ByteDance บริษัทแม่สัญชาติจีนของ TikTok บรรลุข้อตกลงจัด […]
The post TikTok ปิดดีลตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ มีชาวอเมริกันถือหุ้นใหญ่ เลี่ยงถูกแบนในสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ByteDance บริษัทแม่สัญชาติจีนของ TikTok บรรลุข้อตกลงจัดตั้งบริษัทร่วมทุนที่มีชาวอเมริกันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแบนในสหรัฐฯ โดย ByteDance ยังคงถือหุ้น 19.9% ซึ่งทำให้สัดส่วนการถือหุ้นต่ำกว่าเกณฑ์ 20% ตามที่กฎหมายกำหนด ขณะที่ผู้ลงทุนสามราย ได้แก่บริษัท Silver Lake, Oracle และ MGX ซึ่งเป็นกองทุนลงทุนด้าน AI จากอาบูดาบี ถือหุ้นรายละ 15%
การปิดดีลครั้งนี้เป็นการสิ้นสุดความพยายามหลายปีในการรักษาอนาคตระยะยาวของ TikTok ในสหรัฐฯ และแก้ไขข้อกังวลที่ว่าแอปพลิเคชันนี้อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
บริษัทร่วมทุนดังกล่าวมีชื่อว่า TikTok USDS Joint Venture LLC นำโดยซีอีโอ คือ อดัม เพรสเซอร์ (Adam Presser) ซึ่งเดิมเป็นผู้บริหารของ TikTok และเป็นผู้ดูแลด้านการปกป้องข้อมูลผู้ใช้งานชาวอเมริกันในสหรัฐฯ โดยมี วิล ฟาร์เรล (Will Farrell) รับตำแหน่งหัวหน้าระบบความปลอดภัยของแอปฯ
ขณะที่บริษัทได้ออกแถลงการณ์ว่า จะให้บริการผู้ใช้งานมากกว่า 200 ล้านคน พร้อมทั้งใช้มาตรการป้องกันที่เข้มงวดสำหรับการปกป้องข้อมูล ความปลอดภัยของอัลกอริทึม และการควบคุมเนื้อหา
“บริษัทร่วมทุนที่ชาวอเมริกันเป็นเจ้าของและถือหุ้นใหญ่จะดำเนินงานภายใต้มาตรการคุ้มครองที่กำหนดไว้ ซึ่งปกป้องความมั่นคงของชาติผ่านการปกป้องข้อมูลอย่างครอบคลุม ความปลอดภัยของอัลกอริทึม การควบคุมเนื้อหา และการรับประกันซอฟต์แวร์สำหรับผู้ใช้ในสหรัฐฯ”
บริษัทร่วมทุนนี้จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการเจ็ดคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกัน รวมถึงโจว โซ่วจือ (Shou Zi Chew) ซีอีโอของ TikTok สหรัฐฯ, เคนเนธ กลัค (Kenneth Glueck) รองประธานบริหารในสำนักงานซีอีโอของ Oracle และตัวแทนจากบริษัทลงทุน Susquehanna International Group, บริษัทไพรเวทอิควิตี้ Silver Lake และบริษัทลงทุน MGX จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอื่นๆ
ทั้งนี้ ความพยายามแบน TikTok ในสหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้นเมื่อทรัมป์ ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยแรก ประกาศว่าจะไม่ใช้แอปฯ นี้ ขณะที่เรื่องราวทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2024 หลังโจ ไบเดน ประธานาธิบดีขณะนั้น ลงนามในกฎหมายที่กำหนดให้แอปฯ TikTok เวอร์ชันสหรัฐฯ ต้องแยกตัวออกจากบริษัทแม่ในจีนอย่าง ByteDance มิฉะนั้นจะถูกแบนในสหรัฐฯ
โดยในสมัยที่ 2 ของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์ได้เลื่อนการบังคับใช้กฎหมายนี้หลายครั้ง ขณะที่พยายามหาข้อตกลงเพื่อโอนการควบคุมการดำเนินงานของแอปฯ ในสหรัฐฯ ไปเป็นของชาวอเมริกัน
ภาพ : REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo
อ้างอิง :
The post TikTok ปิดดีลตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ มีชาวอเมริกันถือหุ้นใหญ่ เลี่ยงถูกแบนในสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
TikTok ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนที่มีน […]
The post ยอมหั่นเนื้อ! ByteDance ลดสัดส่วนถือหุ้น TikTok เหลือ 19.9% ดึง ‘Oracle’ คุมหลังบ้าน-อัลกอริทึม แลกตั๋วไปต่อในอเมริกา appeared first on THE STANDARD.
]]>
TikTok ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนที่มีนักลงทุนสหรัฐฯ เป็นแกนนำ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแบนจากการดำเนินงานในประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดของความพยายามยาวนานหลายปีของรัฐบาลวอชิงตันในการบีบบังคับให้ ByteDance บริษัทแม่สัญชาติจีนต้องขายกิจการ เนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคงของชาติ
โจว โช่ว จือ ซีอีโอของแพลตฟอร์มวิดีโอยอดนิยม ได้แจ้งพนักงานผ่านบันทึกข้อความว่า บริษัทแม่ได้ลงนามในข้อตกลงที่มีผลผูกพันกับกลุ่มนักลงทุนเพื่อดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ โดยคาดว่าดีลนี้จะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 22 มกราคมนี้ ซึ่งเป็นเส้นตายที่ได้รับการขยายเวลามาหลายครั้งโดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
ภายใต้โครงสร้างที่เสนอ บริษัทร่วมทุนใหม่ที่มีชื่อว่า TikTok USDS Joint Venture LLC จะมีกลุ่มนักลงทุนรายใหม่ถือหุ้นรวมกัน 50% ซึ่งประกอบด้วย Oracle, Silver Lake และ MGX บริษัทการลงทุนจากอาบูดาบี โดยแต่ละรายจะถือหุ้นรายละ 15% ส่วนอีก 30.1% จะถือโดยบริษัทในเครือของนักลงทุนเดิมของ ByteDance และ ByteDance จะยังคงถือหุ้นในส่วนที่เหลือ 19.9%
บริษัทร่วมทุนแห่งนี้จะรับผิดชอบด้านการปกป้องข้อมูลของสหรัฐฯ ความปลอดภัยของอัลกอริทึม การตรวจสอบเนื้อหา และความมั่นคงของซอฟต์แวร์ โดยจะถูกกำกับดูแลโดยคณะกรรมการชุดใหม่จำนวน 7 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวอเมริกัน นอกจากนี้ ข้อมูลผู้ใช้ในสหรัฐฯ จะถูกจัดเก็บไว้ในประเทศบนโครงสร้างพื้นฐานที่ดำเนินการโดย Oracle
“ด้วยมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุม ชาวอเมริกันกว่า 170 ล้านคนจะยังคงสามารถค้นพบ สร้างสรรค์ และเชื่อมต่อบนแพลตฟอร์มได้ต่อไป โดยเพลิดเพลินกับประสบการณ์เดิมเช่นเดียวกับที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ส่วนผู้ลงโฆษณาก็จะยังคงเชื่อมต่อกับผู้ชมทั่วโลกได้โดยไม่มีผลกระทบใดๆ” โจว โช่ว จือ ระบุในบันทึกข้อความ
ประเด็นสำคัญอย่าง ‘อัลกอริทึมการแนะนำเนื้อหา’ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของความกังวลด้านความมั่นคง จะถูกนำมาฝึกฝนใหม่ด้วยข้อมูลผู้ใช้ในสหรัฐฯ เพื่อให้มั่นใจว่าฟีดเนื้อหาจะ ‘ปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก’ โดยทำเนียบขาวระบุว่า Oracle จะได้รับใบอนุญาตให้ใช้อัลกอริทึมนี้ ในขณะที่สื่อของทางการจีนรายงานอ้างความคิดเห็นนักวิชาการว่า ข้อตกลงนี้สอดคล้องกับกฎหมายของจีนและ ‘ไม่ได้เป็นการขายขาดสิทธิ์ความเป็นเจ้าของอัลกอริทึม’
ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นหลังจากสภาคองเกรสผ่านกฎหมายในปี 2024 ในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน เพื่อบังคับให้แอปพลิเคชันยุติการออนไลน์เว้นแต่จะมีการแยกตัวจาก ByteDance ซึ่งเดิมกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 มกราคม แต่ประธานาธิบดี ทรัมป์ ได้ชะลอการบังคับใช้ในขณะที่รัฐบาลของเขาพยายามเจรจาเพื่อถ่ายโอนความเป็นเจ้าของ
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ยังคงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ รอน ไวเดน วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต แสดงความเห็นว่า ข้อตกลงนี้ “ไม่ได้ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ชาวอเมริกันแม้แต่น้อย” และยังกล่าวเสริมว่า “ยังไม่ชัดเจนว่าข้อตกลงนี้จะทำให้ระบบอัลกอริทึมของ TikTok อยู่ในมือที่ปลอดภัยขึ้นจริงหรือไม่”
ในฟากของผู้ใช้งาน ทิฟฟานี เซียนซี เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่มีผู้ติดตามกว่า 3 แสนคนบนแพลตฟอร์ม กล่าวว่าเธอหวังว่านักลงทุนชุดใหม่จะยังคงรักษาประสบการณ์การใช้งานเดิมไว้ “ฉันหวังว่าเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กจะได้รับการปกป้อง” เธอกล่าว พร้อมระบุว่าเธอเลือกใช้ TikTok เพราะเงื่อนไขส่วนแบ่งรายได้ที่ดีกว่าคู่แข่งอย่าง Meta
สำหรับ Oracle นักวิเคราะห์จาก Evercore ISI มองว่าข่าวนี้เป็นชัยชนะสำหรับบริษัทคลาวด์รายนี้ ซึ่งหุ้นของบริษัทเพิ่งร่วงลงเมื่อต้นสัปดาห์จากรายงานข่าวการเจรจาดีลศูนย์ข้อมูลมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.14 แสนล้านบาท) กับ Blue Owl Capital ที่ถึงทางตัน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI มหาศาล
ภาพ : Sean Gallup/Getty Images
หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.42 บาท ณ วันที่ 20 ธันวาคม 2568
อ้างอิง:
The post ยอมหั่นเนื้อ! ByteDance ลดสัดส่วนถือหุ้น TikTok เหลือ 19.9% ดึง ‘Oracle’ คุมหลังบ้าน-อัลกอริทึม แลกตั๋วไปต่อในอเมริกา appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งและแรงกดดันจากรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อ […]
The post Shou Zi Chew แห่งสิงคโปร์เป็นใคร? เจาะลึกเด็กฝึกงาน Facebook ที่ผันตัวมาเป็นซีอีโอ TikTok appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งและแรงกดดันจากรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจนำไปสู่การแบน TikTok แอปพลิเคชันวิดีโอสั้นยอดนิยม บุคคลที่ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งนี้คือ Shou Zi Chew ซีอีโอหนุ่มชาวสิงคโปร์วัย 41 ปี ผู้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของแพลตฟอร์มที่กำลังเติบโตเร็วที่สุดในโลกในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุด
