South Africa Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/south-africa/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 24 Nov 2025 03:26:52 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ปิดฉากประชุม G20 แม้ไร้เงาสหรัฐฯ ตอกย้ำปัญหาโลกเดือด-ความเท่าเทียม-สงคราม https://thestandard.co/g20-ends-climate-equality-war/ Mon, 24 Nov 2025 03:26:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1146621 ปิดฉากประชุม **G20** แม้ไร้เงา **สหรัฐฯ** ตอกย้ำปัญหา **โลกเดือด-ความเท่าเทียม-สงคราม**

ไซริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ปิดฉากการประชุม G […]

The post ปิดฉากประชุม G20 แม้ไร้เงาสหรัฐฯ ตอกย้ำปัญหาโลกเดือด-ความเท่าเทียม-สงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดฉากประชุม **G20** แม้ไร้เงา **สหรัฐฯ** ตอกย้ำปัญหา **โลกเดือด-ความเท่าเทียม-สงคราม**

ไซริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ปิดฉากการประชุม G20 ว่า เป็นความมุ่งมั่นครั้งใหม่ต่อการร่วมมือพหุภาคี แม้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คว่ำบาตรการประชุมครั้งนี้ ด้วยการไม่เดินทางหรือส่งผู้แทนมาเข้าร่วม โดยอ้างถึงปมละเมิดสิทธิมนุษยชนคนผิวขาว

 

การประชุม G20 ประจำปี 2025 จัดขึ้นที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ตั้งแต่วันที่ 22-23 ตุลาคม ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นในทวีปแอฟริกา โดยรามาโฟซากล่าวสุนทรพจน์ปิดท้ายว่า ทุกประเทศพบกันท่ามกลางความยากลำบาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือกัน เพื่อมุ่งสู่การสร้างโลกที่ดีกว่า

 

แถลงการณ์ร่วมกันของ G20 คือ การเน้นย้ำประเด็นการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ความเท่าเทียมทางเพศ และสงครามความขัดแย้ง โดยระบุว่า “ทุกประเทศจะทำงานเพื่อสันติภาพอันยุติธรรม ครอบคลุม และยั่งยืน ทั้งในซูดาน คองโก ดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง ยูเครน ตลอดจนยุติความขัดแย้งและสงครามอื่นๆ ทั่วโลก”

 

อย่างไรก็ดี อีกหนึ่งไฮไลต์การประชุม G20 ครั้งนี้ อยู่ที่การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ หลังทรัมป์ประกาศว่า เขาจะไม่เดินทางไปร่วม หรือส่งผู้แทนคนไหนไปในการประชุม เพื่อโต้ตอบกรณีรัฐบาลแอฟริกาใต้ละเมิดสิทธิมนุษยชนคนผิวขาว หรือกลุ่มแอฟริกันเนอร์ (Afrikaners) ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งที่หลายฝ่ายมองว่า ไม่มีมูลความจริง

 

แม้รามาโฟซาจะกล่าวถึง สหรัฐฯ ในช่วงท้าย ในฐานะเจ้าภาพการประชุมปี 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นที่รัฐฟลอริดา แต่ทางทำเนียบขาววิจารณ์ว่า แอฟริกาใต้ ‘ไม่ส่งต่อ’ วาระการเป็นประธานให้กับสหรัฐฯ ด้วยการปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่จะส่งเจ้าหน้าที่จากสถานทูต ‘ระดับรอง’ มาเข้าร่วมพิธี แทนที่จะเป็นระดับเอกอัครราชทูต

 

ขณะที่ โรนัลด์ ลาโมลา (Ronald Lamola) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศแอฟริกาใต้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ทางการได้ส่งมอบให้แล้ว ถือว่าทุกอย่างเป็นอันจบ และขึ้นอยู่กับสหรัฐฯ ถ้าผู้แทนอยากมา แอฟริกาใต้ก็พร้อมยินดีต้อนรับเสมอ

 

สำหรับท่าทีของผู้นำโลกคนอื่นๆ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิลกล่าวว่า G20 และ COP30 ทำให้เห็นว่า ความร่วมมือแบบพหุภาคียังคงอยู่ ขณะที่ ฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีระบุว่า สหรัฐฯ มีเพียงบทบาทรองในการประชุมครั้ง เพราะโลกกำลังสร้างความเชื่อมโยงครั้งใหม่ และเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์กันเอง

 

ภาพ: Gianluigi Guercia / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ปิดฉากประชุม G20 แม้ไร้เงาสหรัฐฯ ตอกย้ำปัญหาโลกเดือด-ความเท่าเทียม-สงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐมนตรียูเครนเผย มีชาวแอฟริกันกว่า 1,400 คน จาก 36 ประเทศ ช่วยรัสเซียรบในสงครามยูเครน https://thestandard.co/african-fighters-aid-russia-war/ Mon, 10 Nov 2025 05:53:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1141564 รัฐมนตรียูเครนเผย มีชาวแอฟริกันกว่า 1,400 คน จาก 36 ประเทศ ช่วย รัสเซียรบในสงครามยูเครน

แอนดรีย์ ซิบิฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเคร […]

The post รัฐมนตรียูเครนเผย มีชาวแอฟริกันกว่า 1,400 คน จาก 36 ประเทศ ช่วยรัสเซียรบในสงครามยูเครน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐมนตรียูเครนเผย มีชาวแอฟริกันกว่า 1,400 คน จาก 36 ประเทศ ช่วย รัสเซียรบในสงครามยูเครน

แอนดรีย์ ซิบิฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครนเผยว่า มีชาวแอฟริกันมากกว่า 1,400 คน จาก 36 ประเทศ กำลังช่วยรัสเซียสู้รบในสงครามยูเครนขณะนี้ ทั้งยังระบุว่า พลเมืองต่างชาติในกองทัพรัสเซียมีชะตากรรมที่น่าเศร้า การลงนามในสัญญาทางทหารนั้นเทียบเท่ากับการเซ็นสัญญาในคำพิพากษาประหารชีวิตของคนเหล่านั้นเอง

 

ทหารรับจ้างส่วนใหญ่มักจะถูกส่งไปยังแนวหน้าของการสู้รบ ซึ่งพวกเขามักจะถูกสังหารอย่างรวดเร็ว มีอัตราการรอดชีวิตต่ำ ส่วนใหญ่มีชีวิตอยู่ไม่ถึงหนึ่งเดือน โดยผู้ที่ถูกยูเครนจับกุมได้ส่วนใหญ่มักจะถูกจับระหว่างที่พวกเขาปฏิบัติภารกิจการสู้รบเป็นครั้งแรก

 

รัฐมนตรียูเครนยังอ้างว่า รัสเซียเกณฑ์พลเมืองของประเทศในแอฟริกาโดยใช้วิธีการที่หลากหลาย เช่น เสนอเงินให้เป็นทหารรับจ้างโดยระบุว่าจะให้ค่าจ้างสูง หรือให้สัญชาติรัสเซีย บางคนถูกหลอกโดยที่ไม่ทราบว่ากำลังทำสัญญาอะไร

 

นอกจากนี้ รัสเซียยังถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงผู้หญิงจากแอฟริกาใต้และส่วนอื่นๆ ของทวีปแอฟริกาให้ทำงานในโรงงานผลิตโดรนของรัสเซียผ่านแคมเปญทางโซเชียลมีเดีย โดยสัญญาว่าจะจัดหางานให้ในด้านต่างๆ เช่น การจัดเลี้ยงและการบริการ

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลหลายประเทศในแอฟริกาได้รับทราบถึงกรณีที่พลเมืองของตนเข้าร่วมกับกองกำลังรัสเซียในสมรภูมิสงครามยูเครน โดยแอฟริกาใต้กำลังสืบสวนว่าพลเมือง 17 คนที่ถูกล่อลวงด้วยข้ออ้างการจ้างงานและติดอยู่ในพื้นที่ดอนบาสได้อย่างไร ขณะที่เคนยาก็พบรายงานว่า พลเมืองบางคนถูกควบคุมตัวในค่ายทหารรัสเซีย หลังจากเข้าไปพัวพันกับสงครามโดยไม่ตั้งใจ

 

รายงานของทหารยูเครนเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมายังเคยอ้างว่า ทหารรัสเซีย พร้อมด้วยทหารรับจ้างจาก จีน, ทาจิกิสถาน, อุซเบกิสถาน, ปากีสถาน และอีกหลายประเทศในแอฟริกาปฏิบัติการสู้รบในคาร์คีฟ โดยกระทรวงการต่างประเทศของจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านั้น พร้อมชี้ว่าเป็น “คำพูดที่ขาดความรับผิดชอบ” ในขณะที่ปากีสถานเรียกข้อกล่าวหานี้ว่า “ไม่มีมูลความจริง”

 

ยูเครนยังเชื่อว่า กลุ่มนักรบต่างชาติในกองทัพรัสเซียที่ใหญ่ที่สุดอาจมาจากคิวบา โดยคาดการณ์ว่าอาจมีชาวคิวบามากถึง 20,000 คน ถูกเกณฑ์เป็นทหารรับจ้างในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งรัสเซียยังไม่ได้แสดงท่าทีต่อข้อกล่าวหาเหล่านี้แต่อย่างใด

 

แฟ้มภาพ: Ira.foto.2024 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post รัฐมนตรียูเครนเผย มีชาวแอฟริกันกว่า 1,400 คน จาก 36 ประเทศ ช่วยรัสเซียรบในสงครามยูเครน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ประกาศคว่ำบาตร G20 ที่แอฟริกาใต้ ชี้รัฐบาลละเมิดสิทธิมนุษยชน และเลือกปฏิบัติคนผิวขาวในประเทศ https://thestandard.co/trump-hits-sa-over-discrimination/ Sat, 08 Nov 2025 03:58:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1140963 ทรัมป์ประกาศคว่ำบาตร G20 ที่ แอฟริกาใต้ ชี้ รัฐบาลละเมิด สิทธิมนุษยชน และ เลือกปฏิบัติ คนผิวขาว ในประเทศ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศคว่ำบาตรก […]

The post ทรัมป์ประกาศคว่ำบาตร G20 ที่แอฟริกาใต้ ชี้รัฐบาลละเมิดสิทธิมนุษยชน และเลือกปฏิบัติคนผิวขาวในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ประกาศคว่ำบาตร G20 ที่ แอฟริกาใต้ ชี้ รัฐบาลละเมิด สิทธิมนุษยชน และ เลือกปฏิบัติ คนผิวขาว ในประเทศ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศคว่ำบาตรการประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ ชี้รัฐบบาลละเมิดสิทธิมนุษยชน ข่มเหง และเลือกปฏิบัติคนผิวขาวในประเทศ

 

ทั้งนี้ ทรัมป์ออกมาโพสต์ข้อความบน Truth Social ว่า สหรัฐฯ จะคว่ำบาตรการเข้าร่วมประชุม G20 เพราะรัฐบาลแอฟริกันละเมิดสิทธิมนุษยชนคนผิวขาว หรือกลุ่มแอฟริกันเนอร์ (Afrikaners) ซึ่งเป็นกลุ่มเจ้าอาณานิคมชาวดัตช์และฝรั่งเศส ด้วยการข่มเหง สังหาร และยึดที่ดินเกษตรกรเหล่านี้

 

“รัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่เข้าร่วม ตราบใดที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนยังเกิดขึ้น” ผู้นำสหรัฐฯ ระบุ

 

ก่อนหน้านี้ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรการประชุม G20 ผ่านทาง X ว่า แอฟริกาใต้ได้กระทำสิ่งที่เลวร้ายมาตลอด อย่างนโยบายยึดทรัพย์สินส่วนบุคคล และใช้เวทีดังกล่าวส่งเสริมนโยบายความหลากหลาย และเท่าเทียม (Diversity, Equity, Inclusion: DEI) ซึ่งตรงข้ามกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และสิ้นเปลืองภาษีประชาชน

 

ในช่วงที่ผ่านมา ทรัมป์และกลุ่มอนุรักษนิยมชาวอเมริกันพยายามกล่าวหาว่า แอฟริกาใต้ก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กลุ่มแอฟริกันเนอร์ ซึ่งไม่มีหลักฐานชัดเจน โดยครั้งหนึ่ง ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ของ ไซริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ในช่วงต้นปี 2025 ทรัมป์ได้เปิดคลิปวิดีโอนักเคลื่อนไหวผิวดำ ที่เรียกร้องการยึดครองที่ดินจากคนผิวขาว และภาพหลุมศพจำนวนมากให้ดู พร้อมระบุว่า นี่คือหลักฐานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

 

“เขาได้บอกคุณไหมว่า ที่นั่นคือที่ไหน ท่านประธานาธิบดี? ผมอยากจะรู้ว่า มันคือที่ไหน เพราะไม่เคยเห็นมันมาก่อน” รามาโฟซาถามทรัมป์ พร้อมกับแสดงสีหน้างุนงง โดยตอบกลับว่า ส่วนใหญ่คนที่เสียชีวิตจากอาชญากรรมไม่ใช่แค่คนขาว แต่เป็นคนผิวดำมากกว่า

 

อนึ่ง กลุ่มแอฟริกันเนอร์คือชนกลุ่มน้อยผิวขาว ที่ปกครองแอฟริกาใต้ด้วยระบบแบ่งแยกสีผิว เช่น บังคับให้ชนพื้นเมืองดั้งเดิมย้ายไปอยู่บันตูสถาน หรืออาณาเขตสำหรับคนผิวดำ โดยระบอบนี้สิ้นสุดในปี 1994 หลังเกิดการต่อสู้ทางการเมือง ทำให้ประเทศมีการเลือกตั้ง และการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่พลเมืองทุกคนเท่าเทียมกัน

 

ทว่าปัจจุบัน คนผิวขาวในแอฟริกาใต้ออกมาเรียกร้องว่า พวกเขาเผชิญความไม่เป็นธรรม เพราะรัฐบาลออกกฎหมายให้สามารถยึดทรัพย์สิน เพื่อความยุติธรรมและประโยชน์ของสาธารณะโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการยึดที่ดินของคนผิวขาวที่ครอบครองตั้งแต่ยุคอาณานิคมเป็นต้นมา

 

ในช่วงที่ผ่านมา ทรัมป์เคยประกาศว่า เขาจะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอด G20 ในปี 2026 ซึ่งวางแผนจัดที่รีสอร์ตของเขาในรัฐฟลอริดา โดยระบุว่า ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุผลเรื่องเงิน แต่แผนดังกล่าวไม่เกิดขึ้นในท้ายที่สุด

 

ทั้งนี้ การประชุม G20 ปี 2025 จะจัดขึ้นในวันที่ 22-23 พฤศจิกายน ณ เมืองโจฮันเนสเบิร์ก โดยมีแอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ ซึ่งแต่เดิมมีกำหนดการว่า เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเดินทางไปเข้าร่วมแทนทรัมป์

 

ภาพ: Evelyn Hockstein / Reuters

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ประกาศคว่ำบาตร G20 ที่แอฟริกาใต้ ชี้รัฐบาลละเมิดสิทธิมนุษยชน และเลือกปฏิบัติคนผิวขาวในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Club Med เปิดตัวรีสอร์ตใหม่ในแอฟริกาใต้และมาเลเซีย https://thestandard.co/life/club-med-new-resorts-south-africa-and-malaysia/ Fri, 22 Aug 2025 09:32:09 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1110140 Club Med

