S&P Global Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/sp-global/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 18 Jun 2026 12:40:51 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 S&P Global คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ระดับ BBB+ พร้อมคงมุมมองเป็น ‘มีเสถียรภาพ’ https://thestandard.co/s-p-global-thailand-credit-rating-stable/ Thu, 18 Jun 2026 12:40:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1220274 โลโก้ S&P Global พร้อมข้อความคงอันดับความน่าเชื่อถือไทย BBB+

S&P Global คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ระดับ BBB+ […]

The post S&P Global คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ระดับ BBB+ พร้อมคงมุมมองเป็น ‘มีเสถียรภาพ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ S&P Global พร้อมข้อความคงอันดับความน่าเชื่อถือไทย BBB+

S&P Global คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ระดับ BBB+ คงมุมมอง (Outlook) ‘มีเสถียรภาพ’ (Stable) ย้ำปัจจัยติดตามระยะต่อไปคือ GDP รายได้ต่อหัว แนวโน้มการเข้าสมดุลการคลัง และเสถียรภาพการเมืองในประเทศ กกร. ชี้เครดิต BBB+ สะท้อนความเชื่อมั่นต่างชาติ เร่งรัฐปฏิรูปเศรษฐกิจ

 

 

วันนี้ (18 มิถุนายน) จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ของประเทศไทยที่ระดับ BBB+ พร้อมคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับ Stable หรือ ‘มีเสถียรภาพ’ โดยระบุว่าปัจจัยสำคัญที่จะใช้พิจารณาอันดับเครดิตไทยในระยะต่อไป ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจ รายได้ต่อหัว แนวโน้มการกลับเข้าสู่สมดุลทางการคลัง และเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ

 

ทั้งนี้ S&P ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.0% ในปี 2569 ท่ามกลางผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ก่อนจะทยอยฟื้นตัวในช่วงต่อจากนี้ โดยคาดว่า GDP ไทยจะเติบโตเฉลี่ย 2.3% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2572

 

ขณะเดียวกัน S&P คาดว่ารายได้ต่อหัว (Income per Capita) ของไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 8,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 9,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

 

มองรัฐบาลใหม่ช่วยหนุนนโยบายเศรษฐกิจต่อเนื่อง

 

S&P ระบุว่า เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลชุดใหม่จะช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงการเดินหน้าโครงการลงทุนระยะยาวตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง

 

สถาบันจัดอันดับยังมองว่า การลงทุนของรัฐวิสาหกิจและโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะข้างหน้า

 

คาดไทยยังขาดดุลการคลัง 3.2% ของ GDP

 

ด้านฐานะการคลัง S&P ประเมินว่า รัฐบาลไทยจะยังดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยคาดว่าการขาดดุลการคลังจะอยู่ที่ประมาณ 3.2% ของ GDP ในปี 2569 และ 2570

 

ขณะที่การก่อหนี้รัฐบาลสุทธิ (Net Accumulation of Government Debt) จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.5% ของ GDP ในปี 2569 ก่อนทยอยลดลงมาเฉลี่ย 3.1% ในช่วงปี 2569-2572

 

ดุลบัญชีเดินสะพัดและทุนสำรองยังแข็งแกร่ง

 

S&P ยังมองว่าฐานะการเงินต่างประเทศของไทยยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุลราว 2.0% ของ GDP ในปี 2569 และเฉลี่ย 2.1% ในช่วงปี 2569-2572

 

ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศและฐานะการเงินต่างประเทศสุทธิยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งช่วยรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกและเป็นปัจจัยสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ

 

4 ปัจจัยชี้ขาดอันดับเครดิตไทยในระยะต่อไป

 

S&P ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามสำหรับการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในอนาคต ได้แก่

 

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับประเทศที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน
  • ระดับรายได้ต่อหัวของประชาชน
  • แนวโน้มการกลับเข้าสู่สมดุลทางการคลัง
  • เสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ

 

ในภาพรวม S&P มองว่า ไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะฐานะการเงินต่างประเทศและความสามารถในการรับมือความผันผวนจากภายนอก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในปัจจุบัน

 

กกร. ชี้เครดิต BBB+ สะท้อนความเชื่อมั่นต่างชาติ เร่งรัฐปฏิรูปเศรษฐกิจ

 

ด้านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า การที่ S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองที่ระดับ Stable สอดคล้องกับการที่ Moody’s คงอันดับเครดิตไทยที่ระดับ Baa1 และปรับ Outlook เป็น Stable ก่อนหน้านี้ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อความสามารถของไทยในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและรักษาวินัยการคลัง

 

