Shinzo Abe Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/shinzo-abe/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 28 Apr 2026 02:51:48 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทำไมญี่ปุ่นปลดล็อกส่งออกอาวุธร้ายแรง พลิกโฉมความมั่นคงเอเชีย-โลกอย่างไร? https://thestandard.co/japan-weapons-export-asia-security/ Tue, 28 Apr 2026 02:51:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1201793 ธงชาติญี่ปุ่นและอาวุธยุทโธปกรณ์ สื่อถึงการปลดล็อกส่งออกอาวุธของญี่ปุ่น

นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของโลก เมื่อ ‘ญี่ปุ่ […]

The post ทำไมญี่ปุ่นปลดล็อกส่งออกอาวุธร้ายแรง พลิกโฉมความมั่นคงเอเชีย-โลกอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติญี่ปุ่นและอาวุธยุทโธปกรณ์ สื่อถึงการปลดล็อกส่งออกอาวุธของญี่ปุ่น

นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของโลก เมื่อ ‘ญี่ปุ่น’ ประเทศที่ได้ชื่อว่ายึดมั่นในหลักสันติภาพมานานกว่า 80 ปี ตัดสินใจขยับความเคลื่อนไหวทางการทหารอย่างมีนัยสำคัญ หลังประกาศ ‘ปลดล็อก’ การส่งออกอาวุธร้ายแรงสู่ตลาดโลกอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2026

 

 

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การนำของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิง เพื่อเปิดทางให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของญี่ปุ่น สามารถส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ระดับสูง ให้แก่ 17 ชาติพันธมิตร รวมถึงประเทศไทย พร้อมกับย้ำว่า ไม่มีประเทศไหนในโลกที่สามารถปกป้องความมั่นคงได้เพียงลำพัง

 

ทำไมญี่ปุ่นจึงตัดสินใจปลดล็อกเงื่อนไขการซื้ออาวุธ แล้วการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กำลังละทิ้งเจตนารมณ์รักสงบที่ญี่ปุ่นยึดถือมานับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือไม่ THE STANDARD สัมภาษณ์ ผศ.ดร. ธีวินท์ สุทพุทธิกุล หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นเพื่อหาคำตอบไปพร้อมกัน

 

เปิดเงื่อนไข ‘ญี่ปุ่น’ ปลดล็อกส่งออกอาวุธร้ายแรง มีอะไรบ้าง

 

รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศปลดล็อกข้อจำกัดการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ในวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา โดยอนุญาตให้บริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศขายอาวุธร้ายแรง (Lethal Weapons) เช่น รถถังและเรือรบให้กับ 17 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย, บังกลาเทศ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อินเดีย, อินโดนีเซีย, อิตาลี, มาเลเซีย, มองโกเลีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, สวีเดน, ไทย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม

 

ทั้งนี้ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงญี่ปุ่นระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นสิ่งจำเป็นท่ามกลางความท้าทายที่กำลังเพิ่มขึ้น ไม่มีประเทศไหนสามารถปกป้องสันติภาพและความมั่นคงได้โดยลำพังอีกต่อไป หากแต่ก็ยังคงเน้นย้ำว่า ญี่ปุ่นจะไม่เปลี่ยนแปลงหลักการพื้นฐาน และยังคงยึดมั่นสันติภาพในฐานะประเทศที่รักสงบมานานถึง 80 ปี

 

ผู้นำญี่ปุ่นยังระบุต่อว่า ญี่ปุ่นยังไม่ครอบครอง ‘อาวุธเชิงรุก’ ทุกรูปแบบ เช่น เครื่องบินทิ้งระเบิดหรือเรือบรรทุกเครื่องบิน โดยอาวุธที่ส่งออกต้องเป็นไปเพื่อป้องกันประเทศเท่านั้น ขณะที่ยังตั้งเงื่อนไข 3 ข้อ หรือ ‘กฎเหล็ก’ ในการค้าอาวุธ ได้แก่

 

1.ห้ามซื้อขายอาวุธให้กับกลุ่มประเทศบัญชีดำ เช่น ประเทศศัตรู, ประเทศที่เป็นภัยต่อความมั่นคง, ประเทศที่ถูกสหประชาชาติ (UN) แบนไม่ให้คบค้าสมาคมด้วย ไปจนถึงประเทศละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือมีพฤติกรรมรุนแรงผิดกฎหมายระหว่างประเทศ

 

  • ญี่ปุ่นจะขายอาวุธให้กับชาติพันธมิตร 17 ประเทศ ชาติพันธมิตรและหุ้นส่วนทางความมั่นคง โดยการค้าขายต้องทำให้ญี่ปุ่นปลอดภัยขึ้น หรือทำให้ภูมิภาคสงบสุข

 

อีกเงื่อนไขในข้อนี้ คือ การซื้อขายอาวุธร้ายแรงใดๆ กับรัฐบาลญี่ปุ่นต้องผ่านการตรวจสอบและอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีระดับสูงเสมอ ขณะที่มีข้อยกเว้นบางอย่าง เช่น กรณีประเทศผู้ซื้อเกิดสงคราม แต่หากเกิดเหตุสุดวิสัยที่กระทบต่อความมั่นคงของญี่ปุ่น รัฐบาลก็จะพิจารณาขายให้

 

  • ห้ามคู่ค้านำอาวุธร้ายแรงไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือแอบขายต่อ โดยญี่ปุ่นอาจส่งผู้เชี่ยวชาญไปตรวจสอบประเทศผู้ซื้อเป็นระยะ

 

สำหรับขั้นตอนการตัดสินใจ สภาความมั่นคงแห่งชาติญี่ปุ่นจะเป็นผู้พิจารณา ขณะที่รัฐสภามีหน้าที่รับทราบผลการอนุมัติหลังทุกขั้นตอนเสร็จสิ้นเท่านั้น

 

ทำไมการที่ญี่ปุ่นปลดล็อกส่งออกอาวุธร้ายแรงจึงไม่ผิดกฎหมาย

 

ผศ.ดร. ธีวินท์ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ในหน้าการเมืองญี่ปุ่น เพราะนโยบายการค้าอาวุธเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

 

อาจารย์ธีวินท์เริ่มอธิบายว่า พัฒนาการของข้อตกลงห้ามขายอาวุธเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1967 หลัง เอซากุ ซาโตะ อดีตผู้นำญี่ปุ่น ตั้งเงื่อนไขห้ามส่งออกอาวุธไปยังเฉพาะ 3 กลุ่มประเทศ ได้แก่ ประเทศที่มีการสู้รบ, ประเทศที่ถูก UN คว่ำบาตร และประเทศที่อยู่ในภาวะสงคราม (รวมถึงประเทศคอมมิวนิสต์)

 

ต่อมา ทาเคโอะ มิกิ อดีตผู้นำญี่ปุ่นคนต่อมา ประกาศมาตรการเข้มงวดเบ็ดเสร็จในปี 1976 คือห้ามส่งออกอาวุธเกือบทุกประเภทแก่ต่างชาติ โดยให้เหตุผลว่า เป็นการรักษาจิตวิญญาณตามรัฐธรรมนูญสันติภาพ หรือมาตรา 9 ที่จำกัดอำนาจการประกาศสงครามของญี่ปุ่น

 

ภาวะดังกล่าวถือเป็นหลักการที่ญี่ปุ่นยึดถือมาตลอดหลายทศวรรษปี จนกระทั่ง ซินโซ อาเบะ อดีตผู้นำญี่ปุ่นค่อยๆ ผ่อนปรนมาตรการนี้ในช่วงทศวรรษ 2010 โดยจำกัดให้ส่งออกอาวุธไม่ร้ายแรง (Non-Lethal Weapon) 5 ประเภท ได้แก่ อุปกรณ์กู้ภัย, ขนส่ง, การเฝ้าระวัง, การเตือนภัย และการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

 

ขณะที่ในสมัยของอดีตนายกฯ ฟูมิโอะ คิชิดะ ช่วงปี 2022 รัฐบาลญี่ปุ่นก็วางยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ โดยตั้งเป้าลดข้อจำกัดในการส่งออกอาวุธ เพื่อกระตุ้นและรักษาอุตสาหกรรมป้องกันในประเทศ รวมถึงสามารถรักษาสายการผลิตที่มีประสิทธิภาพเอาไว้ได้

 

ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า หลักการขายอาวุธไม่ได้ผูกมัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 9 ของญี่ปุ่นโดยตรง เพราะในทศวรรษที่ 1950-1960 ญี่ปุ่นยังสามารถซื้อขายอาวุธได้ตามปกติ จนกระทั่งมีนโยบายหรือการเปลี่ยนแปลงจากผู้นำ

 

อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญการเมืองญี่ปุ่นยังเปรียบเทียบว่า หลักการสันติภาพของญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงเหมือน ‘หอย’ ที่มีหินปูนเกาะตัวขึ้นเรื่อยๆ โดยเป็นอุปมาของ ฮิซาฮิโกะ โอกาซากิ อดีตเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยว่า หลักสันติภาพญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องแน่นหนา ตายตัว หรือขาดความยืดหยุ่นเสียขนาดนั้น

 

กล่าวในอีกแง่หนึ่ง คือ ข้อจำกัดต่างๆ ไม่ได้เกิดจากรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่เป็นกฎเกณฑ์ที่รัฐบาลญี่ปุ่นค่อยๆ สร้างเสริมเติมแต่งขึ้นมาเองในภายหลัง

 

นอกจากนี้ อาจารย์ยังมองว่า ญี่ปุ่นยังยึดถือหลักสันติภาพเหมือนเดิม แต่เป็นสันติภาพเชิงรุกที่แปรเปลี่ยนจากบริบทในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กล่าวคือ สันติภาพของญี่ปุ่นในวันนี้ คือความต้องการสร้างความเข้มแข็งทางทหารให้มากพอที่ ‘ป้องปราม’ ไม่ให้มหาอำนาจใดใช้กำลังรุกรานชาติใดชาติหนึ่งได้

 

ญี่ปุ่นได้อะไรจากการค้าอาวุธร้ายแรง

 

  • 1. ญี่ปุ่นได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอาวุธโลก เช่น การเป็นฐานผลิตกระสุนระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริตออต (PAC-3) ในสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2023 ซึ่งวิธีการนี้ทำให้ญี่ปุ่นได้เข้าไปมีส่วนร่วมจัดการวิกฤตการณ์โลกอยู่เบื้องหลัง โดยไม่ต้องส่งอาวุธให้ประเทศคู่ขัดแย้งโดยตรง

 

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ธีวินท์หมายเหตุว่า ญี่ปุ่นไม่มีเจตนาจะเข้าไปพัวพันกับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างสงครามในตะวันออกกลาง โดยมองว่า ญี่ปุ่นและชาติตะวันตกพยายามสงวนท่าที รักษาระยะห่าง และไม่ยอมเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมในสงครามที่สหรัฐฯ เป็นฝ่ายเปิดฉากหรือยั่วยุก่อน

 

  • 2. ญี่ปุ่นได้กระตุ้นอุตสาหกรรมป้องกันประเทศโดยตรง ผศ.ดร.ธีวินท์อธิบายว่า โดยทั่วไปแล้ว กองกำลังป้องกันตนเอง (SDF) ไม่ได้มีความต้องการใช้อาวุธในระดับสูง จนถึงขั้นสามารถหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมดังกล่าวได้ ดังนั้น การเปิดโอกาสให้บริษัทผลิตอาวุธในประเทศสามารถส่งออกไปต่างประเทศ ถือเป็นการทำให้อุตสาหกรรมดังกล่าวดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีกำไร
  • 3. ญี่ปุ่นได้เตรียมพร้อมกับการรับมือวิกฤต เช่น หากเกิดวิกฤตการณ์ในเอเชีย ชาติพันธมิตรสามารถใช้อาวุธยุทโธปกรณ์จากญี่ปุ่นได้อย่างคุ้นเคย และสร้างความร่วมมือทางการทหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • 4. ญี่ปุ่นได้ทางเลือกลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ในยามโลกปั่นป่วน ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า ท่าทีของสหรัฐฯ ภายใต้ โดนัลด์ ทรัมป์ มีความยั่วยุและคาดเดายากมากกว่าในอดีต ทำให้ชาติอื่นๆ เกิดความรู้สึกลำบากใจ เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่ประเมินว่า การพึ่งพาสหรัฐฯ อย่างเดียวอาจเป็นไปได้ยาก และมีความเสี่ยง ‘ติดบ่วง’ ในสงคราม

 

ผู้เชี่ยวชาญการเมืองญี่ปุ่นขยายความว่า ปกติแล้ว การซื้อขายอาวุธเทียบเท่ากับการสร้างชาติพันธมิตรในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยนิยามว่า เป็นยุทธศาสตร์การจับมือระหว่างมหาอำนาจขนาดกลางในภูมิภาค เช่น กรณีออสเตรเลียวางสัญญาซื้อเรือฟริเกตล่องหนชั้นโมกามิ (Mogami-class) จากญี่ปุ่น 11 ลำภายในปี 2029 ถือเป็นการเดินเกมเชิงรุกให้ชาติต่างๆ ป้องปรามและยับยั้งภัยคุกคามได้โดยตรง โดยไม่ต้องรอให้สหรัฐฯ เข้ามาแสดงบทบาทนำเหมือนในอดีต

 

ในอีกแง่หนึ่ง การซื้อขายอาวุธร้ายแรงจึงเปรียบเสมือน ‘ทางหนีทีไล่’ สำหรับญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมื่อตระหนักดีว่า ประเทศไม่อาจรับมือภัยคุกคามอย่างจีนและเกาหลีเหนืออย่างลำพัง

 

ไทยได้อะไรจากการปลดล็อกซื้อขายอาวุธของญี่ปุ่น

 

ผศ.ดร.ธีวินท์อธิบายว่า ประเทศไทยเป็น 1 ใน 17 ประเทศที่มีข้อตกลงการถ่ายโอนยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีกับญี่ปุ่น การปลดล็อกการค้าอาวุธร้ายแรงจึงเปรียบเสมือนโอกาสในการเข้าถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ระดับสูง และเป็น ‘จิ๊กซอว์’ ชิ้นสำคัญในการดำเนินนโยบายทางการทูต

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือ ‘มาตรฐานแบบญี่ปุ่น’ กล่าวคือ การซื้ออาวุธจากญี่ปุ่นมักมาพร้อมกับเงื่อนไขที่เข้มงวดกว่าประเทศอื่นอย่างมาก เช่น ข้อห้ามการขายต่อ, การตรวจสอบระหว่างการใช้งาน ตลอดจนกระบวนการฝึกอบรมแลกเปลี่ยนบุคลากรระยะยาว ซึ่งข้อจำกัดเหล่านี้อาจเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ความน่าดึงดูดของอุตสาหกรรมอาวุธญี่ปุ่นลดลงในสายตากองทัพไทย เมื่อเทียบกับการสั่งซื้อจากประเทศอื่นๆ

 

อย่างไรก็ดี อาจารย์ยังทิ้งท้ายว่า ไทยอาจมองญี่ปุ่นในฐานะ ‘เสาหลักที่สาม’ ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่ห่ำหั่นระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่ชาติต่างๆ สามารถเข้ามาพึ่งพิงและคานอำนาจระหว่างสองชาติมหาอำนาจใหญ่ได้

 

แฟ้มภาพ: Issei Kato / Reuters

อ้างอิง:

 

The post ทำไมญี่ปุ่นปลดล็อกส่งออกอาวุธร้ายแรง พลิกโฉมความมั่นคงเอเชีย-โลกอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘ซานาเอะโนมิกส์’ เดิมพันครั้งใหญ่ หวังกู้ชีพเศรษฐกิจญี่ปุ่น https://thestandard.co/sanaenomics-japan-economic-recovery/ Thu, 23 Apr 2026 08:59:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1200529 ซานาเอะ ทาคาอิจิ กับนโยบาย ‘ซานาเอะโนมิกส์’ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่น

‘ซานาเอะโนมิกส์’ (Sanaenomics) คือนโยบายและแผนงานทางเศร […]

The post รู้จัก ‘ซานาเอะโนมิกส์’ เดิมพันครั้งใหญ่ หวังกู้ชีพเศรษฐกิจญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซานาเอะ ทาคาอิจิ กับนโยบาย ‘ซานาเอะโนมิกส์’ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่น

‘ซานาเอะโนมิกส์’ (Sanaenomics) คือนโยบายและแผนงานทางเศรษฐกิจของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ที่ถูกออกแบบมาเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้หลุดพ้นจากภาวะเงินฝืด สร้าง ‘เศรษฐกิจเสรี’ และผลักดันให้ญี่ปุ่นเป็น ‘ประเทศที่แข็งแกร่ง’ เพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ เช่น ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะเงินเฟ้อ และการขาดแคลนแรงงาน โดยมีแนวคิดหลักคือ ‘รัฐบาลต้องกล้าใช้จ่ายและเป็นผู้นำในการลงทุน’

 

 
 

สรุปประเด็นสำคัญของ ‘ซานาเอะโนมิกส์’ (แบบเข้าใจง่าย)

 

  • มองว่าปัญหาคือ ‘การลงทุนน้อยไป’ ไม่ใช่ ‘หนี้เยอะไป’

 

นโยบายนี้เชื่อว่า ที่ผ่านมาบริษัทเอกชนญี่ปุ่นเอาแต่ประหยัดและเก็บเงิน รัฐบาลจึงต้องเข้ามาอุดช่องโหว่นี้ด้วยการใช้นโยบาย ‘การคลังเชิงรุกอย่างมีความรับผิดชอบ’ โดยจะลงทุนเพิ่มปีละประมาณ 30 ล้านล้านเยน ทาคาอิจิมองว่า การที่รัฐบาลกู้เงินมาใช้สร้างการเติบโต ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและจะสร้างรายได้กลับมาในอนาคต

 

  • สร้างเศรษฐกิจแบบ ‘แรงดันสูง’ (High-Pressure Economy)

 

รัฐบาลจะกระตุ้นให้คนมีความต้องการซื้อสินค้าและบริการ (อุปสงค์) ให้สูงมากๆ เพื่อบีบให้ภาคธุรกิจต้องดิ้นรนปรับตัว ลงทุนเพิ่ม หรือจ้างงานเพิ่มขึ้น

 

  • รัฐบาลลงมือเป็น ‘ผู้เล่นหลัก’

 

หมดยุคการปล่อยให้กลไกตลาดทำงานแบบเสรีแต่เพียงอย่างเดียว รัฐบาลจะเข้าไปร่วมลงทุนและผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายโดยตรง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ เช่น การทุ่มทุนในบริษัทผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Rapidus) การฟื้นฟูอุตสาหกรรมต่อเรือ เทคโนโลยีดิจิทัล และความมั่นคงทางพลังงาน

 

  • ช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนทันที

 

ในระยะสั้น จะมีการลดภาษีน้ำมันเบนซิน และนำมาตรการอุดหนุนค่าไฟฟ้าและก๊าซกลับมาใช้ เพื่อให้ประชาชนรู้สึกถึงผลลัพธ์ที่ดีในชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว

 

จุดเหมือนและจุดแตกต่าง กับ ‘อาเบะโนมิกส์’ (Abenomics)

 

ในมุมของจุดที่เหมือนกันนั้น ซานาเอะโนมิกส์ถูกวางตัวให้เป็น ‘นโยบายผู้สืบทอด’ ของอาเบะโนมิกส์ ซึ่งตั้งตามชื่อของชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นผู้ล่วงลับ และเป็นผู้ร่วมอุดมการณ์ทางการเมืองที่ใกล้ชิดที่สุดคนหนึ่งของทาคาอิจิ โดยมีเป้าหมายสูงสุดเหมือนกันคือ การทำให้เศรษฐกิจเติบโตและดึงญี่ปุ่นให้หลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดอย่างสมบูรณ์

 

อีกทั้งยังมีการดึงอดีตผู้ช่วยคนสำคัญในรัฐบาลชินโซ อาเบะ เช่น ทาคาอายะ อิมาอิ กลับมาร่วมทีมรัฐบาลญี่ปุ่นชุดปัจจุบัน เพื่อสร้างโครงสร้างการทำงานและกลไกการตัดสินใจที่เคยประสบความสำเร็จในยุครัฐบาลอาเบะ

 

ส่วนจุดที่แตกต่างกันนั้นคือ มีการเปลี่ยนบทบาทธนาคารกลาง (BOJ) โดยในยุคอาเบะโนมิกส์ ธนาคารกลางคือ ‘พระเอก’ ที่ใช้นโยบายการเงินแบบดุดัน พิมพ์เงินอัดฉีดอย่างหนัก แต่ในยุคซานาเอะโนมิกส์ ธนาคารกลางจะถูกลดบทบาทลงเป็นเพียง ‘ผู้สนับสนุน’ และรัฐบาลยอมให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้

 

โดยซานาเอะโนมิกส์จะไม่ทำนโยบายที่ขัดแย้งกันเอง เน้นความสอดคล้อง เนื่องจากอาเบะโนมิกส์เคยมีจุดบอดตรงที่รัฐบาลพยายามอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลับปรับขึ้นภาษีการบริโภคถึง 2 ครั้ง ซึ่งเป็นการเหยียบเบรกและคันเร่งพร้อมกัน ซานาเอะโนมิกส์จึงเน้นการประสานงานนโยบาย โดยจะหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีและดอกเบี้ยก่อนเวลาอันควร เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจสะดุด

 

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์การเติบโตนั้น อาเบะโนมิกส์เน้นการอัดฉีดเงินเป็นหลัก แต่ซานาเอะโนมิกส์จะเน้นให้รัฐบาลเข้าไปช่วยดันอุตสาหกรรมเฉพาะเจาะจงให้เติบโต เช่น อุตสาหกรรมต่อเรือ หรือ ชิป AI แทนที่จะหว่านเงินไปทั่วๆ

 

นอกจากนี้ อาเบะโนมิกส์ยังมีสโลแกน ‘ลูกศร 3 ดอก’ ที่เปรียบเปรยเหมือนนิทานทำให้คนทั่วไปจำง่าย แต่ซานาเอะโนมิกส์มีความซับซ้อนกว่ามาก เพราะต้องพยายามอธิบายให้ประชาชนและนักลงทุนเปลี่ยนความคิดเดิมๆ ให้เชื่อว่า ‘การที่รัฐบาลสร้างหนี้เพิ่ม คือการลงทุนเพื่ออนาคต’ ซึ่งเป็นเรื่องที่อธิบายให้เข้าใจได้ยากกว่า

แม้นโยบายซานาเอะโนมิกส์นี้จะมุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาที่ฝังรากลึกอย่างพฤติกรรมการรัดเข็มขัดและเน้นการออมของภาคเอกชนได้อย่างตรงจุด รวมทั้งช่วยจุดประกายความหวังให้กับอนาคตของประเทศ แต่ความท้าทายและบททดสอบที่แท้จริงหลังจากนี้คือ ‘การลงมือทำ’ (Execution)

 

รัฐบาลของทาคาอิจิจะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถนำโครงสร้างนโยบายที่วางไว้ไปปฏิบัติได้จริง ผ่านการกำหนดแผนงาน งบประมาณ กรอบเวลา และการจัดการกำลังคนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปลี่ยนจากเพียงแค่วิสัยทัศน์หรือสโลแกน ให้กลายเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชีวิตประจำวัน และสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้กลับมาผงาดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนตามที่ตั้งเป้าไว้อย่างแท้จริง

 

แฟ้มภาพ: Feanck Robichon / Reuters

 

อ้างอิง:

The post รู้จัก ‘ซานาเอะโนมิกส์’ เดิมพันครั้งใหญ่ หวังกู้ชีพเศรษฐกิจญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านวัฏจักรตลาดหุ้นญี่ปุ่น ลงทุนตอนนี้สายไปแล้วหรือไม่ https://thestandard.co/japan-stock-market-cycle/ Thu, 19 Mar 2026 05:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1189053 กราฟแสดงส่วนประกอบของผลตอบแทนการลงทุนและระดับ P/E ของตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ถ้าให้ผมยกตัวอย่างตลาดหุ้นที่นักลงทุนไม่มั่นใจที่สุดในโ […]

The post อ่านวัฏจักรตลาดหุ้นญี่ปุ่น ลงทุนตอนนี้สายไปแล้วหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงส่วนประกอบของผลตอบแทนการลงทุนและระดับ P/E ของตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ถ้าให้ผมยกตัวอย่างตลาดหุ้นที่นักลงทุนไม่มั่นใจที่สุดในโลกตลอด 40 ปีที่ผ่านมา คำตอบไม่ใช่ตลาดเกิดใหม่และไม่ใช่จีน แต่คือญี่ปุ่น

 

แม้หุ้นญี่ปุ่นจะเป็นหนึ่งในตลาดที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงและต่อเนื่องมากถ้าลงทุนถูกจังหวะ แต่นักลงทุนทั่วโลก ก็ยังไม่ลืมความเสี่ยงว่าใครที่ซื้อหุ้นญี่ปุ่นที่จุดสูงสุดปี 1989 ต้องรอนานกว่า 30 ปีกว่าจะเห็นดัชนีกลับไปที่เดิม

 

ปี 2026 เป็นปีที่หุ้นญี่ปุ่นขึ้นนำในกลุ่ม DM อีกครั้ง แต่เมื่อดัชนี TOPIX ปรับตัวขึ้นไปแล้วกว่า 97% จากจุดต่ำสุดปี 2022 คำถามที่ได้ยินมากที่สุดคือ