แค่เอ่ยถึง ‘Club Med’ แน่นอนว่าสิ่งที่ทุกคนต้องนึกถึงคื […]

The post Club Med เปิดตัวรีสอร์ตใหม่ในแอฟริกาใต้และมาเลเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Club Med

แค่เอ่ยถึง ‘Club Med’ แน่นอนว่าสิ่งที่ทุกคนต้องนึกถึงคือการพักผ่อนแบบ All-inclusive ที่ให้คุณได้สนุกแบบไร้กังวล ตั้งแต่ค่าที่พัก อาหาร เครื่องดื่ม กิจกรรม ไปจนถึงปาร์ตี้สุดมันยามค่ำคืนที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมสัมผัสจิตวิญญาณแห่ง ‘L’Esprit Libre’ หรือความอิสระที่แท้จริง

 

เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 75 ปี Club Med ได้ประกาศเปิดตัว 2 รีสอร์ตใหม่ล่าสุดในแอฟริกาใต้และมาเลเซีย ที่พร้อมเปิดให้บริการในปี 2569 เพื่อต่อยอดประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับนักเดินทางทั่วโลก

 

Club Med South Africa

รีสอร์ตแห่งแรกของ Club Med ในแอฟริกาใต้ ตั้งอยู่บน Dolphin Coast ทางตอนเหนือของเมืองเดอร์บัน 

 

ที่นี่ไม่เพียงแค่มีชายหาดสวยงามบนชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย แต่ยังมอบประสบการณ์ซาฟารีสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ Mpilo Safari Lodge ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าขนาดกว่า 112,500 ไร่ และเป็นถิ่นอาศัยของ ‘Big Five’ ได้แก่ สิงโต เสือดาว แรด ช้าง และควายแอฟริกัน

 

 

Club Med Borneo

รีสอร์ตแห่งใหม่ในรัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นรีสอร์ตแห่งแรกในเอเชียแปซิฟิกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความยั่งยืน BREEAM 

 

ที่นี่มีห้องพักระดับพรีเมียม 361 ห้อง และห้องสวีทสุดหรู 39 ห้อง พร้อมด้วย Exclusive Collection Space เพื่อความเป็นส่วนตัวสูงสุด กิจกรรมที่รวมอยู่ในแพ็กเกจมีทั้งการเดินป่าเพื่อสัมผัสธรรมชาติและการดำน้ำตื้น

 

 

นี่เป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำความสำเร็จของ Club Med ที่น่าจับตามองไม่น้อย สำหรับใครที่กำลังวางแผนเที่ยวและมองหาโปรโมชันพิเศษ สามารถแวะไปที่งาน ไทยเที่ยวไทย ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่วันนี้ – 24 สิงหาคมนี้ หรือเข้าชมโปรโมชันสุดพิเศษบนเว็บไซต์ของ Club Med ได้เช่นกัน  

 

Club Med

The post Club Med เปิดตัวรีสอร์ตใหม่ในแอฟริกาใต้และมาเลเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ระงับเงินช่วยเหลือแอฟริกาใต้ อ้างกฎหมายเวนคืนที่ดินเลือกปฏิบัติต่อชาวแอฟริกันผิวขาว https://thestandard.co/trump-freeze-aid-south-africa/ Sun, 09 Feb 2025 05:49:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1039968

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ลงนามในคำสั่งพิ […]

The post ทรัมป์ระงับเงินช่วยเหลือแอฟริกาใต้ อ้างกฎหมายเวนคืนที่ดินเลือกปฏิบัติต่อชาวแอฟริกันผิวขาว appeared first on THE STANDARD.

]]>

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ลงนามในคำสั่งพิเศษเมื่อวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ระงับความช่วยเหลือแก่แอฟริกาใต้ โดยอ้างถึงกฎหมายที่อนุญาตให้รัฐบาลเข้ายึดที่ดินจากชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติ โดยเฉพาะชาวไร่ผิวขาวโดยไม่มีการชดเชย นอกจากนี้ คำสั่งยังพาดพิงถึงจุดยืนของแอฟริกาใต้ที่ต่อต้านอิสราเอลและสงครามในฉนวนกาซา

 

คำสั่งดังกล่าวระบุว่า สหรัฐฯ จะไม่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่แอฟริกาใต้ หากยังคงดำเนินนโยบายที่ทรัมป์อ้างว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและแสดงให้เห็นถึงการไม่เคารพพลเมืองของตนเอง พร้อมสั่งให้หน่วยงานของสหรัฐฯ ยุติการให้ความช่วยเหลือแก่แอฟริกาใต้ เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็น

 

นอกจากนี้ คำสั่งของทรัมป์ยังสั่งการให้สหรัฐฯ ช่วยเหลือชาวแอฟริกันที่สืบเชื้อสายจากยุโรป ซึ่งกำลังอพยพออกจากแอฟริกาใต้เนื่องจากถูกเลือกปฏิบัติ โดยให้ความช่วยเหลือผ่านโครงการผู้ลี้ภัย

 

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของแอฟริกาใต้ออกแถลงการณ์ว่า คำสั่งของทรัมป์เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งและขาดความถูกต้องของข้อเท็จจริง โดยไม่ได้คำนึงถึงประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดของแอฟริกาใต้ที่เคยถูกล่าอาณานิคมและเผชิญกับยุคการแบ่งแยกสีผิว (Apartheid) ในแถลงการณ์ของกระทรวงยังระบุอีกด้วยว่า “น่าขันที่คำสั่งพิเศษของสหรัฐฯ กลับให้สถานะผู้ลี้ภัยแก่กลุ่มที่ยังคงมีความได้เปรียบทางเศรษฐกิจมากที่สุด ในขณะที่ชาวอเมริกันจากพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลกที่เผชิญความทุกข์ยากจริงๆ กลับถูกปฏิเสธสิทธิในการลี้ภัย

 

ไซริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ เผยว่า เขาได้พูดคุยกับ อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีชาวแอฟริกาใต้ เกี่ยวกับข้อมูลที่ผิดและการบิดเบือนเกี่ยวกับแอฟริกาใต้ พร้อมเน้นย้ำว่า ประเทศของเขายึดมั่นในหลักนิติรัฐ ความยุติธรรม และความเท่าเทียมกัน

 

ทั้งนี้ ในอดีตนโยบายแบ่งแยกสีผิวบังคับให้ชาวแอฟริกันผิวดำและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ต้องถูกไล่ออกจากที่ดิน เพื่อเปิดทางให้คนผิวขาวใช้งาน หลังจากสิ้นสุดยุค Apartheid ในปี 1994 รัฐธรรมนูญของแอฟริกาใต้กำหนดให้มีการปฏิรูปที่ดินเพื่อแก้ไขปัญหานี้

 

ปัจจุบันคนผิวดำซึ่งเป็นประชากรกว่า 80% ของประเทศ ยังคงเป็นกลุ่มที่เผชิญปัญหาความยากจนและการว่างงานอย่างรุนแรง ขณะที่ยังถือครองที่ดินเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ล่าสุดรามาโฟซาลงนามบังคับใช้กฎหมายที่อนุญาตให้รัฐบาลสามารถเวนคืนที่ดินได้โดยไม่มีค่าชดเชยในบางกรณี

 

อย่างไรก็ตาม คำสั่งของทรัมป์เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลของเขาระงับความช่วยเหลือจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด และกำลังเดินหน้ายกเลิกหน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (USAID)

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้แอฟริกาใต้เพิ่งยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) กล่าวหาอิสราเอลว่าก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา โดยระบุว่า ผู้นำอิสราเอลมีเจตนาทำลายล้างชาวปาเลสไตน์ในกาซา และเรียกร้องให้ศาลมีคำสั่งให้ยุติการโจมตีทางทหาร

 

ภาพ: Photo by Andrew Harnik / Getty Images

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ระงับเงินช่วยเหลือแอฟริกาใต้ อ้างกฎหมายเวนคืนที่ดินเลือกปฏิบัติต่อชาวแอฟริกันผิวขาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยเป็น 1 ใน 9 ประเทศที่เข้าร่วมกลุ่ม BRICS เพิ่มเติมอย่างเป็นทางการในวันแรกของปี 2025 https://thestandard.co/thailand-joins-brics-2025/ Sun, 05 Jan 2025 07:59:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1027146 BRICS

ในวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา 9 ประเทศ ได้แก่ เบลารุส, โบล […]

The post ไทยเป็น 1 ใน 9 ประเทศที่เข้าร่วมกลุ่ม BRICS เพิ่มเติมอย่างเป็นทางการในวันแรกของปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
BRICS

ในวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา 9 ประเทศ ได้แก่ เบลารุส, โบลิเวีย, อินโดนีเซีย, คาซัคสถาน, ไทย, คิวบา, ยูกันดา, มาเลเซีย และอุซเบกิสถาน ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตร BRICS อย่างเป็นทางการ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการพัฒนากลุ่ม BRICS หลังจากการขยายตัวครั้งประวัติศาสตร์

 

นอกจาก 9 ประเทศดังกล่าว สมาชิกก่อนหน้านี้ของกลุ่ม BRICS ประกอบด้วย บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน, แอฟริกาใต้, อิหร่าน, อียิปต์, เอธิโอเปีย, ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

การเติบโตของกลุ่ม BRICS ที่ใหญ่ขึ้นนี้ ไม่เพียงเพิ่มบทบาททางเศรษฐกิจของกลุ่ม แต่ยังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการผลักดันการสร้างโลกหลายขั้ว

 

หวังโย่วหมิง ผู้อำนวยการสถาบันประเทศกำลังพัฒนาจากสถาบันวิจัยระหว่างประเทศจีนในปักกิ่ง กล่าวกับ Global Times ว่าการที่ประเทศทั้งเก้าเข้าร่วมเป็นพันธมิตร BRICS สะท้อนถึงแรงผลักดันของขบวนการโลกาภิวัตน์ที่ต้องการปรับเปลี่ยนระเบียบโลกที่ไม่เป็นธรรมและไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการผงาดขึ้นของประเทศในกลุ่มโลกใต้

 

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของครอบครัว BRICS ทำให้สื่อมวลชนตะวันตกบางส่วนแสดงความวิตกกังวลมากขึ้น โดยเฉพาะหลังการประชุมสุดยอด BRICS ที่เมืองคาซาน เช่น Voice of America กล่าวว่า การประชุม BRICS ชี้ให้เห็นถึงความทะเยอทะยานทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันกับตะวันตก

 

ในระยะหนึ่งนักการเมืองและสื่อบางกลุ่มในตะวันตกมักมองว่า BRICS เป็นกลไกที่สร้างขึ้นเพื่อเผชิญหน้ากับตะวันตก แต่ในความเป็นจริง BRICS ไม่ใช่องค์กรต่อต้านตะวันตก แต่เป็นองค์กรที่มีเป้าหมายและภารกิจชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น คือไม่สร้างกลุ่มใหม่, ไม่แข่งขันในรูปแบบการแบ่งขั้ว และไม่พยายามแทนที่ใคร

 

โมเดลความร่วมมือของ BRICS หลีกเลี่ยงเกมผลรวมศูนย์ (Zero-Sum Games) ระหว่างประเทศมหาอำนาจ และเสนอแนวทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ครอบคลุมมากกว่า ด้วยความครอบคลุมนี้เองที่ดึงดูดให้ประเทศต่างๆ ในกลุ่มโลกใต้รีบสมัครเข้าเป็นสมาชิก BRICS

 

แรงผลักดันสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนา BRICS คือความต้องการที่เพิ่มขึ้นของประเทศกำลังพัฒนาสำหรับระเบียบโลกที่ยุติธรรมและเท่าเทียมมากขึ้น ผ่านความร่วมมือและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบโลกหลายขั้ว

 

อ้างอิง:

The post ไทยเป็น 1 ใน 9 ประเทศที่เข้าร่วมกลุ่ม BRICS เพิ่มเติมอย่างเป็นทางการในวันแรกของปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาริษลงนามข้อตกลงยกระดับการค้า-การลงทุนในอินโด-แปซิฟิก หนุนความร่วมมือภูมิภาคต่างๆ https://thestandard.co/maris-signed-commerce-agreement-indo-pacific/ Fri, 07 Jun 2024 04:30:36 +0000 https://thestandard.co/?p=942311

มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป […]

The post มาริษลงนามข้อตกลงยกระดับการค้า-การลงทุนในอินโด-แปซิฟิก หนุนความร่วมมือภูมิภาคต่างๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>

มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยผ่าน X ถึงการเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก หรือ Indo-Pacific Economic Framework หรือ IPEF และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ที่ประเทศสิงคโปร์ ตามคำเชิญของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและว่า ไทยได้ร่วมลงนามในความตกลงสำคัญ 3 ฉบับ เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ในการยกระดับมาตรฐานการค้าการลงทุนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก พร้อมทั้งได้รายงานพัฒนาการของไทยในกรอบ IPEF และความร่วมมือที่จะนำวิสัยทัศน์ไปสู่การปฏิบัติจริง มีผลเป็นรูปธรรม และย้ำว่า ประเทศไทยมุ่งมั่นต่อยอดความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วน IPEF

 

มาริษเปิดเผยด้วยว่า ตนเองได้ย้ำนโยบายของรัฐบาลไทยที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero เช่น นโยบายส่งเสริม EV 30@30, การปรับปรุงกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุน และการพัฒนาพลังงานสะอาดเพื่อรองรับการลงทุนด้วย บนเวทีเสวนา IPEF Clean Economy Investor Forum ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในกรอบ IPEF ที่ให้ผู้นำทั้งภาครัฐและเอกชนมาพูดคุยหาวิธีกระตุ้นการลงทุนในเทคโนโลยี Climate Tech ที่สำคัญต่อการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 

 

สำหรับการเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ เป็นโอกาสในการแสดงวิสัยทัศน์ของไทยในด้านเศรษฐกิจ เพื่อการพัฒนาแห่งอนาคตในสาขาเป้าหมายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และการเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วน IPEF ตามนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อสนับสนุนการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุน รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในสาขา Climate Tech ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นประโยชน์ต่อสภาพภูมิอากาศ 

 

ขณะเดียวกันยังเป็นการสะท้อนจุดยืนของไทยในการให้ความสำคัญและสร้างความร่วมมือกับภูมิภาคต่างๆ ในโลกอย่างสมดุลผ่านกรอบความร่วมมือและองค์กรต่างๆ ทั้งกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว หรือ BRICS ที่มีบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ เป็นผู้นำ รวมถึงการเดินหน้าเพื่อสมัครเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ที่ริเริ่มโดยกลุ่มประเทศในแถบยุโรป รวมถึง IPEF เป็นกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่ริเริ่มโดยสหรัฐอเมริกา 

 

อ้างอิง: 

  • กระทรวงการต่างประเทศ

The post มาริษลงนามข้อตกลงยกระดับการค้า-การลงทุนในอินโด-แปซิฟิก หนุนความร่วมมือภูมิภาคต่างๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘BRICS’ คืออะไร หลังรัฐบาลไทยเห็นชอบยื่นสมัครเป็นสมาชิก https://thestandard.co/what-is-brics/ Wed, 29 May 2024 15:01:26 +0000 https://thestandard.co/?p=939046 BRICS

BRICS เป็นการรวมกลุ่มกันของประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ โ […]