กกร. มองว่า ไทยยังมีจุดแข็งจากฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การค้าโลกได้ในระดับหนึ่ง

 

อย่างไรก็ตาม การรักษาความเชื่อมั่นในระยะยาวจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มผลิตภาพ และสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ให้เศรษฐกิจไทย

 

กกร. เสนอให้ภาครัฐดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบมุ่งเป้า (Targeted Policy) ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง ลดมาตรการอุดหนุนแบบเหมารวม และเร่งปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ

 

นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังสนับสนุนการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ OECD รวมถึงการขับเคลื่อนแนวทาง Reinvent Thailand เพื่อยกระดับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

The post S&P Global คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ระดับ BBB+ พร้อมคงมุมมองเป็น ‘มีเสถียรภาพ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาอีกราย! S&P หั่นเครดิตแบงก์สหรัฐฯ หลายแห่ง เตือนความสามารถทำกำไรมีแนวโน้มอ่อนแอลง https://thestandard.co/sp-downgrade-us-banks-credit-rating/ Tue, 22 Aug 2023 06:18:59 +0000 https://thestandard.co/?p=832362 S&P Global

S&P Global บริษัทจัดอันดับเครดิตระดับโลก ได้ปรับลดอ […]

The post มาอีกราย! S&P หั่นเครดิตแบงก์สหรัฐฯ หลายแห่ง เตือนความสามารถทำกำไรมีแนวโน้มอ่อนแอลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
S&P Global

S&P Global บริษัทจัดอันดับเครดิตระดับโลก ได้ปรับลดอันดับเครดิต (Credit Rating) และปรับแนวโน้ม (Outlook) ​ธนาคารหลายแห่งในสหรัฐฯ โดยเตือนว่า ธนาคารเหล่านี้อาจมีความเสี่ยงในการจัดหาเงินทุน (Funding Risk) รวมไปถึงความสามารถในการทำกำไรที่ลดลง มีแนวโน้มที่จะทดสอบความแข็งแกร่งด้านเครดิตของภาคธนาคารสหรัฐฯ

 

โดย S&P ได้ปรับลดอันดับเครดิตของธนาคาร Associated Banc-Corp และ Valley National Bancorp ลง โดยอ้างเกี่ยวกับความเสี่ยงในการจัดหาเงินทุนและการพึ่งพาเงินฝากประเภท Brokered Deposit ที่สูงขึ้น

 

นอกจากนี้ยังปรับลดอันดับเครดิต UMB Financial Corp, Comerica Bank และ Keycorp โดยอ้างถึงการไหลออกของเงินฝากจำนวนมากและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 


 

S&P ระบุในบันทึกสรุปว่า การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราดอกเบี้ย ได้ส่งผลกระทบต่อเงินทุนและสภาพคล่องของธนาคารหลายแห่งในสหรัฐฯ พร้อมทั้งเตือนว่า เงินฝากที่ถือโดยบรรษัทรับประกันเงินฝากของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (FDIC) จะยังคงลดลงต่อไปตราบใดที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงทำ QT (Quantitative Tightening) ต่อไป

 

S&P ยังได้ปรับลดแนวโน้มของ S&T Bank และ River City Bank ลงเป็นลบ (Negative) เนื่องจากความเชื่อมโยงในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (CRE) ท่ามกลางปัจจัยอื่นๆ อีก

 

การเคลื่อนไหวของ S&P Global ครั้งนี้ยังเกิดขึ้นไม่นาน หลังจากเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Moody’s บริษัทจัดอันดับเครดิตอีกแห่ง ได้ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารในสหรัฐฯ 10 แห่งลง พร้อมเตือนว่า อาจปรับลดอันดับเครดิตของแบงก์ใหญ่บางแห่งลงด้วย

 

อ้างอิง: 

The post มาอีกราย! S&P หั่นเครดิตแบงก์สหรัฐฯ หลายแห่ง เตือนความสามารถทำกำไรมีแนวโน้มอ่อนแอลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
S&P เผย กิจกรรมทางเศรษฐกิจในยุโรป ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ลดลงต่ำในรอบหลายเดือน ส่งสัญญาณโลกเสี่ยงชะลอตัว https://thestandard.co/sp-economic-activity/ Wed, 24 Aug 2022 08:48:02 +0000 https://thestandard.co/?p=671346 S&P Global

S&P Global บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดัง เผ […]

The post S&P เผย กิจกรรมทางเศรษฐกิจในยุโรป ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ลดลงต่ำในรอบหลายเดือน ส่งสัญญาณโลกเสี่ยงชะลอตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
S&P Global

