Singapore Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/singapore/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 05 Feb 2026 12:00:48 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Krungthai COMPASS ประเมินนักท่องเที่ยวปี 2569 ยังต่ำกว่าก่อนโควิด-19 เหตุจีนหายกว่าครึ่ง ฉุดรายได้ฟื้นไม่เต็ม https://thestandard.co/krungthai-compass-tourism-forecast-2026/ Thu, 05 Feb 2026 10:00:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1174242 ภาพกราฟิกแสดงการคาดการณ์จำนวนและรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติของ Krungthai COMPASS เปรียบเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 และผลกระทบจากการลดลงของนักท่องเที่ยวจีน

Krungthai COMPASS มองท่องเที่ยวไทยยังไม่ฟื้นเท่าระดับก่ […]

The post Krungthai COMPASS ประเมินนักท่องเที่ยวปี 2569 ยังต่ำกว่าก่อนโควิด-19 เหตุจีนหายกว่าครึ่ง ฉุดรายได้ฟื้นไม่เต็ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการคาดการณ์จำนวนและรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติของ Krungthai COMPASS เปรียบเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 และผลกระทบจากการลดลงของนักท่องเที่ยวจีน

Krungthai COMPASS มองท่องเที่ยวไทยยังไม่ฟื้นเท่าระดับก่อนโควิด-19 ในอีก 1-2 ปีนี้ ชี้ ‘ภาพลักษณ์ตก-บาทแข็ง-ตลาดแข่งขันสูง’ เป็นเหตุ จีนไม่กลับมาเที่ยวไทย พร้อมเผยสัญญาณบวก นักท่องเที่ยวใช้จ่ายสูงขึ้น สะท้อนคุณภาพนำปริมาณ

 

วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ประเมินว่า ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ชะลอลงกว่าครึ่ง จากระดับราว 11 ล้านคนในปี 2562 เหลือเพียง 4.5-5.5 ล้านคนในช่วงปี 2568-2569 ทำให้ทั้งจำนวนและรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังไม่กลับไปในระดับเดียวก่อนโควิดในช่วง 1-2 ปีนี้

 

โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 32.8 และ 34.5 ล้านคนตามลำดับ ซึ่งยังต่ำกว่าปี 2562 ที่มี 39.8 ล้านคน

 

แม้ว่านักท่องเที่ยวจากตลาดอื่น โดยเฉพาะยุโรป ซึ่งมี Spending per Head สูง จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นและฟื้นตัวสูงกว่าปี 2562 แล้ว แต่ยังไม่สามารถชดเชยช่องว่างของตลาดจีนได้ ส่งผลให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568-2569 อยู่ที่ 1.52-1.64 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 79%-86% ของระดับก่อนโควิด

 

ขณะเดียวกันยังต้องติดตามผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่จะกดดันจำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียในช่วงต้นปี 2569 ซึ่งอาจซ้ำเติมการฟื้นตัวในภาพรวมได้

 

เปิด 3 ปัจจัยหลัก จีนมาไทยต่ำคาด

 

นอกจากนี้ Krungthai COMPASS ยังระบุ 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยต่ำกว่าคาด โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

1. ภาพลักษณ์ความปลอดภัยกระทบความเชื่อมั่น

 

จากผลสำรวจของ Dragon Trail International ระบุว่า 48% ของนักท่องเที่ยวจีนมองว่าไทยไม่ปลอดภัย ส่วนหนึ่งมาจากข่าวเชิงลบ เช่น กรณีนักแสดงชาวจีนหายตัว และการปราบปรามธุรกิจสีเทา ทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีปัญหาอาชญากรรมและธุรกิจผิดกฎหมายจำนวนมาก

 

2. คู่แข่งดึงนักท่องเที่ยวได้ดีกว่า

 

ประเทศในเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเวียดนาม ใช้จุดขายด้านความปลอดภัยและนโยบายวีซ่าฟรี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ทำให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนได้มากกว่า โดยอัตราการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนอยู่ที่ ญี่ปุ่น 99% เวียดนาม 91% สิงคโปร์ 87% ขณะที่ไทยฟื้นตัวเพียง 40% และในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ญี่ปุ่นมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนแซงหน้าไทยแล้ว

 

3. บาทแข็ง ทำไทยแพงขึ้นในสายตาจีน

 

สำหรับกรณีเงินบาทแข็งค่าขึ้นราว 10% มาอยู่ที่ 4.4 บาทต่อหยวน จากค่าเฉลี่ยในปี 2567 ที่ 4.9 บาทต่อหยวน และมีแนวโน้มแข็งต่อในปี 2569 ทำให้ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวไทยดูแพงขึ้น เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ที่ค่าเงินอ่อนลงราว 8%

 

จีนเที่ยวไทยหาย ฉุดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาพรวม

 

นักท่องเที่ยวจีนหดตัวลงถึง -33.8% YoY ตลอด 11 เดือนแรกของปี 2568 เหลือเพียง 4.1 ล้านคน ซึ่งยังต่ำกว่าครึ่งของระดับช่วงก่อนโควิด-19 ขณะที่กลุ่ม East Asia เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง ก็มีแนวโน้มหดตัว -10.1%YoY เช่นกัน ซึ่งฉุดการเติบโตของภาคท่องเที่ยวไทยอย่างมาก

 

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวกลุ่ม EU อินเดีย และรัสเซีย กลับมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จนสูงกว่าระดับก่อนโควิด-19 อย่างเห็นได้ชัด โดยมีระดับ Recovery Rate สูงถึง 118%-129% ของปี 2562

 

ทั้งนี้ แม้นักท่องเที่ยวกลุ่ม EU อินเดีย และรัสเซีย จะยังไม่สามารถชดเชยนักท่องเที่ยวจีนและกลุ่ม East Asia ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยประคับประคองการท่องเที่ยวไทยในช่วงที่ผ่านมา

 

จำนวนลด แต่การใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น

 

จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติตลอด 11 เดือนแรกของปี 2568 หดตัวลงราว -7.2% YoY อยู่ที่ 29.6 ล้านคน ซึ่งยังคงต่ำกว่าระดับช่วงก่อนโควิด-19

 

อย่างไรก็ดี รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ยังหดตัวแค่ -4.7% YoY โดยมีรายได้รวม 1.37 ล้านล้านบาท จาก Spending per Head ที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงยุทธศาสตร์ ‘คุณภาพนำปริมาณ’ (Value over Volume) ของการท่องเที่ยวไทย

 

นักท่องเที่ยวกลุ่มระยะไกล ช่วยพยุงรายได้การท่องเที่ยวไทย

 

นักท่องเที่ยวกลุ่มระยะไกล (Long haul) มี Spending per Head สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 19%-73% นำโดยกลุ่ม Middle East ที่มีการใช้จ่ายถึง 80,137 บาท/คน/ทริป ตามด้วยกลุ่ม Europe Russia America และ Oceania ที่มี Spending per Head อยู่ที่ราว 55,000-62,000 บาท/คน/ทริป

 

โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มเติบโตดีในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 และช่วยประคับประคองรายได้ของการท่องเที่ยวไทยไว้ได้ในระดับหนึ่ง

 

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short haul) มีเพียงจีนเท่านั้น ที่มีSpending per Head สูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยมีการใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 54,212 บาท/คน/ทริป ซึ่งการหดตัวลงอย่างรุนแรงของจำนวนนักท่องเที่ยวจีน ทำให้ Spending per Head โดยรวม ยังไม่กลับไปในระดับเดียวกับปี 2562

 

ท่องเที่ยวไทยหดสวนทางประเทศคู่แข่ง

 

นักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 หดตัว 7.2% YoY สวนทางกับประเทศคู่แข่งที่มีแนวโน้มขยายตัวตั้งแต่ 2.7%-20.9% YoY

 

โดยเฉพาะคู่แข่งสำคัญอย่างญี่ปุ่น และเวียดนาม ที่มีแนวโน้มเติบโตถึง 17.0% YoY และ 20.9%YoY ตามลำดับ

 

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติขึ้นนำไทยตั้งแต่ปี 2567 และยังเติบโตต่อเนื่อง โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 นักท่องเที่ยวต่างชาติในญี่ปุ่นฟื้นตัวได้ถึง 133% ขณะที่เวียดนามก็ฟื้นตัวได้ถึง 117% ของปี 2562 แล้ว

 

โดยสาเหตุหลักที่นักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยโตสวนทางคู่แข่ง เป็นเพราะนักท่องเที่ยวจีนยังฟื้นตัวช้า จากความกังวลด้านความปลอดภัย ประกอบกับปัจจัยเชิงโครงสร้างอื่นๆ ที่กดดันความสามารถในการแข่งขันของไทย เช่น ความคุ้มค่า และความสดใหม่ที่ต้องเร่งพัฒนา

The post Krungthai COMPASS ประเมินนักท่องเที่ยวปี 2569 ยังต่ำกว่าก่อนโควิด-19 เหตุจีนหายกว่าครึ่ง ฉุดรายได้ฟื้นไม่เต็ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประมวลภาพวันแรก Singapore Airshow 2026 จัดเต็มเครื่องบินรบหลายชาติแสดงการบิน https://thestandard.co/singapore-airshow-fighter-jets/ Wed, 04 Feb 2026 02:41:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1173458 ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก

Singapore Airshow 2026 วันแรกคึกคัก (3 กุมภาพันธ์) มีผู […]

The post ประมวลภาพวันแรก Singapore Airshow 2026 จัดเต็มเครื่องบินรบหลายชาติแสดงการบิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก

Singapore Airshow 2026 วันแรกคึกคัก (3 กุมภาพันธ์) มีผู้เข้าชมการแสดงบินผาดแผลงของเครื่องบินชาติต่างๆ อย่างล้นหลามที่ศูนย์นิทรรศการชางงี ใกล้สนามบินชางงีในสิงคโปร์

 

ไฮไลต์ของงานปีนี้มีการแสดงบินคู่กันของเครื่องบินขับไล่ F-16C และเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบ AH-64D Apache ของกองทัพอากาศสิงคโปร์ ส่วนอินโดนีเซียนำฝูงบินผาดแผลง Jupiter มาแสดง ซึ่งปัจจุบันกองทัพอากาศอินโดนีเซียเป็นกองทัพอากาศเดียวในอาเซียนที่ยังมีฝูงบินผาดแผลงทำการบินอยู่ในตอนนี้

 

ขณะที่ฝูงบิน August 1st ของกองทัพอากาศจีนที่ประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่ J-10 ที่เคยมาแสดงการบินที่ไทยในโอกาสครบรอบ 88 ปีกองทัพอากาศไทยที่ดอนเมืองเมื่อปีที่แล้ว ก็เดินทางมาโชว์ที่สิงคโปร์ปีนี้ด้วย ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากผู้ชมเป็นจำนวนมาก

 

ส่วนออสเตรเลียนำ F-35A ซึ่งถือเป็นพระเอกของงานมาบินโชว์ในท่วงท่าต่างๆ แน่นอนว่าได้รับความสนใจจากแฟนๆ มากที่สุด

 

ขณะที่ฝูงบินผาดแผลง Sarang ของกองทัพอากาศอินเดียใช้เฮลิคอปเตอร์แบบ Dhruv ของ HAL ในการแสดง โดยเป็นเฮลิคอปเตอร์ที่อินเดียออกแบบและผลิตเอง ส่วนกองทัพอากาศมาเลเซียนำเครื่องบินขับไล่ Su-30MKM มาโชว์บินผาดแผลง

 

นอกจากเครื่องบินรบแล้ว ยังมีการบินสาธิตของเครื่องบินโดยสารในงานนี้ด้วย โดย Airbus นำเครื่องบิน A350-1000 ซึ่งเป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในตระกูล A350 มาแสดงการบิน โดยโมเดลนี้ Airbus กำลังแข่งขันกับ Boeing 777-X เพื่อชิงสัญญาสั่งซื้อจากสายการบินต่างๆ ใน Singapore Airshow ครั้งนี้ด้วย

 

ขณะที่ Comac รัฐวิสาหกิจของจีนที่ทำหน้าที่ออกแบบและผลิตเครื่องบินโดยสาร นำเครื่องบิน C919 มาบินโชว์ในงาน โดยจีนกำลังเร่งทำตลาด C919 ทั่วโลกหลังมีคำสั่งซื้อจากสายการบินในจีนหลายร้อยลำ โดยต้องแข่งขันกับ Boeing 737-8 A320neo และ E195

 

สำหรับงาน Singapore Airshow 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-8 กุมภาพันธ์ 2026

 

ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก 1ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก 2ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก 3ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก 4ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก 5ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก 6ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก 7ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก 8ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก 9

 

ภาพ: อนาลโย กอสกุล

The post ประมวลภาพวันแรก Singapore Airshow 2026 จัดเต็มเครื่องบินรบหลายชาติแสดงการบิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : พิพัฒน์ยัน Disneyland Thailand ไม่ใช่ไอเดียช่วงหาเสียง ชี้จำเป็นต้องมี Man-made Destination เพื่อนบ้านโกยรายได้หมดแล้ว ย้ำหากเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลเดินหน้าทันที https://thestandard.co/pipat-disneyland-thailand-destination/ Tue, 03 Feb 2026 07:58:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1173182 พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ประเด็นโครงการ Disneyland Thailand และ Man-made Destination

วันนี้ (3 กุมภาพันธ์) เวลา 12.50 น. ที่จังหวัดสุราษฎร์ธ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : พิพัฒน์ยัน Disneyland Thailand ไม่ใช่ไอเดียช่วงหาเสียง ชี้จำเป็นต้องมี Man-made Destination เพื่อนบ้านโกยรายได้หมดแล้ว ย้ำหากเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลเดินหน้าทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ประเด็นโครงการ Disneyland Thailand และ Man-made Destination

วันนี้ (3 กุมภาพันธ์) เวลา 12.50 น. ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงดึง Disneyland Thailand มาดำเนินการว่าอาจเป็นไปไม่ได้

 

พิพัฒน์ชี้แจงว่า ประเทศไทยยังขาดแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made Destination) เพื่อใช้ดึงดูดนักท่องเที่ยว เพราะที่ผ่านมาใช้แต่แหล่งท่องเที่ยว ทางธรรมชาติเพื่อหารายได้เท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีแหล่งท่องเที่ยวลักษณะนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะสิงคโปร์ แม้จะมีพื้นที่และทรัพยากรจำกัด แต่สามารถสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น จนดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างมหาศาล ทั้งนี้ หากสามารถดึงดิสนีย์เข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ จะถือเป็นดิสนีย์แลนด์แห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

สำหรับโครงการดังกล่าวนี้ พิพัฒน์ยืนยันว่า ตนเองไม่ได้คิดในช่วงหาเสียงนี้ แต่ผ่านการคิดมาตั้งแต่สมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ได้มีการหารือร่วมกับผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย, ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องมีแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวไทย ซึ่งจะช่วยให้โครงการรถไฟฟ้า 3 สนามบิน ประกอบด้วยสนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา ได้ก่อสร้างให้สำเร็จ

 

เนื่องจากปัจจุบันยังไม่สามารถก่อสร้างได้แม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว ซึ่งเอกชนระบุว่า ยังไม่มีแหล่งท่องเที่ยวและจุดความคุ้มค่าในการลงทุน ฉะนั้นเมื่อตนเองมีโอกาสได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงได้ผลักดันเรื่องนี้ต่อทั้งนี้ได้มีการเตรียมพื้นที่จำนวน 5,000 ไร่บริเวณ EEC เพื่อเตรียมสร้างไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งประกอบด้วยโครงการดิสนีย์แลนด์จำนวน 3,000 ไร่ อินดอร์สเตเดียม 80,000 ที่นั่ง และห้องประชุมไมซ์ 5,000 ที่นั่ง ศูนย์การค้าช้อปปิ้งมอลล์

 

พิพัฒน์กล่าวว่า หลังการเลือกตั้ง หากตนได้กลับมาดำรงตำแหน่งเดิม จะเดินหน้าโครงการดังกล่าวอย่างแน่นอน โดยมั่นใจว่าเมื่อมีโครงการที่ดี จะมีนักลงทุนเข้ามาร่วมทุน ซึ่งขณะนี้มีทั้งนักลงทุนไทยและนักลงทุนจากตะวันออกกลางแสดงความสนใจ ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่เป็นผู้ลงทุน แต่มีหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวกด้านที่ดินเท่านั้น ทั้งนี้โครงการยังอยู่ในขั้นตอนร่างแรก

 

พิพัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยสร้างเม็ดเงินด้านการท่องเที่ยวและกีฬา (sport tourism) อย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าจะไม่มีคาสิโนอย่างแน่นอน เนื่องจากเอนเตอร์เทนเมนต์ไม่จำเป็นต้องพึ่งคาสิโนก็สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาใช้จ่ายได้ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า หากโครงการเดินหน้า จะมีภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนอย่างแน่นอน