The post รู้จัก ‘BRICS’ คืออะไร หลังรัฐบาลไทยเห็นชอบยื่นสมัครเป็นสมาชิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
BRICS

BRICS เป็นการรวมกลุ่มกันของประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ โดยตัวย่อ BRICS มาจาก ‘อักษรตัวแรก’ ของประเทศสมาชิกเดิม 5 ประเทศ ได้แก่ บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน และแอฟริกาใต้ ก่อนที่จะเพิ่มสมาชิกใหม่อีก 5 ประเทศเมื่อช่วงต้นปี 2024 ทำให้ขณะนี้ BRICS มีสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ

 

ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้เคยเผยว่า มีมากกว่า 20 ประเทศที่แสดงความประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของกลุ่ม BRICS ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นคือ แอลจีเรีย โบลิเวีย รวมถึงไทย ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างหนังสือแสดงความประสงค์ของไทยในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่ม BRICS ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา

 

ไทยเริ่มผลักดันกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS อย่างจริงจังในปี 2023 และขณะนี้อยู่ระหว่างการรอพิจารณา โดยมุ่งหวังจะเป็นสมาชิก BRICS ประเทศแรกในอาเซียน

 

การเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS จะเป็นประโยชน์ต่อไทยในหลายมิติ เช่น ยกระดับบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ เพิ่มบทบาทไทยในการกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเพิ่มโอกาสให้ไทยได้ร่วมสร้างระเบียบโลกใหม่

 

หมายเหตุ: ในอินโฟ (X) = จำนวนประเทศนับตั้งแต่วันลงนามความร่วมมือ ที่ใช้คำนวณ GDP รวมจากข้อมูล IMF

 

อัปเดตและเผยแพร่ล่าสุด: 30 พฤษภาคม 2024

 

อ้างอิง:

The post รู้จัก ‘BRICS’ คืออะไร หลังรัฐบาลไทยเห็นชอบยื่นสมัครเป็นสมาชิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
11 กุมภาพันธ์ 1990 – ปล่อยตัว เนลสัน แมนเดลา จากเรือนจำ หลังจำคุก 27 ปี https://thestandard.co/onthisday-11021990/ Sun, 11 Feb 2024 00:00:24 +0000 https://thestandard.co/?p=898217

ภาพการเดินของ เนลสัน แมนเดลา ออกจากประตูเรือนจำในเมืองเ […]

The post 11 กุมภาพันธ์ 1990 – ปล่อยตัว เนลสัน แมนเดลา จากเรือนจำ หลังจำคุก 27 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ภาพการเดินของ เนลสัน แมนเดลา ออกจากประตูเรือนจำในเมืองเคปทาวน์ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1990 หลังถูกจำคุกนานกว่า 27 ปี ท่ามกลางภรรยาที่จับมือเขาและฝูงชนจำนวนมากที่ไปรอต้อนรับ โดยมีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการยุติการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ 

 

แมนเดลากลายเป็นที่รู้จักจากการเป็นกรณีตัวอย่างของความอยุติธรรมในนโยบายแบ่งแยกสีผิว โดยเขาถูกจับในปี 1962 จากการเคลื่อนไหวต่อต้านนโยบายแบ่งแยกสีผิวของรัฐบาลขณะนั้น ก่อนจะถูกตัดสินโทษจำคุกข้อหาสมรู้ร่วมคิดโค่นล้มรัฐ 

 

กระทั่งช่วงทศวรรษ 1980 มีการผลักดันแคมเปญ Free Nelson Mandela เรียกร้องให้ปล่อยตัวเขาไปทั่วโลก ซึ่ง เฟรเดอริก วิลเลิม เดอ แกลร์ก ประธานาธิบดีรัฐ (State President) ของแอฟริกาใต้ ณ เวลานั้น ตัดสินใจปล่อยตัวเขา ท่ามกลางความพยายามเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

 

ความพยายามของเขาในการเจรจายุติการแบ่งแยกสีผิวระหว่างเดอ แกลร์ก กับแมนเดลา ส่งผลให้เกิดการเลือกตั้งทั่วไปหลากหลายเชื้อชาติในแอฟริกาใต้เป็นครั้งแรกในปี 1994 ซึ่งแมนเดลาคว้าชัยชนะและกลายเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของแอฟริกาใต้ระหว่างปี 1994-1999 และดำเนินนโยบายที่เน้นย้ำถึงการปรองดองระหว่างกลุ่มเชื้อชาติต่างๆ ของประเทศ พร้อมทั้งจัดตั้งคณะกรรมการความจริงและความสมานฉันท์เพื่อสอบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอดีต

 

โดยเขายังมีบทบาทการปฏิรูปและต่อสู้กับความยากจนและโรคติดเชื้อเอชไอวี และเคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และได้รับการนับถือและยกย่องจากประชาชนแอฟริกาใต้ในฐานะรัฐบุรุษคนสำคัญ

 

ภาพ: Allan Tannenbaum / Getty Images

The post 11 กุมภาพันธ์ 1990 – ปล่อยตัว เนลสัน แมนเดลา จากเรือนจำ หลังจำคุก 27 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดคำสั่งศาลโลก หลังแอฟริกาใต้ฟ้องอิสราเอลให้หยุดยิงในกาซา https://thestandard.co/south-africa-report-icj-for-israel-gaza-shooting/ Sat, 27 Jan 2024 04:12:36 +0000 https://thestandard.co/?p=892834 แอฟริกาใต้

การพิจารณาคดีที่แอฟริกาใต้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลยุติธร […]

The post เปิดคำสั่งศาลโลก หลังแอฟริกาใต้ฟ้องอิสราเอลให้หยุดยิงในกาซา appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอฟริกาใต้

การพิจารณาคดีที่แอฟริกาใต้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เรื่อง อิสราเอลละเมิดอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือไม่นั้น ล่าสุดศาลโลกมีคำตัดสินให้อิสราเอลต้อง ‘ป้องกัน’ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวปาเลสไตน์ และดำเนินการช่วยเหลือพลเรือนให้มากขึ้น อย่างไรก็ดี ศาลไม่ได้สั่งให้อิสราเอลหยุดยิงตามคำฟ้องของแอฟริกาใต้

 

ถึงแม้คำตัดสินดังกล่าวจะทำให้ชาวปาเลสไตน์ผิดหวังที่ต้องการให้ศาลสั่งยุติสงครามในฉนวนกาซา แต่ในอีกด้านหนึ่งก็แสดงถึงความพ่ายแพ้ทางกฎหมายของอิสราเอลที่เดิมคาดหวังว่าศาลจะยกฟ้องคดีนี้

 

▪ เปิดรายละเอียดคำสั่งศาล

 

โจแอน โดโนฮิว ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ ICJ สั่งให้อิสราเอลใช้มาตรการทั้งหมดที่อยู่ในอำนาจของตน เพื่อป้องกันไม่ให้ทหารของอิสราเอลกระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พร้อมสั่งให้อิสราเอลลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กระทำการยั่วยุ ยุยง หรือปลุกปั่น ตลอดจนดำเนินการเพื่อปรับปรุงสถานการณ์ด้านมนุษยธรรม และรายงานความคืบหน้าต่อศาลในอีกหนึ่งเดือน

 

ขณะเดียวกันศาลได้เรียกร้องให้กลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ปล่อยตัวประกันที่ถูกจับไปในระหว่างการโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมของปีที่แล้ว

 

ในการอ่านคำตัดสิน ผู้พิพากษายังได้บรรยายถึงสถานการณ์เลวร้ายของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา อันตรายที่เด็กๆ ในกาซาต้องเผชิญ และอ้างถึงคำอธิบายโดยละเอียดเกี่ยวกับภาวะฉุกเฉินด้านมนุษยธรรมจากเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ (UN)

 

สำหรับจุดเริ่มต้นของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อแอฟริกาใต้ยื่นฟ้องต่อ ICJ ภายใต้หลักการทางกฎหมายที่ว่า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่ทุกประเทศมีหน้าที่ต้องป้องกัน โดยแอฟริกาใต้กล่าวหาว่า อิสราเอลกระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสงคราม ซึ่งชนวนสงครามรอบนี้เริ่มจากกลุ่มติดอาวุธฮามาสในกาซายิงมิสไซล์โจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 โดยแอฟริกาใต้ยังได้ขอให้ศาลออกมาตรการฉุกเฉินเพื่อยุติการสู้รบด้วย 

 

ก่อนหน้านี้อิสราเอลพยายามโน้มน้าวให้ศาลยกฟ้องการพิจารณาคดี โดยระบุว่า ข้อกล่าวหาของแอฟริกาใต้เป็นเท็จและ ‘บิดเบือนอย่างเลวร้าย’ พร้อมยืนกรานว่า อิสราเอลทำหน้าที่ป้องกันตนเองจากศัตรูที่โจมตีก่อน และพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องพลเรือน 

 

▪ ศาลโลกมีอำนาจแค่ไหน

 

ICJ จัดตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อตัดสินเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างรัฐสมาชิกของสหประชาชาติ บนฐานของสนธิสัญญาและอนุสัญญาต่างๆ เป็นหลัก

 

สำหรับการพิจารณาคดีนี้ ICJ ไม่ได้ตัดสินข้อกล่าวหาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายปี ส่วนคำตัดสินที่สั่งให้อิสราเอลป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซานั้น อิสราเอลไม่สามารถอุทธรณ์ได้ แต่ศาลก็ไม่มีกลไกในการบังคับใช้คำตัดสินแต่อย่างใดแม้คำวินิจฉัยจะมีผลผูกพันกับรัฐที่ยอมรับอำนาจศาลก็ตาม

 

ซึ่งการที่ไร้กลไกหรือวิธีการบังคับใช้จริงนั้น เราจึงเห็นว่าบ่อยครั้งมีหลายประเทศละเลยคำวินิจฉัยหรือคำตัดสินชี้ขาดของศาลโลกในอดีต

 

▪ ท่าทีปาเลสไตน์-อิสราเอล และนานาประเทศ หลังคำตัดสินของศาล

 

กระทรวงการต่างประเทศปาเลสไตน์ขานรับคำตัดสินดังกล่าวของศาลโลก โดยระบุว่า เป็นการย้ำเตือนว่า ‘ไม่มีรัฐใดอยู่เหนือกฎหมาย’ และ ซามี อาบู ซูห์รี เจ้าหน้าที่อาวุโสของกลุ่มฮามาส กล่าวกับ Reuters ว่า พวกเขาจะสนับสนุนการยุติการยึดครองและเปิดโปงอาชญากรรมในฉนวนกาซา

 

ด้าน เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล ยินดีกับคำตัดสินของ ICJ ที่ไม่สั่งให้หยุดยิง แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พร้อมทั้งยืนยันว่าอิสราเอลจะยังคงปกป้องตัวเองต่อไป

 

ขณะที่แอฟริกาใต้เรียกคำสั่งของศาลโลกว่าเป็น ‘ชัยชนะขั้นเด็ดขาด’ สำหรับหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ 

 

ด้านสหภาพยุโรปกล่าวว่า อิสราเอลจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวโดยสมบูรณ์และทันที

 

ส่วนสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิสราเอล ระบุว่า ICJ ไม่ได้ตัดสินเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของสหรัฐฯ ที่ว่า อิสราเอลมีสิทธิ์ที่จะดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนกับการโจมตีโดยกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023

 

ภาพ: Abed Rahim Khatib / Anadolu via Getty Images

อ้างอิง:

The post เปิดคำสั่งศาลโลก หลังแอฟริกาใต้ฟ้องอิสราเอลให้หยุดยิงในกาซา appeared first on THE STANDARD.

]]>
2024 ปีเลือกตั้งชี้ชะตาโลก ‘ความหวัง’ หรือ ‘ชนวนระเบิด’ ทางภูมิรัฐศาสตร์ https://thestandard.co/2024-election-the-fate-of-the-world/ Mon, 25 Dec 2023 11:04:35 +0000 https://thestandard.co/?p=880869

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวใจหลักของระบอบประชาธิปไตยคือการใช้สิท […]

The post 2024 ปีเลือกตั้งชี้ชะตาโลก ‘ความหวัง’ หรือ ‘ชนวนระเบิด’ ทางภูมิรัฐศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวใจหลักของระบอบประชาธิปไตยคือการใช้สิทธิออกเสียงของประชาชน ในการลงคะแนนเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้แทนหรือผู้นำที่จะมาบริหารประเทศ 

 

โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีคำกล่าวที่ว่า “ประชาธิปไตยกำลังจะตาย” ในหลายประเทศทั่วโลก ไม่เว้นต้นแบบของประชาธิปไตย เช่น อังกฤษ และสหรัฐฯ ที่เผชิญความท้าทายทางการเมืองมากมาย

 

อย่างไรก็ตาม ระบอบประชาธิปไตยยังคงถูกมองว่าเป็น ‘ความหวัง’ และ ‘โอกาส’ สำหรับประชาชนจำนวนมากที่ต้องการหลุดพ้นจากระบอบการปกครองที่กดขี่ เผด็จการ หรือทำให้ชีวิตของพวกเรายากลำบาก ไร้เสรีภาพ และไร้ซึ่ง ‘อนาคต’ ที่จะลืมตาอ้าปาก 

 

ในปี 2024 ที่จะมาถึงนี้ ถือเป็นหนึ่งในปีสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์สำหรับระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากจะมีการจัดการเลือกตั้งขึ้นในกว่า 40 ประเทศ ซึ่งมีประชากรรวมกันมากกว่า 40% ของประชากรโลก โดยรวมถึงประเทศที่ทรงอำนาจและมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ อินเดีย และรัสเซีย และประเทศที่กำลังเผชิญสงครามอย่างยูเครน ตลอดจนแผ่นดินที่เผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ไต้หวัน  

 

แน่นอนว่าการเลือกตั้งในแต่ละประเทศอาจจะมีความ ‘แตกต่างกัน’ บางประเทศการเลือกตั้งอาจจะเปิดกว้าง เสรี และยุติธรรม ในขณะที่การเลือกตั้งบางประเทศ แทบจะไร้สิ่งเหล่านี้

 

แต่ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งเหล่านี้ ทั้งในแง่ของแต่ละประเทศ และในแง่ผลลัพธ์ที่มีร่วมกันต่อโลก เชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญในการพิจารณาว่าใคร หรือประเทศใด ที่จะเป็นผู้ควบคุมและกำกับดูแลทิศทางของโลกในศตวรรษที่ 21

 

โดยผลการเลือกตั้งของนานาประเทศที่ออกมาจะมีบทบาทต่อสถานการณ์โลกอย่างมากในทางใดทางหนึ่ง แม้จะยากในการหาคำตอบว่าผลลัพธ์นั้นจะเป็น ‘ความหวัง’ หรือกลับกลายเป็น ‘ชนวนระเบิด’ ที่ทำให้การเมืองโลกร้อนแรงมากยิ่งขึ้น

 

เลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน ศึกชิงอำนาจฝ่ายหนุน-ต้านจีน

 

ไต้หวันจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีและ สส. ในวันที่ 13 มกราคมนี้ โดยมีเรื่องท่าทีต่อจีนเป็นประเด็นหลักของการหาเสียง นอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ขณะที่ผลการเลือกตั้งของไต้หวันมีแนวโน้มที่จะมีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในเอเชีย-แปซิฟิกเป็นวงกว้างมากขึ้นด้วย