S&P Global บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดัง เผยผลสำรวจดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของทวีปยุโรป เดือนสิงหาคม พบว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจปรับตัวลดจากระดับ 49.9 ในเดือนกรกฎาคม มาอยู่ที่ 49.2 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 18 เดือน

 

โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลงในยุโรปเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงจากปัญหาเงินเฟ้อที่กดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค และปัญหาสงครามในยูเครนที่มีผลต่อห่วงโซ่การผลิต ขณะเดียวกันยุโรปกำลังเผชิญกับปัญหาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนเรื่องก๊าซธรรมชาติของรัสเซีย

 

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา Gazprom บริษัทผู้ผลิตก๊าซของรัสเซีย ได้ออกมาประกาศว่า จะหยุดส่งก๊าซธรรมชาติผ่านท่อ Nord Stream เพื่อซ่อมบำรุงเป็นเวลา 3 วัน ทำให้ราคาก๊าซในยุโรปปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และสร้างความกังวลว่ายุโรปอาจเผชิญกับการขาดแคลนพลังงานในช่วงฤดูหนาว

 

ข้อมูลของ S&P ล่าสุดระบุว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในยุโรปปรับลดลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน ขณะที่ภาคบริการหลีกเลี่ยงการหดตัวอย่างหวุดหวิด โดยภาคการผลิตและบริการต่างเผชิญกับคำสั่งซื้อใหม่ที่ลดลง และยังมีแนวโน้มว่าคำสั่งซื้อในในเดือนต่อๆ ไปจะยังคงอ่อนแอ โดยมีรายงานว่า โรงงานหลายแห่งมีสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นจากยอดขายที่ตกลง

 

“ปริมาณสินค้าคงเหลือจำนวนมากบ่งชี้ว่า โอกาสที่ภาคการผลิตอุตสาหกรรมจะปรับตัวดีขึ้นในเร็วๆ นี้คงเป็นเรื่องยาก” แอนดรูว์ ฮาร์เกอร์ นักเศรษฐศาสตร์จาก S&P Global กล่าว

 

ทั้งนี้ หากแยกดูเป็นรายประเทศจะพบว่า PMI ของเยอรมนี ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2020 ขณะที่ PMI ของฝรั่งเศส ปรับลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิดระลอกแรก 

 

Barclays ธนาคารชื่อดังในอังกฤษ ประเมินว่า เศรษฐกิจในยูโรโซนจะยังขยายตัวได้ในไตรมาสนี้ แต่จะหดตัวในไตรมาสที่ 4 และไตรมาสแรกของปีหน้า ขณะเดียวกันยังมองว่า เศรษฐกิจยุโรปมีโอกาสจะถดถอยรุนแรงขึ้นจากปัญหาความไม่แน่นอนเรื่องก๊าซธรรมชาติ

 

นอกจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจของยุโรปที่มีแนวโน้มอ่อนแอลงแล้ว ผลสำรวจของ S&P ยังพบว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจในญี่ปุ่นและออสเตรเลียก็ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกนับจากการระบาดของโควิดระลอกใหม่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาเช่นกัน ซึ่งเมื่อนำข้อมูลจากทั้งสองส่วนมารวมกัน ก็จะทำให้ภาพการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้มีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงมากขึ้น

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post S&P เผย กิจกรรมทางเศรษฐกิจในยุโรป ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ลดลงต่ำในรอบหลายเดือน ส่งสัญญาณโลกเสี่ยงชะลอตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์เผย 41 บริษัทไทยติดอันดับด้านความยั่งยืนระดับโลกจาก S&P Global มากสุดเป็นอันดับ 4 https://thestandard.co/41-thai-companies-sp-global-sustainability-awards/ Thu, 17 Feb 2022 09:09:39 +0000 https://thestandard.co/?p=595483 S&P Global

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผย 41 บริษัทไทยติดอันดับด้านความยั่งยื […]

The post ตลาดหลักทรัพย์เผย 41 บริษัทไทยติดอันดับด้านความยั่งยืนระดับโลกจาก S&P Global มากสุดเป็นอันดับ 4 appeared first on THE STANDARD.