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : พิพัฒน์ยัน Disneyland Thailand ไม่ใช่ไอเดียช่วงหาเสียง ชี้จำเป็นต้องมี Man-made Destination เพื่อนบ้านโกยรายได้หมดแล้ว ย้ำหากเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลเดินหน้าทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
WOODZ เตรียมจัดคอนเสิร์ตในไทย 16-17 พฤษภาคมนี้ https://thestandard.co/woodz-world-tour-bangkok-2026/ Tue, 03 Feb 2026 05:27:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1172999 WOODZ กำลังแสดงบนเวทีคอนเสิร์ตในประเทศไทย

ใครคิดถึง WOODZ เตรียมตัวกันให้พร้อม! เพราะเขากำลังเตรี […]

The post WOODZ เตรียมจัดคอนเสิร์ตในไทย 16-17 พฤษภาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
WOODZ กำลังแสดงบนเวทีคอนเสิร์ตในประเทศไทย

ใครคิดถึง WOODZ เตรียมตัวกันให้พร้อม! เพราะเขากำลังเตรียมตัวมาเยือนเมืองไทยอีกครั้งพร้อมกับทัวร์คอนเสิร์ต 2026 WOODZ WORLD TOUR'Archive. 1'IN BANGKOK ในวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2026 โดยคอนเสิร์ตครั้งนี้จะมีโปรโมเตอร์อย่าง BEX CONCERT มารับหน้าที่เป็นผู้จัดงานอีกด้วย

 

แม้จะยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องสถานที่จัดคอนเสิร์ต แต่การกลับมาครั้งนี้ถือเป็นการกลับมาในรอบเกือบ 2 ปีครึ่ง หลังจากก่อนหน้านี้เขาเคยมาเมืองไทยกับคอนเสิร์ตรอบ Encore ในเดือนธันวาคมปี 2023 ช่วงอัลบั้ม OO-LI ก่อนที่จะเข้ากรมทหารไปรับใช้ชาติ และปลดประจำการเมื่อไม่นานมานี้

 

นอกจากคอนเสิร์ตในประเทศไทยแล้ว เขาก็จะเดินทางไปพบปะกับแฟนๆ ทั่วโลกในอีกหลายเมือง ไม่ว่าจะเป็นโอซาก้า โตเกียว นาโกย่า สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ ฮ่องกง มะนิลา จาการ์ตา ไทเป ก่อนจะข้ามไปฝั่งยุโรปและออสเตรเลียกับโชว์ที่เบอร์ลิน ลอนดอน แฟรงก์เฟิร์ต ปารีส พร้อมปิดท้ายที่เมลเบิร์นและซิดนีย์

 

ภาพ: EDAM

 

อ้างอิง:

The post WOODZ เตรียมจัดคอนเสิร์ตในไทย 16-17 พฤษภาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Singapore Airshow 2026 เปิดฉาก หลายชาติโชว์เทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศ https://thestandard.co/singapore-airshow-tech-defense/ Tue, 03 Feb 2026 01:22:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1172815 ภาพการแสดงเครื่องบินรบในงาน Singapore Airshow 2026

Singapore Airshow 2026 นิทรรศการด้านการบินและการป้องกัน […]

The post Singapore Airshow 2026 เปิดฉาก หลายชาติโชว์เทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการแสดงเครื่องบินรบในงาน Singapore Airshow 2026

Singapore Airshow 2026 นิทรรศการด้านการบินและการป้องกันประเทศระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียเปิดฉากขึ้นในวันนี้ (3 กุมภาพันธ์) ที่ศูนย์นิทรรศการชางงี (Changi Exhibition Centre) โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 10 หลังจัดครั้งแรกในปี 2008 และเติบโตอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มชั้นนำของโลกสำหรับอุตสาหกรรมการบินและการป้องกันประเทศในการแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยี

 

สำหรับปีนี้มีบริษัทที่เข้าร่วมจัดแสดงและออกบูธมากกว่า 1,000 แห่ง จากกว่า 50 ประเทศและดินแดนทั่วโลก เช่น Airbus, ATR, AVIC, Bell, Boeing, COMAC, Dassault Aviation, GE Aerospace, Gulfstream, Leonardo, Lockheed Martin, MBDA, Rolls Royce, RTX, Saab, SIA Engineering, ST Engineering, Thales และ Vertical Aerospace

 

มีพาวิลเลียนของประเทศต่างๆ มาร่วมในงานนี้ด้วย ได้แก่ ออสเตรเลีย, แคนาดา, สาธารณรัฐเช็ก, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, เกาหลี, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, สวิตเซอร์แลนด์, สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ส่วนจีนและอิตาลีขยายพื้นที่จัดแสดงใหญ่ขึ้น

 

นอกจากบริษัทข้างต้นแล้ว ยังมีหลายบริษัทในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบิน เช่น ธุรกิจซ่อมบำรุงเครื่องบิน (MRO) มาร่วมออกบูธ อย่าง ExecuJet Haite ขณะที่ Dassault Aviation จากฝรั่งเศสมีการนำเครื่องบินเจ็ตธุรกิจ (Business Jet) แบบ Falcon 6X มาจัดแสดง รวมถึงเตรียมอัปเดตความคืบหน้าเกี่ยวกับโปรแกรมพัฒนาโมเดล Falcon 10X ที่ใหญ่กว่าและบินได้ไกลกว่า เพื่อรองรับกับดีมานด์ในตลาดเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวที่มีเพิ่มขึ้น

 

เช่นเดียวกับสายการบินภูมิภาคที่มีความต้องการจัดหาเครื่องบินโดยสารแบบใบพัด (Turboprop) สูงขึ้น ส่งผลให้ ATR ก็เป็นอีกบริษัทที่คาดว่าจะได้รับความสนใจในงานนี้อย่างล้นหลามเช่นกัน

 

นอกจากนี้เทคโนโลยีเกี่ยวกับแท็กซี่อากาศ (อากาศยานไฟฟ้า) หรือ eVTOL ก็ได้รับการจับตาว่าจะกลายเป็นเทรนด์การเดินทางระยะสั้นแห่งอนาคต โดย Vertical Aerospace ผู้ผลิต eVTOL ในอังกฤษ หมายมั่นว่าจะคว้าใบอนุญาตในปี 2028 และเดินหน้าบุกธุรกิจดังกล่าว โดยมีเอเชียเป็นตลาดใหญ่สำหรับอากาศยานประเภทนี้ ซึ่ง Vertical Aerospace มีกรอบความร่วมมือกับ Japan Airlines และ AirAsia ในการให้บริการในอนาคตด้วย

 

อีกไฮไลต์ของงานนี้คือการแสดงการบินของฝูงบินผาดแผลงจากชาติต่างๆ ซึ่งปีนี้นอกจากเจ้าภาพสิงคโปร์แล้ว ยังมีจีน ออสเตรเลีย มาเลเซีย อินเดีย และอินโดนีเซียเข้าร่วมด้วย โดยมีเครื่องบินรบ F-16, F-35, J-10, Su-30MKM และเฮลิคอปเตอร์โจมตี Apache ร่วมแสดงอย่างพร้อมหน้า

 

สำหรับงาน Singapore Airshow 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-8 กุมภาพันธ์ 2026

 

ภาพ: VCG / VCG via Getty Images

The post Singapore Airshow 2026 เปิดฉาก หลายชาติโชว์เทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
JOURNAL ปิดยอด 575 ล้านทะลุเป้า พิสูจน์ของดีราคาหลักพันขายได้ ‘Body Oil’ ฮีโร่โปรดักต์โกยรายได้ 65% เล็ง IPO ใน 3–4 ปีข้างหน้า https://thestandard.co/journal-sales-body-oil-ipo/ Mon, 02 Feb 2026 08:59:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1172671 ภาพผลิตภัณฑ์บอดี้ออยล์ของแบรนด์ JOURNAL ที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขาย พร้อมแผนการเข้าตลาดหลักทรัพย์

จากจุดเริ่มต้นของแบรนด์ไทยโลคัลที่ค่อยๆ เติบโตมานานกว่า […]

The post JOURNAL ปิดยอด 575 ล้านทะลุเป้า พิสูจน์ของดีราคาหลักพันขายได้ ‘Body Oil’ ฮีโร่โปรดักต์โกยรายได้ 65% เล็ง IPO ใน 3–4 ปีข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผลิตภัณฑ์บอดี้ออยล์ของแบรนด์ JOURNAL ที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขาย พร้อมแผนการเข้าตลาดหลักทรัพย์

จากจุดเริ่มต้นของแบรนด์ไทยโลคัลที่ค่อยๆ เติบโตมานานกว่า 8 ปี วันนี้ ‘JOURNAL’ แบรนด์น้ำหอมและบอดี้ออยล์สัญชาติไทย ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในการยกระดับสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดพรีเมียมได้แม้จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและกำลังซื้อที่จำกัด แต่ธุรกิจกลับสวนกระแสด้วยการตั้งราคาสินค้าระดับหลักพันที่ผู้บริโภคยังยินดีควักกระเป๋าจ่าย

 

THE STANDARD WEALTH ได้ร่วมวงสัมภาษณ์ ‘จักรชลัช เกษจำรัส’ ผู้บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ ถึงเบื้องหลังการปั้นอาณาจักรสินค้าความงามให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

จักรชลัชเริ่มเล่าว่า ท่ามกลางสงครามตลาดผลิตภัณฑ์ความงามและไลฟ์สไตล์ที่แข่งกันดุเดือด ทั้งจากแบรนด์ใหญ่ที่โหมลอนช์สินค้าใหม่และแบรนด์เล็กที่เร่งสร้างตัวตนในตลาด แต่สำหรับ JOURNAL เลือกที่จะไม่กังวลกับคู่แข่ง แต่หันมาโฟกัสที่การแก้ Pain Point ของผู้บริโภคในตลาดเป็นหลัก

 

แม้จุดเริ่มต้นของ Journal จะเริ่มมาในฐานะแบรนด์น้ำหอม ซึ่งเน้นกลยุทธ์ความทนของกลิ่นและทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำ แต่ปัจจุบันสินค้าบอดี้ออยล์ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นสินค้าฮีโร่โปรดักต์อย่างเต็มตัว สะท้อนจากปีที่ผ่านมาบอดี้ออยล์ ขึ้นแท่นเป็นกลุ่มสินค้าที่มียอดขายสูงสุด แซงหน้าน้ำหอมอย่างเห็นได้ชัด

 

ถามว่าบริษัทเลือกใช้กลยุทธ์ด้านไหน ที่ทำให้บอดี้ออยล์ ได้รับการตอบรับในตลาด ‘จักรชลัช’ กล่าวว่า ก่อนหน้าที่เข้ามาในตลาดบอดี้ออยล์ บริษัทได้ศึกษาตลาด พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะมองว่าผลิตภัณฑ์อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับบอดี้ออยล์ จะมีความเหนียวเหนอะหนะ ใช้ยาก และไม่เหมาะกับการใช้งานในอากาศร้อน

 

ปัจจัยดังกล่าว ทำให้ JOURNAL เลือกแก้ Pain Point ด้วยการพัฒนาสูตรให้เป็น Dry Oil ที่ซึมเร็วไม่ทิ้งความมันบนผิว พร้อมทุ่มงบการตลาด 50 ล้านบาท ด้วยการ ดึงพีพี–กฤษฏ์ อำนวยเดชกร ขึ้นมาเป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์ในปีที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากวางขายก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนทำให้ บอดี้ออยล์สร้างยอดขายเติบโตขึ้น และในปีที่ผ่านมา เฉพาะช่องทางออนไลน์เพียงอย่างเดียว สามารถสร้างยอดขายเติบโตถึง 136% และยังมีฐานลูกค้า Gen Z, Young Millennials และต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

 

ก้าวต่อไปของ JOURNAL จะไม่ใช่แค่การขายสินค้า แต่คือการสร้าง Global Brand ผ่านการใช้พรีเซนเตอร์ระดับโลกเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้บริโภคและพันธมิตรธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าหรือแบรนด์ที่พร้อมจะคอลแลบกันในอนาคต

 

สำหรับแผนธุรกิจในระยะยาว JOURNAL ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโปรดักส์ใหม่ๆ พร้อมตั้งเป้าว่าจะใช้เวลาอีก 3-4 ปี สร้างความแข็งแกร่งให้กับตลาดในประเทศ ก่อนจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (IPO) เพื่อระดมทุนขยายอาณาจักรธุรกิจสู่ตลาดเอเชีย ทั้งสิงคโปร์, มาเลเซีย, ฮ่องกง, ไต้หวัน และจีน ซึ่งปัจจุบันกลุ่มลูกค้าจีนถือเป็นลูกค้าหลักแม้แบรนด์จะยังไม่มีหน้าร้านในต่างประเทศก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม การ IPO ไม่ใช่จุดหมายสุดท้าย หากในอนาคตมีพาร์ตเนอร์ที่เคมีตรงกันเข้ามาก็พร้อมเปิดรับโอกาสใหม่ๆ ซึ่งหากจะทำงานร่วมกันก็มีเงื่อนไขที่ต้องทำ คือต้องรักษาอัตลักษณ์ของความเป็นแบรนด์ไทย และควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐานในทุกมิติ

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน JOURNAL มีร้านค้าของตนเอง 21 สาขา และตั้งเป้าขยายเป็น 25 สาขาในปีนี้ โดยมีสมาชิกในระบบกว่า 37,000 ราย และในปี 2569 นี้ บริษัทยังได้ทุ่มงบลงทุนกว่า 300 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบหลังบ้าน ทั้ง CRM, SOP และระบบบัญชี เพื่อยกระดับองค์กรสู่มาตรฐานของบริษัทขนาดใหญ่

 

ขณะที่ผลประกอบการในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัท ปิดยอดขายที่ 575 ล้านบาท ทะลุเป้าหมายที่วางไว้อยู่ที่ 500 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้มาจากบอดี้ออยล์ 65%, น้ำหอม 20%, ที่เหลือเป็น Home Fragrance และสินค้าไลฟ์สไตล์ ส่วนเป้าหมายปี 2569 ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 800–875 ล้านบาท เติบโต 52% และหวังแตะ 1,000 ล้านบาท ภายใน 1-2 ปี หากฮีโร่โปรดักต์ตัวใหม่เป็นไปตามแผน

 

จักรชลัช ทิ้งท้ายว่า แม้ตลาดจะท้าทาย ทั้งการแข่งด้านราคาและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ แต่เชื่อว่าการมีพอร์ตสินค้าที่แข็งแรงทั้ง Body, Perfume และ Home Fragrance จะเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

The post JOURNAL ปิดยอด 575 ล้านทะลุเป้า พิสูจน์ของดีราคาหลักพันขายได้ ‘Body Oil’ ฮีโร่โปรดักต์โกยรายได้ 65% เล็ง IPO ใน 3–4 ปีข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
รุ่นใหญ่เปย์หนัก-รุ่นใหม่สายคอนเทนต์! AirAsia MOVE เผยอินไซต์ 3 เจนฯ เรื่องเที่ยว Boomers ยอมจ่ายเพื่อความชัวร์, Gen X เน้นคุ้มเพื่อครอบครัว, Gen Y โอนไวถ้าโปรแรง https://thestandard.co/airasia-move-travel-generations-insight/ Sat, 31 Jan 2026 11:40:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1171894 รายงาน AirAsia MOVE เผยอินไซต์นักท่องเที่ยว 3 เจนฯ Baby Boomers, Gen X, Gen Y

แพลตฟอร์มจองการเดินทางอย่าง AirAsia MOVE ได้เปิดเผยรายง […]

The post รุ่นใหญ่เปย์หนัก-รุ่นใหม่สายคอนเทนต์! AirAsia MOVE เผยอินไซต์ 3 เจนฯ เรื่องเที่ยว Boomers ยอมจ่ายเพื่อความชัวร์, Gen X เน้นคุ้มเพื่อครอบครัว, Gen Y โอนไวถ้าโปรแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงาน AirAsia MOVE เผยอินไซต์นักท่องเที่ยว 3 เจนฯ Baby Boomers, Gen X, Gen Y

แพลตฟอร์มจองการเดินทางอย่าง AirAsia MOVE ได้เปิดเผยรายงานฉบับสำคัญที่เจาะลึกพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทย ผ่านรายงานรูปแบบ ‘Data-Driven Report’ ประจำปี 2025 โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานการจองจริงกว่าล้านรายการ ซึ่งครอบคลุมทั้งตั๋วเครื่องบิน, โรงแรมที่พัก และบริการเสริมต่างๆ เพื่อถอดรหัสความคิดและการวางแผนเดินทางของคนไทย

 

การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การเปรียบเทียบพฤติกรรมของนักเดินทาง 3 เจเนอเรชันหลัก ได้แก่ Baby Boomers, Gen X และ Millennials ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนให้เห็นว่าแม้ทุกคนจะมีจุดหมายปลายทางคือการพักผ่อนเหมือนกัน แต่วิธีการคิด การจัดลำดับความสำคัญ และขั้นตอนการตัดสินใจจองนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละช่วงวัย