 

“สายไปแล้วหรือไม่”

 

สำหรับ Macro Investor ตลาดญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างชั้นดีในการศึกษาวัฏจักรหุ้น เพราะตั้งแต่ปี 1982 จนถึงปัจจุบัน มักมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันอย่างเห็นได้ชัด

 

ในอดีต ขาขึ้นรอบใหญ่มักเริ่มต้นหลังจากวิกฤติ เมื่อมีนโยบายเศรษฐกิจใหญ่เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างตลาด

 

แม้วัฏจักรตลาดหุ้นจะแตกต่างกันในทุกครั้ง แต่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมี DNA ที่ชัดเจนคือจุดเริ่มต้นจะเกิดจากการเปลี่ยนนโยบาย

 

เช่นสมัยนายก Nakasone (ปี 1982 – 1992) เปิดตัวด้วย การแปรรูปรัฐวิสาหกิจและเปิดตลาดการเงิน การตัดหนี้เสียสมัยนายก Koizumi (ปี 2003 – 2012) หรือสมัยธนูสามดอกของ Abenomics (ปี 2012 – 2022)

 

การเปลี่ยนแปลงนโยบายจะทำให้ตลาดเข้าสู่ช่วงความหวัง (Hope Phase) มูลค่าตลาดมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นก่อนการฟื้นตัวของกำไร โดยเฉลี่ยมักกินระยะเวลาราว 1-3ปี แล้วแต่ลักษณะของนโยบาย ความคาดหวัง และผลที่เกิดขึ้นจริง

 

หลังจากช่วงความหวังตลาดจะเข้าสู่ช่วงการเติบโต (Growth Phase) เมื่อ การเมืองชัดเจน กำไรบริษัทพลิกเป็นขาขึ้น และต่างชาติซื้อสะสม

 

จังหวะสำคัญของช่วงการเติบโตมักเกิดขึ้นเมื่อวาระทางการเมืองมีความชัดเจน เช่นสมัยที่นายก Koizumi ชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลายในปี 2005 หรือช่วงปี 2012 ที่นายก Abe เริ่มการใช้นโยบายการเงิน QQE กดดันเงินเยนให้อ่อนค่าจนกำไรบริษัทส่งออกขยายตัวเด่น

 

ช่วง Growth จะเป็นช่วงที่กำไรเติบโตสูงสุด 60-100% แต่มักมีความไม่แน่นอนด้านระยะเวลา

 

เช่นช่วง Abe Growth Phase (ปี 2015-18) ที่ได้รับผลบวกเบื้องต้นจากนโยบายการเงินและการคลัง แต่จบลงภายใน 25เดือน เมื่อกำไรชะลอตัวจากผลกระทบจากภาษีการบริโภค

 

ต่างจากช่วง Nakasone Growth Phase ปี 1985–89 ที่ยาวนานถึง 51 เดือน EPS เติบโตสะสมราว 100 – 120% เพราะมีทั้งกำไรที่ปรับตัวขึ้นจากอสังหาฯ เงินทุนไหลเข้า และมีการ IPO หุ้นใหญ่ ส่งผลให้เกิดวงจรความมั่งคั่งเสริมความยาวของวัฏจักร

 

หลังจากช่วงการเติบโต ตลาดจะเข้าสู่ช่วงมองบวก เมื่อกำไรเพิ่มขึ้นแต่ความเร่งลดลง มูลค่าปรับตัวสูงขึ้นเพราะนักลงทุนมองว่ายังพออยู่ได้

 

สำหรับตลาดหุ้นญี่ปุ่น Optimist ไม่ต่างจากทั่วโลก คือราคาหุ้นยังขึ้นได้ แต่ EPS Growth เริ่มชะลอ แม้ P/E ขยายตัวต่อแต่ไม่มีกำไรรองรับ นักลงทุนจึงต้องซื้อ ตาม Momentum สัญญาณที่ชัดที่สุดคือการไม่มีนโยบายใหม่เข้ามาในตลาด

 

เช่นช่วงปลาย Abe Cycle ปี 2017 – 2018 Corporate Governance Reform ออกมาแล้วแต่บริษัทญี่ปุ่นทำแบบรับไปศึกษาแต่ไม่ปฏิบัติ ทำให้กำไรไม่สูงขึ้น แต่ตลาดซื้อขายที่ P/E สูงกว่า 17-20 เท่า เพียงเพราะความคาดหวัง

 

ท้ายที่สุด วิกฤตภายนอกมักเป็นตัวเร่งให้ตลาดเข้าสู่ช่วงสิ้นหวัง (Despair Phase)

 

ช่วงสิ้นหวังมักเป็นจังหวะที่ EPS หดตัวจริง 10-20% P/E ถูกกดดันให้ลดลง 20-30% จากการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ สิ่งที่น่าสังเกตคือทุกช่วง Despair ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมักไม่ได้เริ่มที่ญี่ปุ่นเอง เช่นสมัยนายก Nakasone จบด้วย BIS เปลี่ยนกฎ Capital Adequacy สมัยนายก Koizumi ถูกตัดด้วย Great Financial Crisis 2008 และแผ่นดินไหว 2011, ส่วนสมัยนายก Abe จบที่ COVID-19

 

สำหรับญี่ปุ่น Despair Phase มักกินระยะเวลาราว 27 เดือน ถือว่านานกว่าทั่วโลก เพราะการจะกลับมาได้นั้น นอกจากเศรษฐกิจโลกจะต้องฟื้นตัวก่อนแล้ว จะต้องมีผู้นำคนใหม่ที่สามารถออกนโยบายเปลี่ยนตลาดได้ด้วย วัฏจักรหุ้นถึงจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

 

สำหรับปี 2026 สัญญาณหลายอย่างชี้ว่าเรากำลังอยู่ในช่วง Hope ที่กำลังไปสู่ Growth

 

ชัยชนะของนายก Takaichi ที่ถล่มทลายในเดือนก.พ. 2026 สร้างฉันทามติที่ชัดเจนที่สุดนับตั้งแต่สมัยนายก Koizumi พร้อมกับการที่ BOJ สามารถเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ สะท้อนว่าเศรษฐกิจแข็งแกร่งพอจะยืนได้ด้วยตัวเอง ขณะที่ตลาดประเมินว่า EPS ของ TOPIX จะเติบโต 8–10% ในปีนี้

 

P/E ปัจจุบันที่ 17 เท่า แม้จะไม่ถูกแต่ถ้าประวัติศาสตร์ซ้ำ EPS จะโตเร็วกว่าราคาในช่วง 2 ปีข้างหน้า P/E จะปรับตัวขึ้นต่อได้เช่นเดียวกัน Koizumi Growth Phase ที่ P/E ทรงตัวสูง หนุนให้ TOPIX บวกขึ้นกว่า 42%

 

ผมมองว่าการลงทุนหุ้นญี่ปุ่นรอบนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และไม่มีสัญญาณว่ามันกำลังจะจบครับ

 

ส่วนประกอบของผลตอบแทนการลงทุนและระดับ P/E ของตลาดญี่ปุ่น

 

ที่มา: Bloomberg, FNSYRUS

 

ภาพ: v-graphix / Shutterstock

The post อ่านวัฏจักรตลาดหุ้นญี่ปุ่น ลงทุนตอนนี้สายไปแล้วหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดฉากสันตินิยม? LDP กับภารกิจแก้ไขรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น ปูทาง SDF ถูกกฎหมาย ทำได้หรือไม่? https://thestandard.co/japan-ldp-sdf-constitution-amendment/ Fri, 13 Feb 2026 08:07:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1178208 ภาพกราฟิกประกอบข่าวการแก้ไขรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น โดยพรรค LDP เพื่อให้สถานะของกองกำลังป้องกันตนเอง (SDF) ชัดเจนตามกฎหมาย ท่ามกลางการถกเถียงเรื่องหลักสันติวิธีมาตรา 9

การแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังเป็นวาระร้อนแรงในหน้าการเมืองญี่ […]

The post ปิดฉากสันตินิยม? LDP กับภารกิจแก้ไขรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น ปูทาง SDF ถูกกฎหมาย ทำได้หรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกประกอบข่าวการแก้ไขรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น โดยพรรค LDP เพื่อให้สถานะของกองกำลังป้องกันตนเอง (SDF) ชัดเจนตามกฎหมาย ท่ามกลางการถกเถียงเรื่องหลักสันติวิธีมาตรา 9

การแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังเป็นวาระร้อนแรงในหน้าการเมืองญี่ปุ่น หลังพรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Liberal Democratic Party: LDP) ชนะการเลือกตั้งระดับประเทศแบบแลนด์สไลด์เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยคว้าที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้ถึง 316 ที่นั่ง หรือมากกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด

 

ชัยชนะดังกล่าวเปิดทางให้รัฐบาล ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงจากพรรค LDP ผลักดันกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 4 ประเด็นสำคัญ โดยหนึ่งในนั้นคือการบัญญัติสถานะของกองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Forces: SDF) ให้มีความชัดเจนในกฎหมายสูงสุดของประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวอยู่ในข้อถกเถียงทางการเมืองและกฎหมายมาโดยตลอด ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจกระทบอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือ ‘รัฐธรรมนูญมาตรา 9’ กรอบแนวคิดสันติวิธี (Pacifism) ว่าด้วยญี่ปุ่นจะไม่ครอบครองกองกำลังที่มีศักยภาพในการทำสงคราม และสละสิทธิในการประกาศสงครามในฐานะรัฐอธิปไตย

 

คำถามสำคัญคือ ญี่ปุ่นจะขยับจากการตีความทางกฎหมายไปสู่การแก้ไขตัวบทจริงได้หรือไม่ แล้วอะไรคือเงื่อนไขทางการเมืองและข้อจำกัดในทางปฏิบัติ? THE STANDARD พูดคุยกับ ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อประมวลความเป็นไปได้

 

แก้รัฐธรรมนูญมาตรา 9 ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ทำได้จริงหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า ชัยชนะของพรรค LDP อย่างท่วมท้นไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากคะแนนนิยมของทาคาอิจิในช่วงที่ผ่านมา เช่น ผลสำรวจของ JNN ระบุว่า ผู้นำหญิงมีคะแนนสนับสนุน 69.9% แม้จะลดลง 8.2% จากก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับแข็งแกร่ง และเหนือกว่ากลุ่มฝ่ายค้านอย่าง Centrist Reform Alliance (CRA)

 

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่ตามมาหลังจากการเลือกตั้ง คือ เมื่อรัฐบาลพรรค LDP ครองเสียงข้างมากในสภาเกิน 2 ใน 3 ของสภา (Supermajority) ซึ่งรวมเสียงกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคนิปปอนอิชชิน (Nippon Ishin) คิดเป็น 352 ที่นั่งจาก 465 ที่นั่ง โอกาสแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นไปได้หรือไม่

 

ก่อนจะวิเคราะห์ความเป็นไปได้ ผศ.ดร.ธีวินท์ชวนทำความเข้าใจก่อนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัฐบาล ชินโซ อาเบะ อดีตผู้นำจากพรรค LDP ทว่าแผนการดังกล่าวสะดุดจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ แม้จะประกาศอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ และมีร่างกฎหมายชัดเจนประกอบด้วย 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

 

  • การเพิ่มบทบัญญัติ ‘ภาวะฉุกเฉิน’ (Emergency Clause) เปิดทางให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจพิเศษเพื่อจัดการกับวิกฤตอย่างโรคระบาดหรือภัยพิบัติ เช่น ให้อำนาจขยายวาระ สส. หากญี่ปุ่นจัดการเลือกตั้งไม่ได้ในภาวะฉุกเฉิน
  • การบัญญัติสิทธิใหม่ในยุคดิจิทัล และการปรับเขตเลือกตั้งเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านจำนวนประชากร
  • การส่งเสริมการศึกษาภาคบังคับในรัฐธรรมนูญ
  • การบัญญัติสถานะ SDF ให้ชัดเจน กล่าวคือ ไม่ต้องแก้ไขมาตรา 9 โดยตรง แต่เพิ่มวรรคใหม่ว่า SDF มีสถานะอย่างไร โดยยังคง 2 วรรคเดิมของมาตรา 9 ไว้ คือ ญี่ปุ่นจะสละสิทธิทำสงครามและการไม่มีกองกำลังทหารเชิงรุก

 

ทั้งนี้ การเปิดทางแก้ไขรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นปี 1947 ต้องผ่าน 2 ด่านใหญ่ คือ

 

  • ผ่านเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 สภา ทั้ง สส. (สภาล่าง) และวุฒิสภา (สภาบน)
  • ผ่านการเห็นชอบประชามติระดับชาติ ซึ่งต้องจัดขึ้นภายใน 60-180 วัน หลังสภาเห็นชอบ โดยพิจารณาจากเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ

 

จากสมการดังกล่าว ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า ทุกฝ่ายเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นการเพิ่มบทบัญญัติอำนาจฉุกเฉินของรัฐบาล ทว่าจุดที่เป็นข้อถกเถียงกันมากที่สุด คือ การบัญญัติสถานะของ SDF ในรัฐธรรมนูญ

 

“สิ่งที่ SDF เผชิญมาตลอดคือข้อถกเถียงทางกฎหมายว่า ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะฉะนั้น พรรค LDP จึงต้องการเขียนให้ชัดไปเลยว่า SDF สามารถมีอยู่ได้โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่คำถามคือจะใช้ถ้อยคำแบบไหน อันนี้คงต้องถกเถียงกันละเอียดในทางกฎหมายอีกมาก”

 

ทำความเข้าใจก่อนว่า SDF เกิดขึ้นจากการตีความรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นปี 1947 ที่ร่างขึ้นภายใต้การยึดครองของสหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีสาระสำคัญในมาตรา 9 คือ ห้ามญี่ปุ่นทำสงคราม และห้ามคงไว้ซึ่งศักยภาพทางทหาร (หรือไม่มีกองทัพ)

 

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อโลกเข้าสู่บริบทสงครามเย็น สหรัฐฯ ปรับยุทธศาสตร์และวางญี่ปุ่นเป็นฐานสำคัญในนโยบายปิดล้อม (Containment Policy) กลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ในเอเชีย-แปซิฟิก ทำให้ญี่ปุ่นต้องฟื้นฟูขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศในระดับจำกัด เริ่มจากการจัดตั้งกองกำลังตำรวจสำรองแห่งชาติ (National Police Reserve) ในปี 1950 ก่อนพัฒนาเป็น SDF ในปี 1954

 

อนึ่ง กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การตีความของรัฐบาล ชิเงรุ โยชิดะ อดีตนายกฯ ซึ่งเห็นว่า การป้องกันตนเองเป็นสิทธิพื้นฐานของรัฐอธิปไตย และไม่ขัดต่อเจตนารมณ์ของมาตรา 9 หากจำกัดอยู่ในระดับขั้นต่ำที่จำเป็น

 

อย่างไรก็ดี การจัดตั้ง SDF ต้องเผชิญแรงต่อต้านจากกลุ่มฝ่ายซ้าย รวมถึงกระแสสังคมส่วนหนึ่งที่เข็ดหลาบต่อสงคราม โดยถูกมองว่า การมีอยู่ของกองกำลังดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ

 

[หมายเหตุ: บทบาทของ SDF ยังขยายความการตีความตามบริบทระหว่างประเทศ เช่น ออกปฏิบัติการรักษาสันติภาพ (Peacekeeping Operation) ภายใต้กฎหมายปี 1992 หรือใช้สิทธิป้องกันตนเองร่วมกับชาติพันธมิตรภายใต้กฎหมายความมั่นคงปี 2015]

 

มติมหาชนและโลกระหว่างประเทศ ตัวแปรสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น

 

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้อาจไม่ถึงขั้น ‘ยกเลิกมาตรา 9’ แต่เป็นการแก้ไขเชิงพิธีการมากกว่า เพราะที่ผ่านมา SDF ก็เกิดขึ้นจากการตีความตามรัฐธรรมนูญ ขณะที่ก็มีบทบาทก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ต้องแก้ไขตัวบทใด

 

“พูดง่ายๆ คือ (การแก้ไขรัฐธรรมนูญ) ไม่ได้จะล้มหลักสันติวิธี แต่ต้องการทำให้สถานะของ SDF ชัดเจนในตัวบท แทนที่จะพึ่งพาการตีความเหมือนที่ผ่านมา” ผศ.ดร.ธีวินท์ระบุ

 

สำหรับแนวโน้มการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผศ.ดร.ธีวินท์วิเคราะห์ว่า ในสภาล่างมีโอกาสเปิดมากขึ้น เพราะรัฐบาลถือเสียงข้างมากถึง 352 เสียง ขณะที่พรรคอื่นอย่างพรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชน (Democratic Party For the People: DPFP) หรือพรรคซันเซโต (Sanseito) ก็ยังเปิดโอกาสอยู่

 

ส่วนพรรคที่ไม่เห็นด้วย หรือมีแนวโน้มระมัดระวัง ได้แก่ พันธมิตร CRA และพรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่น ขณะที่พรรคนิปปอนอิชชิน พรรคร่วมรัฐบาลเสนอแนวทางสุดโต่ง คือ ลบวรรคที่ 2 ของมาตรา 9 และเปิดทางใช้สิทธิป้องกันตนเองแบบไม่จำกัด

 

จากตัวเลขดังกล่าว แม้พรรค LDP ไม่ได้ครองเสียงในสภาสูง แต่ผู้เชี่ยวชาญการเมืองญี่ปุ่นมองว่า ตัวเลขในสภาเอื้อให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ในทางทฤษฎี

 

อนึ่ง Nikkei Asia ระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในด่านแรก ก็อาจมีปัญหาบางอย่างได้แบบไม่คาดคิด เช่น ในยุคอาเบะแม้รัฐบาลจะครองเสียง 2 ใน 3 ของสภาหลังเลือกตั้งปี 2016 จนมีการเผยร่างแก้ไขในปี 2018 แต่การอภิปรายหยุดชะงักจากคดีอื้อฉาวทางการเงิน และท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนั้น อย่างพรรคโคเมที่สนับสนุนให้ญี่ปุ่นยึดหลักป้องกันตนเองเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ธีวินท์ย้ำว่า ส่วนที่เป็นปัญหาในทางปฏิบัติคือการลงประชามติ เพราะสุดท้ายรัฐบาลต้องอาศัยมติข้างมากจากมหาชน คำถามที่ตามมา คือ ประชาชนจะเห็นด้วยมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะกับมาตรา 9 ที่เป็นประเด็นอ่อนไหวและถกเถียงมาเนิ่นนาน

 

“พรรคการเมืองอาจต้องคิดเหมือนกันว่า การเปิดประเด็นนี้ขึ้นมาให้สังคมถกเถียงครั้งใหญ่ คุ้มค่าหรือไม่ เพราะในทางปฏิบัติ ญี่ปุ่นก็สามารถขยายบทบาทด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศได้มากอยู่แล้วโดยไม่ต้องแก้ตัวบท

 

“ถ้าการแก้เป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์หรือเชิงพิธีการ แต่กลับต้องทำให้สังคมแบ่งขั้วถกเถียงหนัก ก็อาจไม่เหมาะในบริบทภูมิภาคที่ยังตึงเครียด”

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ยังฉายภาพถึงมิติที่มองไม่เห็น แต่จะส่งผลกระทบโดยตรงอย่างมาก คือ ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 9 สร้างภาพลักษณ์ให้ญี่ปุ่นเป็นรัฐสันติ ซึ่งสร้างข้อได้เปรียบในเวทีระหว่างประเทศ

 

อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นอธิบายว่า หากญี่ปุ่นแก้ไขรัฐธรรมนูญจริง จะส่งผลต่อการรับรู้ของนานาชาติ โดยเฉพาะจีนที่มักใช้วาทกรรมโจมตีว่า ญี่ปุ่นกำลังหวนกลับสู่รัฐทหาร โดยเหตุการณ์นี้อาจกลายเป็นเหตุผลให้ปักกิ่งเพิ่มท่าทีเชิงรุกในเอเชียตะวันออก

 

“ในอีกมุมหนึ่งญี่ปุ่นก็อาจโต้กลับว่า การขยายบทบาทด้านความมั่นคงเป็นผลจากสภาพแวดล้อมความมั่นคงรอบตัว กล่าวคือ เพราะบริบทเปลี่ยน ญี่ปุ่นจึงต้องป้องกันตนเองมากขึ้น ดังนั้นภาพมันอาจกลายเป็นวงจรโต้กันไปมา ทั้งในเชิงวาทกรรมและเชิงยุทธศาสตร์” ผศ.ดร.ธีวินท์ ทิ้งท้าย

 

แฟ้มภาพ: Kyodo via Reuters

อ้างอิง:

The post ปิดฉากสันตินิยม? LDP กับภารกิจแก้ไขรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น ปูทาง SDF ถูกกฎหมาย ทำได้หรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมเลือกตั้งญี่ปุ่นโปร่งใส? ถอดรหัสการเมืองแดนอาทิตย์อุทัย ที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อใจและประชาธิปไตย https://thestandard.co/japan-election-transparency-trust-democracy/ Wed, 11 Feb 2026 08:04:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1177368 ภาพการลงคะแนนเสียง เลือกตั้ง ญี่ปุ่น ที่เน้นความโปร่งใสและพิถีพิถัน

ทำไมการเลือกตั้งญี่ปุ่นจึงแทบไม่เผชิญข้อครหาเรื่องโกง? […]

The post ทำไมเลือกตั้งญี่ปุ่นโปร่งใส? ถอดรหัสการเมืองแดนอาทิตย์อุทัย ที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อใจและประชาธิปไตย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการลงคะแนนเสียง เลือกตั้ง ญี่ปุ่น ที่เน้นความโปร่งใสและพิถีพิถัน

ทำไมการเลือกตั้งญี่ปุ่นจึงแทบไม่เผชิญข้อครหาเรื่องโกง?
เหตุใดประชาชนจึงเชื่อมั่นรัฐ?

 

เพราะอะไรญี่ปุ่นจึงประกาศผลคะแนนเร็วโดยไม่เกิดความวุ่นวาย?