เส้นทางสู่ผู้นำ TikTok ของ Shou Zi Chew เริ่มต้นจากการเป็นเด็กฝึกงานที่ Facebook ก่อนจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก University College London และหลักสูตรปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจ หรือ MBA จาก Harvard Business School ในปี 2010
เส้นทางของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เต็มไปด้วยประสบการณ์และความสำเร็จที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง
เขาเคยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของ Xiaomi บริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่ของจีน และมีบทบาทสำคัญในการระดมทุนและนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2018 ซึ่งเป็นหนึ่งในการเสนอขายหุ้น IPO ด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของจีน
ก่อนหน้านั้น Shou Zi Chew ยังเคยทำงานเป็นวาณิชธนากร หรือที่ปรึกษาทางการเงิน ที่ Goldman Sachs เป็นเวลา 2 ปี และที่บริษัทลงทุน DST ซึ่งก่อตั้งโดย Yuri Milner มหาเศรษฐีนักลงทุนด้านเทคโนโลยี เป็นเวลา 5 ปี
ในปี 2013 ระหว่างที่ทำงานที่ DST นั้น Shou Zi Chew ได้นำทีมลงทุนใน ByteDance ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ TikTok ในช่วงแรกๆ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่าง Shou Zi Chew และ ByteDance ที่นำไปสู่การเข้าร่วมทีมผู้บริหารระดับสูงของ ByteDance ในเดือนมีนาคม ปี 2021 ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ซึ่งเป็นบุคคลแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้ในบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่แห่งนี้
ในเดือนพฤษภาคม ปี 2021 Shou Zi Chew ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นซีอีโอของ TikTok พร้อมกับ Vanessa Pappas ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO)
Zhang Yiming ผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอของ ByteDance กล่าวในขณะนั้นว่า Shou Zi Chew มีความรู้และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับบริษัทและอุตสาหกรรม เนื่องจากเขาเคยเป็นผู้นำทีมที่เป็นหนึ่งในนักลงทุนรายแรกๆ ของเรา และทำงานในภาคเทคโนโลยีมากว่าทศวรรษ
ในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน Shou Zi Chew ลาออกจากตำแหน่ง CFO ของ ByteDance เพื่อมุ่งเน้นการบริหาร TikTok อย่างเต็มตัว การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Kevin Mayer อดีตซีอีโอของ TikTok ลาออกจากตำแหน่งหลังจากทำงานได้เพียง 3 เดือน เนื่องจากแรงกดดันจากฝ่ายนิติบัญญัติเกี่ยวกับความกังวลด้านความปลอดภัย
ความกังวลหลักของรัฐบาลสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ คือ ข้อมูลผู้ใช้ TikTok อาจถูกแชร์กับรัฐบาลจีน ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ ByteDance ปฏิเสธมาโดยตลอด ในเดือนมีนาคมปีนี้ Shou Zi Chew ได้เข้าให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลของ TikTok
แม้ว่าคำให้การของเขาจะไม่ได้ช่วยคลี่คลายความกังวลของฝ่ายนิติบัญญัติได้มากนัก แต่เขาก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใช้ TikTok จำนวนมากที่ชื่นชมความพยายามของเขาในการปกป้องแพลตฟอร์ม
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย เมื่อสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายที่อาจนำไปสู่การแบน TikTok ในสหรัฐฯ หากบริษัทไม่ขายกิจการให้กับบริษัทสัญชาติอเมริกันภายใน 180 วัน
Shou Zi Chew ได้ออกมาตอบโต้ด้วยการเรียกร้องให้ผู้ใช้ TikTok ‘แสดงความคิดเห็น’ และ ‘ปกป้องสิทธิตามรัฐธรรมนูญ’ ของพวกเขา โดยคัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว
“ร่างกฎหมายฉบับนี้มอบอำนาจให้กับบริษัทโซเชียลมีเดียอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งมากขึ้น” เขากล่าวเสริม “นอกจากนี้ยังจะทำให้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ออกจากกระเป๋าของคอนเทนต์ครีเอเตอร์และธุรกิจขนาดเล็กอีกด้วย ซึ่งจะทำให้ตำแหน่งงานในสหรัฐฯ มากกว่า 3 แสนตำแหน่งตกอยู่ในความเสี่ยง”
นอกจากการต่อสู้เพื่อปกป้อง TikTok แล้ว Shou Zi Chew ยังมีชีวิตส่วนตัวที่น่าสนใจ เขาปรากฏตัวในงานสำคัญๆ หลายแห่ง เช่น Met Gala และ Super Bowl ปี 2023 รวมถึง Eras Tour ของ Taylor Swift ด้วย
นอกจากนี้เขายังชื่นชอบการเล่นวิดีโอเกม เช่น Clash of Clans และ Diablo IV รวมถึงการตีกอล์ฟและการอ่านหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีฟิสิกส์ด้วย
เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสนใจที่หลากหลายของเขา ตลอดจนการเป็นผู้นำองค์กรยักษ์ใหญ่ ที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวได้
อ้างอิง:
The post Shou Zi Chew แห่งสิงคโปร์เป็นใคร? เจาะลึกเด็กฝึกงาน Facebook ที่ผันตัวมาเป็นซีอีโอ TikTok appeared first on THE STANDARD.
]]>
The Verge รายงานว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ไฟเขียวลงนามอน […]
The post เวลาการมีอยู่ของ TikTok ในสหรัฐฯ เริ่มนับถอยหลังแล้ว appeared first on THE STANDARD.
]]>
The Verge รายงานว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ไฟเขียวลงนามอนุมัติร่างกฎหมายแบน TikTok ที่กำลังเริ่มนับถอยหลังกรอบระยะเวลา 9 เดือนถึง 1 ปีที่ ByteDance ต้องสละการถือครอง หรือไม่เช่นนั้นผู้ใช้งานทั้งหมดในสหรัฐฯ จะไม่สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันได้อีกต่อไป
แม้ว่าก่อนหน้านี้ดูเหมือนกฎหมายจะต้องใช้เวลาในการพิจารณาโดยสภาคองเกรสหลังจากที่ร่างกฎหมายผ่านมติเห็นชอบในขั้นแรกจากสภาผู้แทนราษฎร (US House of Representative) แต่เทคนิคทางด้านการเมืองส่งผลให้ร่างกฎหมายส่งไปถึงโต๊ะทำงานของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ในเวลาอันสั้น
เทคนิคที่ว่าคือการมัดรวมกฎหมายงบประมาณเพื่อช่วยเหลือประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในสภาวะสงครามอย่างยูเครนที่ได้รับเงินสนับสนุนราว 60,000 ล้านดอลลาร์, อิสราเอล 26,000 ล้านดอลลาร์, ไต้หวันกับพื้นที่อินโด-แปซิฟิก 8,000 ล้านดอลลาร์ และ 1,000 ล้านดอลลาร์ให้แก่กาซา เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งทั้งหมดถูกมัดรวมกับร่างกฎหมายแบน TikTok จึงทำให้สภาคองเกรสต้องพิจารณากฎหมายเหล่านี้พร้อมกัน
ทันทีที่ร่างกฎหมายผ่าน โจวโซ่วจือ ซีอีโอของ TikTok ได้ออกมาไลฟ์ตอบโต้สถานการณ์ว่าการแบนแพลตฟอร์มครั้งนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพที่เป็นพื้นฐานของสังคมอเมริกัน
“การทำเช่นนี้มันดูไม่ตรงกับแนวคิดที่สังคมอเมริกันให้ความสำคัญเลย เพราะเสรีภาพทางความคิดที่ TikTok ยึดถือเป็นสำคัญนั้นไม่ต่างกับสิ่งที่ทำให้สหรัฐฯ เป็นดินแดนแห่งเสรีภาพเลย โดย TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ชาวอเมริกันสามารถแสดงออกได้ตามความสร้างสรรค์ของพวกเขา และนั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมคนจำนวนมากใช้บริการของเราในชีวิตประจำวัน”
@tiktok
วิดีโอ: TikTok
อย่างไรก็ตาม โจวโซ่วจือยืนยันว่าแพลตฟอร์มจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อต่อสู้กับกฎหมายนี้ในชั้นศาล เนื่องจากความจริงและสิทธิขั้นพื้นฐานของชาวอเมริกันเป็นปัจจัยที่อยู่ข้างเดียวกันกับ TikTok โดยเขามั่นใจว่าการโต้แย้งในครั้งนี้จะทำให้ TikTok ชนะได้ในท้ายที่สุด
อ้างอิง:
The post เวลาการมีอยู่ของ TikTok ในสหรัฐฯ เริ่มนับถอยหลังแล้ว appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้การไต่สวนต่อหน้าวุฒิสภาสหรัฐฯ ของเหล่าซีอีโอบริษัทบิ […]
The post ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย! ชาวสิงคโปร์เดือด ปมคำถามวุฒิสภาที่พยายามโยงซีอีโอ TikTok เข้ากับพรรคคอมมิวนิสต์จีน appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้การไต่สวนต่อหน้าวุฒิสภาสหรัฐฯ ของเหล่าซีอีโอบริษัทบิ๊กเทคในหัวข้อความปลอดภัยการใช้งานโซเชียลมีเดียในเด็กและเยาวชนจะจบลงไปสัปดาห์ที่แล้ว แต่หนึ่งประเด็นที่ยังคงถูกพูดถึงโดยเฉพาะในหมู่แวดวงชาวสิงคโปร์ก็คือการกระทำของ Tom Cotton สมาชิกวุฒิสภาคนหนึ่งที่พยายามถามย้ำถึงความเชื่อมโยงในตัวของ Shou Zi Chew ซีอีโอของ TikTok กับพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกันหรือไม่ และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดคำถามในโลกออนไลน์ถึงความเหมาะสมและความจำเป็นของคำถามแนวนี้ แต่ที่แน่ๆ คือชาวสิงคโปร์ ‘ไม่ถูกใจสิ่งนี้’
