Sanae Takaichi Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/sanae-takaichi/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 02 Feb 2026 03:22:11 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ผลโพลชี้ เลือกตั้งญี่ปุ่น LDP จ่อแลนด์สไลด์ นักวิเคราะห์มอง ‘ทาคาอิจิ’ เดินตามรอย ‘อาเบะ’ https://thestandard.co/japan-election-ldp-to-landslide/ Mon, 02 Feb 2026 03:22:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1172502 ภาพผู้คนเข้าร่วมการชุมนุมหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งในญี่ปุ่น

ผลสำรวจ Asahi Shimbun เผย พรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (L […]

The post ผลโพลชี้ เลือกตั้งญี่ปุ่น LDP จ่อแลนด์สไลด์ นักวิเคราะห์มอง ‘ทาคาอิจิ’ เดินตามรอย ‘อาเบะ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้คนเข้าร่วมการชุมนุมหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งในญี่ปุ่น

ผลสำรวจ Asahi Shimbun เผย พรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Liberal Democratic Party: LDP) มีแนวโน้มคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งระดับประเทศ ‘ถล่มถลาย’ โดยคาดว่า อาจได้ที่นั่งในสภา 233 ที่นั่งจาก 465 ที่นั่ง และมีพรรคร่วมรัฐบาลเกิน 300 ที่นั่ง เปิดทางให้ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิง ผลักดันนโยบายการคลังเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

 

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) Asahi Shimbun สื่อเก่าแก่ญี่ปุ่นรายงานผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการเลือกตั้งระดับประเทศในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ว่า พรรค LDP มีแนวโน้มคว้าชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ โดยอาจได้ที่นั่งราว 233 ที่นั่งจาก 465 ที่นั่ง หรือเพิ่มขึ้น 35 ที่นั่ง เมื่อเทียบกับที่นั่งก่อนยุบสภา คือ 198 ที่นั่ง

 

นอกจากนี้มีการคาดการณ์ว่า รัฐบาลพรรค LDP อาจครองเสียงข้างมากในสภาราว 300 ที่นั่ง เมื่อจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคนิปปอนอิชชิน (Nippon Ishin) และมีแนวโน้มครองเสียงข้างมากพิเศษ (Supermajority) ในสภา หรือเกิน 310 เสียงขึ้นไป หากรวมเสียงกับพรรคร่วมอื่นๆ

 

ผลสำรวจยังระบุว่า Centrist Reform Alliance (CRA) แนวร่วมฝ่ายค้านระหว่างพรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่น (Constitutional Democratic Party) กับพรรคโคเม อดีตพันธมิตรเก่าแก่ของพรรค LDP กำลังประสบปัญหาในการสร้างแรงดึงดูดต่อสาธารณชน และอาจสูญเสียที่นั่งไปถึงครึ่งหนึ่งจาก 167 ที่นั่งที่ครองอยู่ในปัจจุบัน

 

รายงานนี้สอดคล้องกับผลสำรวจของ JNN ที่ระบุว่า มีเพียง 10% ของผู้ตอบแบบสอบถามเท่านั้น ที่ตั้งใจจะลงคะแนนให้แนวร่วมฝ่ายค้าน CRA ในระบบบัญชีรายชื่อ ขณะที่อีก 32% ยังสนับสนุน LDP โดยผลโพลยังชี้ว่า คะแนนนิยมของทาคาอิจิยังอยู่ในระดับสูงถึง 69.9% แม้จะลดลง 8.2 จุดจากการสำรวจก่อนหน้า

 

ทั้งนี้ Reuters ระบุว่า หากพรรค LDP ชนะการเลือกตั้ง จะช่วยตอกย้ำอำนาจของทาคาอิจิภายในพรรค และสร้างความชอบธรรมในการดำเนินนโยบายการคลังเชิงขยาย ซึ่งสร้างความกังวลให้กับภาคการคลังของญี่ปุ่น

 

ในช่วงที่ผ่านมา ทาคาอิจิตั้งเป้าเพิ่มการลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกทั้งยังระงับการจัดเก็บภาษีการขายสินค้าอาหารเป็นการชั่วคราว เพื่อลดแรงกดดันในประเด็นค่าครองชีพ ขณะที่ดำเนินนโยบายต่างประเทศแข็งกร้าวในกรณีข้อพิพาทปมไต้หวันต่อจีน

 

พอล มิดฟอร์ด ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก Meiji Gakuin University ให้สัมภาษณ์กับ Asahi Shimbun ว่า ความกังวลทางเศรษฐกิจอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทาคาอิจิเลือกยุบสภาในเวลานี้

 

ขณะที่ คาซูฮิสะ ชิมาดะ อดีตรัฐมนตรีช่วยการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นมองว่า ทาคาอิจิกำลังเดินตาม ชินโซ อาเบะ อดีตนายกฯ ผู้เป็นพี่เลี้ยงทางการเมืองจากกรณีข้อพิพาทกับจีน ซึ่งในปี 2012 อาเบะกลับมาชนะเลือกตั้ง และรักษาฐานเสียงทางการเมืองได้อย่างยาวนาน

 

ด้าน เจเรมี ชาน นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Eurasia Group วิเคราะห์ว่า หากทาคาอิจิคว้าที่นั่งในสภาได้ 233 ที่นั่งจริงๆ ถือเป็นการส่งสัญญาณไปยังจีนว่า เธอจะได้ดำรงตำแหน่งอีกหลายสมัย และการกดดันของจีนต่อจะมีผลย้อนกลับ

 

“ในทางกลับกัน หากทาคาอิจิชนะเพียงเล็กน้อย จีนก็น่าจะเพิ่มแรงบีบบังคับต่อญี่ปุ่นมากขึ้น” ชานทิ้งท้าย

 

ภาพ: Rodrigo Reyes Marin / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ผลโพลชี้ เลือกตั้งญี่ปุ่น LDP จ่อแลนด์สไลด์ นักวิเคราะห์มอง ‘ทาคาอิจิ’ เดินตามรอย ‘อาเบะ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกียวโตคืนความสงบ! คนญี่ปุ่นโล่งใจ ‘ทัวร์จีนหาย’ ช่วงตรุษจีน แก้ปัญหาล้นเมือง-ได้บรรยากาศน่าเดินกลับคืนมา https://thestandard.co/japan-chinese-tourists-overtourism-relief/ Sat, 31 Jan 2026 08:15:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1171808 บรรยากาศเมือง เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ที่กลับมาสงบและน่าเดิน หลังจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง

กลายเป็นประเด็นร้อนต้อนรับเทศกาลตรุษจีน เมื่อคำสั่งของร […]

The post เกียวโตคืนความสงบ! คนญี่ปุ่นโล่งใจ ‘ทัวร์จีนหาย’ ช่วงตรุษจีน แก้ปัญหาล้นเมือง-ได้บรรยากาศน่าเดินกลับคืนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศเมือง เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ที่กลับมาสงบและน่าเดิน หลังจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง

กลายเป็นประเด็นร้อนต้อนรับเทศกาลตรุษจีน เมื่อคำสั่งของรัฐบาลจีนที่แนะนำไม่ให้พลเมืองของตนเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงวันหยุดยาวที่กำลังจะมาถึง กลับได้รับเสียงตอบรับที่คาดไม่ถึงจากฝั่งญี่ปุ่น

 

แทนที่จะตื่นตระหนกกับเม็ดเงินที่หายไป ผู้ประกอบการและชาวญี่ปุ่นจำนวนมากกลับรู้สึกโล่งใจที่จะได้เห็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญลดความแออัดลง ในขณะที่ภาคธุรกิจยืนยันว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นมีจำกัดและรับมือได้

 

คำแนะนำดังกล่าวถูกประกาศออกมาเมื่อวันจันทร์ (26 ม.ค.) ผ่านกระทรวงการต่างประเทศและคณะทูตของจีน โดยอ้างเหตุผลเรื่องความกังวลด้านความปลอดภัยและอ้างว่ามีคดีอาชญากรรมที่พุ่งเป้าไปที่ชาวจีนเพิ่มสูงขึ้น

 

แต่เบื้องหลังที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางการทูตที่ตึงเครียดระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยอดนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเคยเป็นตลาดสำคัญที่สุดของญี่ปุ่นลดลงอย่างน่าตกใจ

 

ข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) ระบุว่า ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีผู้เดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่เข้าญี่ปุ่นเพียง 330,400 คน ซึ่งลดลงมากกว่า 45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่ที่น่าสนใจคือยอดรวมนักท่องเที่ยวทั้งหมดกลับไม่ได้ลดลงตามไปด้วย โดยมียอดรวมเกือบ 3.62 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งปัจจัยหลักมาจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากชาติอื่นหลั่งไหลเข้ามาแทนที่

 

จุดเริ่มต้นของกระแสการลดลงนี้เริ่มเห็นได้ชัดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน หลังจากที่ ซานาเอะ ทากาอิจิ (Sanae Takaichi) นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้กล่าวในรัฐสภาว่า ‘ภาวะฉุกเฉิน’ ที่อาจเกิดขึ้นกับไต้หวันนั้นถือเป็นภัยคุกคามต่อญี่ปุ่น ซึ่งจำเป็นต้องมีการตอบโต้ทางทหาร

 

คำกล่าวนั้นสร้างความไม่พอใจให้กับปักกิ่งอย่างรุนแรง จนนำไปสู่การตอบโต้ด้วยการจำกัดการส่งออกสินค้าสำคัญและคำแนะนำไม่ให้พลเมืองเดินทางไปญี่ปุ่นดังกล่าว

 

แม้จะไร้เงาของนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่จากจีน แต่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นกลับไม่ได้รู้สึกหวั่นวิตก เค ทามูระ กรรมการบริษัท Cerca Travel ในเกียวโต เปิดเผยกับ This Week in Asia ว่าธุรกิจของเขายังคงแข็งแกร่ง

 

“จากคนที่ผมคุยด้วยในวงการด้วยกันพบว่า แทบไม่มีผลกระทบอะไรเลย ผมได้รับการจองจำนวนมากจากไต้หวัน รวมถึงสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรป และผมบอกได้เลยว่าธุรกิจของผมจะอยู่ในระดับเดียวกับปีที่แล้ว” ทามูระ กล่าว พร้อมเสริมว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวตระหนักดีถึงความเป็นไปได้ของ ‘ความเสี่ยงจากจีน’ อยู่เสมอ แต่ด้วยค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ทำให้ลูกค้าจากประเทศอื่นเพิ่มขึ้นมาทดแทน

 

ตัวเลขจาก JNTO ยังยืนยันกระแสนี้ โดยพบว่านักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นำโดยประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นกว่า 7% ตามมาด้วยฟิลิปปินส์ 2.2%, สิงคโปร์ 1.9%, เวียดนาม 1.7% ในขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซียต่างเพิ่มขึ้น 1.4%

 

ผลพลอยได้อีกด้านคือการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ ทามูระสังเกตว่าคนญี่ปุ่นเองเริ่มกลับมาเที่ยวเกียวโตกันมากขึ้น เนื่องจากปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองหรือ ‘Overtourism’ จากกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่หายไป ทำให้บรรยากาศในการเดินชมวัดและพิพิธภัณฑ์มีความสะดวกสบายและน่ารื่นรมย์ขึ้นมาก

 

ทางด้าน ยูกิ บันโด เจ้าของธุรกิจนำเที่ยวในเมืองโทกุชิมะ บนเกาะชิโกกุ มองว่าปี 2026 จะเป็นปีที่คึกคักไม่แพ้ปีก่อน โดยเธอยืนยันว่าการหายไปของนักท่องเที่ยวจีนไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในพื้นที่ของเธอ เพราะมีนักท่องเที่ยวจากไต้หวันและยุโรปเข้ามาแทนที่ พร้อมทั้งปฏิเสธข้อกล่าวหาของปักกิ่งที่ว่ามีการพุ่งเป้าโจมตีนักท่องเที่ยวจีน โดยยืนยันว่า “เรื่องแบบนั้นไม่ได้เกิดขึ้น”

 

โลกออนไลน์ของญี่ปุ่นก็ขานรับข่าวนี้ไปในทิศทางเดียวกัน ชาวเน็ตหลายคนแสดงความยินดีที่เมืองจะเงียบสงบขึ้นในช่วงวันหยุด โดยข้อความหนึ่งระบุว่า “ฉันมีความสุขมาก! ขอบคุณนะ” ในขณะที่อีกความเห็นเล่าว่าการขึ้นรถไฟชินคันเซ็นโดยไม่มีคนจีนทำให้บรรยากาศดีขึ้น และนักท่องเที่ยวจากตะวันตกหรือไต้หวันก็มีมารยาทที่ดี

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือโครงสร้างทางเศรษฐกิจของการท่องเที่ยวแบบจีน ที่เรียกว่าระบบ ‘มังกรตัวเดียว’ (Yitiao long) ซึ่งผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนได้วางระบบไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่สายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงสถานบันเทิง ล้วนเป็นธุรกิจที่ชาวจีนเป็นเจ้าของ การบริการใช้ภาษาจีน และการชำระเงินก็ผ่านแพลตฟอร์มของจีน

 

จุดนี้ทำให้เม็ดเงินแทบไม่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในวงกว้าง โดยมีการประเมินว่าเงินจำนวนมหาศาลถึง 1 ล้านล้านเยนต่อปี อาจไหลย้อนกลับไปยังประเทศจีนผ่านระบบนี้ ดังนั้นการหายไปของนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มนี้ จึงอาจไม่ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับคนท้องถิ่นมากอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

 

ภาพ : f11photo / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post เกียวโตคืนความสงบ! คนญี่ปุ่นโล่งใจ ‘ทัวร์จีนหาย’ ช่วงตรุษจีน แก้ปัญหาล้นเมือง-ได้บรรยากาศน่าเดินกลับคืนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตานายกฯ ญี่ปุ่น ส่อยุบสภาสัปดาห์หน้า เปิดทางเลือกตั้งใหม่ แก้ปัญหารัฐบาลเสียงข้างน้อย https://thestandard.co/japan-pm-dissolve-election-minority/ Wed, 14 Jan 2026 05:02:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1165043 จับตา นายกฯ ญี่ปุ่น ส่อยุบสภาสัปดาห์หน้า เปิดทางเลือกตั้งใหม่ แก้ปัญหารัฐบาลเสียงข้างน้อย

สื่อญี่ปุ่นเผย ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิง วางแผน […]

The post จับตานายกฯ ญี่ปุ่น ส่อยุบสภาสัปดาห์หน้า เปิดทางเลือกตั้งใหม่ แก้ปัญหารัฐบาลเสียงข้างน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา นายกฯ ญี่ปุ่น ส่อยุบสภาสัปดาห์หน้า เปิดทางเลือกตั้งใหม่ แก้ปัญหารัฐบาลเสียงข้างน้อย

สื่อญี่ปุ่นเผย ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิง วางแผนยุบสภาสัปดาห์หน้า และเตรียมจัดการเลือกตั้งกะทันหัน (Snap Election) ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยหวังใช้ประโยชน์จากกระแสนิยมเพื่อแก้ไขปัญหารัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่อาจเผชิญปัญหาผ่านงบประมาณประจำปี

 

วันนี้ (14 มกราคม) เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ Yomiuri Shimbun เปิดเผยว่า ทาคาอิจิวางแผนยุบสภาสัปดาห์หน้าในวันที่ 23 มกราคม และจัดการเลือกตั้งกะทันหันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ขณะที่ Kyodo News รายงานเมื่อวานนี้ (13 มกราคม) ว่า ผู้นำหญิงญี่ปุ่นได้แจ้งให้กำหนดการยุบสภาให้คณะผู้บริหารพรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Liberal Democratic Party: LDP) ทราบเป็นที่เรียบร้อย

 

Yomiuri ระบุเหตุผลการยุบสภาของทาคาอิจิว่า เธอหวังใช้ประโยชน์จากคะแนนความนิยมที่พุ่งสูง คือ 78.1% ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.3% จากเดือนที่ผ่านมา เพื่อให้รัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายการคลังเชิงรุก และเสริมสร้างขีดความสามารถข่าวกรองของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ปัจจุบัน รัฐบาลญี่ปุ่นยังไม่ออกมายืนยันข้อเท็จจริง โดย มิโนรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้แจ้งคณะกรรมการกำกับการดำเนินงานของสภาผู้แทนราษฎรว่า มีการเปิดสมัยประชุมสภาวันที่ 23 มกราคม แต่ยังไม่มีข้อสรุปเพิ่มเติมว่า จะยุบสภาจริงหรือไม่ พร้อมย้ำว่า ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงของรายงานดังกล่าวก่อน

 

