Specialist Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/specialist/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 06 Nov 2025 14:46:46 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 AI แทน + ตลาดแรงงานไม่เหมือนเดิม เด็กจบใหม่ต้อง ‘เก่ง-เร็ว’ แค่ไหนจึงจะรอด? https://thestandard.co/key-takeaway-survive-the-ai-job-market/ Fri, 07 Nov 2025 00:00:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1140499

ตลาดแรงงานตอนนี้ไม่ได้ต้องการแค่คนทั่วไป คนที่เชี่ยวชาญ […]

The post AI แทน + ตลาดแรงงานไม่เหมือนเดิม เด็กจบใหม่ต้อง ‘เก่ง-เร็ว’ แค่ไหนจึงจะรอด? appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดแรงงานตอนนี้ไม่ได้ต้องการแค่คนทั่วไป คนที่เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง หรือเป็ดที่มีหลากหลายฟังก์ชันแต่ไม่เด่นสักอย่าง แต่เป็น ‘เป็ดตึง’ ที่นอกจากมีหลายฟังก์ชัน แล้วยังเชี่ยวชาญมากกว่าหนึ่งด้านอีกด้วย

 

นั่นคือสิ่งที่ ซีเค เจิง CEO of Fastwork และ กรวุฒิ ลาภปรารถนา CEO of TechUp เห็นตรงกัน ระหว่างบทสนทนาบนเวที ‘Future of Work: Empowering the Next Generation สร้างโอกาสงานให้เด็กจบใหม่ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’ ภายในงาน THE STANDARD Economic Forum 2025

 

โลกการทำงานใหม่: AI ไม่ได้มาแทนที่ ‘คน’ แต่แทนที่ ‘งานน่าเบื่อ’

 

ภูมิทัศน์ตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง AI ไม่ได้เข้ามาเพื่อแย่งงานมนุษย์ทั้งหมด แต่จะเข้ามาทดแทนงานที่เราไม่อยากทำ เช่น งานเอกสาร งานคีย์ข้อมูล หรืองานบริการลูกค้าที่ต้องเจอกับอารมณ์ที่หลากหลาย AI จะบังคับให้มนุษย์ต้องยกระดับตัวเองขึ้นไปทำในสิ่งที่สร้างสรรค์และมีคุณค่ามากกว่าเดิม

 

ซีเคชี้ว่ามี 2 กลุ่มที่หางานยากที่สุดในยุคนี้ คือ ‘ผู้บริหารอาวุโส’ อายุ 45-60 ปีขึ้นไป ที่มีอีโก้สูง ปรับตัวช้า และไม่ยอมรับเทคโนโลยีใหม่ และ ‘เด็กจบใหม่’ ที่ยังไม่มีประสบการณ์ เพราะองค์กรยุคนี้ต้องการคนที่พร้อมทำงานทันทีมากกว่าต้องมาสอนใหม่

 

กรเสริมว่า ความคาดหวังต่อเด็กจบใหม่ในอดีตคือการทำตามคำสั่งและเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ AI สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ดีกว่า เหนื่อยน้อยกว่า และต้นทุนถูกกว่า เพียงเดือนละประมาณ 700 บาท เป็นค่า Subscribe เท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม โอกาสอยู่ที่หัวหน้าหรือผู้บริหารส่วนใหญ่ยังใช้ AI ไม่เป็น เด็กจบใหม่ (Digital Natives) ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีอยู่แล้ว หากสามารถใช้ AI เป็น และเข้าไปช่วยองค์กรทำ Automation ได้ จะกลายเป็นที่ต้องการตัวอย่างมาก

 

‘เป็ดที่ตึง’ กลยุทธ์คว้าโอกาสของคนรุ่นใหม่

 

เมื่อ AI กลายเป็น ‘เป็ดที่เก่งมาก’ (Generalist) ที่รู้กว้างในทุกเรื่อง ทางรอดของมนุษย์คือการเป็น ‘เป็ดที่ตึง’ ซึ่งหมายถึง Specialist ที่เก่งรอบด้าน

 

ซีเคเน้นว่าต้องเก่งให้ลึกในเรื่องใดเรื่องหนึ่งก่อน เพื่อที่จะเป็นคนที่บอกได้ว่าสิ่งที่ AI ตอบนั้นถูกหรือผิด และยังต้องกว้างขวางในทักษะรอบๆ สายงานตัวเอง เพื่อจะเป็นคนแบบ ‘One Stop Service’ ได้