ก่อนจะไปเล่าถึงความไม่พอใจของคนสิงคโปร์ เหตุการณ์โดยสรุปที่เกิดขึ้นคือ ในระหว่างช่วงกลางของการไต่สวน Chew ถูกถามโดย Cotton ว่าเขามีสัญชาติอะไร โดย Chew ตอบชัดเจนว่าเขาถือสัญชาติสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตัวยืนยันว่าเขาไม่สามารถมีสัญชาติอื่นได้อีก เนื่องจากกฎหมายของสิงคโปร์ไม่อนุญาตให้ประชาชนถือครองสัญชาติอื่นได้ แต่ Cotton ยังคงถามจี้ว่า “คุณเคยยื่นขอสัญชาติจีนหรือไม่?” และ “คุณมีเอี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนทางใดทางหนึ่งหรือไม่?” และคำตอบของ Chew ก็แน่นอนว่าเป็น “ไม่เคยและไม่มี”
ในฝั่งของชาวสิงคโปร์ เมื่อได้เห็นวิดีโอการซักถามของ Cotton ก็เก็บอาการไม่อยู่ และออกมาวิจารณ์ความไม่เหมาะสม หรือกระทั่งบอกว่าวุฒิสภาท่านนี้ “ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย” ถึงได้ตั้งคำถามแบบนี้ และบางคนถึงขั้นมองว่าการถามของ Cotton อาจแฝงไปด้วยเป้าหมายอะไรบางอย่าง เพราะเขาทำเหมือนว่าไม่ได้ยินหรือไม่เข้าใจกับคำตอบที่ Chew พูดออกไป
คลิปในช่วงนี้ยาวประมาณ 1 นาที ได้ถูกอัปโหลดลงบน Instagram โดย The Straits Times สำนักข่าวหลักของสิงคโปร์ และตามมาด้วยคอมเมนต์ของชาวเน็ตที่วิจารณ์ รวมทั้งล้อเลียนการกระทำของ Cotton ว่า “ท่านวุฒิสภา คุณรู้หรือเปล่าว่าสิงคโปร์อยู่ตรงไหนของโลก?” บ้างก็บอกว่า “การที่เขา (Chew) มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับคนจีนมันไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนจีนนะ”
แม้ว่า 75% ของชาวสิงคโปร์จะมีเชื้อสายมาจากจีน เนื่องจากการอพยพของคนจีนครั้งใหญ่ในช่วงปี 1800 ถึงต้น 1900 แต่ ณ ปัจจุบันชาวสิงคโปร์รุ่นหลังก็ไม่ได้มองว่าตัวเองคือคนจีนแล้ว
Jojo Choo ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาดกล่าวว่า “ในตอนแรกฉันรู้สึกภูมิใจมากที่คนสิงคโปร์ได้เข้าไปกล่าวชี้แจงในสภาคองเกรส แต่ฉันก็ใช้เวลาไม่นานเพื่อมารู้ตอนหลังว่า คำถามของสมาชิกวุฒิสภาคนนี้มันแสดงให้เห็นถึงความไม่รู้ไม่เข้าใจมากขนาดไหน” อีกทั้งเธอยังมองว่าแนวคำถามนี้แฝงไปด้วยแนวคิดการเหยียดเชื้อชาติ และเป็น ‘ความคิดที่แคบ’ ที่จะเข้าใจว่าคนที่มีเชื้อสายจีนน่าจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศจีน
อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของเจ้าตัวผู้ตั้งคำถามก็ออกมาให้เหตุผลการกระทำของตัวเองว่า “มันไม่เกี่ยวว่าใครจะอยู่ที่ไหน ใครก็สามารถมีส่วนเกี่ยวโยงกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ทั้งนั้น” Cotton กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Fox News และยังให้การเพิ่มเติมว่า ชาวอเมริกันที่ถูกสงสัยว่าทำงานให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็มีอยู่เหมือนกัน
“เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สิงคโปร์เองนั้นคือหนึ่งในประเทศที่มีอิทธิพลและการแทรกซึมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนมากที่สุดแห่งหนึ่งบนโลก” แต่ Cotton ไม่ได้กล่าวหรือให้หลักฐานชัดเจนว่าข้อหานี้ที่เขาตั้งกับสิงคโปร์มีที่มาที่ไปอย่างไร
ภาพ: Alex Wong / Getty Images, Anna Moneymaker / Getty Images
อ้างอิง:
The post ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย! ชาวสิงคโปร์เดือด ปมคำถามวุฒิสภาที่พยายามโยงซีอีโอ TikTok เข้ากับพรรคคอมมิวนิสต์จีน appeared first on THE STANDARD.
]]>
TikTok แอปพลิเคชันวิดีโอขนาดสั้นของ ByteDance เปิดเผยเม […]
The post TikTok ทุ่มหลายพันล้านดอลลาร์ หวังยกระดับธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั่วอาเซียน appeared first on THE STANDARD.
]]>
TikTok แอปพลิเคชันวิดีโอขนาดสั้นของ ByteDance เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (15 มิถุนายน) ว่า บริษัทได้วางแผนลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อลงทุนทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ท่ามกลางการตรวจสอบความปลอดภัยของข้อมูลทั่วโลกที่เข้มข้นมากขึ้นกว่า 2 เท่า โดยอาเซียนถือเป็นตลาดสำคัญที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของ TikTok ในแง่ของจำนวนผู้ใช้งาน เนื่องจากภูมิภาคแห่งนี้มีจำนวนประชากรรวมกันมากกว่า 630 ล้านคน และครึ่งหนึ่งของประชากรมีอายุต่ำกว่า 30 ปี ทำให้มีผู้เยี่ยมชมแอปมากกว่า 325 ล้านคนในทุกเดือน
อย่างไรก็ตาม TikTok ระบุว่า แพลตฟอร์มของตนเองยังไม่สามารถแปลงฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ให้เป็นแหล่งรายได้อีคอมเมิร์ซที่สำคัญในภูมิภาค เนื่องจากต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งที่ใหญ่กว่าอย่าง Shopee ของ Sea, Lazada ของ Alibaba และ Tokopedia ของ GoTo
Shou Zi Chew ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ TikTok กล่าวระหว่างขึ้นเวทีหารือเกี่ยวกับผลกระทบของแอปพลิเคชันที่มีต่อเศรษฐกิจและสังคมในอาเซียน ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงจาการ์ตา ว่าทางบริษัทกำลังจากลงทุนอีกหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐในอินโดนีเซียและประเทศอื่นๆ ในอาเซียนในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
กระนั้น TikTok ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับแผนการใช้จ่าย แต่กล่าวว่าจะลงทุนในการฝึกอบรมทักษะทางดิจิทัล การโฆษณา รวมถึงการสนับสนุนอื่นๆ เช่น เงินทุน แก่ผู้ขายรายย่อย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและชานเมืองที่ต้องการเข้าร่วมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ TikTok Shop ที่ยังคงอยู่ในระหว่างการเติบโต
ด้านโฆษกของ TikTok กล่าวกับ Channel NewsAsia ว่า ราว 12.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐจะมุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางมากกว่า 120,000 รายที่มองหาการเปลี่ยนผ่านสู่โลกออนไลน์ และทำให้ TikTok กลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีคุณค่าสำหรับธุรกิจและผู้สร้าง
Shou Zi Chew ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ TikTok กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางเนื้อหาบนแพลตฟอร์มที่มีความหลากหลายมากขึ้น เนื่องจากมีผู้ใช้จำนวนมากขึ้น ซึ่งทาง TikTok มีแผนเตรียมขยายบริการนอกเหนือจากการโฆษณาไปสู่อีคอมเมิร์ซ ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าผ่านลิงก์บนแอประหว่างการสตรีมสด (Live Streaming)
ปัจจุบัน TikTok มีพนักงาน 8,000 คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีผู้ค้ารายย่อย 2 ล้านรายที่ขายสินค้าบนแพลตฟอร์มของตนในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ขณะที่ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Momentum Works ระบุว่าปี 2022 ธุรกรรมอีคอมเมิร์ซทั่วภูมิภาคอาเซียนมีมูลค่าเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอินโดนีเซียคิดเป็น 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์
Momentum Works กล่าวอีกว่า TikTok อำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมมูลค่า 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นจาก 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2021 แต่ก็ยังตามหลังยอดขายสินค้าระดับภูมิภาคของ Shopee ซึ่งอยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 อยู่มาก
แผนการลงทุนของ TikTok ครั้งนี้มีขึ้นในขณะที่บริษัทสัญชาติจีนรายนี้ต้องเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากรัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลบางแห่ง เนื่องจากความกังวลว่ารัฐบาลกรุงปักกิ่งอาจใช้แอปเพื่อเก็บเกี่ยวข้อมูลผู้ใช้หรือสร้างความสนใจ ตัวอย่างเช่น อังกฤษและนิวซีแลนด์แบนแอปนี้บนโทรศัพท์ของหน่วยงานรัฐบาล ซึ่ง TikTok โต้ว่าการตัดสินใจดังกล่าวมีพื้นฐานมาจาก ‘ความเข้าใจผิด’ พร้อมกับยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และยืนยันว่าบริษัทไม่มีนโยบาย และไม่มีทางที่จะแชร์ข้อมูลกับรัฐบาลจีน
ขณะนี้ TikTok มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในอาเซียน และไม่มีการแบนใดๆ จากรัฐบาลในภูมิภาคดังกล่าว กระนั้น ก็มีการเดินหน้าตรวจสอบเนื้อหาที่เผยแพร่ภายในแอปพลิเคชันเพื่อป้องกันความไม่เหมาะสม หรือเนื้อหาที่ขัดต่อหลักศีลธรรมและกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้ในปี 2019 อินโดนีเซียเคยสั่งห้ามใช้งาน TikTok ในช่วงสั้นๆ เนื่องจากมีโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับ ‘ภาพอนาจาร เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และการดูหมิ่นศาสนา’ ส่วนในเวียดนาม หน่วยงานกำกับดูแลกล่าวว่าจะสอบสวนการดำเนินการของ TikTok ในประเทศ เนื่องจากมีเนื้อหา ‘เป็นพิษ’ บนแพลตฟอร์มเป็นภัยคุกคามต่อเยาวชน วัฒนธรรม และประเพณี
อ้างอิง:
The post TikTok ทุ่มหลายพันล้านดอลลาร์ หวังยกระดับธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั่วอาเซียน appeared first on THE STANDARD.