อนึ่งมีการคาดเดาว่า ทาคาอิจิจะยุบสภาตั้งแต่ปลายปี 2025 หรือช่วงแรกของการดำรงตำแหน่ง หลังพรรค LDP ต้องเผชิญภาวะสภาแขวน (Hung Parliament) จากการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เมื่อพรรคโคเม (Komeito) พันธมิตรพรรคร่วมที่อยู่คู่พรรค LDP นานราว 25 ปี ถอนตัวสายฟ้าแลบ เนื่องจากไม่พอใจแนวขวาจัดของทาคาอิจิ ที่ตรงข้ามกับอุดมการณ์กลางซ้ายของพรรค

 

สำหรับแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาล NHK คาดว่า พรรค LDP จะร่วมทำงานกับพรรคนิปปอนอิชชิน (Nippon Ishin) เหมือนเดิม ขณะที่พรรคแกนนำฝ่ายค้านอย่าง พรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น (Constitutional Democratic Party of Japan: CDP) จะจับมือกับพรรคโคเมเพื่อต้านทาคาอิจิ

 

นอกจากนี้ NHK ระบุว่า ทาคาอิจิจะตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่า จะเลือกตั้งแบบฉับพลันหรือไม่ โดยคำนึงปัจจัยสำคัญอย่างภารกิจทางการทูต ซึ่งขณะนี้ ผู้นำญี่ปุ่นกำลังพบกับ อีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ที่จังหวัดนารา บ้านเกิดของเธอ รวมถึงมีแผนพบ จอร์จา เมโลนี นายกฯ หญิงอิตาลี ที่จะเดินมาญี่ปุ่นในวันที่ 16 มกราคมนี้

 

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งฉับพลันอาจทำให้รัฐบาลทาคาอิจิเผชิญปัญหาในการผ่านงบประมาณประจำปี ซึ่งเริ่มวันที่ 1 เมษายน 2026 เพราะอาจจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ไม่ทันภายในเดือนมีนาคม ซึ่งทาคาอิจิจะต้องใช้ทางเลือกอื่นอย่างงบประมาณชั่วคราวแทน

 

อนึ่ง ยูอิจิโร ทามากิ ผู้นำพรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชน (Democratic Party for the People) เตือนว่า การยุบสภาก่อนงบประมาณประจำปีจะผ่านความเห็นชอบ เท่ากับว่า รัฐบาลทาคาอิจิวางเรื่องเศรษฐกิจไว้เป็นเรื่องรอง

 

ภาพ: Eugene Hoshiko / Reuters

 

อ้างอิง:

The post จับตานายกฯ ญี่ปุ่น ส่อยุบสภาสัปดาห์หน้า เปิดทางเลือกตั้งใหม่ แก้ปัญหารัฐบาลเสียงข้างน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือยามชายฝั่งจีน-ญี่ปุ่น เผชิญหน้ากันใกล้หมู่เกาะเตียวหยู-เซ็งกะกุ ในทะเลจีนตะวันออก https://thestandard.co/china-japan-coast-guard-faceoff/ Wed, 03 Dec 2025 03:41:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1150906 เรือยามชายฝั่งจีน-ญี่ปุ่น เผชิญหน้ากัน ใกล้ หมู่เกาะเตียวหยู-เซ็งกะกุ ใน ทะเลจีนตะวันออก

เรือยามชายฝั่งของจีนและญี่ปุ่นเผชิญหน้ากันใกล้หมู่เกาะท […]

The post เรือยามชายฝั่งจีน-ญี่ปุ่น เผชิญหน้ากันใกล้หมู่เกาะเตียวหยู-เซ็งกะกุ ในทะเลจีนตะวันออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือยามชายฝั่งจีน-ญี่ปุ่น เผชิญหน้ากัน ใกล้ หมู่เกาะเตียวหยู-เซ็งกะกุ ใน ทะเลจีนตะวันออก

เรือยามชายฝั่งของจีนและญี่ปุ่นเผชิญหน้ากันใกล้หมู่เกาะที่เป็นพื้นที่อ่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์ในทะเลจีนตะวันออก โดยหมู่เกาะนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ เกาะเตียวหยู (Diaoyu Islands) ในจีน และ หมู่เกาะเซ็งกะกุ (Senkaku Islands) ในญี่ปุ่น ซึ่งจีนอ้างสิทธิ์ในดินแดนนี้ แม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นผู้บริหารจัดการหมู่เกาะนี้อยู่ก็ตาม

 

หน่วยยามชายฝั่งจีน (CCG) กล่าวว่า เรือประมงญี่ปุ่นได้เข้าสู่เขตน่านน้ำของเกาะเตียวหยูโดยผิดกฎหมาย โฆษก CCG ระบุว่า เรือจีนได้เข้าใกล้และแจ้งเตือนเรือประมงญี่ปุ่นให้ออกไป และได้ดำเนินการ ‘มาตรการบังคับใช้กฎหมายที่จำเป็น’ โดยอ้างว่าหมู่เกาะดังกล่าวเป็นดินแดนของจีน และเรียกร้องให้ญี่ปุ่น ‘ยุติการกระทำที่เป็นการละเมิดและยั่วยุทั้งหมดในน่านน้ำเหล่านี้ทันที’

 

ขณะที่หน่วยยามชายฝั่งญี่ปุ่น (JCG) ให้ข้อมูลที่แตกต่างออกไป โดยกล่าวว่าพวกเขาได้สกัดกั้นและขับไล่เรือ CCG สองลำในขณะที่เรือเหล่านั้นกำลังเข้าใกล้เรือประมง โดย JCG ระบุว่าได้เข้าใกล้เรือจีน หลังจากที่เห็นเรือเหล่านั้นเข้าสู่น่านน้ำญี่ปุ่นในช่วงเช้าของวันอังคาร (2 ธันวาคม) และได้ออกคำสั่งให้เรือจีนออกจากน่านน้ำ เรือลาดตระเวนของ JCG ได้ดูแลความปลอดภัยของเรือประมง จนกระทั่งเรือ CCG ออกจากพื้นที่ไปในไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

 

การเผชิญหน้ากันครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศกำลังย่ำแย่ลงอย่างรุนแรง โดยความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากความคิดเห็นที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งของผู้นำญี่ปุ่นเกี่ยวกับไต้หวัน เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

 

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้กล่าวเป็นนัยในรัฐสภาว่า ญี่ปุ่นอาจจะดำเนินการทางทหารหากจีนโจมตีไต้หวัน ขณะที่จีนมองว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน และไม่ได้ปฏิเสธการใช้กำลังเพื่อ ‘รวมชาติ’ โดยไต้หวันตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่เกาะเซ็งกะกุประมาณ 160 กิโลเมตร

 

วิวาทะของทั้งสองฝ่ายทำให้รอยร้าวในความสัมพันธ์ยิ่งขยายตัวและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของพลเมืองในทั้งสองประเทศ

 

ความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นและจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษครึ่งที่ผ่านมา แม้ว่าทั้งสองประเทศจะเคยทำข้อตกลงเชิงหลักการในปี 2008 ที่จะแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรในทะเลจีนตะวันออกร่วมกันก็ตาม

 

รายงานพบว่า เมื่อปีที่ผ่านมา จำนวนวันที่พบเห็นเรือของรัฐบาลจีนในน่านน้ำของดินแดนดังกล่าวทำสถิติสูงสุดเป็นปีที่สามติดต่อกัน ขณะที่จำนวนเรือ CCG ที่ปฏิบัติการในน่านน้ำดังกล่าวก็ทำสถิติสูงสุดเช่นกัน

 

ก่อนหน้านี้เรือยามชายฝั่งของจีนเคยเข้าสู่น่านน้ำรอบหมู่เกาะนี้ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าเป็น ‘ปฏิบัติการลาดตระเวนที่ชอบด้วยกฎหมาย’ เพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของจีน ขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่นก็มองว่า เรือจีนกำลังรุกล้ำเข้ามายังน่านน้ำของญี่ปุ่น ทำให้หลายฝ่ายเฝ้าจับตามอง พื้นที่บริเวณหมู่เกาะเตียวหยู หรือหมู่เกาะเซ็งกะกุอย่างใกล้ชิดในช่วงเวลานี้ ท่ามกลางความกังวลใจว่า การเผชิญหน้าอาจบานปลายการเป็นเหตุปะทะกันในท้ายที่สุด

 

แฟ้มภาพ: Daniel Ceng / Anadolu via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post เรือยามชายฝั่งจีน-ญี่ปุ่น เผชิญหน้ากันใกล้หมู่เกาะเตียวหยู-เซ็งกะกุ ในทะเลจีนตะวันออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทรัมป์’ คุยสายตรง ‘ทาคาอิจิ’ เผยโทรหาได้ทุกเมื่อ ยืนยันความสัมพันธ์ สหรัฐฯ – จีน แข็งแกร่ง https://thestandard.co/japan-s-takaichi-says-she-spoke-with-trump-at-his-request/ Tue, 25 Nov 2025 06:11:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1147265 ‘ทรัมป์’ คุยสายตรง ‘ทาคาอิจิ’ เผยโทรหาได้ทุกเมื่อ ยืนยันความสัมพันธ์ สหรัฐฯ - จีน แข็งแกร่ง

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เผยได้พูดคุยทางโทร […]

The post ‘ทรัมป์’ คุยสายตรง ‘ทาคาอิจิ’ เผยโทรหาได้ทุกเมื่อ ยืนยันความสัมพันธ์ สหรัฐฯ – จีน แข็งแกร่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทรัมป์’ คุยสายตรง ‘ทาคาอิจิ’ เผยโทรหาได้ทุกเมื่อ ยืนยันความสัมพันธ์ สหรัฐฯ - จีน แข็งแกร่ง

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เผยได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางความขัดแย้งจีน-ญี่ปุ่น จากปมไต้หวัน โดยผู้นำญี่ปุ่นระบุว่า ทรัมป์ยินดีให้เธอ ‘โทร’ หาทุกเมื่อ

 

วันนี้ (25 พฤศจิกายน) ทาคาอิจิเปิดเผยต่อหน้าสื่อมวลชนว่า เธอได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับทรัมป์ โดยผู้นำสหรัฐฯ ย้ำว่า เขากับเธอเป็นเพื่อนที่ดีมาก และยินดีที่จะให้เธอโทรหาได้ทุกเมื่อ

 

“เราเพิ่งยืนยันความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์มาเยือนประเทศครั้งล่าสุด เขาบอกฉันว่า เขาเป็นเพื่อนสนิทๆ มาก และฉันสามารถโทรหาเขาได้ทุกเมื่อ”

 

อย่างไรก็ดี ผู้นำญี่ปุ่นเล่าว่า ทรัมป์ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน ในการพูดคุยทางโทรศัพท์ ซึ่งระบุว่า ความสัมพันธ์ทวิภาคีของ 2 ประเทศ ‘แข็งแกร่งอย่างยิ่ง’ แต่ไม่ได้แตะประเด็นไต้หวันแต่อย่างใด

 

การแสดงออกของทาคาอิจิเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดจีน-ญี่ปุ่น จากคำตอบของทาคาอิจิในสภาที่ตอบคำถามว่า ญี่ปุ่นต้องใช้กำลังปกป้องไต้หวัน หากเกิดสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรือรบ หรือการใช้กำลัง

 

ทั้งนี้ Reuters ระบุว่า การที่สหรัฐฯ หรือทรัมป์ ไม่กล่าวถึงหรือแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ในที่สาธารณะ ได้สร้างความกังวลให้กับทางการญี่ปุ่น โดยเฉพาะทาคาอิจิที่อาจคิดว่า ผู้นำสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนจุดยืนของเธอ

 

ภาพ: Kiyoshi Ota / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ‘ทรัมป์’ คุยสายตรง ‘ทาคาอิจิ’ เผยโทรหาได้ทุกเมื่อ ยืนยันความสัมพันธ์ สหรัฐฯ – จีน แข็งแกร่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หวังอี้’ ยอมรับ ญี่ปุ่นส่งสัญญาณผิดพลาดปมไต้หวัน ชี้คำพูด ‘ทาคาอิจิ’ น่าตกใจ https://thestandard.co/wang-yi-japan-taiwan-error/ Mon, 24 Nov 2025 02:31:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1146595 ‘หวังอี้’ ยอมรับ ญี่ปุ่นส่งสัญญาณผิดพลาด ปม ไต้หวัน ชี้ คำพูด ‘ทาคาอิจิ’ น่าตกใจ

หวังอี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจีน ออกมาพูดถึงกรณี […]

The post ‘หวังอี้’ ยอมรับ ญี่ปุ่นส่งสัญญาณผิดพลาดปมไต้หวัน ชี้คำพูด ‘ทาคาอิจิ’ น่าตกใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หวังอี้’ ยอมรับ ญี่ปุ่นส่งสัญญาณผิดพลาด ปม ไต้หวัน ชี้ คำพูด ‘ทาคาอิจิ’ น่าตกใจ

หวังอี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจีน ออกมาพูดถึงกรณี ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น พาดพิงปมไต้หวันว่า ‘น่าตกใจ’ ชี้ส่งสัญญาณผิดพลาด และแตะประเด็นอ่อนไหวของประเทศ นับเป็นครั้งแรกที่ผู้นำระดับสูงของจีน กล่าวถึงประเด็นความขัดแย้งดังกล่าวอย่างเปิดเผยในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

 

เมื่อวานนี้ (23 พฤศจิกายน) หวังอี้กล่าวถึงความขัดแย้งจีน-ญี่ปุ่นครั้งแรกในรอบ 2 สัปดาห์ หลังทาคาอิจิตอบคำถามในรัฐสภาวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า ญี่ปุ่นต้องช่วยเหลือไต้หวัน หากเผชิญสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ ‘เรือรบ’ หรือ ‘การใช้กำลัง’ เพราะคุกคามการอยู่รอดของประเทศ
รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า คำพูดของนายกฯ หญิงญี่ปุ่น ซึ่งยังอยู่ในตำแหน่ง เป็นเรื่องน่าตกใจอย่างมาก เพราะส่งสัญญาณอย่างเปิดเผยว่า จะใช้กำลังทหารแทรกแซงไต้หวัน

 

“จีนต้องโต้กลับอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่แค่ปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนเท่านั้น แต่เราต้องปกป้องชัยชนะอันแสนยากลำบาก ที่ได้มาในช่วงหลังสงคราม ซึ่งแลกกับเลือดและการเสียสละ” หวังอี้กล่าวว่า จีนยังต้องป้องกันไม่ให้ลัทธิทหารของญี่ปุ่นรื้อฟื้นกลับมาได้ พร้อมกับเรียกประเด็นไต้หวันว่า ‘เส้นแดง’ (Red Line) หรือประเด็นอ่อนไหวที่ไม่อาจถูกละเมิดได้

 

ปัจจุบัน ทาคาอิจิเข้าร่วมการประชุม G20 กับหลี่เฉียง นายกฯ จีน โดยสื่อรายงานว่า ทั้งสองผู้นำยืนห่างกันคนละฟาก ขณะที่นายกฯ หญิงญี่ปุ่นให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลของเธอยึดมั่นในการสร้างนโยบาย และความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์ และมั่นคงกับจีน พร้อมย้ำว่า เธอไม่เคยปิดประตูเจรจากับจีน และจำเป็นต้องเน้นย้ำจุดยืนของรัฐบาลเพื่อยืนยันความชัดเจน

 

ภาพ: Maxim Shemetov / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ‘หวังอี้’ ยอมรับ ญี่ปุ่นส่งสัญญาณผิดพลาดปมไต้หวัน ชี้คำพูด ‘ทาคาอิจิ’ น่าตกใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดือดถึง UN จีนยื่นหนังสือประท้วงญี่ปุ่น ปมไต้หวัน ชี้ ‘ทาคาอิจิ’ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ https://thestandard.co/china-protest-japan-taiwan-un-takaichi-violation/ Sun, 23 Nov 2025 05:28:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1146360 เดือดถึง UN จีนยื่นหนังสือประท้วง ญี่ปุ่น ปมไต้หวัน ชี้ ‘ทาคาอิจิ’ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

จีนยื่นหนังสือประท้วงญี่ปุ่นถึงสหประชาชาติ (UN) ชี้วางแ […]

The post เดือดถึง UN จีนยื่นหนังสือประท้วงญี่ปุ่น ปมไต้หวัน ชี้ ‘ทาคาอิจิ’ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดือดถึง UN จีนยื่นหนังสือประท้วง ญี่ปุ่น ปมไต้หวัน ชี้ ‘ทาคาอิจิ’ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

จีนยื่นหนังสือประท้วงญี่ปุ่นถึงสหประชาชาติ (UN) ชี้วางแผนแทรกแซงปมไต้หวันด้วย ‘อาวุธ’ โดยระบุว่า คำพูดของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงญี่ปุ่น กำลังละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญคาดเดาสถานการณ์ว่า ญี่ปุ่นอาจต้องขอความช่วยเหลือสหรัฐอเมริกา หากความตึงเครียดระหว่างจีนบานปลาย

