Shopee Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/shopee/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 23 Dec 2025 02:07:00 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กรมศุลกากรผนึก 5 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ลง MOU สกัดสินค้านำเข้าผิดกฎหมาย อัปเดตความพร้อม เก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก https://thestandard.co/thai-customs-mou-ecommerce-illegal-imports/ Tue, 23 Dec 2025 02:07:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1157101 กรมศุลกากรผนึก 5 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ลง MOU สกัดสินค้านำเข้าผิดกฎหมาย อัปเดตความพร้อม เก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก

ศุลกากรผนึก 5 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เตรียมความพร้อมเก็บภ […]

The post กรมศุลกากรผนึก 5 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ลง MOU สกัดสินค้านำเข้าผิดกฎหมาย อัปเดตความพร้อม เก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมศุลกากรผนึก 5 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ลง MOU สกัดสินค้านำเข้าผิดกฎหมาย อัปเดตความพร้อม เก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก

ศุลกากรผนึก 5 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เตรียมความพร้อมเก็บภาษีนำเข้าสินค้าตั้งแต่บาทแรก และสกัดสินค้านำเข้าผิดกฎหมาย ร่วมสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมให้ SME และสกัดสินค้านำเข้าผิดกฎหมาย

 

วานนี้ (22 ธันวาคม) พันธ์ทอง ลอยกุลอนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการกำกับดูแลและปราบปรามการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย และสินค้าที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ร่วมกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (e-commerce) 5 ราย ประกอบด้วย Lazada, Shopee, TikTokShop, SHEIN และ Temu

 

ภายใต้ MOU ดังกล่าว กรมศุลกากรจะส่งข้อมูลรายการสินค้าควบคุมให้แพลตฟอร์มใช้เป็นฐานในการกำกับดูแล เพื่อยุติการจำหน่ายสินค้าที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย หรือสินค้าบางประเภทที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เช่น บุหรี่ไฟฟ้า

 

ทั้งนี้ พันธ์ทองยอมรับว่าไม่อาจควบคุมสินค้าผิดกฎหมายได้ทั้งหมด แต่เชื่อว่าจะช่วยลดปริมาณสินค้าผิดกฎหมายลงได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับในอดีต โดยยกตัวอย่างว่า ผู้บริโภคอาจเลี่ยงไปใช้คำค้นหาอื่นแทนคำว่า ‘บุหรี่’ หรือ ‘ซิการ์’ ที่ถูกควบคุม ทำให้การซื้อขายยังมีอยู่แต่เชื่อว่าจะน้อยลง

 

พันธ์ทองกล่าวว่าความร่วมมือดังกล่าวเป็นไปบนพื้นฐานความสมัครใจของแพลตฟอร์ม และจะก่อให้เกิดประโยชน์หลัก 3 ด้าน ได้แก่

 

1. สร้างการแข่งขันการค้าอย่างเป็นธรรม ในระดับที่เท่าเทียมกัน (Level Playing Field) ให้กับ SME ไทย และสินค้าบนแพลตฟอร์มที่นำเข้าจากต่างประเทศ

 

2. ปกป้องสังคมจากสินค้าผิดกฎหมาย เช่น สินค้าไม่มีใบอนุญาตจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ซึ่งเป็นการขยายผลเพิ่มเติมจากเดิมที่ครอบคลุมเฉพาะสินค้าผิดลิขสิทธิ์

 

3. จัดเก็บรายได้รัฐอย่างเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการคลังภาครัฐ คาดว่าจะจัดเก็บรายได้ศุลกากรเพิ่มขึ้น 3,000 ล้านบาทต่อปี จากการยกเลิกกำหนดมูลค่าขั้นต่ำ (De Minimis)

 

เตรียมเก็บอากรตั้งแต่บาทแรก

 

ทั้งนี้ กรมศุลกากรเตรียมเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่ 1 บาทแรก จากเดิมที่ยกเว้นให้สินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งสินค้าแต่ละรายการจะถูกเก็บภาษีในอัตราตามพิกัดของสินค้าชนิดนั้น เช่น เสื้อผ้า 30% รองเท้า 30% กระเป๋า 20% และกระบอกน้ำ 10%

 

สำหรับผลกระทบด้านราคา พันธ์ทองระบุว่า ราคาสินค้าจะถูกปรับเพิ่มขึ้นแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของแต่ละแพลตฟอร์ม ว่าจะมีการรวมภาษีไว้ในราคาสินค้า หรือช่วยดูดซับต้นทุนมากน้อยเพียงไร

 

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายหลักของศุลกากรคือการสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน เนื่องจากในอดีตร้านค้าต่างประเทศสามารถตั้งราคาต่ำกว่าร้านค้าในประเทศจากการไม่เสียภาษี

 

ชำระภาษีจ่ายจบที่หน้าเว็บ

 

ในส่วนของวิธีการชำระภาษี พันธ์ทองชี้ว่า โดยหลักแล้ว ผู้บริโภคจะจ่ายราคารวมภาษีจบที่หน้าเว็บ หรือหน้าแพลตฟอร์มเลย ยกเว้นกรณีการจัดส่งผ่านไปรษณีย์ไทย ที่จะมีการเรียกเก็บภาษี ณ ขั้นตอนการนำส่ง โดยผู้บริโภคต้องชำระใบแจ้งให้ไปรับสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ระหว่างประเทศ หรือ ‘ใบเขียว’

 

อย่างไรก็ตาม พันธ์ทองระบุว่า สินค้าที่จัดส่งผ่านไปรษณีย์ไทยมีเพียง 1,300 กล่องต่อวันเท่านั้น ถือเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณการนำเข้าทั้งหมด ดังนั้น มาตรการดังกล่างจึงไม่สร้างความยุ่งยากให้แก่ผู้บริโภค

 

เตรียมระบบพร้อมเริ่มมาตรการ 1 มกราคมนี้

 

พันธ์ทองคาดว่าการบังคับใช้มาตรการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จะดำเนินไปอย่างราบรื่น เนื่องจากภาครัฐและแพลตฟอร์มได้เตรียมความพร้อมเรื่องฐานข้อมูลและการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว

 

พันธ์ทองชี้ว่า ความร่วมมือของแพลตฟอร์มจะช่วยลดภาระของการตรวจสอบสินค้าต้องสงสัยไปเยอะ เพราะมีการช่วยตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง แต่ระยะเวลาที่ใช้ตรวจสอบจะไม่ต่างจากเดิมมาก

 

มุ่งสร้างความเป็นธรรม เหนือรายได้ภาษี

 

พันธ์ทองคาดว่าจะจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2569 ได้อย่างน้อย 3,000 ล้านบาทจากมาตรการดังกล่าว แต่ยอมรับว่ารายได้จากภาษีรถยนต์จะลดลง จากการซื้อที่น้อยลง ขณะที่รถยนต์อีวีได้รับมาตรการทางภาษีเยอะ ส่วนรถหรูก็มีการผลิตในอาเซียนและมีอัตราภาษีต่ำ ประกอบกับสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าหนัก

 

อย่างไรก็ตาม พันธ์ทองย้ำว่าหัวใจของมาตรการนี้ คือการสร้างความเป็นธรรมทางการแข่งขันและการคุ้มครอง SMEs ไทย มากกว่าการมุ่งเพิ่มรายได้ภาษีเพียงอย่างเดียว

 

Lazada พร้อม Take Down สินค้าผิดกฎหมายภายในหลักนาที

 

พันโทหญิง ดร. ธมกร ศุภธนรังสี รองประธานฝ่ายรัฐสัมพันธ์ ของ Lazada ระบุว่า พร้อมร่วมมือแบ่งปันข้อมูลกับกรมศุลกากร เพื่อให้ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศสามารถแข่งขันได้ในระดับที่เท่าเทียมกัน พร้อมระบุอีกด้วยว่า Lazada พร้อมปลดสินค้าสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายลงจากแพลตฟอร์มได้ในหลักนาที หากได้รับแจ้งจากหน่วยงานภาครัฐ

The post กรมศุลกากรผนึก 5 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ลง MOU สกัดสินค้านำเข้าผิดกฎหมาย อัปเดตความพร้อม เก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shopee โชว์ตัวเลขแคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย ‘MSME ไทย’ พุ่ง 14 เท่า พร้อมเผยกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัดสุดคึกคัก https://thestandard.co/shopee-12-12-msme-14x/ Sat, 20 Dec 2025 07:16:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1156496 Shopee โชว์ตัวเลขแคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย ‘MSME ไทย’ พุ่ง 14 เท่า พร้อมเผยกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัดสุดคึกคัก (No changes were needed. Based on the rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb.)

Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจด […]

The post Shopee โชว์ตัวเลขแคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย ‘MSME ไทย’ พุ่ง 14 เท่า พร้อมเผยกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัดสุดคึกคัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shopee โชว์ตัวเลขแคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย ‘MSME ไทย’ พุ่ง 14 เท่า พร้อมเผยกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัดสุดคึกคัก (No changes were needed. Based on the rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb.)

Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในโอกาสครบรอบ 10 ปี ผ่านแคมเปญใหญ่ส่งท้ายปี 12.12 โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจท้องถิ่นให้สามารถสร้างยอดขายและเติบโตในยุคดิจิทัล ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการจับจ่ายผ่านการมอบสิทธิประโยชน์รวมมูลค่ากว่า 32,000 ล้านบาท เพื่อสร้างความคึกคักให้กับระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซในช่วงโค้งสุดท้ายของปี

 

คงกฤช ล้อเลิศรัตนะ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจการตลาด Shopee (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ในโอกาสครบรอบ 10 ปี เรายังคงมุ่งมั่นเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและธุรกิจ MSME ไทย ผ่านเครื่องมือดิจิทัลและพลังของคอนเทนต์คอมเมิร์ซ ที่ช่วยให้เข้าถึงผู้ซื้อได้ง่ายขึ้นและเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยผลตอบรับในแคมเปญ 12.12 สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานและความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการไทย”

 

ตัวเลขสถิติที่น่าสนใจจากแคมเปญ 12.12 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยอย่างชัดเจน โดยภายใน 2 ชั่วโมงแรกของวันที่ 12 ธันวาคม ร้านค้าท้องถิ่นและธุรกิจ MSME สามารถสร้างยอดขายเติบโตสูงขึ้นกว่า 14 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในวันปกติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการตอบรับที่ดีของผู้บริโภคต่อสินค้าจากผู้ประกอบการรายย่อยบนแพลตฟอร์ม

 

สำหรับกลุ่มสินค้าจากร้านค้าท้องถิ่นที่ได้รับความนิยมและมีการเติบโตของยอดขายอย่างโดดเด่น ได้แก่ รถจักรยานยนต์ใช้น้ำมัน กระเป๋า และสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทขนมขบเคี้ยว เช่น บิสกิต คุกกี้ และเวเฟอร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจที่เปิดกว้างสำหรับผู้ขายในหลากหลายหมวดหมู่สินค้า ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่สินค้าแฟชั่นหรือของใช้ส่วนตัวเท่านั้น

 

ในมิติของการกระจายสินค้า Shopee สามารถช่วยลดข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์และขยายการเข้าถึงตลาดทั่วประเทศ โดยพบว่าจังหวัด ‘ยะลา’ เป็นพื้นที่ปลายทางที่สร้างยอดขายให้แก่ร้านค้าท้องถิ่นและ MSME สูงที่สุด ในขณะที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี มุกดาหาร สิงห์บุรี และอำนาจเจริญ ก็มีอัตราการเติบโตของยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

นอกจากนี้ กลยุทธ์ ‘Content Commerce’ ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนยอดขาย โดยฟีเจอร์ Shopee Video มีส่วนช่วยผลักดันจำนวนสินค้าที่ขายได้จากร้านค้า MSME เพิ่มขึ้นกว่า 14 เท่า เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่การซื้อสินค้าผ่านการรับชมคอนเทนต์วิดีโอสั้นมากขึ้น

 

ด้านระบบโลจิสติกส์และการจัดส่ง มีสินค้าจำนวนกว่า 20 ล้านชิ้น ถูกจัดส่งผ่านบริการส่งทันทีและบริการส่งด่วนในช่วงแคมเปญ โดยคำสั่งซื้อที่มีมูลค่าสูงสุดที่เลือกใช้บริการนี้สูงถึงราว 200,000 บาท สะท้อนความเชื่อมั่นต่อระบบขนส่ง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต ที่มียอดใช้บริการส่งด่วนเพิ่มขึ้นถึง 7.5 เท่า

 

ความสำเร็จดังกล่าวยังส่งผลต่อเนื่องมาถึงโปรแกรมสมาชิก Shopee VIP ที่มียอดผู้สมัครใช้งานเพิ่มขึ้นราว 89 เท่า นับตั้งแต่เปิดตัว สะท้อนถึงความต้องการของผู้ใช้งานที่มองหาสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่า และความสำเร็จของการสร้าง ‘Loyalty Program’ ที่สามารถดึงดูดผู้ใช้งานให้มีส่วนร่วมกับแพลตฟอร์มในระยะยาว

 

“Shopee จะเดินหน้ายกระดับแพลตฟอร์ม เครื่องมือ และโซลูชันต่างๆ ของเราอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนผู้ขายไทยทุกขนาดให้เติบโตและขยายธุรกิจได้มากขึ้นในทศวรรษข้างหน้า พร้อมเดินหน้าพัฒนาบริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคชาวไทย” คงกฤช กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพ: Teacher Photo / Shutterstock

The post Shopee โชว์ตัวเลขแคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย ‘MSME ไทย’ พุ่ง 14 เท่า พร้อมเผยกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัดสุดคึกคัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุนข้ามชาติยึดหัวหาด E-Commerce ขึ้นค่าธรรมเนียม 15-25% แถมปิดกั้นข้อมูล ภาวุธจี้รัฐดัน Open Platform ทวงคืนข้อมูลลูกค้า https://thestandard.co/mnc-e-commerce-fees-reclaim-data/ Sun, 30 Nov 2025 05:09:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1149778 ทุนข้ามชาติยึดหัวหาด E-Commerce ขึ้นค่าธรรมเนียม 15-25% แถมปิดกั้นข้อมูล ภาวุธจี้รัฐดัน Open Platform ทวงคืนข้อมูลลูกค้า

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2025 ที่ยังคงมีความเปราะบา […]

The post ทุนข้ามชาติยึดหัวหาด E-Commerce ขึ้นค่าธรรมเนียม 15-25% แถมปิดกั้นข้อมูล ภาวุธจี้รัฐดัน Open Platform ทวงคืนข้อมูลลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุนข้ามชาติยึดหัวหาด E-Commerce ขึ้นค่าธรรมเนียม 15-25% แถมปิดกั้นข้อมูล ภาวุธจี้รัฐดัน Open Platform ทวงคืนข้อมูลลูกค้า

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2025 ที่ยังคงมีความเปราะบาง โดยมีการคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไว้เพียง 1.8-2.2% ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ CEO Pay Solutions ได้สะท้อนมุมมองว่าความท้าทายที่น่ากังวลกว่าปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น คือสถานการณ์ตลาด E-Marketplace ไทยที่กำลังถูกครอบงำโดยแพลตฟอร์มต่างชาติ

 

ภาวุธ ชี้ให้เห็นว่าความท้าทายหลักคือการที่แพลตฟอร์มต่างชาติยังคงสยายปีกและมีอำนาจที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องค่าบริการที่เติบโตขึ้นถึง 15-25% ซึ่งสร้างผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนของผู้ประกอบการอย่างหนัก ยกตัวอย่างเช่น ผู้ขายที่มียอดขายผ่านแพลตฟอร์ม 17 ล้านบาทต่อเดือน อาจต้องจ่ายค่าบริการสูงถึง 8 ล้านบาท หรือคิดเป็นราว 35% ของยอดขาย

 

นอกจากเรื่องต้นทุน ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ‘Data Ownership’ หรือความเป็นเจ้าของข้อมูล เมื่อแพลตฟอร์มต่างชาติอย่าง Shopee และ TikTok ใช้นโยบายปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลลูกค้า ทั้งชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ ทำให้ร้านค้าไม่สามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์หรือทำ CRM เพื่อสร้างฐานลูกค้าประจำของตัวเองได้อีกต่อไป ต้องพึ่งพาแต่แพลตฟอร์มเท่านั้น

 

ภาวุธ เปิดเผยว่าขณะนี้กำลังทำงานร่วมกับคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เพื่อผลักดันให้มีการเปิดเผยข้อมูลลูกค้าออกมาและสนับสนุนนโยบาย ‘Open Platform’ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเก็บข้อมูลและนำไปต่อยอดธุรกิจในการขายออเดอร์ที่ 2 และ 3 ได้เอง แทนที่จะต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติเพียงอย่างเดียวตลอดไป

 

ในมิติของการแข่งขัน หากมีแพลตฟอร์มใหม่อย่าง Taobao เข้ามาทำตลาดเพิ่ม จะยิ่งสร้างความท้าทายหนักขึ้น เพราะปัจจุบันสินค้าจีนจำนวนมหาศาลได้ไหลเข้ามาผ่าน Lazada, Shopee และ TikTok เรียบร้อยแล้ว โดยแพลตฟอร์มเหล่านี้มีระบบนิเวศที่ครบวงจร ทั้งระบบขนส่ง ระบบชำระเงิน และคลังสินค้าเป็นของตนเอง

 

สิ่งที่น่ากังวลคือการที่แพลตฟอร์มต่างชาติกำลังสร้างระบบนิเวศของตนเองเบ็ดเสร็จในประเทศไทย เช่น TikTok ที่พยายามทำระบบขนส่งและระบบรับชำระเงินเอง ซึ่งกลไกนี้จะดูดผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในระบบและดึงเม็ดเงินออกนอกประเทศ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยลดลงในระยะยาวและเสียอธิปไตยทางข้อมูล

 

อกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับบริการ ‘Buy Now Pay Later’ (BNPL) หรือซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ที่กำลังขยายตัวเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง เช่น การเข้าสู่ตลาดเกมโชว์ ซึ่งอาจสร้างพฤติกรรมการใช้เงินที่ไม่เหมาะสมให้กับเยาวชน ทำให้เด็กสามารถเข้าถึงสินเชื่อและก่อหนี้ได้ง่ายเกินความจำเป็นและขาดการควบคุม

 

ความท้าทายในภาพรวมยังรวมถึงกฎระเบียบของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจส่งผลให้การประมวลผลข้อมูลการเงินไม่จำเป็นต้องอยู่ในประเทศไทย รวมถึงการที่ภาครัฐยังไม่มีหน่วยงานหลักที่เข้าใจบริบทของเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างแท้จริง ทำให้การกำกับดูแลและการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยยังไม่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก

 

จากสถานการณ์ดังกล่าว ภาวุธ จึงแนะกลยุทธ์ว่าผู้ประกอบการควรใช้ Marketplace เป็นเพียงช่องทางในการ ‘สร้างลูกค้าใหม่’ เท่านั้น แต่ต้องพยายามสร้าง ‘Owned Channel’ หรือช่องทางของตนเอง เพื่อเก็บข้อมูลลูกค้าและสร้างกลยุทธ์ O2O (Online to Offline) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการรักษาลูกค้าและลดต้นทุนระยะยาว

 

อย่างไรก็ตามแม้จะเผชิญแรงกดดันรอบด้าน แต่ Pay Solutions คาดว่าจะสามารถปิดปี 2025 ด้วยยอดธุรกรรมรวมทะลุ 10,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 100% สวนกระแสเศรษฐกิจ โดยปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการเติบโตของธุรกรรมในฝั่งออฟไลน์ที่สูงถึง 238% สะท้อนว่าผู้ประกอบการเริ่มกลับมาลงทุนหน้าร้านควบคู่กับออนไลน์เพื่อกระจายความเสี่ยง

 

ข้อมูลพฤติกรรมการชำระเงินยังชี้ให้เห็นว่า PromptPay ได้ก้าวขึ้นมาเป็นช่องทางหลักแซงหน้าบัตรเครดิต โดยมีสัดส่วนการใช้งานสูงถึง 52.6% ของธุรกรรมทั้งหมด ขณะเดียวกัน เม็ดเงินจากต่างประเทศก็เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยมียอดธุรกรรมจากบัตรเครดิตต่างชาติสูงถึง 1,200 ล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว

สำหรับทิศทางในปี 2026 Pay Solutions มุ่งเป้าที่จะยกระดับสู่การเป็น ‘Payment Infrastructure’ ของประเทศ โดยไม่ได้มองแค่การเป็นระบบรับจ่ายเงิน แต่ต้องการเชื่อมโยงระบบนิเวศทางธุรกิจทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งระบบบัญชี ภาษี และการขนส่ง เพื่อช่วยลดภาระและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้ผู้ประกอบการไทย

 

โดยเตรียมเปิดตัว ‘Super EDC’ เครื่องรูดบัตรอัจฉริยะที่รวมระบบจัดการหน้าร้านและการรับชำระเงินไว้ในเครื่องเดียว เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่ที่ต้องการความคล่องตัว และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยลดขั้นตอนการทำงานในทุกแผนก ตั้งแต่การขาย, บัญชี ไปจนถึงกราฟิก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรให้สูงสุด

 

