SK hynix Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/sk-hynix/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 30 Jul 2026 12:56:31 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘ชีวิตผมพังแล้ว’ เสียงนักลงทุนรายย่อยและคนหนุ่มสาวเกาหลีใต้ หลัง KOSPI ร่วง 40% ประเมินว่าขาดทุนจาก Leveraged ETF รวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท https://thestandard.co/south-korea-kospi-leveraged-etf-loss-2/ Thu, 30 Jul 2026 12:56:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1236611 ภาพหน้าจออิเล็กทรอนิกส์แสดงดัชนี KOSPI ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ พร้อมข้อความแสดงความเสียหายของนักลงทุน

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงเทขายอย่างหนักในสัปดาห์นี้ จนด […]

The post ‘ชีวิตผมพังแล้ว’ เสียงนักลงทุนรายย่อยและคนหนุ่มสาวเกาหลีใต้ หลัง KOSPI ร่วง 40% ประเมินว่าขาดทุนจาก Leveraged ETF รวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหน้าจออิเล็กทรอนิกส์แสดงดัชนี KOSPI ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ พร้อมข้อความแสดงความเสียหายของนักลงทุน

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงเทขายอย่างหนักในสัปดาห์นี้ จนดัชนี KOSPI ร่วงลงเกือบ 40% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนมิถุนายน คิดเป็นมูลค่าตลาดที่หายไปราว 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 67 ล้านล้านบาท)

 

 
 

แรงเทขายครั้งนี้ดึงนักลงทุนรายย่อยหลายสิบล้านคนเข้าไปอยู่ในวงจร และทำให้คนจำนวนมากขาดทุนหนัก โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไปเดิมพันผ่านกองทุน Leveraged ETF

 

ตามรายงานของ Financial Times ระบุว่า ดัชนี KOSPI ร่วงลงกว่า 17% ภายในเวลาเพียง 3 วัน ลงไปแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน หลังหุ้น Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งรวมกันคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของดัชนี ถูกเทขายอย่างรุนแรง


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หุ้นเกาหลีใต้ร่วง 40% ใน 40 วัน บทเรียน 3,100 ล้านล้านวอน เมื่อรัฐผลิตความเสี่ยงด้วย Single-stock leveraged ETFs หุ้นเกาหลีใต้ร่วง 40% ใน 40 วัน บทเรียน 3,100 ล้านล้านวอน เมื่อรัฐผลิตความเสี่ยงด้วย Single-stock leveraged ETFs
30 ก.ค. 2569 | 17:59
หุ้นเทคฯ เอเชียดิ่งยกแผง! SK Hynix นำทีมร่วง แม้กำไรพุ่ง 557% แต่ยังต่ำกว่าคาด นักวิเคราะห์ชี้ตลาดกำลังล้าง ‘ฟองสบู่’ AI หุ้นเทคฯ เอเชียดิ่งยกแผง! SK Hynix นำทีมร่วง แม้กำไรพุ่ง 557% แต่ยังต่ำกว่าคาด นักวิเคราะห์ชี้ตลาดกำลังล้าง ‘ฟองสบู่’ AI
29 ก.ค. 2569 | 12:18
หุ้นเกาหลีใต้เข้าสู่ ‘ตลาดหมี’ ร่วงเกือบ 30% ใน 3 สัปดาห์ สวนทางมูลค่าที่ลงมาถูกกว่าวิกฤตปี 2008 หุ้นเกาหลีใต้เข้าสู่ ‘ตลาดหมี’ ร่วงเกือบ 30% ใน 3 สัปดาห์ สวนทางมูลค่าที่ลงมาถูกกว่าวิกฤตปี 2008
13 ก.ค. 2569 | 16:12

 

ความเจ็บปวดสะท้อนผ่านกรณีของ ซงมีคยอง หญิงวัย 60 ปีในกรุงโซล ที่เคยทำกำไรได้ราว 300 ล้านวอน (ประมาณ 6.9 ล้านบาท) ในช่วงต้นปีจากภาวะตลาดขาขึ้นตามกระแส AI แต่ปัจจุบันพอร์ตของเธอกลับขาดทุนที่ยังไม่ได้ขายไปแล้วมากกว่า 60%

 

เธอระบุว่าไม่เคยเห็นราคาหุ้นร่วงเร็วเช่นนี้ แม้แต่ในช่วงวิกฤตการเงินเอเชีย และตอนนี้กำลังจะต้องคืนกำไรทั้งหมดที่ทำได้ในปีนี้กลับไป

 

เมื่อรายย่อยกลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่สุด และใช้เงินกู้เพิ่มความเสี่ยง

 

นักลงทุนรายย่อยกลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของตลาดเกาหลีใต้ในปีนี้ หลังพลาดโอกาสในช่วงที่ดัชนีปรับขึ้น 75% เมื่อปี 2025 โดยหลายคนใช้สินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์และกองทุน Leveraged ETF เพื่อเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี

 

กองทุน Leveraged ETF คือกองทุนที่ออกแบบให้เคลื่อนไหวแรงเป็นเท่าตัวของหุ้นอ้างอิง กล่าวคือเมื่อหุ้นขึ้นจะได้กำไรมากกว่าการถือหุ้นปกติ แต่เมื่อหุ้นลงก็ขาดทุนหนักกว่าหลายเท่าเช่นกัน

 

ความเสียหายที่เกิดขึ้นสะท้อนผ่านข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์ Korea Investment & Securities ที่เปิดเผยเมื่อวันพุธ (29 ก.ค.) ว่า ในกลุ่มลูกค้า 880,000 รายที่ซื้อหุ้น Samsung มีเกือบครึ่งที่กำลังขาดทุน ขณะที่ลูกค้า 408,000 รายที่ลงทุนใน SK Hynix มีเกือบ 70% ที่ขาดทุนเช่นกัน

 

เมื่อตลาดพลิกกลับ เงินจึงไหลออกอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลของสมาคมการลงทุนทางการเงินเกาหลีระบุว่า เงินฝากในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่กันไว้ซื้อหุ้นลดลงเหลือ 107 ล้านล้านวอน (ประมาณ 2.46 ล้านล้านบาท) จากจุดสูงสุดเดือนมิถุนายนที่ 139.7 ล้านล้านวอน (ประมาณ 3.21 ล้านล้านบาท)

 

ส่วนยอดสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ที่เคยทำสถิติสูงสุดเมื่อเดือนก่อนที่ 38.6 ล้านล้านวอน (ประมาณ 8.88 แสนล้านบาท) ลดลงมาอยู่ที่ 33.2 ล้านล้านวอน (ประมาณ 7.64 แสนล้านบาท) หลังเกิดการบังคับขายหลักทรัพย์เป็นระลอก

 

นามู รี ประธาน Korean Corporate Governance Forum กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้ถือหุ้นรายย่อย ระบุว่าการที่นักลงทุนพากันเทขายกองทุน Leveraged ETF ที่อ้างอิงกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งผันผวนสูงออกมา กำลังส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วตลาด จนรายย่อยจำนวนมากเห็นเงินต้นของตัวเองแทบหมดไป

 

เขามองว่าตลาดกำลังเข้าใกล้จุดที่แรงขายถึงขีดสุด เพราะรายย่อยลดการใช้เงินกู้ลงเกือบเสร็จสิ้นแล้ว และเกิดการบังคับขายหุ้นในวงกว้าง

 

ต้นตอจาก 16 กองทุนที่เพิ่งได้รับอนุมัติเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม

 

ส่วนหนึ่งของปัญหามาจากการที่หน่วยงานกำกับดูแลตัดสินใจอนุมัติกองทุน Leveraged ETF ที่อ้างอิงหุ้นรายตัวของ Samsung และ SK Hynix จำนวน 16 กองทุนเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นตัวขยายการเคลื่อนไหวของทั้งดัชนีและหุ้นรายตัว โดยกองทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่ร่วงลงมากกว่า 60% นับตั้งแต่เปิดตัว

 

ชิม จงมิน นักวิเคราะห์หุ้นจาก CLSA ระบุว่ากองทุนกลุ่มนี้กลายเป็นตัวจุดชนวน ในจังหวะที่ตลาดถึงเวลาต้องขายทำกำไรอยู่แล้ว

 

ขณะที่รายงานของ Korea Times อ้างประมาณการของ Citi ที่ส่งถึงนักลงทุนสถาบันว่า นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ขาดทุนจากกองทุน Leveraged ETF ที่อ้างอิงหุ้นรายตัวไปแล้วราว 38,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท) ในช่วงเดือนที่ผ่านมา

 

ด้านการรับมือ หลังการประชุมฉุกเฉินคืนวันพุธ (29 ก.ค.) กระทรวงการคลังเกาหลีใต้ระบุว่าจะจำกัดการเข้าถึงกองทุน Leveraged ETF โดยรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และหน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน ออกแถลงการณ์ร่วมว่าการลงทุนในกองทุนกลุ่มนี้เป็นตัวขยายความผันผวนของตลาด

 

นอกจากนี้ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ยังเตือนถึงความเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ อันชอลซู สมาชิกสภา ยื่นร่างกฎหมายยกเว้นภาษีธุรกรรมการซื้อขายหุ้นให้นักลงทุนรายย่อยที่ขาดทุน

 

ที่น่าสังเกตคือประชาชนจำนวนมากเข้าสู่ตลาดหุ้นในช่วงที่ดัชนี KOSPI ปรับขึ้นกว่าเท่าตัวในปีนี้ โดยประธานาธิบดี อี แจมยอง เคยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้ เพื่อเคลื่อนย้ายความมั่งคั่งของครัวเรือนออกจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ร้อนแรงเกินไป

 

ฮา ซอกคึน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Eugene Asset Management ระบุว่าตลาดที่ทำผลงานได้ดีมากในช่วงก่อนหน้าดึงนักลงทุนมือใหม่จำนวนมากเข้ามาในปีนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ความเสียหายของรายย่อยรุนแรงกว่า

 

ความเสียหายที่ลามถึงสุขภาพจิต

 

ห้องแชตของบริษัทหลักทรัพย์เต็มไปด้วยเสียงของรายย่อยที่คร่ำครวญถึงการขาดทุนจากกองทุน ETF ในระดับ 70-80% โดยนักลงทุนรายหนึ่งในกองทุน Tiger SK Hynix Leverage ETF ที่ขาดทุน 65% ตั้งคำถามว่าเมื่อไรจะออกจากนรกนี้ได้ ขณะที่อีกรายเขียนว่าชีวิตของเขาพังแล้ว

 

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษคือคนหนุ่มสาวเกาหลีใต้ที่หันมาลงทุนในผลิตภัณฑ์ความเสี่ยงสูงเหล่านี้ ในภาวะที่การเป็นเจ้าของบ้านกลายเป็นเรื่องเกินเอื้อมสำหรับคนรุ่นใหม่จำนวนมาก โดยฮาระบุว่ากองทุน Leveraged ETF ถูกมองว่าเป็นช่องทางรวยเร็วและง่ายสำหรับคนกลุ่มนี้

 

ชิมมองว่านักลงทุนรายย่อยกำลังเผชิญการขาดทุนในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะหลายคนเข้าตลาดหลังจากราคาหุ้นปรับขึ้นไปมากแล้ว และเห็นว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงที่แย่ที่สุด ซึ่งปัจจัยพื้นฐานไม่มีความหมายอีกต่อไป จนดูเหมือนกลไกการกำหนดราคาของตลาดใช้การไม่ได้อีกต่อไป

 

เขาคาดว่าวงจรอันตรายนี้จะดำเนินต่อไปอีกระยะ เพราะนักลงทุนสถาบันหลีกเลี่ยงความผันผวน ขณะที่รายย่อยถอนเงินออกด้วยความกลัว ส่วนฮาระบุว่าการปรับฐานที่รวดเร็วและรุนแรงกำลังทำร้ายทั้งบัญชีหุ้นและสุขภาพจิตของนักลงทุน

 

ความย้อนแย้งปรากฏชัดในการซื้อขายวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) เมื่อดัชนี KOSPI เปิดบวกแต่กลับปิดลบ 1.2% ขณะที่หุ้น Samsung Electronics ปิดบวกเพียง 0.7% แม้จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ทำสถิติสูงสุด

 

โดยรายได้ของ Samsung เพิ่มขึ้น 130% เป็น 171 ล้านล้านวอน (ประมาณ 3.93 ล้านล้านบาท) เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนกำไรจากการดำเนินงานพุ่งขึ้นราว 1,800% เป็น 89.5 ล้านล้านวอน (ประมาณ 2.06 ล้านล้านบาท) ซึ่งสะท้อนความสามารถทำกำไรของธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่ได้แรงหนุนจาก AI

 

ในวันเดียวกัน หุ้น SK Hynix ร่วงลงกว่า 5% ทำให้ราคาปรับลดลงราว 27% ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ซึ่งซ้ำเติมความเจ็บปวดของนักลงทุนรายย่อยที่ในเกาหลีใต้ถูกเรียกกันว่านักลงทุน ‘มด’

 

อย่างไรก็ตาม หากมองภาพรวมทั้งปี ราคาหุ้นของ Samsung และ SK Hynix ยังปรับขึ้นราว 60% และ 95% ตามลำดับ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าการฟื้นตัวของตลาดจะเป็นไปอย่างช้าๆ เพราะความผันผวนทำให้นักลงทุนสถาบันไม่กล้าเข้าถือหุ้นก้อนใหญ่ ส่วนรายย่อยยังบอบช้ำจากการขาดทุนที่เพิ่งเกิดขึ้น

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.56 บาท, 1 วอนเกาหลีใต้ เท่ากับ 0.023 บาท ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2569

 

ภาพ : Chris Jung/NurPhoto via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post ‘ชีวิตผมพังแล้ว’ เสียงนักลงทุนรายย่อยและคนหนุ่มสาวเกาหลีใต้ หลัง KOSPI ร่วง 40% ประเมินว่าขาดทุนจาก Leveraged ETF รวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเกาหลีใต้ร่วง 40% ใน 40 วัน บทเรียน 3,100 ล้านล้านวอน เมื่อรัฐผลิตความเสี่ยงด้วย Single-stock leveraged ETFs https://thestandard.co/south-korea-stock-crash-leveraged-etfs/ Thu, 30 Jul 2026 10:59:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1236585 ภาพธงชาติเกาหลีใต้พร้อมกราฟแสดงแนวโน้มตลาดหุ้นที่ร่วงลง

ในเวลาไม่ถึง 2 ปี รัฐบาลเกาหลีใต้ทำการปฏิรูปตลาดหุ้นครั […]

The post หุ้นเกาหลีใต้ร่วง 40% ใน 40 วัน บทเรียน 3,100 ล้านล้านวอน เมื่อรัฐผลิตความเสี่ยงด้วย Single-stock leveraged ETFs appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธงชาติเกาหลีใต้พร้อมกราฟแสดงแนวโน้มตลาดหุ้นที่ร่วงลง

ในเวลาไม่ถึง 2 ปี รัฐบาลเกาหลีใต้ทำการปฏิรูปตลาดหุ้นครั้งใหญ่ผ่าน 2 สิ่งที่สำคัญ

 

 
 

สิ่งแรกคือการปฏิรูปที่นักลงทุนทั่วโลกเรียกร้องมานาน แก้กฎหมายพาณิชย์ให้กรรมการบริษัทมีหน้าที่ต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย ปฏิรูปภาษีเงินปันผล และผลักดันโครงการ Corporate Value-Up จนบริษัทเกาหลีที่เคยถูกตลาดตีมูลค่าต่ำกว่าสินทรัพย์ของตัวเองเริ่มได้รับการประเมินค่าใหม่ นี่คือการทำให้สินทรัพย์มีค่ามากขึ้นจริง

 

สิ่งที่สองคือการอนุมัติผลิตภัณฑ์การเงินที่ให้ผลตอบแทน 2 เท่าของหุ้นเพียง 2 ตัว ในเดือนที่หุ้น 2 ตัวนั้นรวมกันคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าตลาดทั้งประเทศ นี่ไม่ได้ทำให้บริษัทไหนมีค่ามากขึ้นแม้แต่วอนเดียว มันแค่ทำให้คนถือความเสี่ยงได้มากขึ้นด้วยเงินเท่าเดิม

 

สิ่งแรกใช้เวลา 2 ปี สิ่งที่สองใช้เวลา 4 เดือน ที่นำมาสู่ตลาดกระทิงครั้งใหญ่ และการปรับฐานอย่างรุนแรง ของหุ้นเกาหลีใต้

 

จากตลาดหุ้นที่เติบโตร้อนแรงมากที่สุดของโลกตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา ล่าสุดมูลค่าของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ลดลงไป 40% ภายในเวลาเพียงประมาณ 40 วัน คิดเป็นมูลค่ามากถึง 3,100 ล้านล้านวอน หรือราว 73 ล้านล้านบาท

 

จุดเริ่มต้นตลาดกระทิงของเกาหลีใต้

 

ย้อนไปเมื่อ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กู ยุนชอล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของเกาหลีใต้ ยอมรับว่า ETF เลเวอเรจหุ้นตัวเดียว (Single-stock leveraged ETFs) ถูกนำเข้าสู่ตลาดโดย “ไม่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบเพียงพอ”

 

ขณะที่ อี จงอุก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคฝ่ายค้าน กล่าวว่า “ประเทศนี้กลายเป็นคาสิโนไปแล้ว นี่คือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ควรได้รับอนุญาตให้เข้าตลาดตั้งแต่แรก ผมถือว่านี่คือความล้มเหลวเชิงนโยบาย”

 

คำขอโทษของรมว.คลัง เกิดขึ้นท่ามกลางการดิ่งลงของดัชนี KOSPI ที่ร่วงลงไปแตะ 5,263 จุด ลดลงราว 6% ต่อเนื่องจากวันก่อนหน้าที่ร่วงเกือบ 11% ทำให้ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ต้องสั่งหยุดการซื้อขาย (Circuit Breaker) เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