]]>
S&P Global

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผย 41 บริษัทไทยติดอันดับด้านความยั่งยืน (S&P Global Sustainability Awards) โดย S&P Global มากเป็นอันดับ 4 ของโลก และเพิ่มขึ้นถึง 12 บริษัทจากปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงศักยภาพของธุรกิจไทยด้านความยั่งยืนที่โดดเด่นอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความเชื่อมั่นในสายตาผู้ลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ

 

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ สนับสนุนธุรกิจให้ความสำคัญกับการดำเนินงานเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการส่งเสริมในหลากหลายรูปแบบ ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถบูรณาการแนวทางด้านความยั่งยืนเข้าสู่กระบวนการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจ และขับเคลื่อนความยั่งยืนของประเทศ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการพัฒนาตลาดทุนเพื่อทุกภาคส่วน To Make the Capital Market ‘Work’ for Everyone

“ปัจจุบันภาคธุรกิจไทยเห็นความสำคัญของการดำเนินงานโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environment, Social, Governance: ESG) และใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ธุรกิจไทยจำนวนมากโดดเด่นด้านความยั่งยืนจนเป็นที่ยอมรับ และได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในดัชนีความยั่งยืนระดับสากล ล่าสุดปี 2565 S&P Global ได้ประกาศอันดับด้านความยั่งยืน (S&P Global Sustainability Awards) พบว่า บริษัทไทยผ่านเกณฑ์การประเมิน และติดอันดับมากถึง 41 บริษัท ซึ่งมากสุดเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลี โดยในจำนวนนี้ เป็นบริษัทจดทะเบียน 38 บริษัท ทั้งนี้ S&P Global ได้ประเมินบริษัททั่วโลกถึง 7,554 บริษัท และคัดเลือกเหลือเพียง 716 บริษัทที่ได้รับการจัดอันดับดังกล่าว” ภากรกล่าว

S&P Global ประกาศรายชื่อบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับใน The Sustainability Yearbook 2022 เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยจัดเป็น 4 ระดับ ได้แก่ Gold Silver Bronze และ Member มีบริษัทไทยได้ระดับสูงสุด Gold Class รวม 8 บริษัท ได้แก่ BANPU, BTS, CPALL, KBANK, PTTGC, TRUE, TU และ Thai Beverage ระดับ Silver Class รวม 13 บริษัท ได้แก่ ADVANC, BCP, BJC, CPF, EGCO, HMPRO, PTT, PTTEP, SCGP, SCC, SCB, TOP และ Mitr Phol ระดับ Bronze Class รวม 5 บริษัท ได้แก่ AOT, DELTA, GPSC, IRPC และ CP Group และระดับ Member อีก 15 บริษัท ได้แก่ AWC, BBL, BDMS, BGRIM, BPP, CPN, CPNREIT, CRC, EA, GULF, IVL, KTC, MINT, TTB และ VGI

ผลประเมินด้านความยั่งยืนของ S&P Global เป็นข้อมูลสำคัญที่ผู้ลงทุนทั่วโลกใช้ในการวิเคราะห์และพิจารณาตัดสินใจลงทุน นอกจากนี้ S&P Global ยังได้สรุปประเด็นและพัฒนาการด้านความยั่งยืนที่บริษัทจำเป็นต้องให้ความสำคัญ เพื่อให้การดำเนินงานด้านความยั่งยืนประสบผลสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในปีนี้ S&P Global เน้นย้ำถึงวิกฤตของปัญหาภาวะโลกร้อนที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่บริษัทจำนวนมากยังไม่ได้กำหนดอย่างชัดเจน ทำให้การดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควรจะเป็น

The post ตลาดหลักทรัพย์เผย 41 บริษัทไทยติดอันดับด้านความยั่งยืนระดับโลกจาก S&P Global มากสุดเป็นอันดับ 4 appeared first on THE STANDARD.

]]>
CP ติด Top 3 บริษัทยั่งยืนระดับโลก ใน ‘กลุ่มอุตสาหกรรม Industrial Conglomerates’ จัดอันดับโดย S&P Global [PR NEWS] https://thestandard.co/cp-industrial-conglomerates-sustainable-company-by-sp-global/ Tue, 28 Dec 2021 07:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=576739 CP

บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด หรือ CP สร้างชื่อเสียงด […]

The post CP ติด Top 3 บริษัทยั่งยืนระดับโลก ใน ‘กลุ่มอุตสาหกรรม Industrial Conglomerates’ จัดอันดับโดย S&P Global [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
CP

บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด หรือ CP สร้างชื่อเสียงด้านความยั่งยืนให้กับประเทศไทย หลังเข้าร่วมรับการประเมินดัชนีความยั่งยืน ประจำปี 2564 จาก S&P Global ผู้ให้บริการข้อมูลทางด้านการเงิน รวมถึงการจัดอันดับเครดิต โดยผลการประเมิน CP ติด Top 3 ของโลกในกลุ่มอุตสาหกรรม Industrial Conglomerates คะแนนสูงสุด ได้แก่ ซีเมนส์ (Siemens AG) กลุ่มบริษัทพลังงานจากประเทศเยอรมนี ตามมาด้วยกลุ่มธุรกิจ เอส.เค. (S.K. Inc.) กลุ่มบริษัทธุรกิจด้านไอทีจากประเทศเกาหลีใต้

