Sam Altman Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/sam-altman/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 11 Oct 2026 12:51:41 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ซีอีโอ Microsoft เตือนให้มอง AI เป็นภัยจากคนใน ต้องมี ‘เบรกฉุกเฉิน’ สั่งหยุดได้กลางคัน https://thestandard.co/microsoft-ceo-ai-emergency-brake/ Sun, 11 Oct 2026 12:32:30 +0000 https://thestandard.co/microsoft-ceo-ai-emergency-brake/ ภาพ สัตยา นาเดลลา ซีอีโอ Microsoft พร้อมโลโก้บริษัท

สัตยา นาเดลลา ประธานและซีอีโอของ Microsoft ออกมาเรียกร้ […]

The post ซีอีโอ Microsoft เตือนให้มอง AI เป็นภัยจากคนใน ต้องมี ‘เบรกฉุกเฉิน’ สั่งหยุดได้กลางคัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ สัตยา นาเดลลา ซีอีโอ Microsoft พร้อมโลโก้บริษัท

สัตยา นาเดลลา ประธานและซีอีโอของ Microsoft ออกมาเรียกร้องให้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขั้นสูงต้องถูกออกแบบให้มีการจำกัดขอบเขตการทำงาน มีระบบควบคุมที่เป็นอิสระ และมี ‘เบรกฉุกเฉิน’ ที่ให้ผู้มีอำนาจสั่งหยุดหรือปิดโมเดล AI ได้แม้อยู่ระหว่างทำงาน ผ่านโพสต์ยาวบนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม

 

 

“เราต้องตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่าโมเดลถูกเจาะระบบได้ และจำกัดขอบเขตของมันตั้งแต่แรก ให้คิดเหมือนเบรกฉุกเฉิน ผู้ที่ได้รับอนุญาตต้องสามารถสั่งหยุดหรือปิดโมเดลได้ทุกเมื่อแม้อยู่ระหว่างทำงาน” นาเดลลาระบุ

 

นาเดลลามองว่าบริษัทที่นำ AI ขั้นสูงไปใช้งานไม่ควรพึ่งแค่คำรับรองจากผู้พัฒนาโมเดล และควรมองโมเดล AI ที่ทรงพลังเหมือนภัยที่อาจมาจากคนในองค์กร เพราะแม้ AI จะไม่ได้มีเจตนาร้ายมาตั้งแต่ต้น แต่อะไรก็ตามที่เข้าถึงระบบสำคัญได้ ย่อมมีโอกาสถูกเจาะระบบหรือทำงานผิดพลาดได้

 

“เราต้องคุมโมเดล AI ที่ทำงานแบบคาดเดาไม่ได้ ด้วยระบบที่ทำงานตามกฎเกณฑ์ที่แน่นอน มีมนุษย์คอยกำกับ และมีขั้นตอนการทำงานที่เชื่อถือได้ รวมถึงต้องสร้างมาตรฐานของอุตสาหกรรมขึ้นมาในจุดที่มาตรฐานเดิมยังไม่เพียงพอ” นาเดลลาเขียน

 

เขาระบุด้วยว่า การมองโมเดล AI ล้ำสมัยทั้งแบบปิดและแบบเปิด (Open Weight) ให้เป็นความเสี่ยงจากคนใน คือวิธีหนึ่งในการสร้างระบบแบบนี้

 

ต้องแยกความฉลาดของ AI ออกจากอำนาจควบคุม

 

นาเดลลาเสนอว่าระบบ AI ควรออกแบบตามหลักการที่ทำให้มองเห็นและตรวจสอบการทำงานได้ ซึ่งประกอบด้วย การใช้โมเดลที่หลากหลาย การบันทึกสิ่งที่โมเดลทำในรูปแบบที่มนุษย์อ่านเข้าใจได้ การทดสอบระบบอย่างต่อเนื่อง การมีระบบควบคุมที่เป็นอิสระและตรวจสอบย้อนหลังได้ การจำกัดขอบเขตการทำงาน และการเปิดเผยเมื่อเกิดเหตุผิดพลาด

 

นอกจากนี้ บริษัทควรแจ้งผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็วเมื่อระบบ AI ทำงานล้มเหลวหรือถูกเจาะระบบ และควรแบ่งปันรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อให้บริษัทอื่นนำไปปรับปรุงการป้องกันของตัวเองได้

 

นาเดลลาย้ำว่าโมเดล AI ไม่ควรเข้าไปควบคุมระบบที่กำหนดว่าตัวเองเข้าถึงอะไรหรือทำอะไรได้บ้าง “ในตอนนี้หมายถึงการแยกตัวโมเดลออกจากระบบที่คอยสั่งงานโมเดล และแยกออกจากขอบเขตที่กำหนดว่าโมเดลทำอะไรได้ รวมถึงต้องย้ายการควบคุมและมาตรการป้องกันไปไว้ภายนอกโมเดล” เขาระบุ

 

นาเดลลาเสริมว่าโมเดลที่ล้ำหน้ามากขึ้นจะต้องใช้เทคโนโลยีควบคุมที่ล้ำหน้าขึ้นตาม ซึ่งอุตสาหกรรมต้องร่วมกันกำหนดเป็นมาตรฐาน

 

“เราไม่สามารถมอง Super Intelligence หรือ AI ที่ฉลาดเหนือมนุษย์ เป็นเพียงกล่องดำซ้อนกันหลายชั้น แล้วแค่เลือกว่าจะรับหรือปฏิเสธคำแนะนำ คำตอบ และการกระทำของมัน” นาเดลลาเขียน

 

“เราต้องสร้างระบบที่มองเห็นพฤติกรรมได้ ทดสอบขีดจำกัดได้ และควบคุมการกระทำได้เสมอ หรือพูดอีกอย่างคือ เราต้องแยกความฉลาดของ AI ออกจากอำนาจในการควบคุม AI” เขาระบุ

 

“ระบบ Super Intelligence ที่น่าไว้ใจที่สุด คือระบบที่ทำให้เราต้องไว้ใจตัวโมเดลน้อยที่สุด ส่วนระบบที่ใช้โมเดลที่เราไว้ใจมากที่สุดนั้นไม่ได้น่าไว้ใจที่สุด”

 

เหตุ AI ทำงานนอกเหนือคำสั่งเกิดขึ้นหลายครั้ง

 

ความเห็นของนาเดลลาเกิดขึ้นในช่วงที่ Anthropic และ OpenAI เปิดเผยเหตุการณ์ที่โมเดล AI ของตัวเองทำงานในแบบที่ไม่ได้ตั้งใจหลายครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่โมเดลของ Anthropic ส่งเบาะแสเท็จให้ตำรวจในคดีฆาตกรรม ไปจนถึงการแฮ็กเว็บไซต์ของบุคคลภายนอกหลายครั้ง

 

ในเดือนกรกฎาคม Anthropic ระบุว่าพบ 3 เหตุการณ์ที่โมเดล Claude เข้าถึงอินเทอร์เน็ตและเจาะระบบที่ไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่เมื่อเดือนกันยายน แอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ระบุว่า AI Agent หรือ AI ที่ทำงานแทนคนได้เองของ OpenAI ได้เจาะเว็บไซต์ของรัฐบาลออสเตรเลียเมื่อช่วงกลางปี

 

เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดความกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของ AI ล้ำสมัย และทำให้มีการพูดถึง Kill Switch หรือปุ่มปิด AI กันอีกครั้ง

 

ก่อนหน้านี้ผู้บริหารและนักวิจัยด้านเทคโนโลยีหลายคน เช่น บิล เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft, ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic, แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI และอีลอน มัสก์ ต่างออกมาเตือนว่ามาตรการความปลอดภัยของ AI ยังไม่เพียงพอ และเทคโนโลยีกำลังพัฒนาเร็วเกินไป

 

เมื่อเดือนกันยายน อาโมเดอีเขียนบล็อกเรียกร้องให้อุตสาหกรรมชะลอการพัฒนา AI ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนจากอัลต์แมนและมัสก์

 

ในเดือนเดียวกัน นักวิจัย AI รายหนึ่งลาออกจาก Anthropic และกล่าวหาว่าบริษัทรวมถึง OpenAI กำลัง “เอาชีวิตของพวกเรามาเดิมพัน” ต่อมาในวันเดียวกัน หัวหน้าทีม Alignment ของ Anthropic ซึ่งดูแลให้ AI ทำงานตามเจตนาของมนุษย์ ระบุว่ามีโอกาสมากกว่า 10% ที่ AI อาจ “ฆ่ามนุษย์ทั้งหมด” ภายในทศวรรษหน้า

 

ส่วน Microsoft เองก็ได้เผยแพร่แนวทางจำกัดการพัฒนาโมเดล AI ขั้นสูงสุดของบริษัทเมื่อวันที่ 14 กันยายน โดยกำหนดว่าโมเดล AI ต้องไม่มีสิทธิหรือสถานะบุคคลตามกฎหมาย ต้องไม่ถูกออกแบบให้หนีการควบคุมของมนุษย์หรือหลอกลวงผู้ใช้ และต้องไม่ทำงานที่ขัดกับหลักการที่ใช้กำกับตัวเอง

 

รัฐบาลทรัมป์เตือนบริษัท AI ต้องแจ้งทันทีเมื่อเกิดเหตุ

 

ที่ผ่านมาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปัดตกความเสี่ยงที่ AI จะทำให้มนุษย์สูญพันธุ์มาหลายครั้ง และเน้นย้ำว่าอุตสาหกรรม AI ของสหรัฐฯ ต้องนำหน้าจีน รัฐบาลทรัมป์จึงแทบไม่เข้าไปกำกับดูแลอุตสาหกรรมนี้

 

แต่ล่าสุดทรัมป์ได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจด้าน AI ขึ้นใหม่ นำโดย เจย์ เคลย์ตัน ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ เพื่อช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมและจัดการกับผู้ที่นำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด

 

เมื่อช่วงดึกของวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม หน่วยงานนี้ซึ่งใช้ชื่อว่า Super Intelligence Force ได้ออกแถลงการณ์เตือนผู้พัฒนา AI หลัง Anthropic เปิดเผยเหตุการณ์ถูกเจาะระบบ

 

“บริษัทต้องเปิดเผยเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโมเดลของตัวเองทันที และต้องรีบแก้ไขความเสียหายทั้งหมดอย่างเด็ดขาด การแจ้งล่าช้า การแก้ไขที่ไม่เพียงพอ และการไม่รับผิดชอบ จะไม่ได้รับการยอมรับ” แถลงการณ์ระบุ ทั้งนี้ หน่วยงานดังกล่าวยังไม่ได้ระบุว่าบริษัทที่ไม่ปฏิบัติตามจะต้องเจอผลอย่างไร

 

ขณะที่ในเดือนตุลาคม วุฒิสมาชิก จอช ฮอว์ลีย์ และ คริส เมอร์ฟี ได้ร่วมกันเสนอร่างกฎหมายจากทั้ง 2 พรรค ให้ผู้พัฒนาและผู้ให้บริการ AI Agent ต้องรับผิดชอบหากเกิดเหตุเจาะระบบ

 

ด้าน แอรอน เลวี ซีอีโอของ Box ตอบกลับโพสต์ของนาเดลลาว่า AI จะต้องเข้าสู่ ‘ยุค Zero Trust’ หรือยุคที่ไม่ไว้ใจอะไรไว้ก่อน

 

“ทั้งหมดนี้ทำให้ต้องมีการป้องกันหลายชั้น ต้องตรวจสอบได้ว่า AI กำลังทำอะไร ใช้ข้อมูลอะไรได้บ้าง และต้องมีระบบควบคุมเมื่อเกิดปัญหา ซึ่งเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของผู้ที่สร้างระบบเหล่านี้ให้กับองค์กรในตอนนี้” เลวีระบุ

 

ภาพ : FotoField / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ซีอีโอ Microsoft เตือนให้มอง AI เป็นภัยจากคนใน ต้องมี ‘เบรกฉุกเฉิน’ สั่งหยุดได้กลางคัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI กำลังทำให้เราโง่ลงหรือเปล่า? ทำไมนักวิจัยถึงกังวลว่า AI อาจเป็นภัยต่อสมองมากกว่าเทคโนโลยีทุกชนิดที่ผ่านมา https://thestandard.co/ai-making-us-dumber/ Tue, 29 Sep 2026 10:46:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1261553 ภาพสมองกำลังวิ่งและหลอดไฟ สัญลักษณ์ของความคิดสร้างสรรค์

AI กำลังทำให้คนโง่ลงหรือเปล่า?   ประเด็นสำคัญ &nbs […]

The post AI กำลังทำให้เราโง่ลงหรือเปล่า? ทำไมนักวิจัยถึงกังวลว่า AI อาจเป็นภัยต่อสมองมากกว่าเทคโนโลยีทุกชนิดที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสมองกำลังวิ่งและหลอดไฟ สัญลักษณ์ของความคิดสร้างสรรค์

AI กำลังทำให้คนโง่ลงหรือเปล่า?

 

 
 

คำถามนี้มักถูกตอบด้วยการเปรียบว่า AI ก็ไม่ต่างจากเครื่องคิดเลข ที่สมัยหนึ่งเคยมีคนกลัวว่าจะทำให้คนคิดเลขในใจไม่เป็น แต่สุดท้ายโลกก็ไม่ได้พังลง ซึ่งแม้แต่ แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ก็เคยใช้การเปรียบเทียบนี้

 

แต่ นาตาลิยา คอสมีนา นักวิจัยจาก MIT ผู้เขียนงานวิจัยเรื่อง AI กับการถดถอยของความคิดที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดชิ้นหนึ่ง มองว่านี่คือการเปรียบเทียบที่ผิดตั้งแต่ต้น

 

“คุณไม่ได้หลับไปแล้วตื่นมาพร้อมเครื่องคิดเลข และคุณไม่ได้คุยกับเครื่องคิดเลขเรื่องทุกอย่างที่อยู่ในหัว” เธอกล่าว

 

เธอเชื่อว่า AI อาจเป็นความเสี่ยงต่อสมองมากกว่าเทคโนโลยีทุกชนิดที่ผ่านมา เพราะธรรมชาติของมันต่างจากเครื่องมือทุกชนิดที่มนุษย์เคยใช้มาโดยสิ้นเชิง และถ้า AI แทรกเข้าไปในทุกส่วนของชีวิตอย่างที่บริษัทผู้พัฒนา AI ทำนายไว้ มันก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดของคนแน่นอน สิ่งที่ยังไม่มีใครรู้คือความเปลี่ยนแปลงนั้นจะถาวรแค่ไหน

 

ทุกยุคเคยกลัวเทคโนโลยีใหม่ แต่ AI ต่างจากเครื่องคิดเลขและ Google

 

ความกลัวว่านวัตกรรมจะทำให้สมองแย่ลงไม่ใช่เรื่องใหม่ โสกราตีส นักปรัชญากรีกโบราณ เคยกังวลว่าการเขียนหนังสือจะทำให้ความจำของคนเจือจางลง บางคนเคยทำนายว่าโทรเลขจะเป็นจุดจบของบทกวี ส่วนเครื่องคิดเลขก็เคยถูกมองว่าจะทำให้ทักษะคิดเลขในใจหายไป

 

ไม่มีความกลัวข้อไหนเกิดขึ้นจริงแบบหายนะ แต่ก็เกิดขึ้นจริงแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ได้มาจากเทคโนโลยีชิ้นใดชิ้นหนึ่ง หากมาจากความเปลี่ยนแปลงหลายระลอกที่สะสมกันมาหลายสิบปี ทั้งสมาร์ทโฟนที่แพร่หลาย, โรงเรียนที่ให้คะแนนง่ายขึ้น และโรงเรียนที่ได้งบประมาณไม่พอ

 

ปัจจุบันมีคนอ่านบทกวีไม่ถึง 10% ซึ่งห่างไกลจากยุครุ่งเรืองในศตวรรษที่ 19 ที่หนังสือบทกวียอดนิยมขายหมดเป็นประจำ ส่วนสัดส่วนนักเรียนเกรด 12 ในสหรัฐฯ ที่มีทักษะคณิตศาสตร์อย่างน้อยระดับพื้นฐาน ก็ลดลงเรื่อยมานับจากจุดสูงสุดในปี 2556

 

ภาพสมองกำลังวิ่งและหลอดไฟ สัญลักษณ์ของความคิดสร้างสรรค์ 1

 

ตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดคือยุค Google โดยปี 2554 นักวิจัยพบสิ่งที่เรียกกันว่า ‘Google effect’ คือถ้าคนรู้ว่าจะเปิดหาข้อมูลได้อีกตอนไหนก็ได้ พวกเขามักจำไม่ค่อยได้ว่าข้อมูลนั้นคืออะไร แต่จำได้แม่นว่าต้องไปหาที่ไหน นักวิจัยสรุปว่ามนุษย์กับคอมพิวเตอร์กำลังทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียว โดยสมองของเราเก็บข้อมูลเองน้อยลง แล้วหันมาจำแค่ทางไปหาข้อมูลแทน

 

ช่วงนั้นมีคนกังวลว่าการฝากความจำไว้กับ Google กำลังทำให้คนโง่ลง ถึงขั้นที่ The Atlantic เคยขึ้นปกด้วยคำถามนี้ ขณะที่อีกฝั่งมองว่า Google ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้เท่ากัน และทำให้เราเอาเวลาที่เคยหมดไปกับการค้นหนังสือในห้องสมุด มาใช้คิดเรื่องที่ลึกกว่าเดิม

 

ข้อถกเถียงเดิมเหล่านี้กำลังกลับมาอีกครั้งในยุค AI ทั้งเรื่องการพึ่งพาที่มากเกินไปจะทำให้ความอดทนในการคิดลดลง, ความคิดสร้างสรรค์ลดลง, ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ค่อยๆ หายไป และความสัมพันธ์กับผู้คนแย่ลง

 

แต่คราวนี้มีจุดต่างที่สำคัญ อดัม กรีน ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการด้านความคิดเชิงสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ อธิบายว่า AI เป็นเทคโนโลยีแรกที่ ‘คิดไอเดียแทนเรา’

 

“Google ช่วยให้ผมหาสิ่งที่ผมคิดจะหา แต่ AI คิดแทนว่าจะหาอะไร” เขากล่าว

 

พอเอา AI ออก คนที่เคยใช้กลับทำได้แย่กว่าคนที่ไม่เคยใช้เลย

 

หลักฐานที่หนักแน่นที่สุดจนถึงตอนนี้มาจากการทดลองที่ให้คนใช้ AI ช่วงหนึ่ง แล้วเอา AI ออกไปเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น

 

งานวิจัยของคอสมีนาที่ MIT พบว่าคนที่ใช้ AI ช่วยเขียนเรียงความ ทำผลงานได้แย่ลงเรื่อยๆ หากเทียบกับคนที่ใช้ Google หรือไม่ใช้เครื่องมืออะไรช่วยเลย

 

อีกการทดลองที่ให้ผลน่ากังวลกว่านั้นมาจากนักวิจัยของ Wharton School มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ที่ให้นักเรียนมัธยมปลายในตุรกี 1,000 คนใช้ติวเตอร์คณิตศาสตร์ที่เป็น AI โดยแบ่งเป็น 2 แบบ แบบแรกทำงานเหมือน ChatGPT ทั่วไป ส่วนแบบที่สองมีข้อจำกัดมากกว่า คือไม่ให้คำตอบตรงๆ แต่ให้คำใบ้แทน พร้อมข้อมูลที่ครูเตรียมไว้ เช่น เฉลยโจทย์ฝึกหัดและคำอธิบายจุดที่คนมักทำผิด

 

นักเรียนทั้งสองกลุ่มทำคะแนนได้ดีขึ้นตอนที่มี AI ช่วย แต่พอเอาเครื่องมือออก กลุ่มที่ใช้ AI แบบ ChatGPT ทั่วไปกลับทำได้แย่กว่ากลุ่มที่ไม่เคยใช้ AI เลยด้วยซ้ำ

 

ภาพสมองกำลังวิ่งและหลอดไฟ สัญลักษณ์ของความคิดสร้างสรรค์ 2

ภาพ : Jakub Porzycki/NurPhoto via Getty Images

 

เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับ GPS โดยงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ในปี 2563 พบว่ายิ่งคนพึ่ง GPS นานเท่าไร ‘ความจำเชิงพื้นที่’ ตอนที่ต้องหาทางเองโดยไม่มี GPS ก็ยิ่งแย่ลง และพอนักวิจัยกลับไปติดตามกลุ่มตัวอย่างเล็กๆ อีกครั้งในอีก 3 ปีต่อมา ก็พบว่าคนที่ใช้ GPS มากขึ้น มีความจำเชิงพื้นที่ถดถอยหนักขึ้นไปอีก

 

ที่สำคัญคือคนที่เรียนจบและผ่านช่วงต้นของการทำงานมาก่อนยุค AI ก็ไม่ได้ปลอดภัย เพราะความคิดสร้างสรรค์และทักษะการคิดต้องฝึกอย่างต่อเนื่อง

 

นักบินก็เป็นอีกกลุ่มที่เจอเรื่องนี้ โดยงานวิจัยในปี 2514 พบว่านักบินที่ไม่ได้บินนาน 4 เดือน ยังรักษาทักษะที่ใช้มือกับตาได้ดี เช่น การกวาดตาดูหน้าปัดและการบังคับเครื่อง แต่ ‘ทักษะการคิด’ กลับถดถอยลงในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งการจำขั้นตอนที่ต้องทำ, การนึกภาพว่าเครื่องบินอยู่ตรงไหน และการคำนวณในใจ

 

สิ่งที่นักวิจัยกังวลมากกว่านั้นคือคนรุ่นใหม่ที่อาจไม่เคยได้ฝึกทักษะเหล่านี้ตั้งแต่แรก ไมเคิล แกร์ลิช หัวหน้าศูนย์มองการณ์ไกลเชิงกลยุทธ์องค์กรและความยั่งยืนจาก Swiss Business School ระบุว่ามีความเสี่ยงสูงที่คนรุ่นใหม่จะพัฒนาการคิดเชิงวิพากษ์ไม่ได้ เพราะความสะดวกที่มี AI คอยคิดแทน

 

ความต่างนี้ปรากฏในโลกของการทำงานด้วย เพราะคนที่เขียนโค้ดมาหลายสิบปีแล้วค่อยมาใช้ AI ช่วยต่อยอดงาน ย่อมต่างจากคนที่เรียนรู้แค่ ‘vibe code’ หรือการเขียนโปรแกรมด้วยการสั่ง AI ให้ทำ โดยไม่ได้เข้าใจโค้ดที่ได้ออกมาจริงๆ

 

ใช้ AI แค่ 10 นาที คนก็ยอมแพ้โจทย์ยากง่ายขึ้น

 

อีกด้านที่น่ากังวลคือ AI อาจทำให้คนอดทนกับความยากน้อยลง

 

งานวิจัยที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญฉบับหนึ่งซึ่งออกมาในเดือนเมษายน 2569 ให้ผู้เข้าร่วมทำโจทย์เศษส่วน 15 ข้อ โดยกลุ่มหนึ่งมีผู้ช่วย AI ที่ให้คำตอบได้แทบทันทีสำหรับ 12 ข้อแรก แต่ต้องทำ 3 ข้อสุดท้ายเอง ส่วนอีกกลุ่มไม่มี AI ช่วยเลยตลอดทั้ง 15 ข้อ

 

ผลคือกลุ่มที่มี AI ทำ 12 ข้อแรกได้ดีกว่า แต่พอถึง 3 ข้อสุดท้ายที่ต้องทำเอง กลับตอบถูกน้อยกว่าและ ‘ข้ามโจทย์’ มากกว่ากลุ่มที่ไม่เคยใช้ AI ซึ่งนักวิจัยตีความว่าคนที่ใช้ AI ‘ไม่ค่อยอดทนสู้กับความยาก’ และความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังใช้ AI ช่วยแค่ราว 10 นาทีเท่านั้น

 

ทีมวิจัยอธิบายว่าพี่เลี้ยงหรือคู่คิดที่ดีไม่ได้แค่ตอบคำถาม แต่จะค่อยๆ ประคองการเรียนรู้, ติดตามความก้าวหน้า และให้ความสำคัญกับการเติบโตของอีกฝ่ายมากกว่าผลเฉพาะหน้า ขณะที่ระบบ AI ทุกวันนี้เป็นผู้ร่วมงานที่ ‘มองแค่ระยะสั้น’ เพราะถูกออกแบบมาให้ตอบทันทีและครบถ้วน โดยไม่เคยปฏิเสธ

 

อย่างไรก็ตาม เกรซ หลิว นักศึกษาปริญญาเอกด้าน Machine Learning จากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ผู้เขียนงานวิจัยชิ้นนี้ ย้ำว่ายังไม่รู้ว่าผลจากงานวิจัยเล็กๆ นี้บอกอะไรได้บ้างเกี่ยวกับสมองของคนที่ใช้ AI มากๆ เป็นเวลานาน

