Sam Altman Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/sam-altman/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 01 Apr 2026 05:33:52 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 OpenAI ระดมทุนรอบใหม่ มูลค่า 4 ล้านล้านบาท พร้อมเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน ดันมูลค่าบริษัททะลุ 28 ล้านล้านบาท มุ่งสร้าง AI Superapp https://thestandard.co/openai-fundraising-retail-investors-ai-superapp/ Wed, 01 Apr 2026 05:33:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1193570 Sam Altman ซีอีโอ OpenAI กำลังพูดบนเวทีพร้อมข้อมูลการระดมทุนครั้งใหม่ 4 ล้านล้านบาท และแผนสร้าง AI Superapp รวมถึงเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน

OpenAI ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ปิดการระดมทุน […]

The post OpenAI ระดมทุนรอบใหม่ มูลค่า 4 ล้านล้านบาท พร้อมเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน ดันมูลค่าบริษัททะลุ 28 ล้านล้านบาท มุ่งสร้าง AI Superapp appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sam Altman ซีอีโอ OpenAI กำลังพูดบนเวทีพร้อมข้อมูลการระดมทุนครั้งใหม่ 4 ล้านล้านบาท และแผนสร้าง AI Superapp รวมถึงเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน

OpenAI ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ปิดการระดมทุนรอบล่าสุดด้วยเม็ดเงินมหาศาลถึง 1.22 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 4 ล้านล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าบริษัทหลังการระดมทุน (Post-money valuation) พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 8.52 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 28 ล้านล้านบาท พร้อมกางแผนยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน AI โลก และรวบบริการทั้งหมดสู่การเป็น AI Superapp

 

 
 

OpenAI ประกาศผ่านเว็บไซต์เมื่อวานนี้ (31 มีนาคม) ว่า การระดมทุนรอบนี้ได้รับการสนับสนุนหลักจากพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่าง Amazon, NVIDIA และ SoftBank รวมถึงพันธมิตรระยะยาวอย่าง Microsoft โดย SoftBank เป็นผู้นำการระดมทุนร่วมกับ a16z, D. E. Shaw Ventures, MGX, TPG และ T. Rowe Price Associates, Inc. นอกจากนี้ ยังมีสถาบันการเงินและกองทุนระดับโลกเข้าร่วมอีกคับคั่ง เช่น ARK Invest, BlackRock, Blackstone, Sequoia Capital, Temasek และ Thrive Capital เป็นต้น

 

จุดที่น่าสนใจคือ เป็นครั้งแรกที่ OpenAI เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าร่วมผ่านช่องทางธนาคาร โดยระดมทุนไปได้กว่า 3 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 9.9 หมื่นล้านบาท และยังประกาศว่า OpenAI จะถูกรวมอยู่ในกองทุน ETF หลายกองทุนที่บริหารโดย ARK Invest อีกด้วย เพื่อขยายโอกาสให้คนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจยุค AI

 

ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้ขยายวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนเพิ่มเป็นประมาณ 4.7 พันล้านดอลลาร์ ผ่านกลุ่มธนาคารระดับโลก เช่น JPMorgan Chase, Citi, Goldman Sachs และ Morgan Stanley เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุน แม้ปัจจุบันจะยังไม่ได้เบิกใช้เงินส่วนนี้ก็ตาม

 

เปิดสถิติการเติบโต รายได้ 2 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน

 

OpenAI ได้เปิดเผยตัวเลขการเติบโตที่น่าทึ่ง โดยระบุว่าบริษัทสามารถสร้างรายได้แตะ 1 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 3.3 หมื่นล้านบาท ได้ภายในเวลาเพียง 1 ปีหลังเปิดตัว ChatGPT และเมื่อถึงสิ้นปี 2024 บริษัทมีรายได้ระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส แต่ปัจจุบัน OpenAI สามารถทำรายได้พุ่งสูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน หรือราว 6.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเติบโตของรายได้ที่เร็วกว่าบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ในยุคอินเทอร์เน็ตและมือถืออย่าง Alphabet และ Meta ถึง 4 เท่าในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ในฝั่งของผู้ใช้งาน ChatGPT ครองตำแหน่งผู้นำอย่างเบ็ดเสร็จด้วยยอดผู้ใช้งานประจำรายสัปดาห์ (Weekly active users) มากกว่า 900 ล้านคน และมีผู้ใช้งานแบบสมัครสมาชิก (Subscribers) กว่า 50 ล้านคน โดยบริษัทเตรียมขึ้นแท่นเป็นแพลตฟอร์มที่มียอดผู้ใช้รายสัปดาห์แตะ 1 พันล้านคนเร็วที่สุดในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ สัดส่วนรายได้จากฝั่งลูกค้าองค์กรปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของรายได้ทั้งหมด และคาดว่าจะเติบโตจนมีสัดส่วนเท่ากับฝั่งผู้บริโภคทั่วไปภายในสิ้นปี 2026

 

ก้าวถัดไปคือ AI Superapp

 

เพื่อรองรับการประมวลผลที่มีความต้องการพุ่งสูงขึ้น OpenAI ได้เปิดตัวโมเดลที่ทรงพลังที่สุดอย่าง GPT-5.4 ปัจจุบัน API ของบริษัทมีการประมวลผลมากกว่า 1.5 หมื่นล้านโทเคนต่อนาที ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน แม้ NVIDIA จะยังคงเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการฝึกฝนโมเดล และการประมวลผลส่วนใหญ่ แต่ OpenAI ได้ประกาศขยายพอร์ตโฟลิโอโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและรองรับความต้องการที่หลากหลาย โดยครอบคลุมถึงคลาวด์ ผ่านบริษัทอย่าง Microsoft, Oracle, AWS, CoreWeave และ Google Cloud ชิปประมวลผล ผ่านบริษัทอย่าง NVIDIA, AMD, AWS Trainium, Cerebras และชิปที่พัฒนาร่วมกับ Broadcom รวมทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ผ่านบริษัทอย่าง Oracle, SBE และ SoftBank

 

เป้าหมายสูงสุดจากเงินทุนก้อนนี้ คือการสร้าง “Unified AI Superapp” โดยรวบรวมฟีเจอร์อย่าง ChatGPT, เครื่องมือเขียนโค้ด Codex, ฟังก์ชันการท่องเว็บ และความสามารถในการจัดการอัตโนมัติ เข้าไว้ด้วยกันในประสบการณ์เดียวที่เน้นให้ AI เป็นผู้ช่วยจัดการ

 

OpenAI ทิ้งท้ายว่า ช่วงเวลานี้เปรียบเสมือนยุคที่ตลาดทุนเข้ามาช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ เช่นเดียวกับยุคการมาถึงของไฟฟ้า ทางหลวง หรืออินเทอร์เน็ต เม็ดเงินในวันนี้กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ “ความฉลาด” ที่จะส่งมอบคุณค่ากลับคืนสู่เศรษฐกิจ องค์กร และผู้คนทั่วโลกในที่สุด

 

ภาพ: OpenAI ระดมทุนรอบใหม่

 

อ้างอิง:

 

The post OpenAI ระดมทุนรอบใหม่ มูลค่า 4 ล้านล้านบาท พร้อมเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน ดันมูลค่าบริษัททะลุ 28 ล้านล้านบาท มุ่งสร้าง AI Superapp appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI ประกาศปิดตัว ‘Sora’ AI ช่วยสร้างวิดีโอที่เคยเป็นไวรัลไปทั่วโลก https://thestandard.co/openai-sora-video-discontinued/ Wed, 25 Mar 2026 02:15:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1190963 OpenAI ประกาศปิดตัว 'Sora' AI ช่วยสร้างวิดีโอที่เคยเป็นไวรัลไปทั่วโลก

OpenAI ตัดสินใจยุติการให้บริการแพลตฟอร์มสร้างวิดีโอสั้น […]

The post OpenAI ประกาศปิดตัว ‘Sora’ AI ช่วยสร้างวิดีโอที่เคยเป็นไวรัลไปทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI ประกาศปิดตัว 'Sora' AI ช่วยสร้างวิดีโอที่เคยเป็นไวรัลไปทั่วโลก

OpenAI ตัดสินใจยุติการให้บริการแพลตฟอร์มสร้างวิดีโอสั้นด้วยปัญญาประดิษฐ์อย่าง Sora แล้ว หลังจากที่เคยสร้างกระแสไวรัลไปทั่วโลกช่วงเปิดตัวเมื่อปี 2024 ในฐานะแพลตฟอร์มแปลงข้อความเป็นวิดีโอ (Text-to-video) ที่มีฟีดโซเชียลสไตล์ TikTok เพื่อให้ผู้ใช้แชร์เนื้อหาที่สร้างจาก AI ได้

 

ในช่วงแรก แอปพลิเคชันนี้มียอดดาวน์โหลดทะลุ 1 ล้านครั้งภายในเวลาไม่กี่วัน และได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะในแวดวงคริปโตบนแพลตฟอร์ม X ที่นำไปใช้สร้างวิดีโออธิบายแนวโน้มตลาด สร้างมีม และสร้างภาพจำลองเหตุการณ์ที่มีความสมจริงจนแยกแทบไม่ออก

 

นอกจากนี้ แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ยังเคยเชิญชวนให้ผู้ใช้นำภาพของเขาไปตัดต่อเข้ากับฉากดังในป๊อปคัลเจอร์อีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ความนิยมดังกล่าวไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นความยั่งยืนในระยะยาว เนื่องมาจากปัญหาและอุปสรรคสำคัญหลายประการ อาทิ

 

ต้นทุนการประมวลผลที่มหาศาล การสร้างวิดีโอเป็นหนึ่งในแอปพลิเคชัน AI ที่ใช้ทรัพยากรมากที่สุด และมีราคาแพงมากเมื่อขยายขนาด (Scale) พนักงานของ OpenAI บางคนเคยรู้สึกประหลาดใจกับจำนวนทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่บริษัททุ่มเทให้กับโปรเจกต์นี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีหลักฐานความต้องการของตลาดที่ชัดเจน

 

พฤติกรรมผู้ใช้และการแข่งขันสูง ผู้ใช้ส่วนใหญ่เพียงแค่เข้ามาทดลองสร้างวิดีโอสองสามคลิปแล้วก็เลิกใช้งานไป ไม่ได้อยู่ใช้งานเป็นประจำทุกวัน นอกจากนี้ การจะไปแข่งขันในตลาดวิดีโอสั้นที่มีเจ้าตลาดอย่าง TikTok, Instagram และ YouTube จำเป็นต้องมีระบบนิเวศของครีเอเตอร์ เครื่องมือสร้างรายได้ และระบบจัดการเนื้อหา ซึ่งต้องใช้เวลาสร้างนานหลายปี

 

ปัญหาลิขสิทธิ์ ในช่วงแรก Sora เปิดตัวโดยไม่มีระบบป้องกันเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์ จนทำให้เกิดข้อพิพาททางลิขสิทธิ์ช่วงสั้นๆ ก่อนที่บริษัทจะต้องเพิ่มระบบควบคุมให้เจ้าของผลงานสามารถบล็อกการใช้งานทรัพย์สินทางปัญญาของตนได้ในภายหลัง

 

การยุติบทบาทของโปรเจกต์นี้ยังทำให้ดีลการลงทุนมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์จาก Disney ที่ประกาศเมื่อเดือนธันวาคมต้องยุติลงไปด้วย เดิมทีข้อตกลงระยะเวลา 3 ปีนี้จะอนุญาตให้ผู้ใช้สร้างวิดีโอร่วมกับตัวละครของ Disney กว่า 200 ตัว เช่น การถือไลท์เซเบอร์กับลุค สกายวอล์คเกอร์ หรือเข้าไปอยู่ในเรื่อง Toy Story โดยตัวแทนของ Disney ระบุว่าบริษัทเคารพการตัดสินใจของ OpenAI ที่จะถอนตัวจากธุรกิจสร้างวิดีโอและเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นแทน

 

อัลต์แมนได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงนี้กับพนักงานเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยบริษัทจะยกเลิกผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ใช้โมเดลวิดีโอ ซึ่งรวมถึงแอปสำหรับผู้ใช้ทั่วไป เวอร์ชันสำหรับนักพัฒนา และจะไม่รองรับฟังก์ชันวิดีโอภายใน ChatGPT อีกต่อไป

 

ขณะที่บัญชี X ทางการของ Sora ได้โพสต์อำลาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม โดยระบุว่า “เราขอบอกลาแอป Sora สิ่งที่คุณสร้างสรรค์มีความหมาย และเรารู้ว่าข่าวนี้ชวนให้ผิดหวัง” พร้อมระบุว่าจะแจ้งกำหนดการและรายละเอียดเรื่องการเก็บรักษาผลงานของผู้ใช้ให้ทราบในเร็วๆ นี้

 

การตัดสินใจครั้งนี้ เป็นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งสำคัญ เพื่อนำทรัพยากรประมวลผลและบุคลากรชั้นนำกลับไปมุ่งเน้นที่เครื่องมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และฟังก์ชันการเขียนโค้ดสำหรับองค์กรและผู้ใช้ทั่วไป เพื่อแข่งขันกับสตาร์ทอัพคู่แข่งอย่าง Anthropic และเตรียมพร้อมสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO ที่อาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

 

ปัจจุบัน ทีมงานของ Sora จะหันไปให้ความสำคัญกับการเดิมพันระยะยาวอย่างวิทยาการหุ่นยนต์แทน โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว OpenAI เพิ่งประกาศรวมแอป ChatGPT บนเดสก์ท็อป เครื่องมือเขียนโค้ด Codex และเบราว์เซอร์เข้าด้วยกันเป็น ‘ซูเปอร์แอป’ (Superapp) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ ฟิดจิ ซิโม หัวหน้าฝ่ายแอปพลิเคชันของบริษัท ที่กล่าวในการประชุมเมื่อต้นเดือนว่า พนักงานไม่ควรเสียสมาธิไปกับภารกิจรอง และควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบ Agentic (ซอฟต์แวร์ AI ที่ทำงานอัตโนมัติบนคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ เช่น การเขียนโค้ดหรือวิเคราะห์ข้อมูล) ให้กับผลิตภัณฑ์ของตนมากขึ้น

 

ภาพ: NurPhoto / GettyImages

The post OpenAI ประกาศปิดตัว ‘Sora’ AI ช่วยสร้างวิดีโอที่เคยเป็นไวรัลไปทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google ปล่อยฟีเจอร์ Pro ลง Nano Banana 2 เปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปสร้างภาพละเอียดสูงถึง 4K สู้ OpenAI https://thestandard.co/google-nano-banana-2-4k-ai/ Sat, 28 Feb 2026 11:11:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1182819 ภาพแสดงการทำงานของ Google Nano Banana 2 ที่สร้างภาพ AI ความละเอียดสูงถึง 4K แข่งขันกับ OpenAI

Google เดินหน้าเปิดตัวเครื่องมือสร้างรูปภาพด้วยปัญญาประ […]

The post Google ปล่อยฟีเจอร์ Pro ลง Nano Banana 2 เปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปสร้างภาพละเอียดสูงถึง 4K สู้ OpenAI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงการทำงานของ Google Nano Banana 2 ที่สร้างภาพ AI ความละเอียดสูงถึง 4K แข่งขันกับ OpenAI

