Shell – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 30 Aug 2025 06:58:43 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ถอดกลยุทธ์ ‘เชลล์’ กับจุดแข็งแบรนด์น้ำมันพรีเมียม ที่ส่ง ‘Shell Helix Ultra’ บุกไทยตลาดเดียวอาเซียน ขยายฐานมอเตอร์สปอร์ต สู่วงการ EV-Data center https://thestandard.co/shell-helix-ultra-thailand-launch/ Sat, 30 Aug 2025 06:57:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1113549

‘เชลล์’ เดินเกมบุกตลาดน้ำมันเครื่องพรีเมียม เปิดตัว She […]

The post ถอดกลยุทธ์ ‘เชลล์’ กับจุดแข็งแบรนด์น้ำมันพรีเมียม ที่ส่ง ‘Shell Helix Ultra’ บุกไทยตลาดเดียวอาเซียน ขยายฐานมอเตอร์สปอร์ต สู่วงการ EV-Data center appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘เชลล์’ เดินเกมบุกตลาดน้ำมันเครื่องพรีเมียม เปิดตัว Shell Helix Ultra สูตรใหม่ล่าสุดในไทยเป็นแห่งแรกในอาเซียน ย้ำเบอร์ 1 ตลาดน้ำมันหล่อลื่น รุกขยายฐานวงการมอเตอร์สปอร์ต สู่ B2B กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมใหม่ AI-EV-Data center  พร้อมวางฉากทัศน์ (scenario) ระดับ Global ตั้งรับภาษีทรัมป์-ภูมิรัฐศาสตร์ 

 

การเปิดตัวในครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นของเชลล์ ซึ่งครองตำแหน่งแบรนด์น้ำมันหล่อลื่นอันดับ 1 ของโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 18 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 11.6% ในกลุ่มของน้ำมันที่ใช้กับรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ รถที่ใช้เพื่อการพาณิชย์ และในภาคอุตสาหกรรม  ผ่านกลยุทธ์ ‘Keep the World Progressing Today for Tomorrow’

 

ชูแบรนด์น้ำมันพรีเมียม ต่อยอดพันธมิตร Ferrari-BMW-Hyundai  

 

แมนซี ทรีพาธี กรรมการบริหารอาวุโส ฝ่ายธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น บริษัท เชลล์ เอเชียแปซิฟิก จำกัด กล่าวว่า เชลล์มุ่งลงทุนด้านนวัตกรรมและการวิจัยระดับโลก เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัย สอดคล้องเทรนด์ยั่งยืนให้แก่ลูกค้าในกว่า 175 ประเทศทั่วโลก 

 

ดังนั้น จึงพัฒนา ‘Shell Helix Ultra’ สูตรใหม่ ต่อยอดจากความร่วมมือระยะยาว อย่างพันธมิตรระดับโลก Ferrari, BMW และ Hyundai โดยเฉพาะความร่วมมือกับ Ferrari ที่ยาวนานกว่า 75 ปีซึ่งนับเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุด ในวงการมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งไทยเป็นตลาดที่แข็งแกร่ง มีการแข่งขันตลาดรถยนต์สูง

 

ซาร่า สมิทธิ์ กรรมการบริหาร ฝ่ายการตลาด ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น บริษัท เชลล์ อินเตอร์เนชั่นแนล ปิโตรเลียม จำกัด ระบุเสริมว่า Shell Helix Ultra พัฒนาด้วยเทคโนโลยี PurePlus เป็น ‘เอกสิทธิ์’ เฉพาะของเชลล์ เป็นการนำก๊าซธรรมชาติบริสุทธิ์มากลั่น เป็นน้ำมันพื้นฐานที่สะอาดถึง 99.5% และรองรับเครื่องยนต์สมรรถนะสูง ที่ใช้ระบบเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จแบบฉีดตรง ในกระบอกสูบ (Turbocharged Gasoline Direct Injection: TGDI) 

 

Shell Helix Ultra

 

ดึงอินฟลูเอนเซอร์ รุกสร้างแคมเปญ เจาะผู้ใช้รถรุ่นใหม่ 

 

นอกจากนี้ เชลล์เดินหน้าขยายตลาดใหม่ทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง ผ่านกลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาดทั้งสื่อ Outdoor และสื่อดิจิทัล การสร้างแคมเปญร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อเข้าถึงผู้ใช้รถรุ่นใหม่และผู้ที่เริ่มใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์เป็นครั้งแรก 

 

โดยน้ำมันหล่อลื่นที่ได้การรับรองมาตรฐานล่าสุดจาก 3 สถาบันชั้นนำระดับโลก ทั้งจาก API SQ, ACEA C6, ILSAC GF-7 และผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ (OEMs) ทั่วโลก ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่ง ด้านเทคโนโลยีและคุณภาพ ระดับพรีเมียม 

ด้านกมลพัทธ์ พหลโยธิน กรรมการบริหาร ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า เชลล์เป็นผู้นำตลาดน้ำมันเครื่อง สำหรับรถยนต์นั่ง (Passenger Car Motor Oil: PCMO) ทั้งด้านปริมาณและมูลค่า 

 

“การเปิดตัว Shell Helix Ultra สูตรใหม่ ซึ่งไทยเป็นตลาดประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียน เพราะไทยมีการแข่งขันตลาดรถยนต์สูง ดังนั้นนี่คือสูตรเฉพาะ ที่มีจำหน่ายแค่ในไทยเท่านั้น”

 

ขยายฐานลูกค้ามอเตอร์สปอร์ต สู่อุตสาหกรรมใหม่ AI-EV-Data center 

 

เนื่องจากเรามีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง มีผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่เป็นจุดแข็ง และตอบโจทย์ลูกค้า ด้วยประสบการณ์กว่า 133 ปี ทำให้เชลล์มีพันธมิตร Business-to-Business (B2B) กว่าล้านราย ครอบคลุม 175 ประเทศทั่วโลก

ประกอบกับมีเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายหลักราว 85 ราย และผู้จัดจำหน่าย 1,500 รายทั่วโลก ซึ่งไทยเป็นตลาดที่แข็งแกร่ง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ เชลล์ยังคงเดินหน้าดำเนินธุรกิจและปักหมุดประเทศไทย เป็นตลาดหลักน้ำมันหล่อลื่น รวมถึงเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับภูมิภาค

 

ขณะเดียวกัน เชลล์ มีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งเป็นพาร์ตเนอร์ร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Intel, Microsoft, NVIDIA และขณะนี้อุตสาหกรรมใหม่ของไทยมีการลงทุนด้านนี้จำนวนมาก

 

ดังนั้น นอกจากจะเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มมอเตอร์สปอร์ต จึงเห็นโอกาสในการเติบโตของกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และกลุ่ม Data Center ความต้องการใช้ AI ซึ่งผลิตภัณฑ์ Shell E-Fluids (Shell EV-Plus) ออกแบบมาเฉพาะสำหรับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า (EV) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมนี้

 

“นี่จึงเป็นโอกาสของรถยนต์ EV ด้วย แม้จะไม่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การใช้งานต้องพึ่งน้ำมันหล่อเย็น (Cooling Oil) น้ำมันเกียร์เป็นองค์ประกอบ หรือโรงงาน ที่เป็นอุตสาหกรรมใหม่ ที่มีการลงทุนในไทย ทำให้เราต่อยอดผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ ความต้องการของลูกค้ากลุ่ม B2B ได้อีกมาก”

 

‘เชลล์’ พร้อมวาง scenario  ระดับ Global ตั้งรับภาษีสหรัฐฯ-ภูมิรัฐศาสตร์ 

 

แมนซี ทิ้งท้ายว่า กรณีของ มาตรการกำแพงภาษี หรือภาษีตอบโต้ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นความท้าทาย แม้ไม่มีผลกระทบกับธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตาม ได้เตรียมรับมือระดับ Global มีการติดตามและมอนิเตอร์สถานการณ์ใกล้ชิด  

 

“เราวางฉากทัศน์ (scenario) ครอบคลุมในกรณีที่มีกำแพงภาษีและไม่มีกำแพงภาษี รวมถึงประเมินผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ผลกระทบต่อธุรกิจในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิง (Fuels), น้ำมันหล่อลื่น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี หรือก๊าซ LNG “

 

“แม้คู่ค้าบางรายอาจได้รับผลกระทบ บริษัทสามารถสื่อสาร และชี้แจงกับคู่ค้าได้อย่างชัด ขณะเดียวกันพร้อมวิเคราะห์สถานการณ์ ในแต่ละประเทศตามบริบทที่แตกต่างกัน เชลล์พร้อมปรับตัวและเดินเกมอย่างว่องไว รักษาการเติบโตของธุรกิจได้ดี” แมนซี กล่าว

The post ถอดกลยุทธ์ ‘เชลล์’ กับจุดแข็งแบรนด์น้ำมันพรีเมียม ที่ส่ง ‘Shell Helix Ultra’ บุกไทยตลาดเดียวอาเซียน ขยายฐานมอเตอร์สปอร์ต สู่วงการ EV-Data center appeared first on THE STANDARD.

]]>
EV อาจเปลี่ยน ‘Shell’ เป็นปั๊มไร้น้ำมัน! หลังร่วมทุน BYD เปิดสถานี EV ติดโซลาร์ใหญ่สุดในโลกที่จีน และสร้างปั๊มแห่งอนาคตในลอนดอน https://thestandard.co/shell-byd-ev-charging-station/ Sun, 24 Sep 2023 08:31:55 +0000 https://thestandard.co/?p=845494 Shell

หลังจาก Wael Sawan ซีอีโอของ Shell ยักษ์ใหญ่วงการน้ำมัน […]

The post EV อาจเปลี่ยน ‘Shell’ เป็นปั๊มไร้น้ำมัน! หลังร่วมทุน BYD เปิดสถานี EV ติดโซลาร์ใหญ่สุดในโลกที่จีน และสร้างปั๊มแห่งอนาคตในลอนดอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shell

หลังจาก Wael Sawan ซีอีโอของ Shell ยักษ์ใหญ่วงการน้ำมันและก๊าซสัญชาติดัตช์และอังกฤษ ออกมาระบุว่าธุรกิจน้ำมันต้องปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดให้มากขึ้น ล่าสุดได้ร่วมทุน BYD เปิดตัวสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเซินเจิ้น ประเทศจีน ด้วยจุดชาร์จ 258 จุดจากโซลาร์เซลล์ และสร้างโมเดลปั๊มน้ำมันแห่งอนาคตในลอนดอน

 

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า Shell เปิดตัวสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเซินเจิ้น ประเทศจีน ด้วยจุดชาร์จ 258 จุดภายในสถานี รวมถึงแผงโซลาร์เซลล์ที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 300,000 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี โดยสถานีดังกล่าวตั้งอยู่ติดกับสนามบินเซินเจิ้น 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 

 


 

ทั้งนี้ สถานีบริการดังกล่าวเป็นการร่วมทุนระหว่าง Shell และ BYD บริษัทรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีน โดยปัจจุบันได้ให้บริการสถานีชาร์จ EV ในตลาดจีนไปแล้วกว่า 800 แห่ง ดำเนินการโดยบริษัทร่วมทุนและจากบริษัทย่อยของเชลล์เอง 

 

โดยนอกจากการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว Shell ยังสร้างร้านค้าภายในสถานี ทั้งร้านค้าปลีกสะดวกซื้อ Shell Select, ร้านกาแฟเชลล์, ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ และห้องรับรองผู้โดยสาร แทนการสร้างสถานีน้ำมัน

 

István Kapitány รองประธานบริหาร Shell กล่าวว่า การเปิดบริการแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของบริษัทที่กำลังปรับฐานลูกค้าในประเทศจีนอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากตลาดรถยนต์ไฟฟ้าต่างต้องการการชาร์จที่รวดเร็ว สะดวกสบาย ดังนั้นการเปิดสถานีแห่งนี้สะท้อนอัตราการใช้ EV ในจีนที่มีมากขึ้น ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมในท้องถิ่น 2-3 เท่า

 

รายงานข่าวระบุว่า เนื่องจากนโยบายของบริษัทแม่ได้ปรับสัดส่วนกำไรในธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันทุกประเทศทั่วโลกให้อยู่ที่ระดับ 50% ภายในปี 2025 ก็เริ่มเห็นโมเดลธุรกิจน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเมื่อไม่นานมานี้ นอกจาก Shell เป็นผู้ค้าน้ำมัน ยังเป็นผู้ค้าปลีกก๊าซรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยได้รื้อปั๊มก๊าซทั้งหมดออกจากปั๊มน้ำมันในลอนดอน และย้ายตู้จ่ายน้ำมันออกไปและนำสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าความเร็วสูงเข้ามาแทน ซึ่งล่าสุดสามารถตอบโจทย์รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นยอดนิยมอย่าง Tesla Model 3 ที่ใช้เวลาเพียง 30 นาทีได้อย่างดี

 

ขณะเดียวกัน Shell มองว่าธุรกิจสถานีชาร์จ EV มีแนวโน้มเติบโตอีกมาก เพราะในขณะที่คนขับรอให้รถชาร์จ พวกเขาสามารถหาอะไรกินที่ร้านสะดวกซื้อแบบสบายๆ ภายในปั๊ม หรือเพลิดเพลินกับกาแฟสักแก้วในร้านที่อยู่ติดกัน มีเก้าอี้นั่งเล่นและ WiFi ฟรีให้ลูกค้า เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าใช้เวลาในการเติมเชื้อเพลิงนานกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปแบบเดิม ลูกค้าจึงอยู่ภายในสถานีนานกว่า 

 

อย่างไรก็ตาม นอกจากเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล จะเห็นว่า Shell กำลังก้าวไปสู่ทิศทางตลาดรถยนต์ไฟฟ้า EV อย่างชัดเจน ทั้งจากการเปิดตัวสถานีชาร์จ EV ด้วยโมเดลนี้ ทั้งจีน และยุโรปที่ลอนดอนเป็นแห่งแรก ซึ่งพวกเขาเรียกปั๊มน้ำมันแห่งนี้ว่าเป็น ‘ปั๊มน้ำมันแห่งอนาคต’

 

สำหรับ Shell ประเทศไทย เมื่อต้นปีได้เปิดตัว Shell Recharge จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ากระแสตรงควิกชาร์จแห่งแรกเช่นกัน ที่สถานีบริการน้ำมันเชลล์บนถนนกาญจนาภิเษก โดยจับมือบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และในอนาคตมีแผนการขยายเพิ่มมากขึ้นด้วย

 

อ้างอิง: 

The post EV อาจเปลี่ยน ‘Shell’ เป็นปั๊มไร้น้ำมัน! หลังร่วมทุน BYD เปิดสถานี EV ติดโซลาร์ใหญ่สุดในโลกที่จีน และสร้างปั๊มแห่งอนาคตในลอนดอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากสถานีน้ำมันสู่สถานีชาร์จ EV ‘Shell’ ยักษ์ใหญ่วงการน้ำมันอังกฤษเร่งปรับใบเรือมุ่งสู่ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าในตลาดจีน https://thestandard.co/shell-ceo-were-building-ev-chargers/ Mon, 19 Jun 2023 09:45:35 +0000 https://thestandard.co/?p=805403 สถานีชาร์จ EV

CEO ‘Shell’ ยักษ์ใหญ่วงการน้ำมันและก๊าซสัญชาติดัตช์และอ […]

The post จากสถานีน้ำมันสู่สถานีชาร์จ EV ‘Shell’ ยักษ์ใหญ่วงการน้ำมันอังกฤษเร่งปรับใบเรือมุ่งสู่ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าในตลาดจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานีชาร์จ EV

CEO ‘Shell’ ยักษ์ใหญ่วงการน้ำมันและก๊าซสัญชาติดัตช์และอังกฤษเผย ธุรกิจน้ำมันต้องปรับตัว เพราะไม่อาจต้านทานความร้อนแรงตลาดรถยนต์ไฟฟ้า EV ในจีนได้ พร้อมระบุ หลังเข้าไปทำตลาดพบว่ายังมีโอกาสเติบโตสูง พบอัตราลูกค้าในประเทศจีนใช้บริการสถานีชาร์จ EV มากเป็นสองเท่าของลูกค้าเครื่องยนต์สันดาป

 

แม้ว่าบรรดาบริษัทพลังงานของโลกต่างมีรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุหลักเป็นเพราะราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้น หลังจากเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่ภาคอุตสาหกรรมน้ำมันก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เนื่องจากว่าปีนี้กระแสของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้หลายบริษัทเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจพลังงานน้ำมัน เข้าไปลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ลม แสงอาทิตย์ เพื่อกระจายพอร์ตการลงทุนและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

 

สำนักข่าว CNBE รายงานว่า Wael Sawan ซีอีโอของ Shell ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของอังกฤษ ออกมาระบุว่า บริษัทอยู่ระหว่างลงทุนเกี่ยวกับธุรกิจพลังงานคาร์บอนต่ำ 10,000-15,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อปรับธุรกิจสู่เทคโนโลยีการใช้พลังงานคาร์บอนต่ำ ซึ่งรวมถึงเชื้อเพลิงชีวภาพ ไฮโดรเจน และการดักจับคาร์บอน โดยปีที่ผ่านมา ธุรกิจเหล่านี้ก็ทำให้ Shell ได้รับผลกำไรมากกว่า 42 พันล้านดอลลาร์

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

และหนึ่งในธุรกิจที่ว่านี้คือธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่พบอัตราการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเติบโตสูงโดยเฉพาะในเอเชีย โดยปีนี้บริษัทมุ่งเจาะตลาดที่ใหญ่และสำคัญ นั่นคือประเทศจีน ที่มีอัตราการผลิตและใช้รถยนต์ไฟฟ้าเติบโตต่อเนื่องและร้อนแรง อีกทั้งช่วงที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากลูกค้าในจีนอย่างน่าสนใจ เมื่อพบว่าผู้ใช้รถต่างเข้ามาใช้บริการสถานีชาร์จ EV มากเป็นสองเท่าของลูกค้าเครื่องยนต์สันดาปอีกด้วย

 

และเมื่อดูจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีนสูงถึง 3.3 ล้านคัน ซึ่งเป็น 3 เท่าของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายในปี 2020 ดังนั้นจีนจึงถือเป็นตลาดที่ใหญ่มากสำหรับธุรกิจเกี่ยวกับ EV รองจากยุโรป

 

ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศสถานีชาร์จสาธารณะเป็นที่ต้องการสูงในจีน บวกกับความนิยมที่เพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่ชาวจีนและประเทศอื่นๆ ในเอเชียมักจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้า โดยอาศัยอยู่ในอาคารสูง ไม่ใช่การชาร์จที่บ้าน ทำให้ไม่สามารถมีที่ชาร์จส่วนตัวได้ ตรงนี้จึงเป็นโอกาสของ Shell

 

ความไม่แน่นอนทางพลังงาน ส่งแรงกระเพื่อมธุรกิจน้ำมัน

 

เขากล่าวอีกว่า บริษัทยังคงมองเห็นความต้องการที่สูงและแข็งแกร่งมากในการดำเนินธุรกิจน้ำมันและก๊าซในระยะสั้นและระยะกลาง ซึ่ง Shell ยังคงมุ่งมั่นในธุรกิจน้ำมันและก๊าซไปอีกนาน แต่แน่นอนว่าหลังจากนี้ไม่มีใครรู้ว่าความต้องการน้ำมันและก๊าซจะหมดไปหรือไม่ หรืออยู่ในจุดไหนในอีก 10-15 ปีข้างหน้า เนื่องจากสถานการณ์พลังงานเปลี่ยนแปลงในทุกวัน ซึ่งเมื่อ Shell มีสถานีบริการน้ำมันและร้านค้าปลีกกว่า 46,000 แห่งทั่วโลก ก็จะสามารถสร้างสถานีชาร์จให้กับยานยนต์ไฟฟ้าไปพร้อมกันได้

 

และส่วนที่สองคือการลงทุนคาร์บอนต่ำ นั่นคือเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งทำจากวัสดุอินทรีย์และของเสียนำมาผสมกับน้ำมันเบนซิน เพราะความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพได้รับแรงหนุน แรงผลักดัน ตลอดจนแรงกดดันด้านกฎระเบียบการค้าของโลก

 

Shell Thailand ผุดธุรกิจกลุ่ม ‘Mobility’

 

สำหรับ Shell Thailand ก็มีแผนการลงทุนด้านสถานีชาร์จตามนโยบายบริษัทแม่ โดยมีกลุ่มธุรกิจ  Mobility ซึ่งได้จัดตั้งสถานีชาร์จพลังงานไฟฟ้าสมรรถนะสูง (High Performance Charging: HPC) ขนาด 180 กิโลวัตต์ ภายใต้แบรนด์ Shell Recharge แห่งที่ 2 ที่สถานีบริการ Shell Thew Talay World อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเชื่อมต่อบริการให้กับรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท รวมถึงผู้ใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน SHARGE

 

โดย Shell มุ่งตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ด้วยการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จพลังงานไฟฟ้าสมรรถนะสูง (HPC) Shell Recharge ครอบคลุมในทุกเส้นทางการเดินทางให้มากที่สุด ซึ่งร่วมมือกับ Porsche Asia Pacific ในการเปิดสถานีบริการชาร์จพลังงานไฟฟ้าสมรรถนะสูง DC Chargers ขนาด 180 กิโลวัตต์ และ 360 กิโลวัตต์ Shell Recharge ในสถานีบริการน้ำมัน Shell ที่ปัจจุบันมีจำนวน 11 แห่งทั่วประเทศไทย

 

อ้างอิง:

The post จากสถานีน้ำมันสู่สถานีชาร์จ EV ‘Shell’ ยักษ์ใหญ่วงการน้ำมันอังกฤษเร่งปรับใบเรือมุ่งสู่ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าในตลาดจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shell โดนฟ้องอีกแล้ว! ฐานขาดความมุ่งมั่นในการต่อสู้ปัญหาโลกร้อน จับตากลุ่มสิ่งแวดล้อมใช้ ‘ศาล’ เป็นเครื่องมือ บีบบังคับยักษ์มากขึ้น https://thestandard.co/shell-being-sued/ Fri, 10 Feb 2023 09:10:56 +0000 https://thestandard.co/?p=748629