 

ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการเดินหน้าสู่การเป็นบริษัทยั่งยืนระดับโลกตามวิสัยทัศน์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ และความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตลอด 1 ศตวรรษ โดยยึดมั่นในหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ด้วยการสร้างประโยชน์ให้กับทุกประเทศที่เข้าไปลงทุน ทั้งต่อประชาชนและสังคม ควบคู่ไปกับการบริหารองค์กรภายใต้หลักการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความยั่งยืนของเครือ CP สู่ปี 2573 ภายใต้ยุทธศาสตร์ความยั่งยืน 3Hs คือ Heart – Living Right, Health – Living Well และ Home – Living Together ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ SDGs  

 

CP

 

เครือเจริญโภคภัณฑ์ในฐานะองค์กรเอกชนไทยที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลก ได้เข้าร่วมการประเมินความยั่งยืนขององค์กรกับ S&P Global ซึ่งมีการประเมินผลแบบเดียวกันกับ Dow Jones Sustainability Indices: DJSI ในปี 2564 เป็นปีแรก จากผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของเครือ CP ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ โดยได้รับการประเมินให้เป็นผู้นำอันดับที่ 3 ของโลกในกลุ่มอุตสาหกรรม Industrial Conglomerates จากจำนวนบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันที่ได้รับการประเมินทั้งหมด 44 บริษัท โดยได้รับการพิจารณาและประเมินจากผลงานที่โดดเด่นในหลายด้าน อาทิ จรรยาบรรณธุรกิจ การจัดการนวัตกรรม กลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การรายงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล

 

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) กล่าวว่า การได้รับคัดเลือกให้ติด 1 ใน 3 บริษัทแรกของกลุ่มอุตสาหกรรม ถือเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของเครือ CP บนเส้นทางสู่การเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านความยั่งยืน อีกทั้งตอกย้ำความสำเร็จ และเป็นกระจกสะท้อนว่าเราได้บรรลุเป้าหมายไปอีกขั้นในการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนให้สังคมและประเทศได้ตรงตามทิศทาง และเป็นไปตามหมุดหมายที่เราตั้งเป้าไว้ ที่จะมุ่งสู่การเป็น ‘องค์กรแห่งความยั่งยืน’ รวมไปถึงการทำงานเชิงรุกเพื่อผลักดันวาระของโลกในหลายประเด็น ได้แก่ การสร้างงานสร้างอาชีพ ดูแลสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

เครือ CP ดำเนินธุรกิจใน 8 สายธุรกิจหลัก 14 กลุ่มธุรกิจ และลงทุนอยู่ใน 21 ประเทศ มีพนักงานรวมกว่า 4.5 แสนคน ซึ่งดำเนินธุรกิจครบ 100 ปีในปีนี้ ถือเป็นปีแห่งความภาคภูมิใจของเครือ ที่การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์และเป้าหมายด้านความยั่งยืนประสบความสำเร็จและบรรลุเป้าหมายในหลายด้าน CP กำลังก้าวเข้าสู่ศตวรรษใหม่ที่มีความท้าทายในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับโลกที่มีบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป ถือเป็นโอกาสและความท้าทายของทุกกลุ่มธุรกิจในเครือที่จะต้องรวมพลังขับเคลื่อนความยั่งยืนให้ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 

 

 

ปีนี้เครือ CP รับการคัดเลือกให้เป็นองค์กรในระดับ LEAD ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนพันธกิจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของ UN Global Compact รวมทั้งได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีจริยธรรมสูงที่สุดในโลกจากสถาบัน Ethisphere

 

ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่มธุรกิจในเครือ CP ประกอบด้วย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ยังได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices: DJSI) ประจำปี 2564 อย่างต่อเนื่องหลายปี และนี่คือสิ่งที่ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของเครือ CP ในการดำเนินธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกับการสร้างคุณค่าแห่งความยั่งยืนในทุกมิติ

 

การขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืนของเครือ CP จะเป็นแรงสำคัญก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกทั้งต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กร ประเทศไทย และสังคมโลกต่อไป 

The post CP ติด Top 3 บริษัทยั่งยืนระดับโลก ใน ‘กลุ่มอุตสาหกรรม Industrial Conglomerates’ จัดอันดับโดย S&P Global [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
S&P Global เตือน ‘เอลซัลวาดอร์’ รับรอง Bitcoin เสี่ยงถูกตัดความช่วยเหลือจาก IMF กระทบอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ https://thestandard.co/el-salvadors-bitcoin-adoption-has-immediate-implications-rating-sp-global/ Fri, 17 Sep 2021 05:09:52 +0000 https://thestandard.co/?p=537590 S&P Global