 

เมื่อวานนี้ (22 พฤศจิกายน) ฟู​ฉง (Fu Cong) เอกอัครราชทูตจีนประจำ UN ยื่นจดหมายถึง อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการ UN โดยระบุว่า การที่ทาคาอิจิพาดพิงว่า ญี่ปุ่นจะปกป้องไต้หวัน ถ้ามีสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ ‘เรือรบ’ หรือ ‘การใช้กำลัง’ ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และบรรทัดฐานทางการทูต พร้อมยื่นคำขู่ว่า หากญี่ปุ่นกล้าแทรกแซงความเป็นไปในช่องแคบไต้หวันด้วยการใช้อาวุธ ก็จะถือเป็นการรุกรานจีน

 

“จีนจะใช้สิทธิป้องกันตนเองตามกฎบัตร UN และกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพทางดินแดน” จดหมายระบุ พร้อมทิ้งท้ายให้ญี่ปุ่นหยุดยั่วยุ ข้ามเส้น และถอนคำพูดแบบผิดๆ

 

อนึ่งกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นระบุผ่าน Reuters ว่า ทางการทราบว่า จีนส่งจดหมายถึง UN โดยหน้าที่การสร้างสันติภาพของญี่ปุ่นยังเหมือนเดิม หากแต่ท่าทีของจีนเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

 

นอกจากนี้ The Japan Times ระบุว่า หากจีนกดดันญี่ปุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งมาตรการทางเศรษฐกิจ และการส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) ญี่ปุ่นอาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ และประเทศที่สาม แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า แนวทางดังกล่าวอาจเต็มไปด้วยความเสี่ยง เพราะท่าทีของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไม่ได้สนใจการให้ความช่วยเหลือประเทศพันธมิตร

 

ในช่วงที่ผ่านมา สหรัฐฯ แสดงท่าทีสนับสนุนญี่ปุ่นในประเด็นความขัดแย้งระหว่างจีน โดย จอร์จ กลาส (George Glass) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำญี่ปุ่น ระบุว่า สหรัฐฯ อยู่ข้างญี่ปุ่นและทาคาอิจิเสมอ ขณะที่ ทอมมี พิกอตต์ (Tommy Pigott) รองโฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ ยังคงมุ่งมั่นปกป้องญี่ปุ่น รวมถึงข้อพิพาทเกาะเซ็งกากุ หรือเตียวหยูเหมือนเดิม

 

ภาพ: Kyodo via Reuters

 

อ้างอิง:

The post เดือดถึง UN จีนยื่นหนังสือประท้วงญี่ปุ่น ปมไต้หวัน ชี้ ‘ทาคาอิจิ’ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำญี่ปุ่น ลั่นพร้อมอยู่ข้าง ‘ทาคาอิจิ’ ปมเดือดจีน-ไต้หวัน https://thestandard.co/us-ambassador-supports-takaichi-china-taiwan/ Fri, 21 Nov 2025 03:17:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1145723 เอกอัครราชทูต สหรัฐฯ ประจำ ญี่ปุ่น ลั่นพร้อมอยู่ข้าง ‘ทาคาอิจิ’ ปมเดือด จีน-ไต้หวัน

จอร์จ กลาส (George Glass) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจ […]

The post เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำญี่ปุ่น ลั่นพร้อมอยู่ข้าง ‘ทาคาอิจิ’ ปมเดือดจีน-ไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกอัครราชทูต สหรัฐฯ ประจำ ญี่ปุ่น ลั่นพร้อมอยู่ข้าง ‘ทาคาอิจิ’ ปมเดือด จีน-ไต้หวัน

จอร์จ กลาส (George Glass) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำญี่ปุ่น แสดงความคิดเห็นต่อความขัดแย้งจีน-ญี่ปุ่น จากกรณีวิวาทะ ‘ไต้หวัน’ ของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงญี่ปุ่น โดยย้ำว่า สหรัฐฯ อยู่ข้างญี่ปุ่นเสมอ ชี้จีนกำลังใช้มาตรการ ‘ข่มขู่’ ทางเศรษฐกิจ หลังระงับนำเข้าอาหารทะเล และการฉายภาพยนตร์ญี่ปุ่นบางเรื่อง

 

เมื่อวานนี้ (20 พฤศจิกายน) กลาสให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว หลังพบกับ โทชิมิตสึ โมเตงิ (Toshimitsu Motegi) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ต่อความขัดแย้งจีน-ญี่ปุ่นล่าสุด จากกรณีทาคาอิจิตอบคำถามในรัฐสภาว่า ประเทศอาจต้องใช้กำลังช่วยเหลือไต้หวัน หากเผชิญสถานการณ์ที่ข้องเกี่ยวกับ ‘เรือรบ’ หรือ ‘การใช้กำลัง’ เพราะกระทบต่อการอยู่รอดของญี่ปุ่น (Survival-Threatening Situation)

 

เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำญี่ปุ่นระบุว่า เขาอยู่สนับสนุนทาคาอิจิเสมอ โดยถ้อยแถลงอันยั่วยุ และมาตรการบีบบังคับทางเศรษฐกิจของจีน เป็นสิ่งที่ไม่ช่วยอะไร รวมถึงบ่อนทำลายเสถียรภาพของภูมิภาค

 

“นี่เป็นตัวอย่างคลาสสิกของการใช้มาตรการบีบบังคับทางเศรษฐกิจของจีน และผมอยากจะบอกโดยตรงในนามของประธานาธิบดี ในนามของตัวผมเอง และในนามของสถานทูต ว่า พวกเรายืนอยู่ข้างทาคาอิจิอย่างเต็มที่” กลาสกล่าว

 

กลาสยังระบุว่า การที่ เสวียเจี้ยน กงสุลใหญ่จีนประจำเมืองโอซากา โพสต์ข้อความบน X ซึ่งสื่อไปในทำนองว่า ทาคาอิจิควรถูกตัดศีรษะนั้นเป็นเรื่อง ‘อุกอาจ’ พร้อมกับทิ้งท้ายว่า เขาจะช่วยเหลือญี่ปุ่นในทุกทางเท่าที่จะทำได้

 

ก่อนหน้านี้ กลาสยังออกมาวิจารณ์กงสุลจีนประจำเมืองโอซากาอย่างเปิดเผยบน X ว่า “หน้ากากหลุดออกมาอีกแล้ว เดือนที่ผ่านมา เสวียเจี้ยนเพิ่งเปรียบเทียบอิสราเอลกับนาซีเยอรมนี แต่ตอนนี้ เขากลับข่มขู่ทาคาอิจิและคนญี่ปุ่น ถึงเวลาแล้วที่จีนต้องเป็นเพื่อนบ้านที่ดีจริงๆ เหมือนที่เคยพูดแล้วพูดอีก แต่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

 

ทาคาอิจิถือเป็นผู้นำคนแรกในรอบหลายทศวรรษ ที่กล่าวถึงบทบาทของญี่ปุ่นกับวิกฤตไต้หวัน ทำให้จีนใช้มาตรการตอบโต้ทางการเมืองและเศรษฐกิจ คือ ออกคำเตือนให้พลเมืองเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น, ระงับการฉายภาพยนตร์ 6 เรื่อง และการนำเข้าอาหารทะเล

 

ภาพ: Kim Kyung-Hoon / Reuters

อ้างอิง:

The post เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำญี่ปุ่น ลั่นพร้อมอยู่ข้าง ‘ทาคาอิจิ’ ปมเดือดจีน-ไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านเกมการเมืองญี่ปุ่น หลังวิวาทะ ‘ทาคาอิจิ’ ทำจีนเดือดปมไต้หวัน https://thestandard.co/japan-politics-takaichi-china-taiwan/ Fri, 21 Nov 2025 02:14:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1145681 อ่านเกมการเมืองญี่ปุ่น หลังวิวาทะ ‘ทาคาอิจิ’ ทำ จีน เดือดปม ไต้หวัน

‘ศีรษะที่โสมมต้องถูกตัดออกอย่างไม่ลังเล’ เป็นวิวาทะสั้น […]

The post อ่านเกมการเมืองญี่ปุ่น หลังวิวาทะ ‘ทาคาอิจิ’ ทำจีนเดือดปมไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านเกมการเมืองญี่ปุ่น หลังวิวาทะ ‘ทาคาอิจิ’ ทำ จีน เดือดปม ไต้หวัน

‘ศีรษะที่โสมมต้องถูกตัดออกอย่างไม่ลังเล’ เป็นวิวาทะสั้นๆ ที่บ่งบอกสถานการณ์ความขัดแย้งระลอกใหม่ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น หลัง เสวียเจี้ยน กงสุลจีนประจำโอซาก้า วิจารณ์ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงญี่ปุ่น กรณีให้ความเห็นในรัฐสภาว่า ญี่ปุ่นต้องเข้าไปใช้กำลังปกป้องไต้หวัน หากเผชิญสถานการณ์ที่ข้องเกี่ยวกับ ‘เรือรบ’ หรือ ‘การใช้กำลัง’ เพราะกระทบต่อการอยู่รอดของญี่ปุ่น (Survival-Threatening Situation)

 

แม้เหตุการณ์จะสร้างแรงสะเทือนในความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่น และภูมิภาคเอเชียตะวันออก แต่สำหรับนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นี่ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย หากแต่เป็นจุดยืนของญี่ปุ่นที่ซ่อนไว้มานาน

 

THE STANDARD หาคำตอบความขัดแย้งครั้งนี้กับ ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญการเมืองญี่ปุ่น

 

‘ไต้หวัน’ จุดยืนทางการทูตที่ซ้อนเร้นของญี่ปุ่น

 

ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า ท่าทีสนับสนุนไต้หวันของทาคาอิจิ คือจุดยืนแท้จริงของญี่ปุ่นที่มีมาเนิ่นนานแล้ว หากแต่ไม่ได้มีการแสดงท่าทีอย่างเปิดเผยในระดับผู้นำประเทศ เพราะอาจทำให้สถานการณ์วุ่นวายแบบปัจจุบัน เนื่องจากญี่ปุ่นยังยึดนโยบายจีนเดียว (One China Policy) ที่รับรองจีนแผ่นดินใหญ่ ให้เป็นรัฐที่ถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ และส่งผลให้ญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันแบบไม่เป็นทางการ (Unofficial)

 

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ญี่ปุ่นแสดงออกชัดเจนตลอดผ่านคำพูดของเจ้าหน้าที่ทางการทูต หรือผู้นำระดับรองลงมาว่า ไต้หวันและญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีความใกล้ชิดกัน เช่นการบอกว่า ไต้หวันและญี่ปุ่นเป็นชาติที่แบ่งปันชะตากรรมร่วมกัน หรือ ไต้หวันคือมิตรที่สำคัญมากๆ ของญี่ปุ่น ไปจนถึงว่า ความมั่นคงของไต้หวันเป็นเรื่องเดียวกับความมั่นคงของญี่ปุ่น หากเกิดวิกฤตกับไต้หวันก็จะเทียบเท่ากับวิกฤตของญี่ปุ่น

 

“เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทาคาอิจิพูด สำหรับคนที่ติดตามการเมืองญี่ปุ่นมาโดยตลอด ถ้าเกี่ยวกับเรื่องไต้หวัน ก็จะรู้สึกไม่น่าแปลกใจ แต่ที่แปลกใจ คือ ทาคาอิจิหลุดออกมาพูดในสภาเท่านั้น ซึ่งก็อาจจะมองได้ว่า เขาเป็นนายกฯ มือใหม่ แต่ก็ชัดเจนว่า ทาคาอิจิอาจจะเล่นกับยุทธศาสตร์นี้มาโดยตลอดก็ได้ เพราะสิ่งที่เขาพูดออกมา มันไม่ได้ผิดแปลกไปจากท่าทีที่ญี่ปุ่นแสดงแบบไม่เป็นทางการมาโดยตลอด”

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นมองว่า การที่จีนมีท่าทีรุนแรง และเพิ่มพูนแสนยานุภาพทางทหาร ยิ่งกระตุ้นให้ญี่ปุ่นเกิดความตื่นตัวอย่างมาก โดยเฉพาะการพิจารณาความเป็นไปได้ที่จีนจะใช้กำลังบุกไต้หวัน

 

จากวาทะของทาคาอิจิ ผศ.ดร.ธีวินท์ จึงมองว่า ญี่ปุ่นกำลัง ‘ป้องปราม’ (Deterrence) ไม่ให้จีนคิดใช้กำลังกับไต้หวัน เพราะมีผลกระทบและแรงผลักดัน ต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่นหลายด้านดังต่อไปนี้

 

1. ภัยคุกคามทางภูมิศาสตร์: เนื่องจากปลายสุดของญี่ปุ่นอย่างจังหวัดโอกินาวา อยู่ไม่ไกลจากไต้หวัน หากจีนใช้กำลังกับไต้หวัน ย่อมกระทบญี่ปุ่นได้ไม่ยาก อีกทั้งฐานทัพสหรัฐอเมริกาในญี่ปุ่นคงมีบทบาท และประเทศต้องติดร่างแหจากความขัดแย้งครั้งนี้

 

นอกจากนี้ จีนอาจจะใช้โอกาส ‘ฮุบ’ พื้นที่ข้อพิพาทอย่างเกาะเซ็งกากุ (ภาษาญี่ปุ่น) / เตียวหยู (ภาษาจีน)

 

2. ความเสี่ยงทางทหารโดยตรง: ผู้เชี่ยวชาญการเมืองญี่ปุ่นยกตัวอย่างกรณีจีนซ้อมรบใหญ่ในปี 2022 เพื่อขู่และแสดงความไม่พอใจต่อกรณี แนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เยือนไต้หวัน แต่ปรากฏกว่า ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งครั้งนี้ เพราะขีปนาวุธหลายลูกของจีนตกในเขตน่านน้ำของประเทศ

 

3. ผลกระทบต่อความอยู่รอดเชิงยุทธศาสตร์: ญี่ปุ่นกังวลว่า หากจีนครอบงำไต้หวันได้เบ็ดเสร็จ จะทำให้ความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของจีนเพิ่มขึ้น และทำให้ญี่ปุ่นถูกปิดล้อมเส้นทางการเดินเรือต่างๆ ที่ญี่ปุ่นใช้ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

 

4. ผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาค: ผศ.ดร. ธีวินท์เน้นย้ำว่า ญี่ปุ่นไม่ได้มองแค่ผลประโยชน์ความมั่นคงประเทศอย่างเดียว แต่มองผลประโยชน์ทั้ง ‘ภูมิภาค’ หรือ ‘เชิงระบบ’ (Systemic) โดยเชื่อว่า หากภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกได้รับผลกระทบจากการใช้กำลังของชาติใดชาติหนึ่ง ไม่ใช่แค่จีน ญี่ปุ่นก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย โดยเฉพาะผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้า

 

จับสัญญาณแก้รัฐธรรมนูญ ‘มาตรา 9’ เมื่อญี่ปุ่นขยับบทบาทด้านความมั่นคง

 

กรณีการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 9 หรือ ‘บทบัญญัติสันติภาพ’ (Pacific Clause) ต้นกำเนิดอัตลักษณ์ ‘ประเทศรักสันติ’ ของญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง จากคำพูดของทาคาอิจิที่ระบุว่า หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินในไต้หวัน ที่เกี่ยวข้องกับ ‘เรือรบ’ หรือ ‘การสู้รบ’ อาจถือได้ว่า เป็นสถานการณ์ที่ ‘คุกคาม’ ต่อการอยู่รอดของญี่ปุ่น

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ระบุว่า คำพูดของทาคาอิจิไม่ได้พูดถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 9 โดยตรง แต่เป็นการตีความบทบัญญัติผ่านกฎหมายความมั่นคงปี 2015 ในยุค ชินโซ อาเบะ คือ กองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Forces: SDF) ให้สามารถใช้กำลังป้องกันตนเอง ร่วมกับชาติอื่นที่ญี่ปุ่นมีความใกล้ชิด หากชาติใดชาติหนึ่งถูกโจมตี หรือแนวคิด Collective Self-Defense

 

อ. คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงนี้สำคัญและเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะแนวคิดนี้เคยไม่ได้รับการยอมรับมาก่อน โดยเฉพาะหากเทียบกับจุดเริ่มต้นของมาตรา 9 ที่รัฐธรรมนูญจำกัดการใช้กำลังใดๆ ของญี่ปุ่นอย่างเบ็ดเสร็จ ก่อนจะค่อยๆ มีการตีความเปลี่ยนแปลงตามบริบทระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของการเมืองภายในให้สามารถปฏิบัติหน้าที่บางอย่างได้

