านน้ำอาณาเขต โดยศรีลังกาได้คุ้มกันเรือดังกล่าว และเคลื่อนย้ายลูกเรือไปยังค่ายทหารใกล้กรุงโคลัมโบ

 

ทั้งนี้ อนุรา กุมารา ดิสซานายาเก ประธานาธิบดีศรีลังกาให้เหตุผลว่า ประเทศมีความรับผิดชอบด้านมนุษยธรรมในการรับลูกเรือเหล่านี้เข้ามาในประเทศ ขณะที่ ฮันซากา วิจเจมุนี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขและสื่อมวลชนของศรีลังกาให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า อิหร่านได้ขอความช่วยเหลือให้ส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศ แต่ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลา

 

อย่างไรก็ดี บันทึกภายในของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า เจย์น โฮเวลล์ อุปทูตรักษาการประจำสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงโคลัมโบ กดดันรัฐบาลศรีลังกาว่า ไม่ควรส่งตัวลูกเรือ 208 คน และผู้รอดชีวิต 32 คนจากเรือรบ IRIS Dena กลับอิหร่าน โดยอ้างว่า ทางการศรีลังกาควรลดโอกาสที่อิหร่านจะใช้ลูกเรือเหล่านี้ทำการโฆษณาชวนเชื่อ

 

บันทึกยังระบุว่า โฮเวลล์ได้แจ้งข้อมูลต่อเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำอินเดียและศรีลังกาว่า ยังไม่มีแผนส่งตัวลูกเรือกลับอิหร่าน พร้อมย้ำว่า เรือ IRIS Booshehr จะยังคงอยู่ในการควบคุมของศรีลังกาตลอดความขัดแย้ง ขณะที่ทูตอิสราเอลได้สอบถามกลับว่า มีการติดต่อกับลูกเรือเพื่อชักชวนให้ ‘แปรพักตร์’ หรือไม่

 

ปัจจุบัน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ สำนักงานประธานาธิบดีศรีลังกา กระทรวงการต่างประเทศศรีลังกา และสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลในกรุงนิวเดลี ยังไม่ออกมาแสดงท่าทีหรือตอบรับความเห็นจากประเด็นดังกล่าวแต่อย่างไร

 

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ เรือรบ IRIS Dena เดินทางไปยังวิสาขปัตนัม (Visakhapatnam) เมืองท่าบนชายฝั่งตะวันออกของอินเดีย เพื่อเข้าร่วม International Fleet Review 2026 และการฝึกทางทะเล Milan 2026 แต่แหล่งข่าวของ Reuters ระบุว่า สหรัฐฯ ใช้เรือดำน้ำยิงตอร์ปิโดโดยไม่ได้ให้สัญญาณล่วงหน้า ส่งผลให้เรือรบจมภายใน 2-3 นาที

 

ภาพ: Department of Defense / Reuters

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ กดดันศรีลังกา ไม่ให้ส่งลูกเรืออิหร่านกลับประเทศ หลังเรือรบ IRIS Dena ถูกยิงจม appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในเอเชีย ยอดผู้เสียชีวิตสูงเกิน 1,750 คน https://thestandard.co/asia-flood-crisis-death-toll-1750-indonesia-sri-lanka-thailand/ Sun, 07 Dec 2025 07:27:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1152048 วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในเอเชีย ยอดผู้เสียชีวิตสูงเกิน 1,750 คน

สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่หลายประเทศในเอเชียยังคงน่าเป็นกังวล […]

The post วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในเอเชีย ยอดผู้เสียชีวิตสูงเกิน 1,750 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในเอเชีย ยอดผู้เสียชีวิตสูงเกิน 1,750 คน

สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่หลายประเทศในเอเชียยังคงน่าเป็นกังวล โดยเฉพาะประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดอย่างเช่น อินโดนีเซีย ศรีลังกา และไทย เป็นเหตุให้ ยอดผู้เสียชีวิตรวมสูงเกิน 1,750 คนแล้ว และยังสูญหายอีกหลายร้อยคน

 

บนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย มีผู้เสียชีวิตได้รับการยืนยันแล้วอย่างน้อย 908 คน และสูญหาย 410 คน มีผู้พลัดถิ่นมากกว่า 800,000 คน สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของอินโดนีเซียยังเตือนว่าอาเจะห์อาจเผชิญฝนที่ตกหนักมากอย่างต่อเนื่อง

 

ขณะที่ศรีลังกา มีผู้เสียชีวิต 607 คน และสูญหาย 214 คน โดยประธานาธิบดีศรีลังกาเรียกภัยพิบัตินี้ว่า เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ท้าทายที่สุดของประเทศ มีประชาชนมากกว่าสองล้านคน ซึ่งคิดเป็นเกือบ 10% ของประชากรทั้งหมดได้รับผลกระทบ และบ้านเรือนกว่า 71,000 หลังได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย ฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องยังคงก่อให้เกิดความเสี่ยงดินถล่มครั้งใหม่

 

ขณะที่ไทยมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 267 คน โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานน้ำท่วมภาคใต้ขณะนี้ (7 ธันวาคม) เหลือเพียง 4 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, ตรัง และสงขลา กระทบ 79,662 ครัวเรือน และกระทบประชาชน 222,204 คน

 

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ฝนมีแนวโน้มตกหนักอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการตัดไม้ทำลายป่า ทั้งยังคาดการณ์ว่า ภัยธรรมชาติต่างๆ มีแนวโน้มจะรุนแรงยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในเอเชีย ยอดผู้เสียชีวิตสูงเกิน 1,750 คน 1
วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในเอเชีย ยอดผู้เสียชีวิตสูงเกิน 1,750 คน 2
วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในเอเชีย ยอดผู้เสียชีวิตสูงเกิน 1,750 คน 3
วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในเอเชีย ยอดผู้เสียชีวิตสูงเกิน 1,750 คน 4
วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในเอเชีย ยอดผู้เสียชีวิตสูงเกิน 1,750 คน 5

 

อ้างอิง:

 

The post วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในเอเชีย ยอดผู้เสียชีวิตสูงเกิน 1,750 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พายุไซโคลนดิดวาห์ถล่มศรีลังกา คร่าชีวิต 200 ราย วิกฤตหนักสุดในรอบ 20 ปี https://thestandard.co/sri-lanka-cyclone-didwah-kills-200/ Mon, 01 Dec 2025 03:16:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1150058 พายุไซโคลนดิดวาห์ ถล่ม ศรีลังกา คร่าชีวิต 200 ราย วิกฤตหนักสุดในรอบ 20 ปี

พายุไซโคลนดิดวาห์พัดถล่มศรีลังกา คร่าชีวิตประชาชน 200 ร […]

The post พายุไซโคลนดิดวาห์ถล่มศรีลังกา คร่าชีวิต 200 ราย วิกฤตหนักสุดในรอบ 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
พายุไซโคลนดิดวาห์ ถล่ม ศรีลังกา คร่าชีวิต 200 ราย วิกฤตหนักสุดในรอบ 20 ปี

พายุไซโคลนดิดวาห์พัดถล่มศรีลังกา คร่าชีวิตประชาชน 200 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติการกู้ภัยต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ท่ามกลางความพยายามเร่งอพยพผู้ได้รับผลกระทบนับแสน นับเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปีของประเทศ

 

เมื่อวานนี้ (30 พฤศจิกายน) ศูนย์จัดการภัยพิบัติศรีลังกาเปิดเผยว่า ประชาชนนับล้านคน ได้รับผลกระทบจากพายุไซโคลนดิดวาห์ โดยปัจจุบันมีรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิต 212 ราย และผู้สูญหายอีก 218 ราย ขณะที่ทางการเร่งอพยพประชาชน 2 แสนคน ไปยังศูนย์พักพิง 1,275 แห่ง ท่ามกลางวิกฤตโครงสร้างพื้นฐาน อย่างระบบไฟฟ้า น้ำประปา และสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ยังใช้การไม่ได้

 

ก่อนหน้านี้ พายุไซโคลนดิดวาห์พัดขึ้นฝั่งศรีลังกาตั้งแต่ช่วงวันที่ 27-28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้เกิดเหตุฝนตกเป็นประวัติการณ์ และเหตุดินถล่มในหลายพื้นที่ของประเทศ ขณะที่เกิดเหตุน้ำท่วมทะลักเขื่อนมาวิลอารู (Mavil Aru) ทำให้ประชาชน 2,000 ชีวิตต้องอพยพไปยังที่ปลอดภัย

 

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ อนุรา กุมาร ดิสนายาเก (Anura Kumara Dissanayake) ประธานาธิบดีศรีลังกา ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พร้อมขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ และเปิดรับบริจาคเงินจากประชาชนในต่างประเทศ

 

ปัจจุบัน ทางการรวบรวมเจ้าหน้าที่ราว 2.4 หมื่นนาย ได้แก่ ตำรวจ กองทัพบก และกองทัพอากาศ เข้าช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วม โดยกรมชลประทานศรีลังกาคาดว่า ระดับน้ำจะลดลงภายในอีก 3 วันข้างหน้า และพายุไซโคลนจะเคลื่อนตัวไปทางอินเดีย

 

ทั้งนี้ ศรีลังกาเผชิญภัยพิบัติร้ายแรงครั้งสุดท้ายในปี 2004 หรือเมื่อ 20 ปีก่อน หลังเกิดเหตุสึนามิครั้งใหญ่ในเอเชีย ซึ่งคร่าชีวิตผู้คน 3.1 หมื่น และสร้างความเสียหายให้กับผู้คนนับล้าน

 

อนึ่ง ศรีลังกาเป็นหนึ่งในประเทศเอเชียที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ นอกเหนือจากไทย เวียดนาม และมาเลเซีย ซึ่งขณะนี้ ยอดผู้เสียชีวิตของ 3 ประเทศในอาเซียน เพิ่มขึ้นทะลุ 600 ราย และมีประชาชนนับล้านรอคอยความช่วยเหลือจากทางการ

 

ภาพ: Thilina Kaluthotage / Reuters

 

อ้างอิง:

The post พายุไซโคลนดิดวาห์ถล่มศรีลังกา คร่าชีวิต 200 ราย วิกฤตหนักสุดในรอบ 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอดตายน้ำท่วมเอเชียเกือบ 700 คน อินโดนีเซียพุ่ง 300 คน https://thestandard.co/asia-indonesia-flood-deaths/ Sun, 30 Nov 2025 02:33:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1149682 ยอดตายน้ำท่วมเอเชียเกือบ 700 คน อินโดนีเซียพุ่ง 300 คน

สถานการณ์น้ำท่วมในภูมิภาคเอเชียครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหล […]

The post ยอดตายน้ำท่วมเอเชียเกือบ 700 คน อินโดนีเซียพุ่ง 300 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอดตายน้ำท่วมเอเชียเกือบ 700 คน อินโดนีเซียพุ่ง 300 คน

สถานการณ์น้ำท่วมในภูมิภาคเอเชียครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี อันเนื่องจากพายุฝนที่ทวีความรุนแรงจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนหลายลูก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นจนถึงขณะนี้ รวมแล้วเกือบ 700 คน

