SET50 Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/set50/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 07 Aug 2026 11:43:25 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 บางจากฯ Q2/69 ทำกำไรทะลุ 1.2 หมื่นล้าน เริ่มบุ๊กกำไร ‘SAF’ เชิงพาณิชย์ครั้งแรก หนุนรายได้ครึ่งปีทะลุ 3.2 แสนล้าน https://thestandard.co/bangchak-profit-q2-saf-revenue/ Fri, 07 Aug 2026 11:06:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1239573 บางจาก

กลุ่มบริษัทบางจาก รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีร […]

The post บางจากฯ Q2/69 ทำกำไรทะลุ 1.2 หมื่นล้าน เริ่มบุ๊กกำไร ‘SAF’ เชิงพาณิชย์ครั้งแรก หนุนรายได้ครึ่งปีทะลุ 3.2 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บางจาก

กลุ่มบริษัทบางจาก รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 183,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน มี EBITDA 25,968 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 46 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และมีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 12,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 99 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

 

 
 

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยสำคัญจากการกลับรายการผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรม (Mark-to-Market) ในไตรมาสก่อน ส่งผลให้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า (Oil Hedging) ลดลงเหลือ 879 ล้านบาท และมีการรับรู้กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงอีก 4,415 ล้านบาท

 

ขณะเดียวกัน บางจากฯ ได้เดินหน้าเริ่มต้นผลิตและจำหน่าย SAF เชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยเดินเครื่องเฉลี่ย 6.8 KBD และมียอดจำหน่ายรวม 39 ล้านลิตร ซึ่งได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนและน้ำมันพืชใช้แล้ว (SAF-UCO Spread) ที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ SAF เริ่มสร้าง EBITDA และกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัททั้งในไตรมาสนี้และในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาพลังงาน ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ และสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อกำไรในช่วงที่เหลือของปี

 

นอกจากนี้ ในแง่การขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ บริษัทย่อย Bangchak Hong Kong Holding Limited ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ Chevron Hong Kong Limited เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และได้เปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong Limited (BHK) ซึ่งจะเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยธุรกรรมนี้ครอบคลุมสถานีบริการน้ำมัน 31 แห่ง คลังน้ำมัน และท่าเทียบเรือในฮ่องกง ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจค้าปลีกน้ำมันไปยังต่างประเทศ

 

เจาะลึกผลการดำเนินงานรายกลุ่มธุรกิจ ไตรมาส 2/2569

 

ภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน รายงานรายละเอียดผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ปี 2569 แยกตามรายกลุ่มธุรกิจ ดังนี้

 

1. กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ

 

มีรายได้รวม 144,177 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 จากไตรมาสก่อน และร้อยละ 45 จากปีก่อน) และมี EBITDA 17,186 ล้านบาท

 

  • ธุรกิจโรงกลั่น มีรายได้ 152,272 ล้านบาท และ EBITDA 14,029 ล้านบาท ได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ปรับตัวดีขึ้น แม้ค่าการกลั่นพื้นฐานและกำลังการผลิตเฉลี่ยจะลดลงเล็กน้อย ทั้งนี้ มีการรับรู้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันล่วงหน้า 1.09 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (เทียบเท่า 879 ล้านบาท) ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการกลับรายการผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรม และเริ่มรับรู้ EBITDA จำนวน 1,000 ล้านบาทจากการดำเนินการเชิงพาณิชย์ของหน่วยผลิต SAF
  • ธุรกิจการตลาด มีรายได้ 123,847 ล้านบาท และ EBITDA 2,831 ล้านบาท โดยค่าการตลาดสุทธิฟื้นตัวมาอยู่ที่ 1.26 บาทต่อลิตร จากการสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมันและการปรับราคาจำหน่ายให้สอดคล้องกับตลาดโลก ช่วยชดเชยปริมาณจำหน่ายที่ลดลง แม้ปัจจัยหนุนจาก Inventory Gain จะลดลงก็ตาม ณ สิ้นไตรมาส มีสถานีบริการ 2,191 แห่ง จุดชาร์จ EV กว่า 617 สถานี ครองส่วนแบ่งการตลาดผ่านสถานีบริการร้อยละ 27.9
  • ธุรกิจพลังงานชีวภาพ มีรายได้ 6,388 ล้านบาท และ EBITDA 794 ล้านบาท ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซล (B100) ได้แรงหนุนจากการคงสัดส่วนผสมดีเซลเป็น B7 และเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด (BSGF) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 จากการเริ่มจำหน่าย SAF

 

2. กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน

 

มีรายได้ 129,205 ล้านบาท และ EBITDA 784 ล้านบาท ปริมาณการซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ขยายตัวร้อยละ 20 จากธุรกรรมนอกกลุ่มบริษัท (Out-Out) ขณะที่ธุรกิจขนส่งทางเรือปรับตัวดีขึ้นจากธุรกรรม Time Charter, Spot Charter และค่าระวางเรือที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงรับรู้กำไรจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้น

 

3. กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ

 

มีรายได้ 10,172 ล้านบาท และ EBITDA 7,062 ล้านบาท ได้รับอานิสงส์จากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquid Price) เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 ตามสภาวะตลาดโลกและภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และราคาก๊าซธรรมชาติ (Gas Price) เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากปริมาณสำรองก๊าซในยุโรปที่อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี มีการรับรู้กำไรจากสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ 432 ล้านบาท (คิดเป็น 154 ล้านบาทตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ หลังหักภาษี)

 

อย่างไรก็ดี OKEA ได้บันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ในแหล่ง Statfjord และค่าความนิยมในแหล่ง Draugen รวม 550 ล้านบาท (ตามสัดส่วนหลังหักภาษี) ส่งผลให้มีการปรับประมาณการผลิตปี 2569 เป็น 29-32 kboepd และปรับเพิ่มประมาณการผลิตปี 2570 เป็น 39-43 kboepd

 

4. กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน

 

มีรายได้ 807 ล้านบาท และ EBITDA 1,065 ล้านบาท ได้รับอานิสงส์จากธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ที่รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม 653 ล้านบาท จากปริมาณการจำหน่ายของโรงไฟฟ้า SFE และ CCE ที่เพิ่มขึ้น ช่วยชดเชยการหยุดซ่อมบำรุงของโรงไฟฟ้า Hamilton ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว มียอดขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 45 จากการเข้าสู่ช่วงฤดูฝนในเดือนพฤษภาคม

 

ครึ่งแรกปี 2569 โชว์ความแข็งแกร่งสะท้อน Synergy ร่วม 5,600 ล้านบาท

 

สำหรับผลการดำเนินงานรวมครึ่งปีแรกของปี 2569 กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 326,080 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA 43,763 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) 13,155 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 YoY

 

ทั้งนี้ เมื่อรวม Inventory Gain (รวม NRV) และรายการพิเศษอื่น บริษัทฯ มีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่รวม 18,383 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 12.51 บาท

 

ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านการผสานศักยภาพของโรงกลั่นทั้งสองแห่ง ทำให้ในครึ่งปีแรกสามารถรับรู้ผลจากความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง (Recurring Synergy) และการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Business Improvement) รวมประมาณ 5,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นจาก 3,000 ล้านบาทในปีก่อน

 

อีกทั้งหลักทรัพย์ BCP ยังได้รับการคัดเลือกเข้าดัชนี SET50 (รอบ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2569) และได้รับการจัดอันดับที่ 21 ของบริษัทชั้นนำ 500 แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดย Fortune Southeast Asia 500 ในปี 2569

 

ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569

 

  • เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด: 27,611 ล้านบาท
  • สินทรัพย์รวม: 374,755 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 75,950 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568)
  • หนี้สินรวม: 272,149 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 57,485 ล้านบาท)
  • ส่วนผู้ถือหุ้นรวม: 102,606 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 18,465 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของบริษัทใหญ่ 83,353 ล้านบาท)
  • อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net IBD/E): อยู่ที่ 1.05 เท่า

The post บางจากฯ Q2/69 ทำกำไรทะลุ 1.2 หมื่นล้าน เริ่มบุ๊กกำไร ‘SAF’ เชิงพาณิชย์ครั้งแรก หนุนรายได้ครึ่งปีทะลุ 3.2 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา DELTA ชี้ชะตาตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลัง โบรกมอง Upside จำกัด จ่อปรับลดกำไรหุ้น Domestic Play จากต้นทุนพลังงานแพงขึ้น https://thestandard.co/delta-thai-stock-market-outlook/ Mon, 20 Apr 2026 02:02:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1198946 ภาพกราฟตลาดหุ้นไทยสีแดงดิ่งลง พร้อมข้อความ 'หมดเวลาซิ่ง หุ้นไทย Upside จำกัด'

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดหุ้นไทยยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ท่ามก […]

The post จับตา DELTA ชี้ชะตาตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลัง โบรกมอง Upside จำกัด จ่อปรับลดกำไรหุ้น Domestic Play จากต้นทุนพลังงานแพงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟตลาดหุ้นไทยสีแดงดิ่งลง พร้อมข้อความ 'หมดเวลาซิ่ง หุ้นไทย Upside จำกัด'

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดหุ้นไทยยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงภายใน อย่างเศรษฐกิจโตต่ำและปัจจัยเสี่ยงภายนอกจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเปราะบางมากขึ้นจากวิกฤตพลังงาน

 

 
 

นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยยังปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลุ 1,500 จุด ขณะที่นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) มาอยู่ที่ 95 บาท ทำให้ตั้งแต่ต้นปี SET ยังให้ผลตอบแทน 18.26%

 

แม้ล่าสุดจะย่อตัวลงมายู่ในกรอบ 1,472-1,489 จุด จากแรงเทขายหุ้น ADVANCE และ DELTA ที่ถูกใช้มาตรการ Cash Balance ระหว่าง 16 – 30 เมษายน

 

คำถามคือ SET เตรียมไปต่อหรือพอแค่นี้ช่วงครึ่งปีหลัง เมื่อตลาดรับรู้ข่าวดีไปมากแล้ว?

 

สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย ให้ความเห็นว่า แนวโน้ม Upside ของตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจและโครงการต่างๆ จากภาครัฐที่คาดว่าจะเข้ามาในระบบ ประมาณ 1 แสนล้านบาทนั้น จะเป็นเพียงการประคองเศรษฐกิจและจำกัดความเสี่ยงขาลง (Limit Downside) มากกว่าที่จะช่วยเพิ่ม Upside ให้กับ GDP

 

นอกจากนี้สาเหตุที่ทำให้ตลาดมี Upside จำกัด เนื่องจาก

 

  • SET รับรู้ข่าวดีไปมากแล้ว: ในช่วงที่ผ่านมาดัชนีปรับขึ้นไปที่ระดับ 1,520 จุด ทำให้ P/E ปรับขึ้นมาอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 16 เท่า และปัจจุบันดัชนีได้ปรับตัวขึ้นมาเทียบเท่ากับช่วงก่อนเกิดสงครามแล้ว ทำให้การไล่ซื้อที่ระดับ 1,500 จุด ขึ้นไปไม่ใช่ทางเลือกที่ดี
  • เข้าสู่ช่วง EPS Downgrade: แม้ที่ผ่านมาจะมีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) เป็น 95 บาท จาก 93 บาท โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี แต่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป คาดว่าจะเริ่มเห็นการปรับลด EPS ของหุ้นกลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) ซึ่งมีความเสี่ยงขาลง เช่น หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว บริโภค และส่งออก ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุน น้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้น 50% และต้นทุนปุ๋ยที่ปรับเพิ่มขึ้น 30%

 

กลยุทธ์การลงทุนครึ่งหลังปี 2569

 

ด้วยภาพรวมดัชนี SET ที่มี Upside จำกัด จึงไม่ควรใช้วิธีหว่านซื้อ แต่ควรเน้นกลยุทธ์การลงทุนแบบ ‘Selective Buy’ โดยปัจจัยขับเคลื่อนเดียว ที่เหลืออยู่ซึ่งสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้คือ ‘ภาคการลงทุน’

 

ดังนั้น ควรเลือกลงทุนในกลุ่มหุ้นที่เชื่อมโยงกับภาคการลงทุนโดยตรง ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เช่น WHA, STECON และ CK คาดว่าแนวรับถัดไปน่าจะอยู่ที่ 1,410 จุด

 

ด้าน ธนเดช รังษีธนานนท์ Head of Research บริษัทหลักทรัพย์ พาย มองว่า การประเมิน Upside ของดัชนี SET ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นั้นทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์สงครามยังมีความไม่แน่นอนสูง

 

โดย Pi ยังคงเป้าหมายดัชนีเดิมที่ 1,385 จุด และจะยังไม่มีการปรับเป้าหมายจน กว่าจะเห็นความชัดเจนของงบการเงินบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1/2569 และ 2/2569 รวมถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

 

มุมมองการลงทุน

 

ระยะสั้น: ประเมินแนวต้านไว้ที่ระดับ 1,500 จุด โดยต้องจับตาดูว่าดัชนีรอบนี้จะสามารถผ่านไปได้หรือไม่

 

ระยะยาว: ทิศทางการเคลื่อนไหวของดัชนี SET ครึ่งหลังของปี 2569 จะขึ้นอยู่กับสถานะของ DELTA ว่าจะหลุดจาก SET50 หรือไม่ เนื่องจาก DELTA มีมูลค่าตลาด (Market cap) สัดส่วนมากถึง 20% ของมูลค่ารวมทั้งตลาด

 

ความน่ากังวลคือ หาก DELTA ติดเกณฑ์ Cash Balance อีกครั้ง อาจส่งผลให้หลุดจากการคำนวณรวมดัชนี SET50 ในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะทำให้กองทุนประเภท Passive Fund ต้องเทขายหุ้นออกมาโดยปริยาย และอาจกดดันให้ดัชนีปรับตัวลดลง 50-100 จุดได้ทันที ทั้งนี้ ปัจจุบัน DELTA ติดเกณฑ์ Trading Alert ไปแล้ว 3 เดือน ในรอบการคำนวณนี้

 

DELTA หลุด SET50 ปลดล็อกมูลค่าหุ้นไทย

 

แม้ว่าการที่ DELTA หลุดจาก SET50 อาจฉุดให้ตลาดหุ้นไทยร่วงแรง แต่ข้อดีในระยะยาว คือมูลค่าตลาดจะกลับมาสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น เพราะไม่ต้องถูกบิดเบือนราคา หรือรับความผันผวนจากการถูกครอบงำด้วยหุ้นขนาดใหญ่เพียงตัวเดียว ปัจจุบัน DELTA มีการซื้อขายกันที่ระดับ P/E สูงกว่า 100 เท่า ทำให้ราคาหุ้นและมูลค่าตลาดสูงเกินความเป็นจริงไปมาก

 

ภาพ​: Bigc Studio / Shutterstock

The post จับตา DELTA ชี้ชะตาตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลัง โบรกมอง Upside จำกัด จ่อปรับลดกำไรหุ้น Domestic Play จากต้นทุนพลังงานแพงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาว Gen Z เกือบ 70% นอนไม่หลับเพราะเรื่องเงิน – ตอบ 10 คำถามการเงินที่จะช่วยให้หลับเต็มอิ่ม https://thestandard.co/gen-z-money-insomnia-tips/ Sun, 05 Apr 2026 11:59:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1195049 ภาพหญิงสาวนอนไม่หลับ แสดงถึงความกังวลจากความเครียดเรื่องเงินของ Gen Z

อยู่ๆ ก็มีเรื่องราวให้นอนไม่หลับ ให้กลับมาคิดวกวนทั้งคื […]

The post ชาว Gen Z เกือบ 70% นอนไม่หลับเพราะเรื่องเงิน – ตอบ 10 คำถามการเงินที่จะช่วยให้หลับเต็มอิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหญิงสาวนอนไม่หลับ แสดงถึงความกังวลจากความเครียดเรื่องเงินของ Gen Z

อยู่ๆ ก็มีเรื่องราวให้นอนไม่หลับ ให้กลับมาคิดวกวนทั้งคืนวุ่นวาย…

 

ตีหนึ่งแล้วแต่ยังตาสว่าง จ้องเพดานที่ว่างเปล่า ไม่ใช่เพราะตกอยู่ในห้วงรัก แต่กำลังหนักใจว่า ‘พรุ่งนี้จะเอาเงินที่ไหนใช้?’ หรือ ‘ชาตินี้เราจะมีปัญญาซื้อบ้านไหม?’