 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ ผศ.ดร.ธีวินท์ ตั้งข้อสังเกต คือ คำว่า ‘ชาติอื่นที่ญี่ปุ่นมีความใกล้ชิด’ ไม่ได้ใช้แค่ชาติพันธมิตรทางการอย่างสหรัฐฯ แต่หมายรวมถึงทุกชาติในเอเชียที่มีความสัมพันธ์อันดี หากญี่ปุ่นพิจารณาแล้วว่า การโจมตีนั้นกระทบกับสถานการณ์การอยู่รอดของประเทศ

 

หากแต่การช่วยเหลือทางการทหารของญี่ปุ่น ต้องประกอบด้วยเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ

 

1. กระทบต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น (Survival Threatening Situation)
2. ไม่มีหนทางอื่นแล้ว
3. ใช้กำลังต่ำสุดเท่าที่จำเป็น เพื่อการป้องกันตนเองเท่านั้น

 

เมื่อถามถึงแนวโน้มการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 ผศ.ดร.ธีวินท์ระบุว่า วาระดังกล่าวอยู่ในทางการเมืองญี่ปุ่นมานานถึง 10 ปี ซึ่งเกิดขึ้นในยุครัฐบาลอาเบะ และจากฉันทมติที่เคยเป็นเรื่อง ‘ต้องห้าม’ ในทางการเมืองญี่ปุ่น ตอนนี้เริ่มมีหลายพรรคการเมืองที่เห็นพ้องกับพรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Liberal Democratic Party: LDP) เพราะแนวคิดเริ่มโน้มเอียงไปกับฝ่ายขวา อย่างพรรคนิปปอนอิชชิน (Nippon Ishin)

 

อย่างไรก็ดี แม้จะมีเสียงมากขึ้นในทางการเมือง แต่ อ.ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นมองว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 เพื่อเปิดทางให้ญี่ปุ่นมีกองทัพ อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยมติเสียงข้างมากเป็นพิเศษ (Supermajority) คือ 2 ใน 3 ของสภา ซึ่งบริบททางการเมืองตอนนี้ พรรคร่วมรัฐบาลเป็นเสียงข้างน้อย ฉะนั้นหากรัฐบาลทาคาอิจิอยากจะแก้รัฐธรรมนูญจริงๆ ก็คงต้องเจรจากันครั้งใหญ่ และระยะยาว

 

อนึ่ง ผลสำรวจจาก Asahi Shimbun ในต้นปี 2025 ระบุว่า ชาวญี่ปุ่นเห็นด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญถึง 53% ขณะที่มีผู้ไม่เห็นด้วยเพียง 35% ซึ่งจำนวนผู้ต่อต้านลดลงถึง 4% จากเดิมคือ 39% ในปีก่อนหน้านี้

 

สถานการณ์จะเดินไปในทางไหน

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ มองว่า ความขัดแย้งน่าจะยืดเยื้อไปอีก โดยท่าทีของจีนคือ ‘การเชือดไก่ให้ลิงดู’ ซึ่งเป็นการเตือนไต้หวันและชาติอื่นๆ ไปในตัวว่า แม้ผู้ญี่ปุ่นหลุดพูดเช่นนี้ ผลกระทบยังลุกลามไปอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่ในภาคการเมือง แต่รวมถึงภาคประชาชน ซึ่งมีกระแสชาตินิยมเข้ามาผสมโรงด้วย

 

อ.คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เปรียบเทียบว่า สถานการณ์จีน-ญี่ปุ่น อาจจะตึงเครียดเหมือนกับสมัยของ สีจิ้นผิง – อาเบะในปี 2012 จากปมข้อพิพาทเกาะเซ็งกากุ/เตียวหยู ซึ่งทำให้ 2 ประเทศมองหน้ากันไม่ติดเป็นเวลานาน ก่อนสถานการณ์มาคลี่คลายในระยะหลัง

 

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมว่า ญี่ปุ่นเองก็คงไม่ยอมถอย ในแบบที่จะขอโทษขอโพยอะไรกับจีนขนาดนั้น เพราะญี่ปุ่นต้องแสดงให้เห็นเหมือนกันว่า สิ่งที่ตนเองพูดมีหลักการสนับสนุนอยู่

 

“เพราะญี่ปุ่นวางเงื่อนไขอย่างชัดเจนว่า ถ้าจีนบุกไต้หวัน ญี่ปุ่นไม่ยอม ซึ่งญี่ปุ่นไม่ได้บอกว่า เรากำลังสนับสนุนไต้หวันให้ประกาศเอกราช แต่มันเป็นการวางเงื่อนไขไว้ว่า ถ้าจีนใช้กำลังกับไต้หวัน ก็อาจจะทำให้ญี่ปุ่นต้องคิดใช้กำลังแทรกแซง”

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ยังเสริมอีกว่า ท่าทีของญี่ปุ่นคือยุทธศาสตร์ป้องปราม โดยหากญี่ปุ่นประนีประนอมกับจีนมากเกินไป ก็จะทำให้ประเทศเสียประโยชน์ ขณะที่กระแสชาตินิยมก็เป็นอุปสรรคสำคัญ ถ้ารัฐบาลหรือทาคาอิจิทำตัวนอบน้อมกับจีน ก็จะได้รับผลกระทบจากเสียงต่อต้านของประชาชน

 

สำหรับประเด็นด้านผลกระทบ ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า ประเด็นไต้หวันกระทบกับทุกฝ่าย เช่น ไทยและอาเซียน เช่น ไทยก็มีแรงงานในไต้หวันจำนวนไม่น้อย ขณะที่ท่าทีของจีนกำลังเตือนทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่น หรือไต้หวัน

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นเปรียบเปรยว่า การเข้าหาไต้หวันก็เหมือนกับการเลือกข้างอยู่ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯ เป็นผู้สนับสนุนไต้หวัน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจเป็นภาพสะท้อนให้กับประเทศเล็กๆ ในเอเชียอย่างอาเซียนในการรับมือวิกฤตดังกล่าว

 

อ.คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ยังทิ้งท้ายว่า ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่รับมือการแข่งขันทางอำนาจระหว่างจีนกับสหรัฐฯ โดยในรายงานการป้องกันประเทศของญี่ปุ่นปี 2024 ที่ใช้ชื่อว่า New Era of Crisis หรือ ยุคแห่งวิกฤตใหม่ระบุว่า การแข่งขันทางอำนาจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน จะทำให้โลกแบ่งขั้วมากขึ้น โดยประเทศเล็กที่พึ่งพิงชาติเหล่านี้ ต้องเผชิญกับ ‘ทางสองแพร่ง’ ว่า จะอยู่ข้างใคร

 

ภาพ: Eugene Hoshiko / Reuters

The post อ่านเกมการเมืองญี่ปุ่น หลังวิวาทะ ‘ทาคาอิจิ’ ทำจีนเดือดปมไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไฟขัดแย้งจีน-ญี่ปุ่น และการกลับมาของการทูตนักรบหมาป่า https://thestandard.co/china-japan-wolf-warrior-returns-4-words/ Tue, 18 Nov 2025 14:46:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1144758 china-japan-wolf-warrior

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในคู่ความสัมพ […]

The post ไฟขัดแย้งจีน-ญี่ปุ่น และการกลับมาของการทูตนักรบหมาป่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
china-japan-wolf-warrior

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในคู่ความสัมพันธ์ที่เปราะบางที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออก แม้ปัจจุบัน ทั้งสองประเทศจะเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งในทางเศรษฐกิจ แต่ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ ความขัดแย้งทางอธิปไตย และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ ทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันไม่สูงขึ้นมากนักตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศหวนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่ของญี่ปุ่น ได้ตอบคำถามในที่ประชุมรัฐสภา หลังถูกถามว่า สถานการณ์ใด รอบๆ ไต้หวันที่จะถือเป็นสถานการณ์ที่ ‘คุกคามการอยู่รอด’ ของญี่ปุ่น โดยทาคาอิจิตอบว่า หากมีเรือรบและการใช้กำลัง ก็อาจถือเป็นสถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอดได้ และในสถานการณ์เช่นนี้ ญี่ปุ่นสามารถใช้กองกำลังป้องกันตนเอง เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามได้

 

สำหรับจีน ประเด็นไต้หวันคือ ‘เส้นแดง’ ที่ไม่อาจถูกละเมิด ทำให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลายอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การตอบโต้ทางการทูตจากปักกิ่ง
โดยมีการประกาศเตือนพลเมืองจีนไม่ให้เดินทางไปญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นแรงกดดันในทางเศรษฐกิจเนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนถือเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่

 

ขณะที่หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ตั้งคำถามสำคัญไปยังรัฐบาลญี่ปุ่น 3 ข้อ คือ

 

1.ผู้นำญี่ปุ่นกำลังพยายามส่งสัญญาณอะไรไปยังกองกำลังแบ่งแยกดินแดนที่สนับสนุนการเป็นเอกราชของไต้หวัน
2.ญี่ปุ่นพร้อมที่จะท้าทายผลประโยชน์หลักของจีนและหยุดยั้งการรวมชาติหรือไม่
3.ญี่ปุ่นต้องการนำความสัมพันธ์กับจีนไปในทิศทางใดกันแน่

 

การกลับมาของ ‘การทูตนักรบหมาป่า’

 

บรรยากาศความตึงเครียดระหว่างสองประเทศเพิ่มมากขึ้น จากท่าทีของ เสวี่ย เจี้ยน ( Xue Jian) กงสุลจีนประจำนครโอซาก้า ซึ่งสาดวาทกรรมที่กลายเป็นประเด็น หลังโพสต์ข้อความภาษาญี่ปุ่นบน X ที่มีใจความสำคัญว่า “คอสกปรกที่ยื่นเข้ามาต้องถูกตัดทิ้ง” จนสร้างความไม่พอใจแก่นักการเมืองและประชาชนชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก โดยโฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นประท้วงว่าข้อความของเขา ไม่เหมาะสมอย่างมาก ในฐานะนักการทูตอาวุโส

 

โดยแม้ว่าภายหลังกงสุลจีนรายนี้จะลบโพสต์ไป แต่ก็ยังมีการโพสต์ข้อความตำหนินักการเมืองญี่ปุ่นอีกครั้ง โดยระบุว่า “จุดยืนของญี่ปุ่นที่มองว่าไต้หวันเป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอดของตนเอง นั้นเป็นเส้นทางอันตรายที่ถูกเลือกโดยนักการเมืองที่โง่เขลา”

 

ข้อความของเสวี่ย กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในญี่ปุ่นและในระดับนานาชาติ โดยนักวิเคราะห์หลายคนยังมองว่า คำกล่าวตอบโต้ที่ดุเดือดของกงสุลจีน สะท้อนถึงการกลับมาของ ‘การทูตแบบนักรบหมาป่า (Wolf Warrior Diplomacy)’ ซึ่งเป็นคำเปรียบเปรยต่อแนวทางการทูตแบบตอบโต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์จีนจากชาติตะวันตก ที่เคยถูกนำมาใช้ในยุคที่หวัง เหวินปิน ดำรงตำแหน่งโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนที่จะลดลงช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาหลังจากจีนพยายามกลับมาเปิดความสัมพันธ์กับหลายชาติตะวันตกมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ บุษบารัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ และผู้ช่วยคณบดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า “การทูตแบบนักรบหมาป่าไม่เคยหายไป” โดยมองว่า “ที่ผ่านมา จีนแค่ลดระดับลงตามสถานการณ์ แต่เมื่อจีนรู้สึกว่าถูกท้าทายในเชิงอธิปไตย ก็จะได้เห็นน้ำเสียงของจีนที่แข็งขึ้นทันที”

 

จีนกังวลรัฐบาลขวาจัดญี่ปุ่น

 

จากคำพูดของ นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ มองว่า สิ่งที่รัฐบาลจีนกังวลไม่ได้มาจากเพียงถ้อยคำ แต่ยังรวมถึง บริบททางการเมืองของญี่ปุ่น ที่กำลังขยับไปยังฝ่ายขวา

 

โดยกังวลต่อท่าทีของนายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่ที่สนับสนุนแนวคิดอนุรักษ์นิยม เนื่องจากจีนและญี่ปุ่น มีข้อพิพาทระหว่างกันในหลายด้าน รวมถึงการอ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะเตียวหยู หรือหมู่เกาะเซ็งกากุ ในทะเลจีนตะวันออก อีกทั้งจีนยังกังวลว่าญี่ปุ่นซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาค อาจจะมีนโยบายที่สนับสนุนสหรัฐฯ มากขึ้นเพื่อคานอิทธิพลจีน

 

“ก่อนหน้านี้ตอนช่วงที่ชินโซ อาเบะ รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น มันก็มีปัญหาเช่นกัน เพราะอาเบะ ไปสนับสนุนสหรัฐฯ ในนโยบายด้านอินโดแปซิฟิก ดังนั้นสำหรับทาคาอิจิ ที่อาเบะ ฝึกฝนมาเองกับมือ ก็น่าจะทำให้จีนมีความกังวลนับตั้งแต่ที่เธอขึ้นรับตำแหน่ง”

 

ความขัดแย้งที่ฝังรากลึก

 

ทั้งนี้ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นเปราะบาง มาจากความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่เลวร้าย เช่น กรณีการสังหารหมู่ที่หนานจิง ซึ่งประเมินว่ามีชาวจีนถูกทหารกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นสังหารหมู่ไปมากถึง 2-3 แสนคน

 

ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ชี้ว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้การคลี่คลายความตึงเครียดของทั้งสองประเทศอาจทำได้ไม่ง่ายนัก เพราะทุกครั้งที่เกิดข้อพิพาท ทั้งสองชาติจะย้อนกลับไปใช้ ‘วาทกรรมเชิงประวัติศาสตร์’ ทันที

“เราจะเห็นได้จากกรณี เช่น ผู้นำญี่ปุ่นไปสักการะดวงวิญญาณของทหารในศาลเจ้ายาสุคุนิ ที่โตเกียว ซึ่งจีนและเกาหลีใต้ ก็มักจะออกมาประท้วง”

 

“บาดแผลทางประวัติศาสตร์ มันก็เหมือนเป็นตัวบ่อนทำลายรากฐานความสัมพันธ์ที่พยายามสร้างให้ดีในโลกสมัยใหม่ ในยุคที่ญี่ปุ่นกับจีนเป็นรัฐสมัยใหม่แบบใน ปัจจุบัน ก็อาจจะเป็นฉากหลังที่ไม่เคยหายไปไหน”

 

เศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน

 

อย่างไรก็ตาม ภาวะตึงเครียดที่เกิดขึ้น มีผลสำคัญต่อทั้งภาวะเศรษฐกิจและสังคม โดยผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์อธิบายว่า นักลงทุนและนักท่องเที่ยวจีนอาจลังเลในการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงที่ความตึงเครียดเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจีนจำนวนมาก

 

เขามองว่า สถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้จะคงอยู่ต่อไปอีกสักพัก แม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะส่งสัญญาณประนีประนอม เช่นการส่งทูตไปยังจีนเพื่อยับยั้งไม่ให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย

 

ในส่วนความคิดเห็นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศจากเหตุการณ์นี้ ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ ยกตัวอย่างผลสำรวจความคิดเห็นที่จีนทำร่วมกับญี่ปุ่นเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งพบว่า โดยพื้นฐาน มุมมองของคนญี่ปุ่นที่มีต่อคนจีน และคนจีนที่มีต่อคนญี่ปุ่น นั้นมักจะแย่อยู่แล้ว

 

ขณะที่กระแสชาตินิยมในจีนและบรรยากาศความตึงเครียดเช่นนี้ น่าจะคงอยู่ไปอีกสักพัก และกระทบต่อเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นแน่นอน แต่เขาเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว “กระแสชาตินิยมของจีนน่าจะคลายลงในที่สุด” โดยรัฐบาลจีนน่าจะมีวิธีส่งเสริมและสร้างบรรยากาศการค้าและความร่วมมือให้เกิดขึ้น

 

ภาพ : Kyodo/via REUTERS

 

อ้างอิง :

The post ไฟขัดแย้งจีน-ญี่ปุ่น และการกลับมาของการทูตนักรบหมาป่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอเชียตะวันออกระอุ ทำไมถ้อยคำของผู้นำญี่ปุ่น จึงกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างจีน? https://thestandard.co/japan-leader-sparks-china-conflict/ Mon, 17 Nov 2025 09:25:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1144179 เอเชียตะวันออกระอุ ทำไมถ้อยคำของผู้นำ **ญี่ปุ่น** จึงกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่าง **จีน**?

‘เพื่อนบ้านที่ไว้ใจไม่ได้’ คือคำนิยามที่สะท้อนความสัมพั […]

The post เอเชียตะวันออกระอุ ทำไมถ้อยคำของผู้นำญี่ปุ่น จึงกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างจีน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอเชียตะวันออกระอุ ทำไมถ้อยคำของผู้นำ **ญี่ปุ่น** จึงกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่าง **จีน**?