 

คำถามเหล่านี้กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงจากพรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Liberal Democratic Party: LDP) คว้าชัยชนะแบบถล่มทลาย โดยที่กระบวนการเลือกตั้งตั้งแต่การลงคะแนนไปจนถึงการประกาศผล เป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมีข้อผิดพลาดทางเทคนิคเล็กน้อย

 

น่าสนใจว่า คำอธิบายอาจไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีล้ำสมัย หากแต่อยู่ที่โครงสร้างทางการเมืองและวัฒนธรรมทางสังคมที่หยั่งรากลึก ทั้งความเป็นสังคมแห่งความเชื่อใจ และฉันทมติที่ทุกพรรคการเมืองยอมรับระบอบประชาธิปไตยเป็นกรอบร่วม

 

THE STANDARD สนทนากับ ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทำความเข้าใจว่า อะไรคือ ‘DNA’ ของความโปร่งใสในญี่ปุ่น ไปจนถึงคำถามเบสิกว่า เพราะเหตุใดแม้ LDP ครองอำนาจมายาวนาน ระบบกลับยังได้รับความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง

 

ประเทศที่เดินหน้าด้วย ‘ระบบความเชื่อใจ’

 

‘ระบบความเชื่อใจ’ คือคำจำกัดความที่ ผศ.ดร.ธีวินท์ ใช้อธิบายภาพรวมของสังคมญี่ปุ่น ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับกระบวนการเลือกตั้งและความน่าเชื่อถือของระบบ กล่าวคือ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีทุนทางวัฒนธรรมด้านความไว้วางใจต่อกันและต่อสถาบันสาธารณะ จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพากฎเกณฑ์ที่เข้มงวดหรือมาตรการควบคุมที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น

 

หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกตัวอย่างวัฒนธรรมดังกล่าวผ่านวิถีชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่น เช่น สินค้าในร้านสะดวกซื้อที่ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้แกะได้ง่าย โดยไม่ต้องกังวลว่า จะถูกฉวยโอกาสแกะรับประทาน ขณะที่บ้านเรือนที่มีรั้วเตี้ย แต่ยังคงความปลอดภัยได้ในระดับสูง สะท้อนว่า สังคมไม่ได้มีอาชญากรรมสูง

 

ส่วนประเด็นเรื่องการทุจริต ผศ.ดร.ธีวินท์ระบุว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังมีในสังคมญี่ปุ่น แต่ถือเป็นคนกลุ่มน้อย เช่น กรณีคอร์รัปชันของพรรค LDP อย่างเรื่องเงินระดมทุนพรรคการเมือง หลังสมาชิกไม่แจ้งรายได้ครบถ้วน หรือซุกเงินไว้ใช้ภายในกลุ่มก๊กพรรค

 

สำหรับประเด็นการซื้อเสียง แม้ไม่พบในสังคมญี่ปุ่น แต่ ผศ.ดร.ธีวินท์ระบุว่า พรรคการเมืองมักเสนอหรือ ‘ให้สัญญา’ ในเชิงนโยบายทางเศรษฐกิจแทน เช่น แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจหรือมาตรการการคลัง ถือเป็นการแข่งขันเชิงนโยบายมากกว่า

 

ประชาธิปไตยเป็นใหญ่ เมื่อพรรคการเมืองเคารพกติกาและไม่เรียกร้องทหาร

 

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง คือความเป็น ‘สังคมประชาธิปไตย’ ซึ่งมีส่วนอย่างมากต่อความโปร่งใสของการเลือกตั้งญี่ปุ่น โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นมองว่า ทุกพรรคการเมืองแข่งขันกันภายใต้กติกาเดียวกัน และไม่มีพรรคใดตั้งคำถามต่อระบอบประชาธิปไตยในฐานะกรอบพื้นฐานของระบบการเมือง

 

“ฝ่ายขวาอนุรักษนิยมของญี่ปุ่นไม่ได้ตั้งคำถามต่อความเป็นประชาธิปไตยเลย ทุกพรรคการเมืองในญี่ปุ่น ล้วนยอมรับระบอบประชาธิปไตยเป็นพื้นฐานร่วมกัน และแข่งขันกันภายใต้กติกาเดียวกัน ไม่มีพรรคหลักใดเสนอว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นประชาธิปไตย หรือยึดถือสิ่งที่ขัดกับหลักประชาธิปไตยอย่างชัดเจน”

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ยังขยายความต่อว่า ชาตินิยมของญี่ปุ่นไม่ได้หมายถึงการลดทอนเสรีภาพหรือการเบี่ยงเบนออกจากประชาธิปไตย ขณะที่ในหน้าการเมืองญี่ปุ่น ทหารไม่ได้เข้ามามีบทบาทหรือแทรกแซง เช่นเดียวกับฝ่ายอนุรักษนิยมที่ไม่ได้เรียกร้องให้ทหารเข้ามาในการเมืองแต่อย่างใด

 

หากเปรียบเทียบการเลือกตั้งไทยกับญี่ปุ่น อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ คือ ‘ความมั่นคงของระบอบการเมือง’ โดยในกรณีไทย ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า ประเทศยังอยู่ในภาวะประชาธิปไตยก่ำกึ่ง ขณะที่สังคมญี่ปุ่นได้ก้าวข้ามผ่านจุดนั้นไปแล้ว กล่าวคือ ไม่มีแรงผลักสำคัญในสังคมที่ต้องการหวนกลับไปสู่ระบอบเผด็จการหรืออำนาจนิยมอีกต่อไป ระบอบประชาธิปไตยจึงกลายเป็นกรอบร่วมที่ทุกฝ่ายยอมรับโดยปริยาย

 

อนึ่ง สังคมญี่ปุ่นมีท่าทีเข็ดขยาดต่อลัทธิทหารมาตั้งแต่หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา โดยมีการมองว่า ทหารพาประเทศเข้าสู่สงครามจนเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ เช่น เกิดกระแส ‘Antimilitarism’ หรือแนวคิดต่อต้านทหาร และเชิดชูแนวคิดสันตินิยม (Pacifism)

 

หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของแนวคิดดังกล่าวคือ รัฐธรรมนูญมาตรา 9 ว่าด้วยบทบัญญัติที่ญี่ปุ่นสละสิทธิในการทำสงคราม และไม่ใช้กำลังทางทหารเป็นเครื่องมือแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ ถือเป็นฉันทมติหลังสงครามที่มุ่งจำกัดบทบาททหาร และวางรากฐานระบอบประชาธิปไตยแบบพลเรือนเป็นใหญ่

 

ผศ.ดร.ธีวินท์อธิบายว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นยึดหลัก ‘พลเรือนคุมทหาร’ (Civilian Control) อย่างเคร่งครัด สะท้อนจากโครงสร้างที่อยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน โดยปี 2007 ญี่ปุ่นได้ตั้ง ‘กระทรวงป้องกันประเทศ’ ซึ่งยกระดับจากทบวงภายใต้สำนักนายกฯ ในยุครัฐบาล ชินโซ อาเบะ อดีตผู้นำจากพรรค LDP

 

ขณะที่กองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Forces: SDF) ซึ่งเกิดจากการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 9 และเคยมีข้อถกเถียงเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ได้รับการยอมรับทางการเมืองและสังคมมากขึ้นในยุคหลังสงครามเย็น แต่บทบาทถูกจำกัดให้อยู่ในภารกิจเชิงป้องกันและสันติภาพ เช่น การเข้าร่วมปฏิบัติการรักษาสันติภาพ (PKO) ขององค์การสหประชาชาติ (UN) และภารกิจด้านมนุษยธรรมและกู้ภัย

 

“SDF ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง รวมไปถึงการแสดงออกทางการเมืองด้วย หากมีเหตุการณ์ที่ SDF แสดงจุดยืนหรือความเห็นทางการเมือง มักจะถูกสื่อเพ่งเล็งและเป็นประเด็นปัญหาขึ้นมา ซึ่งสะท้อนว่า สังคมยังคงยึดหลักต่อต้านทหารและหลักพลเรือนคุมทหาร”

 

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ระบุว่า แม้ปัจจุบัน SDF มีหน้าที่ให้คำปรึกษารัฐบาลมากขึ้น เช่น ประเด็นภัยคุกคามทางทหาร แต่ญี่ปุ่นยังคงยึดแนวคิดสันตินิยมและประชาธิปไตยเป็นส่วนสำคัญ ทำให้กองกำลังก็ยังมีบทบาทจำกัดเช่นเคย

 

เรียบง่ายและยืดหยุ่น: เลือกตั้งญี่ปุ่นที่สะท้อนเจตจำนงผู้ลงคะแนนเสียง

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ยังมองว่า การเลือกตั้งญี่ปุ่นมีความยืดหยุ่น และยึดเจตจำนงของประชาชนเป็นที่ตั้ง กล่าวคือ ผู้ลงคะแนนเสียงจะใช้วิธีการเลือกตั้ง คือ ‘เขียนชื่อผู้สมัคร’ ด้วยตนเอง ซึ่งสามารถเขียนเป็นอักษรคันจิ, ฮิรางานะ และคาตาคานะได้ทั้งหมด

 

ความพิถีพิถันของการเลือกตั้งญี่ปุ่นยังสะท้อนจากวัสดุที่ใช้ในการเลือกตั้งอย่าง ‘กระดาษยูโป’ (Yupo) กระดาษสังเคราะห์ที่กันน้ำ ยืดหยุ่น ทนทาน ไม่ฉีกขาดง่าย เหมาะกับการเขียน รวมถึงยังเห็นร่องรอยการตรวจสอบแก้ไข ขณะที่ผู้ลงคะแนนเสียงต้องใช้ ‘ดินสอ’ เขียนลงกระดาษ แทนปากกา เพราะหมึกอาจเลอะบัตร บิดเบือนเจตจำนงผู้ลงคะแนน รวมถึงสามารถลบได้ หากเขียนผิด

 

ภาพการลงคะแนนเสียง เลือกตั้ง ญี่ปุ่น ที่เน้นความโปร่งใสและพิถีพิถัน 1

 

“ผมมองว่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนความละเอียดแบบญี่ปุ่น คือคิดล่วงหน้าว่า จะออกแบบกระบวนการอย่างไรให้รัดกุม แต่ไม่สร้างภาระเกินจำเป็น

 

“สำหรับญี่ปุ่นหากเขียนคันจิผิดเล็กน้อย แต่ยังพอเดาได้ว่า เป็นผู้สมัครคนใด เขาก็ยังนับคะแนนให้

 

“ส่วนประเด็นการลบ ถ้าเขียนผิดจะทำอย่างไร ก็เป็นอีกคำถามหนึ่ง แม้ดินสอจะลบได้ แต่ก็มีร่องรอยตรวจสอบได้อยู่ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ญี่ปุ่นคิดรายละเอียดของกระบวนการค่อนข้างรอบคอบในเชิงเทคนิค” ผศ.ดร.ธีวินท์อธิบาย

 

พรรคเดียวครองสภาได้จริงหรือ ทำไมพรรค LDP ชนะเลือกตั้งบ่อย?

 

แม้พรรค LDP ครองหน้าการเมืองญี่ปุ่นตั้งแต่หลังสงครามโลกเป็นต้นมา จนมักมีตั้งคำถามเล่นๆ ว่า เพราะเหตุใดคนญี่ปุ่นไม่เข็ดหลาบกับพรรคการเมืองนี้บ้าง อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า พรรค LDP ได้รับเครดิตสำคัญ เพราะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นพัฒนาขึ้นมา แม้รัฐบาลแต่ละยุคจะมีบริบททางการเมืองต่างกันก็ตาม

 

“เมื่อเป็นพรรคใหญ่และอยู่ในอำนาจมายาวนาน ก็สามารถกระจายผลประโยชน์ไปยังผู้คนจำนวนมากได้ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรในชนบทที่พึ่งพา LDP รวมถึงงบประมาณด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่รัฐบาลกระจายลงไปในพื้นที่ ดังนั้น LDP จึงอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบมาโดยตลอด”

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ยังขยายความว่า สาเหตุที่ LDP กลับมาชนะเลือกตั้งได้ เพราะพรรคฝ่ายค้านยังไม่สามารถพิสูจน์ตนเองได้ว่า สามารถเป็นทางเลือกที่ดีกว่าให้กับประเทศ​ โดยเฉพาะการจัดการวิกฤตแผ่นดินไหวและสึนามิในปี 2011 ปรากฏว่า นาโอโตะ คัง อดีตนายกฯ จากพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Democratic Party of Japan: DPJ) ไม่สามารถจัดการวิกฤตได้ โดยหลังจากเหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา พรรคฝ่ายค้านก็ไม่สามารถเรียกความนิยมจากประชาชนกลับคืนมา หรือเสนอชุดนโยบายใหม่ที่มาทดแทน LDP ได้

 

ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.ธีวินท์ยังมองว่า พรรค LDP ตอบโจทย์เรื่องชาตินิยมและความมั่นคงในประเทศได้ดีกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พรรค LDP ไม่เผชิญปัญหาทางการเมือง โดยเฉพาะกับการเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลพรรคเดียวมาตลอด ซึ่งต้องเผชิญเรื่องอื้อฉาวอย่างคอร์รัปชันหรือความโปร่งใส จนนำไปสู่ปัญหารัฐบาลเสียงข้างน้อยในช่วงที่ผ่านมา

 

 

ภาพ: Issei Kato / Reuters

The post ทำไมเลือกตั้งญี่ปุ่นโปร่งใส? ถอดรหัสการเมืองแดนอาทิตย์อุทัย ที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อใจและประชาธิปไตย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จักซานาเอะ ทาคาอิจิ จากอดีตมือกลองเฮฟวีเมทัล สู่นายกรัฐมนตรีหญิงแกร่งที่ชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ https://thestandard.co/sanae-takaichi-japan-pm-drummer/ Mon, 09 Feb 2026 04:40:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1176265 ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น

ชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรค LDP และพรรคร่วมรัฐบาลภายใต้ก […]

The post รู้จักซานาเอะ ทาคาอิจิ จากอดีตมือกลองเฮฟวีเมทัล สู่นายกรัฐมนตรีหญิงแกร่งที่ชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น

ชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรค LDP และพรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงแกร่งของญี่ปุ่น ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นวานนี้ (8 กุมภาพันธ์) ส่งผลให้เธอกลายเป็นผู้นำหญิงคนแรกของประเทศที่มาจากการชนะเลือกตั้ง หลังจากที่การเข้ารับตำแหน่งครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม เกิดขึ้นเพราะชัยชนะในการโหวตเลือกประธานพรรค LDP

 

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรค LDP ได้ที่นั่ง สส. ไปถึง 316 ที่นั่ง จากทั้งหมด 465 ที่นั่ง ซึ่งดีที่สุดนับตั้งแต่ยุคหลังสงคราม สะท้อนถึงความนิยมของทาคาอิจิ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จากแนวนโยบายและบุคลิกที่โดดเด่นแม้จะเป็นนักการเมืองสายอนุรักษ์นิยม ที่มีแนวคิดหลักคือยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศญี่ปุ่น

 

ตัวตนและเส้นทางชีวิตของทาคาอิจิเป็นอย่างไร เธอก้าวจากอดีตที่เคยเป็น ‘มือกลองวงเฮฟวีเมทัล’ และกลายมาเป็น ‘ผู้นำหญิงยอดนิยม’ ได้อย่างไร ไปทำความรู้จักกัน

 

ซานาเอะ ทาคาอิจิ คือใคร

 

ทาคาอิจิเกิดและเติบโตที่จังหวัดนาราเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 1961 พ่อของเธอเป็นพนักงานบริษัทยานยนต์และแม่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อจบการศึกษาระดับมัธยมในนาราแล้ว เธอสอบผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเคโอและมหาวิทยาลัยวาเซดะในกรุงโตเกียว แต่พ่อแม่ปฏิเสธที่จะจ่ายค่าเทอมให้ หากเธอเลือกเรียนไกลบ้าน หรือเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน ทั้งยังกังวลเรื่องความปลอดภัยเนื่องจากเธอเป็นผู้หญิง ทาคาอิจิจึงเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยโกเบซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดใกล้เคียงแทน โดยใช้เวลาเดินทางไป-กลับไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง

 

ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง เธอเคยเป็นมือกลองเฮฟวีเมทัล เธอหลงใหลการดำน้ำและชื่นชอบรถยนต์เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ทาคาอิจิยังเคยทำงานเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ในช่วงเวลาสั้นๆ อีกด้วย

 

แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจเดินหน้าสู่สนามการเมืองเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 ขณะที่ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นทวีความรุนแรง โดยหลังจากที่เธอเข้าศึกษาต่อที่สถาบันมัตสึชิตะเพื่อการบริหารและการจัดการ (MIGM) ซึ่งเป็นสถาบันที่เน้นการพัฒนาผู้นำทางการเมืองในอนาคต เธอตัดสินใจเดินทางไปสหรัฐอเมริกาในปี 1987 เพื่อทำงานในสำนักงานของแพทริเซีย ชโรเดอร์ สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของญี่ปุ่นอย่างตรงไปตรงมา เพื่อทำความเข้าใจมุมมองของสหรัฐฯ ต่อญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น

 

เส้นทางการเมืองสายอนุรักษ์นิยม

 

ทาคาอิจิลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ครั้งแรกในปี 1992 ในนามผู้สมัครอิสระ แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เธอไม่ละทิ้งความพยายามในเส้นทางการเมือง จนในปี 1996 เธอชนะการเลือกตั้งและเข้าเป็นสมาชิกพรรค LDP นับตั้งแต่นั้นเธอได้รับเลือกตั้งเป็น สส. มาแล้วถึง 10 สมัย โดยแพ้การเลือกตั้งเพียงครั้งเดียว เธอสร้างชื่อเสียงในฐานะหนึ่งในนักการเมืองสายอนุรักษ์นิยม (ฝ่ายขวา) ที่มักแสดงจุดยืนชัดเจน

 

เธอเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลญี่ปุ่นมาแล้วหลายตำแหน่ง เช่น รัฐมนตรีด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและการสื่อสาร เป็นต้น

 

เมื่อปี 2021 ทาคาอิจิลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค LDP เป็นครั้งแรก ก่อนที่จะแพ้ให้กับ ฟูมิโอะ คิชิดะ ซึ่งต่อมาได้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และกลับมาลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้นำพรรค LDP อีกครั้ง เมื่อปี 2024 และแพ้ให้กับ ชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนก่อนหน้า

 

ทาคาอิจิ กลายเป็นผู้นำหญิงคนแรกของพรรค LDP ที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดอย่างตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก หลังชนะในการโหวตเลือกประธานพรรค LDP เมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยเอาชนะ ชินจิโร โคอิซึมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร วัย 44 ปี และบุตรชายของ จุนอิจิโร โคอิซึมิ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ไปด้วยคะแนน 185 ต่อ 156 เสียง

 

ขณะที่เธอย้ำความสำเร็จทางการเมืองได้อีกครั้ง หลังจากที่ตัดสินใจยุบสภาและประกาศจัดการเลือกตั้งแบบกะทันหันเมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนและสร้างเสถียรภาพของรัฐบาลด้วยเป้าหมายเพิ่มเสียงข้างมากในสภา

 

โดยผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ออกมา ซึ่ง LDP ได้ สส. ไปถึง 316 ที่นั่ง จาก 465 ที่นั่ง หรือคิดเป็นกว่า 2 ใน 3 และเมื่อรวมกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง Japan Innovation Party (JIP) ก็จะได้ สส. รวมถึง 352 ที่นั่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 233 ที่นั่งในช่วงก่อนยุบสภา ส่งผลให้รัฐบาลของทาคาอิจิ กลายเป็นรัฐบาลที่แข็งแกร่งอย่างมากในรอบหลายปี

 

จุดยืนและแนวโน้มนโยบายสำคัญ

 

ทาคาอิจิเป็นนักอนุรักษนิยมที่แข็งกร้าว มีจุดยืนทางการเมืองชัดเจน และจัดอยู่ในปีกขวาของพรรค LDP โดยเธอคัดค้านกฎหมายที่อนุญาตให้ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วยังคงใช้นามสกุลเดิมได้ พร้อมให้เหตุผลว่า กฎหมายดังกล่าวบั่นทอนขนบธรรมเนียมดั้งเดิมของญี่ปุ่น นอกจากนี้เธอยังมีแนวคิดทางการเมืองคล้ายคลึงกับชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีสายอนุรักษนิยมผู้ล่วงลับ โดยเฉพาะการต่อต้านกฎหมายสมรสเท่าเทียมในญี่ปุ่น

 

เธอไปเยี่ยมศาลเจ้ายาสุกุนิเป็นประจำ ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่ระลึกถึงบรรดาผู้เสียชีวิตในสงครามของญี่ปุ่น โดยทาคาอิจิยังผลักดันข้อเสนอเกี่ยวกับการขยายบริการด้านสุขภาพสำหรับผู้หญิง ปรับปรุงทางเลือกในการดูแลผู้สูงอายุในสังคมญี่ปุ่น รวมถึงเรียกร้องให้มีการผ่อนปรนข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญต่อกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นอีกด้วย

 

ส่วนในมิติทางเศรษฐกิจ ทาคาอิจิให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจแบบ ‘อาเบะโนมิกส์’ (Abenomics) ซึ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการใช้จ่ายภาครัฐในระดับสูง และการกู้ยืมต้นทุนต่ำ

 

ทาคาอิจิสัญญาว่าจะ เพิ่มขนาดเศรษฐกิจเป็นสองเท่าภายในหนึ่งทศวรรษ ด้วยการลงทุนของรัฐจำนวนมหาศาลในเทคโนโลยีใหม่ โครงสร้างพื้นฐาน การผลิตอาหาร และด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจอื่นๆ

 

ชัยชนะของทาคาอิจิ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยังถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ เห็นได้จากดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่พุ่งสูงทันทีหลังเปิดตลาดในวันนี้ (9 กุมภาพันธ์) เนื่องจากนโยบายการเงินและการคลังของเธอที่ผ่านมา ซึ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายภาครัฐและการคงอัตราดอกเบี้ยต่ำ

 

ขณะที่ทาคาอิจิ ถือเป็นผู้ที่เข้ามากอบกู้ความนิยมของพรรค LDP ที่ร่วงโรยไปอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากความท้าทายและปัญหาต่างๆ อาทิ กระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา อัตราการเกิดต่ำ ปัญหาประชากรลดลง และความไม่พึงพอใจในประเด็นทางสังคมอื่นๆ

 

การเข้ากุมบังเหียนพรรค LDP ของทาคาอิจิ ยังมีขึ้นในช่วงเวลาที่พรรคต้องการฟื้นฟูความนิยมจากกลุ่มผู้มีแนวคิดอนุรักษนิยม หลังผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งบางส่วนหันไปสนับสนุนพรรคฝ่ายขวาจัดอย่าง พรรคซันเซโตะ ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากนโยบายต่อต้านผู้อพยพและการชูคำขวัญ ‘ญี่ปุ่นต้องมาก่อน’ (Japanese First) ทำให้พรรคซันเซโตะมีที่นั่งในสภาสูงของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจาก 1 เป็น 15 ที่นั่ง ส่งผลให้สามารถดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้มีแนวคิดอนุรักษนิยมไปได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ทาคาอิจิ ตั้งเป้าที่จะเป็น ‘หญิงเหล็ก’ โดยโอบรับถึงความท้าทายที่รออยู่ พร้อมระบุว่า “LDP จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตของญี่ปุ่น และจะยึดมั่นในผลประโยชน์แห่งชาติเป็นอันดับแรกเสมอ

 

ภาพ: REUTERS/Kim Kyung-Hoon

 

อ้างอิง:

The post รู้จักซานาเอะ ทาคาอิจิ จากอดีตมือกลองเฮฟวีเมทัล สู่นายกรัฐมนตรีหญิงแกร่งที่ชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลโพลชี้ เลือกตั้งญี่ปุ่น LDP จ่อแลนด์สไลด์ นักวิเคราะห์มอง ‘ทาคาอิจิ’ เดินตามรอย ‘อาเบะ’ https://thestandard.co/japan-election-ldp-to-landslide/ Mon, 02 Feb 2026 03:22:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1172502 ภาพผู้คนเข้าร่วมการชุมนุมหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งในญี่ปุ่น

ผลสำรวจ Asahi Shimbun เผย พรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (L […]

The post ผลโพลชี้ เลือกตั้งญี่ปุ่น LDP จ่อแลนด์สไลด์ นักวิเคราะห์มอง ‘ทาคาอิจิ’ เดินตามรอย ‘อาเบะ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้คนเข้าร่วมการชุมนุมหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งในญี่ปุ่น

ผลสำรวจ Asahi Shimbun เผย พรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Liberal Democratic Party: LDP) มีแนวโน้มคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งระดับประเทศ ‘ถล่มถลาย’ โดยคาดว่า อาจได้ที่นั่งในสภา 233 ที่นั่งจาก 465 ที่นั่ง และมีพรรคร่วมรัฐบาลเกิน 300 ที่นั่ง เปิดทางให้ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิง ผลักดันนโยบายการคลังเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

 

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) Asahi Shimbun สื่อเก่าแก่ญี่ปุ่นรายงานผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการเลือกตั้งระดับประเทศในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ว่า พรรค LDP มีแนวโน้มคว้าชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ โดยอาจได้ที่นั่งราว 233 ที่นั่งจาก 465 ที่นั่ง หรือเพิ่มขึ้น 35 ที่นั่ง เมื่อเทียบกับที่นั่งก่อนยุบสภา คือ 198 ที่นั่ง

 

นอกจากนี้มีการคาดการณ์ว่า รัฐบาลพรรค LDP อาจครองเสียงข้างมากในสภาราว 300 ที่นั่ง เมื่อจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคนิปปอนอิชชิน (Nippon Ishin) และมีแนวโน้มครองเสียงข้างมากพิเศษ (Supermajority) ในสภา หรือเกิน 310 เสียงขึ้นไป หากรวมเสียงกับพรรคร่วมอื่นๆ

 

ผลสำรวจยังระบุว่า Centrist Reform Alliance (CRA) แนวร่วมฝ่ายค้านระหว่างพรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่น (Constitutional Democratic Party) กับพรรคโคเม อดีตพันธมิตรเก่าแก่ของพรรค LDP กำลังประสบปัญหาในการสร้างแรงดึงดูดต่อสาธารณชน และอาจสูญเสียที่นั่งไปถึงครึ่งหนึ่งจาก 167 ที่นั่งที่ครองอยู่ในปัจจุบัน

 

รายงานนี้สอดคล้องกับผลสำรวจของ JNN ที่ระบุว่า มีเพียง 10% ของผู้ตอบแบบสอบถามเท่านั้น ที่ตั้งใจจะลงคะแนนให้แนวร่วมฝ่ายค้าน CRA ในระบบบัญชีรายชื่อ ขณะที่อีก 32% ยังสนับสนุน LDP โดยผลโพลยังชี้ว่า คะแนนนิยมของทาคาอิจิยังอยู่ในระดับสูงถึง 69.9% แม้จะลดลง 8.2 จุดจากการสำรวจก่อนหน้า

 

ทั้งนี้ Reuters ระบุว่า หากพรรค LDP ชนะการเลือกตั้ง จะช่วยตอกย้ำอำนาจของทาคาอิจิภายในพรรค และสร้างความชอบธรรมในการดำเนินนโยบายการคลังเชิงขยาย ซึ่งสร้างความกังวลให้กับภาคการคลังของญี่ปุ่น

 

ในช่วงที่ผ่านมา ทาคาอิจิตั้งเป้าเพิ่มการลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกทั้งยังระงับการจัดเก็บภาษีการขายสินค้าอาหารเป็นการชั่วคราว เพื่อลดแรงกดดันในประเด็นค่าครองชีพ ขณะที่ดำเนินนโยบายต่างประเทศแข็งกร้าวในกรณีข้อพิพาทปมไต้หวันต่อจีน

 

พอล มิดฟอร์ด ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก Meiji Gakuin University ให้สัมภาษณ์กับ Asahi Shimbun ว่า ความกังวลทางเศรษฐกิจอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทาคาอิจิเลือกยุบสภาในเวลานี้

 

ขณะที่ คาซูฮิสะ ชิมาดะ อดีตรัฐมนตรีช่วยการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นมองว่า ทาคาอิจิกำลังเดินตาม ชินโซ อาเบะ อดีตนายกฯ ผู้เป็นพี่เลี้ยงทางการเมืองจากกรณีข้อพิพาทกับจีน ซึ่งในปี 2012 อาเบะกลับมาชนะเลือกตั้ง และรักษาฐานเสียงทางการเมืองได้อย่างยาวนาน

 