ปัญหาที่รัฐบาลเกาหลีใต้พยายามแก้ เรียกว่า Korea Discount ระหว่างปี 2014-2024 มูลค่าตลาดหุ้นเกาหลีเฉลี่ยอยู่ที่ 93% ของ GDP ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD อย่างมีนัยสำคัญ อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B) เฉลี่ยของบริษัทใน KOSPI ช่วงเดียวกันอยู่ที่ 0.99 เทียบกับญี่ปุ่น 1.8 และสหรัฐฯ 3.7 แปลว่าบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากถูกตลาดตีมูลค่าต่ำกว่าสินทรัพย์สุทธิของตัวเอง

 

สาเหตุหลักคือธรรมาภิบาลที่อ่อนแอ โครงสร้างการถือหุ้นไขว้ที่ซับซ้อนของกลุ่มธุรกิจครอบครัวเอื้อประโยชน์ให้ตระกูลผู้ก่อตั้งโดยแลกกับผู้ถือหุ้นรายย่อย ปี 2023 สมาคมธรรมาภิบาลบริษัทแห่งเอเชีย (ACGA) จัดอันดับเกาหลีไว้ที่ 8 จาก 12 เขตเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก ตามหลังอินเดียและมาเลเซีย โดยชี้จุดอ่อนเรื่องการเปิดเผยการประเมินคณะกรรมการ ค่าตอบแทนกรรมการ และการอบรมกรรมการ

 

สิ่งที่เกาหลีทำ เป็นชุดการปฏิรูปที่ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มทำ Corporate Value-Up Program ตั้งแต่ต้นปี 2024 การแก้กฎหมายพาณิชย์ ขยายหน้าที่ความซื่อสัตย์ของกรรมการให้ครอบคลุมผู้ถือหุ้น เปลี่ยน “กรรมการภายนอก” เป็น “กรรมการอิสระ” และห้ามบริษัทเลี่ยงการลงคะแนนสะสม เพิ่มกรรมการตรวจสอบที่ต้องเลือกแยกจาก 1 เป็น 2 คนในปี 2025 รวมทั้งปฏิรูปภาษีเงินปันผลครั้งใหญ่ ลดการเก็บภาษีซ้ำซ้อน

 

เมื่อดัชนีกลายเป็นใบวัดผลงานรัฐบาล

 

เดือนเมษายน 2025 ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี อี แจมยอง โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่าจะ “เปิดยุคดัชนี 5000” ด้วยการขจัด Korea Discount ตอนนั้นคำมั่นดังกล่าวถูกฝ่ายตรงข้ามและนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยเย้ยว่าเป็นประชานิยม เพราะดัชนี KOSPI ในเวลานั้นยังวนเวียนอยู่แถว 2,500 จุด การจะขึ้นไปแตะ 5,000 หมายถึงการเพิ่มขึ้นเท่าตัว

 

วันที่ 22 มกราคม 2026 ดัชนี KOSPI แตะ 5,019 จุดระหว่างวัน ทำได้ภายในเวลาเพียง 7 เดือนครึ่ง พรรครัฐบาลออกแถลงการณ์ในวันเดียวกันว่าจะเดินหน้าเปิดยุค 6000 และ 7000 ต่อไปพร้อมกับประชาชน และเมื่อดัชนีทะลุ 9,000 จุดในเดือนมิถุนายน หัวหน้าพรรคประกาศว่ารัฐบาลชุดนี้ได้เขียนประวัติศาสตร์ใหม่ให้ตลาดทุนเกาหลีภายในเวลา 1 ปี

 

แต่คำพูดที่สะท้อนโครงสร้างแรงจูงใจได้ชัดที่สุดเกิดขึ้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026 ซึ่งเป็น 2 สัปดาห์ก่อนดัชนีทำจุดสูงสุด เมื่อประธานาธิบดีแชร์ข่าวที่ระบุว่าตลาดกระทิงทำให้กองทุนบำนาญแห่งชาติหมดช้าลง 24 ปี พร้อมเขียนข้อความว่า “การทำให้การประเมินมูลค่าหุ้น ซึ่งเป็นสินทรัพย์หลักของสาธารณรัฐเกาหลี กลับสู่ภาวะปกติ คือเครื่องมือที่ดีของการปฏิรูปบำนาญแบบไม่เจ็บปวด”

 

ประโยคนี้สะท้อนว่า ราคาสินทรัพย์กำลังถูกใช้แทนการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง หากดัชนีที่สูงขึ้นทำหน้าที่แทนการขึ้นเงินสมทบบำนาญได้ รัฐก็ย่อมมีเหตุผลที่จะไม่อยากให้มันลง

 

จอน ซองอิน นักเศรษฐศาสตร์ชาวเกาหลีใต้ เขียนคอลัมน์เตือนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 หรือแปดเดือนก่อนตลาดปรับฐาน ว่ารัฐบาลกำลังทุ่มหมดหน้าตักไปกับการดันราคาหุ้น โดยระงับการเก็บภาษีทุกรูปแบบในตลาดหุ้นโดยไม่พิจารณาว่ามีประสิทธิภาพหรือเป็นธรรมหรือไม่

 

เครื่องขยายความเสี่ยงที่รัฐสร้างขึ้น

 

ในมุมหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้อานิสงส์จากกระแส AI ไปเต็มๆ หุ้นอย่าง Samsung และ SK Hynix คือผู้เล่นรายสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยี AI

 

แต่ Single-stock leveraged ETFs ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน ระบบนิเวศ ETF ของเกาหลีใต้ก็ขยายตัวเร็วผิดปกติในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน สินทรัพย์สุทธิรวมของ ETF เกาหลีเพิ่มขึ้น 4 เท่า มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ ETF เพิ่มจาก 6.6 ล้านล้านวอนในเดือนธันวาคม 2025 เป็น 34 ล้านล้านวอน ในเดือนมิถุนายน 2026 หรือราว 5 เท่าในครึ่งปี ปัจจุบัน ETF คิดเป็นราว 30% ของมูลค่าซื้อขายทั้งตลาด และในบรรดา ETF 1,142 กองในเกาหลี ราวหนึ่งในห้าเป็นประเภทเลเวอเรจ

 

ย้อนไปเมื่อเดือนมกราคม 2026 วงการหลักทรัพย์ของเกาหลีใต้มองว่าเงินทุนไหลออกเป็นดอลลาร์รุนแรงเกินไป จากการที่นักลงทุนรายย่อยที่เล่นหุ้นต่างประเทศแห่ซื้อ ETF เลเวอเรจในตลาดต่างประเทศ

 

ครึ่งแรกปี 2025 ETF ต่างประเทศที่คนเกาหลีถือเป็นประเภทเลเวอเรจและอินเวิร์สถึง 43.2% ผลิตภัณฑ์เลเวอเรจ SK Hynix ที่จดทะเบียนในฮ่องกงเคยมีขนาดทะลุ 20 ล้านล้านวอนและใหญ่ที่สุดในโลก ธนาคารกลางเกาหลีเองก็ชี้ว่าเงินไหลออกกลุ่มนี้เป็นสาเหตุหนึ่งของค่าเงินวอนที่อ่อน

 

ประเด็นดังกล่าวถูกนำเข้าสู่การประชุมประจำของคณะกรรมการกำกับดูแลบริการทางการเงิน (FSC) เป็นครั้งแรก หลังจากนั้น Single-stock leveraged ETFs ก็ถูกนำเข้ามาในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ภายในเวลาพิจารณาประมาณ 4 เดือน จนทำให้ อี ชานจิน ผู้ว่าการสำนักงานกำกับดูแลทางการเงิน (FSS) กล่าวในงานแถลงข่าววันที่ 22 มิถุนายน ในขณะที่ดัชนียังใกล้เคียงจุดสูงสุดตลอดกาลอยู่ว่า เขากำลังสำนึกผิดและขวางไม่ให้ผลิตภัณฑ์นี้เข้ามาในตลาดหรือไม่

 

มีการวิเคราะห์กันว่าเหตุผลที่ใช้อนุมัติเป็นเหตุผลเชิงมหภาค ไม่ใช่ประโยชน์ของผู้ลงทุน และเป็นคนละหมวดหมู่กับการปฏิรูปธรรมาภิบาลโดยสิ้นเชิง นโยบาย Value-Up ทำให้บริษัทมีมูลค่ามากขึ้นจริง แต่ ETF เลเวอเรจไม่ได้ทำให้บริษัทมีมูลค่ามากขึ้นแม้แต่วอนเดียว มันแค่ขยายการเปิดรับความเสี่ยงต่อบริษัทเดิม

 

Single-stock leveraged ETFs ดึงดูดให้นักลงทุนรายย่อยในเกาหลีใต้เข้ามาลงทุนคิดเป็นการซื้อสุทธิถึง 14 ล้านล้านวอน คิดเป็นสัดส่วน 92% ของผลิตภัณฑ์นี้ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิประมาณ 2 ล้านล้านวอน ขณะที่อัตราหมุนเวียนซื้อขายต่อวันคิดเป็นถึง 122% สูงกว่า ETF เลเวอเรจปกติราว 4 เท่า

 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อภาพรวมตลาดคือ ดัชนีความผันผวน KOSPI ทะลุระดับสูงสุดของวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว ดัชนีแกว่งเกิน 4% ถึงเก้าวันทำการ อีกด้านหนึ่งของสมการคือแรงขายจากต่างชาติ ครึ่งแรกของปี 2026 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นเกาหลี 148.3 ล้านล้านวอน หรือราว 3.5 ล้านล้านบาท สะท้อนว่ารายย่อยเกาหลีใต้ที่ใช้เงินกู้และผลิตภัณฑ์เลเวอเรจ คือฝ่ายที่รับซื้อหุ้นที่ต่างชาติทยอยขายทำกำไรออกมาตลอดครึ่งปี

 

กู ยุนชอล รมว.คลัง กล่าวเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมว่า “เราตระหนักดีถึงความกังวลว่า ETF เลเวอเรจเพิ่มความผันผวนของตลาด” ก่อนจะออกมาตรการเพิ่มเติม เช่น ขึ้นเงินวางหลักประกันขั้นต่ำเป็นเงินสด 30 ล้านวอน และระงับการจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมห้ามโฆษณา

 

รวมทั้งจำกัดสัดส่วนการถือไม่เกิน 20% ของพอร์ตรวมรายบุคคล เพิ่มต้นทุนการซื้อขาย บังคับใช้ระบบเทรดจำลอง และเตรียมฐานกฎหมายให้แทรกแซงในภาวะฉุกเฉินได้ โดยอ้างอิงกรอบ flexible leverage ของฮ่องกง

 

ประธาน FSC ยังระบุต่อรัฐสภาว่ากำลังพิจารณาจำกัดการเข้าถึงให้เหลือเฉพาะนักลงทุนมืออาชีพ และอาจลดตัวคูณเลเวอเรจลง “เนื่องจาก 2 เท่ามันใหญ่เกินไป การลดลงน่าจะมีผลในแง่การบรรเทาความผันผวน”

 

Nic Puckrin นักวิเคราะห์ cross-asset จาก Coin Bureau ให้ความเห็นกับ Bloomberg ว่ามาตรการเหล่านี้ถูกต้อง “แต่มันสายเกินไปสำหรับคนที่สูญเงินไปแล้ว 80% ของสินทรัพย์” และควรเป็น “อุทาหรณ์สำหรับหน่วยงานกำกับทุกแห่ง โดยเฉพาะที่ดูแลตลาดที่กระจุกตัวสูงมากและมีสัดส่วนรายย่อยสูง”

 

ความเสี่ยงใกล้จบ?

 

บทวิเคราะห์ Korea Equity Strategy ของ JP Morgan ประเมินว่าการลดสถานะของ ETF เลเวอเรจเสร็จสิ้นแล้ว และเฮดจ์ฟันด์ลดการใช้เลเวอเรจไปแล้วราว 90% โดยมองว่าสถานะการลงทุนในเกาหลี “ดูน่าสนใจเมื่อชั่งน้ำหนักโดยรวม”

 

ณัฐชาตให้เห็นสอดคล้องกันว่า ยอดสินเชื่อมาร์จินดิ่งลงเร็วจนกลับไปอยู่ระดับเดือนเมษายน แต่การปรับฐานรุนแรงจะจบลงเมื่อเห็นเลเวอเรจลงมาใกล้ระดับต้นปี

 

“ถ้าระดับการใช้ leverage ลงมา จะเป็นการเคลียร์ภาพทั้งหมด และเป็นการ set zero แต่หุ้นเทคโนโลยีจะกลับมาได้ ต้องเห็นการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจบลง มีความชัดเจนเกิดขึ้น หรืออีกมิติคือสงครามจบลง น้ำมันลดลง 70-80 ดอลลาร์อีกครั้ง”

 

ณัฐชาตกล่าวต่อว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ณ จุดสูงสุด Forward P/E อยู่ที่ประมาณ 8-9 เท่า ก็ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังที่ประมาณ 10 เท่า ปัจจุบัน Forward P/E ลงมาต่ำกว่า 5 เท่า ขณะที่ประมาณการกำไรยังถูกปรับขึ้นต่อเนื่อง จึงมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการปรับฐานครั้งใหญ่ มากกว่าจะเป็นฟองสบู่แตก ซึ่งเป็นธรรมชาติของตลาดที่ขึ้นมา 80-90%

 

ด้าน กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า สัญญาณบวกอย่างหนึ่งในเชิงปัจจัยพื้นฐานคือ ผลประกอบการไตรมาส 2 ของ Samsung ที่มีกำไรจากการดำเนินงาน 89.5 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้นราว 19 เท่าจากปีก่อน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 88.13 ล้านล้านวอน อัตรากำไรขั้นต้นขึ้นไปที่ 69.6% จาก 61.2%

 

สิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นเกาหลีใต้อาจไม่ใช่บทเรียนว่ารัฐไม่ควรยุ่งกับตลาดทุน ตรงกันข้าม การปฏิรูปธรรมาภิบาลที่ทำมาตั้งแต่ปี 2024 ได้ผลจริง วัดได้จากผลตอบแทนของบริษัทในดัชนี Korea Value-Up ที่สูงกว่า KOSPI 200 ถึง 17% และแม้ดัชนีจะร่วง 40% ใน 1 เดือน ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวกราว 30% นับจากต้นปี และยังเป็นหนึ่งในตลาดหลักที่ทำผลงานดีที่สุดในโลกในปีนี้

 

ความเสียหายไม่ได้กระจายเท่ากัน คนที่ถือมาตั้งแต่ต้นปียังกำไร คนที่เข้ามาในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนพร้อมเลเวอเรจคือคนที่เจ็บ และนั่นคือสิ่งที่นักลงทุนต้องระมัดระวังอยู่เสมอกับการลงทุนที่กำลังขยายความเสี่ยงให้เพิ่มขึ้น

 

อ้างอิง:

 

The post หุ้นเกาหลีใต้ร่วง 40% ใน 40 วัน บทเรียน 3,100 ล้านล้านวอน เมื่อรัฐผลิตความเสี่ยงด้วย Single-stock leveraged ETFs appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเทคฯ เอเชียดิ่งยกแผง! SK Hynix นำทีมร่วง แม้กำไรพุ่ง 557% แต่ยังต่ำกว่าคาด นักวิเคราะห์ชี้ตลาดกำลังล้าง ‘ฟองสบู่’ AI https://thestandard.co/asia-tech-stocks-ai-bubble/ Wed, 29 Jul 2026 05:18:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1236072

ตลาดหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ในภูมิภาคเอเชียเผชิญ […]

The post หุ้นเทคฯ เอเชียดิ่งยกแผง! SK Hynix นำทีมร่วง แม้กำไรพุ่ง 557% แต่ยังต่ำกว่าคาด นักวิเคราะห์ชี้ตลาดกำลังล้าง ‘ฟองสบู่’ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ในภูมิภาคเอเชียเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในวันนี้ (29 กรกฎาคม) ในทิศทางเดียวกันกับหุ้นชิปของสหรัฐฯ ในคืนก่อนหน้า โดยมีชนวนสำคัญมาจากผลประกอบการของหุ้นชิปความจำยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ อย่าง SK Hynix ที่แม้จะทำกำไรและรายได้เติบโตกว่า 500% แต่ตัวเลขยังไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความคาดหวังที่พุ่งสูงลิ่วของนักลงทุนในกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

SK Hynix โตทะลุฟ้า แต่ยังไม่ชนะคาดหวังมหาชน

 

SK Hynix รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 โดยมีรายได้พุ่งขึ้นถึง 257% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แแตะระดับ 79.32 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 1.83 ล้านล้านบาท ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานทะยานขึ้นเกือบ 557% แตะ 60.54 ล้านล้านวอน หรือราว 1.39 ล้านล้านบาท ส่งผลให้รายได้สะสมครึ่งปีแรกทะลุ 100 ล้านล้านวอนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์บริษัท สะท้อนถึงอุปสงค์ AI ที่แข็งแกร่งอย่างมาก

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังคงพลาดเป้าเมื่อเทียบกับประมาณการ LSEG SmartEstimates ที่คาดการณ์รายได้ไว้ที่ 84 ล้านล้านวอน และกำไรจากการดำเนินงานที่ 64 ล้านล้านวอน ส่งผลให้ราคาหุ้น SK Hynix ดิ่งลงรุนแรงมากกว่า 10%

 

จอช กิลเบิร์ต นักวิเคราะห์อาวุโสจาก eToro ชี้ว่า อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ของ SK Hynix ที่สูงถึง 83% แสดงให้เห็นว่าบริษัทยังคงมีอำนาจในการกำหนดราคาที่แข็งแกร่ง “สภาวะแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในตลาดที่อุปสงค์แห้งเหือด แต่มันเกิดขึ้นในตลาดที่ลูกค้ากำลังแย่งชิงอุปทานกันอย่างหนัก”

 