Google เดินหน้าเปิดตัวเครื่องมือสร้างรูปภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์เวอร์ชันใหม่อย่าง Nano Banana 2 เพื่อยกระดับการสร้างภาพกราฟิกให้มีความสมจริงและรวดเร็วยิ่งขึ้น การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทได้ปล่อยเครื่องมือรุ่นแรกออกมาท้าชนกับค่าย OpenAI เมื่อ 6 เดือนก่อน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนกลายเป็นกระแสไวรัล

 

Alphabet ซึ่งเป็นบริษัทแม่ระบุว่า Nano Banana 2 จะดึงฟีเจอร์ที่เคยมีเฉพาะในเวอร์ชัน Pro มาให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ การอัปเดตใหม่นี้ช่วยให้สร้างรูปภาพที่มีความละเอียดสูงขึ้น รวมถึงการทำอินโฟกราฟิกและการแสดงผลข้อมูลที่สามารถใส่ตัวอักษรลงไปได้อย่างแม่นยำ

 

บริษัทระบุผ่านบล็อกโพสต์เมื่อวันพฤหัสบดี (26 ก.พ.) ว่า เครื่องมือนี้สามารถใช้ทำภาพจำลองสื่อการตลาดหรือการ์ดอวยพร ทั้งยังสามารถทำตามคำสั่งที่มีความซับซ้อนได้ดีกว่าเดิม ความสำเร็จของเวอร์ชันแรกที่เปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้งานในอินเดีย ได้ช่วยสานต่อความทะเยอทะยานของ Google ในการแข่งขันกับค่ายคู่แข่ง

 

นับแต่นั้นมา ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายนี้ก็เริ่มทำคะแนนตีตื้นขึ้นมาได้สำเร็จ จากการเปิดตัวโมเดล AI ทรงพลังที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีอย่าง Gemini 3 ทาง Google ยังได้เดินหน้าบูรณาการโมเดลของตนเข้ากับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบริษัท โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับระบบค้นหาอย่าง Google Search

 

สำหรับ Nano Banana 2 ซึ่งในทางเทคนิคคือโมเดล Gemini รุ่น 3.1 Flash Image จะมีความรู้ความเข้าใจสถานการณ์โลกที่ก้าวล้ำขึ้น โดยดึงข้อมูลแบบเรียลไทม์จาก Gemini มาใช้ เครื่องมือใหม่นี้จะเข้ามาแทนที่เวอร์ชันเดิมและกลายเป็นค่าเริ่มต้นในแอปพลิเคชัน Gemini ทั้งในโหมด Fast โหมด Thinking และโหมด Pro

 

แม้เวอร์ชันใหม่จะมีความเร็วเพิ่มขึ้น แต่บริษัทระบุว่า Nano Banana Pro ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนบนพื้นฐานของ Gemini 3 Pro จะยังคงเปิดให้บริการอยู่ตามปกติ เวอร์ชัน Pro จะเน้นไปที่งานที่ต้องการความสมจริงและ ‘ความถูกต้องของข้อเท็จจริงสูงสุด’ ขณะที่รุ่นใหม่จะเน้นที่ความรวดเร็ว การทำตามคำสั่งอย่างแม่นยำ และการผสานระบบค้นหาภาพเข้ากับการสร้างภาพ

 

ผู้ใช้สามารถสร้างภาพที่มีความละเอียดตั้งแต่ 512 พิกเซลไปจนถึงระดับ 4K ในสัดส่วนภาพที่หลากหลาย พร้อมทั้งได้ภาพที่มีแสงสีสดใส พื้นผิวสมจริง และรายละเอียดที่คมชัดยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถรักษาความต่อเนื่องของตัวละครได้สูงสุด 5 ตัว และรักษาความเที่ยงตรงของวัตถุได้สูงสุด 14 ชิ้นในเวิร์กโฟลว์เดียว เพื่อให้การเล่าเรื่องผ่านภาพทำได้ดียิ่งขึ้น

 

เครื่องมือนี้จะกลายเป็นค่าเริ่มต้นสำหรับการสร้างภาพในเครื่องมือตัดต่อวิดีโออย่าง Flow รวมถึงผลการค้นหาผ่าน Google Lens และโหมด AI ใน 141 ประเทศ ทั้งบนแอป Google และบนเว็บไซต์ผ่านเดสก์ท็อปและมือถือ

 

ผู้ที่สมัครใช้งานแพ็กเกจระดับไฮเอนด์อย่าง Google AI Pro และ Ultra จะยังคงสามารถใช้งานเวอร์ชัน Pro สำหรับงานเฉพาะทางได้ โดยกดสร้างภาพใหม่ผ่านเมนูจุดสามจุด

 

ปัจจุบันกระแสความนิยมของเครื่องมือสร้างภาพและวิดีโอด้วย AI กำลังพุ่งสูงขึ้นในหมู่ผู้บริโภค เนื่องจากสามารถสร้างกราฟิกที่ซับซ้อนได้ง่ายๆ เพียงแค่พิมพ์ข้อความคำสั่ง ก่อนหน้านี้ OpenAI ได้เปิดตัวเครื่องมือสร้างวิดีโอ Sora ในปี 2024 ซึ่งซีอีโออย่าง แซม อัลต์แมน (Sam Altman) เคยระบุเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วว่าการใช้งานที่มหาศาลกำลังทำให้ระบบประมวลผลรับภาระแทบไม่ไหว

 

ทางด้านค่าย Adobe ก็ได้ผลักดันการนำ AI เข้ามาผสานรวมกับชุดเครื่องมือสร้างสรรค์ของตนอย่างต่อเนื่อง ผ่านเครื่องมือสร้างภาพและวิดีโออย่าง Firefly อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วของเครื่องมือเหล่านี้ได้สร้างความกังวลให้กับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในประเด็นเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์

 

บริษัท ByteDance ต้องเผชิญกับกระแสต่อต้านจากสตูดิโอยักษ์ใหญ่ในฮอลลีวูด ซึ่งรวมถึง Disney และ Paramount ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือสร้างวิดีโออัจฉริยะของค่ายที่ชื่อว่า Seedance

 

ภาพ: Courtesy of Google

 

อ้างอิง:

The post Google ปล่อยฟีเจอร์ Pro ลง Nano Banana 2 เปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปสร้างภาพละเอียดสูงถึง 4K สู้ OpenAI appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI บรรลุข้อตกลงกับเพนตากอน หลังรัฐบาลทรัมป์สั่งแบน Anthropic เพียงไม่กี่ชั่วโมง https://thestandard.co/openai-pentagon-deal-trump-anthropic/ Sat, 28 Feb 2026 07:46:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1182743 ภาพกราฟิกข่าว OpenAI บรรลุข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หลังรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งแบน Anthropic

แซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI ประกาศเมื่อ […]

The post OpenAI บรรลุข้อตกลงกับเพนตากอน หลังรัฐบาลทรัมป์สั่งแบน Anthropic เพียงไม่กี่ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข่าว OpenAI บรรลุข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หลังรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งแบน Anthropic

แซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI ประกาศเมื่อช่วงดึกวันศุกร์ (27 กุมภาพันธ์) ตามเวลาสหรัฐฯ ว่า บริษัทได้ลงนามในข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) เพื่อนำเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าไปใช้ในระบบชั้นความลับ (classified systems) ของกองทัพ เพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังรัฐบาลทรัมป์สั่งแบน Anthropic เพียงไม่กี่ชั่วโมง

 

ข้อตกลงกับ OpenAI เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศให้หน่วยงานรัฐบาลกลางทุกแห่งระงับการใช้เครื่องมือ AI ของ Anthropic ซึ่งเป็นบริษัทปัญญาประดิษฐ์สัญชาติอเมริกันรายใหญ่ และผู้พัฒนา Claude ขณะที่ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า Anthropic ดังกล่าวถือเป็น ‘ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน’ (supply chain risk) สาเหตุเนื่องมาจาก Anthropic ปฏิเสธที่จะอ่อนข้อในการเจรจากับเพนตากอน เกี่ยวกับข้อจำกัดที่บริษัทเรียกร้องเพื่อป้องกันไม่ให้ระบบ AI ถูกนำไปใช้ในอาวุธยุทโธปกรณ์อัตโนมัติ และการสอดแนมประชาชนชาวอเมริกันในวงกว้าง

 

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของอัลต์แมนชี้ให้เห็นว่า เพนตากอนได้ยอมรับข้อจำกัดที่คล้ายคลึงกันสำหรับโมเดลของ OpenAI

 

“หลักการด้านความปลอดภัยที่สำคัญที่สุด 2 ประการของเราคือ ข้อห้ามในการสอดแนมมวลชนภายในประเทศ และการที่มนุษย์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการใช้กำลัง ซึ่งรวมถึงระบบอาวุธยุทโธปกรณ์อัตโนมัติด้วย กระทรวงสงคราม (Department of War) เห็นพ้องกับหลักการเหล่านี้ ซึ่งสะท้อนอยู่ในกฎหมายและนโยบาย และเราได้ระบุไว้ในข้อตกลงของเราแล้ว” อัลต์แมนระบุผ่านแพลตฟอร์ม X “นอกจากนี้ เราจะสร้างระบบป้องกันทางเทคนิคเพื่อให้มั่นใจว่าโมเดลของเราทำงานตามที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงสงครามต้องการเช่นกัน”

 

อัลต์แมนกล่าวเสริมว่า บริษัทจะส่งวิศวกรเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่ที่เพนตากอน เพื่อดูแลความปลอดภัยในการใช้งานโมเดลอย่างใกล้ชิด

 

“เรากำลังขอให้กระทรวงสงครามเสนอข้อกำหนดเดียวกันนี้แก่บริษัท AI ทุกแห่ง ซึ่งในความเห็นของเรา เราคิดว่าทุกคนควรยินดีที่จะยอมรับ เราได้แสดงเจตจำนงอย่างแรงกล้าที่จะเห็นสถานการณ์คลี่คลายลง โดยเปลี่ยนจากการดำเนินการทางกฎหมายและมาตรการจากภาครัฐ ไปสู่ข้อตกลงที่สมเหตุสมผลแทน” อัลต์แมนตั้งข้อสังเกต

 

ทางด้าน Anthropic แถลงเมื่อวันศุกร์ว่า มีแผนจะดำเนินการทางกฎหมายเพื่อคัดค้านการถูกระบุว่าเป็น ‘ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน’ ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นสถานะที่สงวนไว้สำหรับบริษัทที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับปฏิปักษ์ต่างชาติ มาตรการนี้จะส่งผลให้คู่สัญญาของกองทัพทุกรายต้องพิสูจน์ว่า งานด้านการทหารของตนไม่มีความเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของ Anthropic

 

ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าข้อตกลงของ OpenAI กับเพนตากอน มีความแตกต่างจากสิ่งที่ Anthropic เรียกร้องอย่างไร

 

ขณะเดียวกัน พีท เฮกเซธ ได้แชร์โพสต์ประกาศของอัลต์แมนลงในบัญชี X ของตน ส่วน อีมิล ไมเคิล ปลัดกระทรวงกลาโหมฝ่ายเทคโนโลยี ได้โพสต์ข้อความแยกต่างหากว่า “เมื่อเป็นเรื่องของความเป็นความตายของเหล่านักรบ การมีพันธมิตรที่เชื่อถือได้ มั่นคง และดำเนินงานด้วยความจริงใจ ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในขณะที่เราก้าวเข้าสู่ยุค AI”

 

อ้างอิง

The post OpenAI บรรลุข้อตกลงกับเพนตากอน หลังรัฐบาลทรัมป์สั่งแบน Anthropic เพียงไม่กี่ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI เล็งสร้าง ‘โซเชียลเน็ตเวิร์ก’ ที่ยืนยันตัวตนผ่านสแกนม่านตาหรือใบหน้า หวังกำจัดปัญหาบอทที่เกิดขึ้นบน X ของ อีลอน มัสก์ https://thestandard.co/openai-biometric-social-network-bots/ Fri, 30 Jan 2026 03:57:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1171373 ภาพแนวคิดการยืนยันตัวตนด้วยการสแกนม่านตา สำหรับโซเชียลเน็ตเวิร์กของ OpenAI

OpenAI กำลังซุ่มพัฒนาโซเชียลเน็ตเวิร์กและพิจารณาใช้ระบบ […]

The post OpenAI เล็งสร้าง ‘โซเชียลเน็ตเวิร์ก’ ที่ยืนยันตัวตนผ่านสแกนม่านตาหรือใบหน้า หวังกำจัดปัญหาบอทที่เกิดขึ้นบน X ของ อีลอน มัสก์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแนวคิดการยืนยันตัวตนด้วยการสแกนม่านตา สำหรับโซเชียลเน็ตเวิร์กของ OpenAI

OpenAI กำลังซุ่มพัฒนาโซเชียลเน็ตเวิร์กและพิจารณาใช้ระบบยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริก เช่น การสแกนม่านตาผ่าน Orb ของ World หรือ Face ID ของ Apple เพื่อรับประกันว่าผู้ใช้งานเป็นมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่บอท

 

การพัฒนาโซเชียลเน็ตเวิร์กของ OpenAI ดูเหมือนจะมีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยมีภารกิจหลักเพียงหนึ่งเดียว คือการกำจัดปัญหา “บอท” ให้หมดไป ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้แพลตฟอร์มที่เคยมีชื่อว่า Twitter ก่อนจะกลายมาเป็น X ของ Elon Musk กลายเป็นแหล่งรวมเนื้อหาที่เป็นมลพิษ

 

แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับโครงการนี้เปิดเผยกับ Forbes ว่า โซเชียลเน็ตเวิร์กดังกล่าวซึ่งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา ถูกวางคอนเซปต์ให้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับ “มนุษย์จริงๆ เท่านั้น” ซึ่งอาจเป็นจุดขายสำคัญของยักษ์ใหญ่ด้าน AI รายนี้ ที่กำลังมองหาโอกาสต่อยอดจากความสำเร็จของแอปฯ ไวรัลอย่าง ChatGPT และ Sora แต่หากมีการเปิดตัวจริง ก็จะต้องกระโดดลงไปในสนามที่มีเจ้าตลาดผู้ทรงอิทธิพลครองอยู่แล้ว เช่น X, Instagram และ TikTok

 

แอปพลิเคชันนี้กำลังถูกพัฒนาโดยทีมงานขนาดเล็กมากที่มีสมาชิกไม่ถึง 10 คน และอาจรวมถึงองค์ประกอบการระบุตัวตนด้วยไบโอเมตริก แหล่งข่าวระบุว่าทีมงานได้พิจารณาข้อกำหนดให้ผู้ใช้ต้องส่ง “หลักฐานความเป็นบุคคล” (Proof of personhood) ผ่าน Face ID ของ Apple หรือ World Orb ซึ่งเป็นเครื่องสแกนม่านตาขนาดเท่าผลแคนตาลูปที่ใช้ม่านตาของบุคคลเพื่อสร้าง ID ที่ไม่ซ้ำกันและตรวจสอบได้ ทั้งนี้ World ดำเนินการโดย Tools for Humanity บริษัทที่ Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI เป็นผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานอยู่ในปัจจุบัน

 

การยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริกอย่างแท้จริงจะช่วยการันตีได้ว่าทุกบัญชีบนโซเชียลเน็ตเวิร์กของ OpenAI มีบุคคลที่มีตัวตนจริงอยู่เบื้องหลัง ในขณะที่โซเชียลเน็ตเวิร์กอย่าง Facebook และ LinkedIn พยายามยืนยันตัวตน แต่โดยทั่วไปมักใช้วิธีตรวจสอบผ่านเบอร์โทรศัพท์ อีเมล หรือสัญญาณพฤติกรรมและเครือข่าย ซึ่งทั้งสองแห่งยังไม่ได้ใช้วิธีไบโอเมตริกที่พิสูจน์ความเป็นมนุษย์ได้อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม นักรณรงค์ด้านความเป็นส่วนตัวได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงของการยืนยันตัวตนด้วยวิธีของ World เนื่องจากการสแกนม่านตานั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และอาจก่อให้เกิดความหายนะได้หากตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี

 

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กนี้จะเข้ามาเติมเต็มกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ของ OpenAI ได้อย่างไร แม้แหล่งข่าวจะระบุว่าผู้ใช้น่าจะสามารถใช้ AI เพื่อสร้างคอนเทนต์ เช่น วิดีโอหรือรูปภาพ บนแพลตฟอร์มได้ คล้ายกับ Instagram ของ Meta (ซึ่งมีผู้ใช้งาน 3 พันล้านคนต่อเดือน ณ เดือนกันยายน) ที่มีความสามารถในการสร้างภาพด้วย AI ภายในแอปฯ ได้เลย ปัจจุบันยังไม่มีกำหนดการเปิดตัวสำหรับโซเชียลเน็ตเวิร์กของ OpenAI และโปรเจกต์อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากก่อนที่จะพร้อมเปิดเผยสู่สาธารณะ

 

ทาง OpenAI ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา The Verge เคยรายงานว่า OpenAI กำลังซุ่มทำโซเชียลเน็ตเวิร์กอยู่

 

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่โซเชียลเน็ตเวิร์กต้องเผชิญกับโรคระบาดจากบัญชีบอท ซึ่งมักจะเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์เพื่อทำสิ่งต่างๆ เช่น ปั่นราคาคริปโทเคอร์เรนซี หรือบิดเบือนการรับรู้ของสาธารณชนผ่านการขยายผลคำพูดสร้างความเกลียดชัง (Hate speech) ปัญหานี้หนักหนาเป็นพิเศษบน Twitter และทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อ Musk เข้าซื้อกิจการ เปลี่ยนชื่อเป็น X และปลดพนักงานออกถึง 80% ซึ่งรวมถึงทีมงานด้านความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยที่มีหน้าที่ตรวจสอบโพสต์และกำจัดบอทออกจากแพลตฟอร์ม

 

Musk เคยประกาศสงครามกับบอทก่อนที่จะเข้าซื้อ Twitter และในปี 2025 บริษัทได้ลบบัญชีบอทออกไปประมาณ 1.7 ล้านบัญชีในการกวาดล้างเพื่อลดสแปมในการตอบกลับ แต่พวกมันก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่

 

Altman ซึ่งเป็นผู้ใช้ขาประจำของ X มาตั้งแต่ปี 2008 ได้แสดงความไม่พอใจอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับบอทบนแพลตฟอร์ม ในเดือนกันยายน เขาโพสต์ลง X ว่า “ไม่รู้ทำไม AI twitter หรือ AI reddit ถึงรู้สึกปลอมมากๆ ในแบบที่ไม่ได้รู้สึกเมื่อปีหรือสองปีก่อน” ไม่กี่วันก่อนหน้านั้น เขาได้แสดงความเห็นในทำนองเดียวกันโดยอ้างถึง “ทฤษฎีอินเทอร์เน็ตที่ตายแล้ว” ซึ่งตั้งสมมติฐานว่าตั้งแต่ปี 2016 อินเทอร์เน็ตถูกครอบงำด้วยกิจกรรมที่ไม่ใช่ของมนุษย์

 

“ผมไม่เคยเชื่อทฤษฎีอินเทอร์เน็ตที่ตายแล้วแบบจริงจังเลย แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะมีบัญชี Twitter ที่รันโดย LLM เยอะมากจริงๆ” Altman ระบุ

 

OpenAI มีประวัติผลงานที่แข็งแกร่งในการสร้างแอปฯ ที่กลายเป็นกระแสไวรัลในหมู่ผู้บริโภค ChatGPT ซึ่งนำ AI มาสู่กระแสหลัก มีผู้ใช้ถึง 100 ล้านคนภายในสองเดือนหลังจากเปิดตัว และปัจจุบันมีผู้ใช้มากกว่า 800 ล้านคน ส่วนแอปฯ วิดีโอ AI อย่าง Sora ก็มียอดดาวน์โหลดแตะ 1 ล้านครั้งในเวลาไม่ถึง 5 วัน ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วกว่า ChatGPT เสียอีก

 

แม้จะมีประวัติความสำเร็จดังกล่าว แต่ OpenAI น่าจะต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่ยากลำบากหากตัดสินใจเปิดตัวโซเชียลเน็ตเวิร์กจริง โดยจะต้องแข่งขันกับแอป Threads ของ Meta ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานผ่านมือถือรายวันเท่ากับ X แล้ว รวมถึงผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง Bluesky ที่มีผู้ใช้รวมกว่า 40 ล้านคน ยังไม่นับรวมยักษ์ใหญ่อย่าง Instagram และ TikTok ที่นำหน้าไปก่อนแล้วในการแข่งขันเพื่อเป็นจุดหมายปลายทางของคอนเทนต์ AI โดย Adam Mosseri หัวหน้าของ Instagram ได้โพสต์เมื่อเดือนธันวาคมว่า “ฟีดต่างๆ เริ่มจะเต็มไปด้วยสิ่งสังเคราะห์ไปหมดแล้ว”

 

ภาพ: Tomohiro Ohsumi/Getty Images

อ้างอิง:

The post OpenAI เล็งสร้าง ‘โซเชียลเน็ตเวิร์ก’ ที่ยืนยันตัวตนผ่านสแกนม่านตาหรือใบหน้า หวังกำจัดปัญหาบอทที่เกิดขึ้นบน X ของ อีลอน มัสก์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากพระรองสู่พระเอก! Google พลิกเกมส่ง ‘Gemini 3’ น็อก OpenAI จนต้องประกาศ Code Red https://thestandard.co/google-gemini-3-openai-code-red/ Wed, 31 Dec 2025 12:22:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1160531 จากพระรองสู่พระเอก Google พลิกเกมส่ง ‘Gemini 3’ น็อก OpenAI จนต้องประกาศ Code Red

Google (Alphabet) ก้าวเข้าสู่ปี 2025 ด้วยสถานการณ์ที่ยา […]

The post จากพระรองสู่พระเอก! Google พลิกเกมส่ง ‘Gemini 3’ น็อก OpenAI จนต้องประกาศ Code Red appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากพระรองสู่พระเอก Google พลิกเกมส่ง ‘Gemini 3’ น็อก OpenAI จนต้องประกาศ Code Red

Google (Alphabet) ก้าวเข้าสู่ปี 2025 ด้วยสถานการณ์ที่ยากลำบาก แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้น 36% ในปี 2024 แต่ในสายตาของวอลล์สตรีท บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้ยังคงถูกมองว่าเป็นเพียง ‘พระรอง’ หรือแม้กระทั่งเบอร์สามในสนามแข่ง AI โดยมี OpenAI เป็นผู้นำที่ทิ้งห่าง

 

แต่เมื่อตัดภาพมาที่ปัจจุบัน Google ได้กลับมาขโมยซีนและกลายเป็นผู้เล่นหลักที่โดดเด่นที่สุด จนทำให้ แซม อัลท์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของ OpenAI ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือ ‘Code Red’ ในขณะที่บริษัทของเขากำลังเร่งทำงานอย่างหนักเพื่อไล่ตามโมเดล AI ล่าสุดอย่าง ‘Gemini 3’ ของ Google ให้ทัน ซึ่งเป็นจุดพลิกผันที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะถ้าย้อนกลับไปเมื่อปี 2022 Google เองก็เคยต้องประกาศ Code Red เช่นกันในวันที่ ChatGPT เปิดตัวสู่ตลาด

 

ความสำเร็จของ Google ในปีนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ซอฟต์แวร์ แต่ยังรวมถึงชัยชนะในสมรภูมิชิปประมวลผล ในเดือนตุลาคม Anthropic ผู้พัฒนา Claude ได้ประกาศขยายแผนการใช้ชิป AI ของ Google ซึ่งรวมถึงการใช้โปรเซสเซอร์สูงถึง 1 ล้านตัวเพื่อขับเคลื่อนซอฟต์แวร์ของตน นอกจากนี้ยังมีรายงานจาก The Information ว่า Google กำลังเจรจาเพื่อจัดหาชิปให้กับ Meta บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram เพื่อใช้รันผลิตภัณฑ์ AI ของตนอีกด้วย

 

จิน มันสเตอร์ (Gene Munster) หุ้นส่วนผู้จัดการของ Deepwater Asset Management ได้เขียนบันทึกถึงนักลงทุนเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมว่า “Google จะเป็นหุ้นในกลุ่ม 7 นางฟ้า (Magnificent Seven) ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในปี 2026”

 

มันสเตอร์ให้เหตุผลว่า “Google อยู่ในตำแหน่งที่แข็งแกร่งที่สุดเมื่อพูดถึงโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบครบวงจร Gemini เป็นโมเดลชั้นนำ ฐานผู้ใช้ขยายตัวเร็วกว่า OpenAI ระบบค้นหา (Search) กำลังผสาน AI เข้ากับโฆษณาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ Google Cloud Platform ก็ยังคงรักษาพื้นที่ของตนในวงจรการสร้างโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างมั่นคง”

 

ชัยชนะด้าน AI ของ Google ยังสะท้อนผ่านตัวเลขรายได้ โดยบริษัทนับรวมรายได้จาก AI เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ Google Cloud Platform (GCP) ซึ่งช่วยหนุนให้ GCP เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ในไตรมาสที่ 3 Google รายงานว่ารายได้จาก GCP เติบโตขึ้น 34% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะระดับ 1.51 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.78 แสนล้านบาท) ขณะที่จำนวนลูกค้าใหม่ของ GCP ก็พุ่งขึ้น 34% เช่นกัน

 

ซุนดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) ซีอีโอของ Google กล่าวในช่วงแถลงผลประกอบการว่า “พอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ AI สำหรับองค์กรที่ครบวงจรของเรากำลังเร่งการเติบโตของรายได้ อัตรากำไรจากการดำเนินงาน และยอดคำสั่งซื้อที่รอการส่งมอบ”

 

พิชัยระบุว่า ในไตรมาสที่ 3 เพียงไตรมาสเดียว Google ได้เซ็นสัญญาที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.16 หมื่นล้านบาท) มากกว่ายอดรวมของสองปีที่ผ่านมารวมกันเสียอีก และปัจจุบันลูกค้าคลาวด์เดิมของบริษัทกว่า 70% ได้หันมาใช้บริการ AI แล้ว

 

ในฝั่งผู้บริโภคทั่วไป Google ได้ผสานความสามารถของ AI เข้ากับ Google Search อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเปิดตัว ‘AI Mode’ ที่คล้ายกับ ChatGPT ให้ผู้ใช้ในสหรัฐฯ ทุกคนได้ใช้งานเมื่อเดือนพฤษภาคม และเริ่มแทรกโฆษณาลงในส่วน AI Overviews ในผลการค้นหา นอกจากนี้ แอปตกแต่งภาพด้วย AI ที่ชื่อว่า Nano Banana ก็กลายเป็นไวรัลฮิตติดลมบนในเดือนสิงหาคม

 

แต่ระเบิดลูกใหญ่ที่สุดคือการเปิดตัว Gemini 3 ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ใช้งานทันที แม้แต่ มาร์ค เบนิอฟฟ์ (Marc Benioff) ซีอีโอของ Salesforce ยังกล่าวว่าเขา “เลิกใช้ ChatGPT” หลังจากได้ลองใช้แอปสำหรับ Gemini 3 โดยโมเดลนี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการและสามารถเอาชนะ GPT-5.1 ได้ในหลายหมวดหมู่

 

ความนิยมนี้สะท้อนผ่านฐานผู้ใช้งานที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ผลสำรวจของ TD Cowen พบว่าอัตราการเจาะตลาดของผู้ใช้งานรายเดือน (MAU) ของ Gemini เติบโตเร็วกว่า ChatGPT ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม โดย Gemini ขยับจาก 24% ขึ้นมาเป็น 26% ในขณะที่ ChatGPT ลดลงจาก 36% เหลือ 35% ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ข้อมูลจาก Sensor Tower ยังระบุว่า ยอดผู้ใช้งานรายเดือนทั่วโลกของ Gemini เติบโตขึ้น 30% ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงธันวาคม ส่วนหนึ่งเป็นอานิสงส์จากแอป Nano Banana ในขณะที่ ChatGPT เติบโตราว 15% นอกจากนี้ ข้อได้เปรียบสำคัญของ Gemini คือการที่มีให้ใช้งานบนอุปกรณ์ Android รุ่นใหม่ทั้งหมด ทำให้เข้าถึงได้ง่ายกว่าคู่แข่งมาก

 

นอกเหนือจากเรื่อง AI แล้ว ปี 2025 ยังมีเรื่องดีๆ ในด้านกฎหมายสำหรับ Google แม้บริษัทจะแพ้คดีผูกขาดทางการค้าครั้งที่สองในเดือนเมษายนเกี่ยวกับธุรกิจโฆษณาออนไลน์ แต่ในเดือนกันยายน ผู้พิพากษาตัดสิน ‘ไม่บังคับ’ ให้ Google ต้องขายเบราว์เซอร์ Chrome แม้จะพบว่าบริษัทผูกขาดตลาดการค้นหาก็ตาม

 

ที่สำคัญ ผู้พิพากษายังอนุญาตให้ Google จ่ายเงินแก่พันธมิตรเพื่อติดตั้งหรือวางตำแหน่ง Google Search, Chrome หรือผลิตภัณฑ์ GenAI ได้ต่อไป นั่นหมายความว่าบริษัทสามารถจ่ายเงินให้กับ Apple ในมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 6.33 แสนล้านบาท) เพื่อรักษาตำแหน่งเครื่องมือค้นหาเริ่มต้นบน iPhone ได้ดังเดิม

 

ปิดท้ายด้วยความคืบหน้าของ Waymo ธุรกิจรถยนต์ไร้คนขับที่ขยายพื้นที่ให้บริการไปยังเมืองใหม่ๆ เช่น ไมอามี, ดัลลัส และฮิวสตัน พร้อมเริ่มให้บริการบนทางด่วนรอบเมืองใหญ่อย่างซานฟรานซิสโกและลอสแอนเจลิส รวมถึงการโชว์ตัวอย่างแว่นตาอัจฉริยะและชุดหูฟัง VR รุ่นใหม่ของ Samsung ที่ใช้ซอฟต์แวร์ Android XR ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Google ทั้งหมดนี้คือสัญญาณบวกที่ปูทางไปสู่ปี 2026 ที่น่าจับตามองของยักษ์ใหญ่รายนี้