ภาวุธ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในวันที่กำลังซื้อภายในประเทศยังชะลอตัว การดึงเม็ดเงินจากต่างชาติและการเปิดรับช่องทางการชำระเงินจากทั่วโลกคือทางรอดของธุรกิจไทย” โดย Pay Solutions พร้อมที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้ธุรกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางการแข่งขันระดับโลก

The post ทุนข้ามชาติยึดหัวหาด E-Commerce ขึ้นค่าธรรมเนียม 15-25% แถมปิดกั้นข้อมูล ภาวุธจี้รัฐดัน Open Platform ทวงคืนข้อมูลลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Milieu Insight เผยอีคอมเมิร์ซไทยถึงจุดเปลี่ยน หมดยุค ‘สงครามราคา’ สู่สมรภูมิ ‘ความเชื่อมั่น’ และ ‘ความคุ้มค่า’ ที่แท้จริง https://thestandard.co/ecommerce-shift-trust-true-value/ Wed, 26 Nov 2025 02:55:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1147692 **Milieu Insight** เผย อีคอมเมิร์ซไทยถึงจุดเปลี่ยน หมดยุค **‘สงครามราคา’** สู่สมรภูมิ **‘ความเชื่อมั่น’** และ **‘ความคุ้มค่า’** ที่แท้จริง

Milieu Insight บริษัทวิจัยการตลาดได้เผยผลสำรวจพฤติกรรมน […]

The post Milieu Insight เผยอีคอมเมิร์ซไทยถึงจุดเปลี่ยน หมดยุค ‘สงครามราคา’ สู่สมรภูมิ ‘ความเชื่อมั่น’ และ ‘ความคุ้มค่า’ ที่แท้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
**Milieu Insight** เผย อีคอมเมิร์ซไทยถึงจุดเปลี่ยน หมดยุค **‘สงครามราคา’** สู่สมรภูมิ **‘ความเชื่อมั่น’** และ **‘ความคุ้มค่า’** ที่แท้จริง

Milieu Insight บริษัทวิจัยการตลาดได้เผยผลสำรวจพฤติกรรมนักช็อปออนไลน์ชาวไทยจำนวน 500 คน ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของสมรภูมิอีคอมเมิร์ซไทย เมื่อกลยุทธ์ลดแลกแจกแถมไม่ใช่คำตอบเดียวของการเอาชนะใจลูกค้าอีกต่อไป แต่นักช็อปไทยยุคใหม่กำลังมองหาความเชื่อมั่นและประสบการณ์ที่เหนือกว่าเพื่อออกแบบความคุ้มค่าให้ตนเอง

 

ปัจจุบันตลาดอีคอมเมิร์ซไทยถูกขับเคลื่อนโดย 3 แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ ได้แก่ Shopee ที่ครองส่วนแบ่ง 89% ตามมาด้วย TikTok Shop 71% และ Lazada 66% โดยผู้บริโภคกว่า 87% มีการซื้อสินค้าเป็นประจำทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน สะท้อนให้เห็นว่าอีคอมเมิร์ซไม่ใช่แค่ทางเลือกเพื่อความสะดวกสบาย แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการดำรงชีวิตของคนไทยไปแล้ว

 

แม้แรงจูงใจในการซื้อสินค้ายังคงหนีไม่พ้นเรื่องส่วนลด (73%) และค่าจัดส่ง (73%) แต่ผลสำรวจพบนัยสำคัญว่า ปัจจัยด้านความหลากหลายของสินค้า (45%) และรีวิวที่น่าเชื่อถือ (39%) กลับมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้บ่งชี้ว่าตลาดไทยได้ก้าวข้ามยุคที่ขับเคลื่อนด้วยราคาเพียงอย่างเดียว ไปสู่ยุค Value-Conscious หรือการเน้นความคุ้มค่าที่มากกว่าตัวเงิน

 

ทั้งนี้ สามารถแบ่งพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีอิทธิพลต่อตลาดได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือ Bargain Seekers หรือนักล่าดีล ที่ยังคงอ่อนไหวต่อ Flash Deals และค่าส่ง แต่กลุ่มที่น่าจับตามองคือ Value Optimizers หรือนักช้อปสายคุ้ม ที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ โดยยอมจ่ายแพงกว่าเล็กน้อยเพื่อให้ได้รับคุณภาพบริการที่ดีที่สุด

 

จุดา คณาปราชญ์ Chief Operating Officer และ Co-Founder บริษัท Milieu Insight กล่าวว่า “ผู้บริโภคไทยวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การล่าโปรอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริโภคที่ออกแบบความคุ้มค่าให้ตัวเองอย่างจริงจัง สิ่งที่เรากำลังเห็นคือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอีคอมเมิร์ซ โดยปัจจุบัน ผู้ซื้อไม่ได้เปรียบเทียบแค่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่ประเมินความเชื่อมั่นในการสั่งซื้อสินค้าไปพร้อมๆ กัน”

 

เพื่อยกระดับความพึงพอใจและปิดช่องว่างในตลาด แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องเร่งปรับตัวผ่าน 5 เรื่องสำคัญ เริ่มต้นที่มาตรฐานการจัดส่ง ซึ่งยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญ โดย 79% ของผู้ซื้อเคยประสบปัญหาในปีที่ผ่านมา ทั้งการส่งนานและล่าช้า อินไซต์ที่น่าสนใจคือ ผู้ซื้อกว่า 70% ไม่ได้ยึดติดกับชื่อบริษัทขนส่ง แต่ยึดติดกับผลลัพธ์ว่าต้องส่งได้ตามความคาดหวัง

 

โดยเฉพาะปัญหาในส่วนของ ‘Last-mile Fulfilment’ ที่ยังคงท้าทาย แพลตฟอร์มจึงต้องกำหนดมาตรฐานการขนส่งที่ชัดเจนและรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา เพราะผลสำรวจระบุชัดเจนว่า ผู้บริโภคถึง 84% ยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้น หากการจ่ายเพิ่มนั้นแลกมาด้วยประสิทธิภาพการจัดส่งที่ดีกว่าเดิมและการดูแลสภาพพัสดุที่ดีขึ้น

 

ต่อมาคือความโปร่งใสเรื่องราคาและความจริงใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชนะใจผู้บริโภค โดย 56% พร้อมยกเลิกคำสั่งซื้อทันทีหากพบค่าบริการแอบแฝงระหว่างการสั่งซื้อ การแสดงราคาและค่าส่งที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความลังเลของผู้ซื้อและลดอัตราการทิ้งตะกร้าสินค้า

 

ในด้านการคุ้มครองผู้ซื้อ แพลตฟอร์มต้องทำหน้าที่เป็นคนกลางที่ยุติธรรม ความเชื่อมั่นต่อระบบคืนสินค้ามีผลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมาก โดย 34% ลังเลที่จะซื้อหากเงื่อนไขไม่ชัดเจน และผู้ซื้อถึง 45% เคยเปลี่ยนไปใช้แพลตฟอร์มอื่นเพราะรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ดังนั้นการมีนโยบายคืนเงินที่ชัดเจนและการแก้ปัญหาที่รวดเร็วจะช่วยดึงดูดลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำ

 

ข้อ 4 คือการลงทุนในนวัตกรรมเพื่อความสะดวกสบาย ผู้บริโภคไทยเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น โดยฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ บริการ ‘Buy Now, Pay Later’ ซึ่ง 44% มองว่าช่วยเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นการซื้อซ้ำ รวมถึงระบบชำระเงินคลิกเดียว (One-click Checkout) ที่ 35% มองว่าช่วยลดความยุ่งยากในขั้นตอนการสั่งซื้อ

 

นอกจากนี้ การซื้อขายสินค้าผ่านไลฟ์สตรีม (Livestream Commerce) ก็ได้รับการยอมรับจากผู้ซื้อถึง 27% ว่ามีความน่าไว้วางใจสูง เนื่องจากการนำเสนอสินค้าแบบเรียลไทม์ช่วยลดข้อสงสัยได้ดีกว่าภาพถ่าย เช่นเดียวกับฟีเจอร์การคืนสินค้าด้วยตนเอง (Self-service Returns) ที่ช่วยลดความยุ่งยากและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

 

สุดท้ายคือการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการสนับสนุนร้านค้าคุณภาพ นอกจากรีวิวที่ 50% ของผู้ซื้อใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจหลักแล้ว การใช้ AI เพื่อนำเสนอสินค้าแบบเฉพาะบุคคล (Personalisation) ก็มีความสำคัญ โดยผู้บริโภคกว่าครึ่งระบุว่าเชื่อมั่นในแพลตฟอร์มที่แนะนำสินค้าได้ตรงใจ แพลตฟอร์มจึงควรสนับสนุนร้านค้าที่มีคุณภาพเพื่อให้ผู้ซื้อค้นพบสินค้าที่ต้องการได้ง่ายขึ้น

 

การปรับตัวตาม 5 ข้อนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างยอดขาย แต่ยังเป็นการสร้างความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว เปลี่ยนผู้ซื้อขาจรให้กลายเป็นลูกค้าประจำ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอีคอมเมิร์ซไทยท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ภาพ: Thaspol Sangsee/Shutterstock

The post Milieu Insight เผยอีคอมเมิร์ซไทยถึงจุดเปลี่ยน หมดยุค ‘สงครามราคา’ สู่สมรภูมิ ‘ความเชื่อมั่น’ และ ‘ความคุ้มค่า’ ที่แท้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุรพลเผย หนี้เสียจาก Buy Now Pay Later ลดทันทีหลังเข้าเครดิตบูโร เผยคุยอีคอมเมิร์ซ 2 ราย จ่อเข้าระบบปี 69 https://thestandard.co/bnpl-bad-debt-reduces-credit-bureau/ Tue, 25 Nov 2025 03:07:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1147121 สุรพลเผย หนี้เสียจาก Buy Now Pay Later ลดทันทีหลังเข้า เครดิตบูโร เผยคุย อีคอมเมิร์ซ 2 ราย จ่อเข้าระบบปี 69

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห […]

The post สุรพลเผย หนี้เสียจาก Buy Now Pay Later ลดทันทีหลังเข้าเครดิตบูโร เผยคุยอีคอมเมิร์ซ 2 ราย จ่อเข้าระบบปี 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุรพลเผย หนี้เสียจาก Buy Now Pay Later ลดทันทีหลังเข้า เครดิตบูโร เผยคุย อีคอมเมิร์ซ 2 ราย จ่อเข้าระบบปี 69

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ปัจจุบันมีแพลตฟอร์ม e-commerce อย่างน้อย 2 ราย ติดต่อเข้ามาขอเป็นสมาชิกเครดิตบูโร คาดว่าจะดำเนินการเข้าเป็นสมาชิกเสร็จสิ้น ภายในปี 2569

 

โดยสมาชิกรายล่าสุด รายแรกอย่าง shopee ได้นำบริษัทให้บริการทางการเงินในเครือเข้ามาเป็นสมาชิก ซึ่งสามารถปล่อยกู้ได้สองทาง คือ ปล่อยกู้ P-Loan ให้ฝั่งผู้ซื้อ ที่เข้ามาซื้อของในแพลตฟอร์ม แต่มีเงินไม่เพียงพอ เรียกที่เรารู้จักกันในบริการ Buy Now Pay Later(BNPL) และฝั่งผู้ขาย ที่ขายของมีหน้าร้านบนแพลตฟอร์ม ก็จะปล่อยกู้ในประเภท Nano Finance

 

ทั้งนี้ ตามกฎหมาย e-commerce จะเข้าเป็นสมาชิกเครดิตบูโรได้ต้องมีบริษัทการเงิน ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีใบอนุญาตหรือใบขึ้นทะเบียนประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น P-Loan, Nano Finance ตัวแพลตฟอร์มเข้าเป็นสมาชิกเองไม่ได้ เนื่องจากกฎหมายระบุให้ แพลตฟอร์ม e-commerce ไม่ได้ปล่อยสินเชื่อทางการค้าปกติ

 

เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ การให้ของไปแล้วให้คนมาผ่อนทีหลัง หรือในสหรัฐอเมริกา การให้เช่าอพาร์ตเมนต์ ผู้อาศัยเข้ามาอยู่ก่อนแล้วค่อยชำระค่าเช่า แบบนี้ถือเป็นการให้เครดิต แตกต่างจากให้สินเชื่อ ซึ่งมีผู้กู้มาขอยืมเงิน แล้วผู้ปล่อยกู้ก็ให้ยืม โดยผู้กู้จะต้องเอาเงินไปใช้ตามจุดประสงค์ที่ระบุไว้ในสัญญา

 

การให้ ‘เครดิต’ กับการให้ ‘สินเชื่อ’ จึงเป็นคนละเรื่อง การให้เครดิตคือการเชื่อใจว่าอีกฝ่ายจะมีรายได้มาจ่ายหนี้

 

ดังนั้นคำว่า ‘เครดิต’ จึงใหญ่กว่าคำว่า ‘สินเชื่อ’ แต่ประเทศไทยตีความว่า เครดิตหมายถึงการให้กู้อย่างเดียว

 

“เครดิตบูโร เป็น trusted source แหล่งที่บอกความน่าเชื่อถือของคนๆ หนึ่ง ดังนั้นเราจึงต้องมีความน่าเชื่อถือของคนๆ หนึ่งในทุกมิติ การใช้ชีวิตทุกวันนี้ ไม่ได้มีมิติแค่การกู้เงิน เรายืมเงินเพื่อน ไม่ใช่การกู้เงิน แต่เพื่อนไว้ใจจึงให้ยืม” สุรพลกล่าว

 

ทั้งนี้ หลังจากที่ Shopee เข้ามาเป็นสมาชิกเครดิตบูโรรายแรก พบว่า อัตราการเป็นหนี้เสียจาก Buy Now Pay Later ลดลงทันทีที่เข้าระบบ เนื่องจากคนตระหนักถึงความสำคัญของการชำระหนี้ เพราะประวัติถูกบันทึกในข้อมูลเครดิต ซึ่งเปิดเผยต่อสถาบันการเงิน ซึ่งหากไม่ชำระหนี้สถาบันการเงินก็จะมองว่าคนๆ นี้ไม่น่าเชื่อถือ

 

ในขณะที่ หากข้อมูล BNPL อยู่นอกระบบเครดิตบูโร คนไม่ชำระหนี้ ก็ยังมีความน่าเชื่อถือ เพราะไม่มีใครรู้

 

สอดคล้องกับความต้องการของผู้ให้บริการ BNPL ที่อยากเห็นข้อมูลเครดิตมากขึ้น เพื่อ Scale up ธุรกิจ

 

“ธุรกิจขยายใหญ่ขึ้น ความเสี่ยงมากขึ้น เพราะของชิ้นใหญ่ขึ้น วงเงินมากขึ้น จึงต้องการชั่งน้ำหนักคุณภาพคนที่เข้ามาใช้บริการในระบบ” สุรพล กล่าวส่งท้าย

 

ภาพ: Przemek Klos/Shutterstock

The post สุรพลเผย หนี้เสียจาก Buy Now Pay Later ลดทันทีหลังเข้าเครดิตบูโร เผยคุยอีคอมเมิร์ซ 2 ราย จ่อเข้าระบบปี 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมช. อุตสาหกรรมบุกตรวจโกดังบางขุนเทียน ยึดของเล่นเด็กเล็กไม่มี มอก. กว่า 30,000 ชิ้น https://thestandard.co/minister-raids-warehouse-seizes-toys/ Wed, 19 Nov 2025 12:07:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1145142 รมช. อุตสาหกรรมบุกตรวจโกดัง **บางขุนเทียน** ยึดของเล่นเด็กเล็กไม่มี **มอก.** กว่า 30,000 ชิ้น

วันนี้ (19 พฤศจิกายน) จ.อ. ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรี […]

The post รมช. อุตสาหกรรมบุกตรวจโกดังบางขุนเทียน ยึดของเล่นเด็กเล็กไม่มี มอก. กว่า 30,000 ชิ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมช. อุตสาหกรรมบุกตรวจโกดัง **บางขุนเทียน** ยึดของเล่นเด็กเล็กไม่มี **มอก.** กว่า 30,000 ชิ้น

วันนี้ (19 พฤศจิกายน) จ.อ. ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นำทีมลงพื้นที่ตรวจโกดังบริษัท เจเอส เบบี้ (ไทยแลนด์) ย่านบางขุนเทียน หลังตรวจสอบพบว่าร้านออนไลน์ชื่อ JS Shop 1212 ไลฟ์ขายของเล่นและจุกนมยางไม่มี มอก. ผ่านแพลตฟอร์ม Shopee และช่องทางต่างๆ

 

ผลตรวจภายในโกดังพบสินค้าสำหรับเด็กและทารก 11 รายการ รวมกว่า 31,213 ชิ้น ทั้งของเล่นเด็กเล็ก รถจักรยานเด็กเล่น และจุกนมยางสำหรับขวดนม ไม่มีเครื่องหมาย มอก. ไม่มีเอกสารนำเข้า และเสี่ยงอันตรายร้ายแรงต่อเด็กไทย มูลค่ากว่า 5,596,549 บาท เจ้าหน้าที่จึงยึดอายัดทั้งหมดทันที

 

“นี่คือสินค้าที่เด็กใช้ ผมไม่ปล่อยให้ทะลุเข้าตลาดได้เด็ดขาด ใครทำผิดจะเดินหน้าดำเนินคดีถึงที่สุด” จ.อ. ยศสิงห์กล่าว

 

จ.อ. ยศสิงห์ระบุว่า รัฐบาลต้องเข้ม เพราะนี่คือเรื่องความปลอดภัยของประชาชน และตนเองจะไม่ให้ของเถื่อนสักชิ้นไปถึงมือเด็กไทยอีกต่อไป

 

จ.อ. ยศสิงห์ยังกำชับ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ให้เร่งไล่เส้นทางทั้งหมด ตั้งแต่ช่องนำเข้า ผู้รับสินค้า ไปจนถึงผู้กระจายสินค้า หากพบเคลื่อนย้ายของกลางจะมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และปรับตามกฎหมาย

 

ด้าน เอกนิติ รมยานนท์ เลขาฯ สมอ. ระบุว่า สินค้าเหล่านี้อาจมีสารตะกั่วในสีพ่น พลาสติกปนเปื้อนสารเคมี ชิ้นส่วนเล็กหลุดง่ายจนเด็กกลืนได้ จุกนมยางไม่มีคุณภาพ ฉีกขาดง่าย หรือมีโลหะหนักเกินมาตรฐานทั้งหมดล้วนเป็นความเสี่ยงที่อันตรายต่อชีวิตเด็กอย่างยิ่ง

 

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการเดินหน้าตามนโยบายเชิงรุกของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่สั่งการให้ดูแลความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะสินค้าใกล้ตัวในครัวเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า ของเล่นเด็ก และอุปกรณ์ทารก ที่ต้องมั่นใจว่าได้มาตรฐาน มอก. 100%

The post รมช. อุตสาหกรรมบุกตรวจโกดังบางขุนเทียน ยึดของเล่นเด็กเล็กไม่มี มอก. กว่า 30,000 ชิ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 ปี Shopee ประกาศจุดยืนจากแพลตฟอร์มช้อปปิ้ง สู่ ‘สะพานดิจิทัล’ ยกระดับผู้ผลิตไทยด้วย ดีลตรง ฟีเจอร์ที่ใช้งานจริง และโอกาสสู่ตลาดโลก [Advertorial] https://thestandard.co/shopee-1hr-express-delivery-360-strategy/ Wed, 19 Nov 2025 08:00:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1144756

‘Shopee’ เปิดศึกส่งด่วน! 1 ชั่วโมง กางแผนยุทธศาสตร์รุกต […]

The post 10 ปี Shopee ประกาศจุดยืนจากแพลตฟอร์มช้อปปิ้ง สู่ ‘สะพานดิจิทัล’ ยกระดับผู้ผลิตไทยด้วย ดีลตรง ฟีเจอร์ที่ใช้งานจริง และโอกาสสู่ตลาดโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘Shopee’ เปิดศึกส่งด่วน! 1 ชั่วโมง กางแผนยุทธศาสตร์รุกตลาดยกระดับประสบการณ์นักช้อป 360 องศา พร้อมสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ด้วยบทบาทใหม่ ‘สะพานดิจิทัล’ และ ‘ประตูสู่เศรษฐกิจดิจิทัล’ ปูทางผู้ประกอบการไทยทุกระดับสร้างธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค

 

นอกจากความยินดีที่ได้เห็น ช้อปปี้ (ประเทศไทย) ประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างมั่นคงตลอด 10 ปีของการทำธุรกิจ การมาร่วมงาน ‘Shopee SUMMIT TOGETHER WE GROW’ ยังได้ความรู้สึกตื่นเต้นและดีใจแทนผู้ขายและพาร์ทเนอร์ ที่เข้าสู่ปีที่ 11 ของช้อปปี้มีเครื่องมือการตลาด แคมเปญ ฟีเจอร์ และกลยุทธ์มากมายมาช่วยให้ร้านค้าขายดี ขายง่าย ขายคล่องขึ้นอีกเยอะ

 

Shopee ส่งด่วน 1 ชั่วโมง

 