]]>
โจวโซ่วจือ ซีอีโอของ TikTok กล่าวในงาน Qatar Economic F […]
The post ซีอีโอ TikTok มั่นใจ ยับยั้งคำสั่งแบนในรัฐมอนแทนาได้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
โจวโซ่วจือ ซีอีโอของ TikTok กล่าวในงาน Qatar Economic Forum แสดงความมั่นใจว่า จะสามารถยับยั้งคำสั่งแบนการใช้งานแอปพลิเคชัน TikTok ในรัฐมอนแทนา สหรัฐอเมริกา ได้ โดยเชื่อว่าร่างกฎหมายที่ออกมานั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ
“เราเชื่อว่าร่างกฎหมายรัฐมอนแทนาที่เพิ่งผ่านการรับรองไปนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ เราได้ยื่นฟ้องเมื่อเร็วๆ นี้ ความท้าทายอยู่ในศาล และเรามั่นใจว่าจะชนะ” โจวกล่าว
ท่าทีของโจวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลัง TikTok ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ โดยโต้แย้งว่า คำสั่งแบนใช้งาน TikTok ของรัฐมอนแทนา ละเมิดสิทธิในการพูดอย่างเสรีที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ
ในคำฟ้องของ TikTok ระบุว่า “รัฐมอนแทนาได้ออกมาตรการพิเศษที่ไม่เคยมีมาก่อนเหล่านี้ โดยอ้างอิงจากสิ่งที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าการตั้งข้อสังเกตแบบไร้มูลความจริง”
ก่อนหน้านี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผู้ใช้ TikTok 5 รายยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลาง เพื่อขอให้ยกเลิกคำสั่งแบนแอปพลิเคชัน TikTok ของรัฐมอนแทนา โดยให้เหตุผลว่าเป็นการละเมิดสิทธิในการพูดอย่างเสรี
ขณะที่ เกร็ก เจียนฟอร์เต ผู้ว่าการรัฐมอนแทนา ได้ลงนามในกฎหมายแบนการใช้งาน TikTok เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2023 โดยระบุเหตุผลผ่านข้อความทางทวิตเตอร์ว่า เขาลงนามรับรอง ‘เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนชาวมอนแทนาจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน’
ภาพ: Nathan Posner / Anadolu Agency via Getty Images
อ้างอิง:
The post ซีอีโอ TikTok มั่นใจ ยับยั้งคำสั่งแบนในรัฐมอนแทนาได้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้ว่าการขึ้นชี้แจงต่อหน้าสภาคองเกรสของ Shou Chew ประธา […]
The post ศึก ‘TikTok’ ระอุ ฉุดมูลค่าบริษัท ทำทรัพย์สินผู้ก่อตั้งลดลง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้ว่าการขึ้นชี้แจงต่อหน้าสภาคองเกรสของ Shou Chew ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ TikTok ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จะให้ผลเพียงเล็กน้อยในการสร้างความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับบริษัทโซเชียลมีเดียแห่งนี้ แต่สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ช่วยทำให้เข้าใจที่มาของความร่ำรวยของ Zhang Yiming ผู้ร่วมก่อตั้ง ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok วัย 39 ปี หนึ่งในมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกได้ง่ายขึ้น
รายงานจาก Bloomberg Billionaires Index ระบุว่า Chew ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ TikTok อธิบายโครงสร้างองค์กรในระหว่างการขึ้นให้การต่อสภาคองเกรสว่า ผู้ร่วมก่อตั้ง ByteDance รายนี้ถือหุ้นของ TikTok อยู่ประมาณ 20% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าตัวเลขประมาณการที่รายงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นั่นอาจทำให้ความมั่งคั่งของ Zhang อยู่ที่ 4.23 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยอิงจากมูลค่า 2.2 แสนล้านดอลลาร์ของบริษัทจากการซื้อขายส่วนตัวที่เปิดเผยเมื่อต้นเดือน
ตัวเลขประมาณการดังกล่าวลดลงประมาณ 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์จากในช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่สตาร์ทอัพรายใหญ่ที่สุดของโลกเริ่มซื้อหุ้นคืน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3 แสนล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ เมื่อสองปีที่แล้วมูลค่าหุ้นของ TikTok ที่ Zhang ถืออยู่อาจมีมากกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้เขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย โดยมีรายงานว่า นักลงทุนยินดีที่จะซื้อหุ้นในส่วนนี้ คิดเป็นมูลค่าเกือบ 4 แสนล้านดอลลาร์
ในช่วงที่ผ่านมา ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok ในกรุงปักกิ่งต้องจัดการกับปัญหาที่นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยี นั่นคือข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการสอดแนมข้อมูลพลเรือนสหรัฐอเมริกาผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ของบริษัท ซึ่งตัวเลขล่าสุดบ่งชี้ว่ามีผู้ใช้มากกว่า 150 ล้านคนในสหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่ความกังวลเกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลของรัฐบาลจีนและการเกิดภัยคุกคาม ดังนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ จึงตัดสินแบน TikTok หากว่าบริษัทไม่เต็มใจยอมออกจากบริษัทแม่
ทั้งนี้ ในช่วงเวลากว่า 4 ชั่วโมงครึ่งที่ Chew ขึ้นชี้แจงต่อสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว เจ้าตัวได้ปฏิเสธเรื่องที่ถูกกล่าวหา พร้อมพยายามปกป้องบริษัทอย่างเต็มที่
ด้าน Dan Ives นักวิเคราะห์จาก Wedbush Securities ในนิวยอร์กกล่าวว่า TikTok ติดอยู่ในสงครามชักเย่อทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ในขณะที่นาฬิกาเดินเข้าสู่การแบนของสหรัฐฯ และการบังคับขาย ซึ่งความกลัวคือผู้บริโภคสหรัฐฯ เริ่มเบื่อหน่ายกับปัญหาข้อมูลของจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อมูลค่าการรับรู้ของ TikTok ซึ่งในมุมมองของ Ives ทั้งหมดนี้ถือเป็นเกมโป๊กเกอร์ที่มีเดิมพันสูง
ดัชนีความมั่งคั่งของ Bloomberg แก้ไขการประมาณการมูลค่าสุทธิของ Zhang เพื่อสะท้อนความเป็นเจ้าของที่ระบุไว้ และการประเมินมูลค่าของ ByteDance ที่ลดลง
Chew อธิบายว่า Zhang ในฐานะผู้ก่อตั้ง เป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของ TikTok คือ 20% ขณะที่ Liang Rubo ผู้ร่วมก่อตั้ง ถืออยู่อีกประมาณ 1% ส่งผลให้ Liang มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่ 2.1 พันล้านดอลลาร์ ส่วนที่เหลือเป็นของนักลงทุนสถาบันที่ 60% และพนักงานบริษัทที่ 20%
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากทาง ByteDance แต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน แม้ว่า Zhang จะไม่ได้เข้ามาจัดการการดำเนินงานประจำวันของ ByteDance อีกต่อไป แต่หุ้นของผู้ก่อตั้งก็มีสิทธิออกเสียงเพื่อถ่วงดุล ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติทั่วไปในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่ง Chew กล่าวว่า นั่นน่าจะทำให้พวกเขามีอำนาจมากขึ้นในการตัดสินใจ
ทั้งนี้ Zhang ก้าวลงจากตำแหน่ง CEO ของ ByteDance ในเดือนพฤษภาคม 2021 และลาออกจากสมาชิกคณะกรรมการในปีเดียวกัน โดยปล่อยให้ทั้งสองตำแหน่งตกเป็นของ Liang วัย 40 ปี เพื่อนร่วมห้องในวิทยาลัยของเจ้าตัว
ByteDance ก่อตั้งขึ้นในอพาร์ตเมนต์ขนาด 4 ห้องนอนเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งมูลค่าของ ByteDance เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 11 เท่า โดยมี TikTok พร้อมกับ Douyin แอปพลิเคชันคู่ของจีน เป็นดาวเด่นสร้างรายได้ให้กับบริษัท และได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศจีนรายอื่นๆ เช่น ผู้ค้าปลีก Shein Group และ Temu จาก PDD Holdings Inc. ในการก้าวขึ้นสู่แวดวงอินเทอร์เน็ตบนมือถือของสหรัฐฯ ที่ยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ความกังวลที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐฯ เกี่ยวกับอิทธิพลของจีนได้ส่งผลกระทบต่อ ByteDance