 

ข่าวดีคือเราไม่ได้เป็นคนเดียวที่นอนไม่หลับ แต่ชาว Gen Z อีกเกือบ 70% ก็นอนไม่หลับเพราะปัญหาเรื่องการเงินเหมือนกัน

 

ทำไมชาวเจน Z ถึงแพนิกเรื่องเงินอย่างหนักจนส่งผลกระทบต่อการนอน แล้วเราจะแก้ปมการเงินนี่ยังไง ให้กลับมานอนหลับสนิททั้งคืนได้อีกครั้ง

 

Gen Z กับการนอนหลับและความกังวลเรื่องเงิน

 

ความเครียดเรื่องเงินของชาว Gen Z ไม่ใช่แค่เรื่องการจัดการเงินไม่เป็น แต่เกิดจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่กดดันขั้นสุด ทั้งค่าครองชีพที่พุ่งทะยาน สวนทางกับรายได้ที่เติบโตไม่ทัน เมื่อความกังวลสะสมจนถึงขีดสุด มันจึงไประเบิดออกในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเวลาที่สมองควรจะได้พักผ่อน

 

ผลสำรวจล่าสุดจาก Amerisleep ที่ทดสอบจากกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกา 1,002 คน เกี่ยวกับความเครียดเรื่องการเงินที่กระทบต่อการนอนหลับ พบว่ากลุ่ม Gen Z กลุ้มใจเรื่องเงินจนนอนไม่หลับมากที่สุด

 

  • นอนคิดมากเรื่องเงิน: 69% ของ Gen Z ยอมรับว่านอนลืมตาตื่นอยู่บนเตียงเพราะคิดเรื่องเงิน (เป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับคนเจนอื่น)
  • กังวลเรื่องความมั่นคงในหน้าที่การงาน: 47% ของ Gen Z มีปัญหาการนอน เพราะกังวลเรื่องความมั่นคงของงาน (เทียบกับ Millennials 38% และ Gen X 35%)
  • กังวลเรื่องค่าบ้าน/ค่าเช่า: 47% ของ Gen Z เครียดเรื่องค่าที่อยู่อาศัยและค่าเช่าสูงที่สุดในบรรดาทุกเจน
  • เครียดจากข่าวเศรษฐกิจ: 46% ของ Gen Z เกิดความกังวลหลังจากอ่านพาดหัวข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจ

 

ถ้าสู้ไม่ไหว ก็ขอนอนเปื่อยๆ ปล่อยจอยให้โลกแตกไปเลย

 

เมื่อรู้สึกว่าควบคุมอนาคตไม่ได้ Gen Z หลายคนจึงเลือกใช้กลไกการหนีปัญหา ที่กลายเป็นเทรนด์น่าเป็นห่วง

 

  • ไถโซเชียลมีเดีย: 57% ของ Gen Z เลือกที่จะไถโซเชียลมีเดียเมื่อความคิดเรื่องเงินรบกวนการนอน (เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ) ผลคือยิ่งไปเจอข่าวเศรษฐกิจแย่ๆ หรือเห็นภาพชีวิตดี๊ดีของคนอื่น ก็ยิ่งเกิดการเปรียบเทียบและรู้สึกแย่กับตัวเองหนักกว่าเดิม
  • การนอนเปื่อย (Bed Rotting): 37% (มากกว่า 1 ใน 3) ของ Gen Z ใช้พฤติกรรม Bed Rotting หรือการนอนแช่อยู่บนเตียงเป็นเวลานานโดยไม่มีเป้าหมาย เพื่อรับมือกับความเครียดทางการเงิน ซึ่งเป็นเทรนด์เฉพาะตัวที่พบมากในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นกลุ่มนี้

 

และเมื่อเจน Z เครียดสะสมไปนานๆ ก็อาจนำไปสู่การใช้จ่ายประชดชีวิตที่ในเมื่อเป้าหมายใหญ่ เช่น ซื้อบ้าน เป็นไปไม่ได้ ก็ขอรูดบัตรซื้อของแบรนด์เนม ดื่มกาแฟแก้วละร้อย หรือจองตั๋วเที่ยวเพื่อซื้อความสุขชั่วคราว แต่สุดท้ายก็ต้องมานั่งกุมขมับตอนบิลบัตรเครดิตมาส่ง กลายเป็นเครียดเรื่องเงินวนลูปไปอีก

 

แต่เชื่อเถอะว่า การวิ่งหนีไม่ได้ช่วยให้เราหลับสบายขึ้น วิธีเดียวที่จะหลุดพ้นจากลูปนรกนี้คือการหันกลับมาเผชิญหน้ากับมัน เพราะเอาเข้าจริง ความกลัวมักจะใหญ่กว่าความจริงเสมอ ทันทีที่เราเลิกหนี กางปัญหาออกมาดู แล้วเริ่มวางแผน ความกังวลในหัวจะลดลงไปเกินครึ่ง

 

และเพื่อไม่ให้เราต้องเริ่มจัดการปัญหาแบบงงๆ ต่อจากนี้คือ 10 ยานอนหลับชั้นดี ที่จะช่วยเคลียร์ความกังวล จัดระเบียบสมอง และตอบทุกคำถามการเงินที่คาใจ เพื่อให้คืนนี้เราหลับได้สนิทขึ้น

 

ตอบ 10 คำถามการเงินที่คาใจ แก้อาการนอนไม่หลับ

 

  • อายุ 25 ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ถึงจะอุ่นใจ?

 

เลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนใน TikTok ที่มีเงินล้านตอนอายุ 20 ได้แล้ว เป้าหมายแรกที่ควรทำเพื่อให้นอนหลับ คือการมี เงินสำรองฉุกเฉิน

 

เริ่มจากเก็บให้พอใช้ 1 เดือนก่อน แล้วค่อยๆ ขยับเป็น 3-6 เดือน และถ้าเป็นไปได้ ในยุคที่โลกไม่แน่นอนแบบนี้ลองชาเลนจ์ตัวเองให้เก็บเงินสำรองได้ถึง 12 เดือน เช่น ค่าใช้จ่ายต่อเดือนเราคือ 10,000 เงินสำรอง 12 เดือน ก็คือ 120,000 บาท ถ้ามีถึงจุดนี้ได้ความเครียดเรื่องเงินที่กดทับเราตลอดเวลาก็จะเบาลง เพราะมีเงินก้อนนี้ไว้เป็นตาข่ายรองรับเวลาตกงานแล้ว

 

  • จะ ‘ลงทุน’ หรือ ‘ใช้หนี้’ ก่อนดี?

 

ทริกง่ายๆ คือให้ดูที่ ความโหดของดอกเบี้ย ถ้าเป็นหนี้ดอกเบี้ยต่ำ (เช่น กยศ. หรือบ้าน) แนะนำให้ ทำคู่กันไป แบ่งเงินจ่ายหนี้และเจียดมาลงทุน การเห็นพอร์ตเติบโตจะช่วยฮีลใจได้ดีกว่าก้มหน้าใช้หนี้อย่างเดียว แต่ถ้าเป็นหนี้บัตรเครดิตหรือหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยโหดจัด ให้ทุ่มเงินปิดหนี้ก้อนนี้ให้จบก่อนเป็นอันดับแรก เพราะขืนทำคู่กันไป กำไรจากการลงทุนยังไงก็วิ่งตามดอกเบี้ยมหาโหดไม่ทันแน่ๆ

 

  • มีเงินหลักร้อยจะเริ่มลงทุนได้ยังไง?

 

ยุคนี้ไม่ต้องมีเงินก้อนก็รวยขึ้นได้ หัวใจคือ ความสม่ำเสมอ การลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Averaging) ในกองทุนรวมหรือแอปลงทุนต่างๆ เริ่มต้นแค่เดือนละ 500-1,000 บาท พลังของดอกเบี้ยทบต้นจะทำงานแทนเราเอง ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ

 

  • กฎ 50/30/20 ยังขลังอยู่ไหม?

 

กฎนี้คือ Needs 50% / Wants 30% / Savings 20% ในยุคที่ค่าเช่าหอพักพุ่งสูง กฎนี้อาจจะตึงไปนิดสำหรับบางคน แนะนำว่า ปรับได้แต่ต้องมีสัดส่วน ถ้า Needs พุ่งไป 60% ก็ต้องลด Wants เหลือ 20% หัวใจสำคัญคือต้องรู้ว่าเงินไหลออกไปทางไหนบ้าง

 

  • Credit Score ต่ำ แก้ยังไง?

 

เครดิตสกอร์คือใบเบิกทางสู่การซื้อบ้านและรถในอนาคต วิธีแก้ง่ายที่สุดแต่วินัยต้องสูงคือ จ่ายให้ตรงเวลา และ อย่าใช้จนเต็มวงเงิน การรักษาประวัติให้สะอาดจะช่วยลดความเครียดเวลาต้องทำธุรกรรมใหญ่ๆ ได้มหาศาล

 

  • หุ้นรายตัว vs กองทุนดัชนี (Index Funds) อันไหนนอนหลับฝันดีกว่า?

 

ถ้าเราไม่ใช่สายเทรดที่อยากจ้องกราฟทั้งวัน กองทุนดัชนี (เช่น S&P 500 หรือ SET50) คือคำตอบที่สะดวกเหมือนกัน เพราะมันคือการซื้อหุ้นชั้นนำหลายร้อยตัวในครั้งเดียว กระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า และสถิติระยะยาวมักจะให้ผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้อเสมอ

 

  • จำเป็นต้องมี ‘ที่ปรึกษาทางการเงิน’ ไหม?

 

ถ้าพอร์ตยังไม่ใหญ่มาก ศึกษาเองผ่าน YouTube หรือใช้ Robo-advisor ก็เพียงพอ แต่ถ้าเริ่มมีทรัพย์สินเยอะ หรืออยากวางแผนภาษีแบบจริงจัง การจ้างผู้เชี่ยวชาญจะช่วยประหยัดเวลาและลดความผิดพลาดได้มาก

 

  • เงินเฟ้อน่ากลัวแค่ไหน แล้วจะสู้ยังไง?

 

เงินเฟ้อคือ ‘โจร’ ที่ขโมยค่าของเงินในบัญชีออมทรัพย์เราไปเงียบๆ วิธีสู้คือต้องเอาเงินไปไว้ในสินทรัพย์ที่ชนะเงินเฟ้อในระยะยาว เช่น หุ้น ทองคำ หรืออสังหาริมทรัพย์ อย่าปล่อยให้เงินนอนแช่จนเน่า เหมือนที่เรานอนเปื่อยบนเตียงเลยนะ

 

  • ต้องรีบเก็บเงินเกษียณตั้งแต่อายุเท่านี้เลยเหรอ?

 

คำตอบคือ ใช่ ยิ่งเริ่มตอนอายุ 20 ต้นๆ เราจะใช้เงินต้นน้อยกว่าการเริ่มตอนอายุ 40 ถึงหลายเท่าตัว ‘เวลา’ คือเพื่อนที่ดีที่สุดของการลงทุน ยิ่งให้เวลามันทำงานนานเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเกษียณได้เร็วเท่านั้น

 

  • จัดการกับความเครียดเรื่องเงินยังไงดี?

 

เวลาหัวถึงหมอนแล้วเครียดเรื่องเงิน ลองโฟกัสแค่ สิ่งที่ควบคุมได้ เลิกแพนิกกับเรื่องที่คุมไม่ได้อย่างเศรษฐกิจ หรือความสำเร็จของคนอื่นในโซเชียล แล้วหันมาจัดการสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้จริงแทน เช่น คุมงบกินข้าวพรุ่งนี้ หรือตั้งหักเงินออมอัตโนมัติ พอสมองรับรู้ว่าเราคุมสถานการณ์ได้ ความกังวลจะลดลง ช่วยให้ปล่อยจอยและหลับสบายขึ้น

 

สุดท้ายแล้ว ยิ่งเครียดเรื่องเงินก็ยิ่งนอนไม่หลับ พอนอนน้อยร่างกายก็พัง สมองเบลอ จนวนลูปกลับมาซ้ำเติมปัญหาการเงินให้แย่ลงไปอีก

 

วิธีตัดวงจรท็อกซิกนี้คือ เลิกหนีความจริง ลองกำหนดเวลาสัก 15-20 นาทีตอนกลางวัน เปิดแอปธนาคารดูตัวเลขจริงๆ และเริ่มจดบันทึกรายจ่าย แล้วลิสต์ปัญหาการเงินและเขียนวิธีแก้ พอหมดเวลาก็พับเก็บไปทำอย่างอื่น เพื่อให้ตอนกลางคืนเราล้มตัวลงนอนได้แบบสบายใจว่า ‘วันนี้ได้จัดการปัญหาไปบ้างแล้ว’ โดยไม่ต้องเก็บไปคิดฟุ้งซ่านต่อ

 

อย่าเพิ่งเอาเป้าหมายใหญ่อย่างซื้อบ้านมาแบกไว้ แค่เริ่มแก้ไปทีละเปลาะ ทำทีละสเตปเหมือนเคลียร์เควสต์ย่อยในเกม วันนี้จดรายจ่าย พรุ่งนี้ลดสั่งชานมไข่มุก เพื่อดึงความรู้สึกว่าเราควบคุมเงินได้กลับมา แค่นี้ก็เก่งมากๆ แล้วในยุคที่เศรษฐกิจสู้กลับเบอร์นี้

 

ขอเป็นกำลังใจให้ชาว Gen Z ทุกคน คืนนี้วางมือถือ หายใจลึกๆ แล้วอนุญาตให้ตัวเองได้พักผ่อนชาร์จแบตจริงๆ จังๆ ซะที พรุ่งนี้ตื่นมาหัวโล่งๆ ค่อยมาเริ่มลุยเกมการเงินกันใหม่

 

ท่องไว้ ทำได้! ทำได้! ทำได้!

 

ภาพ: Pormezz / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ชาว Gen Z เกือบ 70% นอนไม่หลับเพราะเรื่องเงิน – ตอบ 10 คำถามการเงินที่จะช่วยให้หลับเต็มอิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บ้านปู’ รื้อโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ควบรวมกับ BPP ตั้งบริษัทใหม่ โบรกคาดมูลค่าใหม่ 8-9 หมื่นล้านบาท จับตาธุรกิจพลังงานในสหรัฐฯ https://thestandard.co/banpu-bpp-merger-restructuring/ Thu, 30 Oct 2025 09:32:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1137510 ‘บ้านปู’ รื้อโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ควบรวมกับ BPP ตั้งบริษัทใหม่ โบรกคาดมูลค่าใหม่ 8-9 หมื่นล้านบาท จับตาธุรกิจพลังงานใน สหรัฐฯ

‘บ้านปู’ ประกาศควบรวมธุรกิจกับ ‘บ้านปู เพาเวอร์’ ตั้งเป […]

The post ‘บ้านปู’ รื้อโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ควบรวมกับ BPP ตั้งบริษัทใหม่ โบรกคาดมูลค่าใหม่ 8-9 หมื่นล้านบาท จับตาธุรกิจพลังงานในสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บ้านปู’ รื้อโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ควบรวมกับ BPP ตั้งบริษัทใหม่ โบรกคาดมูลค่าใหม่ 8-9 หมื่นล้านบาท จับตาธุรกิจพลังงานใน สหรัฐฯ

‘บ้านปู’ ประกาศควบรวมธุรกิจกับ ‘บ้านปู เพาเวอร์’ ตั้งเป็นบริษัทใหม่ นักวิเคราะห์คาดมูลค่าตลาดของหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 8-9 หมื่นล้านบาท

 

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU ได้ประกาศแผนการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 คณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติแผนการ ‘ควบบริษัท’ ระหว่าง BANPU (บริษัทแม่) และ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP (บริษัทย่อย) เพื่อจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัดใหม่ (บริษัทใหม่ หรือ NewCo)

 

การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่นี้มีเป้าหมายเพื่อปลดล็อกศักยภาพของกลุ่มบริษัท เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน และสนับสนุนการดำเนินกลยุทธ์ ‘Energy Symphonics’ เพื่อมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหิน (Non-coal EBITDA)

 

ล่าสุด ราคาหุ้นของ BANPU และ BPP ในวันนี้ (30 ตุลาคม) พุ่งขึ้นราว 16% และ 26% ตามลำดับ โดยก่อนหน้านี้ราคาหุ้นของทั้ง BANPU และ BPP ต่างอยู่ในทิศทางขาลงอย่างต่อเนื่อง โดย BANPU เคยทำจุดสูงสุดไว้ที่ 55.25 บาท ตั้งแต่ปี 2554 ก่อนจะร่วงลงมาอยู่ที่ราว 4 บาท ขณะที่ BPP เคยขึ้นไปสูงสุดที่ 31.75 บาท ก่อนจะร่วงไปต่ำสุดที่ 6.20 บาท

 

บล.หยวนต้า เชื่อแผนควบรวมช่วยปลดล็อกมูลค่า

 

ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า ในแง่ของผลประกอบการของ BANPU ในระยะสั้นหลังจากเสร็จสิ้นการควบรวมครั้งนี้ เชื่อว่ากำไรอาจจะยังไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากนัก ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนอาจดีขึ้นเล็กน้อย

 

แต่ส่วนที่น่าสนใจและมีแนวโน้มเชิงบวกคือ การลงทุนในโครงการต่างๆ จาก BANPU โดยตรงจะชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงกลับมายัง BANPU

 

ขณะเดียวกัน มูลค่าตลาด (Market Cap.) มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่ BANPU มีมูลค่าราว 4.3 หมื่นล้านบาท ส่วน BPP มีมูลค่า 3.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งรวมกันตรงๆ จะมีมูลค่าประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท แต่การจัดโครงสร้างครั้งนี้อาจจะเห็นมูลค่าเพิ่มเป็น 8-9 หมื่นล้านบาท ทำให้บริษัทมีน้ำหนักในดัชนี SET50 มากขึ้น

 

นอกจากนี้ ในระยะยาวบริษัทยังมีโอกาสที่จะถูกนำเข้าไปคำนวณในดัชนี MSCI หากธุรกิจโรงไฟฟ้าและพลังงานสะอาดในสหรัฐฯ ยังเติบโตต่อเนื่อง

 

“หุ้น BANPU ถือว่าค่อนข้างถูก แม้วันนี้ราคาหุ้นจะขึ้นมาแรง แต่ P/BV ยังอยู่ที่เพียง 0.45 เท่า อย่างธุรกิจในสหรัฐฯ คือ BKV Corporation ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตดีในระยะยาวจากธุรกิจ Carbon Capture และโรงไฟฟ้าที่ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากความต้องการที่มากขึ้นของ Data Center และ AI ค่าไฟฟ้ามีโอกาสเพิ่มขึ้นได้อีก” ภาดลกล่าว