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.66 บาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568

 

ภาพ : Koshiro K / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post จากพระรองสู่พระเอก! Google พลิกเกมส่ง ‘Gemini 3’ น็อก OpenAI จนต้องประกาศ Code Red appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI จ่ายค่าตอบแทนแบบหุ้นเฉลี่ย 1.5 ล้านดอลลาร์ต่อพนักงาน สูงกว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ก่อน IPO ทุกแห่งในรอบ 25 ปี https://thestandard.co/openai-pays-average-15-million/ Wed, 31 Dec 2025 05:34:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1160410 OpenAI จ่ายค่าตอบแทนแบบหุ้นเฉลี่ย 1.5 ล้านดอลลาร์ต่อพนักงาน สูงกว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ก่อน IPO ทุกแห่งในรอบ 25 ปี

OpenAI กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่จ่ายค่าตอบแทนพนักงานใน […]

The post OpenAI จ่ายค่าตอบแทนแบบหุ้นเฉลี่ย 1.5 ล้านดอลลาร์ต่อพนักงาน สูงกว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ก่อน IPO ทุกแห่งในรอบ 25 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI จ่ายค่าตอบแทนแบบหุ้นเฉลี่ย 1.5 ล้านดอลลาร์ต่อพนักงาน สูงกว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ก่อน IPO ทุกแห่งในรอบ 25 ปี

OpenAI กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่จ่ายค่าตอบแทนพนักงานในรูปแบบหุ้น (Stock-based Compensation) สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมสตาร์ตอัปเทคโนโลยี ตามข้อมูลทางการเงินที่บริษัทเปิดเผยต่อนักลงทุน และการวิเคราะห์ของ The Wall Street Journal

 

ข้อมูลระบุว่า ในปี 2025 OpenAI มีค่าตอบแทนแบบหุ้นเฉลี่ยสูงถึง 1.5 ล้านดอลลาร์ต่อพนักงานหนึ่งคน สำหรับพนักงานราว 4,000 คน ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ทุกแห่งก่อนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) นับตั้งแต่ปี 2000

 

 

เมื่อเปรียบเทียบย้อนหลัง ค่าตอบแทนดังกล่าวสูงกว่า Alphabet (Google) ก่อน IPO ในปี 2004 ถึงกว่า 7 เท่า และสูงกว่าค่าเฉลี่ยค่าตอบแทนพนักงานของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ 18 แห่งก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ถึง 34 เท่า ตามข้อมูลที่จัดทำโดย Equilar และนำมาวิเคราะห์โดย The Wall Street Journal ครอบคลุม IPO ภาคเทคโนโลยีตลอด 25 ปีที่ผ่านมา โดยตัวเลขทั้งหมดถูกปรับเป็นมูลค่าเงินปี 2025 เพื่อสะท้อนผลของเงินเฟ้อ

 

การทุ่มจ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวสะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงในสนาม AI arms race โดย OpenAI ใช้แพ็กเกจหุ้นมูลค่าสูงเพื่อรักษาความได้เปรียบในการดึงดูดและรักษานักวิจัยและวิศวกรระดับแนวหน้า ส่งผลให้พนักงานบางส่วนกลายเป็นกลุ่มรายได้สูงที่สุดในซิลิคอนวัลเลย์ อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ยังเร่งให้ผลขาดทุนจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดการลดสัดส่วนการถือหุ้น (Dilution) ของผู้ถือหุ้นเดิมอย่างรวดเร็ว

 

แรงกดดันด้านค่าตอบแทนทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงกลางปีที่ผ่านมา หลัง Mark Zuckerberg ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Meta Platforms เปิดเกมรุกแย่งตัวบุคลากร AI ด้วยแพ็กเกจค่าตอบแทนมูลค่าสูงระดับ หลายร้อยล้านดอลลาร์ และในบางกรณีแตะระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ OpenAI สูญเสียบุคลากรไปมากกว่า 20 คน รวมถึงหนึ่งในผู้ร่วมพัฒนา ChatGPT

 

เพื่อตอบโต้การแข่งขันดังกล่าว OpenAI ได้มอบโบนัสพิเศษแบบครั้งเดียวให้กับพนักงานสายวิจัยและวิศวกรรมในเดือนสิงหาคม โดยบางรายได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินหลายล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ข้อมูลที่เปิดเผยต่อนักลงทุนยังระบุว่า ค่าใช้จ่ายด้านค่าตอบแทนแบบหุ้นของ OpenAI มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย ราว 3 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ไปจนถึงปี 2030

 

ล่าสุด OpenAI ยังประกาศยกเลิกนโยบายที่กำหนดให้พนักงานต้องทำงานอย่างน้อย 6 เดือนก่อนสิทธิหุ้นจะเริ่มทยอยได้รับ (vesting) ซึ่งอาจเปิดทางให้ต้นทุนค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นอีกในระยะถัดไป

 

ในเชิงโครงสร้างทางการเงิน ค่าตอบแทนแบบหุ้นของ OpenAI คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 46% ของรายได้ในปี 2025 สูงที่สุดในบรรดาบริษัทเทคโนโลยีที่นำมาเปรียบเทียบ ยกเว้น Rivian ซึ่งไม่มีรายได้ในปีก่อน IPO โดย Palantir มีสัดส่วนอยู่ที่ 33%, Google 15% และ Meta เพียง 6%

 

ขณะที่ค่าเฉลี่ยของบริษัทเทคโนโลยีทั้งหมดที่ถูกนำมาวิเคราะห์ พบว่าค่าตอบแทนแบบหุ้นคิดเป็นเพียง ประมาณ 6% ของรายได้ ในปีก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์

 

จากรายงานเชิงวิเคราะห์ครั้งนี้ ตอกย้ำว่า OpenAI กำลังเดิมพันอนาคตของบริษัทไว้กับ ‘ทุนมนุษย์’ อย่างชัดเจน โดยเลือกแลกต้นทุนทางการเงินในระยะสั้น เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม AI ซึ่งกำลังกลายเป็นสนามแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ของโลกเทคโนโลยี

 

ทั้งนี้ OpenAI ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เป็นที่รู้จักจากผลิตภัณฑ์ ChatGPT และระบบปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหญ่หลายตัว ได้ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจและการระดมทุนระดับโลก โดยตั้งเป้าที่จะรักษา ‘พันธกิจเพื่อมวลมนุษยชาติ’ ไว้ควบคู่กับความสามารถในการดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน

 

บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2015 ในฐานะองค์กร ไม่แสวงหากำไร (nonprofit) ที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนา AI ให้เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ โดยองค์กรต้นสังกัดนี้ทำหน้าที่กำกับดูแลกลยุทธ์และพันธกิจหลักของ OpenAI ตั้งแต่เริ่มต้น

 

OpenAI

 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2025 OpenAI ได้ประกาศ เปลี่ยนโครงสร้างองค์กรธุรกิจของตนเป็น ‘Public Benefit Corporation’ (PBC) ซึ่งเป็นรูปแบบบริษัทที่แสวงหากำไรได้ แต่ต้องผสานเป้าหมายด้านสาธารณะและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจหลักขององค์กรและเพื่อเปิดช่องทางระดมทุนที่กว้างขึ้น โดยบริษัทภายใต้โครงสร้างนี้มีชื่อว่า OpenAI Group PBC

 

ภายใต้โครงสร้างใหม่นี้

 

  • OpenAI Foundation ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรหลัก ยังคงอยู่และมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลทิศทางของบริษัทเชิงนโยบาย
  • ส่วนธุรกิจที่ดำเนินกิจกรรมเชิงพาณิชย์ เช่น การพัฒนาและให้บริการเทคโนโลยี AI อยู่ภายใต้ OpenAI Group PBC ซึ่งจัดตั้งเป็นบริษัทเพื่อประโยชน์สาธารณะ

 

OpenAI Foundation ยังถือหุ้นใน OpenAI Group PBC อยู่ แม้จะไม่ใช่องค์กรพาณิชย์โดยตรงก็ตาม โดยส่วนหนึ่งของเป้าหมายโครงสร้างดังกล่าวคือการผสาน พันธกิจที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เข้ากับ ศักยภาพในการระดมทุนและการเติบโตเชิงธุรกิจ ซึ่งต่างจากโครงสร้าง nonprofit แบบดั้งเดิมที่มีข้อจำกัดด้านการระดมทุน

 

ภาพ: Justin Sullivan/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post OpenAI จ่ายค่าตอบแทนแบบหุ้นเฉลี่ย 1.5 ล้านดอลลาร์ต่อพนักงาน สูงกว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ก่อน IPO ทุกแห่งในรอบ 25 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากดาวรุ่งสู่มหาเศรษฐี! เปิดทำเนียบ 46 ศิษย์เก่า ‘Forbes 30 Under 30’ ที่มีความมั่งคั่งทะลุสามหมื่นล้านบาท https://thestandard.co/forbes-30-under-30/ Mon, 01 Dec 2025 08:53:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1150253 จากดาวรุ่งสู่มหาเศรษฐี เปิดทำเนียบ 46 ศิษย์เก่า ‘Forbes 30 Under 30’ ที่มีความมั่งคั่งทะลุสามหมื่นล้านบาท

ย้อนกลับไปในเดือนมกราคมปี 2012 นิตยสาร Forbes ได้เปิดตั […]

The post จากดาวรุ่งสู่มหาเศรษฐี! เปิดทำเนียบ 46 ศิษย์เก่า ‘Forbes 30 Under 30’ ที่มีความมั่งคั่งทะลุสามหมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากดาวรุ่งสู่มหาเศรษฐี เปิดทำเนียบ 46 ศิษย์เก่า ‘Forbes 30 Under 30’ ที่มีความมั่งคั่งทะลุสามหมื่นล้านบาท

ย้อนกลับไปในเดือนมกราคมปี 2012 นิตยสาร Forbes ได้เปิดตัวรายชื่อ ‘30 Under 30’ เป็นครั้งแรก เพื่อเชิดชูเหล่าผู้ก่อตั้งและผู้นำรุ่นใหม่ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ผู้กำลังสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในโลกธุรกิจ นับตั้งแต่นั้นมา 30 Under 30 ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ในหลากหลายวงการ

 

ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา มีศิษย์เก่าจากทำเนียบ 30 Under 30 จำนวนมากที่ประสบความสำเร็จ แต่มีเพียง 46 คน เท่านั้นที่สามารถก้าวกระโดดจาก ‘ดาวรุ่ง’ สู่การเป็น ‘มหาเศรษฐีระดับโลก’ ที่มีความมั่งคั่งแตะระดับ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 3.2 หมื่นล้านบาท ได้สำเร็จ

 

แม้ความมั่งคั่งเหล่านี้จะมาจากหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่โซเชียลมีเดีย ฟินเทค ไปจนถึงวงการบันเทิงระดับโลกอย่าง Taylor Swift แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘กระแสความร้อนแรงของ AI’ คือตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ โดยในปีนี้ปีเดียว มีศิษย์เก่าถึง 19 คนที่ก้าวเข้าสู่สถานะมหาเศรษฐีพันล้าน

 

THE STANDARD WEALTH พาสำรวจไฮไลต์ที่น่าสนใจของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไอเดียสตาร์ทอัพให้กลายเป็นอาณาจักรธุรกิจระดับโลก

 

กระแส AI สร้างมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในโลก

 

เทรนด์ที่โดดเด่นที่สุดในปีนี้คือการผงาดขึ้นของธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในบรรดาศิษย์เก่าที่เป็นมหาเศรษฐีหน้าใหม่ มี 8 คนที่เพิ่งเข้าทำเนียบในปีที่ผ่านมาและอายุยังไม่ถึง 30 ปี

 

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ 3 ผู้ก่อตั้ง Mercor แพลตฟอร์มจัดหางานด้วย AI ระดับยูนิคอร์น ได้แก่ Brendan Foody, Adarsh Hiremath และ Surya Midha ทั้งหมดมีอายุเพียง 22 ปี การระดมทุนรอบล่าสุดดันมูลค่าบริษัทไปแตะ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้พวกเขากลายเป็น ‘มหาเศรษฐีที่สร้างฐานะด้วยตัวเอง (Self-made) ที่อายุน้อยที่สุดในโลก’ ทำลายสถิติเดิมของ Mark Zuckerberg ที่เคยทำไว้ตอนอายุ 23 ปี

 

นอกจากนี้ ยังมี Alexandr Wang (วัย 28 ปี) แห่ง ScaleAI ที่ความมั่งคั่งพุ่งสู่ 3.2 พันล้านดอลลาร์ หลัง Meta เข้าลงทุน และ Lucy Guo ผู้ร่วมก่อตั้งของเขา ที่กลายเป็นมหาเศรษฐีหญิงที่สร้างฐานะด้วยตัวเองที่อายุน้อยที่สุดในโลก ด้วยสินทรัพย์ 1.4 พันล้านดอลลาร์

 

10 บุคคลเด่นจากทำเนียบ Under 30 สู่ Billionaire

 

จากรายชื่อทั้งหมด นี่คือ 10 กรณีศึกษาที่น่าสนใจของศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จสูงสุด:

 

1. Zhang Yiming (อายุ 42 ปี) ความมั่งคั่ง 63,900 ล้านดอลลาร์ ศิษย์เก่าที่รวยที่สุดในกลุ่ม เขาติดรายชื่อ Forbes Under 30 China ในปี 2013 ก่อนที่จะปล่อยแอปพลิเคชัน TikTok สู่ตลาดโลกในปี 2017 ปัจจุบัน ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok มีมูลค่าประเมินสูงถึง 4.8 แสนล้านดอลลาร์ ทำให้ Zhang เป็นบุคคลที่รวยที่สุดอันดับ 26 ของโลก

 

2. Patrick Collison (อายุ 37 ปี) ความมั่งคั่ง 10,100 ล้านดอลลาร์ ผู้ก่อตั้ง Stripe แพลตฟอร์มชำระเงินออนไลน์ที่เริ่มจากโปรเจกต์สมัยเรียนที่ MIT กับน้องชาย (John Collison) เพื่อแก้ปัญหาการรับเงินออนไลน์ให้ง่ายขึ้น ปัจจุบัน Stripe เป็นฟินเทคยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่ากิจการกว่า 9.15 หมื่นล้านดอลลาร์

 

3. Daniel Ek (อายุ 42 ปี) ความมั่งคั่ง 8,600 ล้านดอลลาร์ ชายผู้ปรากฏตัวบนหน้าปกนิตยสาร Forbes Under 30 ฉบับแรกสุด ผู้ก่อตั้ง Spotify ที่เข้ามาปฏิวัติวงการเพลงและแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการสตรีมมิง รายได้บริษัทแตะ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024

 

4. Melanie Perkins (อายุ 38 ปี) ความมั่งคั่ง 7,600 ล้านดอลลาร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Canva แพลตฟอร์มดีไซน์ยอดฮิตที่ทำให้ใครๆ ก็เป็นศิลปินได้ เธอเปลี่ยนจากสตาร์ทอัพที่มีมูลค่า 165 ล้านดอลลาร์ในปี 2015 ให้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีการนำ AI มาใช้ในฟีเจอร์ต่างๆ อย่างเข้มข้น