 

กรเสริมว่า นอกจากความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง คุณต้องมีทักษะทั่วไป ที่จำเป็น 3 อย่างคือ

 

1. การแก้ปัญหาเชิงตรรกะ

2. การสื่อสาร

3. การเรียนรู้ด้วยตนเอง

 

และหนึ่งในสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับเด็กจบใหม่ก็คือ ‘พอร์ตฟอลิโอ’ ในโลกความจริง ถ้ายังไม่มีใครจ้าง ก็จงสร้างผลงานขึ้นมาเอง เช่น ทำโฆษณาให้แบรนด์เองฟรีๆ แล้วโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย หรือหาแพลตฟอร์มรับจ้างทำงานฟรีแลนซ์เพื่อเป็นแหล่งเก็บผลงาน

 

ภาครัฐต้องเปลี่ยนบทบาท: จาก ‘ผู้เล่น’ สู่ ‘ผู้สนับสนุน’

 

การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐในบทบาทที่ถูกต้อง รัฐควรต้องมองว่าอะไรคือปัญหาของวิกฤติเด็กจบใหม่ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างในปัจจุบัน และหาทางแก้ที่ต้นเหตุจริงๆ มากกว่าปลายเหตุ

 

กรเสนอให้ภาครัฐนำโมเดลอย่างสิงคโปร์หรือฝรั่งเศสมาใช้ คือการให้ ‘Learning Credit’ (งบประมาณ) แก่ประชาชน เพื่อนำไป Upskill ในหลักสูตรที่ได้รับการรับรองว่าเป็นที่ต้องการของตลาด และมีข้อมูลชัดเจนว่าผู้เรียนจบแล้วได้งานจริง

 

นอกจากนั้น ปัญหาคือภาครัฐพยายามเป็น ‘ผู้เล่น’ ในทุกอุตสาหกรรม ทั้งที่คนเก่งที่สุดอยู่ที่ภาคเอกชน แท้จริงแล้วหน้าที่ของรัฐคือการเป็นผู้ ‘สร้างสิ่งแวดล้อม’ (Enabler) ให้ผู้ประกอบการเติบโตได้ เช่น การศึกษา การท่องเที่ยว หรือการเกษตร และที่เหลือให้เอกชนได้ไปตามทางของตัวเอง

 

วิกฤตตลาดแรงงานครั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง ในขณะที่เด็กจบใหม่กำลังเผชิญปัญหา พวกเขาไม่มีอำนาจมากพอจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

 

องค์กรต้องเปลี่ยนวิธีประเมินคุณค่าคน และภาครัฐต้องเลิกเป็นผู้เล่นและหันมาสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของเอกชน หากทั้งสามส่วนร่วมมือกัน เราจึงจะสร้างอนาคตของตลาดแรงงานไทยให้รอดพ้นจากวิกฤตนี้ได้

The post AI แทน + ตลาดแรงงานไม่เหมือนเดิม เด็กจบใหม่ต้อง ‘เก่ง-เร็ว’ แค่ไหนจึงจะรอด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Refinn ครบ 1 ปี รีไฟแนนซ์ปลดล็อกหนี้บ้านกว่า 1,300 ล้านบาท เตรียมดึง AI ช่วยปลดหนี้ https://thestandard.co/refinn/ https://thestandard.co/refinn/#respond Tue, 05 Sep 2017 08:43:09 +0000 https://thestandard.co/?p=24585

     Refinn เป็นสตาร์ทอัพด้านฟินเทค (Fin […]

The post Refinn ครบ 1 ปี รีไฟแนนซ์ปลดล็อกหนี้บ้านกว่า 1,300 ล้านบาท เตรียมดึง AI ช่วยปลดหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     Refinn เป็นสตาร์ทอัพด้านฟินเทค (FinTech) ที่เราแอบจับตามองตั้งแต่ตอนเปิดตัวเดือนกันยายนปีที่แล้ว ด้วยการหยิบเรื่องการรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัย ซึ่งถูกมองว่า ‘ไกลตัว’ และ ‘ยุ่งยาก’ มาจับคู่กับนวัตกรรมและให้บริการทางออนไลน์ โดยรวบรวมโปรโมชันจากธนาคารชั้นนำ มาคำนวณเปรียบเทียบเพื่อนำเสนอโปรโมชันที่เหมาะสมกับผู้ใช้บริการแต่ละราย หวังช่วยคนไทยลดภาระหนี้และประหยัดเงินจากดอกเบี้ย โดยมี กรณ์ จาติกวณิช ประธานชมรมฟินเทคแห่งประเทศไทย เป็นหัวเรือใหญ่ของบริษัท