ในขณะที่ Chew เน้นย้ำว่า TikTok ทุ่มเงิน 1.5 พันล้านดอลลาร์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการควบคุมความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้ ผู้บริหารของบริษัทก็กำลังพิจารณาที่จะแยกตัวออกจากบริษัทแม่ด้วยเช่นกัน แต่แผนการดังกล่าวถือเป็นไม้ตายสุดท้าย
Bloomberg Intelligence ประมาณการว่าลำพังธุรกิจ TikTok ในสหรัฐฯ ก็มีมูลค่า 4-5 หมื่นล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม การขายหรือการแยกทางของ TikTok จะเท่ากับการส่งออกเทคโนโลยี และต้องได้รับการอนุมัติจากฝ่ายบริหารของจีน ซึ่งนักวิเคราะห์ BI Mandeep Singh และ Damian Reimertz มองว่า ByteDance ไม่น่าจะยอมสละแขนในสหรัฐฯ ง่ายๆ เนื่องจากอัลกอริทึมดังกล่าวเป็นพื้นฐานสำหรับความร่ำรวยของธุรกิจ และ TikTok อาจมีฐานรหัสที่ใช้ร่วมกันกับแอปอื่นๆ ของกลุ่ม และการตรวจสอบที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการดักจับข้อมูล ทำให้ TikTok อยู่ในสถานะเสียเปรียบด้านผลิตภัณฑ์ เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียคู่แข่งในสหรัฐฯ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
อ้างอิง:
The post ศึก ‘TikTok’ ระอุ ฉุดมูลค่าบริษัท ทำทรัพย์สินผู้ก่อตั้งลดลง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ณ วินาทีนี้ แอปพลิเคชันแชร์คลิปวิดีโอสั […]
The post ชมคลิป: TikTok จะถูกแบนในสหรัฐฯ? ภัยความมั่นคง หรือแค่เตะตัดขาจีน | GLOBAL FOCUS #13 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ณ วินาทีนี้ แอปพลิเคชันแชร์คลิปวิดีโอสั้นสัญชาติจีนอย่าง TikTok ได้กลายเป็นแอปโซเชียลมีเดียยอดนิยมแห่งยุค ที่กำลังมาแรงถึงขั้นทำให้โซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook และ YouTube สั่นสะเทือน ทั้งจากยอดผู้ใช้งาน การดาวน์โหลด และรายได้ของ TikTok จากทั่วโลก ที่พุ่งทะยานแบบก้าวกระโดดปีละนับร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่ความนิยมของ TikTok ก็มาพร้อมคำถามและข้อกังขา โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ คู่ปรับอันดับ 1 ของจีน ที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีความพยายามในการ ‘แบน’ TikTok โดยระบุเหตุผลด้านความมั่นคง จากความกังวลที่รัฐบาลจีนอาจมีความเชื่อมโยงหรือมีอิทธิพลต่อ TikTok ถึงขั้นที่สามารถ ‘ล้วงข้อมูล’ ที่มีความสำคัญ อาทิ ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ในต่างประเทศ เนื่องจากบริษัทแม่อย่าง ByteDance ยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายความมั่นคงและกฎหมายข่าวกรองแห่งชาติของจีน
กรณีที่ถูกจับตามองเกิดขึ้นเมื่อ 23 มีนาคมที่ผ่านมา หลังโจวโซ่วจือ ซีอีโอของ TikTok ถูกคณะกรรมาธิการด้านพลังงานและการพาณิชย์ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เรียกไต่สวน โดยใช้เวลาไปกว่า 5 ชั่วโมงในการซักถามอย่างเข้มข้น และให้โจวชี้แจงประเด็นต่างๆ ทั้งสายสัมพันธ์ระหว่าง TikTok กับรัฐบาลปักกิ่ง ตลอดจนข้อกล่าวหาว่าไม่สามารถสกัดกั้นคอนเทนต์ที่ ‘เป็นอันตราย’ ซึ่งก่อผลกระทบต่อเด็ก และการปิดกั้นเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนต่อจีน
ส.ส. สหรัฐฯ มองว่าคำตอบของโจวในหลายประเด็นนั้นคลุมเครือ แต่ถึงกระนั้นท่าทีของสภาคองเกรสในการไต่สวนที่ดุเดือดก็ทำให้เกิดคำถามจากจีนและหลายฝ่าย โดยเฉพาะการตั้งแง่แบบไร้หลักฐาน ชนิดที่แทบจะเป็นการฟันธงไปแล้วว่า TikTok เป็นแอปที่อันตรายต่อผู้ใช้ชาวอเมริกันกว่า 150 ล้านคน
ขณะที่ความเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีการดำเนินการอย่าง ‘เอาจริงเอาจัง’ ทั้งแบน TikTok ในอุปกรณ์ของหน่วยงานรัฐ ผลักดันกฎหมายเพิ่มอำนาจให้ประธานาธิบดีแบน TikTok และเทคโนโลยีอื่นจากจีนได้ทั่วประเทศ
แต่ความพยายามในการแบน TikTok ที่ได้รับความนิยมมหาศาลในหมู่ชาวอเมริกัน ยิ่งทำให้เกิดกระแสต่อต้าน และมีการตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการดำเนินการด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงจริงๆ หรือว่าทั้งหมดเป็นแค่เกมการเมือง เพื่อขัดขวาง หรือ ‘เตะตัดขา’ บริษัทเทคจากจีนที่กำลังทะยานสู่การเป็นยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียระดับโลก
The post ชมคลิป: TikTok จะถูกแบนในสหรัฐฯ? ภัยความมั่นคง หรือแค่เตะตัดขาจีน | GLOBAL FOCUS #13 appeared first on THE STANDARD.
]]>
สัปดาห์ที่แล้ว โจวโซ่วจือ ซีอีโอของโซเชียลมีเดียยักษ์ให […]
The post การเมืองเรื่อง TikTok เมื่อสมาชิกสภาคองเกรสและชาวอเมริกัน (โดยเฉพาะ Gen Z) มองไม่เป็นเสียงเดียวกันเรื่องควรแบนหรือไม่แบน appeared first on THE STANDARD.
]]>
สัปดาห์ที่แล้ว โจวโซ่วจือ ซีอีโอของโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่สัญชาติจีนอย่าง TikTok ได้ให้ปากคำ (Testify) กับสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่ารัฐสภาจะผ่านร่างกฎหมายแบน TikTok ทั่วประเทศ ซึ่งร่างกฎหมายนี้ก็ได้รับแรงสนับสนุนจากประธานาธิบดีคนปัจจุบันอย่าง โจ ไบเดน ด้วย
ทำไมรัฐบาลของสหรัฐฯ ถึงมีแนวคิดที่จะแบนแอปชื่อดังซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชาวอเมริกันอย่าง TikTok? ที่มาที่ไปของเรื่องนี้คืออะไร
บริษัทแม่ของ TikTok อย่าง ByteDance นั้นเป็นบริษัทของคนจีน ภายใต้ผู้บริหารชาวจีน ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ กังวลเป็นอย่างมากว่าข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ TikTok ชาวอเมริกันนั้นอาจหลุดรั่วไปถึงมือรัฐบาลจีนได้ ซึ่งนั่นอาจจะหมายถึงภัยต่อความมั่นคงของประเทศ นักการเมืองบางคนถึงกับกล่าวเปรียบเปรยว่าแอป TikTok นั้นเหมือนกับสปายบอลลูน (ที่เพิ่งเป็นข่าวดังเมื่อไม่นาน) ที่ฝังตัวอยู่ในสมาร์ทโฟนของชาวอเมริกันหลายสิบล้านเครื่อง
อีกประเด็นที่ทางการสหรัฐฯ เป็นกังวลก็คือความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจีนจะใช้ TikTok เป็นเครื่องมือในการทำโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) เหมือนกับที่รัฐบาลรัสเซียเคยใช้ Facebook และ Twitter เพื่อมาก่อกวนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2016 ด้วยการให้ข้อมูลผิดๆ (Misinformation) ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ มีความกังวลกับ TikTok เป็นพิเศษ เพราะวิดีโอใน TikTok จะถูกแนะนำโดยอัลกอริทึมเป็นหลัก ไม่เหมือนกับ Facebook และ Twitter ที่สิ่งที่ผู้ใช้เห็นจะอยู่ที่การเลือกติดตาม (Follow) มากกว่า ทำให้การควบคุมสิ่งที่ผู้ใช้จะเห็นนั้นทำได้ง่ายกว่าบน TikTok
ว่ากันตามจริง ByteDance นั้นก็เป็นเพียงบริษัทเอกชนที่แสวงหากำไร และผู้บริหารของบริษัทเองคงอยากจะทำธุรกิจมากกว่าจะเอาตัวเองไปเกี่ยวพันกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ในระบอบการปกครองของจีนนั้น พรรคคอมมิวนิสต์มีอำนาจสูงสุดเหนือบรรดากลุ่มธุรกิจ และพรรคคอมมิวนิสต์ก็ได้ปฏิบัติการเชือดไก่ให้ลิงดูมาแล้วกับหลายเคสที่นักธุรกิจทำตัวเด่นเกินไปหรือไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติของพรรค (เช่นกรณีของ แจ็ค หม่า) ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีความกังวลใจในเรื่องนี้มาตลอด
แนวคิดในเรื่องการแบน TikTok นั้นได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเป็นประธานาธิบดี เขาเคยออกคำสั่งของฝ่ายบริหาร (Executive Order) เพื่อแบน TikTok ในปี 2020 แต่อย่างไรก็ตาม คำสั่งของเขาได้ถูกศาลตีตกไป โดยที่ศาลอ้างว่าประธานาธิบดีและกระทรวงพาณิชย์ไม่มีอำนาจที่จะออกคำสั่งเช่นนี้