 

เริ่มกันที่กลุ่มพี่ใหญ่อย่าง ‘Baby Boomers’ หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี 1946–1964 ซึ่งเป็นกลุ่มนักเดินทางที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับความสะดวกสบายและความมั่นใจ พฤติกรรมที่เด่นชัดที่สุดของคนกลุ่มนี้คือการวางแผนล่วงหน้าอย่างรัดกุม โดยข้อมูลการจองระบุว่าพวกเขามักจะจองตั๋วและที่พักล่วงหน้านานถึง 1-2 เดือนก่อนออกเดินทางจริง

 

การเตรียมตัวล่วงหน้าในระยะยาวเช่นนี้สะท้อนถึงความต้องการลดความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงความวุ่นวายหน้างาน โดยช่วงเวลาที่กลุ่มนี้นิยมเดินทางมากที่สุดจะกระจุกตัวอยู่ในไตรมาสแรกและไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีสภาพอากาศเหมาะสมและเอื้อต่อการพักผ่อนแบบผ่อนคลายมากกว่าการผจญภัยที่สมบุกสมบัน

 

ในด้านรูปแบบการเดินทาง กลุ่ม Baby Boomers นิยมเดินทางแบบเดี่ยวหรือไปเป็นคู่มากกว่าการเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่หรือครอบครัวขยาย เพราะต้องการความเป็นส่วนตัวและสามารถกำหนดจังหวะการเดินทางได้เอง โดยเส้นทางยอดนิยมในประเทศมักเป็นเมืองหลักที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสูง เช่น เชียงใหม่, หาดใหญ่ หรือภูเก็ต

 

สำหรับเส้นทางต่างประเทศ คนกลุ่มนี้มักมองหาจุดหมายปลายทางระยะใกล้ในภูมิภาคเอเชียที่คุ้นเคย เช่น ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ หรือมาเลเซีย โดยปัจจัยตัดสินใจหลักคือความสะดวกในการเดินทาง ขั้นตอนวีซ่าที่ไม่ยุ่งยาก และระบบสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลที่ดีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

 

นอกจากนี้ ข้อมูลยังชี้ว่ากลุ่ม Baby Boomers เป็นลูกค้าชั้นดีที่ยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อแลกกับความสบายใจ พวกเขามีอัตราการซื้อบริการเสริมสูงที่สุดเมื่อเทียบกับเจนอื่น ไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรดที่นั่งเพื่อความสบาย การซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม หรือการทำประกันการเดินทางที่ครอบคลุม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ราคาไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการตัดสินใจเท่ากับคุณภาพ

 

ขยับมาที่กลุ่ม ‘Gen X’ หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี 1965–1980 ซึ่งเป็นนักเดินทางสายสมดุลที่อยู่ตรงกลางระหว่างความคุ้มค่าและความสะดวกสบาย พฤติกรรมการวางแผนของคนกลุ่มนี้จะมีความยืดหยุ่นมากกว่ารุ่นพี่ โดยนิยมจองล่วงหน้าในระยะกลางประมาณ 15-30 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พวกเขามองว่าเหมาะสมที่สุดในการจัดการตารางชีวิต

 

หัวใจสำคัญของการเดินทางสำหรับ Gen X คือ ‘ครอบครัว’ ข้อมูลระบุชัดเจนว่าช่วงเวลาเดินทางยอดนิยมของคนกลุ่มนี้พุ่งสูงที่สุดในช่วงปลายปี โดยเฉพาะเดือนธันวาคม ซึ่งสอดคล้องกับช่วงปิดเทอมและวันหยุดยาว ทำให้การวางแผนทริปส่วนใหญ่เป็นการมองหาจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์สมาชิกทุกวัยในครอบครัวให้มีความสุขร่วมกันได้

 

การเลือกจุดหมายปลายทางของคน Gen X จึงเน้นไปที่ความสะดวกและเป็นมิตรกับครอบครัว ทั้งเมืองท่องเที่ยวหลักในประเทศอย่างเชียงรายและอุดรธานี หรือเส้นทางต่างประเทศระยะใกล้ในเอเชียอย่างเวียดนามและสิงคโปร์ ที่ไม่ต้องใช้เวลาเดินทางนานจนเกินไป ซึ่งช่วยลดความเหนื่อยล้าของเด็กและผู้สูงอายุในทริป

 

ในแง่การใช้จ่าย Gen X ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าที่จับต้องได้จริง พวกเขาเลือกซื้อบริการเสริมที่จำเป็นต่อการใช้งาน เช่น น้ำหนักกระเป๋าสำหรับสัมภาระของครอบครัว หรือประกันการเดินทางเพื่อความอุ่นใจ และจะพิจารณาอัปเกรดที่นั่งก็ต่อเมื่อเดินทางพร้อมครอบครัวเพื่อให้ทุกคนได้รับความสะดวกสบายสูงสุด ไม่ใช่เพื่อความหรูหราส่วนตัว

 

กลุ่มสุดท้ายคือ ‘Millennials’ หรือ Gen Y (เกิดปี 1981–1996) ซึ่งถือเป็นนักเดินที่ตัดสินใจรวดเร็วและขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ความรู้สึก พฤติกรรมการจองของคนกลุ่มนี้มักเกิดขึ้นในระยะสั้นช่วง 15-30 วันก่อนเดินทาง หรือบางครั้งอาจจองล่วงหน้าเพียงไม่กี่วันหากเจอกับโปรโมชันที่ถูกใจ

 

ความน่าสนใจของคนกลุ่มนี้คือความถี่ในการเดินทางที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งปี ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ช่วงเทศกาลเหมือนเจนอื่น แม้ช่วงปลายปีจะยังคงเป็นช่วงพีคที่สุด แต่พวกเขาก็พร้อมจะออกเดินทางในไตรมาสอื่นๆ หากมีแรงจูงใจจากคอนเทนต์ท่องเที่ยวบนโซเชียลมีเดียหรือกระแสรีวิวที่น่าสนใจในขณะนั้น

 

จุดหมายปลายทางของชาว Millennials มักได้รับอิทธิพลจากความ ‘ถ่ายรูปสวย’ และ ‘มีไลฟ์สไตล์’ ที่โดดเด่น ทั้งเมืองท่องเที่ยวสุดฮิตอย่างกระบี่ หรือเมืองรองที่มีคาเฟ่เก๋ๆ เส้นทางต่างประเทศอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นก็ยังคงเป็นที่นิยม เพราะตอบโจทย์การตามรอยซีรีส์หรือศิลปินที่ชื่นชอบ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการออกเดินทาง

 

แม้จะเป็นกลุ่มที่เดินทางบ่อย แต่พวกเขากลับมีการใช้จ่ายต่อทริปในระดับปานกลางและคำนึงถึงความคุ้มค่าเป็นหลัก คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการอัปเกรดที่นั่งราคาแพง แต่กลับเต็มใจจ่ายให้กับสิ่งที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์เชิงไลฟ์สไตล์ เช่น การสั่งอาหารบนเครื่องบิน การจองรถรับส่งสนามบิน หรือที่พักที่มีดีไซน์สวยงามแปลกตา

 

ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้สะท้อนให้เห็นโจทย์ใหญ่ของผู้ประกอบการท่องเที่ยว ที่ไม่สามารถใช้กลยุทธ์เดียวเพื่อมัดใจคนทุกกลุ่มได้อีกต่อไป สำหรับกลุ่ม Baby Boomers การนำเสนอแพ็กเกจพรีเมียมที่รวมทุกอย่างไว้ล่วงหน้าพร้อมบริการดูแลพิเศษ คือกุญแจสำคัญในการสร้างความประทับใจและความมั่นใจในการตัดสินใจซื้อ

 

ในขณะที่กลุ่ม Gen X ต้องการความชัดเจนของโปรดักต์ที่เน้นความคุ้มค่าสำหรับครอบครัว แพ็กเกจที่รวมตั๋วพร้อมบริการเสริมที่จำเป็นในราคาที่สมเหตุสมผล จะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจได้ดีกว่าโปรโมชันลดราคาที่ไม่มีเงื่อนไขยืดหยุ่น ซึ่งสอดรับกับภาระหน้าที่ในการดูแลสมาชิกครอบครัวหลายช่วงวัย

 

ส่วนกลุ่ม Millennials นั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเน้นความรวดเร็วและความตื่นเต้น กลยุทธ์ Flash Sales หรือดีลนาทีทองที่กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจทันที พร้อมภาพลักษณ์ที่สวยงามดึงดูดใจบนโซเชียลมีเดีย คือสิ่งที่ตอบจริตของนักเดินทางรุ่นใหม่ที่พร้อมจะแพ็กกระเป๋าออกเดินทางได้ทุกเมื่อหากข้อเสนอนั้นน่าสนใจพอ

 

ภาพ : ChadaYui / Shutterstock

The post รุ่นใหญ่เปย์หนัก-รุ่นใหม่สายคอนเทนต์! AirAsia MOVE เผยอินไซต์ 3 เจนฯ เรื่องเที่ยว Boomers ยอมจ่ายเพื่อความชัวร์, Gen X เน้นคุ้มเพื่อครอบครัว, Gen Y โอนไวถ้าโปรแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ART SG x S.E.A. Focus: เมื่อสิงคโปร์ตอกย้ำบทบาทศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ https://thestandard.co/life/art-sg-sea-focus-singapore/ Fri, 30 Jan 2026 02:47:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1171334 ภาพบรรยากาศงาน ART SG x S.E.A. Focus การรวมตัวของศิลปะร่วมสมัยนานาชาติใน สิงคโปร์

ในช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ศิลปะร่วมสมัยอา […]

The post ART SG x S.E.A. Focus: เมื่อสิงคโปร์ตอกย้ำบทบาทศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน ART SG x S.E.A. Focus การรวมตัวของศิลปะร่วมสมัยนานาชาติใน สิงคโปร์

ในช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ศิลปะร่วมสมัยอาจไม่ใช่คำตอบของทุกปัญหา แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ไม่กี่แห่งที่เปิดให้เราได้หยุดคิด ตั้งคำถาม และรับฟังกันอย่างจริงจัง การกลับมาของ ART SG 2026 พร้อมการจัดแสดง S.E.A. Focus ภายใต้เวทีเดียวกันเป็นครั้งแรก จึงไม่ได้เป็นเพียงการรวมงานศิลปะระดับนานาชาติ หากสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของศิลปะร่วมสมัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่กำลังขยับบทบาทจากพื้นที่จัดแสดง ไปสู่พื้นที่ของบทสนทนา ความรู้สึก และความเป็นมนุษย์ร่วมกัน

 

ภาพบรรยากาศงาน ART SG x S.E.A. Focus การรวมตัวของศิลปะร่วมสมัยนานาชาติใน สิงคโปร์ 1ภาพบรรยากาศงาน ART SG x S.E.A. Focus การรวมตัวของศิลปะร่วมสมัยนานาชาติใน สิงคโปร์ 2

 

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก ไม่ว่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ หรือสิ่งแวดล้อม สิงคโปร์ยังคงทำหน้าที่เป็นหนึ่งในจุดตัดสำคัญของบทสนทนาทางศิลปะระดับภูมิภาคและนานาชาติ การเปิดฉากของ ART SG 2026 และ S.E.A. Focus จึงไม่ใช่เพียงการจัดงานประจำปี หากคือการส่งสัญญาณถึงบทบาทของศิลปะร่วมสมัยในยุคที่โลกต้องการการรับฟังและความเข้าใจมากกว่าที่เคย

 

การผนึกกำลังของสองแพลตฟอร์มศิลปะนี้ สะท้อนภาพของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังก้าวข้ามกรอบทางภูมิศาสตร์และความคิดเดิมๆ เพื่อสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนที่ลึกซึ้งขึ้น ทั้งในระดับของแนวคิด ศิลปิน และผู้ชม งานศิลปะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงถูกมอง แต่กำลังถูกใช้เป็นภาษากลางในการตั้งคำถามและเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายบริบทเข้าด้วยกัน

 

ภาพบรรยากาศงาน ART SG x S.E.A. Focus การรวมตัวของศิลปะร่วมสมัยนานาชาติใน สิงคโปร์ 3ภาพบรรยากาศงาน ART SG x S.E.A. Focus การรวมตัวของศิลปะร่วมสมัยนานาชาติใน สิงคโปร์ 4

 

ART SG 2026 จัดขึ้น ณ Sands Expo and Convention Centre, Marina Bay Sands พร้อมแกลเลอรีกว่า 100 แห่งจากมากกว่า 30 ประเทศ ครอบคลุมผลงานตั้งแต่ศิลปินรุ่นใหม่ไปจนถึงศิลปินระดับนานาชาติ สิ่งที่น่าสนใจในปีนี้ ไม่ได้อยู่แค่จำนวนหรือชื่อเสียง แต่คือทิศทางของงานที่ขยายขอบเขตจากการจัดแสดง ไปสู่บทสนทนาที่เชื่อมโยงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ากับเวทีโลกอย่างเป็นธรรมชาติ

 

ภาพบรรยากาศงาน ART SG x S.E.A. Focus การรวมตัวของศิลปะร่วมสมัยนานาชาติใน สิงคโปร์ 5ภาพบรรยากาศงาน ART SG x S.E.A. Focus การรวมตัวของศิลปะร่วมสมัยนานาชาติใน สิงคโปร์ 6

 

ในบริบทนี้ การปรากฏตัวของแกลเลอรีและศิลปินจากประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในไฮไลต์ที่น่าจับตามอง ทั้ง Tang Contemporary Art และ Warin Lab Contemporary รวมถึงศิลปินอย่าง นที อุตฤทธิ์, พินรี สัณฑ์พิทักษ์, มานิต ศรีวานิชภูมิ และอุดมศักดิ์ กฤษณมิษ ซึ่งได้รับการนำเสนอผ่านแกลเลอรีชั้นนำระดับโลก ภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าศิลปะร่วมสมัยไทยไม่ได้ยืนอยู่แค่ในบริบทท้องถิ่น หากกำลังมีบทบาทในบทสนทนาระดับสากลอย่างชัดเจน

 

ภาพบรรยากาศงาน ART SG x S.E.A. Focus การรวมตัวของศิลปะร่วมสมัยนานาชาติใน สิงคโปร์ 7ภาพบรรยากาศงาน ART SG x S.E.A. Focus การรวมตัวของศิลปะร่วมสมัยนานาชาติใน สิงคโปร์ 8

 

อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของปีนี้ คือการนำ S.E.A. Focus มาจัดแสดงภายใน ART SG เป็นครั้งแรก ภายใต้การดูแลด้านภัณฑารักษ์ของ John Tung ร่วมกับคำปรึกษาทางศิลปะจาก Emi Eu ผู้อำนวยการบริหารของ STPI โดยธีม The Humane Agency ชวนตั้งคำถามถึงบทบาทของศิลปินในฐานะผู้ขับเคลื่อนความเห็นอกเห็นใจ ท่ามกลางประเด็นร่วมสมัยที่โลกกำลังเผชิญ

 

ภาพบรรยากาศงาน ART SG x S.E.A. Focus การรวมตัวของศิลปะร่วมสมัยนานาชาติใน สิงคโปร์ 9ภาพบรรยากาศงาน ART SG x S.E.A. Focus การรวมตัวของศิลปะร่วมสมัยนานาชาติใน สิงคโปร์ 10

 

ในยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นสภาวะปกติ ผลงานใน S.E.A. Focus ไม่ได้เลือกยืนห่างเพื่อวิพากษ์โลกอย่างเย็นชา หากแต่เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยความเข้าใจ ความอ่อนโยน และความใส่ใจ ตั้งแต่ประเด็นความขัดแย้ง ความเปราะบางของระบบนิเวศ ไปจนถึงการเคลื่อนย้ายของผู้คนข้ามพรมแดน ศิลปะในที่นี้ทำหน้าที่ชะลอการรับรู้ เปิดพื้นที่ให้เราได้คิด รู้สึก และมองโลกด้วยมุมที่ลึกขึ้น

 

ภาพบรรยากาศงาน ART SG x S.E.A. Focus การรวมตัวของศิลปะร่วมสมัยนานาชาติใน สิงคโปร์ 11ภาพบรรยากาศงาน ART SG x S.E.A. Focus การรวมตัวของศิลปะร่วมสมัยนานาชาติใน สิงคโปร์ 12

 

การมีส่วนร่วมของศิลปินและแกลเลอรีไทยใน S.E.A. Focus อย่าง ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช, เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล และ Gallery VER ยังสะท้อนให้เห็นว่าประเด็นเฉพาะถิ่นสามารถเชื่อมโยงกับประสบการณ์ร่วมของโลกได้อย่างมีชั้นเชิง หากถูกเล่าผ่านภาษาของศิลปะร่วมสมัย