 

“การใช้ 10 นาทีไม่ได้ทำให้สมองหรือความคิดถดถอยในระยะยาวแน่นอน” เธอกล่าว พร้อมบอกว่าคำถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าใช้ซ้ำๆ เป็นเวลานาน ต้องอาศัยการวิจัยที่ติดตามคนกลุ่มเดิมต่อเนื่องหลายปีถึงจะตอบได้

 

อีกเรื่องที่ถูกจับตาคือความคิดสร้างสรรค์ โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์วิเคราะห์เรียงความสมัครเข้ามหาวิทยาลัยกว่า 370,000 ฉบับ ทั้งก่อนและหลังที่ ChatGPT ได้รับความนิยม

 

ผลที่ได้แบ่งเป็นสองด้าน เรียงความที่มนุษย์เขียนเองมี ‘ไอเดียใหม่’ มากกว่า ส่วนเรียงความที่ใช้ AI ช่วยมีการใช้ภาษาที่แปลกใหม่มากกว่า แปลว่า AI อาจทำให้ภาษาในเรียงความแต่ละชิ้นดูสร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้ามองทั้งกลุ่ม การใช้ AI กลับทำให้ความคิดสร้างสรรค์โดยรวมลดลง

 

จากการบ้านสู่การให้ AI ตัดสินใจเรื่องชีวิตแทน

 

การพึ่งพา AI ไม่ได้หยุดอยู่แค่การบ้านหรืองาน เพราะบน TikTok และ Substack มีคนจำนวนมากเล่าว่าตัวเองพึ่ง AI จนใช้มันตัดสินใจเรื่องพื้นฐานในชีวิต ตั้งแต่จะกินอะไร, ใส่ชุดไหน, เรียบเรียงข้อความถึงเพื่อนยังไง ไปจนถึงจะรับมือกับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษอย่างไร

 

แคโรลิน ยู อดีตวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ทำงานในสายเทคโนโลยีมา 9 ปีจนถึงกลางปี 2567 เป็นหนึ่งในนั้น เธอใช้เวลาหลายเดือนคิดไม่ตกว่าจะลาออกจากสายงานนี้ดีหรือไม่ จนหันไปพึ่ง Claude แชตบอตของ Anthropic

 

ภาพสมองกำลังวิ่งและหลอดไฟ สัญลักษณ์ของความคิดสร้างสรรค์ 3

 

เธอใช้เวลาวันละ 2-3 ชั่วโมงให้แชตบอตวาดภาพอนาคตของตัวเองในหลายแบบ และเล่าว่าเธอคอยกลับไปหา ‘คำยืนยัน’ จาก AI อยู่ตลอดว่านี่เป็นทางเลือกที่ดีหรือไม่ ทุกครั้งที่คุยกับใครแล้วรู้สึกไม่แน่ใจ เธอก็จะกลับไปถามมันอีก

 

โดมินิก ฟริสบี นักเขียนด้านการเงินและนักแสดงตลก เล่าในบทความบน Substack ชื่อ ‘I’ve Outsourced My Judgement to AI. So Has Everyone Else’ หรือฉันยกการตัดสินใจให้ AI ไปแล้ว และทุกคนก็ทำแบบเดียวกัน ว่าเขาอัปโหลดแชต WhatsApp ทั้งหมดกับอดีตคนรักขึ้นไปขอคำแนะนำ เพราะติดอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษซึ่งหลุดออกมาไม่ได้แม้จะแยกทางกันแล้ว สุดท้ายคำอธิบายของแชตบอตเรื่องความสัมพันธ์และบุคลิกของทั้งคู่ ทำให้เขามองเห็นทางที่จะก้าวต่อไปได้

 

บางแอปถึงขั้นทำธุรกิจจากความลังเลของคน อย่าง Moot แอปที่เปิดตัวช่วงต้นปีนี้ ซึ่งให้ผู้ใช้ตั้งคำถาม แล้วให้ AI หลายบุคลิกถกเถียงกัน ก่อนโหวตเลือกทางที่ดีที่สุดให้

 

คอร์เนเลีย วอลเทอร์ นักวิจัยอาวุโสด้าน AI เพื่อสังคมจาก Wharton ให้ความเห็นว่าเราอยากเชื่อว่าตัวเองมีพลังมากขึ้นเพราะเครื่องมือ AI แต่ความจริงคือเรากำลังยกพลังของตัวเองให้มันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเธอมองว่าตอนนี้คนเกือบจะถึงขั้นพึ่งพา AI แล้ว และอีกไม่นานอาจกลายเป็น ‘การเสพติดเต็มรูปแบบ’

 

นักวิจัยของ Wharton ตั้งชื่อปรากฏการณ์นี้ว่า ‘cognitive surrender’ หรือการยอมจำนนทางความคิด ซึ่งหมายถึงการที่ผู้ใช้เปลี่ยนจากการมอง AI เป็นเครื่องมือ ไปเป็นผู้มีอำนาจตัดสิน จนรับคำตอบมาโดยไม่ได้ประเมินเอง ขณะที่ สตีเวน ชอว์ นักวิจัยหลังปริญญาเอกด้านการตลาดของ Wharton เตือนว่าคนอาจกลายเป็น ‘ผู้ตามความคิดที่ตัวเองไม่ได้คิด’ คือรับไอเดียที่ AI สร้างขึ้นมาใช้ โดยไม่ได้ย่อยมันเองอย่างเต็มที่

 

ด้าน จอห์น นอสตา ผู้ก่อตั้งกลุ่มวิจัยนวัตกรรม NostaLab เรียกสิ่งนี้ว่า ‘ความสัมพันธ์แบบพึ่งพาทางความคิด’ ซึ่งทำให้คนทำงานได้มากขึ้นในระยะสั้น แต่ค่อยๆ สูญเสียทักษะที่เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ไปอย่างเงียบๆ ส่วน วิเวียน หมิง นักประสาทวิทยาเชิงทฤษฎีและผู้ก่อตั้ง Socos Labs สรุปสั้นๆ ว่านี่คือกรณีคลาสสิกของ ‘ไม่ใช้ก็เสื่อม’

 

แล้วทำไม AI ถึงดึงคนเข้าไปได้ง่ายขนาดนี้ คำตอบคือ AI ไม่เหนื่อย ไม่หงุดหงิด และไม่อึดอัด มันตอบทันทีและส่งคำปลอบใจกลับมาได้ในไม่กี่วินาที จนกลายเป็นทางเลือกที่น่าดึงดูดกว่าการคุยกับเพื่อนหรือคนรัก

 

โจแอนนา สเติร์น นักวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยีจาก NBC ผู้เขียนหนังสือ ‘I Am Not a Robot’ ซึ่งทดลองใช้ AI ทั้งในงานและชีวิตส่วนตัวมาตลอด 1 ปี บอกว่าสิ่งที่ทำให้อึดอัดที่สุดคือการได้เห็นความสัมพันธ์ที่คนมีกับคอมพิวเตอร์ได้ แม้แต่คนที่ดูปรับตัวได้ดีก็อาจ ‘ถูกดูดเข้าไป’ อย่างหนัก

 

อานัต เพอร์รี นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เตือนว่าระบบ AI ที่ถูกออกแบบมาให้เอาใจผู้ใช้ จะกัดกร่อนกลไกที่เราใช้เรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกับคนอื่น และนานเข้าอาจทำให้คนคาดหวังว่าคำติชมควรนุ่มนวลแบบที่ AI ให้ จนคำตอบตรงๆ จากมนุษย์ดูรุนแรงเกินไป

 

ภาพสมองกำลังวิ่งและหลอดไฟ สัญลักษณ์ของความคิดสร้างสรรค์ 4

 

หลักฐานยังน้อยเกินจะฟันธง แต่ผู้เชี่ยวชาญเริ่มระวังตัวเองแล้ว

 

ต้องย้ำว่ายังเร็วเกินไปที่จะมีข้อมูลที่หนักแน่นพอว่า AI ส่งผลสะสมต่อสมองอย่างไรในระยะยาว งานวิจัยที่ตีพิมพ์ออกมาจนถึงตอนนี้ยังมีขนาดเล็ก และหลายชิ้นยังไม่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญทุกคนจึงย้ำตรงกันว่าต้องมีการวิจัยที่มากขึ้นและยาวนานกว่านี้

 

ประสบการณ์จากยุค Google ก็บอกเราได้ว่าการมองโลกในแง่ดีอาจผิดได้เช่นกัน เพราะแม้ในตอนนั้นจะมีคนเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตจะทำให้เราฉลาดขึ้นและมีเวลาคิดเรื่องลึกๆ มากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือเส้นแบ่งระหว่างงานกับบ้านเลือนลางลง และคนจำนวนมากทำงานนานขึ้น

 

คะแนน IQ ของคนเคยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 3 จุดทุก 10 ปีตลอดศตวรรษที่ 20 แต่ระหว่างปี 2549-2561 คนกลับทำคะแนนได้ต่ำลงในหลายหมวด โดยกลุ่มที่ลดลงหนักที่สุดคือคนอายุ 18-22 ปี ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ ‘โตมากับโลกดิจิทัล’ มากที่สุดในกลุ่มตัวอย่าง

 

สมาธิของคนก็สั้นลงเช่นกัน จากการสลับไปมาระหว่างเนื้อหาออนไลน์หลายอย่าง แต่นักวิจัยมองว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงของ ‘นิสัย’ มากกว่าระบบประสาท แปลว่าเราฝึกตัวเองให้จดจ่อได้นานขึ้นอีกครั้งได้ แต่อาจต้องเริ่มจากการเอาสิ่งรบกวนที่ฝังอยู่ในชีวิตออกไปก่อน

 

ขณะที่เรายังอยู่กลางการทดลองนี้ ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนก็เลือกวิธีรับมือของตัวเอง คอสมีนาบอกว่าเธอ ‘ภูมิใจ’ ที่ไม่ใช้ AI ในชีวิตส่วนตัว และใช้เครื่องมือ AI ที่เธอสร้างเฉพาะกับงานวิจัยเท่านั้น พร้อมย้ำว่าทักษะทุกอย่างที่มนุษย์ได้มาต้องคอยรักษาและฝึกซ้ำอยู่เสมอ แม้แต่คนที่เขียนเก่ง, เขียนโค้ดเป็น หรือคิดเลขซับซ้อนได้ ก็สูญเสียความสามารถนั้นไปได้ถ้าไม่ได้ใช้นานๆ

 

หลิวจากคาร์เนกีเมลลอนมองว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการตระหนักรู้ว่า AI ส่งผลต่อความคิดอย่างไร เพื่อให้เราเลือกได้เองว่าทักษะไหนอยากรักษาไว้ทำเอง และทักษะไหนยอมยกให้ AI ทำแทนได้

 

ส่วนกรีนจากจอร์จทาวน์เลือกที่จะให้ความสำคัญกับ ‘หน้ากระดาษเปล่า’ เพราะสิ่งที่เขากังวลที่สุดคือความคิดสร้างสรรค์ที่ต้องพัฒนาผ่านการฝึกฝน “ไม่เคยมีเครื่องมือไหนมาก่อนที่เปิดโอกาสให้เราปล่อยให้มันคิดแทน” เขากล่าว

 

สำหรับแคโรลิน ยู การถอยออกมาจาก AI หมายถึงการฝึกอยู่กับความไม่แน่นอนใหม่อีกครั้ง แทนที่จะรีบคว้าคำตอบทันที โดยเธอหันไปพึ่งสมุดบันทึก, การนั่งสมาธิ, กลุ่มเขียนหนังสือ และการคุยกับคนจริงๆ มากขึ้น “จุดประสงค์ทั้งหมดคือการได้อยู่กับความไม่แน่นอนของตัวเอง และตัดสินใจด้วยตัวเราเอง นั่นเป็นทางเดียวที่จะรู้สึกว่าเรายืนหยัดกับทางเลือกของตัวเองได้จริงๆ” เธอกล่าว

 

แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่มองแบบนั้น ฟริสบีในวัย 56 ปีเขียนไว้ว่าเขาพอแล้วกับการตัดสินใจผิดๆ เพราะทำผิดมามากพอสำหรับชีวิตหนึ่งแล้ว และตอนนี้แค่อยากเลือกทางที่ดีที่สุด เพื่อให้อีก 30-40 ปีข้างหน้าหรือเท่าที่เหลืออยู่เป็นช่วงเวลาที่ดีจริงๆ

 

สิ่งที่พอบอกได้ในตอนนี้จึงยังไม่ใช่คำตอบว่า AI ทำให้คนโง่ลงหรือไม่ แต่เป็นความท้าทายถัดไปที่ทุกคนต้องเจอ คือการรักษา ‘ความคิดสร้างสรรค์, การคิดเชิงวิพากษ์ และความอดทนต่อความยาก’ เอาไว้ ควบคู่ไปกับการใช้ AI

 

ภาพปก: SvetaZi / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post AI กำลังทำให้เราโง่ลงหรือเปล่า? ทำไมนักวิจัยถึงกังวลว่า AI อาจเป็นภัยต่อสมองมากกว่าเทคโนโลยีทุกชนิดที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าพ่อ AI ขึ้นเวที UNSC เตือนความเสี่ยงต่อมนุษยชาติ เรียกร้องโลกสร้างกติการ่วมกัน แต่สหรัฐฯ ปฏิเสธ https://thestandard.co/ai-regulation-un-us-reject/ Fri, 25 Sep 2026 06:57:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1259300 ผู้บริหาร AI กล่าวบนเวทีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ผู้บริหารบริษัท AI รายใหญ่ของโลก ทั้ง OpenAI, Anthropic […]

The post เจ้าพ่อ AI ขึ้นเวที UNSC เตือนความเสี่ยงต่อมนุษยชาติ เรียกร้องโลกสร้างกติการ่วมกัน แต่สหรัฐฯ ปฏิเสธ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหาร AI กล่าวบนเวทีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ผู้บริหารบริษัท AI รายใหญ่ของโลก ทั้ง OpenAI, Anthropic และ Hugging Face ขึ้นกล่าวต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council: UNSC) เมื่อวันที่ 23 กันยายน โดยเตือนถึงความเสี่ยงจาก AI ที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนอาจพัฒนาไปไกลเกินกว่าที่มนุษย์จะควบคุมได้

 

 
 

การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างสัปดาห์การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งที่ 81 (UNGA81) ในนครนิวยอร์ก หลังในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน AI หลายรายเริ่มออกมาเรียกร้องให้อุตสาหกรรมลดความเร็วในการพัฒนาโมเดล เพื่อขอเวลาพัฒนา ‘มาตรการด้านความปลอดภัย’ ตามทันความสามารถของเทคโนโลยี

 

อย่างไรก็ตาม การหารือบนเวที UNSC ครั้งนี้ขยับไปไกลกว่าประเด็นว่า บริษัท AI ควรชะลอการพัฒนาหรือไม่ เมื่อผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำเรียกร้องให้รัฐบาลและนานาประเทศเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดกติกามากขึ้น ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันว่า ไม่สนับสนุนการสร้างระบบกำกับดูแล AI แบบรวมศูนย์ในระดับโลก

 

อนาคต AI ไม่ควรถูกตัดสินโดยบริษัทเทคโนโลยี แต่รัฐบาลต้องมีส่วนร่วม

 

แซม อัลต์แมน (Sam Altman) CEO OpenAI กล่าวต่อ UNSC ว่า การมีอยู่ของ AI กำลังสร้างทางแพร่งครั้งใหม่ให้กับโลกระหว่าง ‘การอยู่ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการครั้งใหม่’ หรือ ‘การปฏิวัติอุตสาหกรรมอันไร้ระเบียบและปั่นป่วน’

 

อัลต์แมนยอมรับว่า AI สามารถเพิ่มผลิตภาพ ช่วยแพทย์ดูแลผู้ป่วย หรือเสริมศักยภาพให้กับผู้ประกอบการได้ แต่ในเวลาเดียวกัน เทคโนโลยีดังกล่าวก็มีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด รวมถึงความเป็นไปได้ที่มนุษย์อาจสูญเสียการควบคุมอนาคตของเทคโนโลยีดังกล่าว

 

เขาเสนอว่า โลกไม่ควรมอง AI แบบสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะความเชื่อว่า เทคโนโลยีจะสร้างประโยชน์โดยไร้ความเสี่ยง หรือ AI จะนำไปสู่หายนะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่การพัฒนา AI ต้องทำควบคู่ไปกับมาตรการด้านความปลอดภัย โดยต้องทำให้มนุษย์สามารถควบคุมระบบ และนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ถูกต้อง

 

อย่างไรก็ตาม ประโยคที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ การที่อัลต์แมนพูดถึงอำนาจการตัดสินใจของเทคโนโลยีดังกล่าวว่า หาก AI เป็นประชาธิปไตย การตัดสินใจที่สำคัญก็ต้องผ่านกระบวนการประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่ห้องแล็บ โดยที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อประชาชน

 

ท่าทีดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอของอัลต์แมนในช่วงก่อนหน้านี้ หลังเขาออกมาสนับสนุนแนวคิดให้บริษัท AI ลดความเร็วในการพัฒนาโมเดลแนวหน้า หากคู่แข่งยอมดำเนินการพร้อมกัน เพื่อเปิดเวลาสำหรับการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรม

 

AI อาจเป็นความเสี่ยงต่อมนุษยชาติทั้งหมด

 

ด้าน ดาริโอ อโมเดอี (Dario Amodei) CEO Anthropic ใช้ถ้อยคำที่ตรงไปตรงมา โดยย้ำต่อ UNSC ว่า หาก AI ถูกจัดการอย่างไม่เหมาะสม ก็อาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อมนุษยชาติโดยรวมได้

 

อโมเดอีมองว่า ปัญหาของ AI ไม่ได้มีเพียงความเสี่ยงจากการที่มนุษย์นำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่เป็นอันตราย แต่ยังรวมถึงสถานการณ์ที่ระบบ AI มีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนนักพัฒนาอาจไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของระบบได้อย่างสมบูรณ์

 

CEO Anthropic ยังเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ วางความขัดแย้งทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์บางส่วนไว้ก่อน เพื่อร่วมกันรับมือทั้งโอกาสและภัยคุกคามจาก AI โดยย้ำว่า ไม่มีผู้นำคนไหน บริษัทหรือประเทศใดๆ สามารถจัดการเรื่องนี้ได้เพียงลำพัง

 

อโมเดอียังเสนอต่อ UNSC ว่า นานาชาติควรสร้างกติการะหว่างประเทศในการใช้ AI เช่น ห้ามใช้พัฒนาอาวุธชีวภาพ ไปจนถึงสร้างมาตรฐานร่วมกันในการทดสอบโมเดล เพื่อป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีพัฒนาไปไกลกว่าความสามารถของมนุษย์

 

ถูก AI โจมตี ก็ต้องใช้ AI ป้องกันตัวเอง

 

ส่วน เคลม็องต์ เดอล็องก์ (Clément Delangue) CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Hugging Face ยกอีกด้านหนึ่งของความเสี่ยงจาก AI ขึ้นมาพูด คือ การใช้ AI ในการโจมตีและป้องกันระบบไซเบอร์

 

เดอล็องก์เปิดเผยว่า Hugging Face เคยถูก AI agents ของ OpenAI เจาะเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานของบริษัท หลังระบบดังกล่าวหลุดออกจากสภาพแวดล้อมที่ใช้สำหรับการทดสอบ

 

แต่เขากลับเน้นย้ำว่า บริษัทก็จำเป็นต้องใช้ AI เพื่อป้องกันตัวเองเช่นกัน โดยระบุว่า Hugging Face ใช้โมเดล AI จากจีนช่วยรับมือการโจมตีดังกล่าว เพราะมีข้อจำกัดในการใช้งานน้อยกว่าเครื่องมือของสหรัฐฯ ที่มีความสามารถใกล้เคียงกัน

 

“เราถูก AI โจมตี แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เราป้องกันตัวเองด้วย AI” เขากล่าวต่อ UNSC

 

อนึ่ง มีการมองว่า เดอล็องก์กำลังสะท้อนโจทย์การกำกับควบคุม AI หลังมีข้อจำกัดเข้มงวดกับโมเดลมากเกินไป ทำให้ฝ่ายป้องกันไม่สามารถเข้าเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการรับมือได้อย่างเพียงพอ

 

อันตรายจาก AI ไม่รู้จักพรมแดน เตือนต้องถูกคุมเหมือนนิวเคลียร์

 

โยชัว เบงจิโอ (Yoshua Bengio) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวแคนาดา หนึ่งในผู้บุกเบิก Deep Learning และประธานร่วม Independent International Scientific Panel on AI ของ UN เตือนว่า ความเสี่ยงของ AI ต่อมนุษยชาติ กำลังใกล้เกิดขึ้นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ

 

เบงจิโอมองว่า UNSC กำลังเผชิญภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่มีประเทศสมาชิกใดต้องการให้เกิด ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือได้เพียงลำพัง และเป็นภัยที่ไม่เคารพพรมแดนระหว่างประเทศ

 

นักวิทยาศาสตร์ชาวแคนาดาชี้ว่า พฤติกรรมการโจมตีของ AI มีหลักฐานรองรับและผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญอิสระ พร้อมระบุความเสี่ยงสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

 

  • การถูกนำไปใช้สร้างความเสียหายร้ายแรง เช่น กลุ่มก่อการร้าย
  • การกระจุกตัว AI ไว้กับบริษัทหรือประเทศเพียงไม่กี่แห่ง
  • ความเป็นไปได้ที่มนุษย์จะสูญเสียการควบคุมระบบ AI

 

เขายังโต้แย้งแนวคิดว่า บริษัท AI ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเร่งแข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยี โดยระบุว่า การแข่งขันดังกล่าวไม่ใช่กฎของธรรมชาติ แต่เป็นผลจากการตัดสินใจของบริษัทเอง ขณะที่รัฐบาลก็ไม่ควรยอมรับคำอธิบายว่า บริษัทจำเป็นต้องเดินหน้าพัฒนา AI ต่อ เพราะกลัวคู่แข่งนำหน้า

 

เบงจิโอยังเสนอว่า AI ระดับแนวหน้า ควรถูกกำกับในลักษณะเดียวกับเทคโนโลยีสำคัญอย่างการแพทย์ การบิน หรือพลังงานนิวเคลียร์ โดยผู้พัฒนาต้องพิสูจน์ต่อผู้เชี่ยวชาญอิสระว่า ระบบมีความปลอดภัยก่อนนำออกใช้งาน รวมถึงต้องรายงานเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย ไปจนถึงต้องมีระบบใบอนุญาตและประกันความรับผิดสำหรับผู้พัฒนา AI

 

CEO เรียกร้องกติกา แต่สหรัฐฯ ปฏิเสธระบบควบคุม AI ระดับโลก

 

แม้ผู้นำบริษัท AI จะเรียกร้องความร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้น แต่รัฐบาลต่างๆ ยังไม่มีฉันทามติว่า การกำกับดูแลดังกล่าวควรมีหน้าตาอย่างไร โดย 1 วันก่อนการประชุม UNSC

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวต่อผู้นำโลกบนเวที UNGA ว่า สหรัฐฯ จะไม่สร้างระบบควบคุม AI ระดับโลก

 

ทรัมป์ยังเสนอให้เปลี่ยนชื่อเต็มของ AI จากปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เป็นคำว่า Super Intelligence (SI) หรือปัญญาเหนือมนุษย์แทน พร้อมย้ำว่า ชื่อนี้ทำให้ AI ฟังดูเหมือนของปลอม ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญออกมาต่อต้านว่า คำดังกล่าวมีความหมายเฉพาะ ซึ่งใช้เรียก AI ขั้นสูง

 

นอกจากนี้ ไมเคิล แครตซิออส (Michael Kratsios) ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของทำเนียบขาว ย้ำจุดยืนดังกล่าวต่อ UNSC ว่า โลกไม่สามารถกำกับเทคโนโลยีที่มนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้ พร้อมเสนอว่า UN และองค์การระหว่างประเทศ ควรให้ความสำคัญกับการสร้างขีดความสามารถ AI มากกว่าสร้างระบบกำกับดูแล

 

ขณะที่ทางการจีนมีท่าทีที่แตกต่างกันออกไป โดย ฝู่ ชง (Fu Cong) เอกอัครราชทูตจีนประจำ UN เรียกร้องให้มีมาตรการรับมือ AI เช่น การปรับปรุงกรอบกำกับดูแล ระบบรับมือเหตุฉุกเฉิน และความร่วมมือข้ามพรมแดน พร้อมระบุว่า ประชาคมระหว่างประเทศควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาและความมั่นคง เพื่อให้ AI ถูกพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ

 