ถึงแม้ทรัมป์จะพ่ายแพ้การเลือกตั้งในปลายปีเดียวกัน แต่ประธานาธิบดีคนใหม่อย่างไบเดนก็ยังคงเห็นชอบในหลักการและพยายามจะแบน TikTok โดยออกมาเป็นกฎหมายผ่านรัฐสภาที่มีชื่อว่า Restricting the Emergence of Security Threats that Risk Information and Communications Technology (RESTRICT Act) ที่จะให้อำนาจกับกระทรวงพาณิชย์ในการแบนหรือบังคับขายแอปใดๆ ที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศให้กับนักลงทุนชาวอเมริกัน
ซึ่งโอกาสที่ RESTRICT Act จะได้เสียงสนับสนุนจากทั้งสภาบนและสภาล่างนั้นก็มีอยู่สูง เพราะการมองว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาตินั้นแทบจะเป็นฉันทามติของนักการเมืองจากทั้งซ้ายและขวาไปแล้ว จะยกเว้นก็แต่นักการเมืองไม่กี่คน เช่น ส.ว. แรนด์ พอล จากรีพับลิกัน ผู้ซึ่งมีแนวคิดให้ความสำคัญกับเสรีภาพเป็นอันดับแรก (Libertarian) โดยมองว่าการแบน TikTok เป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญว่าด้วยเสรีภาพในการพูดหรือ Free Speech หรือ ส.ส. อเล็กซานเดรีย โอกาซิโอ-กอร์เตส และ ส.ส. จามาล โบว์แมน จากเดโมแครต ผู้มีแนวคิดแบบซ้ายจัด ที่กล่าวว่าความกังวลเรื่องภัยความมั่นคงนั้นเป็นเรื่องในทางทฤษฎีที่ยังไม่มีหลักฐานว่าเกิดขึ้นจริงๆ และนี่คือความเกรงกลัวคนต่างชาติอย่างไม่มีเหตุผล (Xenophobia)
อย่างไรก็ตาม ฉันทามตินี้อาจจะมีอยู่แค่ในชนชั้นผู้นำ เพราะชาวอเมริกันทั่วไปโดยเฉพาะชาว Gen Z อาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับการแบนนี้ เพราะ TikTok คือโซเชียลมีเดียยอดนิยมของพวกเขา รวมไปถึงการต่อต้านจากอินฟลูเอ็นเซอร์ทั้งหลายที่มีรายได้ในฐานะคอนเทนต์ครีเอเตอร์บนแพลตฟอร์มดังกล่าว (ซึ่งหลังจากมีกระแสข่าวเรื่อง RESTRICT Act ออกมา อินฟลูเอ็นเซอร์หลายคนก็ได้เริ่มปล่อยคลิปแนะนำให้ผู้ติดตามใช้ VPN เพื่อติดตามพวกเขาต่อหากทางการแบน TikTok จริงๆ)
โจวโซ่วจือ ซีอีโอของ TikTok เพิ่งเข้าไปให้ปากคำกับสภาคองเกรส โดยที่เขาพยายามจะชี้ให้สภาเห็นว่า TikTok ให้ความสำคัญกับการปกป้องข้อมูลของผู้ใช้ภายใต้โครงการที่มีชื่อว่า Project Texas โดยโครงการดังกล่าวนั้น TikTok จะเปลี่ยนสถานที่เก็บข้อมูล โดยจะใช้บริการบริษัทของสหรัฐอเมริกาอย่าง Oracle ที่ตั้งอยู่ที่มลรัฐเท็กซัส และอนุญาตให้รัฐบาลเข้ามาตรวจสอบการใช้ข้อมูลได้เสมอ แต่ดูเหมือนว่าสมาชิกคองเกรสก็ยังไม่คลายความกังวลลง
สุดท้ายแล้ว RESTRICT Act จะผ่านสภาหรือไม่ ชาวอเมริกันจะยังมีสิทธิ์ใช้ TikTok ต่อไปหรือไม่นั้น เราคงต้องติดตามกันต่อไป
ภาพ: Nathan Posner / Anadolu Agency via Getty Images
The post การเมืองเรื่อง TikTok เมื่อสมาชิกสภาคองเกรสและชาวอเมริกัน (โดยเฉพาะ Gen Z) มองไม่เป็นเสียงเดียวกันเรื่องควรแบนหรือไม่แบน appeared first on THE STANDARD.
]]>
เควิน แมคคาร์ธี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา กล่าวว […]
The post ประธานสภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ เผยฝ่ายนิติบัญญัติจะผลักดันกฎหมายแบน TikTok ต่อไป appeared first on THE STANDARD.
]]>
เควิน แมคคาร์ธี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ จะเดินหน้าผลักดันกฎหมายจำกัดการใช้งาน TikTok ต่อไป จากความวิตกกังวลที่ว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากรัฐบาลจีนอาจสามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ของ TikTok ได้ผ่านการขอข้อมูลจากบริษัท ByteDance ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ TikTok
แมคคาร์ธีทวีตข้อความว่า “สภาผู้แทนราษฎรจะเดินหน้าผลักดันกฎหมายเพื่อปกป้องชาวอเมริกันจากเทคโนโลยีที่มาจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน”
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังเกิดกระแสเรียกร้องให้มีการแบน TikTok ในสหรัฐฯ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผ่านร่างกฎหมายเพื่อให้อำนาจฝ่ายบริหารของรัฐบาลโจ ไบเดน ในการแบนการใช้งานแอปดังกล่าวทั่วประเทศ หลังจากที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลสหรัฐฯ มีคำสั่งห้ามติดตั้งแอปดังกล่าวเฉพาะในอุปกรณ์ของหน่วยงานรัฐ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โจวโซ่วจือ ซีอีโอของ TikTok ได้เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการด้านพลังงานและพาณิชย์ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เป็นเวลากว่า 5 ชั่วโมง ขณะที่เขาถูก ส.ส. จากทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันโจมตีอย่างหนักจากประเด็นที่ว่ารัฐบาลจีนอาจเข้ามามีอิทธิพลเหนือแอปนี้ อีกทั้งยังกล่าวด้วยว่า TikTok เป็นตัวการทำลายสุขภาพจิตของเด็กๆ โดยปัจจุบันยอดผู้ใช้งานชาวอเมริกันอยู่ที่ราว 150 ล้านคนด้วยกัน
แมคคาร์ธีทวีตข้อความเพิ่มเติมด้วยว่า “เป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่งที่ซีอีโอของ TikTok ไม่สามารถพูดอย่างตรงไปตรงมา และยอมรับในเรื่องที่เรารู้กันอยู่แล้วว่าเป็นความจริง นั่นคือจีนสามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ TikTok ได้”
ทั้งนี้ ซีอีโอของ TikTok ระบุว่า บริษัทได้ทุ่มเงินกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยกระดับการรักษาความปลอดภัยทางข้อมูลภายใต้โครงการที่ชื่อว่า Project Texas ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานประจำเกือบ 1,500 คนที่ทำงานตรงนี้ และได้ทำสัญญากับ Oracle Corp เพื่อจัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ด้วย
อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับการแบน TikTok โดยหลังจากที่โจวโซ่วจือขึ้นให้การต่อสภาคองเกรส บรรดาผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ก็ได้ตัดต่อคลิปวิดีโอตลกๆ เพื่อล้อเลียนโมเมนต์ดังกล่าว ขณะที่ผู้ใช้งานซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ได้โพสต์ข้อความว่า “นี่เป็นสิ่งที่ Boomer สุดๆ เท่าที่เคยเห็นมาเลย” ซึ่งเป็นการประชดประชันว่าแนวคิดดังกล่าวนั้นล้าสมัยอย่างมาก ขณะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีประชาชนบางส่วนได้รวมตัวกันที่หน้าอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เพื่อประท้วงไม่ให้ทางการสั่งแบนแอปนี้อีกด้วย
แฟ้มภาพ: Alex Wong / Getty Images
อ้างอิง:
The post ประธานสภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ เผยฝ่ายนิติบัญญัติจะผลักดันกฎหมายแบน TikTok ต่อไป appeared first on THE STANDARD.
]]>
โจวโซ่วจือ ซีอีโอของ TikTok เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการด […]
The post เปิดคำให้การซีอีโอ TikTok ต่อสภาคองเกรส โต้ข้อกล่าวหาเชื่อมโยงรัฐบาลจีน-ภัยความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.
]]>
โจวโซ่วจือ ซีอีโอของ TikTok เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการด้านพลังงานและการพาณิชย์ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ในการไต่สวนต่อสาธารณะครั้งแรกวานนี้ (23 มีนาคม) โดยใช้เวลาไปกว่า 5 ชั่วโมง เพื่อพยายามชี้แจงและปัดเป่าความกังวลเกี่ยวกับสายสัมพันธ์ระหว่างแอปพลิเคชันสัญชาติจีนกับรัฐบาลปักกิ่ง และข้อกล่าวหาว่าไม่สามารถสกัดกั้นเนื้อหาที่ ‘เป็นอันตราย’ ได้
การไต่สวนที่เป็นไปอย่างดุเดือด ตอกย้ำให้เห็นท่าทีของขั้วการเมืองสหรัฐฯ ทั้งเดโมแครตและรีพับลิกันที่สนับสนุนการดำเนินการกับ TikTok โดยแสดงความกังขาและตั้งคำถามต่อความเป็นอิสระของ TikTok จากอิทธิพลของรัฐบาลจีน
ขณะที่โจวพยายามแสดงให้เห็นว่า TikTok ซึ่งเป็นแอปแชร์คลิปวิดีโอสั้นยอดนิยมที่มีผู้ใช้ในสหรัฐฯ เกิน 150 ล้านรายต่อเดือน เป็นพื้นที่ซึ่ง ‘ผู้คนสามารถแสดงออกถึงความสร้างสรรค์และอยากรู้อยากเห็น’ โดยเขายืนยันว่า บริษัทกำลังดำเนินการเกินระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมในแง่ของการปกป้องข้อมูลและความโปร่งใส
และนี่คือสรุปประเด็นสำคัญจากคำให้การที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่แน่ว่าอาจส่งผลถึงขั้นชี้อนาคตของ TikTok ในสหรัฐฯ
อิทธิพลรัฐบาลจีนเหนือ TikTok?