 

ภาพบรรยากาศงาน ART SG x S.E.A. Focus การรวมตัวของศิลปะร่วมสมัยนานาชาติใน สิงคโปร์ 13ภาพบรรยากาศงาน ART SG x S.E.A. Focus การรวมตัวของศิลปะร่วมสมัยนานาชาติใน สิงคโปร์ 14

 

ขณะที่โซน GALLERIES, FOCUS และ FUTURES ของ ART SG ยังคงทำหน้าที่เป็นพื้นที่สำคัญในการแนะนำแกลเลอรีระดับนานาชาติ ศิลปินเดี่ยว และแกลเลอรีรุ่นใหม่ ART SG และ S.E.A. Focus 2026 จึงไม่ใช่เพียงงานศิลปะประจำปี แต่คือการประกาศจุดยืนของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เปิดกว้าง รับฟัง และพร้อมสนทนากับโลกผ่านภาษาของศิลปะ

 

ภาพบรรยากาศงาน ART SG x S.E.A. Focus การรวมตัวของศิลปะร่วมสมัยนานาชาติใน สิงคโปร์ 15ภาพบรรยากาศงาน ART SG x S.E.A. Focus การรวมตัวของศิลปะร่วมสมัยนานาชาติใน สิงคโปร์ 16

 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ART SG
website: artsg.com , Instagram: @art.sg, Facebook: @artsgfair

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ S.E.A. Focus Website: seafocus.sg, Instagram: @seafocus, Facebook: @SEAFocusSG

 

 

อ้างอิง / ภาพ: ART SG. & S.E.A. Focus

The post ART SG x S.E.A. Focus: เมื่อสิงคโปร์ตอกย้ำบทบาทศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยแนะอาเซียน ปรับแผนรับมือ ‘เมียนมาหลังเลือกตั้ง’ ใช้โอกาสนี้ดึงเมียนมากลับสู่กระบวนการอาเซียน https://thestandard.co/thailand-asean-myanmar-post-election/ Thu, 29 Jan 2026 13:02:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1171253 ภาพตัวแทนจากกลุ่มประเทศอาเซียนเข้าร่วมการประชุมหารือสถานการณ์ในเมียนมา

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเท […]

The post ไทยแนะอาเซียน ปรับแผนรับมือ ‘เมียนมาหลังเลือกตั้ง’ ใช้โอกาสนี้ดึงเมียนมากลับสู่กระบวนการอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพตัวแทนจากกลุ่มประเทศอาเซียนเข้าร่วมการประชุมหารือสถานการณ์ในเมียนมา

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AMM Retreat) ที่เกาะเซบู ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อวานนี้ (28 มกราคม) โดยระบุว่าประเด็นสถานการณ์ในเมียนมาเป็นวาระที่สำคัญที่สุด ซึ่งไทยในฐานะ ‘รัฐด่านหน้า’ มีพรมแดนติดต่อและได้รับผลกระทบในทุกด้าน ได้แสดงบทบาทนำในการเสนอให้กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนปรับท่าทีให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง ภายหลังจากเมียนมาได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

สีหศักดิ์ระบุว่า แม้ประชาคมโลกจะมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ยังขาดกระบวนการปรองดอง โดยเฉพาะการพูดคุยกับพรรค NLD และกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ไทยเสนอว่า อาเซียน ‘ไม่ควรยอมรับเต็มตัว หรือปฏิเสธเสียทีเดียว’ โดยควรใช้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็น ‘จุดเริ่มต้น’ (Start of a Process) ในการดึงเมียนมากลับเข้าสู่กระบวนการของอาเซียนอีกครั้ง ผ่านกลไกการมีปฏิสัมพันธ์แบบ ‘ทางคู่’ (Two-Way Street) คือหากอาเซียนเริ่มมีปฏิสัมพันธ์เพิ่มขึ้น รัฐบาลเมียนมาต้องมีสิ่งตอบสนองที่เป็นรูปธรรม เช่น การลดความรุนแรง หยุดการโจมตีทางอากาศ และเริ่มกระบวนการเจรจากับ NLD และกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่ม

 

“ไทยต้องกลับสู่จอเรดาห์และมีบทบาทนำในการขับเคลื่อนนี้ เพราะเราคือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เราต้องทำให้เกิดกระบวนการพูดคุยที่ครอบคลุม (Inclusive) และต้องเป็นไปอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศและความมั่นคงชายแดน” สีหศักดิ์กล่าว

 

รัฐมนตรีต่างประเทศยังระบุว่า ตัวแทนเมียนมาที่เข้าร่วมประชุมในวันนี้ได้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า หลังจากมีการจัดการเลือกตั้งแล้ว ทุกอย่างก็เรียบร้อยและพร้อมที่จะดำเนินการต่อ โดยมองว่าบทบาทของผู้แทนพิเศษอาเซียนอาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป เนื่องจากรัฐบาลชุดใหม่จะสามารถจัดการเรื่องต่างๆ ได้เอง

 

สีหศักดิ์เน้นย้ำว่า อาเซียนอยู่ในจุดสำคัญที่ต้องตัดสินใจว่าจะปรับบทบาทอย่างไรต่อเมียนมา หลังการเลือกตั้ง โดยไทยในฐานะประเทศด่านหน้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรงได้เตือนอาเซียนว่าต้องเร่งดำเนินการ

 

“หากอาเซียนไม่ขยับหรือปรับตัว อาจถูกผลักไปอยู่ขอบสนาม โดยมีมหาอำนาจอื่นอย่าง จีน รัสเซีย อินเดีย หรือสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทแทน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของอาเซียนในระยะยาว ที่สำคัญที่สุดคือการรักษาผลประโยชน์ของคนไทยและคนอาเซียน เราต้องเป็นฝ่ายขับเคลื่อนการแก้ปัญหานี้ด้วยตัวเอง”

 

สีหศักดิ์เสนอให้ปฏิรูปผู้แทนพิเศษอาเซียนโดยมีวาระ 3 ปีเพื่อความต่อเนื่อง และต้องเป็นบุคคลที่รัฐบาลทหารเมียนมา ‘รับได้และรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยด้วย’ เพื่อสร้างความไว้วางใจและขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

.

 

นอกจากนี้ สีหศักดิ์ยังเปิดเผยว่าได้หารือทวิภาคีกับฝ่าย สปป.ลาวด้วย มีการหารือเกี่ยวกับโครงการสะพานมิตรภาพแห่งที่ 6 ต่อจากบึงกาฬ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งไปจีนและเวียดนาม พร้อมแสดงความยินดีกับโครงการ Power Grid ที่ส่งไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ผ่านไทยและมาเลเซีย ไปยังสิงคโปร์อีกด้วย

 

ภาพ: Jam Sta Rosa / Pool via Reuters

The post ไทยแนะอาเซียน ปรับแผนรับมือ ‘เมียนมาหลังเลือกตั้ง’ ใช้โอกาสนี้ดึงเมียนมากลับสู่กระบวนการอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาไวรัสนิปาห์ เอเชียขยับมาตรการรับมือ-เร่งคัดกรอง หลังอินเดียพบผู้ติดเชื้อ https://thestandard.co/nipah-virus-asia-india-screening/ Thu, 29 Jan 2026 04:32:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1170962 จับตาไวรัสนิปาห์ เอเชียขยับมาตรการรับมือ-เร่งคัดกรอง หลังอินเดียพบผู้ติดเชื้อ

จับตามองไวรัสนิปาห์ในเอเชีย หลังอินเดียมีผู้ติดเชื้อ 2 […]

The post จับตาไวรัสนิปาห์ เอเชียขยับมาตรการรับมือ-เร่งคัดกรอง หลังอินเดียพบผู้ติดเชื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาไวรัสนิปาห์ เอเชียขยับมาตรการรับมือ-เร่งคัดกรอง หลังอินเดียพบผู้ติดเชื้อ

จับตามองไวรัสนิปาห์ในเอเชีย หลังอินเดียมีผู้ติดเชื้อ 2 ราย ทำให้ไทย สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน เนปาล และมาเลเซีย เพิ่มมาตรการคัดกรองผู้โดยสารอย่างเข้มงวด ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ไวรัสนิปาห์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ต้องเฝ้าระวังการแพร่กระจายจากคนสู่คน ซึ่งขณะนี้ยังไม่เป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สร้างผลกระทบในวงกว้าง

 

สื่อต่างประเทศหลายแห่ง เช่น Reuters, BBC, CNA, SkyNews รายงานสถานการณ์ล่าสุดในเอเชียถึงการรับมือไวรัสนิปาห์ หลังเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในอินเดียเปิดเผยว่า มีผู้ติดเชื้อทั้ง 2 รายในรัฐเบงกอลตะวันตก ซึ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์ โดยขณะนี้กำลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลท้องถิ่น

 

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขอินเดียระบุว่า ทางการได้ติดตามประชากรกลุ่มเสี่ยงจำนวน 196 คน ที่ใกล้ชิดหรือเกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อทั้งสองราย โดยขณะนี้ยังไม่พบใครมีอาการ และผลตรวจทั้งหมดเป็นลบ

 

นอกจากนี้ แถลงการณ์ของกระทรวงสาธารณสุขอินเดียยังระบุว่า มีการเผยแพร่ข้อมูลผู้ป่วยโรคไวรัสนิปาห์ไม่ถูกต้อง พร้อมย้ำว่า ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ซึ่งช่วยควบคุมสถานการณ์ได้ทันท่วงที

 

เอเชียรับมือการแพร่ระบาดไวรัสนิปาห์อย่างไร

 

สิงคโปร์จะเริ่มมาตรการคัดกรองอุณหภูมิร่างกายผู้โดยสารที่เดินทางมาจากอินเดีย และวางแผนจัดตั้งแพลตฟอร์มรายงานข้อมูลเชื้อที่ตรวจพบ ขณะที่กระทรวงแรงงานจะเพิ่มการเฝ้าระวังแรงงานข้ามชาติมาจากเอเชียใต้ พร้อมประสานผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขเพื่อยกระดับการเฝ้าระวัง

 

ออง เยคุง (Ong Ye Kung) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์โพสต์ข้อความบน Facebook ระบุว่า โลกจำเป็นต้องอยู่ในภาวะเฝ้าระวังสถานการณ์อยู่เสมอ เนื่องจากการระบาดของโรคร้ายแรงสามารถเกิดขึ้นได้เป็นระยะในหลายพื้นที่

 

รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือการแพร่เชื้อจากคนสู่คนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ ไวรัสยังจำกัดการแพร่เชื้ออยู่ในวงแคบ ต่างจากการแพร่ระบาดของโรคซาร์สหรือโควิด-19 ที่แพร่กระจายในวงกว้าง

 

ขณะที่ฮ่องกงให้กรมอนามัยคัดกรองผู้ป่วยที่ท่าอากาศยานนานาชาติจากฮ่องกง และตรวจวัดอุณหภูมิของผู้โดยสารที่เดินทางมาจากอินเดีย ด้านจีนแผ่นดินใหญ่ระบุว่า ยังไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศ แต่มีความเสี่ยงในการนำเข้าเชื้อ

 

นอกจากนี้ เนปาล ประเทศที่มีพรมแดนติดกับอินเดีย ก็เริ่มทำการตรวจคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้ามาทางสนามบินในกรุงกาฐมาณฑุ และจุดผ่านแดนทางบกอื่นๆ ที่ติดกับอินเดียแล้วเช่นกัน

 

ด้านกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียยกระดับความพร้อมรับมือไวรัสนิปาห์ ผ่านการคัดกรองสุขภาพในสนามบิน โดยเฉพาะผู้เดินทางจากประเทศที่จัดว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง

 

ส่วนมาตรการของไทย ทางการได้เพิ่มความเข้มงวดของมาตรการคัดกรองที่สนามบินตั้งแต่ต้นสัปดาห์นี้ โดยจัดจุดจอดอากาศยานพิเศษสำหรับเที่ยวบินจากพื้นที่ที่พบการติดเชื้อ พร้อมกำหนดให้ผู้โดยสารต้องกรอกแบบฟอร์มแสดงข้อมูลสุขภาพก่อนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง

 

ไวรัสนิปาห์คืออะไร ต้องกังวลมากแค่ไหน?

 

ไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic Disease) ถูกค้นพบตั้งแต่ราวปี 1998-1999 โดยมีแหล่งแพร่โรคหลักในค้างคาวผลไม้ โดยเฉพาะค้างคาวขนาดใหญ่อย่างค้างคาวแม่ไก่ ขณะที่สัตว์อื่นอย่างสุกรก็สามารถเป็นพาหะของเชื้อได้เช่นกัน

 

ไวรัสนิปาห์สามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ผ่านการสัมผัสใกล้ชิด หรืออาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยอาการป่วยในมนุษย์จะมีตั้งแต่ไม่มีอาการใดๆ ไปจนถึงสมองอักเสบรุนแรง (Encephalitis) จนถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งมีความเป็นไปได้ถึง 40–75% แล้วแต่ลักษณะการแพร่ระบาดในแต่ละครั้ง

 

ส่วนอาการทั่วไปที่พบบ่อย ได้แก่ เป็นไข้, ปวดศีรษะ, ปวดกล้ามเนื้อ, อาเจียน และเจ็บคอจากนั้นอาจพัฒนาเป็นอาการอื่นๆ อย่างเวียนศีรษะ ง่วงซึม หรืออาการทางระบบประสาท ซึ่งเป็นอาการบ่งชี้ถึงภาวะสมองอักเสบเฉียบพลัน

 

แม้ไวรัสนิปาห์ไม่ใช่โรคระบาดสายพันธุ์ใหม่ อย่างไรก็ดี องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ไวรัสนิปาห์เป็นเชื้อก่อโรคที่มีความสำคัญเร่งด่วน เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรอง ทำให้ผู้ป่วยมีอัตราการเสียชีวิตสูง และมีความกังวลว่า เชื้ออาจกลายพันธุ์จนแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น

 

ปัจจุบัน แนวทางการรักษาไวรัสนิปาห์ คือ การประคับประคองอาการ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะระบบทางเดินหายใจหรือระบบประสาทรุนแรง โดย WHO ระบุว่า อินเดียเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงสูงของโลก ขณะที่บังกลาเทศรายงานการพบผู้ติดเชื้อในมนุษย์เกือบทุกปี

 

ขณะที่ เอฟสตาธิออส จิออติส อาจารย์ด้านไวรัสวิทยาโมเลกุลจาก University of Essex ในสหราชอาณาจักรให้ความเห็นกับ Reuters ว่า แม้ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่า ไวรัสนิปาห์คือภัยคุกคามด้านสาธารณสุขในวงกว้าง

 

ภาพ: Suvarnabhumi Airport Office / Reuters

 

อ้างอิง:

The post จับตาไวรัสนิปาห์ เอเชียขยับมาตรการรับมือ-เร่งคัดกรอง หลังอินเดียพบผู้ติดเชื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากไมค์สู่เก้าอี้ผู้บริหาร! ‘เนม-ปราการ’ ทายาท S&P ลุยธุรกิจเต็มตัว นำทัพ ‘Wingstop’ ชิงเค้กไก่ทอด 3 หมื่นล้าน https://thestandard.co/name-prakarn-wingstop-chicken-business/ Wed, 28 Jan 2026 03:43:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1170417 เนม ปราการ ไรวา ผู้บริหาร Wingstop ประเทศไทย กำลังยืนอยู่ภายในร้าน Wingstop ที่ตกแต่งทันสมัย

13 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฏการณ์ความคึกคักคร […]

The post จากไมค์สู่เก้าอี้ผู้บริหาร! ‘เนม-ปราการ’ ทายาท S&P ลุยธุรกิจเต็มตัว นำทัพ ‘Wingstop’ ชิงเค้กไก่ทอด 3 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เนม ปราการ ไรวา ผู้บริหาร Wingstop ประเทศไทย กำลังยืนอยู่ภายในร้าน Wingstop ที่ตกแต่งทันสมัย

13 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฏการณ์ความคึกคักครั้งใหม่ในย่านสยามสแควร์ เมื่อ ‘วิงสต๊อป’ (Wingstop) แบรนด์ร้านอาหารชื่อดังระดับโลกที่มีเครือข่ายกว่า 3,000 สาขาใน 18 ประเทศ ได้ฤกษ์เปิดตัวสาขาแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ณ บริเวณชั้น 2 ศูนย์การค้า MBK Center

 

การบุกตลาดไทยในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ เนม – ปราการ ไรวา ซึ่งหลายคนคุ้นเคยในบทบาทนักร้องนำวง Getsunova แต่ในวันนี้ได้ก้าวขึ้นแท่นผู้บริหารธุรกิจเต็มตัวเป็นครั้งแรกกับการเป็น ‘ผู้บริหารแบรนด์วิงสต๊อปประเทศไทย’ หรือ Wingstop Bro ซึ่งนี่อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจนักเพราะในอีกด้านหนึ่งตัวปราการเองคือทายาทของเครือ S&P ซึ่งอยู่ในธุรกิจอาหารมานานกว่า 50 ปีด้วยกัน