ภาพ: Brendan McDermid / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post เจ้าพ่อ AI ขึ้นเวที UNSC เตือนความเสี่ยงต่อมนุษยชาติ เรียกร้องโลกสร้างกติการ่วมกัน แต่สหรัฐฯ ปฏิเสธ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์เตรียมจัดตั้ง ‘กองกำลัง AI’ และ ‘ผู้นำสูงสุดด้าน AI’ คืออะไร มีบทบาทอย่างไร https://thestandard.co/trump-ai-force-ai-czar/ Sun, 20 Sep 2026 07:32:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1257259 ภาพโดนัลด์ ทรัมป์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศเตรียมจัด […]

The post ทรัมป์เตรียมจัดตั้ง ‘กองกำลัง AI’ และ ‘ผู้นำสูงสุดด้าน AI’ คืออะไร มีบทบาทอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโดนัลด์ ทรัมป์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศเตรียมจัดตั้ง ‘กองกำลังเอไอ’ (AI Force) และแต่งตั้ง ผู้นำสูงสุดด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Czar) เพื่อผลักดันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและรักษาความได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่างจีน

 

 

ทรัมป์มองว่า AI เป็นเสมือนการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคใหม่หรืออินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจสร้างมูลค่าได้สูงถึง 25% ของ GDP สหรัฐฯ และเป็นหัวใจสำคัญในการแย่งชิงความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจกับจีน

 

ส่วนจุดยืนต่อเรื่องการกำกับดูแลด้าน AI นั้น ทรัมป์มองว่า คำเตือนเรื่องความอันตรายของ AI เป็นเรื่อง ‘ลวงโลก’ (Hoax) และเน้นย้ำว่า จะไม่ออกกฎระเบียบใหม่มาขัดขวางการเติบโตของอุตสาหกรรม โดยตั้งใจจะใช้ระบบยุติธรรมทางแพ่งและอาญาที่มีอยู่เดิม ในการลงโทษผู้ที่นำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด

 

AI Force คืออะไร

 

ทรัมป์เสนอให้จัดตั้ง ‘กองกำลังเอไอ’ (AI Force) ขึ้น โดยอ้างอิงถึงความสำเร็จของการตั้ง ‘กองกำลังอวกาศ’ (Space Force) ในวาระแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

เบื้องต้น ยังไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียด โครงสร้าง หรือกรอบเวลาการทำงานที่ชัดเจน ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า กองกำลังนี้จะทำงานอย่างไร และจะเป็นเหล่าทัพใหม่ทางทหารเหมือน Space Force หรือไม่

 

‘AI Czar’ คืออะไร มีบทบาทอย่างไร

 

AI Czar คือ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้าน AI ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านี้ เดวิด แซ็กส์ นักลงทุน Venture Capital เคยดำรงตำแหน่ง AI and Cryptocurrency Czar จนกระทั่งลงจากตำแหน่งในช่วงเดือนมีนาคม และย้ายไปเป็นประธานสภาที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประธานาธิบดี (PCAST) ส่วนผู้ที่จะมารับตำแหน่งคนใหม่นั้น ทรัมป์กล่าวติดตลกว่า ต้องเป็นผู้ที่มีระดับ IQ สูงเท่านั้น

 

นอกจากจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาผู้นำสหรัฐฯ แล้ว AI Czar ยังมีบทบาทสำคัญมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนอุตสาหกรรม AI ของสหรัฐฯ โดยไม่ใช้การออกกฎเกณฑ์หรือข้อบังคับของรัฐบาลกลางที่อาจชะลอการพัฒนาทางเทคโนโลยี

 

เดวิด แซ็กส์ เคยแสดงจุดยืนว่า สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายควบคุมใหม่จากรัฐบาลกลาง แต่ควรให้ผู้พัฒนา AI เป็นผู้รับผิดชอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ตนเอง และหากเกิดปัญหาก็สามารถใช้ระบบกฎหมายแพ่งและอาญาที่มีอยู่เดิมในการจัดการได้

 

ทำไมทรัมป์ ‘คัดค้าน’ การออกกฎหมายควบคุม AI

 

ทรัมป์และผู้บริหารเทคโนโลยีบางส่วนเห็นว่า การออกกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไปจะชะลอการพัฒนา AI ของสหรัฐฯ และทำให้เสียเปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งอย่างจีน นอกจากนี้ ทรัมป์เชื่อว่ากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่เดิมเพียงพอต่อการจัดการผู้กระทำผิดแล้ว

 

ขณะที่ นักวิจัยและบริษัท AI เริ่มมีความกังวลเพิ่มขึ้นถึงความเสี่ยงของ AI ต่อมนุษยชาติ ผู้บริหารบางส่วน เช่น ดาริโอ อาโมเดอี (Anthropic), แซม อัลต์แมน (OpenAI) และ อีลอน มัสก์ (xAI) เสนอให้มีการชะลอการพัฒนาหรือมีมาตรการตรวจสอบความปลอดภัย ขณะที่ แซม อัลต์แมน ก็เรียกร้องให้สาธารณชนไว้วางใจบริษัท AI ในการดูแลความปลอดภัย

 

ทางด้าน บารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมถึงสมาชิกรัฐสภาทั้งในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร เห็นตรงกันว่า รัฐบาลจำเป็นต้องออกกฎหมายกำกับดูแล เนื่องจากกฎหมายเดิม ‘ไม่ครอบคลุม’ ความเสี่ยงของ AI ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ที่ผ่านมา ทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างมองว่า AI มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางทหารและเศรษฐกิจ ประเด็นด้าน AI และความปลอดภัยของ AI ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในวาระสำคัญสำหรับการหารือระหว่างทรัมป์กับ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน รวมถึงการจัดเลี้ยงอาหารค่ำร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น OpenAI, Nvidia, Google ในช่วงสัปดาห์หน้า

 

แฟ้มภาพ: Evan Vucci / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์เตรียมจัดตั้ง ‘กองกำลัง AI’ และ ‘ผู้นำสูงสุดด้าน AI’ คืออะไร มีบทบาทอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก https://thestandard.co/ai-leaders-slow-development-investment/ Sat, 19 Sep 2026 07:50:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1257056 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด AI กับการลงทุนในตลาดหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อ Da […]

The post เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด AI กับการลงทุนในตลาดหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อ Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic ออกโรงเรียกร้องให้อุตสาหกรรม AI ชะลอความเร็วในการพัฒนาโมเดล AI เพื่อให้ระบบความปลอดภัยตามทัน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความเสี่ยงร้ายแรงภายใน 6-12 เดือนข้างหน้า

 

Sam Altman แห่ง OpenAI เห็นด้วยทันที และประกาศเลื่อน IPO ออกไปเป็นปี 2027 ขณะที่ Elon Musk ผู้ก่อตั้ง SpaceX ก็ออกมาสนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน

 

สำหรับนักลงทุน ผมมองว่าคำถามที่แท้จริงไม่ใช่ “อันตรายจาก AI ต่อมนุษย์หรือไม่” เพราะนั่นเป็นคำถามปรัชญาที่ไม่มีใครตอบได้ แต่เราต้องรู้ให้ทันว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าผู้นำการเติบโตหลักของตลาดหุ้นโลกอย่างธีม AI จะต้องถูกควบคุมความเร็วในการพัฒนาจริง

 

เริ่มด้วยเรื่องของความเร็ว การชะลอพัฒนาการไม่ได้มีแต่ข้อเสีย เป็นเรื่องดีในด้านต้นทุน แค่ต้องไม่พัฒนาช้าเกินไปจนเป็นปัญหา

 

ทฤษฎีการลงทุนจะมองการเติบโตของเทคโนโลยีผ่าน S-Curve คือเริ่มช้า เร่งตัวแรง แล้วชะลอเมื่อถึงจุดอิ่มตัว

 

จากประวัติศาสตร์เทคโนโลยี 70 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการของโมเดล AI ตอนนี้เร็วกว่าทุก S-Curve ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไปแล้ว และเร็วกว่าแม้แต่กฎของ Moore ที่เคยเป็นเพดานอุตสาหกรรมชิปมานานหลายทศวรรษด้วย

 

ข้อเสียของการพัฒนาที่เร็วไป คือต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานจะล้าสมัยเร็ว บริษัทจึงต้องเร่งลงทุนไม่หยุด หนุนให้ต้นทุนพุ่งขึ้นไปอีก

 

ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นถ้าพัฒนาการชะลอตัว การลงทุนในชิปและ data center จะมีอายุการใช้งานนานคุ้มค่ากว่าเดิม

 

แต่ในทางกลับกัน ต้องไม่ลืมว่า Valuation ของตลาดอยู่ในระดับสูง หุ้น AI ทุกวันนี้ตีมูลค่าจากสมมติฐานการเติบโตแบบทวีคูณ หากอุตสาหกรรมชะลอความเร็วลงมากเกินไป ตลาดจะต้องปรับสมมติฐานเติบโตใหม่ทั้งหมด อาจสร้างความผันผวนที่รุนแรงกับโลกการเงินกว่าความเสี่ยงจาก AI เองเสียอีก

 

ด้านประเด็นการยกระดับการควบคุม ผมมองว่ามีทั้งต้นทุนที่ต้องจ่ายและเกราะป้องกันความเสี่ยงที่ได้กลับมา

 

เพราะการมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน จะช่วยลดความเสี่ยงที่ AI จะถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ ลดความเสี่ยงที่ตลาดจะถูกแย่งไปโดยผู้เล่นที่ไม่มีกรอบความรับผิดชอบ และลดความเสี่ยงที่โมเดลจะถูกลอกเลียนแบบอย่างรวดเร็วเกินควบคุม

 

ส่วนต้นทุนที่ต้องจ่าย คือค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่สูงขึ้น ความเร็วในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ช้าลง และที่สำคัญที่สุด คือมูลค่าตลาดรวมของอุตสาหกรรม (Total Addressable Market) ที่อาจเล็กลงกว่าที่นักลงทุนเคยประเมินไว้

 

คำถามที่น่าสนใจอีกเรื่อง คือโอกาสที่เหล่าผู้นำด้าน AI จะประเมินผิด

 

ประเด็นนี้เป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนส่วนใหญ่มองข้าม แต่มักเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนตัวผู้นำการเติบโตในอดีต

 

เช่น Steve Ballmer ซีอีโอ Microsoft เคยบอกว่า iPhone ไม่มีทางมี market share ที่มีนัยสำคัญได้ แต่ปัจจุบันขายไปแล้วกว่า 3 พันล้านเครื่อง ต้นทุนของการเดาผิดครั้งนั้นคือ Microsoft เสียโอกาสครองตลาดมือถือไปทั้งยุค

 

หรือ Sam Altman เองก็เพิ่งกลับคำ หลังเคยเตือนว่า AI จะกวาดงานระดับเริ่มต้นหายไปครึ่งหนึ่ง แต่สุดท้ายยอมรับว่าผิดพลาดเรื่องผลกระทบเศรษฐกิจและสังคมที่สูงเกินจริง

 

ความเสี่ยงของรอบนี้คือการประเมิน timeline พัฒนาการ ถ้าประเมินถูก สหรัฐฯ ก็น่าจะรักษาความเป็นผู้นำด้านโมเดล AI ไว้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าผิด ก็จะเป็นโอกาสให้ผู้พัฒนารายอื่นๆ ก้าวแซงขึ้นมาได้เช่นกัน

 

จากการวิเคราะห์เบื้องต้น จะเห็นว่าทั้งหมดมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง สำหรับนักลงทุน กลยุทธ์ที่ดีที่สุดจึงเป็นการเลือกสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์ไม่ว่า AI จะ Speed up หรือ Slow down

 

(1) โครงข่ายสาธารณูปโภคสำหรับ Data Center

 

ไม่ว่าโมเดลจะพัฒนาต่อเร็วหรือชะลอลง ความต้องการไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะโมเดลที่มีอยู่แล้วก็ต้องใช้พลังงานรันตลอดเวลาอยู่ดี

 

(2) ผู้ผลิตชิปที่มีสัญญาระยะยาวรองรับ

 

เพราะสัญญาที่เซ็นไปแล้ว ไม่ได้ถูกยกเลิกเพียงเพราะบริษัท AI ประกาศชะลอการพัฒนา ความต้องการชิปยังคงมีอยู่จากทั้งการเทรนโมเดลใหม่ และการรันโมเดลเดิมในเชิงพาณิชย์

 

(3) ผู้ให้บริการตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยของ AI

 

หาก AI เร่งพัฒนาต่อ ความต้องการตรวจสอบจะยิ่งเพิ่มตามความซับซ้อน แต่หากอุตสาหกรรมถูกบังคับให้ชะลอด้วยกฎระเบียบ ความต้องการตรวจสอบจะยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกจากแรงกดดันด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์

 

มุมมองของผม เรื่องร้ายมักขายดีกว่าเรื่องดีอยู่แล้วในทุกยุคสมัย แต่ผมเชื่อว่าโอกาสที่โมเดลภาษา จะพัฒนาเร็วจนกลายเป็นภัยคุกคามการดำรงอยู่ของมนุษยชาติในระยะสั้นยังต่ำมาก

 

อย่างไรก็ดี ในมุมของกลยุทธ์การลงทุน ทุกอย่างมีโอกาสเกิดขึ้นได้ เราจึงต้องปรับพอร์ตให้ยืดหยุ่น เพื่อพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงมากกว่าเดิมครับ

 

 

ภาพ: Tero Vesalainen / Shutterstock

The post เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องอนาคต AI ผ่านมุมมอง 4 ซีอีโอ ‘Salesforce – Nvidia – Anthropic – OpenAI’ เมื่อโลกกำลังกังวลเรื่องความปลอดภัย https://thestandard.co/ai-future-ceos-safety/ Wed, 16 Sep 2026 07:46:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1255797 Sam Altman ซีอีโอ OpenAI และ Marc Benioff ซีอีโอ Salesforce นั่งสนทนากัน

งาน Dreamforce 2026 งานประจำปีที่ใหญ่ที่สุดของ Salesfor […]

The post ส่องอนาคต AI ผ่านมุมมอง 4 ซีอีโอ ‘Salesforce – Nvidia – Anthropic – OpenAI’ เมื่อโลกกำลังกังวลเรื่องความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sam Altman ซีอีโอ OpenAI และ Marc Benioff ซีอีโอ Salesforce นั่งสนทนากัน

งาน Dreamforce 2026 งานประจำปีที่ใหญ่ที่สุดของ Salesforce เปิดฉากขึ้นแล้วที่เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้ธีม Becoming an Agentic Enterprise โดยปีนี้ Marc Benioff ซีอีโอ Salesforce เชิญซีอีโอบริษัท AI ที่ทรงอิทธิพลที่สุด 3 ราย อย่าง Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic, Jensen Huang ซีอีโอ NVIDIA และ Sam Altman ซีอีโอ OpenAI ร่วมฉายภาพอนาคต AI ที่กำลังเดินมาถึง

 

 
 

และหนึ่งในประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นก่อนหน้างาน Dreamforce 2026 นี้ คือความกังวลว่า AI อาจหลุดพ้นการควบคุมของมนุษย์ ทำให้คำถามสำคัญบนเวทีในปีนี้ นอกจากเรื่องของเทรนด์เทคโนโลยี AI แล้ว อีกด้านหนึ่งยังเป็นเรื่องของความปลอดภัยของเทคโนโลยีเหล่านี้

 

ความกังวลทั่วโลกเกี่ยวกับ AI เริ่มจากโพสต์ของนักวิจัยคนหนึ่งที่ลาออกจาก Anthropic ซึ่งเผยแพร่ในสัปดาห์ก่อนหน้าและกลายเป็นไวรัล โดยอ้างว่า AI อาจฆ่ามนุษย์ทั้งหมดภายในสิ้นทศวรรษนี้หากปล่อยไว้โดยไม่มีการควบคุม

 

ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จำนวนหนึ่งออกมาแสดงความเห็นด้วยกับการประเมินนั้น แม้จะไม่ได้อธิบายว่าได้ข้อสรุปมาอย่างไร หรือ AI จะทำสิ่งนั้นได้ด้วยวิธีใด ความร้อนแรงของข้อกล่าวอ้างดังกล่าวนำไปสู่การจับตาการพัฒนา AI มากขึ้น

 

“โลกมีสิทธิ์ที่จะกลัว AI” – Sam Altman

 

Altman ขึ้นเวทีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ และเลือกยอมรับความกลัวของสาธารณชนก่อนเป็นอันดับแรก “ทุกวันนี้ไม่ต้องใช้จินตนาการมากเท่าเมื่อก่อนเลยที่จะนึกภาพว่าเรื่องนี้จะผิดพลาดได้อย่างไร ผมคิดว่าโลกมีสิทธิ์ที่จะกลัวเรื่องนี้”

 

อย่างไรก็ตาม Altman มองว่า “โลกควรไว้วางใจว่าเราจะทำสิ่งที่ถูกต้อง เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเพราะเรารู้สึกได้ถึงขนาดของเรื่องนี้” พร้อมกล่าวต่อว่า “เราจะทำมันให้ถูกต้อง ผมมั่นใจมากในความสามารถของบริษัทเราและของอุตสาหกรรมที่จะทำเรื่องนี้อย่างปลอดภัย” ซึ่งหมายถึงการทำให้ AI ทำตามเจตนาของมนุษย์ และงานด้านความปลอดภัย นำหน้าขีดความสามารถของโมเดลอยู่เสมอ และหากทำไม่ได้ ก็จะชะลอหรือหยุด

 

ความปลอดภัยคือโจทย์วิศวกรรม – Jensen Huang

 

“ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยเป็นปัญหาทางวิศวกรรม” Huang กล่าว พร้อมอธิบายว่าสิ่งที่พัฒนาอยู่คือระบบคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อน แต่สุดท้ายก็ยังเป็นระบบคอมพิวเตอร์ ที่ต้องมีสภาพแวดล้อมทดสอบและกระบวนการทดสอบที่ดีพอ

 

อย่างไรก็ตาม Huang เชื่อว่า “เราไม่ต้องการกฎหมายใหม่ เราไม่ต้องการกฎระเบียบใหม่” โดยมองว่ากลไกตลาดจะทำหน้าที่ของมัน สิ่งที่ต้องการคือให้บริษัทเป็นผู้ตัดสินใจเอง “ถ้าคุณสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการ แล้วคุณไม่มั่นใจในการทำงาน ความสามารถ หรือความปลอดภัยของมัน ก็อย่าปล่อยออกมา นั่นเป็นสิ่งที่ชัดเจนมากที่ควรทำ”

 

Huang ยังปฏิเสธการวางกรอบว่าความเร็วกับความปลอดภัยต้องแลกกัน โดยมองว่าไม่ใช่สิ่งที่ต้องเลือก

 

โลกควรมีมาตรฐานร่วมกัน – Dario Amodei

 

Amodei มองในมุมที่ต่างออกไป โดยเรียกร้องให้มีกติกาจากภายนอก และอธิบายจุดยืนผ่านการเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมรถยนต์

 

สมมติว่าบริษัทรถคู่แข่งเกิดอุบัติเหตุด้านความปลอดภัย ขณะที่บริษัทตัวเองเชื่อว่ามีสถิติดีที่สุดในอุตสาหกรรม “มันน่าดึงดูดมากที่จะโจมตีคู่แข่งแล้วบอกว่า พวกนี้ไม่ปลอดภัย เราปลอดภัย แต่วิธีตอบสนองที่รับผิดชอบกว่าคือบอกว่า ก่อนอื่นมาดูสถิติของเราเองก่อน เราอาจไม่เคยมีอุบัติเหตุใหญ่แบบนั้น แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ”

 

Amodei เสนอลำดับสามขั้น เริ่มจากการทบทวนแนวปฏิบัติและความโปร่งใสของตัวเอง ต่อด้วยการรวมอุตสาหกรรมที่เหลือเพื่อหารือเรื่องมาตรฐานร่วม และปิดท้ายว่า “สุดท้ายควรมีองค์ประกอบระหว่างประเทศด้วย” โดยระบุว่าขั้นแรกบริษัทผูกพันแล้ว ส่วนขั้นที่เหลือจะเปิดการหารือกับอุตสาหกรรม

 

ขณะที่ Benioff กล่าวว่า “ในมุมมองของผม เทคโนโลยีไม่เคยดีหรือเลวในตัวมันเอง สิ่งที่สำคัญคือคุณทำอะไรกับมัน บริษัทเหล่านี้ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่พวกเขาสร้าง นั่นคือกุญแจของการเป็นบริษัทที่มีจริยธรรม”

 

อนาคตที่ซีอีโอทั้ง 4 คนมองเห็น

 

แม้จะเห็นต่างเรื่องใครควรเป็นผู้คุมกติกา แต่เมื่อพูดถึงปลายทางของเทคโนโลยี ทั้งสี่คนกลับมองไปในทิศทางที่ใกล้เคียงกัน

 

Huang กล่าวว่า “เรากำลังผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ เหมือนเมื่อไม่กี่ร้อยปีก่อน ด้วยไฟฟ้า เราให้พลังงานกับทุกสิ่งได้ ด้วยอินเทอร์เน็ต เราหาอะไรก็เจอ และตอนนี้ด้วยปัญญาประดิษฐ์ในฐานะชั้นโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมทั้งโลก เรารู้ได้ทุกอย่าง และทำได้ทุกอย่าง”

 

Huang กล่าวต่อว่า “ทุกบริษัท ทุกองค์กร ทุกประเทศ จะกลายเป็นบริษัท AI” และสนับสนุนด้วยตัวเลขการใช้งานที่อ้างบนเวทีว่า ในรอบปีที่ผ่านมาปริมาณโทเคนที่ระบบ AI ทั่วโลกสร้างขึ้นเพิ่มขึ้นราว 25 เท่า โดยส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในหกเดือนหลัง ขณะที่สัดส่วนการใช้งานโมเดลเปิด (Open-Source) เพิ่มจากราว 30% เมื่อต้นปี มาเป็นเกือบ 70%

 

ทั้งนี้ Huang เน้นย้ำว่า “ถ้าคุณเพิ่งทดสอบมันวันนี้ แล้วรู้สึกว่ามันทำได้แค่ 80% ของที่คาดหวัง ลองทดสอบใหม่อีกทีในอีกสองสามสัปดาห์! มันจะดีขึ้นมากๆ ดังนั้นอย่ายอมแพ้ต่อเทคโนโลยีนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

 

พร้อมกับบอกว่าความกังวลเรื่อง “จุดจบของซอฟต์แวร์” เป็นเรื่องไร้สาระ โดย AI จะกลายเป็นอีกชั้นหนึ่งที่ซ้อนอยู่บนซอฟต์แวร์ ชั้นใหม่บนซอฟต์แวร์นี้จะเป็นแบบ agentic มันจะทำให้คุณใช้ซอฟต์แวร์ได้ดีขึ้นมาก และอีกเรื่องที่ไร้สาระคือ AI จะทำลายตำแหน่งงาน

 

ด้าน Amodei มองไปที่ช่องว่างระหว่างสิ่งที่เทคโนโลยีทำได้กับสิ่งที่โลกใช้จริง “ต่อให้เราหยุดเทคโนโลยีไว้ตรงนี้ เราก็ยังใช้ประโยชน์จากมันได้แค่ราว 5 หรือ 10 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าที่เป็นไปได้ทั้งหมด สัดส่วนของคนที่ได้เห็นสิ่งนี้และเห็นว่ามันเป็นไปได้ ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับคนที่จะได้ประโยชน์จากมัน”

 

ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้ Amodei ประหลาดใจที่สุดในรอบทศวรรษคือจังหวะก้าว “ไม่ใช่แค่ของเทคโนโลยี แต่ของฝั่งเศรษฐกิจด้วย” โดยอธิบายว่าเขาและผู้ร่วมก่อตั้งบางคนเป็นผู้คิดสูตร scaling laws ซึ่งทำนายได้ว่าโมเดลจะเก่งขึ้นตามพลังประมวลผลที่ใส่เข้าไป “แต่สิ่งที่เราไม่ได้ตระหนักคือมันจะทำให้บริษัทเหล่านี้โตเร็วขนาดนี้”

 

Benioff โฟกัสที่สิ่งที่ผู้ใช้จะสัมผัสได้ก่อน นั่นคือส่วนติดต่อผู้ใช้ “เราเห็นการปฏิวัติ interface มาหลายครั้ง จาก DOS สู่ GUI จาก GUI สู่เว็บ จากเว็บสู่มือถือ และวันนี้คุณจะได้เห็นส่วนติดต่อ AI ที่เป็นพลวัตและมีปัญญา ที่ประกอบขึ้นใหม่ได้และมีชีวิต”

 

แต่สิ่งที่ต้องคำนึงคือข้อจำกัดของ AI เพราะ “โมเดล AI เพียงลำพังบริหารองค์กรไม่ได้ และโมเดลยังเป็นระบบเชิงความน่าจะเป็นอย่างมาก มันพอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มันไม่ได้ยึดโยงกับชุดความจริงชุดเดียวแบบแอปพลิเคชันดั้งเดิมของคุณ”

