ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/scb-eic/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 08 Jun 2026 07:50:40 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จับตา FDI ระลอกใหม่ ความหวังดันเศรษฐกิจไทย หมดยุคเน้นปริมาณ รัฐต้องเร่งอัปเกรดสู่ ‘คุณภาพ’ https://thestandard.co/thailand-fdi-quality-investment/ Mon, 08 Jun 2026 07:50:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1215850 ภาพกราฟิกแสดงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) กับเศรษฐกิจไทย

ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกที่ออกมาเติบโตทะลุความคาดหมาย […]

The post จับตา FDI ระลอกใหม่ ความหวังดันเศรษฐกิจไทย หมดยุคเน้นปริมาณ รัฐต้องเร่งอัปเกรดสู่ ‘คุณภาพ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) กับเศรษฐกิจไทย

ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกที่ออกมาเติบโตทะลุความคาดหมาย ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าสนใจ โดยมี ‘การลงทุนภาคเอกชน’ โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เป็นฟันเฟืองสำคัญที่กำลังติดเครื่องอย่างร้อนแรง

 

 
 

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ปีนี้ ที่ขยายตัวได้ถึง 2.8% สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากแทบไม่ค่อยเห็นตัวเลขการเติบโตเกินระดับ 2% มาบ่อยนัก แม้การส่งออกจะดีกว่าที่คาด แต่การนำเข้าก็สูงตามไปด้วย ทำให้ผลประโยชน์สุทธิต่อเศรษฐกิจไทยอาจจะยังไม่มากนัก

 

แต่ปัจจัยที่โดดเด่นและเป็นตัวขับเคลื่อนหลักคือ ‘การลงทุนภาคเอกชน’ ที่เติบโตถึง 10% ซึ่งเป็นตัวเลขระดับ Double Digit ที่ไม่ได้เห็นมานานกว่า 3 ปี โดยกินสัดส่วนการผลักดันจีดีพีไปกว่าครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 1.6% การลงทุนที่เติบโตได้ดีนี้มาจากหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สินค้าทุน และการก่อสร้างที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย เช่น โรงงานอุตสาหกรรมและพื้นที่เชิงพาณิชย์ ซึ่งสะท้อนว่าการลงทุนเริ่มจุดติดแล้ว

 

โดยมีแรงส่งสำคัญมาจากเม็ดเงิน FDI ที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากทั้งปัจจัยผลัก (Push) ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ต่างชาติมองหาพื้นที่ปลอดภัย และปัจจัยดึง (Pull) จากกลยุทธ์ของภาครัฐและ BOI ส่งผลให้ SCB EIC ปรับประมาณการจีดีพีไทยปีนี้ขึ้นจาก 1.4% เป็น 1.7% โดยปรับประมาณการเติบโตของการลงทุนขึ้นเท่าตัว จาก 1.5% เป็น 3-4%

 

FDI เวฟใหม่ สัดส่วนเปลี่ยน ทุนจีนแซงญี่ปุ่น เน้นเทคโนโลยี

 

เมื่อเทียบกับคลื่นการลงทุนในอดีต ยุค Eastern Seaboard หรือหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง FDI ระลอกนี้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนใน 3 มิติ ได้แก่

 

  • สัดส่วนที่ใหญ่และมาแรง: ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI พุ่งสูงถึง 1.85 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา และเพียงไตรมาส 1 ของปีนี้ก็มีมูลค่าแตะ 1 ล้านล้านบาทแล้ว สัดส่วนการลงทุนจากต่างชาติเทียบกับการลงทุนเอกชนทั้งหมด กระโดดจากประมาณ 10% ขึ้นมาเป็น 20-25% สะท้อนความสนใจลงทุนจริงที่เพิ่มขึ้นมาก
  • อุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไป: เม็ดเงินส่วนใหญ่เกาะเทรนด์โลก โดย 70-90% กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มดิจิทัล, ICT และอิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับทิศทาง Green Field Investment ของโลกที่เติบโตเฉพาะในกลุ่ม ICT
  • กลุ่มทุนใหม่: ผู้ลงทุนหลักในปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกลุ่ม China related (จีน, สิงคโปร์, ฮ่องกง, ไต้หวัน) ซึ่งก้าวขึ้นมาแซงหน้าเจ้าถิ่นเก่าอย่างญี่ปุ่นไปเรียบร้อยแล้ว

 

ภาพกราฟิกแสดงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) กับเศรษฐกิจไทย 1

 

ความท้าทายจาก ‘แผนพัฒนาฯ จีน ฉบับที่ 15’ และบทเรียนที่ไทยต้องแก้

 

อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากการลงทุนในอดีตพบว่า เม็ดเงินที่เข้ามามักมาพร้อมกับการนำเข้าที่สูง และใช้เวลานาน 2-3 ปีกว่าเกิดการลงทุนจริง ทำให้ยังไม่เกิดการเชื่อมโยงและสร้าง Ecosystem หรือ Supply chain กับการผลิตในประเทศเท่าที่ควร โดยเฉพาะในเวฟใหม่นี้ที่เป็นทุน China related มักจะใช้ Supply chain จากฝั่งจีนด้วย

 

ดร.ฐิติมา ยังได้เตือนถึงสัญญาณจาก ‘แผนพัฒนาเศรษฐกิจของจีน ฉบับที่ 15’ ที่ระบุชัดเจนว่า จีนยอมเติบโตช้าลงเพื่อแลกกับการเติบโตที่มีคุณภาพ เน้นเทคโนโลยีและผลผลิต แม้จีนยังต้องพึ่งพาการผลิตเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ เช่น การตั้งโรงงาน EV ในไทย แต่จีนจะเก็บ เทคโนโลยีแกนหลัก (Core Technology) ไว้ในประเทศตนเอง และใช้วิธีส่งชิ้นส่วนมาประกอบปลายน้ำในไทย

 

ดังนั้น หากไทยต้องการขยับจากการเป็นเพียง ‘ฐานประกอบปลายน้ำ’ ขึ้นมาอยู่ตรงกลาง ไทยต้องเร่งอัปเกรดทักษะแรงงานและความพร้อมทางเทคโนโลยี เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและดึงดูดให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) อย่างแท้จริง

 

ข้อเสนอแนะถึงภาครัฐ ปฏิรูปกฎเกณฑ์ สู่การให้สิทธิประโยชน์แบบ ‘Outcome-based’

 

เพื่อให้เม็ดเงิน FDI เป็นรากฐานการก้าวกระโดดของเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง SCB EIC เสนอ 2 แนวทางที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ ได้แก่

 

  • เปลี่ยนโมเดลการส่งเสริมการลงทุนสู่ ‘Outcome-based’: เลิกเน้นแค่การดึงดูดปริมาณความเร็ว แต่ต้องเน้น ‘คุณภาพ’ โดยกำหนดเงื่อนไขการให้สิทธิประโยชน์ที่ผูกกับผลลัพธ์ เช่น การใช้วัตถุดิบในประเทศ (Made in Thailand), การเชื่อมโยงกับงานวิจัย (R&D) และการฝึกอบรมบุคลากรชาวไทย หากทำได้ตามเกณฑ์ถึงจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น
  • ปฏิรูปกฎเกณฑ์ ขยายสเกล Thailand Fast Pass: รัฐบาลควรต่อยอดกลไก Thailand Fast Pass ที่เป็น One Stop Service ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการขอใบอนุญาต วีซ่า และพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันเป็นเพียงนำร่อง (Sandbox) เฉพาะโครงการขนาดใหญ่ระดับพันล้านบาท ให้ครอบคลุมไปถึงการลงทุนระดับประเทศในทุกขนาด เพื่อความรวดเร็ว

 

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายเร่งรัดให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD เร็วขึ้นจากปี 2573 เป็นปี 2571 ยังเป็นโอกาสอันดีที่จะใช้เป็นแรงผลักดันในการปฏิรูปกฎเกณฑ์ของภาครัฐให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และคาดการณ์ได้ตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะยิ่งเสริมความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ

 

ในตอนท้าย การลงทุนต่างชาติรอบนี้จึงไม่ได้วัดกันที่จำนวนเม็ดเงินที่เข้ามาเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าประเทศไทยและบุคลากรไทย จะสามารถเรียนรู้ ต่อยอด และดึงเอาเทคโนโลยีจากกลุ่มทุนเหล่านี้ มาสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมภายในประเทศได้มากน้อยเพียงใด

 

 

The post จับตา FDI ระลอกใหม่ ความหวังดันเศรษฐกิจไทย หมดยุคเน้นปริมาณ รัฐต้องเร่งอัปเกรดสู่ ‘คุณภาพ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์พลังงานโลก: ถอดรหัสวิกฤตฮอร์มุซ 2026 สู่โครงสร้างราคาใหม่ และยุทธศาสตร์ ‘Green Leapfrog’ ของเอเชีย https://thestandard.co/hormuz-crisis-energy-green-leapfrog/ Thu, 28 May 2026 05:25:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1211836 ภาพปกบทความเกี่ยวกับวิกฤตฮอร์มุซ 2026 และการเปลี่ยนแปลงระเบียบพลังงานโลก

New normal ของตลาดน้ำมันโลก : จุดจบที่จุดเริ่ม ฮอร์มุซ […]

The post จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์พลังงานโลก: ถอดรหัสวิกฤตฮอร์มุซ 2026 สู่โครงสร้างราคาใหม่ และยุทธศาสตร์ ‘Green Leapfrog’ ของเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกบทความเกี่ยวกับวิกฤตฮอร์มุซ 2026 และการเปลี่ยนแปลงระเบียบพลังงานโลก

New normal ของตลาดน้ำมันโลก : จุดจบที่จุดเริ่ม ฮอร์มุซ 2026 กับระเบียบพลังงานที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน

 

วิกฤตพลังงานโลกในปี 2026 จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจไม่ใช่เพียงแรงกระแทกระยะสั้นของราคาน้ำมัน แต่เป็นจุดเร่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านระเบียบพลังงานโลก

 

วิกฤตพลังงานโลกในปี 2026 ที่มีชนวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของระเบียบพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันไม่ได้ถูกกำหนดโดยกลไกด้านอุปสงค์-อุปทาน แต่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานและการบริหารความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น

 

การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวสะท้อนผ่านหลายมิติสำคัญของตลาดพลังงานโลก ทั้งการที่ราคาน้ำมันเริ่มสะท้อน ‘ค่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์’ (Geopolitical Risk Premium) ในระดับโครงสร้างมากขึ้น ความพยายามของประเทศผู้ผลิตในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางขนส่งสำรองเพื่อลดความเสี่ยงจาก Chokepoints

 

อย่างช่องแคบฮอร์มุซ ตลอดจนแนวโน้มการแข่งขันด้านกำลังการผลิต (Capacity-driven Competition) ที่เพิ่มสูงขึ้น หลังเอกภาพของ OPEC+ อ่อนแอลงจากการถอนตัวของ UAE

 

สำหรับภูมิภาคเอเชีย วิกฤตครั้งนี้คือบททดสอบความมั่นคงที่รุนแรงที่สุดที่นำไปสู่การเร่งการเปลี่ยนผ่านไปยังพลังงานทางเลือก

 

จีนและญี่ปุ่นต้องยกระดับการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve : SPR) ให้เข้มงวดในระดับที่อยู่รอดได้นานนับร้อยวันแม้เส้นทางเดินเรือจะถูกตัดขาด ปรากฏการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดปรากฏการณ์ ‘The Green Leapfrog’ หรือ ‘การก้าวกระโดด’ สู่พลังงานสีเขียวที่รวดเร็วขึ้น เพื่อหลุดพ้นจากกับดักฟอสซิลนำเข้าที่ควบคุมไม่ได้และกลายเป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ย้อนกลับมาทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในระยะยาว

 

ในมิติของประเทศไทย รัฐบาลได้ตอบสนองต่อ New normal ของพลังงานโลกนี้ด้วยการประกาศ ‘ยุทธศาสตร์ความมั่นคงพลังงานรูปแบบใหม่’

 

ภาครัฐจึงเริ่มผลักดันมาตรการในหลายมิติ ทั้งการศึกษาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และการสำรองพลังงาน การเร่งสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ในพื้นที่อันดามัน การผลักดันการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนตาม MOU 44 (OCA) รวมถึงการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid)

 

และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอื่น ๆ ผ่านมาตรการทางการคลังและวงเงินสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบพลังงานไทยในระยะยาว

The post จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์พลังงานโลก: ถอดรหัสวิกฤตฮอร์มุซ 2026 สู่โครงสร้างราคาใหม่ และยุทธศาสตร์ ‘Green Leapfrog’ ของเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC เผยมูลค่าตลาด T-Pop จ่อแตะ 1.1 หมื่นล้านบาท ชูพลัง ‘Superfan’ และโมเดลความร่วมมือรัฐ-เอกชน ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ https://thestandard.co/scb-eic-tpop-superfan-economy/ Tue, 26 May 2026 13:42:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1211283 ภาพกราฟิกแสดงการเติบโตของตลาด T-Pop และมูลค่าที่คาดว่าจะสูงถึง 1.1 หมื่นล้านบาท

T-Pop ยุคใหม่ โตได้ไกลกว่าแค่ในประเทศ   กระแส T-Po […]

The post SCB EIC เผยมูลค่าตลาด T-Pop จ่อแตะ 1.1 หมื่นล้านบาท ชูพลัง ‘Superfan’ และโมเดลความร่วมมือรัฐ-เอกชน ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการเติบโตของตลาด T-Pop และมูลค่าที่คาดว่าจะสูงถึง 1.1 หมื่นล้านบาท

T-Pop ยุคใหม่ โตได้ไกลกว่าแค่ในประเทศ

 

กระแส T-Pop ที่กำลังมาแรงช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมเพลงของไทยเติบโตสอดคล้องตามเทรนด์โลก

 

 
 

ในช่วงปี 2016-2019 มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมเพลงของไทยเติบโตเฉลี่ย 16% CAGR จากเทรนด์การฟังเพลงผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และการเข้าชมคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรี

 

โดยมูลค่าตลาดดนตรีสดมีสัดส่วนเฉลี่ยราว 50% ของมูลค่าตลาดเพลงของไทย อย่างไรก็ดี แม้รายได้รวมของอุตสาหกรรมเพลงไทยจะได้รับผลกระทบจากมาตรการ

 

เว้นระยะห่างทางสังคมในช่วงโควิด-19 แต่ด้วยกระแสความนิยม T-Pop ที่เพิ่มสูงขึ้นจากการโพรโมตต่อเนื่องผ่านทางโซเชียลมีเดียจึงทำให้อุตสาหกรรมเพลงไทยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว กลับมาอยู่ในระดับก่อนโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2022 และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

 

โดย SCB EIC คาดว่า รายได้รวมของผู้ประกอบการธุรกิจ T-Pop จะอยู่ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท ในปี 2026 และขยายตัวสู่ระดับ 1.3 หมื่นล้านบาท ในปี 2029 หรือราว 5.8% CAGR ซึ่งชะลอตัวลงจากช่วงก่อนโควิด-19 จากฐานมูลค่าตลาดที่อยู่ในระดับสูง แต่ยังคงสอดคล้องกับทิศทางการขยายตัวของตลาดโลก

 

ในภาพรวมแนวโน้มความนิยม T-Pop ที่เพิ่มขึ้นในไทยและเริ่มขยายสู่ต่างประเทศ

 

มีแรงหนุนจากการเติบโตของแพลตฟอร์มดิจิทัล กระแสโซเชียลมีเดีย คุณภาพผลงานเพลง และการต่อยอดจากซีรีส์วายไทย

 

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เพลง T-Pop ยังคงมาแรงต่อเนื่องในไทยและกำลังขยายตลาดในต่างประเทศมากขึ้น ทำให้ศิลปินไทยได้รับโอกาสเข้าร่วมแสดงในเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Coachella และ Summer Sonic อีกทั้งยังดึงดูดผู้เล่นระดับโลกหลายรายให้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเพลงไทย

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้เพลง T-Pop ขยายความนิยมไปในวงกว้าง ได้แก่

 

  • การเพิ่มขึ้นของผู้ใช้งาน Music streaming ที่ช่วยให้ผู้ฟังทั่วโลกเข้าถึงเพลงไทยได้ง่ายขึ้น
  • กระแส Viral บนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเร่งให้เพลงไทยเป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างรวดเร็ว
  • คุณภาพผลงานเพลงที่ยกระดับสู่สากล ทั้งการผลิตผลงานเพลงภาพลักษณ์ศิลปิน และการนำเสนอผลงานที่ตอบโจทย์ผู้ฟังยุคใหม่
  • ความนิยมของซีรีส์วายไทย ช่วยส่งต่อความนิยมจากเพลงประกอบซีรีส์สู่ผลงานเพลงอื่นของศิลปิน

 

กลุ่มแฟนคลับที่พร้อมสนับสนุนศิลปินอย่างเต็มที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมเพลงไทยเติบโต และยังขยายโอกาสให้ธุรกิจอื่นเติบโตตามไปด้วย

 

แม้ T-Pop จะสามารถเข้าถึงฐานผู้ฟังที่กว้างขึ้นผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่ยังเผชิญข้อจำกัดของรายได้ต่อยอดการฟังที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้อุตสาหกรรมเพลงหันมาให้ความสำคัญกับกลุ่ม Superfan ซึ่งมีกำลังซื้อสูงและพร้อมสนับสนุนศิลปินอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง ยังต่อยอดขยายการเติบโตไปสู่ธุรกิจอื่นด้วย ได้แก่

 

  • ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคอนเสิร์ตและอีเวนต์ ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจจัดงาน สถานที่ ระบบแสงสีเสียง แพลตฟอร์มจำหน่ายบัตร และสินค้าที่ระลึก ซึ่งขยายตัวตามจำนวนงานคอนเสิร์ตและอีเวนต์ที่เพิ่มขึ้น โดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดธุรกิจ MICE ของไทยในปี 2026 จะเติบโต9.8%YoY

 

  • ธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ Fandom marketing และกิจกรรมแฟนคลับ อาทิ การดึงศิลปินมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ธุรกิจสื่อและโฆษณาที่รองรับทั้งการตลาดของแบรนด์และการเป็นสื่อกลางที่แฟนคลับใช้สนับสนุนศิลปิน รวมถึงธุรกิจ Food truck จากวัฒนธรรมส่ง Food support เป็นกำลังใจศิลปินและทีมงานตามงานต่างๆ