 

โดยอินโดนีเซียที่เผชิญอิทธิพลพายุโซนร้อนเซนยาร์ (Senyar) ซึ่งก่อให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มหลายจุดบนเกาะสุมาตรา และทำให้อาคารบ้านเรือนนับพันหลังจมอยู่ใต้น้่ำท่วม ล่าสุดพบว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่มีการยืนยันจนถึงวานนี้ (29 พฤศจิกายน) เพิ่มเป็นมากกว่า 300 คนแล้ว โดยสำนักงานภัยพิบัติของอินโดนีเซียรายงานว่า ยังมีผู้สูญหายจากเหตุน้ำท่วมอีกเกือบ 300 คน

 

ส่วนไทย วานนี้ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) รายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตเหตุน้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้ล่าสุด อยู่ที่ 162 คน

 

นอกจากนี้ที่มาเลเซีย เหตุน้ำท่วมในหลายรัฐทางตอนเหนือยังคงรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ 2 คน ส่วนที่เวียดนาม ซึ่งก่อนหน้านี้เผชิญกับน้ำท่วมและดินถล่มรุนแรงในหลายพื้นที่ของประเทศ มีรายงานผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 98 คน และล่าสุดมีรายงานจากสำนักข่าวท้องถิ่นว่า อิทธิพลพายุไต้ฝุ่นโคโตะ ที่เคลื่อนตัวอยู่ในทะเลตะวันออกแม้จะอ่อนกำลังลง แต่ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักและคลื่นลมแรง และทำให้มีผู้เสียชีวิตอีกอย่างน้อย 1 คน และสูญหาย 3 คน จากเหตุเรือล่ม

 

ส่วนในภูมิภาคเอเชียใต้ ประเทศศรีลังกาที่เผชิญพายุไซโคลนดิตวาห์ (Ditwah) พัดถล่มชายฝั่งทางตอนกลางและตะวันออก มีรายงานจากทางการวานนี้ ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นมากกว่า 130 คนแล้ว และสูญหายอีกราว 170 คน โดยเหตุการณ์นี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุภัยธรรมชาติครั้งเลวร้ายที่สุดของศรีลังกาในรอบหลายปี ซึ่งทางการได้ประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อรับมือสถานการณ์แล้ว

 

นอกจากนี้พบว่ามีบ้านเรือนมากกว่า 15,000 หลังได้รับความเสียหายอย่างหนัก และประชาชนกว่า 78,000 คนต้องอพยพ ขณะที่ราว 1 ใน 3 ของประเทศเผชิญปัญหาไฟฟ้าและน้ำประปาใช้การไม่ได้

 

ภาพ: REUTERS/Stringer

อ้างอิง:

The post ยอดตายน้ำท่วมเอเชียเกือบ 700 คน อินโดนีเซียพุ่ง 300 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.ทส. หารือทูตศรีลังกา เตรียมประสานขอเข้าพบประธานาธิบดีศรีลังกา นำสัตวแพทย์ตรวจสุขภาพช้าง 2 เชือก ก่อน 8 ธ.ค.นี้ https://thestandard.co/minister-sri-lanka-elephant-vet/ Wed, 19 Nov 2025 10:02:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1145102 รมว.ทส. หารือ ทูตศรีลังกา เตรียมประสานขอเข้าพบ ประธานาธิบดีศรีลังกา นำสัตวแพทย์ตรวจสุขภาพช้าง 2 เชือก ก่อน 8 ธ.ค.นี้

วันนี้ (19 พฤศจิกายน) สุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี แล […]

The post รมว.ทส. หารือทูตศรีลังกา เตรียมประสานขอเข้าพบประธานาธิบดีศรีลังกา นำสัตวแพทย์ตรวจสุขภาพช้าง 2 เชือก ก่อน 8 ธ.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.ทส. หารือ ทูตศรีลังกา เตรียมประสานขอเข้าพบ ประธานาธิบดีศรีลังกา นำสัตวแพทย์ตรวจสุขภาพช้าง 2 เชือก ก่อน 8 ธ.ค.นี้

วันนี้ (19 พฤศจิกายน) สุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยภายหลังหารือกับเอกอัครราชทูตศรีลังกาประจำประเทศไทย เกี่ยวกับช้างศรีณรงค์ และช้างประตูผา

 

สุชาติกล่าวว่า เอกอัครราชทูตศรีลังกาประจำประเทศไทยก็ให้ความร่วมมือ และต้องขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศที่ช่วยประสานงานตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพราะเราคุยกันแบบมิตรภาพที่ดี เนื่องจากไทยกับศรีลังกามีความสัมพันธ์ยาวนานถึง 70 ปี เราก็ได้สะท้อนความรู้สึกและความห่วงใยที่เราได้รับจากคนไทยทั้งหมดให้ท่านเอกอัครราชทูตรับทราบ และท่านจะนำเรื่องที่เราหารือไปสื่อสารต่อรัฐบาลศรีลังกา

 

ทั้งนี้ อัครราชทูตศรีลังกาได้พูดถึงข้อความบนโซเชียลมีเดียต่างๆ ว่า บางภาพไม่ใช่ช้าง 2 เชือกของไทย เป็นช้างที่เป็นอดีตมาแล้ว เราก็ไม่ได้ว่าใครถูกหรือผิด เพราะยังไม่ได้เดินทางไป วันนี้เราเจรจาในนามของตนเอง ที่มีความห่วงใยช้าง 2 เชือก ตั้งใจที่จะขึ้นไปพบและไปเยี่ยม

 

นอกจากนี้ก็มีประเด็นเรื่องโลกร้อน ที่จะหารือถึงความร่วมมือกัน และเราจะทำหนังสือผ่านกระทรวงการต่างประเทศส่งถึงศรีลังกาว่าอาจจะขอคณะสัตวแพทย์ขึ้นไปด้วย เพื่อไปตรวจสุขภาพช้างทั้ง 2 เชือก ให้คนไทยได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงความเป็นอยู่ทั้งหมด

 

เอกอัครราชทูตศรีลังการะบุว่า เมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้น ได้นำข้อความต่างๆ ส่งไปทางรัฐบาลศรีลังกาแล้ว ซึ่งทางรัฐบาลศรีลังกาจึงได้จัดทีมสัตวแพทย์อาวุโส ลงไปตรวจสุขภาพช้างและดูความเป็นอยู่ของวัดทั้ง 2 แห่ง ที่มีการมอบช้างไปอยู่วัดละเชือก และได้มีการรายงานข้อมูลช้างมาแล้ว

 

ด้านสุชาติระบุว่า ตนเองกับอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช พร้อมที่จะไปคารวะประธานาธิบดีตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และนำทีมแพทย์ไปตรวจสุขภาพ ส่วนการจะได้กลับมาหรือไม่จะต้องไปพูดคุยกันหน้างาน

 

สุชาติระบุอีกว่า ตามเอกสารในอดีตที่ดูมานั้น การมอบช้างเป็นความร่วมมือ ระหว่าง รัฐบาลกับรัฐบาล ในการเจรจาต้องยอมรับว่าศรีลังกาก็มีความผูกพันกับช้างทั้งสองเชือกเช่นกัน เพราะช้างถูกนำไปแห่พระเขี้ยวแก้ว มายาวนาน และประชาชนชาวศรีลังกาที่นับถือศาสนาพุทธก็ให้ความเคารพช้างทั้ง 2 เชือกด้วย เพราะช้างเป็นศูนย์รวมจิตใจของพวกเขา หลักๆ คือ รัฐบาลได้มอบช้างให้กับวัดละเชือก ซึ่งวัดก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวศรีลังกาให้ความเคารพนับถือ

 

ดังนั้น เมื่อเราไปพบรัฐบาลและตรวจสุขภาพช้างแล้ว การที่จะเจรจาว่าใครคือ ผู้มีกรรมสิทธิ์ จึงต้องรอให้เขาตอบกลับมา สุชาติได้ย้ำกับเอกอัครราชทูตไปว่า เป็นเรื่องของจิตใจที่คนไทยผูกพันกับช้าง เวลาเราเจรจาทางการทูตเราต้องทะนุถนอมความสัมพันธ์ 70 ปี จะพูดตามความคิดเราทั้งหมดไม่ได้ ซึ่งต้องฟังเขาด้วย เพราะศรีลังกาก็ผูกพันกับช้างเช่นกัน

 

สุชาติยืนยันว่า เราทำงานเต็มที่ไม่ได้หยุดนิ่งและทำทุกวัน ขอให้คนไทยให้เวลา เพราะเรามารับเรื่องนี้หลังจากรับตำแหน่งได้เพียง 30 วัน ภายในหนึ่งเดือนเราก็สามารถเจรจาจนนัดเอกอัครราชทูตมาพูดคุยด้วยได้แล้ว

 

ส่วนเรื่องที่จะทำอะไรได้บ้าง ก่อน 8 ธันวาคมนี้ สุชาติระบุว่า จะให้กระทรวงการต่างประเทศทำหนังสือไปยังรัฐบาลศรีลังกาเพื่อขอตอบรับในการเข้าคารวะประธานาธิบดี พร้อมจะหารือเรื่องโลกร้อน และขอให้ได้นำทีมสัตวแพทย์จากไทยไปด้วย ซึ่งเบื้องต้นมีการยืนยันว่าช้างทั้ง 2 เชือกมีสุขภาพที่แข็งแรง แต่เราก็อยากไปดูให้เห็นเอง

 

ส่วนจะสามารถนำช้าง 2 เชือกกลับไทย ภายใน 4 เดือน ตามอายุรัฐบาล ได้หรือไม่นั้น สุชาติกล่าวว่า จะพยายาม

The post รมว.ทส. หารือทูตศรีลังกา เตรียมประสานขอเข้าพบประธานาธิบดีศรีลังกา นำสัตวแพทย์ตรวจสุขภาพช้าง 2 เชือก ก่อน 8 ธ.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมชาติไทย เริ่มนับ 1 กับ แอนโธนี ฮัตสัน ผู้มาพร้อมภารกิจฟื้นศรัทธาบอลไทย https://thestandard.co/hudson-starts-thai-football-mission/ Thu, 23 Oct 2025 12:10:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1134612 ทีมชาติไทย เริ่มนับ 1 กับ แอนโธนี ฮัตสัน ผู้มาพร้อมภารกิจฟื้นศรัทธา บอลไทย

หลังการแยกทางกับ มาซาทาดะ อิชิอิ ที่กำลังพาทีมชาติไทยทำ […]

The post ทีมชาติไทย เริ่มนับ 1 กับ แอนโธนี ฮัตสัน ผู้มาพร้อมภารกิจฟื้นศรัทธาบอลไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมชาติไทย เริ่มนับ 1 กับ แอนโธนี ฮัตสัน ผู้มาพร้อมภารกิจฟื้นศรัทธา บอลไทย

หลังการแยกทางกับ มาซาทาดะ อิชิอิ ที่กำลังพาทีมชาติไทยทำผลงานในศึก เอเชียนคัพ รอบคัดเลือก ได้อย่างร้อนแรง ยิงได้ 8 ประตู เสียเพียง 1 จาก 2 นัดหลังสุด