 

ส่วน Altman พูดถึงอนาคตเชิงปฏิบัติว่า นอกจากควรนำเครื่องมือ AI มาใช้ในการทำงานแล้ว องค์กรยังจำเป็นต้องใช้มันเพื่อปกป้องธุรกิจจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ด้วย

The post ส่องอนาคต AI ผ่านมุมมอง 4 ซีอีโอ ‘Salesforce – Nvidia – Anthropic – OpenAI’ เมื่อโลกกำลังกังวลเรื่องความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลื่อนแผน IPO ‘แซม อัลท์แมน’ ยืนยันไม่นำ OpenAI จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปีนี้ https://thestandard.co/openai-altman-delays-ipo-safety/ Sun, 13 Sep 2026 07:44:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1254264 ภาพ แซม อัลท์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI

แซม อัลท์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI กล่าวในบ […]

The post เลื่อนแผน IPO ‘แซม อัลท์แมน’ ยืนยันไม่นำ OpenAI จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ แซม อัลท์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI

แซม อัลท์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI กล่าวในบทสัมภาษณ์ซึ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า OpenAI จะยังไม่ดำเนินการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ในปี 2026 โดยอ้างถึงความกังวลด้านความปลอดภัยของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยงราว 10% ที่ว่า AI อาจเป็นสาเหตุให้มนุษยชาติสูญพันธุ์ภายในสิ้นทศวรรษนี้นั้นถือเป็นสิ่งที่ “ยอมรับไม่ได้”

 

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้น ขณะที่สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ จำนวนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ กำลังเรียกร้องให้มีการออกกฎระเบียบใหม่เพื่อกำกับดูแลระบบ AI หลังจากนักวิจัยสองคนจาก Anthropic ซึ่งเป็นบริษัทคู่แข่งของ OpenAI ได้ออกคำเตือนอย่างรุนแรงว่า การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ AI อาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในอนาคตอันใกล้นี้

 

“ผมเห็นว่า เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ด้านความปลอดภัยทั้งหมดในขณะนี้ การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ช่วงเวลานี้ถือเป็นก้าวที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และเราเองก็ไม่ได้มีความกดดันในเรื่องดังกล่าว” อัลท์แมนกล่าวกับ Fortune ซึ่งเป็นนิตยสารด้านธุรกิจชั้นนำ

 

เมื่อถูกถามว่ามีความเป็นไปได้ถึง 10% หรือไม่ที่ AI จะเป็นต้นเหตุของการสูญพันธุ์ อัลท์แมนระบุว่า ตนไม่ทราบว่าการประเมินตัวเลขดังกล่าวนำมาจากหลักเกณฑ์ใด แต่เตือนว่าความเสี่ยงนี้มีความน่าวิตกเพียงพอที่บริษัทผู้พัฒนา AI และรัฐบาลต่างๆ ต้องดำเนินการราวกับว่าความเสี่ยงดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับให้เกิดขึ้นได้เลย

 

“ไม่ว่าตัวเลขจะอยู่ที่ 10%, 8% หรือ 6% ประเด็นสำคัญคือ เราทุกคนต่างมีความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ และต้องไม่ปล่อยให้อีโก (Ego) หรือผลประโยชน์ทางกำไร หรือสิ่งอื่นใดเข้ามาเป็นอุปสรรค” อัลท์แมนกล่าว

 

พร้อมเสริมว่า “เราจำเป็นต้องดำเนินงานในลักษณะที่ปราศจากการแบกรับความเสี่ยงตามตัวเลขเหล่านั้น และผมเชื่อมั่นว่าเราสามารถทำได้”

 

กรณีของเอเจนต์ AI ที่ทำงานผิดพลาดและควบคุมไม่ได้

 

เหล่านักการเมืองทั้งจากพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันต่างแสดงความวิตกกังวลและเรียกร้องให้มีการดำเนินมาตรการที่เข้มงวดขึ้น หลังจากเกิดกรณีที่ AI agent ทำงานผิดพลาดจนเข้าแฮกระบบภายนอก ประกอบกับการที่นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ AI หลายรายได้ตัดสินใจยื่นใบลาออกจากบริษัท เนื่องจากความกังวลต่อความเสี่ยงทางเทคโนโลยีดังกล่าว

 

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นิตยสาร The New York Times รายงานว่า OpenAI ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในนครซานฟรานซิสโก กำลังพิจารณาชะลอการทำ IPO ที่อาจมีมูลค่าสูงถึงหลักล้านล้านดอลลาร์ออกไปจนถึงปีหน้า

 

ท่ามกลางสถานการณ์ที่มูลค่าหุ้น SpaceX ของ อีลอน มัสก์ ได้ปรับตัวลดลง หลังจากที่เคยพุ่งสูงขึ้นจนดันมูลค่าบริษัทไปถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์

 

เมื่อ Fortune ถามว่ากำหนดการทำ IPO ในปี 2026 ได้ถูกยกเลิกไปเพื่อขยับไปเป็นปี 2027 แล้วใช่หรือไม่ อัลท์แมนตอบว่า “ผมบอกได้เลยว่าคงไม่ใช่ปี 2026”

 

“เรายังมีภารกิจอีกมากที่ต้องดำเนินการ เช่น การตอบสนองต่อสิ่งที่จะเป็นข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลให้ AI สอดคล้องกับคุณค่าของมนุษย์ (Alignment) รวมถึงวิธีที่ภาคอุตสาหกรรมและรัฐบาลจะสามารถร่วมมือกันได้”

 

นิตยสาร Fortune รายงานเพิ่มเติมว่า อัลท์แมนยังได้เปรยว่า OpenAI และบริษัท AI ชั้นนำอื่นๆ อาจใกล้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการชะลอการพัฒนา AI และร่วมมือกันเพื่อจัดการกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

 

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ดาริโอ อาโมเดอี (Dario Amodei ) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Anthropic ได้เรียกร้องให้บริษัท AI ต่างๆ ใช้วิธีการพัฒนาเทคโนโลยีด้วยความระมัดระวังและรอบคอบยิ่งขึ้น

 

“เราต้องลดอัตราความเร็วในการพัฒนาขีดความสามารถของโมเดล AI ลง” อาโมเดอี ระบุในบทความที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์ม X

 

ในเวลาต่อมา อัลท์แมนได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นพ้องกับทัศนะดังกล่าว

 

“ผมเห็นด้วยกับดาริโอว่าเราจำเป็นต้องควบคุมจังหวะการพัฒนาเทคโนโลยีระดับแนวหน้า (Frontier AI)” อัลท์แมนระบุ “ประเด็นนี้ถือเป็นหัวข้อหลักในการหารือภายใน OpenAI ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา”

 

อย่างไรก็ตาม ความกังวลด้านความปลอดภัยไม่ได้ส่งผลให้แผนการทำ IPO ของ Anthropic เองต้องชะลอตัวลง แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมให้ข้อมูลกับ Reuters ในเดือนนี้ว่า Anthropic คาดว่าจะเริ่มทำการตลาดสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO อย่างเร็วที่สุดในช่วงกลางเดือนตุลาคม และจะดำเนินการจดทะเบียนให้เสร็จสิ้นล่วงหน้าไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน

 

อ้างอิง

 

The post เลื่อนแผน IPO ‘แซม อัลท์แมน’ ยืนยันไม่นำ OpenAI จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมเจ้าพ่อ AI เรียกร้องให้โลก ‘ชะลอ’ การพัฒนา เมื่อนักวิจัยเตือนว่า เทคโนโลยีที่เร็วเกินควบคุม อาจฆ่ามนุษย์ได้ https://thestandard.co/ai-leaders-call-slowdown/ Sun, 13 Sep 2026 03:50:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1254198 ภาพแสดงแนวคิดเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจหลุดจากการควบคุมของมนุษย์

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีและ AI อ […]

The post ทำไมเจ้าพ่อ AI เรียกร้องให้โลก ‘ชะลอ’ การพัฒนา เมื่อนักวิจัยเตือนว่า เทคโนโลยีที่เร็วเกินควบคุม อาจฆ่ามนุษย์ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงแนวคิดเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจหลุดจากการควบคุมของมนุษย์

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีและ AI ออกมาส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกันว่า อุตสาหกรรมอาจต้องลดความเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวลง เพื่อพัฒนามาตรการความปลอดภัยไปพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี

 

 

ทั้งนี้ ดาริโอ อโมเดอี CEO Anthropic เป็นคนเปิดประเด็นอย่างชัดเจนที่สุด โดยเรียกร้องให้บริษัท AI ชะลอการเพิ่มขีดความสามารถของโมเดล ขณะที่ แซม อัลต์แมน CEO OpenAI ออกมาสนับสนุนอโมเดอี พร้อมเปิดเผยว่า จังหวะการพัฒนา AI เป็นหนึ่งในหัวข้อหลักที่บริษัทหารือกันในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ อีลอน มัสก์ CEO SpaceX ออกมาสนับสนุนด้วยข้อความสั้นๆ ว่า อโมเดอีพูดถูก ส่วน เดมิส ฮัสซาบิส ผู้บริหาร Google DeepMind ระบุว่า ทิศทางที่ผู้บริหาร Anthropic เสนอถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง แม้ยังต้องหารือกันต่อว่า ในทางปฏิบัติจะดำเนินการอย่างไร

 

น่าสนใจว่า ท่าทีของผู้บริหารเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับกระแสความกังวลภายในบริษัท AI หลัง เจคอบ ค็อกซัน (Jacob Coxon) นักวิจัยวัย 27 ปีของ Anthropic และอดีตนักวิจัยของ OpenAI ประกาศลาออก โดยกล่าวหาว่า บริษัทยักษ์ใหญ่กำลังเอาชีวิตมนุษย์เป็นเดิมพัน เพื่อพัฒนา Artificial Superintelligence (ASI) หรือ AI ที่มีสติปัญญาเหนือกว่ามนุษย์ที่ฉลาดที่สุด

 

ดาริโอ อโมเดอี เรียกร้องให้ AI Safety มีเวลาตามทัน

 

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ตามเวลาสหรัฐฯ ดาริโอ อโมเดอี CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic บริษัทผู้พัฒนา Claude เผยแพร่บทความความยาวประมาณ 3,800 คำ โดยเสนอให้อุตสาหกรรมลดความเร็วในการพัฒนา AI ที่มีความสามารถสูงขึ้น

 

อโมเดอีระบุว่า เขาเตือนเรื่องความเสี่ยงจาก AI มาหลายปี แต่ข้อเสนอครั้งนี้ไปไกลกว่าการเพิ่มงบประมาณหรือบุคลากรด้านความปลอดภัย เพราะมองว่า หากความสามารถของโมเดลยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความเร็วในปัจจุบัน การพัฒนามาตรการป้องกันอาจตามไม่ทัน

 

เขาอธิบายว่า ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตนเองมีความเชื่อมากขึ้นว่า การจัดการความเสี่ยงของ AI จำเป็นต้องคำนึงถึงความเร็วในการเพิ่มขีดความสามารถด้วย ถือเป็นการให้เวลานักวิจัยพัฒนาระบบป้องกัน รวมถึงทำความเข้าใจความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

 

อโมเดอีจึงเสนอให้ห้องปฏิบัติการ AI ยอมรับการประเมินและตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก โดยเปิดให้ผู้ประเมินสามารถเข้าไปตรวจสอบระบบและมาตรฐานความปลอดภัยของบริษัทได้อย่างใกล้ชิด รวมถึงเสนอให้ประเทศประชาธิปไตยร่วมกันจัดทำมาตรฐานด้าน AI

 

อย่างไรก็ตาม เขามองว่า หากต้องการควบคุมความเร็วของการพัฒนา AI อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องพึ่งพาความร่วมมือระดับโลก รวมถึงประเทศที่มีระบบการเมืองแตกต่างกัน เพราะการที่บางประเทศหรือบางบริษัทชะลอเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่เพียงพอ

 

อีกหนึ่งความเสี่ยงที่อโมเดอีพูดถึงคือ ‘Recursive Self-Improvement’ หรือความเป็นไปได้ที่ AI จะสามารถมีส่วนช่วยในการพัฒนา AI รุ่นต่อไปได้มากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพานักวิจัยมนุษย์ในระดับเดิม

 

เขายังเตือนว่า ถ้ากระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นโดยปราศจากการควบคุม ความสามารถของ AI อาจเพิ่มขึ้นเร็วมากเกินไป จนมนุษย์ไม่สามารถทำความเข้าใจและควบคุมได้ จึงจำเป็นต้องเดินหน้าด้วยความระมัดระวังอย่างมาก

 

OpenAI พร้อมชะลอ แต่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกับคู่แข่ง

 

ท่าทีของ OpenAI ขยับไปในทิศทางเดียวกัน หลัง The New York Times รายงานในช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาประเทศไทยว่า อัลต์แมนระบุว่า OpenAI พร้อมชะลอการพัฒนา AI แนวหน้า หากห้องปฏิบัติการคู่แข่งยอมชะลอไปพร้อมกัน ภายใต้ความหวังว่า การลดความเร็วในการพัฒนา AI จะกลายเป็นแนวปฏิบัติปกติ จนกว่าอุตสาหกรรมจะมีมาตรฐานความปลอดภัยที่ได้รับการยอมรับร่วมกัน

 

นอกจากนี้ อัลต์แมนสนับสนุนแนวคิดของอโมเดอีว่า อุตสาหกรรมต้องกำหนดจังหวะการพัฒนา AI พร้อมสนับสนุนข้อเสนอที่ให้ผู้ประเมินอิสระสามารถเข้าถึงระบบภายในบริษัทได้ในระดับใกล้เคียงกับพนักงาน

 

อัลต์แมนระบุด้วยว่า OpenAI จะดำเนินการในลักษณะเดียวกัน โดยจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในภายหลัง

 

ก่อนหน้านี้ คริส เลเฮน ผู้บริหารฝ่ายนโยบายของ OpenAI ระบุว่า บริษัทพร้อม ‘ชะลอหรือหยุด’ การพัฒนาหรือการนำระบบออกใช้งาน หากพบว่า ไม่สามารถสร้างมาตรการป้องกันความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม

 

ส่วน ยาคุบ ปาโชกี หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ OpenAI เรียกร้องให้มีกฎด้านความปลอดภัยที่สามารถบังคับใช้ได้จริง ผ่านผู้ตรวจสอบอิสระ หน่วยงานรัฐบาล หรือองค์กรระหว่างประเทศ พร้อมเตือนว่า ขณะนี้ ยังไม่มีฝ่ายใดเตรียมพร้อมที่จะรับมือผลกระทบที่ตามมา หากระดับสติปัญญาของ AI ยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

นอกจากนี้ OpenAI ยังยืนยันว่า จะไม่ทำ IPO ในปี 2026 โดยล่าสุด อัลต์แมนให้สัมภาษณ์กับ Fortune ว่า นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยของ AI พร้อมย้ำว่า บริษัทยังไม่มีแรงกดดันให้ต้องรีบดำเนินการดังกล่าว

 

อัลต์แมนระบุว่า OpenAI ยังมีภารกิจอีกมาก เช่น การรับมือกับโจทย์ด้านความปลอดภัย และการทำให้พฤติกรรมของ AI สอดคล้องกับเป้าหมายของมนุษย์ ตลอดจนการกำหนดรูปแบบความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับบริษัทเทคโนโลยี

 

มัสก์และ Google DeepMind ขานรับแนวคิดชะลอ AI

 

ขณะเดียวกัน มัสก์โพสต์ข้อความสนับสนุน CEO Anthropic บน X ว่า ‘ดาริโอพูดถูก’ โดยไม่ได้ขยายความเพิ่มเติม ส่วน ฮัสซาบิส ผู้บริหาร Google DeepMind ระบุว่า บทความของอโมเดอีถือเป็นก้าวสำคัญที่อุตสาหกรรมกำลังเดินไปทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อการรับมือสถานการณ์สำคัญ แม้รายละเอียดของมาตรการต่างๆ ยังจำเป็นต้องพัฒนาต่อ

 

ก่อนหน้านี้ ฮัสซาบิสเคยเผยแพร่กรอบแนวทางสำหรับการพัฒนา AI รุ่นใหม่อย่างปลอดภัย โดยเสนอให้บริษัทต่างๆ เพิ่มความร่วมมือในการจัดการความเสี่ยง

 

การที่ผู้บริหารจากบริษัทคู่แข่งออกมาเห็นตรงกันในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา OpenAI, Anthropic, Google และบริษัทเทคโนโลยีรายอื่นต่างแข่งขันกันอย่างหนักเพื่อพัฒนาโมเดลที่มีความสามารถสูงขึ้น และพยายามขึ้นเป็นผู้นำในการพัฒนา AI รุ่นถัดไป

 

การลาออกของนักวิจัย Anthropic จุดกระแส ‘Doomsday’ รอบใหม่

 

กระแสเรียกร้องให้ชะลอ AI รุนแรงขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลัง ค็อกซัน นักวิจัยของ Anthropic ลาออกจากบริษัท พร้อมออกมาเตือนว่า OpenAI และ Anthropic กำลังเดิมพันชีวิตของมนุษยชาติเพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีที่บริษัทควบคุมความเสี่ยงไม่ได้

 

โดยสรุป ค็อกซันอธิบายว่า Anthropic ยังคงมุ่งเอาชนะการแข่งขันพัฒนา Artificial Superintelligence (ASI) หรือ AI ที่มีสติปัญญาเหนือกว่ามนุษย์ที่ฉลาดที่สุด ซึ่งอาจหลุดออกจากการควบคุมของมนุษย์ และหันกลับมาทำลายทุกคนแทน

 

จากกรณีดังกล่าว The New York Times รายงานว่า การลาออกของค็อกซันทำให้ความกังวลที่มีอยู่ภายในบริษัท AI ถูกนำออกมาพูดในที่สาธารณะมากขึ้น โดยพนักงาน Anthropic บางส่วนแสดงความเห็นผ่านช่องทางภายในว่า สิ่งที่เขาพูดคือเรื่องเดียวกับที่หลายคนหารือกันอยู่แล้ว เพียงแต่ครั้งนี้ถูกพูดออกมาต่อสาธารณะ

 

นอกจากนี้ นักวิจัยและพนักงานจาก Anthropic, OpenAI, Meta และ Google ยังเริ่มพูดคุยกันผ่านช่องทางภายในบริษัท ห้องแชตเข้ารหัส และการพบปะส่วนตัว เพื่อหารือว่า จะผลักดันให้บริษัทเพิ่มมาตรการรับมือความเสี่ยงได้อย่างไร

 

ขณะที่นักวิจัยบางส่วนเริ่มเรียกร้องให้ผู้บริหารชะลอการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเปิดเวลาให้การวิจัยด้านความปลอดภัยพัฒนาตามทันความสามารถของโมเดล เช่น มีการตั้งกลุ่ม Coalition of Concerned AI Staff โดยมีเป้าหมายผลักดันมาตรการป้องกัน และสร้างช่องทางให้พนักงานสามารถร่วมกันตรวจสอบว่าบริษัทปฏิบัติตามคำมั่นด้านความปลอดภัยหรือไม่

 

ถึงอยากชะลอ แต่ไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายชะลอเพียงคนเดียว

 

แม้ผู้บริหารหลายบริษัทเริ่มเห็นตรงกันว่า อุตสาหกรรมควรลดความเร็วลง แต่การทำให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริงยังติดข้อจำกัดหลายประการ

 

ประการแรกคือการแข่งขันระหว่างบริษัท OpenAI, Anthropic, Google, Meta และบริษัทอื่นต่างทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อพัฒนาโมเดลรุ่นใหม่ หากบริษัทหนึ่งชะลอการพัฒนา แต่คู่แข่งยังเดินหน้าต่อ บริษัทที่เลือกชะลอก็จะเสี่ยงเสียความได้เปรียบในการแข่งขัน

 

อีกปัจจัยหนึ่งคือการแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน หลังบริษัทจีนสามารถพัฒนาโมเดล AI ที่มีศักยภาพแข่งขันกับบริษัทสหรัฐฯ ได้มากขึ้น นั่นหมายความว่า หากบริษัทอเมริกันยอมลดความเร็วเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่บริษัทในประเทศอื่นยังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีต่อ ก็มีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะเสียความได้เปรียบในการแข่งขัน

 

ภาพ: Skorzewiak / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ทำไมเจ้าพ่อ AI เรียกร้องให้โลก ‘ชะลอ’ การพัฒนา เมื่อนักวิจัยเตือนว่า เทคโนโลยีที่เร็วเกินควบคุม อาจฆ่ามนุษย์ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่มีใครพร้อมรับผลของ AI ที่ฉลาดขึ้นเร็วขนาดนี้ คำเตือนจากหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ OpenAI ที่ชี้ว่าโมเดลรุ่นใหม่เริ่มซ่อนความคิดจากคนที่ตรวจสอบ https://thestandard.co/openai-ai-control-warning/ Tue, 08 Sep 2026 12:21:07 +0000 https://thestandard.co/openai-ai-control-warning/ ภาพแฮกเกอร์สวมฮู้ดพร้อมโค้ดคอมพิวเตอร์ ประกอบคำเตือนหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ OpenAI เรื่องการควบคุม AI

ยาคุบ ปาโชคกี หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ OpenAI ออกมาเรีย […]

The post ไม่มีใครพร้อมรับผลของ AI ที่ฉลาดขึ้นเร็วขนาดนี้ คำเตือนจากหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ OpenAI ที่ชี้ว่าโมเดลรุ่นใหม่เริ่มซ่อนความคิดจากคนที่ตรวจสอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแฮกเกอร์สวมฮู้ดพร้อมโค้ดคอมพิวเตอร์ ประกอบคำเตือนหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ OpenAI เรื่องการควบคุม AI

ยาคุบ ปาโชคกี หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ OpenAI ออกมาเรียกร้องให้ใช้ความระมัดระวังขั้นสูงสุดกับความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พุ่งไปข้างหน้าอย่างควบคุมได้ยาก พร้อมเตือนว่าอาจต้องมีการเข้าแทรกแซงมากกว่านี้เพื่อให้แน่ใจว่ามนุษย์ยังคงควบคุมอนาคตเอาไว้ได้

 

 

เขาเขียนในบล็อกโพสต์ชื่อ An Alien Mind ว่ารู้สึกกังวลว่าไม่มีใครเตรียมพร้อมรับผลที่ตามมาจากการที่ AI ฉลาดขึ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง

 

โพสต์ดังกล่าวออกมาเพียงไม่กี่วันหลังบริษัทผู้สร้าง ChatGPT เปิดตัวโมเดลล่าสุดอย่าง GPT-6 Astra ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

AI เริ่มปกปิดความคิดจากคนที่คอยตรวจสอบ

 

ความเสี่ยงแรกที่ปาโชคกียกมาคือความสามารถในการเจาะระบบ โดยเขาระบุว่า AI Agent ซึ่งหมายถึงระบบ AI ที่ทำงานได้เองหลังรับคำสั่งจากมนุษย์ กำลังเก่งกาจเหนือมนุษย์ในการเจาะเข้าระบบที่มีการป้องกันบนอินเทอร์เน็ตแบบเปิด ซึ่งทำให้โครงสร้างพื้นฐานของโลกตกอยู่ในความเสี่ยง

 

เขามองว่าตอนนี้อยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ควรใช้โมเดลที่ดีที่สุดที่มีอยู่มาเสริมความมั่นคงปลอดภัยของระบบสำคัญให้แน่นหนาขึ้น

 

ปาโชคกียังเตือนว่าในไม่ช้า AI Agent จะเริ่มไล่ตามเป้าหมายของตัวเองที่แยกจากคำสั่งของมนุษย์ และพร้อมข่มขู่หรือต่อรองกับคนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

 

ความเสี่ยงข้อที่สองซึ่งน่ากังวลไม่แพ้กันคือการที่ AI เริ่มปกปิดกระบวนการคิดของตัวเอง

 

ปาโชคกีอธิบายว่าปัจจุบัน OpenAI ตรวจสอบสิ่งที่เรียกว่าสายโซ่การให้เหตุผลของโมเดลเป็นหลัก เพื่อดูว่าระบบเริ่มออกนอกลู่นอกทางตอนไหน เช่น หาก AI คิดในใจว่าควรโกงข้อสอบนี้ ทาง OpenAI ก็จะมองเห็นความคิดนั้น ขณะที่ตัว AI เองไม่รู้ว่าความคิดของมันถูกมองเห็นอยู่

 

ทว่าเขาระบุว่าโมเดลรุ่นใหม่เริ่มเก่งขึ้นในการบิดกระบวนการให้เหตุผลของตัวเอง จนทำให้ OpenAI มองไม่เห็นความคิดที่แท้จริง และบางโมเดลล่าสุดก็ไม่แสดงกระบวนการคิดออกมาเป็นถ้อยคำเลยด้วยซ้ำ