     ที่ผ่านมาเราเห็นสตาร์ทอัพรายนี้ไปปรากฏตัวตามโครงการและงานชุมนุมของเหล่าสตาร์ทอัพระดับสากล ขณะที่กระแสรีไฟแนนซ์ออนไลน์เริ่มขยายสู่วงกว้างยิ่งขึ้น จนกระทั่งเมื่อวานนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับทีมผู้บริหาร Refinn ในงานแถลงข่าวครบรอบ 1 ปี ถึงความก้าวหน้าของธุรกิจ กระแสตอบรับ และโจทย์ที่รออยู่เบื้องหน้า ภายใต้การนำของซีอีโอคนใหม่ พรพิมล ปฐมศักดิ์ ที่มีประสบการณ์การทำงานธนาคารกว่า 10 ปี

 

กรณ์ จาติกวณิช ประธาน บริษัท รีฟินน์ อินเตอร์เนชั่นแนล ดอทคอม จำกัด

 

1 ปี กับการรีไฟแนนซ์ 600 ครัวเรือน วงเงินสินเชื่อรวม 1,300 ล้านบาท

     กรณ์ จาติกวณิช ประธาน บริษัท รีฟินน์ อินเตอร์เนชั่นแนล ดอทคอม จำกัด เปิดเผยผลการดำเนินงานในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาพบว่า คนไทยสนใจและตื่นตัวเรื่องการรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น จากยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์กว่า 4 แสนราย มีผู้ยื่นขอรีไฟแนนซ์ผ่านเว็บไซต์ www.refinn.com คิดเป็นวงเงินกว่า 32,000 ล้านบาท ที่ผ่านมา Refinn ได้เข้ามาช่วยลูกค้ารีไฟแนนซ์ไปแล้ว 600 ครัวเรือน คิดเป็นวงเงินรวม 1,300 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่น้อยทีเดียว โดยชี้ว่าแต่ละครอบครัวจะสามารถลดภาระเงินผ่อนจากดอกเบี้ยได้เดือนละประมาณ 6,000 บาท และคาดว่าภายในสิ้นปี 2560 จะมียอดอนุมัติไม่ต่ำกว่า 3,400 ล้านบาท

     กรณ์ชี้ว่า ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนไทยปรับเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนักวิชาการมองว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

     “Refinn ตั้งเป้าตั้งแต่แรกว่าเราอยากช่วยลดภาระหนี้สินให้กับคนไทย เริ่มต้นจากเงินกู้ซื้อบ้าน ซึ่งถือเป็นภาระก้อนใหญ่ที่สุดของคนไทยที่เป็นหนี้ หนี้โดยรวมในระบบการเงินไทยที่กู้ยืมมาเพื่อซื้อบ้านเป็นวงเงินถึง 3 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุด

     “พอหนี้เยอะ กำลังซื้อของประชาชนก็ลดลง” กรณ์กล่าว

     “หัวใจของฟินเทคคือ ทำอย่างไรที่จะนำเทคโนโลยีมาช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่สะดวก เป็นธรรม มีต้นทุนน้อยลง ถ้าตอบโจทย์นี้ได้ ฟินเทคก็จะไปได้ไกล หากไม่ได้ก็จะเป็นแค่กระแสที่ผ่านไปไม่มีการพัฒนา”

 

 

     ทีม Refinn ตั้งข้อสังเกตว่า ในเมื่อประชาชนไทยกู้เงินมาซื้อบ้านค่อนข้างมาก แล้วทำไมมูลค่าของการรีไฟแนนซ์ต่อปีจึงค่อนข้างน้อย ก่อนการก่อตั้ง Refinn มีเม็ดเงินจากการรีไฟแนนซ์ต่อปีประมาณ 6 หมื่นล้านบาท เทียบกับหนี้โดยรวมในระบบ 3 ล้านล้านบาท