 

การประกาศปลดแบบสายฟ้าแลบด้วยเหตุผล ‘แนวทางไม่ตรงกัน’ แบบนี้…ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการลูกหนังไทย

 

และเพียงไม่กี่วันถัดมา (23 ตุลาคม) สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ก็เดินหน้าประกาศแต่งตั้ง แอนโธนี ฮัตสัน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเทคนิค ขึ้นมารับตำแหน่ง หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยชุดใหญ่ อย่างกะทันหัน

 

กะทันหันถึงขั้นที่การเข้ามาทำหน้าที่ ‘โค้ชคนใหม่’ ของฮัตสัน ยังไม่มีการตกลงรายละเอียดของสัญญาอย่างชัดเจน ทั้งระยะเวลาและการลงนามอย่างเป็นทางการยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ

 

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกระเพื่อมในโลกโซเชียล แฟนบอลจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามถึงวิธีการของสมาคมฯ ว่าไม่เพียงเป็นการไม่ให้เกียรติอิชิอิเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความไม่ต่อเนื่องในโครงสร้างระยะยาวของฟุตบอลไทย ที่เหมือนจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ฮัตสัน กุนซือชาวอังกฤษวัย 44 ปี ที่เพิ่งได้รับโอกาสขึ้นแถลงต่อหน้าสื่อมวลชนไทยเป็นครั้งแรก กลับเลือกจะไม่มองสถานการณ์นี้ในแง่ลบ เขาเดินขึ้นโต๊ะด้วยรอยยิ้ม และเปิดใจอย่างตรงไปตรงมาว่า

 

“ผมเข้าใจทุกเสียงของแฟนบอล เพราะเหตุการณ์นี้สะท้อนว่า ทุกคนรักฟุตบอลไทยจริงๆ”

 

และในวันนี้ ซึ่งถือเป็น Day 1 ของการเริ่มต้นบทใหม่ในฐานะหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยอย่างเป็นทางการ ฮัตสันได้เปิดเผยแนวคิด แพสชัน และมุมมองต่อทุกคำถามที่แฟนบอลไทยอยากรู้

 

THE STANDARD SPORT ขอพาทุกคนไปสัมผัส ‘คำตอบ’ ของชายผู้เปลี่ยนบทบาทจากผู้อำนวยการเทคนิค มาสู่ข้างสนามในฐานะเฮดโค้ชทีมชาติไทยคนใหม่ เพื่อทำความรู้จักเขาให้ลึกขึ้น ก่อนที่เกมแรกของยุคแอนโธนี ฮัตสันจะเริ่มต้นขึ้นเดือนหน้า!

 

ทีมชาติไทย เริ่มนับ 1 กับ แอนโธนี ฮัตสัน ผู้มาพร้อมภารกิจฟื้นศรัทธา บอลไทย 1

 

เปิดพอร์ต แอนโธนี ฮัตสัน ผลงานระดับ ‘ทีมชาติ’ เป็นอย่างไรบ้าง?

 

แอนโธนี ฮัตสัน ถือเป็นหนึ่งในโค้ชสายโกลบอล ที่สั่งสมประสบการณ์ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติมาแล้วหลายประเทศ เขาเริ่มต้นเส้นทางกุนซือตั้งแต่อายุเพียง 27 ปี กับสโมสร Real Maryland Monarchs ในสหรัฐอเมริกา ก่อนจะก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติในเวลาไม่นาน

 

ในระดับ ทีมชาติชุดใหญ่ ฮัตสันผ่านการคุมทีมมาแล้วถึง 3 ชาติ พร้อมผลงานดังนี้

 

🇧🇭 ทีมชาติบาห์เรน (2013-2014)
คุมทีม 12 นัด ชนะ 3 เสมอ 6 แพ้ 3
อัตราชนะ 25.00%

 

🇳🇿 ทีมชาตินิวซีแลนด์ (2014-2017)
คุมทีม 27 นัด ชนะ 9 เสมอ 7 แพ้ 11
อัตราชนะ 33.33%
(เคยพานิวซีแลนด์เข้าเพลย์ออฟคัดบอลโลก 2018 พบเปรู)

 

🇺🇸 ทีมชาติสหรัฐอเมริกา (รักษาการ, 2023)
คุมทีม 5 นัด ชนะ 2 เสมอ 2 แพ้ 1
อัตราชนะ 40.00%

 

ฮัตสัน กับเรื่องของ Win Rate

 

หนึ่งประเด็นร้อนแรงที่แฟนบอลไทยพูดถึงอย่างหนัก คือเรื่องของอัตราชนะ (Win Rate) ตัวเลขที่สมาคมฟุตบอลฯ เคยหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญในการประเมินผลงานของ มาซาทาดะ อิชิอิ

 

ในยุคของอิชิอิ ทีมชาติไทยมีสถิติ ชนะ 16 จาก 30 นัด หรือคิดเป็น อัตราชนะ 53% ก่อนถูกปลดกลางทาง ทั้งที่ผลงานในสนามยังดูมีทิศทางที่ดี

 

ขณะเดียวกัน หากมองไปที่ แอนโธนี ฮัตสัน ซึ่งมีประสบการณ์คุมทีมชาติ 3 ชาติ บาห์เรน, นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา ตัวเลขทั้งหมด ยังไม่เคยแตะ 50% เลยด้วยซ้ำ

 

แต่เมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ ฮัตสันตอบอย่างใจเย็นและมีมุมมองที่น่าสนใจว่า “เรื่องอัตราชนะจะมองว่าถูกหรือผิดคงไม่ได้ เพราะแต่ละโค้ชมีแนวทางและปรัชญาแตกต่างกัน บางคนอาจเลือกอุ่นเครื่องกับทีมที่อันดับโลกต่ำกว่า เพื่อเพิ่มโอกาสชนะ ส่วนบางคนเลือกเจอกับทีมที่แข็งแกร่งกว่า เพื่อให้นักเตะได้เรียนรู้จากเกมนั้นๆ”

 

เขาอธิบายต่อว่า ตลอด 3 ปีครึ่งที่คุมทีมนิวซีแลนด์ เขาได้เล่นเกมในบ้านเพียง 2 นัดเท่านั้น ที่เหลือคือการออกไปเผชิญหน้ากับทีมที่มีแรงกิ้งสูงกว่าเกือบทั้งหมด เพราะเป้าหมายไม่ใช่การเก็บสถิติชนะ หากแต่เป็นการสร้างนักเตะที่พร้อมสู้กับทีมระดับโลก และได้เรียนรู้ให้มากที่สุด

 

ทีมชาติไทย เริ่มนับ 1 กับ แอนโธนี ฮัตสัน ผู้มาพร้อมภารกิจฟื้นศรัทธา บอลไทย 2

 

มุมมองต่อการทำงานของอิชิอิ, เขาจะสานต่อแนวทางเดิม หรือสร้าง ‘Hudson Way’ ขึ้นมาใหม่?

 

THE STANDARD SPORT ยิงคำถามตรงถึง แอนโธนี ฮัตสัน ว่าในฐานะที่ก่อนหน้านี้เขานั่งอยู่ในเก้าอี้ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเทคนิค และมีโอกาสเห็นการทำงานของ มาซาทาดะ อิชิอิ อย่างใกล้ชิด

 

เขามองแนวทางของกุนซือชาวญี่ปุ่นรายนี้อย่างไร และเมื่อถึงวันที่ต้องรับไม้ต่อ เขาจะสานต่อ หรือสร้างทางของตัวเองให้กับทีมชาติไทย?

 

ฮัตสันตอบด้วยน้ำเสียงให้เกียรติอย่างเต็มที่ต่อสิ่งที่อิชิอิได้วางไว้ พร้อมย้ำว่า การเข้ามาของเขาไม่ใช่การเปลี่ยนทุกอย่าง แต่คือการต่อยอดและพัฒนา

 

“ผมเคารพและนับถือโค้ชอิชิอิในสิ่งที่เขาทำมา และมันคงเป็นความผิดพลาดถ้าผมจะเปลี่ยนทุกอย่าง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในทีมในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าดูดีแล้ว ทุกคนก็กำลังอยู่ในจุดที่ดี

 

“หน้าที่ของผมอาจมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างออกไป แต่สิ่งที่ผมจะทำคือค่อยๆ ถ่ายทอดแนวทางของตัวเองให้ทีมงานได้ซึมซับ และค่อยๆ พัฒนาทีมไปทีละระดับ เราจะพยายาม ‘วิวัฒนาการ’ มากกว่าจะ ‘ปฏิวัติ’ ทุกอย่าง”

 

มุมมองฟุตบอลไทย ผ่านสายตาของ ฮัตสัน

 

ฮัตสันมองว่า ประเทศไทยคือหนึ่งในประเทศที่ทำให้เขารู้สึกโชคดีที่ได้มาทำงาน “ผมโชคดีที่ได้ทำงานในหลายประเทศ แต่ต้องพูดถึงประเทศไทยเป็นพิเศษ เพราะนี่คือประเทศที่มีวัฒนธรรมและผู้คนที่ยอดเยี่ยม ทุกคนให้เกียรติกัน ยิ้มแย้ม และมีพาสชันในเกมฟุตบอล ผมรู้สึกได้ถึงพลังและศักยภาพที่ไปได้ไกลมาก”

 

ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเทคนิคมาก่อน ฮัตสันบอกว่า หน้าที่ของเขาคือการมองภาพรวมทั้งหมดของฟุตบอลไทย ตั้งแต่ระดับเยาวชนจนถึงทีมชาติชุดใหญ่ เพื่อสร้างระบบที่ต่อเนื่องให้ทุกชุดเดินไปในทิศทางเดียวกัน

 

เขาย้ำว่า จุดสำคัญคือการสร้างวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของทีมชาติไทยให้ชัดเจน เพื่อให้นักเตะเติบโตตามเส้นทางที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะอยู่ในรุ่นอายุใด

 

“สิ่งที่เราทำอยู่ ไม่ใช่ ‘Hudson Way’ แต่คือการทำงานร่วมกันของโค้ชไทยที่มีประสบการณ์ เราคุยกัน วิเคราะห์กัน จนตกผลึกว่าอะไรคือจุดแข็งของนักเตะไทย และจะใช้สิ่งนั้นสร้างทีมชาติให้แข็งแกร่งที่สุด”

 

เขาทิ้งท้ายด้วยคำหวานผ่านความรู้สึกต่อวงการลูกหนังไทยว่า “ที่นี่แตกต่างจากหลายประเทศ เพราะทีมงานทุกคนทุ่มเทและรักฟุตบอลมาก ทุกคนทำงานหนักเพื่อให้ฟุตบอลไทยพัฒนา เหมือนกับแฟนบอลที่รักทีมชาติ ผมรู้สึกจริงๆ ว่าที่นี่พิเศษกว่าที่ไหนๆ”

 

ทีมชาติไทย เริ่มนับ 1 กับ แอนโธนี ฮัตสัน ผู้มาพร้อมภารกิจฟื้นศรัทธา บอลไทย 3

 