 

การที่ภาพรวมอุตสาหกรรมไก่ทอดในไทยมีมูลค่าสูงถึง 30,000 ล้านบาท และยังมีอัตราการเติบโตเฉพาะกลุ่มเฉลี่ยปีละ 8 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นเหตุผลที่ทำให้ ปราการ ตัดสินใจลุยในเส้นทางนักธุรกิจหลังใช้เวลาศึกษาวางแผนยาวนานเกือบ 2 ปี เริ่มต้นจากการทำวิจัยและบินไปศึกษาต้นแบบธุรกิจที่สิงคโปร์ เพื่อทำความเข้าใจในแก่นของแบรนด์ ก่อนจะเริ่มฟอร์มทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารเข้ารวมกัน

 

“เป้าหมายของเราในการนำวิงสต๊อปเข้ามาคือการขยายฐานไปสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ อย่าง New Generation หรือ Gen Z เราเชื่อว่า วิงสต๊อปเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งระดับโลกที่คนรุ่นใหม่ในไทยตั้งตาคอยมานานจากกระแสโซเชียลมีเดีย การผสมผสานระหว่างความเก๋าเกมของ S&P และความเป็นแบรนด์ New Gen ของ Wingstop จะสร้างโอกาสความสำเร็จที่เขย่าวงการ Food Industry ในไทยได้อย่างแน่นอน”

 

กลยุทธ์การเลือกทำเลของสาขาแรกที่ MBK Center ยึดหลักเกณฑ์สำคัญ 3 ประการ คือ ปริมาณผู้คนเดินผ่านต้องสูง (Traffic) แบรนด์ต้องมองเห็นได้ชัดเจนจากจุดเชื่อมต่อต่างๆ (Visibility) และขนาดพื้นที่ที่เหมาะสมประมาณ 150 ถึง 250 ตารางเมตร เพื่อรองรับระบบบริหารจัดการทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน

 

“MBK Center คือทำเลที่ตอบโจทย์เพราะเป็นจุดหมายปลายทางของทั้งนักท่องเที่ยวและคนไทย จากการทดลองเปิดร้านพบว่าลูกค้าที่พุ่งตัวเข้ามาสอบถามส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ เราคาดการณ์สัดส่วนลูกค้าที่สาขานี้ไว้ที่คนไทย 70% และต่างชาติ 30% ซึ่

 

จุดเด่นที่สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนคือปรัชญาที่ว่าแบรนด์ไม่ได้อยู่ในธุรกิจไก่ทอด แต่อยู่ในธุรกิจแห่ง ‘รสชาติ’ (Flavor Business) โดยเน้นการปรุงสดใหม่ทุกออเดอร์หรือ Made to Order ไม่มีการทำทิ้งไว้ล่วงหน้าเหมือนร้าน QSR ทั่วไป เพื่อให้ลูกค้าได้รับรสชาติที่ดีที่สุดจากซอสทั้ง 9 รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์

 

นอกจากรสชาติอาหารแล้ว แบรนด์ยังสร้างความแตกต่างผ่านพันธมิตรระดับโลกอย่าง ‘โค้ก’ ด้วยการเปิดตัวเครื่องดื่ม ‘Fanta Fruit Punch’ สีเขียวที่มีจำหน่ายเฉพาะที่วิงสต๊อปเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์

 

สำหรับระบบการทำงานภายในเน้นความเป็นทีมเวิร์กและการบริหารจัดการแบบคนรุ่นใหม่ที่รวดเร็ว (Dynamic) โดยมีการดึงทรัพยากรที่แข็งแกร่งของ S&P ทั้งระบบซัพพลายเชนและโลจิสติกส์มาปรับใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมต้นทุนและรักษามาตรฐานคุณภาพ

 

ด้านการจัดการเวลาในครัวมีการนำเทคโนโลยีระบบ ‘KDS’ (Kitchen Display System) มาใช้เพื่อควบคุมระยะเวลาการเสิร์ฟให้คงที่เฉลี่ย 6 ถึง 7 นาทีต่อออเดอร์ หากออเดอร์ใดเริ่มใช้เวลานานเกินกำหนด ระบบจะมีการแจ้งเตือนเพื่อให้ทีมงานเร่งดำเนินการทันทีตามมาตรฐานที่แบรนด์กำหนดไว้ทั่วโลก

 

ปราการยังระบุว่า การทำงานจะอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและตัวเลข แม้จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่เน้นความสนุกและรวดเร็ว แต่ก็ยังยึดถือมาตรฐานการทำงานที่เข้มงวดของ S&P เพื่อให้มั่นใจว่าการขยายสาขาอีก 5 ถึง 6 แห่งภายในปี 2026 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมกับเป้าหมายด้านรายได้ 100 ล้านบาท

 

“ในฐานะที่เติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจ ได้เรียนรู้จากคุณพ่อคุณแม่เสมอว่าเราต้องเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ถ้าเรามี Way ในการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น เราจะสามารถดึงดูดลูกค้าให้กลับมาหาเราได้เสมอ” ปราการ กล่าวทิ้งท้าย

The post จากไมค์สู่เก้าอี้ผู้บริหาร! ‘เนม-ปราการ’ ทายาท S&P ลุยธุรกิจเต็มตัว นำทัพ ‘Wingstop’ ชิงเค้กไก่ทอด 3 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 อันดับ อุตสาหกรรมที่มูลค่าเงินลงทุนสูงสุด บีโอไอเผยยอดขอลงทุนปี 2568 พุ่ง 1.8 ล้านล้านบาท สูงเป็นประวัติการณ์ https://thestandard.co/boi-record-investment-industries/ Mon, 26 Jan 2026 11:20:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1169705 แผนภาพแสดงการลงทุนของบีโอไอและอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมสถิติยอดขอส่งเสริมปี 2568 ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี 2568 มูลค่ากว่า […]

The post 5 อันดับ อุตสาหกรรมที่มูลค่าเงินลงทุนสูงสุด บีโอไอเผยยอดขอลงทุนปี 2568 พุ่ง 1.8 ล้านล้านบาท สูงเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนภาพแสดงการลงทุนของบีโอไอและอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมสถิติยอดขอส่งเสริมปี 2568 ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี 2568 มูลค่ากว่า 1.8 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีจำนวนโครงการกว่า 3,300 โครงการ สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุน ยกไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน โดยมีจำนวน 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้น 11% และมีเงินลงทุน 1,876,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 67%

 

นับเป็นยอดเงินลงทุนและจำนวนโครงการ ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมที่สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบีโอไอ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียวที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

 

โดยนักลงทุนมองว่า ประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว และตอบโจทย์การลงทุนในโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด บุคลากรที่มีคุณภาพ ซัพพลายเชนที่ครบวงจร รวมทั้งจุดยืนของประเทศไทยในเวทีโลกที่พยายามรักษาความเป็นกลางและความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ

 

เปิดชื่ออุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก

 

1. อุตสาหกรรมดิจิทัล 746,198 ล้านบาท 151 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยบริษัทชั้นนำจากสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ยุโรป และไทย เช่น บจ.ซีนิท ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส, บจ. กาแล็คซี่ พีค ดาต้า เซ็นเตอร์, บจ.เคทู สแทรททิจิค อินฟราสตรัคเจอร์ และ บจ.ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ นอกจากนี้จะเป็นกิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มบริการดิจิทัล และดิจิทัลคอนเทนต์

 

2. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 277,645 ล้านบาท 470 โครงการ กิจการที่มีการลงทุนสูงเช่น การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบสำหรับ PCB จำนวน 94 โครงการ เงินลงทุนรวม 249,162 ล้านบาท เช่น บจ.เพ๊ง เชิน เทคโนโลยี, บจ.โกลด์ เซอร์คิท อีเลคโทรนิคส์, บจ.พานาโซนิค แมนูแฟคเจอริ่ง อยุธยา, บจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ นอกจากนี้ มีโครงการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์โทรคมนาคม การออกแบบ IC การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์และวงจรรวม การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ตลอดจนการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ต้นน้ำระดับเซลล์ครั้งแรกในไทย ของ บจ.ซันโวด้า ออโตโมทีฟ เอนเนอร์จี เทคโนโลยี ผู้ผลิตแบตเตอรี่เซลล์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน Top 10 ของโลก

 

3. อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน 84,085 ล้านบาท 288 โครงการ ประกอบด้วย โครงการลงทุนผลิตรถยนต์โดยค่ายญี่ปุ่น เช่น บจ.อีซูซุมอเตอร์ โครงการผลิตรถจักรยานยนต์ของ บจ.ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ กิจการยางล้อรถยนต์ของ บจ.ซูมิโตโม รับเบอร์ นอกจากนี้ยังมีโครงการผลิตยางล้ออากาศยาน ระบบอัจฉริยะในรถยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ต่างๆ

 

4. อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร 75,683 ล้านบาท 301 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนผลิตอาหารและสิ่งปรุงแต่งอาหาร การผลิตบรรจุภัณฑ์จากผลผลิตหรือเศษวัสดุทางการเกษตร การแปรรูปยางพารา การผลิตอาหารสัตว์ โดยเฉพาะอาหารสัตว์เลี้ยงที่ตลาดขยายตัวสูง และการผลิตน้ำมันจากพืชหรือสัตว์

 

5.อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 58,396ล้านบาท 267 โครงการ มีโครงการขนาดใหญ่ เช่น การผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลโพลีโพรพิลีน การผลิตผงคาร์บอนดำชนิดที่นำไฟฟ้าสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และโครงการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อ

 

นอกจากนี้ ยังมีกิจการอื่นที่มีการลงทุนสูงและมีความสำคัญต่อ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนหรือขยะ 107,655 ล้านบาท 445โครงการ กิจการด้านการแพทย์ (ผลิตอุปกรณ์การแพทย์และบริการทางการแพทย์) 28,883 ล้านบาท 101 โครงการ

 

10 อันดับ การลงทุนจากต่างประเทศ FDI

 

มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 2,421 โครงการ เพิ่มขึ้น 21% เงินลงทุนรวม 1,359,925 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ที่มีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

 

1. สิงคโปร์ 547,316 ล้านบาท 457 โครงการ

 

2. ฮ่องกง 245,335 ล้านบาท 266 โครงการ

 

3. จีน 172,114 ล้านบาท 982 โครงการ

 

4. ญี่ปุ่น 119,098ล้านบาท 311 โครงการ

 

5. สหราชอาณาจักร 100,322 ล้านบาท 29 โครงการ

 

6. สหรัฐอเมริกา 33,154 ล้านบาท 61 โครงการ

 

7. ไต้หวัน 29,311 ล้านบาท 142 โครงการ

 

8. เนเธอร์แลนด์ 24,998 ล้านบาท 68 โครงการ

 

9. ฝรั่งเศส 16,097 ล้านบาท 20 โครงการ

 

10. สวิตเซอร์แลนด์ 13,823 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ การลงทุนของสิงคโปร์ที่สูงขึ้นมาก เกิดจากการลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัทที่มีบริษัทแม่เป็นสัญชาติจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

 

ส่วนในแง่พื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่เกือบ 60% อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก 1,109,349 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง

 

สำหรับสถิติการออกบัตรส่งเสริม หลังจากที่บีโอไออนุมัติโครงการแล้ว บริษัทต้องมายื่นเอกสารด้านการเงินและการจัดตั้งบริษัทเพื่อออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงการลงทุนจริงมากที่สุด โดยในปี 2568 มีการออกบัตรส่งเสริมจำนวน 2,779 โครงการ เงินลงทุน 1,152,782 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 36 เป็นสัญญาณที่ดีว่าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จะมีเม็ดเงินลงทุนจริงจำนวนมากที่จะช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ

 

“ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไป และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงจุดแข็งของโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทำให้นักลงทุนชั้นนำจำนวนมากตัดสินใจ เข้ามาตั้งฐานในไทย”

 

ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงอุตสาหกรรมชีวภาพที่ไทยมีศักยภาพสูง ซึ่งจะช่วยสร้างงานที่มีคุณค่าและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยโครงการที่ได้รับการส่งเสริมในปี 2568 จะมีการจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มกว่า 2.2 แสนคน จะใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี และจะเพิ่มมูลค่าส่งออกของประเทศอีกกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี” นฤตม์ กล่าว

 

แนวโน้มการลงทุนและภารกิจสำคัญในปี 2569

 

นฤตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มการลงทุนในปี2569 จะยังคงเติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 โดยมี แรงขับเคลื่อนสำคัญจาก 5 ปัจจัยหลัก คือ

 

1. กระแสการโยกย้ายฐานการผลิต เนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ บริษัทใหญ่จำนวนมากที่เคยมีฐานผลิตในจีน ได้เริ่มขยับขยายออกมาหาแหล่งผลิตใหม่ โดยยังคงฐานผลิตในจีนสำหรับตลาดจีน (China for China) และมุ่งมาลงทุนที่อาเซียนเพื่อใช้เป็นฐานผลิตและส่งออกไปยังตลาดโลก รวมทั้งตลาดในสหรัฐอเมริกา

 

2. การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดและการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ทำให้เกิดการเร่งลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลโดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ AI Infrastructureและบริการคลาวด์อย่างรวดเร็ว รวมทั้งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ

 

3. เทรนด์โลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน ทำให้เกิดกระแสการลงทุนสีเขียว ตั้งแต่ระบบโลจิสติกส์ วัตถุดิบ กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ต้องสีเขียวตลอดทั้งสาย รวมทั้งความต้องการใช้พลังงานสะอาด ทำให้เกิดการลงทุนในกลุ่มพลังงานหมุนเวียนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

4. การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้กำลังแรงงานลดน้อยลง ภาคธุรกิจจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนในกลุ่มธุรกิจดิจิทัล รวมทั้งอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Digitalization and Automation)

 

5. ศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย รวมทั้งนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจขยายฐานการผลิตในประเทศไทย

 

สำหรับภารกิจสำคัญของบีโอไอ ในปี 2569 จะผลักดันให้เกิดการลงทุนที่จะนำไปสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและพัฒนาระบบนิเวศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

 

โดยจะเน้น 5 ภารกิจสำคัญ ดังนี้

 

1. ดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะการสร้างฐาน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ให้มีความมั่นคงและแข็งแกร่ง ได้แก่ อุตสาหกรรมชีวภาพ (BCG), ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนสำคัญ, เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, ดิจิทัลและ AI, กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ , สุขภาพและการแพทย์ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ อากาศยาน

 

2. พัฒนาบุคลากรไทย เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยบีโอไอจะทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง อว. กระทรวงแรงงาน และภาคเอกชน ผลักดัน “มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่” ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ และโครงการ Skill Bridge ของรัฐบาล

 

3. ดึงดูดกลุ่มบุคลากรทักษะสูงให้เข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ ผ่านการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน ไม่ว่าจะเป็น BOI visa, Long-term Resident (LTR) visa และ SMART visa รวมทั้งการพัฒนาบริการของศูนย์ One Stop Service ที่อาคารวันแบงค็อก

 

4. เสริมสร้างความเข้มแข็งของซัพพลายเชน เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม ๆ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local content)

 

5. อำนวยความสะดวกในการลงทุน (Ease of Investment) ผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งบอร์ด บีโอไอได้คัดเลือกโครงการที่จะได้รับบัตร FastPass ล็อตแรก จำนวน 16 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 1.7 แสนล้านบาท โดยบีโอไออยู่ระหว่างจัดทำ SLA ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร

The post 5 อันดับ อุตสาหกรรมที่มูลค่าเงินลงทุนสูงสุด บีโอไอเผยยอดขอลงทุนปี 2568 พุ่ง 1.8 ล้านล้านบาท สูงเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านเกม ByteDance ใครคุมอัลกอริทึม? ทำไม TikTok ยังยืนตลาดสหรัฐฯ ได้โดยไม่ต้องขาย https://thestandard.co/bytedance-tiktok-us-algorithm/ Sat, 24 Jan 2026 10:42:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1168989 ภาพ ByteDance และ TikTok สื่อถึงการควบคุมอัลกอริทึมและการคงอยู่ในตลาดสหรัฐฯ โดยไม่ต้องขาย

เจาะลึกดีล ByteDance-สหรัฐฯ หลัง TikTok รอดพ้นการแบน พร […]

The post อ่านเกม ByteDance ใครคุมอัลกอริทึม? ทำไม TikTok ยังยืนตลาดสหรัฐฯ ได้โดยไม่ต้องขาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ByteDance และ TikTok สื่อถึงการควบคุมอัลกอริทึมและการคงอยู่ในตลาดสหรัฐฯ โดยไม่ต้องขาย

เจาะลึกดีล ByteDance-สหรัฐฯ หลัง TikTok รอดพ้นการแบน พร้อมเปิดโครงสร้างใหม่ ใครคุมอัลกอริทึม ใครรับความเสี่ยง และอนาคต TikTok จะไปทางไหน?