 

ที่ผ่านมาจีนยืนยันมาตลอดว่าไต้หวันคือ ‘ดินแดน’ หรือ ‘มณฑล’ หนึ่งของตน และมีการแสดงท่าทีไม่พอใจหลายครั้งต่อท่าทีการแทรกแซงจากต่างชาติ เช่น กรณีของ แนนซี เพโลซี ที่เดินทางเยือนไต้หวันอย่างเป็นทางการในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เมื่อปี 2022

 

โดยสำนักงานกิจการไต้หวันของจีนประกาศอย่างตรงไปตรงมาว่า การเลือกตั้งของไต้หวันที่จะจัดขึ้นท่ามกลางการเพิ่มกิจกรรมทางทหารของจีนในช่องแคบไต้หวันนั้น เป็นทางเลือกระหว่าง ‘สันติภาพ’ กับ ‘สงคราม’ หรือ ‘ความเจริญรุ่งเรือง’ กับ ‘ความเสื่อมถอย’

 

ขณะที่นักวิเคราะห์ต่างจับตามองกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นของขั้วฝ่ายค้านไต้หวัน ซึ่งมีนโยบายสนับสนุนการผูกสัมพันธ์อันดีต่อจีน เช่น พรรคก๊กมินตั๋ง ว่าอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเลือกตั้งไต้หวันในครั้งนี้ หลังจากที่ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา (ปี 2016-2023) รัฐบาลไต้หวันภายใต้การนำของ ไช่อิงเหวิน ประธานาธิบดีหญิงแกร่ง ยืนหยัดท่าทีไม่อ่อนข้อต่อจีน และเน้นย้ำการรักษาสถานะที่เป็นอยู่ (Status Quo) ในความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบของทั้งสองฝ่ายมาโดยตลอด

 

สำหรับผู้สมัครของแต่ละพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้แก่

 

  • ไล่ชิงเต๋อ (Lai Ching-te) รองประธานาธิบดีไต้หวัน จากพรรครัฐบาล DPP (Democratic Progressive Party) 
  • โหวโหย่วอี๋ (Hou Yu-ih) นายกเทศมนตรีเมืองนิวไทเป จากพรรคก๊กมินตั๋ง (Kuomintang: KMT)
  • เคอเหวินเจ๋อ (Ko Wen-je) อดีตนายกเทศมนตรีกรุงไทเป จากพรรค TPP (Taiwan People’s Party) 

 

ไล่ชิงเต๋อนั้นมีจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนเอกราชของไต้หวัน ในขณะที่โหวโหย่วอี๋ก็เดินตามแนวทางและนโยบายของพรรคก๊กมินตั๋งในการประนีประนอมต่อจีน 

 

ส่วนเคอเหวินเจ๋อ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งพรรค TPP ที่บอกตัวเองว่าเป็นทางเลือกที่ 3 แสดงจุดยืนว่าให้ความสำคัญกับความกังวลของประชาชนภายในประเทศ เช่น ปัญหาพลังงานและที่อยู่อาศัย มากกว่ากรณีความสัมพันธ์กับจีน แต่เขาสนับสนุนการจับมือตั้งรัฐบาลผสมกับก๊กมินตั๋ง และมีนโยบายหลายอย่างเกี่ยวกับจีนที่ใกล้เคียงกับก๊กมินตั๋ง

 

ทั้งนี้ ผลสำรวจความนิยมล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม จาก The Economist ชี้ว่า ไล่ชิงเต๋อยังมีคะแนนนิยมนำหน้าเป็นอันดับ 1 ที่ 34% ในขณะที่โหวโหย่วอี๋มีคะแนนนิยมตามมาอยู่ที่ 34% ส่วนเคอเหวินเจ๋อมีคะแนนนิยมอยู่ที่ 21%

 

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ทั่วโลกสงสัยคือ ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันครั้งนี้จะส่งผลให้สถานการณ์ความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบตึงเครียดมากขึ้นหรือลดลงได้แค่ไหน และมีโอกาสหรือไม่ที่สถานการณ์นั้นจะก้าวไปถึงจุดที่จีนใช้กำลังทหารเพื่อรวมชาติกับไต้หวัน ซึ่งเป็นทางเลือกที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงไม่ปฏิเสธว่าอาจเกิดขึ้น

 

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นในประเด็นนี้ โดยมองว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมาจะเป็นตัวชี้วัด 

 

ซึ่งหากผู้ชนะการเลือกตั้งคือไล่ชิงเต๋อจากขั้วรัฐบาลเดิม ที่มีแนวโน้มจะแสดงจุดยืนถอยห่างจากจีนมากขึ้น ก็อาจส่งผลให้ความสัมพันธ์ของไต้หวันและจีนตึงเครียดขึ้น แต่จะไปถึงขั้นเกิดการสู้รบหรือไม่ ยังมีปัจจัยหลักอยู่ที่ความสัมพันธ์สามเส้า อันรวมถึงท่าทีของสหรัฐฯ ซึ่งต้องจับตาดูท่าทีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ จากการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปลายปี 2024 เช่นกัน 

 

โดยเขามองว่า หากมีการ ‘ล้ำเส้น’ ส่งเสริมท่าทีและจุดยืนด้านเอกราชของไต้หวันมากเกินขอบเขต ก็มีโอกาสที่เหตุการณ์จะบานปลายได้

 

“มันอยู่ที่สหรัฐฯ ด้วย ถ้าไต้หวันแรง แต่ฝ่ายสหรัฐฯ ไม่แรง ก็ยังไม่มีอะไร แต่ถ้าฝ่ายไต้หวันแรง และสหรัฐฯ สนับสนุนไต้หวัน มันก็อาจจะผลักไปสู่สงครามได้มากขึ้น” ดร.อาร์ม กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ในอีกทางหนึ่ง หากผู้ชนะคือโหวโหย่วอี๋ ทิศทางความสัมพันธ์ต่อจีนก็อาจเป็นไปในแง่บวกมากขึ้น แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่ท่าทีสนับสนุนจีนของพรรคก๊กมินตั๋งอาจจุดชนวนให้เกิดการประท้วงโดยกลุ่มชาวไต้หวันรุ่นใหม่ 

 

ส่วนในแง่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก หากเป็นขั้ว DPP ที่ได้ครองอำนาจต่อ ก็อาจทำให้การแยกตัวของห่วงโซ่อุปทาน (Decoupling) ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเดินหน้า และเศรษฐกิจระหว่างไต้หวันกับจีนจะลดความเชื่อมโยงต่อไป 

 

แต่หากเป็นพรรคก๊กมินตั๋งครองอำนาจ เศรษฐกิจระหว่างไต้หวันกับจีน 4 ปีหลังจากนี้น่าจะไม่มีบรรยากาศที่อันตราย

 

เลือกตั้งแอฟริกาใต้ จับตาจุดเปลี่ยนในรอบ 3 ทศวรรษ

 

แอฟริกาใต้ในฐานะประเทศผู้นำของทวีปแอฟริกา เตรียมจัดการเลือกตั้งระดับชาติในวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ โดยถูกมองว่าเป็นการเลือกตั้งที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่ที่ประเทศเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย และสิ้นสุดการแบ่งแยกสีผิวในปี 1994 

 

ที่ผ่านมาพรรค ANC (African National Congress) ครองอำนาจรัฐบาลมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ แต่ความท้าทายของการเลือกตั้งครั้งนี้คือความนิยมที่เพิ่มขึ้นของพรรคฝ่ายค้านหลักอย่างพรรค DA (Democratic Alliance) ภายใต้การนำของ จอห์น สตีนฮุยเซน (John Steenhuisen) ซึ่งประกาศจะแย่งชิงอำนาจจาก ANC ในการเลือกตั้งรอบนี้ โดยพรรคที่จะครองอำนาจรัฐบาลต้องได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 50%

 

สำหรับแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมมากที่สุดของภูมิภาค กำลังดิ้นรนเพื่อฟื้นตัวจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19 และผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดย 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศกว่า 60 ล้านคนเป็นผู้ว่างงาน 

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั่วประเทศเผชิญปัญหาอาชญากรรมที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่การทุจริตคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่รัฐกลายเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนได้แต่ทำใจ เช่น กรณีที่ประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซา (Cyril Ramaphosa) อภัยโทษให้อดีตประธานาธิบดีจาค็อบ ซูมา (Jacob Zuma) เมื่อต้นปี หลังจากที่เขาถูกจำคุกเนื่องจากปฏิเสธที่จะให้การเป็นพยานเกี่ยวกับการคอร์รัปชันและระบบทุนนิยมพวกพ้องในระหว่างดำรงตำแหน่ง

 

ปัญหาอันน่าอึดอัดเหล่านี้กลายเป็นแรงกดดันให้พรรค ANC เนื่องจากฐานเสียงของกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคที่ค่อยๆ ลดลง ในขณะที่ชาวแอฟริกันรุ่นใหม่อายุระหว่าง 18-39 ปี กว่า 14 ล้านคน ไม่สนใจลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง และไม่รู้สึกยึดโยงใดๆ กับพรรค ANC หรือพรรคการเมืองอื่นๆ 

 

เลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย โพลชี้อดีตนายพลเต็ง 1

 

อินโดนีเซียในฐานะประเทศหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก และเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก เตรียมจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ โดยคาดว่าจะมีประชาชนมากถึง 205 ล้านคนที่มีสิทธิลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ ที่จะเข้ารับตำแหน่งแทนที่ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ที่กำลังจะหมดวาระในปีหน้า หลังครองตำแหน่งยาวนาน 2 สมัย รวม 10 ปี หรือสมัยละ 5 ปี

 

คณะกรรมการการเลือกตั้งอินโดนีเซียประกาศชื่อ 3 ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ ได้แก่

 

  1. อานิส บาสวีดัน (Anies Baswedan) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอินโดนีเซีย และอดีตผู้ว่าราชการกรุงจาการ์ตา ลงสมัครในฐานะผู้สมัครอิสระ 
  2. ปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) อดีตนายทหารวัย 72 ปี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนปัจจุบัน ผู้นำพรรค Gerindra (Gerakan Indonesia Raya)   
  3. กันจาร์ ปราโนโว (Ganjar Pranowo) อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดชวากลาง ลงสมัครในฐานะตัวแทนพรรครัฐบาล PDI-P (Partai Demokrasi Indonesia Perjuangan)

 

โดยผลสำรวจความนิยมจาก Indikator Politik Indonesia ที่ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชน 1,220 คน ระหว่างวันที่ 23 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม พบว่า ปราโบโวมีคะแนนนิยมนำหน้าคู่แข่งชัดเจนอยู่ที่ 45.8% ตามด้วยกันจาร์ที่ 25.6% ซึ่งลดลงจากผลสำรวจก่อนหน้าถึง 4.4%

 

ทั้งนี้ ปราโบโว ซึ่งเคยเป็นอดีตลูกเขยของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต และมีสายสัมพันธ์ระดับสูงในกองทัพ เคยลงสมัครชิงประธานาธิบดีมาแล้วทั้งในปี 2014 และ 2019 แต่พ่ายแพ้ให้แก่ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด

 

ขณะที่กันจาร์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้สมัครที่มีความตรงไปตรงมามากที่สุดในบรรดา 3 ผู้สมัคร มีเป้าหมายชัดเจนคือการสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีจาก โจโก วิโดโด โดยภูมิหลังของเขาและ โจโก วิโดโด มีบางอย่างคล้ายกัน ทั้งการที่ไม่ได้มาจากครอบครัวชนชั้นนำหรือนักการเมือง เรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกันในยอกยาการ์ตา และเป็นสมาชิกพรรค PDI-P เหมือนกัน

 

ส่วนบาสวีดันถูกมองว่าอาจเป็นม้ามืดในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซียครั้งนี้ แม้โพลสำนักต่างๆ จะชี้ให้เขาเป็นตัวเต็งอันดับ 3 โดยเขาเป็นผู้สมัครที่มีภูมิหลังในแวดวงวิชาการ และได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายมุสลิมอนุรักษนิยม จากการยึดถือแนวคิดมูลฐานนิยม (Fundamentalist) หรือรูปแบบศาสนาที่ยึดความเชื่อตามพระคัมภีร์อัลกุรอานอย่างเคร่งครัด

 

เลือกตั้งประธานาธิบดีรัสเซีย ปูตินอาจครองอำนาจยาวถึง 2030

 

รัสเซียที่ยังวนเวียนอยู่กับสถานการณ์ความขัดแย้งและภาวะสงครามในยูเครน เตรียมจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีระหว่างวันที่ 15-17 มีนาคม ซึ่งคาดว่ามีประชาชนราว 110 ล้านคนที่มีสิทธิลงคะแนน

 

โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นอีกความเคลื่อนไหวสำคัญทางการเมืองของรัสเซีย เนื่องจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน วัย 71 ปี ซึ่งครองอำนาจในฐานะผู้นำแห่งรัฐทั้งนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีมาตั้งแต่ปี 1999 หรือนานกว่า 2 ทศวรรษ ประกาศลงสมัครชิงตำแหน่งสมัยที่ 5 ซึ่งอาจทำให้เขาครองอำนาจยาวนานไปจนถึงปี 2030 

 

โดยในการแก้ไขกฎหมายล่าสุดเมื่อปี 2021 เปิดทางให้ปูตินสามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้อีก 2 สมัย สมัยละ 6 ปี หรือยาวนานถึงปี 2036 

 

การเลือกตั้งของรัสเซียครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ 4 ดินแดนที่รัสเซียผนวกรวมมาจากยูเครน ได้แก่ แคว้นโดเนตสก์, ลูฮันสก์, ซาปอริซเซีย และเคอร์ซอน จะได้มีส่วนร่วมในการโหวตเลือกประธานาธิบดีรัสเซีย ขณะที่หลายประเทศตะวันตกที่ต่อต้านการผนวกดินแดนยูเครนของรัสเซียต่างประณามการจัดการเลือกตั้งในดินแดนดังกล่าว 

 

สำหรับผู้ท้าชิงในการเลือกตั้ง จนถึงตอนนี้เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีใครเป็นคู่แข่งของปูติน โดยภายใต้การปกครองแบบเผด็จการของเขา นักการเมืองฝ่ายค้านต่างเผชิญกับชะตากรรมที่คล้ายกัน เช่น ถูกเนรเทศ ถูกจำคุก หรือเสียชีวิตอย่างน่าสงสัย

 

อเล็กเซย์ นาวาลนี (Alexey Navalny) ผู้นำฝ่ายค้านของรัสเซีย ผู้ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นผู้ท้าชิงของปูติน และเป็นผู้ท้าทายอำนาจทางการเมืองที่ร้ายแรงที่สุดต่อปูติน ถูกตัดสินจำคุก 19 ปีไปเมื่อเดือนสิงหาคม ในข้อหาร้ายแรง เช่น การปลุกปั่นยุยงให้เกิดความวุ่นวาย และการสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มหัวรุนแรง ซึ่งนาวาลนีและผู้สนับสนุนอ้างว่า การจับกุมและตั้งข้อหาเขามีแรงจูงใจทางการเมือง โดยมีจุดประสงค์เพื่อปิดปากผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ปูติน

 

ขณะที่เสรีภาพ ความโปร่งใส และความยุติธรรมในการเลือกตั้งของรัสเซียยังเป็นคำถามที่หลายฝ่ายโดยเฉพาะชาติตะวันตกตั้งคำถาม