 

ส่วนแรงหนุนราคาหุ้นในระยะสั้นนอกจากแนวโน้มเชิงบวกจากการควบรวมแล้ว ยังมีแรงหนุนจากราคาหุ้น BKV ในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น 13% เมื่อวานนี้ (29 ตุลาคม) ซึ่ง BANPU ถือหุ้นอยู่ทางอ้อม

 

เปิดแผน 3 ขั้นตอนสำคัญ สู่ ‘บริษัทใหม่’

 

กระบวนการปรับโครงสร้างครั้งนี้ประกอบด้วย 3 ธุรกรรมหลักที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องกัน โดยได้กำหนดวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (E-Meeting) เพื่อขออนุมัติในวันที่ 29 มกราคม 2569

 

1. ทำ General Offer ซื้อหุ้น BPP ส่วนที่เหลือ ก่อนที่จะดำเนินการควบบริษัท BANPU จะเข้าทำ ‘ธุรกรรมการรับซื้อหุ้นเป็นการทั่วไป (General Offer)’ จากผู้ถือหุ้นรายย่อยของ BPP ปัจจุบัน BANPU ถือหุ้นใน BPP อยู่ 78.66% โดยจะรับซื้อหุ้นส่วนที่เหลือทั้งหมด 21.34% (จำนวน 650,532,203 หุ้น) ราคารับซื้อ 13.00 บาทต่อหุ้น ช่วงเวลารับซื้อ 1 – 23 ธันวาคม 2568

 

2. การควบบริษัท (Amalgamation) คาดแล้วเสร็จ ไตรมาส 3/2569 หลังจากทำ General Offer (ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม) จะเข้าสู่กระบวนการควบบริษัทตามกฎหมาย โดย BANPU และ BPP จะสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลทั้งคู่ และจะเกิดบริษัทมหาชนจำกัดใหม่ขึ้นมา ซึ่งจะรับไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดชอบทั้งหมดของทั้งสองบริษัท

 

ทั้งนี้ บริษัทใหม่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) แทนที่ BANPU และ BPP ซึ่งจะถูกเพิกถอนหุ้นออกไปในวันเดียวกัน คาดว่าบริษัทใหม่จะยังคงใช้ชื่อ ‘บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)’ และใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์ ‘BANPU’

 

3. การจัดสรรหุ้น (Swap Ratio) และการเพิ่มทุนทางเทคนิค ผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัทจะได้รับการจัดสรรหุ้นใน ‘บริษัทใหม่’ ตามอัตราส่วนแลกหุ้น (Swap Ratio) ซึ่งจะขึ้นอยู่กับผลของการทำ General Offer ในข้อ 1

 

โดยอัตราส่วนพื้นฐาน (กรณีไม่มีผู้ตอบรับ General Offer) คือ 1 หุ้นเดิม BANPU ต่อ 0.35575 หุ้นในบริษัทใหม่ และ 1 หุ้นเดิม BPP ต่อ 0.74615 หุ้นในบริษัทใหม่

 

คณะกรรมการยังอนุมัติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนของ BANPU อีก 5 หุ้น (มูลค่ารวม 21.95 บาท) โดยเสนอขายแบบ Private Placement ให้แก่ สินนท์ ว่องกุศลกิจ ซึ่งเป็นกรรมการและซีอีโอของบริษัท ในราคา 4.39 บาทต่อหุ้น (ซึ่งเท่ากับราคาตลาดเฉลี่ย 7 วันทำการ) โดยมีวัตถุประสงค์ทางเทคนิคเพื่อให้ทุนจดทะเบียนของบริษัทใหม่สามารถคำนวณและจัดสรรหุ้นที่มูลค่าที่ตราไว้ (Par) 10 บาท ได้อย่างลงตัวโดยไม่มีเศษหุ้น

 

ปรับโครงสร้างในสหรัฐฯ – BKV รวบธุรกิจโรงไฟฟ้า

 

นอกจากการควบรวมในไทย คณะกรรมการยังรับทราบการปรับโครงสร้างการลงทุนในบริษัทย่อยทางอ้อมในสหรัฐอเมริกา โดย BKV Corporation (BKV) (บริษัทย่อยของ BANPU) จะเข้าซื้อสิทธิการลงทุน 25% ใน BKV-BPP Power, LLC (บริษัทร่วมทุนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ) จาก Banpu Power US Corporation (BPPUS) (บริษัทย่อยของ BPP)

 

ดีลนี้มีมูลค่าประมาณ 376 ล้านดอลลาร์ (หักด้วยหนี้สินสุทธิ) โดย BKV จะชำระค่าตอบแทนเป็นเงินสด 50% และหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ BKV อีก 50% ส่งผลให้ BKV จะเพิ่มสัดส่วนการถือครองใน BKV-BPP จาก 50% เป็น 75% ซึ่งเป็นการรวบธุรกิจก๊าซต้นน้ำ (Upstream) และโรงไฟฟ้า (Midstream) ในสหรัฐฯ ให้อยู่ภายใต้การบริหารของ BKV อย่างเบ็ดเสร็จมากขึ้น

 

สำหรับผู้ถือหุ้นของ BANPU หรือ BPP ที่เข้าประชุมและออกเสียงคัดค้านการควบบริษัท คณะกรรมการได้อนุมัติให้ บริษัท บ้านปู มินเนอรัล จำกัด (BMC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ BANPU ถือหุ้น 100% เป็นผู้รับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการถือหุ้นไขว้ (Cross-holding) ชั่วคราว โดยบริษัทใหม่มีแผนที่จะดำเนินการแก้ไขสถานะการถือหุ้นไขว้ดังกล่าวภายใน 4 เดือนนับจากวันที่บริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

The post ‘บ้านปู’ รื้อโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ควบรวมกับ BPP ตั้งบริษัทใหม่ โบรกคาดมูลค่าใหม่ 8-9 หมื่นล้านบาท จับตาธุรกิจพลังงานในสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุผลที่ธุรกิจเพิกเฉย Scope 3 Emissions ไม่ได้ https://thestandard.co/scope-3-emissions-cannot-be-ignored/ Sat, 18 Oct 2025 09:39:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1132299 COVER - Scope 3 Emissions cannot be ignored

โลกกำลังชี้เป้าใหม่ของความยั่งยืน   การเดินหน้าสู่ […]

The post เหตุผลที่ธุรกิจเพิกเฉย Scope 3 Emissions ไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
COVER - Scope 3 Emissions cannot be ignored

โลกกำลังชี้เป้าใหม่ของความยั่งยืน

 

การเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ทำให้การบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) กลายเป็นภารกิจระดับชาติ และ ‘Scope 3’ กำลังกลายเป็นจุดชี้วัดความจริงจังของภาคธุรกิจ

 

หาก Scope 1 คือการปล่อยจากการดำเนินงานโดยตรงขององค์กร และ Scope 2 คือการใช้พลังงานที่ซื้อมา Scope 3 คือการปล่อยทางอ้อมจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่กระบวนการจัดหาวัตถุดิบ การขนส่ง การผลิต ไปจนถึงการใช้สินค้าของผู้บริโภค

 

แม้จะเป็นส่วนที่จัดการได้ยากที่สุด แต่ในความเป็นจริง การปล่อยคาร์บอนขององค์กรกว่า 70% กลับเกิดจากกิจกรรมในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะภาคการผลิต ค้าปลีก และการเงิน ที่สัดส่วน Scope 3 อาจสูงถึง 90% ของการปล่อยทั้งหมด

 

นั่นทำให้ ‘Scope 3’ ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือโครงสร้างของความสามารถในการแข่งขัน

 

กติกาโลกใหม่ ไม่ทำไม่ได้

 

ปี 2568 เป็นต้นมา องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เริ่มกำหนดให้การรายงาน Scope 3 เป็นมาตรฐานบังคับ เพื่อยกระดับการจัดการให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล ขณะเดียวกันระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศก็เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ในยุโรป กฎ CSRD (Corporate Sustainability Reporting Directive) บังคับให้บริษัทขนาดใหญ่รายงานข้อมูลความยั่งยืนที่รวมถึง Scope 3 อย่างละเอียด และต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระ ขณะที่ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ปี 2569 กำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าในสหภาพยุโรปต้องซื้อใบรับรองคาร์บอนตามปริมาณการปล่อยในกระบวนการผลิต

 

ผลกระทบนี้ไม่เพียงจำกัดอยู่ในระดับนโยบาย แต่ลามไปถึงการเงินและการลงทุน นักลงทุนทั่วโลกใช้ข้อมูล ESG และ Scope 3 เป็นเกณฑ์ประเมินความเสี่ยง บริษัทที่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ‘ความเสี่ยงสูง’ ทั้งต่อการลงทุนและการเข้าถึงแหล่งทุน ธนาคารพาณิชย์ในไทยหลายแห่งจึงเริ่มบรรจุเกณฑ์นี้ไว้ในกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ

 

นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกยังเริ่ม ‘ผลักความรับผิดชอบ’ ด้านคาร์บอนมายังคู่ค้าทุกราย เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ร่วมกัน หากทำไม่ได้ ก็เสี่ยงหลุดจากซัพพลายเชนโลก

 

สัญญาณจากองค์กรไทย ‘เริ่มลงมือจริง’

 

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา (2563 – 2567) จำนวนองค์กรไทยที่ขอรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์จาก อบก. เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเกือบ 40% ต่อปี ปัจจุบันมีองค์กร 711 แห่งที่ผ่านการรับรองระดับองค์กร (CFO) และ 437 บริษัทผ่านการรับรองระดับผลิตภัณฑ์ (CFP) รวมสินค้ากว่า 6,000 รายการ

 

Content_1

 

กลุ่มที่ขับเคลื่อนมากที่สุดคือธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ตามด้วยบริการ พลาสติก วัสดุก่อสร้าง และพลังงาน สะท้อนว่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อาหารและการบริโภคเริ่มปรับตัวก่อน เพราะเป็นกลุ่มที่ถูกแรงกดดันจากตลาดต่างประเทศมากที่สุด

 

ข้อมูลจริงจาก SET50 ‘Scope 3’ คือของจริง

 

ข้อมูลจาก SETSMART ระบุว่า บริษัทในดัชนี SET50 ปี 2567 (48 แห่ง) ปล่อยคาร์บอนรวมกว่า 628 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดย Scope 3 มีสัดส่วนสูงสุดถึง 81% ของการปล่อยทั้งหมด

 

Content_2

 

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าการลดคาร์บอนไม่สามารถทำได้ด้วยการจัดการภายในองค์กรเท่านั้น แต่ต้องอาศัย ‘การร่วมมือของทั้ง Value Chain’ ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบไปจนถึงผู้บริโภคปลายทาง

 

น่าสังเกตว่ามีเพียง 4 บริษัทในกลุ่มนี้ที่ยังไม่มีการทวนสอบข้อมูลคาร์บอนโดยบุคคลภายนอก และกว่า 10 บริษัทที่ยังไม่ได้รายงาน Scope 3 อย่างครบถ้วน สะท้อนว่าช่องว่างด้านการรายงานยังมีอยู่มาก แต่ทิศทางโดยรวมเริ่มชัดว่า ‘การเปิดเผยข้อมูลคือบรรทัดฐานใหม่ของตลาดทุน’

 

วิธีจัดการ Scope 3: ตัวอย่างจากอุตสาหกรรม

 

การเงินและธนาคาร – สัดส่วนคาร์บอนส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากสาขาหรืออาคาร แต่เกิดจาก ‘พอร์ตสินเชื่อ’ ที่ปล่อยให้ลูกค้าไปดำเนินธุรกิจ SCBX จึงใช้มาตรฐาน PCAF ประเมินการปล่อยคาร์บอนของลูกหนี้ (Financed Emissions) พร้อมตั้งเป้าลด Scope 1- 2 ลง 90% ภายในปี 2573 และวางเป้าหมายลด Scope 3 ผ่านความร่วมมือกับลูกค้าองค์กรกว่า 200 ราย

 

อาหารและเครื่องดื่ม – การปล่อยส่วนใหญ่เกิดจากวัตถุดิบเกษตร การใช้ปุ๋ย และการขนส่ง อุตสาหกรรมนี้จึงหันมาส่งเสริมเกษตรคาร์บอนต่ำ และเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ ซึ่งไม่เพียงลดคาร์บอนแต่ยังช่วยลดต้นทุนระยะยาว

 

ยานยนต์ – ผู้ผลิตรถยนต์สันดาปปล่อยคาร์บอนกว่า 80% จากการใช้งานของลูกค้า การเปลี่ยนผ่านสู่ EV จึงเป็นทางออกหลัก แต่ก็เปิดโจทย์ใหม่เรื่องการผลิตและกำจัดแบตเตอรี่หลังหมดอายุ

 

เทคโนโลยี – ต้องจัดการคาร์บอนจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) และซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ผ่านแนวคิด Circular Design และการใช้พลังงานหมุนเวียน

 

Content_3

 

บทสรุป: โลกเปลี่ยนเร็ว ธุรกิจต้องเร็วกว่านั้น

 

เมื่อกติกาโลกเข้มข้นขึ้นและภัยภูมิอากาศใกล้ตัวขึ้นทุกวัน การบริหาร Scope 3 ไม่ใช่เพียง ‘ทางเลือกเพื่อความยั่งยืน’ แต่คือ ‘ยุทธศาสตร์เพื่อความอยู่รอด’

 

องค์กรที่เริ่มต้นประเมินและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยคาร์บอนของตนเองตั้งแต่วันนี้ จะไม่เพียงลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและต้นทุนในอนาคต แต่ยังได้เปรียบในโลกการค้าและการลงทุนที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง 

 

อ้างอิง:

The post เหตุผลที่ธุรกิจเพิกเฉย Scope 3 Emissions ไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น ‘การบินไทย’ กลับเข้าเทรดวันแรกในรอบกว่า 4 ปี พุ่งแตะ 11 บาท หวังอนาคตติด SET50 ผู้บริหารยันไร้แรงกดดันทางการเมือง ปัดดีลทรัมป์-ไทย ไม่เกี่ยวกับแผนซื้อเครื่องบิน https://thestandard.co/thai-airways-stock-relisted-set50-hopes/ Mon, 04 Aug 2025 10:09:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1103483 การบินไทย

วันนี้ (4 ส. ค.) หุ้นของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) […]

The post หุ้น ‘การบินไทย’ กลับเข้าเทรดวันแรกในรอบกว่า 4 ปี พุ่งแตะ 11 บาท หวังอนาคตติด SET50 ผู้บริหารยันไร้แรงกดดันทางการเมือง ปัดดีลทรัมป์-ไทย ไม่เกี่ยวกับแผนซื้อเครื่องบิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
การบินไทย

วันนี้ (4 ส. ค.) หุ้นของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI กลับเข้ามาซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เป็นวันแรก เปิดการซื้อ-ขายที่ 10.50 บาท โดยเปิดการซื้อขายวันแรกของหุ้น THAI จะไม่มีการกำหนดราคาซื้อ-ขาย ดังนั้นราคาหุ้นจะขึ้นอยู่กับการ Matching ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ของหุ้นที่ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการที่กลับมา Resume Trading

 

อย่างไรก็ดี หากเปรียบเทียบจากราคาปิดสุดท้ายเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 ที่อยู่ที่ 3.32 บาทต่อหุ้น ราคาเปิดการซื้อ-ขายดังกล่าวของหุ้น THAI บวก 7.18 บาท หรือ 216.3% และบวก 6.02 บาท หรือ 134.4% จากราคาเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนที่ 4.48 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเกือบ 3 แสนล้านบาท

 

การบินไทย เดินหน้าแผนจัดหาเครื่องบินใหม่ ดันรายได้พุ่ง 4 แสนล้าน

 

ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า บริษัทฯ เดินหน้าแผนจัดหาเครื่องบินใหม่จำนวน 150 ลำ ภายในปี 2576 เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยมองว่าการเติบโตเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับองค์กรสายการบิน

 

ปัจจุบันสัดส่วนฝูงบินของการบินไทยอยู่ที่ 60% โบอิง และ 40% แอร์บัส ซึ่งจะมีการทยอยจัดหาเครื่องบินรุ่นลำตัวแคบของโบอิงอีก 32 ลำ โดยจะเริ่มรับมอบลำแรกในปี 2571 และเมื่อแผนจัดหาเครื่องบินใหม่แล้วเสร็จ จะทำให้สัดส่วนฝูงบินในอนาคตเป็น 60% โบอิง และ 40% แอร์บัส หรือมีสัดส่วนเกือบ 50% ใกล้เคียงกัน 

 

ทั้งนี้ แผนดังกล่าวมีเป้าหมายในการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจาก 26% เป็น 35% ภายในปี 2572 และคาดว่าจะส่งผลให้รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นไปถึง 400,000 ล้านบาท

 

การบินไทย

ภาพ: ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI

 

MRO อู่ตะเภาเดินหน้าต่อ แต่เริ่มก่อสร้างไม่ทันปีนี้

 

สำหรับโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ที่สนามบินอู่ตะเภา ชายกล่าวว่าบริษัทฯ ได้รับจดหมายจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ) หรือ EEC แล้ว และจะตอบกลับภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ โดยแผนการลงทุนยังคงอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างจะยังไม่เริ่มภายในปีนี้ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการออกแบบรายละเอียด จ้างผู้รับเหมาและที่ปรึกษา ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้เร็วที่สุดภายใน 1-2 ปีข้างหน้า โดยโครงการนี้จะเป็นการร่วมมือกับ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA ในรูปแบบการใช้พื้นที่ร่วมกัน ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าจะใช้พื้นที่มากกว่า 30 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 220 ไร่