     นั่นเพราะคนเข้าไม่ถึงข้อมูลส่วนของการกู้เงิน และขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์ แค่จะไล่ศึกษาข้อเสนอสินเชื่อบ้านจากธนาคารแต่ละเจ้าเพื่อให้ได้เงื่อนไขที่ดีที่สุดก็อาจทำให้หลายคนถอดใจไปก่อน สิ่งที่ Refinn ทำก็คือ เป็นศูนย์กลางที่รวบรวมข้อมูลโปรโมชันของธนาคารแต่ละเจ้าไว้ที่เดียว เพื่อคำนวณเปรียบเทียบโปรโมชันที่เหมาะสมกับผู้ใช้บริการแต่ละเคส และช่วยตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วน ตลอดจนช่วยลดขั้นตอนความยุ่งยากซับซ้อน นอกจากนี้ ทีมงานยังดึงผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยให้คำปรึกษา วิเคราะห์ และประเมินโอกาสที่ผู้ใช้บริการจะยื่นขอรีไฟแนนซ์ผ่านอีกด้วย ทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกวางใจ และประหยัดเวลาการศึกษาข้อมูลเอง ซึ่งนับว่าตอบโจทย์ Pain Point ได้ตรงจุด

     ปัจจุบัน ตลาดสินเชื่อบ้านมีมูลค่ากว่า 3.4 ล้านล้านบาท ภาพรวมของธุรกิจสินเชื่อบ้านในปีนี้มีการเติบโตใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา คือ มีการขยายตัวสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่เพิ่มขึ้น 3-5% บ่งชี้ให้เห็นถึงความต้องการรีไฟแนนซ์ในอนาคต จากการสำรวจปัจจุบัน มีผู้สนใจรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เนื่องจากผู้กู้สินเชื่อบ้านตื่นตัวและให้ความสนใจในการลดดอกเบี้ย และเห็นประโยชน์อื่นๆ มากขึ้น ซึ่งประมาณการขนาดของตลาดอยู่ที่ 3 แสนล้านบาท

     ด้าน พรพิมล ปฐมศักดิ์ ซีอีโอคนใหม่ของ Refinn กล่าวถึงภาพรวมควาสำเร็จที่ผ่านมาว่าเป็นที่น่าพอใจ คนไทยตื่นตัวเรื่องการรีไฟแนนซ์มากขึ้น ธุรกิจเติบโตถึง 30% เมื่อเทียบแบบเดือนต่อเดือน (MoM)

     “ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมามีประชาชนสนใจเข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์ผ่านเว็บไซต์โดยรวมประมาณกว่า 4 แสนคน ในส่วนนี้เป็นประชาชนที่มีภาระหนี้ในปัจจุบัน มีผู้เสนอขอรีไฟแนนซ์ผ่าน Refinn คิดเป็นวงเงิน 32,000 ล้านบาท สังเกตได้ว่าเป็นมูลค่ากว่าครึ่งของการรีไฟแนนซ์ในปีปกติก่อนหน้าที่จะมี Refinn”

 

พรพิมล ปฐมศักดิ์ ซีอีโอคนใหม่ของ Refinn

 

ดึง Big Data และ Machine Learning ช่วยคนไทยปลดหนี้

     สำหรับเป้าหมายในปีนี้ของ Refinn พรพิมลเปิดเผยว่า จะมุ่งพัฒนาเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายขึ้น และเริ่มนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ เพื่อที่จะกระตุ้นให้ธุรกิจเติบโตในแนวดิ่ง (Hockey Stick Growth) ตามเป้าหมายของบริษัท และขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดในอนาคต โดยเน้นการพัฒนา 3 มิติด้วยกัน คือ

  • ผลิตภัณฑ์: เพิ่มบริการสินเชื่อลดภาระหนี้ หรือ บ้านแลกเงิน (Home for Cash)
  • พาร์ตเนอร์: เตรียมเจรจาขยายพันธมิตรกับธนาคารและกลุ่ม non-bank
  • เทคโนโลยี: นำ Machine Leaning และ Big Data เข้ามาใช้ศึกษากลุ่มลูกค้าและพัฒนาบริการ เช่น คัดกรองข้อเสนอจากธนาคารให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการ ประเมินโอกาสเพื่อลดความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธ พัฒนาระบบให้แจ้งผลแบบเรียลไทม์ และลดขั้นตอนการรีไฟแนนซ์