S&P Global บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำระดั […]

The post S&P Global เตือน ‘เอลซัลวาดอร์’ รับรอง Bitcoin เสี่ยงถูกตัดความช่วยเหลือจาก IMF กระทบอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
S&P Global

S&P Global บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำระดับโลก ออกโรงเตือนรัฐบาลเอลซัลวาดอร์ กรณีให้การรับรอง Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างเป็นทางการว่าเป็นการตัดสินใจที่ค่อนข้างเสี่ยง และส่งผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของเอลซัลวาดอร์เอง

 

ทั้งนี้ S&P กล่าวว่า ความเสี่ยงหลักอันแรกสุดก็คือ อาจคุกคามความหวังในการได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ขณะที่ความผันผวนของ Bitcoin ทำให้เกิดช่องโหว่ทางการคลัง และทำร้ายธนาคารทั้งหลายจนไม่สามารถปล่อยเงินกู้ได้ เพราะสกุลเงินเปรียบเทียบไม่สอดคล้องกัน

 

ปัจจุบัน S&P จัดอันดับเครดิตเอลซัลวาดอร์ที่ B- ด้วยแนวโน้มที่ ‘มีเสถียรภาพ’ ขณะที่ Moody’s ปรับลดอันดับเอลซัลวาดอร์เป็น Caa1 ซึ่งเทียบเท่ากับหนึ่งคะแนนที่ต่ำกว่า B- พร้อมเตือนว่าเอลซัลวาดอร์มีสิทธิ์โดนปรับลดขั้นอันดับเครดิตลงไปอีก

 

ข้ามฟากมาที่จีน หนึ่งในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดย Global Times สื่อท้องถิ่นของทางการจีน รายงานว่าผลงานคบเพลิง NFT ที่ออกโดยเอเชียนเกมส์ปี 2022 ในเมืองหางโจว ซึ่งเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ดิจิทัลบนบล็อกเชนแห่งแรกที่จัดจำหน่ายโดยองค์กรอย่างเป็นทางการ ถูกจำหน่ายหมดภายในไม่กี่วินาทีหลังจากวางจำหน่ายที่แพลตฟอร์มของ Alipay เวลา 12.00 น. เมื่อวานนี้ (16 กันยายน) ตอกย้ำตลาด NFT ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในจีน แม้ว่าจะมีประเด็นเกี่ยวกับการกำกับดูแลและการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ยังคงอยู่

 

รายงานระบุว่าตัว ผลงาน NFT ซึ่งเป็นคบเพลิง 3 มิติ จำนวน 20,000 ชิ้น ถือเป็นคอลเล็กชัน NFT แรกที่ผู้จัดงานเอเชียนเกมส์ออกให้ในประวัติศาสตร์ 70 ปีของเกมกีฬา โดยมีสนนราคาอยู่ที่ 39 หยวนต่ออัน และขายผ่าน Alipay ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางเทคโนโลยีโดย AntChain บล็อกเชนที่พัฒนาตนเองของ Ant Group

 

อ้างอิง:


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

Twitter: twitter.com/standard_wealth

Instagram: instagram.com/thestandardwealth

Official Line คลิก https://lin.ee/xfPbXUP

 

The post S&P Global เตือน ‘เอลซัลวาดอร์’ รับรอง Bitcoin เสี่ยงถูกตัดความช่วยเหลือจาก IMF กระทบอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
DELTA คว้ารางวัล Silver Class จาก S&P Global เป็นปีที่ 2 สะท้อนความยั่งยืน https://thestandard.co/delta-received-silver-class-from-sp-globa/ Thu, 11 Feb 2021 10:36:23 +0000 https://thestandard.co/?p=453372 DELTA คว้ารางวัล Silver Class จาก S&P Global เป็นปีที่ 2 สะท้อนความยั่งยืน

บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ห […]

The post DELTA คว้ารางวัล Silver Class จาก S&P Global เป็นปีที่ 2 สะท้อนความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
DELTA คว้ารางวัล Silver Class จาก S&P Global เป็นปีที่ 2 สะท้อนความยั่งยืน

บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ได้รับรางวัลระดับ Silver Class จาก S&P Global ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 โดยเป็นบริษัทในกลุ่ม ‘ชิ้นส่วนอุปกรณ์และส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์’ หนึ่งเดียวจากประเทศไทยที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ใน The Sustainability Yearbook 2021

 