Shell บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในสหราชอาณาจักร เผชิญกับการถ […]

The post Shell โดนฟ้องอีกแล้ว! ฐานขาดความมุ่งมั่นในการต่อสู้ปัญหาโลกร้อน จับตากลุ่มสิ่งแวดล้อมใช้ ‘ศาล’ เป็นเครื่องมือ บีบบังคับยักษ์มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

Shell บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในสหราชอาณาจักร เผชิญกับการถูกฟ้องร้องคดีความด้านสภาพภูมิอากาศอีกครั้ง หลังจากศาลเนเธอร์แลนด์เพิ่งสั่งให้ Shell ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปเมื่อ 2 ปีก่อน จับตากระแสกลุ่มสิ่งแวดล้อมใช้ ‘ศาล’ เป็นเครื่องมือมากขึ้น

 

ClientEarth บริษัทกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม กำลังยื่นฟ้องคณะกรรมการบริหาร 11 คนของ Shell โดยกล่าวหาว่าบอร์ดล้มเหลวในการจัดการความเสี่ยงด้านสภาพอากาศของบริษัท ต่อศาลสูงในลอนดอน พร้อมกล่าวว่า การที่บอร์ดไม่อนุมัติกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่สอดคล้องกับข้อตกลงปารีส ‘ถือเป็นการละเมิดหน้าที่ทางกฎหมาย’ ภายใต้กฎหมาย Company Act ของสหราชอาณาจักร

 

Paul Benson ทนายความอาวุโสของ ClientEarth กล่าวว่า บอร์ดของ Shell ยังคงใช้กลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านที่มีข้อบกพร่อง ทำให้บริษัทต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะส่งผลต่อความสำเร็จของ Shell ในอนาคต แม้ว่าบอร์ดจะมีหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดการกับความเสี่ยงเหล่านั้นก็ตาม

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ทั้งนี้ ข้อตกลงปารีสซึ่งถูกนำมาใช้ในปี 2015 มีเป้าหมายเพื่อชะลอการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิทั่วโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม

 

ขณะที่โฆษกของ Shell ได้ออกมากล่าวว่า บริษัทไม่ยอมรับข้อกล่าวหาของ ClientEarth พร้อมยืนยันว่า คณะกรรมการบริหารของบริษัทปฏิบัติตามหน้าที่ทางกฎหมาย และกระทำการเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทตลอดเวลา

 

จับตากลุ่มสิ่งแวดล้อมใช้ ‘ศาล’ เป็นเครื่องมือมากขึ้น

 

ปัจจุบันการพยายามให้บริษัทต่างๆ มีความรับผิดชอบตามกฎหมายด้วยการฟ้องร้องต่อศาล กำลังกลายเป็น ‘กลยุทธ์ใหม่’ ของนักกฎหมายและนักรณรงค์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากความสำเร็จในเนเธอร์แลนด์

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2021 ศาลในกรุงเฮกได้สั่งให้ Shell ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 45% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับปี 2019 โดยในครั้งนั้น Shell ระบุว่า เป้าหมายของบริษัทคือการเป็นบริษัทพลังงานที่ปล่อยมลพิษสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 อยู่แล้ว

 

โดย Shell มีแผนที่จะลดการปล่อยมลพิษจากธุรกิจของตนเองลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับระดับปี 2016 แต่เป้าหมายนี้คิดเป็นไม่ถึง 10% ของคาร์บอนฟุตพรินต์ทั้งหมดของบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่ถูกปล่อยออกมาเมื่อลูกค้าเผาเชื้อเพลิงที่ซื้อจาก Shell

 

นอกจากนี้ บริษัทยังมีเป้าหมายที่จะปล่อยมลพิษสุทธิเป็นศูนย์ทั่วทั้งธุรกิจภายในปี  2050 แต่ยังไม่มีแผนที่ชัดเจนว่าจะทำอย่างไร เนื่องจากธุรกิจน้ำมันและก๊าซผลักดันผลกำไรของบริษัทสูงสุดเป็นประวัติการณ์เกือบ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว  

 

โดยในปี 2022 Shell ได้ลงทุนในหน่วยพลังงานหมุนเวียนทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ก็น้อยกว่าครึ่งหนึ่งที่ Shell ใช้ไปกับธุรกิจสำรวจและสกัดเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

Shell ชะลอการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน

 

Wael Sawan ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Shell เมื่อเดือนมกราคม กล่าวว่า เขาวางแผนที่จะขยายธุรกิจก๊าซธรรมชาติของบริษัท เนื่องจากบริษัทให้ความสำคัญกับการส่งมอบผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น

 

พร้อมทั้งระบุว่า “ปรัชญาของบริษัทเปลี่ยนไปสู่การลงทุนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานแล้ว แต่เราต้องทำให้แน่ใจว่าการลงทุนเหล่านั้นจะไปในพื้นที่ที่เราสามารถมองเห็นแนวทางไปสู่ผลตอบแทนที่น่าดึงดูด และสามารถตอบแทนผู้ถือหุ้นของเราได้”

 

โดยคดีความดังกล่าว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนสถาบัน รวมถึง London LGPS CIV Ltd. ผู้จัดการกองทุนบำเหน็จบำนาญ, NEST กองทุนบำเหน็จบำนาญของสวีเดน และ Danske Bank Asset Management ยังฟ้องคณะกรรมการบริหารว่า ไม่ปฏิบัติตามคำตัดสินของกรุงเฮก

 

อ้างอิง:

The post Shell โดนฟ้องอีกแล้ว! ฐานขาดความมุ่งมั่นในการต่อสู้ปัญหาโลกร้อน จับตากลุ่มสิ่งแวดล้อมใช้ ‘ศาล’ เป็นเครื่องมือ บีบบังคับยักษ์มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 ยักษ์ใหญ่น้ำมันตะวันตก ‘กำไรพุ่ง’ เฉียด 2 แสนล้านดอลลาร์ นักเคลื่อนไหวออกโรงวอนรัฐเรียกเก็บภาษีเข้มงวดมากขึ้น https://thestandard.co/5-western-oil-giants-surging-profits/ Thu, 09 Feb 2023 03:35:02 +0000 https://thestandard.co/?p=747898

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ในช่วงปี 2022 บริษัทน้ำมันรายใ […]

The post 5 ยักษ์ใหญ่น้ำมันตะวันตก ‘กำไรพุ่ง’ เฉียด 2 แสนล้านดอลลาร์ นักเคลื่อนไหวออกโรงวอนรัฐเรียกเก็บภาษีเข้มงวดมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ในช่วงปี 2022 บริษัทน้ำมันรายใหญ่ที่สุด 5 แห่งในซีกโลกตะวันตก มีผลกำไรรวมกันมากเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนหนึ่งเป็นอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเพราะสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ส่งผลให้มีการเรียกร้องให้รัฐบาลนานาประเทศเรียกเก็บภาษีจากบริษัทน้ำมันเหล่านี้ให้รัดกุมและเข้มงวดมายิ่งขึ้น 

 

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า โทเทิล เอนเนอร์ยี่ (Total Energies) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส ได้เปิดเผยรายงานผลกำไรตลอดปี 2022 เมื่อวันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยพบว่า ผลกำไรของบริษัทแตะ 3.62 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2021


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ขณะที่ยักษ์ใหญ่น้ำมันอีก 4 แห่งอย่าง เอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil), เชฟรอน (Chevron), บีพี (BP) และ เชลล์ (Shell) ต่างมีผลกำไรประจำปีเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเอ็กซอนฯ ทำกำไรได้ถึง 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์ สร้างสถิติสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในอุตสาหกรรมน้ำมันของกลุ่มชาติตะวันตก และส่งผลให้บริษัทเหล่านี้สามารถจ่ายเงินปันผลผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น และดำเนินการซื้อหุ้นคืน

 

ทั้งนี้ เมื่อรวมกำไรของทั้ง 5 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ พบว่าบริษัทเหล่านี้สามารถทำรายได้เป็นกอบเป็นกำถึง 1.963 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2022 

 

รายงานระบุว่า สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นก็คือการเดินหน้าบุกยูเครนอย่างเต็มกำลังของรัสเซีย ทำให้หลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะยุโรปและสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย หวังกดดันให้รัสเซียยุติสงคราม แต่กลับทำให้ยุโรปจำเป็นต้องหาแหล่งซัพพลายน้ำมันจากที่อื่น ดังนั้นแม้ว่าความต้องการน้ำมันในหลายประเทศทั่วโลกจะยังไม่ฟื้นตัวดีจากวิกฤตโควิด แต่ก็ยังทำให้ราคาน้ำมันในตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นชนวนผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งทุบสถิติสูงสุดในรอบหลายสิบปีในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงมหาอำนาจเบอร์หนึ่งอย่างสหรัฐฯ ที่อัตราเงินเฟ้อแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 40 ปี

 

กำไรมหาศาลที่ได้จากสถานการณ์วิกฤตดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการดำเนินการจัดการเรียกเก็บภาษีจากบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่เหล่านี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งส่วนใหญ่คือผู้มีรายได้ปานกลางค่อนไปทางต่ำ

 

ไบเดนเตรียมชง ‘ขึ้นภาษี’ ซื้อหุ้นคืน

 

ผู้ที่ออกมาเรียกร้องคนแรกๆ มีประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ รวมอยู่ด้วย โดยผู้นำสหรัฐฯ ได้กล่าวในระหว่างการแถลงนโยบายประจำปีของสภาคองเกรสว่า กำไรของบริษัทน้ำมันท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกเป็นการกระทำที่ค่อนข้างอุกอาจ 

 

ไบเดนชี้ว่า บริษัทน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐฯ นำกำไรที่ได้มาไปลงทุนเพิ่มการผลิตในประเทศเพื่อช่วยกดราคาน้ำมันนั้นน้อยเกินไป แต่กลับนำผลกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไปซื้อหุ้นของตัวเองคืน ตอบแทนซีอีโอและผู้ถือหุ้น

 

ทั้งนี้ ไบเดนได้เสนอให้มีการเพิ่มการจัดเก็บภาษีเป็น 4 เท่าสำหรับการซื้อหุ้นคืนเพื่อจูงใจการลงทุนระยะยาว พร้อมยืนยันว่าผู้บริหารระดับสูงจะยังคงสามารถทำกำไรได้ค่อนข้าง ‘มาก’ อยู่

 

ด้าน Agnès Callamard เลขาธิการกลุ่มสิทธิมนุษยชน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวถึงผลกำไรจำนวนมหาศาลของเหล่าบริษัทน้ำมันรายใหญ่ว่า “ไม่สมเหตุสมผลอย่างเห็นได้ชัด” และเป็น “ภัยพิบัติที่ไม่อาจบรรเทาได้”

 

แถลงการณ์ของ Callamard ระบุว่า กำไรหลายพันล้านดอลลาร์ที่บริษัทน้ำมันเหล่านี้ทำขึ้นจะต้องถูกเก็บภาษีอย่างเพียงพอ เพื่อให้รัฐบาลสามารถจัดการกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางส่วนใหญ่ และปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ดียิ่งขึ้นเมื่อเผชิญกับวิกฤตการณ์ระดับโลกทั้งหลาย 

 