 

     ด้าน นพ-พงศธร ธนบดีภัทร ผู้ร่วมก่อตั้งและ Chief Operation Officer บอกกับเราว่า ในอนาคตมีแผนจะพัฒนาแอปพลิเคชันที่รองรับการคำนวณสำหรับคนที่ต้องการวางแผนการเงินด้วย

     “การรีไฟแนนซ์ 3-5 ปี คนใช้บริการแค่ 1 ครั้ง อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องใช้แอปฯ ดูข้อมูลเสร็จลบแอปฯ ทิ้ง มันไม่เหมือนกับ Internet Banking ที่จะต้องเข้าใช้ทุกวัน ดังนั้น เว็บไซต์ก็ค่อนข้างที่จะตอบโจทย์ แต่เรากำลังมีแผนจะพัฒนาแอปฯ ตัวนี้ด้วย จะเป็นเครื่องมือแอดวานซ์มากขึ้นให้กับคนที่ต้องการคำนวณวางแผนทางการเงิน การบริหารหนี้ ผมว่าคนไทยยังขาดเรื่องการวางแผนเยอะ”

     พงศธรกล่าวว่า การใช้ Machine Learning และ Big Data เข้ามาต่อยอดกับข้อมูลของลูกค้าจะช่วยพัฒนาบริการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อคัดกรองข้อเสนอที่เหมาะสมกับเงื่อนไขของลูกค้า เช่น ประวัติการทำงาน รายได้ รวมทั้งวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยง ขณะที่ Chatbot ยังอยู่ในขั้นตอนการทดลองใช้เท่านั้น

     “เราเอาข้อมูลเหล่านั้นมาช่วยให้ลูกค้ามีโอกาสยื่นรีไฟแนนซ์ผ่านมากขึ้น ตอนนี้ยอมรับว่าเรายังใช้ specialist ตอบคำถาม และให้คำปรึกษาในบางเคสอยู่ แต่พอเรามีข้อมูลมากขึ้น บอต, Machine Learning และ Big Data มันคงฉลาดมากพอที่จะสามารถแนะนำลูกค้าแต่ละประเภทได้ บางคนเขาแค่อยากจะวางแผนการเงิน สมมติว่ายังไม่ครบ 3 ปี แต่จะรีไฟแนนซ์ บอตจะแนะนำเขาได้ว่าเขาต้องเตรียม statement อย่างไร เขาต้องดูแลวิธีการชำระบัตรเครดิตอย่างไรเพื่อให้รีไฟแนนซ์ผ่านและลดภาระหนี้ได้ ผมว่ามันคงประโยชน์ตรงนั้น”

 

 

ตั้งเป้าเป็นผู้นำตลาดสินเชื่อบ้าน กระตุ้นการเติบโตในแนวดิ่ง

     จุดที่น่าสนใจอีกประการคือ ทำไม Refinn จึงเลือกคนในวงการแบงก์โดยตรงอย่าง พรพิมล ปฐมศักดิ์ ซึ่งเคยเป็นผู้จัดการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายสินเชื่อเพื่อบุคคลทั่วไป ธนาคารแบงค์ออฟไชน่า เข้ามาดำรงตำแหน่งซีอีโอต่อจาก นิลทิตา เลิศเรืองศุภกุล ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท (ปัจจุบันเป็นหนึ่งในทีมผู้บริหาร) เพราะไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นตำแหน่งซีอีโอสตาร์ทอัพไทยเปลี่ยนมือเร็วในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ

     หรือนี่จะเป็นสัญญาณสะท้อนให้เห็นว่าฟินเทคนี้มีโอกาสเติบโตอย่างรวดเร็วชนิด ‘พุ่งทะยาน?’