 

5. Vlad Tenev (อายุ 38 ปี) ความมั่งคั่ง 6,200 ล้านดอลลาร์ ผู้ก่อตั้ง Robinhood แอปเทรดหุ้นแบบไม่มีค่าธรรมเนียมที่ปฏิวัติวงการโบรกเกอร์ แม้จะผ่านมรสุมช่วงหุ้น Meme มาได้ แต่ปัจจุบันความมั่งคั่งของเขาพุ่งขึ้นถึง 6 เท่าในปีที่ผ่านมาจากการรุกเข้าสู่ AI และสินทรัพย์ดิจิทัล

 

6. Sam Altman (อายุ 40 ปี) ความมั่งคั่ง 2,000 ล้านดอลลาร์ CEO ของ OpenAI ผู้เป็นใบหน้าของยุคสมัยแห่ง AI สิ่งที่น่าสนใจคือ เขาไม่ได้ถือหุ้นใน OpenAI แต่ความมั่งคั่งของเขามาจากการลงทุนในสตาร์ทอัพอื่นๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น Stripe, Reddit และ Oklo สมัยที่เขาเป็นพาร์ทเนอร์อยู่ที่ Y Combinator

 

7. Taylor Swift (อายุ 35 ปี) ความมั่งคั่ง 1,600 ล้านดอลลาร์ หนึ่งใน 3 คนจากลิสต์ที่ไม่ได้มาจากสายเทคฯ (อีกสองคนคือ Rihanna และ LeBron James) Taylor สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นมหาเศรษฐีที่มาจาก รายได้ด้านดนตรีและการแสดงล้วนๆ โดยเฉพาะทัวร์คอนเสิร์ต The Eras Tour ที่ทำรายได้ถล่มทลาย

 

8. Kevin Systrom (อายุ 41 ปี) ความมั่งคั่ง 2,300 ล้านดอลลาร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Instagram ที่ติดโผ Under 30 ในปี 2012 เพียง 4 เดือนก่อนขายกิจการให้ Facebook ในดีลประวัติศาสตร์ 1 พันล้านดอลลาร์ ปัจจุบันเขายังคงเป็นนักลงทุนและผู้ประกอบการต่อเนื่อง

 

9. Palmer Luckey (อายุ 33 ปี) ความมั่งคั่ง 3,500 ล้านดอลลาร์ อดีตเด็กสร้างแว่น VR Oculus ที่ขายให้ Facebook ตั้งแต่อายุยังน้อย ปัจจุบันเขากลับมาอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะผู้ก่อตั้ง Anduril สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ (Defense Tech) ที่ใช้ AI มาช่วยปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย

 

10. Shayne Coplan (อายุ 27 ปี) ความมั่งคั่ง 1,000 ล้านดอลลาร์ ผู้ก่อตั้ง Polymarket แพลตฟอร์มทายผลด้วยคริปโตฯ ที่มาแรงที่สุดในปีนี้จากการทำนายผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ได้อย่างแม่นยำ ล่าสุดระดมทุนจนบริษัทมีมูลค่า 9 พันล้านดอลลาร์ แม้จะยังเผชิญความท้าทายด้านกฎหมายในสหรัฐฯ ก็ตาม

 

จากรายชื่อทั้ง 46 คน เห็นได้ชัดว่า ‘เทคโนโลยี’ ยังคงเป็นเครื่องจักรผลิตความมั่งคั่งที่ทรงพลังที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มที่สามารถปรับตัวเข้ากับคลื่นลูกใหม่อย่าง AI ได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง AI โดยตรง หรือการนำ AI มายกระดับธุรกิจดั้งเดิม

 

สิ่งที่น่าจับตามองคือ แม้การแข่งขันจะสูงขึ้น แต่โอกาสในการสร้างธุรกิจระดับพันล้านเหรียญด้วยอายุที่น้อยลงเรื่อยๆ เช่นกรณีของกลุ่ม Mercor วัย 22 ปี กำลังพิสูจน์ว่า ในโลกยุคใหม่ ประสบการณ์อาจไม่สำคัญเท่ากับ ‘วิสัยทัศน์’ และความสามารถในการคว้าโอกาสจากเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

 

ภาพ: Drew Angerer/Getty Images, Matt Winkelmeyer/Getty Images for WIRED, VCG/VCG via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post จากดาวรุ่งสู่มหาเศรษฐี! เปิดทำเนียบ 46 ศิษย์เก่า ‘Forbes 30 Under 30’ ที่มีความมั่งคั่งทะลุสามหมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึกเบราว์เซอร์ AI เดือด! OpenAI เปิดตัว ChatGPT Atlas เบราว์เซอร์ที่คิดให้-สรุปให้-ทำงานแทนได้ ท้าชน Google Chrome โดยตรง https://thestandard.co/openai-challenges-chrome/ Fri, 24 Oct 2025 00:46:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1134655 ศึกเบราว์เซอร์ AI เดือด OpenAI เปิดตัว ChatGPT Atlas เบราว์เซอร์ที่คิดให้-สรุปให้-ทำงานแทนได้ ท้าชน Google Chrome โดยตรง

CNN รายงานว่า สงครามแย่งชิงอนาคตของอินเทอร์เน็ตได้ทวีคว […]

The post ศึกเบราว์เซอร์ AI เดือด! OpenAI เปิดตัว ChatGPT Atlas เบราว์เซอร์ที่คิดให้-สรุปให้-ทำงานแทนได้ ท้าชน Google Chrome โดยตรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึกเบราว์เซอร์ AI เดือด OpenAI เปิดตัว ChatGPT Atlas เบราว์เซอร์ที่คิดให้-สรุปให้-ทำงานแทนได้ ท้าชน Google Chrome โดยตรง

CNN รายงานว่า สงครามแย่งชิงอนาคตของอินเทอร์เน็ตได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เมื่อ OpenAI ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดอย่าง ChatGPT Atlas ซึ่งเป็นเว็บเบราว์เซอร์ที่ผสานรวมเข้ากับแชทบอท AI ยอดนิยมของบริษัท การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการท้าทายโดยตรงต่อหัวใจหลักของธุรกิจ Google นั่นคือการเป็นประตูสู่โลกออนไลน์ของผู้คนทั่วโลก

 

ChatGPT Atlas ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางใหม่ในการเข้าถึง ChatGPT ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 800 ล้านคนต่อสัปดาห์เท่านั้น แต่ยังเป็นความพยายามที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็น ‘ทางผ่าน’ หลักสู่เว็บไซต์, โซเชียลมีเดีย และบริการออนไลน์อื่นๆ ซึ่งเป็นบทบาทที่ Google ครองความเป็นเจ้าตลาดมานานกว่าสองทศวรรษ OpenAI กำลังเดิมพันครั้งใหญ่ว่าพวกเขาจะสามารถเข้ามาแทนที่ได้

 

Techcrunch ระบุว่า Atlas จะเปิดตัวบนระบบปฏิบัติการ macOS ก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะขยายไปยัง Windows, iOS และ Android ในลำดับถัดไป ที่สำคัญคือเบราว์เซอร์นี้จะเปิดให้ผู้ใช้งาน ChatGPT แบบฟรีทุกคนสามารถใช้งานได้ทันทีตั้งแต่เปิดตัว

 

แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของ OpenAI กล่าวว่า “เบราว์เซอร์เปรียบเหมือนศูนย์กลางที่รวบรวมทุกอย่างที่เราใช้ทำงานเอาไว้ การผสาน ChatGPT เข้าไปในเบราว์เซอร์จึงเหมือนกับการมีผู้ช่วยอัจฉริยะที่เข้าใจสิ่งที่เราต้องการและช่วยให้เราทำงานต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงได้ง่ายขึ้น”

 

แม้ว่า ChatGPT Atlas จะไม่ใช่เบราว์เซอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ตัวแรก แต่ด้วยฐานผู้ใช้งานมหาศาลของ ChatGPT ทำให้ Atlas กลายเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดสำหรับ Google และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากการค้นหาแบบลิงก์สีน้ำเงิน (Blue Links – ผลการค้นหาแบบดั้งเดิมของ Google) ไปสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

 

ข้อมูลล่าสุดเริ่มสนับสนุนแนวโน้มนี้ โดยบริษัทวิจัย Datos รายงานว่า ณ เดือนกรกฎาคม เกือบ 6% ของการค้นหาบนคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปเป็นการใช้งาน Large Language Models (LLMs) โดยตรง ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากปีก่อนหน้า

 

ประสบการณ์การใช้งาน ChatGPT Atlas นั้นแตกต่างจากเบราว์เซอร์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง Techcrunch ระบุว่า เมื่อเปิดใช้งาน ผู้ใช้จะพบกับแถบค้นหาของ ChatGPT แทนที่จะเป็นของ Google พร้อมด้วยคำแนะนำหัวข้อที่น่าสนใจหรือคำสั่งให้ AI Agent จัดการ นอกจากนี้ยังมีปุ่มที่สามารถเรียก ChatGPT ขึ้นมาในแถบด้านข้าง (Sidebar) เพื่อถามคำถามหรือให้สรุปเนื้อหาในหน้าเว็บที่กำลังเปิดอยู่ได้ทันที

 

ฟีเจอร์แถบด้านข้างนี้ถือเป็น ‘จุดขาย’ สำคัญของเบราว์เซอร์ AI เนื่องจากช่วยลดความยุ่งยากในการคัดลอกข้อความหรือลากลิงก์ไปใส่ใน ChatGPT เพื่อให้บริบทเหมือนที่เคยทำกันมา นอกจากนี้ Atlas ยังมีฟีเจอร์ Browser History ที่ช่วยให้ ChatGPT สามารถเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้เพื่อนำไปปรับปรุงคำตอบให้มีความเฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น

 

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าจับตามองคือ Agent Mode ซึ่งเป็น AI Agent ที่สามารถทำงานบางอย่างบนเว็บแทนผู้ใช้ได้ เช่น การค้นหาร้านอาหารตามเงื่อนไขที่กำหนดพร้อมจองโต๊ะให้โดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์นี้จะเปิดให้ใช้งานเฉพาะผู้ที่สมัครสมาชิก ChatGPT แบบเสียเงินเท่านั้น

 

แน่นอนว่า Google เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังเดินหน้าพัฒนาเบราว์เซอร์ Chrome ของตนเองไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีการใส่ AI Summaries ไว้ในหน้าผลการค้นหา, มีผู้ช่วย Gemini ที่สามารถสรุปหน้าเว็บได้ และกำลังทดสอบ Web Agent ที่ทำงานคล้ายกับของ OpenAI

 

ปัจจุบัน Google Chrome ยังคงครองความเป็นเจ้าตลาดอย่างแข็งแกร่ง โดยมีส่วนแบ่งตลาดเกือบ 72% และมีผู้ใช้งานมากกว่า 3 พันล้านคนทั่วโลก ตามข้อมูลจาก Statcounter Global Stats

 

การมาถึงของ Atlas เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่บทบาทของ Google ในอนาคตของเว็บกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก โดยเฉพาะหลังจากที่ศาลสหรัฐฯ ได้ตัดสินในคดีผูกขาดตลาดค้นหา ซึ่งแม้ศาลจะไม่ได้สั่งให้ Google ต้องแยกธุรกิจ Chrome ออกไปตามที่กระทรวงยุติธรรมร้องขอ แต่ก็ได้แสดงความกังวลว่าการครอบงำตลาด Search ของ Google อาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในยุค Generative AI ได้

 

แพท มัวร์เฮด (Pat Moorhead) ซีอีโอของบริษัทวิเคราะห์ Moor Insights & Strategy ให้ความเห็นกับ BBC ว่า แม้ผู้ใช้งานกลุ่มแรกๆ อาจจะลองใช้ Atlas แต่เขาก็ยังสงสัยว่าเบราว์เซอร์นี้จะสามารถท้าทาย Chrome หรือ Microsoft Edge ได้อย่างจริงจังหรือไม่ “เพราะผู้ใช้งานกระแสหลักส่วนใหญ่ก็จะรอให้เบราว์เซอร์ที่พวกเขาคุ้นเคยเพิ่มฟีเจอร์เหล่านี้เข้ามาอยู่ดี”

 

ถึงแม้จะยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินความสำเร็จของ ChatGPT Atlas แต่การเปิดตัวครั้งนี้ก็ได้ตอกย้ำถึงความทะเยอทะยานของ OpenAI ที่ต้องการจะมีบทบาทพื้นฐานในทุกแง่มุมของการใช้เทคโนโลยีของผู้คน ตั้งแต่แชทบอท, การค้นหา, เบราว์เซอร์ และอาจขยายไปถึงฮาร์ดแวร์สำหรับผู้บริโภคใน ‘อนาคต’ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ถอดแบบมาจาก ‘ตำรา’ ของ Google อย่างชัดเจน

 

ภาพ : Nwz / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ศึกเบราว์เซอร์ AI เดือด! OpenAI เปิดตัว ChatGPT Atlas เบราว์เซอร์ที่คิดให้-สรุปให้-ทำงานแทนได้ ท้าชน Google Chrome โดยตรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Solo Unicorn ในโลกจริง? เปิด Case Study สร้างแบรนด์ยาดม ด้วย 1 คน + 1 AI https://thestandard.co/the_secret_sauce/ai-solo-unicorn-case-study/ Thu, 16 Oct 2025 07:36:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1131399 nuanose-ai-solo-unicorn-case-study

“ธุรกิจพันล้านดอลลาร์ ที่สำเร็จได้จากแค่ผู้ประกอบการ + […]

The post Solo Unicorn ในโลกจริง? เปิด Case Study สร้างแบรนด์ยาดม ด้วย 1 คน + 1 AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
nuanose-ai-solo-unicorn-case-study

“ธุรกิจพันล้านดอลลาร์ ที่สำเร็จได้จากแค่ผู้ประกอบการ + AI”

 

คือนิยามของ ‘Solo Unicorn’ ที่ Sam Altman เคยพูดไว้ ซึ่งไม่ว่าใครได้ฟังก็คงจะปักใจเชื่อไปแล้วว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน ธุรกิจระดับยูนิคอร์นที่ไหนจะใช้คนเพียงแค่นี้ ซึ่งปัจจุบันก็คงจริงตามนั้น ยังไม่มีใครที่ประสบความสำเร็จจากโมเดล ‘Solo Unicorn’ ที่ว่าได้เลย

 

ทว่าดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ได้แบ่งปันประสบการณ์การลองท้าทายตัวเองในโจทย์ ‘1 ไอเดียธุรกิจ + หนึ่งคน + 1 เดือน + กองทัพ AI’ เพื่อสร้างแบรนด์ยาดมสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ชื่อ ‘nuanose’ ไว้ในหนังสือ ‘คู่มือมนุษย์ยุค AI: Infinite Scaler’ ซึ่งแม้จะไปไม่ถึงฝั่งฝันคำว่า Unicorn แต่ก็เป็น Case Study การใช้ AI ทลายขีดจำกัดด้านการทำงานได้ดีสำหรับคนอยากเริ่มต้นทำธุรกิจ

 

จากของชำร่วยสู่ไอเดียธุรกิจ

 

จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้มาจากการที่ ดร.ณภัทร เคยสั่งทำยาดมเป็นของชำร่วยให้ลูกค้าที่ปวดหัวกับปัญหา Big Data แต่กลับได้รับความสนใจและติดต่อกลับมาเพื่อขอ ‘เติมยาดม’ จึงกลายเป็นไอเดียตั้งต้นในการสร้าง ‘นัวโนส’ แบรนด์ยาดมสมัยใหม่ที่เข้าถึงคนเมืองที่เหนื่อยล้า

 

ดร.ณภัทร ใช้ AI Agent ที่ชื่อว่า ‘มานูเอล’ เป็นคู่หูในการระดมสมองและทำงาน ตั้งแต่การสร้างสรรค์ชื่อ ‘นัวโนส’ ที่มาจากคำว่า ‘nua’ หมายถึงการกอดหรือใกล้ชิด ผสมกับ ‘Nose’ และ Tagline ที่สื่อถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่อย่าง Aroma of Prosperity หรือ ‘หอมกลิ่นความเจริญ’

 

จากไอเดียสู่สินค้าจริงใน 24 ชั่วโมง

 

สิ่งที่น่าทึ่งคือกระบวนการสร้างแบรนด์ที่ปกติใช้เวลานานกลับรวดเร็วอย่างยิ่งเมื่อมี AI เข้ามาช่วย

 

ภายในเวลาประมาณ 8 ชั่วโมง ดร.ณภัทร สามารถออกแบบโลโก้, สร้างเนื้อหา, และทำเว็บไซต์เสร็จเกือบทั้งหมด โดยใช้มานูเอลในการเขียนข้อความ, Midjourney AI สำหรับสร้างภาพ และ Swipe Pages ในการทำเว็บไซต์

 

ในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ทุกสิ่งที่จำเป็นต่อการสั่งผลิตสำเร็จ และถูกส่งแบบเป็นไฟล์ .ai ไปให้ผู้ผลิตทันที สำหรับนำเสนอและแจกจ่ายในงาน The Secret Sauce 

 

AI Agent ในบทบาทพนักงานขาย

 

ในการจำลองการขาย ได้มีการสร้าง Manuel Sales Agent ที่ทำหน้าที่เป็นพนักงานขายใน LINE OA

 

ลูกค้าสามารถพิมพ์สั่งยาดมด้วยภาษาพูดทั่วไป และ AI จะช่วยแนะนำกลิ่นที่เหมาะกับแต่ละคน

 

AI สามารถรับออร์เดอร์, รวมราคา, แจ้งข้อมูลที่อยู่ และจบกระบวนการซื้อขายทั้งหมดได้ภายใน LINE อีกด้วย

 

แม้แบรนด์ NuaNose จะยังห่างไกลจากคำว่า Unicorn แต่ประสบการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่า AI คือเครื่องมือขยายขอบเขตความสามารถที่แท้จริง คนที่ไม่มีพื้นฐานในอุตสาหกรรมรีเทลและไม่ได้เป็นนักออกแบบ ก็สามารถเริ่มต้นธุรกิจและพัฒนาสินค้าได้ไกลในเวลาจำกัด 

 

โลกข้างหน้าเป็นโลก ‘Not Normal’ และวิธีการสร้างธุรกิจที่ดี ได้เปลี่ยนไปแล้วด้วย AI การท้าทายนี้เป็นเสมือน “กำลังใจ” ให้ผู้คนกล้าที่จะลองทำไอเดียที่ไม่ธรรมดา เพราะหากล้มเหลวก็สามารถมูฟออนได้อย่างรวดเร็วและมีต้นทุนต่ำ

The post Solo Unicorn ในโลกจริง? เปิด Case Study สร้างแบรนด์ยาดม ด้วย 1 คน + 1 AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI เผยผู้ใช้งาน ChatGPT ทะลุ 800 ล้านคนต่อสัปดาห์ เปิดตัว AgentKit ชุดเครื่องมือสร้าง AI Agent ตั้งเป้าเป็น Canva แห่งโลก AI https://thestandard.co/openai-chatgpt-800-million-agentkit/ Tue, 07 Oct 2025 05:30:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1127474 ChatGPT AgentKit

Sam Altman ซีอีโอ OpenAI เผย ChatGPT มียอดผู้ใช้งานประจ […]

The post OpenAI เผยผู้ใช้งาน ChatGPT ทะลุ 800 ล้านคนต่อสัปดาห์ เปิดตัว AgentKit ชุดเครื่องมือสร้าง AI Agent ตั้งเป้าเป็น Canva แห่งโลก AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ChatGPT AgentKit

Sam Altman ซีอีโอ OpenAI เผย ChatGPT มียอดผู้ใช้งานประจำทุกสัปดาห์ทะลุ 800 ล้านคน พร้อมทั้งเปิดตัว AgentKit เครื่องมือที่ช่วยสร้าง AI Agents ได้ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

 

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นในงาน Dev Day ซึ่งเป็นงานประชุมนักพัฒนาประจำปีของบริษัทเมื่อวานนี้ (6 ตุลาคม) โดย Sam Altman ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้คนกว่า 800 คน ใช้งาน ChatGPT ในทุกสัปดาห์ เพิ่มขึ้นจาก 700 คนต่อสัปดาห์ ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

 

พร้อมกันนี้ OpenAI ได้ประกาศเปิดตัว AgentKit ชุดเครื่องมือครบวงจรสำหรับนักพัฒนาในการสร้างและปรับใช้ AI Agents ซึ่งเป็น AI ที่สามารถทำงานที่ซับซ้อนและมีหลายขั้นตอนได้โดยอัตโนมัติ ไม่ใช่แค่การตอบสนองต่อคำสั่ง

 

Altman เปรียบเทียบเครื่องมือชิ้นสำคัญในชุดนี้อย่าง AgentKit ว่าเป็นเหมือน “Canva สำหรับการสร้าง Agent” ซึ่งเป็นการส่งสาส์นที่ชัดเจนว่า OpenAI ต้องการทำให้การสร้าง AI ที่ซับซ้อนเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน

 

“AgentKit คือทุกสิ่งที่คุณต้องการเพื่อสร้าง, ปรับใช้ และเพิ่มประสิทธิภาพเวิร์กโฟลว์ของ Agent โดยมีอุปสรรคที่น้อยลงอย่างมาก” Altman กล่าว

 

4 เครื่องมือหลักใน AgentKit

  1. Agent Builder เครื่องมือสร้าง Agent ในรูปแบบภาพ (Visual) ที่ใช้งานง่าย Altman เปรียบเปรยว่าเป็นเหมือน Canva แห่งโลก AI ช่วยให้นักพัฒนาสามารถออกแบบตรรกะและขั้นตอนการทำงานของ Agent ได้อย่างรวดเร็ว
  2. ChatKit อินเทอร์เฟซการแชทสำเร็จรูปที่นักพัฒนาสามารถนำไปฝังในแอปพลิเคชันของตนเองได้ง่าย พร้อมทั้งปรับแต่งแบรนด์และกระบวนการทำงานได้เอง
  3. Evals for Agents ชุดเครื่องมือสำหรับวัดผลประสิทธิภาพของ Agent อย่างละเอียด ตั้งแต่การให้คะแนนการทำงานทีละขั้นตอน ไปจนถึงการปรับพรอมต์ให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการนำไปใช้งานจริงในระดับองค์กร
  4. Connector Registry ระบบที่ช่วยให้สามารถเชื่อมต่อ Agent เข้ากับเครื่องมือภายในองค์กรหรือระบบภายนอก เช่น Database, CRM ได้อย่างปลอดภัยภายใต้การควบคุมของผู้ดูแลระบบ

 

Christina Huang วิศวกรของ OpenAI ได้ทำการสาธิตสดบนเวที โดยสามารถสร้างเวิร์กโฟลว์ AI ทั้งหมดและ AI Agent ถึง 2 ตัวได้สำเร็จโดยใช้เวลาไม่ถึง 8 นาที

 

ภาพ: OpenAI

อ้างอิง:

 

The post OpenAI เผยผู้ใช้งาน ChatGPT ทะลุ 800 ล้านคนต่อสัปดาห์ เปิดตัว AgentKit ชุดเครื่องมือสร้าง AI Agent ตั้งเป้าเป็น Canva แห่งโลก AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภารกิจท้าทายความชรา เมื่อสตาร์ทอัพ ‘ย้อนวัย’ ที่ แซม อัลต์แมน หนุนหลังเตรียมเริ่มทดลองยาต้าน ‘อัลไซเมอร์’ ในมนุษย์ปลายปีนี้ https://thestandard.co/sam-altman-retro-biosciences-alzheimer-drug-trial/ Wed, 24 Sep 2025 11:29:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1122339 Sam Altman หนุนหลัง Retro Biosciences ทดลองยาต้านอัลไซเมอร์ RTR242

Retro Biosciences บริษัทสตาร์ทอัพด้านชีววิทยาอายุยืน (L […]

The post ภารกิจท้าทายความชรา เมื่อสตาร์ทอัพ ‘ย้อนวัย’ ที่ แซม อัลต์แมน หนุนหลังเตรียมเริ่มทดลองยาต้าน ‘อัลไซเมอร์’ ในมนุษย์ปลายปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sam Altman หนุนหลัง Retro Biosciences ทดลองยาต้านอัลไซเมอร์ RTR242

Retro Biosciences บริษัทสตาร์ทอัพด้านชีววิทยาอายุยืน (Longevity) ที่ได้รับการสนับสนุนจาก แซม อัลต์แมน (Sam Altman) แห่ง OpenAI กำลังจะเริ่มต้นการทดลองทางคลินิกครั้งแรกของบริษัทนับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 ด้วยเงินลงทุนก้อนแรก 180 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.76 พันล้านบาท) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในภารกิจอันท้าทายที่จะแยกความแก่ชราออกจากการเสื่อมถอยและโรคภัย

 

โจ เบตส์-ลาครัวซ์ (Joe Betts-LaCroix) ซีอีโอของบริษัท ได้เปิดเผยกับ Business Insider ว่าภายในสิ้นปี 2025 นี้ Retro จะเริ่มทดลองยาตัวใหม่ที่ชื่อว่า RTR242 กับผู้ป่วยรายแรก โดยการทดลองจะเกิดขึ้นในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีกระบวนการอนุมัติการทดลองระยะที่ 1 ที่รวดเร็วกว่า

 

เป้าหมายของยา RTR242 คือการ ‘ย้อนวัย’ การทำงานของเซลล์เพื่อต่อสู้กับโรคอัลไซเมอร์ โดยยาตัวนี้ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นกระบวนการ Autophagy ซึ่งเป็นระบบรีไซเคิลของเสียภายในเซลล์ตามธรรมชาติของร่างกาย กระบวนการนี้มักจะทำงานผิดเพี้ยนไปเมื่อเราอายุมากขึ้น ทำให้โปรตีนที่เสียหายและของเสียต่างๆ สะสมอยู่ในเซลล์ โดยเฉพาะเซลล์สมอง

 

“ภายในเซลล์มีโปรตีนที่ผิดรูป, กลายพันธุ์ หรือย่อยสลายไม่ได้สะสมอยู่ตลอดเวลา” เบตส์-ลาครัวซ์อธิบาย “และเมื่อระบบรีไซเคิลตามปกติของเซลล์เสียหาย ของเสียเหล่านี้ก็จะยิ่งสะสมมากขึ้น” ซึ่งยาตัวใหม่นี้จะเข้าไปช่วยฟื้นฟูกระบวนการดังกล่าวเพื่อกำจัดขยะในเซลล์ที่เชื่อมโยงกับโรคอัลไซเมอร์และพาร์คินสัน

 

แนวทางของ Retro นั้นแตกต่างจากยารักษาอัลไซเมอร์รุ่นใหม่อย่าง Leqembi ของ Eisai ที่เน้นการชะลอความเสื่อมของสมอง แต่เบตส์-ลาครัวซ์กลับสนใจในแนวทางที่ก้าวไปอีกขั้น “ผมสนใจการบำบัดที่สามารถย้อนคืนความเสื่อมจากความชราได้มากกว่าการแค่ชะลอความเสื่อมลง เพราะการชะลอความเสื่อมให้ความรู้สึกเหมือนเป็นยาขนานอ่อนๆ เท่านั้น” เขากล่าว

 

เป้าหมายสูงสุดที่ Retro ประกาศไว้คือการเพิ่มช่วงเวลาที่มนุษย์มีสุขภาพดี (Healthy Lifespan) ออกไปอีก 10 ปี ซึ่งเบตส์-ลาครัวซ์แย้งว่านี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าการรักษามะเร็ง (ซึ่งจะเพิ่มอายุขัยเฉลี่ย 3 ปี) หรือโรคหัวใจ (เพิ่ม 4 ปี) ด้วยซ้ำ เพราะหมายถึงการทำให้ผู้คนมีชีวิตที่แข็งแรงและกระฉับกระเฉงไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

 

นอกเหนือจากยาต้านอัลไซเมอร์แล้ว Retro ยังมีโครงการอื่นๆ ที่กำลังพัฒนาอยู่อีกสองโครงการ ได้แก่ การสร้างสเต็มเซลล์เม็ดเลือดใหม่จากเซลล์ของผู้ป่วยเองเพื่อรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และการบำบัดโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาทส่วนกลางด้วยสเต็มเซลล์ ซึ่งทั้งหมดล้วนอยู่บนแนวคิดของการรีเซ็ตระบบชีวภาพของร่างกายให้กลับไปสู่วัยที่หนุ่มสาวกว่า

 

อย่างไรก็ตาม ในแวดวงวิทยาศาสตร์อายุยืนก็มีการถกเถียงถึงแนวทางของ Retro อยู่เช่นกัน ปีเตอร์ เฟดิเชฟ (Peter Fedichev) ผู้ก่อตั้ง Gero ซึ่งเป็นบริษัทคู่แข่ง กล่าวว่าเขาหวังว่า Retro จะมีแผนการที่ ‘สุดขั้ว’ และทะเยอทะยานกว่านี้ซ่อนอยู่ เพราะการเพิ่มอายุขัย 10 ปีนั้นสามารถทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์อยู่แล้ว

 

เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า Retro จำเป็นต้องระดมทุนเพิ่มอีกมหาศาล โดยบริษัทได้ตั้งเป้าที่จะระดมทุนในระดับ Series A ให้ได้ถึง 1 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท) ซึ่งจะทำให้บริษัทขยับเข้าใกล้คู่แข่งรายใหญ่อย่าง Altos Labs ที่ได้รับการสนับสนุนจาก เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) และระดมทุนไปแล้วกว่า 3 พันล้านดอลลาร์

 

ล่าสุด Retro ได้เปิดเผยถึงไพ่เด็ดที่อาจเป็นความหวังสำคัญของบริษัท นั่นคือความร่วมมือกับ OpenAI ในการพัฒนา AI ที่ชื่อว่า GPT-4b micro ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพัฒนาโปรตีนโดยเฉพาะ โดย AI ตัวนี้สามารถทำให้กระบวนการ ‘รีโปรแกรม’ หรือการย้อนวัยเซลล์ต้นกำเนิด (สเต็มเซลล์) กลับสู่สภาพที่อ่อนเยาว์กว่าเดิม มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าวิธีธรรมชาติถึง 50 เท่า

 