‘Project Texas’ ย้ายข้อมูลผู้ใช้ไปยังสหรัฐฯ
แนวทางปฏิบัติ TikTok ไม่ต่างจากบริษัทเทคสหรัฐฯ
การกลั่นกรองคอนเทนต์อันตรายและผลกระทบจาก TikTok ต่อเด็ก
ปฏิเสธเซ็นเซอร์เนื้อหา ‘อุยกูร์-เทียนอันเหมิน’
คองเกรสผิดหวัง – TikTok ชี้ ไต่สวนไม่สนใจคำตอบ
ภาพ: Jonathan Raa / NurPhoto via Getty Images
อ้างอิง:
The post เปิดคำให้การซีอีโอ TikTok ต่อสภาคองเกรส โต้ข้อกล่าวหาเชื่อมโยงรัฐบาลจีน-ภัยความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (23 มีนาคม) โจวโซ่วจือ ซีอีโอของ TikTok เข้าให้ก […]
The post ซีอีโอ TikTok ขึ้นให้การต่อสภาคองเกรส โดน ส.ส. สองพรรคจวกยับประเด็นความเชื่อมโยงรัฐบาลจีน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (23 มีนาคม) โจวโซ่วจือ ซีอีโอของ TikTok เข้าให้การกับคณะกรรมาธิการด้านพลังงานและพาณิชย์ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา ขณะที่เขาโดนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จากทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันโจมตีอย่างหนักจากประเด็นที่ว่า รัฐบาลจีนอาจเข้ามามีอิทธิพลเหนือแอปพลิเคชันนี้ อีกทั้งยังกล่าวด้วยว่า TikTok เป็นตัวการที่ทำลายสุขภาพจิตของเด็กๆ
การขึ้นกล่าวต่อสภาคองเกรสของโจวโซ่วจือครั้งนี้ ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถช่วยบรรเทาความวิตกกังวลของสหรัฐฯ ที่มีต่อ ByteDance ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ TikTok ได้ อีกทั้งยังอาจผลักดันให้ฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ เรียกร้องให้มีการแบนแพลตฟอร์มดังกล่าวทั่วประเทศอีกด้วย จากเดิมที่มีการบังคับใช้แค่กับบางหน่วยงานเท่านั้น
ในระหว่างการขึ้นให้การซึ่งกินระยะเวลากว่า 5 ชั่วโมง โจวโซ่วจือปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า TikTok ไม่เคยส่งข้อมูลหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีน และโต้แย้งว่าทางแพลตฟอร์มได้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างหลักประกันถึงความปลอดภัยทางข้อมูลของผู้ใช้งานชาวอเมริกันซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ราว 150 ล้านคนด้วยกัน
เขากล่าวด้วยว่า กว่าสองปีที่ผ่านมา TikTok ได้สร้างไฟร์วอลล์มาเพื่อปกป้องข้อมูลผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้มีการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวจากต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ พร้อมย้ำว่า “ข้อมูลของชาวอเมริกันได้ถูกจัดเก็บไว้บนแผ่นดินอเมริกา โดยบริษัทอเมริกา และกำกับดูแลโดยเจ้าหน้าที่ของอเมริกา”
ทั้งนี้ ซีอีโอของ TikTok ระบุว่า บริษัทได้ทุ่มเงินกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยกระดับการรักษาความปลอดภัยทางข้อมูลภายใต้โครงการที่ชื่อว่า Project Texas ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานประจำเกือบ 1,500 คนที่ทำงานตรงนี้ และได้ทำสัญญากับ Oracle Corp เพื่อจัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ด้วย
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศในการให้การเมื่อวานนี้เป็นไปอย่างดุเดือด เพราะไม่มี ส.ส. คนใดที่สนับสนุนคำกล่าวของซีอีโอ TikTok แม้แต่น้อย เนื่องจากพวกเขามองว่าคำตอบของโจวโซ่วจือนั้นได้พยายามหลีกเลี่ยงประเด็นที่เกี่ยวกับจีน อีกทั้งยังมีการแสดงความกังวลในประเด็นที่ว่า TikTok อาจส่งผลกระทบต่อเยาวชนได้ เช่น คอนเทนต์ที่ส่งเสริมความผิดปกติทางการกิน การขายยาเสพติดอย่างผิดกฎหมาย และการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กๆ ขณะที่โจวโซ่วจือพยายามตอบคำถามในประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า TikTok ก็มีฟังก์ชันในการปกป้องผู้เยาว์ รวมถึงมีการตรวจจับและลบคอนเทนต์ที่ละเมิดเด็ก ส่วนปัญหาหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นนั้นมีความซับซ้อน และ TikTok ไม่ใช่แพลตฟอร์มเดียวที่มีประเด็นแบบนี้
ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้งาน TikTok ยังคงไม่พอใจที่ทางบริษัทไม่ได้ประกาศความพยายามใหม่ๆ ในการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ ขณะที่โจวโซ่วจือยืนยันหนักแน่นว่า “เราไม่ส่งเสริมหรือลบคอนเทนต์ตามคำร้องขอของรัฐบาลจีน” พร้อมเสริมว่า TikTok จะไม่ยอมถูกรัฐบาลของชาติใดๆ ชักใย
ภาพ: Nathan Posner / Anadolu Agency via Getty Images
อ้างอิง:
The post ซีอีโอ TikTok ขึ้นให้การต่อสภาคองเกรส โดน ส.ส. สองพรรคจวกยับประเด็นความเชื่อมโยงรัฐบาลจีน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียสัญชาติจีนอย่าง TikTok หรือ Douyi […]
The post รู้จัก โจวโซ่วจือ ‘จากเด็กฝึกงาน Facebook สู่ซีอีโอ TikTok’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียสัญชาติจีนอย่าง TikTok หรือ Douyin (โต่วอิน / 抖音) ในเวอร์ชันจีนกำลังเผชิญภัยคุกคามจากการถูกแบนในสหรัฐฯ หลังรัฐบาลวอชิงตันภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยื่นเงื่อนไขให้ ByteDance บริษัทแม่ TikTok ในจีนขายหุ้น TikTok ทิ้ง ไม่เช่นนั้นแอปแชร์คลิปวิดีโอสั้นยอดนิยมจะถูกแบนจากการใช้งานทั่วประเทศสหรัฐฯ
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังวุฒิสภาสหรัฐฯ เปิดเผยกฎหมายฉบับใหม่ชื่อว่า Restrict Act ที่อาจเพิ่มอำนาจให้ประธานาธิบดีสามารถแบน TikTok รวมถึงเทคโนโลยีอื่นจากจีนได้ทั่วประเทศ โดยอาศัยเหตุผลหลักด้านความมั่นคงจากความเชื่อมโยงที่มีกับทางการจีน
ขณะที่วันนี้ (23 มีนาคม) โจวโซ่วจือ (Shou Zi Chew) ซีอีโอของ TikTok จะเข้าให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ ในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่าง TikTok และรัฐบาลจีน โดยสื่อบางสำนักมองว่านี่อาจถึงขั้นเป็นการเดิมพันอนาคตของ TikTok ในสหรัฐฯ เลยทีเดียว และเปรียบเทียบอย่างน่ากลัวว่าเหมือนกับการ ‘เอาหัวเข้าไปวางในปากสิงโต’
การแบกรับภาระอันหนักอึ้งในการรับมือกับทางการสหรัฐฯ ครั้งนี้ ทำให้โจวถูกจับตามองจากสื่อเป็นพิเศษ เรื่องราวของเขาในฐานะซีอีโอวัย 40 ปี นอกเหนือจากการเป็นชาวสิงคโปร์ที่เติบโตมาในโลกที่มีทั้งความเป็นจีนและตะวันตก ประวัติและความสามารถของเขาก็นับว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง ทั้งการเคยเป็นอดีตพนักงานฝึกงานของ Facebook ในช่วงเริ่มต้น และกลายเป็นนักการเงินในบริษัทการลงทุนระดับโลก ก่อนจะเข้าสู่แวดวงบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ของจีน และไต่จากตำแหน่งผู้บริหารด้านการเงินของ TikTok สู่ตำแหน่งซีอีโอในเวลาเพียงแค่ 3 เดือน
อ้างอิง:
The post รู้จัก โจวโซ่วจือ ‘จากเด็กฝึกงาน Facebook สู่ซีอีโอ TikTok’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถึงขั้นออกมาเคลื่อนไหวด้วยตัวเองสำหรับ ‘ซีอีโอ TikTok’ […]
The post ซีอีโอ ‘TikTok’ ออกโรงชวนชาวอเมริกันออกมา ‘ปกป้องแอป’ หลังจะถูกรัฐ ‘สั่งแบน’ จากความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่อาจถูกส่งให้จีน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถึงขั้นออกมาเคลื่อนไหวด้วยตัวเองสำหรับ ‘ซีอีโอ TikTok’ ที่ชวนชาวอเมริกันออกมาปกป้องแอป หลังรัฐบาลกำลังจะ ‘สั่งแบน’ เนื่องจากกังวลในแง่ความมั่นคงของประเทศ
Shou Zi Chew ซีอีโอของ TikTok มีกำหนดการปรากฏตัวต่อหน้า ส.ส. ในรัฐสภาสหรัฐฯ ในวันที่ 23 มีนาคมนี้ ซึ่งบรรดา ส.ส. จะซักถามเขาเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลของบริษัท รวมถึงความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีน โดยเขากล่าวในวิดีโอที่โพสต์ขึ้น TikTok ว่า การพิจารณาคดี ‘มาถึงช่วงเวลาสำคัญ’
“นักการเมืองบางคนเริ่มพูดถึงการแบน TikTok ในตอนนี้ ซึ่งอาจพราก TikTok ไปจากพวกคุณทั้ง 150 ล้านคน” ซีอีโอของ TikTok กล่าวพร้อมกับเสริมว่า “ผมจะให้การเป็นพยานต่อหน้าสภาคองเกรสในสัปดาห์นี้ เพื่อแบ่งปันสิ่งที่เรากำลังทำเพื่อปกป้องชาวอเมริกันที่ใช้แอปนี้”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
เขายังกล่าวชวนชาวอเมริกันผู้ใช้งานแอปนี้แบ่งปันเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบใน TikTok ด้วย โดยตัวเลขผู้ใช้ 150 ล้านคนนั้น เพิ่มขึ้นจากปี 2020 ที่มีอยู่ราว 100 ล้านคน
ทั้งนี้ แอป TikTok ตกเป็นเป้าโจมตีในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งรัฐบาลจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ได้แบน TikTok จากอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับธุรกิจอย่างเป็นทางการ เนื่องจากกังวลว่าแอปนี้มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