จากการได้รางวัลระดับ Silver Class จาก S&P Global ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 ถือเป็นการตอกย้ำเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) ในฐานะการเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลกในอุตสาหกรรมดังกล่าว และเป็นการยืนยันจุดยืนในฐานะผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลกในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย

 

แจ็คกี้ จาง ประธานบริหาร DELTA กล่าวว่าเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล Sliver Class เป็นครั้งที่ 2 หลังจากเป็นเวลากว่า 30 ปีที่เรามุ่งเน้นในด้านพันธกิจเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าทั่วโลกด้วยนวัตกรรมประหยัดพลังงาน ในขณะเดียวกันบริษัทเป็นผู้บุกเบิกการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน เรารู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณการสนับสนุนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนที่ร่วมกันเดินทางในธุรกิจนี้ ซึ่งมุ่งการดำเนินงานเพื่อสังคมและเพื่อพลเมืองทั่วโลก

 

มันจิต จุส หัวหน้าฝ่ายวิจัยและข้อมูลด้านเศรษฐกิจ สังคม และธรรมาภิบาลของ S&P Global กล่าวว่าทุกบริษัทที่ได้รับรางวัลใน Yearbook ดังกล่าวล้วนมีผลการดำเนินงานดีเยี่ยมเมื่อเทียบกับกลุ่มบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน ตลอดจนเทียบผลการดำเนินการด้านเศรษฐกิจ สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ด้วย

 

ในปี 2563 S&P Global ได้ทำการประเมินบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกกว่า 7,032 แห่ง ใน 61 กลุ่มอุตสาหกรรม ด้วยกระบวนการประเมินด้านความยั่งยืน (CSA) โดยบริษัท 630 แห่งผ่านการประเมินและได้รับการจัดลำดับอยู่ใน Yearbook ของปีนี้โดยพื้นฐานการคัดเลือกจากเกณฑ์คะแนน S&P Global ESG จากกระบวนการประเมินด้านความยั่งยืน (CSA) ซึ่ง DELTA ได้รับรางวัลระดับ Silver Class โดยเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับคะแนน CSA รวมอย่างน้อย 57 คะแนน ซึ่งอยู่ในช่วง 1-5% ของบริษัทที่มีผลการดำเนินการด้านความยั่งยืนสูงสุดในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post DELTA คว้ารางวัล Silver Class จาก S&P Global เป็นปีที่ 2 สะท้อนความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
S&P Global ยก 11 บริษัทไทยติดอันดับ Gold Class ด้านความยั่งยืนสูงสุดในโลก https://thestandard.co/sp-global-the-sustainability-yearbook-2021/ Thu, 11 Feb 2021 00:37:58 +0000 https://thestandard.co/?p=453024 S&P Global

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผย 11 บริษัทไทย โดดเด่นด้านความยั่งยืน […]

The post S&P Global ยก 11 บริษัทไทยติดอันดับ Gold Class ด้านความยั่งยืนสูงสุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
S&P Global

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผย 11 บริษัทไทย โดดเด่นด้านความยั่งยืน โดยมีจำนวนบริษัทที่ติดอันดับ Gold Class สูงสุดของโลกจากผลการจัดอันดับในรายงาน ‘The Sustainability Yearbook 2021’ โดย S&P Global ในจำนวนนี้เป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย 10 บริษัท ได้แก่ BANPU, BTS, IRPC, PTT, PTTEP, PTTGC, SCC TOP, TRUE และ TU และบริษัทไทย 1 บริษัท ได้แก่ ThaiBev ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับตลาดทุนได้รับการยอมรับในระดับสากล 

 

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่งเสริมตลาดทุนไทยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตลาดทุนไทยเป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วนตามวิสัยทัศน์ “To Make the Capital Market ‘Work’ for Everyone” พร้อมส่งเสริมให้ภาคธุรกิจให้ความสำคัญในการดำเนินงาน โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environment, Social, Governance: ESG) ไปกับการสร้างผลประกอบการที่ดี เพื่อสร้างการเติบโตอย่างสมดุลทั้งธุรกิจและสังคม (Balanced Growth)

 

“ตลาดหลักทรัพย์ฯ สนับสนุนแนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนให้แก่บริษัทจดทะเบียนทุกระดับและทุกภาคอุตสาหกรรม รวมถึงส่งเสริมเรื่องการลงทุนอย่างยั่งยืน (Sustainable Investing) ด้วยการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการเปิดเผยข้อมูล ESG ควบคู่ไปกับการพัฒนากระบวนการรายงานข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทั้งต่อบริษัทจดทะเบียนในการพัฒนาการดำเนินธุรกิจ และสำหรับผู้ลงทุนเพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์ และประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยล่าสุด 11 บริษัทไทย ถูกจัดอันดับความยั่งยืนระดับ Gold Class ในรายงาน ‘The Sustainability Yearbook 2021’ โดย S&P Global ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดจากการประเมินความยั่งยืนของบริษัททั่วโลกใน 40 ประเทศ รวมกว่า 7,000 บริษัท” ภากรกล่าว