ที่ผ่านมา ช้อปปี้ มีความมุ่งมั่นจะเติบโตไปพร้อมผู้ประกอบการไทย ครีเอเตอร์ไทย ผู้บริโภคชาวไทย และเคียงข้างเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด แต่บอกเลยว่า ช้อปปี้ จะจัดใหญ่ ใส่เต็มได้อีก พร้อมต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และขับเคลื่อนความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคเอกชน ไปจนถึงพันธมิตรระดับโลก

 

Shopee ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มซื้อขาย แต่เป็น “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส”  

 

Shopee ส่งด่วน 1 ชั่วโมง

 

ตัวอย่างของการมอบโอกาสที่ชัดเจนที่สุด คือการจับมือกับ ‘กรมพัฒนาธุรกิจการค้า’ ร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยมากกว่า 7 ปี ผ่านโครงการ ‘สุขใจซื้อของไทย” ที่สร้างยอดขายให้ผู้ประกอบการไทยไปแล้วกว่า 700 ล้านบาท พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า บอกว่า “ช้อปปี้มีบทบาทสำคัญในฐานะ แพลตฟอร์มแห่งโอกาส ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างรายได้ ขยายธุรกิจ และเชื่อมโยงกับผู้บริโภคทั่วภูมิภาคในระบบนิเวศดิจิทัลที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง”

 

กว่าทศวรรษแห่งการเติบโต ช้อปปี้ สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการ ฮันดิกา จาห์จา กรรมการผู้จัดการใหญ่ ช้อปปี้ (ประเทศไทย) เน้นย้ำว่า Ecosystem ที่แข็งแกร่งของช้อปปี้เกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือจากผู้ขาย พันธมิตร และครีเอเตอร์ทั่วประเทศ

 

Shopee ส่งด่วน 1 ชั่วโมง

 

“พวกคุณทุกคนมีส่วนช่วยกันสร้างเรื่องราวของช้อปปี้ในประเทศไทย” ฮันดิกา บอกว่า หากย้อนกลับไป 10 ปีก่อน ใครจะเชื่อว่าอีคอมเมิร์ซจะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการซื้อขายของผู้คนได้จริง

 

มากไปกว่าสถิติตัวเลขผู้ใช้งานและตัวเลขกำไร ฮันดิกา เชื่อว่าสิ่งสำคัญกว่าคือเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลัง “พัสดุทุกชิ้นคือการเชื่อมต่อ และทุกยอดขายคือความฝันของใครบางคนที่กลายเป็นจริง ตลอด 10 ปี เราได้เห็นผู้ขายจำนวนมากที่เริ่มต้นจากร้านเล็กๆ บนออนไลน์จนเติบโตมีแบรนด์ของตัวเอง หลายครอบครัวสร้างรายได้จากแพลตฟอร์ม และหลายชุมชนสามารถเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจผ่านโลกดิจิทัล จนถึงวันนี้เรายังคงยึดมั่นที่จะเป็นแพลตฟอร์มที่พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทุกขนาดให้แสดงศักยภาพและขยายธุรกิจได้กว้างขึ้น”

 

ฮันดิกา บอกว่าความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนและยกระดับธุรกิจของผู้ขายให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสามารถเข้าถึงลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้นยังคงชัดเจน

 

Shopee ส่งด่วน 1 ชั่วโมง

 

“วันนี้ช้อปปี้ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่สอง เรายังคงลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อมอบประสบการณ์ที่สะดวกและเข้าถึงง่ายให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ระบบโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง แคมเปญการตลาด รวมถึงระบบการชำระเงินและบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การลงทุนใน ‘ผู้คน’ เพราะอนาคตของอีคอมเมิร์ซไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีเท่านั้น แต่จะเดินหน้าต่อได้ด้วยความมุ่งมั่นและความคิดสร้างสรรค์ของผู้คน”

 

การสร้างระบบนิเวศที่ผู้ขายทุกคนประสบความสำเร็จได้ คือวิสัยทัศน์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังของช้อปปี้ ก้าวย่างสู่ปีที่ 11 ช้อปปี้จึงเดินหน้าสู่การเป็น ‘ประตูสู่เศรษฐกิจดิจิทัล’ (Gateway to the Digital Economy) สนับสนุนผู้ประกอบการไทยทุกระดับให้เข้าถึงโอกาสทางธุรกิจได้อย่างเท่าเทียม ตั้งแต่ร้านค้าครอบครัว ผู้ผลิตชุมชน ไปจนถึงองค์กรและแบรนด์ระดับประเทศ โดยใช้พลังของเทคโนโลยีและเครือข่ายของช้อปปี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงสินค้าไทยสู่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศ และเป็น ‘สะพานดิจิทัล’ (Digital Bridge) ที่เชื่อมศักยภาพของผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดระดับภูมิภาค เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับบนแผนที่เศรษฐกิจดิจิทัลของโลก

 

Shopee ส่งด่วน 1 ชั่วโมง

 

กาง Roadmap แผนยุทธศาสตร์ยกระดับประสบการณ์นักช้อป 4 หมวดนำร่อง

 

ช้อปปี้ ฉายภาพภาพรวมธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทยคิดเป็น 53% ของ Digital Economy พร้อมคาดการณ์ว่าในปี 2026 มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยนี้จะสูงถึง 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.1 ล้านล้านบาท

 

ธัญญธร เหล่าวัชระ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ช้อปปี้ (ประเทศไทย) เผยภาพรวมกลยุทธ์จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ผู้ซื้อในแต่ละหมวดหมู่สินค้า เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สะดวก ตรงใจ และครอบคลุมมากที่สุด พร้อมเสิร์ฟ “ความใหม่” ที่พัฒนาจากความต้องการและความคิดเห็นของผู้บริโภค นำร่อง 4 หมวดหลัก ได้แก่

 

  • หมวดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า (Electronics) เชื่อมต่อออนไลน์และออฟไลน์อย่างราบรื่น ผ่านบริการเสริมใหม่ๆ เช่น บริการติดตั้งสินค้าพร้อมกับการซื้อสินค้า โปรแกรมแลกเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ
  • หมวดสินค้าแฟชั่น (Fashion) จับมือแบรนด์และทำงานร่วมกับ KOL นำเสนอสินค้าและคอลเลกชันใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมบริการจัดส่งด่วนเพื่อให้สินค้าใหม่ถึงมือลูกค้าทันกระแส
  • หมวดสินค้าสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) เน้นสร้างความผูกพันและกระตุ้นการซื้อซ้ำผ่านเครื่องมือทางการตลาดรูปแบบใหม่
  • หมวดสินค้าไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) เจาะกลุ่มผู้บริโภครายได้สูงด้วยบริการจัดส่งรวดเร็วและคุ้มค่าผ่าน Shopee Partner Logistics (SPL) รวมถึงบริการ ช้อปก่อน จ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later)

 

ธัญญธร เรียกน้ำย่อยด้วยโปรแกรมและฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้ผู้ขายและพาร์ทเนอร์ได้เห็นว่าช้อปปิ้งกำลังจะมุ่งหน้าไปทางไหน และเครื่องมือใดที่สามารถนำไปใช้เพื่อสร้างการเติบโต

 

Prime Seller เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ร้านค้า อัปเกรดโปรแกรม “ส่งฟรีโค้ดคุ้ม /ส่วนลดโค้ดคุ้ม” ให้คุ้มยิ่งขึ้น ผ่าน 2 สิทธิประโยชน์ทั้งแบบถาวรและแบบซีซันเสริมเข้ามา ได้แก่ ‘Affiliate for Seller’ ได้ค่าคอมฯ คูณ 2 คาดว่าร้านค้าจะได้ค่าคอมฯ คืนสูงสุด 8% ต่อออเดอร์ และ ‘Seasonal Benefit’ ให้สิทธิประโยชน์ตามฤดูกาลเป็นเครื่องมือการตลาดตามช่วงเวลา ช่วยกระตุ้นยอดขายสินค้า

 

Shopee Global Sales พา SME และแบรนด์ไทยส่งออกไปยังภูมิภาคอาเซียน เพิ่มฟีเจอร์ให้ร้านค้าสามารถเปิดร้านในต่างประเทศ ด้วยคลิกเดียว เพียงสมัครเปิดร้าน ลงสินค้า และขายได้เลย ภายใต้แนวคิด “Turn Borders into Steps” โดยช้อปปี้จะช่วยให้การบริหารจัดการร้าน ยิงโฆษณา และทำไลฟ์ได้เหมือนทำในไทยทุกอย่าง มี AI Translation ช่วยแปลภาษาและตอบลูกค้าอัตโนมัติ โดยเปิดให้บริการที่ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และมาเลเซียภายในสิ้นปีนี้

 

Faster Delivery & O2O เร่งเครื่องยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งรวดเร็วทันใจ ต่อยอดจาก จัดส่งภายในวันเดียว (Same-day Delivery) และ จัดส่งภายใน 4 ชั่วโมง (4-hour Delivery) มาสู่ส่งทันทีใน 1 ชั่วโมง เปิดวาระการซื้อแบบ ‘ต้องใช้ตอนนี้–ต้องได้เดี๋ยวนี้! หรือคนที่ต้องการสินค้าสำหรับวาระสำคัญ โดยนำโมเดล Online to Offline มาใช้ ให้ออนไลน์มาช่วยร้านออฟไลน์ขายดีขึ้น ด้วยทราฟิกจากแอปฯ ช้อปปี้ดึงคนเข้าร้านค้าสาขา (Offline Branches) ในละแวกใกล้เคียง นอกจากนี้จะเปิดให้ลูกค้าที่มี SPayLater สามารถนำไปสแกนจ่ายที่หน้าร้านค้าออฟไลน์ได้โดยตรงอีกด้วย

 

AI Innovations ดึง AI มาออกแบบฟีเจอร์ที่จะช่วยร้านค้าสะดวกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

 

  • AI Modify For You – ปรับแต่งรูปภาพและออกแบบชื่อสินค้าด้วย AI
  • Try It On – อัปโหลดรูปภาพเพื่อลองสินค้าได้ทันที
  • Custom ROAS AI Ads -ยิงแอดตามพฤติกรรมผู้ซื้อจากการวิเคราะห์ของ AI
  • Brand Max – ให้ AIช่วยออกแบบและเลือกกลุ่มเป้าหมายสำหรับแบนเนอร์โฆษณา
  • AI Live Streamer – ไลฟ์สดได้สะดวกขึ้นด้วย AI สตรีมเมอร์
  • Seller AI Chat Assistant – ตอบแชทอัตโนมัติโดยแชทบอต AI

 

Shopee ส่งด่วน 1 ชั่วโมง

 

ยกระดับประสบการณ์นักช้อป 360 องศา พร้อมผนึกกำลังพันธมิตรระดับโลก

 

คงกฤช ล้อเลิศรัตนะ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจการตลาด ช้อปปี้ (ประเทศไทย) บอกว่า การตลาดยุคใหม่ไม่ใช่แค่ทำแคมเปญหรือออกสินค้าใหม่ แต่คือการ ‘สร้างประสบการณ์’ ที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกประทับใจจึงออกแบบ 360° Marketing Plan เพื่อยกระดับประสบการณ์ครบทุกมิติ ผ่าน 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่

 

  • Reinvented In-App Experience: ดึงเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่าง AI ช่วยจัดการหน้าช้อปสินค้าของลูกค้าแต่ละคนให้เป็น Personalized มากขึ้น แต่ละคนจะเห็นหน้าบ้านต่างกัน ช่วยเพิ่ม Engagement และ Conversion และฟีเจอร์ใหม่รองรับการยิงโฆษณาของร้านค้า
  • Dynamic Content Ecosystem: ผสานคอนเทนต์หลายรูปแบบทั้งวิดีโอคลิป ไลฟ์ และอื่นๆ เพื่อสร้าง ‘Shoptainment’
  • Seamless Social Integration: จับมือพาร์ทเนอร์ Meta และ YouTube เพิ่มช่องทางการมองเห็นสินค้าและเชื่อมต่อการซื้อขายข้ามแพลตฟอร์มได้ทันที สามารถกดดูคอนเทนต์บนโซเชียลแล้วกดซื้อได้ทันที พร้อมติดตะกร้าสินค้า (Shopping Link) ได้แบบเรียลไทม์
  • Holistic Brand Building: สร้างแบรนด์ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ปั้น KOL พาร์ทเนอร์ช่วยขาย ชูการทำ Affiliate ผ่านหลายแพลตฟอร์มและขยายสู่ฐานออฟไลน์
  • Borderless Assortment & Product Launch: ตอกย้ำแพลตฟอร์มที่มีขายทุกอย่าง ปัจจุบันมีมากกว่า 100 ล้านรายการ และจะเพิ่มปริมาณอีกต่อเนื่อง เพิ่มประสบการณ์ค้นหาด้วย Image Search และรองรับการค้นหาสินค้าจากคอนเทนต์โซเชียลทุกแพลตฟอร์ม จะช่วยดันสินค้าใหม่ด้วย Algorithm ที่ boost traffic ให้กับสินค้าที่เพิ่งลงขาย
  • Unbeatable Value for Users: ตอกย้ำกลยุทธ์หลัก ช่วยร้านค้ารักษาลูกค้าผ่านคูปอง โปรโมชัน และรายการสินค้าลดราคา พร้อมการันตีถูกที่สุด ด้วยราคาคุ้มที่สุด + Voucher Stack ได้ 4 ต่อ ได้แก่ Shopee Voucher, Free Shipping Voucher, ส่วนลดร้านค้า และโค้ดส่วนลดของแคมเปญ โดยระบบจะคำนวณราคาสุดท้ายหลังลดทั้งหมดให้เลย มาพร้อมโปร Lowest Price Guarantee ถ้าเจอที่อื่นถูกกว่า เคลมส่วนต่างได้ และเปิดตัว Shopee VIP รวมโค้ดมูลค่ากว่า 60,000 บาท ในราคา 49 บาท

 

“เดือนตุลาคมที่ผ่านมาเราเปิดตัวแคมเปญ MEGA Brand Day ร่วมกับ Huawei สามารถสร้างสถิติยอดขายและจำนวนผู้ซื้อพุ่งสูงกว่า 5 เท่า ถือเป็นต้นแบบความสำเร็จที่จะถูกพัฒนาและต่อยอดไปยังแบรนด์อื่นๆ” คงกฤช กล่าว

 

ชูพลังเครือข่ายพันธมิตรและครีเอเตอร์ อาวุธลับจับมือโตไปด้วยกัน

 

อาวุธลับที่ส่งให้ช้อปปี้ได้เปรียบคู่แข่งในตลาดคือการมี ‘เครือข่ายครีเอเตอร์’ หรือ KOL Partner ที่แข่งแกร่ง ผ่าน Shopee Affiliate KOLs เป็นการร่วมมือกับเหล่า KOL Partner มาช่วยโปรโมทสินค้า สร้างการรับรู้ และเพิ่มอัตราการมองเห็นแบรนด์ ในขณะที่ฝั่งผู้ซื้อ ก็สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อได้อย่างรอบด้านมากขึ้น

 

ปัจจุบัน มียอดขายจากคอนเทนต์ในระบบเติบโตขึ้นกว่า 70% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา การเติบโตนี้ช่วยให้ KOL ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่สามารถสร้างรายได้บนโลกออนไลน์

 

ขณะเดียวกัน ฟีเจอร์อย่าง Shopee Live ช่วยเพิ่มออเดอร์ให้ผู้ขายเติบโตขึ้นกว่า 65% และ Shopee Video สร้างยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 400% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สะท้อนถึงพลังของคอนเทนต์ที่ช่วยกระตุ้นยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Shopee ส่งด่วน 1 ชั่วโมง Shopee ส่งด่วน 1 ชั่วโมง

 

รวมไปถึงความร่วมมือทางธุรกิจกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง YouTube Shopping และ Shopee META Affiliate ในการร่วมกันสร้างการเติบโตให้กับโปรแกรม Affiliate ที่ ช้อปปี้ ถือเป็นหนึ่งในผู้จุดประกายให้โปรแกรมนี้เป็นที่นิยมโดยสามารถทำประโยชน์ให้กับทั้งฝั่งผู้ขาย ผู้ซื้อ และผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์

 

Shopee ส่งด่วน 1 ชั่วโมง Shopee ส่งด่วน 1 ชั่วโมง

 

ภายในงานมีการมอบรางวัลแก่ผู้ขายและครีเอเตอร์ที่มีผลงานโดดเด่นประจำปีมากกว่า 200 รางวัล เพื่อเป็นการปลุกพลังผู้ขายและแบรนด์ธุรกิจ

 

พร้อมเปิดพื้นที่สำหรับกิจกรรม Business Matching หรือ Seller & KOL Matchmaking ให้ผู้ขายและแบรนด์สามารถเลือก KOL หรือ Influencer ได้อย่างเจาะจง ทำให้สินค้าถูกสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้ตรงจุดมากขึ้น

 

และนี่คือบทสรุปของทศวรรษที่แข็งแกร่ง ทรงพลัง และมั่นคงของ Shopee จากงาน Shopee SUMMIT 2025: TOGETHER WE GROW กับจุดยืนสำคัญที่สะท้อนว่า Shopee ไม่ได้มองการเติบโตเป็นเพียงตัวเลข แต่เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ความคิดสร้างสรรค์ ศักยภาพของผู้ประกอบการและครีเอเตอร์ทั่วภูมิภาค ให้เดินหน้าต่อไปพร้อมกัน เป็นคำประกาศชัดเจนว่า Shopee มุ่งมั่นสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่เติบโตไปพร้อมกับผู้คนอย่างแท้จริง

The post 10 ปี Shopee ประกาศจุดยืนจากแพลตฟอร์มช้อปปิ้ง สู่ ‘สะพานดิจิทัล’ ยกระดับผู้ผลิตไทยด้วย ดีลตรง ฟีเจอร์ที่ใช้งานจริง และโอกาสสู่ตลาดโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยจ่อเก็บ ‘ภาษีสินค้านำเข้า’ บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่ 1 บาทแรก เริ่ม 1 ม.ค. 2569 ‘นักช้อป-ผู้ประกอบการ’ กระทบแค่ไหน? https://thestandard.co/wealth-in-depth-e-commerce-import-tax/ Thu, 13 Nov 2025 02:07:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1142728 ไทยจ่อเก็บ ‘ภาษีสินค้านำเข้า’ บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่ 1 บาทแรก เริ่ม 1 ม.ค. 2569 ‘นักช้อป-ผู้ประกอบการ’ กระทบแค่ไหน?

กรมศุลกากรเพิ่งประกาศเตรียมเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแพลตฟ […]

The post ไทยจ่อเก็บ ‘ภาษีสินค้านำเข้า’ บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่ 1 บาทแรก เริ่ม 1 ม.ค. 2569 ‘นักช้อป-ผู้ประกอบการ’ กระทบแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยจ่อเก็บ ‘ภาษีสินค้านำเข้า’ บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่ 1 บาทแรก เริ่ม 1 ม.ค. 2569 ‘นักช้อป-ผู้ประกอบการ’ กระทบแค่ไหน?