 

ความเสี่ยงข้อสุดท้ายคือการที่ AI เร่งพัฒนาตัวเอง ผ่านกระบวนการที่เขาเรียกว่าการที่ AI พัฒนาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเปิดทางให้การพัฒนา AI ขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว

 

ปาโชคกีเตือนว่าการเร่งให้ AI พัฒนา AI ด้วยกันเองอย่างรวดเร็วในระยะสั้นมีความเสี่ยง และไม่ใช่การกระทำร่วมกันที่ถูกต้องสำหรับแวดวงวิจัย

 

เสนอเกณฑ์บังคับก่อนอนุญาตให้ขยายโมเดล

 

สำหรับทางออกที่ปาโชคกีเสนอนั้น เขาต้องการให้มีเกณฑ์ความปลอดภัยขั้นต่ำที่บังคับใช้ได้ตามกฎหมายหรือตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งอาจบังคับใช้ผ่านเครือข่ายผู้ตรวจสอบอิสระจากภายนอก, หน่วยงานรัฐ หรือองค์กรระหว่างประเทศ

 

โดยห้องปฏิบัติการ AI จะต้องผ่านเกณฑ์เหล่านี้ก่อน จึงจะได้รับอนุญาตให้ขยายขนาดโมเดลหรือนำโมเดลขั้นสูงออกใช้งานต่อไปได้

 

เขายังหวังว่าการชะลอการพัฒนาโดยสมัครใจ ซึ่งหมายถึงการที่บริษัทหยุดพัฒนาเองชั่วคราว จะกลายเป็นเรื่องปกติจนกว่าจะมีการวางกรอบความปลอดภัยร่วมกันได้

 

ในทางปฏิบัติ OpenAI เคยระบุเมื่อเดือนสิงหาคมว่าได้ชะลอการฝึกโมเดลขั้นสูงบางตัวลงเพื่อปรับปรุงความปลอดภัยแล้ว

 

นอกจากนี้บริษัทยังตั้งเป้าสร้างระบบ AI ที่ทำวิจัยได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริงให้ได้ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี โดยปาโชคกีระบุว่าโจทย์หลักของการทำให้งานวิจัย AI เป็นอัตโนมัตินั้นไม่ใช่การไปให้ถึงจุดนั้น หากเป็นการไปให้ถึงในแบบที่ยังคงให้มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนา และทิ้งอนาคตไว้ในมือของมนุษยชาติ

 

ด้าน แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ได้แชร์บทความของปาโชคกีต่อบน X พร้อมระบุว่าเป็นโพสต์ที่สำคัญ

 

สำหรับกฎที่ใช้กำกับดูแลอยู่ตอนนี้ กฎหมาย AI Act ของสหภาพยุโรปมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม ซึ่งกำหนดให้ยักษ์ใหญ่ AI อย่าง OpenAI ต้องพิสูจน์ว่าโมเดลที่ทรงพลังที่สุดของตัวเองไม่สามารถโจมตีไซเบอร์ได้เองหรือหลบเลี่ยงการควบคุมของมนุษย์ ก่อนจะได้รับอนุญาตให้เปิดให้บริการในยุโรป

 

ทว่าข้อจำกัดคือกฎหมายนี้มีผลเฉพาะในยุโรป จึงไม่สามารถหยุด AI ที่ทำงานผิดปกติซึ่งถูกพัฒนาขึ้นในที่อื่นไม่ให้คุกคามทวีปนี้ได้

 

นักวิชาการชี้ข้อเสนอของ OpenAI ยังไม่ดีพอ

 

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของ OpenAI ก็ถูกวิจารณ์เช่นกัน โดย จีนา เนฟฟ์ ศาสตราจารย์และหัวหน้าศูนย์ Minderoo Centre for Technology and Democracy แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุว่าแทนที่จะเสนอกรอบป้องกันที่ดีขึ้น, กฎระเบียบ หรือหลักประกันความปลอดภัยให้ผู้คน บริษัทกลับเสนอให้พัฒนา AI Agent ภายในขึ้นมาวิจัยปัญหาเหล่านี้แทน

 

เธอมองว่าคำตอบลักษณะนี้ยังไม่ดีพอสำหรับความกังวลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อปัญหาที่โมเดลของ OpenAI กำลังสร้างขึ้น ทั้งด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์, การสูญเสียงาน, ความผิดพลาด และการฉ้อโกง

 

ขณะที่ นาธาน คัลวิน ที่ปรึกษากฎหมายของกลุ่มรณรงค์ Encode AI ระบุว่าเขาเห็นด้วยกับปาโชคกีเรื่องอันตรายที่มีอยู่ในการพัฒนาโมเดล AI ขั้นสูง แต่มองว่า OpenAI ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ซึ่งทำให้คำเตือนเหล่านี้เสี่ยงถูกมองว่าเป็นเพียงการสร้างกระแสเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

 

เขาเขียนบน X ว่าหากปาโชคกีและคนอื่นใน OpenAI ต้องการให้คนในวงการ AI ลงมือทำไปพร้อมกับพวกเขาเพื่อให้ทุกอย่างไปได้ดี สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ทำได้คือการแบ่งปันข้อมูลให้มากกว่านี้ว่าพวกเขาเห็นอะไรจึงออกมาเรียกร้องให้ระมัดระวัง

 

[Error: Image 1 not found]

 

ขณะที่อัลต์แมนเคยคาดการณ์ในทำนองเดียวกัน แต่ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg TV เมื่อสัปดาห์ก่อนว่าอุตสาหกรรม AI ยังสื่อสารถึงประโยชน์ที่จะเกิดกับมนุษยชาติได้ไม่มากพอ

 

ทว่าในเวลาเดียวกัน บริษัทต่างๆ ก็ยังเดินหน้าพัฒนาโมเดลที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ โดย เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia โพสต์บน X ว่า AGI มาถึงแล้ว ซึ่งหมายถึง AI ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ โดยเป็นการตอบรับการเปิดตัวโมเดลล่าสุดของ OpenAI

 

ที่น่าสนใจคือมีสตาร์ทอัพจำนวนมากขึ้นที่กำลังพยายามสร้างสิ่งที่ปาโชคกีเตือนถึงพอดี นั่นคือ AI ที่พัฒนาตัวเองได้ โดยนักลงทุนแห่เข้ามาในสายนี้เพราะเดิมพันว่านี่คือเส้นทางสู่ AI ที่เหมือนมนุษย์จริงหรือเก่งยิ่งกว่านั้น

 

ตัวอย่างเช่น Inherent ที่ก่อตั้งโดยอดีตนักวิจัยจาก DeepMind ระดมทุนได้ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.65 พันล้านบาท) เมื่อต้นปีนี้ ส่วน Recursive Superintelligence ห้องปฏิบัติการ AI ของ ริชาร์ด โซเชอร์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังที่ทำวิจัยแนวเดียวกัน ก็ระดมทุนได้ถึง 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.14 หมื่นล้านบาท)

 

ภาพ : Bits And Splits / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ไม่มีใครพร้อมรับผลของ AI ที่ฉลาดขึ้นเร็วขนาดนี้ คำเตือนจากหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ OpenAI ที่ชี้ว่าโมเดลรุ่นใหม่เริ่มซ่อนความคิดจากคนที่ตรวจสอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะแผน Meta ลุยธุรกิจคลาวด์ AI หลัง Zuckerberg เล็งปล่อยเช่าโครงสร้างพื้นฐาน https://thestandard.co/meta-ai-cloud-business/ Fri, 10 Jul 2026 04:16:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1229028 โลโก้ Meta AI บนหน้าจอสมาร์ทโฟน

Meta เผยแผนจัดตั้งธุรกิจคลาวด์ ‘Meta Compute’ เตรียมเปิ […]

The post เจาะแผน Meta ลุยธุรกิจคลาวด์ AI หลัง Zuckerberg เล็งปล่อยเช่าโครงสร้างพื้นฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Meta AI บนหน้าจอสมาร์ทโฟน

Meta เผยแผนจัดตั้งธุรกิจคลาวด์ ‘Meta Compute’ เตรียมเปิดศูนย์ข้อมูลและพลังประมวลผลให้ภายนอกเช่ารันโมเดล AI เพื่อสร้างรายได้เพิ่มจากฮาร์ดแวร์ สวนทางกับฝั่ง OpenAI ที่เพิ่งได้รับไฟเขียวจากรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ปล่อยตัวโมเดลท็อปรุ่นล่าสุด GPT-5.6 Sol, Terra และ Luna สู่สาธารณะ หลังผ่านการทดสอบความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างเข้มงวด ท่ามกลางกระแสข่าวลือการเจรจาให้รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าถือหุ้นในบริษัทเพื่อสร้างความยั่งยืนทางการค้าและการควบคุมเทคโนโลยีระดับโลก

 

Mark Zuckerberg ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Meta Platforms Inc. กล่าวว่า บริษัทต้องการพลังประมวลผล (Compute) สำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ แต่ในช่วงเวลาที่ตลาดกำลังขาดแคลนทรัพยากรสำหรับการพัฒนาและใช้งาน AI เขาก็กำลังพิจารณาว่าโครงสร้างพื้นฐาน AI บางส่วนของ Meta อาจสร้างมูลค่าได้มากกว่าหากนำไปปล่อยเช่าให้ลูกค้าภายนอก

 

Zuckerberg กล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Bloomberg ว่า ข้อเสนอที่บริษัทได้รับสำหรับการใช้พลังประมวลผลนั้นมีมูลค่าสูงมาก ส่งผลให้แนวคิดการทำธุรกิจคลาวด์รูปแบบใหม่น่าสนใจกว่าการเก็บไว้ใช้ภายในเพียงอย่างเดียว

 

ก่อนหน้านี้ Bloomberg รายงานว่า Meta กำลังพัฒนาแผนจัดตั้งธุรกิจคลาวด์ของตนเอง ซึ่งจะเปิดโอกาสให้บริษัทสร้างรายได้โดยตรงจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) และเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวติ้งที่ได้ลงทุนไว้จำนวนมาก โดย Zuckerberg ระบุไว้ว่า โอกาสในการสร้างธุรกิจคลาวด์นั้น ‘มีอยู่แน่นอนทุกเมื่อที่บริษัทต้องการเดินหน้า’

 

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่านั่นไม่ได้หมายความว่า Meta ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานมากเกินความจำเป็น หรือมีพลังประมวลผลส่วนเกินเหลือใช้อยู่ในปัจจุบัน

 

“ผมไม่รู้จักใครในอุตสาหกรรมนี้เลยที่รู้สึกว่าตัวเองมีพลังประมวลผลมากเกินไป” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า Meta กำลังใช้ทรัพยากรคอมพิวติ้งทั้งหมดที่มีอยู่ในขณะนี้

 

หุ้นของ Meta ปรับตัวสูงขึ้นหลัง Bloomberg รายงานเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า บริษัทกำลังพิจารณาธุรกิจคลาวด์หลายรูปแบบ หนึ่งในแนวทางที่อยู่ระหว่างการศึกษา คือการเปิดให้ลูกค้าภายนอกเข้าถึงโมเดล AI ต่าง ๆ ที่ทำงานอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานของ Meta คล้ายกับบริการ Bedrock ของ Amazon Web Services (AWS)

 

ภายใต้แนวคิดดังกล่าว Meta จะเป็นผู้ดูแลศูนย์ข้อมูลและชิปประมวลผลที่ใช้รันโมเดล AI รวมถึงโมเดล Muse Spark ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง และเรียกเก็บค่าบริการจากนักพัฒนาซอฟต์แวร์หรือองค์กรที่ต้องการใช้งานโมเดลเหล่านั้นผ่านระบบคลาวด์ของ Meta

 

รัฐบาลสหรัฐฯ ไฟเขียว ให้ OpenAI ปล่อยตัวโมเดลท็อป

 

ด้าน Sam Altman ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า GPT-5.6 Sol โมเดล AI รุ่นล่าสุดของบริษัท มีประสิทธิภาพด้านการใช้โทเคน (Token Efficiency) ในงานเขียนโค้ดแบบ Agentic Coding ดีขึ้นถึง 54% และมีความสามารถ ‘ดีเทียบเท่าหรือดีกว่า’ โมเดล AI คู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบัน

 

Altman กล่าวว่า ทุกองค์กรในวันนี้กำลังให้ความสำคัญกับต้นทุนการใช้ AI และความคุ้มค่าที่ได้รับตอบแทนจากการลงทุน นั่นคือสิ่งที่เราพยายามทำให้เกิดขึ้น

 

OpenAI เริ่มเปิดให้ใช้งานโมเดล AI ชุดใหม่ ได้แก่ GPT-5.6 Sol, Terra และ Luna อย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดี หลังจากเปิดตัวไปเมื่อเดือนก่อน โดยในช่วงแรกบริษัทจำกัดการเข้าถึงไว้เฉพาะ ‘กลุ่มพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจ’ ตามคำร้องขอของรัฐบาลสหรัฐฯ

 

Altman ระบุว่า OpenAI ได้ทำงานร่วมกับ Howard Lutnick รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ, Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ Sean Cairncross ผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงไซเบอร์แห่งชาติสหรัฐฯ ในกระบวนการอนุมัติการเปิดตัวโมเดลดังกล่าว

 

เขาอธิบายว่าความร่วมมือระหว่าง OpenAI และรัฐบาลเป็นกระบวนการ ‘ทำงานร่วมกันไปมา’ โดยหน่วยงานภาครัฐจะทำการทดสอบโมเดลและแจ้งประเด็นปัญหาที่บริษัทต้องแก้ไขเพิ่มเติม

 

Altman กล่าวว่า หากคุณต้องการให้ผู้คนเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เราต้องการ และคุณกำลังพัฒนาโมเดลที่ทรงพลังมาก คุณจำเป็นต้องมั่นใจได้ว่าคำกล่าวอ้างด้านความปลอดภัยของคุณมีความน่าเชื่อถือ เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้น ผู้คนทั่วโลกจะเริ่มรู้สึกไม่สบายใจอย่างรวดเร็ว

 

ก่อนหน้านี้ CNBC รายงานว่า OpenAI กำลังอยู่ระหว่างการหารือเบื้องต้นและต่อเนื่องกับรัฐบาลของประธานาธิบดี Donald Trump เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะเข้าถือหุ้นในบริษัท

 

ขณะที่หนังสือพิมพ์ Financial Times รายงานว่า OpenAI ได้เสนอให้รัฐบาลถือหุ้น 5% ในบริษัท แต่ Altman กล่าวว่าข้อมูลดังกล่าว ‘มีความคลาดเคลื่อนอยู่หลายประการ’

 

ซีอีโอของ OpenAI ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เขาหวังให้แนวทางกำกับดูแล AI ในอนาคตมีลักษณะเป็นมาตรฐานระดับโลก และทำให้ผู้คนสามารถใช้งาน AI ได้โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับประเด็นด้านความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา

 

ภาพ: El editorial/ Shutterstock

อ้างอิง:

The post เจาะแผน Meta ลุยธุรกิจคลาวด์ AI หลัง Zuckerberg เล็งปล่อยเช่าโครงสร้างพื้นฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป 4 สัญญาณเตือนที่ผู้นำต้องฟังจาก Dario Amodei แห่ง Anthropic เมื่อบิ๊กเทคชนอำนาจรัฐระดับแสนล้าน https://thestandard.co/the_secret_sauce/dario-amodei-anthropic-ai-warnings/ Fri, 03 Jul 2026 11:00:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1226313 ภาพ Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic กำลังพูดถึงสัญญาณเตือนด้าน AI

ภาพผู้นำปัญญาประดิษฐ์สองคน ‘Sam Altman’ แห่ง OpenAI และ […]

The post สรุป 4 สัญญาณเตือนที่ผู้นำต้องฟังจาก Dario Amodei แห่ง Anthropic เมื่อบิ๊กเทคชนอำนาจรัฐระดับแสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic กำลังพูดถึงสัญญาณเตือนด้าน AI

ภาพผู้นำปัญญาประดิษฐ์สองคน ‘Sam Altman’ แห่ง OpenAI และ ‘Dairo Amodei’ แห่ง Anthropic ไม่ยอมจับมือกันบนเวทีโลกกลายเป็นชนวนสงครามปรัชญาครั้งใหม่ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว Amodei ที่เพิ่งดันมูลค่าบริษัทพุ่งแตะ 965,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้า OpenAI ไปเรียบร้อยในเดือนพฤษภาคม 2026 พร้อมส่งสัญญาณเตือน 4 ข้อให้คนทำงานและซีอีโอรีบปรับตัวรับมือเกมการเมืองโลกและการจัดสรรตลาดซอฟต์แวร์ใหม่ก่อนจะหลุดขบวน

 

🟡 Dario Amodei คือใคร ทำไมเราต้องฟังเขา

 

เขาคืออดีต Vice President of Research ที่อยู่เบื้องหลังโมเดลยุคบุกเบิกอย่าง GPT-2 และ GPT-3 ของ OpenAI ก่อนจะลาออกมาตั้ง Anthropic ร่วมกับทีมวิจัยระดับหัวกะทิเพื่อพิสูจน์ว่าระบบที่ทรงพลังต้องเติบโตควบคู่ไปกับความปลอดภัย

 

ตอนนี้ Anthropic กลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกไปแล้ว โดยสถาบันวิจัย Futurum ประเมินว่าบริษัทจะทำกำไรจากการดำเนินงานได้สำเร็จในไตรมาสที่สองของปี 2026 ซึ่งถือเป็นรายแรกในกลุ่มผู้พัฒนาโมเดลระดับแนวหน้า การที่เขามองเห็นทั้งมิติของเทคโนโลยี กลยุทธ์ธุรกิจ และการกำกับดูแลพร้อมกัน สัญญาณที่ส่งออกมาในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจึงเป็นคำเตือนวงในที่ครอบคลุมตั้งแต่ความปลอดภัย เกมการเมืองของรัฐ ไปจนถึงการจัดโครงสร้างซอฟต์แวร์ใหม่ กลุ่มผู้จัดการกองทุนเริ่มขยับสัดส่วนการลงทุนเพราะรู้ว่าผู้นำวงในแบบเขาเห็นคลื่นใต้น้ำก่อนคนส่วนใหญ่

 

และนี่คือ 4 ข้อสำคัญจาก Amodei ที่ผู้นำต้องรู้

 

🟡 สัญญาณที่ 1 ทุกองค์กรต้องเลือกปรัชญาของระบบปัญญาประดิษฐ์ให้ชัดเจน

 

หมดเวลาเลือกโมเดลเข้ามาใช้ในบริษัทเพียงเพราะคำถามง่ายๆ ว่าตัวไหนวิ่งเร็วกว่า ราคาถูกกว่า หรือทำคะแนนทดสอบได้ดีกว่าแล้ว สิ่งที่คนเป็นผู้นำธุรกิจต้องตอบให้ได้ในตอนนี้คือองค์กรเรามีปรัชญาต่อเรื่องนี้อย่างไร จะเลือกเดินหน้าขยายสเกลให้ไวที่สุดตามสไตล์สตาร์ตอัป หรือเลือกเติบโตภายใต้ข้อจำกัดและความปลอดภัย

 

สอดคล้องกับบทสัมภาษณ์กับ Emily Chang ทางสื่อ Bloomberg Original ที่ Amodei เล่าว่าตัดสินใจลาออกจาก OpenAI เพราะปัญหารูปแบบพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจและค่านิยมที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจนร่วมงานกันยาก ล่าสุดในงาน India AI Impact Summit ณ กรุงนิวเดลี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ภาพที่เขากับ Sam Altman ยืนอยู่บนเวทีแล้วไม่ยอมจับมือหรือคล้องมือกันกลายเป็นภาพไวรัลที่เป็นตัวแทนความขัดแย้งเชิงปรัชญาชัดเจน ซึ่งทาง Amodei ระบุผ่านสื่อด้วยข้อความว่า

 

“We’ll see who wins in the market. We’ll see who wins in the court of public opinion.” (เดี๋ยวจะได้เห็นกันว่าใครจะชนะในสมรภูมิการค้า และใครจะชนะในศาลมหาชน)

 

🟡 สัญญาณที่ 2 ความปลอดภัยกำลังกลายเป็นปราการด่านสำคัญในการแข่งขันทางธุรกิจ

 

เมื่อปัญญาประดิษฐ์ถูกนำเข้าไปฝังอยู่ในกลุ่มงานระดับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความละเอียดอ่อนสูงอย่างระบบธนาคาร โรงพยาบาล หรือบริษัทประกันภัย สิ่งที่ลูกค้าองค์กรให้ความสำคัญคือความมั่นใจว่าปลอดภัยและควบคุมได้จริง โดยให้น้ำหนักมากกว่าระดับความฉลาดของระบบ

 

ความคิดนี้กำลังขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Trust Premium Economy หรือระบบที่ความน่าเชื่อถือสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ ค่าย Anthropic วางตำแหน่ง Claude ให้แตกต่างด้วยการชูจุดเด่นเรื่องความปลอดภัยและโปร่งใสผ่านบริการสำหรับองค์กรอย่าง Claude Code และ Claude for Work พวกเขาพัฒนานวัตกรรมที่เรียกว่า Constitutional AI หรือการสร้างรัฐธรรมนูญให้ตัวระบบใช้ตรวจสอบ วิจารณ์ และปรับปรุงคำตอบของตัวเองก่อนส่งถึงผู้ใช้ วิธีนี้เปลี่ยนคำถามจากการดูว่าระบบตอบได้ถูกใจไหม ไปสู่การตรวจสอบว่าระบบใช้หลักการอะไรในการตัดสินใจ

 

ยิ่งถ้ามองในชีวิตจริง เวลาผู้บริโภคก้าวขาเข้าไปรักษาในโรงพยาบาลที่ใช้ระบบวิเคราะห์โรค ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวจากระบบที่ไม่มีหลักการโปร่งใสสามารถทำลายชื่อเสียงขององค์กรที่สร้างมาเป็นสิบปีได้ทันที ความน่าเชื่อถือตรงนี้จึงกลายเป็นสินทรัพย์และ Business Moat รูปแบบใหม่ที่คู่แข่งลอกเลียนแบบได้ยาก

 

🟡 สัญญาณที่ 3 เกมการเมืองระดับชาติเข้าแทรกแซงเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคง

 

ยุคของการสร้างเทคโนโลยีล้ำๆ ไปก่อนแล้วปล่อยให้รัฐบาลออกกฎหมายวิ่งไล่ตามหลังมันจบลงไปแล้ว บทความจากสำนักข่าว The Economist รายงานว่าความสำเร็จเชิงพาณิชย์ทำให้ Anthropic ตกเป็นเป้าสายตาและเปิดศึกกับรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ Donald Trump เพื่อแย่งชิงสิทธิ์ควบคุมปัญญาประดิษฐ์ระดับซูเปอร์อัจฉริยะ เนื่องจากรัฐมองว่าเทคโนโลยีระดับนี้คือทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลต่อความมั่นคงและการเอาชนะคู่แข่งอย่างประเทศจีน

 

เมื่อโมเดลรุ่นใหมอย่าง Mythos และ Fable แสดงศักยภาพด้าน Cybersecurity และการวิเคราะห์ข้อมูลที่ก้าวกระโดด รัฐบาลจึงเข้ามาคุมเข้มส่งผลให้พนักงานที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกันไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง

 

จุดแตกหักเกิดขึ้นเมื่อ Amodei ลากเส้นแดงชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้รัฐนำระบบไปใช้ตรวจตราประชาชนในวงกว้างหรือใช้ในระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติ เขาประเมินว่ามีโอกาส 10-25% ที่เทคโนโลยีนี้อาจนำไปสู่หายนะของอารยธรรม จึงตั้งกลุ่มผู้ดูแลผลประโยชน์ระยะยาวในชื่อ Long Term Benefit Trust คอยคุมบอร์ดบริหารเพื่อคานอำนาจทุน ทางฝั่งที่ปรึกษาด้านปัญญาประดิษฐ์ของรัฐบาลอย่าง David Sacks และเจ้าหน้าที่รัฐบาลมองว่าบริษัทใช้ความกลัวเพื่อหวังผลประโยชน์ตัวเองในลักษณะ Regulatory Capture (ครอบงำการกำกับดูแล) และตราหน้าทีมงานว่าเป็นพวกซ้ายจัดเสียสติที่คิดว่าตัวเองอยู่เหนืออำนาจรัฐ รัฐบาลจึงตอบโต้ด้วยการตัดสัญญาภาครัฐบางส่วน

 

🟡 สัญญาณที่ 4 การเปลี่ยนผ่านของซอฟต์แวร์แบบเดิมสู่การขายผลลัพธ์ด้วยตัวแทนอัจฉริยะ