SK Hynix ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปความจำให้แก่มหาอำนาจเทคโนโลยีรวมถึง Nvidia ผ่านดีลระยะยาวมูลค่ากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ เปิดเผยว่า ได้เริ่มจัดส่งชิป HBM4 ล็อตใหญ่ในไตรมาส 2 เพื่อเร่งการผลิตในครึ่งปีหลัง และได้ส่งมอบตัวอย่าง HBM4E ไปแล้วในครึ่งปีแรก พร้อมวางแผนงบลงทุน (CapEx) ปีนี้ในระดับเกือบ 50 ล้านล้านวอน

 

โดมิโนเทขายลามทั่วเอเชียและวอลล์สตรีท

 

ความผิดหวังจาก SK Hynix ได้ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังหุ้นเทคโนโลยีทั่วภูมิภาคเอเชีย อย่างในเกาหลีใต้ หุ้น Samsung Electronics ร่วงลงมากกว่า 4%, LG Innotek ดิ่งลง 9% และ Seoul Semiconductor ลดลงกว่า 6%

 

ในญี่ปุ่น หุ้น Kioxia ผู้ผลิตชิปความจำร่วงลง 10%, Tokyo Electron ลดลง 8.5% ขณะที่ SoftBank Group ซึ่งเป็นตัวแทนการลงทุน AI หลักผ่านการถือหุ้นใน Arm ร่วงลงไปมากกว่า 7%

 

ในไต้หวัน หุ้น TSMC ผู้ผลิตชิปสัญญาจ้างรายใหญ่ที่สุดของโลก ปรับตัวลดลง 1.32%

 

ในจีน ดัชนี ChiNext 300 ปรับตัวลง 1.83% ส่วนดัชนี Hang Seng China Semiconductor Chips ดิ่งลงมากกว่า 5%

 

ส่วนในไทยวันนี้เป็นวันหยุดทำการของตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ราคาหุ้น DELTA ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม AI ก็ปรับตัวลง 7.17% ทำให้ราคาหุ้นย่อตัวลงมาแล้วกว่า 23% ใน 1 เดือนที่ผ่านมา

 

ส่วนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในคืนก่อนหน้า หุ้นชิปเผชิญแรงเทขายถ้วนหน้า โดย Intel ร่วงเกือบ 6%, AMD ลดลง 8%, Micron และ Seagate ลดลงกว่า 8%, Western Digital ร่วงเกือบ 7% และ Sandisk ดิ่งลงถึง 14% ขณะที่หุ้น Nvidia ดิ่งลงในช่วงเปิดตลาดก่อนจะประคองตัวกลับมาปิดเสมอตัว

 

อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มอินเทอร์เน็ตของจีนที่จดทะเบียนในฮ่องกงกลับสามารถสวนทางตลาดภาพรวมได้ โดย Tencent บวก 3.6%, Meituan บวก 2.7% รวมถึง Alibaba, Baidu และ Kuaishou ต่างปิดในแดนบวก

 

ฟองสบู่หุ้น AI กำลังถูกล้าง

 

คีรอน ปูน ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนหุ้นเอเชียจาก Aberdeen Investments ระบุว่า ความอ่อนแอของหุ้นชิปเอเชียเกิดจาก “กระบวนการลดเลเวอเรจ (Deleveraging) ในเกาหลีใต้ และบรรยากาศการลงทุนที่อ่อนตัวลงต่อหุ้นเทคโนโลยีโลก” แต่ยืนยันว่าความผันผวนนี้ไม่ได้เปลี่ยนมุมมองเชิงบวกในระยะยาว พร้อมมองว่าการปรับฐานช่วยให้ราคาหุ้นย้อนกลับมาอยู่ในระดับที่ดึงดูดใจ และเปิดโอกาสให้เข้าซื้อธุรกิจคุณภาพสูงในราคาที่สมเหตุสมผล

 

ขณะที่ เดวิด ไรเดล ผู้ก่อตั้ง Riedel Research Group ให้ความเห็นกับ CNBC ว่า การร่วงลงของหุ้นชิป AI เป็นเพียงการที่นักลงทุน “ระบายความร้อนและฟองสบู่ส่วนเกินในตลาด AI ออกมาบางส่วน” แม้ความกังวลเรื่องการระดมทุน AI และการแข่งขันจากจีนจะกดดันตลาด แต่เขายืนยันว่าโครงสร้างตลาดยังคงแข็งแกร่ง และผู้ผลิตชิปความจำจะยังคงไปได้สวย เพียงแต่ต้องยอมคืนกำไรที่เคยพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วออกมาก่อนเท่านั้น

 

อ้างอิง:

The post หุ้นเทคฯ เอเชียดิ่งยกแผง! SK Hynix นำทีมร่วง แม้กำไรพุ่ง 557% แต่ยังต่ำกว่าคาด นักวิเคราะห์ชี้ตลาดกำลังล้าง ‘ฟองสบู่’ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
CXMT ยักษ์ชิปจีนสร้างประวัติศาสตร์ IPO ไอพีโอพุ่ง 472% วันแรก มาร์เก็ตแคปทะลุ 3.3 ล้านล้านหยวน https://thestandard.co/cxmt-china-chip-ipo-surge/ Mon, 27 Jul 2026 05:22:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1235499 ภาพอาคารสำนักงาน CXMT ในเซี่ยงไฮ้

CXMT ค่ายชิปหน่วยความจำยักษ์ใหญ่ของจีน สร้างแรงสะเทือนท […]

The post CXMT ยักษ์ชิปจีนสร้างประวัติศาสตร์ IPO ไอพีโอพุ่ง 472% วันแรก มาร์เก็ตแคปทะลุ 3.3 ล้านล้านหยวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารสำนักงาน CXMT ในเซี่ยงไฮ้

CXMT ค่ายชิปหน่วยความจำยักษ์ใหญ่ของจีน สร้างแรงสะเทือนทั่วตลาดการเงินโลก หลังนำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาด Shanghai STAR Market พุ่งทะยานถึง 472% หนุนมูลค่าบริษัทแตะ 3.3 ล้านล้านหยวน หลังระดมทุนใน IPO ใหญ่ที่สุดแห่งปีของเอเชีย สะท้อนแรงหนุนมหาศาลจากทั้งนักลงทุนรายย่อยและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเทคโนโลยีของปักกิ่ง

 

 

ราคาหุ้นของ CXMT Corp. (ChangXin Memory Technologies) ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำยักษ์ใหญ่ของจีน เปิดการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (STAR Market) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ด้วยการพุ่งขึ้นทันทีถึง 472% ส่งผลให้บริษัทขึ้นแท่นเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดหุ้นจีน onshore ทันที

 

ความร้อนแรงในการลงสนามวันแรก เกิดขึ้นหลังจากที่ CXMT สามารถระดมทุนจากการทำ IPO ได้สูงถึง 6.66 แสนล้านหยวน (ราว 9,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งนับเป็นการเสนอขายหุ้น IPO ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นจีน เป็นรองเพียงการเสนอขายหุ้นมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ของ Agricultural Bank of China เมื่อปี 2010 เท่านั้น

 

ราคาหุ้น IPO ของ CXMT ที่กำหนดไว้ที่ 8.66 หยวน ทะยานขึ้นไปแตะระดับ 49.50 หยวน ณ ราคาเปิด ส่งผลให้มูลค่าบริษัท (Market Capitalization) พุ่งขึ้นสู่ระดับ 3.3 ล้านล้านหยวน

 

เบอร์ 4 ตลาด DRAM โลก หวังพึ่งพาตนเองสู้วิกฤต AI

 

CXMT ถือเป็น ‘แชมป์เทคโนโลยีแห่งชาติ’ และเป็นผู้ผลิตชิป DRAM (Dynamic Random-Access Memory) รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก โดยมีส่วนแบ่งในตลาด DRAM โลกอยู่ที่ 7.67% ณ ไตรมาส 4 ของปี 2025

 

ชิปชนิดนี้คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุปกรณ์ตั้งแต่สมาร์ทโฟน ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ประมวลผล AI ขนาดใหญ่

 

การเติบโตอย่างรวดเร็วของ CXMT กลายเป็นความหวังสูงสุดของรัฐบาลจีนในการลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์ต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่ม High-Bandwidth Memory (HBM) ซึ่งเป็นชิปหน่วยความจำขั้นสูงที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับศูนย์ข้อมูล AI

 

เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทระบุว่าจะนำไปใช้ในการขยายกำลังการผลิต Memory Wafer แบบมวลชน (Mass Production) รวมถึงการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีให้ทัดเทียมคู่แข่งระดับโลกอย่าง Samsung Electronics, SK Hynix และ Micron Technology

 

ยอดจองร้อยเท่า และตัวเลขนำโชค 6 และ 8

 

มุมมองเชิงบวกที่มีต่อหุ้น CXMT นั้น สะท้อนผ่านยอดจองซื้อของนักลงทุนรายย่อยที่เกินจำนวนเสนอขาย (Oversubscribed) สูงถึง 212 เท่า โดยมีคำสั่งซื้อจากนักลงทุนบุคคลรวมกันกว่า 9.4 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7.07 ล้านล้านหยวน ซึ่งมากกว่ายอดคำสั่งซื้อของนักลงทุนรายย่อยใน IPO ประวัติศาสตร์ของ SpaceX ถึงประมาณ 10 เท่า

 

นอกจากนี้ การกำหนดราคา IPO และจำนวนหุ้นของ CXMT ที่ลงท้ายด้วยเลข 6 และเลข 8 ซึ่งเป็นเลขมงคลตามความเชื่อของจีนที่สื่อถึงความมั่งคั่งและความราบรื่น ยังสะท้อนถึงความตั้งใจและความสำคัญของดีลนี้ ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความทะเยอทะยานด้านเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศจีน

 

ผลประกอบการพลิกจากขาดทุนสู่กำไรมหาศาล

 

ผลการดำเนินงานของ CXMT เติบโตอย่างก้าวกระโดดตามรอบการฟื้นตัวและราคาชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้น โดยในไตรมาสแรกของปี 2026 บริษัทพลิกกลับมากำไรจากการดำเนินงานสูงถึง 3.54 หมื่นล้านหยวน จากที่เคยขาดทุน 2.83 พันล้านหยวนในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

 

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีรายงานข่าวลือหนาหูว่า Apple ได้เริ่มทดสอบนำชิป DRAM ของ CXMT ไปใช้งานในอุปกรณ์ที่วางจำหน่ายภายในประเทศจีนแล้ว ซึ่งยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

 

นักวิเคราะห์จาก Huaxi Securities มองข้ามช็อต โดยประเมินว่ามูลค่าตลาดของ CXMT อาจเติบโตไปถึง 5 ล้านล้านหยวน โดยคาดการณ์ว่ารายได้ของบริษัทจะโตเกินสองเท่าแตะ 5.72 แสนล้านหยวนภายในปี 2028 ขณะที่กำไรสุทธิอาจสูงถึง 2.9 แสนล้านหยวน

 

จุดเริ่มต้นรอบใหม่ของเทคโนโลยีจีน

 

แม้ว่าการเข้าตลาดของหุ้นขนาดใหญ่ในอดีตของจีน มักจะตามมาด้วยแรงเทขายในภาพรวมของตลาด แต่บรรดานักลงทุนรายใหญ่และผู้จัดการกองทุนยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ CXMT ในระยะยาว

 

“ไม่เหมือนกับ Mega IPO หลายๆ ตัวในอดีต CXMT ยังไม่ได้โตจนชนเพดาน ทั้งในแง่ของเทคโนโลยีหรือส่วนแบ่งทางการตลาด บริษัทนี้ยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกมหาศาล” เซิง จี๋ฉิง (Zeng Jiqing) ผู้จัดการกองทุนจาก Beijing Nuohua Investment Management กล่าว

 

ความสำเร็จในการเข้าตลาดของ CXMT ยังถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวกที่อาจช่วยจุดชนวนความคึกคักให้กับบริษัทเทคโนโลยีจีนรายอื่นๆ ที่รอคิวเข้า IPO ไม่ว่าจะเป็น YMTC (Yangtze Memory Technologies) ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ NAND, Kunlunxin บริษัทออกแบบชิปของ Baidu รวมถึงสตาร์ทอัพ AI ร้อนแรงอย่าง DeepSeek ที่มีข่าวลือว่าอาจยื่นจดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นภายในปีนี้เช่นกัน

 

ภาพ: NurPhoto / Contributor / Getty Images

อ้างอิง:

 

The post CXMT ยักษ์ชิปจีนสร้างประวัติศาสตร์ IPO ไอพีโอพุ่ง 472% วันแรก มาร์เก็ตแคปทะลุ 3.3 ล้านล้านหยวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกสถานการณ์ ชิป AI ขาดแคลน ทำไมอุปกรณ์ไอทีแพงขึ้น ธุรกิจรับมืออย่างไร https://thestandard.co/ai-chip-shortage-it-prices-business/ Fri, 24 Jul 2026 09:17:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1234650 ภาพประกอบแสดงแผงวงจรและชิปคอมพิวเตอร์ สื่อถึงสถานการณ์ชิป AI ขาดแคลนและราคาอุปกรณ์ไอทีที่สูงขึ้น

บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำแย่งกันจองชิปหน่วยความจำความเร็วสู […]

The post เจาะลึกสถานการณ์ ชิป AI ขาดแคลน ทำไมอุปกรณ์ไอทีแพงขึ้น ธุรกิจรับมืออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแผงวงจรและชิปคอมพิวเตอร์ สื่อถึงสถานการณ์ชิป AI ขาดแคลนและราคาอุปกรณ์ไอทีที่สูงขึ้น

บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำแย่งกันจองชิปหน่วยความจำความเร็วสูงล่วงหน้าจน Micron ประกาศของหมดเกลี้ยงในปี 2026 เพราะระบบประมวลผลรุ่นใหม่ต้องการท่อส่งข้อมูลขนาดใหญ่ ส่งผลให้ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และมือถือทั่วไปตึงตัว คนทำงานจึงต้องเจออุปกรณ์ไอทีราคาแพงขึ้น

 

🟡 วิกฤตชิป AI ขาดแคลน ดันราคาคอมมือถือพุ่งขึ้นได้อย่างไร

 

ระบบประมวลผลของเอไอต้องการของสำคัญสองอย่างคือ สมองกลที่คิดคำนวณได้เร็ว กับ ท่อส่งข้อมูลที่ป้อนเข้าสมองกลได้ทัน บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอย่าง Micron ออกมาระบุว่าท่อส่งข้อมูลความเร็วสูงหรือชิป HBM ถูกสั่งจองล่วงหน้าเต็มยาวไปตลอดทั้งปี ขณะที่ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง SK Hynix ประเมินว่าตลาดอาจเผชิญภาวะตึงตัวรุนแรงในปี 2027 และความต้องการจะยังคงสูงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2030

 

เมื่อค่ายผู้ผลิตชิปชั้นนำอย่าง Samsung และ SK Hynix ต้องตอบสนองความต้องการท่อส่งข้อมูลสำหรับเอไอที่มีปริมาณมหาศาล พื้นที่โรงงานและเครื่องจักรที่มีจำกัดจึงถูกดึงไปใช้ฝั่งนั้นมากขึ้น ส่งผลกระทบมาถึงชิปหน่วยความจำแบบทั่วไปอย่าง DRAM และ NAND ที่ใช้ในสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ทำงาน

 

สถานการณ์นี้เปรียบเหมือนโรงงานเย็บผ้าที่เคยตัดเสื้อเชิ้ตทั่วไป วันหนึ่งมีลูกค้ารายใหญ่มาสั่งตัดเสื้อแจ็กเก็ตพรีเมียมในราคาแพง โรงงานจึงแบ่งช่างไปทำเสื้อแจ็กเก็ตเป็นหลัก เสื้อเชิ้ตทั่วไปในตลาดจึงลดน้อยลงและมีราคาแพงขึ้น

 

🟡 วิเคราะห์ดีมานด์ AI ของจริงเทียบกับความกลัวตุนของ

 

ปรากฏการณ์ที่ตลาดยอดสั่งซื้อชิปหน่วยความจำเต็มล่วงหน้า เกิดจากการที่ลูกค้ารายใหญ่ทำสัญญาล็อกปริมาณสินค้าล่วงหน้าในรูปแบบ Take-or-Pay หรือการการันตีว่าจะชำระเงินตามเงื่อนไขเพื่อจองของไว้ก่อน สัญญานี้ช่วยให้โรงงานมั่นใจในการลงทุน แต่ในมุมของคนทำงานและผู้นำองค์กร เราต้องตั้งคำถามลึกลงไปว่าความต้องการที่เห็นเป็นของจริงมากแค่ไหน

 

ประเด็นสำคัญคือ ยอดการสั่งจองล่วงหน้าที่พุ่งสูง เกิดจากปริมาณคนที่เข้ามาใช้งานเอไอและสร้างรายได้กลับมาจริงๆ หรือเกิดจากความตื่นตระหนกกลัวสินค้าขาดแคลนในอนาคตจนต้องเร่งซื้อตุนไว้ การประกาศแผนงานหรือยอดลงทะเบียนไม่ได้แปลว่าจะเกิดการใช้งานจริงที่คุ้มทุนเสมอไป

 

การมองให้ออกระหว่างพฤติกรรมลูกค้าที่ใช้งานจริง กับความกลัวตกขบวนของตลาด จะช่วยให้องค์กรวางแผนงบประมาณได้อย่างปลอดภัย ไม่เผลอลงทุนตามกระแสความตื่นตระหนกที่อาจลดลงในอนาคต

 

🟡 เทรนด์คอขวดเทคโนโลยีใหม่และปัญหาพลังงานไฟฟ้า

 

ข้อคิดสำคัญจากเรื่องนี้คือ จุดติดขัดหรือคอขวดของเทคโนโลยีไม่ได้หายไปไหน แต่มันแค่ย้ายตำแหน่งไปเรื่อยๆ ยุคแรกๆ โลกติดปัญหาเรื่องสมองกลประมวลผลช้า พอพัฒนาสมองกลให้เร็วขึ้นได้ ปัญหาก็ย้ายมาที่ท่อส่งข้อมูลอย่างชิปหน่วยความจำ HBM

 