 

  • ธุรกิจอื่นที่ได้อานิสงส์จากการเดินทางเข้าร่วมงานของแฟนคลับ ทั้งคอนเสิร์ตเทศกาลดนตรี และกิจกรรมอีเวนต์ของศิลปิน อาทิ ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า สถานที่ท่องเที่ยว สายการบิน ไปจนถึงระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงกลุ่มค้าปลีกและศูนย์การค้าที่เป็นพื้นที่จัดกิจกรรม

 

ในระยะข้างหน้า T-Pop มีแนวโน้มขยายไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น แต่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรง การขาดแคลนบุคลากรเบื้องหลังที่มีประสบการณ์ด้านการจัดการในระดับสากล รวมถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมเพลงของไทย

 

การเติบโตของ T-Pop ที่มีแนวโน้มขยายสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะอาเซียน และเอเชียตะวันออก ตามทิศทางของผู้ประกอบการที่เริ่มผลักดันศิลปินในค่ายสู่เวทีต่างประเทศ และสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้เล่นต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการรักษาฐานแฟนเพลงในประเทศ อย่างไรก็ดี การเติบโตดังกล่าวยังเผชิญความท้าทายหลายประการ อาทิ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากกลุ่มศิลปินไทยที่เปิดตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและศิลปินต่างชาติที่เข้ามาในตลาด ความต้องการบุคลากรเบื้องหลังที่มีทักษะการจัดการด้านดนตรีและวางแผนการตลาดระดับสากล ตลอดจนข้อจำกัดด้านแหล่งเงินทุนและการเชื่อมโยงของระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ยังต้องอาศัยกลไกการสนับสนุนจากภาครัฐ

 

อย่างไรก็ดี การพิจารณานโยบายสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐ มีส่วนช่วยให้ T-Pop ก้าวสู่ตลาดโลกได้เร็วยิ่งขึ้น แม้ปัจจุบันภาครัฐได้สนับสนุนอุตสาหกรรมเพลงผ่านนโยบาย Soft power ทั้งการสร้างและพัฒนาทักษะบุคลากรผ่านหลักสูตรอบรม

 

และการผลักดันศิลปินไทยสู่ตลาดต่างประเทศ แต่ในระยะต่อไปหากภาครัฐพิจารณานโยบายสนับสนุนเพิ่มเติมอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เพลง T-Pop ไปสู่ตลาดโลกได้เร็วยิ่งขึ้น ได้แก่

 

  • การกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ชัดเจน จะช่วยให้ค่ายเพลงสามารถวางกลยุทธ์ระยะยาวให้สอดคล้องกับทิศทางของประเทศ
  • มาตรการสนับสนุนด้านการเงิน อาทิ การพัฒนากลไกการเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับค่ายเพลงขนาดกลาง ขนาดเล็ก และศิลปินอิสระ รวมถึงการใช้มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนสำหรับค่ายเพลงขนาดใหญ่
  • การพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตบุคลากรเบื้องหลัง, การผลิตศิลปิน, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดนตรี รวมถึงพื้นที่แสดงผลงานที่เป็นมาตรฐานสากล
  • การยกระดับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อปกป้องผลประโยชน์และสร้างรายได้ให้อุตสาหกรรม T-Pop ได้ต่อเนื่องในระยะยาว

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่

In focus / T-Pop ยุคใหม่ โตได้ไกลกว่าแค่ในประเทศ | SCBEIC In focus / T-Pop ยุคใหม่ โตได้ไกลกว่าแค่ในประเทศ | SCBEIC
26 พ.ค. 2569 | 13:21

 

The post SCB EIC เผยมูลค่าตลาด T-Pop จ่อแตะ 1.1 หมื่นล้านบาท ชูพลัง ‘Superfan’ และโมเดลความร่วมมือรัฐ-เอกชน ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC ปรับเพิ่มเป้าส่งออกปี 2026 รับอานิสงส์ AI แต่เตือนดุลการค้าเดือน เม.ย. ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์จากต้นทุนพลังงาน https://thestandard.co/scb-eic-ai-exports-record-deficit/ Tue, 26 May 2026 06:23:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1211047 ภาพกราฟิกแสดงข้อมูลการส่งออกไทยที่เติบโตจาก AI และการขาดดุลการค้าเดือนเมษายน

ส่งออกไทย เม.ย. 2026 โตแรง จาก AI แต่ดุลการค้าทำสถิติขา […]

The post SCB EIC ปรับเพิ่มเป้าส่งออกปี 2026 รับอานิสงส์ AI แต่เตือนดุลการค้าเดือน เม.ย. ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์จากต้นทุนพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อมูลการส่งออกไทยที่เติบโตจาก AI และการขาดดุลการค้าเดือนเมษายน

ส่งออกไทย เม.ย. 2026 โตแรง จาก AI แต่ดุลการค้าทำสถิติขาดดุลลึกเป็นประวัติการณ์ หลังนำเข้าโตแซงเกือบ 2 เท่า

 

ส่งออกไทยเดือน เม.ย. 2026 ขยายตัวสูงต่อเนื่อง

 

มูลค่าการส่งออกเดือน เม.ย. อยู่ที่ 31,583 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 23.1% เร่งขึ้นจาก 18.7% ในเดือนก่อน และขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน 16.2% และค่ากลาง Reuters Poll 17.3%) มูลค่าส่งออกที่ปรับฤดูกาลแล้วขยายตัว 3.8%MOM_SA ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทย 4 เดือนแรกของปี 2026 ขยายตัวต่อเนื่อง 18.9%

 

 

 

 

ส่งออกเดือนนี้ได้แรงส่งต่อเนื่องจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ประกอบกับแรงหนุนจากส่งออกสินค้าเกษตร

 

  • การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงต่อเนื่อง 64.6% ในเดือนนี้ เร่งขึ้นอีกจาก 43.8% ในเดือนก่อน สินค้ากลุ่มนี้ยังคงได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก สะท้อนจากการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไป 13 ใน 15 คู่ค้าสำคัญยังคงขยายตัวดี ขณะที่ข้อมูลส่งออกของประเทศในภูมิภาคที่เป็นผู้ผลิตหลักของห่วงโซ่อุปทานในสินค้ากลุ่มดังกล่าว เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซีย เติบโตสูงสองหลักเช่นกัน การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 13.2% หรือมากกว่าครึ่งของการเติบโตส่งออกรวมที่ 23.1%
  • การส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูง 44.2% ต่อเนื่องจาก 41.9% เดือนก่อน โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวสูงถึง 93.8% ขณะที่สินค้ากลุ่มอื่น ๆ ยกเว้นอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัว 11.7% สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ รวมถึงการเร่งผลิตและส่งออกหลังจากที่ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ลดลง ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางตั้งกำแพงภาษีตามมาตรา 301 กับคู่ค้าหลัก (รวมไทย) เพื่อปรับเพิ่มอัตราภาษีให้กลับไปใกล้อัตราก่อนหน้า การส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ มีส่วนทำให้การส่งออกเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 8.7% ของการเติบโตส่งออกรวม 23.1%
  • การส่งออกสินค้าเกษตรกรรมกลับมาขยายตัวสูง 17.9% หลังหดตัว 7 เดือนต่อเนื่อง แรงหนุนหลักมาจากการส่งออกผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง (ขยายตัว 74.3% หลังหดตัว -9% ในเดือนก่อน) โดยเฉพาะทุเรียนสดที่ขยายตัวสูงกว่า 109.5% ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลของปัจจัยฐานที่ต่ำ การส่งออกสินค้าผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 2.1% ของการเติบโตส่งออกรวม 23.1%

 

ส่งออกไปตะวันออกกลาง (ME 15) ฟื้นในเดือน เม.ย. จากอัญมณีเครื่องประดับ

 

การส่งออกไทยไปตะวันออกกลางกลับมาขยายตัว 19.3% ในเดือน เม.ย. หลังหดตัวแรง -57.1% ในเดือนก่อน แต่เป็นผลจากการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับที่ขยายตัวสูงถึง 1,157.1% โดยเฉพาะตลาด UAE หากไม่รวมสินค้านี้พบว่าการส่งออกไปตะวันออกกลางยังหดตัวสูง -39.7%

 

นำเข้าพุ่งแรง 45% สูงสุดในรอบเกือบ 5 ปี ดุลการค้าขาดดุลสูงทำสถิติใหม่

 

มูลค่านำเข้าเดือน เม.ย. อยู่ที่ 41,604.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 45% เร่งขึ้นจาก 35.7% ในเดือนก่อน สูงสุดในรอบ 59 เดือน และสูงกว่าประมาณการ (SCB EIC ประเมิน 37.7% และค่ากลาง Reuters Poll 30.1%) ภาพรวมมูลค่านำเข้าใน 4 เดือนแรกของปี 2026 ขยายตัวต่อเนื่อง 35.7% โดยการนำเข้าในเดือนนี้ขยายตัวสูงจาก

 

  • สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 38.7% แม้ชะลอลงเกือบครึ่งจาก 64.4% ในเดือนก่อน การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนช่วยให้การนำเข้าเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 17.1% ของการเติบโตนำเข้ารวม 45% โดยสินค้าหลักได้แก่ อุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้าที่ขยายตัวสูงกว่า 121.8% และ 133.8% ตามลำดับ (CTG: 14.6% และ 13.1%) ทั้งนี้การนำเข้าอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการนำเข้าสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำเพื่อผลิตและส่งออก ไทยจึงต้องนำเข้าจากผู้ผลิตหลักโดยเฉพาะจีนและไต้หวัน (76.9% และ 188.8% ตามลำดับ)
  • สินค้าเชื้อเพลิงขยายตัวสูง 128.6% หลังหดตัว 7 เดือนต่อเนื่อง มีส่วนทำให้การนำเข้ารวมเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 16.4% ของการเติบโตนำเข้ารวม 45% โดยสินค้าหลัก ได้แก่ น้ำมันดิบที่ขยายตัวสูงกว่า 169.3% (CTG : 14%) จากผลสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันทั่วโลกสูงขึ้น
  • สินค้าทุนขยายตัว 32.8% เร่งขึ้นจาก 28.3% ในเดือนก่อน การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนช่วยให้การนำเข้าไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 8.9% ของการเติบโตนำเข้ารวม 45% โดยสินค้าหลัก ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ขยายตัวถึง 65.4% และ 26.4% ตามลำดับ (CTG: 5.9% และ 1.4%) ส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่ไทยผลิตสินค้าทุนกลุ่มนี้ได้จำกัด ขณะที่แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Data Center เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าทุน หมวดเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพิ่มตาม โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีนที่ขยายตัว 49.5% และคิดเป็น 53.3% ของมูลค่านำเข้าสินค้าทุนทั้งหมดในเดือนนี้

 

ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้ขาดดุล -10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐสูงเป็นประวัติการณ์ มากกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย (SCB EIC ประเมิน -9,700 และค่ากลาง Reuters Poll -5,000) ไทยขาดดุลการค้าสะสม 4 เดือนแรกของปีนี้ -19,497.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

SCB EIC ปรับแนวโน้มส่งออกปี 2026 เพิ่มขึ้นเป็น 7.8% แต่แนวโน้มนำเข้าโตสูงกว่าที่ 15.8%

 

SCB EIC มองว่ามูลค่าส่งออกไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นเป็น 7.8% (เดิมมอง 0.5%) แม้สงครามในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง สาเหตุหลักมาจาก

 

  • ประมาณการการค้าโลกปี 2026 ปรับสูงขึ้น WTO และ IMF ปรับเพิ่มประมาณการปริมาณการค้าโลกเป็นขยายตัว 1.9% และ 2.8% จากเดิม 0.5% และ 2.6% ตามลำดับ โดย WTO ให้เหตุผลว่าการค้าเกี่ยวกับ AI มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะเอเชียได้ผลบวกสูง ประกอบกับผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ มีแนวโน้มต่ำกว่ามุมมองเดิม
  • มูลค่าส่งออกไทย 4 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัวสูง 18.9% เติบโตมากกว่าคาดอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงกว่า 57% (CTG 10.7%) นอกจากนี้ ความต้องการทองคำสูงขึ้นทั่วโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น ส่งผลให้มูลค่าส่งออกทองคำยังไม่ขึ้นรูปของไทยขยายตัว 50.8% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี (CTG 2.2%)
  • การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่องในระยะข้างหน้า (สัดส่วน 21% ของมูลค่าการส่งออกในปี 2025) จากแรงหนุนของวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก และการลงทุน Data center ที่ยังขยายตัว (ซึ่งไทยได้กลายเป็นส่วนหนึ่งสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลกในการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์) มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับ WTO

 

ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่ามูลค่าแนวโน้มมูลค่าการส่งออกของไทยปี 2026 จะอยู่ในช่วง -3% ถึง 8% และยังมีความเสี่ยงจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ต้องจับตา

 

อย่างไรก็ดี SCB EIC ปรับประมาณการมูลค่านำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 15.8% ในปีนี้ (เดิม 9.0%) ผลจาก

 

  • นำเข้า 4 เดือนแรกขยายตัวสูงมาก 35.7% โดยเฉพาะวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปที่ขยายตัว 51.3% (CTG 21.5%)
  • การนำเข้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปและสินค้าทุนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับมูลค่าส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง และความต้องการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Data center ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
  • การนำเข้าเชื้อเพลิงมีแนวโน้มขยายตัวสูงตามราคาพลังงานโลก หลังได้รับผลกระทบจากสงครามฯ สอดคล้องกับดัชนีราคาสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้น 10.2% โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่ขยายตัวถึง 47.5% ในเดือน มี.ค. (ยังไม่ประกาศเลขเดือน เม.ย.)

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่:

 

https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-250526

The post SCB EIC ปรับเพิ่มเป้าส่งออกปี 2026 รับอานิสงส์ AI แต่เตือนดุลการค้าเดือน เม.ย. ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์จากต้นทุนพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ‘งบประคอง หรือ ‘ทุนเปลี่ยนเกม’ SCB EIC วิเคราะห์ผลกระทบต่อ GDP และวินัยการคลังไทย https://thestandard.co/thai-government-400-billion-loan-economic-impact/ Fri, 15 May 2026 08:14:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1207533 กราฟแสดงผลกระทบของ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทต่อ GDP และหนี้สาธารณะไทย

กู้ 4 แสนล้านบาท ปี 2026 : ช่วยเศรษฐกิจไทยได้แค่ไหน? &n […]

The post เจาะลึก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ‘งบประคอง หรือ ‘ทุนเปลี่ยนเกม’ SCB EIC วิเคราะห์ผลกระทบต่อ GDP และวินัยการคลังไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงผลกระทบของ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทต่อ GDP และหนี้สาธารณะไทย

กู้ 4 แสนล้านบาท ปี 2026 : ช่วยเศรษฐกิจไทยได้แค่ไหน?

 

พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทช่วยรับมือวิกฤตพลังงาน พยุงเศรษฐกิจระยะสั้น-ผลักดันการเปลี่ยนผ่านระยะยาว โดยออกแบบให้เงินกู้ทำงาน 2 บทบาทพร้อมกัน คือ พยุงเศรษฐกิจ ในระยะสั้น และเร่งยกศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

 

 
 

วงเงินกู้ถูกแบ่งเป็น 2 แผนงาน แผนงานละ 2 แสนล้านบาท ได้แก่

 

(1) การบรรเทาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งช่วยประคองกำลังซื้อและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายได้เร็ว แต่มีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาวจำกัด และ

 

(2) การลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งแม้จะให้แรงกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นไม่มาก เพราะหลายโครงการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีสูง แต่เป็นส่วนสำคัญของ พ.ร.ก. ในการลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เพิ่มความยืดหยุ่นต่อวิกฤตพลังงานในอนาคต และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

 

พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาทจะช่วยประคองเศรษฐกิจไทยปีนี้ +0.7pp และเพิ่มขนาดเศรษฐกิจในระยะยาวได้ +0.1-0.2pp ขณะที่ในปี 2027 เศรษฐกิจจะเติบโตชะลอลงจากเดิมประมาณ -0.4pp. จากผลของฐานที่สูงขึ้นและผลมาตรการระยะสั้นหมดลง

 

โดยแผนงานช่วยเหลือค่าครองชีพมีบทบาทสำคัญต่อแรงส่งระยะสั้น ส่วนแผนงานเปลี่ยนผ่านพลังงาน แม้ผลระยะสั้นน้อยกว่า แต่จะช่วยเพิ่มขนาด GDP ไทยในระยะยาวได้บ้างราว +0.1–0.2% เทียบกับกรณีไม่กู้เพิ่ม โดยผลของแรงส่งทางเศรษฐกิจของ พ.ร.ก. นี้ จะขึ้นกับ ‘คุณภาพของการใช้เงินกู้’ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่พื้นที่การคลังเหลือน้อยลงมาก

 

สำหรับผลต่อเงินเฟ้อในระยะสั้นจำกัด +0.1-0.3pp. แต่การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวจะช่วยลดความเสี่ยงเงินเฟ้อจากปัญหาอุปทานพลังงานโลกได้ในอนาคต

 

SCB EIC ประเมินหนี้สาธารณะยังมีโอกาสทะลุเพดาน 70% ของ GDP ในปี 2027

 

ตามมุมมองเดิม โดยเงินเฟ้อไทยที่เร่งตัวขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง มีส่วนทำให้ขนาดเศรษฐกิจไทยในรูปตัวเงิน (Nominal GDP) ขยายตัวสูงขึ้นในปีนี้ ช่วยชดเชยผลของการกู้เงินเพิ่มได้บางส่วน ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ Nominal GDP ไม่เพิ่มขึ้นมากนัก

 

อย่างไรก็ดี การลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงานช่วยลดความเปราะบางทางการคลังในระยะยาว บรรเทาความจำเป็นในการใช้มาตรการทางการคลังขนาดใหญ่ในการรองรับวิกฤตพลังงานในอนาคต

 