กรมศุลกากรเพิ่งประกาศเตรียมเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแพลตฟอร์มออนไลน์ (e-commerce) ตั้งแต่ 1 บาทแรก จากเดิมที่ยกเว้นให้สินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อสร้างความเป็นธรรมและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ SME ไทย ท่ามกลางภาวะที่สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศทะลักเข้าไทย พร้อมคาดว่า จะเพิ่มรายได้เข้ารัฐ 3,000 ล้านบาทต่อปี

 

เจาะเหตุผลทำไม ‘ศุลกากร’ เลิกเก็บภาษี De minimis

 

โดยพันธ์ทอง ลอยกุลอนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth โดยเปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวว่า เป็นไปตามนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย โดยสั่งการมายังศุลกากร ให้หา “มาตรการช่วย SME ไทยให้สามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้า ที่นำเข้าโดยตรงจากต่างประเทศได้”

 

พันธ์ทองยังอธิบายว่า แต่เดิม ไทยไม่มีการเก็บภาษีสำหรับสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ไม่ว่าจะเป็นอากร ศุลกากร หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพราะผู้คนเพียงส่งของชิ้นเล็กๆ แก่กันไปมา และอาจเป็นของขวัญในบางครั้ง ซึ่งประเทศอื่นๆ ในโลก ล้วนยกเว้นภาษีในลักษณะเดียวกันนี้ เรียกว่า De minimis

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยการเติบโตอย่างมหาศาลของ E-Commerce ที่มีการค้าขายเพิ่มขึ้นจากหลักแสนชิ้นต่อปี มาเป็น 100 ล้านชิ้นต่อปีในปัจจุบัน ทำให้การขายสินค้าจากผู้ประกอบการต่างประเทศสามารถส่งเข้ามาในประเทศไทยได้เลย

 

“ดังนั้น การคงภาษี De minimis ไว้จึงทำให้ไม่มีผู้ประกอบการในไทยรายใดได้รับประโยชน์เลย เนื่องจากสินค้าสามารถผลิตโดยตรงจากต่างประเทศ และส่งตรงถึงมือผู้บริโภคได้เลยโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง (ยี่ปั๊ว) และร้านค้าปลีก (ซาปั๊ว)” พันธ์ทองกล่าว

 

แม้ในปีที่ผ่านมา กรมศุลกากรจะหันมาเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากสินค้านำเข้าชิ้นเล็กแล้วก็ตาม แต่ด้วยอัตราเพียง 7% ทำให้ราคาสินค้านำเข้าบนแพลตฟอร์มยังคงมีราคา ‘ถูกกว่า’ อยู่ จึงเป็นเหตุผลให้กรมศุลกากรออกมาตรการ เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างผู้ค้าบนแพลตฟอร์มที่อยู่ในต่างประเทศ กับผู้ประกอบการไทยที่เสียภาษีถูกต้อง

 

สำหรับผลกระทบต่อผู้บริโภค พันธ์ทองมองว่า แม้ผู้บริโภคอาจจะได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้น แต่ผู้ประกอบการไทยจะสามารถขายสินค้าได้มากขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าจากต่างประเทศจะใกล้เคียงกันมากขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างผู้ค้าออนไลน์ในประเทศและต่างประเทศ

 

นอกจากนี้ ขณะเดียวกัน สินค้าในประเทศยังมีข้อได้เปรียบด้านระยะเวลารอสินค้า โดยใช้เวลาเพียง 1 วัน ขณะที่สินค้านำเข้า ผู้บริโภคต้องรอสินค้าราว 3-4 วัน

 

เปิดแนวทางเก็บภาษีสินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท

 

พันธ์ทอง เปิดเผยต่อว่า การใช้แนวทางภาษีสินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ในช่วงแรก จะเก็บภาษีในอัตราตามพิกัดของสินค้าชนิดนั้นๆ เช่น 0%, 5%, 10% และ 25% เป็นต้น ตามกฎหมายปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไป อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า อาจจะเก็บในอัตราเดียวกัน (Flat Rate) กับสินค้าทุกรายการ เช่น 10% หรือ 15% กับสินค้าทั้งหมด

 

โดยมีวิธีการคือ จะให้แพลตฟอร์ม E-Commerce สำแดงมาว่า สินค้าที่นำเข้ามามีอะไรบ้าง และมีมูลค่าเท่าไหร่ และถูกเรียกเก็บอากรเท่าไร จากนั้น ศุลกากรจะสุ่มตรวจเช็ก ตรวจสอบความตรงกันของข้อมูล (Reconcile) กับของที่เข้ามายังประเทศเรา มาที่สนามบิน มาที่ชายแดนระหว่างนำเข้า

 

‘ศุลกากร’ เผยรายการสินค้าต่ำกว่า 1,500 บาท ที่เตรียมโดนเก็บภาษีเพิ่ม

 

พันธ์ทองกล่าวต่อว่า สินค้าต่ำกว่า 1,500 บาทส่วนใหญ่ที่นำเข้ามาในประเทศไทย มีประเภทหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า กระเป๋า เคสโทรศัพท์ ของทำด้วยพลาสติก

 

คาดเลิกเก็บ De minimis เพิ่มรายได้ภาษีราว 3,000 ล้านบาทต่อปี

 

พร้อมทั้งระบุว่า จากการประเมินเบื้องต้น โดยอิงจากมูลค่าการนำเข้าสินค้าต่ำกว่า 1,500 บาท ของปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท เมื่อสมมติค่าเฉลี่ยพิกัดศุลกากรของสินค้าไว้ที่ 10% อย่างน้อย คาดว่า รัฐจะมีรายได้ศุลกากร 3,000 ล้านบาท บนสมมติฐาน การบริโภคคงที่ อย่างไรก็ตาม เมื่อดูแนวโน้ม 5 ปีย้อนหลัง พันธ์ทองชี้ว่า การนำเข้าสินค้าชิ้นเล็กมีแนวโน้มเติบโตขึ้นทุกปี

 

เปิดผลหารือแพลตฟอร์มออนไลน์

 

นอกจากนี้ พันธ์ทอง ยังกล่าวถึงผลการหารือกับแพลตฟอร์ม E-Commerce รายใหญ่ เช่น Shopee และ Lazada ว่า แพลตฟอร์มต่างๆ ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยกรมศุลกากรได้มีข้อเสนอไปหลักๆ ดังนี้

 

1. ขอให้ยุติการขายสินค้าที่ห้ามนำเข้า หรือต้องใช้ใบอนุญาตนำเข้า หรือสินค้าผิดกฎหมาย เช่น สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และบุหรี่ไฟฟ้า เข้ามาในประเทศไทย โดยให้ดำเนินการในลักษณะเดียวกับ Amazon ที่มีการระบุว่าสินค้าใดที่ “ไม่สามารถจัดส่งมายังประเทศไทยได้” (Not Ship to Thailand)

 

2. ขอข้อมูลจากแพลตฟอร์มโดยตรง เพื่อให้ทราบจำนวนสินค้าที่ส่งเข้ามา มูลค่าการนำเข้า และสามารถตรวจสอบความสอดคล้องกับข้อมูลที่ผู้ขนส่งสำแดงไว้ (Reconcile) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสในระบบ

 

พันธ์ทองยังอธิบายว่า “ปีที่ผ่านมา กรมศุลกากรบุหรี่ไฟฟ้าได้กว่า 5 ล้านชิ้น ของละเมิดลิขสิทธิ์กว่า 5 แสนชิ้น และสินค้าที่ไม่มีใบอนุญาต มอก. อีกเป็นล้านชิ้น ผมจึงมีแนวคิดว่า ถ้าไม่มีการขายในแพลตฟอร์ม ก็จะไม่เกิดการสำแดงเท็จและการลักลอบนำเข้าตามมา เพื่อที่ให้กรมศุลกากรไปโฟกัสกับสินค้าที่เป็นอันตรายกว่าได้เช่น ยาเสพติด”

 

พันธ์ทองระบุเพิ่มเติมว่า การแก้ปัญหาจะต้องเริ่มจากต้นทาง โดยกรมศุลกากรได้ขอความร่วมมือให้แพลตฟอร์มระงับการขายสินค้าควบคุมมาประเทศไทยจนกว่าผู้ประกอบการรายนั้นจะได้รับใบอนุญาตที่ถูกต้องจากหน่วยงานไทย เช่น มอก. หรือ อย. เพื่อป้องกันการสำแดงเท็จและลักลอบนำเข้า ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถมุ่งเน้นการตรวจสอบสินค้าประเภทอื่น เช่น ยาเสพติด ได้มากขึ้น

 

KResearch มองยกเลิก ‘De minimis’ มีแนวโน้มทำให้สินค้าแพงขึ้น

 

ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH โดยระบุว่า การยกเลิกภาษี De Minimis ซึ่งจะเปิดทางให้กรมศุลกากรสามารถเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแพลตฟอร์มออนไลน์ ตั้งแต่ 1 บาทแรก จากเดิมที่ยกเว้นให้สินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาทนั้น มีแนวโน้มที่จะทำให้ราคาสินค้า ที่ซื้อขายบนแพลตฟอร์มอาจ ‘แพงขึ้น’ อย่างไรก็ตาม ความเร็วและขนาดในการปรับขึ้นราคาขึ้นอยู่กับว่าผู้นำเข้าจะสามารถรับภาระต้นทุนไว้ได้นานแค่ไหน นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักๆ ดังนี้

 

(1) อัตราภาษีนำเข้าที่สินค้าแต่ละชนิดจะโดนเรียกเก็บ

 

(2) ข้อตกลงทางการค้า (Free Trade Agreement: FTA) ที่ไทยมีกับประเทศต่างๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น สินค้านำเข้าจากประเทศจีนจะมีอัตราเป็น 0% อยู่แล้ว เนื่องจาก ไทยมีกรอบ FTA China-ASEAN ร่วมกับจีน ดังนั้น หากสินค้านำเข้ารายการใดก็ตาม ที่ไทยไม่มี FTA ด้วยหรือไม่มี Certificate of Origin ก็จะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า ร่วมกับ VAT อีก 7%

 

(3) กลไกการส่งผ่านราคา จากผู้นำเข้าหรือผู้ขาย ซึ่งเป็นผู้แบกรับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค โดยณัฐพรมองว่า การส่งผ่านภาระภาษีนี้จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับต้นทุนของสินค้า และการแข่งขันในตลาดด้วย เนื่องจากแต่ละรายการสินค้าก็มีโครงสร้างราคาที่แตกต่างกันไป

 

ดังนั้น หากสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศยังมีราคา ‘ถูกกว่า’ สินค้าที่ผลิตในประเทศอย่างมาก ผู้นำเข้ามีโอกาสที่จะผลักภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นนี้ไปให้ผู้บริโภคได้เต็มที่ ตัวอย่างเช่น “สมมติว่า ถ้าเสื้อผ้านำเข้าจากจีน มีราคา 100 บาทต่อหน่วย แต่สินค้าใกล้เคียงกันที่มีการผลิตและขายในไทย มีราคา 200 บาทต่อหน่วย ในกรณีเช่นนี้ ผู้นำเข้าสามารถผลักภาระภาษีให้ผู้บริโภคได้เต็มที่ และยังคงรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้ตามเดิม” ณัฐพรกล่าว

 

สะท้อนว่า หากผู้บริโภคมีทางเลือกอื่น เช่น สินค้าในประเทศคุณภาพดีกว่าและส่วนต่างราคาไม่มาก คนก็อาจจะเลือกซื้อสินค้าในประเทศแทน

 

ประเทศคู่ค้ารายใดของไทยจะได้รับผลกระทบมากที่สุด?

 

ณัฐพรกล่าวว่า เมื่อพิจารณาว่า ประเทศคู่ค้ารายใดของไทยจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ก็น่าจะเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าพวกชิ้นเล็กๆ ราคาต่ำๆ มาไทยจำนวนมาก เช่น จีน และฮ่องกง ซึ่งถ้าหากดูตัวเลขการนำเข้าของไทยแต่ละรายการ ก็จะเห็นเลยว่า ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ (Home Appliance) เครื่องใช้ไฟฟ้า และเสื้อผ้า รองเท้า ล้วนมีการนำเข้าจากจีนในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไทย (อาเซียน) มี FTA กับจีน ดังนั้นหากเป็นการนำเข้าทางเรือ หรือการนำเข้าเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม ซึ่งต้องมี Certificate of Origin เพื่อยืนยันแหล่งกำเนิดสินค้าว่า มาจากประเทศจีน ซึ่งส่วนนี้จะเป็นสินค้าที่ผ่านระบบศุลกากรเต็มรูปแบบ จะได้การยกเว้นภาษี (Waive) ภายใต้กรอบ FTA

 

ขณะที่ สินค้าที่มีการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่แน่ใจว่าจะมีเอกสารยืนยันเหมือนกันหรือไม่ หากไม่มีเอกสารยืนยัน ก็จะถูกเรียกเก็บภาษีตามอัตรา MFN

 

ขณะที่ พันธ์ทอง ลอยกุลอนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ไทยจะมี FTA กับหลายประเทศ แต่สินค้าในรูปแบบพัสดุ (Parcel) จะไม่ได้รับการเว้นภาษีในส่วนของ FTA เพราะไม่มีใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) จากประเทศคู่ค้า

 

มาตรการนี้ช่วยสกัดการทะลักของสินค้าชิ้นเล็กๆ ได้หรือไม่?

 

ณัฐพรมองว่า การเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ ‘พอช่วยลดการทะลักของสินค้าชิ้นเล็กๆ ได้’ เพราะว่า สินค้าชิ้นเล็กที่ส่งมาทาง E-Commerce อาจไม่มีกระบวนการ Certificate of Origin เนื่องจากไม่คุ้มที่จะทำ เพราะสินค้าราคาถูกมาก แต่หลังจากนี้ เมื่อมาตรการนี้มีผลก็ต้องโดนภาษีแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ณัฐพรมองว่า “จีนยังมีจุดแข็งตรงที่สามารถทำราคาได้ถูก และมี Economy of Scale แบบที่ไม่มีประเทศใดสามารถทำได้ ดังนั้น ต่อให้ถูกเรียกเก็บภาษี แต่ถ้าสินค้ามีต้นทุนต่ำจริงๆ จีนก็ยังสามารถแข่งขันได้อยู่ และอาจไม่ได้เสียเปรียบขนาดนั้น ขึ้นอยู่กับต้นทุนและคุณภาพ”

 

มาตรการนี้เป็นการตอบโต้การทุ่มตลาดหรือไม่?

 

ณัฐพร พร้อมทั้งกล่าวว่า การยกเลิก de minimis ไม่ใช่มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping) เพราะมาตรการ AD มุ่งเป้าไปที่บางประเทศหรือบางบริษัทโดยเฉพาะที่ขายสินค้าราคาต่ำกว่าต้นทุน แต่การเก็บภาษีตามกฎ de minimis นี้ ใช้กับทุกประเทศ (apply to all)

 

นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวก็ไม่ขัดหลักการ MFN (Most Favored Nation) ขององค์กรการค้าโลก (WTO) ที่ว่าด้วยการไม่เลือกปฏิบัติเช่นกัน เนื่องจาก ไทยจะเก็บภาษีแบบเท่าเทียม ไม่ว่าจะนำเข้าจากส่วนใดในโลก ก็จะเจอกฎแบบเดียวกันหมด

 

เชื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันอย่างเป็นธรรมมากขึ้น

 

ณัฐพร กล่าวว่า อย่างน้อยๆ มาตรการนี้ก็เป็นความพยายามที่จะทำให้การแข่งขันอยู่บนสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกัน (Level of Playing Field) หรือมีการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการไทยหายใจคล่องขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ณัฐพร มองว่าต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการไทยจะไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่สินค้าที่ผู้ประกอบการไทยแข่งด้วยจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น

 

สำหรับผลต่อการจ้างงาน ณัฐพรกล่าวว่า ไกลเกินไปที่จะประเมินได้อย่างชัดเจน เนื่องจากมีหลายปัจจัย (Factor) ให้ต้องพิจารณา ทั้งราคา และการแข่งขัน ซึ่งหากสินค้านำเข้าบางรายการยังมีราคาถูกอยู่ แม้จะมีการส่งผ่านภาระภาษีไปยังผู้บริโภคแล้ว ก็จะไม่ได้ช่วยภาคการผลิตมากนัก อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน ก็ช่วยให้ผู้ประกอบการไทย ยังพอหายใจหายคอคล่องขึ้น

 

Shopee พร้อมหนุนกรมศุลกากร เผยผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นคนไทย!

 

Shopee ประเทศไทย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า จะมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็กของไทยอย่างต่อเนื่อง โดยสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ช่วยเสริมศักยภาพให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง (MSMEs) ในประเทศให้สามารถเติบโตบนโลกออนไลน์ได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากผู้ขายส่วนใหญ่บนแพลตฟอร์มของ Shopee เป็นผู้ประกอบการไทยในกลุ่ม MSMEs

 

Shopee กล่าวย้ำอีกว่า จะสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในประเทศ รวมถึงการดำเนินมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันระหว่าง Shopee และภาครัฐในการส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านความร่วมมือและการดำเนินงานที่สอดคล้องกับกฎระเบียบ
Shopee ยังคงให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกรมศุลกากร เพื่อให้การดำเนินมาตรการดังกล่าวบนแพลตฟอร์มเป็นไปอย่างราบรื่นและทันเวลา

 

“เรามองว่านโยบายนี้เป็น ‘โอกาส’ ให้ผู้ขายไทยมีความสามารถแข่งขันเพิ่มขึ้น และเรากำลังขยายโครงการพัฒนาผู้ขาย (Seller Development Programs) เพื่อช่วยผู้ผลิตและผู้ประกอบการท้องถิ่นให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน” Shopee ระบุ

 

Shopee กล่าวอีกว่า โดยที่ผ่านมาเราสนับสนุน SMEs ไทยผ่านโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่

 

  • โปรแกรมอัปสกิลผู้ขายไทย (เวิร์กช็อปและคอร์สออนไลน์ด้านการตั้งราคา ภาษี / นโยบาย / การตลาดเนื้อหา)
  • การผลักดันแคมเปญสินค้าไทย โดยร่วมกับหน่วยงานรัฐต่างๆ ตลอดทั้งปี เพื่อเพิ่มการมองเห็นสินค้าไทยบนแพลตฟอร์ม
  • การยกระดับความเชื่อมั่นสินค้าไทย โดยร่วมมือกับหน่วยงาน เช่น สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในการกำกับคุณภาพ มาตรฐาน และพัฒนาระบบตรวจจับสินค้าละเมิด
  • โอกาสส่งออกผ่านโปรแกรม Shopee Global Sales (ชื่อเดิม Shopee International Platform) ซึ่งช่วยให้ร้านค้าในไทยสามารถส่งออกสินค้าไปยังลูกค้าต่างประเทศได้สะดวกขึ้น โดย Shopee ช่วยสร้างและดูแลร้านค้า บริหารจัดการคำสั่งซื้อ การจัดส่งสินค้า รวมถึงสนับสนุน การใช้เครื่องมือ และฟีเจอร์การตลาด บนแพลตฟอร์มช้อปปี้ในต่างประเทศ เพื่อขยายตลาดให้ผู้ประกอบการไทย

The post ไทยจ่อเก็บ ‘ภาษีสินค้านำเข้า’ บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่ 1 บาทแรก เริ่ม 1 ม.ค. 2569 ‘นักช้อป-ผู้ประกอบการ’ กระทบแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sea (ประเทศไทย) จับมือ The Money Coach เปิดตัวหลักสูตรการเงิน ‘Money for Teen’ ปฏิวัติการศึกษาไทย เด็กม.ต้น เรียนฟรี ออมเงินได้ ใช้เงินเป็น https://thestandard.co/money-for-teen/ Wed, 22 Oct 2025 11:24:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1134193 Sea (ประเทศไทย) จับมือ The Money Coach เปิดตัวหลักสูตรการเงิน ‘Money for Teen’ ปฏิวัติการศึกษาไทย เด็กม.ต้น เรียนฟรี ออมเงินได้ ใช้เงินเป็น

The Money Coach นำโดย โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ ร่วม […]

The post Sea (ประเทศไทย) จับมือ The Money Coach เปิดตัวหลักสูตรการเงิน ‘Money for Teen’ ปฏิวัติการศึกษาไทย เด็กม.ต้น เรียนฟรี ออมเงินได้ ใช้เงินเป็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sea (ประเทศไทย) จับมือ The Money Coach เปิดตัวหลักสูตรการเงิน ‘Money for Teen’ ปฏิวัติการศึกษาไทย เด็กม.ต้น เรียนฟรี ออมเงินได้ ใช้เงินเป็น

The Money Coach นำโดย โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ ร่วมกับ Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มชั้นนำ ได้แก่ Garena, Shopee และ Monee เปิดตัวหลักสูตรการเงิน ‘Money for Teen เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น’ หลักสูตรออนไลน์ เรียนทักษะการเงินฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นขึ้นไป

 

สำหรับแรงบันดาลใจเบื้องหลังการเปิดตัวหลักสูตรนี้ โค้ชหนุ่ม เปิดเผยว่า มาจากประสบการณ์ให้คำปรึกษาทางการเงินแก่คนไทยตลอดหลายปี โดย ปัญหาหลักของคนไทย ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องสภาพคล่องและภาระหนี้สิน ซึ่งสะท้อนการแก้ปัญหาแบบ ‘งานซ่อม’ ที่เน้นแก้ไขเมื่อเกิดปัญหาแล้ว แต่ไม่ช่วยให้ปัญหาจบสิ้น จึงตัดสินใจเปลี่ยนแนวทางมาเน้น ‘งานสร้าง’ หรือการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินที่ยั่งยืนให้คนไทยตั้งแต่ต้น จนออกมาเป็นหลักสูตร ‘Money for Teen เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น’

 

หัวใจการออกแบบหลักสูตร ถูกออกแบบให้เหมาะกับวัยรุ่นช่วงมัธยมต้น ที่พ่อแม่ เริ่มให้เงินค่าขนมลูกเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน โดยหลักสูตร จะโฟกัสไปที่การฝึกการเก็บออมและบริหารค่าใช้จ่าย เพื่อวางแผนการเงินในอนาคต เริ่มตั้งแต่การปลูกฝังมายด์เซ็ตการเงินที่ถูกต้อง โดยเนื้อหาครอบคลุม 8 หัวข้อ ได้แก่ การปรับมุมคิดเรื่องเงิน การใช้จ่ายอย่างมีสติ การวางแผนงบประมาณส่วนตัว การหารายได้ด้วยตนเอง การเก็บออมอย่างฉลาด การเริ่มต้นลงทุนง่าย ๆ ตั้งแต่วัยเรียน การรู้เท่าทันภัยทางการเงิน และการตั้งเป้าหมายชีวิต พิชิตเป้าหมายเงิน

 

ซึ่งจะทำให้นักเรียน ผู้ปกครอง และคุณครู สามารถเรียนรู้ และใช้เป็นเครื่องมือการเรียน การสอนเรื่องการเงินอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ในอนาคต จะมีการต่อยอดหลักสูตรขั้นสูง (Advanced) สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ครอบคลุม 5 หัวข้อเนื้อหาด้านการเงิน ได้แก่ เครดิตและสินเชื่อ พื้นฐานการลงทุน การเป็นผู้ประกอบการ ภาษีเงินได้ และการบริหารความเสี่ยง เพื่อยกระดับองค์ความรู้ทางการเงินให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

ข้อผิดพลาดของพ่อแม่ ที่ทำให้เด็กไม่เก่งเรื่องการเงิน

 