พอโรงงานเพิ่มกำลังผลิตท่อส่งข้อมูลได้ จุดติดขัดถัดไปก็จะขยับไปที่เทคโนโลยีการประกอบชิป ระบบระบายความร้อน และขยับไปสู่ปัญหาการแย่งชิงพลังงานไฟฟ้าที่ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้เดินเครื่อง

 

เพื่อการเตรียมพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง ชวนทุกคนติดตาม 3 สัญญาณสำคัญอย่างใกล้ชิด

 

🔸 ติดตามกำลังการผลิตชิปหน่วยความจำว่าเพิ่มขึ้นทันความต้องการใช้งานจริงหรือไม่

 

🔸 ประเมินว่าบริการเอไอในตลาดเริ่มสร้างรายได้กลับมาคุ้มค่าการลงทุนแล้วหรือยัง

 

🔸 เฝ้าระวังจุดติดขัดใหม่ของระบบตั้งแต่เทคโนโลยีการประกอบชิปไปจนถึงพลังงานไฟฟ้า

 

การเข้าใจภาพใหญ่ของเทคโนโลยีไม่ได้ยากเกินความสามารถของคนทำงานทั่วไป การมองเห็นแรงกระเพื่อมข้ามอุตสาหกรรมจะช่วยให้พวกเราวางแผนงบประมาณและรับมือความเปลี่ยนแปลงได้รัดกุมขึ้น การเตรียมตัวล่วงหน้าเสมอคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

The post เจาะลึกสถานการณ์ ชิป AI ขาดแคลน ทำไมอุปกรณ์ไอทีแพงขึ้น ธุรกิจรับมืออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเกาหลีใต้เข้าสู่ ‘ตลาดหมี’ ร่วงเกือบ 30% ใน 3 สัปดาห์ สวนทางมูลค่าที่ลงมาถูกกว่าวิกฤตปี 2008 https://thestandard.co/south-korea-stock-bear-market-cheap/ Mon, 13 Jul 2026 09:12:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1230150 ภาพหมีกรงเล็บกำลังฉุดกราฟหุ้นลง โดยมีธงชาติเกาหลีใต้เป็นฉากหลัง สื่อถึงตลาดหุ้นเกาหลีใต้เข้าสู่ตลาดหมี

ภายในเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ได้ชื่อว่ […]

The post หุ้นเกาหลีใต้เข้าสู่ ‘ตลาดหมี’ ร่วงเกือบ 30% ใน 3 สัปดาห์ สวนทางมูลค่าที่ลงมาถูกกว่าวิกฤตปี 2008 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหมีกรงเล็บกำลังฉุดกราฟหุ้นลง โดยมีธงชาติเกาหลีใต้เป็นฉากหลัง สื่อถึงตลาดหุ้นเกาหลีใต้เข้าสู่ตลาดหมี

ภายในเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ได้ชื่อว่าเป็นตลาดหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในโลกตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงกว่า 27% จากจุดสูงสุด ซึ่งตามนิยามทางเทคนิค (ราคาลดลงเกิน 20% จากจุดสูงสุด) ถือเป็นการเข้าสู่ตลาดหมี (Bear Market) อย่างเป็นทางการ และเป็นจุดที่เทรนด์ขาขึ้นอันร้อนแรงอาจสะดุดลงชั่วคราว หรืออาจสิ้นสุดลงแล้ว

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ตลอดช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ดัชนี KOSPI ซึ่งเป็นดัชนีตัวแทนของหุ้นเกาหลีใต้พุ่งขึ้นราว 4 เท่า นำโดยสองหุ้นหลักอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลก ซึ่งเคยมีมูลค่ารวมกันคิดเป็นเกือบ 60% ของมูลค่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้ทั้งหมด และเมื่อหุ้นทั้งสองตัวถูกเทขาย ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ทั้งตลาดจึงถูกฉุดลงตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ล่าสุด (13 กรกฎาคม) ดัชนี KOSPI ติดลบเกือบ 10% ภายในวันเดียว ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลงมาแล้วกว่า 27% จากจุดสูงสุดที่ 9,385.59 จุด เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) เป็นครั้งที่ 6 ของปีนี้ หลังดัชนีร่วงลงกว่า 8% ระหว่างวัน คิดเป็นครึ่งหนึ่งของจำนวนครั้งที่มีการใช้ Circuit Breaker ทั้งหมดนับตั้งแต่ปี 2000

 

AI Trade ที่กระจุกตัวเกินไป จุดเปราะบางของตลาดที่ร้อนแรงที่สุดในโลก

 

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า การพลิกกลับอย่างรวดเร็วของดัชนี KOSPI จากตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลก สู่ตลาดหมีที่ให้ผลตอบแทนเกือบจะแย่ที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นจุดอ่อนสำคัญของการปรับขึ้นรอบนี้ นั่นคือการพึ่งพาธีม AI อย่างหนักเกินไป ประกอบกับการกระจุกตัวของตลาดในระดับสุดขั้ว คือแรงขับเคลื่อนหลักของการเทขายรอบนี้

 

Jung In Yun ผู้ก่อตั้ง Fibonacci Asset Management Global มองว่า การปรับฐานรอบนี้เกิดจากการปรับสถานะการลงทุนมากกว่าความอ่อนแอของปัจจัยพื้นฐาน เพราะหุ้นเกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งใน ‘AI Trade’ ที่แออัดที่สุดในโลกหลังจากปรับขึ้นอย่างร้อนแรง จึงไม่ต้องอาศัยแรงกระตุ้นมากนักในการจุดชนวนแรงขายทำกำไร พร้อมมองว่านี่คือการรีเซ็ตที่ดีต่อตลาด มากกว่าการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มในเชิงพื้นฐาน

 

ขณะที่ Peter Kim นักกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกจาก KB Financial Group ชี้ว่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนพฤติกรรมของตลาดยุคใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสข่าวและแฟชั่นการลงทุนมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน โดยเงินลงทุนรายย่อย, ETF แบบใช้เลเวอเรจ และการกระจุกตัวในธีม AI ทำให้ความผันผวนระดับ 5-10% ต่อวันกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น สอดคล้องกับดัชนีความผันผวนของ KOSPI ที่พุ่งขึ้นกว่า 200% นับตั้งแต่ต้นปี

 

Leveraged ETF ตัวเร่งความผันผวน ครองการซื้อขายกว่า 70% ของทั้งตลาด

 

รายงานจาก Bloomberg เปิดเผยว่า กระแสความคลั่งไคล้ของนักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ต่อ ETF แบบใช้เลเวอเรจ ซึ่งให้ผลตอบแทน 2 เท่าของราคาหุ้น Samsung และ SK Hynix รายวัน ที่เพิ่งเปิดซื้อขายเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ทำให้มูลค่าการซื้อขายของหุ้นสองตัวนี้รวมกับ ETF ดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งตลาดที่มีขนาด 4.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 142 ล้านล้านบาท และเคยพุ่งขึ้นไปแตะ 84% ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน จากระดับ 31% ก่อนที่ ETF เหล่านี้จะเข้าจดทะเบียน

 

Ian Samson ผู้จัดการกองทุนจาก Fidelity International อธิบายกลไกที่ทำให้ความผันผวนทวีความรุนแรงว่า โดยธรรมชาติของ Leveraged ETF ผู้ออกผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องซื้อหุ้นอ้างอิงเพิ่มขึ้นอีกเมื่อราคาปรับขึ้น และขายเพิ่มขึ้นอีกเมื่อราคาปรับลง เพื่อรักษาอัตราเลเวอเรจให้คงที่ ความผันผวนจากนักลงทุนรายย่อยและผลิตภัณฑ์เลเวอเรจใหม่ๆ จึงยิ่งซ้ำเติมความผันผวนที่มีอยู่แล้วจากความไม่แน่นอนเชิงพื้นฐานของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เกาหลีใต้

 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานกำกับดูแลที่อนุญาตให้ผลิตภัณฑ์เสี่ยงสูงเหล่านี้เข้าจดทะเบียน ถึงขั้นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านรายหนึ่งเรียกร้องให้ถอดถอนออกจากตลาด ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงินสูงสุดของเกาหลีใต้เองก็ออกมาแสดงความเสียใจต่อผลข้างเคียงเชิงลบที่เกิดขึ้น ทั้งที่เจตนาเดิมของการอนุมัติผลิตภัณฑ์เหล่านี้คือการดึงเงินรายย่อยกลับจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ และช่วยพยุงค่าเงินวอน

 

ตำราบอกว่าตลาดหมี แต่พื้นฐานอาจกำลังสะท้อนโอกาส

 

กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า หากยึดตามตำรา ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้เข้าสู่ตลาดหมีแล้วจริง แต่ต้องเข้าใจบริบทว่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้มีการใช้เลเวอเรจสูง และนักลงทุนรุ่นใหม่มีเทรนด์ ‘All in’ ในหุ้น Samsung และ SK Hynix ทำให้ความผันผวนสูงมากเป็นพิเศษ อีกทั้งแรงขายส่วนหนึ่งในรอบนี้เป็นการถูกบังคับขาย (Force Sell) ไม่ใช่การขายตามปัจจัยพื้นฐาน

 

“ตอนนี้ KOSPI มี P/E 6.5 เท่า ถูกที่สุดในประวัติการณ์ เพราะราคาที่ปรับลดลงมา ขณะที่แนวโน้มกำไรแข็งแกร่งอย่างมีนัยสำคัญจากความต้องการชิป High-Bandwidth Memory (HBM) จริงๆ แล้วนี่เป็นโอกาสในการสะสม ถ้ามันลงเพราะภูมิรัฐศาสตร์หรือปัจจัยแวดล้อม ทุกจังหวะการลงเป็นการซื้อสะสม แต่ไม่ซื้อไม้เดียว เพราะอาจจะลงต่อได้อีก” กรรณ์กล่าว

 

กรรณ์ยังบอกอีกว่า ตัวเลขการส่งออกของเกาหลีใต้ในช่วง 10 วันแรกของเดือนกรกฎาคมทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้แรงหนุนจากชิป HBM ซึ่งบ่งชี้ว่ากำไรไตรมาส 3 น่าจะยังเติบโตต่อเนื่อง “ตราบใดที่เห็นตัวเลขการส่งออกยังดีเช่นนี้ ก็น่าเสี่ยงซื้อทุกการปรับฐาน”

 

ด้าน ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ให้ข้อมูลเสริมในมิติของกระแสเงินทุน (Fund Flow) ว่า นับตั้งแต่ต้นปีนี้ เงินทุนต่างชาติไหลออกจากหุ้นเกาหลีใต้แล้วราว 1.01 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.4 ล้านล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่ไหลออกเพียง 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.5 แสนล้านบาท โดยปัจจัยกดดันสำคัญคือค่าเงินวอนที่อ่อนค่าลง 3.4% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จากปีก่อนที่ทรงตัว

 

อย่างไรก็ตาม ณัฐชาตชี้ให้เห็นโครงสร้างที่ต่างจากตลาดหุ้นไทยว่า นักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นเกาหลีใต้ในสัดส่วนราว 40% ต่ำกว่าไทยที่ราว 50% เท่ากับว่าหุ้นเกาหลีใต้พึ่งพานักลงทุนในประเทศมากกว่า และตลอดช่วงขาขึ้นที่ผ่านมา ตลาดปรับขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยแรงซื้อต่างชาติ แต่ในเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนทั้งในและนอกประเทศต่างเทขายพร้อมกัน

 

“หุ้นเกาหลีใต้ไม่ได้ย่อตัวเพราะพื้นฐาน ไม่ว่าจะดูจากประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์ที่ยังเป็นเทรนด์ขาขึ้นชัดเจน และ guidance ที่ยังดีต่อเนื่อง ทั้งหุ้นเกาหลีใต้และหุ้นไต้หวัน ไม่มีอะไรเป็นเชิงลบในเชิงพื้นฐาน” ณัฐชาตกล่าว

 

2 ปัจจัยมหภาคจุดชนวนแรงขาย ‘ภูมิรัฐศาสตร์ – ดอกเบี้ยเกาหลีใต้’

 

ณัฐชาตวิเคราะห์ว่า การปรับฐานรอบนี้มาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่

 

ปัจจัยแรก ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ซึ่งก่อนหน้านี้นักลงทุนแทบไม่ได้ให้น้ำหนัก แต่เมื่อความตึงเครียดกลับมา ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง สะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ รุ่นอายุสั้นที่ทะลุจุดสูงสุดเดิม เป็นภาพคล้ายกับช่วงแรกหลังเกิดสงครามที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ซึ่งหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมักถูกเทขายออกมาก่อนเป็นกลุ่มแรก

 

ปัจจัยที่สอง ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ที่เตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกของวัฏจักร หลังจากตรึงดอกเบี้ยมาอย่างยาวนาน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2021

 

“สุดท้ายตอนนี้ตลาดกำลังย่อยหรือ price in ปัจจัยมหภาคเข้าไปในราคา บทสรุปจะอยู่ที่กำไรไตรมาส 2 ที่กำลังจะทยอยประกาศออกมา ถ้าไม่มีเซอร์ไพรส์เชิงลบและไม่มีการปรับลดประมาณการ ตลาดก็จะกลับสู่พื้นฐาน” ณัฐชาตกล่าว

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในภาวะเช่นนี้ ณัฐชาตแนะนำว่า เมื่อ valuation อยู่ในระดับต่ำมากแต่ตลาดผันผวนสูง วิธีที่ง่ายที่สุดคือการทยอยลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (DCA) เพราะแต้มต่อของนักลงทุนมีสูงมาก โดยความไม่แน่นอนเหลือเพียงว่าราคาปัจจุบัน ‘ถูกมาก’ หรือ ‘ถูกน้อย’ เท่านั้น พร้อมเทียบเคียงกับกรณีหุ้นเวียดนามและหุ้นจีนที่เคยปรับฐานรุนแรง แต่เมื่อปัจจัยกดดันคลี่คลาย ราคาหุ้นก็กลับสู่พื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว

 

ถูกสุดในประวัติศาสตร์ ถูกกว่าวิกฤตปี 2008

 

ข้อมูลจาก Bloomberg ตอกย้ำภาพความถูกของหุ้นเกาหลีใต้ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยแม้ดัชนี KOSPI จะปรับขึ้นอย่างร้อนแรง แต่การปรับเพิ่มประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์กลับเร็วยิ่งกว่า ผลคือดัชนีซื้อขายที่ Forward P/E เพียงราว 6.4 เท่า ต่ำกว่าแม้กระทั่งระดับที่เคยเห็นในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008 และคิดเป็นเพียง 1 ใน 3 ของ P/E ตลาดหุ้นไต้หวัน (Taiex) ซึ่งเป็นตลาดที่มีน้ำหนักหุ้นชิปสูงเช่นเดียวกัน

 

ความพิเศษของขาขึ้นรอบนี้คือ ต่างจากตลาดกระทิงทั่วไปที่นักลงทุนยอมจ่ายแพงขึ้น (Multiple Expansion) แต่ขาขึ้นของเกาหลีใต้ถูกขับเคลื่อนด้วยกำไรที่เติบโตเหนือความคาดหมาย โดยประมาณการกำไรของบริษัทใน KOSPI ถูกปรับขึ้นต่อเนื่อง 17 เดือนติดต่อกัน ยาวนานที่สุดในรอบกว่า 9 ปี ขณะที่ประมาณการกำไรต่อหุ้นล่วงหน้า (Forward EPS) ของดัชนีเพิ่มขึ้นราว 170% ในปีนี้ นับเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีที่มากที่สุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลในปี 2006

 

แต่ ‘ถูก’ อย่างเดียวอาจไม่พอ เสียงเตือนจากฝั่งระมัดระวัง

 

ไม่ใช่ทุกฝ่ายที่มองว่าความถูกคือเหตุผลเพียงพอในการซื้อ Charu Chanana หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจาก Saxo Markets เตือนว่า เกาหลีใต้ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าซูเปอร์ไซเคิลของชิปหน่วยความจำยังเดินหน้าต่อได้จริง โดยความเสี่ยงในไตรมาสนี้คือบรรดา Hyperscaler อาจยังคงลงทุนหนัก แต่เริ่มพูดถึงการปรับlean ต้นทุน ซึ่งจะเป็นข่าวร้ายสำหรับชิปหน่วยความจำ เพราะสะท้อนว่าราคาที่สูงกำลังบั่นทอนอุปสงค์

 

นอกจากนี้ หากมองผ่านมาตรวัดอื่นนอกเหนือจาก P/E เช่น อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ของ KOSPI ปีนี้ปรับขึ้นเหนือระดับ 2 เท่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะที่ Keith Bortoluzzi กรรมการผู้จัดการของ Impactfull Partners ในสิงคโปร์ ประเมินผ่าน PEG Ratio ว่าหุ้น Samsung และ SK Hynix ไม่ได้ถูกจนน่าตกใจอีกต่อไป และแม้ราคาหุ้นอาจทรงตัวได้อีกราว 6 เดือน แต่โอกาสปรับขึ้นแรงจากนี้มีจำกัด

 

ความเสี่ยงอีกด้านที่ต้องจับตาคือการแข่งขันจากผู้ผลิตชิปจีนอย่าง ChangXin Memory Technologies (CXMT) ที่กำลังไล่ตามขึ้นมา รวมถึงความกังวลว่าการขยายกำลังการผลิตของ Samsung และ SK Hynix เพื่อแก้ปัญหาอุปทานตึงตัว อาจกลับมากดดันมาร์จิ้นเมื่ออุปสงค์ชะลอลงตามวัฏจักรปกติของอุตสาหกรรม

 

ขณะที่ปัจจัยชี้ทิศทางระยะสั้นที่ต้องจับตา ได้แก่ การเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ของ SK Hynix ในวันศุกร์นี้ ซึ่ง Rolf Bulk หัวหน้าฝ่ายเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานของ Futurum Group มองว่าอาจเป็นแรงหนุนระยะสั้นให้หุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำ และช่วยลดส่วนลดด้าน valuation เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Micron Technology รวมถึงการประกาศกำไรไตรมาส 2 ของทั้ง SK Hynix และ Samsung ในช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งหากผู้บริหารส่งสัญญาณเชิงบวกต่อความยั่งยืนของวัฏจักรชิปในครึ่งหลังของปี 2026 ก็อาจเป็นแรงส่งให้ทั้งหุ้นชิปและตลาดหุ้นเกาหลีใต้โดยรวมฟื้นตัว