เป้าหมาย กับ สัญญา (เฉพาะกิจ)

 

เมื่อถูกถามเรื่องของสัญญา หรืออายุงาน ฮัตสัน ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การเข้ามารับตำแหน่งครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทุกอย่างยังอยู่ระหว่างการพูดคุยและจัดการเอกสาร

 

“ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ผมได้รับทราบพร้อมๆ กับทุกคน (เรื่องปลดอิชิอิ และเข้ามารับตำแหน่ง) และตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพูดคุยเรื่องสัญญาและการเซ็นอย่างเป็นทางการ”

 

ฮัตสันเรียกภารกิจนี้ว่าเป็นเพียงสัญญาเฉพาะกิจที่มีเป้าหมายชัดเจน คือพาทีมชาติไทยคว้าชัยใน 2 นัดสำคัญกับ ศรีลังกา และ เติร์กเมนิสถาน เพื่อผ่านเข้ารอบไปเล่นรอบสุดท้ายของเอเชียนคัพ 2027

 

“ผมเคยอยู่ในสถานการณ์แบบนี้มาแล้วทั้งกับบาห์เรนและสหรัฐฯ ที่ต้องชนะเพื่อเข้ารอบต่อไป ผมมั่นใจว่าเราทำได้ เพราะเรามีนักเตะที่มีศักยภาพสูง และถ้าเรามีทัศนคติที่ถูกต้อง เราจะคว้าผลลัพธ์ที่ต้องการแน่นอน”

 

นอกจากนี้ ฮัตสันยังยอมรับว่ายังเร็วเกินไปที่จะตอบชัดถึงรูปแบบการเล่นหรือรายละเอียดของทีมงานสต๊าฟโค้ชในตอนนี้ แม้จะมีไอเดียในใจอยู่บ้างแล้ว ส่วนทีมงาน จะพยายามเฟ้นหาคนที่เหมาะสมและดีที่สุดมาทำงานร่วมกัน

 

สำหรับรายการสำคัญอย่าง อาเซียนคัพ 2026 ฮัตสันพูดชัดเจนว่า มาตรฐานของทีมชาติไทยไม่ควรมีทางเลือกอื่นนอกจากการ ‘เป็นแชมป์’ แบบไม่มีข้อยกเว้น

 

ช้างศึก ‘ยุคฮัตสัน’ จะเรียกแข้งเก๋ากลับมาหรือไม่?

 

อีกหนึ่งคำถามที่แฟนบอลไทยอยากรู้คือ ในยุคของ แอนโธนี ฮัตสัน ทีมชาติไทยจะเดินตามแนวทางของ มาซาทาดะ อิชิอิ ที่เน้นผลักดันผู้เล่นรุ่นใหม่เต็มตัว หรือจะเปิดโอกาสให้นักเตะประสบการณ์สูงกลับมามีบทบาทในทีมอีกครั้ง?

 

ฮัตสันตอบอย่างชัดเจนว่า เขาเชื่อมั่นในศักยภาพของนักเตะเยาวชน แต่ก็ย้ำว่านักเตะรุ่นพี่ยังมีบทบาทและความสำคัญไม่แพ้กัน

 

“ผมเชื่อมั่นในตัวนักเตะเยาวชน ทุกคนที่มีความสามารถและทัศนคติที่ถูกต้องย่อมมีโอกาสลงเล่น แต่ฟุตบอลทีมชาติต้องการสมดุล นักเตะประสบการณ์สูงก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน”

 

เขาอธิบายว่า นอกจากฟอร์มการเล่นในสนามแล้ว สิ่งที่รุ่นพี่มอบให้คือ ‘มาตรฐาน’ และ ‘แบบอย่าง’ ทั้งในและนอกสนาม โดยเฉพาะเมื่อต้องออกไปเล่นเกมเยือนต่างแดน ซึ่งเต็มไปด้วยความท้าทายเรื่องสภาพแวดล้อมและการปรับตัว

 

“นักเตะอายุน้อยอาจเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลง แต่รุ่นพี่จะช่วยแนะนำและพยุงทีมให้ผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นได้ การมีพวกเขาอยู่ในทีมคือส่วนสำคัญของการรักษามาตรฐานและเป้าหมายที่เราตั้งไว้”

 

การรับมือกับแรงกดดัน และกระแสต่อต้านของแฟนบอล

 

หลังได้รับการแต่งตั้ง อีกสิ่งที่ ฮัตสันต้องเผชิญทั้งแรงกดดันมหาศาลและกระแสต่อต้านจากแฟนบอลไทยจำนวนมาก แต่เขากลับเลือกมองมันในเชิงบวกมากกว่ายกมาเป็นอุปสรรคทับตัวเอง

 

“ผมรับงานนี้เพราะผมรักประเทศไทยจริงๆ รักในวัฒนธรรมและผู้คน ไม่ได้พูดเพราะมีคนไทยอยู่เต็มห้อง แต่เพราะผมสัมผัสได้ว่าทุกคนมีแพชชั่นกับฟุตบอล ผมอยากให้ทีมชาติไทยเล่นอย่างภาคภูมิใจ เช่นเดียวกับแฟนบอลที่ภูมิใจในทีมของพวกเขา”

 

ขณะเดียวกันเขายอมรับว่าทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนหลายอย่างยังต้องหารือและปรับการทำงานร่วมกับฝ่ายเทคนิค แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ เขาแคร์แฟนบอลไทยและเข้าใจทุกเสียงวิจารณ์

 

“ตลอด 24 ชั่วโมงที่ผ่านมามีเรื่องราวมากมาย แต่สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าทุกคนรักฟุตบอลไทย และอยากให้ฟุตบอลไทยมีผลงานดีเสมอ ไม่ว่าจะกระแส หรือปฏิกิริยาของแฟนบอล ผมเองก็เป็นคนที่แคร์แฟนบอล เช่นเดียวกับนายกสมาคมฯ ก็อยากแสดงให้เห็นว่าทุกคนแคร์ฟุตบอลไทยจริงๆ

 

“อีกสิ่งผมเคารพทุกคอมเมนต์ ที่แสดงเข้ามาจากแฟนบอล หวังว่าวันหนึ่งผมจะทำให้ได้ ในการพาทีมชาติไทยเข้ารอบเอเชียน คัพ ทำให้แฟนบอลทุกคนภูมิใจกับฟอร์มการเล่น และผลการแข่งขันที่ทีมชาติไทยแสดงออกมา”

 

ทีมชาติไทย เริ่มนับ 1 กับ แอนโธนี ฮัตสัน ผู้มาพร้อมภารกิจฟื้นศรัทธา บอลไทย 4

 

คำถามยอดฮิต! ทีมชาติไทยยังฝันไปบอลโลกได้หรือไม่?

 

เมื่อถูกถามถึงคำถามที่แฟนบอลไทย (อาจจะยัง) อยากได้ยินที่สุด ทีมชาติไทยยังมีโอกาสไปฟุตบอลโลกหรือไม่

 

ฮัตสันตอบด้วยความเชื่อมั่นว่า “ผมเชื่อว่าเราสามารถไปได้ แต่…สิ่งที่ต้องทำต่อคือการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งเพิ่มจำนวนแมตช์แข่งขัน การสร้างระบบเยาวชน และการพัฒนาโค้ชในแต่ละระดับ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราก้าวใกล้ฟุตบอลโลกมากขึ้น”

 

ข้อความถึงแฟนบอลไทย

 

แอนโธนี ฮัตสัน ฝากข้อความถึงแฟนบอลไทย โดยเขาย้ำถึงความเข้าใจดีว่านี่คือช่วงเวลาที่ยาก ทั้งสำหรับทีมชาติไทยและคนที่รักทีมนี้

 

“ผมเข้าใจแฟนบอลทุกคนว่านี่คือช่วงเวลาที่ยาก แต่ผมขอเวลาในการพิสูจน์ตัวเองอย่างเต็มที่ ทั้งผม ทีมงานสตาฟฟ์ และนักเตะทุกคน เราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อเอาชนะใจแฟนบอลไทย และสร้างความเชื่อมั่นกลับมาอีกครั้ง หวังว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนจะเปิดใจ ยอมรับ และภูมิใจกับฟุตบอลไทยในแบบที่เราอยากให้เห็น”

 

สำหรับโปรแกรมต่อไปของทีมชาติไทยชุดใหญ่ จะกลับมาลงสนามในช่วง ฟีฟ่าเดย์ เดือนพฤศจิกายน 2568

  • นัดอุ่นเครื่องกับ ทีมชาติสิงคโปร์ (อันดับ 155 โลก) วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่สนามกีฬาธรรมศาสตร์ รังสิต เวลา 19.30 น.
  • ต่อด้วยการบุกเยือน ทีมชาติศรีลังกา (อันดับ 193 โลก) ในศึก เอเชียน คัพ 2027 รอบคัดเลือก

 

       

The post ทีมชาติไทย เริ่มนับ 1 กับ แอนโธนี ฮัตสัน ผู้มาพร้อมภารกิจฟื้นศรัทธาบอลไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุชาติเตรียมบินด่วนไปศรีลังกาพร้อมทีมแพทย์ ดู ‘พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์’ หลังนายกฯ ไฟเขียวเจรจาพากลับไทย https://thestandard.co/sri-lanka-elephant-return-mission/ Thu, 23 Oct 2025 11:50:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1134601 สุชาติเตรียมบินด่วนไป ศรีลังกา พร้อมทีมแพทย์ ดู พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์ หลังนายกฯ ไฟเขียวเจรจาพากลับ ไทย

วันนี้ (23 ตุลาคม) สุชาติ​ ชมกลิ่ม​ รองนายกรัฐมนตรีและร […]

The post สุชาติเตรียมบินด่วนไปศรีลังกาพร้อมทีมแพทย์ ดู ‘พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์’ หลังนายกฯ ไฟเขียวเจรจาพากลับไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุชาติเตรียมบินด่วนไป ศรีลังกา พร้อมทีมแพทย์ ดู พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์ หลังนายกฯ ไฟเขียวเจรจาพากลับ ไทย

วันนี้ (23 ตุลาคม) สุชาติ​ ชมกลิ่ม​ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก​ส่วนตัว​ ‘สุชาติ​ ชมกลิ่น’ ถึงกรณีช้างไทยที่ถูกส่งไปเป็นทูตสันถวไมตรียังประเทศศรีลังกา ซึ่งต่อมามีกระแสเรียกร้องให้พากลับประเทศหลังพบว่ามีชีวิตความเป็นอยู่ที่น่ากังวลว่า

 

ระบุว่า “ผมจะบินด่วนไปศรีลังกาด้วยตัวเอง

 

ท่านนายกฯ และ ผม พร้อมรัฐบาลไทยไม่เคยนิ่งนอนใจเรื่องความเป็นอยู่ของ พลายประตูผา และ พลายศรีณรงค์ โดยในวันนี้ได้นำเรื่องหารือกับท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ท่านไฟเขียวให้ดำเนินการทางการฑูต ประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้นำ พลายประตูผา และ พลายศรีณรงค์ กลับมาอยู่บ้านเรา ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการเจรจา

 