โค้ชหนุ่ม กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีผู้ปกครองหลายคน เข้ามาขอคำปรึกษา อยากให้โค้ชหนุ่มช่วยสอนการลงทุนให้กับเด็กที่อยู่ในชั้นมัธยมต้น โดยมองว่าจะช่วยให้เด็กเก่งเรื่องการเงินมากขึ้น ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องนัก ทักษะการเงินที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นรากฐานของการมีชีวิตที่ดี ต้องเริ่มจากการรู้จัก ‘ออม’ และ ‘บริหารเงิน’ให้เป็น

 

ทั้งนี้หลายครอบครัวมีปัญหา สอนให้ลูกรู้จักเก็บออม แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นดั่งใจ เช่น ลูกเก็บออมเงินจากค่าขนม จนมีเงินก้อน แต่ก็นำไปจ่ายค่าบัตรคอนเสิร์ตหมด แทนที่จะเก็บไว้เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน ตามคำแนะนำของพ่อแม่

 

การจะสอนให้เด็กรู้จักเก็บออม และบริหารเงินให้เป็น พ่อแม่ต้องเริ่มจากเคารพ เป้าหมายการออมลูก ไม่ใช่สอนให้ทำตามความต้องการของตัวเอง ปล่อยให้ลูกตัดสินใจใช้เงินเอง โดยคอยให้คำแนะนำ ชี้ให้เห็นถึงข้อดี ข้อเสีย ในทุกการตัดสินใจ เพราะการสอนให้เด็กเก็บเงินเพื่ออนาคต เป็นการโยนภาระให้เด็ก ร่วมแบกรับมากเกินไป ทั้งที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ว่าอะไรคือ สถานการณ์ฉุกเฉินที่เขาต้องเจอในอนาคต การสร้าง ‘วินัย’ ให้เด็ก เรียนรู้ผ่านการลงมือทำด้วยตัวเอง จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

 

บอร์ดเกมการเงิน สนามทดลองเตรียมความพร้อมเด็ก ก่อนลงสนามจริง

 

หัวใจสำคัญที่จะทำให้เด็กประยุกต์ใช้ความรู้การเงินได้จริง และสนุกไปกับการเรียนรู้ คือ การใช้บอร์ดเกม เข้ามาเป็นสื่อการสอน เปิดพื้นที่ให้เด็กได้ตัดสินใจบริหารเงิน ในสถานการณ์จำลอง ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็กรู้จักบริหารความเสี่ยง ลดความเสียหาย ก่อนลงสนามในโลกจริง

 

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า การเรียนรู้เรื่องการเงินตั้งแต่วัยเยาว์คือรากฐานสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ เพราะเด็กที่เข้าใจคุณค่าของเงินย่อมเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักคิด วางแผน และใช้ชีวิตอย่างมีความรับผิดชอบ การส่งเสริมหลักสูตร ‘Money for Teen เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น’ จึงไม่ใช่แค่การสอนให้รู้จักออมและใช้จ่ายเท่านั้น แต่เป็นการปลูกฝังทักษะชีวิตที่เชื่อมโยงกับความฉลาดรู้ทางการเงิน เพื่อให้เยาวชนไทย พร้อมรับมือกับโลกยุคใหม่อย่างมั่นใจ และสามารถใช้ชีวิตบนพื้นฐานคุณธรรมอยู่ในสังคม อย่างมีความสุข

 

ด้านจรูญศรี แจบไธสง รองผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า “หลักสูตร ‘Money for Teen’ เปรียบเสมือนต้นกล้าแห่งความรู้ด้านการเงิน ที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้เรื่องเงินได้ตั้งแต่วัยรุ่น มีแผนการใช้เงินในอนาคต ที่มั่นคงและยั่งยืน”

 

ในอนาคต สพฐ. มีแผนนำหลักสูตรนี้ขยายผล สู่โรงเรียนทั่วประเทศ ผ่านการส่งเสริมให้ครูบูรณาการกับรายวิชาหรือจัดเป็นกิจกรรมเสริมทักษะชีวิต ขึ้นอยู่กับความสมัครใจและจุดเน้นของสถานศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด วิเคราะห์ และนำความรู้ไปใช้ได้จริง เราเชื่อว่าการปลูกฝังเรื่องการเงินตั้งแต่วัยเรียน คือการสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืน และวางรากฐานสู่สังคมไทยที่มีวินัยทางการเงินในอนาคต”

 

สำหรับผู้ที่สนใจหลักสูตร ‘Money for Teen’ สามารถเข้าเรียนได้ฟรี ผ่านทางเว็บไซต์ www.moneycoach.co.th ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน มีผู้เข้าเรียนแล้วมากกว่า 5,700 คน สะท้อนถึงความต้องการเรียนรู้เรื่องการเงิน ในหมู่เยาวชนไทย โดยในอนาคต หลักสูตรดังกล่าวยังจะสามารถเข้าถึงได้ผ่านแพลตฟอร์ม www.SeaAcademy.co ของ Sea (ประเทศไทย) เพื่อขยายการเข้าถึงในวงกว้างยิ่งขึ้น

The post Sea (ประเทศไทย) จับมือ The Money Coach เปิดตัวหลักสูตรการเงิน ‘Money for Teen’ ปฏิวัติการศึกษาไทย เด็กม.ต้น เรียนฟรี ออมเงินได้ ใช้เงินเป็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสเกมอำนาจอีคอมเมิร์ซ เมื่อแพลตฟอร์มกำหนดได้ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค และชะตาผู้ขาย https://thestandard.co/opinion-e-commerce-platform-power/ Wed, 08 Oct 2025 12:34:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1128244

ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยกำลังโต เปรียบเป็นดาวรุ่งทางเศรษฐกิจ […]

The post ถอดรหัสเกมอำนาจอีคอมเมิร์ซ เมื่อแพลตฟอร์มกำหนดได้ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค และชะตาผู้ขาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยกำลังโต เปรียบเป็นดาวรุ่งทางเศรษฐกิจ

 

ปี 2024 มูลค่าตลาดนี้ทะลุ 1.11 ล้านล้านบาท และอาจพุ่งแตะ 1.66 ล้านล้านบาทในปี 2027

 

อาจฟังดูเป็นข่าวดี ทว่าเริ่มเกิดการตั้งคำถามจากหลายฝ่ายว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซกำลังมีอำนาจเหนือเรามากขึ้นเรื่อยๆ หรือเปล่า ไม่ว่าจะในมุมของผู้บริโภค ที่ชีวิตกำลังถูกตีกรอบให้ต้องซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มเหล่านั้น หรือฝั่งคนขายที่ต้องแบกภาระมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่รายได้กลับลดลง

 

📱เมื่อ TikTok กลายเป็นห้างฯ ที่ใหญ่ที่สุด

 

TikTok ไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์มฆ่าเวลาอีกต่อไป ด้วยแนวคิด ‘Content + Commerce; (C2C) หมายถึงเนื้อหาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดประกายความต้องการซื้อให้กับผู้บริโภคทันที ทำให้ TikTok กลายเป็นแอปสำหรับการช้อปปิ้งโดยสมบูรณ์ กวาดรายได้ในไทยทะลุ 12,000 ล้านบาทไปแล้ว

 

🟡 อัลกอริทึมเป็นสายพานให้สินค้าเดินหาเราเอง

 

จากเดิมที่ผู้บริโภคต้องค้นหาสินค้าด้วยคีย์เวิร์ดบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบดั้งเดิม แต่ TikTok ทำให้ ‘สินค้าค้นหาเรา’ และวิ่งมาเสิร์ฟตรงหน้า ผ่านฟีดวิดีโอสั้นๆ ที่แม่นยำ นำเสนอเนื้อหาที่ตรงใจและกระตุ้นการซื้ออย่างฉับพลัน

 

แต่ในขณะเดียวกันสินค้าที่ผู้บริโภคเห็นอาจไม่ใช่สินค้าที่ดีที่สุด เพราะหลายร้านค้าจ่ายค่าโฆษณาสูงเพื่อบูสต์สินค้าทำให้การแข่งขันไม่ค่อยโปร่งใส เพราะแบรนด์ให้ความสำคัญกับเงินโฆษณามากกว่าคุณภาพสินค้า

 

🟡 คนค้าขายต้องปรับเข้าออนไลน์เพื่ออยู่รอด

 

ร้านค้าปลีกและธุรกิจท้องถิ่นในต่างจังหวัดกำลังประสบปัญหายอดขายลดลงอย่างหนัก เพราะผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าออนไลน์ที่มีตัวเลือกมากกว่าและราคาถูกกว่า ธุรกิจท้องถิ่นจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากถูกบังคับให้เข้าสู่แพลตฟอร์มเหล่านี้เพื่อความอยู่รอด

 

📱ยุคที่ถ้าอยากขายดี ต้องเป็นลูกรักแพลตฟอร์ม

 

คนขายออนไลน์หลายร้านกำลัง ‘ขายดีแต่ขาดทุน’ เพราะคู่แข่งวันนี้คือแพลตฟอร์มข้ามชาติที่ขายของได้เอง เสิร์ฟสินค้าให้ลูกค้าได้เอง และ ‘เก็บค่าผ่านทาง’ ที่แพงขึ้นเรื่อยๆ กับร้านเล็กไปพร้อมกัน

 

🟡 ค่าเช่าแผงในโลกออนไลน์ที่ไม่มีเพดานราคา

 

สมัยก่อน Shopee และ Lazada ไม่ได้เก็บค่าบริการ (Service Fees) เพื่อดึงดูดคนซื้อและคนขาย ทว่าแพลตฟอร์มได้ขึ้นค่าบริการมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันขึ้นไปสูงถึง 20-25% ของยอดขาย

 

ผู้ประกอบการบางรายให้ข้อมูลว่า หากรวมค่าโฆษณาและค่าคอมมิชชันแล้ว อาจเสียค่าบริการรวมกัน 30-40% เลยทีเดียว

 

🟡 ลูกค้าซื้อของของเรา แต่ไม่ได้เป็นลูกค้าเราจริงๆ

 

คุณอาจขายได้เป็นร้อยออเดอร์ โดยไม่รู้ว่าลูกค้าชื่ออะไร เบอร์อะไร ซื้อซ้ำหรือเปล่า เพราะแพลตฟอร์มกั๊กข้อมูลผู้ซื้อไว้เป็นความลับ ผู้ขายจะไม่สามารถติดต่อหรือให้การสนับสนุนแก่ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงหมดโอกาสในการคัดลอกข้อมูลลูกค้าไปบริหารจัดการ หากย้ายไปแพลตฟอร์มอื่น

 

📱จากห้างออนไลน์ ขยายตัวสู่อุตสาหกรรมอื่น

 

แพลตฟอร์มเหล่านี้ได้เปรียบจากฐานข้อมูลลูกค้ามหาศาล ทำให้สามารถขยายตัวไปยังอุตสาหกรรมอื่นได้อย่างง่ายดาย

 

🟡 ใช้ขนส่งของแพลตฟอร์มเอง

 

Shopee และ Lazada ได้สร้างบริษัทขนส่งของตัวเอง ทำให้ผู้ขายไม่สามารถเลือกบริการขนส่งเองได้ อาจส่งผลให้คุณภาพบริการต่ำลง เนื่องจากปริมาณออเดอร์ถูกลำเลียงไปให้ผู้ให้บริการรายเดียวมากเกินไป

 

🟡 จากชอปปิ้งออนไลน์ เป็นแอปฯ เงินกู้

 

แพลตฟอร์มใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ในการเสนอสินเชื่อ/ปล่อยกู้ ให้กับผู้ขาย ร้านอาหาร และไรเดอร์ รวมถึงการให้บริการ Wallet และ Buy Now Pay Later (BNPL) ซึ่งท้าทายธุรกิจธนาคาร

 

📱การโต้กลับของรัฐ คือการใช้กฎหมายควบคุม

 

ข่าวดีคือ เราไม่ได้อยู่คนเดียวในปัญหานี้ หลายประเทศเริ่มเอาจริง เช่น อินโดนีเซียที่สั่งห้ามขายสินค้าต่างชาติต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ เพื่อกันสินค้าจีนราคาถูก แม้แต่จีนเองยังสั่งปรับ Alibaba ฐานใช้พลังผูกขาด

 

ส่วนในไทย หน่วยงานอย่าง ETDA กับ กขค. เริ่มขยับแล้ว โดยพยายามดันให้แพลตฟอร์มเปิดทางเลือกขนส่ง 3–5 เจ้า

 

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยก็ต้องไม่หยุดคิด ไม่หยุดปรับ อย่ามองแพลตฟอร์มพวกนี้แค่เป็นตลาดในประเทศ ลองใช้มันเป็นทางลัดสู่ตลาดอาเซียนดูบ้าง เพราะโอกาสของคุณอาจอยู่ที่นั่น

 

สิ่งที่ควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้:

 

🔸อย่าฝากอนาคตไว้กับแพลตฟอร์มเดียว

🔸สร้างแบรนด์ที่ลูกค้าจำได้แม้ไม่ได้เห็นโฆษณา

🔸เก็บข้อมูลลูกค้าให้ได้มากที่สุดในแบบที่คุณเป็นเจ้าของ

 

เพราะสุดท้าย เกมนี้ไม่ได้มีไว้ให้คนอ่อนแออยู่รอด แต่มีไว้ให้คนที่ ‘เข้าใจกติกา’ แล้วหาวิธีเล่นให้ชนะ แบบที่ไม่ต้องรอให้ใครมาเปลี่ยนเกมให้

The post ถอดรหัสเกมอำนาจอีคอมเมิร์ซ เมื่อแพลตฟอร์มกำหนดได้ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค และชะตาผู้ขาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เผยเคล็ดลับหมดเปลือก ธุรกิจโตไวใน Shopee แบบก้าวกระโดด เพียงมี “ระบบหลังบ้าน” ที่แข็งแกร่ง อัปเดตได้ Real Time และจัดการได้อย่างมืออาชีพ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/shopee-backend-success-secret/ Mon, 22 Sep 2025 11:00:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1120735

“Shopee” แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชื่อนี้ใครบ้างจะไม่รู้จัก […]

The post เผยเคล็ดลับหมดเปลือก ธุรกิจโตไวใน Shopee แบบก้าวกระโดด เพียงมี “ระบบหลังบ้าน” ที่แข็งแกร่ง อัปเดตได้ Real Time และจัดการได้อย่างมืออาชีพ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

“Shopee” แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชื่อนี้ใครบ้างจะไม่รู้จัก นอกจากเหล่านักช้อปที่มองหาสินค้าที่ต้องการแล้ว เหล่าพ่อค้าแม่ค้าหรือธุรกิจเล็กไปถึงระดับบิ๊กคอร์ป ก็เป็นผู้เล่นในตลาดการค้าออนไลน์เช่นเดียวกัน ในการแย่งชิงตลาดเพื่อนำเสนอสินค้าของแบรนด์บนแพลตฟอร์ม

 

แต่ความลับของเหล่าผู้ชนะในตลาดอีคอมเมิร์ซ ไม่ใช่เพียงสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ “หน้าบ้าน” เท่านั้นที่จะช่วยให้ธุรกิจก้าวกระโดด แต่มันคือ “หลังบ้าน” ที่แข็งแกร่งและมีระบบที่ช่วยจัดการข้อมูลของธุรกิจเราได้อย่างแม่นยำและไว เพื่อให้ทันกับความต้องการของลูกค้า และการเปลี่ยนแปลง รวมถึงความท้าทายของโลกธุรกิจ 

 

วันนี้ THE STANDARD จะพาไปไขความลับหลังบ้านธุรกิจกัน

 

Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซครองใจคนไทย

 

แม้ตลาดอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเต็มไปด้วยแพลตฟอร์มมากมาย แต่ “Shopee” ยังคงครองใจธุรกิจไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือและอีสานที่มากกว่า 83% ของผู้ค้า Shopee รายงานว่ามีรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มนี้

 

เจาะลึกบทบาทของ Shopee

 

การศึกษาของพบว่า Shopee ไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ แต่ยังเชื่อมโยงผู้ขายกับลูกค้านอกพื้นที่ได้มากขึ้น โดยเฉลี่ยมีการเชื่อมโยงการค้าเพิ่มขึ้นจำนวน นอกจากนี้ ผู้ค้าส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้มักเป็นผู้หญิง แม่บ้าน หรือเกษตรกรรายย่อย ที่ใช้ Shopee เป็นช่องทางสร้างรายได้เสริมหรือรายได้หลัก บริหารร้านค้าผ่านมือถือ บ่อยครั้งทำทุกอย่างเอง ตั้งแต่ถ่ายรูปสินค้า ตอบแชท จัดส่ง และตรวจสต็อก

 

ความท้าทายสำคัญของผู้ขายบน Shopee คือ “ความวุ่นวายของหลังบ้าน” เพราะระบบของ Shopee แม้จะสะดวกในด้านการเปิดร้าน แต่ระบบหลังบ้านยังรอการเติมเต็มในเรื่องของการจัดการ เมื่อธุรกิจขยายตัว ผู้ค้าเริ่มเจอกับปัญหาออเดอร์ล้นมือ สต็อกคลาดเคลื่อน หรือการจัดการข้อมูลลูกค้าที่ทำให้เสียโอกาสการขายซ้ำ

 

ERP คือระบบที่ช่วยเสริมหลังบ้านให้แข็งแกร่ง

 

ปัจจุบันก็เริ่มมีผู้เชี่ยวชาญด้าน ERP หรือ Enterprise Resource Planning มากขึ้น ERP คือระบบซอฟต์แวร์ที่คอยจัดการและเชื่อมโยงระบบขององค์กร ตั้งแต่การขาย สต็อก การผลิต ไปจนถึงบัญชีและบุคคล โดยรวมทุกอย่างไว้ในระบบเดียว ทำให้ข้อมูลเชื่อมโยงกันแบบเรียลไทม์ ลดงานซ้ำซ้อน ลดความผิดพลาด และช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้เร็วขึ้นจากข้อมูลที่ครบถ้วน

 

เจาะลึกบทบาทของ Shopee

 

หนึ่งในระบบ ERP ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในระดับโลกคือ Odoo ด้วยจุดเด่นที่ใช้งานง่าย ปรับแต่งได้ และมีฟีเจอร์ครบสำหรับ SME โดยเฉพาะ รวมถึงการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดอย่าง Shopee Connector ที่ออกแบบมาเพื่อผู้ขายออนไลน์ในเอเชียโดยเฉพาะ

 

เจาะลึกบทบาทของ Shopee

 

Shopee Connector เครื่องมือเปลี่ยนหลังบ้านให้ทรงพลังจาก Odoo

 

ในเวอร์ชันล่าสุด Odoo ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “Shopee Connector” ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมโยงร้านค้าบน Shopee เข้ากับระบบ ERP ของตนได้แบบไร้รอยต่อ โดยฟีเจอร์นี้รวมอยู่ในแพ็กเกจ Standard โดยไม่ต้องซื้อเพิ่ม ทำให้ SME ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อใช้งานระบบนี้

 

เจาะลึกบทบาทของ Shopee

 

ฟังก์ชันหลักที่โดดเด่น ได้แก่

 

  • Real-time Inventory Sync: ซิงค์ข้อมูลสต็อกสินค้าจาก Odoo ไปยัง Shopee อัตโนมัติ ช่วยลดความเสี่ยงของการขายสินค้าที่หมดสต็อก
  • Centralized Product Management: จัดการข้อมูลสินค้า เช่น รูปภาพ ราคา และคำอธิบาย ได้จากระบบเดียว ไม่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำหลายที่
  • One-Click Shipping Labels: สั่งพิมพ์ใบปะหน้าพัสดุจาก Shopee ได้ในคลิกเดียวบน Odoo ลดเวลาในการจัดส่ง

 

เจาะลึกบทบาทของ Shopee

เจาะลึกบทบาทของ Shopee

เจาะลึกบทบาทของ Shopee

 

ที่สำคัญ Shopee Connector ได้รับการออกแบบเพื่อรองรับพฤติกรรมการทำธุรกิจของ SME ในภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะ ทั้งรองรับหลายภาษา เชื่อมกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายท้องถิ่นอย่าง J&T, Kerry และยังสามารถปรับแต่งให้เหมาะกับรูปแบบธุรกิจได้เองในลักษณะ Open Source

 

สำหรับ SME ที่เริ่มขยายตัว การมีระบบ ERP ที่สามารถปรับเปลี่ยนตามการเติบโตของธุรกิจจึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่คือการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐาน” ให้ธุรกิจแข็งแรงแบบยั่งยืน

 

สต็อกแม่นยำขึ้น 90% วางแผนกลยุทธ์เสริมยอดขาย

 

เคสศึกษาที่ชัดเจนคือ หนึ่งในบริษัทจากไทยที่ใช้ Odoo MRP และ Shopee Connector เชื่อมโยงการผลิตกับการขายแบบเรียลไทม์ ทำให้ความแม่นยำของสต็อกเพิ่มขึ้นถึง 90% และลดเวลาทำงานด้านเอกสารลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

จินตนาการถึงผู้ขายออนไลน์ที่ต้องบริหารร้านค้า 3 ช่องทาง คือ Shopee เว็บไซต์ และหน้าร้าน หากไม่มีระบบ ERP เข้ามาจัดการ ย่อมเสี่ยงกับความล่าช้า ความผิดพลาด และต้นทุนซ้ำซ้อน แต่เมื่อใช้ Odoo เชื่อมทุกระบบเข้าด้วยกัน ทุกออเดอร์และสต็อกจะรวมศูนย์ไว้ในที่เดียวแบบเรียลไทม์

 

เจาะลึกบทบาทของ Shopee

 

ตัวอย่างจากผู้ใช้รายย่อยในประเทศไทยกล่าวว่า “ก่อนใช้ Odoo เราต้องล็อกอิน Shopee ทุกวันเพื่ออัปเดตสต็อก และบางครั้งลืมปรับราคาตามโปรโมชั่น ทำให้เสียยอดขายไปหลายออเดอร์ พอมาใช้ Shopee Connector ข้อมูลทั้งหมดซิงค์อัตโนมัติ ทำให้ทีมสามารถโฟกัสกับการพัฒนาสินค้าและตอบลูกค้าได้มากขึ้น”

 

การมีข้อมูล Real-time ยังเปิดโอกาสในการวิเคราะห์ยอดขาย เพื่อวางกลยุทธ์การตลาดที่แม่นยำ เช่น รู้ว่าสินค้าไหนขายดีช่วง Flash Sale หรือแคมเปญ 9.9 – 12.12 เพื่อสต็อกให้พอดีกับความต้องการจริง

 

พร้อมแล้วหรือยังที่จะก้าวข้ามคู่แข่งในตลาดอีคอมเมิร์ซ?