 

แม้ดัชนี KOSPI จะเข้าสู่ตลาดหมีในทางเทคนิค แต่หากถอยออกมามองภาพกว้าง ดัชนียังคงปรับขึ้นมากกว่า 70% นับตั้งแต่ต้นปี หลังจากปีก่อนหน้าที่ปรับขึ้นกว่า 75% คำถามที่เหลืออยู่จึงไม่ใช่ว่าหุ้นเกาหลีใต้ถูกหรือไม่ แต่คือตลาดกำลังตีราคา ‘จุดจบของวัฏจักรชิปหน่วยความจำ’ ล่วงหน้า หรือกำลังมอบโอกาสซื้อของถูกครั้งประวัติศาสตร์ให้กับนักลงทุนที่ทนความผันผวนได้กันแน่

The post หุ้นเกาหลีใต้เข้าสู่ ‘ตลาดหมี’ ร่วงเกือบ 30% ใน 3 สัปดาห์ สวนทางมูลค่าที่ลงมาถูกกว่าวิกฤตปี 2008 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากซีอีโอเทคสู่นายกฯหญิงในรอบ 20 ปี เกาหลีใต้เสนอ ‘ฮัน’ หวังเดิมพันประเทศมหาอำนาจ AI ชิปเซมิคอนดักเตอร์โลก https://thestandard.co/south-korea-han-seongsook-pm-ai-chip/ Sun, 07 Jun 2026 11:49:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1215521 ภาพ ฮัน ซองซุก ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่ของเกาหลีใต้

เกาหลีใต้เสนอชื่อ ‘ฮัน ซองซุก’ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีห […]

The post จากซีอีโอเทคสู่นายกฯหญิงในรอบ 20 ปี เกาหลีใต้เสนอ ‘ฮัน’ หวังเดิมพันประเทศมหาอำนาจ AI ชิปเซมิคอนดักเตอร์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ฮัน ซองซุก ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่ของเกาหลีใต้

เกาหลีใต้เสนอชื่อ ‘ฮัน ซองซุก’ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในรอบสองทศวรรษ สะท้อนทิศทางใหม่ด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของประเทศ

 

รายงานข่าวระบุว่า สำนักงานประธานาธิบดีเกาหลีใต้แถลงวันนี้ (7 มิ.ย.69) ว่า ประธานาธิบดีลี แจ มยอง ได้เสนอชื่อ ฮัน ซองซุก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และธุรกิจสตาร์ทอัพ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

 

หากได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ฮันจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของเกาหลีใต้ในรอบ 20 ปี

 

คัง ฮุน-ซิก หัวหน้าคณะทำงานของประธานาธิบดี เปิดเผยว่า ฮัน เคยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Naver บริษัทอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ คาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเทศสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

เขากล่าวว่า จากประสบการณ์ฮันจะสามารถต่อยอดการเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ ที่ขับเคลื่อน AI โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และการส่งออก ให้กลายเป็นการเติบโตที่ ‘ครอบคลุมมากขึ้น’ โดยไม่ทิ้งวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลางไว้ข้างหลัง

 

ทั้งนี้ หากได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ เธอในวัย 58 ปี จะเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ ต่อจาก ฮัน มยอง-ซุก ที่เคยดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2549-2550

 

สำหรับ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เกาหลีใต้ถือเป็นหนึ่งในประเทศแถวหน้าของโลก เฉพาะตลาดชิปหน่วยความจำ (Memory Chips) ครองส่วนแบ่งมากกว่า 60% ของโลก ภายใต้การนำของบริษัทสัญชาติเกาหลีใต้เองอย่าง Samsung และ SK Hynix ซึ่งขับเคลื่อนนวัตกรรมตั้งแต่ DRAM, NAND Flash ไปจนถึง AI ชิปขั้นสูง

 

ปี 2026 ทิศทางอุตสาหกรรมความต้องการเซมิคอนดักเตอร์เกาหลีใต้ขณะนี้พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ผลักดันให้เศรษฐกิจของเกาหลีใต้เติบโตเร็วที่สุดในรอบกว่า 5 ปี ขณะที่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจของเอเชียแห่งนี้มองข้ามความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางที่ผ่านมา

 

ภาพ : Shutters stock /em_concepts , Vietnam.vn

อ้างอิง

The post จากซีอีโอเทคสู่นายกฯหญิงในรอบ 20 ปี เกาหลีใต้เสนอ ‘ฮัน’ หวังเดิมพันประเทศมหาอำนาจ AI ชิปเซมิคอนดักเตอร์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาหลีใต้ เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำ กระจายความมั่งคั่งบริษัท https://thestandard.co/south-korea-ai-wealth-distribution/ Mon, 25 May 2026 01:38:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1210531 ภาพพื้นหลังแสดงแผงวงจรเซมิคอนดักเตอร์และชิปคอมพิวเตอร์ที่มีแสงประกาย

รัฐบาลเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ประเทศจำเป็นต้องกระจายความมั่ […]

The post เกาหลีใต้ เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำ กระจายความมั่งคั่งบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพพื้นหลังแสดงแผงวงจรเซมิคอนดักเตอร์และชิปคอมพิวเตอร์ที่มีแสงประกาย

รัฐบาลเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ประเทศจำเป็นต้องกระจายความมั่งคั่งที่เกิดจาก AI ไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ท่ามกลางความตึงเครียด จากสถานการณ์นัดหยุดงาน ของสหภาพแรงงาน 18 วัน เพื่อประท้วงการจัดสรรผลประโยชน์โบนัสที่ไม่เป็นธรรม ต่อบริษัท Samsung Electronics ในขณะที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง จากอานิสงส์กระแส AI และหุ้นกลุ่มชิป

 

Bae Kyung-hoon (แบ คยอง-ฮุน) รองนายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ในยุค AI สังคมกำลังตั้งคำถามถึงการกระจายความมั่งคั่ง จากบริษัทเทคโนโลยีสู่ประชาชน รวมถึงความเสี่ยงที่ AI อาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ และนำไปสู่การสูญเสียตำแหน่งงาน

 

“ความขัดแย้งระหว่างแรงงานและฝ่ายบริหารที่เกิดขึ้นล่าสุด ถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มดังกล่าว”

 

โดยอ้างถึงกรณีสหภาพแรงงานนัดหยุดงานประท้วง Samsung Electronics เพราะการเจรจาผลประโยชน์โบนัสไม่ลงตัว ซึ่งเดิมทีมีแผนหยุดงานเป็นเวลา 18 วัน แต่หลังจากเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย และบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทำให้สหภาพแรงงานระงับแผนหยุดงานชั่วคราว เพื่อรอให้สมาชิกลงคะแนนเสียง ข้อตกลงใหม่ ระหว่างวันที่ 23-27 พฤษภาคม

 

ก่อนหน้านี้สหภาพฯ เรียกร้องให้ซัมซุงยกเลิกเพดานโบนัสที่ 50% ของเงินเดือนทั้งปี และจัดสรรกำไร 15% จากการดำเนินงานตลอดทั้งปีให้เป็นกองทุนโบนัส สำหรับแจกจ่ายให้กับพนักงาน

 

“ความขัดแย้งลักษณะนี้ จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยุค AI จะทำให้บริษัทขนาดใหญ่เกิดขึ้นมากมาย และอาจนำมาซึ่งความขัดแย้ง ด้านแรงงานที่มากขึ้นตามไปด้วย จึงต้องอาศัยการเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างเหมาะสม”

 

เขายังยกตัวอย่างบริษัท Hyundai Motor ที่กำลังเผชิญความกังวลจากการนำหุ่นยนต์ Atlas ของ Boston Dynamics มาใช้ในกระบวนการผลิต

 

เขามองว่า เกาหลีใต้ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่งคั่งจาก AI ควบคู่ไปกับการหาแนวทางกระจายความมั่งคั่งเหล่านี้ให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมในภาพรวม

 

“ผลประโยชน์จาก AI ต้องตกถึงประชาชนด้วย” เขากล่าว พร้อมระบุว่า รัฐบาลกำลังมุ่งสร้าง ‘AI Exclusive Society’ ที่ทุกคนจะมีส่วนร่วมใน AI โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

 

การที่รัฐบาลออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนการกระจายความมั่ง AI สู่ประชาชน ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจาก Kim Yeong Beom (คิม ยง บอม) หัวหน้าฝ่ายนโยบายประจำทำเนียบประธานาธิบดี (Chief Presidential Secretary for Policy) ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี อี แจ-มยอง เสนอข้อคิดเห็นผ่าน Facebook ส่วนตัว เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมว่า รัฐบาลควรเก็บภาษีลาภลอย (Windfall tax) จากกำไรส่วนเกินในอุตสาหกรรม AI เพื่อนำไปจ่ายเป็นเงินปันผลให้กับประชาชน ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงในสังคมเป็นวงกว้าง และส่งผลให้ดัชนี KOSPI ดิ่งลงทันทีถึง 5.1% เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าจะมีการจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่

 

ต่อมาสถานการณ์ได้คลี่คลายลง เมื่อประธานาธิบดี อี แจมยอง ออกมาชี้แจงภายหลัง ว่า แนวคิดนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่วาระหารืออย่างเป็นทางการของรัฐบาล

 

ทั้งนี้นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน หุ้น Samsung ปรับตัวขึ้นเกือบ 144% ขณะที่ SK Hynix พุ่งขึ้นเกือบ 200% ส่วนดัชนี KOSPI เพิ่มขึ้นมากกว่า 86% ในปี 2569 โดยปรับขึ้นสูงกว่า ระดับ 75% ในปีก่อนหน้า

 

เมื่อถูกถามว่า การที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นเทคโนโลยีเพียงไม่กี่ตัว ถือเป็นจุดอ่อนหรือไม่ แบ คยอง-ฮุน ให้ความเห็นว่า แม้บริษัททั้งสองแห่ง (Samsung และ SK Hynix) จะมีจุดแข็งเฉพาะตัว แต่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ มีระบบนิเวศ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทมากมาย นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังพยายามสร้างความได้เปรียบ ในการแข่งขันด้าน “Physical AI” หรือ AI ที่ฝังอยู่ในเครื่องจักร หุ่นยนต์ ยานยนต์ และระบบอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถรับรู้ วิเคราะห์ และทำงานในโลกจริงได้

 

“เซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ถือเป็นรากฐานสำคัญ และเกาหลีใต้กำลังต่อยอดไปสู่ระบบนิเวศ AI แบบครบวงจร ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการที่เกี่ยวข้อง” เขากล่าว

 

ภาพ: Shutterstock AI

 

อ้างอิง:

The post เกาหลีใต้ เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำ กระจายความมั่งคั่งบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
พนักงานผลิตชิป Samsung บางรายรับโบนัสทะลุ 13.8 ล้านบาท หลังบรรลุข้อตกลงสหภาพ ยุติวิกฤตประท้วงครั้งใหญ่ https://thestandard.co/samsung-chip-workers-bonus-deal/ Fri, 22 May 2026 12:40:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1210088 ภาพระยะใกล้ของโทรศัพท์ Samsung

Samsung มีพนักงานในแผนกเซมิคอนดักเตอร์ราว 78,000 คน แม้ […]

The post พนักงานผลิตชิป Samsung บางรายรับโบนัสทะลุ 13.8 ล้านบาท หลังบรรลุข้อตกลงสหภาพ ยุติวิกฤตประท้วงครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพระยะใกล้ของโทรศัพท์ Samsung

Samsung มีพนักงานในแผนกเซมิคอนดักเตอร์ราว 78,000 คน แม้ระดับโบนัสจะต่างกันไปตามแต่ละแผนก แต่โดยเฉลี่ยพนักงานจะได้รับราว 513 ล้านวอน (ประมาณ 11.3 ล้านบาท) ตามการคำนวณของ Bloomberg เพิ่มขึ้นมากจากปี 2025 ที่ได้รับเฉลี่ย 158 ล้านวอน (ประมาณ 3.48 ล้านบาท)

 

ขณะที่สำนักข่าว Yonhap ประเมินว่าพนักงานในแผนกหน่วยความจำ (Memory) ที่กำลังเติบโตอาจได้รับโบนัสรายคนสูงถึงราว 600 ล้านวอน (ประมาณ 13.2 ล้านบาท)

 

ภายใต้ข้อตกลงเบื้องต้นซึ่งยังต้องรอการอนุมัติจากสมาชิกสหภาพ Samsung ตกลงจ่ายโบนัส 10.5% ของกำไรในรูปแบบหุ้น และอีก 1.5% เป็นเงินสด โดยโครงการนี้จะดำเนินต่อเนื่องทุกปีเป็นเวลา 10 ปี ตราบเท่าที่บริษัททำกำไรได้ตามเป้าหมาย ทั้งนี้นักวิเคราะห์ประเมินว่ากำไรจากการดำเนินงานของ Samsung ในปี 2026 จะเติบโตถึง 7 เท่า แตะระดับราว 333 ล้านล้านวอน (ประมาณ 7.33 ล้านล้านบาท)

 

ต้นตอความขัดแย้ง ช่องว่างโบนัสระหว่างแผนก

 

ความขัดแย้งครั้งนี้มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่การแบ่งสรรโบนัสจากกำไรมหาศาลที่มาจากความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับ AI ที่พุ่งสูง โดยประเด็นหลักคือช่องว่างของโบนัสระหว่างพนักงานในแผนกชิปหน่วยความจำกับพนักงานในแผนกอื่นๆ

 

เดิมที Samsung วางแผนจ่ายโบนัสก้อนใหญ่ให้พนักงานราว 27,000 คนที่ผลิตชิปหน่วยความจำ ซึ่งสูงกว่าพนักงานที่ผลิตชิปประเภทอื่นและเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างน้อย 6 เท่า ทำให้สหภาพออกมาเรียกร้องว่าพนักงานอีกราว 23,000 คนที่ผลิตชิปขั้นสูงน้อยกว่าให้กับบริษัทอย่าง Tesla และ Nvidia ไม่ควรถูกทอดทิ้ง

 

ต้นตอของความไม่พอใจมาจากการที่ปีก่อน SK Hynix ซึ่งเป็นคู่แข่งที่มีขนาดเล็กกว่า ยกเลิกเพดานโบนัสเป็นเวลา 10 ปี ส่งผลให้พนักงานได้โบนัสสูงกว่าพนักงาน Samsung กว่า 3 เท่า จนพนักงาน Samsung บางส่วนย้ายไปอยู่กับ SK Hynix

 

หลังจากนั้น Samsung จึงเสนอให้พนักงานแผนกชิปหน่วยความจำได้รับโบนัสสูงถึง 607% ของเงินเดือนประจำปี ซึ่งสูงกว่า SK Hynix แต่พนักงานในธุรกิจอื่นกลับได้รับเพียง 50-100% ตามเอกสารการเจรจาที่ Reuters ได้เห็น

 

รายละเอียดข้อตกลง โบนัสส่วนใหญ่เป็นหุ้น

 

ภายใต้ข้อตกลงใหม่ พนักงานในแผนกชิปทั้งหมดจะได้รับโบนัสปกติ 50% ของเงินเดือนประจำปีเป็นเงินสด นอกจากนี้ Samsung จะกันกำไรจากการดำเนินงาน 10.5% ไว้สำหรับโบนัสพิเศษในรูปแบบหุ้น โดยในปีนี้ 40% ของโบนัสพิเศษจะกระจายให้ทั่วทั้งธุรกิจชิป ส่วนที่เหลือใช้ตอบแทนพนักงานในแผนกหน่วยความจำ

 

ยกตัวอย่างเช่น พนักงานแผนกหน่วยความจำที่มีเงินเดือนพื้นฐาน 80 ล้านวอน (ประมาณ 1.76 ล้านบาท) คาดว่าจะได้รับโบนัสรวมราว 626 ล้านวอน หรือประมาณ 13.8 ล้านบาทในปีนี้ เทียบกับพนักงาน SK Hynix ที่คาดว่าจะได้รับกว่า 700 ล้านวอน (ประมาณ 15.4 ล้านบาท) หากบริษัททำกำไรได้ตามเป้า

 

อย่างไรก็ตาม โบนัสของ Samsung มีขนาดเล็กกว่าและส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบหุ้น ขณะที่พนักงาน SK Hynix เลือกรับเป็นเงินสดหรือหุ้นก็ได้

 

ริว ยอง-โฮ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก NH Investment & Securities ระบุว่าการจ่ายโบนัสเป็นหุ้นของ Samsung “ช่วยเลี่ยงการไหลออกของเงินสดโดยตรง พร้อมช่วยพยุงราคาหุ้นโดยไม่ต้องออกหุ้นใหม่ที่จะไปลดสัดส่วนของผู้ถือหุ้นเดิม”

 

อีกทั้งโบนัสพิเศษของ Samsung ยังมีเงื่อนไขว่าบริษัทต้องทำกำไรได้ตามเป้า ซึ่งต่างจาก SK Hynix ที่ไม่กำหนดเงื่อนไขนี้ ทำให้ Samsung บริหารต้นทุนได้ดีกว่าหากอุตสาหกรรมเข้าสู่ภาวะขาลงในอนาคต

 

คลายวิกฤต แต่ยังทิ้งรอยร้าว

 

การระงับการประท้วงครั้งนี้สร้างความโล่งใจให้เกาหลีใต้เป็นวงกว้าง เนื่องจาก Samsung คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของมูลค่าการส่งออกของประเทศ และการประท้วงที่วางแผนไว้คาดว่าจะสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเศรษฐกิจและกระทบห่วงโซ่อุปทานชิปทั่วโลก

 

โดยสหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดซึ่งมีสมาชิกเกือบ 48,000 คน ได้ระงับแผนการประท้วงที่เดิมจะเริ่มในวันพฤหัสบดี (21 พฤษภาคม) และจะเปิดให้สมาชิกลงคะแนนระหว่างวันที่ 22-27 พฤษภาคม

 

หลังการประกาศข้อตกลง หุ้นของ Samsung พุ่งขึ้น 8.5% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ก็ปรับขึ้นกว่า 8% สะท้อนว่าตลาดตอบรับการคลี่คลายความขัดแย้งในเชิงบวก ทั้งนี้ความต้องการชิป AI ที่พุ่งสูงได้ผลักดันมูลค่าตลาดของ Samsung ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.59 ล้านล้านบาท) ในเดือนพฤษภาคม

 

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ได้เปิดเผยให้เห็นความแตกแยกที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิธีการแบ่งปันผลประโยชน์จากกระแสบูมของ AI แม้พนักงานแผนกหน่วยความจำจะได้รับโบนัสก้อนใหญ่ แต่พนักงานในแผนกชิปอื่นๆ ของ Samsung กลับได้รับน้อยกว่ามาก

 

วิศวกรในแผนกโรงงานผลิตชิป (Foundry) รายหนึ่งเปิดเผยว่า “ในส่วนของธุรกิจหน่วยความจำดูเหมือนจะพอใจกับข้อตกลงนี้ แต่ทีมอื่นๆ ดูจะไม่พอใจ และดูเหมือนว่าคนที่อยากออกก็เริ่มทยอยลาออกกันแล้ว”

 

ทั้งนี้กระแสบูมของ AI ยังส่งผลให้ความมั่งคั่งของตระกูล Lee เจ้าของ Samsung พุ่งสูงขึ้นมาก โดย เจย์ วาย ลี เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในเกาหลีใต้ ด้วยทรัพย์สินราว 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.04 ล้านล้านบาท) ขณะที่ความมั่งคั่งรวมของตระกูลแตะระดับราว 4.55 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.48 ล้านล้านบาท) ณ เดือนมีนาคม ตามดัชนี Bloomberg Billionaires Index

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.59 บาท, 1 วอนเกาหลีใต้ เท่ากับ 0.022 บาท ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569

 

ภาพ : Ivan Marc / Shutterstock

อ้างอิง:

The post พนักงานผลิตชิป Samsung บางรายรับโบนัสทะลุ 13.8 ล้านบาท หลังบรรลุข้อตกลงสหภาพ ยุติวิกฤตประท้วงครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงานสะเทือน ‘อุตสาหกรรม AI’ หนักแค่ไหน? https://thestandard.co/middle-east-war-ai-impact/ Fri, 27 Mar 2026 04:46:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1191945 ภาพแสดงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม AI พร้อมข้อความ 'วิกฤตสงคราม ลามสะเทือนถึง อุตสาหกรรม AI'

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่หลายฝ่ายมุ […]

The post เจาะลึกผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงานสะเทือน ‘อุตสาหกรรม AI’ หนักแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม AI พร้อมข้อความ 'วิกฤตสงคราม ลามสะเทือนถึง อุตสาหกรรม AI'

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่หลายฝ่ายมุ่งจับตาไปที่ผลกระทบด้านพลังงานอย่างราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่น้อยคนนักจะตระหนักว่าวิกฤตครั้งนี้อาจส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรงต่อ ‘อุตสาหกรรม AI’ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ณ ปัจจุบัน

 

เกษรี อายุตตะกะ, CFP SVP, Head of Investment Research, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ปัญหาการขาดแคลนพลังงานที่เกิดจากสงครามถือเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่สำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เนื่องจากผู้ผลิตชิปประมวลผลสำหรับ AI ระดับโลกมากกว่า 90% กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจแถบเอเชีย เช่น ไต้หวัน (TSMC) และเกาหลีใต้ (Samsung, SK Hynix) ซึ่งประเทศเหล่านี้มีความจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากตะวันออกกลางเพื่อนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าในระดับที่สูงมาก โดย 85% ของก๊าซที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ผู้ซื้อในเอเชีย

 

นอกจากก๊าซ LNG แล้ว ตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งส่งออกวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ได้แก่

 

  • ก๊าซฮีเลียม (ผลพลอยได้จากการแปรรูปก๊าซธรรมชาติ): เอเชียนำเข้าจากรัฐกาตาร์เป็นหลัก ซึ่งผลิตได้ถึงประมาณ 1 ใน 3 ของโลก
  • กำมะถัน (ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันและก๊าซ): ครึ่งหนึ่งของการขนส่งทางเรือทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
  • แร่โลหะอื่นๆ: เช่น แร่อะลูมิเนียม

 

หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดหรือได้รับผลกระทบ จะส่งผลให้ปริมาณก๊าซลดลงอย่างฉับพลัน ประเทศที่พึ่งพาก๊าซสูงอย่างไต้หวันซึ่งแทบจะผลิตก๊าซธรรมชาติเองไม่ได้เลย จะได้รับผลกระทบโดยตรง เมื่อพลังงานไม่พอ รัฐบาลอาจต้องใช้มาตรการจำกัดการจ่ายไฟให้เฉพาะกลุ่ม ทำให้ธุรกิจที่ใช้พลังงานสูงอย่าง Data Center และโรงงานผลิตชิปต้องลดกำลังการผลิตหรือหยุดชะงัก จนลุกลามเป็นวิกฤตขาดแคลนชิป AI ทั่วโลกได้

 

ผลกระทบลามถึงสหรัฐฯ แม้เป็นผู้ส่งออกก๊าซรายใหญ่

 

แม้สหรัฐอเมริกาจะไม่ขาดแคลนก๊าซ LNG และเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่กลุ่มผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่ (Hyperscalers) ของสหรัฐฯ ที่มีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI สูงเกือบ 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ซึ่งต้องใช้ไฟฟ้ามหาศาล ก็หนีไม่พ้นผลกระทบเช่นกัน

 

เพราะหากยุโรปและเอเชียขาดแคลนก๊าซและยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น สหรัฐฯ ก็จะมีแรงจูงใจในการส่งออกมากขึ้น ส่งผลให้ราคาพลังงานภายในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลก ท้ายที่สุด ต้นทุนค่าไฟ (OPEX) ของ Data Center ในอเมริกาจะพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะไปกดดันอัตรากำไรและความคุ้มค่าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI

 

SCB CIO ประเมินฉากทัศน์ (Scenario Analysis) หุ้นกลุ่มเทคฯ คุณเกษรีได้ประเมินผลกระทบต่อตลาดหุ้นไว้ 2 ฉากทัศน์ ดังนี้

 

  • กรณีฐาน (Base Case): โอกาสเกิดสูง ความขัดแย้งไม่ลุกลามจนถึงขั้นปิดช่องแคบฮอร์มุซถาวร ราคาพลังงานปรับขึ้นเพียงชั่วคราวและบริหารจัดการได้

 

  • สหรัฐอเมริกา: ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้ แม้ผู้ให้บริการ Cloud จะมีต้นทุนดำเนินการสูงขึ้นแต่ยังควบคุมได้ และจะยังคงเดินหน้าลงทุนด้าน AI ต่อไป

 

  • เอเชีย (ไต้หวัน, เกาหลีใต้): อาจเผชิญปัญหาขนส่งล่าช้าบ้าง แต่ด้วยอุปสงค์ (Demand) ของชิปที่ยังคงแข็งแกร่ง และปัจจัยพื้นฐานที่โดดเด่น รวมถึง Valuation ที่ยังเทรดในราคาที่มีส่วนลด (Discount) เมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว ทำให้ตลาดหุ้นยังไปต่อได้ นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังมีมาตรการรับมือเชิงรุก ทั้งการตั้งกองทุนพยุงหุ้น 100 ล้านล้านวอน, มาตรการลดหย่อนภาษี 100% สำหรับรายย่อย, และมีพลังงานสำรองใช้นานถึง 200 วัน

 

  • กรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case): โอกาสเกิดน้อย หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซยาวนานเกิน 1 เดือน จะทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อฝังลึก ตลาดประเมินว่าโอกาสที่ Fed จะต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอาจพุ่งสูงถึง 40%

 

  • สหรัฐอเมริกา: หุ้นสหรัฐฯ ที่มี Valuation ตึงตัวจะถูกเทขายอย่างหนักเพื่อลดความเสี่ยง และกลุ่ม Hyperscalers จะชะลอการลงทุนลง
  • เอเชีย: โรงงานผลิตชิปอาจถูกตัดไฟจนต้องหยุดการผลิต ส่งผลกระทบรุนแรงต่อกำไรบริษัท นักลงทุนต่างชาติที่ถือครองสัดส่วนกว่า 35% ในตลาดอาจเทขายหุ้นทิ้ง (Capital Outflow)

 

คำแนะนำกลยุทธ์การลงทุนธีม AI (Actionable Advice) ภาพรวม SCB CIO ยังคงเชื่อมั่นในทิศทางการเติบโตเชิงโครงสร้างระยะยาวของเทคโนโลยี AI และเซมิคอนดักเตอร์ โดยหุ้นเทคฯ ฝั่งสหรัฐฯ มีความต้านทานต่อภาวะ Energy Shock ได้ดีกว่า ขณะที่ฝั่งเอเชีย Valuation ได้ปรับลดลงมาสะท้อนความเสี่ยงไปค่อนข้างมากแล้ว

 

  • สำหรับผู้ที่มีหุ้นเทคฯ และเซมิคอนดักเตอร์อยู่แล้ว: แนะนำให้ ‘คงน้ำหนักการลงทุน’ (Hold) ยังไม่จำเป็นต้องขายออก เนื่องจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ประเมินว่ายังอยู่ในระดับ Base Case ที่จัดการได้

 

  • สำหรับนักลงทุนที่รอเข้าซื้อ (Buy on Dip): แนะนำให้ ‘ติดตามระยะเวลาของสงคราม’ เป็นหลัก

 

  • หากสงครามยุติได้ภายใน 6 สัปดาห์ (ช่วงเดือนเมษายน) ให้มองเป็นเพียงปัจจัยลบชั่วคราว และเป็นโอกาสในการ ‘ทยอยเข้าลงทุน’ เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

 

  • แต่หากสงครามยืดเยื้อเกิน 8 สัปดาห์ (เลยไปถึงเดือนพฤษภาคม) ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและวิกฤตพลังงานจะกลายเป็นปัจจัยลบที่รุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทาน AI ส่งผลให้ต้นทุนพุ่งและเกิดการปรับลด Valuation ของหุ้นชิป ดังนั้นจึงควร ‘รอจังหวะดัชนีย่อตัว’ แล้วค่อยประเมินสถานการณ์ก่อนเข้าลงทุน

 

ภาพ: macondofotografcisi , StudioProX / Shutterstock

The post เจาะลึกผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงานสะเทือน ‘อุตสาหกรรม AI’ หนักแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้สั่งหยุดพักการซื้อขาย หลังดัชนี KOSPI ร่วงหลุด 5,000 จุด ดิ่งกว่า 5% จากวันก่อน https://thestandard.co/south-korea-kospi-plunge-halt/ Mon, 02 Feb 2026 11:41:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1172769 ภาพแสดงกราฟดัชนีตลาดหุ้น KOSPI ของเกาหลีใต้กำลังปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง

ดัชนีตลาดหุ้นหลักของเกาหลีใต้ ทั้ง KOSPI และ KOSDAQ ปรั […]

The post ตลาดหุ้นเกาหลีใต้สั่งหยุดพักการซื้อขาย หลังดัชนี KOSPI ร่วงหลุด 5,000 จุด ดิ่งกว่า 5% จากวันก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงกราฟดัชนีตลาดหุ้น KOSPI ของเกาหลีใต้กำลังปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง

ดัชนีตลาดหุ้นหลักของเกาหลีใต้ ทั้ง KOSPI และ KOSDAQ ปรับตัวร่วงลงอย่างรุนแรงในการซื้อขายวันแรกของเดือนกุมภาพันธ์ โดยดัชนีหลักอย่าง KOSPI ร่วงลงกว่า 5% ทำให้ดัชนีลดลงไปต่ำกว่า 5,000 จุด

 

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์เกาหลี (Korea Exchange) เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ระบุว่า ดัชนี KOSPI ปิดตลาดที่ระดับ 4,949.67 จุด ลดลง 5.26% จากวันทำการก่อนหน้า ที่ดัชนีพุ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ระดับ 5,321.68 จุด ด้านดัชนี KOSDAQ ซึ่งเพิ่งพุ่งทะลุระดับ 1,000 จุดไปเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ปิดตลาดที่ 1,098.36 จุด ลดลง 4.44% จากวันทำการก่อนหน้าเช่นกัน

 

ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ประกาศเริ่มใช้มาตรการ Circuit Breaker (การระงับการซื้อขายชั่วคราว) ฝั่งขาย ในเวลา 12.31 น. ของวันเดียวกัน โดย Circuit Breaker ของ KOSPI จะทำงานเมื่อราคาของสัญญาฟิวเจอร์ส KOSPI 200 ที่มีการซื้อขายสูงสุด ปรับตัวขึ้นหรือลดลงมากกว่า 5% จากวันทำการก่อนหน้า เป็นเวลา 1 นาที

 

หุ้นขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูงส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง โดย Samsung Electronics ปิดที่ 150,400 วอน ลดลง 6.29% จากวันทำการก่อนหน้า ขณะที่ SK Hynix ปิดตลาดที่ 830,000 วอน ลดลง 8.69%

 

นักวิเคราะห์ระบุว่า ผลกระทบต่อตลาดหุ้นในประเทศเกิดจากความคาดการณ์ที่ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะชะลอตัวลง หลังจากมีการเสนอชื่อ เควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่มีแนวโน้มสนับสนุนนโยบายการเงินตึงตัว เป็นแคนดิเดตประธานเฟดคนต่อไป

 

ดัชนี KOSPI ถือเป็นดัชนีหุ้นหลักที่ร้อนแรงที่สุดในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา หลังจากดัชนีปรับตัวขึ้นกว่า 100% และภายใน 1 เดือนที่ผ่านมา ก็ปรับตัวขึ้นได้ราว 20% ก่อนที่จะเกิดการร่วงลงอย่างรุนแรงในวันนี้

 

จากปรากฏการณ์ ‘Warsh Shock’ เมื่อวันที่ 30 ที่ผ่านมา ตลาดสินทรัพย์ทั่วโลกต่างทรุดตัวลงอย่างหนัก โดยในวันดังกล่าวราคาทองคำร่วงลงถึง 11% และราคาโลหะเงินดิ่งลง 31% ด้าน Bitcoin ก็ร่วงหลุดระดับ 80,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือนนับตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว ส่วนตลาดหุ้นนิวยอร์ก ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 0.36% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite และ S&P 500 ปรับตัวลง 0.94% และ 0.43% ตามลำดับ

 

ในวันดังกล่าว นักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นเกาหลีใต้มียอดขายสุทธิ (ขายมากกว่าซื้อ) สูงกว่า 2.2 ล้านล้านวอน

 

Han Jiyoung นักวิเคราะห์จาก Kiwoom Securities ระบุว่า “เครื่องยนต์หลักที่เป็นปัจจัยหนุนขาขึ้นของหุ้นเกาหลีใต้ ทั้งโมเมนตัมกำไรที่แข็งแกร่งและมูลค่าหุ้นที่ยังไม่ได้ตึงตัวมากนัก ยังคงอยู่ครบถ้วน”

 

ค่าเงินวอนเกาหลีร่วงลงมากถึง 1.6% แตะระดับ 1,464.75 ต่อดอลลาร์ในระหว่างวัน ถือเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม และทำผลงานได้แย่กว่าคู่แข่งท่ามกลางการอ่อนค่าของสกุลเงินเอเชียในภาพรวม ผสมโรงด้วยแรงขายจากต่างชาติ

 

“อาจมีแรงกดดันจากการขายทางเทคนิค เนื่องจากเทรดเดอร์ทำการบันทึกกำไรบางส่วนจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่แข็งแกร่งมากในกลุ่มบริษัทหน่วยความจำและหุ้นเกาหลีใต้ตั้งแต่ต้นปี” Cameron Chui นักกลยุทธ์ตราสารทุนจาก JPMorgan Private Bank กล่าว

 

ภาพ: Tibor Bognar/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post ตลาดหุ้นเกาหลีใต้สั่งหยุดพักการซื้อขาย หลังดัชนี KOSPI ร่วงหลุด 5,000 จุด ดิ่งกว่า 5% จากวันก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเกาหลีใต้พุ่งทะลุ 4,500 จุด ครั้งแรก! คงสถานะตลาดหุ้นหลักที่ร้อนแรงสุดของโลก ต่างชาติเพิ่มถือครองมากสุดตั้งแต่ปี 2020 https://thestandard.co/korea-stocks-surge-4500/ Tue, 06 Jan 2026 08:03:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1161905 หุ้นเกาหลีใต้พุ่งทะลุ 4,500 จุด ครั้งแรก คงสถานะตลาดหุ้นหลักที่ร้อนแรงสุดของโลก ต่างชาติเพิ่มถือครองมากสุดตั้งแต่ปี 2020

ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ พุ่งขึ้น 7.4% ช่วง 3 วันทำการแ […]

The post หุ้นเกาหลีใต้พุ่งทะลุ 4,500 จุด ครั้งแรก! คงสถานะตลาดหุ้นหลักที่ร้อนแรงสุดของโลก ต่างชาติเพิ่มถือครองมากสุดตั้งแต่ปี 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเกาหลีใต้พุ่งทะลุ 4,500 จุด ครั้งแรก คงสถานะตลาดหุ้นหลักที่ร้อนแรงสุดของโลก ต่างชาติเพิ่มถือครองมากสุดตั้งแต่ปี 2020

ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ พุ่งขึ้น 7.4% ช่วง 3 วันทำการแรกของปี 2026 ทะลุ 4,500 จุด เป็นครั้งแรก ถือเป็นดัชนีตลาดหุ้นหลักของโลกที่ปรับตัวขึ้นได้มากที่สุด ต่อเนื่องจากปีก่อน ส่งผลให้ 1 ปีที่ผ่ามมา ดัชนีพุ่งขึ้นมาแล้วกว่า 80%

 

นอกจากนี้ ตลาดในเอเชียอย่าง ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ก็เป็นตลาดที่ปรับตัวขึ้นได้ค่อนข้างโดดเด่นในช่วง 3 วันแรกของปีนี้ โดยเพิ่มขึ้นกว่า 4%

 

สัดส่วนการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ แตะระดับ 32.9% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2020 โดยศูนย์การเงินระหว่างประเทศของเกาหลี (KCIF) รายงานว่า นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นในประเทศสุทธิ 3.5 ล้านล้านวอน หรือราว 7.5 หมื่นล้านบาท เมื่อเดือนที่ผ่านมา

 

หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นกลุ่มที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติได้สูงถึง 4.5 ล้านล้านวอน ซึ่งมากกว่ายอดซื้อสุทธิรวมของทั้งตลาด โดย SK Hynix มีสัดส่วน 2.2 ล้านล้านวอน และ Samsung Electronics ดึงดูดเม็ดเงินได้ 1.4 ล้านล้านวอน ส่งผลให้สัดส่วนการถือครองหุ้นของต่างชาติใน SK Hynix เพิ่มขึ้นจาก 53.2% ในเดือนพฤศจิกายน เป็น 53.8% และ Samsung Electronics เพิ่มขึ้นจาก 52.2% เป็น 52.3%

 

นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังเข้าซื้อพันธบัตรในประเทศมูลค่า 8.8 ล้านล้านวอนในเดือนธันวาคม ส่งผลให้ยอดคงค้างพันธบัตรที่ถือครองโดยชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นจาก 329.5 ล้านล้านวอน เป็น 339.3 ล้านล้านวอน โดยได้รับแรงหนุนจากการซื้อพันธบัตรระยะกลางและระยะสั้น

 

KCIF ระบุว่าการลงทุนที่พุ่งสูงขึ้นเกิดจากความคาดหวังว่าความต้องการชิปหน่วยความจำทั่วโลกที่แข็งแกร่งจะส่งผลดีต่อผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลี ประกอบกับนโยบายปฏิรูปตลาดหุ้นของรัฐบาลและการปรับปรุงมูลค่าองค์กรที่ช่วยดึงดูดเงินทุนต่างชาติ

 

ข้อมูลจากสำนักงานกำกับดูแลบริการทางการเงิน (FSS) ระบุว่าสัดส่วนการถือครองของต่างชาติอยู่ที่ 29.6% ในเดือนพฤศจิกายน เทียบกับ 31.5% ในเดือนเมษายน 2020 (FSS ยังไม่เปิดเผยตัวเลขเดือนธันวาคม)

 

ทำไมหุ้นเกาหลีใต้กลับมาร้อนแรงในปี 2025

 

ปัญหา ‘Korea discount’ หรือการที่มูลค่าหุ้นเกาหลีใต้ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งฝังรากลึกจากธรรมาภิบาลองค์กรที่ย่ำแย่ ทำให้ราคาหุ้นยังถือว่าไม่แพง ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ซื้อขายที่ค่า P/E ล่วงหน้าเฉลี่ย 10 เท่า เมื่อเทียบกับคู่แข่งด้านเทคโนโลยีอย่างไต้หวันที่ 17 เท่า ตามข้อมูลของ Paul Dmitriev ผู้จัดการพอร์ตลงทุนตลาดเกิดใหม่จาก Global X ETFs

 

ประเทศที่มีประชากร 52 ล้านคน และเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 14 ของโลกนี้ ขยับมาอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่ได้เปรียบ นำโดยสองยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดรวมกันกว่า 40% ได้แก่ Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งทั้งสองบริษัทครองส่วนแบ่งตลาดชิปหน่วยความจำโลกรวมกันถึง 2 ใน 3 โดยรายที่สามคือ Micron Technology จากสหรัฐฯ

 

James Lim ผู้จัดการพอร์ตลงทุนสำหรับเกาหลีใต้จาก Dalton Investments ระบุว่า ราคาตามสัญญาของชิปหน่วยความจำ DRAM พุ่งขึ้นกว่า 20% ในไตรมาสที่ผ่านมา จากความต้องการของบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์และ AI ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) และด้วยการที่ผู้เล่นหลักทั้ง 3 รายจำกัดกำลังการผลิต เขาคาดการณ์ว่าราคาอาจสูงขึ้นได้อีก

 

นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังมีผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าชั้นนำที่มียอดสั่งซื้อและราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นจากความต้องการพลังงานของ AI บริษัทเด่นในกลุ่มนี้ได้แก่ Hyundai Electric และ Hyosung Heavy Industries

 

ข้อตกลงเมื่อเดือนตุลาคมระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ระบุให้ลดภาษีนำเข้ารถยนต์จาก 25% เหลือ 15% (เท่ากับญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป) และสัญญาว่าการเก็บภาษีชิปจากเกาหลีใต้จะ ‘ไม่เสียเปรียบ’ เมื่อเทียบกับซัพพลายเออร์รายอื่นอย่างไต้หวัน

 

นอกจากนี้ ภายหลังประธานาธิบดี Lee Jae Myung ซึ่งได้รับเลือกตั้งในเดือนมิถุนายน ได้สร้างความพึงพอใจให้กับนักลงทุนด้วยการปฏิรูปธรรมาภิบาลองค์กรอย่างรวดเร็ว สมาชิกสภาจากพรรคประชาธิปไตยของเขาได้แก้ไขกฎหมายพาณิชย์เพื่อเพิ่มความรับผิดชอบของกรรมการบริษัทต่อผู้ถือหุ้น และเมื่อปลายปีที่แล้ว ได้มีการลดอัตราภาษีสูงสุดสำหรับเงินปันผลนิติบุคคลส่วนใหญ่จาก 50% เหลือ 30%

 

เป้าหมายการปฏิรูปหลักในปี 2026 คือการขจัดแรงจูงใจที่ทำให้ตระกูลผู้ถือหุ้นใหญ่กดราคาหุ้นให้ต่ำเพื่อส่งต่อความมั่งคั่งให้รุ่นต่อไป แม้พรรคฝ่ายซ้ายของ Lee จะคัดค้านการลดภาษีมรดก (สูงสุด 60%) ตามนโยบาย แต่กำลังพิจารณาอีกวิธีหนึ่ง คือ การประเมินมูลค่าการโอนหุ้นที่อัตราคงที่ 0.8 เท่าของมูลค่าทางบัญชี (Book Value) เพื่อวัตถุประสงค์ทางภาษี ซึ่งปัจจุบันกลุ่มบริษัทแชบอล (Chaebol) หลายแห่งมีราคาต่ำเตี้ยเรี่ยดินอยู่ที่ 0.3 เท่าของมูลค่าทางบัญชี

 

ภาพ: Daniel Ceng/Anadolu via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post หุ้นเกาหลีใต้พุ่งทะลุ 4,500 จุด ครั้งแรก! คงสถานะตลาดหุ้นหลักที่ร้อนแรงสุดของโลก ต่างชาติเพิ่มถือครองมากสุดตั้งแต่ปี 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nvidia เผยกำไร Q3 ทะลุ 1 ล้านล้านบาท เป็นไตรมาสแรก ‘เจนเซน หวง’ ไร้กังวลฟองสบู่ AI https://thestandard.co/nvidia-q3-profit-huang-no-bubble/ Thu, 20 Nov 2025 03:58:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1145255 Nvidia เผยกำไร Q3 ทะลุ 1 ล้านล้านบาท เป็นไตรมาสแรก **‘เจนเซน หวง’** ไร้กังวล **ฟองสบู่ AI**

Nvidia Corp. รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ที่แข็งแกร่งเกิน […]

The post Nvidia เผยกำไร Q3 ทะลุ 1 ล้านล้านบาท เป็นไตรมาสแรก ‘เจนเซน หวง’ ไร้กังวลฟองสบู่ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nvidia เผยกำไร Q3 ทะลุ 1 ล้านล้านบาท เป็นไตรมาสแรก **‘เจนเซน หวง’** ไร้กังวล **ฟองสบู่ AI**

Nvidia Corp. รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ที่แข็งแกร่งเกินคาด กำไรแตะ 1 ล้านล้านบาท โต 65% จากปีก่อน ขณะที่ เจนเซน หวง ไร้กังวลฟองสบู่ AI

 

สำหรับไตรมาส 3 ที่ผ่านมา (สิ้นสุด 26 ตุลาคม) Nvidia รายงานรายได้เติบโต 62% แตะระดับ 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์ (หรือราว 1.8 ล้านล้านบาท) สูงกว่าคาดที่ 5.52 หมื่นล้าน และมีกำไรสุทธิเติบโต 65% เป็น 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (หรือราว 1 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้บริษัทมีกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 1.30 ดอลลาร์ (สูงกว่าคาดที่ 1.26 ดอลลาร์)

 

โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center ซึ่งเป็นหัวใจหลัก ทำรายได้ถึง 5.12 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 4.93 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ Nvidia มีรายได้เติบโตเป็นไตรมาสที่ 11 ติดต่อกัน

 

เจนเซน หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia กล่าวระหว่างการประชุมกับนักวิเคราะห์ว่า “มีการพูดคุยกันมากมายเกี่ยวกับฟองสบู่ AI แต่จากจุดที่เรายืนอยู่ เราเห็นสิ่งที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง”

 

ล่าสุด ราคาหุ้น Nvidia ปรับตัวขึ้นราว 5% มาอยู่ที่ 195 ดอลลาร์ ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ หนุนให้มูลค่าตลาดของบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกแห่งนี้ แตะระดับ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ หลังจากที่มูลค่าเคยพุ่งขึ้นไปสู่ระดับ 5 ล้านล้านดอลลาร์

 

คาดรายได้ Q4 ทะลุ 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์

 

Nvidia คาดการณ์ว่ายอดขายในไตรมาสที่ 4 (สิ้นสุดมกราคม 2026) จะอยู่ที่ประมาณ 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ถึง 3 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการชิป AI Accelerator ที่ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ ผู้บริหารยังได้ส่งสัญญาณบวกเกี่ยวกับแนวโน้มรายได้ในอนาคต โดย โคเล็ตต์ เครส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ระบุว่า เป้าหมายรายได้ 5 แสนล้านดอลลาร์ในอีกไม่กี่ไตรมาสข้างหน้าที่เคยประกาศไว้ อาจจะน้อยเกินไปด้วยซ้ำ “มีโอกาสแน่นอนที่เราจะมีรายได้มากกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ที่เราประกาศไป ตัวเลขจะเติบโตขึ้น”

 

หุ้นชิปเอเชียพุ่งขึ้น รับข่าวดี Nvidia

 

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดการซื้อขายเช้าวันนี้ด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีที่พร้อมใจกันดีดตัวขึ้นอย่างร้อนแรง ขานรับข่าวดีจากฝั่งสหรัฐฯ หลังจากที่ Nvidia ยักษ์ใหญ่ชิป AI ประกาศผลประกอบการที่เหนือความคาดหมาย

 

ฝั่งเกาหลีใต้ หุ้น SK Hynix ปรับตัวขึ้นราว 4% ในฐานะซัพพลายเออร์เบอร์หนึ่งด้านหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ที่ใช้ในชิป AI ของ Nvidia ขณะที่ Samsung Electronics ก็ปรับตัวขึ้นเกือบ 4% เช่นกัน ท่ามกลางความพยายามเร่งเครื่องพัฒนา HBM เพื่อชิงส่วนแบ่งคำสั่งซื้อ

 

ขณะที่หุ้นไต้หวันอย่าง TSMC ผู้ผลิตชิปสัญญาจ้างรายใหญ่ที่สุดของโลกและเป็นผู้ผลิตชิปหลักให้กับ Nvidia ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น 4% ในตลาดไทเป

 

เช่นเดียวกับหุ้นญี่ปุ่น กลุ่มผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ทำชิปปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น นำโดย Tokyo Electron (+5.87%) และ Lasertec (+6%) รวมถึง Renesas Electronics (+4%)

 

ภาพ: Ezra Acayan/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post Nvidia เผยกำไร Q3 ทะลุ 1 ล้านล้านบาท เป็นไตรมาสแรก ‘เจนเซน หวง’ ไร้กังวลฟองสบู่ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับ Western Digital เบื้องหลังการเติบโตครั้งใหม่ของ ‘ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์’ ท่ามกลางราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นกว่า 300% https://thestandard.co/wealth-in-depth-western-digital/ Mon, 20 Oct 2025 09:21:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1132883 คุยกับ Western Digital เบื้องหลังการเติบโตครั้งใหม่ของ ‘ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์’ ท่ามกลางราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นกว่า 300%

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 8-10 ปีก่อน มีกระแสในอุตสาหกรรมกา […]

The post คุยกับ Western Digital เบื้องหลังการเติบโตครั้งใหม่ของ ‘ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์’ ท่ามกลางราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นกว่า 300% appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับ Western Digital เบื้องหลังการเติบโตครั้งใหม่ของ ‘ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์’ ท่ามกลางราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นกว่า 300%

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 8-10 ปีก่อน มีกระแสในอุตสาหกรรมการจัดเก็บข้อมูลเกิดขึ้นว่า Hard Disk Drive หรือ HDDs กำลังซบเซา จากการเข้ามาของเทคโนโลยีที่เรียกว่า Solid State Drive หรือ SSDs ซึ่งอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสำหรับคอมพิวเตอร์ที่ใช้ชิปหน่วยความจำแบบ Flash Memory แทนการหมุนจานแม่เหล็กแบบ HDDs

 

แต่ท่ามกลางข้อมูลกำลังเติบโตอย่างมหาศาลในยุค AI พร้อมด้วยเทคโนโลยีการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดูเหมือนว่า ‘ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์’ กำลัง ‘ฟื้นคืนชีพ’ สู่การเติบโตครั้งใหม่ สะท้อนผ่านมูลค่า (Market Capitalization) ของหลายบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้

 

ตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นราคาหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในสหรัฐฯ อย่าง Western Digital Corporation (WDC), Seagate Technology Holdings (STX), Micron Technology (MU) หรือแม้แต่หุ้นอย่าง SK hynix (000660) ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ ทะยานขึ้นหลายเท่าตัว

 

Western Digital เป็นหนึ่งในหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงที่ผ่านมา จากราคาประมาณ 30 ดอลลาร์ ช่วงต้นเดือนเมษายน 2025 พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 137.40 ดอลลาร์ หรือกว่า 370% ภายใน 6 เดือน ขณะที่ราคาหุ้น Seagate พุ่งขึ้น 312% ส่วนราคาหุ้นของ Micron Technology และ SK hynix เพิ่มขึ้น 230% และ 195% ตามลำดับ

 

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อโลกกำลังมุ่งหน้าสู่เทคโนโลยีที่เร็วกว่าอย่าง SSDs? The Standard Wealth มีโอกาสสัมภาษณ์ Stefan Mandl, Vice President, Sales and Marketing of APJC region ของ Western Digital Corporation ผ่านทางอีเมล เพื่อถอดรหัสเบื้องหลังการกลับมาเติบโตอีกครั้งของอุตสาหกรรมนี้

 

AI คือ ‘คลื่นยักษ์’ ที่ยกเรือทุกลำ

 

การทะยานขึ้นของราคาหุ้นกลุ่มผู้ผลิตหน่วยความจำ สะท้อนถึงความต้องการ (Demand) ที่แท้จริงในตลาด และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความต้องการมหาศาลนี้ก็คือ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ (AI)

 

“ข้อมูลกำลังเติบโตอย่างมหาศาล และมันกำลังยกระดับสื่อจัดเก็บข้อมูลทุกรูปแบบไปพร้อมกัน ตั้งแต่ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDDs) ไปจนถึงแฟลช (SSDs) และแม้กระทั่งเทป ทุกสื่อจัดเก็บข้อมูลกำลังเติบโต ในกระแสคลื่นที่กำลังสูงขึ้นนี้ เรือทุกลำต่างถูกยกขึ้น และแรงส่งนี้ไม่มีทีท่าว่าจะชะลอตัวลง” Mandl กล่าว

 

สิ่งที่ตอกย้ำภาพนี้คือข้อมูลจาก IDC ซึ่งคาดการณ์ว่าปริมาณข้อมูลที่โลกสร้างขึ้นจะ เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า จาก 173.4 เซตตะไบต์ (ZB) ในปี 2024 เป็น 527.5 เซตตะไบต์ (ZB) ภายในปี 2029 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจาก AI และคลาวด์คอมพิวติง ซึ่งการจัดเก็บข้อมูลที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนี้ 80% ยังคงดำเนินการผ่าน HDDs

 

แม้ว่า SSD จะมีความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูลที่จำเป็นต่อการประมวลผล AI ในบางขั้นตอน แต่เมื่อพูดถึงการ ‘จัดเก็บ’ ข้อมูลมหาศาลที่ใช้ในการฝึกฝนโมเดล AI หรือที่เรียกว่า ‘Data Lakes’ และ ‘Unstructured Big Data’ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ยังคงเป็นคำตอบที่ขาดไม่ได้

 

“HDDs จะยังคงเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ AI ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลต่อไป IDC ประเมินว่าภายในปี 2029 เกือบ 80% ของพื้นที่จัดเก็บข้อมูลภายในคลาวด์จะยังคงอิงอยู่กับฮาร์ดไดรฟ์” Mandl กล่าว

 

เขาย้ำว่ากระบวนการของ AI นั้นสร้างข้อมูลหลายประเภท (Hot, Warm, Cold Data) ซึ่งแฟลชเพียงอย่างเดียวไม่สามารถจัดการได้อย่างคุ้มค่าหรือยั่งยืนได้

 

“พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่มี HDDs ก็ไม่มี AI โซลูชัน HDDs ความจุสูงคือรากฐานที่จัดเก็บชุดข้อมูลมหาศาลที่ใช้ในการฝึกโมเดล” Mandl กล่าว

 

อุตสาหกรรมนี้วัดกันที่ ‘TCO’ และนวัตกรรม ไม่ใช่แค่ความเร็ว

 

สำหรับผู้ให้บริการคลาวด์ระดับ Hyperscale และศูนย์ข้อมูลระดับองค์กร ปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจไม่ได้มีแค่ความเร็ว แต่คือ ‘ต้นทุนการเป็นเจ้าของโดยรวม’ (Total Cost of Ownership – TCO)

 

“งานวิจัยของ Western Digital แสดงให้เห็นว่า HDDs มีความได้เปรียบด้านต้นทุนต่อเทราไบต์ (Cost-per-terabyte) มากกว่าแฟลชถึง 6 เท่า โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีความจุสูงและมีการขยายขนาดใหญ่” Mandl กล่าว

 

ความได้เปรียบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากนวัตกรรมที่ Western Digital พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความหนาแน่นของข้อมูลบนจานแม่เหล็ก (Areal Density) Mandl ได้ยกตัวอย่าง 3 เทคโนโลยีหลักที่เป็นหัวใจสำคัญ ได้แก่

 

  • ePMR (Energy-Assisted Magnetic Recording) เทคโนโลยีที่ใช้กระแสไฟฟ้าช่วยในการเขียนข้อมูล ทำให้สามารถเขียนบิตข้อมูลให้ชิดกันมากขึ้น นำไปสู่ความจุที่สูงขึ้นในพื้นที่เท่าเดิม
  • OptiNAND™ การผสานชิปแฟลช (iNAND) เข้าไปในฮาร์ดไดรฟ์ เพื่อให้ชิปแฟลชช่วยจัดการงานดูแลระบบ (Housekeeping) ที่ซับซ้อน ทำให้ HDD ทำงานได้เร็วขึ้นและเพิ่มพื้นที่ว่างในการจัดเก็บข้อมูลหลัก
  • UltraSMR เทคโนโลยีที่เป็นกรรมสิทธิ์ซึ่งผสานฮาร์ดแวร์และเฟิร์มแวร์เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถเพิ่มความจุได้ อีก 20% เมื่อเทียบกับไดรฟ์ CMR (Conventional Magnetic Recording) แบบดั้งเดิม

 

นวัตกรรมเหล่านี้ช่วยให้ศูนย์ข้อมูลสามารถประหยัดต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และการระบายความร้อนได้อย่างมหาศาล

 

ประเทศไทย: ‘ศูนย์กลางการผลิต’ ที่พร้อมเติบโตรับเทรนด์ AI

 

จากการวิเคราะห์อุตสาหกรรม ในปี 2024 ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีสัดส่วน 20.5% ของรายได้คลาวด์คอมพิวติงทั่วโลก ทำให้เป็นตลาดระดับภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุด ในปีเดียวกัน ภูมิภาคนี้สร้างรายได้ 154,285.6 ล้านดอลลาร์ หรือราว 5 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะขยายตัวในอัตรา 22.9% ต่อปี (CAGR) ตั้งแต่ปี 2025 – 2030 ไปถึงระดับ 554,859.3 ล้านดอลลาร์ หรือราว 18 ล้านล้านบาท จากข้อมูลของ Grand View Horizon, Asia Pacific Cloud Computing Market Size & Outlook

 

เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย Mandl ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพที่ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้ใช้งาน แต่ในฐานะผู้ผลิตคนสำคัญของโลก

 

“ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงไทย ยังคงเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับ Western Digital” Mandl กล่าว

 

ข้อมูลจาก Krungsri Research สนับสนุนภาพนี้ โดยคาดการณ์ว่ารายได้ของระบบจัดเก็บข้อมูลในศูนย์ข้อมูลของไทยจะ เติบโต 11-12% ต่อปี ระหว่างปี 2025 – 2027 ขณะที่รายงานจาก AI Thailand ชี้ว่าองค์กรในไทยถึง 73.3% มีแผนที่จะนำ AI มาใช้ในอนาคต เพิ่มเติมจาก 17.8% ที่เริ่มใช้ไปแล้ว

 

“ประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางการผลิต HDD ระดับโลก โดยอยู่ในอันดับที่ 2 ของโลกในด้านการส่งออก HDD ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมการจัดเก็บข้อมูล Western Digital อยู่ในตำแหน่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการสนับสนุนการเติบโตนี้ เรากำลังผลักดันขอบเขตของสิ่งที่เป็นไปได้ในการจัดเก็บข้อมูลความจุสูง เพื่อมอบคุณค่าและประสิทธิภาพที่ไม่มีใครเทียบได้ในระดับขนาดใหญ่” Mandl กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพ: imaginima / Getty Images

The post คุยกับ Western Digital เบื้องหลังการเติบโตครั้งใหม่ของ ‘ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์’ ท่ามกลางราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นกว่า 300% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งงบไตรมาสแรกของหุ้นเทคเบื้องต้น กลุ่มอิง AI สัญญาณดี หลังคู่ค้า NVIDIA พลิกมีกำไร ส่วน Meta เร่งเพิ่มการลงทุน https://thestandard.co/tech-stock-ai-nvidia-meta/ Thu, 25 Apr 2024 11:35:31 +0000 https://thestandard.co/?p=926756 AI

ในช่วงเดือนเมษายนนี้ นับว่าเป็นช่วงเวลาการประกาศผลประกอ […]

The post ส่งงบไตรมาสแรกของหุ้นเทคเบื้องต้น กลุ่มอิง AI สัญญาณดี หลังคู่ค้า NVIDIA พลิกมีกำไร ส่วน Meta เร่งเพิ่มการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI

ในช่วงเดือนเมษายนนี้ นับว่าเป็นช่วงเวลาการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2024 ของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งทั่วโลก ทีมงาน THE STANDARD WEALTH ได้รวบรวมงบของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่ประกาศออกมาแล้วให้ได้ติดตามกันว่าจะรุ่งหรือร่วงกันแน่

 

ในฝั่งของ SK hynix บริษัทผลิตชิปแบบความจำ (Memory Chip) เบอร์ 2 ของโลก ซึ่งเป็นคู่ค้าของ NVIDIA รายงานรายได้อยู่ที่ 9 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 114% กำไรอยู่ที่ราว 1.39 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท) ตามกระแส AI ที่เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีแผนขยายโรงงานได้ในปีนี้เพิ่มอีกเช่นกัน

 

ทั้งนี้ กำไรที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปีนี้ถือเป็นการพลิกกลับมาทำกำไรได้อีกครั้งของ hynix หลังจากขาดทุนสุทธิมาต่อเนื่อง 5 ไตรมาสติดต่อกัน และเพื่อรองรับความต้องการในฝั่งเทคโนโลยี AI บริษัทมีแผนจะสร้างโรงงานใหม่ในเกาหลีใต้เพิ่มเติม โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนพฤศจิกายน ปี 2025 ใช้เงินลงทุนราว 20 ล้านล้านวอน 

 

ส่วน Meta (เดิมคือ Facebook) ได้ประกาศรายได้ของไตรมาส 1 ว่าทำได้ราว 3.65 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.30 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 27% จากปีก่อนหน้า (YoY) และทำกำไรได้ 1.24 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.50 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นราว 117% จากปีก่อนหน้า 

 

แต่ทั้งนี้ รายได้ของ Meta ก็ยังต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และมีการเพิ่มเงินลงทุนใน AI (Artificial Intelligence) มากกว่าที่ตลาดคาดว่ามีโอกาสแตะ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ – 4 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท – 1.4 ล้านล้านบาท) จึงทำให้ราคาหุ้นถูกเทขายลงไปกว่า 15%

 

ในวันเดียวกัน (24 เมษายน) Tesla ประกาศรายได้ออกมาที่ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.7 แสนล้านบาท) น้อยลงกว่าปีก่อน 9% (YoY) ในขณะที่กำไรอยู่ที่ 1.1 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท) คิดเป็นการปรับตัวลง 55% จากปีก่อนหน้า จากแนวโน้มการแข่งขันของตลาด EV ที่เข้มข้นขึ้น จึงต้องมีการลดราคา

 

ในขณะที่ Alphabet (Google) ที่แม้จะกำลังเผชิญกับความปั่นป่วนภายในบริษัทจากการประท้วงของพนักงานจนมีการไล่ออกไป 28 คน และการแข่งขันทางด้าน AI ที่ดุเดือดขึ้น จะประกาศงบภายในวันศุกร์นี้ (26 เมษายน) โดยนักวิเคราะห์ก็ประเมินว่า รายได้ของ Alphabet มีโอกาสปรับตัวขึ้นมาราว 13% ในไตรมาส 1 นี้

 

นักวิเคราะห์ประเมินว่า รายได้ของ Microsoft มีโอกาสปรับตัวขึ้น 15% ในไตรมาส 1 นี้ ก่อนที่จะชะลอตัวลงกว่านี้ในอีก 3 ไตรมาสข้างหน้า ซึ่ง Microsoft เองก็มีการลงทุนในด้าน AI อย่างต่อเนื่องอีกหลายพันล้านดอลลาร์ทั้งใน Anthropic, Mistral, Figure และ Humane ในขณะที่ราคาหุ้นมีการปรับตัวขึ้นราว 6.8% นับจากต้นปี ดันมูลค่าบริษัทแตะ 3 ล้านล้านดอลลาร์ แซงหน้า Apple ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของโลกอยู่ ณ ขณะนี้ ซึ่งจะประกาศงบในวันศุกร์ที่ 26 เมษายนนี้

 

อ้างอิง: 

The post ส่งงบไตรมาสแรกของหุ้นเทคเบื้องต้น กลุ่มอิง AI สัญญาณดี หลังคู่ค้า NVIDIA พลิกมีกำไร ส่วน Meta เร่งเพิ่มการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สตาร์ทอัพผลิต AI ชิปสัญชาติเกาหลีใต้ ท้าชน Nvidia จ่อระดมทุนดันมูลค่าแตะ 1.4 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/sapeon-rival-to-nvidia/ Wed, 01 Mar 2023 07:12:00 +0000 https://thestandard.co/?p=757136

Sapeon บริษัทสตาร์ทอัพผู้ผลิต AI ชิปสัญชาติเกาหลีใต้ ซึ […]

The post สตาร์ทอัพผลิต AI ชิปสัญชาติเกาหลีใต้ ท้าชน Nvidia จ่อระดมทุนดันมูลค่าแตะ 1.4 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

Sapeon บริษัทสตาร์ทอัพผู้ผลิต AI ชิปสัญชาติเกาหลีใต้ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา อยู่ระหว่างการระดมทุน โดยจะช่วยให้มูลค่าของบริษัทพุ่งแตะ 400 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.4 หมื่นล้านบาท

 

Sapeon มีผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง SK Telecom บริษัทเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ รวมทั้งบริษัทผู้ผลิตชิปอย่าง SK Hynix และ SK Square ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนที่แยกตัวออกมาจาก SK Telecom

 

ปัจจุบัน Sapeon เป็นผู้ผลิต AI ชิป ซึ่งถูกนำไปใช้กับ Data Center อย่างเช่นการจัดการข้อมูลโดยบริษัทด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง ซึ่ง AI ชิปเหล่านี้จำเป็นจะต้องใช้ AI แอปพลิเคชันที่ต้องอาศัยการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล

 

ขณะที่บริษัทอย่าง Nvidia ซึ่งเป็นผู้ผลิตหลักสำหรับ AI ชิปในขณะนี้ ก็เริ่มมีบริษัทอย่าง Sapeon และ AMD เข้ามาแข่งขันด้วยมากขึ้น

 

Soojung Ryu ซีอีโอของ Sapeon กล่าวว่า “โซลูชันของ AI จะเติบโตอย่างมาก ต้องขอบคุณวิวัฒนาการของการให้บริการด้าน AI อย่าง ChatGPT”

 

ChatGPT กลายเป็นกระแสไปทั่วโลกหลังจากที่ OpenAI เปิดตัวแชตบอตนี้ตั้งแต่ปลายปีก่อน และทำให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Google และ Baidu ต่างเร่งเปิดตัว AI ของตัวเอง

 

ขณะที่ Ryu กล่าวต่อว่า “เราต้องการที่จะสร้าง AI ชิป เพื่อคว้าโอกาสทางธุรกิจ”

 

ทั้งนี้ Sapeon ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2016 ภายใต้บริษัท SK Telecom ซึ่งเป็นบริษัทโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ก่อนที่บริษัทจะแยกตัวออกมาและระดมทุนด้วยตัวเอง

 

Ryu กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างการระดมทุนเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยให้มูลค่าของบริษัทพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 400 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบันบริษัทพุ่งเป้าที่จะเจาะตลาดสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นการแข่งขันกับ Nvidia โดยตรง โดยเธอเชื่อว่าบริษัทจะสามารถท้าทายผู้นำตลาดอย่าง Nvidia ได้

 

ปัจจุบัน Sapeon มีชิปเพียงรุ่นเดียวในตลาดคือ X220 ซึ่งเป็นชิปที่ถูกผลิตโดยเทคโนโลยีที่เรียกว่า 28 นาโนเมตร โดยหน่วยนาโนเมตรสะท้อนถึงขนาดของทรานซิสเตอร์ที่ใช้ควบคุมกระแสไฟฟ้าบนชิปแต่ละตัว ซึ่งทรานซิสเตอร์ยิ่งเล็กเท่าใดจะช่วยทำให้ชิปนั้นๆ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ Ryu ยังกล่าวอีกว่า บริษัทจะเปิดตัวชิปรุ่นใหม่คือ 7 นาโนเมตร AI ชิป ในปีนี้ โดยเครื่องผลิตชิปจะถูกผลิตโดย TSMC ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post สตาร์ทอัพผลิต AI ชิปสัญชาติเกาหลีใต้ ท้าชน Nvidia จ่อระดมทุนดันมูลค่าแตะ 1.4 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาหลีใต้ ขาดดุลการค้าเดือน ม.ค. เฉียด 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังเศรษฐกิจโลกชะลอ ฉุดยอดส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ฟุบ 44.5% https://thestandard.co/jan-south-korea-trade-deficit/ Wed, 01 Feb 2023 05:09:20 +0000 https://thestandard.co/?p=744590 เกาหลีใต้

เกาหลีใต้ ทำสถิติขาดดุลการค้าสูงสุดในเดือนมกราคมที่ผ่าน […]

The post เกาหลีใต้ ขาดดุลการค้าเดือน ม.ค. เฉียด 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังเศรษฐกิจโลกชะลอ ฉุดยอดส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ฟุบ 44.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาหลีใต้

เกาหลีใต้ ทำสถิติขาดดุลการค้าสูงสุดในเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังการส่งออกหดตัวตามการชะลอของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ราคาพลังงานเริ่มปรับตัวสูงขึ้น สร้างความกังวลว่าเศรษฐกิจแดนโสมขาวในปีนี้อาจต้องเผชิญกับภาวะถดถอย

 

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ของเกาหลีใต้ ระบุว่า ในเดือนมกราคมที่ผ่านมาเกาหลีใต้ขาดดุลการค้ามากถึง 1.27 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3 เท่าจากเดือนธันวาคมปีก่อนหน้า โดยปัจจัยหลักเกิดจากการส่งออกที่หดตัวถึง 16.6% โดยที่สินค้าส่งออกสำคัญของประเทศอย่างเซมิคอนดักเตอร์มีการส่งออกลดลงถึง 44.5%

 

ตัวเลขส่งออกของเกาหลีใต้เริ่มชะลอตัวลงมาตั้งแต่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา และคาดว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจะทำให้สถานการณ์ดังกล่าวลากยาวต่อไปอีกอย่างน้อย 2-3 เดือน คำสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศที่ลดลงทำให้อุตสาหกรรมในเกาหลีใต้ต้องปรับลดกำลังการผลิตลงมา ซึ่งอาจส่งผลต่อการเติบโตของภาพรวมเศรษฐกิจ

 

“ความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจเกาหลีใต้ในปีนี้จะหดตัวเริ่มมีสูงขึ้น การขาดดุลไม่เพียงแต่กระทบผลการดำเนินงานของภาคธุรกิจ แต่ยังกระทบการใช้จ่ายของผู้บริโภคด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้จะมีผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ” Park Sang-hyun นักเศรษฐศาสตร์ของ HI Investment & Securities ระบุ

 

ความเสี่ยงในการเข้าสู่ภาวะถดถอยที่เริ่มมีสูงขึ้นอาจสร้างความหนักใจให้กับธนาคารกลางเกาหลีใต้ที่ต้องการดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวต่อไปเพื่อสกัดไม่ให้ปัญหาเงินเฟ้อกลับมารุนแรง โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเกาหลีใต้อยู่ที่ระดับ 3.5%

 

ตัวเลขการส่งออกของเกาหลีใต้ถือเป็นหนึ่งในมาตรวัดที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้วิเคราะห์ภาพรวมของการค้าโลก เนื่องจากเกาหลีใต้เป็นประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของสินค้าสำคัญหลายรายการ เช่น ชิป เซมิคอนดักเตอร์ หน้าจอคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีชั้นสูง

 

ล่าสุดในวันนี้ (1 กุมภาพันธ์) SK hynix บริษัทผู้ผลิตชิปอันดับ 2 ของเกาหลีใต้ ได้รายงานผลขาดทุนของไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่ Samsung Electronics อีกหนึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ก็เพิ่งจะประกาศว่ามีรายได้ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 97%

 

อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายยังเชื่อว่าดุลการค้าของเกาหลีใต้จะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นไป จากอานิสงส์ของการเปิดประเทศของจีน ซึ่งถือเป็นผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่จากเกาหลีใต้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post เกาหลีใต้ ขาดดุลการค้าเดือน ม.ค. เฉียด 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังเศรษฐกิจโลกชะลอ ฉุดยอดส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ฟุบ 44.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>