‘เพื่อนบ้านที่ไว้ใจไม่ได้’ คือคำนิยามที่สะท้อนความสัมพันธ์ ญี่ปุ่น-จีน ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา และยิ่งชัดเจนขึ้นจากเหตุการณ์ล่าสุด หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่น ประกาศกร้าวว่า โตเกียวพร้อมใช้กำลัง หากเกิดอะไรขึ้นกับไต้หวัน เพราะนี่คือสถานการณ์ที่ ‘คุกคาม’ ต่อการอยู่รอดของญี่ปุ่น

 

คำประกาศของทาคาอิจิไม่ได้เป็นเพียงท่าทีเชิงนโยบาย แต่คือการท้าทายจีนอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งตามมาด้วยเสียงประณาม และคำขู่ดุดันจากปักกิ่ง โดยทั้งหมดนี้นำไปสู่การประท้วงทางการทูต และแรงกระเพื่อมทางการเมืองของสองประเทศภายในไม่ถึงอาทิตย์

 

จีน vs ญี่ปุ่น รอยร้าวทางการเมืองจาก ‘ประวัติศาสตร์บาดแผล’

 

  • เค้าลางความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ทาคาอิจิดำรงตำแหน่งนายกฯ ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2025 ปรากฏว่า สีจิ้นผิงไม่ส่งข้อความแสดงความยินดีที่เธอได้เป็นผู้นำประเทศ แต่ หลี่เฉียง นายกฯ จีน หรือผู้นำหมายเลข 2 กลับทำหน้าที่นี้แทน ทั้งที่ในอดีตที่ผ่านมา สีจิ้นผิงแสดงความยินดีให้กับ โยชิฮิเดะ ซูงะ, ฟุมิโอะ คิชิดะ และ ชิเงรุ อิชิบะ อดีตนายกฯ ญี่ปุ่นทั้งหมด

 

  • แถลงการณ์แสดงความยินดีของจีนระบุว่า สีจิ้นผิงกำลัง ‘จับตาดู’ การกระทำ และท่าทีของรัฐบาลทาคาอิจิ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนยืนยันว่า นี่คือหลักปฏิบัติทางการทูตที่เหมาะสมแล้ว

 

  • สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความกังวลต่อทาคาอิจิในจีน เพราะเธอเป็นนักการเมืองฝ่ายขวาจัด และมีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ คือ การไปเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ เพื่อสักการะทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2

 

  • การเยือนศาลเจ้าดังกล่าวถือประเด็นร้ายแรงสำหรับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออก เพราะทหารเหล่านี้คืออาชญากรสงครามในสงครามโลก การไปสักการะบุคคลเหล่านี้ จึงเปรียบเสมือนว่า ญี่ปุ่นยังเคารพคนกลุ่มนี้ และไม่รู้สึก ‘สำนึกผิด’ ต่อเหตุการณ์ในอดีต

 

  • นอกจากนี้ จุดยืนด้านความมั่นคงของทาคาอิจิยังสร้างความกังวลให้กับจีน เพราะเธอสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นมาตรา 9 หรือ ‘บทบัญญัติสันติภาพ’ ที่ญี่ปุ่นสละสิทธิการทำสงคราม ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

 

  • สำหรับจีน นโยบายดังกล่าวถือเป็นภัยคุกคามสำคัญ โดยมีความเชื่อว่า กองทัพญี่ปุ่นคือสัญลักษณ์แห่งการรุกราน หากกลับมามีอำนาจ เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอยเหมือนในอดีต อีกทั้งยังสร้างผลกระทบต่ออิทธิพลและความมั่นคงของจีนในเอเชียตะวันออก

 

  • หากย้อนกลับไป ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีน เต็มไปด้วยรอยร้าวและบาดแผลนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นสงครามจีน-ญี่ปุ่นทั้ง 2 ครั้ง (จีนเสียไต้หวันให้ญี่ปุ่น), การบุกแมนจูเรีย และเหตุการณ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่าง ‘การสังหารหมู่หนานจิง’ ที่ถือเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลของจีน หรือ ‘ศตวรรษแห่งความอัปยศ’ (Century of Humiliation) ช่วงเวลาที่จีนตกต่ำมากที่สุดในประวัติศาสตร์

 

ย้อนไทม์ไลน์เหตุการณ์จีนปะทะญี่ปุ่น สะเทือนเอเชียตะวันออก

 

  • ความขัดแย้งก่อตัวขึ้นในวันที่ 7 พฤศจิกายน ทาคาอิจิกล่าวสุนทรพจน์แรกเข้ารับตำแหน่งว่า ญี่ปุ่นอาจต้องข้องเกี่ยวกับความขัดแย้งของเพื่อนบ้าน หากสถานการณ์ฉุกเฉินในไต้หวันเกิดขึ้น ซึ่งข้องเกี่ยวกับ ‘เรือรบ’ หรือ ‘การใช้กำลัง’ เพราะนี่คือสถานการณ์ที่ ‘คุกคาม’ ต่อการอยู่รอดของญี่ปุ่น

 

  • อนึ่ง คำพูดดังกล่าวเป็นการเปิดช่องให้ญี่ปุ่นใช้กำลังตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 ซึ่งเป็นการตีความบทบัญญัติสันติภาพที่เกิดขึ้นในปี 2015 ยุค ชินโซ อาเบะ โดยอนุญาตให้ญี่ปุ่นใช้กำลังในเงื่อนไข ‘ป้องกันตนเอง’ (Self-Defense) แม้ไม่ได้ถูกโจมตีโดยตรงก็ตาม

 

  • หวัง หงเหริน (Wang Hung-jen) นักวิเคราะห์การเมืองจาก National Cheng Kung University วิเคราะห์ว่า คำพูดของทากาอิจิคือการส่งสารตรงไปยังจีนว่า ญี่ปุ่นไม่ได้มีบทบาทนั่งดูสองประเทศตีกันเฉยๆ อีกต่อไปแล้ว โดยแนวโน้มที่ญี่ปุ่นพร้อมจะแทรกแซงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่องแคบไต้หวันยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

  • ปรากฏว่า คำพูดของทากาอิจิจุดประเด็นเดือดในทันที โดย เสวียนเจี้ยน กงสุลจีนประจำโอซาก้าโพสต์ข้อความบน X ว่า “คอสกปรกที่ยื่นเข้ามา ต้องถูกตัดออก”

 

  • ทางการญี่ปุ่นส่งหนังสือประท้วงต่อข้อความของเสวียนเจี้ยน โดยรัฐบาลยืนยันว่า เห็นโพสต์ดังกล่าวแล้ว แม้เจตนาไม่ชัดเจน แต่เป็นข้อความที่ไม่เหมาะสมในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต พร้อมขอให้กงสุลจีนฯ ลบข้อความดังกล่าวทิ้ง

 

  • ขณะที่ หลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ออกมาปกป้องเสวียนเจี้ยน พร้อมเรียกร้องให้ญี่ปุ่นหยุดส่งสัญญาณผิดๆ ไปที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนอย่างไต้หวัน

 

  • นอกจากนี้ พรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Liberal Democratic Party: LDP) ซึ่งเป็นพรรคของทาคาอิจิ ยังเสนอให้รัฐบาลประกาศให้ เสวียนเจี้ยน เป็นบุคคลไม่พึงปรารถนาทางทูต (Persona Non Grata)

 

  • สำหรับจุดยืนของพรรคการเมืองอื่นๆ ในญี่ปุ่น พรรคประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ (Constitutional Democratic Party: CDP) เชื่อว่า จีนตอบโต้เกินกว่าเหตุ ขณะที่พรรค DPP (Democratic Party for the People) มองว่า ทั้งสองประเทศต้องสื่อสารกันมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

 

  • แต่ทาคาอิจิยังเดินหน้าเน้นย้ำความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับไต้หวัน โดยวันที่ 13 พฤศจิกายน เธอโพสต์ข้อความเรียกไทเปว่า ‘มิตรรัก’ ท่ามกลางกระแสบวกจากคนในประเทศที่มองว่า แต่ไหนแต่ไรมา ไต้หวันก็เป็นมิตรและดีกับญี่ปุ่นมาตลอด

 

  • ทั้งนี้ ผลสำรวจจาก Kyodo Poll ระบุว่า ประชาชน 60.4% สนับสนุนแผนของทาคาอิจิให้ญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณการป้องกันประเทศ ขณะที่ความนิยมของเธอมีสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง คือสนับสนุน 48.8% และไม่สนับสนุน 44.2%

 

  • อย่างไรก็ดี เรื่องราวยิ่งบานปลายกลายเป็นรอยร้าวทางการเมือง เมื่อกระทรวงการต่างประเทศจีน ประกาศเตือนให้ชาวจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น โดยระบุว่า ถ้อยคำยั่วยุของทาคาอิจิ ได้สร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์ของภาคประชาชน และเป็นภัยต่อความปลอดภัยของพลเมืองในญี่ปุ่น

 

  • หลังจากการประกาศของจีน หุ้นของบริษัทท่องเที่ยวและการค้าในญี่ปุ่นตกลงในเช้าวันนี้ (17 พฤศจิกายน) เช่น Shiseido ตก 9%, Takashimaya ตก 5% หรือ Fast Retailing ตกมากกว่า 4%

 

  • ทาคาฮิเดะ คิอุจิ (Takahide Kiuchi) นักเศรษฐศาสตร์บริหารจากสถาบันวิจัยโนมูระ ประเมินว่า ญี่ปุ่นอาจได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจจากรอยร้าวทางการทูตครั้งนี้ถึง 14 พันล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ญี่ปุ่นมีนักศึกษาจีนมากกว่า 1.2 แสนคน และนักท่องเที่ยวกว่า 6.7 ล้านคน ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2025

 

  • ล่าสุด จีนพยายามตอบโต้ด้วยวิธีการทางการทหาร ด้วยการส่งเรือยามชายฝั่งออกลาดตระเวนบริเวณพื้นที่พิพาทหมู่เกาะเซนกากุ (ภาษาญี่ปุ่น) / หมู่เกาะเตียวหยู (ภาษาจีน) พร้อมระบุว่า นี่เป็นวิธีการชอบด้วยกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของจีน

 

  • อย่างไรก็ดี มีรายงานว่า มาซาอากิ คานาอิ (Masaaki Kanai) อธิบดีกรมเอเชียและโอเชียเนีย กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น จะเดินทางไปเจรจากับ หลิวจินซง (Liu Jinsong) รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศจีน ในสัปดาห์นี้ ซึ่งคาดว่า เป็นสัญญาณผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างสองชาติ

 

อ้างอิง:

The post เอเชียตะวันออกระอุ ทำไมถ้อยคำของผู้นำญี่ปุ่น จึงกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างจีน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเตือนพลเมืองงดเดินทางเข้าญี่ปุ่น หลังวิวาทะปมไต้หวันบานปลาย https://thestandard.co/china-travel-warning-japan-taiwan-tensions/ Sat, 15 Nov 2025 11:26:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1143770 จีน เตือนพลเมืองงดเดินทางเข้าญี่ปุ่นหลังวิวาทะปมไต้หวันบานปลาย

เมื่อวานนี้ (14 พฤศจิกายน) จีนได้ออกคำเตือนพลเมืองของตน […]

The post จีนเตือนพลเมืองงดเดินทางเข้าญี่ปุ่น หลังวิวาทะปมไต้หวันบานปลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีน เตือนพลเมืองงดเดินทางเข้าญี่ปุ่นหลังวิวาทะปมไต้หวันบานปลาย

เมื่อวานนี้ (14 พฤศจิกายน) จีนได้ออกคำเตือนพลเมืองของตนให้ระงับการเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นการตอบโต้ กรณีที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นแสดงความเห็นเกี่ยวกับเกาะไต้หวัน จนเกิดเป็นวิวาทะระหว่างทั้งสองประเทศ

 

คำเตือนนี้ถือเป็นการตอบโต้ที่จับต้องได้และมีนัยสำคัญที่สุดของรัฐบาลปักกิ่ง ต่อคำกล่าวของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แม้ว่าการดำเนินการนี้อาจเป็นไปในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าแนวทางอื่น แต่ก็บ่งชี้ว่า จีนพร้อมที่จะใช้อำนาจทางเศรษฐกิจ เข้ามาเป็นเครื่องมือกดดันในประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้มาอย่างต่อเนื่อง

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 


 

กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุในถ้อยแถลงเมื่อวานนี้ว่า “คำกล่าวที่ยั่วยุอย่างโจ่งแจ้งเกี่ยวกับไต้หวัน เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ ‘สร้างความเสียหายเพิ่มเติมต่อบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน… และสร้างความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อความปลอดภัยของพลเมืองจีนในญี่ปุ่น” กระทรวงฯ และคณะผู้แทนของจีนจึง “เตือนพลเมืองจีนให้ระงับการเดินทางเข้าญี่ปุ่นไว้ก่อนในขณะนี้”

 

มาตรการนี้เป็นการแสดงความไม่พอใจครั้งล่าสุดของจีน ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาประมาณหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่ทาคาอิจิได้ตอบกระทู้ถามในรัฐสภาญี่ปุ่นว่า การที่จีนบุกโจมตีไต้หวันจะถือเป็น ‘สถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น’ และอาจนำไปสู่การตอบโต้ทางทหารของญี่ปุ่นได้

 

จีนมองว่า ไต้หวันเป็นดินแดนของตน และประกาศว่าจะยึดคืนเกาะดังกล่าว หากจำเป็นต้องใช้กำลังทางทหาร สำหรับจีนแล้ว อธิปไตยของไต้หวันถือเป็นประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดในความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็น ‘เส้นแดง’ ที่ห้ามล้ำเส้น
ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมของจีนได้เตือนว่า ญี่ปุ่นอาจจะต้อง ‘เผชิญความพ่ายแพ้ที่ยับเยิน’ หากกล้าแทรกแซงทางทหารในช่องแคบไต้หวัน

 

ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่อ้างถึงโดยสถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่นระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายนปีนี้ มีนักท่องเที่ยวจากจีนเกือบ 7.5 ล้านคนเดินทางเยือนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ

 

ภาพ: Takashi Images / Shutterstock

อ้างอิง:

The post จีนเตือนพลเมืองงดเดินทางเข้าญี่ปุ่น หลังวิวาทะปมไต้หวันบานปลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเมินความเสี่ยงสงครามจีน-ญี่ปุ่น จะเกิดหรือไม่ หลังวิวาทะเดือด ปมไต้หวัน https://thestandard.co/china-japan-war-risk-assessment-taiwan-dispute/ Fri, 14 Nov 2025 05:27:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1143276 ประเมินความเสี่ยงสงครามจีน-ญี่ปุ่น จะเกิดหรือไม่ หลังวิวาทะเดือด ปม ไต้หวัน

ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่นส่อเค้าตึงเครียดอย่างหนัก […]

The post ประเมินความเสี่ยงสงครามจีน-ญี่ปุ่น จะเกิดหรือไม่ หลังวิวาทะเดือด ปมไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเมินความเสี่ยงสงครามจีน-ญี่ปุ่น จะเกิดหรือไม่ หลังวิวาทะเดือด ปม ไต้หวัน

ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่นส่อเค้าตึงเครียดอย่างหนัก หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นไต้หวันในที่ประชุมรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน โดยระบุว่า หากมีเรือรบหรือการใช้กำลังกับไต้หวัน ก็อาจถือเป็น ‘สถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอด’ (Survival-Threatening Situation) ของญี่ปุ่นได้ ญี่ปุ่นอาจตอบโต้ด้วยกำลังทางทหาร หากจีนตัดสินใจบุกไต้หวัน

 

คำกล่าวของทาคาอิจิสร้างความไม่พอใจให้กับทางการจีน โดยกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ‘ถือเป็นเรื่องร้ายแรง’ ขณะที่ เสวี่ยเจี้ยน กงสุลใหญ่ของจีนในเมืองโอซาก้า ได้แชร์บทความข่าวเกี่ยวกับคำกล่าวของทาคาอิชิบน X พร้อมเพิ่มความคิดเห็นส่วนตัวในทำนองที่ว่า ‘ศีรษะสกปรกที่ยื่นออกมาต้องถูกตัดออก’ ข้อความดังกล่าวได้รับการตีความอย่างแพร่หลาย โดยบางคนมองว่า เป็นการขู่จะตัดศีรษะผู้นำญี่ปุ่น และถึงแม้ว่าเจตนาของคำพูดดังกล่าว ‘อาจไม่ชัดเจน’ แต่ก็ถูกมองว่า ‘ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง’ นำไปสู่การส่งจดหมายประท้วงกันและกัน และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศคุกรุ่นขึ้นอีกครั้งในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

 

การเมืองญี่ปุ่นกับจุดยืนด้านความมั่นคง

 