 

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ค้าในชนบทหรือเจ้าของแบรนด์ที่ขยายกิจการสู่หลายช่องทาง Shopee Connector คือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณจัดการธุรกิจอย่างมืออาชีพแบบไม่ต้องลงทุนสูง เริ่มต้นง่าย ๆ เพียง

 

  1. ดาวน์โหลด Shopee Connector ภายใน Odoo App
  2. เข้าไปที่เมนู Shopee เพื่อเชื่อมต่อบัญชีกับ Odoo
  3. ตั้งค่าพื้นฐานทั้งเรื่อง กำหนดคลังสินค้า (Warehouse), ประเทศ และช่องทางจัดส่ง ตั้งค่าเรื่องภาษีหรือราคาขายตามระบบบัญชีของร้าน
  4. ดึงข้อมูลสินค้าใน Shopee เข้ามา Odoo หรือ push สินค้าจาก Odoo ไปยัง Shopee เพื่อ
  5. ตั้งให้ระบบซิงค์อัตโนมัติแบบ real-time
  6. เริ่มต้นทดลองใช้งานจริง

 

สามารถดูวิดีโอการใช้งานแบบง่าย ๆ ภายใน 2 นาที

 

 

หรืออ่านคู่มือการใช้งาน https://www.odoo.com/documentation/18.0/applications/sales/sales/shopee_connector.html 

 

หากคุณเคยคิดว่า ERP มีไว้สำหรับองค์กรใหญ่ Odoo กำลังเปลี่ยนภาพนั้นให้ SME ทั่วเอเชียเข้าถึงได้จริง ด้วยระบบที่ทั้งง่าย ยืดหยุ่น และฟรีในเวอร์ชัน Standard

 

“ที่ Odoo เราเชื่อในเครื่องมือที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงได้ เพื่อให้ลูกค้าของเราเติบโตได้อย่างมั่นคง เราจึงเปิดตัว Shopee Connector แบบฟรีในเวอร์ชัน Standard เพื่อช่วยให้ SME ในเอเชียขยายขอบเขตธุรกิจของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ” กล่าวโดย Matts Fievez, Director of Odoo APAC

 

ติดตาม Odoo เพิ่มเติมได้ที่

 

อ้างอิง:

  • Sathirathai, S., & Nakavachara, V. (2021).

Connecting Locals to Locals: Market Discovery Through e-Commerce.

ในนาม “New Dimensions of Connectivity in the Asia-Pacific”

https://doi.org/10.22459/ndcap.2021.05 

 

  • Khuanmuang, S. et al. (2024).

Platform Dynamics and Regional Variations in Thailand’s Online Rice Market: A Comparative Analysis of Consumer Behavior on Shopee and Lazada.

Presented at the 2024 International Conference on Decision Aid Sciences and Applications (DASA).

https://doi.org/10.1109/DASA63652.2024.10836551

The post เผยเคล็ดลับหมดเปลือก ธุรกิจโตไวใน Shopee แบบก้าวกระโดด เพียงมี “ระบบหลังบ้าน” ที่แข็งแกร่ง อัปเดตได้ Real Time และจัดการได้อย่างมืออาชีพ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shopee 9.9 ทุบสถิติ! ทะลุล้านออเดอร์ใน 30 นาทีแรก พร้อมสร้างสถิติส่งไวสุดถึงมือลูกค้าใน 25 นาที https://thestandard.co/shopee-9-9-million-first-30-mins/ Wed, 17 Sep 2025 01:47:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1119876

Shopee เผยข้อมูลเชิงลึกจากแคมเปญ 9.9 ในวาระครบรอบปีที่ […]

The post Shopee 9.9 ทุบสถิติ! ทะลุล้านออเดอร์ใน 30 นาทีแรก พร้อมสร้างสถิติส่งไวสุดถึงมือลูกค้าใน 25 นาที appeared first on THE STANDARD.

]]>

Shopee เผยข้อมูลเชิงลึกจากแคมเปญ 9.9 ในวาระครบรอบปีที่ 10 โดยมีคำสั่งซื้อที่ทะลุ 1 ล้านออเดอร์ ภายในเวลาไม่ถึง 30 นาทีแรกของวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา

 

คงกฤช ล้อเลิศรัตนะ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจการตลาด ช้อปปี้ (ประเทศไทย) ระบุว่า เครื่องมืออย่าง Shopee Live และ Shopee Video สามารถสร้างยอดการรับชมรวมกันได้มากกว่า 300 ล้านครั้ง โดยมีร้านค้าท้องถิ่นรายหนึ่งที่สามารถสร้างยอดขายเติบโตขึ้นกว่า 29 เท่า ขณะที่ร้านค้าบน Shopee Live สามารถขายสินค้าได้มากกว่า 100,000 ชิ้น ภายในเวลาเพียง 1 นาที

 

ด้านโปรแกรม Shopee Affiliate มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือร้านค้าเครื่องประดับท้องถิ่นแห่งหนึ่งที่มียอดขายเติบโตขึ้นกว่า 800 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ
แคมเปญ 9.9 ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนของผู้ประกอบการและร้านค้าท้องถิ่น โดยพบว่าจำนวนออเดอร์ของผู้ขายกลุ่มนี้เติบโตขึ้นกว่า 9 เท่าในวันที่ 9 กันยายน และที่น่าสนใจคือมีผู้ขายรายใหม่ที่เข้าร่วมแคมเปญเป็นครั้งแรกสามารถสร้างยอดคำสั่งซื้อได้มากกว่า 42 เท่า

 

นอกจากนี้ ผู้ขายที่เข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการขายอย่าง SHOPEE XTRA มียอดขายเติบโตมากกว่าช่วงเวลาปกติถึง 6 เท่า ส่วนยอดสั่งซื้อที่ใช้โค้ดส่งฟรีและส่งไวก็เพิ่มขึ้นราว 13 เท่า

 

ในด้านพฤติกรรมผู้บริโภค พบว่ากลุ่ม Gen Z ให้ความสนใจในสินค้า 3 อันดับแรก ได้แก่ สกินแคร์ดูแลผิว, เครื่องสำอาง และอุปกรณ์ทำความสะอาด ด้านสินค้าที่ขายดี 5 อันดับบน ShopeeFood ได้แก่ ชาไทย, อเมริกาโน่, ชาเขียวนม, ตำปูปลาร้า และไก่ทอด

 

สุดท้าย ในมิติของความรวดเร็วในการจัดส่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคยุคใหม่ Shopee ได้สร้างสถิติใหม่โดยสามารถส่งมอบสินค้าถึงมือลูกค้ารายหนึ่งได้ภายในเวลาเพียง 25 นาที

The post Shopee 9.9 ทุบสถิติ! ทะลุล้านออเดอร์ใน 30 นาทีแรก พร้อมสร้างสถิติส่งไวสุดถึงมือลูกค้าใน 25 นาที appeared first on THE STANDARD.

]]>
Kantar ปล่อยงานวิจัยถอดรหัส Gen Z ช้อปออนไลน์ ‘ส่งฟรี’ ชนะ ‘ราคาถูก’ มองหา ‘ความคุ้มค่า’ ไม่ใช่ของถูกที่สุด ส่วน Shopee ครองใจ 52% https://thestandard.co/genz-shopping-insight-thailand/ Fri, 30 May 2025 09:59:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1080427 genz-shopping-insight-thailand

คันทาร์ (Kantar) ปล่อยผลสำรวจ From Watching to Buying: […]

The post Kantar ปล่อยงานวิจัยถอดรหัส Gen Z ช้อปออนไลน์ ‘ส่งฟรี’ ชนะ ‘ราคาถูก’ มองหา ‘ความคุ้มค่า’ ไม่ใช่ของถูกที่สุด ส่วน Shopee ครองใจ 52% appeared first on THE STANDARD.

]]>
genz-shopping-insight-thailand

คันทาร์ (Kantar) ปล่อยผลสำรวจ From Watching to Buying: Why Gen Z Are Embracing Content-Driven Shopping เจาะลึกพฤติกรรมช้อปออนไลน์ของ Gen Z อายุ 18-24 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีประชากรถึง 20% ของประเทศไทย ท่ามกลางตลาดอีคอมเมิร์ซที่คาดว่าจะมีมูลค่า 1.07 ล้านล้านบาทในปี 2568 และเติบโต 7% จากปีก่อน

 

อินไซด์ที่น่าสนใจคือ Gen Z ไม่ได้ตัดสินใจซื้อจาก ‘ราคา’ อย่างเดียวอีกต่อไป แต่มองหา ‘ความคุ้มค่า’ ที่จับต้องได้ โดย 3 ปัจจัยหลักที่กระตุ้นการช้อปคือ การส่งฟรี 40%, โปรโมชั่นที่น่าสนใจ 29% และส่วนลดที่คุ้มค่า 28% ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าการแข่งขันด้วย ‘ราคาถูกที่สุด’ อาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ได้ผลเสมอไป

 

ความเปลี่ยนแปลงนี้กำลังบอกเล่าเรื่องราวใหม่ของวงการอีคอมเมิร์ซ ที่ไม่ได้เป็นเพียงสนามประลองราคาอีกต่อไป แต่กลายเป็นเวทีแข่งขันด้านประสบการณ์และคุณค่าที่ลูกค้าจะได้รับ การที่ ‘ส่งฟรี’ กลายเป็นปัจจัยอันดับหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่า Gen Z ไม่มีเงิน แต่พวกเขากำลังประเมินว่าอะไรคือสิ่งที่ ‘คุ้มค่า’ กับเงินที่จ่ายไปมากที่สุด

 

ด้านพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ พบว่า Gen Z ชอบวิดีโอสั้นแนวตั้งมากที่สุด 71% ตอบโจทย์การดู ‘ไว-เข้าใจง่าย’ แบบ Mobile First แต่วิดีโอยาวก็ยังมีที่ยืน 56% โดยเฉพาะเนื้อหาแบบ Tutorial, Vlog และ Documentary ขณะที่ไลฟ์สตรีมอยู่ที่ 32% ต่ำกว่าที่คาด เผยให้เห็นว่า Gen Z ชอบคอนเทนต์แบบ On-Demand มากกว่าเรียลไทม์

 

การที่วิดีโอสั้นได้รับความนิยมสูงสุดไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เมื่อพิจารณาจากไลฟ์สไตล์ของ Gen Z ที่ต้องการความรวดเร็ว การเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายและสะดวก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ พวกเขายังคงให้เวลากับวิดีโอยาวเมื่อต้องการข้อมูลเชิงลึก

 

YouTube ครองใจ Gen Z 78% ในฐานะแพลตฟอร์มที่รองรับทั้งวิดีโอสั้นและยาว ตามด้วย TikTok, Instagram และ Facebook โดย 97% ของ Gen Z ให้ความสำคัญกับครีเอเตอร์ที่น่าเชื่อถือ และรีวิวจากผู้ใช้งานจริงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อ

 

ตัวเลข 97% ที่ให้ความสำคัญกับครีเอเตอร์ที่น่าเชื่อถือ กำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า ‘ความจริงใจ’ กลายเป็นสกุลเงินใหม่ในโลกการตลาด Gen Z ไม่ได้ต้องการแค่การรีวิวที่ดี แต่ต้องการรีวิวที่ ‘จริง’ จากคนที่มีประสบการณ์ตรง นี่คือเหตุผลที่ Micro Influencer หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน กลับมีอิทธิพลมากกว่าดาราดังในการตัดสินใจซื้อของ Gen Z

 

เมื่อดูประเภทสินค้าที่ Gen Z สนใจ พบว่าผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเองนำโด่ง 36% ตามด้วยอาหาร-เครื่องดื่ม แฟชั่นผู้หญิง ความงาม และเครื่องประดับ โดยผู้หญิง Gen Z มีพฤติกรรมจับจ่ายที่หลากหลายกว่าผู้ชาย เน้นสินค้าที่ ‘สะท้อนตัวตน’ อย่างชัดเจน ขณะที่ผู้ชายเน้นแฟชั่นผู้ชายและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

 

การที่ผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเองขึ้นมานำโด่ง บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในมุมมองของ Gen Z ที่มองว่าการดูแลตัวเองไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่เป็น ‘การลงทุน’ ในตัวเอง พวกเขาพร้อมจ่ายเพื่อสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสกินแคร์ที่ช่วยให้ผิวดูดี อาหารเสริมที่ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง หรือแฟชั่นที่บ่งบอกความเป็นตัวตน

 

อินไซด์สำคัญที่นักการตลาดต้องรู้คือ Shopee กลายเป็นแพลตฟอร์มที่ Gen Z ใช้ทั้งในการ ‘ค้นหาไอเดีย’ และ ‘ตัดสินใจซื้อ’ มากที่สุด ครองส่วนแบ่ง 52% ด้วยจุดแข็งด้าน UX/UI ที่ใช้งานง่าย โปรโมชั่นที่ดึงดูด และประสบการณ์ขนส่งที่น่าเชื่อถือ รองลงมาคือ Lazada 22%, TikTok Shop 16% และ Facebook 8%

 

การที่ Shopee ครองใจ Gen Z ได้มากขนาดนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มาจากการทำความเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การออกแบบ Interface ที่เข้าใจง่าย ไปจนถึงการสร้าง ‘Gamification’ ผ่านเกมต่างๆ ที่ทำให้การช้อปไม่ใช่แค่การซื้อของ แต่กลายเป็นความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง

 

ที่น่าสังเกตคือ TikTok Shop แม้จะมีส่วนแบ่งเพียง 16% แต่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยจุดแข็งในการผสมผสานคอนเทนต์กับการขายได้อย่างลงตัว การที่ผู้ใช้สามารถดูวิดีโอและซื้อสินค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องออกจากแอป กำลังสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการแบบ ‘See Now, Buy Now’ ของ Gen Z

 

การที่ Gen Z เปิดรับสื่อวิดีโอทั้งสั้นและยาวสลับกันไป และให้ความสำคัญกับความเชื่อถือมากกว่าราคา กำลังบอกนักการตลาดว่า กลยุทธ์ ‘Multi-Format Content’ ที่ผสมผสานระหว่างวิดีโอสั้นดึงดูดความสนใจ นำไปสู่คอนเทนต์ยาวที่ให้ข้อมูลเชิงลึก กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่

 

นักการตลาดจึงควรคิดแบบ ‘Content Ecosystem’ มากกว่าการทำคอนเทนต์แบบแยกส่วน เริ่มจากวิดีโอสั้นที่สร้างความสนใจ ต่อด้วยวิดีโอกลางที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติม และปิดท้ายด้วยวิดีโอยาวที่ให้รายละเอียดครบถ้วน การสร้าง ‘Content Journey’ แบบนี้จะช่วยให้แบรนด์สามารถดักจับ Gen Z ได้ในทุกระดับความสนใจ

 

สิ่งที่แบรนด์หลายแห่งอาจมองข้ามคือ Gen Z ไม่ได้แค่ ‘ดู’ คอนเทนต์ แต่พวกเขา ‘มีส่วนร่วม’ กับคอนเทนต์ การเปิดโอกาสให้พวกเขาแสดงความคิดเห็น แชร์ประสบการณ์ หรือแม้แต่ร่วมสร้างคอนเทนต์ จะทำให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ ไม่ใช่แค่ผู้บริโภคเท่านั้น

 

จากตัวเลขทั้งหมดที่คันทาร์เปิดเผย กำลังวาดภาพชัดเจนว่า Gen Z ไม่ใช่กลุ่มที่ตามหา ‘ของถูก’ แต่กำลังมองหา ‘ประสบการณ์ที่คุ้ม’ และเมื่อแบรนด์ไหนเข้าใจจุดนี้ พร้อมส่งมอบคอนเทนต์ที่ถูกใจ วางสินค้าให้ถูกจุด บวกกับประสบการณ์ช้อปที่ลื่นไหล แบรนด์นั้นก็จะกลายเป็นตัวเลือกแรกในใจ Gen Z ได้ไม่ยาก

 

ในท้ายที่สุด สิ่งที่งานวิจัยนี้กำลังบอกคือ Gen Z ไม่ใช่กลุ่มที่ยากจะเข้าใจอย่างที่หลายคนคิด พวกเขาแค่ต้องการความจริงใจ ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่ดี แบรนด์ที่เข้าใจสามสิ่งนี้และส่งมอบได้อย่างสม่ำเสมอ ก็จะเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจ Gen Z ได้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าตลาดจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม

The post Kantar ปล่อยงานวิจัยถอดรหัส Gen Z ช้อปออนไลน์ ‘ส่งฟรี’ ชนะ ‘ราคาถูก’ มองหา ‘ความคุ้มค่า’ ไม่ใช่ของถูกที่สุด ส่วน Shopee ครองใจ 52% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวจีนไม่นิยมช้อปออนไลน์แล้ว? ทำอีคอมเมิร์ซเร่งขยายไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ Temu เจออุปสรรคเข้าอินโดนีเซียไม่ได้ รัฐบาลอ้างต้องคุมสินค้าราคาถูก https://thestandard.co/ecommerce-growth-in-southeast-asia/ Wed, 20 Nov 2024 09:36:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1010801

ชาวจีนไม่นิยมช้อปออนไลน์แล้ว ทำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญช […]

The post ชาวจีนไม่นิยมช้อปออนไลน์แล้ว? ทำอีคอมเมิร์ซเร่งขยายไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ Temu เจออุปสรรคเข้าอินโดนีเซียไม่ได้ รัฐบาลอ้างต้องคุมสินค้าราคาถูก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ชาวจีนไม่นิยมช้อปออนไลน์แล้ว ทำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติจีนบุกโฟกัสตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขยายแคมเปญ Singles’ Day กระหน่ำลดราคาดึงลูกค้า แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายของ Temu ที่พยายามเจาะอินโดนีเซียหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ รัฐบาลชี้ ต้องคุมการนำเข้าสินค้าราคาถูกและปกป้องผู้ประกอบการรายเล็ก

 

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นิยมสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซเป็นอย่างมาก เพราะด้วยจำนวนประชากรที่มีอายุน้อยและมีการเข้าถึงโลกโซเชียลเพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดมีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็วที่สุดในโลก 

 

สอดคล้องกับรายงานจาก Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่า ในปีที่ผ่านมาตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมูลค่าการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม (GMV) รวมสูงถึง 1.39 แสนล้านดอลลาร์ จึงทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นสนามแข่งขัน สำคัญของยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซ ทั้ง Shopee, TikTok Shop, Lazada และ Temu 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

แม้ว่าจะไม่มีแพลตฟอร์มจากค่ายไหนเปิดเผยตัวเลข GMV (มูลค่ารวมของสินค้าที่ขายผ่านแพลตฟอร์ม) หรือในช่วงเทศกาลลดราคาโดยตรง แต่ก็เห็นการขยายตัวอย่างชัดเจน 

 

สำหรับในปีนี้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่สัญชาติจีนอย่าง Alibaba และ JD.com มีการขยายแคมเปญ Singles’ Day ซึ่งเป็นเทศกาลลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ ไปยังประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

 

จริงๆ แล้ว Double 11 เป็นเทศกาลช้อปปิ้งออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยจัดขึ้นทุกวันที่ 11 พฤศจิกายนของทุกปี มีจุดเริ่มต้นมาจาก Taobao ของ Alibaba ที่เริ่มต้นจัดงานนี้ในประเทศจีนเมื่อ 15 ปีก่อน ในช่วงแรกเริ่มก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างดี แต่ปัจจุบันความนิยมในจีนเริ่มลดลง ไม่นิยมสั่งซื้อสินค้าในช่วงแคมเปญเหมือนหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากต้องเผชิญกับเศรษฐกิจชะลอตัว ต้องระมัดระวังการใช้จ่าย รวมถึงรัฐบาลมีการควบคุมสงครามราคาอีกด้วย 

 