เทคโนโลยีการรีโปรแกรมเซลล์ (Cellular Reprogramming) ถือเป็นแนวทางที่ล้ำสมัยและเป็นที่จับตามองมากที่สุดในซิลิคอนวัลเลย์ขณะนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อย้อนคืนความชราของเซลล์และสร้างชิ้นส่วนใหม่ให้กับร่างกายที่แก่ชรา ซึ่งความร่วมมือกับ OpenAI อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ Retro สามารถสร้าง ‘เดิมพัน’ ครั้งใหญ่เพื่อไปให้ถึง ‘อนาคต’ ที่มนุษย์อาจเอาชนะความชราได้สำเร็จ

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.01 บาท ณ วันที่ 24 กันยายน 2568 

 

ภาพ: Justin Sullivan/Getty Images

อ้างอิง:

The post ภารกิจท้าทายความชรา เมื่อสตาร์ทอัพ ‘ย้อนวัย’ ที่ แซม อัลต์แมน หนุนหลังเตรียมเริ่มทดลองยาต้าน ‘อัลไซเมอร์’ ในมนุษย์ปลายปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sam Altman ซีอีโอ OpenAI เตือนสหรัฐฯ กำลังประเมินภัยคุกคาม AI จากจีนต่ำเกินไป https://thestandard.co/altman-warns-us-about-china-ai/ Tue, 19 Aug 2025 02:48:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1108716

แซม อัลท์แมน ซีอีโอของ OpenAI เตือนว่าสหรัฐฯ อาจกำลังปร […]

The post Sam Altman ซีอีโอ OpenAI เตือนสหรัฐฯ กำลังประเมินภัยคุกคาม AI จากจีนต่ำเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

แซม อัลท์แมน ซีอีโอของ OpenAI เตือนว่าสหรัฐฯ อาจกำลังประเมินความก้าวหน้าของจีนในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่ำเกินไป พร้อมระบุว่ามาตรการควบคุมการส่งออกชิปเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบที่เชื่อถือได้

 

Altman กล่าวว่าการแข่งขัน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีนนั้นซับซ้อนกว่าการวัดว่าใคร ‘นำ’ หรือ ‘ตาม’ เพราะมีหลายมิติ ทั้งความสามารถด้านการประมวลผล การวิจัย และการสร้างผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีนอาจสร้างโครงสร้างพื้นฐานบางอย่างได้รวดเร็วกว่าสหรัฐฯ เขาไม่เชื่อว่าการจำกัดการส่งออก GPU จะได้ผลจริง เพราะจีนสามารถสร้างโรงงานผลิตชิปเองหรือหาทางเลี่ยงข้อจำกัดได้ ซึ่งเขากล่าวว่า “มันไม่มีทางแก้ง่ายๆ”

 

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ โจ ไบเดน เริ่มจำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงไปยังจีน แต่โดนัลด์ ทรัมป์​ ก้าวไกลกว่า ด้วยการสั่งห้ามส่งออกชิปขั้นสูงทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีการผ่อนปรนเปิดทางขายชิปที่ปลอดภัยต่อจีนภายใต้ข้อตกลงใหม่ที่บังคับให้ Nvidia และ AMD มอบรายได้จากชิปในจีน 15% ให้รัฐบาลสหรัฐฯ

 

มาตรการนี้สร้างความสับสนเพราะในขณะที่บริษัทอเมริกันยังพึ่งพา Nvidia และ AMD อย่างหนัก บริษัทจีนก็เร่งพัฒนาและใช้ชิปจากผู้ผลิตในประเทศ เช่น Huawei ทำให้เกิดคำถามว่าการตัดการส่งออกจะบรรลุผลจริงหรือไม่

 

ความก้าวหน้าของจีนยังมีอิทธิพลต่อท่าทีของ OpenAI เอง ซึ่ง แซม ยอมรับว่าหนึ่งในเหตุผลที่บริษัทเพิ่งเปิดตัวโมเดล open-weight เป็นเพราะการแข่งขันจากจีน โดยเฉพาะโมเดลโอเพนซอร์สอย่าง DeepSeek

 

OpenAI เพิ่งเปิดตัวโมเดลภาษา open-weight 2 ตัว (gpt-oss-120b และ gpt-oss-20b) ซึ่งนักพัฒนาสามารถดาวน์โหลดมารันบนเครื่องและปรับแต่งได้ ถือเป็นครั้งแรกตั้งแต่ GPT-2 ในปี 2019 ที่บริษัทเลือกใช้แนวทางนี้ แม้ยังไม่เปิดเผยข้อมูลการฝึกสอนหรือซอร์สโค้ดเต็มเหมือนโอเพนซอร์สแท้

 

ด้วยการเปิดตัวครั้งนี้ OpenAI ได้เข้าร่วมกระแสดังกล่าว และในขณะนี้ OpenAI ยังคงเป็นบริษัทต้นแบบด้านรากฐานรายใหญ่เพียงรายเดียวในสหรัฐอเมริกาที่มุ่งเน้นแนวทางที่เปิดกว้างมากขึ้น แม้ว่า Meta จะเปิดรับแนวคิดเปิดกว้างด้วยโมเดล Llama แต่ Mark Zuckerberg ซีอีโอได้เสนอแนะในการประชุมผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ของบริษัทว่า บริษัทอาจยุติกลยุทธ์ดังกล่าวในอนาคต

 

ในขณะเดียวกัน OpenAI กำลังก้าวไปในทิศทางตรงกันข้าม โดยคาดการณ์ว่า การเข้าถึงที่กว้างขวางขึ้นจะช่วยขยายระบบนิเวศนักพัฒนาและเสริมสร้างสถานะของบริษัทเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากจีน ก่อนหน้านี้ Altman เคยยอมรับว่า OpenAI “อยู่ผิดด้านของประวัติศาสตร์” ด้วยการล็อกโมเดลของตนไว้

 

ท้ายที่สุด การตัดสินใจของ OpenAI แสดงให้เห็นว่าบริษัทต้องการรักษาการมีส่วนร่วมของนักพัฒนาและดึงพวกเขาให้อยู่ในระบบนิเวศของตน การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในขณะที่ Meta กำลังทบทวนท่าทีต่อโอเพนซอร์สอีกครั้ง และในขณะที่ห้องปฏิบัติการวิจัยของจีนกำลังปล่อยโมเดลจำนวนมากที่ถูกออกแบบมาให้ยืดหยุ่นและแพร่หลาย

 

อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวโมเดลแบบ open-weight ครั้งแรกกลับได้รับเสียงวิจารณ์หลากหลาย บางนักพัฒนามองว่าโมเดลยังน่าผิดหวัง เพราะความสามารถหลายอย่างที่ทำให้ข้อเสนอเชิงพาณิชย์ของ OpenAI ทรงพลัง ถูกตัดออกไป

 

Altman ไม่ได้ปฏิเสธประเด็นนี้ โดยยอมรับว่าทีมตั้งใจออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานหลักเพียงหนึ่งเดียว คือ “เอเจนต์เขียนโค้ดที่รันในเครื่องได้” เขากล่าวว่าถ้าในอนาคตความต้องการของโลกเปลี่ยนไป โมเดลเหล่านี้ก็สามารถถูกปรับไปใช้กับสิ่งอื่นได้เช่นกัน

 

อ้างอิง:

The post Sam Altman ซีอีโอ OpenAI เตือนสหรัฐฯ กำลังประเมินภัยคุกคาม AI จากจีนต่ำเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
แซม อัลต์แมน เตือนภัย! โลกจ่อเผชิญ ‘วิกฤตฉ้อโกง’ ครั้งใหญ่ หลัง AI เอาชนะระบบพิสูจน์ตัวตนส่วนใหญ่ได้แล้ว ทั้งปลอมเสียง-วิดีโอจนแยกไม่ออก https://thestandard.co/ai-fraud-crisis-warning-altman/ Sun, 27 Jul 2025 07:38:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1100571 แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI ขณะให้สัมภาษณ์เรื่องวิกฤตฉ้อโกงจาก AI

แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ได้ออกมาเตือนว่าโลกอาจกำล […]

The post แซม อัลต์แมน เตือนภัย! โลกจ่อเผชิญ ‘วิกฤตฉ้อโกง’ ครั้งใหญ่ หลัง AI เอาชนะระบบพิสูจน์ตัวตนส่วนใหญ่ได้แล้ว ทั้งปลอมเสียง-วิดีโอจนแยกไม่ออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI ขณะให้สัมภาษณ์เรื่องวิกฤตฉ้อโกงจาก AI

แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ได้ออกมาเตือนว่าโลกอาจกำลังจะเจอ ‘วิกฤตการฉ้อโกง’ (fraud crisis) อันเนื่องมาจากความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะช่วยให้ผู้ไม่หวังดีสามารถปลอมแปลงตัวตนของผู้อื่นได้อย่างแนบเนียน เพื่อสร้างความเสียหายทางการเงินและสังคม

 

“สิ่งที่ทำให้ผมหวาดกลัวคือ ยังมีสถาบันการเงินบางแห่งที่ยอมรับการพิสูจน์ตัวตนด้วยเสียงเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินจำนวนมาก นั่นเป็นเรื่องที่บ้ามากที่ยังทำกันอยู่ เพราะ AI ได้เอาชนะวิธีการพิสูจน์ตัวตนส่วนใหญ่ในปัจจุบันไปหมดแล้ว ยกเว้นรหัสผ่าน” อัลต์แมนกล่าว

 

คำเตือนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เมื่อวันอังคาร (22 ก.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่ทำเนียบขาวเตรียมจะเปิดตัวแผนปฏิบัติการ AI (AI Action Plan) ในเร็วๆ นี้ โดย OpenAI ก็ได้ให้คำแนะนำสำหรับแผนดังกล่าวและกำลังขยายทีมงานในวอชิงตัน ดี.ซี. อย่างต่อเนื่อง

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

OpenAI ยังได้ยืนยันว่า จะเปิดสำนักงานแห่งแรกในวอชิงตัน ดี.ซี. ในช่วงต้นปีหน้า เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการทำงานร่วมกับผู้กำหนดนโยบาย จัดแสดงเทคโนโลยีใหม่ และจัดการฝึกอบรมเกี่ยวกับ AI ให้กับบุคลากรภาครัฐและภาคการศึกษา

 

แม้จะออกมาเตือนถึงความเสี่ยงของเทคโนโลยี แต่ OpenAI ก็ได้เรียกร้องให้รัฐบาลทรัมป์หลีกเลี่ยงการออกกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไป ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการแข่งขันกับนวัตกรรม AI จากต่างประเทศ โดยอัลต์แมนไม่ได้อยู่เพียงลำพังที่กังวลว่า AI จะทำให้การฉ้อโกงรุนแรงขึ้น

 

FBI เคยออกมาเตือนเรื่องการหลอกลวงด้วยการ ‘โคลนนิ่ง’ เสียงและวิดีโอด้วย AI มาแล้ว และมีรายงานว่ามีผู้ปกครองหลายรายเกือบตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพที่ใช้เทคโนโลยีนี้ปลอมเสียงเป็นลูกๆ เพื่อหลอกเอาเงิน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังเคยเตือนถึงกรณีที่มีผู้ใช้ AI ปลอมเสียง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อติดต่อกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้วย

 

“ผมกังวลมากว่าเรากำลังจะเผชิญกับวิกฤตการฉ้อโกงครั้งใหญ่ที่ใกล้เข้ามา” อัลต์แมนกล่าว “ตอนนี้มันคือการโทรด้วยเสียง อีกไม่นานมันจะเป็นวิดีโอหรือ FaceTime ที่แยกไม่ออกจากของจริง” เขายังได้สนับสนุนเครื่องมือที่ชื่อว่า The Orb ซึ่งจะช่วย ‘พิสูจน์ความเป็นมนุษย์’ ในโลกออนไลน์

 

อัลต์แมนยังเผยถึง ‘สิ่งที่ทำให้ผมนอนไม่หลับ’ นั่นคือแนวคิดที่ว่าผู้ไม่หวังดีอาจสร้างและใช้ Superintelligence ในทางที่ผิดได้สำเร็จ ก่อนที่ทั่วโลกจะก้าวหน้าพอที่จะป้องกันการโจมตีนั้นได้ เช่น การใช้ AI โจมตีโครงข่ายไฟฟ้าหรือสร้างอาวุธชีวภาพ

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน อัลต์แมนกลับมีท่าทีที่กังวลน้อยกว่าผู้นำเทคโนโลยีคนอื่นๆ ‘ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น’ เขากล่าว “นี่เป็นระบบที่ซับซ้อนเกินไป และเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่และส่งผลกระทบสูงมาก มันยากที่จะคาดเดา”

 

เขากล่าวว่าแม้งานบางประเภทจะหายไปทั้งหมดแต่งานรูปแบบใหม่ๆ ก็จะเกิดขึ้นมาแทนที่ และได้ย้ำถึงวิสัยทัศน์ในอีก 100 ปีข้างหน้าว่า คนทำงานในอนาคตอาจจะไม่มีสิ่งที่คนยุคเราเรียกว่า งานจริงๆ อีกต่อไป แต่จะเป็นการสร้างงานขึ้นมาเพื่อเติมเต็มเวลาและรู้สึกว่าตนเองมีประโยชน์ต่อผู้อื่น

 

พร้อมกันนี้ OpenAI ยังได้เผยแพร่รายงานโดย รอนนี แชตเตอร์จี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์คนแรกของบริษัท ซึ่งเปรียบเทียบ AI กับเทคโนโลยีที่พลิกโฉมโลกอย่างไฟฟ้าและทรานซิสเตอร์ โดยระบุว่าปัจจุบัน ChatGPT มีผู้ใช้ทั่วโลกถึง 500 ล้านคน และ 20% ของผู้ใช้ในสหรัฐฯ ใช้เพื่อการเรียนรู้และเพิ่มทักษะ

 

ภาพ:  Andrew Harnik/Getty Images

อ้างอิง:

The post แซม อัลต์แมน เตือนภัย! โลกจ่อเผชิญ ‘วิกฤตฉ้อโกง’ ครั้งใหญ่ หลัง AI เอาชนะระบบพิสูจน์ตัวตนส่วนใหญ่ได้แล้ว ทั้งปลอมเสียง-วิดีโอจนแยกไม่ออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัลต์แมนฟาด Meta หลังซักเคอร์เบิร์กทุ่มเงินรวม 3.2 พันล้านบาท ต่อสายตรงดูดนักพัฒนา AI จาก OpenAI แก้เกมถูกมองตามหลังคู่แข่ง https://thestandard.co/meta-vs-openai-ai-talent-war-100m/ Mon, 23 Jun 2025 07:58:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1088001 meta-vs-openai-ai-talent-war-100m

แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI กล่าวหาว่า Meta ของมาร์ก […]

The post อัลต์แมนฟาด Meta หลังซักเคอร์เบิร์กทุ่มเงินรวม 3.2 พันล้านบาท ต่อสายตรงดูดนักพัฒนา AI จาก OpenAI แก้เกมถูกมองตามหลังคู่แข่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
meta-vs-openai-ai-talent-war-100m

แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI กล่าวหาว่า Meta ของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก กำลังพยายามแย่งชิงนักพัฒนาจำนวนมากจากทีมของเขา ด้วยการเสนอโบนัสเซ็นสัญญารวมกันสูงสุดถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.2 พันล้านบาท)