 

กระแสความกลัวยุค SaaSpocalypse ในช่วงต้นปี 2026 ทำให้นักลงทุนแห่เทขายหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์เพราะกังวลว่าระบบอัตโนมัติจะเข้ามาแทนที่แอปพลิเคชันรูปแบบเดิมทั้งหมด แต่ Amodei มองมุมกลับและระบุกับสื่อ Bloomberg ด้วยประโยคสั้นๆ ว่า “The pie will get bigger” หรือเค้กก้อนนี้กำลังจะใหญ่ขึ้น เนื่องจากระบบอัจฉริยะเข้ามาช่วยเปิดประตูไปสู่ตลาดใหม่ๆ และทำงานซับซ้อนที่ในอดีตซอฟต์แวร์ทำไม่ได้

 

ปลายทางของธุรกิจยุคนี้เปลี่ยนจากการขายตัวซอฟต์แวร์ธรรมดาไปสู่การขายผลลัพธ์ที่จบงานได้จริงผ่านระบบ AI Agent คำแนะนำคือผู้นำต้องกลับไปทบทวนและทำข้อสรุปเกี่ยวกับรายการจุดแข็งหรือมูทของตัวเองออกมา สำนักข่าว Reuters รายงานว่าในเดือนพฤษภาคม 2026 นักลงทุนเริ่มกลับเข้าซื้อหุ้นซอฟต์แวร์อีกครั้งหลังจากคัดกรองได้ว่าใครคือตัวจริง หุ้นของ ServiceNow พุ่งขึ้นกว่า 40% ในเดือนเดียวหลังจากนักวิเคราะห์ของ Bank of America ปรับมุมมองเป็นแนะนำให้ซื้อ เนื่องจากระบบเข้าไปฝังอยู่ในเวิร์กโฟลว์ของลูกค้าจนแกะออกยาก หุ้น Snowflake ก็ทะยานขึ้น 35-37% ในวันเดียว สวนทางกับ Salesforce ที่โดนปรับลดมุมมองเป็น Underperform เพราะรูปแบบการเก็บค่าบริการรายเดือนแบบเก่าเริ่มโดนท้าทาย พนักงานออฟฟิศที่เคยทำหน้าที่เพียงแค่คีย์ข้อมูลหรือสร้างแดชบอร์ดสรุปงานทั่วไปอาจเผชิญความเสี่ยงหากองค์กรปรับเปลี่ยนไปเน้นการซื้อผลลัพธ์จากตัวแทนอัจฉริยะแทนการเช่าระบบซอฟต์แวร์แบบเดิม

 

ความเปลี่ยนแปลงรอบนี้แสดงให้เห็นว่าผลลัพธ์ในอนาคตขึ้นอยู่กับความนิ่งและวิธีคิดของผู้นำ โดยข้อจำกัดด้านความฉลาดของตัวระบบจะลดบทบาทลง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ปั่นป่วน Amodei แนะนำให้คนทำงานและซีอีโอทำตัวเหมือนศัลยแพทย์ในห้องผ่าตัด ยิ่งรอบตัวเกิดวิกฤตและกดดันมากเท่าไร ผู้นำยิ่งต้องนิ่งและตัดสินใจด้วยหลักการที่ชัดเจนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกล้าปรับโมเดลธุรกิจให้ทันเกม

The post สรุป 4 สัญญาณเตือนที่ผู้นำต้องฟังจาก Dario Amodei แห่ง Anthropic เมื่อบิ๊กเทคชนอำนาจรัฐระดับแสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 3 โมเดลสหรัฐฯ ดึงความมั่งคั่ง AI คืนประชาชน OpenAI ชงรัฐตั้งกองทุนสาธารณะถือหุ้น 5% https://thestandard.co/us-ai-wealth-openai-fund/ Thu, 02 Jul 2026 11:24:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1226071 ภาพแนวคิด AI แสดงถึงการกระจายความมั่งคั่งจากเทคโนโลยีสู่ประชาชน

วันนี้ (2 ก.ค. 2569) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า OpenA […]

The post เปิด 3 โมเดลสหรัฐฯ ดึงความมั่งคั่ง AI คืนประชาชน OpenAI ชงรัฐตั้งกองทุนสาธารณะถือหุ้น 5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแนวคิด AI แสดงถึงการกระจายความมั่งคั่งจากเทคโนโลยีสู่ประชาชน

วันนี้ (2 ก.ค. 2569) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า OpenAI อยู่ระหว่างการหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับข้อเสนอให้รัฐบาลสหรัฐฯ ถือหุ้น 5% ในบริษัท หลังจากเมื่อต้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาประกาศว่าจะหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท AI ราว 12-15 ราย ถึงข้อเสนอให้รัฐบาลถือหุ้นในบริษัทเหล่านี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์จากกำไรมหาศาลของบริษัท AI สู่ประชาชน ซึ่งทรัมป์อ้างว่า หากบริษัทให้ความร่วมมือ จะทำให้พลเมืองสหรัฐฯ มั่งคั่งขึ้น

 

แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI มองว่า การเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนได้เสียทางการเงินในบริษัท อาจเป็นแนวทางที่ช่วยแบ่งปันผลประโยชน์จากการเติบโตของ AI ให้กับสังคมในวงกว้าง

 

ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน Sam ได้เสนอแนวคิดให้บริษัท AI ชั้นนำของสหรัฐฯ โอนหุ้นประมาณ 5% เข้ากองทุนสาธารณะ (Public Wealth Fund) ซึ่งมีรูปแบบคล้ายกับ ‘Alaska Permanent Fund’ ซึ่งเป็นกองทุนความมั่งคั่งของรัฐอะแลสกาที่นำรายได้จากน้ำมันไปลงทุนในหุ้น และนำผลตอบแทนมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้รัฐบาลท้องถิ่นและประชาชนในรัฐ

 

โดย ‘Public Wealth Fund’ คือกองทุนที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในผลประโยชน์จากสินทรัพย์หรืออุตสาหกรรมที่สร้างความมั่งคั่งระดับชาติ

 

การเสนอให้รัฐบาลเข้ามาถือหุ้นบริษัท อาจเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างภาคธุรกิจกับรัฐบาลสหรัฐฯ และลดแรงกดดันทางการเมืองด้วยการทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการเติบโตของอุตสาหกรรม AI

 

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ประชาชนออกมาแสดงความกังวลถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงานความมั่นคงทางไซเบอร์ ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้าตรวจสอบบริษัท OpenAI และ Anthropic อย่างเข้มข้น ส่งผลให้การเปิดตัวโมเดล AI ขั้นสูงของทั้งสองบริษัทต้องล่าช้าออกไป

 

อย่างไรก็ตาม การหารือระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และ OpenAI ยังอยู่ในขั้นต้น และอาจต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนจัดสรรหุ้นจริง สิ่งที่ต้องจับตาคือข้อเสนอของ OpenAI ครั้งนี้ จะกลายเป็นบรรทัดฐานให้บริษัท AI เจ้าอื่น จัดสรรหุ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกันหรือไม่

 

3 โมเดลคืนกำไร AI สู่ประชาชน

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลสหรัฐฯ แสดงความต้องการเข้าถือหุ้นในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางผู้ผลิตนวัตกรรมระดับโลก ซึ่งสร้างข้อได้เปรียบทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกจนถึงปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ หากรัฐบาลสหรัฐฯ สามารถเข้าถือหุ้นในบริษัท AI ทุกแห่ง นี่อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อโครงสร้างรายได้ของรัฐบาลกลาง โดยหุ้น AI อาจกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของรัฐในระยะยาว เมื่อมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้น รายได้ของรัฐบาลก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้รัฐบาลไม่ต้องใช้วิธีขึ้นภาษีตรงๆ เพื่อเพิ่มการจัดเก็บรายได้ และอาจได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนใหม่ จากการที่ OpenAI และ Anthropic เดินหน้าเตรียมเสนอขายหุ้น IPO ในปีนี้และปีหน้า

 

และนี่คือ 3 โมเดลที่รัฐบาลสหรัฐฯ อาจใช้เป็นเครื่องมือกระจายความมั่งคั่งจากกำไรบริษัท AI สู่ประชาชน

 

1. เก็บภาษีเป็นหุ้น แทนการจ่ายเป็นเงินสด

 

หนึ่งในข้อเสนอที่ถูกพูดมากที่สุด คือข้อเสนอของ Bernie Sanders วุฒิสมาชิกอิสระจากรัฐเวอร์มอนต์ ซึ่งเสนอร่างกฎหมาย American AI Sovereign Wealth Fund Act ที่กำหนดให้บริษัท AI ต้องจ่ายภาษีในรูปแบบ ‘หุ้น’ แทนเงินสด แล้วหุ้นนั้นจะถูกโอนเข้าไปอยู่ในกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนได้เสียโดยตรงในมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ AI สร้างขึ้น

 

โดยบริษัทขนาดใหญ่จะต้องจ่ายภาษีเป็นหุ้นครั้งเดียวในสัดส่วน 50% และให้สิทธิประชาชนส่งตัวแทนเข้าไปนั่งในคณะกรรมการบริษัท เพื่อร่วมตัดสินใจและป้องกันไม่ให้บริษัทดำเนินกิจการที่สร้างความเสียหายแก่สาธารณะ

 

Sanders ระบุว่า หากปล่อยให้ AI และหุ่นยนต์พัฒนาโดยไม่มีการกำกับดูแล เทคโนโลยีเหล่านี้อาจกระทบต่อการจ้างงาน สิทธิความเป็นส่วนตัว และสุขภาพจิตของประชาชน พร้อมย้ำว่า อนาคตของ AI ไม่ควรถูกกำหนดโดยกลุ่มมหาเศรษฐีเทคโนโลยีเพียงไม่กี่ราย เพราะรากฐานของ AI เกิดจากองค์ความรู้ร่วมของมนุษยชาติและผลงานสร้างสรรค์ของผู้คนจำนวนมาก

 

แนวคิดนี้คล้ายกับข้อเสนอของนักกฎหมาย 2 ราย ที่เสนอให้บริษัทจ่ายภาษีในรูปแบบ ‘หุ้น’ แทนเงินสด เปรียบเหมือนการโอนหุ้นให้รัฐบาล โดยที่รัฐไม่ต้องใช้เงินลงทุนโดยตรง อย่างไรก็ตาม Jeremy Bearer-Friend ศาสตราจารย์จากคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน (George Washington University Law School) ระบุว่า แนวทางนี้ไม่ได้ทำให้รัฐบาลมีอำนาจควบคุมบริษัท

 

2. รัฐให้เงินสนับสนุน แลกกับการถือหุ้น

 

อีกโมเดลหนึ่ง ซึ่งถือเป็นท่าไม้ตายใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ คือการให้เงินทุนสนับสนุนบริษัท AI เพื่อแลกกับสัดส่วนการถือหุ้นส่วนน้อยในบริษัท เช่น ในปี 2568 ที่รัฐบาลสหรัฐฯ แปลงเงินอุดหนุนภายใต้กฎหมาย CHIPS Act (กฎหมายส่งเสริมการผลิตชิป) เป็นการถือหุ้นสัดส่วน 10% ในบริษัท Intel เพื่อช่วยพยุงบริษัทที่ราคาหุ้นตกต่ำ จากการเทคโนโลยีผลิตชิปที่ล้าหลัง และกระตุ้นให้เกิดการเร่งลงทุนผลิตชิปภายในประเทศ

 

หรือในช่วงเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศแผนเงินอุดหนุน 2 พันล้านดอลลาร์ กระจายการลงทุนในบริษัทควอนตัมคอมพิวติ้ง 9 แห่ง พร้อมเข้าถือหุ้นส่วนน้อย เพื่อผลักดันเทคโนโลยี ‘ควอนตัมคอมพิวติ้ง (Quantum Computing)’ เป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายหลักในการป้องกันการผูกขาดเทคโนโลยีและรักษาความเป็นผู้นำเหนือประเทศคู่แข่ง

 

ปัจจุบันโมเดลนี้ถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะอุตสาหกรรม AI ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลอย่างต่อเนื่อง กระจายการลงทุนไปยังดาต้าเซ็นเตอร์ ชิปประมวลผล และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อื่นๆ โดยในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งเร่งระดมทุนจำนวนมากเพื่อรองรับการลงทุนดังกล่าว

 

Alphabet บริษัทแม่ของ Google DeepMind ระบุว่า จะเพิ่มวงเงินการเสนอขายหุ้นเป็น 84,750 ล้านดอลลาร์ สะท้อนความต้องการเงินทุนขนาดใหญ่ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในยุค AI

 

อย่างไรก็ตาม Neil Chilson นักวิเคราะห์นโยบาย AI จาก Abundance Institute เตือนว่า รัฐบาลไม่ควรนำโมเดลแบบ Intel มาใช้กับอุตสาหกรรม AI อย่างกว้างขวาง เพราะอาจทำให้บทบาทของรัฐบิดเบือนไป จากผู้กำกับดูแลปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ กลายเป็นนักธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนจากการลงทุนมากกว่า

 

3. จัดตั้ง ‘Public Wealth Fund’

 

อีกแนวทางหนึ่งคือการให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์จาก AI โดยตรง คือการจัดตั้ง ‘Public Wealth Fund’ หรือกองทุนความมั่งคั่งสาธารณะ ซึ่งเป็นแนวคิดของ OpenAI ที่เสนอให้รัฐบาลถือหุ้นในบริษัท AI ผ่านกองทุน และนำผลตอบแทนที่ได้ไปกระจายให้ประชาชนในรูปแบบต่างๆ เช่น เงินปันผล สวัสดิการ การศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

 

ขณะที่ Anthropic กำลังศึกษาแนวคิด Digital Dividend หรือเงินปันผลดิจิทัล ที่แบ่งรายได้จากการจัดเก็บภาษีอุตสาหกรรม AI มาจ่ายเป็นเงินปันผลให้ชาวอเมริกัน

 

โดยมีคนจำนวนมากให้การสนับสนุนโมเดลนี้ เพราะมองว่าการพัฒนา AI พึ่งพาข้อมูลจำนวนมากจากสาธารณชน ดังนั้น ผลประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้จึงไม่ควรถูกกระจุกอยู่กับบริษัทเทคโนโลยีและผู้ถือหุ้นเดิมเพียงกลุ่มเดียว

 

ภาพ: TSViPhoto/ Shutterstock

The post เปิด 3 โมเดลสหรัฐฯ ดึงความมั่งคั่ง AI คืนประชาชน OpenAI ชงรัฐตั้งกองทุนสาธารณะถือหุ้น 5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
แซม อัลต์แมน กลับลำเรื่อง AI แย่งงาน ลั่น ‘ยินดีที่คิดผิด’ ชี้ AI ยังไม่ทำให้คนตกงานครั้งใหญ่อย่างที่หลายฝ่ายหวั่นเกรง https://thestandard.co/sam-altman-ai-jobs-wrong/ Sat, 30 May 2026 02:54:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1212657 แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI กำลังกล่าวสุนทรพจน์

แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ออกมายอมรับว่าตนเอง ̵ […]

The post แซม อัลต์แมน กลับลำเรื่อง AI แย่งงาน ลั่น ‘ยินดีที่คิดผิด’ ชี้ AI ยังไม่ทำให้คนตกงานครั้งใหญ่อย่างที่หลายฝ่ายหวั่นเกรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI กำลังกล่าวสุนทรพจน์

แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ออกมายอมรับว่าตนเอง ‘ยินดีที่คิดผิด’ เกี่ยวกับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อการจ้างงาน หลังก่อนหน้านี้เคยทำนายไว้อย่างดุดันว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานของมนุษย์เป็นวงกว้าง โดยล่าสุดเขากลับมองว่าโลกจะไม่เผชิญ ‘คลื่นตกงานครั้งใหญ่’ (Jobs Apocalypse) อย่างที่หลายบริษัทในวงการ AI ออกมาเตือน

 

 
 

“ผมไม่คิดว่าเราจะเจอภาวะคนตกงานครั้งใหญ่แบบที่บางบริษัทในวงการของเราพูดถึงกัน” อัลต์แมนกล่าวผ่านการสัมภาษณ์ทางออนไลน์ในงานประชุมของธนาคาร Commonwealth Bank of Australia (CBA) ที่นครซิดนีย์เมื่อวันอังคาร (26 พ.ย.) ที่ผ่านมา

 

จากคำทำนายสู่ ‘ยินดีที่คิดผิด’

 

ตลอดเส้นทางการก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในซีอีโอที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการ AI อัลต์แมนเคยกล่าวไว้หลายครั้งว่าเทคโนโลยีนี้ “อาจจะเข้ามาแทนที่งานส่วนใหญ่ที่ผู้คนทำอยู่ในทุกวันนี้” และงานบางประเภทจะ ‘หายไปอย่างสิ้นเชิง’ ส่วนคนที่ได้รับผลกระทบก็จะ “หางานใหม่ๆ ทำได้เอง”

 

แต่มาวันนี้ ท่าทีของเขากลับเปลี่ยนไป โดยอัลต์แมนยอมรับว่าการคาดการณ์ในอดีตคลาดเคลื่อน “ผมยินดีที่คิดผิดในเรื่องนี้ ผมเคยคิดว่าป่านนี้น่าจะมีการแทนที่งานออฟฟิศระดับเริ่มต้นมากกว่าที่เกิดขึ้นจริง” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า “ตอนนี้ผมเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมมันถึงยังไม่เกิดขึ้น และผมก็รู้สึกขอบคุณ แต่นั่นเป็นเรื่องที่สัญชาตญาณของผมพลาดไป”

 

อัลต์แมนยังแยกแยะว่า สิ่งที่เขาและทีมผู้บริหารคาดการณ์ ‘ถูกพอสมควร’ คือพัฒนาการด้านเทคโนโลยีของ AI นับตั้งแต่เปิดตัว ChatGPT ในปี 2022 แต่สิ่งที่ ‘ค่อนข้างผิด’ คือการประเมินผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจที่ตามมา โดยยอมรับว่าในเวลานั้นเขามองว่าความเสี่ยงเรื่องการตกงานเป็นเรื่องจริงที่ควรพูดถึง แม้บางคนจะมองว่าเขา ‘ปลุกความกลัวเกินจำเป็น’ ก็ตาม

 

อัลต์แมนอธิบายว่าสิ่งที่ AI ไม่อาจเข้ามาแทนที่ได้คือ ‘บทบาทของมนุษย์’ ในการทำงาน เพราะผู้คนยังให้ความสำคัญกับการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน

 

เขายกตัวอย่างว่าเคยให้ AI ช่วยตอบข้อความใน Slack และอีเมลแทน โดยขึ้นต้นว่า ‘นี่คือ AI ของแซม’ แต่สุดท้ายก็กลับมาตอบด้วยตัวเองในหลายข้อความ “มันทำให้ผมเห็นว่าเราใส่ใจการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนจริงๆ และเป็นสิ่งที่ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะมอบหมายให้ AI ทำแทนได้ในเร็ววันนี้”

 

ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เขาเชื่อว่าภาพรวมการจ้างงานในอนาคตจะต่างจากที่เคยคิดไว้มาก แม้จะยอมรับว่าความเสี่ยงนี้ยังอาจเกิดขึ้นได้อยู่ดี

 

จังหวะ IPO และสัญญาณต้นทุน AI ที่สูงลิ่ว

 

การกลับลำของอัลต์แมนเกิดขึ้นในจังหวะสำคัญของวงการ AI เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง SpaceX, OpenAI และ Anthropic ต่างเตรียมระดมทุนจากนักลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่สูงลิ่ว

 

โดย OpenAI ตั้งเป้ารายได้แตะ 2.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.14 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 จากปัจจุบันที่ราว 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.16 แสนล้านบาท) ขณะที่ SpaceX หวังมูลค่ากิจการ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 48.98 ล้านล้านบาท) จากการ IPO

 

ส่วน Anthropic มีรายงานว่ากำลังเจรจาระดมทุน 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.79 แสนล้านบาท) ที่ระดับมูลค่ากิจการ 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 29.39 ล้านล้านบาท)

 

แม้ตัวเลขเหล่านี้จะสูงลิ่ว แต่ก็เริ่มมีสัญญาณว่าบางบริษัทกำลังหา ‘ความคุ้มค่า’ จากการใช้ AI ได้ยากขึ้น โดยประธานและซีโอโอของ Uber ยอมรับว่าการหาเหตุผลมารองรับต้นทุน AI ในบริษัทยากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ก่อนหน้านี้ฝ่ายเทคโนโลยีของ Uber เคยเปิดเผยว่าบริษัทใช้งบประมาณสำหรับ Claude Code ของทั้งปี 2026 หมดภายในเวลาเพียง 4 เดือน

 

ด้านไบรอัน คาทันซาโร รองประธานฝ่าย Deep Learning ของ Nvidia ระบุว่า AI ไม่ได้ช่วยให้บริษัทประหยัดต้นทุนแรงงานอย่างที่เข้าใจกัน และอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการจ้างพนักงานด้วยซ้ำ “สำหรับทีมของผม ต้นทุนด้านการประมวลผลสูงกว่าต้นทุนพนักงานมาก” เขากล่าว เช่นเดียวกับ Microsoft ที่มีรายงานว่าเริ่มยกเลิกสิทธิ์การใช้งาน Claude ของ Anthropic ให้กับวิศวกร เนื่องจากต้นทุนที่สูง

 

นักเศรษฐศาสตร์เห็นต่าง ขณะการเลย์ออฟยังพุ่ง

 

ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญต่างมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากว่า AI จะทำให้คนตกงานครั้งใหญ่จริงหรือไม่ โดยปีเตอร์ ไวลด์ฟอร์ด หัวหน้าฝ่ายนโยบายของ AI Policy Network มองว่าการคาดการณ์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจาก AI นั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 

ประเด็นที่คาดเดายากที่สุดคือเรื่องการโยกย้ายแรงงาน กล่าวคือ หาก AI เข้ามาแทนที่งานบางประเภทจนหมด คนงานเหล่านั้นจะตกงานถาวร หรือจะหาอาชีพใหม่ทำได้ นอกจากนี้เขายังตั้งข้อสังเกตว่าเหตุผลหนึ่งที่อัลต์แมนเปลี่ยนท่าทีอาจมาจากกระแสความเห็นของสาธารณชน เนื่องจากผลสำรวจชี้ว่าชาวอเมริกันรู้สึกในแง่ลบต่อ AI ค่อนข้างมาก ทำให้ยากจะบอกได้ว่าวงการ AI เปลี่ยนการคาดการณ์จริง หรือเพียงพยายามเปลี่ยนเรื่องเล่าให้ดูดีขึ้น

 

มุมมองที่ต่างกันส่วนหนึ่งมาจากการที่การนำ AI ไปใช้จริงเกิดขึ้นช้ากว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยรายงานของ Brookings พบว่าความสามารถของ AI ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วไม่ได้แปลงเป็นการนำไปใช้หรือผลทางเศรษฐกิจในวงกว้างโดยอัตโนมัติ

 

สอดคล้องกับ Yale Budget Lab ที่พบว่า AI น่าจะยังไม่ใช่สาเหตุของการอ่อนตัวในตลาดแรงงาน และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราว่างงานอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มงานเสี่ยงต่อ AI จนถึงเดือนมีนาคม 2026

 

อย่างไรก็ตาม ท่าทีใหม่ของอัลต์แมนอาจทำให้เขากลายเป็นเสียงส่วนน้อยในกลุ่มผู้นำอุตสาหกรรม เพราะ ดาริโอ อาโมเดอิ ซีอีโอของ Anthropic เคยกล่าวเมื่อปีก่อนว่า งานออฟฟิศระดับเริ่มต้นมากถึงครึ่งหนึ่งอาจหายไปภายใน 5 ปีข้างหน้า และอัตราว่างงานอาจพุ่งสูงถึง 10-20% ขณะที่ซีอีโอของ Booking Holdings ระบุว่างานบริการลูกค้าในบริษัทเริ่มถูกแทนที่ด้วย AI แล้ว เปรียบเหมือน ‘บันไดขั้นแรก’ ของการทำงานที่ถูกดึงออกไป

 

ทั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้มีการปลดพนักงานหลายพันตำแหน่งจากการมุ่งสู่ AI โดยเฉพาะในบริษัทเทคโนโลยี ทั้ง Meta ที่ปลดราว 8,000 ตำแหน่ง หรือราว 10% ของพนักงานทั้งหมด และ Intuit ที่ปลด 17% หรือราว 3,000 คน

 

ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Challenger, Gray & Christmas ระบุว่า AI ถูกอ้างเป็นเหตุผลของการปลดพนักงานเกือบ 50,000 ตำแหน่งในช่วงถึงเดือนเมษายนปีนี้ ซึ่งสะท้อนว่าไม่ว่างานจะถูกแทนที่ด้วย AI โดยตรงหรือไม่ แต่งบประมาณสำหรับตำแหน่งเหล่านั้นกำลังถูกโยกไปลงทุนกับ AI แทน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.58 บาท ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2569