ยักษ์น้ำมันยันนำกำไร ‘ลงทุนเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน’

 

ขณะเดียวกัน บรรดาผู้บริหารของยักษ์ใหญ่น้ำมันต่างออกโรงโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าว ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักรณรงค์เคลื่อนไหว โดยเหล่าผู้บริหารได้เน้นถึงความสำคัญของความมั่นคงด้านพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งบริษัทเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการบริหารจัดการ ดังนั้น ข้อเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีที่สูงขึ้นจึงอาจขัดขวางการลงทุนในส่วนนี้

 

Wael Sawan ซีอีโอของ Shell กล่าวว่า ท้ายที่สุดแล้ว ภาษีเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตัดสินใจ แน่นอนว่า Shell มีส่วนร่วมและให้มุมมองต่างๆ ซึ่งมุมมองสำคัญที่ Shell พยายามนำเสนอคือบริบทเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่า บริษัทน้ำมันอย่าง Shell เองก็ต้องมีการลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ต้องการบรรยากาศการลงทุนที่ปลอดภัยและมั่นคง

 

“ตัวอย่างเช่น ภาษีลาภลอยหรือการจำกัดราคาทำให้ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพการลงทุนลดลง ดังนั้นผมจึงกังวลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ ผมคิดว่ามีแนวทางอื่นที่จำเป็นต้องมี ซึ่งก็คือการดึงเงินลงทุนจริงๆ ในเวลาที่เราจำเป็นต้องจัดการให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานไว้ในระบบพลังงานที่กว้างขึ้นในยุโรป” Sawan อธิบาย

 

ความคิดเห็นของซีอีโอ Shell มีขึ้นเพียงไม่นานหลังจากที่บริษัทเปิดเผยรายงานผลกำไรประจำปีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เกือบ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งแซงหน้าสถิติเดิมที่ 2.84 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2008 

 

Aramco จี้รัฐช่วยเหลือเพิ่ม ช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน

 

ขณะที่ Amin Nasser ซีอีโอของ Saudi Aramco บริษัทพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับอันตรายของการกดดันบริษัทน้ำมันด้วยการเก็บภาษีที่สูงขึ้นในเดือนก่อนหน้าผ่านการให้สัมภาษณ์กับทางสำนักข่าว CNBC ว่า เป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์ใดๆ เพราะบริษัทน้ำมันเหล่านี้จำเป็นต้องมีการเดินหน้าลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อทำให้ธุรกิจเติบโตจากพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แทนที่ความต้องการเลิกพึ่งพาพลังงานน้ำมัน

 

ดังนั้น นอกจากจะต้องไม่เก็บภาษีแล้ว บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่เหล่านี้ยังจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออีกด้วย โดย Nasser อธิบายว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีหมุนเวียนจำเป็นต้องมีการลงทุนจำนวนมาก และมีแนวโน้มว่าจะได้รับผลกระทบหากบริษัทต้องเผชิญกับการเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น

 

‘BP’ พร้อมจ่ายภาษีเพิ่ม หากรัฐใช้ระบบจัดเก็บถูกต้อง

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับ John Browne อดีตซีอีโอของ BP กลับสนับสนุนการจัดเก็บภาษีจากบริษัทน้ำมันให้เพิ่มขึ้น โดยเจ้าตัวกล่าวว่าเป็นเรื่องถูกต้องสำหรับรัฐบาลที่จะจัดเก็บภาษีจากกำไรที่ได้มาจากผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ แต่ต้องเป็นไปภายใต้เงื่อนไขว่าระบบภาษีดังกล่าวได้รับการออกแบบอย่างถูกต้อง ซึ่งสิ่งที่ Browne กังวลมีสองประการหลักด้วยกันคือ มาตรฐานในการจัดเก็บภาษีขึ้นอยู่กับรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งแตกต่างกันออกไป กับขีดจำกัดของการจัดเก็บภาษี โดย Browne เสนอว่า ภาษีที่เรียกกันว่าภาษีลาภลอยนี้ ควรจะสามารถถอดถอนหรือระงับการบังคับใช้ ในกรณีที่ไม่มีเหตุการณ์ที่บริษัทได้กำไรจากสถานการณ์เลวร้าย 

 

ขณะที่องค์กร NGO อย่าง Global Witness กล่าวสนับสนุนว่าประชาชนมีสิทธิทุกประการที่จะไม่พอใจผลกำไรที่ไม่ธรรมดาของยักษ์ใหญ่น้ำมัน และเรียกร้องให้มีการขึ้นภาษีลาภลอย

 

Alice Harrison หัวหน้าฝ่ายรณรงค์เชื้อเพลิงฟอสซิลของ Global Witness กล่าวกับ CNBC ว่า ภาษีลาภลอยที่เพิ่มขึ้นเป็นไปเพื่อช่วยผู้ที่ประสบปัญหาในค่าครองชีพ พร้อมกับเป็นการช่วยเพิ่มการหันไปใช้พลังงานหมุนเวียน และลดการใช้น้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะช่วยยุติยุคเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ทำร้ายทั้งผู้คนและโลกอย่างรุนแรงได้ในที่สุด 

 

ขณะที่ Sana Yusuf นักรณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อสภาพภูมิอากาศของ Friends of the Earth กล่าวว่า ผู้คนสามารถเห็นความอยุติธรรมของการที่ต้องแบกรับราคาพลังงานที่แพงกระเป๋าฉีก ในขณะที่บริษัทน้ำมันและก๊าซขนาดใหญ่กวาดรายได้เป็นพันล้าน ดังนั้น การเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินอย่างยุติธรรมสามารถช่วยสนับสนุนโครงการลดโลกร้อนในหลายประเทศทั่วโลกได้ ทั้งยังส่งเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่าย ทำให้บ้านอุ่นขึ้น และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เป็นอันตรายต่อโลก

 

อย่างไรก็ตาม Bernard Looney ซีอีโอของ BP ได้ออกโรงปกป้องคำครหาของ BP หลังบริษัทมีผลกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2022 ที่ 2.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ว่า  BP เป็นบริษัทพลังงานรายใหญ่ของอังกฤษที่ ‘พึ่งพา’ กลยุทธ์ในการจัดหาพลังงานที่โลกต้องการ  

 

นอกจากนี้ ในฐานะที่ BP เป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานรายแรกๆ ของโลก ที่ประกาศความทะเยอทะยานที่จะลดการปล่อยมลพิษให้เหลือศูนย์ภายในปี 2050 รวมถึงให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยมลพิษลง 35-40% ภายในสิ้นทศวรรษนี้ ทำให้บริษัทจำเป็นต้องใช้เงินทุนในการดำเนินการ ก่อนยอมรับว่าเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซมลพิษที่ตั้งไว้เดิมอาจต้องลดเหลือ 20-30% เพราะยังจำเป็นต้องลงทุนในน้ำมันและก๊าซต่อไปเพื่อตอบสนองความต้องการที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และเทคโนโลยีพลังงานทดแทนในปัจจุบันที่มีอยู่ไม่อาจตอบสนองได้ 

 

Looney ผู้บริหารของ BP กล่าวว่า บริษัทกำลังประกาศการลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 8 พันล้านดอลลาร์ในการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในทศวรรษนี้ และอีก 8 พันล้านดอลลาร์ในน้ำมันและก๊าซเพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานและความสามารถในการจ่ายพลังงานในช่วงเวลาเดียวกัน 

 

ท่าทีของ BP สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวเพื่อโลกสีเขียว โดยรวมถึง Mark van Baal ผู้ก่อตั้ง Follow This ที่ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนว่า หากการลงทุนจำนวนมากของยักษ์ใหญ่ยังคงผูกติดอยู่กับเชื้อเพลิงฟอสซิล แถมยังวางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนในน้ำมันด้วย บริษัทยักษ์ใหญ่น้ำมันเหล่านี้ก็ไม่สามารถรักษาคำมั่นที่ได้ลงนามร่วมกันในข้อตกลงปารีสได้ เพราะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยมลพิษในปริมาณมากภายในปี 2030

 

อ้างอิง:

The post 5 ยักษ์ใหญ่น้ำมันตะวันตก ‘กำไรพุ่ง’ เฉียด 2 แสนล้านดอลลาร์ นักเคลื่อนไหวออกโรงวอนรัฐเรียกเก็บภาษีเข้มงวดมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชลล์ เจาะเทรนด์สถานีบริการน้ำมันรูปแบบใหม่ ‘Site of the Future’ ต้นแบบสถานีบริการน้ำมันมาตรฐานระดับโลกแห่งแรกในไทย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างครบวงจร https://thestandard.co/shell-site-of-the-future/ Mon, 21 Feb 2022 08:00:52 +0000 https://thestandard.co/?p=595330 Site of the Future

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ ‘สถานีบริการน้ำมัน’ ไม่ได้เป็น […]

The post เชลล์ เจาะเทรนด์สถานีบริการน้ำมันรูปแบบใหม่ ‘Site of the Future’ ต้นแบบสถานีบริการน้ำมันมาตรฐานระดับโลกแห่งแรกในไทย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างครบวงจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Site of the Future

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ ‘สถานีบริการน้ำมัน’ ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานีบริการน้ำมันอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคอย่างเราๆ ที่มองหาความสะดวกสบายกับบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในแต่ละวัน 

 

ซึ่งเรื่องนี้ ‘เชลล์’ รู้เป็นอย่างดี สถานีบริการน้ำมัน ‘Site of the Future’ เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของเชลล์ในการนำเสนอบริการที่ครอบคลุมกับความต้องการของผู้บริโภคคนไทย พร้อมพลิกโฉมเป็นสถานีบริการน้ำมันต้นแบบ เจาะเทรนด์แห่งอนาคตที่ให้มากกว่าการบริการจุดเติมน้ำมันหรือจุดพักรถเพียงอย่างเดียว เพราะสถานีแห่งนี้ถูกออกแบบมาให้มีบริการครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์การเดินทางแบบครบวงจร

 

โดยมีจุดบริการรถยนต์ครบรูปแบบและพื้นที่ร้านค้าปลีกในสัดส่วนร้อยละ 70 ที่ ‘Site of the Future’ แห่งนี้ให้บริการครอบคลุม ได้แก่ จุดเติมน้ำมัน, จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ Shell Recharge, ศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเชลล์ เฮลิกส์ พลัส, ศูนย์ดูแลความงามรถยนต์ที่เป็นแบบฉบับของเชลล์ ภายใต้ชื่อ เชลล์ คาร์วอช, เชลล์ชวนชิมฟู้ดโอเอซิส และบริการไลฟ์สไตล์อื่นๆ ภายในสถานีแบบวันสต๊อบเซอร์วิส

 

และพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในช่วงวิถีชีวิตใหม่ในยุค New Normal เสริมด้วยการบริการแบบดิจิทัลในทุกจุดให้บริการ ทำให้ผู้ใช้บริการมั่นใจได้ว่าทุกการบริการจากเชลล์จะเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังสนับสนุนการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน มุ่งมั่นในการส่งมอบพลังงานที่สะอาดมากขึ้น ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นนำระดับโลกภายใต้กลยุทธ์ ‘Powering Progress’

 