เงินกู้ 4 แสนล้านจะคุ้มหรือไม่ ขึ้นกับการถูกใช้เป็น ‘งบประคอง’ หรือ ‘ทุนเปลี่ยนเกม’

 

SCB EIC เห็นว่ารัฐบาลควรใช้เงินกู้ครั้งนี้เป็นตัวเร่งให้เกิดการลงทุนภาคเอกชน ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และเดินหน้าปฏิรูปกติกาพลังงานไปพร้อมกัน ภายใต้ระบบติดตามที่โปร่งใส หากทำสำเร็จ เงินกู้ครั้งนี้จะไม่เพียงช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังช่วยลดความจำเป็นในการพึ่งพามาตรการการคลังขนาดใหญ่ซ้ำอีกในระยะยาว

 

โดยหัวใจความสำเร็จของ พ.ร.ก. นี้ สรุปได้ใน ‘4 ต้อง’ คือ

 

  • ต้องใช้ตรงเป้า : มีระบบติดตามที่โปร่งใส ป้องกันการเบี่ยงเบนวัตถุประสงค์ใช้เงินจากการลงทุนระยะยาว
  • ต้องดึงภาคเอกชนร่วมลงทุน : ใช้เงินรัฐเป็นตัวเร่ง (crowding-in) การลงทุนเอกชน ผ่านการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP)
  • ต้องลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า : สร้างฐานการผลิตและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในประเทศ
  • ต้องปฏิรูปกติกาพลังงานหมุนเวียนควบคู่กัน : ไม่ใช่แค่ลงทุนโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานระยะสั้น แต่เปลี่ยนกฎระเบียบเพื่อให้เกิดระบบซื้อขายไฟฟ้าแบบรวมศูนย์และเปลี่ยนผ่านสู่ตลาดเสรีที่แท้จริงได้ในระยะยาว

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่

In focus / กู้ 4 แสนล้านบาท ปี 2026 : ช่วยเศรษฐกิจไทยได้แค่ไหน ? | SCBEIC In focus / กู้ 4 แสนล้านบาท ปี 2026 : ช่วยเศรษฐกิจไทยได้แค่ไหน ? | SCBEIC
14 พ.ค. 2569 | 17:29

 

The post เจาะลึก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ‘งบประคอง หรือ ‘ทุนเปลี่ยนเกม’ SCB EIC วิเคราะห์ผลกระทบต่อ GDP และวินัยการคลังไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘โซลาร์รูฟท็อป’ คือทางรอดวิกฤตพลังงาน SCB EIC ชี้มาตรการภาษีจะช่วยให้คืนทุนเร็วขึ้น 1-2 ปี และช่วยสร้างเสถียรภาพค่าใช้จ่ายระยะยาว https://thestandard.co/solar-rooftop-tax-crisis-payback/ Wed, 06 May 2026 08:03:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1204319 ภาพประกอบโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาบ้าน สื่อถึงสิทธิลดหย่อนภาษีและคืนทุนเร็วขึ้นจากมาตรการภาครัฐ พร้อมโลโก้ SCB EIC

การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้นท่ามกลาง […]

The post ‘โซลาร์รูฟท็อป’ คือทางรอดวิกฤตพลังงาน SCB EIC ชี้มาตรการภาษีจะช่วยให้คืนทุนเร็วขึ้น 1-2 ปี และช่วยสร้างเสถียรภาพค่าใช้จ่ายระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาบ้าน สื่อถึงสิทธิลดหย่อนภาษีและคืนทุนเร็วขึ้นจากมาตรการภาครัฐ พร้อมโลโก้ SCB EIC

การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้นท่ามกลางความผันผวนของวิกฤตพลังงาน และผลจากมาตรการลดหย่อนภาษี

 

มาตรการลดหย่อนภาษีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่ภาครัฐได้ประกาศออกมา โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 3 มีนาคม 2026 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2028 จะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยจูงใจให้ประชาชนเห็นถึงความคุ้มค่าของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป จากการลดภาระค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะในสภาวะที่สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กดดันค่าไฟฟ้าให้ปรับตัวสูงขึ้น ผ่าน 2 มาตรการหลัก คือ

 

 
 

มาตรการสำหรับภาคครัวเรือน โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซื้อและติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อระบบ (มาตรา 3)

 

และมาตรการสำหรับภาคธุรกิจ โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% ของค่าใช้จ่ายในการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์อนุรักษ์พลังงานที่ได้รับฉลากประสิทธิภาพสูงระดับ 5 ดาว (มาตรา 4)

 

โดยมาตรการลดหย่อนภาษีถือเป็นมาตรการสำคัญที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผู้ติดตั้งจะได้รับเงินคืนบางส่วนหลังยื่นแบบภาษี คิดเป็นการลดต้นทุนราว 5 – 20% ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายจากแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง ตัวอย่างเช่น ครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 2,000 – 5,000 บาทต่อเดือน และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 3 KWp จะสามารถคืนทุนได้ราว 6–7 ปี ซึ่งเร็วขึ้นจากปกติที่ต้องใช้เวลาถึง 8 ปี

 

และหากเป็นครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าสูงและเลือกติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาดใหญ่ขึ้นก็มีโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้น เช่น ครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 5,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 KWp จะสามารถคืนทุนได้ราว 4 – 6 ปี เร็วขึ้นจากปกติที่ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี ยิ่งไปกว่านั้น หากภาครัฐใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบ Progressive โดยคิดอัตรา 3 บาทต่อหน่วย สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก, อัตรา 3.95 บาทต่อหน่วยสำหรับการใช้ไฟฟ้า 201-400 หน่วย และ 5 บาทต่อหน่วยสำหรับการใช้ไฟฟ้า 401 หน่วยขึ้นไป จะส่งผลให้กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 620 หน่วยขึ้นไป มีภาระค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราค่าไฟฟ้าแบบเดิม และถ้าครัวเรือนกลุ่มนี้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปก็จะสามารถคืนทุนได้เร็วขึ้นอีกราว 1-3 เดือน

 

การตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปยังมีอุปสรรค

 

การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การหาผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการติดตั้ง ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของภาคครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ภาคครัวเรือนสามารถลดอุปสรรคเหล่านี้ได้ผ่าน 2 แนวทางหลัก คือ

 

(1) การเลือกผู้ให้บริการที่มีทางเลือกด้านการชำระเงินที่หลากหลาย เช่น สินเชื่อเช่าซื้อหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งช่วยลดภาระเงินก้อนแรกและเพิ่มความคุ้มค่าร่วมกับมาตรการลดหย่อนภาษี

 

และ (2) การเลือกผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ มีข้อมูลสินค้า ราคา การรับประกัน

 

และบริการหลังการขายที่ชัดเจน ควบคู่กับการแสดงผลงานที่ติดตั้งสำเร็จแล้วพร้อมการรีวิวจากผู้ที่ติดตั้ง จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น

 

ภาครัฐสามารถส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปโดยลดอุปสรรคและเพิ่มแรงจูงใจให้ภาคครัวเรือน

 

นอกเหนือจากมาตรการลดหย่อนภาษีและโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางแล้ว ภาครัฐอาจพิจารณาเพิ่มนโยบายเพื่อแก้ไขอุปสรรคเรื่องความเชื่อมั่นที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของภาคครัวเรือน ได้แก่ การจัดทำระบบรับรองคุณภาพอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งแบบสมัครใจ (Voluntary certification program) เพื่อช่วยให้ผู้ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถเลือกผู้ให้บริการติดตั้งที่ได้มาตรฐาน รวมถึงการเปิดรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปผ่านระบบ Net metering ที่ขายคืนไฟฟ้าในราคาขายปลีกซึ่งอาจจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพได้ เนื่องจากราคาขายปลีกในปัจจุบันสูงกว่าราคาขายในระบบ Net billing (การนำรายได้รวมส่วนที่ขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฯ ในราคาที่รัฐประกาศหรือที่ 2.2 บาทต่อหน่วยไปหักลบกับค่าไฟฟ้าในสิ้นงวด)

 

โดยในระยะเริ่มต้น ภาครัฐอาจทดลองใช้ในพื้นที่ที่มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสูง เพื่อประเมินผลกระทบด้านต้นทุนและเทคนิคของระบบไฟฟ้า ก่อนขยายผลในระดับภูมิภาคไปจนถึงระดับประเทศต่อไป

 

 

The post ‘โซลาร์รูฟท็อป’ คือทางรอดวิกฤตพลังงาน SCB EIC ชี้มาตรการภาษีจะช่วยให้คืนทุนเร็วขึ้น 1-2 ปี และช่วยสร้างเสถียรภาพค่าใช้จ่ายระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึก 5 สัญญาณเตือน! SCB EIC ชี้วิกฤตตะวันออกกลางเขย่าภาคเกษตรไทย ‘ชาวนา’ อ่วมสุด ขณะที่ ‘โรงงานแปรรูป’ รับส้มหล่น https://thestandard.co/scb-eic-agriculture-middle-east-impact/ Wed, 06 May 2026 02:00:58 +0000 https://thestandard.co/scb-eic-agriculture-middle-east-impact/ ภาพประกอบเกษตรกรไทยยืนอยู่กลางทุ่ง โดยมีสัญลักษณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและข้อความเกี่ยวกับผลกระทบต่อภาคเกษตรไทย พร้อมโลโก้ SCB Wealth

วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนถึง […]

The post เจาะลึก 5 สัญญาณเตือน! SCB EIC ชี้วิกฤตตะวันออกกลางเขย่าภาคเกษตรไทย ‘ชาวนา’ อ่วมสุด ขณะที่ ‘โรงงานแปรรูป’ รับส้มหล่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบเกษตรกรไทยยืนอยู่กลางทุ่ง โดยมีสัญลักษณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและข้อความเกี่ยวกับผลกระทบต่อภาคเกษตรไทย พร้อมโลโก้ SCB Wealth

วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนถึงภาคการเกษตรไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ SCB EIC ประเมินผลกระทบผ่าน 5 ช่องทางหลัก นำโดยราคาน้ำมันและปุ๋ยเคมีที่เตรียมพุ่งสูงขึ้น ‘เกษตรกรผู้ปลูกข้าว’ ถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่น่าห่วงที่สุด เพราะต้นทุนพุ่งแต่ราคาขายไม่ปรับขึ้นตาม เจาะลึกกลยุทธ์ทางรอดของผู้ประกอบการ และข้อเสนอเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องรีบลงมือทำเพื่อรับมือวิกฤตครั้งนี้

 

 

ดร.เกียรติศักดิ์ คำสี นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยผ่านรายการ Morning Wealth ถึงผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีต่ออุตสาหกรรมเกษตรไทย โดยแม้สองภูมิภาคจะดูห่างไกลกัน แต่ในความเป็นจริง ภาคการเกษตรของไทยซึ่งพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศสูง กำลังเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนผ่าน 5 ช่องทางสำคัญ

 

โดย SCB EIC ประเมินว่าภาคการเกษตรจะได้รับผลกระทบผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้

 

  • ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น: เป็นช่องทางที่กระทบต้นทุนโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่มีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันอยู่ที่ 3-9% ของต้นทุนรวม ในขณะที่กลุ่มโรงงานแปรรูปและโรงสีได้รับผลกระทบน้อยกว่ามาก เนื่องจากมีสัดส่วนต้นทุนส่วนนี้เพียง 1.2-2% อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นได้สร้างแรงบวกต่อ “พืชพลังงาน” เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ทำให้ความต้องการใช้และราคาปรับตัวดีขึ้น รวมถึง “ยางพารา” ที่ได้อานิสงส์จากการนำไปทดแทนยางสังเคราะห์ที่ราคาสูงขึ้นตามทิศทางน้ำมันดิบ
  • ราคาปุ๋ยเคมีทะยาน: ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงคือหัวใจของต้นทุนการเกษตร โดยคิดเป็นสัดส่วนมหาศาลถึง 40-54% ของต้นทุนรวม แม้ในขณะนี้ผลกระทบอาจจะยังไม่แสดงอาการชัดเจน เนื่องจากสินค้าเกษตรส่วนใหญ่อยู่ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวซึ่งได้ใส่ปุ๋ยไปล่วงหน้าแล้ว แต่รอยต่อสำคัญจะอยู่ที่ “ไตรมาส 3” ซึ่งเป็นรอบการใส่ปุ๋ยใหม่ และจะไปกระทบโดยตรงต่อผลผลิตที่จะออกมาในช่วงไตรมาส 4
  • อุปสงค์จากตะวันออกกลางหดตัว: ภาวะสงครามบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภคในพื้นที่ และทำให้การขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างยากลำบาก สินค้าเกษตรที่น่าห่วงที่สุดคือ ‘ข้าว’ เนื่องจากไทยมีสัดส่วนการส่งออกข้าวไปยังตะวันออกกลางสูงถึง 12% ของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมด
  • ต้นทุนค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น: เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก
  • เศรษฐกิจโลกที่เสี่ยงเติบโตต่ำลง: ซึ่งจะย้อนกลับมากดดันอุปสงค์โดยรวมของสินค้าเกษตรในตลาดโลก

 

ผลกระทบสุทธิชี้ชัด ‘เกษตรกร’ ขาดทุน แต่ ‘โรงงานแปรรูป’ กำไร

 

เมื่อนำผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบมาประเมินร่วมกัน ดร.เกียรติศักดิ์ ชี้ให้เห็นถึงภาพที่น่ากังวลสำหรับภาคการเกษตรขั้นต้น ดังนี้

 

  • กลุ่มเกษตรกร (ผู้ปลูก): ได้รับผลกระทบสุทธิ ‘ติดลบในทุกพืช’ เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงกว่าราคาขายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ ‘เกษตรกรผู้ปลูกข้าว’ ที่บาดเจ็บหนักที่สุด เพราะต้องรับภาระต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นโดยไม่ได้อานิสงส์ด้านราคามาช่วยพยุงเลย สอดคล้องกับข้อมูลที่ SCB EIC ติดตามมาตั้งแต่เริ่มสงครามที่พบว่า ข้าวเป็นพืชชนิดเดียวที่ราคายังคง ‘ปักหัวลง’ ขณะที่พืชพลังงานและยางพารายังพอมีปัจจัยราคาที่สูงขึ้นมาช่วยหักล้างต้นทุนปุ๋ยและน้ำมันได้บ้าง
  • กลุ่มโรงงานแปรรูป: 4 ใน 5 อุตสาหกรรมแปรรูป ได้รับผลกระทบสุทธิ ‘เป็นบวก’
  • โรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน: ได้รับผลบวกมากที่สุด จากความต้องการนำไปผลิตไบโอดีเซล
  • โรงงานมันสำปะหลัง: ได้รับอานิสงส์บวกจากความต้องการใช้เอทานอลที่พุ่งสูงขึ้น
  • โรงงานน้ำตาล: ได้รับผลบวกอย่างมาก เนื่องจาก ‘บราซิล’ ผู้ส่งออกน้ำตาลเบอร์หนึ่งของโลก หันไปนำอ้อยไปผลิตเอทานอลทดแทนน้ำมันที่แพงขึ้น ทำให้อุปทานน้ำตาลในตลาดโลกลดลง ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น
  • โรงงานยางพารา (ยางแท่ง/ยางแผ่น): ได้รับผลดีจากความต้องการทดแทนยางสังเคราะห์
  • โรงสีข้าว: เป็นเพียงกลุ่มเดียวในภาคแปรรูปที่ได้รับผลกระทบสุทธิติดลบ (ราว 0.2%) เนื่องจากไม่ได้ผลบวกจากทิศทางราคา

 

 

ทางรอดท่ามกลางวิกฤต กลยุทธ์การปรับตัวของเอกชน

 

ภายใต้ความผันผวนสูง ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการ 2 มิติ คือ

 

  • การบริหารความเสี่ยง (Risk Management): สร้างความยืดหยุ่นด้วยการกระจายความเสี่ยง หลีกเลี่ยงการพึ่งพาตลาดส่งออกใดตลาดหนึ่ง หรือซัพพลายเออร์รายใดรายหนึ่งมากเกินไป และเตรียมแผนฉุกเฉินรับมือสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด
  • การยกระดับประสิทธิภาพ (Cost Reduction): หันมาใช้การทำ เกษตรแม่นยำ (Precision Farming) เช่น การใช้ ‘ปุ๋ยสั่งตัด’ ที่ให้สารอาหารตามที่พืชและดินต้องการอย่างแท้จริง หรือเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม (เช่น THEOS-2) ที่สามารถวิเคราะห์ความต้องการสารอาหารของพืชได้ รวมถึงลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี ด้วยการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเพิ่มไนโตรเจนในช่วงพักฟื้นดิน หรือการผสมปุ๋ยอินทรีย์ใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี

 

SCB EIC ทิ้งท้ายถึงข้อเสนอที่ภาครัฐต้องเร่งลงมือทำเพื่อปกป้องโครงสร้างการเกษตรของประเทศ ดังนี้

 

  • เร่งเจรจาหาแหล่งปุ๋ยนำเข้าทดแทน: ต้องเดินหน้าเจรจากับประเทศคู่ค้าเพื่อนำเข้าปุ๋ยให้ทันก่อนไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้สูง และป้องกันปัญหาการระงับการส่งออกปุ๋ยจากประเทศต้นทาง
  • อุดหนุนเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร: ภาครัฐต้องส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การสนับสนุนผู้รับจ้างบินโดรนให้เปลี่ยนจากการหว่านปุ๋ยทั่วแปลง มาเป็นการใช้เซนเซอร์ตรวจจับและหว่านปุ๋ยเฉพาะจุดแบบที่ต่างประเทศนิยมใช้
  • พุ่งเป้าเยียวยา ‘ชาวนา’ เป็นลำดับแรก: จัดลำดับความสำคัญในการช่วยเหลือให้ชัดเจน โดยมุ่งเป้าไปที่ ‘เกษตรกรผู้ปลูกข้าว’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่บอบช้ำและเปราะบางที่สุดจากวิกฤตในครั้งนี้

 