 

ภาพ: Anna Moneymaker / Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post แซม อัลต์แมน กลับลำเรื่อง AI แย่งงาน ลั่น ‘ยินดีที่คิดผิด’ ชี้ AI ยังไม่ทำให้คนตกงานครั้งใหญ่อย่างที่หลายฝ่ายหวั่นเกรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนละหมัด! สรุปมหากาพย์ อีลอน มัสก์ แพ้คดี OpenAI เพราะอะไร? https://thestandard.co/elon-musk-openai-lawsuit-lost/ Tue, 19 May 2026 09:47:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1208872 ภาพ อีลอน มัสก์ กับโลโก้ OpenAI ซึ่งเป็นประเด็นในการฟ้องร้องคดี

ปิดฉากมหากาพย์ความขัดแย้งที่สะเทือนวงการเทคโนโลยีระดับโ […]

The post คนละหมัด! สรุปมหากาพย์ อีลอน มัสก์ แพ้คดี OpenAI เพราะอะไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ อีลอน มัสก์ กับโลโก้ OpenAI ซึ่งเป็นประเด็นในการฟ้องร้องคดี

ปิดฉากมหากาพย์ความขัดแย้งที่สะเทือนวงการเทคโนโลยีระดับโลก เมื่อ อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลเจ้าของ Tesla และ SpaceX ต้องพบกับความพ่ายแพ้ทางกฎหมายครั้งสำคัญ หลังยื่นฟ้องร้องบริษัทปัญญาประดิษฐ์เบอร์หนึ่งอย่าง OpenAI และสองผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทอย่าง แซม อัลต์แมน (Sam Altman) และ เกร็ก บร็อคแมน (Greg Brockman)

 

 
 

แต่คดีฟ้องร้องที่เดิมพันด้วยเม็ดเงินมหาศาลนี้กลับจบลงภายใน 2 ชั่วโมง เมื่อคณะลูกขุนมีมติเอกฉันท์ให้ปัดตกคดีดังกล่าวทันที ด้วยเหตุผลทางกฎหมายสั้นๆ ว่า คดีนี้ ‘หมดอายุความ’ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

เกิดอะไรขึ้นกับคดีประวัติศาสตร์นี้ ทำไมข้อพิพาทที่สั่งสมมานานหลายปีถึงถูกตัดสินให้จบลงอย่างรวดเร็ว และรอยร้าวครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อทิศทางของวงการ AI อย่างไร THE STANDARD รวบรวมและสรุปปมขัดแย้งทั้งหมด

 

เหตุการณ์เป็นอย่างไร ทำไมการฟ้องร้องปิดฉากลงภายใน 2 ชั่วโมง

 

ก่อนหน้านี้ในปี 2024 มัสก์เปิดฉากยื่นฟ้อง 2 ผู้ก่อตั้ง OpenAI อย่างอัลต์แมนและบร็อคแมนต่อศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยกล่าวหาว่า เขาถูกหลอกให้ลงทุนก่อตั้งบริษัทด้วยเงินมูลค่าสูงถึง 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2015 ซึ่งตอนแรก เจตนารมณ์การก่อตั้ง OpenAI คือ การเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และมีเป้าหมายพัฒนา AI ที่มีความปลอดภัยเพื่อมนุษยชาติ

 

มัสก์กล่าวหาว่า ต่อมา อัลต์แมนขโมย OpenAI ไปสวมทับด้วยบริษัทธุรกิจที่แสวงหาผลกำไร เพื่อเปิดทางรับเงินลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์จาก Microsoft และกอบโกยความมั่งคั่งให้กับตัวเอง จนละทิ้งอุดมการณ์เดิมและละเมิดสัญญาแรกในการก่อตั้ง

 

ทั้งนี้ มหาเศรษฐีเจ้าของ Tesla เรียกค่าเสียหายสูงจาก OpenAI ถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 5.4 ล้านล้านบาท) พร้อมกับขอให้ปลดอัลต์แมนออกจากบอร์ดผู้บริหาร และกล่าวหาว่า Microsoft ให้ความช่วยเหลือ และสนับสนุน OpenAI ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริษัทอย่างไม่ชอบธรรม

 

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาคดีเกิดขึ้นในปี 2026 โดยใช้เวลาดำเนินการ 3 สัปดาห์เต็ม ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างงัดหลักฐานออกมาเปิดเผย เช่น มีการเปิดอีเมลเก่า หรือแม้แต่เรียกผู้บริหารอย่างอัลต์แมน, บร็อกแมน และสัตยา นาเดลลา CEO ของ Microsoft ขึ้นให้การ

 

แต่สุดท้ายแล้ว คณะลูกขุนได้ปัดคดีดังกล่าวตกโดยผ่านมติเอกฉันท์ และใช้เวลาหารือไม่ถึง 2 ชั่วโมง โดยให้เหตุผลว่า มัสก์ใช้เวลา ‘นานเกินไป’ ที่จะยื่นฟ้องร้อง กล่าวคือ กรอบระยะเวลาฟ้องร้อง (Statute of Limitations) ตามกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนียกำหนดเวลาไว้ที่ 3 ปีเต็ม ตั้งแต่เกิดเหตุ เท่ากับว่า คดีนี้หมดอายุความไปนานแล้ว คณะลูกขุนจึงไม่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวหา

 

ทั้งนี้ อีวอนน์ กอนซาเลซ โรเจอร์ส ผู้พิพากษาคดีดังกล่าว มีคำสั่งยกฟ้องตามมติลูกขุนทันที โดยกล่าวกลางศาลว่า มีหลักฐานจำนวนมากที่สนับสนุนมติของคณะลูกขุน และเป็นเหตุผลว่า ทำไมเธอจึงพร้อมที่จะสั่งยกฟ้องคดีนี้ในทันที

 

ข้อโต้แย้งมัสก์ vs OpenAI

 

มัสก์อ้างว่า เขาเพิ่งรู้ตัวว่าถูกหลอกในปลายปี 2022 หลังได้อ่านข่าว Microsoft ทุ่มเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับ OpenAI ฉะนั้น การที่เขาเพิ่งยื่นฟ้องในปี 2024 จึงมีความสมเหตุสมผล พร้อมยืนยันว่า ไม่หมดอายุความ และจะยื่นร้องอุทธรณ์อีกรอบ

 

นอกจากนี้ มัสก์ยังวิจารณ์คณะลูกขุนผ่าน X ว่า ตัดสินผ่าน ‘กรอบเวลา’ แต่ไม่ได้ดูเนื้อหาความผิด พร้อมย้ำว่า เป็นการเคลื่อนไหวที่แย่มาก

 

ส่วน OpenAI ออกแถลงการณ์ว่า มัสก์อิจฉาบริษัท ฟ้องร้องเพราะรู้สึกเสียดายที่ลาออก และอยากทำลายคู่แข่ง โดยร่วมมือกับ มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก CEO ของ Meta ขณะที่ New York Times ออกมาเปิดเผยว่า ทนายความของ OpenAI ได้เปิดหลักฐานโต้แย้งว่า ตอนที่มัสก์ยังอยู่ในบอร์ดบริหาร เขาเป็นคนผลักดันให้บริษัทเป็นธุรกิจหวังผลกำไร จนถึงขั้นวางแผนควบรวม OpenAI เข้ากับ Tesla

 

OpenAI ทิ้งท้ายบทสรุปมหากาพย์ว่า คดีนี้เกิดขึ้นเพราะมัสก์ ‘พาล’ จากความรู้สึกไม่ได้ดั่งใจ โดยอ้างว่า เขาต้องรอจนกระทั่งบริษัทประสบความสำเร็จถล่มทลาย จึงค่อยออกมาฟ้องร้อง

 

ย้อนกลับไปในวันแรกของการพิจารณาคดี มัสก์ให้เหตุผลว่า การฟ้องร้องครั้งนี้มีเหตุผลเรียบง่ายมาก เพราะการขโมยองค์กรการกุศลเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ส่วนอัลต์แมนโต้แย้งว่า มัสก์พยายามเปลี่ยน OpenAI ให้เป็นบริษัททำกำไรตั้งแต่แรก และวางแผนควบรวมบริษัทในระยะยาว

 

สำหรับความคิดเห็นในแวดวงกฎหมาย New York Times ระบุว่า นักกฎหมายหลายคนค่อนข้างตกใจที่มัสก์เพิ่งฟ้องในปี 2024 เนื่องจากเขาออกจาก OpenAI ตั้งแต่ปี 2018 ส่วนคาร์ล โทเบียส ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยริชมอนด์ ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า คดีนี้แปลกประหลาดและบ้าบอมาก แต่ก็ชื่นชมว่า คณะลูกขุนตัดสินอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

 

จะเกิดอะไรขึ้นต่อหลังจากนี้

 

Reuters ชี้ว่า ผลของการฟ้องร้อง คือ OpenAI สามารถเดินหน้าเสนอขายหุ้นในสาธารณะ (Initial Public Offering: IPO) ได้อย่างสะดวก ซึ่งอาจดันมูลค่าบริษัทพุ่งทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้แผนสกัดดาวรุ่งของมัสก์ล้มเหลว หลัง SpaceX มีแผนเตรียมเข้าตลาดหุ้นในเดือนมิถุนายนด้วยเช่นกัน

 

ส่วนโอกาสในการอุทธรณ์ของมัสก์อาจริบหรี่ตามเหตุผลด้านเวลาที่มีน้ำหนักตามความเห็นของศาล แต่ก็เชื่อว่า มัสก์จะไม่ยอมเปลี่ยนใจยุติการฟ้องร้องใดๆ เพราะเขา ‘กระเป๋าหนัก’ มากพอ ถึงจะพ่ายแพ้หลายคดีติดกันก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์ว่า อัลต์แมนกำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธา เพราะตลอดในการไต่สวนตลอด 3 สัปดาห์ มีพยานหลายปากให้การโจมตีว่า เขาโกหก ไม่น่าเชื่อถือ ขณะที่ยังเผชิญคดีความส่วนตัว เช่น คดีล่วงละเมิดทางเพศน้องสาวอย่าง แอนนี อัลต์แมน (Annie Altman)

 

ขณะที่ The Guardian ตั้งข้อสังเกตว่า แม้คดีจะจบลง แต่สิ่งที่การพิจารณาคดีนี้ไม่ได้ให้คำตอบเลยคือ ปัญหาในยุคที่ AI เป็นใหญ่ ทั้งเรื่องความปลอดภัย การกำกับดูแล และผลกระทบต่อแรงงาน โดย นิกส์ โรบินส์-เออร์รี (Nick Robins-Early) ผู้สื่อข่าวชี้ว่า สังคมยังมองความแค้นส่วนตัวของมัสก์กับอัลต์แมน มากกว่าช่องว่างขนาดใหญ่อย่างชีวิตของเศรษฐีผู้สร้างเทคโนโลยีและประชาชนคนธรรมดาที่ต้องทำงานร่วมกันในอนาคต

 

แฟ้มภาพ: Carlos Barria & Gonzalo Fuentes / Reuters

 

อ้างอิง:

The post คนละหมัด! สรุปมหากาพย์ อีลอน มัสก์ แพ้คดี OpenAI เพราะอะไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI เตรียมเปิดตัว ‘AI Phone’ รุ่นแรก เร็วที่สุดในปี 2027 https://thestandard.co/openai-ai-phone-2027/ Thu, 07 May 2026 02:56:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1204595 ภาพ Sam Altman ซีอีโอ OpenAI และ Jony Ive อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบ Apple ร่วมกันพัฒนา AI Phone

OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT กำลังพัฒนาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ AI ช […]

The post OpenAI เตรียมเปิดตัว ‘AI Phone’ รุ่นแรก เร็วที่สุดในปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Sam Altman ซีอีโอ OpenAI และ Jony Ive อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบ Apple ร่วมกันพัฒนา AI Phone

OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT กำลังพัฒนาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ AI ชิ้นแรกของค่าย ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเป็น ‘AI Phone’  โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้เร็วที่สุดในปี 2027

 

การเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นหมุดหมายสำคัญเชิงกลยุทธ์ของ OpenAI ภายใต้การนำของ Sam Altman โดยมีเป้าหมายเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของการเป็นเพียง แอปพลิเคชัน ที่ต้องพึ่งพาระบบปฏิบัติการของผู้อื่น ทั้ง iOS และ Android ไปสู่การสร้าง Ecosystem ฮาร์ดแวร์ AI แบบ Native ของตนเองอย่างสมบูรณ์

 

OpenAI เร่งผลักดัน AI Phone เป็นวาระสำคัญ โดยตั้งเป้าเปิดตัวเร็วที่สุดในปี 2027 เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด AI บนโทรศัพท์มือถือ ก่อนที่คู่แข่งจะเข้ามาครองตลาดได้อย่างสมบูรณ์ โทรศัพท์มือถือรุ่นนี้จะไม่ใช่เพียงแค่การติดตั้งแอปพลิเคชัน ChatGPT มาล่วงหน้า แต่คาดการณ์ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด (Ground-up design) โดยมี AI เป็นแกนหลักในการสั่งการและประมวลผล แทนที่รูปแบบการใช้งานแอปพลิเคชันแบบเดิมๆ

 

แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรูปลักษณ์และหน้าตาของ AI Phone แต่กระแสข่าวลือที่ว่า Sam Altman ได้หารือกับ Jony Ive อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบระดับตำนานของ Apple อย่างใกล้ชิด ทำให้วงการเทคโนโลยีต่างจับตามองว่า ‘ฟอร์มแฟกเตอร์’ (Form Factor) ของโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ อาจเป็นการก้าวข้ามกรอบของหน้าจอสี่เหลี่ยมแบบเดิมๆ ไปสู่ดีไซน์ใหม่ที่อาจไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

 

ภาพ Sam Altman ซีอีโอ OpenAI และ Jony Ive อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบ Apple ร่วมกันพัฒนา AI Phone 1

Jony Ive & Sam Altman

 

หากอุปกรณ์นี้ประสบความสำเร็จ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ใช้งาน จากการใช้โทรศัพท์มือถือที่เน้นหน้าจอสัมผัสและแอปพลิเคชัน สู่การใช้อุปกรณ์ที่สั่งการด้วยเสียงและบริบทผ่าน AI อย่างแท้จริง

 

ภาพ: AI Image Generator

 

อ้างอิง:

 

The post OpenAI เตรียมเปิดตัว ‘AI Phone’ รุ่นแรก เร็วที่สุดในปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI พลาดเป้ารายได้-ผู้ใช้ ChatGPT เสียส่วนแบ่งตลาดให้ Anthropic และ Google CFO กังวลเงินอาจไม่พอจ่ายค่า Data Center https://thestandard.co/openai-chatgpt-revenue-market-share-costs/ Wed, 29 Apr 2026 01:58:16 +0000 https://thestandard.co/openai-chatgpt-revenue-market-share-costs/ ภาพแสดงโลโก้ Microsoft Copilot และข้อความเกี่ยวกับ OpenAI พลาดเป้ารายได้ ผู้ใช้ ChatGPT เสียส่วนแบ่ง และ CFO กังวลเรื่องค่า Data Center

OpenAI พลาดเป้าหมายทั้งด้านยอดผู้ใช้งานใหม่และรายได้ สร […]

The post OpenAI พลาดเป้ารายได้-ผู้ใช้ ChatGPT เสียส่วนแบ่งตลาดให้ Anthropic และ Google CFO กังวลเงินอาจไม่พอจ่ายค่า Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงโลโก้ Microsoft Copilot และข้อความเกี่ยวกับ OpenAI พลาดเป้ารายได้ ผู้ใช้ ChatGPT เสียส่วนแบ่ง และ CFO กังวลเรื่องค่า Data Center

OpenAI พลาดเป้าหมายทั้งด้านยอดผู้ใช้งานใหม่และรายได้ สร้างความกังวลให้กับทีมผู้บริหารระดับสูงว่าบริษัทจะสามารถแบกรับค่าใช้จ่ายด้าน Data Center ที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ได้หรือไม่ ตามรายงานจาก The Wall Street Journal

 

ซาราห์ ไฟรเออร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ได้แสดงความกังวลกับผู้บริหารคนอื่นๆ ว่าบริษัทอาจไม่มีเงินเพียงพอสำหรับจ่ายค่าสัญญาระบบประมวลผลในอนาคต หากรายได้ยังเติบโตไม่เร็วพอ ขณะที่คณะกรรมการบริหารได้เข้ามาตรวจสอบข้อตกลง Data Center อย่างเข้มงวดมากขึ้น และตั้งคำถามถึงความพยายามของ แซม อัลต์แมน ซีอีโอ ที่ต้องการซื้อระบบประมวลผลเพิ่มอีก แม้ธุรกิจจะเริ่มชะลอตัว

 

การตรวจสอบการใช้จ่ายนี้กำลังฉุดรั้งวิสัยทัศน์ของอัลต์แมน ในช่วงเวลาสำคัญก่อนที่บริษัทอาจเสนอขายหุ้น IPO ภายในสิ้นปีนี้ ไฟรเออร์และผู้บริหารหลายคนพยายามควบคุมต้นทุนและสร้างวินัยในองค์กร ซึ่งบางครั้งทำให้เกิดความเห็นขัดแย้งกับซีอีโอ

 

อย่างไรก็ตาม ไฟรเออร์เองก็มีข้อกังวลว่าบริษัทยังไม่พร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพราะระบบควบคุมภายในยังไม่ได้มาตรฐานที่บริษัทมหาชนต้องปฏิบัติตาม ขณะที่อัลต์แมนต้องการเร่งไทม์ไลน์ IPO ให้เร็วขึ้น

 

“เรามีเป้าหมายตรงกันที่จะซื้อระบบประมวลผลให้ได้มากที่สุด และทำงานหนักร่วมกันทุกวัน” อัลต์แมนและไฟรเออร์ออกแถลงการณ์ร่วม พร้อมระบุว่าการกล่าวอ้างว่าทั้งสองกำลังแตกคอกันนั้น “เป็นเรื่องไร้สาระ”

 

พลาดเป้าผู้ใช้-รายได้ เสียพื้นที่ให้คู่แข่ง

 

หลายปีที่ผ่านมา อัลต์แมนพยายามครอบครองขีดความสามารถด้าน Data Center ให้ได้มากที่สุด โดยให้เหตุผลว่าการขาดแคลนระบบประมวลผลคือข้อจำกัดที่ใหญ่ที่สุดต่อการเติบโต เขาเดินหน้าทำข้อตกลงหลายฉบับในปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ OpenAI มีข้อผูกพันรายจ่ายในอนาคตสูงถึง 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 19.5 ล้านล้านบาท)

 

กลยุทธ์ ‘ซื้อทุกอย่าง’ ได้รับแรงหนุนจากความสำเร็จของ ChatGPT ที่ดูจะไม่มีใครสั่นคลอนได้ แต่การเติบโตของแชตบอตกลับชะลอลงในช่วงปลายปีที่แล้ว ทำให้ผู้นำบริษัทเริ่มตั้งคำถามกับกลยุทธ์นี้

 

OpenAI พลาดเป้าหมายภายในที่ตั้งไว้ว่า ChatGPT จะมีผู้ใช้งานประจำสัปดาห์แตะ 1 พันล้านคนภายในสิ้นปีที่แล้ว และยังพลาดเป้าหมายรายได้ประจำปีของ ChatGPT หลังจาก Gemini ของ Google เติบโตอย่างรวดเร็วและเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดในช่วงปลายปี

 

บริษัทยังต้องรับมือกับอัตราการยกเลิกสมาชิกที่สูงขึ้น และพลาดเป้าหมายรายได้รายเดือนหลายครั้งในช่วงต้นปี หลังเสียพื้นที่ในตลาดองค์กรและเครื่องมือเขียนโค้ดให้กับ Anthropic

 

ระดมทุนครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ แต่อาจหมดใน 3 ปี

 

OpenAI ระดมทุนได้ 1.22 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.97 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือเป็นการระดมทุนรอบใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ซิลิคอนแวลลีย์ แต่บริษัทมีรายจ่ายผูกพันสูงมากจนคาดว่าจะใช้เงินก้อนนี้หมดภายใน 3 ปี หากทำรายได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ อีกทั้งเงินระดมทุนบางส่วนยังมีเงื่อนไขผูกพันกับข้อตกลงกับพันธมิตร

 

เพื่อลดต้นทุน บริษัทหันไปให้ความสำคัญกับโปรเจกต์ที่เติบโตเร็วอย่างเครื่องมือเขียนโค้ด Codex และลดขนาดโปรเจกต์อื่นเช่นแอปสร้างวิดีโอ Sora ขณะเดียวกัน OpenAI เพิ่งเปิดตัว GPT-5.5 โมเดลที่ทำคะแนนสูงสุดในหลายเกณฑ์มาตรฐานของอุตสาหกรรม

 

OpenAI ยังส่งบันทึกถึงนักลงทุนว่าบริษัทสามารถจัดหาระบบประมวลผลได้มากกว่า Anthropic ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบในการเข้าถึงผู้ใช้ พร้อมตอบโต้คำวิจารณ์ของ ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอ Anthropic ที่กล่าวในงานประชุมธุรกิจว่าบางบริษัท ‘หมุนปุ่มความเสี่ยงไปไกลเกินไป’ ในเรื่องการใช้จ่ายด้าน Data Center

 

โดย OpenAI ระบุในบันทึกว่า “เมื่อมองย้อนกลับไป ความระมัดระวังดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นการประเมินอุปสงค์ต่ำเกินไปมากกว่าจะเป็นวินัยทางการเงิน”

 

หลังรายงานข่าวออกมา หุ้นของพันธมิตร OpenAI ปรับตัวลดลง โดย SoftBank ร่วงถึง 11% ในตลาดโตเกียว ขณะที่ Oracle และ AMD ลดลงราว 3% ในช่วงก่อนเปิดตลาดสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนความกังวลของนักลงทุนที่มักมองพันธมิตรเหล่านี้เป็นตัวแทนการลงทุนใน OpenAI

 

ขณะเดียวกัน OpenAI ยังต้องเผชิญกับสถานการณ์ภายในที่ท้าทาย หลัง ฟิดจิ ซีโม รองหัวหน้าบริษัทลาป่วยกะทันหันเมื่อต้นเดือน ทำให้เกิดสุญญากาศด้านผู้นำ ประกอบกับคดีฟ้องร้องของ อีลอน มัสก์ ที่ต้องการปลดอัลต์แมนและล้มการแปลงสภาพ OpenAI เป็นบริษัทแสวงกำไร ซึ่งเพิ่งเริ่มกระบวนการไต่สวนในสัปดาห์นี้

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.51 บาท ณ วันที่ 28 เมษายน 2569

 

ภาพ : Zulfugar Graphics / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post OpenAI พลาดเป้ารายได้-ผู้ใช้ ChatGPT เสียส่วนแบ่งตลาดให้ Anthropic และ Google CFO กังวลเงินอาจไม่พอจ่ายค่า Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI ระดมทุนรอบใหม่ มูลค่า 4 ล้านล้านบาท พร้อมเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน ดันมูลค่าบริษัททะลุ 28 ล้านล้านบาท มุ่งสร้าง AI Superapp https://thestandard.co/openai-fundraising-retail-investors-ai-superapp/ Wed, 01 Apr 2026 05:33:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1193570 Sam Altman ซีอีโอ OpenAI กำลังพูดบนเวทีพร้อมข้อมูลการระดมทุนครั้งใหม่ 4 ล้านล้านบาท และแผนสร้าง AI Superapp รวมถึงเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน

OpenAI ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ปิดการระดมทุน […]

The post OpenAI ระดมทุนรอบใหม่ มูลค่า 4 ล้านล้านบาท พร้อมเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน ดันมูลค่าบริษัททะลุ 28 ล้านล้านบาท มุ่งสร้าง AI Superapp appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sam Altman ซีอีโอ OpenAI กำลังพูดบนเวทีพร้อมข้อมูลการระดมทุนครั้งใหม่ 4 ล้านล้านบาท และแผนสร้าง AI Superapp รวมถึงเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน

OpenAI ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ปิดการระดมทุนรอบล่าสุดด้วยเม็ดเงินมหาศาลถึง 1.22 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 4 ล้านล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าบริษัทหลังการระดมทุน (Post-money valuation) พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 8.52 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 28 ล้านล้านบาท พร้อมกางแผนยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน AI โลก และรวบบริการทั้งหมดสู่การเป็น AI Superapp

 

 
 