 

โดยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรัสเซียครั้งก่อนเมื่อปี 2018 สำนักงานเพื่อสถาบันประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน (Office for Democratic Institutions and Human Rights: ODIHR) ได้เข้าสังเกตการณ์การเลือกตั้งและพบว่า “มีประชาชนออกมาลงคะแนนเสียงเป็นจำนวนมาก แต่ยังพบข้อจำกัดเกี่ยวกับเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการชุมนุมและการแสดงออกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมถึงการจดทะเบียนผู้สมัคร ซึ่งจำกัดพื้นที่สำหรับการมีส่วนร่วมทางการเมือง และส่งผลให้ขาดการแข่งขันอย่างแท้จริง

 

“แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วผู้สมัครจะสามารถหาเสียงได้อย่างอิสระ แต่การรายงานข่าวของประธานาธิบดี (ปูติน) ในสื่อส่วนใหญ่อย่างครอบคลุมและไร้การวิพากษ์วิจารณ์ ส่งผลให้เกิดสนามแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยรวมแล้วการเลือกตั้งดำเนินไปในลักษณะที่เป็นระเบียบเรียบร้อย แม้ว่าจะมีข้อบกพร่องที่เกี่ยวกับการรักษาความลับของการลงคะแนนเสียงและความโปร่งใสในการนับคะแนนก็ตาม”

 

ทั้งนี้ แม้ว่าชาวรัสเซียจำนวนมากจะเผชิญความลำบากจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก เนื่องจากการทำสงครามรุกรานยูเครน แต่ผลสำรวจความนิยมจาก Russianopinion ชี้ว่า ปูตินยังได้รับคะแนนนิยมสูงถึงกว่า 80% ซึ่งมากกว่าในช่วงก่อนสงครามเสียอีก

 

ทางด้านรัฐบาลเครมลินแสดงท่าทีชัดเจนต่อการวิพากษ์วิจารณ์หรือตั้งคำถามจากชาติตะวันตกว่า รัสเซียไม่ต้องการให้ชาติตะวันตกมาสอนหรือออกความเห็นเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยภายในประเทศ ในขณะที่ชี้ว่า ไม่มีนักการเมืองคนใดในซีกโลกตะวันตกที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนในระดับเดียวกับปูติน

 

ยูเครนจัดการเลือกตั้งท่ามกลางสงคราม เป็นไปได้?

 

ทางฝั่งยูเครนที่แม้จะเผชิญภาวะสงครามที่ยังไม่สงบ ก็ประกาศจะจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีขึ้นในวันที่ 31 มีนาคม 

 

โดยประเด็นการจัดการเลือกตั้งนี้กลายเป็นข้อถกเถียงมานานหลายเดือนในหมู่นักการเมืองยูเครน ว่าเหมาะสมและจำเป็นหรือไม่ที่ประเทศต้องจัดการเลือกตั้งตามกำหนดการเดิม ทั้งที่ยังเผชิญภาวะสงคราม ซึ่งหลายฝ่ายยังกังวลว่าการเลือกตั้งนั้นอาจทำให้ประชาชนยูเครนละทิ้งหรือเบี่ยงเบนความสนใจจากการที่ต้อง ‘ต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดจากการรุกรานของรัสเซีย’

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประกาศว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะจัดการเลือกตั้ง โดยภายใต้การประกาศกฎอัยการศึกของยูเครนนั้น ห้ามไม่ให้มีการจัดการเลือกตั้งทุกประเภท รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งทำให้อาจมีการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป

 

ถึงแม้จะมีการแก้ไขกฎอัยการศึกให้จัดการเลือกตั้งได้ แต่ก็ยังมีอุปสรรคอีกหลายอย่างโดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยและการที่ประชากรยูเครนจำนวนหลายล้านคนอพยพพลัดถิ่นไปหลังสงคราม นอกจากนี้ สถานที่จัดการเลือกตั้ง เช่น โรงเรียนหลายแห่ง ก็ได้รับความเสียหายจากการสู้รบ

 

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การจัดการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมในยูเครนด้วยกระบวนการทางการเมืองที่มีการแข่งขันสูงนั้นยัง ‘เป็นไปไม่ได้’

 

ผลสำรวจที่จัดทำขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน โดยสถาบันสังคมวิทยาระหว่างประเทศ (International Institute of Sociology) ของยูเครน แสดงให้เห็นว่า ประชาชนกว่า 80% ต้องการให้มีการเลือกตั้งหลังสงครามสิ้นสุดลงเท่านั้น โดยสอดคล้องกับความเห็นจาก สส. ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ที่เห็นตรงกันว่าการจัดการเลือกตั้งในปีหน้านั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

 

อย่างไรก็ตาม ท่าทีของเซเลนสกีที่ไม่ประกาศชัดเจนว่าจะไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตว่าแท้จริงแล้วเขาอาจต้องการจัดการเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2024 ตามกำหนดเดิมหรือไม่ ในช่วงที่คะแนนนิยมของเขายังสูงอยู่ เนื่องจากเริ่มมีการคาดเดาว่าความนิยมของเขาจะลดลงเรื่อยๆ จากการที่ไม่ประสบความสำเร็จในการต่อต้านการรุกรานของรัสเซีย

 

เลือกตั้งอินเดีย สัญญาณชี้ โมดีครองอำนาจสมัย 3

 

อินเดีย ซึ่งเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน เตรียมจัดการเลือกตั้งทั่วไป หรือการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เรียกว่า ‘โลกสภา (Lok Sabha)’ ชุดที่ 18 ช่วงระหว่างเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนพฤษภาคม โดยประชาชนเกือบ 1 พันล้านคนจะมีสิทธิลงคะแนนเลือก สส. จำนวน 543 ที่นั่ง

 

การเลือกตั้งของอินเดียครั้งนี้ถูกจับตามองว่า เป็นไปได้ที่ นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียจากพรรค BJP (Bharatiya Janata Party) อาจคว้าชัยชนะเป็นสมัยที่ 3 หลังครองตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2014 โดยมีสัญญาณความเป็นไปได้จากการเอาชนะพรรคคู่แข่งอย่างพรรคคองเกรส (Congress Party) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักในการเลือกตั้งท้องถิ่นล่าสุด โดยเอาชนะไปได้ 3 ใน 5 รัฐ ได้แก่ ราชาสถาน (Rajasthan), ฉัตติสครห์ (Chhattisgarh) และมัธยประเทศ (Madhya Pradesh) 

 

ก่อนหน้านี้ ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2018 พรรค BJP พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นใน 3 รัฐดังกล่าว แต่สามารถเอาชนะในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2019 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ชัยชนะในการเลือกตั้งท้องถิ่นล่าสุดเป็นเสียงสะท้อนที่บ่งชี้ว่าพรรค BJP จะสามารถกวาดคะแนนเสียงและคว้าชัยชนะเหนือคู่แข่งได้

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้พรรคฝ่ายค้านของอินเดียจำนวน 26 พรรค รวมพรรคคองเกรส ได้ประกาศจับมือกันเป็น ‘พันธมิตรรวมเพื่อการพัฒนาแห่งชาติอินเดีย’ หรือ INDIA (Indian National Developmental Inclusive Alliance) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ ‘ปฏิเสธ’ การครองอำนาจสมัยที่ 3 ของโมดีและ BJP และเพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญของอินเดีย 

 

กลุ่มพันธมิตร INDIA นั้นพยายามโจมตีการทำงานของรัฐบาลโมดีในหลายประเด็น ทั้งปัญหาภายในประเทศ เช่น ความขัดแย้งของกลุ่มชนพื้นเมืองในรัฐมณีปุระ ซึ่งทวีความรุนแรงจนถูกเรียกว่าเป็นสงครามกลางเมือง และทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตนับร้อยคน ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งฝ่ายค้านวิจารณ์รัฐบาลโมดีว่าล้มเหลวในการสร้างงาน

 

อย่างไรก็ตาม Morning Consult เผยผลสำรวจความคิดเห็นของชาวอินเดียช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่า กว่า 78% ให้การยอมรับในการทำหน้าที่ของรัฐบาลโมดี ซึ่งสะท้อนว่าความนิยมของเขายังอยู่ในระดับสูง

 

ขณะที่ Fitch Ratings ประเมินว่า รัฐบาลผสมที่นำโดย BJP นั้นมีแนวโน้มที่จะชนะการเลือกตั้งอีกสมัย ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินนโยบายต่างๆ ทำได้ต่อเนื่อง

 

เลือกตั้งรัฐสภา EU จับตากระแส ‘ขวาประชานิยม’ มาแรง

 

สำหรับสหภาพยุโรป หรือ EU ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในเวทีโลก ก็จะมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่ในปี 2024 โดยรัฐสภายุโรปเตรียมจัดการเลือกตั้งระหว่างวันที่ 6-9 มิถุนายน ที่ถือเป็นการเลือกตั้งข้ามชาติครั้งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะมีผู้มีสิทธิลงคะแนนมากกว่า 400 ล้านคน จาก 27 ประเทศในสหภาพยุโรป เพื่อเลือกสมาชิกรัฐสภายุโรป 720 ที่นั่ง จากกลุ่มการเมืองต่างๆ ให้เข้าไปบริหารนโยบายและพิจารณาประเด็นต่างๆ ของ EU ตั้งแต่ค่าบริการโรมมิ่งโทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงความเป็นส่วนตัวของข้อมูลออนไลน์ในประเทศสมาชิก

 

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นถือเป็นบททดสอบสำหรับกลุ่มการเมืองฝ่ายขวา หรือขวาประชานิยม (Right-Wing Populists) ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่กำลังได้รับกระแสสนับสนุนเพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศ EU ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

 

อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์สำนักข่าว POLITICO วิเคราะห์ว่า กลุ่ม EPP (European People’s Party) ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองฝ่ายกลางขวา (Center-Right) ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และชนะในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2019 โดยกวาดที่นั่งสมาชิกรัฐสภายุโรปไปถึง 187 ที่นั่ง จะยังคงครองอันดับ 1 ในการเลือกตั้งรอบนี้ แม้จะมีการคาดการณ์ว่าอาจสูญเสียที่นั่งมากขึ้น เหลือประมาณ 170 ที่นั่งก็ตาม 

 

ส่วนอันดับ 2 คาดว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองกลางซ้ายอย่าง S&D (Socialists and Democrats) ที่คาดว่าจะได้ราว 140 ที่นั่ง 

 

ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไบเดน vs. ทรัมป์? 

 

ส่วนการเลือกตั้งที่ทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุดของปี 2024 คงหนีไม่พ้นการเลือกตั้งประธานาธิบดีของมหาอำนาจอันดับ 1 อย่างสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน 

 

โดยผู้สมัครของ 2 พรรคหลักอย่างรีพับลิกันและเดโมแครตมีมากถึง 15 คน แบ่งเป็น 9 คนจากพรรครีพับลิกัน และ 4 คนจากพรรคเดโมแครต และผู้สมัครอิสระอีก 2 คน

 

แต่ตัวเต็งผู้สมัครของเดโมแครตยังคงเป็นประธานาธิบดีโจ ไบเดน วัย 81 ปี ที่ประกาศตัวชิงเก้าอี้สมัยที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะเอาชนะในการโหวตเลือกตั้งขั้นต้น หรือ Primary Vote ของพรรคได้อย่างไม่ยากเย็น

 

ขณะที่พรรครีพับลิกันนั้นมีผู้ท้าชิงตัวแทนพรรคทั้งหมด 5 คน โดยตัวเต็งอันดับ 1 ยังเป็นอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นอกจากนี้ยังมี รอน เดอซานติส อดีตผู้ว่าการรัฐฟลอริดา เจ้าของฉายาทรัมป์ 2.0 และ นิกกี เฮลีย์ อดีตผู้ว่าการรัฐเซาท์แคโรไลนา และอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาติ 

 

สำหรับทรัมป์ แม้ว่าที่ผ่านมาเขาจะเผชิญคดีความและข่าวอื้อฉาวต่างๆ ทั้งคดีจัดการเอกสารลับ และการปลุกปั่นก่อจลาจลบุกรัฐสภาเพื่อล้มการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้เขาถูกตัดสิทธิลงสมัครในรัฐโคโลราโดไปก่อนหน้านี้ แต่เขายังคงยืนหยัดที่จะต่อสู้ โดยเชื่อมั่นว่าจะสามารถโค่นไบเดนและก้าวสู่ผู้นำทำเนียบขาวอีกสมัยได้

 

ที่ผ่านมาทรัมป์พยายามโจมตีนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลไบเดน โดยเฉพาะการทุ่มงบประมาณสนับสนุนประเทศต่างๆ ในการทำสงคราม อาทิ การจัดส่งอาวุธแก่ยูเครน ในขณะที่ล้มเหลวทั้งนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและการรับมือผู้อพยพผิดกฎหมาย และประณามไบเดนถึงขั้นว่า เป็นประธานาธิบดีที่ ‘เลวร้ายที่สุด’ ในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม ความเห็นจากนักวิเคราะห์และผู้นำทางการเมืองหลายคนก็หวั่นเกรงว่า หากทรัมป์สามารถคว้าชัยและหวนคืนสู่ทำเนียบขาวเป็นสมัยที่ 2 อาจส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องตกอยู่ใต้การปกครองของ ‘เผด็จการ’ แม้ในความเป็นจริงจะเป็นไปได้ยาก ภายใต้ระบบการเมืองและรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ที่มีการคานอำนาจ แต่หลายฝ่ายก็หวั่นเกรงต่อท่าทีในอดีตของเขา และการใช้อำนาจประธานาธิบดีและกฎหมายที่มีในมือเพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมือง และตอบสนองนโยบายของเขา

 

‘ความหวัง’ หรือ ‘ชนวนระเบิด’

 

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดในหลายประเทศทั่วโลกในปี 2024 โดยมองว่า การเลือกตั้งที่จะมีผลต่อการเมืองโลกมากที่สุดคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ 

 

สาเหตุที่มองเช่นนี้เพราะค่อนข้างแน่ชัดว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีของรัสเซียนั้นไม่มีความหมาย และปูตินคงชนะการเลือกตั้งอีกอย่างแน่นอน ส่วนการเลือกตั้งในยูเครนนั้น แม้จะยังไม่ชัดเจน แต่หากเกิดขึ้นคงเป็นเซเลนสกีที่คว้าชัยชนะอีกครั้ง

 

โดยนอกจากสหรัฐฯ ยังมีการเลือกตั้งไต้หวันที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะคาดเดาไม่ได้ว่าพรรคที่ไม่มีท่าทีตอบสนองต่อจีน กับพรรคที่มีท่าทีตอบสนองต่อจีน พรรคไหนจะเป็นคนกุมทิศทางการเมืองไต้หวัน

 

อย่างไรก็ตาม ดร.สุรชาติ ทิ้งท้ายว่า “ผลพวงสืบเนื่องจากการเลือกตั้งในสภาพแวดล้อมทั้งหมดนี้ ต่างก็มีนัยที่ต่อเนื่องกัน” 

 

โดยผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากระลอกคลื่นใหญ่ของการเลือกตั้งทั่วโลกนี้จะออกมาในแง่ดีหรือร้าย ยังเป็นสิ่งที่ยากแก่การคาดเดา 

 