ด้าน เจเรมี ชาน นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Eurasia Group วิเคราะห์ว่า หากทาคาอิจิคว้าที่นั่งในสภาได้ 233 ที่นั่งจริงๆ ถือเป็นการส่งสัญญาณไปยังจีนว่า เธอจะได้ดำรงตำแหน่งอีกหลายสมัย และการกดดันของจีนต่อจะมีผลย้อนกลับ

 

“ในทางกลับกัน หากทาคาอิจิชนะเพียงเล็กน้อย จีนก็น่าจะเพิ่มแรงบีบบังคับต่อญี่ปุ่นมากขึ้น” ชานทิ้งท้าย

 

ภาพ: Rodrigo Reyes Marin / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ผลโพลชี้ เลือกตั้งญี่ปุ่น LDP จ่อแลนด์สไลด์ นักวิเคราะห์มอง ‘ทาคาอิจิ’ เดินตามรอย ‘อาเบะ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านเกมการเมืองญี่ปุ่น หลังวิวาทะ ‘ทาคาอิจิ’ ทำจีนเดือดปมไต้หวัน https://thestandard.co/japan-politics-takaichi-china-taiwan/ Fri, 21 Nov 2025 02:14:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1145681 อ่านเกมการเมืองญี่ปุ่น หลังวิวาทะ ‘ทาคาอิจิ’ ทำ จีน เดือดปม ไต้หวัน

‘ศีรษะที่โสมมต้องถูกตัดออกอย่างไม่ลังเล’ เป็นวิวาทะสั้น […]

The post อ่านเกมการเมืองญี่ปุ่น หลังวิวาทะ ‘ทาคาอิจิ’ ทำจีนเดือดปมไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านเกมการเมืองญี่ปุ่น หลังวิวาทะ ‘ทาคาอิจิ’ ทำ จีน เดือดปม ไต้หวัน

‘ศีรษะที่โสมมต้องถูกตัดออกอย่างไม่ลังเล’ เป็นวิวาทะสั้นๆ ที่บ่งบอกสถานการณ์ความขัดแย้งระลอกใหม่ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น หลัง เสวียเจี้ยน กงสุลจีนประจำโอซาก้า วิจารณ์ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงญี่ปุ่น กรณีให้ความเห็นในรัฐสภาว่า ญี่ปุ่นต้องเข้าไปใช้กำลังปกป้องไต้หวัน หากเผชิญสถานการณ์ที่ข้องเกี่ยวกับ ‘เรือรบ’ หรือ ‘การใช้กำลัง’ เพราะกระทบต่อการอยู่รอดของญี่ปุ่น (Survival-Threatening Situation)

 

แม้เหตุการณ์จะสร้างแรงสะเทือนในความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่น และภูมิภาคเอเชียตะวันออก แต่สำหรับนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นี่ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย หากแต่เป็นจุดยืนของญี่ปุ่นที่ซ่อนไว้มานาน

 

THE STANDARD หาคำตอบความขัดแย้งครั้งนี้กับ ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญการเมืองญี่ปุ่น

 

‘ไต้หวัน’ จุดยืนทางการทูตที่ซ้อนเร้นของญี่ปุ่น

 

ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า ท่าทีสนับสนุนไต้หวันของทาคาอิจิ คือจุดยืนแท้จริงของญี่ปุ่นที่มีมาเนิ่นนานแล้ว หากแต่ไม่ได้มีการแสดงท่าทีอย่างเปิดเผยในระดับผู้นำประเทศ เพราะอาจทำให้สถานการณ์วุ่นวายแบบปัจจุบัน เนื่องจากญี่ปุ่นยังยึดนโยบายจีนเดียว (One China Policy) ที่รับรองจีนแผ่นดินใหญ่ ให้เป็นรัฐที่ถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ และส่งผลให้ญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันแบบไม่เป็นทางการ (Unofficial)

 

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ญี่ปุ่นแสดงออกชัดเจนตลอดผ่านคำพูดของเจ้าหน้าที่ทางการทูต หรือผู้นำระดับรองลงมาว่า ไต้หวันและญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีความใกล้ชิดกัน เช่นการบอกว่า ไต้หวันและญี่ปุ่นเป็นชาติที่แบ่งปันชะตากรรมร่วมกัน หรือ ไต้หวันคือมิตรที่สำคัญมากๆ ของญี่ปุ่น ไปจนถึงว่า ความมั่นคงของไต้หวันเป็นเรื่องเดียวกับความมั่นคงของญี่ปุ่น หากเกิดวิกฤตกับไต้หวันก็จะเทียบเท่ากับวิกฤตของญี่ปุ่น

 

“เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทาคาอิจิพูด สำหรับคนที่ติดตามการเมืองญี่ปุ่นมาโดยตลอด ถ้าเกี่ยวกับเรื่องไต้หวัน ก็จะรู้สึกไม่น่าแปลกใจ แต่ที่แปลกใจ คือ ทาคาอิจิหลุดออกมาพูดในสภาเท่านั้น ซึ่งก็อาจจะมองได้ว่า เขาเป็นนายกฯ มือใหม่ แต่ก็ชัดเจนว่า ทาคาอิจิอาจจะเล่นกับยุทธศาสตร์นี้มาโดยตลอดก็ได้ เพราะสิ่งที่เขาพูดออกมา มันไม่ได้ผิดแปลกไปจากท่าทีที่ญี่ปุ่นแสดงแบบไม่เป็นทางการมาโดยตลอด”

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นมองว่า การที่จีนมีท่าทีรุนแรง และเพิ่มพูนแสนยานุภาพทางทหาร ยิ่งกระตุ้นให้ญี่ปุ่นเกิดความตื่นตัวอย่างมาก โดยเฉพาะการพิจารณาความเป็นไปได้ที่จีนจะใช้กำลังบุกไต้หวัน

 

จากวาทะของทาคาอิจิ ผศ.ดร.ธีวินท์ จึงมองว่า ญี่ปุ่นกำลัง ‘ป้องปราม’ (Deterrence) ไม่ให้จีนคิดใช้กำลังกับไต้หวัน เพราะมีผลกระทบและแรงผลักดัน ต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่นหลายด้านดังต่อไปนี้

 

1. ภัยคุกคามทางภูมิศาสตร์: เนื่องจากปลายสุดของญี่ปุ่นอย่างจังหวัดโอกินาวา อยู่ไม่ไกลจากไต้หวัน หากจีนใช้กำลังกับไต้หวัน ย่อมกระทบญี่ปุ่นได้ไม่ยาก อีกทั้งฐานทัพสหรัฐอเมริกาในญี่ปุ่นคงมีบทบาท และประเทศต้องติดร่างแหจากความขัดแย้งครั้งนี้

 

นอกจากนี้ จีนอาจจะใช้โอกาส ‘ฮุบ’ พื้นที่ข้อพิพาทอย่างเกาะเซ็งกากุ (ภาษาญี่ปุ่น) / เตียวหยู (ภาษาจีน)

 

2. ความเสี่ยงทางทหารโดยตรง: ผู้เชี่ยวชาญการเมืองญี่ปุ่นยกตัวอย่างกรณีจีนซ้อมรบใหญ่ในปี 2022 เพื่อขู่และแสดงความไม่พอใจต่อกรณี แนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เยือนไต้หวัน แต่ปรากฏกว่า ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งครั้งนี้ เพราะขีปนาวุธหลายลูกของจีนตกในเขตน่านน้ำของประเทศ

 

3. ผลกระทบต่อความอยู่รอดเชิงยุทธศาสตร์: ญี่ปุ่นกังวลว่า หากจีนครอบงำไต้หวันได้เบ็ดเสร็จ จะทำให้ความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของจีนเพิ่มขึ้น และทำให้ญี่ปุ่นถูกปิดล้อมเส้นทางการเดินเรือต่างๆ ที่ญี่ปุ่นใช้ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

 

4. ผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาค: ผศ.ดร. ธีวินท์เน้นย้ำว่า ญี่ปุ่นไม่ได้มองแค่ผลประโยชน์ความมั่นคงประเทศอย่างเดียว แต่มองผลประโยชน์ทั้ง ‘ภูมิภาค’ หรือ ‘เชิงระบบ’ (Systemic) โดยเชื่อว่า หากภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกได้รับผลกระทบจากการใช้กำลังของชาติใดชาติหนึ่ง ไม่ใช่แค่จีน ญี่ปุ่นก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย โดยเฉพาะผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้า

 

จับสัญญาณแก้รัฐธรรมนูญ ‘มาตรา 9’ เมื่อญี่ปุ่นขยับบทบาทด้านความมั่นคง

 

กรณีการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 9 หรือ ‘บทบัญญัติสันติภาพ’ (Pacific Clause) ต้นกำเนิดอัตลักษณ์ ‘ประเทศรักสันติ’ ของญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง จากคำพูดของทาคาอิจิที่ระบุว่า หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินในไต้หวัน ที่เกี่ยวข้องกับ ‘เรือรบ’ หรือ ‘การสู้รบ’ อาจถือได้ว่า เป็นสถานการณ์ที่ ‘คุกคาม’ ต่อการอยู่รอดของญี่ปุ่น

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ระบุว่า คำพูดของทาคาอิจิไม่ได้พูดถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 9 โดยตรง แต่เป็นการตีความบทบัญญัติผ่านกฎหมายความมั่นคงปี 2015 ในยุค ชินโซ อาเบะ คือ กองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Forces: SDF) ให้สามารถใช้กำลังป้องกันตนเอง ร่วมกับชาติอื่นที่ญี่ปุ่นมีความใกล้ชิด หากชาติใดชาติหนึ่งถูกโจมตี หรือแนวคิด Collective Self-Defense

 

อ. คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงนี้สำคัญและเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะแนวคิดนี้เคยไม่ได้รับการยอมรับมาก่อน โดยเฉพาะหากเทียบกับจุดเริ่มต้นของมาตรา 9 ที่รัฐธรรมนูญจำกัดการใช้กำลังใดๆ ของญี่ปุ่นอย่างเบ็ดเสร็จ ก่อนจะค่อยๆ มีการตีความเปลี่ยนแปลงตามบริบทระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของการเมืองภายในให้สามารถปฏิบัติหน้าที่บางอย่างได้

 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ ผศ.ดร.ธีวินท์ ตั้งข้อสังเกต คือ คำว่า ‘ชาติอื่นที่ญี่ปุ่นมีความใกล้ชิด’ ไม่ได้ใช้แค่ชาติพันธมิตรทางการอย่างสหรัฐฯ แต่หมายรวมถึงทุกชาติในเอเชียที่มีความสัมพันธ์อันดี หากญี่ปุ่นพิจารณาแล้วว่า การโจมตีนั้นกระทบกับสถานการณ์การอยู่รอดของประเทศ

 

หากแต่การช่วยเหลือทางการทหารของญี่ปุ่น ต้องประกอบด้วยเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ

 

1. กระทบต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น (Survival Threatening Situation)
2. ไม่มีหนทางอื่นแล้ว
3. ใช้กำลังต่ำสุดเท่าที่จำเป็น เพื่อการป้องกันตนเองเท่านั้น

 

เมื่อถามถึงแนวโน้มการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 ผศ.ดร.ธีวินท์ระบุว่า วาระดังกล่าวอยู่ในทางการเมืองญี่ปุ่นมานานถึง 10 ปี ซึ่งเกิดขึ้นในยุครัฐบาลอาเบะ และจากฉันทมติที่เคยเป็นเรื่อง ‘ต้องห้าม’ ในทางการเมืองญี่ปุ่น ตอนนี้เริ่มมีหลายพรรคการเมืองที่เห็นพ้องกับพรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Liberal Democratic Party: LDP) เพราะแนวคิดเริ่มโน้มเอียงไปกับฝ่ายขวา อย่างพรรคนิปปอนอิชชิน (Nippon Ishin)

 

อย่างไรก็ดี แม้จะมีเสียงมากขึ้นในทางการเมือง แต่ อ.ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นมองว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 เพื่อเปิดทางให้ญี่ปุ่นมีกองทัพ อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยมติเสียงข้างมากเป็นพิเศษ (Supermajority) คือ 2 ใน 3 ของสภา ซึ่งบริบททางการเมืองตอนนี้ พรรคร่วมรัฐบาลเป็นเสียงข้างน้อย ฉะนั้นหากรัฐบาลทาคาอิจิอยากจะแก้รัฐธรรมนูญจริงๆ ก็คงต้องเจรจากันครั้งใหญ่ และระยะยาว

 

อนึ่ง ผลสำรวจจาก Asahi Shimbun ในต้นปี 2025 ระบุว่า ชาวญี่ปุ่นเห็นด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญถึง 53% ขณะที่มีผู้ไม่เห็นด้วยเพียง 35% ซึ่งจำนวนผู้ต่อต้านลดลงถึง 4% จากเดิมคือ 39% ในปีก่อนหน้านี้

 

สถานการณ์จะเดินไปในทางไหน

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ มองว่า ความขัดแย้งน่าจะยืดเยื้อไปอีก โดยท่าทีของจีนคือ ‘การเชือดไก่ให้ลิงดู’ ซึ่งเป็นการเตือนไต้หวันและชาติอื่นๆ ไปในตัวว่า แม้ผู้ญี่ปุ่นหลุดพูดเช่นนี้ ผลกระทบยังลุกลามไปอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่ในภาคการเมือง แต่รวมถึงภาคประชาชน ซึ่งมีกระแสชาตินิยมเข้ามาผสมโรงด้วย

 

อ.คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เปรียบเทียบว่า สถานการณ์จีน-ญี่ปุ่น อาจจะตึงเครียดเหมือนกับสมัยของ สีจิ้นผิง – อาเบะในปี 2012 จากปมข้อพิพาทเกาะเซ็งกากุ/เตียวหยู ซึ่งทำให้ 2 ประเทศมองหน้ากันไม่ติดเป็นเวลานาน ก่อนสถานการณ์มาคลี่คลายในระยะหลัง

 

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมว่า ญี่ปุ่นเองก็คงไม่ยอมถอย ในแบบที่จะขอโทษขอโพยอะไรกับจีนขนาดนั้น เพราะญี่ปุ่นต้องแสดงให้เห็นเหมือนกันว่า สิ่งที่ตนเองพูดมีหลักการสนับสนุนอยู่

 

“เพราะญี่ปุ่นวางเงื่อนไขอย่างชัดเจนว่า ถ้าจีนบุกไต้หวัน ญี่ปุ่นไม่ยอม ซึ่งญี่ปุ่นไม่ได้บอกว่า เรากำลังสนับสนุนไต้หวันให้ประกาศเอกราช แต่มันเป็นการวางเงื่อนไขไว้ว่า ถ้าจีนใช้กำลังกับไต้หวัน ก็อาจจะทำให้ญี่ปุ่นต้องคิดใช้กำลังแทรกแซง”

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ยังเสริมอีกว่า ท่าทีของญี่ปุ่นคือยุทธศาสตร์ป้องปราม โดยหากญี่ปุ่นประนีประนอมกับจีนมากเกินไป ก็จะทำให้ประเทศเสียประโยชน์ ขณะที่กระแสชาตินิยมก็เป็นอุปสรรคสำคัญ ถ้ารัฐบาลหรือทาคาอิจิทำตัวนอบน้อมกับจีน ก็จะได้รับผลกระทบจากเสียงต่อต้านของประชาชน

 

สำหรับประเด็นด้านผลกระทบ ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า ประเด็นไต้หวันกระทบกับทุกฝ่าย เช่น ไทยและอาเซียน เช่น ไทยก็มีแรงงานในไต้หวันจำนวนไม่น้อย ขณะที่ท่าทีของจีนกำลังเตือนทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่น หรือไต้หวัน

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นเปรียบเปรยว่า การเข้าหาไต้หวันก็เหมือนกับการเลือกข้างอยู่ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯ เป็นผู้สนับสนุนไต้หวัน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจเป็นภาพสะท้อนให้กับประเทศเล็กๆ ในเอเชียอย่างอาเซียนในการรับมือวิกฤตดังกล่าว

 

อ.คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ยังทิ้งท้ายว่า ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่รับมือการแข่งขันทางอำนาจระหว่างจีนกับสหรัฐฯ โดยในรายงานการป้องกันประเทศของญี่ปุ่นปี 2024 ที่ใช้ชื่อว่า New Era of Crisis หรือ ยุคแห่งวิกฤตใหม่ระบุว่า การแข่งขันทางอำนาจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน จะทำให้โลกแบ่งขั้วมากขึ้น โดยประเทศเล็กที่พึ่งพิงชาติเหล่านี้ ต้องเผชิญกับ ‘ทางสองแพร่ง’ ว่า จะอยู่ข้างใคร

 

ภาพ: Eugene Hoshiko / Reuters

The post อ่านเกมการเมืองญี่ปุ่น หลังวิวาทะ ‘ทาคาอิจิ’ ทำจีนเดือดปมไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์พบนายกฯ ญี่ปุ่น ลงนามดีลความร่วมมือแรร์เอิร์ธ https://thestandard.co/trump-japan-rare-earth-deal/ Tue, 28 Oct 2025 04:22:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1136380 ทรัมป์พบ นายกฯ ญี่ปุ่น ลงนามดีลความร่วมมือแรร์เอิร์ธ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เข้าพบ ซาน […]

The post ทรัมป์พบนายกฯ ญี่ปุ่น ลงนามดีลความร่วมมือแรร์เอิร์ธ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์พบ นายกฯ ญี่ปุ่น ลงนามดีลความร่วมมือแรร์เอิร์ธ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เข้าพบ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ณ กรุงโตเกียว วันนี้ (28 ตุลาคม) เพื่อเตรียมหารือเกี่ยวกับประเด็นการค้าและความมั่นคง โดยทรัมป์กล่าวชื่นชมทาคาอิจิที่ก้าวขึ้นเป็นผู้นำหญิงคนแรกของญี่ปุ่น รวมถึงคำมั่นของเธอที่จะมุ่งเสริมสร้างศักยภาพทางทหารของประเทศ

 

สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวใกล้ชิด คาดการณ์กันว่า ทาคาอิจิ เตรียมเสนอแพ็กเกจการลงทุนให้แก่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงมูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์ที่ทั้งสองประเทศได้บรรลุไปเมื่อช่วงต้นปี โดยแพ็กเกจดังกล่าวจะครอบคลุมถึงโครงการสำคัญต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมการต่อเรือ และการเพิ่มปริมาณการซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ของสหรัฐฯ ทั้งถั่วเหลือง ก๊าซธรรมชาติ และรถกระบะ

 

นอกจากนี้ สถานีโทรทัศน์ NTV รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวจากรัฐบาลญี่ปุ่นด้วยว่า ทาคาอิจิมีแผนแจ้งทรัมป์ว่า เธอจะเสนอชื่อเขาเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของทรัมป์ที่ปรารถนาจะได้รางวัลเกียรติยศดังกล่าวมาอย่างยาวนาน

 

“นี่คือการจับมือที่แข็งแกร่งมาก” ทรัมป์กล่าวขณะที่ผู้นำทั้งสองยืนถ่ายภาพร่วมกันที่พระราชวังอะกาซากะ (Akasaka Palace) ใจกลางกรุงโตเกียว

 

ก่อนหน้านี้ ผู้นำทั้งสองได้มีการพูดถึงชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นพันธมิตรทางการเมืองที่ใกล้ชิดของทาคาอิจิ และยังเป็นผู้สร้างสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับทรัมป์ในช่วงที่เขารับตำแหน่งสมัยแรก ระหว่างที่ทั้งคู่ใช้เวลาร่วมกันในสนามกอล์ฟหลายชั่วโมง

 

“ทุกสิ่งที่ผมรู้จากชินโซและคนอื่นๆ บ่งบอกว่า คุณจะเป็นหนึ่งในนายกรัฐมนตรีที่ยิ่งใหญ่ ผมขอแสดงความยินดีกับคุณที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกด้วย นี่คือเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ” ทรัมป์กล่าวกับทาคาอิจิ ขณะที่ทั้งคู่เริ่มนั่งลงเพื่อหารืออย่างเป็นทางการร่วมกับคณะผู้แทน

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวชื่นชมความพยายามของญี่ปุ่นในการยกระดับศักยภาพทางทหาร รวมถึงการสั่งซื้อยุทโธปกรณ์ด้านกลาโหมจากสหรัฐฯ เพิ่มเติม ขณะที่ทาคาอิจิกล่าวว่า บทบาทของทรัมป์ในการไกล่เกลี่ยการหยุดยิงระหว่างกัมพูชาและไทย รวมถึงการหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ถือเป็นความสำเร็จที่ ‘ไม่เคยมีมาก่อน’

 

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ทั้งสองได้ลงนามในข้อตกลงร่วมว่าด้วยการรักษาความมั่นคงด้านอุปทานแร่ธาตุสำคัญและแรร์เอิร์ธ โดยเห็นพ้องที่จะ “สนับสนุนอุปทานแร่ธาตุสำคัญและแรร์เอิร์ธ ทั้งในรูปแบบวัตถุดิบและแปรรูป ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศของสหรัฐฯ และญี่ปุ่น”

 

กรอบความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การประสานงานกันระหว่างพันธมิตรทั้งสองชาติ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอุปทาน และระดมความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมสร้างการลงทุนในการขุดเจาะและแปรรูปทรัพยากรเหล่านี้ ซึ่งเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด ตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงรถยนต์ EV

 

แถลงการณ์ร่วมระบุว่า “ข้อตกลงนี้จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่งคั่งของโลกอย่างต่อเนื่อง”

 

ในช่วงเช้าวันนี้ มาร์โก มาร์ติน ผู้ช่วยของทรัมป์ ได้โพสต์ภาพบนแพลตฟอร์ม X และระบุว่า ทาคาอิจิได้มอบของที่ระลึกแก่ทรัมป์เป็นไม้พัตเตอร์ของอาเบะ และถุงกอล์ฟพร้อมลายเซ็นของ ฮิเดกิ มัตสึยามะ นักกอล์ฟชื่อดังชาวญี่ปุ่น และลูกกอล์ฟประดับทองคำ และหลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้เซ็นชื่อลงบนหมวกเบสบอลที่ปักคำว่า “Japan Is Back” ด้วย

 

ภาพ: Evelyn Hockstein / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์พบนายกฯ ญี่ปุ่น ลงนามดีลความร่วมมือแรร์เอิร์ธ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะนโยบาย ‘ซานาเอะโนมิกส์’ นายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก เดินตาม ‘อาเบะโนมิกส์’? ประเมินผลกระทบต่อตลาดหุ้น บอนด์ และเงินเยน https://thestandard.co/wealth-in-depth-sanaenomics/ Wed, 22 Oct 2025 04:46:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1133768 เจาะนโยบาย ‘ซานาเอะโนมิกส์’ นายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก เดินตาม ‘อาเบะโนมิกส์’? ประเมินผลกระทบต่อตลาดหุ้น บอนด์ และเงินเยน

หลังจาก ‘ซานาเอะ ทากาอิจิ’ ได้รับมติเห็นชอบจากสภา เมื่อ […]

The post เจาะนโยบาย ‘ซานาเอะโนมิกส์’ นายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก เดินตาม ‘อาเบะโนมิกส์’? ประเมินผลกระทบต่อตลาดหุ้น บอนด์ และเงินเยน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะนโยบาย ‘ซานาเอะโนมิกส์’ นายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก เดินตาม ‘อาเบะโนมิกส์’? ประเมินผลกระทบต่อตลาดหุ้น บอนด์ และเงินเยน

หลังจาก ‘ซานาเอะ ทากาอิจิ’ ได้รับมติเห็นชอบจากสภา เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ให้ดำรงตำแหน่ง ‘นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น’ ทำให้ดัชนี Nikkei Stock Average ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงของตลาดหุ้นญี่ปุ่น พุ่งเข้าใกล้ระดับ 50,000 จุด แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงประมาณ 2% นับตั้งแต่ทากาอิจิขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค LDP

 

โดยทากาอิจิ วัย 64 ปี ถูกมองว่ากำลังสืบทอดแนวคิดของอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ผู้ล่วงลับ หลังจากทากาอิจิได้ประกาศสนับสนุนการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น และนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ซึ่งเป็นคล้ายกับ ‘ลูกศรสามดอก’ ภายใต้ชุดนโยบายเศรษฐกิจ ‘อาเบะโนมิกส์’ (Abenomics)

 

‘ซานาเอะโนมิกส์’ (Sanaenomics) เดินตาม ‘อาเบะโนมิกส์’?