แต่ในเบื้องต้น ตัวผมเองและ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , อธิบดีกรมอุทยาน จะบินด่วนไปศรีลังกา พร้อมทั้งเอาทีมแพทย์ไปตรวจดูอาการของ พลายประตูผา และ พลายศรีณรงค์ เพื่อดูความเป็นอยู่ รวมถึงกำชับเรื่องการดูแลช้างกับทีมเจ้าหน้าที่ในศรีลังกัง ในระหว่างที่เรากำลังดำเนินการประสานการทูต เพื่อนำพาพลายประตูผา และ พลายศรีณรงค์ กลับประเทศไทย”

 

ทั้งนี้พลายประตูผา ถูกส่งไปเป็นเชือกแรกในปี พ.ศ. 2522 หรือประมาณ 37 ปีที่แล้ว ขณะมีอายุเพียง 12 ปี อาศัยอยู่ที่วัดพระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี ปัจจุบัน

 

ส่วนพลายศรีณรงค์ถูกส่งไปพร้อมกับพลายศักดิ์สุรินทร์เมื่อปี พ.ศ. 2544 ชื่อของช้างทั้งสองได้มาเพื่อเป็นเกียรติแก่จังหวัดสุรินทร์ และพระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง เจ้าเมืองคนแรก อาศัยอยู่ที่โรงเลี้ยงช้าง ข้างวัดคิริวีหระ ในเมืองกตรคาม ปัจจุบัน

 

อ้างอิง : https://www.facebook.com/share/14Lodkm263V

The post สุชาติเตรียมบินด่วนไปศรีลังกาพร้อมทีมแพทย์ ดู ‘พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์’ หลังนายกฯ ไฟเขียวเจรจาพากลับไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทย แก้ วิกฤตแรงงาน เปิดรับชาวศรีลังกา 1 หมื่นคน พร้อมเล็งหาชาติอื่นแทนกัมพูชาที่กลับประเทศไป https://thestandard.co/thailand-labour-shortage-crisis/ Sun, 31 Aug 2025 04:17:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1113752 thailand-labour-shortage-crisis

รัฐบาลไทยเดินหน้าหาตลาดแรงงานใหม่ หลังแรงงานชาวกัมพูชาเ […]

The post ไทย แก้ วิกฤตแรงงาน เปิดรับชาวศรีลังกา 1 หมื่นคน พร้อมเล็งหาชาติอื่นแทนกัมพูชาที่กลับประเทศไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-labour-shortage-crisis

รัฐบาลไทยเดินหน้าหาตลาดแรงงานใหม่ หลังแรงงานชาวกัมพูชาเดินทางกลับประเทศหลายหมื่นคน จากเหตุความตึงเครียดระหว่างชายแดนไทยและกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดแรงงานไทยเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานหนัก โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง เกษตร และประมง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนด้วยแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะจากเมียนมา กัมพูชา และลาว

 

เมื่อมาดูตัวเลขจากกระทรวงแรงงาน ระบุว่า ย้อนไปในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีแรงงานกัมพูชาที่ขึ้นทะเบียนกว่า 5 แสนคน ขณะที่ IOM หน่วยงานของสหประชาชาติ ประเมินว่ายังมีแรงงานกัมพูชาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรืออยู่ในไทยแบบผิดกฎหมายอีก 5 แสนคน

 

“หลังจากแรงงานกัมพูชากลับบ้าน บริษัทจัดหางานในไทยก็เสนอให้นายหน้าหาแรงงานชาวเมียนมาเข้ามาแทน ซึ่งก็ไม่ง่าย แม้หลายคนอยากเข้ามาทำงานในไทย แต่ถูกจำกัดการเดินทาง เนื่องจากการเดินทางออกจากเมียนมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นเรื่องยากมาก ตั้งแต่การขอหนังสือเดินทาง ไปจนถึงการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินก่อนออกนอกประเทศ โดยเฉพาะข้อจำกัดสำหรับผู้ชายอายุ 18–35 ปี ที่เข้มงวดมากขึ้น หลังจากรัฐบาลเมียนมาเริ่มบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหาร ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2024 ซึ่งมีสาเหตุมาจากการสู้รบที่ทวีความรุนแรงกับกลุ่มกบฏประชาธิปไตย” นายหน้าจัดหางาน กล่าว

 

พร้อมประเมินว่าปัจจุบันมีแรงงานเมียนมาในไทยรวมประมาณ 4.7 ล้านคน ในจำนวนนี้กว่า 1.7 ล้านคนไม่มีเอกสารถูกกฎหมาย และส่วนใหญ่จะเปิดรับสมัครแรงงานเฉพาะผู้หญิงและผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 35 ปีเท่านั้น

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

แต่ไม่นานมานี้ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมาตรการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ด้วยการเปิดโครงการนำร่องรับแรงงานศรีลังกาเข้ามา 1 หมื่นคน โดยทางด้านศรีลังกาก็พร้อมส่งแรงงานเข้ามาทันที ซึ่งมีแรงงานมากกว่า 30,000 คนแสดงความจำนงที่จะเข้ามาทำงานในไทยแล้ว แต่ปัจจุบันมีแรงงานศรีลังกาที่ได้รับอนุญาตทำงานในไทยเพียง 500 คนเท่านั้น

 

พร้อมกันนี้ยังเตรียมพิจารณาหาแรงงานในประเทศอื่น เช่น เนปาล บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์เข้ามาเสริมด้วยเช่นกัน

 

ในฝั่งนักวิชาการชี้ว่า ปัญหาขาดแคลนแรงงานไทยเป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง เพราะกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนประชากรเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง และจริงๆ แล้วอุตสาหกรรมไทยแข่งขันได้ก็เพราะแรงงานต่างด้าวที่จากประเทศเพื่อนบ้าน

 

ด้านกลุ่มสิทธิแรงงานเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการ ‘นิรโทษกรรมแรงงานต่างด้าว’ เปิดโอกาสให้แรงงานยื่นขออนุญาตทำงานอย่างถูกกฎหมาย พร้อมตั้งกลไกรับเรื่องร้องเรียนเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงาน

 

อดิศร เกิดมงคล เครือข่าย Migrant Working Group ระบุว่า รัฐบาลยังไม่มีแผนชัดเจนว่าจะนำแรงงานใหม่มาทำงานในภาคส่วนใด อีกทั้งค่าเดินทางจากประเทศที่อยู่ไกล เช่น ศรีลังกา หรือบังกลาเทศ อาจเป็นอุปสรรคสำคัญ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในการหาแรงงาน เพราะต้องแข่งขันแย่งแรงงานกับประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ที่เสนอค่าจ้างและมีสวัสดิการให้มากกว่า

 

อย่างไรก็ตาม แม้คณะรัฐมนตรีได้เริ่มเดินหน้าออกขั้นตอนปรับสถานะแรงงานเพื่อนบ้านเข้าสู่ระบบแล้ว แต่เกณฑ์ที่กำหนด เช่น การให้ยื่นคำขอใน 15 วัน การตรวจสุขภาพ และเงื่อนไขหนังสือเดินทาง-วีซ่า อาจยังเป็นอุปสรรคในภาวะตึงเครียดด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาค

 

อ้างอิง:

 

The post ไทย แก้ วิกฤตแรงงาน เปิดรับชาวศรีลังกา 1 หมื่นคน พร้อมเล็งหาชาติอื่นแทนกัมพูชาที่กลับประเทศไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
อดีตประธานาธิบดีศรีลังกาเข้าโรงพยาบาล หลังถูกจับกุมข้อหาทุจริต ใช้เงินของรัฐในทางที่ผิด https://thestandard.co/sri-lankas-ex-president-hospitalized/ Sun, 24 Aug 2025 05:57:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1110574

รานิล วิกรมสิงเห อดีตประธานาธิบดีศรีลังกา เข้ารับการรัก […]

The post อดีตประธานาธิบดีศรีลังกาเข้าโรงพยาบาล หลังถูกจับกุมข้อหาทุจริต ใช้เงินของรัฐในทางที่ผิด appeared first on THE STANDARD.

]]>

รานิล วิกรมสิงเห อดีตประธานาธิบดีศรีลังกา เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล กรณีขาดน้ำอย่างรุนแรง หลังถูกจับกุมข้อหาทุจริต ใช้เงินสาธารณะเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางส่วนตัวไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อตอนเดินทางไปสหราชอาณาจักร เป็นเวลา 2 วันเมื่อเดือนกันยายน 2023 เพื่อเข้าร่วมพิธีมอบตำแหน่งศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ให้กับภรรยาของเขาที่มหาวิทยาลัย Wolverhampton

 

อดีตผู้นำศรีลังกาปฏิเสธข้อกล่าวหาใช้เงินของรัฐในทางที่ผิด และกล่าวว่าภรรยาเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายในการเดินทางเอง โดยการเดินทางครั้งนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่วิกรมสิงเห กลับมาจากการประชุมสุดยอด G77 ที่ฮาวานา และการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก

 

ความผิดดังกล่าวมีโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี และปรับเป็นเงินราว 16.6 ล้านรูปี (ราว 1.8 ล้านบาท)

 

วิกรมสิงเหเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีศรีลังกา เมื่อกรกฎาคม 2022 หลังจากที่ โกตาบายา ราชปักษา ประธานาธิบดีคนก่อนหน้าตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากการประท้วงอย่างหนักที่เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของศรีลังกา

 

โดยวิกรมสิงเหยังเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีศรีลังกาถึง 6 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 1977 แต่ไม่เคยอยู่ครบวาระ

 

การจับกุม อดีตประธานาธิบดีศรีลังกาคนนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางการรณรงค์ปราบปรามการทุจริตและการบริหารจัดการที่ผิดพลาดในศรีลังกาที่เข้มข้นขึ้น หลัง อนุรา กุมาร ดิสสานายาเก เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนปัจจุบันของศรีลังกา

 

แฟ้มภาพ: Pushpa Kumara / Anadolu via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post อดีตประธานาธิบดีศรีลังกาเข้าโรงพยาบาล หลังถูกจับกุมข้อหาทุจริต ใช้เงินของรัฐในทางที่ผิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก City of Dreams Sri Lanka อาณาจักรคาสิโน “มาเก๊าแห่งเอเชียใต้” เกมเดิมพัน กู้วิกฤติหนี้ศรีลังกา? https://thestandard.co/city-of-dreams-sri-lanka/ Mon, 11 Aug 2025 07:25:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1106116 City of Dreams Sri Lanka

‘ศรีลังกา’ เข้าสู่ยุคพัฒนาการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ด้วยก […]

The post รู้จัก City of Dreams Sri Lanka อาณาจักรคาสิโน “มาเก๊าแห่งเอเชียใต้” เกมเดิมพัน กู้วิกฤติหนี้ศรีลังกา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
City of Dreams Sri Lanka

‘ศรีลังกา’ เข้าสู่ยุคพัฒนาการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ด้วยการเปิดตัวโครงการเมกะโปรเจกต์ “City of Dreams Sri Lanka” ซึ่งเป็นรีสอร์ตแบบครบวงจร (Integrated Resort) แห่งแรกในเอเชียใต้ 