 

หลังเผชิญแรงกดดันยาวนานเกือบ 7 ปี ผ่านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึง 3 สมัย และความเสี่ยงถูกแบนเกือบเบ็ดเสร็จ ในที่สุด ByteDance Ltd. บริษัทแม่ของ TikTok ก็สามารถคว้าชัยชนะครั้งสำคัญในการต่อสู้กับรัฐบาลวอชิงตัน และรักษาการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ เอาไว้ได้

 

หลังจาก TikTok ประกาศข้อตกลงไปเมื่อกลางสัปดาห์ เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในสหรัฐฯ กับ Oracle Corp. และกลุ่มนักลงทุนสหรัฐฯและรายอื่นๆ นับเป็นการยุติดีลมหากาพย์ โดยมีเป้าหมายลดความกังวลด้านความมั่นคงของชาติ และเปิดทางให้แอปพลิเคชันสามารถดำเนินธุรกิจในประเทศต่อไปได้

 

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์แสดงความยินดีทันที พร้อมขอบคุณประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่สนับสนุนข้อตกลงดังกล่าว

 

มองเกม ‘ชัยชนะ’ ครั้งใหญ่ ByteDance

 

Fabian Ouwehand ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Socialscale ซึ่งทำงานร่วมกับแบรนด์ต่างๆบน TikTok ระบุว่า ในเชิงโครงสร้าง ข้อตกลงนี้ถือเป็น “ชัยชนะครั้งใหญ่ของ ByteDance” แม้จะมีการแยกประเด็นด้านความปลอดภัยข้อมูลและอัลกอริทึมออกมา

 

แต่ในทางปฏิบัติอัลกอริทึมยังคงถูกกำหนดโดยการดำเนินงาน กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ และพฤติกรรมผู้ใช้ ซึ่งยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของบริษัทแม่

 

เมื่อพิจารณาในรายละเอียด ByteDance ยังคงได้เปรียบอย่างชัดเจน บริษัทสามารถรักษาการควบคุมแหล่งรายได้หลักของ TikTok แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงในตำแหน่งสำคัญ และโอนภาระความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลข้อมูลไปให้ Oracle เป็นหลัก

 

ภาพ ByteDance และ TikTok สื่อถึงการควบคุมอัลกอริทึมและการคงอยู่ในตลาดสหรัฐฯ โดยไม่ต้องขาย 1

 

ผ่าโครงสร้างใหม่ กว่า 80% ถือครองโดยนักลงทุนสหรัฐฯ/บริษัทระดับโลก

 

ภายใต้ข้อตกลงครั้งนี้ ByteDance จะลดสัดส่วนการถือหุ้นในกิจการร่วมทุนดังกล่าวลงเหลือเพียง 19.9% โดย ByteDance ถือหุ้นในโครงสร้างที่เปิดทางให้ยังควบคุมการดำเนินงานหลักของ TikTok และรับผลกำไรราว 50% จากตลาดสหรัฐฯ ขณะที่อีก 80.1% จะถือครองโดยนักลงทุนจากสหรัฐฯ และนักลงทุนระดับโลก โดยมี 3 ผู้ลงทุนหลัก

 

1. Oracle ยักษ์ใหญ่ด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง ถือหุ้น 15%

 

2. Silver Lake กลุ่มบริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่ ถือหุ้น 15%

 

3. MGX บริษัทเพื่อการลงทุนจากอาบูดาบี ถือหุ้น 15% อื่นๆ 5%

 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มทุนชั้นนำเข้าร่วมด้วย เช่น Dell Family Office ของ Michael Dell รวมถึงนักลงทุนจากกลุ่ม Alpha Wave Partners และ NJJ Capital

 

แม้คณะกรรมการบริษัทใหม่จะมีชาวอเมริกันเป็นเสียงข้างมาก ซึ่งผู้ถือบังเหียน TikTok US ภายใต้ดีลใหม่นี้ จะมีการจัดตั้งนิติบุคคลอิสระชื่อว่า TikTok USDS Joint Venture LLC ขึ้นมาเพื่อดูแลความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้แอปพลิเคชัน และระบบอัลกอริทึมในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ แต่ Shou Chew ซีอีโอของ TikTok ยังคงนั่งในบอร์ด และดูแลสินทรัพย์ระดับโลกของ ByteDance ต่อไป

 

โดย Adam Presser หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ และความปลอดภัยของ TikTok จะดำรงตำแหน่งซีอีโอของหน่วยงานในสหรัฐฯ โดยมี Shou Chew ร่วมเป็นคณะกรรมการ

 

ด้าน Ouwehand ชี้ว่า ด้วยอิทธิพลระดับโลกของ TikTok ทำให้ ByteDance ยังสามารถกำหนดทิศทางของระบบนิเวศได้อย่างต่อเนื่อง และสำหรับผู้ใช้หรือครีเอเตอร์ แทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างใหม่นี้

 

แม้กลุ่มการเมืองสายแข็งในวอชิงตันจะมองว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่สามารถตัดความเชื่อมโยงระหว่าง TikTok กับปักกิ่งได้ตามเจตนารมณ์เดิม แต่แรงต้านทางการเมืองได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นักวิจารณ์รายสำคัญหลายคนหันไปให้ความสนใจกับประเด็นอื่น

 

อย่าง มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่เคยเป็นแกนนำผลักดันกฎหมายแบน TikTok ปัจจุบันมุ่งไปที่สถานการณ์ในเวเนซุเอลา ขณะที่เบรนแดน คาร์ ประธาน FCC ก็เงียบหายจากประเด็นนี้

 

อย่างไรก็ตาม กรณีของ TikTok กลายเป็นต้นแบบให้บริษัทจีนอื่นๆ ในการรับมือความขัดแย้งระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก โดย ByteDance เป็นหนึ่งในบริษัทแรกๆ ที่ใช้กลยุทธ์แนวคิด “ฟอกขาวสิงคโปร์” (Singapore-washing) ซึ่งเป็นการย้ายฐานการดำเนิน งานระหว่างประเทศผ่านสิงคโปร์ เพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์

 

ย้อนชนวนรอยร้าวปี 2019

 

ความขัดแย้งเริ่มต้นในปี 2019 จากการตรวจสอบการเข้าซื้อ Musical.ly มูลค่า 800 ล้านดอลลาร์ และทวีความรุนแรงในสมัยทรัมป์ที่พยายามแบน TikTok ในปี 2020 แต่ ByteDance สามารถยื้อเกมในชั้นศาล และหลุดพ้นจากการเจรจาขายให้ Microsoft หรือกลุ่ม Oracle-Walmart ที่ล่มสลายไปภายหลัง

 

รัฐบาลจีนยังเข้ามามีบทบาท โดยจำกัดการส่งออกอัลกอริทึมของ TikTok ทำให้แอปกลายเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองระดับโลก แม้รัฐบาลโจ ไบเดน จะออกกฎหมาย “ขายหรือแบน” ในปี 2024

 

แต่การปิดกั้นแอปในต้นปี 2025 ก็สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว หลังทรัมป์หวนคืนทำเนียบขาวและสั่งระงับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเปิดทางเจรจา ซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงขั้นสุดท้ายในเดือนกันยายน หลังการหารือโดยตรงกับสี จิ้นผิง

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ByteDance ปรับโครงสร้างองค์กร แต่งตั้งผู้บริหารที่มีประสบการณ์จากจีนเข้ามาคุม TikTok ควบคู่กับการลดจำนวนพนักงาน พร้อมใช้กลยุทธ์ทางกฎหมาย การสื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์ และการชี้แจงต่อสภาคองเกรส

 

ภาพ ByteDance และ TikTok สื่อถึงการควบคุมอัลกอริทึมและการคงอยู่ในตลาดสหรัฐฯ โดยไม่ต้องขาย 2

 

โดยหนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือการไต่สวนในปี 2024 ที่ Shou Chew ต้องยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็น “ชาวสิงคโปร์” ไม่ใช่ตัวแทนพรรคคอมมิวนิสต์จีน

 

แม้เผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง TikTok ยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว มีผู้ใช้ในสหรัฐฯ ถึง 200 ล้านคน ByteDance คาดว่าจะทำกำไรได้ราว 50,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เทียบชั้น Meta Platforms และมีมูลค่าประเมินจากตลาดรองสูงถึง 480,000 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความสนใจของนักลงทุนทั่วโลก

 

อย่างไรก็ตาม ความกังวลด้านความมั่นคงยังไม่หมดสิ้น อดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลไบเดนบางส่วนมองว่า ข้อตกลงใหม่นี้ยัง ‘เปิดช่อง’ ให้จีนควบคุม ‘อัลกอริทึม’ และอาจเข้าถึงข้อมูลสหรัฐฯ ได้ ไม่ว่าจะโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม

 

 

ภาพ : NurPhoto, Anna Moneymaker : Getty Images

อ้างอิง:

The post อ่านเกม ByteDance ใครคุมอัลกอริทึม? ทำไม TikTok ยังยืนตลาดสหรัฐฯ ได้โดยไม่ต้องขาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี ชี้เจรจาภาษีสหรัฐฯ อาจไม่ง่าย เหตุความไม่แน่นอนยืดเยื้อ หวั่นผลกระทบเพิ่มเติม ฉุดส่งออกชะลอตัว https://thestandard.co/supajee-us-trade-export-slow/ Thu, 22 Jan 2026 06:27:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1168118 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ระหว่างประชุมที่ดาวอส

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งอยู […]

The post ศุภจี ชี้เจรจาภาษีสหรัฐฯ อาจไม่ง่าย เหตุความไม่แน่นอนยืดเยื้อ หวั่นผลกระทบเพิ่มเติม ฉุดส่งออกชะลอตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ระหว่างประชุมที่ดาวอส

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งอยู่ระหว่างร่วมการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก ประจำปี 2026 (World Economic Forum Annual Meeting 2026) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ให้สัมภาษณ์ทีมข่าว THE STANDARD ถึงสถานการณ์การเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ว่า ขณะนี้ทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะประเด็น Reciprocal Tariff หรือมาตรการภาษีตอบโต้ ซึ่งยังมีความคลุมเครือจากกระบวนการภายในของสหรัฐฯ เอง และการพิจารณาทางกฎหมายที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีการเลื่อนการตัดสินออกไป ซึ่งคาดว่าอาจต้องรอความชัดเจนไปถึงช่วงเดือนมิถุนายน

 

ทั้งนี้ แม้ไทยจะมีกรอบข้อตกลงเดิมที่เคยตกลงกันไว้ตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนในอัตราภาษี 19% และมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่ในรายละเอียดข้อตกลง ยังคงมีประเด็นสำคัญที่ต้องเจรจาต่อ โดยเฉพาะเรื่องมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี หรือ Non-tariff Measures เช่น มาตรฐานสินค้าและกฎระเบียบต่าง ๆ ซึ่งบางเรื่องไทยไม่สามารถยอมรับได้ รวมถึงเงื่อนไขการจัดซื้อสินค้าจากสหรัฐที่เคยมีการตกลงในเชิงกรอบ แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถปิดดีลได้

 

ศุภจีชี้ว่า การที่ไทยยังไม่ได้ลงนามในข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ในเวลานี้ ไม่ได้ทำให้ไทยเสียประโยชน์ แต่ในทางตรงกันข้าม เป็นฝ่ายสหรัฐฯ ที่ยังไม่ได้รับประโยชน์จากเงื่อนไข Non-tariff และคำมั่นในการจัดซื้อสินค้าจากไทย แต่หากในอนาคตไม่สามารถตกลงกันได้ ไทยก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขภาษี 19% ที่จ่ายไปแล้ว

 

ส่งออกทั้งปีเสี่ยงโตต่ำ หลังปีที่แล้วเร่งส่งล่วงหน้า

 

สำหรับผลกระทบการส่งออก ศุภจีประเมินว่า การส่งออกของไทยตลอดปีนี้อาจเติบโตใกล้เคียงกับปีก่อน หรืออาจติดลบเล็กน้อยราว -1% เนื่องจากปีที่แล้วมีการเร่งส่งออกล่วงหน้า (Front Load) โดยตัวเลขส่งออกเฉลี่ยช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วอยู่ที่ราว 12% ซึ่งสะท้อนผลจากการเร่งส่งออกดังกล่าว

 

เมื่อเข้าสู่ปีนี้ หากมาตรการภาษีของสหรัฐเริ่มมีผลกระทบเพิ่มเติม ก็อาจกดดันตัวเลขส่งออกให้ชะลอลง ประกอบกับแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า อาจทำให้ความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยตึงตัวมากขึ้น

 

สหรัฐฯ ยังเซ็นไม่ครบหลายประเทศ ความไม่แน่นอนสูง

 

ศุภจียังตั้งข้อสังเกตว่า จนถึงขณะนี้ สหรัฐฯ ยังลงนามข้อตกลงการค้ากับเพียงไม่กี่ประเทศ เช่น สิงคโปร์และกัมพูชา ในขณะที่ประเทศสำคัญอย่างอินโดนีเซียซึ่งเคยถูกคาดหมายว่าจะมีการลงนามก่อน ก็ยังไม่สามารถลงนามได้ เช่นเดียวกับไทยและเวียดนามที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งสะท้อนความไม่แน่นอนของนโยบายฝั่งสหรัฐฯ ที่ยังคงสูง

 

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็เริ่มใช้มาตรการเป็นรายสาขา (Sectoral) ภายใต้มาตรา 232 กับบางอุตสาหกรรม โดยเธอมองว่ามาตรการในลักษณะนี้ยังคงมีข้อดีเนื่องจากแม้ไทยจะเสียภาษีในอัตราสูง แต่อย่างน้อยความสามารถในการแข่งขันจะใกล้เคียงกับประเทศอื่น ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

 

ใช้แรงกดดันเป็นโอกาสหนุน Local Content

 

ศุภจียังมองว่า แรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังอาจเป็นโอกาสในการช่วยผู้ประกอบการไทยในด้านสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ (Local Content) เนื่องจากในการเจรจาการค้า สหรัฐฯ ก็ต้องการให้ทุกประเทศแก้ปัญหาเรื่องสินค้าสวมสิทธิ์ส่งออก (Transshipment) และไทยเองก็ถูกจับตามองเช่นเดียวกัน

The post ศุภจี ชี้เจรจาภาษีสหรัฐฯ อาจไม่ง่าย เหตุความไม่แน่นอนยืดเยื้อ หวั่นผลกระทบเพิ่มเติม ฉุดส่งออกชะลอตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดสถิติปี 68 ธุรกิจปิดกิจการ 2.2 หมื่นราย สวนทางเงินต่างชาติทะลักไทย 3.24 แสนล้าน รัฐเปิดเกมล่านอมินีฮุบที่ดิน 5 สัญชาติ https://thestandard.co/thai-business-nominee-land/ Wed, 21 Jan 2026 05:49:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1167663 ธุรกิจปิดกิจการ-เลิกกิจการ 2568

สรุปสถิติปี 2568 ธุรกิจไทยตั้งใหม่ยังโต 85,251 ราย ส่วน […]

The post เปิดสถิติปี 68 ธุรกิจปิดกิจการ 2.2 หมื่นราย สวนทางเงินต่างชาติทะลักไทย 3.24 แสนล้าน รัฐเปิดเกมล่านอมินีฮุบที่ดิน 5 สัญชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจปิดกิจการ-เลิกกิจการ 2568

สรุปสถิติปี 2568 ธุรกิจไทยตั้งใหม่ยังโต 85,251 ราย ส่วนเลิกกิจการ 22,783 ราย

 

ต่างชาติลงทุนไทย 324,148 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 5 ปี กรมพัฒน์ฯ เผยเดินหน้าปราบนอมินี-บัญชีม้า 6 กลุ่มธุรกิจเสี่ยง พร้อมเจาะเป้า 5 สัญชาติเข้าข่ายนอมินี ‘ฮุบที่ดิน’

 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดตั้งใหม่ตลอดทั้งปี 2568 มีจำนวน 85,251 ราย ลดลง 2,345 ราย คิดเป็น 2.68% เมื่อเทียบกับปี 2567 (87,596 ราย) ทุนจดทะเบียนสะสมอยู่ที่ 264,237 ล้านบาท ลดลง 21,508 ล้านบาท คิดเป็น 7.53% เมื่อเทียบกับปี 2567 (285,745 ล้านบาท)

 

โดยเมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) ได้แก่

 

1. ธุรกิจบริการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น

 

2. ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ตและห้องชุด

 

3. ธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้า

 