 

นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า การทะยานขึ้นของตลาดหุ้นญี่ปุ่นครั้งนี้ ทำให้นึกถึงความกระตือรือร้นของนักลงทุนต่างชาติต่อหุ้นญี่ปุ่นในช่วงเริ่มต้นของ ‘อาเบะโนมิกส์’ (Abenomics)

 

โดยมาซาโตชิ คิคุจิ หัวหน้านักกลยุทธ์ตราสารทุนของ Mizuho Securities กล่าวว่า ในตอนนี้ จะไม่แปลกใจเลย หากระดับการซื้อสุทธิโดยนักลงทุนต่างชาติจะสูงเกินสถิติเดิมเมื่อปี 2013 ซึ่งเป็นช่วงแรกๆ ของรัฐบาลอาเบะ ที่ 15 ล้านล้านเยน ไปอีกหลายเท่าตัว

 

“ย้อนกลับไปช่วงเวลานั้น นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นญี่ปุ่นถึง 15 ล้านล้านเยนในปี 2013 ก่อนที่จะกลับมาเป็นผู้ขายสุทธิในอีกสองปีต่อมา เนื่องจากผู้คนเริ่มหมดศรัทธาในนโยบายเศรษฐกิจของอาเบะ” คิคุจิกล่าว

 

โดยสถาบันในประเทศญี่ปุ่นอย่าง Nomura Securities, Mizuho Securities และ Daiwa Securities ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ดัชนีนิกเกอิ ณ สิ้นปี คิคุจิจาก Mizuho กล่าวว่า เขาคาดว่าดัชนีนิกเกอิจะทะลุ 50,000 จุดภายในปีงบประมาณปัจจุบัน (ซึ่งสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2026) ทั้งนี้ Mizuho Securities ได้ปรับเป้าหมายดัชนีสิ้นปีขึ้น 2,000 จุด สู่กรอบ 45,000 ถึง 51,000 จุด

 

พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า นโยบายของทาคาอิจิมีความคล้ายคลึงกับอาเบะโนมิกส์ (Abenomics) โดยอธิบายว่า “ถ้าเราดูจากตัวประวัติของซานาเอะเองก็ค่อนข้างจะเป็นลูกหม้อของอาเบะระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น แนวคิดของซานาเอะไม่น่าแตกต่างจากตัวนโยบาย Abenomics เท่าไหร่
ซึ่งหนึ่งแกนหลักของนโยบาย Abenomics ก็ได้แก่ ‘การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการคลัง’ ที่เน้นการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นหลัก และ ‘นโยบายการเงินผ่อนคลาย’ ผ่านการรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ”

 

ทั้งนี้ อาเบะโนมิกส์เป็นชื่อเรียกชุดนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ‘ชินโซ อาเบะ’ ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ที่เรียกกันว่า ‘ธนู 3 ดอก’ ได้แก่ นโยบายการเงิน
(bold monetary policy) นโยบายการคลัง (flexible fiscal policy) และยุทธศาสตร์การเจริญเติบโต (growth strategy) เพื่อส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน

 

พูนกล่าวอีกว่า จากนโยบายของทาคาอิจิ ตามที่ประกาศออกมา จะสนับสนุนการลงทุนเน้นเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคโนโลยีด้านอวกาศ

 

นอกจากนี้ ทาคาอิจิยังค่อนข้างมีแนวคิดอนุรักษ์นิยมและชาตินิยม เพราะฉะนั้น จึงอาจเห็นการลงทุนในเทคโนโลยีที่ผูกติดกับการทหาร ซึ่งอาจทำให้งบประมาณด้านการทหารของญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม พูนกล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวยังติดเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 ของญี่ปุ่น หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับสันติภาพ (pacifist constitution) ที่ห้ามการใช้กำลังในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ และห้ามการคงไว้ซึ่งกองกำลังทหาร ซึ่งจัดทำขึ้นหลังสงครามโลก

 

“หากแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ญี่ปุ่นสามารถกลับมามีกองทัพเป็นของตนเองได้ ไม่ใช่แค่กองกำลังป้องกันตนเอง ซึ่งจะนำมาซึ่งงบประมาณจำนวนมหาศาล” พูนกล่าว

 

จับทิศทางธีม ‘Takaichi Trade’ ต่อตลาดหุ้น ตลาดบอนด์ และค่าเงินเยน

 

พูนกล่าวต่อว่า จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง ที่คล้ายกับ Abenomics น่าจะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นโดยรวมมีโอกาสขึ้นต่อได้ โดยกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ สูงสุด คือ เทคโนโลยี อวกาศ และการทหาร

 

พร้อมทั้งมองว่า จากแนวคิดการใช้จ่ายเงินของภาครัฐจำนวนมาก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มงบประมาณการทหาร คาดว่า ส่งผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) อายุระยะยาวของรัฐบาลญี่ปุ่น โดยเฉพาะรุ่นอายุ 20 ปี และ 30 ปี

 

“ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) รัฐบาลญี่ปุ่นอายุยาวของญี่ปุ่นจะมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและงบประมาณทหาร ขณะที่ Bond Yield อายุสั้นของญี่ปุ่นก็มีโอกาสจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน หากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยจนอาจทำให้ภาวะ ‘Bear Steepening’ ดำเนินต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลว่า ตลาดบอนด์ญี่ปุ่นขาดแรงซื้อไป โดยเฉพาะหลังมีรายงานว่า BOJ ชะลอการซื้อหรือลดการเข้ามาดูแลตลาด” พูนกล่าว

 

ทั้งนี้ Bear Steepening คือภาวะที่ Bond Yield ทั้งระยะสั้นและระยะยาวปรับตัวขึ้น แต่ Bond Yield ระยะยาวปรับตัวขึ้นมากขึ้นกว่า Bond Yield ระยะสั้น

 

สำหรับทิศทางค่าเงินเยน พูนมองว่า ถ้าทาคาอิจิต้องการดำเนินรอยตามอาเบะ น่าจะมีแนวคิดในการรักษาระดับดอกเบี้ยนโยบายให้ต่ำไปสักระยะหนึ่ง หรือถ้าต้องขึ้นก็น่าจะเกิดช้าหน่อย ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่กดดันให้ค่าเงินเยนอ่อนค่า

 

“โดยปัจจุบัน ตลาดได้สะท้อน (Priced In) ธีมนี้ไปแล้ว เห็นได้จากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าอย่างเห็นได้ชัด” พูนกล่าว

 

ทั้งนี้ USD/JPY เคลื่อนไหวอยู่ในระดับราว 151 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับว่าแข็งค่าขึ้นกว่า 3 35% จากช่วงต้นปี

 

Krungthai เตือนเยนมีทิศทางแข็งค่า แม้ ‘Takaichi Trade’ ช่วยชะลอการแข็งค่าอยู่

 

อย่างไรก็ตาม พูนมองว่า เงินเยนไม่น่าจะอ่อนค่าต่อเนื่องไปถึงระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐได้ เนื่องจากคาดว่า BOJ เตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาได้ หลังสถานการณ์การเมืองมีเสถียรภาพและอัตราเงินเฟ้อยังสูงอยู่

 

อย่างไรก็ตาม พูนมองว่า ธีม ‘Takaichi Trade’ จะเป็นปัจจัยที่ชะลอการแข็งค่าของเงินเยนลงไปเล็กน้อย โดยจากเดิมที่เคยคาดว่าจะเห็นเลข 140 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปีนี้ ก็อาจจะเห็น USD/JPY ลงมาอยู่แถว 145–147 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ‘พอเป็นไปได้’

 

อย่างไรก็ตาม พูนกล่าวว่า มุมมองดังกล่าวยังมีความเสี่ยงจากภาวะที่บอนด์ญี่ปุ่นยังถูกขาย และตลาดยังตกใจอยู่ ดังนั้นถ้ามีกระแสเงินทุนของต่างชาติไหลออกต่อเนื่องอาจเป็นปัจจัยกดดันให้เยนอ่อนค่าได้

 

Krungthai แนะคนไทย Buy on Dip เงินเยน

 

สำหรับค่าเงินเยนเทียบกับเงินบาท (JPY/THB) ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 21 – 21.8 บาทต่อ 100 เยน ซึ่งนับเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ก่อนลอยตัวค่าเงินในปี 1997 ซึ่งขณะนั้น JPY/THB เคยเคลื่อนไหวในระดับราว 20.5 บาทต่อ 100 เยน

 

พูนคาดว่า น่าจะคงอยู่ในระดับที่โซนต่ำกว่า 22 บาทต่อ 100 เยนไปอีกสักระยะ หรือจนถึงไตรมาส 2 ของปี 2026 พร้อมแนะนำว่า สำหรับผู้ต้องการเดินทางไปญี่ปุ่น การซื้อในระดับปัจจุบันที่ต่ำกว่า 22 บาทต่อ 100 เยน เป็น ‘ระดับนี้ค่อนข้างต่ำแล้ว’

 

เจาะนโยบาย ‘ซานาเอะโนมิกส์’ นายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก เดินตาม ‘อาเบะโนมิกส์’? ประเมินผลกระทบต่อตลาดหุ้น บอนด์ และเงินเยน 1

 

“แนะนำให้ Buy on Dip ค่าเงินเยน ไม่ว่าจะเป็นเยนเทียบดอลลาร์ หรือเยนเทียบบาท เนื่องจากมองว่า ระดับนี้ค่อนข้างต่ำแล้ว ถ้าไม่ซื้อตอนนี้ รอเยนอ่อนค่าหลุด 21 บาทต่อ 100 เยน รอก็รอได้ แต่ผมมองว่า มีโอกาสกลับไปสูงกว่ามากกว่า” พูนกล่าว

 

“ค่าเงินเยนเทียบกับบาท จุดที่กังวลจะเป็นช่วงไตรมาส 2 ของปี 2026 ซึ่งเป็นจุดที่อาจเห็น JPY/THB อาจทะลุระดับ 22.5 บาทต่อ 100 เยนได้ เนื่องจากเงินเยนอาจทยอยแข็งค่า หาก BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่วนค่าเงินบาทอาจมีความเสี่ยงประเด็นการเมืองไทยในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งเป็นช่วงเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้บาทอ่อนค่าลง ขณะที่ผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Sovereign Credit Rating) เนื่องจากการสื่อสารของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือยังห่วงเสถียรภาพการเมืองไทย นอกจากนี้ ช่วงไตรมาส 2 ยังเป็นช่วงที่บาทอ่อนค่าอยู่แล้ว ตามโฟลว์การจ่ายปันผลของบริษัทต่างๆ” พูนกล่าว

 

พูนกล่าวถึงแนวโน้มค่าเงินบาท (THB) ทั้งในระยะสั้น (ในไตรมาส 4) ว่าบาทมีโอกาส ‘อ่อนค่า’ ได้บ้าง ปัจจัยกดดันมาจากการอ่อนค่าของเยน เนื่องจากประเด็นการเมืองญี่ปุ่น และการปรับฐานของราคาทองคำ ซึ่งมีความอ่อนไหวสูงต่อค่าเงินบาท อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าถูกจำกัด จากแรงขายจากผู้ส่งออก และนักลงทุนที่ Short บาท ก็อาจจะทำกำไร

 

ขณะที่ในช่วงปลายไตรมาส 4 ถึงไตรมาส 1 ของปีหน้า บาทน่าจะทยอย ‘แข็งค่าขึ้น’ จากการเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวไทย และแนวโน้มที่ดอลลาร์อาจอ่อนค่าลง หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงตามที่คาด

 

อ้างอิง:

The post เจาะนโยบาย ‘ซานาเอะโนมิกส์’ นายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก เดินตาม ‘อาเบะโนมิกส์’? ประเมินผลกระทบต่อตลาดหุ้น บอนด์ และเงินเยน appeared first on THE STANDARD.

]]>
New Era of Japan? ก้าวต่อไปของการเมืองญี่ปุ่น ในวันที่ (อาจ) ได้นายกฯ หญิงคนแรก https://thestandard.co/japan-first-female-prime-minister/ Tue, 14 Oct 2025 05:39:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1130179 New Era of Japan? ก้าวต่อไปของการเมืองญี่ปุ่น ในวันที่ (อาจ) ได้นายกฯ หญิงคนแรก

ขวาจัด-หัวก้าวหน้า, มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ แห่งญี่ปุ่น และ […]

The post New Era of Japan? ก้าวต่อไปของการเมืองญี่ปุ่น ในวันที่ (อาจ) ได้นายกฯ หญิงคนแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
New Era of Japan? ก้าวต่อไปของการเมืองญี่ปุ่น ในวันที่ (อาจ) ได้นายกฯ หญิงคนแรก

ขวาจัด-หัวก้าวหน้า, มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ แห่งญี่ปุ่น และหญิงเหล็ก คือหลากคำนิยามตัวตนของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกแห่งญี่ปุ่น หลังใช้ระยะเวลาเกือบ 5 ปี ในการขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (LDP) หรือผู้นำประเทศคนใหม่โดยพฤตินัย ซึ่งคาดการณ์ว่า จะมีการประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อลงคะแนนเสียงเลือกเธออย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้

 

ท่ามกลางความปีติยินดีว่า ‘สังคมชายเป็นใหญ่’ ระดับเข้มข้นอย่างญี่ปุ่น กำลังจะได้นายกฯ หญิงคนแรกอย่างไม่น่าเป็นไปได้ ยังมีความท้าทายที่ทาคาอิจิต้องเผชิญในเก้าอี้นายกฯ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาปากท้อง การเมืองระหว่างประเทศ หรือแม้แต่ภารกิจกอบกู้ความแตกแยกภายในพรรค LDP ที่ผู้นำหลายคนล้มเหลวมานับต่อนับ

 

THE STANDARD พาทุกคนสำรวจการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของญี่ปุ่นว่า เพราะเหตุใดผู้หญิงคนนี้จึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้นำ รวมถึงประมวลความท้าทายและก้าวต่อไปสังคมญี่ปุ่นนับต่อจากนี้คืออะไรบ้าง

 

ความสามารถ ความไว้วางใจ และความเป็น ‘ผู้ชาย’ คือเหตุผลทำให้ทาคาอิจินั่งเก้าอี้ผู้นำ

 

“แทนที่จะรู้สึกความสุข ฉันรู้สึกว่า มันยากมากกว่าจะมาถึงจุดนี้”

 

เป็นคำพูดของทาคาอิจิในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด หลังจากวนเวียนในสังเวียนเก้าอี้ผู้นำ LDP ตั้งแต่ปี 2021 หรือคิดเป็นระยะเวลานานถึง 5 ปี เธอต้องพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้กับผู้ชายในพรรค ไม่ว่าจะเป็น ฟุมิโอะ คิชิดะ และ ชิเงรุ อิชิบะ จนมาถึงวันนี้ ทาคาอิจิสามารถเอาชนะ ชินจิโร โคอิซูมิ (Shinjiro Koizumi) รัฐมนตรีกระทรวงการเกษตรญี่ปุ่น ในการลงคะแนนเสียงรอบสองไปที่คะแนน 185 โหวต ต่อ 156 โหวต

 

นับได้ว่าความพยายามอยู่คู่กับทาคาอิจิมาตลอด หากย้อนดูเส้นทางการเมืองของเธอ โดยเริ่มจากการท้าชิงตำแหน่ง สส. ในนามผู้สมัครอิสระจากเขตนารา (Nara) ในปี 1992 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งปีถัดมา เธอได้รับเลือกเป็น สส. ครั้งแรก และทำงานร่วมกับ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกฯ จากพรรค LDP ผู้ล่วงลับอย่างใกล้ชิด

 

แม้ในปี 1994 ทาคาอิจิเข้าร่วมพรรคก้าวหน้าใหม่ (New Frontier Party) แต่เวลาของเธอกับพรรคนี้สั้นมาก เพราะต่อมาในปี 1996 เธอได้เข้าร่วมกับพรรค LDP และอยู่ในฝ่ายสนับสนุนอาเบะ ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสำคัญตลอดทั้ง 2 ทศวรรษ ได้แก่ 

 

  • รัฐมนตรีกระทรวงกิจการโอกินาวา และดินแดนทางตอนเหนือ
  • หัวหน้าของสภาวิจัยนโยบายหญิงคนแรก
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารหญิงคนแรก
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม
  • รัฐมนตรีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

 

ผศ. ดร. ธีวินท์ สุพุทธิกุล ผู้เชี่ยวชาญการเมืองญี่ปุ่น เอเชียตะวันออก และหัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ที่ทาคาอิจิได้รับความไว้วางใจ และแรงสนับสนุนจากผู้ใหญ่หรือนักการเมืองชายในพรรค LDP เพราะเธอมีความสามารถ ประสบการณ์การทำงาน และมีความอาวุโส แม้จะมีตัวเก็งสูสีก็ตาม

 

“เราอาจจะคิดว่า เธอเป็นผู้หญิง และพรรค LDP ไม่พร้อมมีนายกฯ หญิง ก็ถือว่าเป็นความแปลกใหม่ เพราะทุกครั้งที่ทาคาอิจิพลาดชิงตำแหน่ง หรือตกรอบชิง ก็จะมีข้อโต้แย้งว่า เธอขึ้นมาเป็นผู้นำไม่ได้ เพราะเป็นผู้หญิง”

 

อย่างไรก็ตาม ผศ. ดร ธีวินท์มองว่า สถานการณ์ตรงนี้ ‘ก้ำกึ่ง’ แม้ทาคาอิจิเป็นผู้หญิง แต่ไม่ได้มีนโยบายสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศและสิทธิสตรี โดยเธอยังคงจะดำเนิน ‘แบบแผน’ (Playbook) ของพรรค LDP ที่รักษาขนบธรรมเนียมดั้งเดิมไว้

 

มิกิโกะ เอโตะ (Mikiko Eto) ศาสตราจารย์ด้านเพศสภาพและการเมืองจาก Hosei University ตั้งข้อสังเกตกับ TIME ไว้ว่า ทาคาอิจิมีบุคลิกและวางตัวเหมือน ‘ผู้ชาย’ ซึ่งมักแสดงท่าทีต่อต้านประเด็นเรื่องเพศสภาพและกระแสสตรีนิยม ต่างจาก โยโกะ คามิคาวะ (Yoko Kamikawa) รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศหญิงวัย 71 ปี ที่เป็นดาวเด่นในพรรค และมีนโยบายเป็นมิตรกับผู้หญิงมากกว่า

 

เช่นเดียวกับ เจฟฟ์ คิงสตัน (Jeff Kingston) ศาสตราจารย์ด้านเอเชียศึกษาและประวัติศาสตร์จาก Temple University ที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AP ว่า ทาคาอิจิไม่เคยมีประวัติด้านบวกกับประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ นโยบายครอบครัว หรือแม้แต่การเสริมสร้าง (Empowerment) พลังหญิง

 

ในช่วงที่ผ่านมา ทาคาอิจิมีภาพลักษณ์ ‘หญิงเหล็ก’ ในหน้าสื่อ จากบุคลิกดุดันและไลฟ์สไตล์ส่วนตัว เช่น การเป็นอดีตมือกลองวงเฮฟวีเมทัล และผู้คลั่งไคล้รถ ขณะที่ด้านการดำเนินนโยบายทางการเมือง ทาคาอิจิสนับสนุนประเด็นด้านความมั่นคง บทบาทของกองทัพที่เข้มแข็ง และต่อต้านนโยบายรับผู้อพยพ สมรสเท่าเทียม การเปลี่ยนแปลงกฎมณเทียรบาลที่ให้ผู้หญิงขึ้นเป็นกษัตริย์ รวมถึงไม่สนับสนุนให้ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว เลือกใช้นามสกุลเองได้

 

แต่ก็ไม่ใช่ว่า ทาคาอิจิจะละทิ้งนโยบายสำหรับผู้หญิงทั้งหมด เพราะเธอสนับสนุนสวัสดิการรักษาสุขภาพผู้หญิง และการรักษาภาวะมีบุตรยาก ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของพรรค LDP เป็นทุนเดิม หากแต่เน้นย้ำบทบาทสตรีในฐานะ ‘แม่’ และ ‘ภรรยา’ ที่ดี

 

นอกจากนี้ ทาคาอิจิยังให้คำมั่นสัญญาว่า จะเพิ่มจำนวนรัฐมนตรีหญิงในคณะรัฐมนตรีของเธอ หากแต่นักวิเคราะห์จาก AP มองว่า แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นได้ยาก เพราะเธอต้องแสดงความ ‘ภักดี’ ต่อผู้ชายที่มีอิทธิพลในพรรค ซึ่งมีผลต่อการนั่งเก้าอี้ผู้นำระยะยาว

 

สังคมญี่ปุ่นมองการได้นายกฯ หญิงอย่างไรบ้าง

 

แม้ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมองว่า การมาของทาคาอิจิไม่ได้ช่วยสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศในสังคมญี่ปุ่นให้ดีขึ้น แต่ ผศ. ดร. ธีวินท์มองว่า เป็น ‘นิมิตหมายใหม่’ อันดี ถือเป็นก้าวแรกที่ญี่ปุ่นยอมรับให้ผู้หญิงเป็นผู้นำทางการเมือง โดยเฉพาะหากเทียบกับ 10-20 ปีก่อน ที่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

 

“ก็ต้องยอมรับว่า สังคมญี่ปุ่นมีการถกเถียง และเปลี่ยนแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมพอสมควร เป็นการสั่งสมความเชื่อของคนญี่ปุ่น ที่ยอมรับให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ตั้งแต่นโยบายเศรษฐกิจของอาเบะที่ให้ผู้หญิงได้ ‘เฉิดฉาย’ โดยพยายามดึงแรงงานสตรีที่แฝงอยู่ในสังคม เข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจ (Womenomics) มากขึ้น”

 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า หากประเมินจากกระแสโซเชียลฯ ของญี่ปุ่น ความเห็นของผู้คนก็ยังอยู่ในระดับก้ำกึ่ง ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ที่ทาคาอิจิเป็นนายกฯ

 

“ถ้าดูจากเสียงในโซเชียลมีเดียของคนญี่ปุ่น เขาก็ให้ความคิดเห็นในลักษณะก้ำกึ่ง จนถึงเชิงต่อต้านด้วยซ้ำว่า ทาคาอิจิเป็นผู้หญิงก็จริง แต่อย่าคิดว่า มันจะทำให้ญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงขนาดนั้น”

 

ผศ. ดร. ธีวินท์ยังระบุว่า ภายในพรรค LDP ก็ยังมีการต่อสู้กระแสธารทางความคิดอยู่ ซึ่งเราอาจจะเห็นปรากฏการณ์นี้ภายในพรรคมากขึ้น ท่ามกลางสภาพแวดล้อมสังคมญี่ปุ่น ที่ยังไม่เปิดกว้างความเท่าเทียมทางเพศ และมีความท้าทายต่อบทบาทของผู้หญิงในพื้นที่ทางสังคมอยู่

 

อนึ่งน่าสนใจว่า ผลสำรวจจาก Pew Research Center ในปี 2023 ระบุว่า คนญี่ปุ่นถึง 86% เชื่อว่า ผู้หญิงและผู้ชายต่างก็เป็นผู้นำที่ดีได้เหมือนกัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก

 

อย่างไรก็ดี เอโตะ ผู้เชี่ยวชาญด้านเพศสภาพให้สัมภาษณ์กับ TIME ว่า สำหรับพรรค LDP ผู้หญิงเป็นเพียงไม้ประดับเชิง ‘สัญลักษณ์’ เท่านั้น พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์เหยียดเพศในหน้าการเมืองปี 2021 หลัง โทชิฮิโระ นิไค (Toshihiro Nikai) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ เสนอให้ผู้หญิงเข้าไปร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคได้ ตราบใดที่พวกเธอ ‘เงียบ’ ไม่แสดงความคิดเห็นอะไร

 

ขณะที่ ฮิโรโกะ ทาเคดะ (Hiroko Takeda) อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์จาก Nagoya University วิเคราะห์ว่า LDP เป็นโลกคู่ขนานของญี่ปุ่น โดยมองตำแหน่งทางการเมืองเป็น ‘การสืบทอด’ ภายในตระกูล ทำให้ผู้หญิงมักไม่ได้รับตำแหน่งสำคัญมากนัก

 

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีสถิติรั้งท้ายด้านความเท่าเทียมทางเพศในกลุ่มประเทศ G7 คือ 118 ประเทศจาก 148 ประเทศ ขณะที่ในปี 2021 มีเพียงผู้หญิงญี่ปุ่น 13.2% ที่มีบทบาทในตำแหน่งผู้บริหารเท่านั้น ซึ่งต่ำสุดในบรรดากลุ่มประเทศ OECD

 

ความท้าทายและก้าวต่อไปของญี่ปุ่น ในมือว่าที่นายกฯ หญิง

 

กล่าวได้ว่า การขึ้นมาเป็นนายกฯ หญิงคนแรก และคนใหม่ของญี่ปุ่น คือ ส่วนที่ง่ายที่สุดของทาคาอิจิในวันนี้ เพราะยังมีความท้าทายนับไม่ถ้วน ที่เธอต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน โดย ผศ. ดร. ธีวินท์ วิเคราะห์สิ่งที่ทาคาอิจิต้องทำหลังจากนี้ ได้แก่

 

  1. ภารกิจกอบกู้รอยร้าวพรรค LDP – ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นมองว่า ปัญหาดังกล่าวเรื้อรังตั้งแต่การเลือกผู้นำครั้งที่ผ่านมา สะท้อนจากการมีแคนดิเดตถึง 9 คนที่เสนอตัวท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคปี 2024 ซึ่งปรากฏการณ์นี้บอกได้ว่า ภายในพรรค LDP แบ่งออกเป็นหลายฝ่าย ที่ต่างมีผู้สนับสนุนเป็นของตนเอง

 

ผศ. ดร. ธีวินท์ยังเสริมประเด็นต่อว่า LDP มีความหลากหลายสูง ทั้งอุดมการณ์หัวก้าวหน้า กลาง และขวาจัด ดังนั้นภารกิจใหญ่ของทาคาอิจิ คือ ทำอย่างไรให้คนในพรรคอยู่ร่วมกันโดยไม่แตกแยก รวมถึงกระจายตำแหน่งผู้บริหารภายในพรรคด้วย

 

อนึ่ง วิกฤตศรัทธาพรรค LDP ยังเกิดขึ้นกับประชาชน จากข้อกล่าวหาว่านักการเมืองในพรรคซุกเงินระดมทุนไว้ใช้ส่วนตัว โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มก้อนของอาเบะ และเป็นสาเหตุทำให้รัฐบาลของคิชิดะมีคะแนนเสียงตกต่ำถึง 17% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