 

คาดผลประกอบการยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง

 

ชายแสดงความมั่นใจว่าผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมาย โดยที่ผ่านมาการบินไทยมีกำไรต่อเนื่อง 10 ไตรมาสติดต่อกัน ทั้งในช่วงโลว์ซีซั่นและไฮซีซั่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาตลาดนักท่องเที่ยวบางประเทศจะลดลง แต่การบินไทยได้รับผลกระทบน้อย เนื่องจากตลาดหลักของบริษัทฯ คือเส้นทางบินระยะไกล (Long Haul) ได้แก่ ยุโรปและออสเตรเลีย รวมถึงสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนยังคงอยู่ที่ 5% ของรายได้ทั้งหมดเท่านั้น และแม้จะมีเหตุการณ์ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบกับจำนวนผู้โดยสาร

 

“เราไม่ได้พึ่งพาการขายตั๋วเข้า-ออกประเทศไทยอย่างเดียว แต่สามารถขยายเส้นทางบินไปที่อื่นได้ ทำให้เราไม่กังวลเรื่องนักท่องเที่ยว” ชายกล่าว

 

มองความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับคืน ดันราคาหุ้นเกินคาด

 

ในส่วนของความเชื่อมั่นนักลงทุน ชายกล่าวว่าดีใจที่ราคาหุ้นของบริษัทฯ เกินกว่าที่คาดหมายไว้ โดยเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดทุนมีการปรับตัวสูงขึ้น และการบินไทยเป็นหนึ่งในหุ้นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor)

 

ชายยังได้กล่าวถึงความสำเร็จในการปรับโครงสร้างองค์กรอย่างต่อเนื่อง ทั้งการควบคุมต้นทุน การปรับปรุงการบริหารจัดการค่าเช่าเครื่องบิน และการนำระบบประเมินผลการปฏิบัติงาน (KPI) มาใช้กับพนักงานและผู้บริหาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรแข็งแกร่งและพร้อมที่จะเติบโตต่อไปในอนาคต

 

ยืนยันจ่ายปันผล และมุ่งสู่ SET50

 

ด้าน ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบินไทยจะพิจารณาจ่ายปันผลหากบริษัทมีกำไรสุทธิ โดยนโยบายการจ่ายปันผลอยู่ที่อย่างน้อย 25% ของกำไรสุทธิ ทั้งนี้ บริษัทเชื่อมั่นว่าผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาและช่วงไตรมาสที่ 1-2 ของปี 2568 ที่ดี จะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

 

ลวรณได้ฝากความเชื่อมั่นถึงนักลงทุน โดยหวังว่าการบินไทยจะกลับมาอยู่ในดัชนี SET50 ได้ในอนาคต โดยระบุว่าปัจจัยที่จะช่วยผลักดันให้เป็นไปตามเป้าหมายคือผลสำเร็จในการบริหารงานภายใต้แผนฟื้นฟูฯ รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่าย การสร้างรายได้ และการบริหารงานอย่างโปร่งใสมีธรรมาภิบาล

 

ภาพ: ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

 

‘การบินไทย’ ยันไร้แรงกดดันทางการเมือง ปัดดีลทรัมป์-ไทย ไม่เกี่ยวแผนซื้อเครื่องบิน

 

ลวรณกล่าวต่อว่า แผนการจัดหาเครื่องบิน 45 ลำเป็นการตัดสินใจที่เกิดขึ้นก่อนการเจรจาภาษีการค้าตามนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างสหรัฐฯ กับรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทยได้จัดหาเครื่องบินตามแผนธุรกิจที่วางไว้แล้ว โดยยืนยันว่าการบริหารงานของบริษัทเป็นไปอย่างมืออาชีพและเป็นอิสระจากปัจจัยภายนอก

 

“ผมเชื่อว่าความอิสระในการบริหารงานอย่างมืออาชีพ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การบินไทยเติบโตอย่างยั่งยืน” ลวรณกล่าว

 

ขณะที่ชายชี้แจงเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันการบินไทยได้ตัดสินใจที่จะใช้สิทธิซื้อเครื่องบินตามตัวเลือก (Option) ที่มีอยู่บางส่วนแล้ว แต่ยังคงเหลือสิทธิอีกจำนวนหนึ่ง โดยระบุว่าแผนการใช้สิทธิที่เหลือจะขึ้นอยู่กับความต้องการทางธุรกิจในอนาคต ซึ่งจะพิจารณาเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

 

สำหรับคำถามถึงแรงกดดันจากภาครัฐบาลต่อการจัดหาเครื่องบิน ชายยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีแรงกดดันจากภาครัฐบาลในการให้จัดซื้อเครื่องบินจากสหรัฐฯ โดยระบุว่าการตัดสินใจของบริษัทอยู่บนพื้นฐานทางธุรกิจอย่างแท้จริง

 

ส่วนแผนจัดหาเครื่องบิน 30 ลำในตัวเลือก (Option) ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ จะมีการพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งการบินไทยยังคงมีเวลาในการตัดสินใจเนื่องจากเครื่องบินล็อตแรกตามแผนการจัดหาเดิมจะเริ่มส่งมอบได้ในช่วงต้นปี 2571 จากที่กำหนดไว้เดิมคือกลางปี 2570 เนื่องจากปัญหาด้านการผลิตในอุตสาหกรรม

 

สถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา คลี่คลายเที่ยวบินกลับมาปกติ

 

ชายระบุถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาว่า ขณะนี้เที่ยวบินระหว่างไทย-กัมพูชากลับสู่ภาวะปกติแล้ว โดยการบินไทยทำการบินวันละ 2 เที่ยวบิน และยืนยันว่าจำนวนผู้โดยสารยังคงเป็นไปตามปกติที่เคยคาดการณ์ไว้

 

เปิดเบื้องหลัง ‘การบินไทย’ ฟื้นตัวระดับโลก ปัจจัยชี้ขาดคือ ‘ธรรมาภิบาล’

 

บรรยงค์ พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ในฐานะที่ปรึกษาของ บริษัทการบินไทย กล่าวว่า การฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย ถือเป็นเคสที่น่าสนใจในระดับโลก จากการพลิกฟื้นองค์กรที่เคยอยู่ในภาวะวิกฤตจนกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง ซึ่งความสำเร็จและปัจจัยสำคัญที่ทำให้การบินไทยแตกต่างจากสายการบินชั้นนำในอดีตที่ล้มละลายไปในที่สุด

 

บรรยงค์ชี้ให้เห็นถึงความผันผวนของอุตสาหกรรมการบิน โดยยกตัวอย่างสายการบินยักษ์ใหญ่ในอดีตอย่าง TWA และ Pan Am ซึ่งเคยเป็นเบอร์หนึ่งของโลก แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นเพียงตำนาน เนื่องจากล้มละลายและไม่สามารถฟื้นตัวได้ นอกจากนี้ยังมีสายการบินที่ปัจจุบันยังคงอยู่แต่ก็เคยผ่านวิกฤตล้มละลายมาแล้ว เช่น United Airlines และ Swissair ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Lufthansa รวมถึงสายการบินล่าสุดอย่าง Alitalia ที่ต้องให้รัฐบาลอิตาลีและ Lufthansa เข้ามาฟื้นฟูจนกลายเป็นสายการบินใหม่ชื่อ ITA Airways

 

ความแตกต่างระหว่าง ‘JAL’ และ ‘การบินไทย’

 

บรรยงค์ได้เปรียบเทียบการฟื้นตัวของการบินไทยกับ Japan Airlines (JAL) ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จระดับโลก แต่ก็มีความแตกต่างที่สำคัญหลายประการ

 

  • JAL ฟื้นตัวในภาวะที่อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกอยู่ในช่วงขาขึ้น ขณะที่ การบินไทย ฟื้นตัวในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ดีนัก
  • JAL ตัดสินใจให้ผู้ถือหุ้นเก่าเป็นศูนย์ และเจ้าหนี้ถูกตัดหนี้ไปกว่าครึ่งหนึ่ง แต่การบินไทยยังคงมีผู้ถือหุ้นเก่าอยู่และสามารถกลับมาดำเนินการได้
  • สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ การบินไทยฟื้นตัวได้โดยที่รัฐบาลไม่ต้องอัดฉีดเงินในช่วงแรก มีเพียงการเพิ่มทุนในระยะหลัง ซึ่งรัฐบาลได้ใส่เงินเพิ่มไป 20,000 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณามูลค่าหุ้นในปัจจุบันที่ราคาสูงถึง 10 บาทต่อหุ้น มูลค่าการลงทุนของรัฐเพิ่มขึ้นเป็นหลักแสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอย่างแท้จริง

 

ปัจจัยชี้ขาดเพื่อไม่ให้กลับไปวังวนเดิม ‘ธรรมาภิบาล’

 

บรรยงค์ระบุต่อว่า ปัจจัยสำคัญที่ขอเน้นย้ำมากที่สุดคือการป้องกันไม่ให้องค์กรการบินไทยกลับไปเผชิญวิกฤตเดิมอีกครั้ง ซึ่งคำตอบมีเพียงคำเดียวคือธรรมาภิบาล (Governance)

 

พร้อมยังเน้นย้ำว่า กรรมการบริษัทจะต้องไม่ปล่อยให้การเมืองหรือบุคคลภายนอกเข้าแทรกแซงการบริหารงาน การแต่งตั้งบุคลากรจะต้องเป็นไปตามหลัก Merit Based หรือหลักการพิจารณาจากความรู้ความสามารถเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว

The post หุ้น ‘การบินไทย’ กลับเข้าเทรดวันแรกในรอบกว่า 4 ปี พุ่งแตะ 11 บาท หวังอนาคตติด SET50 ผู้บริหารยันไร้แรงกดดันทางการเมือง ปัดดีลทรัมป์-ไทย ไม่เกี่ยวกับแผนซื้อเครื่องบิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท. ปรับเกณฑ์ Capped Weight ลดน้ำหนักหุ้นรายตัว ใช้คำนวณกับ SET50 และ SET100 คาดเริ่มใช้กลางปีนี้ หวังช่วยลดความผันผวน https://thestandard.co/set-capped-weight-adjustment-2025/ Mon, 17 Feb 2025 09:05:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1042864 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประกาศปรับเกณฑ์ Capped Weight จำกัดน้ำหนักหุ้นรายตัวที่ 10%

SET Index ระหว่างการซื้อขายวันนี้ (17 กุมภาพันธ์) ดิ่งห […]

The post ตลท. ปรับเกณฑ์ Capped Weight ลดน้ำหนักหุ้นรายตัว ใช้คำนวณกับ SET50 และ SET100 คาดเริ่มใช้กลางปีนี้ หวังช่วยลดความผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประกาศปรับเกณฑ์ Capped Weight จำกัดน้ำหนักหุ้นรายตัวที่ 10%

SET Index ระหว่างการซื้อขายวันนี้ (17 กุมภาพันธ์) ดิ่งหนักกว่า 30 จุด ขณะที่หุ้น บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ดิ่งติดฟลอร์ หลังตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมปรับปรุงเกณฑ์จำกัดน้ำหนักรายตัวที่ใช้กับ SET50 และ SET100 

 

ล่าสุดวันนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยออกแถลงการณ์ชี้แจงระบุว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) เปิดภาคเช้าวันนี้ (17 กุมภาพันธ์) ปรับลดลง 31.96 จุด หรือ 2.51% ลดลงจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 1,240.14 จุด สาเหตุหลักมาจากการปรับลงของราคาหุ้น DELTA ที่ลดลงหลังข่าวผลประกอบการที่ลดลงต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และการปรับลดลงของหุ้น AOT เนื่องจากข่าวสัญญาสัมปทาน อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ชี้แจงเพิ่มเติมมาแล้วเช้าวันนี้

 

ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) อยู่ระหว่างการเปิดเฮียริ่งปรับปรุงการคำนวณดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 4-17 กุมภาพันธ์ 2568 โดยวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเปิดเฮียริ่งก่อนที่จะพิจารณาเป็นเกณฑ์ต่อไป

 

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ เสนอให้พิจารณาจำกัดน้ำหนักหุ้นรายตัว (Constituent Stock Weight Capping) เพื่อช่วยลดอิทธิพลของหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ต่อดัชนี เนื่องจากเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับผลการหารือเบื้องต้นกับผู้ใช้งานดัชนีและผลการศึกษาต่างประเทศข้างต้น โดยจะพิจารณานำ Capped Weight มาใช้กับ SET50, SET100, SET50FF และ SET100FF 

 

โดยต่างประเทศจึงเลือกใช้การกำหนด Capped Weight ในการคำนวณดัชนี เพื่อจำกัดสัดส่วนของหลักทรัพย์/กลุ่มหลักทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยการจำกัดน้ำหนักของหลักทรัพย์ในดัชนีนั้นเป็นมาตรฐานที่ใช้ในหลายดัชนีทั่วโลก เช่น EuroStoxx50, HSI, MSCI, CAC40, NASDAQ100 และ Nikkei225 

 

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทำการทดสอบ (Index Simulation) พบว่าการจำกัดน้ำหนักหลักทรัพย์ราย ตัวในดัชนี SET50 และ SET100 ที่ระดับ 10% นั้น สามารถลดอิทธิพลของหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยังคงรักษาโครงสร้างและความสามารถในการสะท้อนภาพรวมของตลาดไว้ได้ นอกจากนี้ระดับ 10% ยังสอดคล้องกับข้อกำหนดของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่กำหนดให้กองทุนรวมสำหรับผู้ลงทุนทั่วไป (Retail Mutual Fund) ไม่สามารถลงทุนในหลักทรัพย์รายตัวเกิน 10%

 

ตลท.ชง 2 แนวทางปรับเกณฑ์ Capped Weight

 

สำหรับเสนอแนวทางการปรับปรุงการคำนวณดัชนีด้วยการ Capped Weight หุ้นรายตัว ดังนี้ 

 

  1. กำหนดให้หลักทรัพย์รายตัวที่เป็นองค์ประกอบในดัชนี SET50, SET50FF, SET100 และ SET100FF มีน้ำหนักไม่เกิน 10% ในแต่ละรอบการคัดเลือก

 

  1. กำหนดให้มีการ Rebalance น้ำหนักของหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีดังกล่าวเป็นราย ไตรมาส และในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงระหว่างรอบคัดเลือก เช่น กรณีหลักทรัพย์ IPO ขนาดใหญ่ หรือกรณีควบรวมและซื้อกิจการ (Merger & Acquisition) โดยแนวทางการ Rebalance จะเน้นการลด Index Turnover ที่ไม่จำเป็นเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้ดัชนี

 

หวังปรับเกณฑ์ Capped Weight ใหม่ ช่วยลดความผันผวน คาดเริ่มใช้กลางปีนี้

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผย ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างรอผลการเฮียริ่งของการปรับเกณฑ์ Capped Weight เพื่อต้องการนำมาใช้ช่วยลดความผันผวนหรือลดการพึ่งพาหุ้นตัวใดตัวหนึ่งที่จะมีผลต่อดัชนีตลาดหุ้น ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ศึกษามาจากในระดับมาตรฐานสากลที่มีการใช้ในตลาดหุ้นทั่วโลก

 

เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาจะมีหุ้นของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) บางแห่งที่จะมีความแตกต่าง (Unique) และมีความเฉพาะตัวส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของ SET Index ให้ความผันผวนแบบผิดปกติได้



“มีความตั้งใจที่จะสร้างเสถียรภาพให้ตลาดหุ้นไทยมีความเหมาะสมมากขึ้น” อัสสเดชกล่าว

 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการปรึกษาหารือกับ บจ. รายดังกล่าวที่มีประเด็นมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นประเด็นเฉพาะของ บจ. รายดังกล่าว เช่น กรณีของประเด็นของการกระจายการถือหุ้นโดยผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) เพื่อเพิ่มให้มี Free Float หรือให้สภาพคล่องให้มากขึ้น เพราะโดยหลักการพื้นฐานของตลาดหุ้นหรือหุ้นรายตัว ราคาควรต้องสะท้อนมูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นหรือ บจ. นั้นๆ

 

“โดยหลักการพื้นฐานของตลาดทุนราคาควรที่อยู่ที่พื้นฐาน เพราะฉะนั้นหากมีอะไรที่แปลก ทำให้ราคาหลุดจากพื้นฐานได้จะเป็นสิ่งที่เรียกว่าอาจจะไม่ได้ดีต่อเสถียรภาพของตลาดทุนของไทย” อัสสเดชกล่าว

 

ด้าน ดร.รินใจ ชาครพิพัฒน์ รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า กรณีที่ในเฮียริ่งกำหนดเกณฑ์ Capped Weight ของหุ้นรายตัวไว้ที่ 10% ถือเป็นไปตามเกณฑ์ในตลาดหุ้นในต่างประเทศมีการกำหนดเกณฑ์ Capped Weight ของหุ้นรายตัวไว้ที่ 8-15% ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละประเทศ

 

อีกทั้งสอดคล้องกับข้อกำหนดของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่กำหนดให้กองทุนรวมสำหรับผู้ลงทุนทั่วไป (Retail Mutual Fund) ไม่สามารถลงทุนในหุ้นรายตัวเกิน 10% ของกองทุน

 

ทั้งนี้ คาดว่าเกณฑ์ Capped Weight ใหม่จะสามารถนำมาใช้ได้ในการคำนวณ SET50 และ SET100 ได้ในช่วงกลางปีนี้