     พรพิมล กล่าวกับ THE STANDARD ว่า “จริงๆ แล้วฟินเทคหรือสตาร์ทอัพ ผู้ก่อตั้ง (founder) อาจจะไม่ใช่คนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (expertise) แต่มีความมุ่งมั่นที่จะทำธุรกิจที่ดี เมื่อถึงจุดหนึ่งที่จะไปต่อ ก็อาจจะต้องมี domain expert หรือมีคนที่รู้เรื่องการทำธุรกิจเฉพาะทางเข้ามา add value ตรงนี้ ดังนั้น เขาก็เลยชวนมาทำด้านนี้ เพื่อที่จะผลักดันให้ไปถึง wave ต่อไป

     “เราเข้ามาร่วมกับบริษัทนี้ได้ประมาณ 3 เดือน performance expertise เป็นตัวที่เห็นได้ชัดมากกว่าหลายๆ อย่าง ประสิทธิภาพ (efficiency) มันสูงขึ้น เพราะว่างานพวกนี้เป็นงานที่เราทำอยู่แล้วในแบงก์ ปรับเปลี่ยนกระบวนการ คัดเลือกลูกค้าให้ตรง ทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง แล้วก็ติดต่อกับแบงก์ที่เรารู้จัก ให้มีผู้ประสานงาน ตามงานได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรานำมาประยุกต์ใช้ จะเห็นได้ทันทีเลยว่าช่วงเวลาของการทราบผลอนุมัติมันสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด (จากเดิมระยะเวลาอนุมัติสินเชื่อ 118 วัน) การติดตามเคส จากเมื่อก่อนเขาไม่รู้ว่าเขาจะต้องถามใครที่ธนาคาร เราก็จะมีคอนเน็กชัน พูดคร่าวๆ คือ เราจัดโครงสร้างการทำงานใหม่ และสร้าง dashboard กำหนด KPI กำหนดเป้าหมายของแต่ละทีมงาน พวกนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้รวดเร็วขึ้น”

     เมื่อถามว่ารายได้ของ Refinn มาจากที่ไหนในเมื่อไม่ได้เก็บค่าใช้บริการ พรพิมลชี้ว่า ปัจจุบันรายได้หลักของ Refinn มาจากค่าคอมมิชชันจากธนาคาร โดยที่ธนาคารเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อ เพราะช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลและข้อเสนอต่างๆ ของธนาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมย้ำว่าไม่ใช่คู่แข่งธนาคาร ปัจจุบัน Refinn เป็นพันธมิตรกับ 1 ใน 3 ของธนาคารในตลาด และเผยว่าไม่มีแผนจะคิดค่าบริการกับลูกค้า แต่ในอนาคตอาจมองเรื่องรายได้เสริมในมุมอื่นๆ

     “เราต้องการให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจที่จะเข้ามาใช้ข้อมูลได้อย่างที่ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ แล้วเราก็จะใช้กับแบงก์ในแต่ละเคสด้วย ถ้าสมมติไม่สำเร็จ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าสำเร็จ แบงก์ถึงจะจ่ายค่าคอมมิชชันให้กับเรา”

     เมื่อถามว่าอะไรคือปัจจัยสู่ความสำเร็จของการยืนธุรกิจในระยะยาวของ Refinn พรพิมลกล่าวทิ้งท้ายว่า “ตลาดมันใหญ่มากค่ะ ถ้าเราเพิ่มจำนวนอนุมัติได้ ค่าธรรมเนียมรายรับเราค่อนข้างมหาศาลนะ แต่ตอนนี้เราอยากจะเกาะกลุ่มที่เกี่ยวกับสินเชื่อบ้าน แค่อย่างเดียวมันก็มหาศาลแล้วนะ”

     น่าจับตามองต่อไปว่าฟินเทคไทยรายนี้จะช่วยปลดล็อกหนี้คนไทยได้สำเร็จจริงหรือไม่

 

อ้างอิง:

The post Refinn ครบ 1 ปี รีไฟแนนซ์ปลดล็อกหนี้บ้านกว่า 1,300 ล้านบาท เตรียมดึง AI ช่วยปลดหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/refinn/feed/ 0
Specialist vs. Generalist เชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือรู้แบบกว้างๆ ใครหางานง่ายกว่ากัน https://thestandard.co/business-rocket-specialist-vs-generalist/ https://thestandard.co/business-rocket-specialist-vs-generalist/#respond Mon, 28 Aug 2017 12:27:22 +0000 https://thestandard.co/?p=22850

     สองสามปีที่ผ่านมานี้ วงการ HR ถกเถี […]

The post Specialist vs. Generalist เชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือรู้แบบกว้างๆ ใครหางานง่ายกว่ากัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

     สองสามปีที่ผ่านมานี้ วงการ HR ถกเถียงกันมากครับ เรื่อง Specialist vs. Generalist โดยกระแสใหม่ที่คนหยิบยกมาคุยกันคือ ยุคนี้คนที่มีความรู้แบบกว้าง (broad) เป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่าคนที่เก่งอะไรอย่างเดียวมากๆ รึเปล่า?