ภาพ: marog – pixcells / Shutterstock, Shutterstock.AI Generator

The post เจาะลึก 5 สัญญาณเตือน! SCB EIC ชี้วิกฤตตะวันออกกลางเขย่าภาคเกษตรไทย ‘ชาวนา’ อ่วมสุด ขณะที่ ‘โรงงานแปรรูป’ รับส้มหล่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารกลางหลักของโลก สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ไทย จ่อ ‘คง’ ดอกเบี้ยสัปดาห์นี้ https://thestandard.co/central-banks-hold-interest-rates/ Tue, 28 Apr 2026 08:04:28 +0000 https://thestandard.co/central-banks-hold-interest-rates/ ภาพอินโฟกราฟิกแสดงแนวโน้มดอกเบี้ยทั่วโลก โดย 4 ธนาคารกลางหลัก สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ไทย คาดการณ์ คงดอกเบี้ยสัปดาห์นี้

ธนาคารกลางสำคัญทั่วโลก ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ธน […]

The post ธนาคารกลางหลักของโลก สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ไทย จ่อ ‘คง’ ดอกเบี้ยสัปดาห์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงแนวโน้มดอกเบี้ยทั่วโลก โดย 4 ธนาคารกลางหลัก สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ไทย คาดการณ์ คงดอกเบี้ยสัปดาห์นี้

ธนาคารกลางสำคัญทั่วโลก ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ ท่ามกลางสงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่แน่นอน

 

วันนี้ (28 เมษายน) วิจัยกรุงศรีกล่าวว่า การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันที่28 เมษายน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 28-29 เมษายน และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่30 เมษายน มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม เพื่อรอประเมินความชัดเจนของสถานการณ์ รวมถึงผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เริ่มกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ที่มองว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% แต่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2026 ตามภาวะตลาดแรงงานที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ภายในปีนี้ แต่จังหวะยังไม่แน่นอน ขึ้นกับความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจคงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปี ท่ามกลางเศรษฐกิจยูโรโซนที่ยังเปราะบาง แม้เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้น

 

กนง. 29 เม.ย.นี้ คาดคงดอกเบี้ยที่ 1.00% ท่ามกลางความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.00% ในวันที่ 29 เมษายน แม้แรงกดดันจากเงินเฟ้อด้านต้นทุนเป็นขาขึ้น แต่การประคองเศรษฐกิจยังจำเป็น ขณะที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกระทบภาคการผลิต การท่องเที่ยว และกำลังซื้อของครัวเรือน

 

สอดคล้องกับ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) ที่มองว่า ในการประชุม กนง. วันที่ 29 เม.ย. 2569 คาดว่าที่ประชุมจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.00% ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยกนง. คาดว่าจะมีมุมมอง wait-and-see เพื่อประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน สอดคล้องกับท่าทีของธนาคารกลางหลักหลายแห่งทั่วโลก

 

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% ตลอดทั้งปี 2569 โดยมีมุมมองว่าอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ ทำให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีประสิทธิผลจำกัดในการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ และอาจยิ่งซ้ำเติมภาวะอุปสงค์ภายในประเทศให้ชะลอลงมากขึ้น

 

ในขณะเดียวกัน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอาจไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่นโยบายการคลังมีแนวโน้มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบและพยุงเศรษฐกิจได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้นโยบายดอกเบี้ยโดยรวม

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคาดอีกว่า ในการประชุม FOMC วันที่ 28-29 เม.ย. 2569 คาด Fed มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50-3.75% เพื่อรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ในระยะข้างหน้า Fed มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายยาวนานขึ้น และการปรับลดดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นล่าช้ากว่าที่เคยคาด โดยยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตะวันออกกลางและทิศทางราคาพลังงานโลกเป็นสำคัญ

 

ในกรณีฐาน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า Fed มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยใน 1 ครั้งในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ สอดคล้องกับ Dot Plot ในการประชุมรอบก่อนหน้า ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อการเข้าถึงช่องแคบฮอร์มุซ จะคลี่คลายลงภายในเดือนมิ.ย. 2569 นี้ ซึ่งจะช่วยให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทยอยปรับลดลง และทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว

 

อย่างไรก็ดี หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อจนทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวเหนือ 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่องไปตลอดทั้งปี ความเสี่ยงของการเกิด Stagflation จะเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว Fed มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดทั้งปี

The post ธนาคารกลางหลักของโลก สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ไทย จ่อ ‘คง’ ดอกเบี้ยสัปดาห์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกไทย มี.ค. พุ่งแรง 18.7% รับอานิสงส์อิเล็กทรอนิกส์และตลาดสหรัฐฯ แต่ SCB EIC เตือนระวังนำเข้าทะลัก-ตะวันออกกลางหดตัวแรง https://thestandard.co/thai-exports-march-surge-electronics-us/ Mon, 27 Apr 2026 11:08:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1201638 กราฟแสดงการส่งออกของไทยเดือนมีนาคมที่เติบโต 18.7% โดยมีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และตลาดสหรัฐฯ เป็นแรงหนุน พร้อมคำเตือนจาก SCB EIC เรื่องนำเข้าและตะวันออกกลาง

สงครามฉุดส่งออกไปตะวันออกกลางเดือน มี.ค. หดตัวแรง แม้ภา […]

The post ส่งออกไทย มี.ค. พุ่งแรง 18.7% รับอานิสงส์อิเล็กทรอนิกส์และตลาดสหรัฐฯ แต่ SCB EIC เตือนระวังนำเข้าทะลัก-ตะวันออกกลางหดตัวแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงการส่งออกของไทยเดือนมีนาคมที่เติบโต 18.7% โดยมีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และตลาดสหรัฐฯ เป็นแรงหนุน พร้อมคำเตือนจาก SCB EIC เรื่องนำเข้าและตะวันออกกลาง

สงครามฉุดส่งออกไปตะวันออกกลางเดือน มี.ค. หดตัวแรง แม้ภาพรวมส่งออกยังโตสูง แต่นำเข้าพุ่งสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี

 

ภาพรวมส่งออกไทยเดือน มี.ค. 2026 ยังขยายตัวสูง

 

มูลค่าส่งออก 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐเติบโตสูง 18.7% จาก 9.9% ในเดือนก่อน และขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน 11.6% และค่ากลาง Reuters Poll 9.8%) มูลค่าส่งออกที่ปรับฤดูกาลแล้วขยายตัว 4.9%MOM_SA ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทยในไตรมาสแรกของปี 2026 ขยายตัวต่อเนื่อง 17.6%

 

ส่งออกเดือนนี้ได้แรงส่งจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ กระแสเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ระลอกใหม่หลังสหรัฐฯ เตรียมตั้งกำแพงภาษีใหม่ตามมาตรา 301

 

  • การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูง 43.8% เช่น เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ วงจรพิมพ์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัว 34.2% 166.6% 129.1% 43.8% และ 34.2% ตามลำดับ สินค้ากลุ่มนี้ยังคงได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก สะท้อนจากการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไป 11 ใน 15 คู่ค้าสำคัญยังคงขยายตัวดี ทั้งนี้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 9.2% หรือเกือบครึ่งของการเติบโตส่งออกรวมที่ 18.7%
  • การส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูง 41.9% ต่อเนื่องจาก 40.5% เดือนก่อน โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมขยายตัวสูงถึง 64.2% และสินค้ากลุ่มอื่น ๆ (ยกเว้นอิเล็กทรอนิกส์) ขยายตัว 24.8% สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ รวมถึงการเร่งผลิตและส่งออกหลังจากที่ศาลฎีกาตัดสินในวันที่ 20 ก.พ. ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าโดยใช้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ทำให้สหรัฐฯ ลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยจาก 19% เหลือ 10% เป็นอัตราใหม่ที่ประกาศเก็บจากคู่ค้าอื่นเท่ากัน (ประกาศใช้ชั่วคราวถึง 24 ก.ค.) ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางตั้งกำแพงภาษีตามมาตรา 301 กับคู่ค้าหลักทั่วโลก (รวมไทย) เพื่อปรับเพิ่มอัตราภาษีให้กลับไปใกล้อัตราก่อนหน้า การส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ มีส่วนทำให้การส่งออกเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 8.8% ของการเติบโตส่งออกรวม 18.7% สำหรับการส่งออกของประเทศในภูมิภาคไปตลาดสหรัฐฯ ในเดือนนี้ขยายตัวดีเช่นกัน เช่น เวียดนาม (28.4%) เกาหลีใต้ (47.3%) และไต้หวัน (124%)
  • การส่งออกเครื่องประดับแท้ขยายตัวสูง 187.2% เร่งขึ้นมากจาก 34.4% เดือนก่อน แรงหนุนหลักมาจากการส่งออกไปอินเดียที่ขยายตัวสูงถึง 3,155.4% ซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 80% ของการส่งออกสินค้าหมวดนี้ทั้งหมดของไทยในเดือนนี้ ทั้งนี้การส่งออกสินค้าเครื่องประดับหมวดนี้ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัว (CTG) 3.9% ของการเติบโตส่งออกรวม 18.7%

 

การส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง (ME 15) หดตัวแรง รับผลสงครามในอิหร่าน

 

การส่งออกไทยไปตะวันออกกลางหดตัวแรง -57.1% ในเดือน มี.ค. โดยหดตัวใน 3 ตลาดหลักของภูมิภาคนี้ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) (-67.1%), ตุรกี (-20.5%) และซาอุดีอาระเบีย (-55.5%) และส่งออกหดตัวใน 5 สินค้าหลัก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (-53.5%), อัญมณีและเครื่องประดับ (-67.5%), เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (-41.4%), ผลิตภัณฑ์ยาง (-55.1%) และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (-47.5%)

 

นำเข้าเร่งตัวสูงสุดในรอบ 51 เดือน โดยเฉพาะอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่านำเข้าเพื่อผลิตและส่งออก

 

มูลค่านำเข้าเดือน มี.ค. อยู่ที่ 38,496.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 35.7% สูงสุดในรอบ 51 เดือน เร่งขึ้นจาก 31.8% ในเดือนก่อนและสูงกว่าประมาณการ (SCB EIC ประเมิน 24.2% และค่ากลาง Reuters Poll 20.3%) ภาพรวมมูลค่านำเข้าไทยในไตรมาสแรกของปี 2026 ขยายตัวต่อเนื่อง 32.4%

 

สำหรับการนำเข้าส่วนใหญ่ในเดือนนี้ ได้แก่

 

  • สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 64.4% เร่งจาก 53.3% การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนช่วยให้การนำเข้าเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 26% มากกว่าครึ่งของการเติบโตนำเข้ารวม 35.7% โดยสินค้าหลักได้แก่ ทองคำ และอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้าที่ขยายตัวสูงกว่า 181.6% และ 129.3% ตามลำดับ (CTG: 9.4% และ 13.3%) ทั้งนี้การนำเข้าอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการนำเข้าสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำเพื่อผลิตและส่งออก ไทยจึงต้องนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากผู้ผลิตหลัก เช่น จีน และไต้หวัน (15.8% และ 343.7% ตามลำดับ)
  • สินค้าทุนขยายตัว 28.3% ชะลอลงจาก 49.3% ในเดือนก่อน การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนช่วยให้การนำเข้าไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 7.7% ของการเติบโตนำเข้ารวม 35.7% โดยสินค้าหลักได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ขยายตัวถึง 82.7% และ 25.3% ตามลำดับ (CTG: 6.7% และ 1.2%) ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่ไทยผลิตสินค้าทุนประเภทนี้ได้จำกัด ขณะที่แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Data center เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าทุน หมวดเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพิ่มตาม

 

ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้ขาดดุลต่อเนื่อง -3,339.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน -2,150 และค่ากลาง Reuters Poll -1,120) ไทยขาดดุลการค้าสะสมในไตรมาสแรกของปีนี้ -9,476.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ดุลการค้าไทยมีแนวโน้มแย่ลงอีกในระยะข้างหน้า

 

SCB EIC มองว่ามูลค่าการส่งออกไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ก่อนจะชะลอตัวลงมากหลังเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างเต็มที่ โดยการส่งออกมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนจากข้อมูลเร็วการส่งออกของเกาหลีใต้ 20 วันแรกในเดือน เม.ย. ที่ยังขยายตัวดี 49.4% โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ที่ขยายตัวสูง 182.5% ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์แถลงว่า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก และจะเป็นปัจจัยสำคัญในการหนุนส่งออกไทยในระยะข้างหน้า ขณะที่จะมีแรงกดดันจากการส่งออกไปตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากสงคราม โดยกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า มูลค่าส่งออกไทยปี 2026 จะขยายตัวได้ 3% ในกรณีฐาน (กรณีดีที่สุด 8% และกรณีแย่ที่สุด -3%)

 

ในทางกลับกัน SCB EIC มองว่า มูลค่านำเข้าไทยจะมีแนวโน้มเร่งตัวสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีนและการนำเข้าสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นหมวดที่ขยายตัวสูงมาก่อนหน้านี้แล้ว นอกจากนี้ มูลค่าการนำเข้าไทยที่จะเร่งตัวในระยะข้างหน้า คาดว่าจะสะท้อนผลของราคาพลังงานโลกที่ปรับสูงขึ้นมากหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงราว 8% ของ GDP มุมมองดุลการค้าไทยในปีนี้คาดว่าจะมีแนวโน้มแย่ลง

 

The post ส่งออกไทย มี.ค. พุ่งแรง 18.7% รับอานิสงส์อิเล็กทรอนิกส์และตลาดสหรัฐฯ แต่ SCB EIC เตือนระวังนำเข้าทะลัก-ตะวันออกกลางหดตัวแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC ชี้สงครามตะวันออกกลางกระทบไทยชัดเจน แนะจับตารัฐเข็นนโยบาย ‘4T’ และ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ สู้ภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง https://thestandard.co/scb-eic-middle-east-war-thailand-economy/ Mon, 27 Apr 2026 09:14:16 +0000 https://thestandard.co/scb-eic-middle-east-war-thailand-economy/

เศรษฐกิจไทยเริ่มได้รับแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางอย่ […]

The post SCB EIC ชี้สงครามตะวันออกกลางกระทบไทยชัดเจน แนะจับตารัฐเข็นนโยบาย ‘4T’ และ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ สู้ภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เศรษฐกิจไทยเริ่มได้รับแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางอย่างชัดเจนขึ้น ขณะที่รัฐบาลส่งสัญญาณใช้นโยบายการคลังพยุงเศรษฐกิจมากขึ้น โดยSCB EIC คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 1.4% ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น บทบาทนโยบายการคลังชัดขึ้นในการประคองเศรษฐกิจ

 

ข้อมูลล่าสุดพบว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มกระทบเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยในต้นเดือน เม.ย. ลดลงชัดเจน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากคือนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรป ขณะที่นักท่องเที่ยวในภาพรวมมีแนวโน้มได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากต้นทุนเดินทางที่สูงขึ้น ด้านมูลค่าการส่งออกไปตะวันออกกลางเดือน มี.ค. หดตัวสูง แต่ภาพรวมยังโตดีจากอิเล็กทรอนิกส์และการเร่งผลิตและส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วงที่กำแพงภาษีลดลงมาก อย่างไรก็ดี มูลค่าการนำเข้าขยายตัวสูงกว่ามาก แม้ยังไม่สะท้อนมูลค่าการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้นกว่าปกติในด้านราคา

 

ในขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผู้ประกอบการปรับลดลงมาก โดยความเชื่อมั่นภาคธุรกิจใน 3 เดือนข้างหน้าลดลงแรง และต่ำกว่าความเชื่อมั่นในปัจจุบันเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี สะท้อนมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังเปราะบาง

 

ตลาดแรงงานและภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง อัตราการว่างงานปรับสูงขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกของปี จำนวนธุรกิจเปิดใหม่ลดลง ขณะที่จำนวนธุรกิจเลิกกิจการเร่งตัว ด้านค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ราคาน้ำมัน

 

ในประเทศจะเริ่มทยอยปรับลดลง แต่ยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม ขณะที่ค่าไฟฟ้ามีแผนปรับขึ้นในช่วงเดือน พ.ค. และปลายปี

 

จากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มปรับขึ้นราคาแล้วหรือมีแผนจะดำเนินการในระยะถัดไป

 

รัฐบาลใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบและเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ครอบคลุมการลดค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การอุดหนุนราคาน้ำมันเฉพาะกลุ่ม และโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส (คนละครึ่งพลัส)’ ควบคู่กับการปรับแผนจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 เพื่อเลี่ยงความล่าช้า

 

รัฐบาลยังสื่อสารสร้างความเชื่อมั่นผ่านกรอบนโยบาย ‘4T’ สะท้อนบทบาทนโยบายการคลังที่ชัดเจนขึ้น ทั้งการใช้งบประมาณแบบมุ่งเป้าในระยะสั้น และการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านและยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาว ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว รัฐบาลดิจิทัล การปรับปรุงกฎเกณฑ์ล้าสมัย การพัฒนาทักษะ และการส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของประเทศเป็น 30% และยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ GDP สูงกว่า 3% ทั้งนี้รัฐบาลส่งสัญญาณอาจขยายเพดานหนี้สาธารณะและออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม เพื่อรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอนสูง

 

ความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของไทยปรับลดลง หลัง Moody’s คงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองเป็น Stable เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 สะท้อนความเสี่ยงเศรษฐกิจจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลง แนวโน้มการลงทุนที่ดีขึ้น และความผันผวนทางการเมืองที่คลี่คลายลงหลังการเลือกตั้ง แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอและหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

 

แต่ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือเดียวกัน ขณะที่ภาครัฐยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดี

 

และเสถียรภาพการเงินภาคต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง เปิดโอกาสให้ไทยเดินหน้านโยบายปฏิรูปการคลังและเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี ยังต้องติดตามมุมมองของ Fitch ซึ่งได้ปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative ในปี 2568 อย่างใกล้ชิด

 

กนง. จะใช้วิธี Wait-and-see รอดูความชัดเจนของสถานการณ์ โดยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในช่วง 1 – 2 ไตรมาสข้างหน้า

 

SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมวันที่ 29 เม.ย. นี้ และมีแนวโน้มจะใช้นโยบายแบบรอติดตามสถานการณ์ (Wait-and-see) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและข้อจำกัด Policy space โดย กนง. ยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในทันที เนื่องจากเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง ความเสี่ยงเงินทุนไหลออกรุนแรงอยู่ในระดับต่ำ เงินบาทที่อ่อนค่าลงยังสามารถบริหารจัดการได้ และจะมีส่วนช่วยภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทอย่างมากในปีที่แล้ว ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ภาวะการเงินยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัวและ คุณภาพสินเชื่อที่ยังมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ ธปท. มีแนวโน้มใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมากขึ้นเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบต่อภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

 

เศรษฐกิจโลกชะลอลงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่นโยบายการเงิน-การคลังทั่วโลกมีข้อจำกัดมากขึ้น

 

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 2.5% จาก 2.9% ในปี 2568 โดยได้รับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผ่านต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอลงตามการจ้างงานภาคเอกชนที่อยู่ในระดับต่ำ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับลดลง เศรษฐกิจยูโรโซน ชะลอลงจากภาคการผลิต

 

แม้ผลกระทบจะยังจำกัดกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 เศรษฐกิจจีน ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

 

ในตะวันออกกลางค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมีความมั่นคงทางพลังงานสูง แต่ยังมีแนวโน้มชะลอลงจากอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา เศรษฐกิจญี่ปุ่น ได้รับแรงหนุนจากการบริโภคและการลงทุนในช่วงต้นปี อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงการขาดแคลนวัตถุดิบอาจเริ่มกดดันภาคการผลิตในระยะถัดไป

 

นโยบายการเงินและการคลังทั่วโลกมีข้อจำกัดมากขึ้นจากราคาพลังงานที่เร่งตัวและเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% ในช่วงปลายปี 2569 ตามภาวะตลาดแรงงานที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ภายในปีนี้ แต่จังหวะยังไม่แน่นอน ขึ้นกับความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจคงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปี ท่ามกลางเศรษฐกิจยูโรโซนที่ยังเปราะบาง แม้เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้น ในขณะเดียวกันนโยบายการคลังของหลายประเทศเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น จากการใช้จ่ายเพื่ออุดหนุนราคาพลังงาน ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับเพิ่มขึ้นทั่วโลก

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่:

 

https://www.scbeic.com/th/detail/product/SCBEIC-Monthly-insight-0426

The post SCB EIC ชี้สงครามตะวันออกกลางกระทบไทยชัดเจน แนะจับตารัฐเข็นนโยบาย ‘4T’ และ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ สู้ภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Moody’s อัปเกรดมุมมองไทยสู่ ‘เสถียรภาพ’ SCB EIC แนะเร่งเครื่องนโยบาย 4T Plus สร้างความโปร่งใส ดึงดูดการลงทุนโลก https://thestandard.co/moodys-thailand-outlook-stable/ Thu, 23 Apr 2026 14:00:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1200663 ภาพปกข่าว Moody’s ปรับมุมมองไทยเป็น Stable หนุนรัฐเดินหน้าปฏิรูป 4T Plus

Moody’s คงอันดับเรตติงไทยที่ Baa1 และปรับมุมมองดีขึ้นเป […]

The post Moody’s อัปเกรดมุมมองไทยสู่ ‘เสถียรภาพ’ SCB EIC แนะเร่งเครื่องนโยบาย 4T Plus สร้างความโปร่งใส ดึงดูดการลงทุนโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกข่าว Moody’s ปรับมุมมองไทยเป็น Stable หนุนรัฐเดินหน้าปฏิรูป 4T Plus

Moody’s คงอันดับเรตติงไทยที่ Baa1 และปรับมุมมองดีขึ้นเป็น “Stable” ไทยมีหวังเดินหน้านโยบายปฏิรูปให้เกิดผลจริง

 

Moody’s คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ Baa1 และปรับมุมมองดีขึ้นเป็น ‘Stable’ และปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของไทยดีขึ้นเป็น “มีเสถียรภาพ” จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

 

  • ความเสี่ยงเศรษฐกิจจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ลดลง
  • แนวโน้มการลงทุนไทยดีขึ้น ลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยในระยะยาวจะเติบโตต่ำมาก
  • ความผันผวนทางการเมืองลดลงหลังการเลือกตั้ง

 

ทั้งนี้ระบุเพิ่มเติมว่า แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ ขณะที่แนวโน้มหนี้ภาครัฐยังเพิ่มขึ้น แต่ยังใกล้เคียงประเทศที่อันดับความน่าเชื่อถือใกล้เคียงกัน ภาครัฐไทยยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดี และสถานะภาคต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง

 

SCB EIC ประเมินมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือไทยในระยะข้างหน้าจะขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการปฏิรูปเศรษฐกิจและปฏิรูปการคลัง ยกระดับนโยบาย 4T เป็น 4T Plus (เพิ่ม Transparency หรือ ความโปร่งใส)

 

SCB EIC มองว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ Moody’s ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือไทยในครั้งนี้ ได้แก่

 

  • กลยุทธ์สื่อสารเชิงรุก นำโดยรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ
  • ชุดนโยบาย 4T ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์การใช้จ่ายภาครัฐอย่าง Target (มุ่งเป้า) Transition (เปลี่ยนผ่าน) Transform (พลิกโฉม) และ Together (รวมพลัง)
  • แผนการคลังระยะปานกลาง ณ พ.ย. 2025 สะท้อนความพยายามปฏิรูปการคลังที่ชัดเจนของรัฐบาลชุดนี้

 

SCB EIC เสนอรัฐบาล

 

  • ยกระดับนโยบาย 4T เป็น 4T Plus ผ่านประเด็นความโปร่งใสและต่อต้านการทุจริต (Transparency and Anti-corruption) เพราะเป็นปัจจัยบั่นทอนขีดความสามารถทางการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยมานาน และองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือใช้ประเด็นนี้ประกอบการประเมินเมตริกความน่าเชื่อถือของประเทศ
  • ในประเด็นเสถียรภาพการคลัง หากรัฐบาลจะออก พ.ร.ก. กู้เพิ่มเติม หรือ ขยายเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง อาจทำได้บน 3 เงื่อนไขสร้างความเชื่อมั่นวินัยการคลัง คือ

 

2.1 ใช้จ่ายมีกลยุทธ์ โดยช่วงระยะสั้นใช้จ่ายช่วยผู้ได้รับผลกระทบอย่างมุ่งเป้า ขณะที่ลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านและพลิกโฉม เพิ่มศักยภาพการขยายตัวเศรษฐกิจระยะยาว

 

2.2 ปฏิรูปการคลังอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการขยายฐานภาษี ลดรายจ่ายไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายหรือมาตรการภาครัฐ

 

2.3 สื่อสารโปร่งใส พร้อมแผนการดำเนินการที่ชัดเจนและติดตามผลตัวชี้วัด (KPI) เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง

 

มองไปข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายปฏิรูปให้เห็นความคืบหน้า ควบคู่กับนโยบายพยุงเศรษฐกิจ

 

ในระยะสั้น อาจมีโอกาสเห็น Fitch ปรับเพิ่มมุมมองไทยเป็น Stable ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หลังจากปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative outlook ในปีก่อน ทั้งนี้หากไทยสามารถดำเนินนโยบายปฏิรูปประเทศได้เห็นผลต่อเนื่อง จะทำให้สถานะทางการคลังในระยะปานกลางมีความเข้มแข็ง สามารถรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าได้ดีขึ้น

 

The post Moody’s อัปเกรดมุมมองไทยสู่ ‘เสถียรภาพ’ SCB EIC แนะเร่งเครื่องนโยบาย 4T Plus สร้างความโปร่งใส ดึงดูดการลงทุนโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘สงครามอิหร่าน’ สู่ ‘จานข้าวโลก’ ส่องวิกฤตความมั่นคงอาหารปี 2026 เมื่อต้นทุนปุ๋ย-ค่าขนส่งพุ่งฉุดกำลังซื้อฟุ่มเฟือย แต่เปิดโอกาสทอง ‘อาหารพร้อมทาน-โปรตีนราคาถูก’ เสียบตลาดส่งออกรับเทรนด์กักตุน https://thestandard.co/middle-east-food-security-exports/ Thu, 23 Apr 2026 06:49:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1200456 ภาพกราฟิกแสดงวิกฤตจานข้าวโลกจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ต้นทุนอาหารพุ่ง และโอกาสส่งออกอาหารไทย

‘จากสงครามอิหร่าน สู่จานข้าวโลก’ นัยต่อห่วงโซ่อาหารที่ต […]

The post จาก ‘สงครามอิหร่าน’ สู่ ‘จานข้าวโลก’ ส่องวิกฤตความมั่นคงอาหารปี 2026 เมื่อต้นทุนปุ๋ย-ค่าขนส่งพุ่งฉุดกำลังซื้อฟุ่มเฟือย แต่เปิดโอกาสทอง ‘อาหารพร้อมทาน-โปรตีนราคาถูก’ เสียบตลาดส่งออกรับเทรนด์กักตุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงวิกฤตจานข้าวโลกจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ต้นทุนอาหารพุ่ง และโอกาสส่งออกอาหารไทย

‘จากสงครามอิหร่าน สู่จานข้าวโลก’ นัยต่อห่วงโซ่อาหารที่ต้องจับตา

 

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารโลก
และอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในมิติด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นและมิติด้านการบริโภคที่ชะลอลง รวมทั้งความเสี่ยงขาดแคลนวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตจากปัญหาการหยุดชะงักของอุปทาน (Supply disruption)

  • ต้นทุนการผลิตอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน วัตถุดิบ และปัจจัยการผลิต
    ที่เชื่อมโยงกับพลังงานโดยเฉพาะราคาปุ๋ยเคมีที่พุ่งสูงขึ้นมากและเสี่ยงขาดแคลน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ
    ผู้เล่นในระดับต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิตอาหารในวงกว้างทั้งเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมง
  • ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในห่วงโซ่การผลิตอาหารและเครื่องดื่มยังต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงาน รวมทั้งต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่พุ่งสูงขึ้นมาก ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบการที่มีการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตสูง (High energy intensity) หรือมีตลาดส่งออกปลายทางที่ค่อนข้างไกล
  • นอกจากนี้ วิกฤตพลังงานยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อีกด้วย โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติก สะท้อนได้จากราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับตัวสูงขึ้นมากตามราคาวัตถุดิบต้นน้ำและมีแนวโน้มขาดแคลนในระยะข้างหน้า ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าของอุตสาหกรรมปลายน้ำที่หลากหลายซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
  • สำหรับด้านอุปสงค์ แม้ในภาพรวมไทยจะพึ่งพาการส่งออกสินค้าอาหารไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง
    ในระดับต่ำ แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและไทย รวมทั้งแนวโน้มเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอาจกดดันให้การบริโภคสินค้าอาหารและเครื่องดื่มฟุ่มเฟือยบางประเภทชะลอลงหรือหดตัวได้ ขณะที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่สินค้าที่เน้นความคุ้มค่ามากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อภาวะการแข่งขัน โดยผู้ประกอบการที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนและซัพพลายเชนได้ดีกว่าจะมีความได้เปรียบมากกว่า

 

ภาวะสงครามที่ยืดเยื้อยังมีส่วนทำให้สถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารโลก (Global food security) อยู่ในภาวะที่เปราะบางมากขึ้นอีกด้วย

  • ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มประกาศระงับการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อเร่งสร้างความมั่นคง
    ด้านอาหาร (Food security) ในประเทศและสำรองไว้บริโภคยามฉุกเฉิน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้อุปทานอาหารบางอย่างออกสู่ตลาดโลกน้อยลง
  • การหยุดชะงักของสายเดินเรือหรือระบบโลจิสติกส์ ซ้ำเติมให้อุปทานอาหารโลกอยู่ในภาวะขาดแคลนมากยิ่งขึ้นและอาจนำไปสู่ภาวะข้าวยากหมากแพง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารของผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งผู้บริโภคในประเทศที่เป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิ

 

อย่างไรก็ดี ไทยอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากความต้องการผลิตภัณฑ์อาหาร
บางประเภทที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์อาหารที่มีอายุการเก็บรักษานาน รวมถึงอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารพร้อมทาน และโปรตีนพื้นฐานที่มีราคาไม่แพง
ที่มีแนวโน้มได้รับคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าต่างๆ รวมทั้งคู่ค้าในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นมาก เพื่อเร่งสะสมสต็อกสร้างความมั่นคงด้านอาหาร
และสำรองไว้บริโภคในยามฉุกเฉินหากสงครามยืดเยื้อยาวนานกว่าคาด ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการสินค้าอาหารบางประเภทในการขยายตลาดส่งออกและสร้างรายได้เพิ่มเติม

 

ดังนั้น ผู้ประกอบการควรเร่งปรับตัวเชิงรุกเพื่อคว้าโอกาสจากวิกฤตครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการเส้นทางขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการจองพื้นที่ระวางและสายเรือล่วงหน้าและทำสัญญาระยะยาวเพื่อล็อกต้นทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หรือแม้แต่อาจพิจารณากระจายความเสี่ยงของตลาดส่งออกโดยเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดปลายทางที่อยู่ใกล้ไทยหรือมีความปลอดภัยมากขึ้น รวมทั้งอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนหรือออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่เพื่อลดการพึ่งพาเม็ดพลาสติกและหันมาใช้วัตถุดิบภายในประเทศทดแทน เช่น พลาสติกชีวภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนที่เกิดจากความผันผวนภายนอกแล้ว ยังสนับสนุนให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทยและลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

The post จาก ‘สงครามอิหร่าน’ สู่ ‘จานข้าวโลก’ ส่องวิกฤตความมั่นคงอาหารปี 2026 เมื่อต้นทุนปุ๋ย-ค่าขนส่งพุ่งฉุดกำลังซื้อฟุ่มเฟือย แต่เปิดโอกาสทอง ‘อาหารพร้อมทาน-โปรตีนราคาถูก’ เสียบตลาดส่งออกรับเทรนด์กักตุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ดันราคา LNG โลกพุ่ง อาจดันค่าไฟไทยแพง ปลายปีพุ่งแตะ 4.33 บาท https://thestandard.co/middle-east-war-lng-thailand-electricity/ Mon, 20 Apr 2026 09:39:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1199209 ภาพประกอบสถานการณ์สงครามใน ตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อราคา LNG และค่าไฟฟ้าของ ประเทศไทย

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความผันผวนแ […]

The post สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ดันราคา LNG โลกพุ่ง อาจดันค่าไฟไทยแพง ปลายปีพุ่งแตะ 4.33 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบสถานการณ์สงครามใน ตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อราคา LNG และค่าไฟฟ้าของ ประเทศไทย

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความผันผวนและตึงเครียด ได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กำลังเขย่าห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีแนวโน้มราคาแพงยืดเยื้อ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยและอาจกดดันให้ค่าไฟฟ้าอยู่ในระดับสูงไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี

 

 
 

จิรวุฒิ อิ่มรัตน์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก โดยมีน้ำมันดิบผ่านเส้นทางนี้ราว 20% (20 ล้านบาร์เรล/วัน) และเป็นช่องทางหลักในการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของกาตาร์ คิดเป็นสัดส่วน 19% หรือราว 80 ล้านตันต่อปี ซึ่งจุดหมายปลายทางหลักคือภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ จีน อินเดีย รวมถึงประเทศไทย

 

สำหรับความน่ากังวลรอบนี้คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกโจมตี โดยเฉพาะแหล่งผลิต Ras Laffan ของ Qatar Energy ซึ่งมีรายงานความเสียหายและสูญเสียกำลังการผลิตในระยะยาวถึง 13 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็น 3% ของอุปทานโลก ส่งผลให้อุปทาน LNG โลกอยู่ในภาวะตึงตัว จากเดิมที่ราคาการนำเข้าก๊าซในภูมิภาคเอเชีย (JKM) อยู่ที่ประมาณ 10 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ได้พุ่งทะยานไปถึงระดับ 22 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียูหลังมีข่าวการโจมตี ก่อนจะผันผวนลงมาอยู่ที่ระดับ 15-21 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู

 

SCB EIC ประเมิน 3 ฉากทัศน์ราคา LNG จากการประเมินของ SCB EIC ได้แบ่งผลกระทบของสถานการณ์ออกเป็น 3 ฉากทัศน์ ดังนี้

 

  • กรณีฐาน (Base Case) สงครามไม่ยืดเยื้อเกินไป มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซแต่ยังส่งมอบพลังงานได้บางส่วน ราคา JKM จะเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 18 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู โดยราคาอาจปรับขึ้นในไตรมาส 2-3 จากการที่แหล่งผลิต Ras Laffan ต้องใช้เวลาซ่อมแซมฟื้นฟูถึง 3-5 ปี
  • กรณีรุนแรงมากขึ้น สงครามขยายวงกว้าง โจมตีหนักขึ้น การขนส่งพลังงานลดลงเหลือระดับ 10% ราคา LNG อาจพุ่งไปถึง 25 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู
  • กรณีรุนแรงที่สุด (Worst Case) สงครามลุกลามทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางและมีการปิดทะเลแดง ราคา LNG อาจพุ่งไปแตะระดับสูงสุดที่ 36 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู

 

ไทยพึ่งพาก๊าซ 54% ดันค่าไฟปลายปีพุ่งแตะ 4.33 บาท

 

ประเทศไทยมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากกาตาร์ในสัดส่วนสูงถึง 20% ของการนำเข้าทั้งหมด หรือคิดเป็น 5% ของการใช้ก๊าซทั้งหมดในประเทศ เมื่อรวมเข้าไปในระบบ Pool Gas (ระบบรวมก๊าซ) สัดส่วนของก๊าซนำเข้าจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 33% ซึ่งเมื่อต้องเร่งจัดหาก๊าซในจังหวะที่ราคาตลาดโลกพุ่งสูง ย่อมทำให้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติในระบบพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

ที่สำคัญคือ ประเทศไทยพึ่งพาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 54% ต้นทุนก๊าซที่แพงขึ้นจึงส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟฟ้าผันแปร (FT)

 

SCB EIC ประเมินว่า แนวโน้มค่าไฟฟ้าของไทยจะทยอยปรับตัวสูงขึ้น ดังนี้

 