 

ทบทวนมาตรการ Uptick Rule คุม Short Selling 

 

ขณะที่ อัสสเดช ยังกล่าวต่อว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการวิเคราะห์กับทบทวนผลกระทบมาตรการ Uptick Rule ที่มาใช้ในช่วงที่ผ่านมา หรือปรับมาตรการเพื่อให้มีความเหมาะสมกับสภาวะบรรยากาศตลาดหุ้นปัจจุบันให้มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมามีข้อดีคือช่วยสัดส่วนธุรกรรม Short Selling ต่อวอลุ่มซื้อขายในตลาดหุ้นไทยที่เคยสูงระดับประมาณ 15-16% โดยปัจจุบันลดลงมาเหลือเฉลี่ยประมาณ 5% ช่วยลดความผันผวนธุรกรรม Short Selling ไปในระดับหนึ่ง

The post ตลท. ปรับเกณฑ์ Capped Weight ลดน้ำหนักหุ้นรายตัว ใช้คำนวณกับ SET50 และ SET100 คาดเริ่มใช้กลางปีนี้ หวังช่วยลดความผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดโอกาส รอจังหวะฟื้นตัวของหุ้นไทย ด้วย SET50 Protected Bull note https://thestandard.co/set50-protected-bull-note/ Thu, 14 Mar 2024 03:00:33 +0000 https://thestandard.co/?p=907392

ตลาดหุ้นไทยในช่วงปีที่ผ่านมา เป็นตลาดหุ้นที่ไม่เพียงมีผ […]

The post เปิดโอกาส รอจังหวะฟื้นตัวของหุ้นไทย ด้วย SET50 Protected Bull note appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหุ้นไทยในช่วงปีที่ผ่านมา เป็นตลาดหุ้นที่ไม่เพียงมีผลตอบแทน Underperform ตลาดหุ้นอื่น แต่ยังมีผลตอบแทนติดลบอีกด้วย ดัชนี SET ติดลบถึง -15.2% ในปี 2566 เป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดอันดับ 3 ของโลก รองจากฮ่องกงและจีน และยังคงให้ผลตอบแทนติดลบต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2567 ที่ -1.25% (ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567) ผลตอบแทนที่ติดลบนี้สวนทางกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นทั่วโลกที่เริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ต่อเนื่องถึงต้นปี 2567 ตลาดหุ้นสำคัญๆ อย่างตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones +3.83%, S&P 500 +6.69%, Nasdaq +6.56%, ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +7.75% และตลาดหุ้นญี่ปุ่น Nikkei 225 +16.84% (ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567)

 

ปัจจัยทั้งภายในและภายนอกรุมเร้า

 

หากจะวิเคราะห์หาสาเหตุว่าทำไมหุ้นไทยถึงให้ผลตอบแทนติดลบต่อเนื่อง พบว่าตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันหลายด้าน เริ่มจากตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มเกิดการ Sector Rotation จากกระแส AI รวมถึงการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ส่งผลให้เงินทุนเริ่มไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่ม Growth ในตลาดต่างประเทศมากขึ้น หุ้นไทยที่ยังไม่ได้มีความโดดเด่นในเรื่อง AI หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงมีความน่าสนใจน้อยลง

 

ด้านปัจจัยในประเทศโดยเฉพาะเรื่องการเมืองก็ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากการเลือกตั้งแล้วเกิดความไม่ลงตัวและมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่าง ด้านนโยบายที่เคยหาเสียงช่วงเลือกตั้งก็เข้ามาเป็นปัจจัยกดดันหุ้นไทย ไม่ว่าจะเป็นหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า รวมถึงความไม่ชัดเจนของนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต และงบประมาณปี 2567 ต้องล่าช้าออกไป

 

ด้านการเติบโตของประเทศ GDP ไทยปี 2566 ชะลอตัวลง โดยเติบโตเพียง 1.9% จาก 2.5% ในปี 2565 และสภาพัฒน์ยังมีการปรับลดกรอบคาดการณ์การเติบโตของไทยในปี 2567 ลงจาก 2.7-3.7% มาอยู่ที่ 2.2-3.2% สะท้อนถึงโมเมนตัมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

 

นอกจากปัจจัยมหภาคที่กดดันแล้ว ยังมีกระแสข่าวที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยอีก ไม่ว่าจะเป็นของหุ้นที่มีการตกแต่งบัญชี หรือหุ้นที่มีสภาวะขาดสภาพคล่องจนไม่สามารถชำระหนี้หุ้นกู้ได้ รวมถึงกระแสข่าวการทำ Naked Short Sell ในตลาดหุ้นไทย และภาพรวมกำไรบริษัทจดทะเบียนที่มีการปรับลดลงในปี 2566

 

แม้จะดูซบเซา แต่ยังมีหวังฟื้นตัวในครึ่งหลังของปี

 

ในปี 2567 เรายังมีความหวังและการฟื้นตัวขึ้นของเศรษฐกิจไทย นำโดยการท่องเที่ยว เราเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวมากกว่า 3 ล้านคน 2 เดือนติดกัน (ธันวาคม 2566 และมกราคม 2567) นำโดยนักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มกลับเข้ามา UOB Group คาดว่านักท่องเที่ยวปีนี้จะเพิ่มขึ้นแตะ 33.5 ล้านคน ก่อให้เกิดรายได้ว่า 3 ล้านล้านบาท หรือ 17.2% ของ GDP

 

 

นอกจากการท่องเที่ยวแล้ว ภาคการส่งออกคาดว่าจะฟื้นตัวเช่นกัน จากประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกของ IMF ที่ปรับคาดการณ์ GDP โลกปี 2567 ขึ้นสู่ระดับ 3.1% (จาก 2.9%)  ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวและความต้องการสินค้าส่งออกจากไทยให้เพิ่มขึ้นด้วย เราเริ่มเห็นสัญญาณจากมูลค่าส่งออกเดือนมกราคมอยู่ที่ 22,649.9 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 10.0%YoY สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 เร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อนที่ขยายตัว 4.7% การส่งออกของไทยยังขยายตัวต่อเนื่องตามทิศทางการค้าโลกที่เริ่มฟื้นตัว ประกอบกับปัจจัยมูลค่าฐานการส่งออกต่ำในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อีกทั้งมีแรงหนุนจากการส่งออกคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบตามการฟื้นตัวของวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่ยังคงขยายตัวสูง

 

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรวาระแรกในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขั้นตอนต่อไปจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เพื่อปรับแก้ไขและส่งให้สภาผู้แทนราษฎรมีลงมติในวาระ 2-3 ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน จึงคาดว่าในไตรมาส 2 นี้เราน่าจะเห็นการอนุมัติงบประมาณ ซึ่งจะมีเม็ดเงินที่เข้ามาช่วยหนุนเศรษฐกิจในปีนี้ให้เดินหน้าต่อ

 

ตลาดหุ้นไทยน่าจะเริ่มสดใสขึ้นจากคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตขึ้นในปี 2567 โดยคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) จาก Bloomberg Consensus อยู่ที่ 93.6 บาทต่อหุ้น โต 16% จากปี 2566 (ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์) และดีกว่า EPS Growth ของหุ้นโลกที่คาดว่าจะโต 8% จากการคาดการณ์การเติบโตของกำไรต่อหุ้นนี้ส่งผลให้ Fwd PE ปี 2567 ของ SET Index อยู่ที่ 14.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 18.14 เท่า หรืออยู่ที่ -1SD ด้านกระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติเดือนกุมภาพันธ์นี้เริ่มมีเงินทุนไหลเข้าราว 8.7 พันล้านบาท (ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์)

 

เปิดโอกาสเติบโต พร้อมปิดความเสี่ยง

 

จากปัจจัยข้างต้น เราเริ่มเห็นโอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยในระดับราคาที่น่าสนใจ แต่การลงทุนอาจเผชิญความผันผวนหรือปัจจัยเชิงลบที่ไม่คาดคิดได้ โดยในปีนี้ก็ยังมีหลายปัจจัยที่ต้องจับตา ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อที่อาจกลับมาพุ่งสูงขึ้น หลังจากราคาพลังงานปรับตัวขึ้น ประเด็นการเมืองทั้งการเลือกตั้งใหญ่โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและการค้าได้ และนโยบายการเงินที่อาจไม่เป็นไปตามคาด

 

จากสถานการณ์ข้างต้น UOB แนะนำการลงทุนที่สอดคล้องกับสถานการณ์เพื่อความมั่งคั่งอย่างมั่นคง ด้วย SET50_AKO Protected Bull – SharkFin

 

SET50_AKO Protected Bull – SharkFin เป็นผลิตภัณฑ์หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง ที่อ้างอิงกับดัชนี SET50 ประเภทที่มีการประกันเงินต้น ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และไม่มีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้

 

เหมาะกับใครบ้าง?

  1. ผู้ลงทุนที่มองหาโอกาสในการลงทุนระยะสั้นเพียง 1 ปี ที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากประจำหรือตราสารหนี้ระยะสั้นทั่วไป
  2. ผู้ลงทุนที่รับความผันผวนได้น้อย เนื่องจากผลิตภัณฑ์นี้ความคุ้มครองเงินต้น
  3. ผู้ลงทุนที่มีมุมมองคาดว่าดัชนี SET50 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น แต่คาดว่าไม่เกิน Knock-Out Price (15%)  

 

การจ่ายผลตอบแทน จากตัวอย่างราคานำเสนอ ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 

 

  • ผลตอบแทนอยู่ในช่วง 0-6%* (จาก Participation Rate ที่ 40%)
  • ราคาปิดของ SET50 ณ วันทำการใดตลอดช่วงอายุของตราสาร ไม่เคยสูงกว่าหรือเท่ากับราคา Knock-Out Price (Knock-Out Event Never Occurs)
  1. ณ วัน Final Valuation Date (2 วันทำการก่อนครบอายุตราสาร) ราคาปิดต่ำกว่า Strike Price: ได้รับคืนเฉพาะเงินต้น
  2. ณ วัน Final Valuation Date ราคาปิดอยู่ระหว่าง Strike Price และ Knock-Out Price: ได้รับผลตอบแทนที่เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของดัชนี SET50 โดยมี PR 40% ส่งผลให้โอกาสได้ผลตอบแทนสูงสุดอยู่ที่ 6%* ต่อปี
  • ราคาปิดของ SET50 ณ วันทำการใดตลอดช่วงอายุของตราสาร เคยอยู่สูงกว่าหรือเท่ากับราคา Knock-Out Price (Knock-Out Event Occurs)
  1. ได้รับผลตอบแทนที่อัตรา Rebate คือ 0.1%* ต่อปี

 

*อัตราผลตอบแทนยังไม่รวมการหักภาษี ณ ที่จ่าย 15%

 

ตัวอย่างราคานำเสนอ ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 

 

 

คำเตือน:

 

  • ผลิตภัณฑ์นี้เหมาะสำหรับผู้ลงทุนรายใหญ่ ที่ต้องการเพิ่มผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากและตราสารหนี้ทั่วไป
  • เมื่อถึงวันครบกำหนดอายุตราสาร ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับคืนเฉพาะเงินต้น ในกรณีที่วันกำหนดราคาปัจจัยอ้างอิง แล้วดัชนี SET50 ปรับตัวลงต่ำกว่าหรือเท่ากับ Strike Price (Worst Case Scenario)
  • ผู้ลงทุนมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับอัตราผลตอบแทน หรือได้รับอัตราผลตอบแทนที่ไม่แน่นอน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของดัชนี SET50 ตามเงื่อนไขการลงทุน
  • การลงทุนมีอายุ 1 ปี และผู้ลงทุนไม่สามารถขายคืน หรือไถ่ถอนก่อนครบกำหนดได้
  • ผู้ลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง เงื่อนไขผลตอบแทน วิเคราะห์ความเสี่ยงและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงอย่างถี่ถ้วน ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อที่ปรึกษาทางการเงิน (Client Advisor) ของ UOB Privilege Banking ได้ที่ โทร. 0 2081 0999 หรือคลิก www.uob.co.th/privilegebanking

 

อ้างอิง:

 

The post เปิดโอกาส รอจังหวะฟื้นตัวของหุ้นไทย ด้วย SET50 Protected Bull note appeared first on THE STANDARD.

]]>
KCE ขึ้นแท่นหุ้นใหม่ที่เข้าคำนวณดัชนี SET50 ช่วงครึ่งแรกปี 2567 ขณะที่ราคาหุ้นปีนี้พุ่ง 17.74% https://thestandard.co/kce-set50/ Mon, 18 Dec 2023 12:23:32 +0000 https://thestandard.co/?p=878209 KCE

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประกาศผลการคัดเลือกหลักทรัพย […]

The post KCE ขึ้นแท่นหุ้นใหม่ที่เข้าคำนวณดัชนี SET50 ช่วงครึ่งแรกปี 2567 ขณะที่ราคาหุ้นปีนี้พุ่ง 17.74% appeared first on THE STANDARD.

]]>
KCE

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประกาศผลการคัดเลือกหลักทรัพย์ที่ใช้สำหรับคำนวณดัชนี SET50, SET50FF, SET100, SET100FF, sSET, SETCLMV, SETHD, SETESG และ SETWB ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 (2 มกราคม – 30 มิถุนายน 2567) โดยดัชนี SET50FF และดัชนี SET100FF จะเริ่มเผยแพร่เป็นครั้งแรก ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2567 เป็นต้นไป ซึ่งดัชนีใหม่ทั้งสองดัชนีใช้รายชื่อหลักทรัพย์ชุดเดียวกับที่ใช้สำหรับคำนวณดัชนี SET50 และดัชนี SET100 ตามลำดับ

 

โดยดัชนี SET50 มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 1 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย บมจ.เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE)

 

ทั้งนี้ ราคาหุ้น KCE ปิดที่ 55 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.46% ส่วนราคาตั้งแต่ต้นปีจนปัจจุบัน (18 ธันวาคม) ปรับเพิ่มขึ้นมาแล้ว 17.74% ส่วนมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ตั้งแต่ต้นปีจนปัจจุบัน (18 ธันวาคม) อยู่ที่ 64,719.35 ล้านบาท เทียบกับปีที่แล้วที่อยู่ที่ 54,961.40 ล้านบาท 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 

 


 

ส่วนดัชนี SET100 มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 10 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย 

 

  • บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) (AEONTS) 
  • บมจ.อิชิตัน กรุ๊ป (ICHI) 
  • บมจ.ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น (ITC) 
  • บมจ.เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป (M) 
  • บมจ.โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น (MOSHI) 
  • บมจ.อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย (RBF) 
  • บมจ.เซ็ปเป้ (SAPPE) 
  • บมจ.เอสไอเอสบี (SISB) 
  • บมจ.เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง (TKN) 
  • บมจ.ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) (TOA)

 

ดัชนี sSET มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 17 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย 

 

  • บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC) 
  • บมจ.เชฎฐ์ เอเชีย (CHASE) 
  • บมจ.ไดนาสตี้เซรามิค (DCC) 
  • บมจ.จีเอเบิล (GABLE) 
  • บมจ.กิฟท์ อินฟินิท (GIFT) 
  • บมจ.เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) (KEX) 
  • บมจ.มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) (MGC) 
  • บมจ.พริมา มารีน (PRM) 
  • บมจ.พีอาร์ทีอาร์ กรุ๊ป (PRTR) 
  • บมจ.พรีเชียส ชิพปิ้ง (PSL) 
  • บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) 
  • บมจ.สบาย เทคโนโลยี (SABUY) 
  • บมจ.เอสจี แคปปิตอล (SGC) 
  • บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) 
  • บมจ.พลาสติค และหีบห่อไทย (TPAC) 
  • บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ) 
  • บมจ.โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง (WPH)

 

ดัชนี SETCLMV ไม่มีหลักทรัพย์เข้าใหม่

 

ดัชนี SETHD มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 1 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย บมจ.บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM)

 

ดัชนี SETESG มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 19 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย 

 

  • บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) 
  • บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) 
  • บมจ.บริทาเนีย (BRI) 
  • บมจ.ช.การช่าง (CK) 
  • บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW)
  • บมจ.เฮงลิสซิ่ง แอนด์ แคปปิตอล (HENG) 
  • บมจ.ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ (III) 
  • บมจ.อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (ILM) 
  • บมจ.จัสมิน เทคโนโลยี โซลูชั่น (JTS) 
  • บมจ.น้ำตาลขอนแก่น (KSL) 
  • บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) 
  • บมจ.แม็คกรุ๊ป (MC) 
  • บมจ.นามยง เทอร์มินัล (NYT) 
  • บมจ.อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย (RBF) 
  • บมจ.สหมิตรถังแก๊ส (SMPC) 
  • บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) 
  • บมจ.ทุนธนชาต (TCAP) 
  • บมจ.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป (TFG) 
  • บมจ.ไทยออพติคอล กรุ๊ป (TOG)

 

ดัชนี SETWB มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 3 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย

 

  • บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) 
  • บมจ.ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น (ITC) 
  • บมจ.เซ็ปเป้ (SAPPE)

 