โดยสถานี Site of the Future ของเชลล์แห่งแรกในประเทศไทยนั้นตั้งอยู่บนถนนกาญจนาภิเษก จังหวัดนนทบุรี ดังนั้นเราจึงอยากชวนมาดูว่าสถานีบริการน้ำมันครบวงจรแห่งนี้พร้อมมอบประสบการณ์บริการที่แตกต่างจากสถานีบริการน้ำมันอื่นๆ อย่างไรบ้าง

 

 

ตอบรับพลังงานสะอาดและเรื่องความยั่งยืน

ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์เรื่องดิจิทัลและไลฟ์สไตล์เท่านั้น แต่ Site of the Future ของเชลล์ ยังได้ตอบรับพลังงานสะอาดและเรื่องความยั่งยืน ตอกย้ำกลยุทธ์ ‘Powering Progress’ ของเชลล์ คือการสนับสนุนการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน มุ่งมั่นส่งมอบพลังงานที่สะอาดมากขึ้น ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นนำระดับโลกซึ่งเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ผู้บริโภคกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมาก 

 

สถานีแห่งนี้เป็นสถานีบริการแห่งแรกของเชลล์ที่ให้บริการจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ Shell Recharge ซึ่งเป็นความร่วมมือกับ BMW ChargeNow ให้บริการจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบรวดเร็ว ทั้งในแบบ DC Quick Charge กระแสไฟตรง ที่เป็นหัวชาร์จ CHAdeMO และ CCS Type 2 จำนวน 2 หัวจ่าย สามารถชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้ 0-80% ภายใน 30 นาที และในแบบ AC Normal Charge กระแสไฟสลับ 1 หัวจ่าย ที่สามารถชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้ภายใน 3-4 ชั่วโมง

 

 

โดยจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 50 กิโลวัตต์นี้ สามารถชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้ทุกแบรนด์ ทั้งนี้ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ เพื่อรองรับความต้องการจุดชาร์จอีวีในสถานีบริการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเชลล์พร้อมมุ่งมั่นในการส่งมอบพลังงานที่สะอาด สนับสนุนการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน และสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐในการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่ง Site of the Future ของเชลล์ ก็พร้อมรองรับทุกรูปแบบการเดินทางในอนาคต และตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน 

 

 

สถานีบริการแห่งนี้ออกแบบเพื่อความพร้อมในการรองรับพลังงานสะอาด ทั้งพลังงานชีวภาพและอื่นๆ ทุกรูปแบบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยเชลล์ใช้นวัตกรรมเพื่อช่วยลดการใช้พลังงานภายในสถานีบริการด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบประหยัดไฟเบอร์ 5 รวมถึงติดตั้งหลอดไฟแอลอีดีทั้งสถานี และห้องน้ำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กับรางวัลมาตรฐานห้องน้ำสาธารณะอาเซียน ประจำปี 2564 ที่เชลล์ร่วมมือกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย รวมทั้งระบบบำบัดน้ำเสีย Aquonic 600 ระบบจัดการน้ำและของเสียในห้องน้ำ ลดการใช้น้ำในสถานี และมีระบบบำบัดน้ำเสียไซโคลนิกจากเอสซีจี (Zyclonic by SCG) แยกกากของเสียไปทำปุ๋ยหมัก ช่วยลดปัญหาเรื่องกลิ่นและแหล่งสะสมเชื้อโรค ช่วยในการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดภายในสถานีบริการน้ำมันของเชลล์

 

‘บริการดิจิทัล’ ที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

แน่นอนว่านี่คือ ‘ยุคดิจิทัล’ ซึ่งเป็นยุคที่เทคโนโลยีได้เข้ามาตอบสนองความต้องการในหลายๆ ด้าน ภายในสถานีบริการ Site of the Future แห่งนี้ก็พร้อมตอบโจทย์คนรุ่นใหม่กับบริการแบบดิจิทัลในทุกจุดบริการ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ใช้บริการจะได้รับทั้งความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยไร้สัมผัสมากยิ่งขึ้นในยุค New Normal

  • การชำระเงินแบบไร้สัมผัสในทุกจุดบริการ เพียงแค่แตะบัตรหรือสแกน QR Code สามารถใช้บริการได้ครอบคลุมทุกบริการ ได้แก่ จุดเติมน้ำมัน, จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า Shell Recharge, ร้านกาแฟเดลี่คาเฟ่, ร้านสะดวกซื้อเชลล์ ซีเล็ค, เชลล์ คาร์วอช, เชลล์ เฮลิกส์ พลัส

 

 

  • แอปพลิเคชันเชลล์ โกพลัส ‘Shell GO+’ บริการบัตรสมาชิกอิเล็กทรอนิกส์ของเชลล์ เพียงแค่ใช้เบอร์โทรศัพท์มือถือหรือแสดงบัตรดิจิทัลบนแอปเพื่อสะสมแต้ม แลกของรางวัล หรือใช้คะแนนแลกเป็นส่วนลดน้ำมัน แบบไร้สัมผัส
  • การใช้สื่อจอดิจิทัลนับตั้งแต่ทางเข้า จุดเติมน้ำมัน และภายในร้านค้า 
  • บริการจองคิวล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชันไลน์ของเชลล์ ประเทศไทย เพื่อรับบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ ‘ศูนย์เชลล์ เฮลิกส์ พลัส’ หรือดูแลความงามให้รถยนต์ที่ ‘ศูนย์เชลล์ คาร์วอช’ เพื่อส่งเสริมประสบการณ์การใช้บริการแบบออนไลน์ให้แก่ผู้บริโภค

 

ตอบโจทย์ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อย่างครบวงจร

ซึ่ง Site of the Future ของเชลล์ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะสถานีบริการน้ำมันแห่งนี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคครอบคลุมทั้งด้านไลฟ์สไตล์และด้านการเดินทาง ด้วยพื้นที่ร้านค้าปลีกในสัดส่วนกว่า 70% รวมถึงจุดบริการรถยนต์ครบรูปแบบ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นโซนอาหาร เชลล์ชวนชิมฟู้ดโอเอซิส ร้านสะดวกซื้อเชลล์ ซีเล็ค และบริการสำหรับชีวิตประจำวันที่แตกต่างจากสถานีบริการน้ำมันอื่นๆ อาทิ ร้านซักรีด ร้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มาครบจบที่เดียว

 

 

  • บริเวณเชลล์ชวนชิมฟู้ดโอเอซิส แหล่งรวมร้านอาหารอร่อยที่การันตีโดยเชลล์ชวนชิมให้ลูกค้าได้ลิ้มลอง ซึ่งเป็นโซนห้องแอร์ที่มีทั้งร้านกาแฟเดลี่คาเฟ่ ศูนย์อาหาร พร้อมที่นั่งรับประทานอาหาร รวมถึงร้านสะดวกซื้อเชลล์ ซีเล็ค ที่มีมุมขายของกินรับรองโดยแบรนด์เชลล์ชวนชิม

 

 

  • ศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเชลล์ เฮลิกส์ พลัส และศูนย์ดูแลความงามรถยนต์ที่เปิดใหม่สาขาแรก ภายใต้ชื่อ ‘เชลล์ คาร์วอช’ ให้บริการล้างรถ ขัด เคลือบสี และเคลือบแก้ว 

 

 

  • ร้านอาหารในเครือไมเนอร์ ฟู้ด อย่าง เบอร์เกอร์ คิง และ บอนชอน
  • และร้านค้าอื่นๆ เช่น ร้านมุมกะเพรา (Moom Kraprao), ร้านฟู่ฟู่ ชาบูไต้หวัน (Fufu Shabu), ร้านซูชินินจา (Sushi Ninja) และร้านชาตรามือ รวมถึงบริการจากร้านซักรีด Arau และร้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ Amorn

 

 

เรียกได้ว่า ‘Site of the Future’ ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำของเชลล์ในธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงและค้าปลีกแบบครบวงจร ซึ่งหากใครที่สนใจจะสัมผัสประสบการณ์ใหม่ของ ‘สถานีการเดินทางครบวงจร’ สามารถเดินทางไปตามแผนที่นี้ได้เลย

The post เชลล์ เจาะเทรนด์สถานีบริการน้ำมันรูปแบบใหม่ ‘Site of the Future’ ต้นแบบสถานีบริการน้ำมันมาตรฐานระดับโลกแห่งแรกในไทย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างครบวงจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
60 ปี ‘ไทยออยล์’ ผู้สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับสังคมไทย ที่พร้อมสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนคู่คนไทยตลอดไป [Advertorial] https://thestandard.co/thaioil-60-years/ Wed, 04 Aug 2021 06:50:52 +0000 https://thestandard.co/?p=521242 ไทยออยล์

  ย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีที่แล้ว ‘โรงกลั่นไทยออยล์’ […]

The post 60 ปี ‘ไทยออยล์’ ผู้สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับสังคมไทย ที่พร้อมสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนคู่คนไทยตลอดไป [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยออยล์

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีที่แล้ว ‘โรงกลั่นไทยออยล์’ ขนาดกำลังการผลิต 35,000 บาเรลต่อวัน ได้ถูกก่อตั้งขึ้น โดยมีผู้ถือหุ้นในขณะนั้นคือ เชาว์ เชาว์ขวัญยืน ร่วมกับบริษัท Shell และ Caltex

 

การก่อตั้งครั้งนั้นถือเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันเอกชนไทยรายแรกของประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงทางพลังงานของไทย นับจากวันนั้นไทยออยล์ได้มีการขยายกำลังการกลั่นเพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการขยายสายโซ่อุปทานไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง รองรับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

 

 

โรงกลั่นที่มีขนาดกำลังการผลิตที่สูงที่สุดในประเทศ

ปัจจุบันโรงกลั่นไทยออยล์มีขนาดกำลังการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปที่สูงที่สุดในประเทศ สามารถกลั่นน้ำมันดิบคิดเป็นร้อยละ 22 ของกำลังการกลั่นทั้งหมดของประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งการตลาดของผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปในประเทศประมาณร้อยละ 31 

 

ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา ไทยออยล์ยังได้กระจายการลงทุนไปยังธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งธุรกิจอะโรเมติกส์ ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน ธุรกิจผลิตไฟฟ้า และธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจเอทานอล รวมถึงเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมรายแรกและรายเดียวของประเทศที่ผลิตสาร Linear Alkyl Benzene (LAB) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ผงซักฟอก น้ำยาทำความสะอาดต่างๆ ที่จำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย 

 

ทางด้านสังคม ไทยออยล์ถือเป็นบริษัทต้นแบบของการดำรงอยู่ร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับชุมชน เนื่องด้วยโรงกลั่นตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชน โดยไทยออยล์ได้ตั้งเป้าหมายการเจริญเติบโตไปพร้อมกันกับชุมชนผ่านหลัก 3 ประสาน ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือที่ดีระหว่างไทยออยล์ ชุมชน และส่วนราชการท้องถิ่น รวมทั้ง ‘หลัก 5 ร่วม’ ได้แก่ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ไข ร่วมรับผล และร่วมพัฒนา ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ และการร่วมกันวางแผนพัฒนาชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้ อยู่ร่วมกัน และเติบโตไปพร้อมกัน

 

โดยไทยออยล์มีการดำเนินการโครงการด้านสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น