  • ปัจจุบัน3.88 บาทต่อหน่วย (สำหรับ 300 หน่วยแรก)
  • พฤษภาคม – สิงหาคม ขยับขึ้นเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย
  • กันยายน – ธันวาคม จากต้นทุนที่ยังสูง คาดว่าจะพุ่งไปถึง 4.33 บาทต่อหน่วย
  • ส่งผลให้ ค่าไฟเฉลี่ยตลอดทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 4.1 บาทต่อหน่วย

 

ภาพประกอบสถานการณ์สงครามใน ตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อราคา LNG และค่าไฟฟ้าของ ประเทศไทย 1

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยกดดันจากภาระหนี้คงค้างของ กฟผ. (AF) ที่มีอยู่ประมาณ 36,000 ล้านบาท หากมีการตรึงค่าไฟไว้ที่เดิม หนี้ส่วนนี้อาจพุ่งทะลุ 70,000 ล้านบาทในช่วงปลายปี และสำหรับปีหน้า (2569) SCB EIC ประเมินว่าค่าไฟฟ้าจะยังคงทรงตัวในระดับสูงเฉลี่ยที่ 4.0 บาทต่อหน่วย ซึ่งสูงกว่ายุคก่อนเกิดสงคราม

 

แนะทางรอด: ติดโซลาร์รูฟท็อป-รัฐปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว

 

ด้วยแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่จะแพงขึ้นและทรงตัวในระดับสูงอย่างน้อย 2 ปี ทุกภาคส่วนจึงต้องเร่งปรับตัว

 

  • ภาคครัวเรือนและธุรกิจ นอกจากการประหยัดพลังงานแล้ว การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ถือเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีมาตรการลดหย่อนภาษีจากภาครัฐสูงสุด 200,000 บาท ซึ่งช่วยลดระยะเวลาคืนทุนจากการติดตั้งขนาด 3 กิโลวัตต์ จากเดิม 7 ปี เหลือเพียง 5-6 ปี สำหรับภาคธุรกิจควรปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และใช้ประโยชน์จากสินเชื่อสีเขียวเพื่อลดคาร์บอน
  • ภาครัฐ ควรปรับขึ้นค่าไฟอย่างค่อยเป็นค่อยไปและยืดหยุ่นเพื่อกระจายต้นทุน ไม่ให้กระทบประชาชนรุนแรงเกินไป ในระยะยาว ควรผลักดันการใช้โรงไฟฟ้าฐานทางเลือกใหม่ๆ เช่น SMR หรือพลังงานหมุนเวียนควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน (Battery) ที่สามารถจ่ายไฟได้ 24 ชั่วโมง ตลอดจนส่งเสริมการใช้ก๊าซชีวภาพ ชีวมวล และพลังงานไฮโดรเจนจากแหล่งในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซนำเข้า เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050

 

ภาพ: KenSoftTH, Miha Creative / Shutterstock

The post สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ดันราคา LNG โลกพุ่ง อาจดันค่าไฟไทยแพง ปลายปีพุ่งแตะ 4.33 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุบสถิติ! ยอดจอง Motor Show 2026 แตะ 1.3 แสนคัน รับกระแส EV จีนฟีเวอร์หนีน้ำมันแพง SCB EIC เตือน ‘ส่งมอบจริงแค่ 70%’ เซ่นพิษเกณฑ์สินเชื่อเข้มงวด และโครงสร้างนำเข้าที่ยังไม่สร้างมูลค่าให้คนไทย https://thestandard.co/motor-show-2026-ev-china-warning/ Sat, 18 Apr 2026 03:08:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1198667 ภาพกราฟิกปกข่าว Motor Show 2026 ยอดจองทุบสถิติ แต่ SCB EIC เตือนเศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์จำกัด

มหกรรม Motor Show 2026 มียอดจองสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จ […]

The post ทุบสถิติ! ยอดจอง Motor Show 2026 แตะ 1.3 แสนคัน รับกระแส EV จีนฟีเวอร์หนีน้ำมันแพง SCB EIC เตือน ‘ส่งมอบจริงแค่ 70%’ เซ่นพิษเกณฑ์สินเชื่อเข้มงวด และโครงสร้างนำเข้าที่ยังไม่สร้างมูลค่าให้คนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกปกข่าว Motor Show 2026 ยอดจองทุบสถิติ แต่ SCB EIC เตือนเศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์จำกัด

มหกรรม Motor Show 2026 มียอดจองสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากแรงหนุนของกระแสรถยนต์ไฟฟ้า และพฤติกรรมการเลือกซื้อรถที่เปลี่ยนไป

 

มหกรรม Motor Show 2026 ทำสถิติยอดจองสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.3 แสนคัน สะท้อนถึงบทบาทของค่ายผู้ผลิตรถยนต์จากจีนที่ครองส่วนแบ่งตลาดไทยมากขึ้นต่อเนื่อง เพราะกระแสความตื่นตัวต่อรถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกเร่งด้วยการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันจากผลพวงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการซื้อรถของผู้บริโภคไทยก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยหันมาให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่าและครบครันของเทคโนโลยี” มากกว่าการยึดติดกับแบรนด์เดิม

 

นอกจากนี้ การที่รถ EV มักถูกเลือกเป็นพาหนะคันที่ 2+ ของครัวเรือน ยังเอื้อต่อการเปิดรับรถรุ่นใหม่ ๆ ทำให้ค่ายผู้ผลิตที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยไม่นานต่างก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

70% ของยอดจองในงาน Motor Show 2026 จะถูกส่งมอบจริง ขณะที่อานิสงส์ต่อเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มอยู่ในวงจำกัด เพราะยอดขายมาจากกลุ่มรถนำเข้าเป็นหลัก

 

SCB EIC ประเมินว่า อัตราการส่งมอบรถจริงภายหลังมหกรรม Motor Show 2026 จะอยู่ที่ 70% ของยอดจองทั้งหมด (เดิมอยู่ที่เฉลี่ย 75% – 80% ระหว่างปี 2022 – 2025) เนื่องจากกระบวนการอนุมัติสินเชื่อที่ยังอยู่ในเกณฑ์เข้มงวด โดยเฉพาะในกลุ่มรถ EV ที่มักมีเงื่อนไขเงินดาวน์สูงและระยะเวลาผ่อนชำระสั้น ประกอบกับ

 

ความเป็นไปได้ของการยกเลิกการจองจากผู้บริโภคเอง อันเป็นผลจากการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ ที่มีความน่าสนใจมากกว่า หรือระยะเวลาการส่งมอบที่ยาวนาน

 

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาเพิ่มเติม คือ ความคึกคักของตลาดรถยนต์ไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มพึ่งพายอดขายจากรถนำเข้าในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อานิสงส์ต่อมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ในวงจำกัด แม้ยอดขายรถยนต์จะขยายตัวได้ก็ตาม ขณะเดียวกัน ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุปทานชิ้นส่วนยานยนต์ โครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะประกันภัย ก็จำเป็นต้องเร่งพัฒนาและปรับตัวเพื่อรองรับการเติบโตของตลาด EV และลดต้นทุนแฝงในการครอบครองรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว

 

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจน แต่การสนับสนุนค่ายรถจากห่วงโซ่อุปทานดั้งเดิมให้แข่งขันได้ ก็เป็นประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการควบคู่กันไป

 

การส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างฐานการผลิต EV ในประเทศควรดำเนินควบคู่ไปกับการยกระดับสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ตลอดจนการพัฒนาเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศให้สามารถเข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน EV ได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน การสร้าง Level playing field ที่เหมาะสม จะช่วยให้ผู้ผลิตทั้งรายเดิมและรายใหม่สามารถแข่งขันกันอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

 

แนวทางดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่: SCB EIC ›

 

 

The post ทุบสถิติ! ยอดจอง Motor Show 2026 แตะ 1.3 แสนคัน รับกระแส EV จีนฟีเวอร์หนีน้ำมันแพง SCB EIC เตือน ‘ส่งมอบจริงแค่ 70%’ เซ่นพิษเกณฑ์สินเชื่อเข้มงวด และโครงสร้างนำเข้าที่ยังไม่สร้างมูลค่าให้คนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนี้ครัวเรือนไทยสิ้นปี 2025 พุ่งแตะ 86.7% ต่อ GDP หลังกลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบปี SCB EIC เตือนสัญญาณอันตราย ตลาดแรงงานเปราะบาง-เงินเฟ้อสงครามจ่อทุบความสามารถชำระหนี้ระลอกใหม่ https://thestandard.co/thailand-household-debt-scb-eic/ Sun, 12 Apr 2026 03:00:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1197302 ภาพแสดงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยที่พุ่งสูงแตะ 86.7% ต่อ GDP พร้อมปัจจัยเสี่ยงจากตลาดแรงงานเปราะบางและเงินเฟ้อ

หนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ณ สิ้นปี 2025 เพิ่มแตะ 86.7% ตล […]

The post หนี้ครัวเรือนไทยสิ้นปี 2025 พุ่งแตะ 86.7% ต่อ GDP หลังกลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบปี SCB EIC เตือนสัญญาณอันตราย ตลาดแรงงานเปราะบาง-เงินเฟ้อสงครามจ่อทุบความสามารถชำระหนี้ระลอกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยที่พุ่งสูงแตะ 86.7% ต่อ GDP พร้อมปัจจัยเสี่ยงจากตลาดแรงงานเปราะบางและเงินเฟ้อ

หนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ณ สิ้นปี 2025 เพิ่มแตะ 86.7% ตลาดแรงงานเปราะบาง-ค่าครองชีพแพงจะยิ่งกดดันความสามารถชำระหนี้

 

หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 4/2025 กลับมาขยายตัวเล็กน้อย 0.05%YOY หลังจากหดตัวติดต่อกัน 3 ไตรมาส ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ สิ้นปี 2025 เพิ่มเป็น 86.7% จากการขยายตัวของหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อเพื่อการลงทุนและสินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจยังคงหดตัว

 

สินเชื่อผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ และโรงรับจำนำ ขยายตัวสูงขึ้นมาก สะท้อนว่าครัวเรือนไทยหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงได้ง่ายและมีเงื่อนไขยืดหยุ่นมากขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงินหลักยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ

 

SCB EIC ประเมินว่า ความเสี่ยงด้านการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยในระยะข้างหน้า

 

มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ

 

  • ตลาดแรงงานที่เปราะบางมากขึ้น สะท้อนจากอัตราการว่างงานที่เริ่มปรับสูงขึ้น ขณะที่จำนวนผู้มีงานทำลดลงต่อเนื่อง
  • แรงกดดันเงินเฟ้อจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น กดดันรายได้ที่แท้จริงของแรงงาน และอาจกระทบการจ้างงานในบางธุรกิจ

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่: SCB EIC ›

The post หนี้ครัวเรือนไทยสิ้นปี 2025 พุ่งแตะ 86.7% ต่อ GDP หลังกลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบปี SCB EIC เตือนสัญญาณอันตราย ตลาดแรงงานเปราะบาง-เงินเฟ้อสงครามจ่อทุบความสามารถชำระหนี้ระลอกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทยติดหล่มนวัตกรรม! อันดับโลกดิ่ง 3 ปีซ้อน เหตุระบบการเงินไม่เอื้อการแปลงงานวิจัยเป็นมูลค่า SCB EIC ชูโมเดล ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ และ ‘กลไกแบ่งปันความเสี่ยง’ กุญแจสำคัญยกระดับขีดความสามารถประเทศ https://thestandard.co/thai-innovation-finance-gap/ Fri, 10 Apr 2026 01:03:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1196526 ภาพประกอบแสดงแนวคิด ‘ปลดล็อกนวัตกรรมไทย เปลี่ยนสิทธิบัตรให้เป็นเงินทุน’

ปิดช่องว่างนวัตกรรมไทย : ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ คือ กุญแ […]

The post เศรษฐกิจไทยติดหล่มนวัตกรรม! อันดับโลกดิ่ง 3 ปีซ้อน เหตุระบบการเงินไม่เอื้อการแปลงงานวิจัยเป็นมูลค่า SCB EIC ชูโมเดล ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ และ ‘กลไกแบ่งปันความเสี่ยง’ กุญแจสำคัญยกระดับขีดความสามารถประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวคิด ‘ปลดล็อกนวัตกรรมไทย เปลี่ยนสิทธิบัตรให้เป็นเงินทุน’

ปิดช่องว่างนวัตกรรมไทย : ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ คือ กุญแจยกระดับการเติบโตและความสามารถแข่งขันของประเทศ

 

เศรษฐกิจไทยกำลังติดกับดักการเติบโตเชิงโครงสร้าง อัตราการขยายตัวอ่อนแรงลงต่อเนื่อง สะท้อนชัดว่า โมเดลการเติบโตแบบเดิมที่พึ่งพา ‘ปริมาณ’ ไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านสู่ ‘การเติบโตเชิงคุณภาพ’ ที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพและมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืน ‘นวัตกรรม’ คือเครื่องยนต์สำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านนี้ขึ้น แต่ระบบการพัฒนานวัตกรรมของไทยยังมีจุดอ่อนหลายด้านที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้ประเทศมุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ และยกศักยภาพการเติบโตได้จริง

 

‘ระบบนวัตกรรมของไทย’ ยังไม่สามารถแปลงงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง

 

  • สะท้อนผ่าน (1) อันดับนวัตกรรมของไทยในดัชนี Global Innovation Index ที่ลดลงต่อเนื่อง 3 ปี สู่อันดับ 45 จาก 139 ประเทศปี 2025 เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ไทยกำลังสูญเสียความสามารถด้านนวัตกรรม เทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค
  • (2) สัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) ในไทยยังต่ำกว่า 2% ต่อ GDP ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะกลางของประเทศ (3) จำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของไทยเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง โดยลดลงเหลือเพียง 23 คนต่อประชากร 10,000 คน (ข้อมูลปี 2023) สะท้อนปัจจัยพื้นฐานในการสร้างนวัตกรรมใหม่ที่อ่อนแอลงต่อเนื่อง และ (4) จำนวนการยื่นขอสิทธิบัตรต่อประชากร 1 ล้านคนที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 13 ฉบับ (ข้อมูลปี 2024) และจำนวนสิทธิบัตรที่ยังมีผลบังคับใช้ในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ
  • ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหานวัตกรรมไทยไม่ใช่การขาดความพยายาม แต่คือ ‘ระบบนวัตกรรมของไทย’ ที่ยังไม่เอื้อต่อการแปลงศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาให้เป็นมูลค่าเศรษฐกิจจริง

 

ระบบการเงินยังไม่รองรับนวัตกรรม : ‘กลไกแบ่งปันความเสี่ยงภาครัฐ-ภาคการเงิน’ คือกุญแจสำคัญ

 

  • ธุรกิจที่พัฒนานวัตกรรมใหม่โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีและสตาร์ตอัป มีศักยภาพเติบโตสูง แต่มักจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก เนื่องจากขาดหลักประกันเงินกู้ที่มีลักษณะเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้
  • ปัจจุบันการจัดสรรเงินทุนให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยยังมีช่องว่างเชิงโครงสร้าง จากทั้งฝั่งอุปทานและอุปสงค์ ฝั่งอุปทานเงินทุน สถาบันการเงินยังขาดมาตรฐานสากลในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property : IP) และยังคงยึดหลักประกันทางกายภาพเป็นหลัก ส่งผลให้การประเมินความเสี่ยงไม่สอดคล้องกับโมเดลธุรกิจนวัตกรรมที่มีความไม่แน่นอนสูงด้านกระแสรายได้ และเทคโนโลยี ฝั่งอุปสงค์เงินทุน ธุรกิจไทยที่พร้อมลงทุนในนวัตกรรมใหม่และสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ยังมีไม่มาก สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้อต่อการสร้างและขยายธุรกิจฐานนวัตกรรม ช่องว่างดังกล่าวนี้สะท้อนชัดผ่านการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในไทย ซึ่ง ณ มิ.ย. 2025 มีสัดส่วนเพียง 0.07% ของสินทรัพย์ค้ำประกันทั้งหมด
  • บทเรียนจากหลายประเทศชี้ชัดว่า ‘กลไกแบ่งปันความเสี่ยงระหว่างภาครัฐและภาคการเงิน’ เป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกเงินทุนสู่ธุรกิจนวัตกรรม โดยเฉพาะการแก้ปัญหาในฝั่งอุปทานเงินทุน เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ใช้กลไกค้ำประกันความเสี่ยงร่วมกัน โดยรัฐช่วยค้ำประกันความเสี่ยงราว 50-90% ของยอดคงเหลือหลังลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ช่วยลดภาระความเสี่ยงของสถาบันการเงิน ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานประเมินมูลค่า IP ที่เป็นสากลน่าเชื่อถือ และการจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนภาครัฐ และภาคธุรกิจ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นฝั่งอุปสงค์เงินทุน สร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจกล้าลงทุนพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์มากขึ้น กลไกแบ่งปันความเสี่ยงจะทำหน้าที่เป็น ‘สะพาน’ เชื่อมอุปทานเงินทุนกับอุปสงค์นวัตกรรม ให้สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้
  • ในโลกข้างหน้า เศรษฐกิจจะถูกขับเคลื่อนด้วย ‘สินทรัพย์ไม่มีตัวตน’ มากขึ้น ประเทศที่ออกแบบ ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ ให้เงินทุนและนวัตกรรมเดินหน้าไปพร้อมกันได้ จะเป็นประเทศที่สามารถยกระดับศักยภาพการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันด้วยนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน

 

ไทยต้องออกแบบ ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ ให้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม

 

การผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จริง จำเป็นต้องออกแบบและปรับกลไกระบบการเงินให้รองรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมใหม่ ซึ่งไม่ใช่แค่การจัดสรรเงินทุนเพิ่มเติม แต่คือการทำให้ระบบการเงิน ‘กล้าให้เงินทุน’ และภาคธุรกิจ ‘กล้าลงทุน’ ในจังหวะเดียวกัน ผ่าน 4 เสาหลัก ดังนี้

 

1. ปรับกรอบการปล่อยสินเชื่อให้รองรับทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกัน ลดการยึดติดหลักประกันทางกายภาพ และประเมินศักยภาพธุรกิจจากความสามารถในการสร้างมูลค่าในอนาคต เพื่อให้ธุรกิจนวัตกรรมสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ สอดคล้องกับวงจรการพัฒนานวัตกรรมและการต่อยอดเชิงพาณิชย์