ทั้งนี้ การทบทวนรายชื่อหลักทรัพย์ที่ใช้สำหรับคำนวณดัชนีดังกล่าวของตลาดหลักทรัพย์ฯ จะดำเนินการทุกครึ่งปี และเป็นไปตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกหลักทรัพย์ที่ได้กำหนดไว้ ในส่วนของดัชนี SET50 และ SET100 นั้นใช้หลักเกณฑ์การคัดเลือกเดียวกัน ซึ่งกำหนดว่าในการคัดเลือกจะต้องได้จำนวนหลักทรัพย์ที่ผ่านการคัดเลือก เพื่อมาเป็นองค์ประกอบในดัชนี จำนวน 100 หลักทรัพย์ และสำรองอีก 5 หลักทรัพย์ รวมเป็น 105 หลักทรัพย์ โดยหากยังไม่สามารถคัดเลือกหลักทรัพย์ได้ครบตามจำนวนดังกล่าว จะดำเนินการปรับอัตราส่วนด้านสภาพคล่องจนกว่าจะได้หลักทรัพย์ครบ 

 

ทั้งนี้ การทบทวนรายชื่อหลักทรัพย์ในครั้งนี้ใช้ข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2565 ถึง 30 พฤศจิกายน 2566

The post KCE ขึ้นแท่นหุ้นใหม่ที่เข้าคำนวณดัชนี SET50 ช่วงครึ่งแรกปี 2567 ขณะที่ราคาหุ้นปีนี้พุ่ง 17.74% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: Fund Flow หลัง Rebalance กลุ่ม SET50-SET100 หุ้นไทยตัวไหนได้-เสียประโยชน์ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-30062023-2/ Fri, 30 Jun 2023 06:29:55 +0000 https://thestandard.co/?p=809866

จับทาง Fund Flow หลัง Rebalance กลุ่ม SET50-SET100 หุ้น […]

The post ชมคลิป: Fund Flow หลัง Rebalance กลุ่ม SET50-SET100 หุ้นไทยตัวไหนได้-เสียประโยชน์ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • จับทาง Fund Flow หลัง Rebalance กลุ่ม SET50-SET100 หุ้นไทยตัวไหนได้-เสียประโยชน์ พูดคุยกับ กรรณ์ หทัยศรัทธา นักกลยุทธ์ฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน สายงานวิจัย บล.ซีจีเอส ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: Fund Flow หลัง Rebalance กลุ่ม SET50-SET100 หุ้นไทยตัวไหนได้-เสียประโยชน์ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น ‘ทรู’ กลับเข้าเทรดวันแรก 3 มี.ค. นี้ เสี่ยงหลุดโผ SET50-SET100 จับตา SET ให้กลับมาติด Fast Track https://thestandard.co/true-comeback-3-march/ Tue, 28 Feb 2023 07:48:23 +0000 https://thestandard.co/?p=756624

จับตาหุ้นใหม่ ‘ทรู’ หลังควบรวม DTAC จ่อกลับเข้าซื้อขายว […]

The post หุ้น ‘ทรู’ กลับเข้าเทรดวันแรก 3 มี.ค. นี้ เสี่ยงหลุดโผ SET50-SET100 จับตา SET ให้กลับมาติด Fast Track appeared first on THE STANDARD.

]]>

จับตาหุ้นใหม่ ‘ทรู’ หลังควบรวม DTAC จ่อกลับเข้าซื้อขายวันที่ 3 มีนาคมนี้ หลุดออกจากรายชื่อ SET50-SET100 หลังกลายเป็นบริษัทใหม่ แต่ลุ้นตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้สิทธิ์กลับมาติดโผแบบ Fast Track หลังมาร์เก็ตพุ่งเฉียด 3 แสนล้านบาท 

 

ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย ระบุว่า ให้ติดตาม บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) จะเริ่มซื้อขายในวันที่ 3 มีนาคมนี้ ทำให้หลักทรัพย์ที่คาดว่าจะถูกนำเข้ามาคำนวณแทนใน SET50 คือ SAWAD และใน SET100 คือ SIRI

 

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะคัดเลือกหลักทรัพย์ที่มีมาร์เก็ตแคปสูงสุด ณ ราคาปิดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 (3 วันทำการก่อนหลักทรัพย์ใหม่เข้าเทรด) จากหลักทรัพย์สำรองใน SET50 ปัจจุบัน (SAWAD, IRPC, THG, KKP, BLA) และ SET100 ปัจจุบัน (SIRI, JWD, STEC, SUPER, GFPT)

 

ด้าน พิสุทธิ์ งามวิจิตวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย อธิบายเพิ่มเติมว่า ตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หุ้นของเดิมของ TRUEE เดิมจะถูกถอนจากการคำนวณออกจาก SET50 กับ SET100 เพราะถือว่าหุ้นเดิมของ TRUEE ได้ถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เนื่องจากมีการควบรวมบริษัทกับ DTAC กลายเป็นบริษัทใหม่ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

ขณะที่หุ้นของบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมของ TRUEE กับ DTAC จะถือเป็นหุ้นใหม่ที่จะเข้ามาทำการซื้อขายจดทะเบียนใหม่ ดังนั้นขึ้นอยู่กับตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าจะมีการพิจารณาหุ้นใหม่ของ TRUEE กับ DTAC ที่เกิดจากการควบรวมเป็นกรณีพิเศษให้สามารถเข้าคำนวณใน SET50 กับ SET100 แบบ Fast Track หรือไม่

 

“โดยปกติหุ้นที่ติดคำนวณ SET50 กับ SET100 จะต้องเป็นหุ้นที่มีการซื้อขายมาอยู่ แต่หุ้นใหม่ของ TRUEE กับ DTAC ที่เกิดจากการควบรวมจะถือเป็นหุ้นใหม่ตามเกณฑ์ ยังไม่สามารถถูกเลือกเข้ามาคำนวณได้ แต่ก็มีข้อยกเว้น เพราะในกรณีที่หุ้นที่เข้ามาใหม่มีขนาดที่ใหญ่มากก็มีโอกาสกลับมาติดใน SET50 กับ SET100 แบบ Fast Track เพราะสองบริษัทเมื่อรวมกันแล้วจะมีมาร์เก็ตแคปรวมกันใหม่มากเกือบ 3 แสนล้านบาท โดยขึ้นกับการพิจารณาของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะถ้าไม่ถูกคำนวณด้วยมาร์เก็ตแคปของ SET50 กับ SET100 จะไม่ได้มีขนาดอย่างที่ควรจะเป็น”

 

ขณะที่เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUEE) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ถึงความคืบหน้ากรณีการควบรวมกิจการระหว่างบริษัทฯ กับ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) โดยมีการจัดประชุมร่วมระหว่างผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัท ครั้งที่ 2 ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 14.00 น. เพื่อพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมบริษัท โดยที่ประชุมมีมติสำคัญให้อนุมัติชื่อของบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบบริษัทระหว่าง บริษัทฯ และ DTAC ว่า บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น และใช้ชื่อภาษาอังกฤษ ‘True Corporation Public Company Limited’

 

ก่อนหน้านี้เพื่อการเตรียมการเกี่ยวกับการจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัททั้งสอง รวมถึงการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง TRUEE และ DTAC จะขอหยุดพักการซื้อขายหุ้นของทั้งสองบริษัทเป็นระยะเวลา 9 วันทำการ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2566

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post หุ้น ‘ทรู’ กลับเข้าเทรดวันแรก 3 มี.ค. นี้ เสี่ยงหลุดโผ SET50-SET100 จับตา SET ให้กลับมาติด Fast Track appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘DELTA’ แชมป์หุ้นร้อนแรง ปีนี้ทะยาน 100% ดันมาร์เก็ตแคปทะลุ 1 ล้านล้านบาท https://thestandard.co/delta-100-percent-2022/ Fri, 30 Dec 2022 11:53:29 +0000 https://thestandard.co/?p=731110

หุ้น ‘DELTA’ ขึ้นแท่น ‘แชมป์หุ้นร้อนแรง’ ปีนี้ทะยาน 100 […]

The post ‘DELTA’ แชมป์หุ้นร้อนแรง ปีนี้ทะยาน 100% ดันมาร์เก็ตแคปทะลุ 1 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

หุ้น ‘DELTA’ ขึ้นแท่น ‘แชมป์หุ้นร้อนแรง’ ปีนี้ทะยาน 100% ดันมาร์เก็ตแคปทะลุ 1 ล้านล้านบาท แซงหุ้นบิ๊กแคปอย่าง ปตท. และปูนซิเมนต์ไทย นักวิเคราะห์ระบุได้อานิสงส์ Fund Flow ลุยซื้อ หลังกลับเข้า SET50 เริ่มมีผลเดือนมกราคม 2566

 

ราคาหุ้น บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ในวันนี้ (30 ธันวาคม) ซึ่งเป็นวันทำการสุดท้ายของปี 2565 ปิดการซื้อขายที่ 830 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 108 บาท หรือ 14.96% จากวันก่อน ส่งผลให้ DELTA มีมูลค่ามาร์เก็ตแคปรวมเพิ่มขึ้น 1.04 ล้านบาท 

 

บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) มีมูลค่ามาร์เก็ตแคปแซงนำหุ้นขนาดใหญ่อย่าง บมจ.ปตท. หรือ PTT ที่มีมูลค่ามาร์เก็ตแคป 9.50 แสนล้านบาท รวมถึงแซงหน้าหุ้นใหญ่อย่าง บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC ที่มีมูลค่ามาร์เก็ตแคปเพียง 4.10 แสนล้านบาท แต่ยังไล่หลังหุ้นบิ๊กแคปอย่าง บมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือ AOT ที่มีมาร์เก็ตแคปรวมเพิ่มขึ้น 1.07 ล้านล้านบาท

 

ทั้งนี้ หากย้อนดูราคาหุ้น DELTA ตั้งแต่ต้นปี 2565 ถึงปัจจุบัน ที่ 830 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นถึง 418 บาท หรือเพิ่มขึ้นมา 101.46% 

 

ด้านฝ่ายวิจัย บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า คาดว่ามีเม็ดเงินไหลเข้าลงทุนหุ้น บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จากการ Rebalance วันนี้ (30 ธันวาคม) ก่อนเข้าคำนวณในดัชนี SET50 ต้นเดือนมกราคม 2566 แม้จะซื้อขายบนราคา Premium PER23F ที่ 63 เท่า แต่กระแส Fund Flow ระยะสั้นยังเข้ามาช่วยสนับสนุน

         

ทั้งนี้ คาดว่ากำไรปกติของ DELTA ในไตรมาส 4/65 จะออกมาอยู่ที่ 3,356 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 118% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 14% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่วนยอดขายไตรมาส 4/65 เพิ่มขึ้น 34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมี Gross Profit Margin (GPM) ที่ 22% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยประเมินกำไรทั้งปี 2565 ของ DELTA อยู่ที่ 14,699 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 119% จากปีก่อน และปี 2566 ที่ 14,294 ล้านบาท ลดลง 3% จากปีนี้ 

 

สำหรับภาพระยะยาวธุรกิจของ DELTA ปัจจัยพื้นฐานยังคงโดดเด่น ด้วยปัจจัยสนับสนุนดังนี้

 

  1. ลูกค้า Data Center ยังดีต่อเนื่อง 
  2. ศักยภาพการเติบโตของลูกค้า EV Car จากจุดเด่นสายการผลิตที่ต้นทุนต่ำ 
  3. มีฐานลูกค้าหลายกลุ่ม ทั้งรถยนต์ โทรคมนาคม และอยู่ในหลายภูมิภาค ทั้งยุโรป-สหรัฐฯ-เอเชีย

 


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

The post ‘DELTA’ แชมป์หุ้นร้อนแรง ปีนี้ทะยาน 100% ดันมาร์เก็ตแคปทะลุ 1 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศหุ้นเข้า SET50-SET100 รอบเดือน ม.ค.-มิ.ย. ปี 66 https://thestandard.co/new-set-50-100/ Tue, 20 Dec 2022 12:09:20 +0000 https://thestandard.co/?p=726431

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกาศผลการคัดเลือกหลักทรัพ […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศหุ้นเข้า SET50-SET100 รอบเดือน ม.ค.-มิ.ย. ปี 66 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกาศผลการคัดเลือกหลักทรัพย์ที่ใช้สำหรับการคำนวณดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566

 

ทั้งในส่วนของดัชนี SET50, SET100, sSET, SETCLMV, SETHD, SETTHSI และ SETWB 

 

สำหรับดัชนี SET50 มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 4 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL), บมจ.คอมเซเว่น (COM7), บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA) และ บมจ.ราช กรุ๊ป (RATCH)

 

ดัชนี SET100 มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 7 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV), บมจ.หลักทรัพย์ บียอนด์ (BYD), บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA), บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS), บมจ.เน็กซ์ พอยท์ (NEX), บมจ.สบาย เทคโนโลยี (SABUY) และ บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG)

 

ดัชนี sSET มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 19 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย บมจ.เซเว่น ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (7UP), บมจ.บีบีจีไอ (BBGI), บมจ.บริทาเนีย (BRI), บมจ.เด็มโก้ (DEMCO), บมจ.มาสเตอร์ แอด (MACO), บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR), บมจ.เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น (MSC), บมจ.เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป (PLAT), บมจ.โรแยล พลัส (PLUS), บมจ.แรบบิท โฮลดิ้งส์ (RABBIT), บมจ.ศักดิ์สยามลิสซิ่ง (SAK), บมจ.เอสพีซีจี (SPCG), บมจ.ซินเน็ค (ประเทศไทย) (SYNEX), บมจ.ทรอปิคอลแคนนิ่ง (ประเทศไทย) (TC), บมจ.ทานตะวันอุตสาหกรรม (THIP), บมจ.เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส (TKC), บมจ.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA), บมจ.อุบล ไบโอ เอทานอล (UBE) และ บมจ.เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล (XPG) 

 

ดัชนี SETCLMV ไม่มีหลักทรัพย์เข้าใหม่

 

ดัชนี SETHD มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 1 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS)

 

ดัชนี SETTHSI มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 25 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย บมจ.แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ (ACE), บมจ.เอ.เจ.พลาสท์ (AJ), บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) (AP), บมจ.แอสเซทไวส์ (ASW), บมจ.บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM), บมจ.กรุงเทพประกันภัย (BKI), บมจ.คาราบาวกรุ๊ป (CBG), บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA), บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง (DMT), บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC), บมจ.เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ (ETC), บมจ.อิชิตัน กรุ๊ป (ICHI), บมจ.เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ (MEGA), บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER), บมจ.โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ (NOBLE), บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR), บมจ.พรีเชียส ชิพปิ้ง (PSL), บมจ.เซ็ปเป้ (SAPPE), บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD), บมจ.เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท (SHR), บมจ.ศุภาลัย (SPALI), บมจ.ที.เค.เอส. เทคโนโลยี (TKS), บมจ.ทีพีไอ โพลีน (TPIPL), บมจ.ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (TPIPP) และ บมจ.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA)

 

ดัชนี SETWB มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 3 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย บมจ.เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ (JWD), บมจ.โรงพยาบาลรามคำแหง (RAM) และ บมจ.สบาย เทคโนโลยี (SABUY)

 

การทบทวนรายชื่อหลักทรัพย์ที่ใช้สำหรับคำนวณดัชนีดังกล่าวจะดำเนินการทุกครึ่งปี และเป็นไปตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกหลักทรัพย์ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนด โดยดัชนี sSET ดัชนี SETCLMV และดัชนี SETTHSI เป็นดัชนีที่ไม่จำกัดจำนวนหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบในดัชนี ทั้งนี้ การทบทวนในครั้งนี้ใช้ข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2564 – 30 พฤศจิกายน 2565


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศหุ้นเข้า SET50-SET100 รอบเดือน ม.ค.-มิ.ย. ปี 66 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘SCBAM’ เปิดขายกอง Complex Fund อิง SET50 ดักทางตลาดหุ้นขึ้นขานรับเศรษฐกิจโต และลดความเสี่ยงขาดทุนเงินต้น https://thestandard.co/scbam-complex-fund-set50/ Tue, 08 Nov 2022 09:01:04 +0000 https://thestandard.co/?p=705897

บลจ.ไทยพาณิชย์ เปิดทางเลือกลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากการ […]

The post ‘SCBAM’ เปิดขายกอง Complex Fund อิง SET50 ดักทางตลาดหุ้นขึ้นขานรับเศรษฐกิจโต และลดความเสี่ยงขาดทุนเงินต้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

บลจ.ไทยพาณิชย์ เปิดทางเลือกลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดทุนเงินต้น เน้นเสริมพอร์ตเติบโตไปกับดัชนี SET50 เสนอขายกองทุน SCBDSHARC1YC วันที่ 8-15 พฤศจิกายนนี้ 

 

นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBAM เปิดเผยว่า หลังจากที่ไทยมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคและการเปิดประเทศ ทำให้เริ่มมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมาเป็นปกติมากขึ้น ปัจจัยหลักมาจากภาคการท่องเที่ยวและบริการ โดยคาดว่าจะเห็นการเร่งการฟื้นตัวของปริมาณนักท่องเที่ยวมากกว่า 20 ล้านรายในปีหน้า อีกทั้งรัฐบาลได้ออกมาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้กลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ทยอยฟื้นตัว และมองว่าภาพรวมของเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง สวนทางกับเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว ซึ่งเห็นได้จากการปรับเพิ่มประมาณการ GDP Growth ของไทย จาก 2.9% เป็น 3.0% ในปีนี้ และจะเร่งตัวขึ้นเป็น 3.7% ในปี 2566 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


จากปัจจัยบวกเหล่านี้ จะช่วยสนับสนุนให้ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มการเติบโตได้ดีในช่วงสิ้นปี 2565 ซึ่งบริษัทได้มองเห็นโอกาสการเติบโตของตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้น SET50 Index ที่เป็นดัชนีราคาหุ้นที่ใช้แสดงการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญ 50 ตัว ที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูงสุด 