แต่แน่นอนว่าประชาชนจำนวนมากตั้งความหวังไว้กับผลการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่ว่าจะออกหัวหรือก้อย แต่นี่ก็เป็นระบอบการปกครองที่ได้รับการยอมรับว่า ‘ดีที่สุด’ ในการขับเคลื่อนอนาคตของมนุษยชาติ

The post 2024 ปีเลือกตั้งชี้ชะตาโลก ‘ความหวัง’ หรือ ‘ชนวนระเบิด’ ทางภูมิรัฐศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอฟริกาใต้เฉือนนิวซีแลนด์ 12-11 คว้าแชมป์รักบี้ชิงแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 4 https://thestandard.co/south-africa-wins-the-rugby-world-cup/ Sun, 29 Oct 2023 02:32:37 +0000 https://thestandard.co/?p=859927 ทีมรักบี้แอฟริกาใต้ ชูถ้วยแชมป์โลก

เช้ามืดที่ผ่านมา (29 ตุลาคม) แอฟริกาใต้คว้ารักบี้ชิงแชม […]

The post แอฟริกาใต้เฉือนนิวซีแลนด์ 12-11 คว้าแชมป์รักบี้ชิงแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 4 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมรักบี้แอฟริกาใต้ ชูถ้วยแชมป์โลก

เช้ามืดที่ผ่านมา (29 ตุลาคม) แอฟริกาใต้คว้ารักบี้ชิงแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 4 หลังเอาชนะนิวซีแลนด์ 12-11

 

ศึกรักบี้ชิงแชมป์โลก 2023 รอบชิงชนะเลิศ ที่สนามสต๊าดเดอฟรองซ์ ณ แซงต์-เดอ นีส์ กรุงปารีส เป็นการพบกันของออลแบล็กส์ นิวซีแลนด์ กับสปริงบ็อกส์ แอฟริกาใต้

 

เปิดเกมมาได้ 13 นาที เป็นทีมแชมป์เก่านำก่อน 6-0 จากการเตะ 2 จุดโทษของ แฮนเดร์ พอลลาร์ด แต่ ริชี โมอุนนา ของออลแบล็กส์ก็มาเตะจุดโทษให้นิวซีแลนด์ไล่มา 3-6 ในนาทีที่ 17 ก่อนที่สปริงบ็อกส์จะหนีเป็น 6 คะแนนอีกครั้งที่ 9-3 จากจุดโทษของพอลลาร์ดเจ้าเก่า

 

อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในนาทีที่ 27 หลัง แซม เคน กัปตันทีมออลแบล็กส์ มาโดนใบแดงไล่ออกจากสนามไปจากการอัดสูงใส่ เจสซี ครีล

 

หลังจากนั้นแต่ละฝ่ายมาได้อีกฝั่งละจุดโทษ โดยสปริงบ็อกส์ได้จากพอลลาร์ด นาที 34 และออลแบล็กส์ได้จากโมอุนนา นาที 38 ทำให้จบครึ่งแรกสปริงบ็อกส์นำ 12-6

 

ครึ่งหลังมีสกอร์เพิ่มอีกแค่ครั้งเดียว จากการวางไทร์ของ บัวเดน บาร์เร็ตต์ นาทีที่ 58 ให้ออลแบล็กส์ไล่มา 11-12 

 

หลังจากนั้นออลแบล็กส์พยายามเดินเกมเพื่อแซงนำ แต่จนแล้วจนรอดก็ทำไม่สำเร็จและไม่มีสกอร์เพิ่มเลยในเวลาที่เหลือ ทำให้จบเกม แอฟริกาใต้เฉือนนิวซีแลนด์ 12-11 คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ไปครองได้สำเร็จ

 

โดยนี่เป็นการป้องกันแชมป์โลกของสปริงบ็อกส์ได้เป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้มีเพียงนิวซีแลนด์ที่เคยป้องกันแชมป์โลกได้สำเร็จในปี 2015 หลังจากได้แชมป์ในปี 2011 และแอฟริกาใต้ยังรักษาสถิติชนะรวดในรอบชิงชนะเลิศไว้ได้ต่อไป โดยเข้าชิง 4 ครั้งในปี 1995, 2007, 2019 และ 2023 และเอาชนะได้ทั้งหมดไม่เคยแพ้เลยด้วย

 

ทีมรักบี้แอฟริกาใต้ ชูถ้วยแชมป์โลก

 

อ้างอิง: 

The post แอฟริกาใต้เฉือนนิวซีแลนด์ 12-11 คว้าแชมป์รักบี้ชิงแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 4 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดเหตุไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ในโจฮันเนสเบิร์ก เสียชีวิตอย่างน้อย 73 คน ส่วนใหญ่เป็นคนไร้บ้าน https://thestandard.co/johannesburg-apartment-fire-caused-73-deaths/ Thu, 31 Aug 2023 10:58:59 +0000 https://thestandard.co/?p=836212 เหตุไฟไหม้อพาร์ตเมนต์

เจ้าหน้าที่และสื่อท้องถิ่นของแอฟริกาใต้เปิดเผยในวันนี้ […]

The post เกิดเหตุไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ในโจฮันเนสเบิร์ก เสียชีวิตอย่างน้อย 73 คน ส่วนใหญ่เป็นคนไร้บ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุไฟไหม้อพาร์ตเมนต์

เจ้าหน้าที่และสื่อท้องถิ่นของแอฟริกาใต้เปิดเผยในวันนี้ (31 สิงหาคม) ว่า เกิดเหตุไฟไหม้ใหญ่ขึ้นที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในนครโจฮันเนสเบิร์ก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 73 คน และบาดเจ็บอีก 43 คน

 

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นในเวลาประมาณ 01.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด โดยเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ในระหว่างสืบสวน เบื้องต้นมีรายงานว่า อพาร์ตเมนต์ดังกล่าวเป็นอาคารที่ถูกทิ้งร้าง ทำให้มีคนไร้บ้านเข้าไปอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่ได้เร่งอพยพคนออกจากอาคารดังกล่าว ซึ่งตอนนี้ถูกเพลิงเผาไหม้วอด ถือเป็นหนึ่งในเหตุอัคคีภัยร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของแอฟริกาใต้

 

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่รายงานข้อมูลล่าสุด ณ เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยระบุว่าอาคารขนาด 5 ชั้นที่ถูกเพลิงไหม้ยังคงมีควันลอยโขมง พื้นที่ส่วนใหญ่ของอาคารกลายเป็นสีดำจากคราบเขม่าควันไฟ ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้นำร่างผู้เสียชีวิตจำนวนมากมาวางนอนอยู่ที่ถนนด้านข้างโดยมีผ้าคลุมมิดชิด 

 

คอลลีน มัคฮูเบเล (Colleen Makhubele) โฆษกรัฐบาลท้องถิ่น กล่าวเป็นนัยว่า การที่คนไร้บ้านมาอาศัยอยู่ภายในอาคารดังกล่าวถือเป็นการครอบครองพื้นที่อย่างผิดกฎหมาย และก่อนหน้านี้เมืองได้พยายามแก้ปัญหาแล้ว แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะพวกเขาไม่ยอมย้ายออกไป

 

“สิ่งที่เกิดขึ้นนี้…เป็นเพราะพลเมืองไม่ยอมทำความเข้าใจและร่วมมือกับภาครัฐในการรักษากฎหมายของประเทศและกฎหมายส่วนท้องถิ่น แม้จะรู้อยู่แล้วว่าอะไรปลอดภัยและไม่ปลอดภัย” มัคฮูเบเลกล่าว 

 

อนึ่ง นครโจฮันเนสเบิร์กเป็นหนึ่งในเมืองที่ได้ชื่อว่ามีความเหลื่อมล้ำสูงสุดในโลก โดยมีประชาชนอยู่ในภาวะยากจน ตกงาน และเผชิญวิกฤตที่อยู่อาศัยเป็นวงกว้าง ขณะที่มีจำนวนคนไร้บ้านอยู่ประมาณ 15,000 คนด้วยกัน ส่วนเหตุเพลิงไหม้นั้นเกิดขึ้นแทบจะเป็นปกติ เพราะแอฟริกาใต้ประสบปัญหาการขาดแคลนพลังงานมายาวนาน ทำให้ประชาชนหลายคนหันไปใช้เทียนเพื่อให้แสงสว่าง และใช้ฟืนเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ที่อยู่อาศัย

 

ภาพ: Stringer / Anadolu Agency via Getty Images

อ้างอิง:

The post เกิดเหตุไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ในโจฮันเนสเบิร์ก เสียชีวิตอย่างน้อย 73 คน ส่วนใหญ่เป็นคนไร้บ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สีจิ้นผิง’ ขอทุกฝ่ายเร่งขยายกลุ่ม BRICS หวังสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งและลึกซึ้ง https://thestandard.co/xi-jinping-expansion-brics/ Thu, 24 Aug 2023 03:20:02 +0000 https://thestandard.co/?p=833173

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนออกโรงเรียกร้องบรรดาผู้นำกลุ […]

The post ‘สีจิ้นผิง’ ขอทุกฝ่ายเร่งขยายกลุ่ม BRICS หวังสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งและลึกซึ้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนออกโรงเรียกร้องบรรดาผู้นำกลุ่มบริกส์ (BRICS) ซึ่งประกอบด้วยบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกา ที่มีขนาดเศรษฐกิจรวมกันเป็น 1 ใน 4 ของเศรษฐกิจโลก ยกระดับความร่วมมือเพื่อให้มีการขยายตัวของกลุ่ม BRICS อย่างรวดเร็ว และสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของกลุ่มเพื่อสร้างความสามัคคีที่แข็งแกร่งและลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

ผู้นำจีนกล่าวว่า ประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets) มีความเกี่ยวข้องมากขึ้นเรื่อยๆ ในเวทีระหว่างประเทศ และการประชุมสุดยอดครั้งนี้ที่กรุงโจฮันเนสเบิร์ก เมืองหลวงของแอฟริกาใต้ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา จะมีส่วนช่วยอย่างมากต่อการกำหนดระเบียบเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลกแบบใหม่

 

สีกล่าวขณะปราศรัยในการประชุมสุดยอด BRICS ครั้งที่ 15 ว่าการพัฒนาเป็นสิทธิที่ไม่อาจแบ่งแยกของทุกประเทศ ไม่ใช่เอกสิทธิ์ของประเทศใดประเทศหนึ่ง และชาติสมาชิกควรอยู่เคียงข้างกันบนเส้นทางการพัฒนาและการฟื้นฟู ต่อต้านการกระทำ ‘แยกส่วน’ และขัดขวางอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ และมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือในทางปฏิบัติในด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาสีเขียว และห่วงโซ่อุปทาน เป็นต้น รวมถึงความพยายามในการส่งเสริมธรรมาภิบาลระดับโลกที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผลมากขึ้น

 

ผู้นำจีนยังกล่าวอีกว่า เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ที่ประเทศหนึ่งประเทศใดจะบรรจุกฎและข้อบังคับของตัวเองให้เป็นบรรทัดฐานสากล ก่อนตั้งข้อสังเกตว่าบรรทัดฐานระหว่างประเทศควรเขียนและยึดถือโดยทุกประเทศ โดยอิงตามวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ แทนที่จะกำหนดโดยผู้ที่มีความแข็งแกร่งที่สุดหรือเสียงที่ดังที่สุด

 

รายงานระบุว่า เหล่าผู้นำ BRICS คือ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน, ประธานาธิบดีลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล, นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย และประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซา ของแอฟริกาใต้ เริ่มมีการพูดคุยในช่วงอาหารค่ำที่คฤหาสน์หรูแห่งหนึ่งในย่านชานกรุงโจฮันเนสเบิร์กในคืนวันอังคารที่ผ่านมา (22 สิงหาคม) ก่อนวันหารือหลักของการประชุมสุดยอดในวันพุธที่ผ่านมา (23 สิงหาคม) ส่วนรัสเซียส่ง ​​เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียมาเป็นตัวแทน ขณะที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เข้าร่วมการเสวนาทางระบบออนไลน์

 

สื่อส่วนหนึ่งรายงานว่า บรรดาผู้นำได้ชั่งน้ำหนักกฎเกณฑ์ในการรับสมาชิกใหม่เข้ากลุ่ม BRICS เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เนื่องจากมีประเทศมากกว่า 40 ประเทศแสดงความสนใจที่จะเข้าร่วม และในจำนวนนี้มีเกือบ 20 ประเทศได้ขออย่างเป็นทางการเพื่อรับเข้าเป็นสมาชิก BRICS

 

หวังเหวินเทา รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์จีนกล่าวว่า สีเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาที่ครอบคลุม ความมั่นคงสากล การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการผงาดขึ้นมาร่วมกันของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ เศรษฐกิจและประเทศกำลังพัฒนาเพื่อโลกที่ดีกว่า

 

ผู้นำจีนยังแสดงความเต็มใจที่จะกระชับความสามัคคีและความร่วมมือกับตลาดเกิดใหม่อื่นๆ และประเทศกำลังพัฒนา เพื่อทำให้ระเบียบระหว่างประเทศมีความเป็นธรรมและเท่าเทียมกันมากขึ้น ก่อนโจมตีแนวทางปฏิบัติบนเวทีโลกของบางประเทศที่สร้างความแตกแยก และย้ำว่าประเทศเกิดใหม่กำลังมีความเกี่ยวข้องมากขึ้นเรื่อยๆ ในเวทีระหว่างประเทศ การประชุมสุดยอดครั้งนี้จะมีส่วนช่วยอย่างมากต่อการกำหนดระเบียบเศรษฐกิจและการเมืองโลกใหม่ และจะช่วยเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ปัจจุบันในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

 

ขณะที่ผู้สังเกตการณ์ชาวจีนและต่างประเทศเชื่อว่ากลุ่ม BRICS มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อธรรมาภิบาลโลกในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการกำกับดูแลความปลอดภัยแบบดั้งเดิมระดับโลก หรือการกำกับดูแลความปลอดภัยที่ไม่ใช่แบบดั้งเดิมทั่วโลก ประเทศในกลุ่ม BRICS ได้เสนอข้อเสนอและเสียงของตนเองที่เอื้อต่อระเบียบโลกที่ยุติธรรม มีประสิทธิภาพ และสมดุล โดยอัดฉีดพลังงานเชิงบวกให้กับโลก

 

อ้างอิง:

The post ‘สีจิ้นผิง’ ขอทุกฝ่ายเร่งขยายกลุ่ม BRICS หวังสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งและลึกซึ้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิงเข้าร่วมประชุม BRICS ที่แอฟริกาใต้ ท่ามกลางปัญหารุมเร้าในจีน https://thestandard.co/xi-jinping-attends-brics-meeting/ Mon, 21 Aug 2023 05:51:54 +0000 https://thestandard.co/?p=831597 สีจิ้นผิง BRICS

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดย […]

The post สีจิ้นผิงเข้าร่วมประชุม BRICS ที่แอฟริกาใต้ ท่ามกลางปัญหารุมเร้าในจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิง BRICS

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม BRICS ครั้งที่ 15 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคมนี้ ณ เมืองโจฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ นับเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 ของสีจิ้นผิงในปีนี้

 