 

11 บริษัทไทยที่ติดอันดับ Gold Class ประกอบด้วยบริษัทจดทะเบียน 10 บริษัทได้แก่ 1. บมจ.บ้านปู (BANPU) 2. บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) 3. บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) 4. บมจ.ปตท. (PTT) 5. บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) 6. บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) 7. บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) 8. บมจ.ไทยออยล์ (TOP) 9. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) 10. บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) และบริษัทไทยอีก 1 บริษัท ได้แก่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ (ThaiBev)

 

โดยในปีนี้มี  29 บริษัทไทย ที่ได้รับการจัดอันดับใน The Sustainability Yearbook 2021 ซึ่งนับว่ามีจำนวนมากเป็นลำดับที่เจ็ดของโลกรองจากประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และไต้หวัน

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post S&P Global ยก 11 บริษัทไทยติดอันดับ Gold Class ด้านความยั่งยืนสูงสุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตชัตดาวน์ทำเศรษฐกิจสหรัฐฯ เสียหายกว่า 5.7 พันล้านเหรียญ https://thestandard.co/economic-loss-from-shutdown-may-exceed-us-5-7b/ https://thestandard.co/economic-loss-from-shutdown-may-exceed-us-5-7b/#respond Mon, 28 Jan 2019 05:28:11 +0000 https://thestandard.co/?p=187370

แม้วิกฤตชัตดาวน์ในสหรัฐอเมริกาจะผ่านพ้นไปแล้ว โดยหน่วยง […]

The post วิกฤตชัตดาวน์ทำเศรษฐกิจสหรัฐฯ เสียหายกว่า 5.7 พันล้านเหรียญ appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้วิกฤตชัตดาวน์ในสหรัฐอเมริกาจะผ่านพ้นไปแล้ว โดยหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลสหรัฐฯ จะเริ่มกลับมาเปิดดำเนินการตามปกติในวันนี้ (28 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น แต่ถึงกระนั้น ความเสียหายก็ได้เกิดขึ้นไปแล้วเช่นกัน  

 

รายงานจาก S&P Global ระบุว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือภาวะชัตดาวน์ครั้งล่าสุด ซึ่งทำสถิติยาวนานที่สุดถึง 35 วัน อาจมีมูลค่าสูงกว่า 5.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขจำนวนเดียวกับที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องจากสภาคองเกรส เพื่อเป็นงบประมาณสำหรับโครงการสร้างกำแพงกั้นชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก

 

ข้อมูลสถิติแสดงให้เห็นว่า มูลค่าความเสียหายเฉลี่ยทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการชัตดาวน์ครั้งนี้อยู่ที่ 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อสัปดาห์ สำหรับผลกระทบโดยตรงนั้นรวมถึงการสูญเสียผลิตภาพจากแรงงานหลายแสนคนที่ไม่ได้รับค่าจ้างมาตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม

 

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ความสูญเสียผลิตภาพจากแรงงานภาครัฐจะไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้เหมือนกับการชัตดาวน์ครั้งที่ผ่านๆ มา โดยถึงแม้ลูกจ้างรัฐบาลกลางจะได้รับเงินชดเชยหลังจากหน่วยงานต้นสังกัดกลับมาเปิดทำการ แต่แรงงานภาคเอกชนราว 4 ล้านรายที่ตำแหน่งงานของตนขึ้นอยู่กับรัฐบาลกลางนั้น จะไม่ได้รับเงินชดเชยแต่อย่างใด

 

ก่อนหน้านี้ นักเศรษฐศาสตร์ได้ออกมาเตือนว่า ภาวะชัตดาวน์อาจกระทบการจ้างงานถึง 500,000 ตำแหน่งในเดือนมกราคม และอาจส่งผลให้อัตราการว่างงานปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 4%

 

ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ในเดือนมกราคมลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี โดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการชัตดาวน์ยาวนานเป็นประวัติการณ์ดังกล่าว

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post วิกฤตชัตดาวน์ทำเศรษฐกิจสหรัฐฯ เสียหายกว่า 5.7 พันล้านเหรียญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/economic-loss-from-shutdown-may-exceed-us-5-7b/feed/ 0