 

  1. ภาวะเสียงข้างน้อยในสภา ซ้ำเติมด้วยพันธมิตรเดิมถอนตัว – ผศ. ดร. ธีวินท์มองว่า โจทย์ของพรรค LDP และทาคาอิจิ คือ ทำอย่างไรให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยมีเสถียรภาพ และผลักดันวาระสำคัญของตนเองได้ ขณะที่หลีกเลี่ยงสถานการณ์เลวร้ายที่สุด คือ การถูกโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือล้มงบประมาณประจำปี

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดน่ากังวล หลังวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา พรรคโคเม (Komeito) พันธมิตรเก่าแก่ของ LDP ร่วม 25 ปี ประกาศถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจากไม่พอใจที่พรรค LDP กำลังหันเหไปในแนวทางขวาจัดภายใต้ทาคาอิจิ ซึ่งขัดกับพรรคโคเมที่มีอุดมการณ์สายกลาง-เอียงซ้าย และยึดแนวทางสันตินิยม เช่น การไม่สนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 หรือ ‘บทบัญญัติสันติภาพ’ ที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถกลับมาใช้กำลัง เข้าร่วมสงครามได้ตามปกติ รวมถึงการมีกองทัพเป็นของตนเอง

 

อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หมายเหตุไว้ว่า สาเหตุที่ต้องเรียกทาคาอิจิว่า ‘ขวาจัด’ เพราะเธอมีแนวทางเดียวกับอาเบะ คือ การไปเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ (Yasukuni Shrine) เพื่อสักการะทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงในหมู่ประเทศเพื่อนบ้านเอเชียตะวันออกว่า ทหารเหล่านี้คืออาชญากรสงครามที่รุกราน และเข่นฆ่าผู้คนมากมาย การไปสักการะบุคคลเหล่านี้ จึงเปรียบเสมือนว่า ผู้นำญี่ปุ่นไม่รู้สึก ‘สำนึกผิด’ ต่อเหตุการณ์ในอดีต

 

ทั้งนี้ ผศ. ดร. ธีวินท์คาดว่า วิธีการจัดการปัญหาเสียงข้างน้อยของพรรค LDP มี 2 วิธี คือ

 

  1. ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งฉับพลัน (Snap Election) ซึ่งเป็นการเดินหมากรูปแบบเดียวกันกับอิชิบะ โดยช่วงชิงความนิยมของประชาชนในช่วงแรก หรือ Honeymoon Period
  2. หาพรรคฝ่ายค้านมาร่วมรัฐบาลให้เสียงได้เกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งเต็งโผคือพรรคที่ได้คะแนนเสียงรองลงมา คือ พรรค DPP (Democratic Party for the People) 28 เสียง และพรรคนิปปอนอิชิน (Nippon Ishin) ที่มี 38 เสียง แต่ ผศ. ดร. ธีวินท์มองว่า เป็นเรื่องยากมากที่ LDP จะได้เสียง 2 พรรคมาร่วมรัฐบาล

 

อนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า มีแนวโน้มที่สถานการณ์อาจ ‘พลิก’ ทำให้ญี่ปุ่นไม่ได้นายกฯ หญิงคนแรก

 

ทั้งนี้ Nikkei Asia และ Bloomberg รายงานสถานการณ์ล่าสุดว่า พรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น (Constitutional Democratic Party of Japan: CDP) พรรคแกนนำฝ่ายค้าน กำลังวางแผน ‘จัดตั้งรัฐบาลผสม’ แข่งกับพรรค LDP พร้อมเสนอชื่อของ ยูจิโร ทามากิ (Yuichiro Tamaki) หัวหน้าพรรค CDP เป็นนายกฯ พร้อมเปิดกว้างเจรจากับพรรคนิปปอนอิชิน และพรรค DPP หากแต่ติดที่ประเด็นความแตกต่างด้านนโยบายและอุดมการณ์

 

  1. วิกฤตเงินเฟ้อในภาคเศรษฐกิจ – ขณะนี้ ญี่ปุ่นเผชิญภาวะเงินเฟ้อสูงในรอบ 10 ปี ทำให้กำลังซื้อของภาคประชาชนต่ำลง โดย ผศ. ดร. ธีวินท์วิเคราะห์ว่า รัฐบาลของทาคาอิจิมีนโยบายอัดฉีดการใช้จ่ายของประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งก็เป็นแนวทางของ LDP ในทุนเดิม
  2. ปัญหาการต่อต้านผู้อพยพ – ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า ปัญหานี้เป็นภาวะเรื้อรัง เพราะแต่เดิม ญี่ปุ่นไม่ได้มีชื่อเสียงดีในด้านภาพลักษณ์เป็นมิตรกับคนต่างชาติ แต่ด้วยภาวะสังคมผู้สูงอายุ และอัตราการเกิดต่ำ ทำให้ญี่ปุ่นไม่มีทางเลือกนัก ผู้อพยพและคนต่างชาติจึงเป็นกำลังสำคัญในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ

 

สำหรับในหน้าการเมืองญี่ปุ่น พรรคซันเซโตะ (Sanseito) ถือเป็นหัวหอกสำคัญในการสนับสนุนนโยบายต่อต้านผู้อพยพ โดยใช้สโลแกน ‘คนญี่ปุ่นต้องมาก่อน’ (Japanese First) และเชื่อว่า คนต่างถิ่นเข้ามาทำลายเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคมญี่ปุ่น

 

  1. ความท้าทายด้านการต่างประเทศ – ผศ. ดร. ธีวินท์ระบุว่า เรื่องหลักของการต่างประเทศญี่ปุ่น คือ การรักษาพันธมิตรกับสหรัฐฯ ในฐานะเสาหลักด้านความมั่นคง เพื่อรักษากลไกป้องปราม (Deterrence) จากช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญมาตรา 9 แม้ว่า การขึ้นมาของทรัมป์ แปรเปลี่ยนให้มหามิตร ดู ‘เอาแต่ใจ’ ซึ่งญี่ปุ่นก็ต้องประนีประนอมกับสหรัฐฯ ต่อไป

 

“ญี่ปุ่นก็มองพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐ เป็นเสาหลักในการรักษาเสถียรภาพและความสงบในพื้นที่ เพื่อที่จะป้องปรามไม่ให้จีนกระทำบุ่มบ่าม หรือว่าใช้กำลังในเรื่องต่างๆ ”

 

อีกประเด็นหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นตั้งข้อสังเกต คือ ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออก อาจกลับมาร้าวฉานอีกครั้ง โดยพูดถึงประเด็นการเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ ที่มักถูกท้วงติงจากจีนและเกาหลีใต้ ประเทศคู่กรณีเสมอ

 

‘ญี่ปุ่น’ โอกาสของไทยในวิกฤตไทย-กัมพูชา

 

แต่ในเรื่องดีที่ยังคงอยู่เหมือนเดิมไม่ว่ารัฐบาลชุดไหน คือ ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ผศ. ดร. ธีวินท์มองว่า ญี่ปุ่นก็ยังให้ความสำคัญกับประเทศอาเซียนไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีข้อพิพาททะเลจีนใต้กับจีน เช่น ญี่ปุ่นเคยส่งเรือปลดระวางให้ฟิลิปปินส์และเวียดนาม

 

ยิ่งกว่านั้น ไทย-ญี่ปุ่นสามารถร่วมมือประเด็นความมั่นคงกันได้มากขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งไทยและญี่ปุ่นมีข้อตกลงแลกเปลี่ยนอาวุธ หรือ Defense Equipment Transfer

 

“ผมคิดว่าเป็นโอกาสของไทย ซึ่งก็เหมาะกับญี่ปุ่นด้วย เพราะญี่ปุ่นก็คงอยากจะสานสัมพันธ์ประเด็นด้านความมั่นคง เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับจีน เหมือนกับเป็นการส่งสัญญาณว่า มีหลายประเทศที่อยู่ข้างญี่ปุ่น และไม่อยากเห็นจีนสร้างความปั่นป่วนในภูมิภาค”

 

ภาพ: YUICHI YAMAZAKI / Reuters

อ้างอิง:

The post New Era of Japan? ก้าวต่อไปของการเมืองญี่ปุ่น ในวันที่ (อาจ) ได้นายกฯ หญิงคนแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นทำอย่างไร ดึงตลาดหุ้นจากก้นเหวสู่ All Time High ครั้งใหม่ในรอบ 34 ปี https://thestandard.co/how-did-japan-market-get-to-all-time-high/ Mon, 26 Feb 2024 06:53:39 +0000 https://thestandard.co/?p=904352

เหตุการณ์ ‘ฟองสบู่แตก’ ที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นและอสังหาร […]

The post ญี่ปุ่นทำอย่างไร ดึงตลาดหุ้นจากก้นเหวสู่ All Time High ครั้งใหม่ในรอบ 34 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

เหตุการณ์ ‘ฟองสบู่แตก’ ที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ในช่วงต้นทศวรรษที่ 90 ส่งผลให้ญี่ปุ่นเข้าสู่ช่วงเวลาที่เรียกว่า Lost Decade หรือทศวรรษที่สาบสูญ โดยเฉพาะช่วงทศวรรษแรกที่เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 1% 

 

ในมุมเศรษฐกิจ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนประเมินว่า ญี่ปุ่นออกจากทศวรรษที่สาบสูญอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2002 หลังขนาด GDP กลับมาสู่ระดับเดียวกับช่วงก่อนฟองสบู่แตก

 

แต่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นต้องใช้เวลามากถึง 34 ปีกว่าที่ดัชนี Nikkei 225 จะกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีกครั้ง หลังจากเคยทะยานขึ้นไปทำสถิติสูงสุดเดิมไว้ 38,916 จุดเมื่อปี 1989  

 

หุ้นญี่ปุ่นต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์มากมายระหว่างทาง ทั้งปัญหาเงินฝืดภายในประเทศ, ฟองสบู่ Dot-Com และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐฯ จนมาถึงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา 

 

แล้วญี่ปุ่นทำอย่างไรจนสามารถฉุดตลาดหุ้นให้กลับขึ้นมาได้อีกครั้ง?

 

Nikkei 225 ร่วงหล่นสู่ก้นเหว 

 

ดัชนีหลักของหุ้นญี่ปุ่นคือ Nikkei 225 ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทญี่ปุ่นชั้นนำ 225 บริษัท ถูกนักลงทุนเทขายอย่างหนัก จนฉุดให้ดัชนีร่วงลงมาต่ำกว่า 8,000 จุดในปี 2003 

 

นิโคลัส สมิธ นักกลยุทธ์ของCLSA Securities Japan Co., Ltd. เคยกล่าวไว้ว่า “ปี 1989 แทบจะเป็นฟองสบู่ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ”

 

หลังฟองสบู่แตก คนญี่ปุ่นเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินและการลงทุนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่เคยรื่นรมย์กับการลงทุนและเก็งกำไร กลายมาเป็นคนที่เน้นเก็บออมเงินและเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนมั่นคง เมื่อพฤติกรรมคนเปลี่ยน ธุรกิจก็ลดการลงทุน ลังเลที่จะจ้างงานเพิ่ม

 

ซ้ำร้ายยังถูกซ้ำเติมจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชียช่วงปี 1997-1998 ส่งผลกระทบต่อความต้องการสินค้าส่งออกของญี่ปุ่น ทำให้เกิดภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจเติบโตช้า ตามมาด้วยวิกฤตแฮมเบอร์ในสหรัฐฯ เมื่อปี 2008 ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลก รวมทั้งหุ้นญี่ปุ่นที่ร่วงลงไปทำจุดต่ำที่เกือบ 7,000 จุด 

 

ธนู 3 ดอก จุดเริ่มต้นของ Abenomics

 

หลังพยายามหาหนทางพลิกฟื้นเศรษฐกิจอยู่หลายทศวรรษ ในที่สุดญี่ปุ่นก็เดินมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อ ชินโซ อาเบะ ประธานาธิบดีญี่ปุ่นในเวลานั้น ตัดสินใจเริ่มต้นนโยบายที่ชื่อว่า ‘ธนู 3 ดอก’ (The Three Arrows)

 

ธนู 3 ดอกของอาเบะประกอบด้วย

 

  1. นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างเข้มข้น (Aggressive Monetary Easing) โดยให้ธนาคารกลางดำเนินการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การลดอัตราดอกเบี้ย การเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ และการซื้อพันธบัตร

 

  1. นโยบายการคลังแบบยืดหยุ่น (Flexible Fiscal Policy) โดยกำหนดให้ภาครัฐสามารถปรับนโยบายด้านการใช้จ่ายและการเก็บภาษีได้อย่างคล่องตัวตามสถานการณ์เศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน

 

  1. นโยบายปฏิรูปโครงสร้างเพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโต (Structural Reforms to Raise Potential Growth) ผ่านการดำเนินการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว เช่น การปฏิรูประบบการศึกษา การปฏิรูปตลาดแรงงาน และการลดข้อกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น

 

นโยบายดังกล่าวได้รับการขนานนามว่า Abenomics และได้รับการยกย่องว่าเป็นนโยบายเศรษฐกิจที่ชาญฉลาดที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว

 

แต่นอกเหนือไปจากนโยบายที่ดี การสื่อสารก็ต้องดีไม่แพ้กัน เพราะความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วนคือกุญแจสำคัญ สิ่งที่ต้องชื่นชมอย่างมากคือทีมงานของอาเบะ เพราะในช่วงปี 2012-2013 นักเรียนและผู้ที่ให้ความสนใจการปฏิรูปเศรษฐกิจญี่ปุ่นต่างหยิบยกนโยบายธนู 3 ดอกขึ้นมาถกเถียงกันในวงกว้าง ขณะที่อาเบะแปลงร่างตัวเองเป็นซูเปอร์แมนเวอร์ชันญี่ปุ่น และไปปรากฏตัวอยู่บนหน้าปกของนิตยสาร The Economist 

 

ธนาคารกลางญี่ปุ่น ผู้ยิงธนูดอกแรก

 

ในเดือนเมษายน 2013 ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เป็นผู้ยิงธนูดอกแรก ด้วยการประกาศใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (QE) ผ่านการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น รวมทั้งการกดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อกระตุ้นเงินเฟ้อให้กลับสู่ระดับ 2% ภายใน 2 ปี 

 

แต่ไม่มีอะไรได้มาโดยง่าย ธนูเพียงดอกเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ผลที่เกิดขึ้นในระยะสั้นจากการทำ QE คือ เงินเยนอ่อนค่าทันทีถึง 24% ในระหว่างเดือนกันยายน 2012  – พฤษภาคม 2013 

 

แม้ธนูดอกแรกยังห่างไกลจากเป้าหมาย แต่นักลงทุนก็เริ่มรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลง หุ้นญี่ปุ่นเริ่มปีนกลับขึ้นมาจากก้นเหว ดัชนี Nikkei 225 วิ่งจากประมาณ 8,000 จุดกลับมาแตะ 15,000 จุด หลังจากที่ไม่ได้เห็นดัชนีระดับนี้ตั้งแต่ปี 2007 

 

หลังการอัดฉีดเงินราว 1.5% ของ GDP รัฐบาลญี่ปุ่นเดินหน้าขึ้นภาษีการบริโภคจาก 5% เป็น 8% ในปี 2014 และเดิมทีก็มีแผนจะขึ้นต่อเป็น 10% ในปี 2015 แต่ตัดสินใจที่จะชะลอออกไปจนกระทั่งปี 2017 เนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตได้ต่ำกว่าที่คาดไว้ 

 

ระหว่างการเดินหน้าตามแผน รัฐบาลญี่ปุ่นก็มีอีกหนึ่งปัญหาให้หนักใจเช่นกัน จากตัวเลขหนี้สาธารณะที่พุ่งขึ้นจาก 13% เมื่อปี 1990 มาเป็น 134% ในปี 2012 แม้ตัวเลขหนี้จะพุ่งสูง แต่ที่ผ่านมานักลงทุนก็ยังคงเชื่อมั่นต่อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น แต่จากบทเรียนของหลายประเทศในยุโรป ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นตระหนักดีว่า มุมมองของนักลงทุนเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว และหากความเชื่อมั่นสูญไปแล้ว ต้องใช้ต้นทุนที่สูงมากเพื่อดึงความเชื่อมั่นกลับมา

 

ด้วยบริบทเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจใช้นโยบายการคลังเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ พยายามเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายเพื่อลดการขาดดุล และพยายามหลีกเลี่ยงนโยบายที่จะทำให้ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) กระชากขึ้นมาแรงๆ 

 

การใช้นโยบายที่ยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์เหล่านี้คือธนูดอกที่ 2 ที่ถูกยิงออกไป

 

ธนูดอกสุดท้าย ให้เอกชนนำการเติบโต

 

Abenomics จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้เลยหากพึ่งพาแค่นโยบายการคลังและการเงิน สิ่งสำคัญคือการส่งเสริมภาคเอกชนให้เป็นหัวหอกขับเคลื่อนการเติบโต

 

ทั้งการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทางการเมืองให้เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจ การแก้ปัญหาจำนวนแรงงานที่กำลังลดลง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มแรงงานผู้หญิง คนสูงวัย และต่างชาติ ที่มีความต้องการจะทำงานในญี่ปุ่น รวมทั้งตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อเพิ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ การให้เงินสนับสนุนอุตสาหกรรมการเกษตรและบริการ รวมทั้งการลดภาษีธุรกิจและปรับปรุงธรรมาภิบาลของภาคธุรกิจ

 

ภาคการเงินเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญเพื่อเป็นแหล่งทุนให้กับธุรกิจ รวมทั้งการสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพและ SMEs ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ  

 

ขณะเดียวกันรัฐบาลญี่ปุ่นพยายามคว้าโอกาสที่เกิดขึ้นระหว่างทางให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะการพยายามดึงดูดเงินลงทุนจากบริษัทระดับโลก เช่น TSMC, Samsung, Micron, Intel, IBM และ Applied Materials ซึ่งกำลังมองหาแหล่งผลิตเพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ 

 

วอร์เรน บัฟเฟตต์ จุดกระแสหุ้นญี่ปุ่น

 

ระหว่างปี 2015-2022 แม้หุ้นญี่ปุ่นจะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นมาได้ต่อจากบริเวณ 15,000 จุดไปแตะ 24,000 จุด แต่ในสายตานักลงทุนต่างชาติที่ขายสุทธิ 27 ล้านเยน อาจบอกได้ว่าหุ้นญี่ปุ่นยังไม่น่าดึงดูดใจเท่าที่ควร 

 

แต่หลังวิกฤตโควิด หุ้นญี่ปุ่นเริ่มกลับมาอยู่ในกระแสและสายตาของนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่นักลงทุนระดับตำนานอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ เดินหน้าเพิ่มเงินลงทุนในญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2020

 

Berkshire Hathaway บริษัทลงทุนของบัฟเฟตต์ เข้าลงทุนรวม 6.7 พันล้านดอลลาร์ใน 5 บริษัทเทรดดิ้งของญี่ปุ่นเมื่อปี 2020 

 

ก่อนหน้านี้ ชาร์ลี มังเกอร์ อดีตรองประธานของ Berkshire Hathaway และคู่หูของบัฟเฟตต์ ผู้ล่วงลับ เคยให้เหตุผลไว้ว่า เพราะอัตราดอกเบี้ยในญี่ปุ่นยังอยู่ในระดับต่ำมาก หมายความว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นยังสามารถกู้เงินด้วยต้นทุนต่ำไปล่วงหน้าอีก 10 ปี 

 

ขณะที่บัฟเฟตต์เคยกล่าวกับ CNBC ไว้ว่า “ผมแค่คิดว่าบริษัทเหล่านี้เป็นบริษัทใหญ่ เป็นบริษัทที่ผมเข้าใจว่าพวกเขาทำอะไร บางอย่างคล้ายกับ Berkshire และหุ้นเหล่านี้กำลังซื้อ-ขายในระดับที่ต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ”

 

ย้อนไปเมื่อปี 2023 บริษัทญี่ปุ่นมีเงินสดอยู่ในมือรวมกันถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าของหุ้นญี่ปุ่นราวครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมด 1,835 บริษัทในตลาดหุ้นโตเกียวยังคงมีราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ต่ำกว่า 1 เท่า 

 

สู่ All Time High แม้จะเกิด Technical Recession

 

ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นให้ผลตอบแทนมากถึง 17% นับตั้งแต่ต้นปี 2024 และพุ่งขึ้นมากว่า 40% ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา จนดัชนี Nikkei 225 ทำสถิติสูงสุดใหม่ได้อีกครั้งเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

หุ้นญี่ปุ่นกลับมาอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนต่างชาติอย่างเต็มตัว จากปี 1989 ที่ระดับการถือครองหุ้นญี่ปุ่นของต่างชาติลดลงไปเหลือเพียง 5% ทุกวันนี้สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มกลับขึ้นมาเป็น 30% เรียบร้อยแล้ว

 

โจนาธาน การ์เนอร์ หัวหน้านักกลยุทธ์ฝั่งเอเชียของ Morgan Stanley กล่าวว่า “มันใช้เวลานานมากกว่าที่นักลงทุนทั่วโลกจะยอมรับว่าญี่ปุ่นเปลี่ยนไปแล้ว” และหลังจากการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นของบริษัทญี่ปุ่น ตอนนี้ทุกคนยอมรับแล้วว่า หุ้นญี่ปุ่นอยู่ในตลาดกระทิง

 

รายได้ของบริษัทญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่านับตั้งแต่ยุคฟองสบู่ เนื่องจากการยกระดับธรรมาภิบาล บริษัทญี่ปุ่นได้ปรับปรุงงบดุล อัตรากำไรจากการดำเนินงาน รัฐบาลพยายามผลักดันการปฏิรูปการกำกับดูแลกิจการที่ดียิ่งขึ้น ทำให้ธุรกิจมีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นมากขึ้นและส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืน สิ่งนี้ทำให้นักลงทุนทุ่มเงินทุนเข้าสู่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจำนวนมหาศาล

 

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์โตเกียวล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ชาวต่างชาติลงทุนมากกว่า 2 ล้านล้านเยนจากการเปิดตัวดัชนีหุ้นญี่ปุ่นใหม่ ‘Prime’ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการแข่งขันระหว่างบริษัทจดทะเบียนมากขึ้น และทำให้ตลาดหุ้นของประเทศมีความคล่องตัวและน่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนทั่วโลกมากขึ้น 

 

นักลงทุนในตลาดเริ่มเชื่อมั่นมากขึ้นว่าญี่ปุ่นจะเอาชนะการต่อสู้กับภาวะเงินฝืดที่มีมายาวนานได้และเข้าสู่เส้นทางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนบางส่วนยังกังวลว่าญี่ปุ่นจะสามารถรักษาโมเมนตัมขาขึ้นได้หรือไม่ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นโดย BOJ ในปีนี้ที่อาจตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง หลังจากเริ่มใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบมาตั้งแต่ปี 2016 เนื่องจากพยายามกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุน 

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่หลายคนกำลังจับตาคือ การที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะ Technical Recession หรือภาวะถดถอยทางเทคนิค จากการที่ GDP ติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน 

 

ในระยะสั้นการที่ญี่ปุ่นเกิด Technical Recession เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้หุ้นญี่ปุ่นวิ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ สรพล วีระเมธีกุล หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย กล่าวว่า “ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาล่าสุดทำให้โอกาสของการปรับขึ้นดอกเบี้ยลดลง จากเดิมที่นักลงทุนมั่นใจประมาณ 80% ว่าญี่ปุ่นลดดอกเบี้ย ตอนนี้กลับมองว่าการลดดอกเบี้ยจะชะลอไปอีกอย่างน้อย 1-2 ครั้งการประชุมของ BOJ”

 

ส่วนภาพระยะยาวสรพลเชื่อว่า การถดถอยของ GDP ในไตรมาส 4 ที่ติดลบไม่ถึง 1% ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากังวล 

 

ข้อมูลจาก Bloomberg เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ระบุว่า แม้หุ้นญี่ปุ่นจะวิ่งขึ้นมาอย่างร้อนแรง แต่ยังมีหุ้นถึง 37% บนดัชนี Nikkei 225 ที่ยังซื้อ-ขายต่ำกว่า 1 เท่าของมูลค่าทางบัญชี 

 

ขณะที่ ริชาร์ต เคย์ ผู้จัดการกองทุนของ Comgest Asset Management กล่าวว่า “ผมคิดว่าคงไม่ยากที่ดัชนีจะวิ่งไปถึงประมาณ 42,000 จุด จากแรงส่งด้านจิตวิทยาของนักลงทุนในญี่ปุ่น”

 

ความพยายามในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่น รวมทั้งการฉุดหุ้นญี่ปุ่นขึ้นมาจากก้นเหว บนเส้นทางอันยาวนานกว่า 34 ปี แม้เส้นทางอาจไม่ได้เรียบง่ายและทำได้เร็วอย่างที่คาดหวัง แต่การเดินทางของญี่ปุ่นก็ได้ให้บทเรียนมากมายที่หลายประเทศสามารถนำไปศึกษาและปรับใช้ 

 

และในฐานะคนไทย ก็หวังว่าเราจะค้นหาเส้นทางของตัวเองจนเจอ และก้าวไปสู่การเติบโตครั้งใหม่ได้เหมือนกับญี่ปุ่น

 

ภาพ: Grant Faint / Getty Images, BookyBuggy / Getty Images 

อ้างอิง:

The post ญี่ปุ่นทำอย่างไร ดึงตลาดหุ้นจากก้นเหวสู่ All Time High ครั้งใหม่ในรอบ 34 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทหารญี่ปุ่นยิงเพื่อนทหารเสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 1 คน ระหว่างฝึกซ้อมยิงกระสุนจริง https://thestandard.co/three-wounded-in-shooting-at-japan-military/ Wed, 14 Jun 2023 08:30:56 +0000 https://thestandard.co/?p=802966 กราดยิง

วันนี้ (14 มิถุนายน) เกิดเหตุทหารญี่ปุ่นกราดยิงในสนามฝึ […]

The post ทหารญี่ปุ่นยิงเพื่อนทหารเสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 1 คน ระหว่างฝึกซ้อมยิงกระสุนจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราดยิง

วันนี้ (14 มิถุนายน) เกิดเหตุทหารญี่ปุ่นกราดยิงในสนามฝึก ส่งผลให้มีทหารเสียชีวิต 2 นาย และบาดเจ็บสาหัสอีก 1 นาย ในเมืองกิฟุ ทางตอนกลางของญี่ปุ่น 

 

ฮิโรคาสุ มัตสึโนะ โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า เหตุร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น และผู้ต้องสงสัยถูกจับกุมเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติม ขณะที่แถลงการณ์ของกองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินญี่ปุ่น (JGSDF) ระบุว่า ระหว่างที่มีการฝึกซ้อมยิงปืนด้วยกระสุนจริง มีทหารคนหนึ่งยิงปืนใส่เพื่อนทหาร 3 นาย

 

สถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่นรายงานว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นทหารวัยรุ่นและใช้ปืนอัตโนมัติในการก่อเหตุ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นทหารเกณฑ์วัยเพียง 18 ปี ซึ่งทหารคนอื่นๆ สามารถควบคุมตัวไว้ได้ทันทีหลังก่อเหตุ โดยสนามฝึกแห่งนี้บริหารงานโดยค่ายโมริยามะ ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมมากกว่า 65,000 ตารางเมตรด้วยกัน

 

ทั้งนี้ เหตุกราดยิงและอาชญากรรมรุนแรงเป็นคดีที่เกิดขึ้นน้อยมากในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่ในช่วงไม่นานมานี้ได้เกิดเหตุความรุนแรงจากอาวุธปืนถี่ขึ้น จนทำให้สังคมเริ่มกังวลและตั้งคำถามถึงความปลอดภัยในชีวิต

 

โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2022 ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ถูกลอบสังหารด้วยอาวุธปืนจนเสียชีวิต ขณะที่ต่อมาในเดือนเมษายน ปี 2023 ก็มีชายคนหนึ่งขว้างระเบิดควันใส่นายกรัฐมนตรี ฟูมิโอะ คิชิดะ แต่เคราะห์ดีที่ผู้นำญี่ปุ่นไม่ได้รับบาดเจ็บ และล่าสุดเมื่อเดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวชายคนหนึ่งที่จ้วงแทงและกราดยิงประชาชนรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจจนเสียชีวิต ซึ่งถือเป็นคดีสะเทือนขวัญที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นในญี่ปุ่น

 

ภาพ: STR / JIJI PRESS / AFP

อ้างอิง:

The post ทหารญี่ปุ่นยิงเพื่อนทหารเสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 1 คน ระหว่างฝึกซ้อมยิงกระสุนจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัยการญี่ปุ่นยื่นฟ้อง เท็ตสึยะ ยามากามิ ข้อหาฆาตกรรมอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ เมื่อ 6 เดือนก่อน https://thestandard.co/shinzo-abe-murderer-charged/ Sat, 14 Jan 2023 05:03:11 +0000 https://thestandard.co/?p=737153

วานนี้ (13 มกราคม) สำนักข่าวญี่ปุ่นและสำนักข่าวต่างประเ […]

The post อัยการญี่ปุ่นยื่นฟ้อง เท็ตสึยะ ยามากามิ ข้อหาฆาตกรรมอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ เมื่อ 6 เดือนก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (13 มกราคม) สำนักข่าวญี่ปุ่นและสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อัยการญี่ปุ่นได้ยื่นฟ้อง เท็ตสึยะ ยามากามิ ชายผู้ต้องสงสัยลงมือสังหาร ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองญี่ปุ่นเมื่อราว 6 เดือนก่อน ในข้อหาฆาตกรรม รวมถึงข้อหาละเมิดกฎหมายครอบครองอาวุธปืน

 

ด้านสำนักงานอัยการจังหวัดนาราระบุว่า ยามากามิใช้อาวุธปืนที่ตนเองประดิษฐ์ขึ้นมาสังหารอดีตผู้นำญี่ปุ่นขณะที่กำลังปราศรัยอยู่ริมถนนในเมืองคาชิฮาระ จังหวัดนารา เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยยามากามิได้เข้ารับการประเมินด้านจิตเวชหลังถูกจับกุมในที่เกิดเหตุเมื่อปีที่แล้ว เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาว่าเขามีความพร้อมที่จะเข้ารับการพิจารณาคดีในชั้นศาลหรือไม่ ซึ่งระยะเวลาในการประเมินผลเพิ่งสิ้นสุดลงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมานี้ (10 มกราคม)

 

โดยทีมแพทย์ที่ทำการรักษาอาเบะเผยว่า มีกระสุนปืนลูกหนึ่งที่ถูกยิงเข้าไปลึกมากพอที่จะถึงหัวใจของอาเบะ และทำให้เขาเสียชีวิตในที่สุดจากการเสียเลือดมาก แม้ทางทีมแพทย์จะช่วยกันยื้อและรักษาชีวิตของอดีตผู้นำคนสำคัญของญี่ปุ่นอย่างเต็มความสามารถแล้วก็ตาม

 

สำนักข่าวท้องถิ่นอย่าง NHK รายงานในช่วงเวลานั้นว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้อาเบะตกเป็นเป้าในการสังหาร เนื่องจากยามากามิเชื่อว่าอาเบะมีส่วนเกี่ยวข้องกับลัทธิความเชื่อหนึ่งในสังคมญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่มีส่วนทำให้ฐานะทางบ้านของยามากามิย่ำแย่ลงอย่างมากจนไม่ต่างจากบุคคลล้มละลาย

 

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนปัจจุบัน ได้มีคำสั่งสอบสวนลัทธิดังกล่าวที่มีต้นกำเนิดมาจากเกาหลีใต้ และเป็นผู้สนับสนุนนักการเมืองหลายคนในพรรคลิเบอรัล เดโมเครติก หรือพรรคแอลดีพีของคิชิดะ เป็นเหตุให้มีรัฐมนตรีจำนวนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับลัทธิดังกล่าวต้องลาออกจากตำแหน่ง

 

แฟ้มภาพ: STR / Jiji Press / AFP

อ้างอิง:

The post อัยการญี่ปุ่นยื่นฟ้อง เท็ตสึยะ ยามากามิ ข้อหาฆาตกรรมอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ เมื่อ 6 เดือนก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นเริ่มจัดรัฐพิธีศพอดีตนายกฯ ชินโซ อาเบะ ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติและผู้นำโลกร่วมพิธีกว่า 4,300 คน https://thestandard.co/shinzo-abe-funeral-2/ Tue, 27 Sep 2022 07:34:56 +0000 https://thestandard.co/?p=687368

รัฐพิธีศพของ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เริ่มต […]

The post ญี่ปุ่นเริ่มจัดรัฐพิธีศพอดีตนายกฯ ชินโซ อาเบะ ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติและผู้นำโลกร่วมพิธีกว่า 4,300 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>

รัฐพิธีศพของ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เริ่มต้นขึ้นในช่วงเวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือราว 12.00 น. ที่ผ่านมาตามเวลาในไทย โดย อากิเอะ อาเบะ ภริยา เป็นผู้นำเถ้ากระดูกของสามีเข้าสู่อาคารสนามกีฬานิปปอน บูโดคัง (Nippon Budokan Hall) สถานที่ประกอบพิธีในใจกลางกรุงโตเกียว ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอาลัย ขณะที่มีเสียงดนตรีจากวงโยธวาทิต และเสียงคำนับจากกองทหารเกียรติยศที่ดังกึกก้องไปทั่วอาคาร

 

ก่อนเริ่มพิธีตั้งแต่ช่วงเช้ามืดมีประชาชนหลายพันคนหลั่งไหลไปรอวางดอกไม้แสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ทำให้ผู้จัดพิธีต้องเร่งรีบเปิดอาคาร และภายในไม่กี่ชั่วโมง พบว่ามีประชาชนเข้าไปวางดอกไม้ไว้อาลัยมากกว่า 1 หมื่นคน โดยคิวรอเข้าไว้อาลัยนั้นยาวกว่า 3 ชั่วโมง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ทั้งนี้ มีแขกผู้มีเกียรติที่เดินทางไปร่วมพิธีมากกว่า 4,300 คน พร้อมด้วยบรรดาผู้นำและอดีตผู้นำของประเทศต่างๆ รวม 43 คน ซึ่งรวมถึง คามาลา (กมลา) แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ขณะที่ทางการญี่ปุ่นจัดเตรียมกำลังตำรวจกว่า 20,000 นายดูแลความปลอดภัย

 

อาเบะถือเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของญี่ปุ่น และได้รับการชื่นชมจากการนำเสนอนโยบายฟื้นเศรษฐกิจที่เรียกว่าอาเบะโนมิกส์ 

 

ขณะที่เขาถือเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกในรอบ 55 ปี ที่ได้รับการจัดรัฐพิธีศพหลังถึงแก่อสัญกรรมจากการถูกลอบสังหารเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยนายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ ชี้แจงการทุ่มงบประมาณกว่า 1.66 พันล้านเยน หรือราว 453 ล้านบาท เพื่อจัดรัฐพิธีศพ เพื่อเป็นการให้เกียรติต่อความสำเร็จในการบริหารประเทศของอาเบะ

 

อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันนี้ยังมีการชุมนุมประท้วงต่อต้านการจัดรัฐพิธีศพแก่อาเบะ ที่บริเวณด้านหน้าสถานที่จัดพิธี ซึ่งผู้ประท้วงแสดงความไม่พอใจต่อการทุ่มงบประมาณไปกับการจัดรัฐพิธีศพครั้งนี้ ในขณะที่ประเทศยังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจและผลกระทบจากภัยพิบัติเช่นพายุไต้ฝุ่นที่พัดถล่มในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ภาพ: Photo by Eugene Hoshiko/Pool/Getty Images

อ้างอิง:

The post ญี่ปุ่นเริ่มจัดรัฐพิธีศพอดีตนายกฯ ชินโซ อาเบะ ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติและผู้นำโลกร่วมพิธีกว่า 4,300 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศช่วงรัฐพิธีศพ ชินโซ อาเบะ ในญี่ปุ่น หลังกลายเป็นประเด็นถกเถียง https://thestandard.co/shinzo-abe-state-funeral/ Tue, 27 Sep 2022 06:10:31 +0000 https://thestandard.co/?p=687275

นี่คือภาพบรรยากาศตามจุดต่างๆ ในช่วงการจัดงานรัฐพิธีศพให […]

The post บรรยากาศช่วงรัฐพิธีศพ ชินโซ อาเบะ ในญี่ปุ่น หลังกลายเป็นประเด็นถกเถียง appeared first on THE STANDARD.

]]>

นี่คือภาพบรรยากาศตามจุดต่างๆ ในช่วงการจัดงานรัฐพิธีศพให้แก่ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองญี่ปุ่น ณ กรุงโตเกียว วันนี้ (27 กันยายน) 

 

หลังจากที่อาเบะถูกลอบสังหารขณะปราศรัยที่เมืองนาราเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทางการญี่ปุ่นต้องยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยแก่บรรดาผู้นำประเทศทั้งอดีตและปัจจุบัน รวมถึงผู้แทนระดับสูงและบุคคลสำคัญต่างๆ ที่จะเดินทางเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้


บทความที่เกี่ยวข้อง: 


นอกจากประชาชนผู้เดินทางมาร่วมไว้อาลัยต่ออดีตผู้นำของเขาเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ยังมีประชาชนชาวญี่ปุ่นอีกจำนวนไม่น้อยที่แสดงจุดยืนชุมนุมประท้วงคัดค้านการจัดรัฐพิธีศพให้แก่อาเบะ หนึ่งในเหตุผลสำคัญสืบเนื่องมาจากตัวเลขงบประมาณที่ทางการคาดว่าจะใช้จัดงานในครั้งนี้สูงถึง 1.6 พันล้านเยน (กว่า 430 ล้านบาท) ซึ่งตัวเลขใช้จ่ายจริงอาจสูงขึ้นกว่านี้อีก จึงเห็นควรที่รัฐบาลจะทุ่มงบประมาณช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงเวลานี้มากกว่า 

 

อีกทั้งการตัดสินใจจัดการรัฐพิธีศพในครั้งนี้ก็มีส่วนทำให้ ฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และผู้นำพรรค LDP คนปัจจุบัน มีคะแนนนิยมต่ำลงในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาอีกด้วย

 

ผู้คนจำนวนมากต่างทยอยมาร่วมไว้อาลัยแก่ ชินโซ อาเบะ เป็นครั้งสุดท้าย

ภาพ: David Mareuil / Anadolu Agency via Getty Images

 

ชาวญี่ปุ่นที่อาจไม่ได้เข้าร่วมรัฐพิธีศพ ณ กรุงโตเกียว เดินทางมาร่วมไว้อาลัยแก่ ชินโซ อาเบะ บริเวณจุดเกิดเหตุลอบสังหารในเมืองนารา

ภาพ: Buddhika Weerasinghe / Getty Images

 

ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากต่างเข้าแถวเพื่อรอร่วมไว้อาลัยแก่ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เป็นครั้งสุดท้าย

ภาพ: Tomohiro Ohsumi / Getty Images

 

บรรยากาศภายในงานรัฐพิธีศพ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น

ภาพ: Eugene Hoshiko / Pool / AFP

 

คามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ขณะกำลังเดินทางเข้าร่วมรัฐพิธีศพ ชินโซ อาเบะ

ภาพ: Franck Robichon – Pool / Getty Images

 

นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ขณะกำลังเดินทางเข้าร่วมรัฐพิธีศพ ชินโซ อาเบะ ในกรุงโตเกียว สะท้อนสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งโมดีเป็นหนึ่งในผู้นำประเทศเครือจักรภพแห่งสหประชาชาติที่ไม่ได้เดินทางไปเข้าร่วมพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ณ กรุงลอนดอน เมืองหลวงของสหราชอาณาจักร เมื่อช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ภาพ: Philip Fong / AFP

 

กลุ่มผู้คัดค้านการจัดรัฐพิธีศพให้แก่ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น มาชุมนุมกันบริเวณภายนอกสถานที่จัดงาน

ภาพ: Yuichi Yamazaki / AFP

 

กลุ่มผู้คัดค้านการจัดรัฐพิธีศพให้แก่ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น มาร่วมเดินขบวนประท้วงบริเวณภายนอกสถานที่จัดงาน

ภาพ: Toshifumi Kitamura / AFP

 

รัฐพิธีศพ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองญี่ปุ่น วันที่ 27 กันยายน 2022

ภาพ: Takashi Aoyama / Getty Images

The post บรรยากาศช่วงรัฐพิธีศพ ชินโซ อาเบะ ในญี่ปุ่น หลังกลายเป็นประเด็นถกเถียง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำโลก-ผู้แทนระดับสูง ต่างทยอยเดินทางเข้าร่วมรัฐพิธีศพ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น https://thestandard.co/world-leaders-shinzo-abe-funeral/ Tue, 27 Sep 2022 03:37:37 +0000 https://thestandard.co/?p=687136 ผู้นำโลก

บรรดาผู้นำโลกทั้งอดีตและปัจจุบัน รวมถึงผู้แทนระดับสูงจา […]

The post ผู้นำโลก-ผู้แทนระดับสูง ต่างทยอยเดินทางเข้าร่วมรัฐพิธีศพ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำโลก

บรรดาผู้นำโลกทั้งอดีตและปัจจุบัน รวมถึงผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่างๆ ทยอยเดินทางเข้าร่วมรัฐพิธีศพของ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่จะจัดขึ้นในกรุงโตเกียววันนี้ (27 กันยายน) ตามเวลาท้องถิ่น คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมรัฐพิธีศพดังกล่าวนี้ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศราว 6,000 คน 

 

โดยสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ รวมถึงสมาชิกราชวงศ์ดอกเบญจมาศของญี่ปุ่น จะมิได้เสด็จฯ ร่วมรัฐพิธีศพในครั้งนี้ โดยจะร่วมไว้อาลัยในแนวทางของสำนักพระราชวังเอง

 

จำนวนผู้นำประเทศในฐานะประมุขของรัฐ รวมถึงผู้แทนระดับสูงที่ตัดสินใจเข้าร่วมรัฐพิธีศพในครั้งนี้ อาจมีจำนวนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร เมื่อช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา อีกทั้งอาเบะเองก็ถูกลอบสังหารในขณะที่ผ่านพ้นช่วงวาระการดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาลญี่ปุ่นไปแล้วสักระยะหนึ่ง จึงอาจเป็นเหตุผลให้ผู้นำประเทศหรือผู้นำรัฐบาลในหลายประเทศ พิจารณาให้รองประธานาธิบดีหรือผู้แทนระดับสูงเข้าร่วมงานแทนได้ หากไม่สามารถเดินทางมาด้วยตนเอง

 


บทความที่เกี่ยวข้อง: 


 

ผู้นำโลก

คามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

ภาพ: Tomohiro Ohsumi / Getty Images

 

ผู้นำโลก

เหงียน ซวน ฟุก ประธานาธิบดีเวียดนาม

ภาพ: David Mareuil / Pool / Getty Images

 

ซารา ดูเตร์เต รองประธานาธิบดีฟิลิปปินส์

ภาพ: David Mareuil / Anadolu Agency via Getty Images

 

ออสกา ลาปอนดา นายกรัฐมนตรีกาบอง

ภาพ: David Mareuil / Anadolu Agency via Getty Images

 

ผู้นำโลก

ดีดีเยร์ บวร์คฮัลเทอร์ อดีตประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์

ภาพ: David Mareuil / Anadolu Agency via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post ผู้นำโลก-ผู้แทนระดับสูง ต่างทยอยเดินทางเข้าร่วมรัฐพิธีศพ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมการจัดพิธีศพของอดีตนายกฯ ชินโซ อาเบะ ถึงกำลังเป็นที่ถกเถียงในสังคมญี่ปุ่น https://thestandard.co/shinzo-abe-funeral/ Mon, 26 Sep 2022 09:56:25 +0000 https://thestandard.co/?p=686857 ชินโซ อาเบะ

ทางการญี่ปุ่นเตรียมจัดพิธีศพให้แก่ ชินโซ อาเบะ อดีตนายก […]

The post ทำไมการจัดพิธีศพของอดีตนายกฯ ชินโซ อาเบะ ถึงกำลังเป็นที่ถกเถียงในสังคมญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชินโซ อาเบะ

ทางการญี่ปุ่นเตรียมจัดพิธีศพให้แก่ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 27 กันยายนนี้ โดยคาดว่าจะมีผู้นำประเทศทั้งอดีตและปัจจุบัน รวมถึงผู้แทนระดับสูงจาก 217 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมพิธีศพในครั้งนี้

 

โดยอาเบะถือเป็นนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองญี่ปุ่น ในช่วงปี 2006-2007 และปี 2012-2020 เขาเคยชนะการเลือกตั้งทั่วไปมาแล้วถึง 3 ครั้ง อีกทั้งยังเป็นนายกฯ คนสุดท้ายของรัชสมัยเฮเซ ภายใต้สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และเป็นนายกฯ คนแรกในรัชสมัยเรวะ ภายใต้สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ หลังญี่ปุ่นผลัดแผ่นดิน

 

แล้วทำไมการจัดพิธีศพของอดีตนายกฯ ชินโซ อาเบะ ถึงกำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในสังคมญี่ปุ่นช่วงเวลานี้

 

1. พิธีการที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ และงบประมาณที่ใช้

เดิมที ‘รัฐพิธีศพ’ หรือ พิธีศพที่จัดขึ้นโดยรัฐ (State-Funeral) ในญี่ปุ่น จะสงวนไว้ให้กับพิธีศพของบรรดาสมาชิกราชวงศ์ญี่ปุ่นเท่านั้นนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา มีเพียงพิธีศพของ ชิเงรุ โยชิดะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เมื่อปี 1947 รายเดียวเท่านั้นที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐทั้งหมด ก่อนที่พิธีศพบุคคลสำคัญรายต่อๆ มามักได้รับการสนับสนุนจากรัฐส่วนหนึ่งและจากพรรคการเมืองใหญ่ที่บุคคลนั้นสังกัดอยู่อีกส่วนหนึ่ง 

 

ดังนั้นพิธีศพของอาเบะที่จะเป็นพิธีศพที่จัดขึ้นโดยรัฐและรัฐออกงบประมาณให้ทั้งหมดนั้น จึงเป็นเรื่องที่ต้องหารือกันไม่น้อย 

 

ประกอบกับตัวเลขงบประมาณที่ทางการญี่ปุ่นเผยว่า อาจใช้งบในการจัดงาน 1.65 พันล้านเยน (กว่า 430 ล้านบาท) นับเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงมาก สูงกว่าพระราชพิธีพระบรมศพของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ที่ใช้งบราว 1.3 พันล้านเยน และยิ่งเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจญี่ปุ่นประสบกับภาวะชะงักงัน อันสืบเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิดตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา รวมถึงผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนและวิกฤตโลกรวนเช่นนี้ 

 

ประชาชนชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มมีแนวคิดไม่เห็นด้วยกับการจัดพิธีศพดังกล่าวในสเกลงานที่ใหญ่โต พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทุ่มงบประมาณช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนและได้รับกระทบอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจในขณะนี้ 

 

จากผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนชาวญี่ปุ่นโดย Kyodo ชี้ว่า กว่า 70% ของผู้ที่ตอบแบบสอบถามมองว่า รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังใช้งบประมาณมากเกินไปกับการจัดพิธีศพให้กับอดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นผู้ล่วงลับ

 

โดยคาดว่างบประมาณเกือบครึ่งหนึ่งจะทุ่มให้กับมาตรการด้านความมั่นคง ขณะที่อีกราว 1 ใน 3 จะใช้ต้อนรับบรรดาผู้นำประเทศ ผู้แทนระดับสูง และบุคคลสำคัญที่จะเดินทางมาร่วมพิธีศพในครั้งนี้ เช่น คามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีหญิงสหรัฐอเมริกา รวมถึง นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย และ ลีเซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เป็นต้น

 

2. ความสัมพันธ์ระหว่าง ชินโซ อาเบะ, พรรค LDP และโบสถ์แห่งความสามัคคี

บรรดาพรรคฝ่ายค้านและคู่แข่งทางการเมืองของอดีตผู้นำญี่ปุ่นต่างได้รับการสนับสนุนให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง ชินโซ อาเบะ, พรรคลิเบอรัลเดโมเครติก หรือพรรค LDP และโบสถ์แห่งความสามัคคี (Unification Church) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ลัทธิมูน’ ลัทธิทางศาสนาที่ถือกำเนิดขึ้นในเกาหลีใต้ และอาจพัวพันกับการระดมทุนหรือรับบริจาคเงินที่มิชอบด้วยกฎหมาย

 

สาเหตุการเสียชีวิตของอาเบะในวัย 67 ปีที่ถูกลอบยิงขณะกำลังปราศรัยที่เมืองนารา อดีตเมืองหลวงของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก็มีความเกี่ยวพันกับลัทธิดังกล่าวด้วย โดยแรงจูงใจในการลงมือก่อเหตุเกิดจากความคับแค้นใจที่อาเบะมีปฏิสัมสัมพันธ์กับลัทธิดังกล่าว ซึ่งมีส่วนทำให้ครอบครัวของ เท็ตสึยะ ยามากามิ (มือปืนผู้ก่อเหตุ) ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แม่ของเขากลายเป็นบุคคลล้มละลายหลังหลงเชื่อให้บริจาคเงินจำนวนมาก

 

ข่าวคราวของความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้สังคมญี่ปุ่นประณามลัทธิดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นถึงกรณีที่มีสมาชิกพรรค LDP และนักการเมืองญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยมีความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์กับลัทธิดังกล่าว จนทำให้ทางพรรค LDP ต้องประกาศตัดสัมพันธ์กับโบสถ์แห่งความสามัคคีอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมประกาศจะขับสมาชิกพรรค LDP ที่ลักลอบติดต่อกับลัทธิดังกล่าวให้พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งข่าวคราวนี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของอาเบะและพรรค LDP ไม่น้อย 

 

ขณะที่ผลโพลสำรวจโดย Mainichi Daily ชี้ว่า คะแนนความนิยมของ ฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และหัวหน้าพรรค LDP คนปัจจุบันลดต่ำลงจาก 29% ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม มาอยู่ที่ 23% ในช่วงเวลานี้

 