 

นับเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศใจกลางเมืองหลวง กรุงโคลัมโบ โดยผู้นำวงการอุตสาหกรรมต่างมองว่า นี่เป็น “การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญระดับชาติของศรีลังกา” 

 

แม้จะมีเสียงสะท้อนข้อกังขา ถึงกลไกดูแลกฎหมายคาสิโน ที่อาจลามสู่ปัญหาการฟอกเงินเพราะศรีลังกา เองก็กำลังดิ้นรนเพื่อฝ่าวิกฤตการเงินครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบกว่า 70 ปีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากการผิดนัดชำระหนี้

 

รายงานข่าวระบุว่า โครงการนี้เป็นการลงทุนของภาคเอกชนด้านไลฟ์สไตล์ ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างบริษัท John Keells Holdings PLC (JKH) กลุ่มธุรกิจใหญ่ที่สุดของศรีลังกา และ Melco Resorts & Entertainment บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านรีสอร์ตครบวงจรจากมาเก๊า

 

โดยโครงการครอบคลุมพื้นที่กว่า 4.5 ล้านตารางฟุต ตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์กลางกรุงโคลัมโบ ซึ่งมองเห็นวิวมหาสมุทรอินเดีย มูลค่าการลงทุนกว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ หรือราวๆ 44,000 ล้านบาท 

 

รายงานข่าวระบุว่า โครงการพัฒนานี้ เดิมใช้ชื่อ Cinnamon Life Integrated Resort แต่ได้รีแบรนด์ หลังจากความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ Melco Resorts ในเดือนเมษายน 2567 กระทั่งความร่วมมือนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ทางการศรีลังกาได้อนุมัติใบอนุญาตประกอบกิจการคาสิโนให้กับ Melco Resorts เป็นระยะเวลา 20 ปี

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 

 


 

ภายในโครงการประกอบด้วยโครงสร้างอาคารที่หรูหรา ประกอบด้วย โรงแรมหรู จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ Cinnamon Life จำนวน 687 ห้อง, Nüwa แบรนด์ระดับ ultra-luxury ของ Melco จำนวน 113 ห้อง, คาสิโนระดับโลก ดำเนินงานโดย Melco พร้อมโซนบันเทิงมาตรฐานสากล ศูนย์จัดประชุม (MICE) 

 

ประกอบกับ โครงสร้างพื้นฐานรองรับการจัดประชุม นิทรรศการ และอีเวนต์ระดับนานาชาติ ศูนย์การค้าไฮเอนด์ ร้านค้าหรู แบรนด์แฟชั่นระดับโลก ร้านอาหารระดับมิชลิน และบริการ Fine Dining จากเชฟชื่อดังระดับโลก รวมถึงพื้นที่แสดงวัฒนธรรม การแสดงนานาชาติ และโชว์ศิลปะร่วมสมัย

 

โครงการนี้ออกแบบโดย James Balmond แห่ง Balmond Studio โดยเน้นดีไซน์ร่วมสมัย สื่อถึงเอกลักษณ์ของศรีลังกาผ่านโครงสร้างสถาปัตยกรรม พร้อมทั้งใช้ระบบอาคารสีเขียวที่คำนึงถึงความยั่งยืน เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียน วัสดุก่อสร้างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และระบบบริหารจัดการน้ำ-ขยะที่มีประสิทธิภาพ

 

หวังพลิกฟื้น ‘เศรษฐกิจศรีลังกา’

 

ทั้งนี้ คาดว่าโครงการนี้จะสร้างการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมกว่า 20,000 ตำแหน่ง และกลายเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุน การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในศรีลังกาและภูมิภาคเอเชียใต้

 

ในเชิงยุทธศาสตร์ โครงการ ‘City of Dreams Sri Lanka’ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับกรุงโคลัมโบให้เป็นศูนย์กลางใหม่ด้านการท่องเที่ยวหรู การประชุมทางธุรกิจ และความบันเทิงระดับภูมิภาค โดยมุ่งเน้นการเจาะตลาดอินเดีย จีน และรัสเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพด้านรายได้และมีอัตราการเดินทางท่องเที่ยวสูง

 

เจาะชนชั้นกลาง ‘อินเดีย’ เทียบชั้นลาสเวกัสและ ‘มาเก๊าแห่งเอเชียใต้’

 

Krishan Balendra ประธานและซีอีโอของ John Keells Holdings (JKH) กล่าวกับ Nikkei Asia ว่า “คาสิโนแห่งนี้จะมีบรรยากาศแบบนานาชาติ และจะมอบประสบการณ์การเล่นเกมระดับโลก เหมือนกับลาสเวกัส ไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้าง แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่น และการเปลี่ยนแปลงของประเทศ ศรีลังกากำลังส่งสัญญาณว่า พร้อมเปิดรับการลงทุนและการท่องเที่ยวระดับโลก”

 

Balendra ฉายภาพที่มาของโครงการอีกว่า ก่อนที่รีสอร์ตจะเปิดให้บริการ เหล่านักพนันทั้งชาวต่างชาติและชาวศรีลังกาต้องเลือกคาสิโนแบบสแตนด์อะโลนขนาดเล็กที่บริหารงานโดยคนท้องถิ่น ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งตัวเลือกความบันเทิงที่มีมายาวนานหลายทศวรรษ หลังจากนั้นจึงได้เข้าร่วมกับคาสิโนที่เพิ่งเปิดใหม่ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอินเดีย

 

สำหรับลูกค้าหลัก จะมุ่งเน้นไปที่นักพนันชาวอินเดีย เนื่องจาก 

 

  1. อินเดียครองตลาดคาสิโนที่กระจายอยู่ทั่วเอเชียใต้อยู่แล้ว ตั้งแต่กรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล ไปจนถึงรัฐสิกขิม ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ไปจนถึงเรือคาสิโนนอกชายฝั่งในรัฐกัว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย 
  2. ปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ รายใหญ่ที่สุดในศรีลังกา

 

“กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน คือชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วและ นักท่องเที่ยวขาออกจากอินเดีย ที่อยู่ห่างเพียงเที่ยวบินสั้นๆ จากอินเดียใต้หนึ่งชั่วโมง 2 ชั่วโมงจากมุมไบ และ 3 ชั่วโมงจากเดลี”

 

ขณะที่ Lawrence Ho ประธานกรรมการบริหารของ Melco Resorts and Entertainment กล่าวเสริมว่า ศรีลังกามีศักยภาพ ในการเป็นศูนย์กลางบันเทิงของเอเชียใต้ โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นกลาง-บนของอินเดียที่กำลังเติบโต นอกจากนี้ ยังมองว่าศรีลังกามีศักยภาพจะเป็น “มาเก๊าแห่งเอเชียใต้” ในอนาคต

 

โดยใช้บทเรียนจากความสำเร็จในฟิลิปปินส์ ไซปรัส และมาเก๊า มาปรับใช้ในโครงการนี้ และจะสร้างชื่อเสียงให้ศรีลังกา ให้เป็นจุดหมายใหม่ในตลาดการท่องเที่ยวหรูระดับโลก

 

สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยวศรีลังกา ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ประเมินว่า ปีนี้จะมีชาวอินเดียมามากสุด ตามด้วยชาวรัสเซีย และชาวอังกฤษ ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวได้พุ่งสูงขึ้นกว่า 1 ล้านคนแล้ว

 

ดังนั้น โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งศรีลังกากำลังดิ้นรนเพื่อฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จากการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลในปี 2565 

 

ห่วงกลไกกฎหมายคุมคาสิโน ลามสู่ปัญหาฟอกเงิน

 

อย่างไรก็ตาม แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นพ้อง ถึงโอกาสทองจากนักพนัน  กลุ่มอินเดียเติบโตที่ 7% และมีกำลังจ่ายสูง มีการสะสมความมั่งคั่งที่เติบโต ในอัตราที่น่าตกใจ

 

ทว่า Murtaza Jafferjee ประธานสถาบัน Advocata ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองเชิงนโยบายในโคลัมโบ กล่าวว่า พวกเขาจะมาที่ City of Dreams ในฐานะนักพนันตัวยง หรือจะมาร่วมเล่นเกมเล็กๆ น้อยๆ เพียงเพราะมาเพื่อเข้าร่วมการประชุมหรืออีเวนต์อื่นๆ เท่านั้น

 

ผู้สังเกตการณ์รายอื่นๆ เสริมอีกว่า อุตสาหกรรมเกมระหว่างประเทศมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีความระมัดระวังมากขึ้นเกี่ยวกับการรุกคืบของ ‘Melco’ ในการเปิดคาสิโนบนเกาะในเอเชียใต้แห่งนี้

 

นักวิเคราะห์เกมระดับโลกจาก Seaport Research Partners ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการวิจัยการลงทุนระดับนานาชาติ กล่าวว่า ที่นี่จะไม่เหมือนกับตลาดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างเวกัส ซึ่งองค์ประกอบเกมมีขนาดเล็กกว่าและสร้างรายได้ 40% เมื่อเทียบกับองค์ประกอบที่ไม่ใช่เกม ซึ่งสร้างรายได้ 60%

 

Tim Shepherd ผู้ก่อตั้ง Fortuna Investments ซึ่งตั้งอยู่ในฮ่องกง รู้สึกกังวลกับการคาดการณ์ว่านักพนันชาวอินเดียจะหลั่งไหลเข้ามาเล่นคาสิโน แห่งใหม่นี้มากขึ้น

 

“ชาวอินเดียไม่นิยมไปคาสิโนในศรีลังกามากเท่ากับที่กัวหรือเนปาล เพราะต้องใช้พาสปอร์ตและตั๋วเครื่องบินราคาแพง” เขากล่าว

 

“ผมคาดว่าตลาดเป้าหมายจะเป็นตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งที่ผู้เล่นรายใหญ่ส่วนใหญ่มาจากคาสิโนที่มีอยู่แล้วในโคลัมโบ”

 

นอกจากนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า การที่ศรีลังกาหันมาเพิ่มบริการความบันเทิงเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้นเช่นนี้ ก็ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับกลไกการกำกับดูแลกฎหมายคาสิโนของศรีลังกา ต่อการดำเนินการอย่างโปร่งใส

 

นักเศรษฐศาสตร์และสมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้าน กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ศรีลังกา เคยอยู่ในบัญชีดำระหว่างประเทศและประสบปัญหา ซึ่งต้องตรวจสอบกฎระเบียบเกี่ยวกับการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงิน แก่การก่อการร้าย”

 

ผลการศึกษาของสถาบัน Advocata ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยเกี่ยวกับกฎหมาย และข้อบังคับเกี่ยวกับการพนันที่ประกาศใช้ไปแล้ว หนึ่งในความกังวลคือการขาดความเข้มงวดในการกำกับดูแลอย่างเป็นอิสระ

 

อย่างไรก็ตาม นักพนันท้องถิ่นต่างรอคอยที่จะลองเสี่ยงโชคที่ City of Dreams Sri Lanka บางส่วนมองว่า คาสิโนแห่งนี้มีจุดเด่น แต่อาจไม่เป็นที่รู้จัก จากที่มีอยู่แล้วในโคลัมโบ