หากสังเกตจะเห็นว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่ไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขการขายมา 2 ปีแล้ว และปีนี้ Tmall แพลตฟอร์มในเครือ Alibaba ก็ไม่ได้จัดงานอีเวนต์เหมือนหลายปีที่ก่อนที่เคยมีการแสดงจากนักร้องชื่อดัง เช่น Taylor Swift และ Scarlett Johansson

 

สะท้อนให้เห็นว่าตลาดในจีนเริ่มอิ่มตัวแล้ว แพลตฟอร์มของจีนจึงเปลี่ยนโฟกัส ขยายไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้ประโยชน์จากการมีห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ เพื่อลดราคาสู้กับคู่แข่งในตลาดอื่นๆ แต่แพลตฟอร์มเหล่านี้ยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรม ตลาด การกำกับดูแล และนโยบายการคุ้มครองตลาดในแต่ละประเทศ

 

เหมือนกับที่ Temu และ SHEIN กำลังเผชิญกับการตรวจสอบในประเทศเวียดนาม ซึ่งรัฐบาลได้เตือนผู้บริโภคเกี่ยวกับการซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มที่ไม่ได้จดทะเบียน และ Temu ยังพยายามจะเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะรัฐบาลอ้างว่าจำเป็นต้องควบคุมการนำเข้าสินค้าราคาถูก เพื่อปกป้องผู้ประกอบการรายเล็กในประเทศ 

 

เมื่อมาดูความคึกคักของตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย หากสังเกตจะเห็นว่าถนนในกรุงเทพฯ ย่านที่มีคนพลุกพล่านจะเห็น TikTok Shop แสดงแคมเปญ Double 11 บนจอ LED ขนาดใหญ่ ชวนให้ไปช้อปปิ้ง และมีการยิงโฆษณาบนแอปพลิเคชันเรียกรถอย่าง Grab ไม่เว้นแม้แต่ Lazada ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Alibaba Group ก็สร้างกระแสโปรโมชันอย่างหนักหน่วง รวมถึงแพลตฟอร์ม X ก็เต็มไปด้วยโฆษณาที่เสนอส่วนลดอย่างต่อเนื่อง 

 

ณัฐพงศ์ คู่เมือง ชาวกรุงเทพฯ วัย 28 ปี กล่าวว่า ตัวเขาซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมูลค่า 3,600 บาทบนแพลตฟอร์ม Shopee และใช้โปรโมชันส่วนลดไป ทำให้ประหยัดได้ประมาณ 20% โดยส่วนลดในช่วง Double 11 จะคุ้มกว่าแคมเปญอื่นๆ

 

รวมถึงตลาดมาเลเซียมีผู้คนมากกว่า 5 ล้านคนเข้าร่วมรับชมงาน 11.11 Mega LIVE Showdown ที่จัดขึ้นโดย TikTok Shop เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา งานนี้สร้างคำสั่งซื้อผ่านไลฟ์สตรีมประมาณ 80,000 รายการ ขณะเดียวกัน Shopee Live ในมาเลเซียก็ทำยอดขายสินค้ากว่า 2.5 ล้านชิ้นในช่วง 2 ชั่วโมงแรกของวันที่ 11 พฤศจิกายน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าจากยอดขายในช่วงปกติ

 

ด้าน Lazada อธิบายถึงเทศกาล Singles’ Day ของปีนี้ว่า เป็นโอกาสทางธุรกิจของแพลตฟอร์ม และเน้นนำแบรนด์สินค้าที่มียอดเติบโตมาเพิ่มโปรโมชัน ให้ส่วนลด เมื่อมียอดใช้จ่ายถึงเกณฑ์ที่กำหนดและจัดส่งฟรีเพื่อดึงดูดนักช้อป โดยปีนี้ Lazada ยังรายงานด้วยว่าบรรลุเป้าหมายการทำกำไรเป็นครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม โดยวัดจากกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย 

 

พร้อมกันนี้เมื่อตลาดอีคอมเมิร์ซขยายตัวเติบโตอย่างรวดเร็ว ก็สร้างอานิสงส์ให้บริษัทขนส่งสินค้าด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 1-11 พฤศจิกายน J&T Express ซึ่งเป็นบริษัทจัดส่งพัสดุที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในแง่ของปริมาณการจัดส่งนั้นได้จัดการพัสดุมากกว่า 15 ล้านชิ้นต่อวัน เพิ่มขึ้นถึง 73% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น J&T Express จึงขยายพื้นที่คัดแยกพัสดุเพิ่มขึ้นประมาณ 19,000 ตารางเมตร และติดตั้งระบบอัตโนมัติเพิ่มอีกกว่า 13 ระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ควบคู่กับการเพิ่มยานพาหนะขนส่งกว่า 900 คัน และจ้างพนักงานมากกว่า 3,800 คน เพื่อเสริมความสามารถในการคัดแยก การจัดส่ง และการบริการลูกค้าให้ได้อย่างครอบคลุม

 

“สุดท้ายตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับมาฟื้นตัวแล้ว และเข้าสู่ช่วงการเติบโตที่มั่นคงแล้วหลังผ่านพ้นช่วงวิกฤตโควิดมา” Li Jianggan ผู้ก่อตั้ง Momentum Works กล่าว

 

ภาพ: yanishevska / shutterstock

อ้างอิง:

The post ชาวจีนไม่นิยมช้อปออนไลน์แล้ว? ทำอีคอมเมิร์ซเร่งขยายไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ Temu เจออุปสรรคเข้าอินโดนีเซียไม่ได้ รัฐบาลอ้างต้องคุมสินค้าราคาถูก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากยุคทองสู่ยุคที่มืดมน! Shopee และ Tokopedia ขึ้นค่าธรรมเนียมร้านค้าในอินโดนีเซีย สูงสุด 10% หวังเพิ่มกำไร-ฝ่าสมรภูมิแข่งเดือด https://thestandard.co/shopee-tokopedia-indo-10-percent/ Thu, 26 Sep 2024 06:14:27 +0000 https://thestandard.co/?p=988281

Nikkei Asia รายงานว่า ในช่วงยุคทองของแพลตฟอร์ม e-Commer […]

The post จากยุคทองสู่ยุคที่มืดมน! Shopee และ Tokopedia ขึ้นค่าธรรมเนียมร้านค้าในอินโดนีเซีย สูงสุด 10% หวังเพิ่มกำไร-ฝ่าสมรภูมิแข่งเดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>

Nikkei Asia รายงานว่า ในช่วงยุคทองของแพลตฟอร์ม e-Commerce ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าหลายๆ แพลตฟอร์มพยายามกำหนดค่าธรรมเนียมที่ต่ำเพื่อดึงร้านค้าเข้ามา แต่วันนี้สภาพตลาดเปลี่ยนไปและมีผู้เล่นหน้าใหม่กระโดดเข้ามา ทำให้การแข่งขันยิ่งทวีคูณมากขึ้น

 

กระทั่งล่าสุด Shopee และ Tokopedia ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมร้านค้าในอินโดนีเซียสูงสุดถึง 10% ของราคาขาย ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าหรือประเภทผู้ขาย จากเดิมที่เคยเก็บสูงสุดเพียง 6.5% แต่ในเดือนเดียวกัน Shopee เพิ่มค่าคอมมิชชันให้แก่ผู้ขายบางรายในอินโดนีเซียเช่นกัน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการปรับกลยุทธ์เพื่อให้ธุรกิจทำรายได้และกำไรได้มากขึ้น และเป็นอีกหนึ่งในการปรับตัวรับมือกับแรงกดดันหลังจากโควิดคลี่คลายและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ จากเดิมที่เคยซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ก็กลับไปซื้อสินค้าจากหน้าร้านเพิ่มขึ้น ทำให้การเติบโตของยอดขายชะลอตัวลง

 

โดย Shopee และ Tokopedia ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัดสินใจปรับขึ้นค่าธรรมเนียมดังกล่าว แต่ Kai Wang นักวิเคราะห์หุ้นอาวุโสจาก Morningstar กล่าวว่า หลังจากกำไรสุทธิของทั้ง 2 แพลตฟอร์มลดลง การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมจึงเป็นทางเลือกที่ต้องทำเพื่อเพิ่มผลกำไร แม้ร้านค้าจะไม่พอใจก็ตาม

 

ทั้งนี้ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แพลตฟอร์มคู่แข่งหลายค่ายทั้ง Lazada และ TikTok ปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมกันไปแล้ว แต่สิ่งที่หลายค่ายยังทำอยู่คือการขึ้น ค่าคอมมิชชัน โดยในเดือนกรกฎาคมปีนี้ Shopee ก็ปรับขึ้นค่าคอมมิชชันในมาเลเซียไปแล้ว

 

เมื่อไม่นานมานี้ Shopee ร่วมกับ YouTube เปิดตัวบริการช้อปปิ้งออนไลน์ในอินโดนีเซีย ซึ่งผู้ใช้สามารถซื้อสินค้าที่เห็นในเว็บไซต์สตรีมมิงผ่านลิงก์ของ Shopee โดยทั้งสองบริษัทยังมีแผนที่จะขยายความร่วมมือนี้ไปยังตลาดในประเทศอื่นๆ เช่น ไทยและเวียดนาม

 

ฝั่งบรรดานักวิเคราะห์คาดว่า แม้ว่าจะมีผู้ค้าบางรายไม่พอใจ แต่ค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอย่างมีนัยสำคัญ

 

ฟังเสียงสะท้อนจากร้านค้าบนแพลตฟอร์มในสิงคโปร์ เป็นชายวัย 35 ปีที่ขายเสื้อผ้าบน TikTok Shop แสดงความเห็นว่า ตนจะยังคงขายบนแพลตฟอร์มต่อไป เนื่องจากการสร้างช่องทางขายของตนเองอาจจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าและเสียเวลามากกว่าในการทำการตลาดและการจัดส่งสินค้า ดังนั้นต้องยอมจ่ายเพิ่มหากต้องการเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

 

ขณะที่ร้านค้าบางรายหันไปเปิดช่องทางขายเป็นของตัวเอง เจ้าของร้านค้าบนแพลตฟอร์มชาวมาเลเซียระบุว่า เขาขายสินค้าบน Shopee และ Lazada มานาน 2 ปี และขายบน TikTok Shop 1 ปี เมื่อ 3 เดือนก่อนเขาตัดสินใจปิดร้านค้าออนไลน์ทั้งหมด เนื่องจากค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นและกรอบเวลาการจัดส่งที่เข้มงวดมากขึ้น ทำให้ต้นสูงขึ้นและกำไรลดลงจนไม่สามารถแบกรับได้ไหว

 

Jianggan Li ซีอีโอของบริษัทที่ปรึกษา Momentum Works ในสิงคโปร์ กล่าวว่า ในระยะสั้นไม่ได้มองว่าการขึ้นค่าคอมมิชชันจะส่งผลกระทบต่อการทำธุรกรรมหรือจำนวนผู้ค้าที่มีอยู่บนแพลตฟอร์ม

 

ตั้งแต่ช่วงปี 2010 แพลตฟอร์มอย่าง Tokopedia, Lazada และ Shopee แข่งขันกันด้วยการเสนอส่วนลด โปรโมชัน และค่าคอมมิชชันที่ต่ำ เพื่อดึงดูดความสนใจจนทำให้มีร้านค้าเข้ามาจำนวนมาก

 

แต่หลังจากโควิดคลี่คลายบวกกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น สิ่งเหล่านี้บังคับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต้องลดการใช้จ่ายและลดจำนวนพนักงานอย่างรวดเร็ว เพื่อปรับปรุงผลกำไร เนื่องจากนักลงทุนเริ่มหลีกเลี่ยงบริษัทเทคโนโลยีที่ยังขาดทุน

 

แต่การแข่งขันกลับทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2021 เมื่อ TikTok ได้เปิดตัวบริการ e-Commerce ของตัวเองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้ฟังก์ชันการไลฟ์ที่ได้รับความนิยมและเพิ่มฐานลูกค้าขนาดใหญ่ พร้อมเสนอค่าคอมมิชชันที่ต่ำกว่า ทำให้ TikTok เติบโตอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในสินค้าหมวดความงามและแฟชั่น

 

สิ่งนี้ทำให้ Shopee ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคต้องเปิดเกมรุกด้วยการลงทุนเพิ่มฟังก์ชันการไลฟ์ที่คล้ายกันเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด รวมไปถึง Tokopedia ที่ต้องเผชิญความยากลำบากในการตามให้ทันเทรนด์การแข่งขันจนในที่สุดก็ประกาศขายหุ้น 75% ให้กับ TikTok เมื่อเดือนธันวาคมปี 2023 โดยการซื้อกิจการจะแล้วเสร็จในปีนี้

 

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูล Momentum Works ในปี 2023 Shopee ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำด้วยส่วนแบ่งตลาด 48% เมื่อพิจารณาจากปริมาณการค้า สินค้ารวมในภูมิภาค ตามมาด้วย Lazada ที่มีส่วนแบ่ง 16.4% ขณะที่ TikTok และ Tokopedia มีส่วนแบ่งเท่ากันที่ 14.2%

 

อ้างอิง:

The post จากยุคทองสู่ยุคที่มืดมน! Shopee และ Tokopedia ขึ้นค่าธรรมเนียมร้านค้าในอินโดนีเซีย สูงสุด 10% หวังเพิ่มกำไร-ฝ่าสมรภูมิแข่งเดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Affiliate Marketing มาแรงจน YouTube ประกาศศึก TikTok Shop! จับมือ Shopee เปิดตัว YouTube Shopping ในไทย เร็วๆ นี้ https://thestandard.co/affiliate-marketing-youtube-shopping/ Wed, 25 Sep 2024 03:56:58 +0000 https://thestandard.co/?p=987689 Affiliate Marketing

Affiliate Marketing กลายเป็นสิ่งที่หอมเย้ายวนจนแม้แต่แพ […]

The post Affiliate Marketing มาแรงจน YouTube ประกาศศึก TikTok Shop! จับมือ Shopee เปิดตัว YouTube Shopping ในไทย เร็วๆ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Affiliate Marketing

Affiliate Marketing กลายเป็นสิ่งที่หอมเย้ายวนจนแม้แต่แพลตฟอร์มวิดีโอยักษ์ใหญ่ของโลกยังทนไม่ไหว ประกาศจับมือกับอีคอมเมิร์ซชื่อดังอย่าง Shopee เดินหน้าขยายการให้บริการ YouTube Shopping ในไทย โดยยังไม่ระบุจะเปิดเมื่อไร แต่บอกว่า ‘เร็วๆ นี้’ เท่านั้น

 

YouTube ขยายความในระหว่างแถลงผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่ง THE STANDARD WEALTH ได้เข้าร่วมว่า Affiliate ที่จะเข้ามาช่วยครีเอเตอร์สร้างรายได้อีกช่องทางผ่านการแสดงสินค้าที่สามารถให้ผู้ชมกดสั่งซื้อได้ระหว่างรับชม โดยครีเอเตอร์จะได้ค่าคอมมิชชันเป็นผลตอบแทน

 

ก่อนหน้านี้ Reuters รายงานว่า YouTube และ Shopee ประกาศเปิดตัวบริการช้อปปิ้งออนไลน์ในอินโดนีเซีย ภายใต้ความร่วมมือ YouTube Shopping ซึ่ง Ajay Vidyasagar ผู้อำนวยการ YouTube ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า พลังและความเร็วของการช้อปปิ้งออนไลน์ในอินโดนีเซียเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เลือกเปิดตัวบริการนี้ในอินโดนีเซียก่อน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

นอกจากนี้บริการดังกล่าวยังมีแผนขยายไปยังเวียดนามด้วย แต่ยังไม่ได้เปิดเผยช่วงเวลาที่แน่นอนเช่นกัน ปัจจุบัน YouTube Shopping เปิดให้บริการแล้วในเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกา

 

Reuters ชี้ว่า การเปิดตัว YouTube Shopping ถือเป็นการประกาศศึกกับ TikTok Shop ของ ByteDance ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ TikTok เข้าควบคุม Tokopedia แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย

 

TikTok Shop มีมูลค่าการซื้อขายรวม (GMV) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูงถึง 1.63 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2023 เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าจากปีก่อนหน้า ทำให้กลายเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาครองจาก Shopee

 

Affiliate Marketing เทรนด์มาแรงในไทย

 

ในประเทศไทย ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด หรือ MI GROUP ได้แสดงความเห็นเอาไว้ว่า จากใช้เพื่อสร้างแบรนด์ ต่อไปเทรนด์การใช้อินฟลูเอ็นเซอร์จะขยับไปเป็น Affiliate Marketing มากขึ้น

 

“เหตุผลที่เป็นอย่างนั้นเพราะบางคนขายได้เป็นล้านบาทในหนึ่งวัน ทำให้แบรนด์เห็นยอดขายได้ทันที” ภวัตระบุ พร้อมขยายความว่า การใช้ Affiliate Marketing กับอินฟลูเอ็นเซอร์นั้นขึ้นอยู่กับว่าจะตกลงกันอย่างไร ซึ่งมีทั้งการแบ่งเป็นค่าคอมมิชชันในสัดส่วน 5-15% หรือแบ่งตามจำนวนชิ้นที่ขายได้ตั้งแต่หลักหน่วยไปจนถึงหลักหมื่นที่ยังมีสำหรับสินค้าที่มีราคาแพงมากๆ

 

ด้านข้อมูลจาก Lazada ระบุถึงอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซไทยว่ามีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 ไทยเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อจากอินโดนีเซีย ด้วยอัตราการเติบโต 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค โดยมีมูลค่า 9.8 แสนล้านบาท

 

Lazada ยังประเมินถึงอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซไทย ซึ่งคาดว่าในอีก 2 ปีข้างหน้าจะเห็นตัวเลขการเติบโตเป็นดับเบิลดิจิตอยู่ เพราะผู้บริโภคในไทยเข้าถึงเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตได้ครอบคลุมมากกว่าประเทศอื่น ทำให้มีการใช้บริการอีคอมเมิร์ซค่อนข้างมาก

 

สร้างแคปชันพากย์เสียงแบบเรียลไทม์กำลังจะมา แต่ยังไม่มีไทย

 

ขณะเดียวกัน การแถลงข่าวของ YouTube เมื่อเช้าวานนี้ (24 กันยายน) ยังได้ประกาศการอัปเดตแพลตฟอร์มจากงาน Made On ว่ากำลังมีฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่จะเปิดให้เหล่าครีเอเตอร์ได้หยิบไปใช้สร้างสรรค์คอนเทนต์ให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น

 

ซึ่งหนึ่งในไฮไลต์ของงานคือการนำโมเดล ‘แปลงข้อความเป็นวิดีโอ’ (Text to Video) จาก Google DeepMind เข้ามาให้ครีเอเตอร์ที่ทำคลิปสั้น (Shorts) สามารถนำไปสร้างวิดีโอพื้นหลังหรือสร้างวิดีโอความยาว 6 วินาที เพื่อใช้ประกอบคอนเทนต์ของตนเองได้ ฟีเจอร์นี้มีชื่อว่า ‘Veo’ โดย YouTube ประกาศว่าฟีเจอร์ดังกล่าวจะติดกำกับว่าเป็นคอนเทนต์ที่ AI สร้างขึ้น ซึ่งจะเปิดให้ใช้งานช่วงประมาณปลายปีนี้

 

ในขณะเดียวกัน YouTube ยังได้นำ AI เข้ามาเป็นเพื่อนคู่คิดบน YouTube Studio ในแท็บใหม่ที่บริษัทเรียกว่า Inspiration ซึ่งครีเอเตอร์สามารถพูดคุยและระดมสมองกับ AI เพื่อเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นความจริง ทั้งการคิดชื่อปก ภาพ Thumbnail ไปจนถึงโครงร่างเนื้อหาในคอนเทนต์

 

Community Hubs เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่มี AI เข้ามาช่วยครีเอเตอร์จัดการความสัมพันธ์กับกลุ่มคนดูของตัวเองด้วยการแนะนำวิธีโต้ตอบกับฐานคนดู ช่วยให้การบริหารเวลามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

การสร้างแคปชันพากย์เสียงในภาษาต่างประเทศแบบเรียลไทม์หรือว่า Auto Dubbing เป็นสิ่งที่ YouTube กำลังขยายขอบเขตการให้บริการไปสู่ภาษาสเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส และอิตาเลียน

 

อย่างไรก็ตาม การเปิดให้บริการ Auto Dubbing ในภาษานอกเหนือจากที่กล่าวมายังอยู่ระหว่างการพัฒนา และยังไม่มีการประกาศออกมาจาก YouTube อย่างชัดเจนว่าภาษาอื่นรวมถึงไทยจะออกมาให้ครีเอเตอร์ใช้กันได้เมื่อไร

 

ภาพ: Dave Kotinsky / Getty Images

อ้างอิง:

The post Affiliate Marketing มาแรงจน YouTube ประกาศศึก TikTok Shop! จับมือ Shopee เปิดตัว YouTube Shopping ในไทย เร็วๆ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shopee 9.9 ทุบสถิติ! คนไทยช้อปทะลุ ‘พันล้าน’ ใน 18 นาที บ้านสำเร็จรูปราคา 3 แสน สินค้าราคาแพงสุดที่ขายได้บน Shopee Video https://thestandard.co/shopee-9-9-record-breaking-sales/ Wed, 11 Sep 2024 08:12:25 +0000 https://thestandard.co/?p=982297 Shopee 9.9