3. กระแสความไม่พอใจจากการบริหารงานของอาเบะ

แม้ผู้คนจำนวนมากจะมองว่าอาเบะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนบทบาทของญี่ปุ่นทั้งภายในภูมิภาคและบนเวทีโลก แต่ก็มีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังมองว่าแนวทางการบริหารงานของอาเบะอาจนำพาประเทศไปสู่จุดวิกฤต โดยเฉพาะการตีความรัฐธรรมนูญใหม่ รวมถึงการผ่านร่างกฎหมายการป้องกันตนเองร่วม (Collective Self-Defense Bill) ที่ผลักดันให้กองกำลังป้องกันตนเอง (SDF) เข้าไปมีส่วนร่วมในการปกป้องพันธมิตรที่ได้รับการอนุมานว่าแนวทางนี้คือการปกป้องตนเองวิถีทางหนึ่ง แม้ญี่ปุ่นอาจจะไม่ได้ถูกโจมตีโดยตรงก็ตาม

 

กฎหมายดังกล่าวเปิดโอกาสให้ญี่ปุ่นเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงได้เพิ่มมากขึ้น กลายเป็นพันธมิตรทางทหารกับมหาอำนาจตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งความสัมพันธ์จุดนี้ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นท่ามกลางการพุ่งทะยานขึ้นของพญามังกรจีน โดยแนวทางนี้อาจเป็นการเปิดประตูโอกาสที่จะทำให้ญี่ปุ่นเข้าไปพัวพันกับสงครามได้มากยิ่งขึ้น มีจุดยืนที่มักจะอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลจีนและเอนไปหาชาติตะวันตกมากกว่า 

 

ความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยจะลงรอยกับจีนและความพยายามที่จะมีบทบาทนำภายในภูมิภาคนี้ ทำให้ทางการจีนส่งเพียงอดีตรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ไม่ค่อยมีใครภายนอกประเทศรู้จักเข้าร่วมพิธีศพของอาเบะในครั้งนี้ ต่างจากพระราชพิธีพระบรมศพของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ที่ สีจิ้นผิง ส่ง หวังฉีซ่าน รองประธานาธิบดีจีนคนปัจจุบัน เดินทางเข้าร่วมพิธีถึงกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา 

 

กระแสความไม่พอใจนำไปสู่การประท้วงอยู่บ่อยครั้งในช่วงที่อาเบะเป็นผู้นำรัฐบาล ชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยจึงมองว่าเขาเป็นผู้กระหายสงคราม ไม่สมควรได้รับเกียรติให้จัดพิธีศพขึ้นเป็นกรณีพิเศษไปกว่าบรรดาอดีตผู้นำหรือบุคคลสำคัญทางการเมืองรายอื่นๆ ตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา 

 

ขณะนี้มีผู้ประท้วงการจัดพิธีดังกล่าวนี้ชุมนุมกันในหลายพื้นที่ทั่วญี่ปุ่น โดยเฉพาะในกรุงโตเกียว เมืองหลวงของประเทศ ที่กำลังจัดเตรียมพิธีศพโดยรัฐให้แก่อาเบะ ซึ่งบรรดาผู้นำและบุคคลสำคัญจากต่างประเทศเริ่มทยอยเดินทางมาถึงญี่ปุ่นแล้ว

 

แฟ้มภาพ: Franck Robichon – Pool / Getty Images

อ้างอิง:

The post ทำไมการจัดพิธีศพของอดีตนายกฯ ชินโซ อาเบะ ถึงกำลังเป็นที่ถกเถียงในสังคมญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นเตรียมจัดรัฐพิธีศพให้ ชินโซ อาเบะ 27 ก.ย. นี้ ขณะที่ประชาชนเสียงแตก https://thestandard.co/japan-will-host-state-funeral-for-shinzo-abe-while-people-still-arguing/ Wed, 20 Jul 2022 10:14:17 +0000 https://thestandard.co/?p=656421 Shinzo Abe

รัฐบาลญี่ปุ่นวางแผนที่จะจัดพิธีศพในรูปแบบรัฐพิธี (State […]

The post ญี่ปุ่นเตรียมจัดรัฐพิธีศพให้ ชินโซ อาเบะ 27 ก.ย. นี้ ขณะที่ประชาชนเสียงแตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shinzo Abe

รัฐบาลญี่ปุ่นวางแผนที่จะจัดพิธีศพในรูปแบบรัฐพิธี (State Funeral) ให้กับชินโซ อาเบะ ในวันที่ 27 กันยายนนี้ เพื่อเป็นเกียรติแก่อดีตนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองของญี่ปุ่น ซึ่งถูกคนร้ายลอบสังหารจนถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา 

 

สื่อญี่ปุ่นระบุว่า พิธีศพเตรียมจัดขึ้น ณ สนามกีฬานิปปอน บูโดกัน (Nippon Budokan) ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว และรัฐบาลจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยคาดว่าคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นจะลงนามรับรองแผนดังกล่าวอย่างเร็วที่สุดภายในวันศุกร์นี้

 

อย่างไรก็ตาม มีประชาชนบางส่วนที่คัดค้านการจัดรัฐพิธีศพของอาเบะ เนื่องจากมองว่าเขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่เผชิญเรื่องอื้อฉาวหลายอย่างในระหว่างวาระการดำรงตำแหน่งผู้นำ ขณะที่บางส่วนมองว่าการจัดรัฐพิธีขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้เงินภาษีจำนวนมาก ส่วนบางกลุ่มมองว่าพรรค Liberal Democratic Party (LDP) พยายามใช้ประโยชน์จากการเสียชีวิตของอาเบะมาเพื่อเรียกคะแนนนิยม โดยผลสำรวจของสถานีโทรทัศน์ NHK ซึ่งจัดทำตั้งแต่ช่วงวันเสาร์จนถึงวันจันทร์ (16-18 กรกฎาคม) ออกมาว่า 49% ของผู้ตอบแบบสอบถามยินดีกับการจัดรัฐพิธีศพของรัฐบาลญี่ปุ่น ขณะที่ 38% ตอบว่าพวกเขาไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง

 

แม้ประชาชนจะเสียงแตกเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว แต่ท้ายที่สุดนั้นอำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะอยู่ที่ฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งเขาจำเป็นที่จะต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เนื่องจากคาดว่ารัฐพิธีศพนี้จะมีบุคคลสำคัญจากต่างประเทศมาเข้าร่วมด้วยจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องเร่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย และเตรียมพร้อมสำหรับการเจรจาทางการทูตกับประเทศอื่นๆ นอกรอบรัฐพิธี

 

อนึ่ง การจัดรัฐพิธีศพครั้งล่าสุดของญี่ปุ่นนั้นเกิดขึ้นในปี 1967 ซึ่งเป็นรัฐพิธีศพของอดีตนายกรัฐมนตรีชิเงรุ โยชิดะ ผู้นำประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูญี่ปุ่นหลังผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ 2

 

ภาพ: Peerapon Boonyakiat/SOPA Images/LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

The post ญี่ปุ่นเตรียมจัดรัฐพิธีศพให้ ชินโซ อาเบะ 27 ก.ย. นี้ ขณะที่ประชาชนเสียงแตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชินโซ อาเบะ ฟื้นคืนชีพเศรษฐกิจ ปลดปล่อยญี่ปุ่นจาก The Lost Decade https://thestandard.co/shinzo-abe-and-liberate-japan-from-the-lost-decade/ Wed, 13 Jul 2022 11:00:32 +0000 https://thestandard.co/?p=653435 ชินโซ อาเบะ

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโลกหลังโควิดต้องจารึกอีกครั้ง เ […]

The post ชินโซ อาเบะ ฟื้นคืนชีพเศรษฐกิจ ปลดปล่อยญี่ปุ่นจาก The Lost Decade appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชินโซ อาเบะ

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโลกหลังโควิดต้องจารึกอีกครั้ง เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2022 กับการสูญเสียอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ผู้กอบกู้ประเทศญี่ปุ่นจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมาอย่างยาวนานจนถูกนานาชาติมองข้าม เขาปั๊มชีพจรเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้สามารถกลับมาเชิดหน้าในเวทีโลกได้อีกครั้งในช่วงเวลาที่รับตำแหน่งปี 2011-2020 และถือเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นด้วย

 

ชินโซ อาเบะ ถือเป็น ‘ฮีโร่’ ของโลกอีกคนหนึ่ง เราคงปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ครับว่า อาเบะเข้ามาทำให้ประเทศญี่ปุ่นที่เปรียบเสมือนคนแก่ถือไม้เท้าในเวลานั้นกลับมาวิ่งได้อีกครั้งในเวลานี้ ด้วยการประกาศใช้นโยบาย ‘Abenomics’ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาเอง

 

ผมชื่นชมฝีมือของอาเบะที่มุ่งมั่นเดินหน้าลุยนโยบาย ‘Abenomics’ ด้วยการลงมือทำในสิ่งที่ต้องทำ แม้จะรู้ว่ามันยาก และต้องพบกับกระแสต่อต้านมากแค่ไหน ต้องใช้เวลาพิสูจน์นานเท่าไร แต่ก็เป็นสิ่งที่เขาตั้งใจจะสร้างโอกาสการเริ่มต้นใหม่ในวิถีเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้กลับมามีพลังได้อีกครั้ง 

 

@Abenomics กับเส้นทางการฟื้นคืนชีพญี่ปุ่น 

แม้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่ได้มีพื้นที่ใหญ่โต แต่ก็เป็นประเทศร่ำรวยภายใต้ขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา และจีน ตามลำดับ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมาจากทั้งในประเทศและการออกไปกระจายลงทุนนอกประเทศทั่วทุกมุมโลก ปี 2020 เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงถึง 170 ล้านล้านบาท ใหญ่กว่าเศรษฐกิจไทยถึง 10 เท่าทีเดียว

 

เศรษฐกิจญี่ปุ่นในอดีตเคยรุ่งเรืองสุดๆ ถือเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอีกประเทศที่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สุดของโลก เคยครองสถิติประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจติดอันดับ 2 ของโลกมายาวนานถึง 42 ปีในอดีต เป็นรองแค่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น

 

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 20 ได้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในญี่ปุ่น การก่อการร้าย และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบเต็มๆ จากที่เคยมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจกลับต้องมาเผชิญกับความไม่แน่นอนจนปรับตัวไม่ทัน ทำให้เศรษฐกิจอยู่ในสภาวะชะงักงันมากว่า 20 ปี ญี่ปุ่นมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงถึง 266% ขณะที่หลายรัฐบาลที่ผ่านมาได้พยายามพลิกฟื้นเศรษฐกิจแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ จนกระทั่งญี่ปุ่นต้องมาเผชิญกับคู่แข่งทางการค้ารายสำคัญอย่างจีน ส่งผลให้ญี่ปุ่นสูญเสียการเป็นมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกให้กับจีนซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาไปจนถึงปัจจุบันนี้

 

ตลอดเวลาช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตอย่างเชื่องช้าและเผชิญกับปัญหาเงินฝืดในช่วงปี 1990-2003 เป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นถูกมองว่าเข้าสู่ ‘ทศวรรษที่สาบสูญ’ หรือ ‘The Lost Decade’ โดยในช่วง 14 ปีดังกล่าว GDP ญี่ปุ่นเติบโตเฉลี่ยเพียงแค่ 1.1% ต่อปี เป็นระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว แม้ธนาคารกลางญี่ปุ่นและรัฐบาลจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ก็ตาม ท่ามกลางแรงกระแทกซ้ำเติมจากวิกฤตการเงินโลกปี 2008-2009

 

แล้วญี่ปุ่นก็เริ่มมีแสงสว่างปลายอุโมงค์ เมื่อ อาเบะ หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือ แอลดีพี ได้ลงสมัครในการเลือกตั้งทั่วไปของญี่ปุ่นในปี 2012 และใช้สโลแกนการหาเสียงที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง คือ ‘Nippon o Torimodosu’ หรือ ‘ฟื้นคืนชีพญี่ปุ่น’ ครับ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นถูกโลกจับตามองอีกครั้ง

 

นับเป็นประโยคที่มีพลังและเปี่ยมไปด้วยความหวังมากๆ อาเบะสามารถโน้มน้าวประชาชนญี่ปุ่นให้มีความเชื่อมั่นในตัวเขามากยิ่งขึ้น และนำมาสู่ชัยชนะของการเลือกตั้งแบบถล่มทลายในปี 2012 เขาได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งจากที่ในปี 2006 เขาเคยเป็นนายกฯ มาในช่วงสั้นๆ 

 

อาเบะประกาศแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นขนานใหญ่ หวังให้หลุดพ้นจากความตกต่ำ นั่นก็คือ ‘Abenomics’ ที่ใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 ด้านหลัก เรียกกันว่า ‘Three Arrows’ หรือลูกศร 3 ดอก ประกอบด้วยการใช้นโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และนโยบายปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซามายาวนาน

 

ลูกศรดอกที่ 1: การใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายสูงสุดที่มาแรงสุดๆ เวลานั้น ‘การตั้งอัตราดอกเบี้ยติดลบ’ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเร่งสร้างเงินเฟ้อ ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศพัฒนาแล้วแห่งเดียวที่ใช้ดอกเบี้ยนโยบายติดลบ ซึ่งทำให้ดอกเบี้ยเงินฝากในญี่ปุ่นติดลบด้วย พูดง่ายๆ คือถ้าคุณฝากเงินไว้กับธนาคารในญี่ปุ่น คุณจะต้องเสียดอกเบี้ยให้ธนาคารแทนที่จะได้ดอกเบี้ยเพื่อสร้างแรงจูงใจให้บริษัทญี่ปุ่นนำเงินไปลงทุน แบงก์ก็ต้องปล่อยสินเชื่อมากขึ้นด้วย ขณะที่คนญี่ปุ่นก็จะหลีกเลี่ยงการฝากเงินไว้เฉยๆ แต่ต้องเอาไปลงทุนเช่นกัน และเมื่อการลงทุนในประเทศสูงขึ้นก็ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ และช่วยผลักดันให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ภายใต้เป้าหมายกรอบเงินเฟ้อที่ 2%

 

ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ก็เริ่มใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ตั้งแต่ปี 2001 แล้วก่อนที่ธนาคารกลางของอีกหลายประเทศนำไปปรับใช้ ทำให้ปริมาณเงินเพิ่มขึ้นมหาศาลในระบบ ช่วยแก้ไขปัญหาเงินฝืดในเวลานั้น สภาพคล่องล้นไหลเข้าไปลงทุนและเก็งกำไรในตลาดตราสารทุน ตราสารหนี้ทั่วโลก ในจังหวะที่เศรษฐกิจฟื้นกลับมาดัชนีตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ ทะยานขึ้นทำลายสถิติกันคึกคัก ขณะที่ผลของการทำมาตรการ QE ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นถือสินทรัพย์มากที่สุดในโลกที่ 70% ของ GDP เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป

 

ลูกศรดอกที่ 2: จัดสรรงบประมาณอย่างคล่องตัวและถูกจุด รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณไปใช้จ่ายในเรื่องที่จำเป็นและสามารถประคองเศรษฐกิจได้ด้วย เช่น การเพิ่มสวัสดิการ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านการใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณจำนวนมหาศาล การใช้นโยบายการคลังนี้อาจไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นชัดเจนมากนัก แต่เรามองว่าเป็นส่วนที่ทำให้ญี่ปุ่นไม่เจอกับปัญหาเศรษฐกิจใหม่ๆ เพิ่มขึ้นในระหว่างที่กำลังแก้ไขปัญหาที่ใหญ่กว่า

 

ลูกศรดอกที่ 3: การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจญี่ปุ่น ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุด และลูกธนูดอกนี้ก็ได้รับความสนใจอย่างมากจากนักวิเคราะห์หลายสำนัก เพราะอาเบะกล้าออกมาตรการหลายอย่างที่ขัดกับขนบธรรมเนียมเดิมของญี่ปุ่นเพื่อพลิกฟื้นให้เศรษฐกิจกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง 

 

ปกติการเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างที่ฝังรากลึกในสังคมว่ายากแล้ว แต่เมื่อเป็นญี่ปุ่น ภารกิจการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างยิ่งทวีความยากมากขึ้นกว่าเดิมมากนะครับ นั่นเพราะญี่ปุ่นคือประเทศที่ให้คุณค่ากับภูมิปัญญา และมีนิสัยในการหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนแบบสุดๆ นั่นเอง

 

มาตรการที่รัฐบาลอาเบะทำมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นให้บริษัทจ้างพนักงานหญิงมากขึ้น การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งขัดกับภาระหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่สัดส่วนสูงที่สุดในโลก การเปิดรับแรงงานต่างชาติเพื่อแก้ปัญหาขาดแรงงานเนื่องจากญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว และเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีจำนวนเพิ่มมากเกือบ 20 ล้านคนในช่วงก่อนโควิด ซึ่งขัดกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยเปิดรับคนต่างชาติเท่าไรนัก แต่ก็ทำให้ภาคท่องเที่ยวในญี่ปุ่นขยายตัว และยังมีการปฏิรูปกฎระเบียบเกี่ยวกับพลังงาน สิ่งแวดล้อม สุขภาพ รวมถึงปรับปรุงวิธีการลงทุนของรัฐบาล

 

และที่สำคัญคือการผลักดันให้บริษัทญี่ปุ่นทำ Digital Transformation มากขึ้น ซึ่งขัดกับวัฒนธรรมการทำธุรกิจของญี่ปุ่นที่มีความอนุรักษ์นิยมสูง รัฐบาลในยุคสมัยที่อาเบะกุมบังเหียน เราได้เห็นผลิตภัณฑ์และแนวทางใหม่ๆ จากบริษัทญี่ปุ่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวเครื่องเล่นเกม Nintendo Switch ที่เคยเงียบหายไปนาน หรือการก่อตั้ง SoftBank Vision Fund ซึ่งเป็นกองทุน Venture Capital ด้านเทคโนโลยีที่มีเงินลงทุนสูงที่สุดโลก

 

@ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเศรษฐกิจปี 2021 GDP กลับโตในรอบ 3 ปี

นายกรัฐมนตรีสายเหยี่ยวท่านนี้ วางยุทธศาสตร์การฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านนโยบาย Abenomics โดยในช่วงวาระแรกๆ ก็สามารถจุดเชื้อไฟเศรษฐกิจติดขึ้นมาได้ แต่เมื่อมาถึงสมัยวาระที่ 2 เขาต้องเผชิญกับศึกรอบด้าน ทำให้ไฟเศรษฐกิจแผ่วลง สะท้อนผ่านตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2012-2018 จาก GDP อยู่ที่ระดับ 1.4, 2, 0.3, 1.6, 0.8, 1.7, 0.6% และเริ่มหดตัวในปี 2019 ติดลบ 0.2%

 

และในปี 2020 ติดลบหนักถึง 4.5% เนื่องจากการแพร่ระบาดโควิดรุนแรงทั่วโลก เศรษฐกิจญี่ปุ่นจึงสะดุดลงอีกครั้งจากการบริโภคภาคเอกชนที่หดตัวลงแรง (ภาคการบริโภคเอกชนมีขนาดใหญ่เกินกว่าครึ่งของ GDP ญี่ปุ่น) และยังเป็นปีที่ญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นครั้งแรกนับจากปี 2015 หรือรอบ 4 ปีครึ่ง อาเบะเผชิญกับปัญหาท้าทายรอบด้านรุมเร้ารวมถึงปัญหาสุขภาพในที่สุด เขาตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 57 ของญี่ปุ่นในปีนั้น แม้ว่าจะยังทำตามเป้าหมายไม่สำเร็จก็ตาม

 

ถึงอาเบะจะใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องหลายปีในการจุดเชื้อไฟเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้ติดขึ้นมา แต่เขาก็สามารถแก้ไขปัญหาเงินฝืดได้ เพิ่มรายได้ประชาชาติ บริษัทเอกชนมีรายได้เพิ่มขึ้น อัตราการว่างงานญี่ปุ่นต่ำสุดในรอบ 27 ปี ขณะที่ค่าจ้างแรงงานก็สูงขึ้นในบริษัทขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดย่อม บรรลุเป้าหมายในการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลกลางและท้องถิ่น การบรรลุข้อตกลงในการเจรจา TPP ทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นกว่า 32 ล้านคนในปี 2019 จากปี 2012 ที่มีนักท่องเที่ยวแค่ประมาณ 8 ล้านคนเท่านั้น

 

แต่ภาพกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เห็นเหล่านี้ถูกแลกมาด้วยการก่อหนี้สาธารณะของรัฐบาลเช่นกัน ที่ทุกวันนี้ยังเป็นปัญหาใหญ่ของญี่ปุ่นที่มีหนี้สาธารณะสูงอันดับ 3 ของโลก ส่งผลให้บริษัทเอกชนกังวลว่ารัฐบาลอาจจำเป็นต้องเก็บภาษีเพิ่ม ท่ามกลางเสียงนักวิเคราะห์ประเมินว่านโยบาย Abenomics ไม่มีประสิทธิภาพมากนักผ่านลูกศร 3 ดอก การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่ประสบผลสำเร็จ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ค่อยให้ผลตอบแทนกลับมาเท่าที่ควร ปัญหาการซื้อสินทรัพย์ และพันธบัตรที่ส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อน ที่แม้จะเป็นผลดีกับธุรกิจภาคส่งออก แต่ก็ทำให้สินค้านำเข้ามีราคาสูงขึ้น ส่งผลต่อภาคครัวเรือนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ท่ามกลางปัญหาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับขึ้นตาม แต่อัตราค่าจ้างปรับขึ้นตามไม่ทันเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

 

แม้ในที่สุดปี 2021 เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็กลับมาขยายตัวได้ถึง 1.7% เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี แต่นี่ก็เป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านนายกรัฐมนตรี ‘ฟูมิโอะ คิชิดะ’ ที่เข้ามาบริหารประเทศ และให้คำมั่นว่าจะใช้ระบบทุนนิยมใหม่กับญี่ปุ่น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มรายได้ให้ชนชั้นกลาง ในขณะเดียวกันก็ยังคงใช้นโยบาย ‘Abenomics’ ในการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังและการเงิน โดยยังคงอัตราภาษีการบริโภคและคงเป้าหมายเงินเฟ้อไว้ที่ 2%

 

ในบทวิเคราะห์รายประเทศฉบับเดือนเมษายน 2022 ทาง IMF ได้คาดการณ์ว่า GDP ของญี่ปุ่นจะขยายตัว 2.4% ในปี 2022 และ 2.3% ในปี 2023 ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดของญี่ปุนในรอบ 12 ปี

 

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูงมากและต้องเจอกับราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น แต่ก็ยังมีอัตราการเติบโตในระดับนี้ได้ ต้องบอกว่าน่าประทับใจมากทีเดียวครับ

 

โดย IMF บอกว่าการเติบโตนี้เป็นผลมาจากการผ่อนคลายด้านนโยบายของรัฐ การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และการทำ Digital Transformation ในญี่ปุ่นที่อาเบะเป็นผู้ริเริ่ม จนถูกนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

 

อาเบะได้ใช้ช่วงเวลาเหล่านี้อย่างคุ้มค่า เขามุ่งมั่นทำงานอย่างหนัก กล้าริเริ่มทำสิ่งที่ยากอย่างมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ว่าต้องการพลิกฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้มีสุขภาพดีขึ้นอีกครั้ง โลกก็เริ่มเห็นแล้วว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา หลังจากทำตัวเหมือนคนแก่เซื่องซึมมานานหลายสิบปี

 

แม้เส้นทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นจากนี้ยังต้องใช้อีกหลายปีกว่า ‘ภารกิจคืนชีพญี่ปุ่น’ จะสำเร็จโดยสมบูรณ์ แต่อย่างน้อยรากฐานใหม่ที่อาเบะได้วางไว้ให้จะนำทางให้แดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้เดินบนเส้นทางแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน จุดประกายให้พลเมืองญี่ปุ่นมีความหวังมากขึ้นในโลกดิจิทัลที่ญี่ปุ่นเคยหลุดจากวงโคจรไปแล้ว

 

แม้วันนี้อาเบะจะไม่ได้มีโอกาสชื่นชมญี่ปุ่นในแบบที่ตนเองวาดฝันไว้ แต่เขาก็ได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้นำที่กล้าทำในสิ่งที่ยาก ต่อสู้กับระบบเก่าๆ ที่ฝังรากลึก และฝ่าฟันกระแสต่อต้านต่างๆ นานา เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างยั่งยืน

 

อาเบะ คือ ‘ฮีโร่’ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เรามุ่งมั่นต่อสู้ข้อจำกัดด้านการลงทุนในปัจจุบัน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้โลกแห่งการลงทุนอย่างยั่งยืนเช่นเดียวกัน

 

เราก็หวังว่าสิ่งที่ดีๆ ที่อาเบะได้ทำให้กับญี่ปุ่นจะคงอยู่ตลอดไป และในวันหนึ่ง ประวัติศาสตร์จะต้องจารึก ‘ฮีโร่’ คนนี้ ว่าเป็นผู้ที่มอบ ‘จุดเริ่มต้นใหม่’ ให้ญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

 

แม้ผมจะไม่ใช่คนญี่ปุ่น แต่ก็รู้สึกสะเทือนใจต่อการจากไปอย่างกระทันหันของอาเบะมากเหมือนกันครับ ผมและทีมงาน Jitta และ Jitta Wealth ทุกคนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและประชาชนชาวญี่ปุ่นสำหรับความสูญเสียในครั้งนี้ครับ 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ชินโซ อาเบะ ฟื้นคืนชีพเศรษฐกิจ ปลดปล่อยญี่ปุ่นจาก The Lost Decade appeared first on THE STANDARD.

]]>