 

ขณะที่ บางกลุ่มธุรกิจ มองว่า “หรือคาสิโนในโคลัมโบ แห่งนี้จะมอบค่ำคืนแห่งสันติภาพทางภูมิรัฐศาสตร์” เขาพูดติดตลกโดยไม่ขอเปิดเผยชื่อ

 

อ้างอิง:

The post รู้จัก City of Dreams Sri Lanka อาณาจักรคาสิโน “มาเก๊าแห่งเอเชียใต้” เกมเดิมพัน กู้วิกฤติหนี้ศรีลังกา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยกับโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ โอกาสใน BIMSTEC และการเป็นสะพานเชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้-เอเชียใต้ https://thestandard.co/thailands-role-in-bimstec/ Wed, 02 Apr 2025 00:51:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1059493 ไทย และ BIMSTEC

“ถ้าเรามองไปที่แผนที่ประเทศไทย ทางซ้ายมือเราจะเห็นมหาสม […]

The post ไทยกับโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ โอกาสใน BIMSTEC และการเป็นสะพานเชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้-เอเชียใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทย และ BIMSTEC

“ถ้าเรามองไปที่แผนที่ประเทศไทย ทางซ้ายมือเราจะเห็นมหาสมุทรอินเดีย ลึกขึ้นไปจะเห็นอ่าวเบงกอล ถัดเข้ามาคือทะเลอันดามัน ประเทศรอบๆ ที่อยู่ติดทะเลเหล่านี้มีประเทศอะไรบ้าง”

 

“มีไทย เมียนมา บังกลาเทศ อินเดีย และศรีลังกา ส่วนอีก 2 ประเทศในเอเชียใต้ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดแต่ไม่มีพื้นที่ติดทะเล (Landlocked) คือ เนปาล และภูฏาน”

 

รุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ พาเราลัดเลาะตามแผนที่ภูมิศาสตร์ เพื่อให้เห็นประเทศต่างๆ ที่เราจะโฟกัสกันในบทความนี้ ก่อนจะชี้ให้เห็นความสำคัญทั้งในเชิงที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และโอกาสทางเศรษฐกิจต่างๆ ภายใต้กรอบความร่วมมือระดับอนุภูมิภาค ซึ่งไทยเป็นดั่งสะพานเชื่อมระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้

 

ตลาดที่ว่านี้มีประชากรรวมกว่า 1,800 ล้านคน คิดเป็น 22% ของประชากรโลก และมีขนาด GDP รวม 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีการค้าระหว่างประเทศรวม 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

เรากำลังพูดถึง BIMSTEC กรอบความร่วมมือที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนการค้าและการลงทุนในระดับโลก 

 

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าที่ดุเดือด หลายประเทศเริ่มลดการพึ่งพามหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน และหันมามองตลาดใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) หรืออาจเรียกว่าขั้วเศรษฐกิจใหม่ (Global South) ที่กำลังเนื้อหอมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากพลังการบริโภค แรงงาน ทรัพยากรธรรมชาติ เทคโนโลยี และโนว์ฮาว ซึ่งตลาด BIMSTEC ก็เป็นหนึ่งในนั้น 

 

อธิบดีกล่าวว่า การมีอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งใน Rising Power อยู่ใน BIMSTEC ถือเป็นแม่เหล็กที่ทำให้โลกสนใจกลุ่มนี้มากขึ้น โดยอินเดีย นอกจากจะมีตลาดขนาดใหญ่แล้ว ยังมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้วย 

 

“การที่เรามีอินเดียอยู่ในกรอบความร่วมมือนี้ ทำให้ไทยมีโอกาสได้แสดงบทบาทในเรื่องต่างๆ มากว่าเวทีระดับทวิภาคีไทย-อินเดีย ทำให้เรามีมุมมองที่กว้างขึ้นในระดับภูมิภาค และอนุภูมิภาค ซึ่งโอกาสก็จะกว้างขึ้น ตลาดก็จะขยายใหญ่ขึ้น” อธิบดีกล่าว

 

โดยอินเดียมีจุดแข็งในเรื่องของเทคสตาร์ทอัพด้วย ซึ่งก็เป็นโอกาสของไทยในการร่วมมือด้านเทคและ AI กับอินเดีย

 

แต่นอกจากตลาดอินเดียแล้ว ไทยก็ให้ความสำคัญกับบังกลาเทศ ศรีลังกา หรือสองประเทศแถบหิมาลัยที่เด่นเรื่องท่องเที่ยว และเมียนมาด้วย

 

เมื่อเอเชียใต้มีนโยบาย Look East ส่วนไทยก็มีนโยบาย Look West เพื่อมองหาโอกาสใหม่ๆ ทั้งสองจึงมาบรรจบกันและต่างขยายโอกาสซึ่งกันและกันทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว อีกทั้งยังขยายการเชื่อมโยงทางคมนาคมระหว่างกัน ทั้งทางบกและทางเรือ นอกจากนี้ยังช่วยกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจกับมหาอำนาจ ซึ่งตอบโจทย์ทางภูมิรัฐศาสตร์

 

แน่นอนว่าการขับเคลื่อนจากภาครัฐและเอกชนถือเป็นกุญแจสำคัญ แต่ก็ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากประชาชนด้วย

 

โจทย์การสร้างการรับรู้ ทำอย่างไรให้คนรู้จัก BIMSTEC

 

ถ้าถามว่า BIMSTEC คืออะไร มีน้อยคนที่จะรู้จัก

 

นั่นก็แปลว่า การขับเคลื่อน BIMSTEC ในอดีตที่ผ่านมาถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

 

ความท้าทายของไทยในฐานะเจ้าภาพปีนี้คือจะทำอย่างไรให้ประชาชนทั่วไปรู้จัก BIMSTEC มากขึ้น เพราะคนทั่วไปมักรู้จักอาเซียน แต่โดยส่วนใหญ่จะไม่รู้จัก BIMSTEC ว่าคืออะไร ทั้งที่เป็นกรอบความร่วมมือที่มีความเป็นมาตั้งแต่ปฏิญญากรุงเทพปี 1997 ซึ่งไทยได้รับไม้ต่อการเป็นประธานถัดจากศรีลังกาในปี 2022 และปีนี้ BIMSTEC ก็ได้กลับบ้านอีกครั้ง โดยไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำกับอีก 6 ประเทศ ซึ่งเลื่อนมาจากปีที่แล้ว 

 

โจทย์สำคัญคือการสร้างการรับรู้และขับเคลื่อน BIMSTEC ให้เติบโตขึ้นจากภาคส่วนต่างๆ โดยในด้านการรับรู้ของประชาชนนั้น มีความจำเป็นต้องสร้างความตระหนักเพิ่มขึ้นว่า BIMSTEC มีความสำคัญอย่างไร และจะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วไปในมิติต่างๆ ได้อย่างไร โดยเฉพาะในด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี การท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนใน BIMSTEC

 

 

อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศกล่าวว่า การขับเคลื่อน BIMSTEC ในแต่ละยุคสมัยจะอยู่ในบริบทของภาพใหญ่ โดยช่วงที่เกิดโรคระบาดโควิดได้ส่งผลให้การขับเคลื่อนความร่วมมือสะดุดลง ปัจจุบัน BIMSTEC อยู่ในบริบทของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน และสงครามการค้าที่มีชนวนจากนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อโลกในทุกมิติอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

แม้หลายปีที่ผ่านมา BIMSTEC มีความร่วมมือในด้านต่างๆ ทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี ครอบคลุมไปถึงด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ทว่าคนส่วนใหญ่ไม่รับรู้ อาจเป็นเพราะเราไม่ได้ชูว่านี่คือ BIMSTEC หรือนำคำนี้มาจับ เราจะเห็นคำนี้เฉพาะในเอกสารราชการเป็นส่วนใหญ่ เช่น เอกสารยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยง 

 

ตัวอย่างโครงการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ BIMSTEC คือ ‘แลนด์บริดจ์’ ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้เลยว่าโครงการนี้เชื่อมโยงชายฝั่งทะเลอันดามันของไทยกับมหาสมุทรอินเดีย อ่าวเบงกอล และประเทศใน BIMSTEC 

 

อธิบดีกล่าวว่า ที่ผ่านมาเราอาจไม่ได้สร้างการรับรู้ หรือสร้างแนวคิด (Conceptualize) ในเรื่องต่างๆ ว่านี่คือ BIMSTEC ดังนั้นประชาชนจำนวนมากจึงยังไม่รู้จักหรือเห็นความสำคัญ ทั้งที่บางเรื่องอาจอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน

 

BIMSTEC กำลังมุ่งไปทางไหน

 

ในฐานะประธาน BIMSTEC ซึ่งจะสิ้นสุดวาระลงในปีนี้ ไทยได้เสนอวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030 (BIMSTEC Bangkok Vision 2030) เพื่อกำหนดทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจนของความร่วมมือภายใต้กรอบ BIMSTEC โดยส่งเสริมให้ BIMSTEC เป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ รวมถึงยกระดับความร่วมมือในการปรับตัว เพื่อรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อบรรลุเป้าหมายสำคัญภายใต้แนวคิด BIMSTEC ที่ ‘มั่งคั่ง ยั่งยืน ฟื้นคืน และเปิดกว้าง (Prosperous, Resilient and Open BIMSTEC หรือ ‘PRO BIMSTEC’) 

 

เรื่องของ Prosperous หรือความมั่งคั่งนั้น อธิบดีอธิบายเพิ่มเติมว่า ไทยให้ความสำคัญกับเรื่องการค้า (Trade) โดยมีปลายทางคือ FTA แต่ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาการเจรจาเขตการค้าเสรี BIMSTEC ไม่มีความคืบหน้า และขาดความต่อเนื่อง ซึ่งหากเจรจาสำเร็จจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล 

 

เรื่องต่อมาที่เป็นอีกหัวใจในด้านการสร้างความมั่งคั่ง คือการสร้างความเชื่อมโยง (Connectivity) ทั้งทางบกและทางน้ำ ซึ่งปีนี้ไทยผลักดันให้เกิดการลงนามในความตกลงด้านความร่วมมือในการขนส่งทางทะเล ซึ่งจะเกิดประโยชน์ในด้านการค้าทางทะเลและการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคมากขึ้น อีกส่วนคือการเชื่อมโยงทางบกผ่านทางหลวงไตรภาคีอินเดีย-เมียนมา-ไทย (Trilateral Highway) ซึ่งปัจจุบันเส้นทางในส่วนของเมียนมายังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากปัญหาความไม่สงบจากสงครามกลางเมือง ส่งผลให้โครงการนี้มีความล่าช้า

 

อีกเรื่องที่ไทยให้ความสำคัญคือ AI ในบริบทของเศรษฐกิจ การใช้ประโยชน์จาก AI ในเศรษฐกิจดิจิทัล และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

 