OpenAI ประกาศผ่านเว็บไซต์เมื่อวานนี้ (31 มีนาคม) ว่า การระดมทุนรอบนี้ได้รับการสนับสนุนหลักจากพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่าง Amazon, NVIDIA และ SoftBank รวมถึงพันธมิตรระยะยาวอย่าง Microsoft โดย SoftBank เป็นผู้นำการระดมทุนร่วมกับ a16z, D. E. Shaw Ventures, MGX, TPG และ T. Rowe Price Associates, Inc. นอกจากนี้ ยังมีสถาบันการเงินและกองทุนระดับโลกเข้าร่วมอีกคับคั่ง เช่น ARK Invest, BlackRock, Blackstone, Sequoia Capital, Temasek และ Thrive Capital เป็นต้น

 

จุดที่น่าสนใจคือ เป็นครั้งแรกที่ OpenAI เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าร่วมผ่านช่องทางธนาคาร โดยระดมทุนไปได้กว่า 3 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 9.9 หมื่นล้านบาท และยังประกาศว่า OpenAI จะถูกรวมอยู่ในกองทุน ETF หลายกองทุนที่บริหารโดย ARK Invest อีกด้วย เพื่อขยายโอกาสให้คนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจยุค AI

 

ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้ขยายวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนเพิ่มเป็นประมาณ 4.7 พันล้านดอลลาร์ ผ่านกลุ่มธนาคารระดับโลก เช่น JPMorgan Chase, Citi, Goldman Sachs และ Morgan Stanley เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุน แม้ปัจจุบันจะยังไม่ได้เบิกใช้เงินส่วนนี้ก็ตาม

 

เปิดสถิติการเติบโต รายได้ 2 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน

 

OpenAI ได้เปิดเผยตัวเลขการเติบโตที่น่าทึ่ง โดยระบุว่าบริษัทสามารถสร้างรายได้แตะ 1 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 3.3 หมื่นล้านบาท ได้ภายในเวลาเพียง 1 ปีหลังเปิดตัว ChatGPT และเมื่อถึงสิ้นปี 2024 บริษัทมีรายได้ระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส แต่ปัจจุบัน OpenAI สามารถทำรายได้พุ่งสูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน หรือราว 6.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเติบโตของรายได้ที่เร็วกว่าบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ในยุคอินเทอร์เน็ตและมือถืออย่าง Alphabet และ Meta ถึง 4 เท่าในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ในฝั่งของผู้ใช้งาน ChatGPT ครองตำแหน่งผู้นำอย่างเบ็ดเสร็จด้วยยอดผู้ใช้งานประจำรายสัปดาห์ (Weekly active users) มากกว่า 900 ล้านคน และมีผู้ใช้งานแบบสมัครสมาชิก (Subscribers) กว่า 50 ล้านคน โดยบริษัทเตรียมขึ้นแท่นเป็นแพลตฟอร์มที่มียอดผู้ใช้รายสัปดาห์แตะ 1 พันล้านคนเร็วที่สุดในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ สัดส่วนรายได้จากฝั่งลูกค้าองค์กรปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของรายได้ทั้งหมด และคาดว่าจะเติบโตจนมีสัดส่วนเท่ากับฝั่งผู้บริโภคทั่วไปภายในสิ้นปี 2026

 

ก้าวถัดไปคือ AI Superapp

 

เพื่อรองรับการประมวลผลที่มีความต้องการพุ่งสูงขึ้น OpenAI ได้เปิดตัวโมเดลที่ทรงพลังที่สุดอย่าง GPT-5.4 ปัจจุบัน API ของบริษัทมีการประมวลผลมากกว่า 1.5 หมื่นล้านโทเคนต่อนาที ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน แม้ NVIDIA จะยังคงเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการฝึกฝนโมเดล และการประมวลผลส่วนใหญ่ แต่ OpenAI ได้ประกาศขยายพอร์ตโฟลิโอโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและรองรับความต้องการที่หลากหลาย โดยครอบคลุมถึงคลาวด์ ผ่านบริษัทอย่าง Microsoft, Oracle, AWS, CoreWeave และ Google Cloud ชิปประมวลผล ผ่านบริษัทอย่าง NVIDIA, AMD, AWS Trainium, Cerebras และชิปที่พัฒนาร่วมกับ Broadcom รวมทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ผ่านบริษัทอย่าง Oracle, SBE และ SoftBank

 

เป้าหมายสูงสุดจากเงินทุนก้อนนี้ คือการสร้าง “Unified AI Superapp” โดยรวบรวมฟีเจอร์อย่าง ChatGPT, เครื่องมือเขียนโค้ด Codex, ฟังก์ชันการท่องเว็บ และความสามารถในการจัดการอัตโนมัติ เข้าไว้ด้วยกันในประสบการณ์เดียวที่เน้นให้ AI เป็นผู้ช่วยจัดการ

 

OpenAI ทิ้งท้ายว่า ช่วงเวลานี้เปรียบเสมือนยุคที่ตลาดทุนเข้ามาช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ เช่นเดียวกับยุคการมาถึงของไฟฟ้า ทางหลวง หรืออินเทอร์เน็ต เม็ดเงินในวันนี้กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ “ความฉลาด” ที่จะส่งมอบคุณค่ากลับคืนสู่เศรษฐกิจ องค์กร และผู้คนทั่วโลกในที่สุด

 

ภาพ: OpenAI ระดมทุนรอบใหม่

 

อ้างอิง:

 

The post OpenAI ระดมทุนรอบใหม่ มูลค่า 4 ล้านล้านบาท พร้อมเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน ดันมูลค่าบริษัททะลุ 28 ล้านล้านบาท มุ่งสร้าง AI Superapp appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI ประกาศปิดตัว ‘Sora’ AI ช่วยสร้างวิดีโอที่เคยเป็นไวรัลไปทั่วโลก https://thestandard.co/openai-sora-video-discontinued/ Wed, 25 Mar 2026 02:15:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1190963 OpenAI ประกาศปิดตัว 'Sora' AI ช่วยสร้างวิดีโอที่เคยเป็นไวรัลไปทั่วโลก

OpenAI ตัดสินใจยุติการให้บริการแพลตฟอร์มสร้างวิดีโอสั้น […]

The post OpenAI ประกาศปิดตัว ‘Sora’ AI ช่วยสร้างวิดีโอที่เคยเป็นไวรัลไปทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI ประกาศปิดตัว 'Sora' AI ช่วยสร้างวิดีโอที่เคยเป็นไวรัลไปทั่วโลก

OpenAI ตัดสินใจยุติการให้บริการแพลตฟอร์มสร้างวิดีโอสั้นด้วยปัญญาประดิษฐ์อย่าง Sora แล้ว หลังจากที่เคยสร้างกระแสไวรัลไปทั่วโลกช่วงเปิดตัวเมื่อปี 2024 ในฐานะแพลตฟอร์มแปลงข้อความเป็นวิดีโอ (Text-to-video) ที่มีฟีดโซเชียลสไตล์ TikTok เพื่อให้ผู้ใช้แชร์เนื้อหาที่สร้างจาก AI ได้

 

ในช่วงแรก แอปพลิเคชันนี้มียอดดาวน์โหลดทะลุ 1 ล้านครั้งภายในเวลาไม่กี่วัน และได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะในแวดวงคริปโตบนแพลตฟอร์ม X ที่นำไปใช้สร้างวิดีโออธิบายแนวโน้มตลาด สร้างมีม และสร้างภาพจำลองเหตุการณ์ที่มีความสมจริงจนแยกแทบไม่ออก

 

นอกจากนี้ แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ยังเคยเชิญชวนให้ผู้ใช้นำภาพของเขาไปตัดต่อเข้ากับฉากดังในป๊อปคัลเจอร์อีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ความนิยมดังกล่าวไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นความยั่งยืนในระยะยาว เนื่องมาจากปัญหาและอุปสรรคสำคัญหลายประการ อาทิ

 

ต้นทุนการประมวลผลที่มหาศาล การสร้างวิดีโอเป็นหนึ่งในแอปพลิเคชัน AI ที่ใช้ทรัพยากรมากที่สุด และมีราคาแพงมากเมื่อขยายขนาด (Scale) พนักงานของ OpenAI บางคนเคยรู้สึกประหลาดใจกับจำนวนทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่บริษัททุ่มเทให้กับโปรเจกต์นี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีหลักฐานความต้องการของตลาดที่ชัดเจน

 

พฤติกรรมผู้ใช้และการแข่งขันสูง ผู้ใช้ส่วนใหญ่เพียงแค่เข้ามาทดลองสร้างวิดีโอสองสามคลิปแล้วก็เลิกใช้งานไป ไม่ได้อยู่ใช้งานเป็นประจำทุกวัน นอกจากนี้ การจะไปแข่งขันในตลาดวิดีโอสั้นที่มีเจ้าตลาดอย่าง TikTok, Instagram และ YouTube จำเป็นต้องมีระบบนิเวศของครีเอเตอร์ เครื่องมือสร้างรายได้ และระบบจัดการเนื้อหา ซึ่งต้องใช้เวลาสร้างนานหลายปี

 

ปัญหาลิขสิทธิ์ ในช่วงแรก Sora เปิดตัวโดยไม่มีระบบป้องกันเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์ จนทำให้เกิดข้อพิพาททางลิขสิทธิ์ช่วงสั้นๆ ก่อนที่บริษัทจะต้องเพิ่มระบบควบคุมให้เจ้าของผลงานสามารถบล็อกการใช้งานทรัพย์สินทางปัญญาของตนได้ในภายหลัง

 

การยุติบทบาทของโปรเจกต์นี้ยังทำให้ดีลการลงทุนมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์จาก Disney ที่ประกาศเมื่อเดือนธันวาคมต้องยุติลงไปด้วย เดิมทีข้อตกลงระยะเวลา 3 ปีนี้จะอนุญาตให้ผู้ใช้สร้างวิดีโอร่วมกับตัวละครของ Disney กว่า 200 ตัว เช่น การถือไลท์เซเบอร์กับลุค สกายวอล์คเกอร์ หรือเข้าไปอยู่ในเรื่อง Toy Story โดยตัวแทนของ Disney ระบุว่าบริษัทเคารพการตัดสินใจของ OpenAI ที่จะถอนตัวจากธุรกิจสร้างวิดีโอและเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นแทน

 

อัลต์แมนได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงนี้กับพนักงานเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยบริษัทจะยกเลิกผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ใช้โมเดลวิดีโอ ซึ่งรวมถึงแอปสำหรับผู้ใช้ทั่วไป เวอร์ชันสำหรับนักพัฒนา และจะไม่รองรับฟังก์ชันวิดีโอภายใน ChatGPT อีกต่อไป

 

ขณะที่บัญชี X ทางการของ Sora ได้โพสต์อำลาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม โดยระบุว่า “เราขอบอกลาแอป Sora สิ่งที่คุณสร้างสรรค์มีความหมาย และเรารู้ว่าข่าวนี้ชวนให้ผิดหวัง” พร้อมระบุว่าจะแจ้งกำหนดการและรายละเอียดเรื่องการเก็บรักษาผลงานของผู้ใช้ให้ทราบในเร็วๆ นี้

 

การตัดสินใจครั้งนี้ เป็นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งสำคัญ เพื่อนำทรัพยากรประมวลผลและบุคลากรชั้นนำกลับไปมุ่งเน้นที่เครื่องมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และฟังก์ชันการเขียนโค้ดสำหรับองค์กรและผู้ใช้ทั่วไป เพื่อแข่งขันกับสตาร์ทอัพคู่แข่งอย่าง Anthropic และเตรียมพร้อมสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO ที่อาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

 

ปัจจุบัน ทีมงานของ Sora จะหันไปให้ความสำคัญกับการเดิมพันระยะยาวอย่างวิทยาการหุ่นยนต์แทน โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว OpenAI เพิ่งประกาศรวมแอป ChatGPT บนเดสก์ท็อป เครื่องมือเขียนโค้ด Codex และเบราว์เซอร์เข้าด้วยกันเป็น ‘ซูเปอร์แอป’ (Superapp) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ ฟิดจิ ซิโม หัวหน้าฝ่ายแอปพลิเคชันของบริษัท ที่กล่าวในการประชุมเมื่อต้นเดือนว่า พนักงานไม่ควรเสียสมาธิไปกับภารกิจรอง และควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบ Agentic (ซอฟต์แวร์ AI ที่ทำงานอัตโนมัติบนคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ เช่น การเขียนโค้ดหรือวิเคราะห์ข้อมูล) ให้กับผลิตภัณฑ์ของตนมากขึ้น

 

ภาพ: NurPhoto / GettyImages

The post OpenAI ประกาศปิดตัว ‘Sora’ AI ช่วยสร้างวิดีโอที่เคยเป็นไวรัลไปทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google ปล่อยฟีเจอร์ Pro ลง Nano Banana 2 เปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปสร้างภาพละเอียดสูงถึง 4K สู้ OpenAI https://thestandard.co/google-nano-banana-2-4k-ai/ Sat, 28 Feb 2026 11:11:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1182819 ภาพแสดงการทำงานของ Google Nano Banana 2 ที่สร้างภาพ AI ความละเอียดสูงถึง 4K แข่งขันกับ OpenAI

Google เดินหน้าเปิดตัวเครื่องมือสร้างรูปภาพด้วยปัญญาประ […]

The post Google ปล่อยฟีเจอร์ Pro ลง Nano Banana 2 เปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปสร้างภาพละเอียดสูงถึง 4K สู้ OpenAI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงการทำงานของ Google Nano Banana 2 ที่สร้างภาพ AI ความละเอียดสูงถึง 4K แข่งขันกับ OpenAI

Google เดินหน้าเปิดตัวเครื่องมือสร้างรูปภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์เวอร์ชันใหม่อย่าง Nano Banana 2 เพื่อยกระดับการสร้างภาพกราฟิกให้มีความสมจริงและรวดเร็วยิ่งขึ้น การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทได้ปล่อยเครื่องมือรุ่นแรกออกมาท้าชนกับค่าย OpenAI เมื่อ 6 เดือนก่อน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนกลายเป็นกระแสไวรัล

 

Alphabet ซึ่งเป็นบริษัทแม่ระบุว่า Nano Banana 2 จะดึงฟีเจอร์ที่เคยมีเฉพาะในเวอร์ชัน Pro มาให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ การอัปเดตใหม่นี้ช่วยให้สร้างรูปภาพที่มีความละเอียดสูงขึ้น รวมถึงการทำอินโฟกราฟิกและการแสดงผลข้อมูลที่สามารถใส่ตัวอักษรลงไปได้อย่างแม่นยำ

 

บริษัทระบุผ่านบล็อกโพสต์เมื่อวันพฤหัสบดี (26 ก.พ.) ว่า เครื่องมือนี้สามารถใช้ทำภาพจำลองสื่อการตลาดหรือการ์ดอวยพร ทั้งยังสามารถทำตามคำสั่งที่มีความซับซ้อนได้ดีกว่าเดิม ความสำเร็จของเวอร์ชันแรกที่เปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้งานในอินเดีย ได้ช่วยสานต่อความทะเยอทะยานของ Google ในการแข่งขันกับค่ายคู่แข่ง

 

นับแต่นั้นมา ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายนี้ก็เริ่มทำคะแนนตีตื้นขึ้นมาได้สำเร็จ จากการเปิดตัวโมเดล AI ทรงพลังที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีอย่าง Gemini 3 ทาง Google ยังได้เดินหน้าบูรณาการโมเดลของตนเข้ากับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบริษัท โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับระบบค้นหาอย่าง Google Search

 

สำหรับ Nano Banana 2 ซึ่งในทางเทคนิคคือโมเดล Gemini รุ่น 3.1 Flash Image จะมีความรู้ความเข้าใจสถานการณ์โลกที่ก้าวล้ำขึ้น โดยดึงข้อมูลแบบเรียลไทม์จาก Gemini มาใช้ เครื่องมือใหม่นี้จะเข้ามาแทนที่เวอร์ชันเดิมและกลายเป็นค่าเริ่มต้นในแอปพลิเคชัน Gemini ทั้งในโหมด Fast โหมด Thinking และโหมด Pro

 

แม้เวอร์ชันใหม่จะมีความเร็วเพิ่มขึ้น แต่บริษัทระบุว่า Nano Banana Pro ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนบนพื้นฐานของ Gemini 3 Pro จะยังคงเปิดให้บริการอยู่ตามปกติ เวอร์ชัน Pro จะเน้นไปที่งานที่ต้องการความสมจริงและ ‘ความถูกต้องของข้อเท็จจริงสูงสุด’ ขณะที่รุ่นใหม่จะเน้นที่ความรวดเร็ว การทำตามคำสั่งอย่างแม่นยำ และการผสานระบบค้นหาภาพเข้ากับการสร้างภาพ

 

ผู้ใช้สามารถสร้างภาพที่มีความละเอียดตั้งแต่ 512 พิกเซลไปจนถึงระดับ 4K ในสัดส่วนภาพที่หลากหลาย พร้อมทั้งได้ภาพที่มีแสงสีสดใส พื้นผิวสมจริง และรายละเอียดที่คมชัดยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถรักษาความต่อเนื่องของตัวละครได้สูงสุด 5 ตัว และรักษาความเที่ยงตรงของวัตถุได้สูงสุด 14 ชิ้นในเวิร์กโฟลว์เดียว เพื่อให้การเล่าเรื่องผ่านภาพทำได้ดียิ่งขึ้น

 

เครื่องมือนี้จะกลายเป็นค่าเริ่มต้นสำหรับการสร้างภาพในเครื่องมือตัดต่อวิดีโออย่าง Flow รวมถึงผลการค้นหาผ่าน Google Lens และโหมด AI ใน 141 ประเทศ ทั้งบนแอป Google และบนเว็บไซต์ผ่านเดสก์ท็อปและมือถือ

 

ผู้ที่สมัครใช้งานแพ็กเกจระดับไฮเอนด์อย่าง Google AI Pro และ Ultra จะยังคงสามารถใช้งานเวอร์ชัน Pro สำหรับงานเฉพาะทางได้ โดยกดสร้างภาพใหม่ผ่านเมนูจุดสามจุด

 

ปัจจุบันกระแสความนิยมของเครื่องมือสร้างภาพและวิดีโอด้วย AI กำลังพุ่งสูงขึ้นในหมู่ผู้บริโภค เนื่องจากสามารถสร้างกราฟิกที่ซับซ้อนได้ง่ายๆ เพียงแค่พิมพ์ข้อความคำสั่ง ก่อนหน้านี้ OpenAI ได้เปิดตัวเครื่องมือสร้างวิดีโอ Sora ในปี 2024 ซึ่งซีอีโออย่าง แซม อัลต์แมน (Sam Altman) เคยระบุเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วว่าการใช้งานที่มหาศาลกำลังทำให้ระบบประมวลผลรับภาระแทบไม่ไหว

 

ทางด้านค่าย Adobe ก็ได้ผลักดันการนำ AI เข้ามาผสานรวมกับชุดเครื่องมือสร้างสรรค์ของตนอย่างต่อเนื่อง ผ่านเครื่องมือสร้างภาพและวิดีโออย่าง Firefly อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วของเครื่องมือเหล่านี้ได้สร้างความกังวลให้กับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในประเด็นเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์

 

บริษัท ByteDance ต้องเผชิญกับกระแสต่อต้านจากสตูดิโอยักษ์ใหญ่ในฮอลลีวูด ซึ่งรวมถึง Disney และ Paramount ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือสร้างวิดีโออัจฉริยะของค่ายที่ชื่อว่า Seedance

 

ภาพ: Courtesy of Google

 

อ้างอิง:

The post Google ปล่อยฟีเจอร์ Pro ลง Nano Banana 2 เปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปสร้างภาพละเอียดสูงถึง 4K สู้ OpenAI appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI บรรลุข้อตกลงกับเพนตากอน หลังรัฐบาลทรัมป์สั่งแบน Anthropic เพียงไม่กี่ชั่วโมง https://thestandard.co/openai-pentagon-deal-trump-anthropic/ Sat, 28 Feb 2026 07:46:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1182743 ภาพกราฟิกข่าว OpenAI บรรลุข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หลังรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งแบน Anthropic

แซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI ประกาศเมื่อ […]

The post OpenAI บรรลุข้อตกลงกับเพนตากอน หลังรัฐบาลทรัมป์สั่งแบน Anthropic เพียงไม่กี่ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข่าว OpenAI บรรลุข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หลังรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งแบน Anthropic

แซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI ประกาศเมื่อช่วงดึกวันศุกร์ (27 กุมภาพันธ์) ตามเวลาสหรัฐฯ ว่า บริษัทได้ลงนามในข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) เพื่อนำเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าไปใช้ในระบบชั้นความลับ (classified systems) ของกองทัพ เพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังรัฐบาลทรัมป์สั่งแบน Anthropic เพียงไม่กี่ชั่วโมง

 

ข้อตกลงกับ OpenAI เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศให้หน่วยงานรัฐบาลกลางทุกแห่งระงับการใช้เครื่องมือ AI ของ Anthropic ซึ่งเป็นบริษัทปัญญาประดิษฐ์สัญชาติอเมริกันรายใหญ่ และผู้พัฒนา Claude ขณะที่ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า Anthropic ดังกล่าวถือเป็น ‘ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน’ (supply chain risk) สาเหตุเนื่องมาจาก Anthropic ปฏิเสธที่จะอ่อนข้อในการเจรจากับเพนตากอน เกี่ยวกับข้อจำกัดที่บริษัทเรียกร้องเพื่อป้องกันไม่ให้ระบบ AI ถูกนำไปใช้ในอาวุธยุทโธปกรณ์อัตโนมัติ และการสอดแนมประชาชนชาวอเมริกันในวงกว้าง

 

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของอัลต์แมนชี้ให้เห็นว่า เพนตากอนได้ยอมรับข้อจำกัดที่คล้ายคลึงกันสำหรับโมเดลของ OpenAI

 

“หลักการด้านความปลอดภัยที่สำคัญที่สุด 2 ประการของเราคือ ข้อห้ามในการสอดแนมมวลชนภายในประเทศ และการที่มนุษย์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการใช้กำลัง ซึ่งรวมถึงระบบอาวุธยุทโธปกรณ์อัตโนมัติด้วย กระทรวงสงคราม (Department of War) เห็นพ้องกับหลักการเหล่านี้ ซึ่งสะท้อนอยู่ในกฎหมายและนโยบาย และเราได้ระบุไว้ในข้อตกลงของเราแล้ว” อัลต์แมนระบุผ่านแพลตฟอร์ม X “นอกจากนี้ เราจะสร้างระบบป้องกันทางเทคนิคเพื่อให้มั่นใจว่าโมเดลของเราทำงานตามที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงสงครามต้องการเช่นกัน”

 

อัลต์แมนกล่าวเสริมว่า บริษัทจะส่งวิศวกรเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่ที่เพนตากอน เพื่อดูแลความปลอดภัยในการใช้งานโมเดลอย่างใกล้ชิด

 

“เรากำลังขอให้กระทรวงสงครามเสนอข้อกำหนดเดียวกันนี้แก่บริษัท AI ทุกแห่ง ซึ่งในความเห็นของเรา เราคิดว่าทุกคนควรยินดีที่จะยอมรับ เราได้แสดงเจตจำนงอย่างแรงกล้าที่จะเห็นสถานการณ์คลี่คลายลง โดยเปลี่ยนจากการดำเนินการทางกฎหมายและมาตรการจากภาครัฐ ไปสู่ข้อตกลงที่สมเหตุสมผลแทน” อัลต์แมนตั้งข้อสังเกต

 

ทางด้าน Anthropic แถลงเมื่อวันศุกร์ว่า มีแผนจะดำเนินการทางกฎหมายเพื่อคัดค้านการถูกระบุว่าเป็น ‘ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน’ ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นสถานะที่สงวนไว้สำหรับบริษัทที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับปฏิปักษ์ต่างชาติ มาตรการนี้จะส่งผลให้คู่สัญญาของกองทัพทุกรายต้องพิสูจน์ว่า งานด้านการทหารของตนไม่มีความเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของ Anthropic

 

ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าข้อตกลงของ OpenAI กับเพนตากอน มีความแตกต่างจากสิ่งที่ Anthropic เรียกร้องอย่างไร

 

ขณะเดียวกัน พีท เฮกเซธ ได้แชร์โพสต์ประกาศของอัลต์แมนลงในบัญชี X ของตน ส่วน อีมิล ไมเคิล ปลัดกระทรวงกลาโหมฝ่ายเทคโนโลยี ได้โพสต์ข้อความแยกต่างหากว่า “เมื่อเป็นเรื่องของความเป็นความตายของเหล่านักรบ การมีพันธมิตรที่เชื่อถือได้ มั่นคง และดำเนินงานด้วยความจริงใจ ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในขณะที่เราก้าวเข้าสู่ยุค AI”

 

อ้างอิง

The post OpenAI บรรลุข้อตกลงกับเพนตากอน หลังรัฐบาลทรัมป์สั่งแบน Anthropic เพียงไม่กี่ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>