การเดินเยือนต่างประเทศครั้งแรกของสีจิ้นผิงเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากที่เขาตัดสินใจเยือนกรุงมอสโก เพื่อพบกับเพื่อนรักอย่างประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำทั้งสองประเทศต่างยืนยันในจุดยืนทางยุทธศาสตร์ของตนที่จะร่วมมือกันต่อต้านสหรัฐอเมริกา และผลักดันระเบียบโลกใหม่ที่ไม่ได้ถูกครอบงำโดยตะวันตกอีกต่อไป

 

โดยผู้นำประเทศสมาชิกกลุ่ม BRICS เกือบทั้งหมดเดินทางไปร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วยตนเอง ยกเว้นปูตินที่ส่ง เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ให้เดินทางเข้าร่วมแทน ขณะที่ตัวเขาจะเข้าร่วมการประชุมแบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เท่านั้น เนื่องจากขณะนี้ปูตินถูกออกหมายจับระหว่างประเทศในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามในยูเครน

 

ทางด้าน สตีฟ ซัง ผู้อำนวยการสถาบัน SOAS China ประจำมหาวิทยาลัยลอนดอน ระบุว่า “สีจิ้นผิงไม่ได้กำลังพยายามที่จะแข่งขันกับสหรัฐฯ ในระเบียบระหว่างประเทศเสรีนิยมที่ถูกครอบงำโดยสหรัฐฯ เป้าหมายระยะยาวของสีจิ้นผิงคือการเปลี่ยนระเบียบโลกให้เป็นแบบที่มีจีนเป็นศูนย์กลาง และเพื่อสนับสนุนความทะเยอทะยานนั้น จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่จีนจะหันไปมีส่วนร่วมกับบรรดาประเทศซีกโลกใต้ (Global South) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเผด็จการอำนาจนิยมในเชิงโครงสร้างทางการเมือง มากกว่าที่จะร่วมมือกับประเทศประชาธิปไตยในโลกตะวันตก”

 

การเดินทางเยือนแอฟริกาใต้ของสีจิ้นผิงในครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ได้เปิดบ้านพักที่แคมป์เดวิด รัฐแมริแลนด์ ต้อนรับนายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ ของญี่ปุ่น และประธานาธิบดียุนซอกยอลของเกาหลีใต้ ในการประชุมไตรภาคีครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยผู้นำทั้งสามประเทศต่างเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันต่อต้านพฤติกรรมที่ก้าวร้าวของจีนและป้องปรามการแผ่ขยายอำนาจของจีน โดยเฉพาะในพื้นที่แถบเอเชีย

 

สีจิ้นผิงเดินทางเข้าร่วมการประชุม BRICS ท่ามกลางปัญหารุมเร้ามากมายที่กำลังเกิดขึ้นภายในประเทศจีน ตั้งแต่วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ หนี้รัฐบาลท้องถิ่นที่เพิ่มสูงขึ้น แรงกดดันจากภาวะเงินฝืด ปัญหาอัตราการว่างงานของเยาวชนภายในจีนที่สูงลิ่วเป็นประวัติการณ์ รวมถึงกระแสตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการทุ่มเม็ดเงินลงทุนในต่างประเทศ ทั้งที่ภายในประเทศกำลังประสบวิกฤต ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของสีจิ้นผิงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

ทางด้าน หยุน ซุน ผู้อำนวยการโครงการจีน ประจำสถาบันสติมสันในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า “สำหรับสีจิ้นผิง การเดินทางไปเยือนประเทศที่กำลังพัฒนา บรรทัดฐานที่สำคัญของจีนคือการมอบความช่วยเหลือทางการเงินและลงนามในข้อตกลงความร่วมมือมากมาย แต่ด้วยสถานะปัจจุบันของเศรษฐกิจจีน ปักกิ่งจึงไม่มีความพร้อมมากเพียงพอที่จะทำเช่นนั้นอีกต่อไป

 

“ผลงานด้านเศรษฐกิจได้จำกัดความสามารถของเขาในการแสดงบทบาทผู้นำประเทศมหาอำนาจใหญ่ดังเช่นที่เคยเป็นมา โดยชาวจีนจำนวนไม่น้อยกำลังตั้งคำถามว่า มีเหตุผลอะไรที่ต้องนำเงินจำนวนมากไปลงทุนในต่างประเทศ แต่ในประเทศกลับมีปัญหามากมายที่จีนกำลังประสบอยู่”

 

ขณะที่ พอล นันตุลยา นักวิจัยประจำสถาบันแอฟริกัน ด้านยุทธศาสตร์ศึกษา แสดงความเห็นว่า แม้การระดมทุนและการลงทุนในต่างประเทศจากจีนจะมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่รัฐบาลจีนก็ได้ปรับเพิ่มการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการทหารในแอฟริกา ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างพรรคต่อพรรค เพิ่มการจัดตั้งสถาบันขงจื่อ และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่แอฟริกันในสถาบันทางการทหารในจีนมากขึ้น เนื่องจากกิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่มีต้นทุนต่ำ แต่ให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจในแง่ความสามารถของจีน เพราะสิ่งนี้จะแสดงให้บรรดาพันธมิตรในแอฟริกาเห็นว่า จีนยังคงห่วงใยพวกเขา แม้ว่าจะมีการปรับลดเงินทุนสำหรับการริเริ่มโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่างๆ

 

นอกจากประเทศสมาชิกหลัก 5 ประเทศแล้ว ผู้นำและผู้แทนอีก 64 ประเทศยังได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำในครั้งนี้ รวมถึงประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียน 2023 และผู้นำทุกประเทศในแอฟริกา

 

แฟ้มภาพ: Gianluigi GUERCIA / POOL / AF

อ้างอิง:

The post สีจิ้นผิงเข้าร่วมประชุม BRICS ที่แอฟริกาใต้ ท่ามกลางปัญหารุมเร้าในจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
BRICS เล็งหารือสกุลเงินทางเลือกแทนดอลลาร์ พร้อมกลไกการชำระเงินเพื่อการค้าที่เท่าเทียม https://thestandard.co/brics-to-discuss-dollar-alternatives/ Mon, 24 Jul 2023 01:42:30 +0000 https://thestandard.co/?p=821171

เว็บไซต์ข่าว Global Times รายงานว่า BRICS หรือ 5 ประเทศ […]

The post BRICS เล็งหารือสกุลเงินทางเลือกแทนดอลลาร์ พร้อมกลไกการชำระเงินเพื่อการค้าที่เท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

]]>

เว็บไซต์ข่าว Global Times รายงานว่า BRICS หรือ 5 ประเทศกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว (Emerging Market) ซึ่งประกอบด้วย บราซิล (Brazil) รัสเซีย (Russia) อินเดีย (India) จีน (China) และแอฟริกาใต้ (South Africa) เตรียมพบปะหารือพูดคุยกันในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ โดยมีประเด็นหารือหลักเกี่ยวกับสกุลเงินทางเลือกนอกเหนือจากดอลลาร์สหรัฐ

 

สำหรับการประชุมสุดยอด BRICS ครั้งที่ 15 จะขึ้นที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก เมืองศูนย์กลางทางการเงินของแอฟริกาใต้ ระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคม ซึ่งนอกจากทางเลือกแทนสกุลเงินดอลลาร์แล้ว ทางกลุ่มยังเตรียมจะหารือเกี่ยวกับการสร้างกลไกการชำระเงินที่ยั่งยืนสำหรับการค้าระหว่างกัน

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความพยายามของบรรดาประเทศกำลังพัฒนาที่มากขึ้นเรื่อยๆ กำลังมองหาทางเลือกอื่นเพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เงินดอลลาร์ถูกสหรัฐฯ ใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงอำนาจเหนือกว่าประเทศอื่นๆ ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนอย่างมากต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

 

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (21 กรกฎาคม) รายงานอ้างอิงแถลงการณ์ของรัสเซียที่ระบุว่า จากสถานการณ์ระหว่างประเทศในปัจจุบัน ปัญหาเรื่องสกุลเงินและกำไรการชำระเงินระหว่างประเทศ จะถูกกล่าวถึงในระหว่างการประชุมผู้นำของกลุ่มที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนสิงหาคม

 

รายงานระบุว่า ที่ผ่านมากลุ่มประเทศ BRICS รวมถึงรัสเซียพยายามที่จะเปลี่ยนจากการพึ่งพาเงินดอลลาร์ในการค้าระหว่างกัน หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ใช้เงินดอลลาร์เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันรัสเซียให้ออกจากกลไกทางการเงินของชาติตะวันตกกรณียูเครน

 

ก่อนหน้านี้ทางด้าน Naledi Pandor รัฐมนตรีกระทรวงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความร่วมมือของแอฟริกาใต้ กล่าวหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของ BRICS เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า ทางธนาคาร New Development Bank (NDB) กำลังศึกษาศักยภาพการใช้สกุลเงินทางเลือกแทนเงินดอลลาร์ “เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีประเทศใดตกเป็นเหยื่อของการคว่ำบาตร”

 

ขณะที่ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดี Luiz Inacio Lula da Silva ของบราซิล เรียกร้องให้กลุ่มประเทศ BRICS หาทางเลือกอื่นแทนเงินดอลลาร์ในการค้าต่างประเทศ

 

ด้าน Hong Yong ผู้เชี่ยวชาญจากฟอรัม 50 เวที ซึ่งว่าด้วยการบูรณาการเศรษฐกิจดิจิทัลที่แท้จริง กล่าวว่า ด้วยการจัดตั้งกลไกการตั้งถิ่นฐานใหม่ กลุ่มประเทศ BRICS สามารถลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มความคิดริเริ่มและความยืดหยุ่นในการค้าต่างประเทศ

 

ขณะเดียวกัน Hong Yong แนะว่า วิธีหนึ่งคือการใช้สกุลเงินของประเทศของตนเป็นช่องทางในการชำระบัญชีในการค้าระหว่างกัน ซึ่งระบบการชำระเงินทางเลือกดังกล่าวสามารถลดต้นทุนการทำธุรกรรมและอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนในกลุ่มประเทศ BRICS

 

ขณะที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า กลุ่มประเทศ BRICS จำเป็นต้องเสริมสร้างการประสานงานด้านนโยบายการเงินให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น สร้างกลไกการกำกับดูแลทางการเงินที่มั่นคง และเสริมสร้างความร่วมมือทางการเงินและการสนับสนุนทางเทคนิค

 

นอกจากนี้กลุ่มประเทศ BRICS จำเป็นต้องสร้างตลาดการเงินที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเชื่อถือได้มากขึ้น และดึงดูดประเทศต่างๆ ให้เข้าร่วมและใช้ระบบการชำระเงินของ BRICS ให้มากขึ้น

 

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งมองว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อิทธิพลและความน่าสนใจของกลไก BRICS เพิ่มมากขึ้น และกลายเป็นเวทีสำคัญสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ

 

จากข้อมูลที่ได้รับจาก Acorn Macro Consulting บริษัทวิจัยเศรษฐกิจมหภาคในสหราชอาณาจักร กลุ่ม BRICS คิดเป็น 31.5% ของ GDP โลก แซงหน้ากลุ่ม G7 ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 30.7%

 

Anil Sooklal เอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำกลุ่ม BRICS ระบุว่า กว่า 40 ประเทศแสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมกลุ่ม BRICS ในการพัฒนากลไกทางการเงิน โดยล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (22 กรกฎาคม) แอลจีเรียได้สมัครเข้าร่วมกลุ่ม BRICS และส่งคำขอเป็นสมาชิกผู้ถือหุ้นของ NDB ด้วยจำนวนเงิน 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

อ้างอิง:

The post BRICS เล็งหารือสกุลเงินทางเลือกแทนดอลลาร์ พร้อมกลไกการชำระเงินเพื่อการค้าที่เท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำแอฟริกาใต้ชี้ การจับตัวปูตินถือเป็นการประกาศสงครามกับรัสเซีย-ทำลายแผนสันติภาพในยูเครน https://thestandard.co/south-africa-says-arresting-putin-would-be-declaration-of-war/ Wed, 19 Jul 2023 04:44:05 +0000 https://thestandard.co/?p=819030 แอฟริกาใต้

ไซริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ชี้ว่า การจับตัว […]

The post ผู้นำแอฟริกาใต้ชี้ การจับตัวปูตินถือเป็นการประกาศสงครามกับรัสเซีย-ทำลายแผนสันติภาพในยูเครน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอฟริกาใต้

ไซริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ชี้ว่า การจับตัว วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ขณะกำลังจะเข้าร่วมการประชุม BRICS ที่เมืองโจฮันเนสเบิร์กของแอฟริกาใต้ ตามหมายจับของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) จะถือเป็นการประกาศสงครามกับรัสเซีย ทั้งยังทำลายแผนสันติภาพในยูเครนที่รัฐบาลแอฟริกาใต้มีส่วนร่วมพยายามผลักดันมาโดยตลอด

 

โดยผู้นำรัสเซียได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศ BRICS ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ รามาโฟซายังชี้แจงอีกว่า ทางการแอฟริกาใต้พยายามที่จะยื่นเรื่องยกเว้นการจับกุมปูติน โดยมองว่าการจับกุมผู้นำรัสเซียอาจคุกคามความมั่นคง สันติภาพ และความสงบเรียบร้อยของรัฐได้ ทั้งยังไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เข้าไปพัวพันกับการทำสงครามกับรัสเซียมากยิ่งขึ้น

 

ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า การจับกุมปูตินตามหมายจับของ ICC ในมิติหนึ่งจะขัดต่อหน้าที่และบทบาทของเขาให้การปกป้องประเทศแอฟริกาใต้ รวมถึงทำลายความพยายามในการผลักดันแนวทางสันติภาพให้เกิดขึ้นในสมรภูมิสงครามรัสเซีย-ยูเครนอีกด้วย

 

ตามเงื่อนไขที่ระบุในสนธิสัญญาของศาลอาญาระหว่างประเทศ ประเทศสมาชิกควรยื่นเรื่องปรึกษา ICC หากพบปัญหาหรือเหตุขัดข้องที่ไม่สามารถจะปฏิบัติตามคำร้องขอของศาล ICC ได้ และศาลอาจไม่ร้องขอให้ดำเนินการตามหมายจับดังกล่าว หากการดำเนินการนั้นจะทำให้รัฐต้องฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มกันทางการทูต

 

โดย ICC ได้ออกหมายจับปูตินในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามในยูเครน เมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากที่เขามีส่วนต้องรับผิดชอบจากกรณีที่รัสเซียผลักดันเด็กๆ จากยูเครนไปยังรัสเซียโดยมิชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งชี้ว่าปูตินไม่ได้ใช้อำนาจของเขาในการยับยั้งการผลักดันเด็กๆ เหล่านี้

 

ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเคยออกมาระบุว่า หมายจับดังกล่าวของ ICC ไม่มีความหมาย แม้จะมีการออกหมายจับ แต่ ICC ก็ไม่ได้มีอำนาจในการจับกุมผู้ต้องสงสัย อีกทั้งสิทธิดังกล่าวจะสามารถใช้อำนาจศาลได้ในเฉพาะประเทศที่ลงนามในข้อตกลงของที่จัดตั้งศาล ICC เท่านั้น ซึ่งรัสเซียไม่ได้ร่วมลงนาม ความพยายามที่จะส่งตัวผู้นำรัสเซียไปรับการพิจารณาโทษจึงแทบจะไม่น่าเป็นไปได้

 