ขณะที่นักวิจารณ์ของ TikTok รวมถึงสมาชิกสภานิติบัญญัติของสหรัฐฯ กล่าวว่า แอปนี้มีความเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัวของชาวอเมริกันและความมั่นคงของชาติของสหรัฐฯ
ซีอีโอของ TikTok ย้ำว่า ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok ไม่ได้เป็นเจ้าของหรือควบคุมโดยรัฐบาลจีนหรือหน่วยงานของรัฐอื่นใด โดย “ผมขอพูดอย่างชัดเจนว่า ByteDance ไม่ใช่ตัวแทนของจีนหรือประเทศอื่นใด”
อ้างอิง:
The post ซีอีโอ ‘TikTok’ ออกโรงชวนชาวอเมริกันออกมา ‘ปกป้องแอป’ หลังจะถูกรัฐ ‘สั่งแบน’ จากความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่อาจถูกส่งให้จีน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ซีอีโอของ TikTok เตรียมขึ้นกล่าวต่อรัฐสภาของสหรัฐอเมริก […]
The post ซีอีโอ TikTok ยันไม่เคยแชร์ข้อมูลของผู้ใช้งานสหรัฐฯ ให้รัฐบาลจีน เตรียมให้การต่อสภาในวันพรุ่งนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ซีอีโอของ TikTok เตรียมขึ้นกล่าวต่อรัฐสภาของสหรัฐอเมริกา เพื่อชี้แจงว่าแอปวิดีโอสั้นสุดฮิตจากจีน ซึ่งปัจจุบันมีชาวอเมริกันใช้งานกันมากกว่า 150 ล้านคน ไม่เคยแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ใช้งานของสหรัฐฯ กับรัฐบาลจีน และจะไม่มีวันทำเช่นนั้น หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ และอีกหลายชาติแห่แบนการใช้งานแอปดังกล่าวในอุปกรณ์ของภาครัฐ เนื่องจากกังวลเรื่องการรั่วไหลของข้อมูล
โจวโซ่วจือ ซีอีโอของ TikTok เปิดเผยว่า “TikTok ไม่เคยแบ่งปันข้อมูล หรือได้รับการร้องขอจากรัฐบาลจีนให้รายงานข้อมูลผู้ใช้งานในสหรัฐฯ” โดยเขาจะเข้าให้การกับคณะกรรมาธิการด้านพลังงานและพาณิชย์ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ในวันพรุ่งนี้ (23 มีนาคม)
นอกจากนี้ เขาเสริมด้วยว่าบริษัทแม่ของ TikTok อย่าง ByteDance นั้น ไม่ได้ถูกรัฐบาลควบคุมหรือเป็นเจ้าของแต่อย่างใด โดยระบุว่า “ผมขอพูดเรื่องนี้อย่างชัดเจน ByteDance ไม่ใช่ตัวแทนของจีนหรือประเทศใดในโลก”
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้งาน TikTok แสดงความกังวลว่า รัฐบาลจีนอาจเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ได้ผ่านการขอข้อมูลจาก ByteDance ส่งผลให้ฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ เรียกร้องให้มีการยกเลิกใช้งานแอปดังกล่าวมากขึ้น โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสความกังวลได้เข้มข้นขึ้นมากกว่าเดิม หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ยื่นเงื่อนไขให้ ByteDance ถอนการลงทุนจากแอปพลิเคชัน TikTok ไม่เช่นนั้นตัวแอปจะถูกแบนการใช้งานทั่วประเทศ
ด้าน TikTok กล่าวว่า การแห่แบนของรัฐบาลนานาชาตินั้นมีพื้นฐานมาจาก ‘ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน’ ก่อนที่จะถูกกระตุ้นด้วยประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมกล่าวว่าทางบริษัทได้ทุ่มเงินกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อยกระดับการรักษาความปลอดภัยทางข้อมูลภายใต้โครงการที่ชื่อว่า Project Texas และพยายามโน้มน้าวให้ ส.ส. และรัฐบาลของไบเดนสนับสนุนแผนดังกล่าวด้วย
แฟ้มภาพ: Matt McClain / The Washington Post via Getty Images
อ้างอิง:
The post ซีอีโอ TikTok ยันไม่เคยแชร์ข้อมูลของผู้ใช้งานสหรัฐฯ ให้รัฐบาลจีน เตรียมให้การต่อสภาในวันพรุ่งนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม เธียร์รี เบรตัน กรรมาธิกา […]
The post EU ออกโรงเตือนซีอีโอ TikTok ปฏิบัติตามกฎดิจิทัลใหม่อย่างเคร่งครัด appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม เธียร์รี เบรตัน กรรมาธิการสหภาพยุโรป ออกโรงเตือนซีอีโอ TikTok ว่า TikTok ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบดิจิทัลใหม่ของ EU ที่จะมีผลบังคับใช้ปลายปีนี้อย่างเคร่งครัด
คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นระหว่างที่เบรตันได้วิดีโอคอลกับ โซ่จื่อโจว ซึ่งเป็นซีอีโอของ TikTok แอปแชร์วิดีโอยอดนิยมของจีน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
TikTok กำลังอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากชาติตะวันตก เนื่องจากความกลัวเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้งาน ความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ และข้อมูลที่ผิดพลาดหรือบิดเบือน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้
สำนักข่าว AP รายงานทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับแผนการของบริษัทที่จะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติบริการดิจิทัลของกลุ่ม ซึ่งกำหนดให้มีผลกับบริษัทออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในเดือนกันยายน โดยพระราชบัญญัติดังกล่างเป็นชุดของกฎหมายที่ครอบคลุม ซึ่งจะกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องลดเนื้อหาออนไลน์ที่เป็นอันตรายและต่อสู้กับความเสี่ยงทางออนไลน์
เบรตันกล่าวว่า ยิ่งมีผู้ใช้งานอายุน้อย ผู้ให้บริการก็ต้องยิ่งมีความรับผิดชอบมากขึ้น โดยเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่งที่จะเบื้องหลังฟีเจอร์และเนื้อหาที่สนุกสนานจะใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที ทำให้ผู้ใช้เข้าถึงเนื้อหาที่เป็นอันตราย และบางครั้งอาจถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น TikTok ซึ่งมีผู้ใช้เยาวชนหลายล้านคนทั่วยุโรปจำเป็นต้องรับผิดชอบจัดการทำให้เนื้อหาออนไลน์มีความปลอดภัยมากที่สุด
เบรตันย้ำว่า ต้องการให้ TikTok ยกระดับความพยายามในการปฏิบัติตามกฎให้มากสุด เพื่อปกป้องข้อมูลผู้ใช้งานและลิขสิทธิต่างๆ โดย EU จะไม่ลังเลที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรเต็มรูปแบบ เพื่อปกป้องพลเมืองของตน หากการตรวจสอบพบว่าบริษัทไม่ปฏิบัติตามกฎอย่างเต็มที่
จนถึงขณะนี้ TikTok ยังไม่มีการออกแถลงการณ์ใดๆ แต่ แคโรลีน เกรียร์ ผู้อำนวยการด้านนโยบายสาธารณะและความสัมพันธ์กับภาครัฐของ TikTok ในเบลเยียม กล่าวว่า การพูดคุยกับเบรตันเป็นการหารือแลกเปลี่ยนที่ดี และความปลอดภัยของผู้ใช้งานเป็นความสำคัญสูงสุดของบริษัท
วันเดียวกันมีรายงานว่า VinFast ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของเวียดนาม เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (19 มกราคม) ว่า ทางบริษัทมีแผนเตรียมออกโปรโมชันส่งเสริมการขาย เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า หลังผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Tesla ประกาศลดราคารถยนต์ค่ายตัวเอง เพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้า
เว็บไซต์ SaltWire รายงานว่า VinFast กำลังเตรียมความพร้อมในการขยายธุรกิจในตลาดสหรัฐฯ โดยตั้งเป้าว่าทางค่ายจะสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรถยนต์รายเดิมในตลาดได้ด้วยการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้า 2 รุ่น ได้แก่ VF8 ในราคาเริ่มต้นที่ 59,000 ดอลลาร์ และ VF9 ในราคาเริ่มต้นที่ 83,000 ดอลลาร์
โฆษกของทาง VinFast ระบุในแถลงการณ์ว่า ในฐานะแบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาด เมื่อแบรนด์อื่น โดยเฉพาะแบรนด์ที่เป็นเจ้าตลาด ปรับลดราคา VinFast ย่อมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจำเป็นต้องจัดโปรโมชันราคาเพื่อส่งเสริมการขาย และเป็นหลักประกันว่ารถยนต์ไฟฟ้าของทางค่ายยังสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้
นอกจากนี้ทางโฆษกของ VinFast ยังระบุอีกว่า ทางบริษัทกำลังพิจารณาข้อเสนอพิเศษและโปรโมชันอีกมากมาย และพร้อมจะประกาศต่อสาธารณชนในเร็ววันนี้ แต่ไม่ได้ชี้เฉพาะเจาะจงว่าโปรโมชันดังกล่าวหมายรวมถึงการลดราคาด้วยหรือไม่
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลัง Tesla Inc. เพิ่งเสนอขายรถรุ่น Model Y ในราคา 52,990 ดอลลาร์ในสหรัฐฯ ซึ่งปรับลดลงจากราคาเดิมที่ 65,990 ดอลลาร์สหรัฐ
VinFast ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2019 เปิดเผยอีกว่า ทางบริษัทได้เริ่มจัดส่งรถยนต์ไฟฟ้าชุดแรกจำนวน 999 คันไปยังสหรัฐฯ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายที่จะส่งมอบให้กับลูกค้าในเดือนนี้
ขณะเดียวกัน VinFast ระบุว่า บริษัทได้รับคำสั่งซื้อรถไฟฟ้าเกือบ 65,000 คันทั่วโลก และคาดว่าจะขายรถไฟฟ้าได้ 750,000 คันต่อปีภายในปี 2026 ซึ่งขณะนี้ VinFast มีแผนที่จะสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทในรัฐนอร์ธแคโรไลนา โดยกำลังรอการอนุมัติตามกฎระเบียบขั้นสุดท้ายจากรัฐบาลท้องถิ่นในพื้นที่
อ้างอิง:
The post EU ออกโรงเตือนซีอีโอ TikTok ปฏิบัติตามกฎดิจิทัลใหม่อย่างเคร่งครัด appeared first on THE STANDARD.
]]>