มิติถัดมาคือเรื่องของ Resilient หรือการฟื้นคืน จะเน้นในเรื่องการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ให้ความสำคัญกับสุขภาพ และความมั่นคงทางสังคม ซึ่งไทยดูเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change), มลพิษในอากาศ (Air Pollution) และอาชญากรรมข้ามชาติ (Transnational Crime) 

 

มิติสุดท้ายเป็นเรื่องของ Open หรือการเปิดกว้าง โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ เช่น ประชาชน ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และเยาวชนเพื่อส่งเสริมให้เกิดความใกล้ชิดกันมากขึ้น

 

อธิบดีระบุว่า เอกสารผลลัพธ์ของการประชุมผู้นำ BIMSTEC ครั้งที่ 6 จะสะท้อนวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ ในสิ่งที่ไทยอยากเห็น ซึ่งจะเป็นแนวทางขับเคลื่อน BIMSTEC รวมถึงกฎระเบียบ กลไก และทิศทางการดำเนินงานสำหรับ BIMSTEC ในระยะต่อไป ก่อนที่ไทยจะส่งไม้ต่อการเป็นประธาน BIMSTEC ให้แก่บังกลาเทศ ซึ่งอธิบดีได้เน้นย้ำความสำคัญของ Action Plan หรือแผนปฏิบัติการที่แต่ละประเทศนำไปขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดขึ้นจริงตามวิสัยทัศน์

 

อุปสรรคและความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า

 

หากจะมีมาตรวัดความสำเร็จที่จับต้องได้ และคนให้ความสนใจด้วยคือความตกลง FTA ซึ่งข้อมูลจากเอกสารของกองส่งเสริมเศรษฐสัมพันธ์และความร่วมมือ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า BIMSTEC ได้มีการประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้า (BIMSTEC Trade Negotiation Committee: TNC) มาแล้ว 21 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดย้อนกลับไปในปีที่บังกลาเทศเป็นเจ้าภาพจัดประชุมที่กรุงธากา ในปี 2018 ซึ่งครั้งนั้นสามารถสรุปข้อบทในการเจรจาความตกลงด้านกระบวนการและกลไกระงับข้อพิพาท และสามารถสรุปประเด็นสำคัญในความตกลงด้านการค้าสินค้าและความตกลงด้านความร่วมมือด้านศุลกากร 

 

ส่วนการเจรจาความตกลงด้านการค้าบริการ ความตกลงด้านการลงทุน และความตกลงด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้ามีความคืบหน้าตามลำดับ โดยภูฏานมีกำหนดเป็นเจ้าภาพการประชุม BIMSTEC TNC ครั้งที่ 22 ตามระเบียบการเวียนประเทศเจ้าภาพตามลำดับตัวอักษร โดยคาดว่าจะจัดภายในปี 2025

 

เอกสารระบุว่า ปัจจุบัน BIMSTEC ให้ความสำคัญกับการเจรจาข้อบทภายใต้ความตกลงการค้าสินค้า (Agreementon Trade in Goods) โดยเฉพาะการเร่งสรุปผลข้อบทว่าด้วยกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเปิดเสรีการค้า 

 

ส่วนความท้าทายของการเจรจาความตกลง FTA ของกลุ่ม BIMSTEC นั้น แม้ว่าจะมีการเจรจาอย่างต่อเนื่องมากว่า 20 รอบ แต่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ เนื่องจากบางประเทศสมาชิกยังมีความกังวลในเรื่องการขาดดุลการค้า นอกจากนี้ในช่วงที่เกิดโรคระบาดโควิดได้ส่งผลกระทบให้กระบวนการเจรจาต้องหยุดชะงักด้วย อย่างไรก็ตาม ทางกรมฯ เชื่อว่า หากมองภาพรวมในระยะยาว การจัดตั้งเขตการค้าเสรีภายใต้ BIMSTEC FTA จะเป็นประโยชน์ร่วมกันอย่างมหาศาลแก่ทุกรัฐสมาชิก

 

ซึ่งจะคืบหน้าเป็นรูปธรรมอย่างไร เราคงต้องติดตามกันต่อไป

 

อีกโจทย์ความท้าทายคือการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่นับวันจะยิ่งดุเดือด ซับซ้อน และผันผวนยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับความร่วมมือของประเทศต่างๆ ในกรอบ BIMSTEC

 

ท่ามกลางสงครามการค้าที่เกิดขึ้นทั่วโลก การค้าระหว่างประเทศได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากร (tariff) จากมหาอำนาจ แน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวมด้วย ดังนั้นประเทศต่างๆ จึงควรหันมาเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ค้าขายกันเองมากขึ้น เป็นการกระจายความเสี่ยง และก้าวข้ามอุปสรรคทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ควบคู่กัน สิ่งสำคัญคือกรอบอนุภูมิภาคนี้มีแต้มต่อในการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของตลาดเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เชื่อมกันโดย BIMSTEC

 

ซึ่งไทยในฐานะผู้นำสาขาความเชื่อมโยงใน BIMSTEC ถือเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญในการช่วยขับเคลื่อนให้กลุ่มนี้เติบโตเพื่อรองรับกับโอกาสที่ขยายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ไทยยังสามารถใช้เวทีนี้แสดงบทบาทการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกให้โดดเด่นขึ้นด้วย

 

ภาพ: Harvepino via Shutterstock

อ้างอิง: 

  • กองส่งเสริมเศรษฐสัมพันธ์และความร่วมมือ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

The post ไทยกับโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ โอกาสใน BIMSTEC และการเป็นสะพานเชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้-เอเชียใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมชาติไทยเก็บ 3 แต้มจากศรีลังกาตามเป้า แต่เกมบุกยังต้องปรับ https://thestandard.co/thailand-beats-sri-lanka-asian-cup-qualifiers/ Wed, 26 Mar 2025 04:05:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1056629 การแข่งขันฟุตบอลคัดเลือกเอเชียนคัพ 2027 ระหว่างทีมชาติไทยพบศรีลังกา ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน

ทีมชาติไทยประเดิมศึกเอเชียนคัพ 2027 รอบคัดเลือก (นัดแรก […]

The post ทีมชาติไทยเก็บ 3 แต้มจากศรีลังกาตามเป้า แต่เกมบุกยังต้องปรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การแข่งขันฟุตบอลคัดเลือกเอเชียนคัพ 2027 ระหว่างทีมชาติไทยพบศรีลังกา ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน

ทีมชาติไทยประเดิมศึกเอเชียนคัพ 2027 รอบคัดเลือก (นัดแรก) ด้วยการเก็บ 3 แต้มสำคัญ หลังเฉือนเอาชนะศรีลังกา 1-0 ตามเป้าหมายที่วางไว้ ท่ามกลางแฟนบอลที่มาชมถึงสนามราชมังคลากีฬาสถาน 17,207 คน

 

แม้ผลการแข่งขันเป็นไปตามความคาดหมาย แต่เรื่องของฟอร์มการเล่นในเกมนี้ยังสะท้อนให้เห็นปัญหาจุดใหญ่ที่ยังต้องปรับปรุง นั่นคือจังหวะการประสานงานในเกมรุกที่ยังขาดความลงตัว และการจบสกอร์ที่ไม่เฉียบขาดพอ เมื่อเทียบกับศักยภาพของขุมกำลังที่มีอยู่

 

และนี่คือ 2 อุปสรรคสำคัญที่ มาซาทาดะ อิชิอิ และนักเตะต้องปรับก่อนเกมนัดต่อไป

 

1. เกมรุกขาดความเฉียบคม

รูปเกมโดยรวม ทีมชาติไทยเป็นฝ่ายครองบอลบุกได้เหนือกว่าชัดเจน สร้างโอกาสจบสกอร์ได้มากมาย แต่ยังคงเจอปัญหาเดิมที่แก้ไม่ตกจากหลายเกมที่ผ่านมา นั่นคือการเปลี่ยนโอกาสให้เป็นประตูยังไม่เฉียบขาดมากพอ

 

หลายครั้งเรามีการเข้าทำสวยงาม แต่กลับขาดความเด็ดขาดในจังหวะสุดท้าย โดยเฉพาะบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ ซึ่งมีโอกาสบวกสกอร์เพิ่มหลายครั้ง แต่เฉียดไปเฉียดมาอยู่หลายหน ซึ่งหากยังไม่สามารถปรับปรุงเรื่องนี้ได้ อาจเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผลงานในนัดต่อๆ ไป กับการเจาะประตูทีมคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน

 

2. การเชื่อมเกมยังติดขัด

เกมนี้ มาซาทาดะ อิชิอิ ส่งผู้เล่นชุดที่ถือว่าดีที่สุดในรอบนี้ลงสนาม นำโดยกัปตันทีม ชนาธิป สรงกระสินธ์, นิโคลัส มิคเกลสัน, ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา, สุภโชค สารชาติ และ พาตริก กุสตาฟส์สัน 

 

แม้ทีมไทยจะเปี่ยมแข้งคุณภาพอยู่เต็มทีม และหลายคนแสดงศักยภาพออกมาได้ดี แต่เรื่องของการเชื่อมเกมยังไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร หลายจังหวะการต่อบอลขาดความต่อเนื่อง (โดยเฉพาะเมื่อพยายามพาบอลเข้าสู่กรอบเขตโทษของคู่แข่ง) และยังมีช่วงที่การเล่นสะดุดจนทำให้เกมบุกไม่สมูทอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งนี่เป็นโจทย์สำคัญที่ทีมต้องแก้ไขโดยเร็ว

 

แต่ทั้งนี้ ต้องยกเครดิตให้ศรีลังกา แม้พวกเขาจะอยู่ในอันดับที่ 200 ของโลก แต่สามารถวางแท็กติกมาเล่นกับทีมชาติไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการอาศัยความแข็งแรงวิ่งไล่เพรสซิงเพื่อทำลายจังหวะเกมรุกของไทย ซึ่งได้ผลไม่น้อยในหลายจังหวะ

 

อย่างไรก็ดี แม้ชัยชนะในเกมนี้ช่วยให้ไทยเก็บ 3 แต้มตามเป้าหมาย แต่ภาพรวมของฟอร์มการเล่นยังมีหลายจุดที่ต้องปรับ ก่อนเกมคัดเลือกเอเชียนคัพ 2027 นัดที่ 2 ซึ่งทีมชาติไทยจะบุกไปเยือนเติร์กเมนิสถานที่เมืองอาชกาบัต ในวันที่ 10 มิถุนายนนี้

 

โดยเกมกับเติร์กเมนิสถานถือเป็นอีกหนึ่งแมตช์สำคัญที่ทีมชาติไทยต้องเก็บ 3 แต้มให้ได้ เพื่อยึดตำแหน่งจ่าฝูงของกลุ่ม D และสร้างความมั่นใจก่อนเล่นในเกมที่เหลือของรอบคัดเลือก ซึ่งเป้าหมายหลักของทีมคือการคว้าแชมป์กลุ่มเพื่อผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของเอเชียนคัพ 2027 ที่ซาอุดีอาระเบียให้ได้

The post ทีมชาติไทยเก็บ 3 แต้มจากศรีลังกาตามเป้า แต่เกมบุกยังต้องปรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>