2. ใช้กลไก ‘แบ่งปันความเสี่ยง’ ระหว่างภาครัฐกับภาคการเงินอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การค้ำประกันสินเชื่อ การสนับสนุนต้นทุนการประเมินมูลค่า IP ไปจนถึงกลไกรับความเสี่ยงกรณีผิดนัดชำระหนี้ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดด้านการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน และเพิ่มแรงจูงใจในการปล่อยสินเชื่อเพื่อนวัตกรรม

3. พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางและมาตรฐานการประเมินมูลค่า IP ที่ใช้งานได้จริง เพื่อให้ฝั่งอุปทานเงินทุนมีข้อมูลและมีเครื่องมือประเมินความเสี่ยงธุรกิจนวัตกรรมที่น่าเชื่อถือ ลดความไม่แน่นอน และช่วยให้เงินทุนไหลสู่ธุรกิจนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น

4. สร้างแรงจูงใจด้าน ‘อุปสงค์’ เพื่อให้เกิดการลงทุนพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีจุดเริ่มต้นของความต้องการสร้างนวัตกรรมคุณภาพสูงเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ นวัตกรรมจะไม่สามารถขยายผลเชิงพาณิชย์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างแท้จริง

 

ทั้งสี่เสาหลักนี้ต้องขับเคลื่อนผ่าน Stakeholders หลักที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน เช่น กระทรวงการคลัง, กรมทรัพย์สินทางปัญญา, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย โดยร่วมมือกับองค์กรสากล World Intellectual Property Organization (WIPO) ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้ จึงจะทำให้ระบบการเงินไทยทำหน้าที่เป็น ‘ตัวเชื่อม’ ระหว่างเงินทุน นวัตกรรม และการยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้สำเร็จ

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่:  SCB EIC ›

The post เศรษฐกิจไทยติดหล่มนวัตกรรม! อันดับโลกดิ่ง 3 ปีซ้อน เหตุระบบการเงินไม่เอื้อการแปลงงานวิจัยเป็นมูลค่า SCB EIC ชูโมเดล ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ และ ‘กลไกแบ่งปันความเสี่ยง’ กุญแจสำคัญยกระดับขีดความสามารถประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC เตือนสงครามตะวันออกกลางทุบอุปทานก๊าซโลก 3% ดันราคา LNG พุ่ง 91% คาดค่าไฟฟ้าไทยปี 2026 เสี่ยงแตะ 4.9 บาท/หน่วย หากรัฐไม่แบกหนี้ กฟผ. แนะครัวเรือน-ธุรกิจเร่งติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปรับมือ https://thestandard.co/middle-east-war-energy-price-surge/ Fri, 10 Apr 2026 00:58:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1196523 ภาพกราฟิกวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซและสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าไทยอาจพุ่งสูงถึง 4.9 บาทต่อหน่วย และค่าไฟจ่อพุ่ง 4.9 บาท ลากยาว 2 ปี

สงครามตะวันออกกลางเขย่าพลังงานโลก : ก๊าซธรรมชาติแพงยืดเ […]

The post SCB EIC เตือนสงครามตะวันออกกลางทุบอุปทานก๊าซโลก 3% ดันราคา LNG พุ่ง 91% คาดค่าไฟฟ้าไทยปี 2026 เสี่ยงแตะ 4.9 บาท/หน่วย หากรัฐไม่แบกหนี้ กฟผ. แนะครัวเรือน-ธุรกิจเร่งติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปรับมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซและสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าไทยอาจพุ่งสูงถึง 4.9 บาทต่อหน่วย และค่าไฟจ่อพุ่ง 4.9 บาท ลากยาว 2 ปี

สงครามตะวันออกกลางเขย่าพลังงานโลก : ก๊าซธรรมชาติแพงยืดเยื้อ กดดันค่าไฟฟ้าสูงอย่างน้อย 2 ปี

 

สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดและคาดว่าอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องแม้มีการเจรจาหยุดยิง จากอุปทานแหล่งผลิตก๊าซฯ ที่เสียหายถึง 3% ของอุปทานโลกที่ใช้เวลาฟื้นฟูเป็นเวลา 3-5 ปี

 

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 91% จาก 10.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ (ก่อนเกิดสงคราม) มาอยู่ที่ระดับ 20.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูในช่วงปลายเดือนมีนาคม ถึงต้นเมษายน จากความกังวลด้านอุปทานเนื่องจากผลของสงครามทำให้การขนส่ง LNG บริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัด

 

ถึงแม้จะมีการเจรจาหยุดยิง แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำคัญได้ถูกโจมตีจนเกิดความเสียหายอย่างถาวร โดยเฉพาะแหล่งก๊าซฯ Ras Laffan ของกาตาร์ที่ถูกโจมตี ทำให้ต้องลดกำลังการผลิตลงราว 12.8 ล้านตันต่อปีหรือลดลงราว 17% ของกำลังการผลิตก๊าซฯ จากแหล่ง Ras Laffan โดยกำลังการผลิตที่ลดลงทำให้อุปทาน LNG ลดลง คิดเป็น 3% ของอุปทานโลก (กาตาร์ผลิต LNG คิดเป็น 19% ของอุปทานโลก) ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการฟื้นฟูนาน 3-5 ปี ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันให้ราคา LNG ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงในระยะข้างหน้า จากฝั่งอุปสงค์ในเอเชียและยุโรปที่มีความกังวลว่าไม่สามารถจัดหาก๊าซฯ ทดแทนได้ทัน

 

อย่างไรก็ดี คาดว่าอุปสงค์และอุปทานจะสามารถกลับมาอยู่ในระดับสมดุลมากขึ้นหลังจากช่วง 2 ปีข้างหน้า จากการเพิ่มกำลังการผลิตของสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยชดเชยอุปทานของกาตาร์ที่หายไปได้บางส่วน ในขณะที่อุปสงค์คาดว่า
จะปรับตัวลดลงจากการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น

 

ต้นทุนก๊าซธรรมชาตินำเข้าที่ปรับสูงขึ้น กดดันต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับสูงที่ราว 4.9 บาทต่อหน่วยในปลายปี 2026 แต่หากคงหนี้ กฟผ. (ค่า AF) จะช่วยชะลอการเร่งตัวของค่าไฟฟ้าทำให้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 4.0 บาทต่อหน่วยในปี 2026-2027

 

สงครามในตะวันออกกลางกระทบต้นทุนก๊าซธรรมชาติและกดดันค่าไฟฟ้าจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ

 

  • ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้า JKM ที่ไทยใช้อ้างอิงปรับเพิ่มขึ้นส่งผลให้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติในไทยสูงขึ้น
  • การขนส่ง LNG จากกาตาร์ไม่สามารถส่งมอบได้ครบตามสัญญาส่งผลให้ไทยต้องเร่งจัดหาก๊าซฯ ในตลาดจร (Spot price)
    ที่ราคาสูง

 

ด้วย 2 ปัจจัยดังกล่าว ผลักดันต้นทุนค่าไฟฟ้าให้สูงขึ้น โดยในกรณีฐานที่การขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัด การขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และท่อ Yanbu/Fujairah ได้ ~20% จากปริมาณเดิม และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไม่เสียหายเพิ่มขึ้นมากจากปัจจุบัน ราคา LNG จะทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 22-27 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูไปจนถึงไตรมาส 2 ของปี 2026 และส่งผลให้ราคาเฉลี่ยในปี 2026 จะอยู่ที่ 17.94 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู

 

สำหรับผลกระทบต่อไทย ซึ่งพึ่งพา LNG นำเข้าประมาณ 33% ของก๊าซฯ ที่ใช้ในโรงไฟฟ้า โดยมาจากแหล่งกาตาร์ราว 7% ซึ่งแรงกดดันด้านการจัดหา LNG และราคา LNG ที่ปรับตัวสูงขึ้นผลักดันให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในปลายปี 2026 สูงถึง 4.9 บาทต่อหน่วย

 

แต่หากภาครัฐมีมติคงภาระหนี้ค่าไฟฟ้า กฟผ. (AF) ให้อยู่ในระดับ 36,000 ล้านบาท จะช่วยชะลอการเร่งตัวของค่าไฟฟ้า คาดว่าค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปี 2026-2027 จะอยู่ในระดับสูงที่ราว 4.0 บาทต่อหน่วย

 

แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนสงครามลุกลามเป็นวงกว้างและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานได้รับความเสียหายอย่างหนักจะส่งผลให้ราคา LNG พุ่งสูงและทรงตัวในระดับสูงตลอดปี 2026 โดยราคา LNG นำเข้าเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้นถึงราว 36.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นมาอยู่ที่ราว 5.7 บาทต่อหน่วย และหากมีมติคงค่า AF จะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในปี 2026-2027 อยู่ที่ราว 4.3 บาทต่อหน่วย

 

ภาครัฐควรดูแลรับมือกับค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าให้เป็นพลังงานสะอาดที่จ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง

 

SCB EIC มองว่าภาครัฐควรเร่งดำเนินมาตรการรับมือค่าไฟฟ้าสูงอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาว

 

โดยระยะสั้น ภาครัฐควรบริหารค่าไฟฟ้าและค่า Ft อย่างยืดหยุ่น โดยปรับให้สอดคล้องกับต้นทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ดี ภาครัฐอาจต้องพิจารณาประเด็นภาระหนี้ในการอุดหนุนค่าไฟฟ้าควบคู่ด้วย โดยหากรัฐมีมติตรึงค่าไฟฟ้าในงวดที่เหลือของปี 2026 ให้อยู่ระดับเดิมที่ 3.88 บาทต่อหน่วย จะทำให้ต้นทุนคงค้างของ กฟผ. (AF) ในปลายปีอยู่ที่ราว 70,000 ล้านบาท (สูงขึ้นจากระดับ 35,928 ล้านบาทในเดือนเมษายน) ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อความน่าเชื่อถือและเครดิตของ กฟผ. รวมถึงผลกระทบต่อฐานะการคลังที่รัฐต้องค้ำประกันหรือต้องอัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลือหากราคา LNG อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน

 

นอกจากนี้ ภาครัฐควรจัดทำฉากทัศน์ความรุนแรงของสงครามและสื่อสารข้อมูลต้นทุนพลังงานกับประชาชนและภาคธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้ง ยังสามารถลดแรงกดดันด้านต้นทุนไฟฟ้าผ่านการบริหารพลังงานในภาวะฉุกเฉิน โดยเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าและเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่ไม่ใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ของปริมาณการผลิตปกติ อาทิ ซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศลาวและในประเทศ รับซื้อไฟฟ้าเพิ่มจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนนอกสัญญาซื้อ จากโรงไฟฟ้าชีวมวลและก๊าซชีวภาพและพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ที่มีกำลังการผลิตเหลือและไม่เกินขีดจำกัดของสายส่งไฟฟ้า

 

ขณะเดียวกัน ในระยะยาวควรเร่งเพิ่มพลังงานสะอาดที่เป็นทั้งแหล่งผลิตและสามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง (Base load) เช่น โซลาร์และลมควบคู่ระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงศึกษาพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และเพิ่มการสำรองพลังงานทางเลือกในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพา LNG และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของไทยอย่างยั่งยืน

 

ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจควรปรับตัวโดยเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและอาจเริ่มวางแผนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

 

แนวโน้มค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้นผลักดันให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวรับมือ

 

ในส่วนของภาคครัวเรือน ในระยะสั้น สามารถลดผลกระทบได้ทันทีด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานให้ลดลง เช่น ตั้งอุณหภูมิแอร์ 26–27 องศา ใช้พัดลมร่วมกับแอร์ เปลี่ยนเป็นหลอดไฟ LED และเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ซึ่งช่วยลดค่าไฟได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ระยะยาว อาจวางแผนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและปรับปรุงบ้านให้ประหยัดพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบและรับมือกับความเสี่ยงค่าไฟที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต

 

สำหรับภาคธุรกิจ ระยะสั้นควรบริหารการใช้ไฟฟ้าเชิงรุก เลี่ยงการใช้ไฟฟ้าช่วงพีกและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่านระบบบริหารจัดการพลังงาน (EMS) ระยะยาว ควรลงทุนผลิตไฟฟ้าใช้เอง เช่น โซลาร์รูฟท็อป ปรับกระบวนการผลิตให้ใช้พลังงานต่อหน่วยต่ำลง และเชื่อมกลยุทธ์กับ ESG เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนสีเขียว

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่: SCB EIC ›

The post SCB EIC เตือนสงครามตะวันออกกลางทุบอุปทานก๊าซโลก 3% ดันราคา LNG พุ่ง 91% คาดค่าไฟฟ้าไทยปี 2026 เสี่ยงแตะ 4.9 บาท/หน่วย หากรัฐไม่แบกหนี้ กฟผ. แนะครัวเรือน-ธุรกิจเร่งติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปรับมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตตะวันออกกลางทำน่านฟ้าสะดุด! ฉุดยอดต่างชาติเที่ยวไทยปี 2026 เหลือ 33.2 ล้านคน จับตา ‘ต้นทุนการบินพุ่ง-น้ำมันขาดแคลน’ บีบธุรกิจท่องเที่ยวไทยรับศึกหนัก 8 สัปดาห์อันตราย https://thestandard.co/middle-east-crisis-thai-tourism-impact/ Wed, 08 Apr 2026 06:32:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1195778 ภาพปกแสดงผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลางต่อการท่องเที่ยวไทย ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดเหลือ 33 ล้านคน

วิกฤตตะวันออกกลางส่งผลให้การเดินทางระหว่างประเทศของโลกต […]

The post วิกฤตตะวันออกกลางทำน่านฟ้าสะดุด! ฉุดยอดต่างชาติเที่ยวไทยปี 2026 เหลือ 33.2 ล้านคน จับตา ‘ต้นทุนการบินพุ่ง-น้ำมันขาดแคลน’ บีบธุรกิจท่องเที่ยวไทยรับศึกหนัก 8 สัปดาห์อันตราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกแสดงผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลางต่อการท่องเที่ยวไทย ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดเหลือ 33 ล้านคน

วิกฤตตะวันออกกลางส่งผลให้การเดินทางระหว่างประเทศของโลกต้องสะดุด และกระทบต่อเนื่องถึงการเดินทางเข้าไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การโจมตีทางอากาศที่รุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้หลายประเทศประกาศปิดน่านฟ้า และเที่ยวบินในเส้นทางตะวันออกกลางถูกยกเลิกในทันที ด้วยพื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการบินสำคัญของโลก มีสัดส่วนผู้โดยสารราว 10% ในปี 2025 จากข้อมูลของสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association : IATA) จึงยิ่งส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศของคนทั่วโลก ซึ่งแม้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มทยอยเปิดให้บริการในบางเส้นทางรวมถึงไทย

 

แต่วิกฤตดังกล่าวได้สร้างผลกระทบกับภาคการท่องเที่ยวไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่

 

  • จำนวนเที่ยวบินที่เดินทางมาไทยมีโอกาสลดลงจากเที่ยวบินของหลายสายการบินที่ยังเปิดบริการในบางเส้นทางและจากความเสี่ยงในการเข้าสู่ภาวะวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอากาศยานในหลายประเทศ
  • ต้นทุนการเดินทางที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลกที่เร่งตัว
  • ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เปราะบางมากขึ้นทั้งในด้านความปลอดภัยและภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว

 

วิกฤตตะวันออกกลางที่คาดว่าจะยืดเยื้อไปอย่างน้อย 8 สัปดาห์อาจกดดันให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยชะลอตัวลงมาอยู่ที่ราว 33.2 ล้านคนจากประมาณการเดิมในเดือนธันวาคมที่ 34.1 ล้านคน

 

แม้ว่าจำนวนผู้โดยสารต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยโดยรวมจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้นหลังผู้โดยสารต่างชาติทางอากาศหดตัวต่อเนื่องในช่วง 10 วันแรกของการเปิดฉากโจมตีทางอากาศ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มเปิดให้บริการในบางเส้นทางและหลายสายการบินเพิ่มเที่ยวบินตรงในเส้นทางยุโรป-เอเชีย

 

แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยยังมีโอกาสชะลอตัวลงจาก

 

  • นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอลที่ลดลงจากจำนวนเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลางที่เปิดให้บริการอย่างจำกัด โดยไทยยังพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่มากเพียงราว 2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด
  • นักท่องเที่ยวชาติอื่นเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้บริการสายการบินตะวันออกกลางอย่าง Emirates, Qatar Airways และ Etihad Airways มีสัดส่วนราว 8% ของผู้เดินทางเข้าไทยทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรป โดยบางส่วนหันไปใช้เส้นทางบินตรงหรือต่อเครื่องที่ฮับอื่นแทน

 

ขณะเดียวกัน กลุ่มนักท่องเที่ยวที่กังวลต่อต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและประเด็นด้านความปลอดภัยก็มีโอกาสปรับแผน/ยกเลิกการเดินทางท่องเที่ยวไป

 

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาไทยทางบก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบเพิ่มจากความกังวลในวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ของไทย

 

อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวไทยยังได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวดีขึ้น และนักท่องเที่ยวอินเดียที่เติบโตต่อเนื่อง และอาจได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีโอกาสมาไทยเพื่อหลีกหนีภัยสงครามและความไม่สงบภายในประเทศอีกด้วย

 

ธุรกิจท่องเที่ยวมีแนวโน้มเผชิญผลกระทบจากทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวลงและต้นทุนการบริหารจัดการที่สูงขึ้น ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนาน การออกมาตรการของภาครัฐอย่างทันท่วงทีจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจท่องเที่ยว

 

ธุรกิจท่องเที่ยวไทยเริ่มได้รับผลกระทบชัดเจนขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร และกิจกรรมท่องเที่ยวต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปเป็นหลักอย่างภูเก็ต พังงา กระบี่ และสมุย รวมถึงธุรกิจขนส่งนักท่องเที่ยวและธุรกิจท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านการเดินทางและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ทั้งนี้ภายใต้สถานการณ์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ

 

การออกมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวต่างชาติในเอเชียและแปซิฟิกที่ยังเติบโต ควบคู่กับการออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศจะมีส่วนช่วยเสริมรายได้ให้กับธุรกิจท่องเที่ยวในช่วงวิกฤตได้ แต่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ธุรกิจต้องเผชิญกับแนวโน้มการท่องเที่ยวในประเทศที่อ่อนแรงลงจากแรงกดดันด้านปัญหาพลังงานภายในประเทศด้วยนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องพิจารณามาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้นและดูแลความเพียงพอของปริมาณน้ำมันควบคู่ไปด้วย

 

นอกจากนี้ ภาครัฐอาจต้องพิจารณาออกมาตรการสนับสนุนทางการเงินเพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลางที่มีสภาพคล่องไม่สูงมากและเป็นข้อจำกัดในการปรับตัว ซึ่งมาตรการข้างต้นดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญที่เข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบและประคับประคองภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่: SCB EIC >

The post วิกฤตตะวันออกกลางทำน่านฟ้าสะดุด! ฉุดยอดต่างชาติเที่ยวไทยปี 2026 เหลือ 33.2 ล้านคน จับตา ‘ต้นทุนการบินพุ่ง-น้ำมันขาดแคลน’ บีบธุรกิจท่องเที่ยวไทยรับศึกหนัก 8 สัปดาห์อันตราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC ห่วงอสังหาฯ ไทยปี 2569 ทรุดต่อเนื่องปีที่ 4 คาดมูลค่าโอนวูบ 5% เซ่นพิษหนี้ครัวเรือน-แบงก์คุมเข้ม จับตาสงครามตะวันออกกลางซ้ำเติมกรณีแย่สุดอาจดิ่งหนักถึง -15% https://thestandard.co/scb-eic-thai-property-decline-2026/ Fri, 03 Apr 2026 08:25:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1194378 กราฟแสดงแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569 ที่มูลค่าโอนและโครงการใหม่หดตัวต่อเนื่อง

จับสัญญาณตลาดที่อยู่อาศัยปี 2569 … ดีมานด์หาย ซัพ […]

The post SCB EIC ห่วงอสังหาฯ ไทยปี 2569 ทรุดต่อเนื่องปีที่ 4 คาดมูลค่าโอนวูบ 5% เซ่นพิษหนี้ครัวเรือน-แบงก์คุมเข้ม จับตาสงครามตะวันออกกลางซ้ำเติมกรณีแย่สุดอาจดิ่งหนักถึง -15% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569 ที่มูลค่าโอนและโครงการใหม่หดตัวต่อเนื่อง

จับสัญญาณตลาดที่อยู่อาศัยปี 2569 … ดีมานด์หาย ซัพพลายหด ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

 

การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยปี 2569 มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

 

โดย SCB EIC คาดว่ามูลค่าการโอนทั่วประเทศในปี 2569 จะหดตัว -5%YOY มาอยู่ที่ 824,000 ล้านบาท จากภาระหนี้สิน ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ และการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่องจากปี 2568 อีกทั้ง สงครามตะวันออกกลางมีแนวโน้มซ้ำเติมกำลังซื้อให้ฟื้นตัวได้ยากมากขึ้น โดยกรณีสงครามยืดเยื้อ มีความเสี่ยงหดตัว -10% ถึง -15%YOY

 

ผู้ประกอบการใช้กลยุทธ์ระบายที่อยู่อาศัยคงเหลือ และระมัดระวังการเปิดโครงการใหม่

 

โดย SCB EIC คาดว่าในปี 2569 จะมีการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลราว 39,000 หน่วย ลดลง -5%YOY โดยเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และกรณีสงครามยืดเยื้อ มีความเสี่ยงที่จะหดตัวลงถึง -10%YOY ซึ่งการลดลงของอุปทานใหม่ ส่งผลให้หน่วยเหลือขายสะสมในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลปี 2569 มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 มาอยู่ที่ราว 212,000 หน่วย (-4%YOY)

 

ทั้งนี้ การเปิดตัวโครงการใหม่ต้องเตรียมรับมือกับภาวะต้นทุนวัสดุก่อสร้างพุ่งสูงขึ้น จากสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่กำลังซื้อยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ กดดันให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาที่อยู่อาศัยได้มากนัก และกระทบต่ออัตรากำไรตามมา

 

แนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 จำเป็นต้องเปิดโครงการใหม่อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะทำเลที่หน่วยเหลือขายสะสมสูง ที่อยู่อาศัยราคาปานกลางลงมา รวมถึงในต่างจังหวัด อีกทั้ง เร่งสร้างรายได้และกระแสเงินสด ทั้งขยายตลาดผู้มีกำลังซื้อสูงที่ต้องการย้ายประเทศหนีสงคราม ปรับโมเดลธุรกิจ เช่น การเช่า การเช่าซื้อ รวมถึงเปิดโครงการใหม่ขนาดปานกลาง-เล็ก เพื่อรักษาสภาพคล่อง ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับผู้รับเหมาเพื่อร่วมกันบริหารต้นทุน เช่น กำหนดปริมาณการสั่งซื้อวัสดุก่อสร้าง ลดของเสียและความผิดพลาดจากการก่อสร้าง

 

The post SCB EIC ห่วงอสังหาฯ ไทยปี 2569 ทรุดต่อเนื่องปีที่ 4 คาดมูลค่าโอนวูบ 5% เซ่นพิษหนี้ครัวเรือน-แบงก์คุมเข้ม จับตาสงครามตะวันออกกลางซ้ำเติมกรณีแย่สุดอาจดิ่งหนักถึง -15% appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC หั่นเป้าเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง ดันเงินเฟ้อทะลุเป้า 3.2% เตือนไทยเผชิญภาวะ Stagflation และความเสี่ยงขาดดุลแฝด 3 มิติ https://thestandard.co/scb-eic-thailand-gdp-stagflation/ Thu, 26 Mar 2026 08:57:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1191637 กราฟและข้อมูลจาก SCB EIC คาด GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.4% เตือน Stagflation และเงินเฟ้อสูง

SCB EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% เง […]

The post SCB EIC หั่นเป้าเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง ดันเงินเฟ้อทะลุเป้า 3.2% เตือนไทยเผชิญภาวะ Stagflation และความเสี่ยงขาดดุลแฝด 3 มิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟและข้อมูลจาก SCB EIC คาด GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.4% เตือน Stagflation และเงินเฟ้อสูง

SCB EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% เงินเฟ้อพุ่งสูง 3.2% จากผลกระทบราคาพลังงานและความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นมาก โดยยังมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมหากสงครามยืดเยื้อ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

SCB EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% (เดิม 1.8%) จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไทยเฉลี่ยทั้งปีจะเร่งตัวขึ้นมากเกินกรอบเป้าหมายของ ธปท. อยู่ที่ 3.2% ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศจะชะลอลง โดยเฉพาะการบริโภคที่มีแนวโน้มจะถูกกระทบจากกำลังซื้อครัวเรือนและความเชื่อมั่นที่ลดลงตามราคาพลังงานและอาหารที่ปรับสูงขึ้น และจากรายได้แรงงานที่แท้จริงที่หดตัว สำหรับภาคธุรกิจจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและอัตรากำไรที่ลดลง ธุรกิจจะชะลอการลงทุนจากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น เสถียรภาพเศรษฐกิจจะมีความเปราะบางมากขึ้นจากแนวโน้มโอกาสการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และการขาดดุลการคลังที่สูงขึ้น (triple deficits)

 
 

สงครามตะวันออกกลางยกระดับความรุนแรงเป็น “วิกฤตสองทาง” กรณีฐานอาจยืดเยื้อ 2 เดือน

 

สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบให้ปริมาณน้ำมันและก๊าซที่ต้องผ่านช่องแคบ Hormuz (ประมาณ 20% ของอุปทานโลก) ลดลงอย่างมาก ทำให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นสูงมากอย่างรวดเร็ว ขณะที่การโจมตีแหล่งพลังงานในตะวันออกกลางได้สร้างความกังวลใจให้กับตลาดในประเด็นอุปทานพลังงานที่อาจใช้เวลาฟื้นฟูนาน รวมทั้งความจำเป็นของประเทศทั่วโลกที่จะพยายามจัดหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติมเพื่อชดเชยปริมาณพลังงานสำรองที่เริ่มลดลง ปัจจัยด้านอุปทานและอุปสงค์เช่นนี้จะทำให้ราคาพลังงานโลกไม่สามารถปรับลดลงได้เร็ว แม้สงครามจะจบลง

 

SCB EIC ประเมิน 3 ฉากทัศน์ของวิกฤตตะวันออกกลาง ดังนี้

 

  • กรณีฐาน (Base) ความขัดแย้งจะจบลงภายใน 2 เดือน ราคาน้ำมัน Brent ทั้งปี 2026 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • กรณีเลวร้าย (Adverse) ยืดเยื้อ 4 เดือน และมีการทำลายแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมัน Brent ปี 2026 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • กรณีรุนแรง (severe) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง มีประเทศในตะวันออกกลางที่เข้าร่วมสงครามมากขึ้น รวมถึงมีแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลายอย่างหนัก กรณีนี้ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

นอกจากราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นแรง สงครามนี้จะทำให้ต้นทุนขนส่งทางบก ทางทะเล และทางอากาศเร่งตัวและผันผวนสูง วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตพลังงานในอดีต โดยกำลังขยายผลวงกว้างเป็น “วิกฤตสองทาง” ทั้งจากสินค้าพลังงานและจากการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมสำคัญบางชนิด เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ

 
 

เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 1.4% จากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ต่ำ และเศรษฐกิจเปราะบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

 

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากการเร่งตัวของราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิในสัดส่วนสูงถึงราว 8% ของ GDP และมีสัดส่วนสินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูงราว 12-13% ตลอดจนมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำ ผลกระทบของสงครามจะทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับ Stagflation จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น รวมทั้งอาจสร้างความเปราะบางต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านการขาดดุลใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย และขาดดุลการคลังมากขึ้น

 

ทั้งนี้ ช่องทางหลักของการส่งผ่านผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

 

1. ภาคการค้าระหว่างประเทศ จะได้รับผลกระทบจาก Terms of trade (สัดส่วนราคาสินค้าส่งออกต่อราคาสินค้านำเข้า) ที่แย่ลง มูลค่านำเข้าจะเร่งตัวขึ้นมากจากการนำเข้าพลังงานที่ราคาสูงขึ้นมาก ขณะที่การส่งออกจะได้รับผลกระทบจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงกว่าคาด และปัญหาการชะงักงันของอุปทาน (Supply disruption) ที่อาจเกิดขึ้น ส่งผลให้ดุลการค้าลดลงมาก และดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุล

 

2. ภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยโดยรวมจะชะลอตัว เป็นผลจากจำนวนเที่ยวบินที่มีแนวโน้มลดลง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่เร่งตัว และความกังวลของนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยเริ่มเห็นสัญญาณการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรป

 

แต่ยังมีแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเติบโตอย่างจีนและอินเดีย ในภาพรวม SCB EIC ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้จาก 34.1 ล้านคนเป็น 33.2 ล้านคน

 

3. การบริโภคภาคเอกชน จะชะลอลงจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นตามทิศทางราคาพลังงานโลก ส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายของครัวเรือนที่ยังคงเผชิญปัญหาแผลเป็นทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านรายได้ครัวเรือนจากตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง และภาระหนี้สูง

 

4. ภาคธุรกิจเผชิญต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและกดดันอัตราผลกำไร ความไม่แน่นอนและต้นทุนที่สูงขึ้นจะทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนตัดสินใจชะลอการลงทุนใหม่

 

5. ตลาดการเงินผันผวนสูง เงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดการเงินไหลออกทำให้เงินบาทอ่อนค่าเร็ว ส่งผลให้ดุลบัญชีเงินทุนติดลบสูงขึ้น โดย ธปท. อาจต้องเข้ามาดูแลแทรกแซงในตลาด FX ผ่านการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศเพื่อไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไป

 

ท่ามกลางภาวะสงครามที่ยังยืดเยื้อ SCB EIC มองเงินเฟ้อเฉลี่ยปีนี้ในกรณีฐาน มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเกินกรอบเป้าหมายของ ธปท.ไปอยู่ที่ 3.2% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ใกล้ 0% โดยเงินเฟ้อจะเริ่มสูงขึ้นจากหมวดพลังงานและโลจิสติกส์ ก่อนกระจายไปสู่สินค้าที่วัตถุดิบการผลิตขาดแคลนไม่พอใช้ บรรจุภัณฑ์และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป อย่างไรก็ดี มาตรการภาครัฐที่จะออกมา โดยเฉพาะกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มว่าจะต้องรอให้รัฐบาลค้ำประกันการชำระคืนหนี้ในเพดานวงเงินกู้ที่สูงขึ้น รวมถึงมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ จะช่วยรองรับผลกระทบในประเทศได้บ้าง แต่จะทำได้ไม่เต็มที่เช่นในอดีต เนื่องจากหนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดาน 70% และภาครัฐจะระมัดระวังความเสี่ยงของการปรับลดเครดิตเรตติงของประเทศ ประกอบกับรายได้จัดเก็บภาษีที่อาจถูกกระทบตามแนวโน้มเศรษฐกิจ จะทำให้การขาดดุลการคลังของไทยจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น

 
 

นโยบายการเงินเจอความท้าทาย Stagflation ขณะที่มาตรการราคาพลังงานควรหลีกเลี่ยงการชดเชยตรึงราคาแบบหน้ากระดาน แต่เน้นช่วยการปรับตัวของผู้บริโภคอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเฉพาะจุดมากขึ้น

 

กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในปีนี้ โดย SCB EIC ประเมินว่า กนง จะไม่เลือกปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เนื่องจากจะพิจารณาว่า เงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ภาคธุรกิจอาจไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภคได้มากนักภายใต้อุปสงค์ที่ซบเซา ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำต่อเนื่อง และมีความเปราะบางจากปัญหาภาระหนี้ในภาคครัวเรือนและ SME

 

ขณะเดียวกัน การลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเกินกรอบของนโยบายการเงิน อาจทำให้ตลาดตั้งคำถามกับ Commitment ของ ธปท. ต่อ Inflation targeting และอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วขึ้น ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพิ่มเติม รวมทั้งประสิทธิภาพของการลดดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจมีค่อนข้างจำกัดภายใต้ภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำมากแล้วและเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนที่สูง กนง. จึงน่าจะเก็บ Policy space ไว้ใช้เมื่อมีความจำเป็นและมีความมั่นใจในทิศทางของเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น

 

อย่างไรก็ดี กนง. อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยเพิ่มได้อีก 1 ครั้งในปีนี้ หากผลกระทบต่อ GDP รุนแรงกว่าที่ประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ธปท. ตั้งใจที่จะใช้มาตรการเฉพาะจุดต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลของนโยบายการเงิน เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรการ Soft loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เป็นต้น

 
 

ทางออกเชิงนโยบายจาก ‘ช่วยแบบหน้ากระดาน’ สู่ ‘3T’ Targeted – Temporary – Transform

 

การอุดหนุนราคาพลังงานแบบหน้ากระดานที่ราคาที่ต่ำเกินไปเป็นเวลานาน จะสร้างภาระทางการคลังที่สูงมาก เกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะผู้มีรายได้สูงใช้พลังงานมากกว่าผู้มีรายได้น้อย ไม่สนับสนุนให้เกิดการประหยัด นำไปสู่ดุลการค้าที่แย่ลงมาก ตลอดจนสร้างความเสี่ยงที่อาจต้องปล่อยให้ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นมากในระยะเวลาสั้นจนทำให้เศรษฐกิจชะงักงันแบบเฉียบพลันได้

 

ภาครัฐควรปรับไปใช้มาตรการ 3T เพื่อบริหารความเสี่ยงในระยะสั้น และสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว ได้แก่

 

  • Targeted ช่วยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกระทบแรง มาตรการอุดหนุนเฉพาะจุดแก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร หรือกลุ่มธุรกิจขนส่งสาธารณะ เพื่อลดผลกระทบความเดือดร้อนอย่างตรงจุด
  • Temporary การบริหารราคาพลังงาน ในลักษณะ Managed Float คือ การทยอยปรับขึ้นราคาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ฝืนทิศทางของราคาในตลาด เพื่อให้เวลาผู้บริโภคในการปรับตัว และลดความเสี่ยงทางการคลัง 3) Transform ใช้วิกฤติเป็นโอกาสปรับตัวเพิ่มความมั่นคงพลังงาน การสร้างแรงจูงใจแก่ภาคเอกชนในการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและยกระดับเสถียรภาพของระบบพลังงานในระยะยาว

 
 

เศรษฐกิจโลกจะชะลอลงจากผลของสงคราม แรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้นจะทำให้ Fed เลื่อนลดดอกเบี้ยไปช่วงปลายปี

 

SCB EIC ประเมินว่าในกรณีฐานเศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะเติบโตลดลงจาก 2.7%YOY เหลือ 2.5%YOY โดยเป็นผลจากภาวะสงคราม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและวัตถุดิบในการผลิตขาดแคลน ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น โดยเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เช่น เศรษฐกิจเอเชีย จะได้รับผลกระทบมาก ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลักมีท่าทีประเมินสถานการณ์ในช่วงความไม่แน่นอนยังมีสูง โดย SCB EIC มองว่า Fed มีแนวโน้มเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไปเป็นช่วงไตรมาส 4 และคาดว่าจะลดได้เพียงครั้งเดียว 25 bps ในปีนี้ เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้ออาจปรับสูงขึ้น

 

 
กราฟและข้อมูลจาก SCB EIC คาด GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.4% เตือน Stagflation และเงินเฟ้อสูง 1
 

 
กราฟและข้อมูลจาก SCB EIC คาด GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.4% เตือน Stagflation และเงินเฟ้อสูง 2
 

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่: scbeic.com ›

The post SCB EIC หั่นเป้าเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง ดันเงินเฟ้อทะลุเป้า 3.2% เตือนไทยเผชิญภาวะ Stagflation และความเสี่ยงขาดดุลแฝด 3 มิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>