ผศ. ดร.นรุตม์ เจริญศรี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า ซานาเอะ ทาคาอิจิ เป็นผู้นำจากฝ่ายขวาของพรรค LDP ซึ่งก้าวขึ้นมามีบทบาทที่โดดเด่น หลังการล่มสลายของก๊กต่างๆ ในพรรค เนื่องจากปมปัญหาเรื่องเงินสนับสนุนพรรคการเมือง โดยที่เธอถูกจัดเป็นพวก ‘สายเหยี่ยว’ ที่แสดงจุดยืนเน้นความเป็นชาตินิยม และต้องการเพิ่มงบประมาณทางด้านการทหารของญี่ปุ่น

 

อาจารย์นรุตม์มองว่า ความเป็นฝ่ายขวาของผู้นำญี่ปุ่น มีส่วนทำให้เกิดการกระชับสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากบรรยากาศที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พบปะกับทาคาอิจิเป็นไปอย่างราบรื่นและชื่นมื่น โดยทั้งสหรัฐฯ และญี่ปุ่นต่างเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกับไต้หวัน ขณะที่ไต้หวันภายใต้การนำของประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อก็มองว่า สหรัฐฯ และญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดเช่นเดียวกัน

 

ส่วนคำกล่าวของทาคาอิจิที่พูดในทำนองที่ว่า ภัยคุกคามของไต้หวัน อาจเป็นสถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอด และส่งผลต่อความมั่นคงของญี่ปุ่น ซึ่งอาจทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจใช้กองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Force: SDF) ในการตอบโต้ภัยคุกคามดังกล่าวนั้น เป็นผลมาจาก ‘กฎหมายความมั่นคงปี 2015’ ที่อนุญาตให้ญี่ปุ่นสามารถใช้กองกำลังป้องกันตนเองในลักษณะป้องกันร่วมกัน (Collective Self-Defense) เพื่อช่วยเหลือพันธมิตรและตอบสนองต่อภัยคุกคามนั้นได้ หากภัยนั้นคุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

 

ขณะที่ชิเงรุ อิชิบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์คำกล่าวของทาคาอิจิว่า ความเห็นของทาคาอิจิเข้าใกล้กับการอ้างว่า วิกฤตการณ์ไต้หวันคือวิกฤตการณ์ของญี่ปุ่นอย่างมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นชุดก่อนๆ ต่างหลีกเลี่ยงการประกาศอย่างชัดเจนมาโดยตลอดว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะตอบสนองต่อสถานการณ์เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับไต้หวันอย่างไร

 

ประเมินความเสี่ยงสงครามจีน-ญี่ปุ่น

 

อาจารย์นรุตม์มองว่า ความตึงเครียดที่ปรากฏในรูปแบบของวิวาทะระหว่างญี่ปุ่นกับจีนนั้น จะไม่บานปลายหรือนำไปสู่การทำสงครามใหญ่และการตอบโต้ขั้นรุนแรงระหว่างกัน เนื่องจากทุกฝ่ายได้คำนวณผลได้ผลเสียแล้ว ความไม่พอใจนี้เป็นเพียงเรื่องของความขุ่นข้องหมองใจ หรือการกระทบกระทั่งกันในระยะสั้นที่ไม่นานก็จะจบลง

 

นอกจากนี้ อาจารย์นรุตม์ยังเชื่อว่า สถานการณ์ความตึงเครียดปัจจุบัน จะไม่นำไปสู่การคว่ำบาตร หรือการตัดความสัมพันธ์ทางการค้า เช่น การตัดส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) เนื่องจากจีนและญี่ปุ่นต่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจ

 

สอดคล้องกับ ผศ. ดร.ชาดา เตรียมวิทยา อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังที่มองว่า ทั้งจีนและญี่ปุ่นต่างเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของกันและกัน ความสัมพันธ์นี้เป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจที่พึ่งพาอาศัยกันอย่างลึกซึ้ง ทั้งสองประเทศไม่อยากทำสงครามระหว่างกัน เพราะมีต้นทุนมหาศาลทางเศรษฐกิจ

 

อาจารย์ชาดายังระบุว่า สิ่งที่ญี่ปุ่นหวาดระแวงจีน คือการที่กำลังทหารจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว จีนสามารถยิงขีปนาวุธถึงญี่ปุ่นได้ในไม่กี่นาที อีกทั้งญี่ปุ่นยังเสี่ยงต่อการโดนคว่ำบาตรและโจมตีไซเบอร์ได้ ขณะที่สิ่งที่จีนหวาดระแวงญี่ปุ่น คือการที่ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ โดยที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในญี่ปุ่นอาจถูกใช้เป็นสะพานบุกกลับถ้าเกิดสงครามจีน-ไต้หวัน และหากจีนโจมตีญี่ปุ่น สหรัฐฯ ก็มีแนวโน้มสูงมากที่จะเข้าร่วมสงครามทันที

 

นอกจากนี้ เหตุผลที่ทำให้อาจารย์ชาดาเชื่อว่า วิวาทะเดือดครั้งนี้จะไม่นำไปสู่สงครามใหญ่ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น มาจากปัจจัยเรื่องข้อจำกัดภายในของจีน โดยขณะนี้จีนต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว และต้องมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาภายในและมุ่งสู่แผน China Standard 2035 ซึ่งสงครามจะกระทบต่อเป้าหมาย China Dream ที่จีนตั้งไว้

 

อีกทั้งคนจีนจำนวนมากยังคงชื่นชมญี่ปุ่น โดยมองว่าเป็นประเทศที่มีอารยธรรมและมารยาท และนิยมไปเที่ยว ไปศึกษาต่อ หรือซื้อบ้านในญี่ปุ่น หากมีการคว่ำบาตรเกิดขึ้น จะกระทบต่อประชาชนจีนเองด้วย

 

ขณะที่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นซบเซามานาน โดยประสบปัญหาเงินเฟ้อต่ำ ค่าเงินอ่อน และสังคมสูงวัย จึงยังต้องพึ่งการค้ากับจีนและอาเซียนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ จึงมีแนวโน้มสูงมากที่อาจต้องการเลี่ยงการเผชิญหน้าหรือทำสงครามใหญ่กันโดยตรง

 

จีนกับการรวมชาติไต้หวัน

 

อาจารย์ชาดาอธิบายว่า จีนยึดหลักการที่ว่า ‘ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน’ (One China Principle) และมองว่าการรวมชาติเป็นภารกิจทางประวัติศาสตร์ของจีนสมัยใหม่ โดยจีนเสนอให้มีการรวมชาติแบบ ‘หนึ่งประเทศสองระบบ’ คล้ายกับโมเดลฮ่องกงและมาเก๊า แต่จะปรับให้เข้ากับบริบทของไต้หวัน

 

ที่ผ่านมา จีนใช้ยุทธศาสตร์การกดดันทางทหาร เช่น การซ้อมรบรอบเกาะ และการส่งเครื่องบินรบข้ามเส้นแบ่งช่องแคบไต้หวัน นอกจากนี้ยังใช้การดึงดูดเชิงเศรษฐกิจ เช่น การลงทุนในเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยี เพื่อดึงดูดคนไต้หวันให้รู้สึกว่ามีอนาคตร่วมกับจีน

 

ขณะที่อาจารย์นรุตม์ระบุว่า ปัจจัยที่จะกระตุ้นการรวมชาติไต้หวันอย่างแท้จริง มักมาจาก ปัจจัยภายใน ของจีนและไต้หวันเอง เช่น การเปลี่ยนแปลงของพรรคการเมืองไต้หวัน หรือการที่ไต้หวันประกาศเอกราชอย่างชัดเจน ไม่ใช่ จากปัจจัยภายนอกอย่างความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นหรือสหรัฐฯ ทั้งยังเชื่อว่า การรักษาสถานะเดิม (Status Quo) ของไต้หวัน น่าจะยังเป็นสถานการณ์ที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

 

ผลกระทบต่ออาเซียนและไทย

 

อาจารย์ชาดาคาดการณ์ว่า จีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน ต่างเป็นหัวใจของห่วงโซ่อุปทานชิป หากเกิดสงครามในช่องแคบไต้หวัน อาจทำให้เกิดภาวะชิปขาดตลาด (Supply Shock) ในอาเซียน อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า EV และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในอาเซียนจะได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านเส้นทางที่ใกล้ไต้หวัน ซึ่งความตึงเครียดจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และเกิดภาวะเงินเฟ้อ ส่วนตลาดการท่องเที่ยวไทยก็จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น ล้วนเป็นตลาดใหญ่ของไทย

 

ทางด้านอาจารย์นรุตม์กล่าวว่า ปัญหาความขัดแย้งในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ปัญหาไต้หวัน จะส่งผลกระทบต่ออาเซียนในเรื่องหลักคือ การเดินเรือ การขนส่งสินค้า รวมถึงบรรยากาศของการลงทุนและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้อาเซียนและไทยเองอาจถูกมหาอำนาจพยายามบีบให้เลือกข้าง ท้ายที่สุดแล้ว อาเซียนจะเลือกแสดงความเป็นกลาง และไม่เข้าข้างใคร ขณะที่ไทยในฐานะ มหาอำนาจระดับกลาง (Middle Power) ควรเลือกดำรงความสัมพันธ์ที่เป็นกลางเช่นเดียวกัน ไม่แสดงความใกล้ชิดกับใครเป็นพิเศษ เพื่อรักษาผลประโยชน์และศักดิ์ศรีของประเทศเป็นสำคัญ

 

แฟ้มภาพ: Kyodo via Reuters

 

อ้างอิง:

The post ประเมินความเสี่ยงสงครามจีน-ญี่ปุ่น จะเกิดหรือไม่ หลังวิวาทะเดือด ปมไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่น-จีนตึงเครียด หลังคำพูดทาคาอิจิจุดชนวนวิวาทะ ปมไต้หวัน https://thestandard.co/japan-china-tension-taiwan/ Wed, 12 Nov 2025 04:26:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1142339 ญี่ปุ่น - จีน ตึงเครียด หลัง คำพูด ทาคาอิจิ จุดชนวน วิวาทะ ปม ไต้หวัน

ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นแล […]

The post ญี่ปุ่น-จีนตึงเครียด หลังคำพูดทาคาอิจิจุดชนวนวิวาทะ ปมไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่น - จีน ตึงเครียด หลัง คำพูด ทาคาอิจิ จุดชนวน วิวาทะ ปม ไต้หวัน

ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและจีนเริ่มเข้าสู่ภาวะตึงเครียด หลังเกิดวิวาทะระหว่างกัน ความตึงเครียดเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ได้เสนอแนะในที่ประชุมรัฐสภาของญี่ปุ่นว่า ญี่ปุ่นอาจตอบโต้ด้วยกำลังทางทหาร หากจีนโจมตีไต้หวัน

 

ท่าทีดังกล่าวมีขึ้น หลังทาคาอิจิถูกถามว่า สถานการณ์ใด รอบๆ ไต้หวันที่จะถือเป็นสถานการณ์ที่ ‘คุกคามการอยู่รอด’ (Survival-Threatening Situation) ของญี่ปุ่น โดยทาคาอิจิตอบว่า หากมีเรือรบและการใช้กำลัง ก็อาจถือเป็นสถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอดได้

 

‘สถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอด’ เป็นศัพท์ทางกฎหมายภายใต้กฎหมายความมั่นคงปี 2015 ของญี่ปุ่น หมายถึงการโจมตีด้วยอาวุธต่อพันธมิตรของญี่ปุ่นที่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของประเทศ และในสถานการณ์เช่นนี้ ญี่ปุ่นสามารถใช้กองกำลังป้องกันตนเอง เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามได้

 

การตอบโต้และคำขู่จากนักการทูตจีน

 

คำกล่าวของทาคาอิจิสร้างความไม่พอใจให้กับทางการจีน โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศของจีนที่ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ‘ถือเป็นเรื่องร้ายแรง’

 

ก่อนที่ เสวี่ยเจี้ยน กงสุลใหญ่ของจีนในเมืองโอซาก้า ได้แชร์บทความข่าวเกี่ยวกับคำกล่าวของทาคาอิชิบน X พร้อมเพิ่มความคิดเห็นส่วนตัวในทำนองที่ว่า ศีรษะสกปรกที่ยื่นออกมาต้องถูกตัดออก โดยความเห็นนี้ได้รับการตีความอย่างแพร่หลาย โดยบางคนมองว่า เป็นการขู่จะตัดศีรษะทาคาอิจิ และถึงแม้ว่าเจตนาของคำพูดดังกล่าว ‘อาจไม่ชัดเจน’ แต่ก็ถูกมองว่า ‘ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง’

 

รัฐบาลทั้งสองประเทศต่างยื่นหนังสือประท้วงอย่างรุนแรงต่อกัน โดยรัฐบาลจีนประท้วงคำพูดของทาคาอิจิ ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็ประท้วงคำพูดของเสวี่ยเจี้ยน โดยเมื่อวานนี้ (11 พฤศจิกายน) ทาคาอิชิปฏิเสธที่จะถอนคำพูดของเธอ พร้อมยืนยันว่า คำพูดดังกล่าว สอดคล้องกับจุดยืนดั้งเดิมของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม เธอระบุว่า จะระมัดระวังในการให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เฉพาะเจาะจงนับจากนี้

 

จุดยืนของทาคาอิจิกับบริบททางประวัติศาสตร์

 

ความบาดหมางระหว่างจีนและญี่ปุ่นเกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน โดยย้อนกลับไปถึงความขัดแย้งทางอาวุธในยุคทศวรรษ 1800s และแคมเปญทางการทหารที่โหดร้ายของญี่ปุ่นในจีนช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง บาดแผลทางประวัติศาสตร์ยังคงเป็นประเด็นที่อ่อนไหวในความสัมพันธ์ทวิภาคี

 

ทาคาอิจิถือเป็นศิษย์รักของชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นผู้ล่วงลับ ซึ่งมีท่าทีการดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าว (สายเหยี่ยว) ต่อจีน และสนับสนุนไต้หวันมานาน เธอได้ให้คำมั่นที่จะเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมของญี่ปุ่น และก่อนหน้านี้เธอก็เคยกล่าวว่า การปิดล้อมเกาะไต้หวันอาจคุกคามญี่ปุ่น และญี่ปุ่นสามารถระดมกำลังทหาร เพื่อยับยั้งการรุกรานของจีนได้

 

การละทิ้ง ‘ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์’

 

จีนมีความอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อประเด็นไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่า เป็นส่วนหนึ่งของอธิปไตยจีน และไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทางทหารเพื่อยึดคืนเกาะดังกล่าว

 

นักวิชาการจำนวนหนึ่งมองว่า คำกล่าวล่าสุดของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นถือเป็นการเปลี่ยนจาก ‘จุดยืนที่คลุมเครือ’ (Equivocal Position) ที่ญี่ปุ่นเคยยึดถือเกี่ยวกับสถานะของไต้หวัน ซึ่งมีความสอดคล้องกับนโยบาย ‘ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์’ (Strategic Ambiguity) ที่สหรัฐฯ ใช้มานาน

 

ที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นหวังว่าปัญหาไต้หวันจะได้รับการแก้ไขอย่างสันติผ่านการเจรจา และเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นมักจะหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงไต้หวันในการอภิปรายด้านความมั่นคง

 

ในเหตุการณ์ล่าสุดนี้ กระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่า คำพูดของทาคาอิจิ ถือเป็นการ ‘แทรกแซงอย่างโจ่งแจ้งต่อกิจการภายในของจีน’ (A Gross Interference in China’s Internal Affairs) โดยย้ำว่า ‘ไต้หวันคือไต้หวันของจีน’ และจีนจะไม่ทนต่อการแทรกแซงจากต่างชาติใดๆ ในประเด็นนี้

 

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนยังตั้งคำถามว่า ผู้นำญี่ปุ่นกำลังพยายามส่งสัญญาณอะไรไปยังกองกำลังแบ่งแยกดินแดนที่ต้องการเอกราชของไต้หวัน และญี่ปุ่นพร้อมที่จะท้าทายผลประโยชน์หลักของจีนและหยุดการรวมชาติ หรือไม่

 

วิวาทะที่เกิดขึ้นระหว่างญี่ปุ่นและจีนนี้ ทำให้เกิดบรรยากาศตึงเครียดระลอกใหม่ในแถบเอเชียตะวันออก ซึ่งอาจจะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า วิวาทะเดือดในครั้งนี้จะทำให้สถานการณ์บานปลายไปในทิศทางใดหรือไม่

 

แฟ้มภาพ: Chung Sung-Jun / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ญี่ปุ่น-จีนตึงเครียด หลังคำพูดทาคาอิจิจุดชนวนวิวาทะ ปมไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ญี่ปุ่นขอเข้าพบคิมจองอึน หวังแก้ไขปัญหาลักพาตัวชาวญี่ปุ่นในอดีต https://thestandard.co/japan-prime-minister-requests-kim-jong-un/ Tue, 04 Nov 2025 07:49:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1139604 นายกฯ ญี่ปุ่นขอเข้าพบ คิมจองอึน หวังแก้ไขปัญหาลักพาตัวชาวญี่ปุ่นในอดีต