 

  • ด้านการศึกษา เช่น การให้ทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาเยาวชนดีเด่นในพื้นที่ การจัดค่ายอบรมความรู้ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ เป็นต้น
  • ด้านสุขภาพและสาธารณสุข เช่น การสร้างศูนย์สุขภาพและการเรียนรู้กลุ่มไทยออยล์เพื่อชุมชน โดยจัดกิจกรรมออกกำลังกายแอโรบิก รวมทั้งจัดให้มีเครื่องเล่นเด็กและอุปกรณ์ออกกำลังกายสำหรับชุมชน, การจัดคลินิกทันตกรรม, สร้างลานกิจกรรมกลางแจ้ง สร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 5 ชั้น ให้กับโรงพยาบาลแหลมฉบัง
  • ด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม เช่น การสร้างพื้นที่สีเขียว การปลูกป่าชายเลน เป็นต้น

 

 

สู่องค์กร 100 ปี 

เป้าหมายในอนาคตของไทยออยล์คือ การเดินทางสู่การเป็นองค์กร 100 ปี ดังนั้นไทยออยล์จึงปูรากฐานต่างๆ เพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนผ่านกลยุทธ์ต่างๆ ที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดจากธุรกิจปิโตรเลียมไปสู่ธุรกิจปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าและตลาด โดยมีโครงการพลังงานสะอาด หรือ CFP เป็นหัวหอกสำคัญในการต่อยอดสู่ธุรกิจปิโตรเคมีในอนาคต 

 

ขณะเดียวกันการมีพอร์ตการลงทุนที่หลากหลาย (Diversified) ลดการพึ่งพาธุรกิจการกลั่นเป็นหลักเป็นเรื่องจำเป็นที่ไม่อาจมองข้าม ไทยออยล์จึงได้ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ และลงทุนในธุรกิจที่เป็นไปตามแนวโน้มของโลก 

 

ไทยออยล์ได้วางเป้าหมายเชิงรุกในการสร้างการเติบโตของธุรกิจ ประกอบไปด้วย

 

  • แผนกลยุทธ์ที่จะเร่งหาโอกาสในการลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากธุรกิจการกลั่นน้ำมันไปสู่ธุรกิจปิโตรเคมี กลุ่มโอเลฟินส์ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่หลากหลายกว่า กลุ่มอะโรเมติกส์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถือเป็นการต่อยอดห่วงโซ่คุณค่าจากผลิตภัณฑ์แนฟทาและแอลพีจีจากโครงการ CFP รวมถึงมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High-Value Products) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดและลูกค้าอีกด้วย
  • กลยุทธ์การสร้างแพลตฟอร์ม เพื่อแสวงหาโอกาสการเติบโตของธุรกิจในภูมิภาค ผ่านการบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าผลิตภัณฑ์
  • กลยุทธ์การกระจายการเติบโตไปยังธุรกิจที่มีรายได้ที่มั่นคง รวมถึงธุรกิจใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือธุรกิจใหม่เชิงนวัตกรรม ที่สอดคล้องกับแนวโน้มในอนาคต (New S-Curve) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้พอร์ตการลงทุนและเพิ่มเสถียรภาพของกำไร รองรับความผันผวนจากธุรกิจ โรงกลั่น และปิโตรเคมี ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยรอบด้าน 

 

ก้าวที่ยั่งยืน

ธุรกิจกับความยั่งยืนเป็นเรื่องที่ต้องเดินคู่กัน ดังนั้นเพื่อเป้าหมาย ‘สร้างสรรค์คุณภาพชีวิตด้วยพลังงานและเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน’ หรือ ‘Empowering Human Life through Sustainable Energy and Chemicals’ ไทยออยล์จึงดูแลผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม และยึดมั่นการเติบโตอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG ครอบคลุม 3 ด้าน

 

  • ด้าน E – Environment เพื่อตอบสนองต่อทิศทางของโลกในเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกและเป็นเศรษฐกิจสีเขียว ไทยออยล์จึงมุ่งเน้นให้กระบวนการผลิตของไทยออยล์มีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น ใช้พลังงานให้คุ้มค่า มีการทำ 3Rs (Reuse, Reduce, Recycle) และมีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เป็นต้น
  • ด้าน S – Social นอกจากในกระบวนการผลิตแล้ว สังคมก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ไทยออยล์จึงมุ่งเน้นในการสร้างประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ผ่านโครงการเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคมที่อาศัยองค์ความรู้ด้านพลังงานและวิศวกรรมเข้าไปสนับสนุน เช่น โครงการโซลาร์เซลล์เพื่อโรงพยาบาล เป็นต้น
  • ด้าน G – Governance เน้นเรื่องระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้มีส่วนได้เสีย มุ่งสร้างความโปร่งใส โดยขับเคลื่อนผ่านพนักงาน กระบวนการ และเทคโนโลยี ส่งผลให้เกิดความสมดุลในการกำกับดูแลองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและความคล่องตัว ยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ

 

ขณะเดียวกันเพื่อผลักดันให้กลยุทธ์สัมฤทธิ์ผล ไทยออยล์ยังได้ยกระดับการดำเนินธุรกิจและสร้างการเติบโตผ่านการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยแนวทาง 4P (Effective Execution: 4P) ดังนี้

 

  • People บุคลากร: พัฒนาศักยภาพบุคลากรขององค์กรให้มีความสามารถในการขับเคลื่อนธุรกิจในอนาคต
  • Patronage ผู้มีอุปการคุณทางธุรกิจ: การส่งมอบคุณค่าให้แก่ทั้งลูกค้า คู่ค้า นักลงทุน ผู้ถือหุ้น รัฐบาล และชุมชน เพื่อตอบสนองความต้องการและร่วมกันสร้างสรรค์ (Co-Create) เพื่อต่อยอดธุรกิจ
  • Partner หุ้นส่วน: การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในและนอกประเทศ เพื่อสร้างธุรกิจร่วมกัน
  • Platform แพลตฟอร์ม: การใช้ประโยชน์สูงสุดจากแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วย แพลตฟอร์มทางธุรกิจที่มีอยู่เดิม แพลตฟอร์มทางความรู้ และดิจิทัลแพลตฟอร์ม

 

การยึดมั่นในหลักการ ESG ควบคู่ไปกับการดำเนินงานด้วยแนวทาง 4P จะช่วยให้ไทยออยล์มีความพร้อมต่อสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในอนาคต มู่งหน้าสู่การเป็นองค์กร 100 ปี ได้อย่างเข้มแข็ง ทั้งหมดก็เพื่อทำให้ ‘ไทยออยล์’ สามารถสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับสังคมไทย และพร้อมสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนคู่คนไทยตลอดไป

The post 60 ปี ‘ไทยออยล์’ ผู้สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับสังคมไทย ที่พร้อมสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนคู่คนไทยตลอดไป [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shell เริ่มทรานส์ฟอร์ม ‘ปั๊มน้ำมัน’ ปั้น ‘สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า’ 5 แสนจุดใน 4 ปี ให้ค่าตอบแทนพนักงานตามเป้าการลด CO2 https://thestandard.co/shell-accelerates-drive-for-net-zero-emissions-with-customer-first-strategy/ Fri, 12 Feb 2021 05:46:47 +0000 https://thestandard.co/?p=453634

คำถามที่ว่าเมื่อรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเร […]

The post Shell เริ่มทรานส์ฟอร์ม ‘ปั๊มน้ำมัน’ ปั้น ‘สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า’ 5 แสนจุดใน 4 ปี ให้ค่าตอบแทนพนักงานตามเป้าการลด CO2 appeared first on THE STANDARD.

]]>

คำถามที่ว่าเมื่อรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนไปบรรจบยังจุดที่ตลาดให้การยอมรับ ผู้ใช้งานมั่นใจที่จะใช้งานกันอย่างแพร่หลาย แล้วกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจสถานีเติมน้ำมันหรือ ‘ปั๊ม’ จะไปอยู่ ณ จุดใด ได้กลายเป็นคำถามที่ถูกถามมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงระยะหลังๆ มานี้

 

ล่าสุดในการเปิดเผยแผนงานพัฒนาธุรกิจเพื่อปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ของ Royal Dutch Shell บริษัทที่ดำเนินกิจการด้านก๊าซและน้ำมันข้ามชาติจากเนเธอร์แลนด์-สหราชอาณาจักร หรือ ‘Shell’ ได้ออกมาเปิดเผยเป้าหมายของพวกเขาแล้วว่า จะดำเนินการติดตั้งสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ EV ให้ครบ 500,000 จุดภายในปี 2025

 

Royal Dutch Shell ระบุว่า พวกเขาจะเร่งขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจากปัจจุบันที่มีทั้งหมด 60,000 จุดในโครงข่าย ให้เพิ่มเป็น 500,000 จุดภายในปี 2025 หรืออีก 4 ปีต่อจากนี้

 

ความตั้งใจหลักๆ ของ Royal Dutch Shell หรือ Shell ในครั้งนี้ ก็คือการทรานส์ฟอร์มธุรกิจของพวกเขาให้มุ่งไปตอบสนองเทรนด์ตลาดที่หันมาเป็นยานยนต์พลังงานสะอาดมากขึ้น และเพื่อพัฒนาธุรกิจและสินค้าของบริษัทให้มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ให้สำเร็จภายในปี 2050 หรืออีก 29 ปีต่อจากนี้ตามความร่วมมือในข้อตกลงปารีสที่พวกเขาตั้งเป้าเอาไว้

 

นอกจากนี้ Shell ยังจะให้ค่าตอบแทนกับพนักงานกว่า 16,500 คนอีกด้วยเพื่อเป็นแรงจูงใจ หากว่าองค์กรสามารถดำเนินตามเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามสัดส่วนที่ระบุเอาไว้ได้สำเร็จ เช่น

 

  • ลดคาร์บอนไดออกไซด์ 6-8% ภายในปี 2023
  • ลดคาร์บอนไดออกไซด์ 20% ภายในปี 2030
  • ลดคาร์บอนไดออกไซด์ 45% ภายในปี 2035 
  • ลดคาร์บอนไดออกไซด์ 100% ภายในปี 2050

 

ทั้งนี้ Shell ยังเปิดเผยอีกด้วยว่า ในปี 2018 ที่ผ่านมา พวกเขาได้ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณที่สูงที่สุดนับตั้งแต่บริษัทเริ่มดำเนินธุรกิจ ซึ่งคาดว่าสูงมากถึง 1.7 กิกะตันต่อปีเลยทีเดียว ขณะที่ปริมาณการผลิตน้ำมันในปี 2019 ที่ผ่านมานั้นถือเป็นปริมาณการผลิตนำ้มันที่ถึงจุดพีกที่สุดเท่าที่บริษัทเคยทำได้ โดยจากการคาดการณ์ของบริษัทนั้นเชื่อว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันของ Shell ต่อจากนี้จะลดลงเรื่อยๆ โดยคาดว่าจะลดลง 18% ภายในปี 2030 และ 45% ภายในปี 2050 (เท่ากับว่ายังคงผลิตมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่ออิงจากฐานการผลิตที่ 1.9 บาร์เรลต่อวันในปี 2019)

 