 

บลจ.ไทยพาณิชย์ จึงเปิดเสนอขายกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Double Structured Complex Return 1YC (SCBDSHARC1YC) ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย ระหว่างวันที่ 8-15 พฤศจิกายน 2565 ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 500,000 บาท 

 

ความน่าสนใจของกองทุน SCBDSHARC1YC คือ เป็นกองทุน Complex Fund ที่มีอายุ 1 ปี เน้นโอกาสการสร้างผลตอบแทนชดเชยใกล้เคียงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก จากการนำเงินของทรัพย์สินกองทุนส่วนหนึ่งไปลงทุนในตราสารหนี้และเงินฝากทั้งในและต่างประเทศที่มีคุณภาพ เมื่อครบกำหนดอายุกองทุนจะได้รับเงินลงทุนคืนพร้อมผลตอบแทน/ดอกเบี้ยที่มีมูลค่าเทียบเท่ากับเงินต้น ซึ่งการลงทุนส่วนนี้จะมีความผันผวนต่ำ ช่วยลดความเสี่ยงการขาดทุนเงินต้นได้ 

 

นอกจากนี้ยังเสริมโอกาสสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม โดยกองทุนจะนำเงินลงทุนอีกส่วนหนึ่งไปลงทุนในสัญญาออปชัน ที่อ้างอิงกับการเคลื่อนไหวของดัชนี SET50 ซึ่งจะใช้ราคาปิดดัชนี SET50 ของทุกวันทำการมาพิจารณา ไม่ว่าราคาสินทรัพย์ระหว่างอายุสัญญาจะปรับเพิ่มหรือลดลงไม่เกิน 10% เมื่อเทียบกับราคาสินทรัพย์อ้างอิง ณ วันเริ่มต้นสัญญา มีโอกาสรับผลตอบแทนเพิ่มสูงสุดที่ 5% แต่หากราคาสินทรัพย์ระหว่างอายุสัญญาปรับเพิ่มขึ้น หรือลดลงมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับราคาสินทรัพย์ ณ วันเริ่มต้นสัญญา ก็ยังจะได้รับเงินผลตอบแทนชดเชยที่ 0.25%

 

นันท์มนัสกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ตลาดหุ้นไทยจะได้รับแรงกดดันจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศหลัก ยังมีความผันผวนค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหุ้นอื่นๆ อีกทั้งใน 9 เดือนแรกปี 2565 มีเงินลงทุนเคลื่อนย้ายมายังตลาดหุ้นไทยสูงถึง 1.5 แสนล้านบาท ประกอบกับเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้มีสัญญาณการฟื้นตัวเด่น ซึ่งถ้าประเมินจากมูลค่าทางธุรกิจ (Valuation) และความสามารถของการทำกำไรในอนาคตของหุ้นกลุ่ม SET50 แล้ว จะเห็นว่ามูลค่าหุ้นที่เมื่อเทียบกับกำไรสุทธินั้น ยังอยู่ในระดับที่ไม่แพง ที่ระดับ 15 เท่า PER หรือคิดเป็นประมาณของค่าเฉลี่ย 10 ปี และประเมินว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) จะมีการขยายตัวได้ที่ระดับ 22% และ 5% ในปี 2565 และ 2566 ตามลำดับ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการปรับเพิ่มประมาณการของกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคาร ซึ่งเป็นกลุ่มหลักในดัชนี SET50 ที่เพิ่มขึ้นกว่า 40% ตลาดหุ้นไทยจึงยังน่าสนใจสำหรับการเข้าลงทุนในช่วงเวลานี้

 

ทั้งนี้ กองทุนมีการลงทุนในผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีความซับซ้อนซึ่งมีปัจจัยอ้างอิง มีความแตกต่างจากการลงทุนหรือใช้บริการผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนทั่วไป และยังคงมีความเสี่ยงผิดชำระหนี้ (Default Risk) ที่อาจเกิดขึ้นจากการผิดชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร/เงินฝาก ที่อาจส่งผลให้ผู้ลงทุนไม่ได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวนได้ โดยผู้ลงทุนจะไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ในช่วงเวลา 1 ปี ซึ่งผลการดำเนินงานในอดีตมิได้ยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจลงทุน และมีความจำเป็นในการขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนทำการลงทุน 

The post ‘SCBAM’ เปิดขายกอง Complex Fund อิง SET50 ดักทางตลาดหุ้นขึ้นขานรับเศรษฐกิจโต และลดความเสี่ยงขาดทุนเงินต้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 กองทุน RMF ที่ผลตอบแทนดีสุดตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน https://thestandard.co/rmf/ Tue, 09 Aug 2022 08:46:37 +0000 https://thestandard.co/?p=664936 RMF

สำรวจผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ( […]

The post 10 กองทุน RMF ที่ผลตอบแทนดีสุดตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
RMF

สำรวจผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ( กองทุน RMF ) ประเภทลงทุนในหุ้น พบว่า 10 อันดับกองทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ส่วนใหญ่ยังเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นไทยกลุ่ม SET50 เป็นหลัก โดยกองทุน Bualuang Infrastructure RMF เป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด ที่ 2.20% 

 

ขณะเดียวกันหุ้นที่กองทุน RMF มีการเข้าลงทุนมากที่สุด คือ บมจ.ปตท. (PTT), บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT), บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC), บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) และ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) 

 

RMF

10 กองทุน RMF ที่ผลตอบแทนดีสุดตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน

Bualuang Infrastructure RMF ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2.20% ราคาปิด ณ 8 ส.ค. 2565 อยู่ที่ 28.52 บาท

Talis Equity RMF ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 1.71% ราคาปิด ณ 8 ส.ค. 2565 อยู่ที่ 12.61 บาท

กองทุนเปิดบัวหลวงปัจจัย 4 ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 1.38% ราคาปิด ณ 8 ส.ค. 2565 อยู่ที่ 10.89 บาท

Thanachart SET50 Retirement Mutual Fund ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 1.31% ราคาปิด ณ 8 ส.ค. 2565 อยู่ที่ 9.75 บาท

SCB Global Infrastructure RMF ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 1.23% ราคาปิด ณ 8 ส.ค. 2565 อยู่ที่ 14.63 บาท

SCB SET50 Index RMF ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 1.21% ราคาปิด ณ 8 ส.ค. 2565 อยู่ที่ 17.85 บาท

Krung Thai SET50 RMF ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 1.21% ราคาปิด ณ 8 ส.ค. 2565 อยู่ที่ 11.54 บาท

K SET50 RMF ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 1.13% ราคาปิด ณ 8 ส.ค. 2565 อยู่ที่ 12.93 บาท

Talis Mid-Small Cap Equity RMF ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 1.12% ราคาปิด ณ 8 ส.ค. 2565 อยู่ที่ 10.47 บาท

MFC SET 50 Retirement ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 1.09% ราคาปิด ณ 8 ส.ค. 2565 อยู่ที่ 9.05 บาท

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post 10 กองทุน RMF ที่ผลตอบแทนดีสุดตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น TLI ปิดตลาดร่วงต่ำจอง กลายเป็นหุ้น IPO รายที่ 2 ของปีนี้ หมดลุ้น Fast Track เข้า SET50 https://thestandard.co/tli-stocks-dropped/ Mon, 25 Jul 2022 12:05:32 +0000 https://thestandard.co/?p=658743 หุ้น TLI

บมจ.ไทยประกันชีวิต หรือ หุ้น TLI ปิดเทรดร่วงต่ำกว่าราคา […]

The post หุ้น TLI ปิดตลาดร่วงต่ำจอง กลายเป็นหุ้น IPO รายที่ 2 ของปีนี้ หมดลุ้น Fast Track เข้า SET50 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น TLI

บมจ.ไทยประกันชีวิต หรือ หุ้น TLI ปิดเทรดร่วงต่ำกว่าราคาจองซื้อ นับเป็นหุ้น IPO รายที่ 2 ของปีที่ร่วงหลุดจอง และหมดโอกาสลุ้น Fast Track เข้าคำนวณในดัชนี SET50 นักวิเคราะห์รับผิดคาด พร้อมประเมินสาเหตุเป็นเพราะบอนด์ยีลด์เริ่มลง ลดเสน่ห์หุ้นประกัน

 

หุ้น บมจ.ไทยประกันชีวิต หรือ TLI เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันนี้ (25 กรกฎาคม) เป็นวันแรก โดยทันทีที่เปิดตลาด ราคาหุ้นเคลื่อนไหวอยู่ที่ 16.00 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาจองซื้อ จากนั้นราคาเคลื่อนไหวค่อนข้างทรงตัว โดยระหว่างวันขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 16.30 บาท แต่หลังจากนั้นราคาก็เริ่มปรับลง มาซื้อขายที่ 15.90 บาท ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับราคาดังกล่าว ซึ่งต่ำกว่าราคา IPO ที่ระดับ 16.00 บาท ขณะที่มูลค่าการซื้อขายสูงเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ ​​10,297.16 ล้านบาท

 

อนุวัฒน์ ร่วมสุข กรรมการผู้จัดการ ประธานสายวานิชธนกิจและตลาดทุน กลุ่มธุรกิจการเงิน บล.เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า กรณีความเป็นไปได้ที่หุ้น TLI จะเข้าคำนวณในดัชนี SET50 ด้วยวิธีการ Fast Track นั้นต้องมีมาร์เก็ตแคปเกิน 1% ของมาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นไทย หรือคิดเป็นราคาหุ้นประมาณ 16.40 บาท ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ วันถัดมาตลาดหลักทรัพย์จะทำการประกาศรายชื่อ และจะนำเข้าคำนวณในดัชนี SET50 ใน 3 วันถัดไป 

 

ทั้งนี้ TLI มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน จำนวน 161.63 ล้านหุ้น เพื่อใช้สร้างเสถียรภาพราคาหุ้น โดยที่ปรึกษาทางการเงินกล่าวว่า กลไกรักษาเสถียรภาพราคาหุ้นโดยใช้หุ้น Over-Allotment นั้น ต้องพิจารณาสภาวะตลาดหุ้นไทยประกอบด้วย ถ้าบางวันที่สภาวะตลาดแย่มากๆ และเห็นแรงขายที่มาก อาจจะปล่อยให้ราคาลงต่ำกว่า 16 บาท เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะเข้าไปพยุง และในวันที่สภาวะตลาดเริ่มคงที่จะเข้าไปใส่ออร์เดอร์ เช่น ใช้ออร์เดอร์ที่ราคา 15.80-16.00 บาท

 

นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า กรณีที่หุ้น TLI ปิดการซื้อขายต่ำกว่าราคาจองนั้นค่อนข้างแปลกใจ เนื่องจากหุ้น TLI มีขนาดใหญ่และมีศักยภาพที่จะได้เข้าคำนวนในดัชนี SET50 ด้วยวิธีการ Fast Track อยู่แล้วหากราคาปิดสามารถยืนระดับ 16.20 บาทได้ แต่กลับพลาดโอกาสตรงนี้ไป

 

นอกจากนี้ยังเห็นสัญญาณการสลับหุ้นเล่น จาก BLA ที่เป็นหุ้นกลุ่มประกันเช่นเดียวกัน มาสู่หุ้น TLI สะท้อนจากแรงขายหุ้น BLA ที่ปรับตัวลดลงในวันนี้ และปิดการซื้อขายที่ 37.25 บาท ลดลง 1.25 บาท หรือ 3.25%

 

สาเหตุที่ราคาหุ้น TLI ปรับตัวลดลง อาจเป็นเพราะในช่วงนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ระยะยาวของสหรัฐฯ เริ่มปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.8% จากที่เคยอยู่ที่ 3.5% ซึ่งความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มประกันมักจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ขณะที่หุ้น TLI ก็กำหนดราคาหุ้น IPO ในช่วงที่บอนด์ยีลด์อยู่ในระดับสูง 

 

ทั้งนี้ รายงานจากตลาดหลักทรัพย์ระบุว่า ในรายการซื้อขายกระดานรายใหญ่ มีการซื้อขายหลักทรัพย์ TLI จำนวน 3,125,000 หุ้น ราคา 16.00 บาท คิดเป็นมูลค่า 50 ล้านบาท 

 

นักวิเคราะห์กล่าวเพิ่มว่า แนวโน้มความเคลื่อนไหวราคาหุ้น TLI มีความเสี่ยงที่จะไม่หวือหวามากนัก เนื่องจากนักลงทุนอาจกังวลในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีการใช้ Greenshoe Option เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา แต่เมื่อหมดช่วงเวลาใช้ Greenshoe แล้วหุ้นก็ปรับลดลงอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในเชิงปัจจัยพื้นฐานแล้ว เชื่อว่าหุ้น TLI จะมีการเติบโตที่ดีและเหมาะกับการลงทุนระยะยาว

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post หุ้น TLI ปิดตลาดร่วงต่ำจอง กลายเป็นหุ้น IPO รายที่ 2 ของปีนี้ หมดลุ้น Fast Track เข้า SET50 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น TLI ต่ำจอง ที่ปรึกษาระบุเป็นไปตามภาวะตลาด เผยหากจะเข้า SET50 แบบ Fast-Track ราคาหุ้นต้องเกิน 16.40 บาท https://thestandard.co/low-purchase-of-tli-shares/ Mon, 25 Jul 2022 04:44:37 +0000 https://thestandard.co/?p=658453 หุ้นไทยประกันชีวิต

หุ้นไทยประกันชีวิต หรือ หุ้น TLI ร่วงต่ำกว่าราคาจองซื้อ […]

The post หุ้น TLI ต่ำจอง ที่ปรึกษาระบุเป็นไปตามภาวะตลาด เผยหากจะเข้า SET50 แบบ Fast-Track ราคาหุ้นต้องเกิน 16.40 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยประกันชีวิต

หุ้นไทยประกันชีวิต หรือ หุ้น TLI ร่วงต่ำกว่าราคาจองซื้อ โดยหล่นมาซื้อขายที่ 15.90 บาท ที่ปรึกษาการเงินแจงเป็นไปตามภาวะตลาด พร้อมใช้หุ้นส่วนเกิน 161 ล้านหุ้นสร้างเสถียรภาพราคา 

 

อนุวัฒน์ ร่วมสุข กรรมการผู้จัดการ ประธานสายวานิชธนกิจและตลาดทุน กลุ่มธุรกิจการเงิน บล.เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า กรณีที่ราคาหุ้น บมจ.ไทยประกันชีวิต (TLI) มีความผันผวน และปรับลดลงมาซื้อขายต่ำกว่าราคาจองซื้อที่ 16 บาทนั้น เป็นไปตามบรรยากาศการลงทุนโดยรวมในวันนี้ โดยจะต้องติดตามดูความเคลื่อนไหวราคาหุ้นในช่วงบ่ายประกอบด้วย หลังจากที่ตลาดหุ้นในโซนยุโรปและสหรัฐฯ เปิดทำการ 

 

ทั้งนี้ TLI มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment) จำนวน 161.63 ล้านหุ้น ซึ่งมีเวลาใช้หุ้นส่วนเกินจำนวนนี้เพื่อดูแลเสถียรภาพราคาเป็นเวลา 30 วัน หรือสิ้นสุดในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ 

 

อนุวัฒณ์กล่าวว่า หากในวันที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงมาก และราคาหุ้น TLI มีแรงขายออกมาเยอะ ก็อาจจะปล่อยให้ราคาต่ำกว่า 16 บาท เนื่องจากการเข้าไปรับซื้อไว้ก็อาจจะเปล่าประโยชน์ ในทางกลับกัน หากในวันนั้นๆ ราคาหุ้นค่อนข้างมีเสถียรภาพ ก็อาจจะเข้าไปตั้งคำสั่งซื้อเอาไว้ในราคาที่เหมาะสม 

 

“เชื่อว่าตลาดผันผวนแบบนี้ หุ้น TLI ก็มีโอกาสที่จะประคับประคองได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ในช่วงที่ตลาดหุ้นโดยรวมผันผวน นักลงทุนมักจะหันมาหาหุ้นที่มีการเติบโต ปัจจัยพื้นฐานดี และไม่ได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่กำลังเป็นที่กังวลในตอนนี้” อนุวัฒน์กล่าว 

 

เขากล่าวเพิ่มว่า กรณีความเป็นไปได้ที่หุ้น TLI จะเข้าคำนวณในดัชนี SET50 ด้วยวิธีการ Fast-Track นั้น ต้องมีมาร์เก็ตแคปเกิน 1% ของมาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นไทย หรือคิดเป็นราคาหุ้นประมาณ 16.40 บาท ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ วันถัดมาตลาดหลักทรัพย์จะทำการประกาศรายชื่อ และจะนำเข้าคำนวณในดัชนี SET50 ใน 3 วันถัดไป 

 

ทั้งนี้ TLI มีทุนชำระแล้ว 11,450 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท โดยเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนรวม 2,316.70 ล้านหุ้น ประกอบด้วย

 

  1. หุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวน 850 ล้านหุ้น 
  2. หุ้นสามัญเดิมของบริษัท วี.ซี.สมบัติ จำกัด จำนวน 1,166.58 ล้านหุ้น
  3. หุ้นสามัญเดิมของ Her Sing (H.K.) Limited จำนวน 138.49 ล้านหุ้น 

 

และจัดสรรหุ้นส่วนเกิน จำนวน 161.63 ล้านหุ้น 

 