​ขณะที่ ​ภาพรวมการจดทะเบียนเลิกตลอดทั้งปี 2568 มีจำนวน 22,783 ราย ลดลง 896 ราย คิดเป็น 3.78% เมื่อเทียบกับปี 2567 (23,679 ราย) ทุนจดทะเบียนสะสมอยู่ที่ 106,594 ล้านบาท ลดลง 64,586 ล้านบาท คิดเป็น 37.73% เมื่อเทียบกับปี 2567 (171,180 ล้านบาท)

 

รายงานข่าวระบุว่า ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มบริการและค้าส่งค้าปลีก ซึ่งปิดกิจการมีหลากหลายประเภท เช่น

 

ร้านค้าปลีก, ธุรกิจบริการ, การผลิต, อสังหาริมทรัพย์, และรวมถึงธุรกิจที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี/บัญชีม้า

 

ทั้งนี้ สาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อลดลง และการแข่งขันสูงทำให้หลายธุรกิจโดยเฉพาะรายเล็กปรับตัวไม่ไหว ต้องเลิกกิจการ และภาพรวมมาจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคที่เปราะบาง

 

ส่งผลให้ ปี 2569 จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และปัจจัยภายนอกประเทศยังสูง อาจมีผลต่อการจัดตั้งธุรกิจใหม่ กรมฯจึงประมาณการจัดตั้งธุรกิจใหม่ไว้ที่ 8-8.5 หมื่นราย ใกล้เคียงกับปี 2568

 

ต่างชาติลงทุนไทยทะลุ 3 แสนล้าน ทุบสถิติในรอบ 5 ปี

 

​ส่วนตลอดปี 2568 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 1,078 ราย เงินลงทุน รวมทั้งสิ้น 324,148 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าเงินลงทุนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 5 ปี (2564-2568)

 

 

ประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

 

  • ญี่ปุ่น 186 ราย คิดเป็น 17% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 85,688 ล้านบาท
  • สิงคโปร์ 167 ราย คิดเป็น 15% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 103,399 ล้านบาท
  • จีน 152 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 35,046 ล้านบาท
  • สหรัฐอเมริกา 148 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,073 ล้านบาท
  • ฮ่องกง 113 ราย คิดเป็น 10% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 14,869 ล้านบาท

 

ปราบนอมินี-บัญชีม้า 6 กลุ่มธุรกิจเสี่ยง ล็อกเป้า 5 สัญชาติ ‘ฮุบที่ดิน’

 

พูนพงษ์ กล่าวอีกว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้าปราบปรามนอมินีและบัญชีม้าอย่างเข้มข้นในปี 2568 บูรณาการร่วมกับ 17 หน่วยงาน ตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง 6 กลุ่มธุรกิจ เป้าหมายกว่า 46,918 ราย พบพฤติการณ์ถือหุ้นแทนคนต่างด้าวหลายกรณี และส่งข้อมูลให้ DSI บก.ปอศ. และตำรวจดำเนินคดี ได้แก่

 

  • ท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง
  • ค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์
  • e-Commerce ขนส่งและคลังสินค้า
  • โรงแรมและรีสอร์ต
  • เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร
  • ก่อสร้างทั่วไป

 

ช่วงปฏิบัติการเร่งด่วน 3 เดือน (ต.ค.-ธ.ค. 68) ตรวจพื้นที่สำคัญ 12 จังหวัด พบผู้เข้าข่ายกระทำผิดและส่งดำเนินคดี 11 ราย ส่งข้อมูลนิติบุคคลเสี่ยงให้ ปปง. 357 ราย และให้กรมสรรพากรตรวจสอบ 3,634 ราย พร้อมจัดมหกรรมสร้างความรู้ มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,625 ราย และออก 5 มาตรการจดทะเบียนใหม่ เพื่อปิดช่องนอมินี – บัญชีม้า

 

สำหรับปี 2569 กรมฯ เตรียมยกระดับการป้องกัน ใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์พฤติกรรมนิติบุคคล คัดกรอง ‘กลุ่มเสี่ยงการใช้นอมินีถือครองอสังหาริมทรัพย์’ 21,459 ราย โดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน ปีนี้จะเน้นตรวจสอบทั้ง 4 กลุ่ม

 

  • การลงทุนโดยตรง (FDI)
  • การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
  • การครอบครองเพื่อการเกษตรกรรม
  • การครอบครองที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย

 

โดยมีการประชุมครั้งแรกกับ 17 หน่วยงาน เมื่อวันที่ 20 ม.ค. เพื่อกำหนดแนวทางการตรวจสอบ สำหรับจังหวัดเป้าหมายจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี กรุงเทพและปริมณฑล

 

“ต่างชาติสนใจเข้ามาครอบครองที่ดินในไทยมากขึ้น 5 สัญชาติ อาทิ รัสเซีย อิสราเอล ยุโรป อินเดีย จีน แม้ในแง่ของความเสียหายไม่อาจประเมินเป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้ แต่ย่อมมีผลกระทบต่อการลงทุนในไทย”

 

ภาพ: Deagreez/Getty Images

The post เปิดสถิติปี 68 ธุรกิจปิดกิจการ 2.2 หมื่นราย สวนทางเงินต่างชาติทะลักไทย 3.24 แสนล้าน รัฐเปิดเกมล่านอมินีฮุบที่ดิน 5 สัญชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 ซูเปอร์สตาร์ต่างชาติ บุกไทยล่าทองอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 https://thestandard.co/10-international-stars-asean-para-games-13/ Tue, 20 Jan 2026 01:30:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1166940 10 ซูเปอร์สตาร์ต่างชาติ บุก ไทย ล่าทอง อาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13

หากใครเคยสบประมาทว่านี่คือทัวร์นาเมนต์เล็กๆ คงต้องคิดให […]

The post 10 ซูเปอร์สตาร์ต่างชาติ บุกไทยล่าทองอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 ซูเปอร์สตาร์ต่างชาติ บุก ไทย ล่าทอง อาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13

หากใครเคยสบประมาทว่านี่คือทัวร์นาเมนต์เล็กๆ คงต้องคิดใหม่ เพราะ อาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่ไทยกำลังจะเปิดบ้านต้อนรับในครั้งนี้ แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเหล่าสุดยอดนักกีฬาที่เพิ่งฝากชื่อชั้นไว้บนหน้าประวัติศาสตร์พาราลิมปิกเกมส์ ต่างตบเท้าเข้ามารวมตัวกันอย่างเนืองแน่น และนี่คือ 10 นักกีฬาต่างชาติระดับไอคอน ที่จะมายกระดับมาตรฐานการแข่งขันระดับภูมิภาคให้กลายเป็นเวิลด์คลาส

 

Jerrold Mangliwan (ฟิลิปปินส์) – วีลแชร์เรซซิ่ง

 

ในวัย 46 ปี ซูเปอร์สตาร์จากฟิลิปปินส์รายนี้ได้รับเกียรติให้เป็น ผู้ถือธงชาติฟิลิปปินส์ ในพิธีเปิดการแข่งขัน ด้วยประสบการณ์ผ่าน พาราลิมปิกเกมส์ 2 สมัย รวมถึงการคว้า 2 เหรียญทอง เอเชียนพาราเกมส์ 2022 และอาเซียนพาราเกมส์ 2023 ทำให้ Mangliwan ยังคงเป็นผู้นำทัพที่ทรงอิทธิพล ทั้งในและนอกสนาม และเป็นสัญลักษณ์ของความยืนยงในกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งของอาเซียน

 

Le Van Cong (เวียดนาม) – ยกน้ำหนัก

 

นักกีฬาคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์เวียดนามที่คว้าเหรียญทองพาราลิมปิกได้สำเร็จ (ริโอ 2016) และยังรักษามาตรฐานระดับสูงด้วยเหรียญเงินที่โตเกียว 2020 และเหรียญทองแดงที่ปารีส 2024 แม้ในวัย 41 ปีจะมีอาการบาดเจ็บรบกวน แต่เขายังคงเป็น “เบอร์ 1 ของอาเซียน” ที่ใครก็ยากจะโค่นลง

 

Cheah Liek Hou (มาเลเซีย) – แบดมินตัน

 

สุดยอดนักตบลูกขนไก่มือ 1 ของโลกประเภทชายเดี่ยว ผู้คว้าแชมป์โลกมาตั้งแต่อายุ 16 ปี เขาคือนักแบดมาเลเซียคนแรกที่คว้าเหรียญทองพาราลิมปิกเกมส์ และยังคงรักษาความยิ่งใหญ่ไว้ได้อย่างเหนียวแน่นในทุกเวทีที่ลงแข่ง

 

Angel Mae Otom (ฟิลิปปินส์) – ว่ายน้ำ

 

เงือกสาวมหัศจรรย์วัย 22 ปี ความหวังสูงสุดของฟิลิปปินส์ ผลงานในอาเซียนพาราเกมส์ 2023 ของเธอน่าทึ่งที่สุด ด้วยการกวาดคนเดียว 4 เหรียญทอง และในปีนี้เธอยังคงถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่งที่จะมาป้องกันแชมป์ในทุกรายการที่ลงสระ

 

Toh Wei Soong (สิงคโปร์) – ว่ายน้ำ

 

ฉลามหนุ่มจากสิงคโปร์ เจ้าของรางวัล นักกีฬาชายยอดเยี่ยมแห่งปี 2025 ผ่านประสบการณ์ระดับพาราลิมปิกมาแล้วหลายสมัย เขาคว้าเหรียญทองทั้งในเอเชียนพาราเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์มาแล้วนับไม่ถ้วน โดยล่าสุดกวาดไป 3 เหรียญทอง ที่กัมพูชาในปี 2023

 

Saptoyogo Purnomo (อินโดนีเซีย) – กรีฑา

 

เจ้าลมกรดจากอินโดนีเซีย ดีกรีเหรียญเงินพาราลิมปิก 2024 และเจ้าของสถิติเอเชียในระยะ 100 เมตร เรียกได้ว่าในอาเซียนพาราเกมส์ครั้งนี้ในคลาส T37 ไม่มีใครซิ่งได้เร็วกว่าเขาคนนี้อีกแล้ว

 

Jeralyn Tan (สิงคโปร์) – บอคเซีย

 

ผู้ปลดล็อกประวัติศาสตร์ให้วงการบอคเซียสิงคโปร์ ด้วยการคว้าเหรียญเงินพาราลิมปิกเกมส์ 2024 ด้วยวัย 35 ปี เธอคือสัญลักษณ์ของการต่อสู้และความมุมานะที่พิสูจน์ให้เห็นว่า “ความสำเร็จไม่มีคำว่าสายเกินไป”

 

Bonnie Bunyau Gustin (มาเลเซีย) – ยกน้ำหนัก

 

จอมพลังหนุ่มที่ถูกขนานนามว่า “ไร้เทียมทาน” เจ้าของเหรียญทองพาราลิมปิก 2 สมัยซ้อนในรุ่น 72 กก. และเป็นเจ้าของสถิติโลกคนปัจจุบัน ทุกครั้งที่เขาก้าวขึ้นสู่เวที สิ่งที่แฟนกีฬาตั้งตารอไม่ใช่แค่เหรียญทอง แต่คือการสร้างสถิติโลกขึ้นใหม่

 

Hikmat Ramdani กับ Leani Ratri Oktila (อินโดนีเซีย) – แบดมินตัน

 

คู่ผสมเบอร์ 1 ของโลกในคลาส SL3-SU5 ความยอดเยี่ยมของทั้งคู่การันตีด้วยเหรียญทองพาราลิมปิกเกมส์และแชมป์โลกในปีเดียวกัน ด้วยความเข้าขาและชั้นเชิงที่เหนือชั้น ทำให้คู่นี้ถูกยกให้เป็น “ดรีมทีม” ที่ยากจะหาคู่ต่อสู้มาต่อกรในศึกอาเซียนครั้งนี้

The post 10 ซูเปอร์สตาร์ต่างชาติ บุกไทยล่าทองอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์ https://thestandard.co/thai-police-shield-cybercrime/ Tue, 13 Jan 2026 03:53:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1164461 ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์

วันนี้ (13 มกราคม) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญ […]

The post ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์

วันนี้ (13 มกราคม) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศตคม.ตร.) เป็นประธานการประชุมระดับสูงว่าด้วยการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานในขบวนการอาชญากรรมทางไซเบอร์ (High-Level Meeting on Combating Trafficking for Forced Criminality in Cyber Scam Compounds) เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเป็นระบบ

 

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. โดยมีผู้แทนระดับสูงจากสถานทูตและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายรวม 18 ประเทศเข้าร่วม อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน, ญี่ปุ่น, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย และประเทศในกลุ่มอาเซียน

 

พร้อมด้วยองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญอย่าง FBI และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เพื่อร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์การค้ามนุษย์ที่เกี่ยวเนื่องกับฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน

 

จากการอัปเดตข้อมูลล่าสุด พบว่าขบวนการเหล่านี้มีฐานที่ตั้งสำคัญในประเทศเมียนมาและกัมพูชา แม้จะมีการหลอกลวงเหยื่อจากทั่วโลก แต่เป้าหมายหลักยังคงเป็นประชาชนในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา, ยุโรป, สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งมักถูกล่อลวงมาบังคับใช้แรงงานเพื่อกระทำผิดกฎหมาย

 

ไฮไลต์สำคัญของการประชุมคือการนำเสนอระบบ SHIELD (SCAM & Human Trafficking Information Exchange and Linked Database) ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลที่ตำรวจไทยริเริ่มพัฒนาขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ:

 

  • ยกระดับการจัดเก็บข้อมูล: บันทึกและแสดงผลข้อมูลการค้ามนุษย์ที่เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ
  • วิเคราะห์ความเชื่อมโยง: สนับสนุนการวิเคราะห์พฤติการณ์ของคนร้ายและเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
  • แลกเปลี่ยนข้อมูลสากล: เปิดช่องทางให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศเข้าถึงและแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อประสิทธิภาพในการสืบสวนและดำเนินคดีข้ามพรมแดน

 

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวเน้นย้ำว่า ความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่การแบ่งปันข้อมูลระหว่างประเทศที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ประชาชนถูกล่อลวงไปเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ และถูกบังคับให้กระทำความผิดในขบวนการมิจฉาชีพ พร้อมทั้งสนับสนุนการสืบสวนเพื่อจับกุมตัวการใหญ่และผู้ร่วมขบวนการมาลงโทษตามกฎหมายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์ 1ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์ 2ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์ 3

The post ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต https://thestandard.co/national-semiconductor-roadmap-2050/ Thu, 08 Jan 2026 05:38:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1162741 เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต

ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทานโลก ชิปจึงกลา […]

The post เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต

ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทานโลก ชิปจึงกลายเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและความมั่นคงทางเศรษฐกิจใหม่ บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เดินหน้าวางโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ ครั้งแรก หลัง 9 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก แห่เข้ามาตั้งฐานผลิตในประเทศไทย

 

โดยวางกลไกขับเคลื่อน 5 ด้าน ตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท

 

พร้อมพัฒนาบุคลากรทักษะสูง กว่า 230,000 คน ปูทางสู่ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ในปี 2050

 

วันที่ 8 ม.ค. นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบาย อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) ซึ่งมีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน พิจารณาให้ความเห็นต่อ “ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” ที่เริ่มจัดทำมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2568

 

โดยได้ว่าจ้างบริษัท Roland Berger ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก เป็นผู้ศึกษาและจัดทำร่างยุทธศาสตร์ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการฯ

 

เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต 1

 

ที่ประกอบด้วยทีมงานจากบีโอไอ สภาพัฒน์ฯ กระทรวงอุตสาหกรรม ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และด้วยความร่วมมืออย่างดีจากภาคเอกชนทั้งไทยและต่างชาติ โดยการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ฯ ได้มีการศึกษาข้อมูลเชิงลึกทุกมิติ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เทียบคู่แข่งสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์

 

โดยได้ศึกษาเปรียบเทียบการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยกับประเทศอื่นในภูมิภาค ทั้งผู้นำอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย รวมถึงประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ ถึงแม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพของบุคลากร สภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และศักยภาพของอุตสาหกรรมปลายน้ำ พบว่า

 

“ประเทศไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เติบโตและแข่งขันได้ โดยควรเน้น 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete”

 

เนื่องจากเป็นชิปที่ใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชั่น และการแพทย์

 

ร่างยุทธศาสตร์ฯ จึงได้กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยมุ่งต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทย ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลักดันให้เกิด ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ (Made-in-Thailand Chips)

 

ตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท

 

โดยตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ในช่วง 25 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2026 – 2050) พัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมได้มากกว่า 230,000 คน และทำให้เกิดระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค

 

โดยในระยะ 5 ปีแรก จะมุ่งเน้นต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น กิจการประกอบและทดสอบชิป (Outsourced Semiconductor Assembly and Test: OSAT) การออกแบบชิป (IC Design) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงการผลักดันให้เกิดการลงทุน ในกิจการผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) ในประเทศไทย ควบคู่กับการเริ่มสร้างผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้เติบโตเป็นผู้เล่นหลัก (Local Champion) ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคต

 

มุ่งกลไกขับเคลื่อน 5 ด้าน

 

  • ด้านสิทธิประโยชน์ เช่น การให้เงินสนับสนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในระยะยาว เพื่อดึงดูดโครงการลงทุนเป้าหมาย
  • ด้านบุคลากรทักษะสูง เช่น การพัฒนาหลักสูตรและความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างบุคลากรด้านวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์และการวิจัยขั้นสูง รวมทั้งการยกระดับทักษะแรงงานผ่านการฝึกอบรมวิชาชีพเฉพาะทาง
  • ด้านเทคโนโลยี เช่น การยกระดับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) และศูนย์วิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ของสถาบันการศึกษา การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาในการวิจัยและพัฒนา
  • โครงสร้างพื้นฐาน เช่น การกำหนดพื้นที่ในรูปแบบคลัสเตอร์ การพัฒนาระบบน้ำและไฟฟ้า โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การพัฒนาระบบป้องกันและจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ
  • สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เช่น การอำนวยความสะดวกในการอนุมัติ/อนุญาตประกอบธุรกิจ การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรปในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ การออกแบบกลไกจัดซื้อภาครัฐเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

 

นฤตม์ ระบุอีกว่า ที่ประชุมยังได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป้าหมายให้มีความชัดเจน โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ และสามารถต่อยอดกับอุตสาหกรรมหลักที่ประเทศไทยมีความเข้มแข็งอยู่ในปัจจุบัน

 

เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในเวทีโลกในระยะยาว และช่วยยกระดับขีดความสามารถ ห่วงโซ่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้เติบโตเป็น Local Champion ได้ในอนาคต

 

อีกประเด็นสำคัญซึ่งที่ประชุมได้เน้นย้ำ คือ การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ไฟฟ้า น้ำ ระบบจัดการของเสีย ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานรูปแบบใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม

 

คาดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก โตพุ่ง 1 ล้านล้านเหรียญ

 

อุตสาหกรรมนี้เป็นยุทธศาสตร์ระดับโลกที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะมีขนาดตลาดใหญ่ถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 2030 และจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว

 

“นับเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การวางโรดแมปที่ชัดเจนสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นระบบตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นฐานการออกแบบและผลิตชิปชั้นนำของภูมิภาค และสามารถบรรลุเป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ อย่างที่ตั้งใจไว้” นายนฤตม์ กล่าว

 

เปิดชื่อ 9 บิ๊กคอร์ปโลกเข้ามาตั้งฐานการผลิตชิปในไทย

 

ทั้งนี้ ในช่วงปี 2561-พฤศจิกายน 2568 การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีจำนวน 1,748 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1.17 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 19% ของเงินลงทุนทั้งสิ้น

 

นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีคำขอรับการส่งเสริมมากที่สุด และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในธุรกิจการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB)

 

ที่ผ่านมา มีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หลายรายที่ตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย

 

  • บริษัท Infineon ผู้ผลิตชิปอันดับ 1 ของเยอรมนี
  • บริษัท Analog Devices (ADI)
  • Microchip Technology
  • Lumentum จากสหรัฐอเมริกา
  • บริษัท NXP Semiconductor จากเนเธอร์แลนด์
  • บริษัท Sony
  • Toshiba
  • Rohm จากญี่ปุ่น
  • บริษัท Fiti ในเครือ Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์ความแม่นยำสูงสำหรับเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากไต้หวัน

The post เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจี้ยนชา’ บุกธุรกิจสปา ปั้น ‘ใจฉัน’ ปี 2569 เล็งเปิด 15-20 แห่ง ก่อนนำทั้งเครือเล็ง IPO สหรัฐฯ https://thestandard.co/jian-cha-spa-ipo-usa/ Wed, 07 Jan 2026 04:45:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1162117 ‘เจี้ยนชา’ บุกธุรกิจสปา ปั้น ‘ใจฉัน’ ปี 2559 เล็งเปิด 15-20 แห่ง ก่อนนำทั้งเครือเล็ง IPO สหรัฐฯ

จากร้านชาสู่ธุรกิจสปาและเวลเนส กลุ่มธุรกิจในเครือแบรนด์ […]

The post ‘เจี้ยนชา’ บุกธุรกิจสปา ปั้น ‘ใจฉัน’ ปี 2569 เล็งเปิด 15-20 แห่ง ก่อนนำทั้งเครือเล็ง IPO สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจี้ยนชา’ บุกธุรกิจสปา ปั้น ‘ใจฉัน’ ปี 2559 เล็งเปิด 15-20 แห่ง ก่อนนำทั้งเครือเล็ง IPO สหรัฐฯ

จากร้านชาสู่ธุรกิจสปาและเวลเนส กลุ่มธุรกิจในเครือแบรนด์ชา ‘เจี้ยนชา’ ประกาศเปิดตัวแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ ‘ใจฉัน’ แบรนด์สปาและเวลเนสสัญชาติไทย เพื่อเข้ามาเสริมพอร์ตธุรกิจเดิม และต่อยอดการเติบโตสู่การสร้าง Lifestyle Ecosystem ที่ครอบคลุมทั้งไลฟ์สไตล์ สุขภาพ และเครื่องดื่ม พร้อมตั้งเป้าหมายระยะยาวในการผลักดันแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก และนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา

 

THE STANDARD WEALTH มีโอกาสพูดคุยกับ ‘ดร. พอลลี เฮสันต์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ถึงที่มาของแนวคิดการพัฒนา ‘ใจฉัน’ โครงสร้างธุรกิจ และทิศทางการเติบโตในปี 2569 โดยดร. พอลลีมองว่า อุตสาหกรรมสปาและเวลเนสทั่วโลกมีมูลค่าสูงกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดในประเทศไทยมีมูลค่าราว 3.5 หมื่นล้านบาท เติบโตไปในทิศทางเดียวกับตลาดโลก

 

แม้เศรษฐกิจและกำลังซื้อโดยรวมจะยังอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่กระแส Longevity และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันกลับได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจสปาและการนวดยังมีศักยภาพสูง คือการเป็นอุตสาหกรรมที่ยากต่อการถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีหรือ AI เนื่องจากต้องอาศัยทักษะฝีมือของมนุษย์ ความละเอียดอ่อน และความใส่ใจเฉพาะบุคคล ซึ่งกลายเป็นจุดแข็งสำคัญของการนวดไทยในเวทีโลก และเป็นโอกาสที่แบรนด์ไทยสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจน

 

จากโอกาสดังกล่าว กลุ่มธุรกิจจึงตัดสินใจพัฒนาแบรนด์ ‘ใจฉัน’ โดยทดลองเปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ด้วยงบลงทุนประมาณ 7 ล้านบาท ใช้เวลากว่า 5 เดือนในการพัฒนาแนวคิด ออกแบบประสบการณ์ และวางโครงสร้างธุรกิจ ก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในช่วงกลางปี

 

หัวใจสำคัญของ ‘ใจฉัน’ อยู่ที่การออกแบบพื้นที่และบริการ โดยจัดสรรพื้นที่กว่า 70% เป็นเตียง ASMR ผสานกับเตียงนวดไทยและนวดบำบัดแบบดั้งเดิมอีก 30% ครอบคลุมบริการตั้งแต่นวดไทย นวดอโรมา ประคบสมุนไพร ไปจนถึงทรีตเมนต์ผิวหน้าและหนังศีรษะ ซึ่งทั้งหมดพัฒนาจากสมุนไพรพื้นบ้านที่ปรุงสดภายในร้าน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและยากต่อการลอกเลียนแบบ

 

ขณะเดียวกัน แบรนด์ยังวางตำแหน่ง ‘ใจฉัน’ ให้เป็นร้านนวดไทยและสปาผมที่เข้าถึงได้ง่าย เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยตั้งราคาบริการเริ่มต้นที่ 590 บาท ไปจนถึงโปรแกรมพรีเมียมราว 2,000 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

การเลือกเปิดสาขาแรกที่สยามดิสคัฟเวอรี่ มีเป้าหมายหลักเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติ อีกทั้งในพื้นที่เดียวกันยังมีแบรนด์ในเครืออย่าง ‘เจี้ยนชา’ เปิดให้บริการอยู่แล้ว จึงช่วยเสริมการดึงดูดลูกค้าเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหลังเปิดดำเนินการมาแล้วราว 6 เดือน ผลตอบรับถือว่าเกินความคาดหมาย ปัจจุบันลูกค้ากว่า 80% เป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน, ตะวันออกกลาง และ ยุโรป ขณะที่ลูกค้าชาวไทยคิดเป็นราว 20% สะท้อนศักยภาพของการนวดไทยในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ระดับโลก

 

ในด้านโครงสร้างธุรกิจ ‘ใจฉัน’ ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการขยายเชิงพาณิชย์ในระยะยาว ทั้งในรูปแบบการลงทุนเอง และ แฟรนไชส์ รวมถึงการต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้า อาทิ แชมพู, ครีมนวด และ มาสก์หน้าซึ่งเตรียมวางจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ

 

สำหรับแผนในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเปิดสาขา ‘ใจฉัน’ เพิ่ม 15-20 แห่ง โดยราว 10% จะเป็นสาขาที่บริษัทลงทุนเอง ที่เหลือเป็นรูปแบบแฟรนไชส์ ซึ่งขณะนี้เริ่มมีนักลงทุนให้ความสนใจติดต่อเข้ามาแล้ว 2-3 ราย ทั้งนี้ กลยุทธ์การเลือกทำเลจะยังเน้นพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ และ ปริมณฑลเป็นหลัก ก่อนขยายสู่เมืองท่องเที่ยวสำคัญในระยะถัดไป

 

ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีแผนขยายสาขาไปต่างประเทศ โดยเริ่มจาก สิงคโปร์ และ ออสเตรเลีย และอยู่ระหว่างเตรียมขยายสู่ สหรัฐอเมริกา, สเปน และประเทศในอาเซียน พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบสมาชิกและ แอปพลิเคชัน เพื่อเชื่อมต่อฐานลูกค้า ระบบ CRM และการใช้บริการข้ามแบรนด์ในเครือ เพื่อสร้างประสบการณ์แบบครบวงจร

 

ในฝั่งของ ‘เจี้ยนชา’ แบรนด์ชาผลไม้และชานม ปัจจุบันเปิดดำเนินการมาเกือบ 2 ปี และมียอดขายเติบโตต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน โดยมีสาขาในประเทศไทยมากกว่า 50 แห่ง และคาดว่าสิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 75 แห่ง ขณะที่ตลาดต่างประเทศได้ขยายไปยังออสเตรเลีย 2 สาขา และสิงคโปร์ 1 สาขา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี จากกลยุทธ์การเลือกทำเลและการปรับเมนูให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละประเทศ

 

ทำให้ในปี 2569 บริษัทเตรียมรุกตลาดต่างประเทศอย่างเข้มข้น ทั้งออสเตรเลีย, สเปน, สหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, และอินโดนีเซีย ผ่านโมเดล Joint Venture กับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น

 

สำหรับภาพการแข่งขัน ดร. พอลลี ยอมรับว่า ตลาดชาในประเทศไทยมีการแข่งขันสูงและมีผู้เล่นต่างชาติสนใจเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมองว่าตลาดมีช่องว่างและยังสามารถเติบโตได้ หากรักษาจุดแข็งด้านคุณภาพของสินค้า, การสร้างแบรนด์ และไม่หยุดสร้างความเคลื่อนไหวในตลาด พร้อมย้ำว่าการทำตลาดต้องเดินควบคู่ทั้งระดับ Local และ Global

 

พร้อมกันนี้ยังมองว่า การมีคู่แข่งเข้ามาในตลาดช่วยขยายฐานผู้บริโภค โดยเฉพาะในประเทศที่ตลาดยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เช่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งเพิ่งมีแบรนด์ชาระดับโลกเข้าไปทำตลาดเพียงไม่กี่สิบสาขา รวมถึงประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่บริษัทตั้งเป้าใช้เป็นฐานการเติบโตในระยะยาว

 

อีกทั้งยังเตรียมลงทุนพัฒนาอาคาร RS เดิม ย่านลาดพร้าว ให้เป็นสาขาที่รวมแบรนด์ในเครือ ได้แก่ เจี้ยนชา, พอลลี่ ที และใจฉันสปา ไว้ในพื้นที่เดียวกัน โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือนเมษายน 2569

 

และในระยะยาว กลุ่มธุรกิจตั้งเป้าหมายขยายสาขาแบรนด์ในเครือ ได้แก่ เจี้ยนชา, พอลลี่ ที และใจฉันสปา ให้ได้แบรนด์ละ 1,000 สาขาทั่วโลก ภายในช่วงปี 2569-2574 และเตรียมนำธุรกิจเข้าตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในระดับโลก พร้อมมองหาธุรกิจร้านอาหารไทยเข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอ โดยยังไม่มีแผนนำแบรนด์ต่างชาติเข้ามาขยายในประเทศไทยในเวลานี้

The post ‘เจี้ยนชา’ บุกธุรกิจสปา ปั้น ‘ใจฉัน’ ปี 2569 เล็งเปิด 15-20 แห่ง ก่อนนำทั้งเครือเล็ง IPO สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทริปสิงคโปร์ต้นปีต้องมีงานนี้ ART SG 2026 รวมงานศิลปะระดับโลก https://thestandard.co/life/art-sg-2026-singapore-art-week-guide/ Tue, 06 Jan 2026 05:41:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1161841 ทริปสิงคโปร์ต้นปีต้องมีงานนี้ ART SG 2026 รวมงานศิลปะระดับโลก

ART SG 2026 กลับมาแล้วในปีที่ 4 พร้อมยกระดับให้เป็นจุดห […]

The post ทริปสิงคโปร์ต้นปีต้องมีงานนี้ ART SG 2026 รวมงานศิลปะระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทริปสิงคโปร์ต้นปีต้องมีงานนี้ ART SG 2026 รวมงานศิลปะระดับโลก

ART SG 2026 กลับมาแล้วในปีที่ 4 พร้อมยกระดับให้เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของคนรักศิลปะร่วมสมัยจากทั่วโลก ปีนี้พิเศษกว่าทุกครั้ง เพราะเป็นครั้งแรกที่จับมือกับ S.E.A. Focus จัดงานร่วมกันในพื้นที่เดียวที่ Marina Bay Sands ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Singapore Art Week ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–25 มกราคม 2569

 

ทริปสิงคโปร์ต้นปีต้องมีงานนี้ ART SG 2026 รวมงานศิลปะระดับโลก 1

 

งานนี้รวมแกลเลอรีชั้นนำถึง 106 แห่งจากกว่า 30 ประเทศ ครอบคลุมทั้งศิลปินระดับโลก ศิลปินเอเชีย และศิลปินเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราเลยมองว่านี่ถือเป็นโอกาสดี ที่คนไทยสายอาร์ตจะได้สัมผัสภาพรวมวงการศิลปะร่วมสมัยในทริปเดียว

 

ทริปสิงคโปร์ต้นปีต้องมีงานนี้ ART SG 2026 รวมงานศิลปะระดับโลก 2

ทริปสิงคโปร์ต้นปีต้องมีงานนี้ ART SG 2026 รวมงานศิลปะระดับโลก 3

 

ไฮไลต์ปีนี้คือการเปิดตัว S.E.A. Focus ภายใต้แนวคิด “The Humane Agency” ที่เน้นบทบาทของศิลปินในฐานะผู้ขับเคลื่อนความเห็นอกเห็นใจและมนุษยธรรม ท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีการแสดง Performance Art ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ ART SG ซึ่งเป็นความร่วมมือกับ Rockbund Art Museum จากเซี่ยงไฮ้ ผลงานเด่นจาก UBS Art Collection รวมถึงการจัดตั้ง ART SG FUTURES Prize เพื่อสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่อีกด้วย

 

ทริปสิงคโปร์ต้นปีต้องมีงานนี้ ART SG 2026 รวมงานศิลปะระดับโลก 4

 

ทริปสิงคโปร์ต้นปีต้องมีงานนี้ ART SG 2026 รวมงานศิลปะระดับโลก 5

 

สำหรับคนไทยที่ชอบงานศิลปะ งานนี้ไม่ใช่แค่งานแฟร์ธรรมดา แต่คือประสบการณ์ครบครัน ทั้งการชมงาน ซื้อสะสม เรียนรู้แนวคิดใหม่ๆ และเชื่อมต่อกับเครือข่ายศิลปะระดับนานาชาติ เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ สิงคโปร์จะกลายเป็นเมืองศิลปะทั่วทั้งประเทศ ใครสนใจสามารถซื้อบัตรได้ที่ www.artsg.com/tickets

The post ทริปสิงคโปร์ต้นปีต้องมีงานนี้ ART SG 2026 รวมงานศิลปะระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>