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นได้ยื่นคำร้อ […]

The post นายกฯ ญี่ปุ่นขอเข้าพบคิมจองอึน หวังแก้ไขปัญหาลักพาตัวชาวญี่ปุ่นในอดีต appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ญี่ปุ่นขอเข้าพบ คิมจองอึน หวังแก้ไขปัญหาลักพาตัวชาวญี่ปุ่นในอดีต

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นได้ยื่นคำร้องขอเข้าพบคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ หวังแก้ไขปัญหายืดเยื้อเกี่ยวกับการลักพาตัวชาวญี่ปุ่นเมื่อหลายสิบปีก่อน โดยเธอกล่าวว่า เธอตั้งใจที่จะพบปะกับคิมจองอึน แบบตัวต่อตัว เพื่อสร้างความสัมพันธ์ใหม่ที่เกิดผลระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีเหนือ

 

ทาคาอิจิยืนยันว่า การลักพาตัวเป็นวาระสำคัญอันดับแรกของคณะรัฐมนตรีของเธอ พร้อมเน้นย้ำถึงคำมั่นสัญญาของอดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนก่อนๆ ที่พยายามจะแก้ไขปัญหานี้ โดยเธอยังระบุว่าจะใช้มาตรการที่จำเป็นใดๆ ก็ตามเพื่อยุติปัญหานี้ เนื่องจากประเด็นปัญหานี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของเหยื่อชาวญี่ปุ่นและอธิปไตยของชาติ

 

อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือยังไม่ได้ตอบรับต่อคำขอของทาคาอิจิอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

 

ปัญหาการลักพาตัวชาวญี่ปุ่นเป็นประเด็นที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 ซึ่งเกาหลีเหนือเคยยอมรับเมื่อปี 2002 ว่า สายลับของตนได้ลักพาตัวชาวญี่ปุ่น 13 คนไป โดยบุคคลที่ถูกลักพาตัวได้ถูกนำไปใช้เพื่อฝึกฝนด้านภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นให้กับสายลับของเกาหลีเหนือ

 

ทางการญี่ปุ่นเชื่อว่า มีชาวญี่ปุ่นถูกลักพาตัวไปอย่างน้อย 17 คน ขณะที่คนกลุ่มอื่นๆ เชื่อว่า จำนวนคนที่ถูกลักพาตัวไปอาจมีมากกว่านั้น

 

ที่ผ่านมา อดีตผู้นำญี่ปุ่นหลายคน เคยพยายามในการจัดเจรจาโดยตรงกับคิมจองอึน แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ โดย จุนอิจิโร โคอิซูมิ อดีตนายกรัฐมนตรี เคยเดินทางเยือนกรุงเปียงยางในปี 2002 และ 2004 โดยได้พบกับคิมจองอิล ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือในขณะนั้น และสามารถเจรจาให้เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเดินทางกลับประเทศได้ 5 ราย โดยเกาหลีเหนืออ้างว่า เหยื่อที่เหลืออีก 8 คนเสียชีวิตแล้ว

 

ขณะที่ ชิเงรุ อิชิบะ อดีตนายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้าทาคาอิจิ เคยเสนอให้จัดตั้งสำนักงานประสานงานในกรุงโตเกียวและกรุงเปียงยาง เพื่อขับเคลื่อนประเด็นนี้ แต่ข้อเสนอดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นจริง

 

ทาคาอิจิยังได้ขอความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อให้ปัญหานี้ยังคงเป็นที่สนใจในระดับนานาชาติ โดยทรัมป์ยังได้พบกับครอบครัวของชาวญี่ปุ่นที่ถูกลักพาตัวระหว่างการเยือนโตเกียวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วอีกด้วย

 

แฟ้มภาพ: Reuters

 

อ้างอิง:

The post นายกฯ ญี่ปุ่นขอเข้าพบคิมจองอึน หวังแก้ไขปัญหาลักพาตัวชาวญี่ปุ่นในอดีต appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยแลกเงินเยนได้ ‘ถูกสุด’ ในรอบ 28 ปี 100 เยน = 20.77 บาท นักวิเคราะห์เตือน เยนอาจอ่อนค่าแค่ระยะสั้น https://thestandard.co/yen-record-low-28-years/ Fri, 31 Oct 2025 10:54:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1138291 คนไทยแลกเงินเยนได้ ‘ถูกสุด’ ในรอบ 28 ปี 100 เยน = 20.77 บาท นักวิเคราะห์เตือน เยนอาจอ่อนค่าแค่ระยะสั้น

วันนี้ (31 ตุลาคม 2568) เงินเยนญี่ปุ่นเมื่อเทียบกับเงิน […]

The post คนไทยแลกเงินเยนได้ ‘ถูกสุด’ ในรอบ 28 ปี 100 เยน = 20.77 บาท นักวิเคราะห์เตือน เยนอาจอ่อนค่าแค่ระยะสั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยแลกเงินเยนได้ ‘ถูกสุด’ ในรอบ 28 ปี 100 เยน = 20.77 บาท นักวิเคราะห์เตือน เยนอาจอ่อนค่าแค่ระยะสั้น

วันนี้ (31 ตุลาคม 2568) เงินเยนญี่ปุ่นเมื่อเทียบกับเงินบาท (JPY/THB) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 0.207 – 0.210 บาทต่อเยน โดยระดับ 20.77 บาทต่อ 100 เยนนี้ นับเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบราว 28 ปี หรือตั้งแต่ปี 1997 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤติการเงินเอเชีย ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตัดสินใจลอยตัวค่าเงินบาท

 

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปในช่วงก่อนลอยตัวค่าเงินบาทนั้น JPY/THB เคยเคลื่อนไหวที่ระดับ 20.5 บาทต่อ 100 เยน เมื่อเดือนเมษายน 1997

 

คนไทยแลกเงินเยนได้ ‘ถูกสุด’ ในรอบ 28 ปี 100 เยน = 20.77 บาท นักวิเคราะห์เตือน เยนอาจอ่อนค่าแค่ระยะสั้น 1

 

ทำไมเงินเยนอ่อนค่าลง?

 

สำหรับปัจจัยที่กดดันให้เงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 28 ปี เมื่อเทียบกับค่าเงินบาท รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า เป็นผลมาจากตลาดผิดหวัง การประชุมดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ) เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา จึงเทขายเงินเยนออกมา หลังจาก BOJ มีท่าทีชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไป โดยมีมติ 7 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.5% ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อ ที่อยู่เหนือกรอบเป้าหมายที่ 2%

 

อย่างไรก็ตาม รุ่งมองว่า การเคลื่อนไหวของเงินเยนในทิศทางที่อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ถือเป็นการอ่อนค่าลงในระยะสั้น เนื่องจากได้รับแรงกดดันทางการเมือง หลังจากที่ซานาเอะ ทากาอิจิ ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ซึ่งสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (Dovish) โดยต้องการรักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง โดยเน้นการลงทุนในนวัตกรรมเทคโนโลยี

 

มีโอกาส 100 เยนจะถึง 19- 20 บาท หรือไม่?

 

รุ่งยังมองว่า การอ่อนค่าของเงินเยนรอบนี้น่าจะเป็นการอ่อนค่าระยะสั้นเท่านั้น โดยไม่น่าจะเกิดกรอบล่างที่ประมาณ 20.75 บาทต่อ 100 เยน พร้อมทั้งมองว่า เงินเยนเทียบบาท ไม่น่ามีโอกาสอ่อนค่าหนัก ลงไปถึงระดับ 19-20 บาทต่อ 100 เยน

 

โดยในระยะต่อไป ช่วงไตรมาส 1/2569 รุ่งคาดว่า เงินเยนจะกลับมาแข็งค่าขึ้นที่ราว 21.50 บาท จากแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BOJ เพื่อสกัดความร้อนแรงของเงินเฟ้อ

 

อย่างไรก็ดี รุ่งตั้งข้อสังเกตว่า มีอีกปัจจัยสำคัญที่จะจำกัดการอ่อนค่าของเงินเยนได้ คือ ข้อตกลงเกี่ยวกับการดูแลนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และธนาคารกลางญี่ปุ่น

 

โดยสหรัฐฯ กำหนดให้ประเทศคู่ค้าต่างๆ ต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการแทรกแซงค่าเงินต่างๆ รวมถึง เงินสำรองระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศคู่ค้าปล่อยให้สกุลเงินท้องถิ่นอ่อนค่า เพื่อสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจและการค้า

 

“คาดว่ารัฐบาลทรัมป์ จะจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนไม่ให้อ่อนค่าเกินไป จนกระทบดุลการค้ากับสหรัฐฯ” รุ่งกล่าว

The post คนไทยแลกเงินเยนได้ ‘ถูกสุด’ ในรอบ 28 ปี 100 เยน = 20.77 บาท นักวิเคราะห์เตือน เยนอาจอ่อนค่าแค่ระยะสั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำโลกร่วมประชุมเอเปค หารือความไม่แน่นอนระเบียบการค้าโลก https://thestandard.co/world-leaders-global-trade-apec/ Fri, 31 Oct 2025 08:54:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1138134 ผู้นำโลกร่วมประชุม เอเปค หารือความไม่แน่นอนระเบียบการค้าโลก

การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ที่ เมืองคยอ […]

The post ผู้นำโลกร่วมประชุมเอเปค หารือความไม่แน่นอนระเบียบการค้าโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำโลกร่วมประชุม เอเปค หารือความไม่แน่นอนระเบียบการค้าโลก

การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ที่ เมืองคยองจู ของเกาหลีใต้ เปิดฉากขึ้นในวันนี้ (31 ตุลาคม) โดยมีผู้นำจาก 21 ประเทศสมาชิกเอเปคเข้าร่วม รวมถึงอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และซานาเอะ ทากาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ตลอดจนประเทศที่ได้รับเชิญ และตัวแทนจากองค์กรระหว่างประเทศ

 

การประชุมปีนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ ‘Building a Sustainable Tomorrow’ หรือ ‘เสริมสร้างวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน’ ซึ่งมุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือผ่าน 3 แนวคิดสำคัญ คือ เชื่อมโยง, นวัตกรรม, ความรุ่งเรืองร่วมกัน (Connect, Innovate, Prosper) เพื่อหาแนวทางเพิ่มความยืดหยุ่นและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการค้าโลก โดยมุ่งเน้นการหารือหารือในหัวข้อสำคัญ เกี่ยวกับการรักษาการค้าเสรีและการส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

 

ในการประชุมวาระแรกวันนี้ มีขึ้นภายใต้หัวข้อ ‘Towards a More Connected Resilient Region and Beyond’ หรือ ‘มุ่งสู่ภูมิภาคที่เชื่อมโยงและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น’ โดยอีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้กล่าวเปิดประชุม เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประชุมเอเปค ท่ามกลางระเบียบการค้าเสรีที่กำลังเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มสูงขึ้น

 

“ความร่วมมือและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน คือเส้นทางที่แน่นอนที่สุดสำหรับอนาคตที่ดีกว่า เราทุกคนกำลังยืนอยู่ ณ จุดเปลี่ยนสำคัญ ขณะที่ระเบียบระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” อี กล่าว

 

ขณะที่เขาชี้ว่า “การปฏิวัติทางเทคโนโลยีที่นำโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นั้นกำลังนำมาซึ่งทั้งวิกฤตและโอกาส อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

 

ด้านสีจิ้นผิง กล่าวถ้อยแถลงในการประชุม โดยมีข้อเสนอ 5 ประการสำหรับ “การสร้างเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน”

 

เขายังเรียกร้องให้มีความพยายามร่วมกันเพื่อปกป้องระบบการค้าพหุภาคีโดยมีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นแกนหลัก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปิดกว้างในภูมิภาค และรักษาเสถียรภาพและการไหลเวียนที่ราบรื่นของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและอุปทาน

 

สำหรับการประชุมในวันศุกร์จัดขึ้นโดยไม่มีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งได้เดินทางกลับสหรัฐฯ หลังจากเข้าร่วมการประชุมภาคธุรกิจและหารือทวิภาคีกับผู้นำจีนและเกาหลีใต้

 

ทั้งนี้ ก่อนการประชุม สีจิ้นผิงและอีแจมยอง ได้หารือทวิภาคี โดยทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า “ผู้นำทั้งสองวางแผนที่จะหารือกันถึงแนวทางที่จะทำให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดกว้าง มีพลัง และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ในการประชุมครั้งนี้”

 

“ประธานาธิบดีอี จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้นำ เพื่อช่วยสร้างฉันทามติเรื่องความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าฟื้นฟูความมุ่งมั่นด้านความร่วมมือของภูมิภาค และแสวงหามาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้เอเปคยังคงเป็นเวทีเศรษฐกิจหลักของภูมิภาคและเป็นเวทีสำคัญสำหรับอนาคต” ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ระบุ

 

ภาพ: Yonhap via REUTERS

 

อ้างอิง:

The post ผู้นำโลกร่วมประชุมเอเปค หารือความไม่แน่นอนระเบียบการค้าโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมผู้นำญี่ปุ่นให้เซ็ตหมากล้อมผู้นำเกาหลีใต้ มีความหมายอย่างไร https://thestandard.co/japan-takaichi-go-sk-jae-myung/ Fri, 31 Oct 2025 08:30:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1138118 ทำไมผู้นำญี่ปุ่นให้เซ็ตหมากล้อม ผู้นำเกาหลีใต้ มีความหมายอย่างไร

กำลังอยู่ในความสนใจในหน้าการเมืองเอเชียตะวันออก สำหรับก […]

The post ทำไมผู้นำญี่ปุ่นให้เซ็ตหมากล้อมผู้นำเกาหลีใต้ มีความหมายอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมผู้นำญี่ปุ่นให้เซ็ตหมากล้อม ผู้นำเกาหลีใต้ มีความหมายอย่างไร

กำลังอยู่ในความสนใจในหน้าการเมืองเอเชียตะวันออก สำหรับการพบกันระหว่าง อีแจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ กับ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นอกรอบการประชุม APEC 2025 ณ เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้

 

นอกจากสัญญาณ ‘ก้าวข้ามความขัดแย้ง’ จากฟากเกาหลีใต้ หลัง อีแจ-มยอง ละทิ้งความบาดหมางทางประวัติศาสตร์จากยุคอาณานิคมบนโต๊ะเจรจา พร้อมทั้งย้ำว่า ทั้งสองประเทศต้องร่วมมือมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา ขณะที่ญี่ปุ่นภายใต้การนำของทาคาอิจิ ก็ตอบรับด้วยแนวทางกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคี อย่างการทูตแบบโต้ตอบ (Shuttle Diplomacy)

 

สิ่งที่น่าสนใจจากการพบปะครั้งนี้ คือ ของที่ระลึกแลกเปลี่ยนของ 2 ผู้นำ โดย อีแจ-มยองมอบสาหร่ายแห้งและเครื่องสำอางเกาหลีใต้ให้ทาคาอิจิ ขณะที่ผู้นำญี่ปุ่นให้ ‘เซ็ตหมากล้อม’ หรือ ‘โกะ’ (Go) จากเมืองคามาคุระให้ประธานาธิบดีเกาหลีใต้

 

ดูผิวเผินอาจไม่มีความหมาย แต่ที่จริงแล้ว หินหมากล้อมนี้กลับมีนัยสำคัญทางการเมืองระหว่าง 2 ประเทศ ที่เชื่อมโยงทั้งประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์การทูต

 

เปิดความหมายของขวัญล้ำค่าก้าวข้ามความขัดแย้ง ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้

 

หากเปิดเบื้องลึกเบื้องหลัง สาเหตุที่ อีแจ-มยองให้ของขวัญทาคาอิจิเป็นเครื่องสำอาง อาจเป็นเพราะผู้นำญี่ปุ่นเคยให้สัมภาษณ์ในช่วงแรกเข้ารับตำแหน่งว่า เธอชื่นชอบเครื่องสำอางและอาหารเกาหลี หลังถูกสื่อถามเรื่องความสัมพันธ์ทั้งสองชาติ ที่เคยตึงเครียดในช่วงที่ผ่านมา

 

“ฉันรักสาหร่ายเกาหลีใต้มากๆ แล้วฉันก็ใช้เครื่องสำอางเกาหลีด้วย รวมถึงฉันยังดูซีรีส์เกาหลีเหมือนกัน” เธอยังเน้นย้ำว่า เกาหลีใต้เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญมากๆ

 