ทั้งนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้มูลค่าการซื้อขายระหว่างแอฟริกาใต้และรัสเซียจะน้อยกว่าเมื่อเทียบกับคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป แต่แอฟริกาใต้และรัสเซียก็มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและแน่นแฟ้นกันเรื่อยมา โดยเฉพาะการที่รัสเซียสนับสนุนพรรค ANC (African National Congress) ต่อสู้กับประเด็นการแบ่งแยกสีผิว

 

โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รามาโฟซาเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่นำคณะผู้แทนสันติภาพจาก 7 ประเทศในแอฟริกา ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกาใต้ อียิปต์ คองโก เซเนกัล แซมเบีย ยูกันดา และคอโมโรส ในการร่วมหารือกับรัฐบาลยูเครนที่กรุงเคียฟและรัฐบาลรัสเซียที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เพื่อสนับสนุนสันติวิธีและผลักดันแนวทางสันติภาพให้เกิดขึ้นในสงครามรัสเซีย-ยูเครนโดยเร็ว

 

แฟ้มภาพ: Sergei Chirikov / AFP

อ้างอิง:

The post ผู้นำแอฟริกาใต้ชี้ การจับตัวปูตินถือเป็นการประกาศสงครามกับรัสเซีย-ทำลายแผนสันติภาพในยูเครน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุก๊าซรั่วในแอฟริกาใต้ เสียชีวิตพุ่ง 16 ราย ทางการคาดต้นเหตุโยงกลุ่มลักลอบขุดทอง https://thestandard.co/gas-leak-johannesburg-south-africa/ Thu, 06 Jul 2023 03:18:14 +0000 https://thestandard.co/?p=812974

ทางการแอฟริกาใต้รายงานว่าพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 […]

The post เหตุก๊าซรั่วในแอฟริกาใต้ เสียชีวิตพุ่ง 16 ราย ทางการคาดต้นเหตุโยงกลุ่มลักลอบขุดทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทางการแอฟริกาใต้รายงานว่าพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 ราย หลังเกิดเหตุก๊าซไนตริกออกไซด์ (Nitric oxide) รั่วไหลออกมาในพื้นที่นิคมนอกระบบ ที่เมืองบอกสเบิร์ก ทางตะวันออกของนครโจฮันเนสเบิร์ก วานนี้ (5 กรกฎาคม) โดยในจำนวนผู้เสียชีวิตรวมถึงผู้หญิงและเด็กวัย 1 ขวบที่สูดดมก๊าซดังกล่าว

 

เบื้องต้นทางการเชื่อว่าสาเหตุของก๊าซรั่วที่เกิดขึ้นมีความเกี่ยวข้องกับเหมืองทองคำในพื้นที่ โดยก๊าซไนตริกออกไซด์มักถูกใช้โดยนักขุดทองผิดกฎหมาย ซึ่งลักลอบสกัดทองคำจากดินที่ขโมยมาจากปล่องเหมืองร้าง 

 

ขณะที่ทางการยังพบถังบรรจุก๊าซที่รั่วไหลใบหนึ่งภายในเมืองซึ่งมีประชากรหนาแน่นด้วย โดยผู้เสียชีวิตล้วนพบในพื้นที่รัศมี 100 เมตรจากจุดที่พบถังก๊าซรั่ว

 

ด้านสำนักข่าว BBC รายงานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยว่า ไม่มีผู้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังจากที่เกิดเหตุก๊าซรั่ว โดยทีมกู้ภัยยังพยายามค้นหาและช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากก๊าซรั่วในพื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา เนื่องจากความหวั่นวิตกว่าอาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก

 

ขณะที่เหตุการณ์นี้ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นในเมืองบอกสเบิร์ก ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยช่วงวันคริสต์มาสอีฟปีที่แล้ว เกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำมันระเบิดบริเวณใต้สะพานภายในเมือง คร่าชีวิตประชาชนไป 41 ราย

 

อ้างอิง:

The post เหตุก๊าซรั่วในแอฟริกาใต้ เสียชีวิตพุ่ง 16 ราย ทางการคาดต้นเหตุโยงกลุ่มลักลอบขุดทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
งานศึกษาชี้ นักเรียนสิงคโปร์ครองแชมป์อ่านออกเขียนได้ ขณะที่แอฟริกาใต้รั้งท้าย มีปัญหาด้านการอ่าน https://thestandard.co/international-reading-literacy-study-2021/ Wed, 17 May 2023 13:57:06 +0000 https://thestandard.co/?p=791864

งานศึกษาระหว่างประเทศว่าด้วยการอ่านออกเขียนได้ชิ้นล่าสุ […]

The post งานศึกษาชี้ นักเรียนสิงคโปร์ครองแชมป์อ่านออกเขียนได้ ขณะที่แอฟริกาใต้รั้งท้าย มีปัญหาด้านการอ่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>

งานศึกษาระหว่างประเทศว่าด้วยการอ่านออกเขียนได้ชิ้นล่าสุดอย่าง The Progress in International Reading Literacy Study (PIRLS) โดยสมาคมนานาชาติเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา (IEA) ที่ร่วมมือกับหน่วยงานด้านการศึกษาชั้นนำอีกหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา ได้สำรวจและทดสอบความสามารถในการอ่านของเด็กนักเรียนวัย 9-10 ปีถึง 400,000 คนใน 57 ประเทศและดินแดนทั่วโลก เมื่อปี 2021 และเพิ่งตีพิมพ์รายงานอย่างเป็นทางการในปี 2023 

 

พบว่านักเรียนสิงคโปร์ครองแชมป์อ่านออกเขียนได้จากการประเมินในครั้งล่าสุดนี้ ซึ่งมักจะประเมินเป็นประจำทุกๆ 5 ปี โดยสิงคโปร์มีคะแนนเฉลี่ยสูงถึง 587 คะแนน ตามมาด้วยฮ่องกง 573 คะแนน, รัสเซีย 567 คะแนน, อังกฤษ 558 คะแนน และฟินแลนด์ 549 คะแนน ขณะที่ไทยและสมาชิกอาเซียนประเทศอื่นๆ อีก 8 ประเทศไม่ได้รับการประเมินหรือได้รับการจัดอันดับในครั้งนี้

 

ส่วนจอร์แดน อียิปต์ และแอฟริกาใต้ เป็น 3 ประเทศที่รั้งท้ายในการประเมินครั้งนี้ โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 381 คะแนน, 378 คะแนน และ 288 คะแนนตามลำดับ โดย 8 ใน 10 ของเด็กนักเรียนในแอฟริกาใต้วัย 9-10 ปีมีปัญหาด้านการอ่าน โดยอัตราค่าเฉลี่ยการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของเด็กแอฟริกาใต้เพิ่มสูงขึ้นจาก 78% เมื่อปี 2016 มาอยู่ที่ 81% ในการประเมินผลครั้งล่าสุดนี้

 

ทางด้านแองจี มอตเช็กกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแอฟริกาใต้ชี้แจงว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลการประเมินของเด็กนักเรียนแอฟริกาใต้ไม่เป็นที่น่าพอใจและอยู่ในอันดับสุดท้ายในครั้งนี้นั้น เป็นเพราะการแพร่ระบาดของโรคโควิดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่ทำให้สถานศึกษาไม่สามารถเปิดทำการเรียนการสอนได้ตามปกติ 

 

นอกจากนี้มอตเช็กกายังเปิดเผยอีกว่า ระบบการศึกษาของแอฟริกาใต้กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ ซึ่งรวมถึงปัญหาความยากจน ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม และโครงสร้างขั้นพื้นฐานทางด้านการศึกษาที่มีไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้คนภายในประเทศ โดยเฉพาะเด็กในช่วงวัยประถมศึกษา ทำให้โรงเรียนประถมศึกษาหลายแห่งเน้นไปที่การฝึกพูดออกเสียงเพียงอย่างเดียว และละเลยการฝึกอ่านเพื่อทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

 

นอกจากนี้ งานศึกษาชิ้นนี้ยังบ่งชี้อีกว่า เด็กนักเรียนหญิงในเกือบทุกประเทศที่ได้รับการประเมินมักมีคะแนนค่าเฉลี่ยด้านการอ่านมากกว่าเด็กนักเรียนชาย อย่างไรก็ตาม ช่องว่างของคะแนนระหว่างเด็กทั้งสองกลุ่มนี้ก็แคบลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา

 

ถ้าการศึกษาไทยได้รับการประเมิน คุณคิดว่าไทยควรมีคะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านเป็นอย่างไร และมีคะแนนอยู่ในช่วงไหนของการประเมินในครั้งนี้

 

 

ภาพประกอบ: พุทธิพงศ์ โรจน์ศตพงค์

อ้างอิง:  

The post งานศึกษาชี้ นักเรียนสิงคโปร์ครองแชมป์อ่านออกเขียนได้ ขณะที่แอฟริกาใต้รั้งท้าย มีปัญหาด้านการอ่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอมเนสตี้ชี้ ปี 2022 การประหารชีวิตเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปี https://thestandard.co/amnesty-international-high-execution-rate/ Tue, 16 May 2023 09:39:18 +0000 https://thestandard.co/?p=791200 แอมเนสตี้

วันนี้ (16 พฤษภาคม) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยถึงร […]

The post แอมเนสตี้ชี้ ปี 2022 การประหารชีวิตเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอมเนสตี้

วันนี้ (16 พฤษภาคม) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยถึงรายงานสถานการณ์โทษประหารชีวิตและการประหารชีวิตในปี 2022 ที่ผ่านมา พบว่า เป็นปีที่มีการประหารชีวิตสูงสุดในรอบ 5 ปี โดยตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเป็นภูมิภาคที่มีการประหารชีวิตบุคคลมากที่สุด

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นเนล ได้บันทึกการประหารชีวิตในปี 2022 พบว่า มีจำนวนสูงสุดในรอบ 5 ปี โดยมีข้อมูลการประหารชีวิตบุคคลอย่างน้อย 883 คนใน 20 ประเทศ เพิ่มขึ้น 53% เมื่อเทียบกับปี 2021 จำนวนการประหารชีวิตที่เพิ่มสูงมากเช่นนี้ยังไม่นับรวมการประหารชีวิตอีกหลายพันครั้ง ซึ่งเชื่อว่าเกิดขึ้นในประเทศจีน โดยการประหารชีวิตส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ซึ่งมีจำนวนเพิ่มจาก 520 ครั้งในปี 2021 เป็น 825 ครั้งในปี 2022 

 

จนถึงสิ้นปี 2022 ที่ผ่านมา มี 112 ประเทศยกเลิกโทษประหารชีวิตในทุกกรณี ขณะที่อีก 9 ประเทศยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดอาญาทั่วไปเท่านั้น ส่วนอีก 23 ประเทศยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ รวมแล้วมี 144 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติแล้ว ส่วนประเทศที่มีและยังใช้โทษประหารชีวิตอยู่ในขณะนี้มีถึง 55 ประเทศทั่วโลก 

 

สำหรับประชาคมอาเซียนนั้น กัมพูชาและฟิลิปปินส์ได้ประกาศยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทางอาญาทุกประเภท ส่วนลาวและบรูไนได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ กล่าวคือยังคงโทษประหารชีวิตอยู่ตามกฎหมายสำหรับอาชญากรรมทั่วไป แต่ได้มีการระงับการประหารชีวิตในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาหรือมากกว่านั้น ขณะที่ประเทศไทย เมียนมา อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ยังคงเป็นหนึ่งในจำนวน 55 ประเทศที่มีและใช้โทษประหารชีวิตอยู่ 

 

แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการสากลของแอมเนสตี้เผยว่า ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะเร่งประหารชีวิตบุคคลในปี 2022 ที่ผ่านมา ซึ่งเผยให้เห็นถึงความเพิกเฉยอย่างเลือดเย็นต่อชีวิตมนุษย์ จำนวนผู้ที่ถูกประหารชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมากตลอดทั่วทั้งภูมิภาค โดยซาอุดีอาระเบียประหารชีวิตบุคคลมากถึง 81 คนภายในวันเดียว ขณะที่เมื่อเร็วๆ นี้ อิหร่านเองก็ได้ประหารชีวิตประชาชนเพียงเพราะใช้สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมประท้วง ซึ่งเป็นความพยายามของทางการที่จะยุติการลุกฮือของประชาชน

 

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นที่น่าเศร้าใจว่า การประหารชีวิตทั่วโลก 90% นอกประเทศจีน เกิดขึ้นเฉพาะใน 3 ประเทศในภูมิภาคนี้เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการประหารชีวิตในอิหร่านที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก จาก 314 ครั้งในปี 2021 เป็น 576 ครั้งในปี 2022 ขณะที่ในซาอุดีอาระเบีย ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าจาก 65 ครั้งในปี 2021 เป็น 196 ครั้งในปี 2022 นับเป็นจำนวนสูงสุดเท่าที่แอมเนสตี้บันทึกได้ในรอบ 30 ปี ในขณะที่อียิปต์ประหารชีวิตบุคคลมากถึง 24 คน

 

การใช้โทษประหารชีวิตยังเป็นข้อมูลที่ถูกเก็บเป็นความลับในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศจีน เกาหลีเหนือ และเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้โทษประหารชีวิตอย่างกว้างขวาง ดังนั้นตัวเลขระดับโลกที่แท้จริงมีจำนวนที่สูงกว่านี้มาก ในขณะที่เราไม่ทราบจำนวนผู้ถูกประหารชีวิตที่แท้จริงในประเทศจีน แต่เป็นที่ชัดเจนว่าจีนยังคงเป็นประเทศที่ประหารชีวิตบุคคลมากสุด มากกว่าอิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ และสหรัฐอเมริกา

 

ขณะที่อัฟกานิสถาน คูเวต เมียนมา ปาเลสไตน์ และสิงคโปร์ เป็น 5 ประเทศที่ได้มีการรื้อฟื้นการประหารชีวิตในปี 2022 ที่ผ่านมา ส่วนคาซัคสถาน ปาปัวนิวกินี เซียร์ราลีโอน และสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดอาญาทุกประเภท ส่วนอิเควทอเรียลกินีและแซมเบีย ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดอาญาทั่วไปเท่านั้น

 

จนถึงสิ้นปี 2022 ขณะนี้มี 112 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดอาญาทุกประเภท และมี 9 ประเทศยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดอาญาทั่วไปเท่านั้น โดยแนวโน้มเชิงบวกยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไลบีเรียและกานาได้ดำเนินการด้านนิติบัญญัติ เพื่อมุ่งสู่แนวทางการยกเลิกโทษประหารชีวิต ในขณะที่ทางการศรีลังกาและมัลดีฟส์ระบุว่า จะไม่กลับไปใช้โทษประหารชีวิตอีก ด้านมาเลเซียเองก็ได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิตเชิงบังคับที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในรัฐสภา

 

โดยคาลามาร์ดกล่าวทิ้งท้ายว่า ตัวเลขที่น่าเศร้าในปี 2022 ย้ำเตือนว่าเรายังไม่สามารถพอใจกับผลสำเร็จเท่านี้ และยังคงจะต้องรณรงค์ต่อไป จนกว่าจะมีการยกเลิกโทษประหารชีวิตทั่วโลก

 

ภาพ: YuriAbas / Shutterstock 

อ้างอิง:

The post แอมเนสตี้ชี้ ปี 2022 การประหารชีวิตเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>