     ซึ่งแนวความคิดนี้ค่อนข้างจะสวนทางกับค่านิยมช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ที่มองว่าการเป็น Specialist สร้างความได้เปรียบและเป็นที่ต้องการมากกว่า อย่างในงานวิจัยของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สำรวจผู้ที่เรียนจบ MBA จำนวน 400 คน โดยพบว่า คนที่จบโดยเชี่ยวชาญด้าน Investment Banking ได้รับการเสนองานน้อยกว่าคนที่มีแบ็กกราวด์และประสบการณ์ที่รู้อะไรแบบกว้างๆ พูดง่ายๆ คือ งานวิจัยนี้พบว่า Generalist ได้รับการเสนองานมากกว่า Specialist ครับ

     หรือบริษัทจัดหางานในอินเดียอย่าง Randstad India และ TeamLease India ก็พบเช่นกันครับว่า แนวโน้มการจ้างงานของบริษัทต่างๆ ทุกวันนี้มองหา Generalist มากขึ้น และยังพบด้วยว่า คนที่จบด้าน Liberal Arts หรือในบ้านเราคือคณะมนุษยศาสตร์ อักษรศาสตร์ กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งที่ก่อนหน้านี้คณะเหล่านี้เคยถูกมองว่าเป็นคณะที่จบมาแล้วหางานยาก เพราะไม่ใช่สายอาชีพโดยตรง และเป็นคณะที่เรียนวิชาในเชิงกว้าง

     ซึ่งปรากฏการณ์ที่บริษัทเริ่มต้องการ Generalist นี้น่าจะพออธิบายได้จากสาเหตุดังนี้ครับ

     อย่างแรกเลยคือ ยุคนี้เป็นยุค Less is more สังเกตง่ายๆ สามสี่ปีที่ผ่านมา ‘Start up’ ถูกพูดถึงและพบเห็นบ่อยมาก ขณะเดียวกัน ทิศทางของหลายบริษัทก็หันมาเห็นดีเห็นงามกับการทำตัว Small สไตล์ Start up กันทั้งนั้น ยุคนี้จึงเป็นยุคที่เน้นการทำงานแบบทีมเล็กๆ ครับ พอเป็นทีมเล็ก คนที่มาทำงานเลยจำเป็นต้องทำได้หลายอย่าง เช่น คนทำ HR ต้องทำได้หลายด้าน คือจัดหาคน จ่ายเงินเดือน ฝึกอบรม ว่าง่ายๆ ‘All-in-one’ ดังนั้น ความจำเป็นที่ต้องจ้าง Specialist ด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะก็จะลดน้อยลง

     อย่างที่สองคือ ยุคนี้เป็นยุคที่บริษัทมองหาคนที่สามารถนำมาฝึกฝน (trainable) ได้ ยิ่งในตำแหน่งสำหรับคนจบใหม่ บริษัทจะยิ่งให้ความสนใจ Generalist ที่มีกระบวนการคิดที่ดีมากกว่า Specialist ด้านใดด้านหนึ่ง เพราะคนที่มีกระบวนคิดที่ดีฝึกไม่นานเท่าไรก็เก่งหรือเชี่ยวชาญแล้ว ดีกว่าบริษัทเสี่ยงจ้าง Specialist ซึ่งค่าตัวแพงกว่ามาทำงาน เพราะหากจ้างมาแล้วไม่เวิร์ก ก็จะเป็นภาระของบริษัทต่อไปอีก

     อย่างที่สามคือ ลักษณะงานทุกวันนี้มีความหลากหลายมากขึ้นครับ คือต้องยอมรับว่าโลกเราหมุนเร็วขึ้นทุกวัน เทรนด์เปลี่ยนใหม่แทบจะตลอดเวลา ส่งผลให้งานที่ทำๆ กันก็ต้องปรับไปเรื่อยๆ ด้วยเหมือนกัน ดังนั้น Specialist ที่เก่งอะไรเพียงอย่างเดียว แต่ทำอย่างอื่นๆ ไม่ค่อยเป็น ก็จะปรับตัวตามสภาพแวดล้อมแบบนี้ไม่ทันครับ เพราะรู้และทำงานได้แคบเกินไป กลายเป็นว่าเป็นผลดีกับ Generalist ที่ทำได้หลายอย่างมากกว่าแทน

     อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ยังอยู่ในการถกเถียงนะครับ เพราะหลายคนก็ยังมองว่า การเป็น Specialist ยังสร้างความได้เปรียบมากกว่าอยู่ดี เพราะการเป็น Generalist ที่ทำได้หลายอย่างแต่ไม่เด่นสักอย่างนั้น มีความเสี่ยงต่อการถูกแทนที่ กล่าวคือ รับเข้าทำงานง่าย แต่ก็ถูกให้ออกง่ายด้วยเหมือนกัน นอกจากนี้ ไม่ใช่ทุกวงการที่นิยม Generalist มากกว่า Specialist อย่างวงการที่อาศัยความเชี่ยวชาญสูงๆ เช่น วงการแพทย์ ก็ยังเป็นที่ต้องการ Specialist อยู่เหมือนเดิม

     ทีนี้ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว เก่งแบบไหนจึงจะดีที่สุดในยุคนี้? ผมว่า การมีความรู้แบบตัว T ครับ คือ รู้เชิงลึกหรือเชี่ยวชาญอะไรสักด้าน ขณะเดียวกันก็รอบรู้เรื่องอื่นๆ ด้วย ยกตัวอย่างคนหนึ่งที่เก่งแบบนี้ชัดเจนมากก็คือ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ครับ

     บางคนยกให้มัสก์เป็นผู้บริหารที่มีความรู้แบบตัว T บางคนก็ยกให้เขาเป็น ‘Expert Generalist’ อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าสุดท้ายก็คล้ายๆ กัน อยู่ที่ว่ามองจากมุมไหนมากกว่า ถ้ามองว่ามัสก์เป็น Specialist ด้านวิทยาศาสตร์ (ความรู้แนวดิ่ง) เขาก็คือคนที่มีความรู้เชิงกว้าง (ความรู้แนวนอน) ในหลายศาสตร์จากการอ่านหนังสือมากมาย ซึ่งมัสก์อ่านหมดเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น ปรัชญา ศาสนา วรรณคดี วิศวกรรม ธุรกิจ ชีวประวัติบุคคล วิทยาศาสตร์ เรียกว่าแทบทุกแขนง หรือถ้ามองว่าเขาเป็นคนที่รู้หลายศาสตร์และรู้ได้ดีมากๆ ก็อาจมองได้ว่าเขา Specialist แบบเป็ด

     แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าความรู้เชิงกว้างของมัสก์มีผลต่องานที่เขาทำมากๆ เพราะองค์ความรู้หลายแขนง เช่น การบริหารธุรกิจ การตลาด ความรู้ด้านพลังงาน วิศวกรรม อวกาศ ช่วยให้มัสก์เกิดการข้ามองค์ความรู้หรือบูรณาการกัน จนทำให้เค้าสามารถสร้าง Tesla และ SpaceX ขึ้นมาได้

     ดังนั้น การเชี่ยวชาญเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องดีครับ แต่ว่ายุคนี้มันอาจไม่เพียงพอแล้ว หากเราจะต้องรู้อะไรหลายอย่างด้วย ยิ่งพอขึ้นเป็นระดับหัวหน้าหรือผู้บริหาร การรู้เชิงกว้างจะเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก เพราะช่วยให้เราปรับตัวทันและมีความเข้าใจครอบคลุมงานต่างๆ ได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน การทำอะไรหลายอย่างได้เป็นเรื่องดีเหมือนกันครับ แต่ถึงอย่างนั้นเพื่อความมั่นคงในระยะยาว ก็ต้องสร้างความเชี่ยวชาญสักด้านด้วย เพราะงานบางงานก็ยังต้องการ Specialist อยู่ดี

     พอทราบอย่างนี้แล้ว เราก็น่าจะพอวางแผน Roadmap การพัฒนาตัวเองให้เป็นที่ต้องการของตลาดได้มากขึ้นนะครับ

 

อ้างอิง: 

The post Specialist vs. Generalist เชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือรู้แบบกว้างๆ ใครหางานง่ายกว่ากัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/business-rocket-specialist-vs-generalist/feed/ 0