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post หุ้น TLI ต่ำจอง ที่ปรึกษาระบุเป็นไปตามภาวะตลาด เผยหากจะเข้า SET50 แบบ Fast-Track ราคาหุ้นต้องเกิน 16.40 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไทยประกันชีวิต’ ปักหมุดเข้าซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์ปลายเดือน ก.ค. นี้ ลุ้น Fast Track เข้าคำนวณดัชนี SET50 https://thestandard.co/thai-life-insurance-aimed-entering-ipo-by-july/ Mon, 27 Jun 2022 10:16:40 +0000 https://thestandard.co/?p=647104 ไทยประกันชีวิต

บมจ.ไทยประกันชีวิต หรือ TLI คาดว่าจะเข้าซื้อ-ขายในตลาดห […]

The post ‘ไทยประกันชีวิต’ ปักหมุดเข้าซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์ปลายเดือน ก.ค. นี้ ลุ้น Fast Track เข้าคำนวณดัชนี SET50 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยประกันชีวิต

บมจ.ไทยประกันชีวิต หรือ TLI คาดว่าจะเข้าซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปลายเดือนกรกฎาคมนี้ หลังกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ 16 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าเสนอขายรวมไม่เกิน 37,067 ล้านบาท ขึ้นแท่น IPO ธุรกิจประกันที่มีมูลค่าเสนอขายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย และเป็น IPO ที่มีมูลค่าเสนอขายสูงที่สุดในอาเซียนในรอบ 22 ปีนับจากปี 2543 เปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 6 กรกฎาคม 2565 ผ่าน 13 โบรกเกอร์พันธมิตร พร้อมลุ้น Fast Track เข้าคำนวณดัชนี SET50 

 

อนุวัฒน์ ร่วมสุข กรรมการผู้จัดการ ประธานสายวานิชธนกิจและตลาดทุน บล.เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความคืบหน้าของแผนการเสนอขายหุ้น IPO และเข้าจดทะเบียนซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของ บมจ.ไทยประกันชีวิต (TLI) ว่า หุ้น TLI ได้รับกระแสการตอบรับที่ดีและความสนใจในการลงทุนเป็นจำนวนมาก แม้ในภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์การลงทุนที่มีความผันผวน และมีนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศรวม 18 ราย สนใจลงทุนเป็น Cornerstone Investors คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 18,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 53.75% ของจำนวนหุ้น IPO ทั้งหมดในครั้งนี้

 

ทั้งนี้ TLI ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นที่ 16 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ณ ราคา IPO ที่มูลค่า 183,200 ล้านบาท และติดอันดับ 25 อันดับแรกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่งผลให้ TLI มีโอกาสได้ Fast Track เข้าคำนวณดัชนี SET50 ในครึ่งปีหลังนี้ 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

โดย TLI จะเปิดให้นักลงทุนที่เป็นลูกค้าของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์สามารถจองซื้อหุ้น TLI ได้ในระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 6 กรกฎาคมนี้ ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ 13 แห่ง ประกอบด้วย บล.เกียรตินาคินภัทร, บล.โนมูระ พัฒนสิน ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และ บล.กรุงศรี, บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) และ บล.ฟินันซ่า ซึ่งเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม 

 

ผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายอีก 8 ราย ประกอบด้วย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย), บล.ทิสโก้, บล.ธนชาต, บล.บัวหลวง, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.เอเชีย พลัส และ บล.ไทยพาณิชย์ 

 

ทั้งนี้ TLI คาดว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรกปลายเดือนกรกฎาคมนี้ 

 

อนึ่ง TLI จะเสนอขาย IPO มีจำนวนไม่เกิน 2,155.068 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 20.2% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดภายหลังการ IPO ในครั้งนี้ โดยแบ่งออกเป็น 

 

  1. การเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนโดย TLI จำนวนไม่เกิน 850 ล้านหุ้น
  2. การเสนอขายหุ้นสามัญเดิมโดยบริษัท วี.ซี. สมบัติ จำกัด จำนวนไม่เกิน 1,166.57 ล้านหุ้น
  3. การเสนอขายหุ้นสามัญเดิมโดย Her Sing (H.K.) Limited จำนวนไม่เกิน 138.49 ล้านหุ้น 

 

และอาจมีการพิจารณาจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment Option หรือ Greenshoe) อีกจำนวนไม่เกิน 161.63 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 7.5% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายทั้งหมด ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปใช้ในการรักษาระดับราคาหุ้น (Stabilization) ในช่วง 30 วันแรกหลังหุ้นของ TLI เข้าซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อช่วยลดความผันผวนของราคาหุ้นและเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน 

 

ปัจจุบันแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และหนังสือชี้ชวนได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. และมีผลใช้บังคับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

 

“จากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ความสามารถในการสร้างผลการดำเนินงานที่มั่นคง และศักยภาพในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องของไทยประกันชีวิต ผมเชื่อว่า TLI จะเป็นหุ้นคุณภาพอีกหนึ่งตัวสำหรับนักลงทุนและตลาดทุนไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุนในธุรกิจประกันชีวิตของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” อนุวัฒน์กล่าว 

 

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ยัน รักษาสัดส่วน 

วิญญู ไชยวรรณ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TLI กล่าวว่า ภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO แล้ว กลุ่มไชยวรรณ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของ TLI ยืนยันว่า จะคงสัดส่วนการถือหุ้นเพื่อเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ TLI 

 

ขณะที่ Meiji Yasuda Life Insurance Company ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทประกันชีวิตรายใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น และเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของ TLI ได้ความประสงค์ที่จะรักษาสัดส่วนการถือหุ้นใน TLI Meiji Yasuda Life Insurance Company ถืออยู่ที่ 15% ของหุ้นที่ออกและชำระแล้วของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรกนี้ 

 

ดังนั้น Meiji Yasuda Life Insurance Company จะจองซื้อหุ้นสามัญที่เสนอขายต่อประชาชนเป็นครั้งแรกนี้เป็นจำนวนหนึ่ง เพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นดังกล่าวของตนไว้ 

 

นำเงินระดมทุน 1.36 หมื่นล้าน เสริมแกร่งนวัตกรรม

จากการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้ TLI จะได้รับเงินระดมทุนจำนวน 13,600 ล้านบาท ซึ่งจะใช้สำหรับเสริมความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรม 

 

ไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TLI กล่าวว่า เงินที่ได้รับจากการระดมทุนในครั้งนี้ ไทยประกันชีวิตจะนำไปใช้ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจและเพิ่มศักยภาพการเติบโตในอนาคต โดยเน้นลงทุนในการพัฒนาด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation) ผ่านนวัตกรรมที่จะเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการให้บริการและดูแลลูกค้าอย่างครบวงจร การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของช่องทางจัดจำหน่ายผ่านทางพันธมิตรที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับลูกค้าทั่วประเทศ ตลอดจนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเงินทุน ทั้งสำหรับเงินทุนหมุนเวียนและวัตถุประสงค์อื่นๆ ในอนาคต

 

โดยการเสนอขายหุ้น IPO ของไทยประกันชีวิตในครั้งนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่มิติใหม่ รองรับการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งความแข็งแกร่งของไทยประกันชีวิตในปัจจุบัน พร้อมด้วยยุทธศาสตร์ที่จะสร้างการเติบโตในอนาคตที่ชัดเจน เชื่อว่าจะทำให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่า ไทยประกันชีวิตจะเป็นบริษัทประกันชีวิตที่สามารถสร้างผลกระทบในเชิงบวกให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย ตลอดจนอยู่เคียงข้างดูแลลูกค้าและคนไทยอย่างยั่งยืน

 

ชูจุดเด่น ‘ตัวแทนขาย’ ครอบคลุม 

วรางค์ ไชยวรรณ กรรมการและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TLI กล่าวว่า ไทยประกันชีวิตเป็นบริษัทประกันชีวิตรายแรกและรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ที่เป็นของคนไทยและก่อตั้งโดยคนไทย โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 ไทยประกันชีวิตมีกรมธรรม์ที่มีผลบังคับกว่า 4.4 ล้านกรมธรรม์ มีเครือข่ายตัวแทนประกันชีวิตที่มีจำนวนกว่า 64,000 คนกระจายครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงมีการจัดจำหน่ายผ่านพันธมิตรและช่องทางอื่นๆ 

 

นอกจากนี้ TLI มีแผนขยายช่องทางแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น เช่น ช่องทางออนไลน์มาร์เก็ตเพลส โดยเริ่มจากผลิตภัณฑ์ไม่ซับซ้อนและมีราคาไม่สูง เช่น ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่มีระยะเวลาชำระเบี้ยสั้นกว่าระยะเวลาคุ้มครอง และประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ระยะสั้น

 

อีกหนึ่งจุดแข็งของ TLI คือ การมีคณะผู้บริหารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มากด้วยประสบการณ์ในธุรกิจประกันชีวิต อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรธุรกิจ บริษัท เมจิยาสุดะ ไลฟ์ อินชัวรันส์ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทประกันชีวิตรายใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้ไทยประกันชีวิตมีความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งและเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

 

ในส่วนของผลการดำเนินงานในปี 2564 TLI มีส่วนแบ่งทางการตลาดเมื่อพิจารณาจากเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ประมาณ 15% เป็นอันดับที่ 2 ในอุตสาหกรรมประกันชีวิต โดยมีรายได้รวม 109,246 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 8,394 ล้านบาท ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีที่ 11.3% ระหว่างปี 2562-2564 

 

ขณะที่ในไตรมาส 1 ปี 2565 TLI มีรายได้รวม 25,955 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 3,793 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 14.7% เทียบกับช่วงไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า 

 

นอกจากนี้ฐานะทางการเงินของไทยประกันชีวิตมีความแข็งแกร่ง โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 TLI มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนอยู่ที่ 360.6% ซึ่งสูงกว่าข้อกำหนดของ คปภ. ที่กำหนดไว้ที่ 140% อย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับในเดือนเมษายนที่ผ่านมา สถาบัน Fitch Ratings ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของบริษัทฯ ไว้ที่ A- (ระดับสากล) และ AAA (tha) (ระดับภายในประเทศ)

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ‘ไทยประกันชีวิต’ ปักหมุดเข้าซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์ปลายเดือน ก.ค. นี้ ลุ้น Fast Track เข้าคำนวณดัชนี SET50 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นที่ได้รับคัดเลือกเข้าคำนวณดัชนี SET50 และ SET100 ในรอบครึ่งปี 2565 https://thestandard.co/selected-stocks-for-the-set50-and-set100-half-of-2022/ Mon, 20 Jun 2022 13:32:00 +0000 https://thestandard.co/?p=644196 SET50 SET100

ตลาดหลักทรัพย์ประกาศผลการคัดเลือกหลักทรัพย์ที่ใช้สำหรับ […]

The post หุ้นที่ได้รับคัดเลือกเข้าคำนวณดัชนี SET50 และ SET100 ในรอบครึ่งปี 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>
SET50 SET100

ตลาดหลักทรัพย์ประกาศผลการคัดเลือกหลักทรัพย์ที่ใช้สำหรับคำนวณดัชนีสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 โดยมี 3 หลักทรัพย์ที่เข้าใหม่ใน SET50 และ 4 หลักทรัพย์ที่เข้าใหม่ใน SET100

 

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post หุ้นที่ได้รับคัดเลือกเข้าคำนวณดัชนี SET50 และ SET100 ในรอบครึ่งปี 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หุ้นไทย’ ผันผวน แต่ Fund Flow ยังหนุนตลาด https://thestandard.co/thai-stocks-fluctuate-but-fund-flow-still-maintain-the-market/ Tue, 22 Feb 2022 13:51:54 +0000 https://thestandard.co/?p=597361 หุ้นไทย

ดัชนีหุ้นไทย (SET) ปรับตัวขึ้นโดดเด่น โดย หุ้นไทย สามาร […]

The post ‘หุ้นไทย’ ผันผวน แต่ Fund Flow ยังหนุนตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทย

ดัชนีหุ้นไทย (SET) ปรับตัวขึ้นโดดเด่น โดย หุ้นไทย สามารถทะลุขึ้นมายืนเหนือ 1,700 จุด สูงสุดในรอบ 2.5 ปี จากเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาต่อเนื่อง โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิถึง 5.3 หมื่นล้านบาท รองมาคือ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ที่ซื้อสุทธิ 4.3 พันล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศและรายย่อยขายสุทธิ 3.2 หมื่นล้านบาท และ 2.6 หมื่นล้านบาทตามลำดับ

 

ทั้งนี้ แรงซื้อส่วนใหญ่อยู่ในหุ้น SET50 โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคาร (KBANK, BBL, SCB) ไอซีที (ADVANC, TRUE, DTAC) พลังงาน (PTT, PTTEP, OR) และพาณิชย์ (CRC, MAKRO)

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


 

ด้านแนวโน้มข้างหน้า คาด SET ยังเคลื่อนไหวผันผวน และมีโอกาสชะลอตัวบ้างจากปัจจัยภายนอก แต่ยังมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อได้จากกระแส Fund Flow ที่ช่วยประคองดัชนี

 

โดยค่าเงินบาทแข็งค่ามากที่สุดในรอบกว่า 6 เดือน และแข็งค่ามากกว่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค ทำให้มองว่าแม้ปัจจัยภายนอกยังไม่ชัดเจน เช่น ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน และท่าทีของ Fed ในการดำเนินนโยบายการเงินตึงตัว แต่ตลาดมีการรับรู้ไปแล้วในระดับหนึ่ง จึงเป็นปัจจัยที่จะสร้างความผันผวนมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเทรนด์ของตลาดที่มีแนวโน้มของการเติบโตกำไรที่เพิ่มขึ้น

 

ทั้งนี้ จากข้อมูลตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม ถึง 18 กุมภาพันธ์ การรายงานงบ 4Q64 ของบริษัทจดทะเบียนมีกำไรดีกว่าคาดราว 20% ส่วนบริษัทจดทะเบียนที่กำไรตามคาดอยู่ที่ราว 60% และบริษัทจดทะเบียนที่กำไรแย่กว่าคาดอยู่ที่ราว 20%

 

โดยหุ้นปิโตรฯ เทคโนโลยี อาหาร เป็นกลุ่มที่กำไรดีกว่าคาด ส่วนการแพทย์ ICT สาธารณูปโภค กำไรแย่กว่าคาด ด้านกลยุทธ์ลงทุนในช่วงนี้ควรเน้นการลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญ และทยอยขายทำกำไรหุ้นที่ปรับขึ้นแรงจากปัจจัยแวดล้อมมากกว่าปัจจัยภายใน โดยการเข้าซื้อยังเป็นลักษณะ Selective Buy ในหุ้นที่มีการเติบโตและความชัดเจนของกำไรสูง แต่ราคายังไม่สะท้อน เพื่อลดความผันผวนและสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้มากกว่าเล่นตามภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจน และอยู่บนความคาดหวังค่อนข้างมาก แนะนำหุ้นในกลุ่มต่างๆ ได้แก่

 

  1. กลุ่มหุ้นที่ผลการดำเนินงานมีแนวโน้มเติบโตดี และ/หรือ ได้อานิสงส์จากการเปิดประเทศอย่าง KBANK, SPALI, AMATA, LH, GULF, DELTA ,ADVANC, ONEE, CRC, MINT
  2. กลุ่มหุ้นที่มีแนวโน้ม Fund Flow ไหลเข้า แต่ราคายังต่ำกว่า Pre-COVID อย่าง PTT, AOT, CPF, LH, CPALL และ
  3. กลุ่มหุ้น Domestic รับอานิสงส์กำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวดีขึ้นอย่าง CRC, AP, SPALI, AH, ONEE

 

ทั้งนี้ ในบรรดากลุ่มหุ้นต่างๆ ที่แนะนำ ผมเลือกมา 5 ตัว เพื่อจัดพอร์ตไว้เป็นแนวทางสำหรับนักลงทุน ดังนี้ครับ

 

  1. AOT หุ้นที่มีแนวโน้ม Fund Flow ไหลเข้าแต่ราคายังต่ำกว่า Pre-COVID และ Sentiment บวกจาก ศบค. เตรียมพิจารณาผ่อนคลายมาตรการ Test & Go รับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ
  2. CPF หุ้นที่มีแนวโน้ม Fund Flow ไหลเข้า แต่ราคายังต่ำกว่า Pre-COVID และคาดกำไร 1Q65 จะปรับตัวดีขึ้น QoQ ด้วยราคาสุกรและไก่เนื้อในประเทศปรับตัวดีขึ้น (+20% ถึง +35%)
  3. CPALL กำไรผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะปรับตัวดีขึ้นหลังกำลังซื้อฟื้นตัว โดยปี 2565 คาดกำไรปกติโตแกร่งถึง 72%YoY ขณะที่ราคาหุ้นยังต่ำกว่า Pre-COVID
  4. LH กำไรปี 2565 มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น ได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายมาตรการ LTV ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ดีขึ้น และมี Upside จากการขายสินทรัพย์ใน 2Q65 ขณะที่ราคาหุ้นยังต่ำกว่า Pre-COVID และ
  5. ONEE หุ้น Domestic ที่ได้รับอานิสงส์กำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวดีขึ้น โดยจัดเป็นหุ้น Proxy ของการฟื้นตัวในเม็ดเงินโฆษณา ขณะที่ราคาหุ้นยังต่ำกว่า Pre-COVID แล้วพบกันใหม่ ในคอลัมน์ฉบับหน้าครับ

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ‘หุ้นไทย’ ผันผวน แต่ Fund Flow ยังหนุนตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>