Ben van Beurden ซีอีโอ Royal Dutch Shell ระบุว่า “กลยุทธ์การเร่งการเติบโตของเราจะเน้นไปที่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และจะนำเสนอคุณค่าที่ดีที่สุดให้กับผู้ถือหุ้น ลูกค้า และสังคม

 

“เราจำเป็นจะต้องส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ลูกค้าต้องการให้ได้ แล้วผลิตภัณฑ์นั้นๆ ก็จะต้องเป็นผลิตที่ส่งผลกระทบเชิงลบกับส่ิงแวดล้อมให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขณะเดียวกันเราจะใช้ศักยภาพความแข็งแกร่งของเราในการสร้างพอร์ตโฟลิโอทางธุรกิจสำหรับการแข่งขันกับผู้ประกอบการเจ้าอื่นๆ ในช่วงที่เราทรานส์ฟอร์มตัวเองไปสู่การเป็นธุรกิจที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์

 

“ไม่ว่าลูกค้าของเราจะเป็นผู้ใช้ยานยนต์ เจ้าของบ้านหรือกลุ่มธุรกิจ เราก็จะใช้สเกลระดับโลกและแบรนด์ที่น่าเชื่อถือของ Shell ในการมุ่งเติบโตในตลาดที่มีดีมานด์ความต้องการผลิตภัณฑ์พลังงานสะอาดและบริการที่เป็นเลิศ รวมไปถึงการทำให้กระแสเงินสดของเราสามารถคาดการณ์ได้และสร้างผลตอบแทนที่สูง”

 

อย่างไรก็ดี หากมองในแง่กลยุทธ์ธุรกิจก็จะพบว่า แม้เป้าหมายจะมุ่งไปสู่การดำเนินธุรกิจพลังงานสะอาดให้สำเร็จให้ได้ก็จริง แต่ Shell จะเน้นหลักไปที่การจำหน่ายพลังงานสะอาดให้ผู้บริโภคมากกว่า ขณะที่คู่แข่งของพวกเขาในตลาดเดียวกันอย่าง BP จะเน้นไปที่การลงทุนในเชิงการผลิตพลังงานทดแทนมากกว่า ซึ่ง ณ ขณะนี้บริษัทผู้ดำเนินกิจการด้านน้ำมันและก๊าซในยุโรปหลายแห่งเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมกันอย่างพร้อมเพรียงแล้ว

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

 

The post Shell เริ่มทรานส์ฟอร์ม ‘ปั๊มน้ำมัน’ ปั้น ‘สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า’ 5 แสนจุดใน 4 ปี ให้ค่าตอบแทนพนักงานตามเป้าการลด CO2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทสรุป 2020 Shell Forum: Energy Transition COVID-19 and Beyond สู่ยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน [Advertorial] https://thestandard.co/2020-shell-forum-energy-transition-covid-19-and-beyond/ Mon, 23 Nov 2020 09:18:02 +0000 https://thestandard.co/?p=424084 ถอดบทสรุป 2020 Shell Forum: Energy Transition COVID-19 and Beyond สู่ยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน [Advertorial]

วันนี้ทั่วโลกกำลังคุยกันเรื่อง Energy Transition หรือกา […]

The post ถอดบทสรุป 2020 Shell Forum: Energy Transition COVID-19 and Beyond สู่ยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทสรุป 2020 Shell Forum: Energy Transition COVID-19 and Beyond สู่ยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน [Advertorial]

วันนี้ทั่วโลกกำลังคุยกันเรื่อง Energy Transition หรือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อให้ได้แนวทางที่ชัดเจนขึ้นว่าทำไม Sustainable Energy และ Green Recovery จึงเป็นทางออกของการฟื้นฟูประเทศหลังโควิด-19 ที่เราต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน 

 

‘เชลล์’ ในฐานะผู้นำองค์กรพลังงานระดับโลก จัดงานเสวนา ระดมสมองและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในงานเสวนา 2020 Shell Forum หัวข้อ ‘Energy Transition: COVID-19 and Beyond’ ในรูปแบบเสวนาทางออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom

 

งานนี้ THE STANDARD เข้าร่วมฟังสัมมนาด้วย โดยมีผู้เชี่ยวชาญพลังงานระดับโลก นักเศรษฐศาสตร์ ตลอดจนผู้นำทางความคิดและซีอีโอหลายท่าน ที่นำข้อมูลเปิดกางอย่างน่าสนใจ เพื่อ Rethinking the 2020s กันว่าทำอย่างไรให้พลังงานเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างความยั่งยืนเพื่อให้ชีวิตของผู้คนมีความสุข

 

สิ่งที่น่ากลัวหลังจากโควิด-19

จากโควิด-19 ทำให้มนุษย์ต้องตื่นตัวกับ ‘โรคระบาด’ อีกครั้ง ปีนี้มีคนบนโลกติดโควิด-19 กว่า 50 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1.2 ล้านคน พังเศรษฐกิจโลกกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ หรือเป็นตัวเลขมากกว่า 28 ล้านล้านดอลาร์สหรัฐ ทั้งหมดเกิดขึ้นในระยะเวลาไม่กี่เดือนเท่านั้น

 

สำหรับประเทศไทย ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัยลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด เห็นพ้องตรงกับ ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ว่าแม้ไทยจะประสบความสำเร็จในการจัดการกับโควิด-19 แต่เราได้เห็นกันแล้วว่าผลกระทบของมันรุนแรงแค่ไหน 

 

 

โควิด-19 ทำให้เห็นโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างทะลุปรุโปร่งขึ้น นั่นคือการพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นฟันเฟือง รายได้ในประเทศของเราไม่สามารถทดแทนรายได้จากนอกประเทศได้ 

 

นอกจากนี้ยังเห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดเจน โรคระบาดส่งผลกระทบต่อกลุ่มอาชีพที่มีข้อจำกัดทางการเข้าถึงโอกาสและวิธีการรับมือกับวิกฤติ เช่น กลุ่มใช้แรงงาน 

 

ในปีนี้เราเห็นแน่ๆ แล้วว่าเศรษฐกิจจะหดตัวกว่า 7-10% แต่ที่น่ากลัวคือน่าจะใช้เวลามากกว่า 2 ปี กว่าตัวเลข GDP จะกลับไปสู่จุดในช่วงก่อนมีการระบาด ตรงนี้คือคลื่นระลอกสองที่ถึงอย่างไรก็ต้องเจอ ต้องวางแผนรับ และอดทนกันต่อไป

 

และที่สำคัญกว่านั้นคือ ปัญหาสภาพแวดล้อม ‘โลกร้อน’

 

ต้องบอกว่าตอนนี้ทั่วโลกไม่ได้หวาดกลัวแค่เรื่องโรคระบาดแล้ว แต่คาดการณ์ว่าปัญหาภัยคุกคามจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างปัญหาโลกร้อน อันเป็นปัญหาที่สะสมมานาน จะแสดงผลหนักหน่วงชัดเจนขึ้น และจะเป็นตัวคร่าชีวิตและทรัพย์สินของมวลมนุษย์ในอนาคต อันตรายหนักกว่าโควิด-19 เพราะต้องใช้เวลาเยียวยานานกว่า 

 

ไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 25% ภายในปี 2030

ดร.โชอุนคง หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านการเมือง เชลล์ อินเตอร์เนชันแนล สรุปอย่างน่าสนใจว่า โลกในทศวรรษ 2020 จะให้ความสำคัญกับ 3 เรื่อง ระหว่างความมั่งคั่ง (Wealth) ความมั่นคงปลอดภัย (Security) และสุขภาพ (Health) แต่ละสังคมจะเลือกจัดลำดับความสำคัญอย่างไร

 

 

ซึ่งหากเราปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศแย่ลง จะนำไปสู่วิกฤตโลกอีกครั้ง คนยากจนจะล้มตายมากขึ้น ยิ่งคนบุกรุกพื้นที่ธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรมากขึ้น เมื่อระบบนิเวศสูญเสียก็อาจเกิดความสูญเสียคนเจ็บตายเป็นล้านได้ไม่ต่างกับโรคระบาดโควิด-19

 

สอดคล้องกับความเห็นของ เคส พิเทอร์ ราเดอ เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ที่มองว่า วิกฤตครั้งนี้ก็เป็นโอกาสที่รัฐบาลทั่วโลกจะต้องออกแบบมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการลงทุนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ส่งเสริมพลังงานสะอาดต่างๆ โดยหลายๆ ประเทศประกาศความร่วมมืออย่างจริงจังไปแล้ว วางงบประมาณอัดฉีดเข้าสู่ระบบถึง 19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญเช่นกัน

 

ด้าน สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้ว่า ทิศทางของรัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจเช่นกัน มีการตั้งเป้าหมายลดภาวะโลกร้อนและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน เช่นเดียวกับสหภาพยุโรปและประชาคมโลกกว่า 200 ประเทศที่มีภารกิจร่วมกันในนาม COP21

 

 

ปัจจุบันประเทศไทยได้ขับเคลื่อนนโยบายพลังงานทดแทน ทั้งไบโอดีเซล ไบโอแมส ไฟฟ้า และไบโอเคมิคัล มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 25% ภายในปี 2030 และวัดผลทุก 3-5 ปี หากทำได้ดีกว่าเป้าหมาย ก็จะเป็นบันไดให้เราก้าวไปเช่นเดียวกับยุโรป

 

ด้านบริษัทเชลล์ ในฐานะผู้นำด้านพลังงาน ปนันท์ ประจวบเหมาะ ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ย้ำในจุดยืนของเชลล์ ประเทศไทย ในการเป็น พันธมิตรที่ไว้ใจได้ (Trusted Partner for Better Life) ในฐานะผู้นำสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไปทั้งในวันนี้และอนาคต

 

เชลล์ขับเคลื่อนองค์กรภายใต้กลยุทธ์ #Energy Ambition พลังงานดี ชีวิตมีสุข ที่มุ่งสร้างความคล่องตัวหรือการมี Agility การปรับสู่ความเป็นดิจิทัล Digitalization และการนำเสนอโซลูชันจากความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย Inclusive Solutions 

 

 

ผู้บริหารเชลล์ย้ำว่า ความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้นจำเป็นที่ต้องได้รับความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน โดยเชลล์ยืนยันจะผลิตนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ เพื่อลดภาวะการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้ได้ตามเป้าหมายที่รัฐกำหนด เพราะไม่ใช่แค่ความสำเร็จของเชลล์ แต่เป็นการพัฒนาประเทศและมนุษยชาติอย่างยั่งยืน

 

ทั้งนี้ มร.อเมอร์ อเด็ล รองประธานเชลล์ รีเทล อีสต์ ได้นำเสนอแนวโน้มระบบขนส่งในอนาคต ‘Mobility of the Future’ โดยมองว่า ความต้องการของผู้บริโภคที่จะปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดอนาคตการเดินทางและขนส่งในประเทศไทย ขณะที่รัฐบาลอาศัยนโยบายคมนาคมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรรมจัดหาโครงสร้างพื้นฐานและการวิจัยพัฒนาพลังงานให้ดียิ่งขึ้น

 

 

เตรียมพร้อมสู่ยุคเปลี่ยนผ่านพลังงานให้เร็วที่สุด

นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมเสวนายังเห็นตรงกันว่า แม้ปัจจุบันเรามีอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ แต่เรายังไม่มีอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม

 

ดังนั้นบริบทการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลกชัดเจนแล้วว่า อย่างไรก็ต้องไปทาง EV ตรงนี้ที่รัฐกับเอกชนต้องพูดคุยไปในทางเดียวกันให้เร็วที่สุด 

 

 

นี่จะเป็นตัวแปรภาพการเติบโตในระยะยาวที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ถ้าไทยเราต้องการที่จะเป็นผู้นำฐานผลิตรถยนต์ต่อไป รัฐบาลกับผู้ประกอบการจะต้องมีความร่วมมือที่เราจะสามารถผลิตรถ EV จำหน่ายในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น

 

ช่วง 4-5 ปีนี้จะเป็นช่วง Transition อย่างแท้จริง มีความเป็นไปได้สูงที่เราจะเห็นบริษัทรถยนต์ที่เราไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยินชื่อเลย เช่นเดียวกัน แบรนด์รถยนต์ที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต แต่ไม่ปรับตัวสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน ก็จะทยอยหายไปดังแบรนด์มือถือหลายยี่ห้อในอดีต

 

ถึงเวลาแล้วที่ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ขับเคลื่อนการให้บริการ ตลอดจนผู้บริโภค จะต้องมีเจตจำนงร่วมกัน เพื่อปูทางไปสู่วิถีพลังงานสะอาดและการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างแท้จริง 

 

The post ถอดบทสรุป 2020 Shell Forum: Energy Transition COVID-19 and Beyond สู่ยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMAGINE THE FUTURE จินตนาการพลังงานในอนาคตผ่านเด็ก GEN Y [Advertorial] https://thestandard.co/imagine-the-future/ Tue, 07 May 2019 07:40:08 +0000 https://thestandard.co/?p=245072 IMAGINE THE FUTURE

‘การฝันถึงอนาคต ไม่ควรมีขีดจำกัดใด’ เพื่อกา […]

The post IMAGINE THE FUTURE จินตนาการพลังงานในอนาคตผ่านเด็ก GEN Y [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMAGINE THE FUTURE

‘การฝันถึงอนาคต ไม่ควรมีขีดจำกัดใด’ เพื่อการพัฒนาสิ่งเป็นไม่ได้ให้เป็นไปได้ บริษัท เชลล์ประเทศไทย จำกัด ชวนเชิญน้องนิสิตมาฝันถึงอนาคตในการประกวด Imagine the Future Scenarios Competition Thailand คิดถึงโลกที่ใช้พลังงานสะอาด โดยน้องๆ ที่ได้รางวัลชนะเลิศจะเป็ฯตัวแทนประเทศไทย ไปแข่งขันที่สิงคโปร์เดือนกรกฎาคมนี้ด้วย

The post IMAGINE THE FUTURE จินตนาการพลังงานในอนาคตผ่านเด็ก GEN Y [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝันถึงเมืองอนาคตที่ใช้พลังงานสะอาดจากเด็กนิวเจน [Advertorial] https://thestandard.co/shell-imagine-the-future-competition/ Mon, 29 Apr 2019 10:33:49 +0000 https://thestandard.co/?p=237407 Shell

ถ้าให้คุณลองคิดถึงเมืองที่น่าอยู่ในอนาคต มันจะเป็นเมือง […]

The post ฝันถึงเมืองอนาคตที่ใช้พลังงานสะอาดจากเด็กนิวเจน [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shell

ถ้าให้คุณลองคิดถึงเมืองที่น่าอยู่ในอนาคต มันจะเป็นเมืองอย่างไร

 

สำหรับเรา คงไม่พ้นบ้านเมืองที่สงบสุข มีสาธารณูปโภคครบครัน รัฐบาลเข้มแข็ง เป็นเมืองปลอดมลพิษ ใช้พลังงานสะอาดแบบเต็มร้อย และไม่ทำร้ายโลกอีกต่อไป

 

ไม่ว่าความฝันถึงโลกอนาคตของคุณจะเป็นอย่างไร จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ไม่มีใครรู้

 

แต่กล้าที่จะ ฝันเป็นเรื่องสำคัญ เพราะนั่นหมายถึงความกล้าคิด กล้าเปลี่ยน และถ้ายังไม่หยุดคิดและพัฒนา วันหนึ่งความฝันนั้นอาจจะเกิดขึ้นจริง…

 

shell

 

นั่นคือแนวคิดที่ ‘เชลล์’ ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด ผ่านโครงการ Imagine the Future Scenarios Competition ซึ่งเป็นการประกวดให้น้องๆ นักศึกษานำเสนอแบบจำลองสถานการณ์ภายใต้ธีม ‘พลังงานสะอาด เพิ่มประสิทธิภาพ และดีต่อสิ่งแวดล้อม ของเมืองในเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลาง ใน ค.ศ. 2050: การดำรงชีวิต การทำงาน และการใช้เวลาว่างในอนาคต’ งานนี้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่จากหลากหลายสถาบันเข้ามานำเสนอวิสัยทัศน์และแข่งขันพัฒนาแบบจำลองสถานการณ์ เพื่อจุดประกายให้น้องๆ นิวเจนที่กำลังศึกษาอยู่ตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคตถึงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ในหัวข้อ ‘Imagine the Future Scenarios Competition’ ที่จัดรอบตัดสินไปเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา

 

Shell

 

THE STANDARD มีโอกาสได้คุยกับ อัษฎา หะรินสุต ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ถึงแนวคิดในการชวนคนรุ่นใหม่มาร่วมกันคิดถึงอนาคตของโลก โดยเฉพาะประเทศไทยและเมืองในเอเชียที่ใช้พลังงานสะอาดยิ่งขึ้น มีพลังงานทางเลือกที่มากขึ้น

 

เราเริ่มโครงการ Imagine the Future มาตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งก็ดำเนินมา 3 ปีแล้ว นี่เป็นโครงการที่เปิดรับสมัครเด็กรุ่นใหม่ๆ เยาวชน ให้มาคิดสถานการณ์จำลองของโลกอนาคต ว่าอีกหน่อยเราจะอยู่กันอย่างไรในแง่ของการใช้ชีวิต โดยที่จะต้องเป็นสถานการณ์โลกแบบใหม่ที่มีความเกี่ยวข้องกับรูปแบบหรือพฤติกรรมการใช้พลังงาน ซึ่งก็น่าจะเป็นพลังงานที่สะอาดขึ้นด้วย

 

ตอนนี้ถ้าติดตามข่าวเรื่องสภาวะโลกร้อน มันเป็นปัญหาใหญ่ของโลกมาก ซึ่งบริษัทเชลล์ก็มีนโยบายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดคาร์บอนฟุตปรินต์ จากการดำเนินธุรกิจและพลังงานที่บริษัทนำออกไปสู่ผู้ใช้ อีกส่วนหนึ่งก็คือ เราอยากจะดึงเยาวชนเข้ามาช่วยคิดว่า อีก 30 ปีข้างหน้า เราจะใช้ชีวิต ทำงาน และใช้เวลาว่างกันอย่างไร แล้วจะนำพลังงานสะอาดหรือพลังงานทางเลือกเข้ามาใช้ได้อย่างไรบ้าง

 

หนึ่งเหตุผลที่เชลล์ทำโครงการนี้เรื่อยมา เป็นเพราะวิสัยทัศน์ว่า เด็กรุ่นใหม่จะกลายเป็นคนที่ขับเคลื่อนเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หรือ Energy Transition จากปัจจุบันสู่อนาคต

 

ถ้าเรามองในอีก 30 ปีข้างหน้า ก็คือยุคของคนรุ่นใหม่แล้ว ซึ่งโลกทุกวันนี้ก็เปลี่ยนแปลงเยอะมาก โซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การดึงเอาคนรุ่นใหม่เข้ามาคิดแผนในอนาคต เขาก็จะมีเครื่องมือที่มากกว่าคนรุ่นเรา อย่างพวกโซเชียลมีเดียหรือเทคโนโลยีบางอย่าง น้องๆ บางคนที่เข้ามาประกวดในโครงการนี้ บางคนก็มีความสนใจที่จะเข้ามาเรียนรู้ บางคนก็มีความคิดอยากจะช่วยเหลือโลกจริงๆ นับเป็นโครงการที่สร้างความตื่นตัว และได้รับการยอมรับที่ดีจากน้องๆ เยาวชนรุ่นใหม่

 

Shell

 

ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อการตัดสินในโครงการ Imagine The Future Scenarios Competition คือแนวคิดของเมืองที่ใช้พลังงานสะอาด ซึ่งชวนให้เราตั้งคำถามว่า พลังงานสะอาดสำคัญอย่างไรในอนาคต

 

Shell

 

พลังงานสะอาดจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาน้อยลง ซึ่งก๊าซเรือนกระจกเป็นส่วนที่ทำให้โลกร้อน ดังนั้น เชลล์ก็พัฒนาเรื่องพลังงานสะอาดเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโซลาร์ ธุรกิจที่นำพลังงานแสงอาทิตย์มาแปลงเป็นไฟฟ้า หรือเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น น้ำมันอย่าง E20 หรือ B20 เราก็ต้องพัฒนากันต่อ ภาครัฐก็อยากจะสนับสนุนเรื่องการใช้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะด้านนโยบายพลังงานที่ยั่งยืน ทางเชลล์เองก็ช่วยในเรื่องการคิดค้นหรือกระบวนการว่า จะทำอย่างไรให้เราสามารถผลิตพลังงานสะอาด และเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ใช้ในปัจจุบันให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ซึ่งก็อาจตอบโจทย์ในเรื่องราคาที่ควรต้องสมเหตุสมผลด้วย มีหลายๆ อย่างที่เชลล์ร่วมมือกับทางภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาเรื่องพลังงานสะอาด เพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

 

ถ้าเราพูดถึงรถไฟฟ้า ปัจจุบันก็จะพูดถึงรถไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ เราใช้พลังงานแบตเตอรี่มาขับเคลื่อนรถยนต์ ถามว่า มันดีสำหรับประเทศไทยหรือเปล่า ก็อาจจะบอกว่า มันก็ดีระดับหนึ่ง แต่ถ้าไฟฟ้านั้นมาจากถ่านหินหรือก๊าซ ก็อาจยังมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาอยู่ดี น่าจะดีกว่านั้น ถ้าเราสามารถเอาเอทานอล 100 เปอร์เซ็นต์ มาเติมกับรถไฟฟ้าได้ อันนั้นจะเป็นการดูดซับคาร์บอนจากบรรยากาศโลกได้จริงๆ แต่เทคโนโลยีตรงนี้มันก็ยังต้องมีการพัฒนา

 

Shell

 

ทีมผู้ชนะจากการประกวดจำลองสถานการณ์อนาคตในครั้งนี้คือ ทีม BBA21 นิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในโครงการ Imagine the Future Scenarios Competition ของเชลล์ ที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 1-4 กรกฎาคม 2562

 

เมื่อคนรุ่นใหม่กล้าฝันเรื่องของอนาคต

ก็น่าจะได้เห็นอนาคตที่พัฒนาจนกลายเป็นจริง

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post ฝันถึงเมืองอนาคตที่ใช้พลังงานสะอาดจากเด็กนิวเจน [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>