ถึงแคมเปญ Double Day จะมาทุกเดือน รวมถึงสารพัดโปรโมชันท […]

The post Shopee 9.9 ทุบสถิติ! คนไทยช้อปทะลุ ‘พันล้าน’ ใน 18 นาที บ้านสำเร็จรูปราคา 3 แสน สินค้าราคาแพงสุดที่ขายได้บน Shopee Video appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shopee 9.9

ถึงแคมเปญ Double Day จะมาทุกเดือน รวมถึงสารพัดโปรโมชันที่ออกมาดึงเงินในกระเป๋าคนไทยในวันที่เศรษฐกิจผันผวน แต่ทุกครั้งก็เกิดสถิติใหม่เรื่อยๆ อย่าง 9.9 ของ Shopee ที่ออกมาเผยว่าคนไทยซื้อสินค้าแตะ ‘พันล้านบาท’ ในเวลาเพียง 18 นาทีเท่านั้น

 

“Shopee Live, Shopee Video และ Shopee Affiliate Program คือเครื่องมือในแคมเปญ 9.9 ที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย และครีเอเตอร์” การัน อำบานี ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ ช้อปปี้ (ประเทศไทย) กล่าว

 

โดยสถิติระบุว่า วันที่ 9 เดือน 9 ที่ผ่านมา Shopee Live ทำให้ร้านค้าสร้างยอดขายโตกว่า 8 เท่า และร้านค้าท้องถิ่นรายหนึ่งสามารถสร้างยอดขายโตกว่า 23 เท่า โดยสกินแคร์ อุปกรณ์ทำอาหาร และอาหารสัตว์เลี้ยง คือสินค้าขายดีบน Shopee Live ในแคมเปญ 9.9

 

ส่วน Shopee Video ร้านค้าและแบรนด์สามารถสร้างยอดขายทะลุกว่า 22 เท่า ในแคมเปญ 9.9 ที่ผ่านมา โดยร้านสินค้าอุปโภคบริโภคร้านหนึ่งสามารถสร้างยอดออร์เดอร์ทะยานไปกว่า 80 เท่า บน Shopee Video เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ และพบว่าสินค้าที่มีราคาแพงที่สุดที่ซื้อบน Shopee Video คือบ้านสำเร็จรูปที่มีราคาสูงถึงกว่า 3 แสนบาท

 

สุดท้าย Shopee Affiliate Program สร้างยอดขายให้กับแบรนด์บน Shopee Mall เติบโตมากกว่า 5.5 เท่า และพบว่าหนึ่งในร้านสกินแคร์ท้องถิ่นสามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่า 142 เท่า ในช่วงแคมเปญ 9.9 และเครื่องใช้ภายในบ้าน เสื้อผ้าแฟชั่นผู้หญิง และความงามและของใช้ส่วนตัว เป็น 3 หมวดหมู่สินค้าฮิตที่ครีเอเตอร์ตัวยงเลือกโปรโมตผ่าน Shopee Affiliate Program

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ปัจจุบันตลาดอีคอมเมิร์ซไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จาก 6.34 แสนล้านบาท ในปี 2566 เป็น 6.94 แสนล้านบาท ในปี 2567 เติบโตเฉลี่ยปีละ 6% และคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 7.5 แสนล้านบาท ในปี 2568

 

ขณะที่ Tellscore แพลตฟอร์มด้านอินฟลูเอ็นเซอร์ของไทยเผยว่า ในประเทศไทยคาดว่ามีคอนเทนต์ครีเอเตอร์มากถึง 9 ล้านคน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ Nano, Macro และ Mega Creator ทั้งที่เป็น Full-Time และ Part-time ซึ่งคาดว่าตลาดครีเอเตอร์นั้นมีมูลค่ากว่า 4.5 หมื่นล้านบาท โดยมูลค่าดังกล่าวนั้นเป็นคนละส่วนกับตลาดโฆษณาดิจิทัล

The post Shopee 9.9 ทุบสถิติ! คนไทยช้อปทะลุ ‘พันล้าน’ ใน 18 นาที บ้านสำเร็จรูปราคา 3 แสน สินค้าราคาแพงสุดที่ขายได้บน Shopee Video appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยสร้างไทยชี้ ต่างชาติยึดตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยเบ็ดเสร็จ ทำลายอำนาจการแข่งขันในประเทศ https://thestandard.co/thai-sang-thai-on-e-commerce/ Sun, 19 May 2024 12:03:31 +0000 https://thestandard.co/?p=935480 ไทยสร้างไทย พูดถึง ตลาดอีคอมเมิร์ซ

วันนี้ (19 พฤษภาคม) นพดล มังกรชัย รองหัวหน้าพรรคไทยสร้า […]

The post ไทยสร้างไทยชี้ ต่างชาติยึดตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยเบ็ดเสร็จ ทำลายอำนาจการแข่งขันในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยสร้างไทย พูดถึง ตลาดอีคอมเมิร์ซ

วันนี้ (19 พฤษภาคม) นพดล มังกรชัย รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดอีคอมเมิร์ซในไทย กลายเป็นหนึ่งในช่องทางการค้าขายสินค้าที่สำคัญของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ในปัจจุบัน เพราะซื้อง่ายขายคล่อง และยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็ต้องยอมรับความเจ็บปวด เพราะแลกมาด้วยการที่ผู้ค้าผู้ขายต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการขาย (Sales Transaction Fee) ที่ยักษ์ใหญ่แพลตฟอร์มเจ้าตลาดเป็นผู้กำหนดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ยักษ์ใหญ่แพลตฟอร์มข้ามชาติที่เป็นเจ้าตลาดอีคอมเมิร์ซ และตอนนี้เข้ามายึดตลาดบ้านเราไปอย่างเบ็ดเสร็จแล้วที่พวกเรารู้จักคุ้นเคยกันดี ได้แก่ Lazada, Shopee, TikTok ซึ่งในระยะแรกๆ ที่เข้ามาในเมืองไทย ดูเหมือนจะทำตัวสงบเสงี่ยมไม่วางก้ามมากนัก ที่ผ่านมาเป็นการทำการตลาดด้วยการแข่งขันในสงครามราคาเพื่อสร้างฐานผู้ใช้ โดยในช่วงแรกออกค่าธรรมเนียมให้ผู้ขาย เพื่อดึงดูดให้คนมาขายสินค้าบนแพลตฟอร์ม ส่งผลให้ประสบภาวะขาดทุนเป็นหมื่นล้านบาทหลายปีติดต่อกัน จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่มีฐานผู้ใช้มากขึ้น มีอำนาจต่อรองกับคนขายก็เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในส่วนต่าง เช่น ค่าธรรมเนียมการขาย ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ค่าธรรมเนียมการจัดส่ง รวมแล้วพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องเสียค่าธรรมเนียมราว 15.85% ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%

 

จากข้อมูลรายงาน E-commerce in Southeast Asia 2023 ระบุว่า มูลค่าการซื้อขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในไทย ปี 2565 อยู่ที่ 1.44 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.27 แสนล้านบาท)  ซึ่งเมื่อเจาะรายละเอียดไปที่ส่วนแบ่งตลาดของแต่ละแพลตฟอร์มจะพบว่า Shopee มีส่วนแบ่งมากสุดที่ 56% ตามด้วย Lazada 40% และ TikTok 4% ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ภาพตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยเป็นการแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการจากต่างประเทศอย่างแท้จริง

 

ถามว่าแพลตฟอร์มข้ามชาติเหล่านั้นยอมขาดทุนอย่างมหาศาลเพื่อแลกกับอะไร นพดลชี้ว่า เพื่อแลกกับการเข้าสู่ตลาดในประเทศ เพื่อทำลายอำนาจการแข่งขันของผู้ประกอบการภายในประเทศ และที่สำคัญคือเพื่อแลกกับการเข้าสู่ข้อมูลลูกค้า รวมไปถึงพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยหรือไลฟ์สไตล์ของลูกค้า เพื่อนำไปให้ AI วิเคราะห์กำหนด Customer Information Scoring ทำการตลาดเจาะลูกค้าแต่ละราย ทำให้ทราบถึงความต้องการของลูกค้าอย่างแม่นยำทั้งในรูปปัจเจกบุคคลและกลุ่มลูกค้ารายประเภทการค้า นอกจากข้อมูลลูกค้ายังรวมไปถึงข้อมูลคู่ค้าที่อยู่ในวงโคจรทั้งหมดด้วย พอถึงเวลาที่ได้ข้อมูลทุกอย่างพร้อมก็พาเหรดกอดคอกันปรับขึ้นค่าธรรมเนียมตามใจชอบ เช่นในปี 2566 ทั้ง Shopee และ Lazada ขึ้นค่าธรรมเนียมถึง 2 รอบ

 

ล่าสุด Shopee Thailand ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขายครั้งใหม่สำหรับกลุ่ม Mall Sellers และ Non-Mall Sellers (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) มีผลตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2567 ดังนี้ 

 

  • ค่าธรรมเนียมสำหรับ Mall Sellers แบ่งเป็น สินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Items) เป็น 6% จากเดิม 5% ของราคาสินค้า, สินค้าบางประเภทในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (Exceptions of Electronics Items) เป็น 5% หรือ 8% จากเดิม 6% ส่วนสินค้าที่ไม่อยู่ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (Non-Electronics Items) อยู่ที่ 5-8% จากเดิม 7%

 

  • ส่วนค่าธรรมเนียมสำหรับ Non-Mall Sellers แบ่งเป็น สินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Items) 5% จาก 4%, สินค้าที่ไม่อยู่ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (Non-Electronics Items) 5% จาก 4%, สินค้าในหมวดหมู่สินค้าแฟชั่น (Fashion Cluster) 6% จาก 5% และสินค้าบางประเภทในหมวดหมู่ย่อยของสินค้าในหมวดหมู่สินค้าแฟชั่น 5% จาก 4% ของราคาสินค้า 

 

ส่วน Lazada ได้ปรับค่าธรรมเนียมการใช้บริการ Marketplace Service Fee และมีผลตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ในบางหมวดหมู่สินค้า เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (เครื่องเสียง กล้อง โดรน ฯลฯ) 4% จากเดิม 3%, สินค้าแฟชั่น (กระเป๋า เสื้อผ้า ฯลฯ) 5% จากเดิม 4%, สินค้าอุปโภค-บริโภค 4% จากเดิม 3% และสินค้าทั่วไป 4% จากเดิม 3%

 

สำหรับ TikTok Shop Thailand ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2567 ได้ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมคอมมิชชัน เดิมคิดอัตราคงที่ 4% มาเป็นการคิดแตกต่างกันหมวดหมู่ย่อยของสินค้า (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แบ่งเป็นสินค้าแฟชั่น 4.00-5.35%, สินค้าอุปโภค-บริโภค (FMCG) 4.28%, สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 4.28% สินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น อุปกรณ์กีฬา เครื่องครัว 4.28%

 

ส่วน LINE SHOPPING คิดค่าธรรมเนียม (Service Fee) จากคำสั่งซื้อบนช่องทางสื่อและแคมเปญ LINE SHOPPING ที่ 3% (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2566 เป็นต้นไป แต่ไม่เก็บค่าธรรมเนียมการขายในกรณีที่คำสั่งซื้อเกิดจากการออร์เดอร์ผ่านห้องแชตในแอปพลิเคชัน LINE หรือผู้ขายเป็นผู้โฆษณาร้านค้าด้วยตนเอง หรือส่งลิงก์ร้านค้าและสินค้าของผู้ขาย shop.line.me/@shopbasicid ให้ผู้ซื้อโดยตรง

 

ไทยสร้างไทยจึงขอเสนอให้รัฐบาลกำหนดมาตรการกำกับการแข่งขัน-เพดานราคา เนื่องจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ มีแค่ 2-3 เจ้า ผูกขาดตลาดไว้เกือบหมด ผู้ค้าขายคนไทยรวมถึงผู้บริโภคคนไทยไม่ได้มีตัวเลือกไปมากกว่านี้ ส่วนผู้บริโภคแม้จะมีส่วนดีที่ยังได้รับอานิสงส์จากการที่แพลตฟอร์มเสนอดีลราคาพิเศษ แต่ความน่ากลัวที่เป็นผลกระทบข้างเคียง คือแผนการตลาดจากแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เหล่านี้มีผลเป็นการทุบร้านค้าปลีกรายเล็กตายหมด ถ้าอยากรอดก็ต้องขึ้นมาขายออนไลน์ แต่แพลตฟอร์มก็ขึ้นค่าธรรมเนียมต่อเนื่อง เวลาขึ้นจาก 1% เป็น 2% ดูเหมือนไม่เยอะ แต่จริงๆ คือเท่าตัว 100-200% ภาครัฐควรเข้ามากำกับดูแลการขึ้นค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ที่มีหน้าที่ควบคุมการแข่งขันของภาคธุรกิจในประเทศ จำเป็นต้องป้องกันการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคคนไทยโดยแพลตฟอร์มข้ามชาติ

The post ไทยสร้างไทยชี้ ต่างชาติยึดตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยเบ็ดเสร็จ ทำลายอำนาจการแข่งขันในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Gen Z ช้อปออนไลน์ก่อนใคร! 68% เริ่มต้นที่อีคอมเมิร์ซ ค้นหาข้อมูลเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ พบเสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์ นาฬิกา ไอเท็มยอดฮิต https://thestandard.co/gen-z-68-percents-e-commerce-price-research/ Sun, 05 May 2024 02:30:53 +0000 https://thestandard.co/?p=930093 Gen Z

จากรายงาน The Future of Shopping: Engaging Generation Z […]

The post Gen Z ช้อปออนไลน์ก่อนใคร! 68% เริ่มต้นที่อีคอมเมิร์ซ ค้นหาข้อมูลเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ พบเสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์ นาฬิกา ไอเท็มยอดฮิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
Gen Z

จากรายงาน The Future of Shopping: Engaging Generation Z Shoppers in the Digital Era ซึ่งจัดทำโดย Shopee ร่วมกับ Kantar ให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์ของกลุ่ม Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัล และกำลังจะกลายเป็นกำลังซื้อหลักในอนาคตอันใกล้

 

จากการศึกษาพบว่า 68% ของนักช้อป Gen Z จะเริ่มต้นการช้อปปิ้งด้วยการเยี่ยมชมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซก่อนเสมอ โดยให้ความสำคัญอย่างมากกับการค้นคว้าข้อมูลสินค้าอย่างละเอียด ทั้งการอ่านรีวิวจากผู้ใช้จริง การดูวิดีโอสาธิตการใช้งานสินค้า รวมถึงการเปรียบเทียบราคาจากหลายร้านค้า ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อในที่สุด 

 

ทั้งนี้ ความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกช้อปของ Gen Z โดย 79% ของกลุ่มนี้ระบุว่า มีความไว้วางใจแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในระดับสูง เนื่องจากมั่นใจในคุณภาพของสินค้าที่จำหน่าย มีประสบการณ์การสั่งซื้อที่ราบรื่น การบริการลูกค้าที่ดี ตลอดจนมีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลายและสะดวกสบาย

 

นอกจากนี้ 74% ของนักช้อป Gen Z ยังนิยมการค้นหาและสั่งซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ โดยชื่นชอบแพลตฟอร์มที่มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย สามารถเปรียบเทียบสินค้าจากหลายร้านค้าได้ง่าย และมีระบบแนะนำสินค้าที่ตรงใจ ขณะที่อีก 50% แม้จะเข้าไปสำรวจสินค้าบนโซเชียลมีเดียก่อน แต่สุดท้ายก็มักจะกลับมาสั่งซื้อผ่านอีคอมเมิร์ซเป็นหลักอยู่ดี

 

อีกหนึ่งเทรนด์น่าสนใจคือ Gen Z กว่า 77% ของกลุ่มนี้จะเลือกช้อปบนแพลตฟอร์มที่มีคอนเทนต์ความบันเทิงแทรกอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ไลฟ์สตรีมหรือวิดีโอสั้น เพื่อที่จะได้ติดตามครีเอเตอร์คนโปรดไปพร้อมๆ กับการช้อปได้อย่างเพลิดเพลิน ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของ Gen Z ที่ใช้เวลากับการเสพคอนเทนต์บันเทิงบนมือถือเป็นเวลานาน

 

สำหรับประเภทสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่ม Gen Z ของไทยนั้น 73% ให้ความสนใจสินค้าแฟชั่นมากที่สุด โดยข้อมูลบนแพลตฟอร์ม Shopee ชี้ให้เห็นว่า เสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์ และนาฬิกา ครองแชมป์ไอเท็มยอดฮิต ส่วนกางเกงช้าง กระโปรงเทนนิส และกระเป๋าเดินทาง ติดอันดับคำค้นหายอดนิยม และของมาแรงบนฟีเจอร์วิดีโอของ Shopee ได้แก่ สร้อยข้อมืออัญมณี รองเท้ากีฬา และกระเป๋าผ้าแคนวาส

 

จากข้อมูลเชิงลึกนี้ นักการตลาดและแบรนด์สินค้าต่างๆ จึงควรให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งออนไลน์ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมของกลุ่ม Gen Z มากขึ้น ทั้งในแง่ของการนำเสนอข้อมูลสินค้าที่ครบถ้วน เข้าใจง่าย สร้างความน่าเชื่อถือ ผ่านรูปแบบที่หลากหลายทั้งรีวิว, How-to Video หรือ Live Product Demo ควบคู่ไปกับการนำเสนอคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ สอดแทรกความบันเทิง และดึงดูดให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้ชม 

 

นอกจากนี้การเลือกจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำที่มีความน่าเชื่อถือ ระบบการซื้อขายและชำระเงินที่ปลอดภัย การจัดส่งที่รวดเร็ว รวมถึงการให้บริการหลังการขายที่ดี ก็จะช่วยสร้างความไว้วางใจ ความพึงพอใจ และการบอกต่อในกลุ่มผู้บริโภค Gen Z ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์อันยั่งยืนระหว่างแบรนด์และลูกค้าต่อไปในระยะยาว

The post Gen Z ช้อปออนไลน์ก่อนใคร! 68% เริ่มต้นที่อีคอมเมิร์ซ ค้นหาข้อมูลเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ พบเสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์ นาฬิกา ไอเท็มยอดฮิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
AFF จับมือ Shopee จัดศึกชิงแชมป์สโมสรอาเซียนในชื่อ Shopee Cup https://thestandard.co/aff-with-shopee-launched-shopee-cup/ Wed, 10 Apr 2024 08:07:53 +0000 https://thestandard.co/?p=921513 Shopee Cup

สหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน (AFF) ได้แถลงความร่วมมือกับ Shopee […]

The post AFF จับมือ Shopee จัดศึกชิงแชมป์สโมสรอาเซียนในชื่อ Shopee Cup appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shopee Cup

สหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน (AFF) ได้แถลงความร่วมมือกับ Shopee ในฐานะพันธมิตรหลักของการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรอาเซียน หรือ ASEAN Club Championship เป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่อการแข่งขัน Shopee Cup

 

โดย Shopee Cup จะเป็นการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรระดับภูมิภาคอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะจัดเป็นประจำในทุกปี เพื่อระดมความสนใจในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลระดับสโมสรในหนึ่งในตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นภูมิภาคบ้านเกิดของแพลตฟอร์ม Shopee

 

การแข่งขันครั้งนี้จะเล่นในรูปแบบลีก โดยมีทีมสโมสรชั้นนำจากอาเซียนทั้งหมด 14 สโมสรเข้าร่วมการแข่งขันรวม 40 นัด เพื่อให้สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวระดับภูมิภาคตามปฏิทินยุโรป โดย Shopee Cup จะเริ่มต้นขึ้นในปีนี้ ช่วงวันที่ 17 กรกฎาคม ไปจนถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2568

 

สำหรับทีมที่เข้าร่วม Shopee Cup ประกอบด้วย แชมป์ลีกระดับชาติ และทีมแชมป์ฟุตบอลถ้วย (หรือรองแชมป์ในบางกรณี) ได้แก่ ประเทศไทย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และเวียดนาม (ประเทศละ 2 ทีม) ประเทศฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ (ประเทศละ 1 ทีม) ตามลำดับ ส่วนแชมป์ลีกระดับชาติของประเทศบรูไน, กัมพูชา, สปป.ลาว และเมียนมา จะแข่งขันเพื่อหาทีมเข้ารอบแบ่งกลุ่มต่อไป

 

ทั้งนี้ 12 สโมสรที่เข้ารอบจะถูกจับสลากแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยทั้ง 30 แมตช์จะเล่นแบบเหย้า-เยือน ตลอดระยะเวลาการแข่งขัน 5 วัน ซึ่งทีมแชมป์และรองแชมป์ของแต่ละกลุ่มจะได้เข้ารอบรองชนะเลิศ ซึ่งรอบรองชนะเลิศและชิงชนะเลิศจะเล่นแบบเหย้า-เยือนเช่นเดียวกัน

The post AFF จับมือ Shopee จัดศึกชิงแชมป์สโมสรอาเซียนในชื่อ Shopee Cup appeared first on THE STANDARD.

]]>