ขณะที่ความหมายของหมากล้อม มาจากการที่ อีแจ-มยองเป็นเซียน ‘พาดุก’ (바둑) หรือหมากล้อมในภาษาเกาหลี โดยครั้งหนึ่ง ผู้นำเกาหลีใต้เคยให้สัมภาษณ์ในหน้าสื่อว่า ในช่วงชีวิตที่ยากจนในวัยเด็ก เขาชอบเล่นพาดุกมากๆ ถึงขนาดใช้ ‘รองเท้ายาง’ มาตัดเป็นหมากเดินเล่น

 

ความคลั่งไคล้พาดุกของ อีแจ-มยอง เป็นที่รู้จักกันทั้งในหมู่คนทั่วไป และหน้าการเมืองเกาหลีใต้ เขาเรียกตัวเองว่า ‘เอกีกา’ (에기가) หรือคนรักพาดุกในภาษาเกาหลี และฝีมืออยู่ในระดับดั้ง 5 (สูงสุดคือดั้ง 1) ในหมู่มือสมัครเล่นระดับสูง

 

ว่ากันว่า อีแจ-มยองศึกษาเกี่ยวกับกลเกมนี้เยอะมากๆ และใช้เวลาในยามเครียดปลดปล่อยตัวเองไปกับการเล่นหมากล้อม ซึ่งทำให้เขาหายเครียด สมองปลอดโปร่ง และทักษะพัฒนาอย่างรวดเร็ว อีกทั้งผู้นำเกาหลีใต้ยังเคยประกาศว่า ความฝันสูงสุดในงานอดิเรกนี้ คือ การเป็นปรมาจารย์ด้านพาดุก

 

“ไม่มีความลับใดๆ ทั้งในการเมืองและพาดุก” อีแจ-มยอง ระบุ

 

ผศ. ดร. ธีวินท์ สุพุทธิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่น และหัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า ผู้นำทั้งสองฝ่ายมีความพิถีพิถันที่เลือกของที่แต่ละฝ่ายชื่นชอบเป็นการส่วนตัว ซึ่งสะท้อนความตั้งใจที่จะสืบสานความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ตั้งแต่ยุคฟุมิโอ คิชิดะ-ยุนซอกยอล, ชิเงรุ อิชิบะ-อีแจ-มยอง

 

“น่าสนใจว่า ความใส่ใจและพิถีพิถัน มีสูงมากจากทางฝั่งญี่ปุ่น เพราะไม่เพียงแต่ให้แท่นโกะที่อีชอบเล่นอยู่แล้ว แต่คัดสรรมาจากเมืองคามาคุระ ซึ่งเป็นเมืองพี่น้องกับเมืองบ้านเกิดของอีด้วย

 

“อีมาจากพรรคสายเสรีนิยม ปกติจะชูเรื่องปัญหาประวัติศาสตร์อาณานิคม และสงครามกับญี่ปุ่น ขณะที่ทาคาอิจิเป็นขวามักจะเมินเฉย หรือมีความเห็นแย้งชาติที่โจมตีญี่ปุ่นเรื่องสงคราม”

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นมองว่า ของขวัญเหล่านี้แสดงให้เห็นเรื่องราวเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้นำและสื่อสองฝ่าย นำไปขยายความตั้งใจที่จะคงความเป็นมิตรต่อกัน โดยมุ่งเน้นการทูตเพื่ออนาคต (Future-Oriented Diplomacy) และไม่นำ ‘อดีต’ มาสร้างความขัดแย้งกัน แต่ก็ตั้งข้อสังเกตว่า ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะคงความสัมพันธ์นี้ได้นานแค่ไหน

 

อนึ่ง เมืองคามาคุระที่ผลิตหมากล้อม เป็นเมืองพี่เมืองน้องของเมืองอันดง (Andong) บ้านเกิดของอีแจ-มยอง ซึ่งอยู่ในจังหวัดคยองซังเหนือ สถานที่จัด APEC 2025 อีกด้วย

 

พาดุกหรือโกะ จะชื่อไหน หมากล้อมก็รวมใจเอเชียตะวันออกไว้ด้วยกัน

 

อันที่จริง วัฒนธรรมการเล่นหมากล้อมเป็นสิ่งที่แพร่หลายในเอเชียตะวันออก และมีผู้นำจำนวนมากที่คลั่งไคล้งานอดิเรกนี้ เช่น สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน, มุนแจอิน อดีตผู้นำเกาหลีใต้ และ, นาโอโตะ คัง อดีตนายกฯ ญี่ปุ่น

 

และเชื่อหรือไม่ว่า หมากล้อมนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการทูตเชื่อมสัมพันธ์เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น โดยมีการจัดกิจกรรมการแข่งขันโกะระหว่างสมาชิกผู้แทนราษฎรทั้งสองประเทศ ตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา หากแต่ถูกระงับไปในปี 2004 เพราะความตึงเครียดทางการเมือง

 

อย่างไรก็ดี การทูตหมากล้อมกลับมาอีกครั้งในปี 2014 เพื่อรำลึกครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นส่งนาโอโตะเป็นตัวแทนประเทศ แข่งขันกับ อูยูชอล (Woo Yoo-chul) อดีต สส. พรรคแซนูรี (Saenuri)

 

ในเวลานั้น อูยูชอลให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า หมากล้อมก็เหมือนกับการทูตปิงปอง ที่สหรัฐอเมริกาและจีนใช้เป็นเครื่องมือสถาปนาทางการทูต และในการแข่งขันนี้ เกาหลีใต้หวังจะใช้หมากล้อมเป็นช่องทางสื่อสารความบาดหมางทางประวัติศาสตร์อย่างหญิงบำรุงขวัญ (Comfort Women) กับรัฐบาลของ ชินโซ อาเบะ

 

ขณะที่ในการแข่งขันนี้ นาโอโตะได้ทิ้งวาทะอมตะว่า ญี่ปุ่นได้เรียนรู้เกาหลีใต้มากมายจากประวัติศาสตร์อันยาวนาน แม้จะมีปัญหามากมาย แต่สุดท้าย ทั้งสองประเทศก็ได้พัฒนาร่วมกัน จนกลายเป็นประเทศที่ก้าวหน้าในเอเชีย

 

“ผมหวังว่า การต่อสู้ในกระดานโกะจะไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเข่นฆ่ากันเอง แต่มันคือบทสรุปที่ยิ่งใหญ่ให้เรายอมรับซึ่งกันและกัน” นาโอโตะกล่าว

 

อ้างอิง:

The post ทำไมผู้นำญี่ปุ่นให้เซ็ตหมากล้อมผู้นำเกาหลีใต้ มีความหมายอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวข้ามความขัดแย้ง ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้จับมือรับยุคใหม่ เน้นการทูตแบบโต้ตอบ เชื่อต้องร่วมมือมากกว่าในอดีต https://thestandard.co/japan-korea-move-beyond-conflict/ Fri, 31 Oct 2025 03:09:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1137855 ก้าวข้ามความขัดแย้ง ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้จับมือรับยุคใหม่ เน้นการทูตแบบโต้ตอบ เชื่อต้องร่วมมือมากกว่าในอดีต

อีแจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ พบ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นาย […]

The post ก้าวข้ามความขัดแย้ง ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้จับมือรับยุคใหม่ เน้นการทูตแบบโต้ตอบ เชื่อต้องร่วมมือมากกว่าในอดีต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวข้ามความขัดแย้ง ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้จับมือรับยุคใหม่ เน้นการทูตแบบโต้ตอบ เชื่อต้องร่วมมือมากกว่าในอดีต

อีแจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ พบ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นอกรอบการประชุม APEC 2025 เผย 2 ประเทศจะดำเนินการทูตแบบเน้นการโต้ตอบ (Shuttle Diplomacy) และเน้นย้ำความร่วมมือกันมากขึ้น ถือเป็นท่าทีก้าวข้ามความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์จากทางเกาหลีใต้

 

เมื่อวานนี้ (30 ตุลาคม) อีแจ-มยอง พบกับ ทาคาอิจิ นอกรอบการประชุม APEC 2025 เพื่อหารือแบบทวิภาคีกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตของ 2 ประเทศ โดยมีการตั้งข้อสังเกตจากสื่อว่า การหารือไม่ได้กล่าวถึงปมความขัดแย้งทางด้านประวัติศาสตร์ ซึ่งทำให้เกิดความตึงเครียดเหมือนในช่วงที่ผ่านมา แต่กลับเน้นย้ำว่า เกาหลีใต้และญี่ปุ่นต้องร่วมมือกันมากกว่าเดิม

 

อีแจ-มยองกล่าวว่า ขณะนี้ เป็นเวลาสำคัญที่ต้องเสริมสร้างความร่วมมือที่มุ่งเน้นอนาคตมากกว่าในอดีต โดยญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มีความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง ทั้งประสบการณ์และการทำงานร่วมกัน ซึ่งเขาเชื่อว่า 2 ประเทศจะทำงานร่วมกันได้ดี ทั้งการรับมือปัญหาภายในประเทศ และความขัดแย้งระหว่างประเทศด้วย

 

ทาคาอิจิเห็นด้วยกับอีแจ-มยองว่า ความร่วมมือทวิภาคีต้องเพิ่มยิ่งขึ้น ท่ามกลางบริบทการเมืองโลกปัจจุบัน โดยญี่ปุ่นจะใช้การทูตแบบโต้ตอบ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และเพิ่มพูนการสื่อสารกับเกาหลีใต้ ด้วยการส่งผู้นำระดับสูงไปเยือนประเทศคู่เจรจาบ่อยมากขึ้น

 

การเจรจาครั้งนี้ใช้เวลา 40 นาที โดย คังยูจอง (Kang Yoo-jung) โฆษกสำนักประธานาธิบดีเกาหลีใต้ระบุว่า อีแจ-มยองได้ให้ของที่ระลึกกับทาคาอิจิ คือ สาหร่ายแห้งและเครื่องสำอางเกาหลี ขณะที่ผู้นำญี่ปุ่นมอบเม็ดหินสำหรับเล่นหมากล้อม หรือโกะที่ผลิตในเมืองคามาคุระ เป็นของขวัญกับอีแจ-มยอง

 

เป็นไปได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้จะยิ่งดียิ่งขึ้น โดยทาคาอิจิระบุในหน้าสื่อว่า เธอต้องการสร้างความร่วมมือ และความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจได้กับผู้นำหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงเกาหลีใต้ ขณะที่อีแจ-มยองเป็นมีแนวทางฟื้นฟูความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น นับเป็นแนวทางแปลกใหม่สำหรับรัฐบาลเกาหลีใต้ ทั้งฝ่ายเสรีนิยมและอนุรักษนิยม

 

ในช่วงที่ผ่านมา ผู้นำฝ่ายเสรีนิยมในเกาหลีใต้มักวางท่าทีแข็งกร้าวต่อญี่ปุ่น โดยเฉพาะประเด็นทางประวัติศาสตร์ เช่น ขอให้ญี่ปุ่นออกมาขอโทษหรือจ่ายค่าชดเชยต่อกรณีแรงงานทาส และหญิงบำรุงขวัญ (Comfort Women) ในช่วงอาณานิคม หรือประณามการที่ผู้นำญี่ปุ่นไปเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ (Yasukuni Shrine) เพื่อสักการะทหารระดับสูงที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2

 

นอกจากนี้ เกาหลีใต้และญี่ปุ่นยังมีข้อพิพาททางด้านดินแดน อย่างการอ้างสิทธิเหนือเกาะด็อกโด (Dokdo) หรือทาเคชิมะ (Takeshima) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีในช่วงที่ผ่านมาไม่ราบรื่นนัก

 

ปัจจุบัน เกาหลีใต้และญี่ปุ่นทำสนธิสัญญาความมั่นคงไตรภาคีร่วมกับสหรัฐอเมริกา หรือ Camp David Principles เพื่อแบ่งปันข้อมูลข่าวกรอง เช่น ความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือ และเปิดช่องให้สามารถปกป้องประเทศคู่ภาคี หากมีภัยคุกคามต่ออีกฝ่าย

 

ภาพ: YONHAP NEWS AGENCY / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ก้าวข้ามความขัดแย้ง ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้จับมือรับยุคใหม่ เน้นการทูตแบบโต้ตอบ เชื่อต้องร่วมมือมากกว่าในอดีต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์เยือนญี่ปุ่นต่อ พบนายกฯ หญิงคนใหม่ คาดถกประเด็นความมั่นคง-แผนลงทุนในสหรัฐฯ 5.5 แสนล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/trump-meets-new-japan-pm/ Mon, 27 Oct 2025 05:06:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1135940 ทรัมป์ เยือน ญี่ปุ่น ต่อ พบนายกฯ หญิงคนใหม่ คาดถกประเด็นความมั่นคง-แผนลงทุนใน สหรัฐฯ 5.5 แสนล้านดอลลาร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา เยือนญี่ปุ่นเป็นเวลา 3 […]

The post ทรัมป์เยือนญี่ปุ่นต่อ พบนายกฯ หญิงคนใหม่ คาดถกประเด็นความมั่นคง-แผนลงทุนในสหรัฐฯ 5.5 แสนล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ เยือน ญี่ปุ่น ต่อ พบนายกฯ หญิงคนใหม่ คาดถกประเด็นความมั่นคง-แผนลงทุนใน สหรัฐฯ 5.5 แสนล้านดอลลาร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา เยือนญี่ปุ่นเป็นเวลา 3 วัน หลังเดินทางออกจากมาเลเซีย เตรียมพบกับ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่ โดยคาดว่า หารือเรื่องความมั่นคง การป้องกันประเทศ และการค้าเป็นประเด็นใหญ่

 

ทั้งนี้ ทรัมป์เดินทางออกจากมาเลเซียในช่วงเช้าวันนี้ (27 ตุลาคม) หลังเสร็จสิ้นภารกิจสำคัญอย่างเป็นการเป็นสักขีพยานการลงนามถ้อยแถลงผลการหารือฯ ไทย-กัมพูชา, การลงข้อตกลงการค้าแร่หายาก (Rare Earth) กับทั้งไทยและมาเลเซีย รวมถึงการเจรจากับ ลูลา ดา ซิลวา (Lula da Silva) ประธานาธิบดีบราซิล เพื่อลดความตึงเครียดจากการเผชิญหน้าในประเด็นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

 

ตามกำหนดการเบื้องต้น ทรัมป์จะเยือนญี่ปุ่นเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 27-29 ตุลาคมนี้ โดยจะพบทาคาอิจิ และสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ (Naruhito) รวมถึงไปเยือนฐานทัพอเมริกาในเมืองโยโกสุกะ (Yokosuka)

 

สำหรับประเด็นที่คาดว่าจะเป็นไฮไลต์สำคัญในการเจรจา คือ ความมั่นคงและการป้องกันประเทศ โดยในช่วงที่ผ่านมา ทาคาอิจิได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับทรัมป์ว่า การเสริมสร้างความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-สหรัฐฯ เป็นสิ่งที่เธอให้ความสำคัญในลำดับต้น โดยเน้นย้ำว่า สหรัฐฯ เป็นพันธมิตรที่ ‘ขาดไม่ได้’ สำหรับญี่ปุ่น

 

มีการวิเคราะห์ว่า กลยุทธ์ดังกล่าวของทาคาอิจิ เป็นการถ่วงดุลอำนาจจีน โดยล่าสุดในการประชุม ASEAN Summit 2025 ผู้นำญี่ปุ่นยังเน้นย้ำว่า ญี่ปุ่นและอาเซียนสามารถ ‘ทำอะไรได้มากกว่านี้’ เพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า เธอกำลังหมายถึงข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ที่สมาชิกอาเซียนหลายประเทศเป็นคู่กรณีกับจีน

 

ขณะที่ประเด็นการค้าคาดว่า จะเป็นกรณีญี่ปุ่นตอบรับข้อเสนอของทรัมป์ โดยจะลงทุนในโครงการของสหรัฐฯ 5.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มค่าใช้จ่ายมาตรการทางการทหาร และนำเข้าสินค้าจากอเมริกา เช่น รถยนต์ ถั่วเหลือง และก๊าซ เพื่อแลกกับมาตรการผ่อนปรนภาษีนำเข้า ซึ่งถูกมองว่า เป็นความท้าทายของทาคาอิจิที่ต้องจัดการให้ได้ ท่ามกลางปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

อนึ่ง ทรัมป์จะเยือนเกาหลีใต้เป็นประเทศสุดท้ายในทริปเอเชียครั้งนี้ ซึ่งอยู่นอกรอบการประชุม APEC 2025 โดยจะพบกับ สีจิ้นผิง ผู้นำจีน วันที่ 30 ตุลาคมนี้ ท่ามกลางกระแสคาดเดาว่า เขามีโอกาสพบกับ คิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ

 

ภาพ: Evelyn Hockstein / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์เยือนญี่ปุ่นต่อ พบนายกฯ หญิงคนใหม่ คาดถกประเด็นความมั่นคง-แผนลงทุนในสหรัฐฯ 5.5 แสนล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>