 

ข้อเสนอนี้มาพร้อมด้วยแพ็กเกจเงินเดือนประจำปีที่สูงมาก เพื่อให้ทันคู่แข่งในสมรภูมิปัญญาประดิษฐ์ที่ดุเดือด ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า Meta เต็มใจจ่ายเงินในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อดึงบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ระดับท็อป

 

อัลต์แมนเปิดเผยผ่านพอดแคสต์ Uncapped ที่จัดโดยน้องชายของเขาว่า Meta ได้เริ่มยื่น ‘ข้อเสนอที่มหาศาล’ ให้กับพนักงานในทีมของเขา หลังจากที่พบว่าความพยายามด้าน AI ในปัจจุบัน ‘ยังไม่เป็นไปตามที่หวังไว้’

 

อัลต์แมนกล่าวว่า “ผมได้ยินมาว่า Meta มองเราเป็นคู่แข่งที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขา” และเสริมว่า “ผมคิดว่ามันสมเหตุสมผลแล้วที่พวกเขาจะพยายามต่อไป ผมเคารพความกระตือรือร้นและความพยายามที่จะลองสิ่งใหม่ๆ ของพวกเขา” อย่างไรก็ตาม อัลต์แมนยืนยันว่า หัวกะทิในทีมของเขายังไม่มีใครตอบรับข้อเสนอจากซักเคอร์เบิร์ก

 

Meta กำลังเร่ง ‘สงครามแย่งชิงบุคลากร’ ครั้งใหญ่ โดยพยายามดึงตัวนักวิจัยและวิศวกรชั้นนำจากบริษัทคู่แข่ง เพื่อสร้างทีม ‘superintelligence’ ใหม่ ที่มีเป้าหมายในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (Artificial General Intelligence)

 

แหล่งข่าวเผยว่า ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta ได้โทรศัพท์ติดต่อคัดเลือกบุคลากรด้วยตนเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันโครงการ superintelligence นี้

 

แม้ซักเคอร์เบิร์กจะประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงความตั้งใจที่บริษัทจะก้าวขึ้นเป็น ‘ผู้นำด้าน AI’ แต่ Meta กลับต้องเผชิญกับความยากลำบากในปีนี้ และ ‘ตามหลังคู่แข่ง’ หลายราย

 

โดยมีรายงานถึงความล่าช้าหลายครั้ง เช่น การเผชิญข้อกล่าวหาว่า Llama 4 ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ล่าสุดของบริษัท มีการเพิ่มประสิทธิภาพตัวชี้วัด และถูกวิพากษ์วิจารณ์ทางออนไลน์ว่าไม่ได้เผยแพร่รายงานทางเทคนิคฉบับเต็มประกอบโมเดล

 

อะห์หมัด อัล-ดาห์เล หัวหน้าฝ่าย GenAI ของ Meta ยอมรับว่า ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่มีคุณภาพแตกต่างกันไป แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าการทดสอบประสิทธิภาพของบริษัทไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

 

นอกจากนี้ Meta ยังได้เลื่อนการเปิดตัวโมเดล AI เรือธงที่ชื่อว่า Behemoth และยังถูกคู่แข่งจีนรายเล็กอย่าง DeepSeek ที่มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและใช้ต้นทุนเพียงเล็กน้อย แซงหน้าไปอย่างไม่คาดคิด

 

ซ้ำร้าย Meta ยังประสบปัญหาการ ‘สมองไหล’ ของบุคลากรด้าน AI โดยนักวิจัยคนสำคัญหลายคนที่สร้างโมเดล Llama ได้ลาออกในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รวมถึง โจเอลล์ ปิโน หัวหน้าฝ่ายวิจัย AI ด้วย ซักเคอร์เบิร์ก จึงต้องปรับโครงสร้างผู้นำ Generative AI เพื่อเร่งฝีเท้าให้ทันคู่แข่ง

 

ในความพยายามที่จะดึงดูดบุคลากรฝีมือดี Meta ได้ทุ่มเงินมหาศาล รวมถึงการลงทุน 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน Scale AI สตาร์ทอัพด้านข้อมูล AI และยังได้ดึงตัว อเล็กซานเดอร์ หวัง ผู้ร่วมก่อตั้ง Scale AI มาร่วมงานด้วย ซึ่งแหล่งข่าวกล่าวว่าการเข้าซื้อหุ้นใน Scale AI 49% ของ Meta ก็เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การดึงตัวบุคลากรสำคัญนี้

 

นอกจากนี้ Meta ยังได้พยายามเข้าซื้อกิจการสตาร์ทอัพ AI อื่นๆ เช่น Perplexity AI และว่าจ้างบุคคลสำคัญอย่าง แดเนียล กรอส ซีอีโอของ Safe Superintelligence และ แนท ฟรีดแมน อดีตซีอีโอ GitHub มาเสริมทีม

 

แอนดรูว์ บอสเวิร์ธ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Meta กล่าวว่า “ตลาดกำลังกำหนดราคาสำหรับบุคลากรระดับนี้ในอัตราที่ตกใจและไม่เคยมีมาก่อนในอาชีพเทคโนโลยี 20 ปีของผม”

 

โฆษกของ Meta กล่าวว่า บริษัทเชื่อมั่นในอนาคตที่ AI ที่มี superintelligence จะเข้ามาช่วยเหลือมนุษย์ในทุกย่างก้าว และพวกเขากำลังระดมทีมงานทั้งภายในและภายนอกอย่างเต็มที่เพื่อไล่ตามวิสัยทัศน์นี้

 

อัลต์แมนวิจารณ์กลยุทธ์ของ Meta ที่ใช้ “ค่าตอบแทนล่วงหน้าจำนวนมหาศาลที่รับประกันได้” ว่าเป็นวิธีที่ผิด โดยระบุว่า Meta “มุ่งเน้นไปที่เงินมากเกินไป แทนที่จะมุ่งเน้นที่งานหรือภารกิจ” เขายังแสดงความเห็นว่า “ผมไม่คิดว่าพวกเขาเป็นบริษัทที่เก่งด้านนวัตกรรม”

 

เมื่อเปรียบเทียบฐานะการเงิน แม้ OpenAI จะมีรายรับประจำปีถึง 10 พันล้านดอลลาร์ แต่ยังคงขาดทุนหนัก ขณะที่ Meta มีเงินลงทุนมหาศาลและสามารถเสนอเงินเดือนที่สูงกว่า โดยเงินเดือนประจำปีของวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ OpenAI อยู่ในช่วง 2.38 แสนดอลลาร์ – 1.34 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Meta เสนอ 2.12 แสนดอลลาร์ – 3.7 ล้านดอลลาร์ต่อปี



ภาพ: Justin Sullivan / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post อัลต์แมนฟาด Meta หลังซักเคอร์เบิร์กทุ่มเงินรวม 3.2 พันล้านบาท ต่อสายตรงดูดนักพัฒนา AI จาก OpenAI แก้เกมถูกมองตามหลังคู่แข่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI จ่อซื้อบริษัท io ผู้ผลิตอุปกรณ์ AI ที่ก่อตั้งโดยอดีตหัวหน้าทีมออกแบบของ Apple มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท https://thestandard.co/openai-jony-ive-ai-deal/ Thu, 22 May 2025 05:54:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1077048 openai-jony-ive-ai-deal

ในช่วงวันพฤหัสบดีนี้ (22 พฤษภาคม) OpenAI สตาร์ทอัพด้าน […]

The post OpenAI จ่อซื้อบริษัท io ผู้ผลิตอุปกรณ์ AI ที่ก่อตั้งโดยอดีตหัวหน้าทีมออกแบบของ Apple มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
openai-jony-ive-ai-deal

ในช่วงวันพฤหัสบดีนี้ (22 พฤษภาคม) OpenAI สตาร์ทอัพด้าน AI (Artificial Intelligence) ที่มีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 12 ล้านล้านบาท เตรียมเข้าซื้อบริษัท io ที่ก่อตั้งโดย Jony Ive อดีตหัวหน้าทีมออกแบบคนสำคัญของ Apple เป็นมูลกว่า 6.5 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.1 แสนล้านบาท

 

ซึ่งดีลนี้ OpenAI จะจ่ายเงินในรูปหุ้นของบริษัทมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.5 แสนล้านบาทก่อน จากยอดรวม 6.5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าซื้อหุ้น IO เป็นสัดส่วน 23% ซึ่งตกลงไปตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีก่อน

 

นักลงทุนนอกเหนือจาก OpenAI ใน io ยังประกอบไปด้วย Emerson Collective, Sutter Hill Ventures, Thrive Capital, Maverick Ventures และ SV Ventures

 

โดยการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นดีลที่ใหญ่ที่สุดของ OpenAI เลยก็ว่าได้ แต่ทั้งนี้ก็นับว่า เป็นการเสริมทัพธุรกิจที่จะขยายไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นฮาร์ดแวร์ในอนาคต เพราะจะได้พนักงานวิศวกร นักพัฒนา และผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิต เพิ่มมาอีก 55 คน

 

Jony Ive ได้กล่าวในงานสัมภาษณ์ร่วมกับ Sam Altman ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI ว่า เขามีความรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ ที่เขาได้เรียนรู้มาตลอด 30 ปี ได้นำเขามาสู่จุดนี้ และเหตุการณ์นี้

 

Jony เป็นหนึ่งในทีมออกแบบยุคบุกเบิกของ Apple ที่ทำงานร่วมกับ Steve Jobs ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple มาโดยตลอด จน Jobs เคยกล่าวว่า Jony เหมือนคู่หูทางจิตวิญญาณเลยทีเดียว ในการร่วมออกแบบผลิตภัณฑ์อย่าง iPhone, iPod, iPad, MacBook และ Apple Watch ก่อนจะลาออกในปี 2019

 

ซึ่ง Jony ก็ได้ไปก่อตั้งบริษัทออกแบบแห่งใหม่อย่าง LoveFrom กับเพื่อนที่เป็นทีมจากนักออกแบบและวิศวกรของ Apple ซึ่งมีลูกค้าอย่าง Ferrari และ Airbnb เป็นต้น

 

หลังจากที่ Jony ออกจาก Apple ทาง Tim Cook ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Apple ณ ขณะนั้นก็ยังได้บอกว่าอาจมีผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบร่วมกันออกมาได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่ออกแบบร่วมกันมาอีกเลย

 

ซึ่งในปี 2024 Jony ก็ได้ร่วมก่อตั้ง io กับ Scott Cannon, Evans Hankey และ Tang Tan เหล่าเพื่อนร่วมงานกันจาก Apple เพื่อที่จะออกแบบและผลิตสินค้าสำหรับยุค AGI (Artificial General Intelligence)

 

และในปี 2025 นี้ io จะร่วมมือครั้งใหม่กับ Sam Altman บุคคลที่ทาง Jony กล่าวว่าเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่หาได้ยาก และ การทำงานร่วมกับ OpenAI ของ Jony ในครั้งนี้อาจส่งผลเสียต่อ Apple อยู่พอสมควร แต่ Jony มองว่า Jobs จะต้องภูมิใจกับการตัดสินใจของเขาในครั้งนี้มากแน่นอน

 

Sam กล่าวว่า OpenAI จะสร้างผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์นี้ โดย Sam มองว่า AI เป็นการก้าวหน้าทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญต่อมนุษยชาติ เพียงแต่ต้องการรูปแบบการนำไปใช้แบบใหม่เพื่อให้เข้าถึงประสิทธิภาพสูงสุด

 

ทาง Sam และ Jony คาดว่าจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในรูปแบบฮาร์ดแวร์แรกของ OpenAI ภายในปี 2026 ที่จะถึงนี้

 

ซึ่งในช่วงวันพุธที่ผ่านมา (21 พฤษภาคม) ราคาหุ้น Apple ก็ปิดลบราว 2.3% และปรับตัวลงมาแล้วกว่า 17% ในปีนี้หากอิงตามราคาปิดของวันอังคาร (20 พฤษภาคม)

 

แต่ถึงอย่างนั้นเองทั้ง Jony และ Sam ไม่ได้มองว่าการสร้างผลิตภัณฑ์ครั้งใหม่นี้ จะส่งผลให้สมาร์ทโฟนอย่าง iPhone หายไป แต่มันเป็นรูปแบบของสินค้าคนละส่วนเลย

 

 

 

อ้างอิง:

The post OpenAI จ่อซื้อบริษัท io ผู้ผลิตอุปกรณ์ AI ที่ก่อตั้งโดยอดีตหัวหน้าทีมออกแบบของ Apple มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก AI สู่ Social! OpenAI ซุ่มพัฒนาแพลตฟอร์มคล้าย X หวังดึงผู้ใช้ด้วยภาพ AI สุดฮิต จับตาศึก Sam Altman vs. Elon Musk รอบใหม่ https://thestandard.co/openai-developing-social-platform/ Fri, 18 Apr 2025 11:15:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1065803

สำนักข่าวต่างประเทศต่างออกมารายงานว่า OpenAI บริษัทปัญญ […]

The post จาก AI สู่ Social! OpenAI ซุ่มพัฒนาแพลตฟอร์มคล้าย X หวังดึงผู้ใช้ด้วยภาพ AI สุดฮิต จับตาศึก Sam Altman vs. Elon Musk รอบใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักข่าวต่างประเทศต่างออกมารายงานว่า OpenAI บริษัทปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดาวรุ่งกำลังซุ่มพัฒนา ‘เครือข่ายโซเชียลมีเดีย’ (Social Media Platform) ของตัวเองในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับแพลตฟอร์ม X โดยได้รับแรงบันดาลใจจากฟีเจอร์สร้างภาพ (Image Generation) สุดฮิตใน ChatGPT 

 

แม้โครงการจะยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่ก็ส่งสัญญาณชัดเจนถึงความพยายามขยายธุรกิจครั้งสำคัญ และอาจจุดชนวนการแข่งขันโดยตรงกับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง X ของ Elon Musk และ Meta (Facebook / Instagram) ท่ามกลางความขัดแย้งที่คุกรุ่นอยู่แล้วระหว่าง Sam Altman ซีอีโอ OpenAI และ Elon Musk

 

รายงานที่อ้างแหล่งข่าววงในว่า OpenAI กำลังทดสอบ ‘ต้นแบบภายใน’ ที่เน้นการแชร์ภาพที่สร้างจาก AI ผ่าน ChatGPT และมีลักษณะเป็นฟีดโซเชียล Sam Altman ได้เริ่มสอบถามความคิดเห็นจากบุคคลภายนอกเกี่ยวกับโครงการนี้เป็นการส่วนตัวแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า OpenAI วางแผนจะเปิดตัวโซเชียลเน็ตเวิร์กนี้เป็นแอปพลิเคชันแยกต่างหาก หรือจะผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแอป ChatGPT ที่มีอยู่เดิม

 

แรงผลักดันสำคัญในการพัฒนาครั้งนี้ มาจากความนิยมอย่างถล่มทลายของฟีเจอร์สร้างภาพด้วย AI ที่ OpenAI เปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งฮิตมากจน Sam Altman เคยโพสต์บน X ติดตลกว่า “GPU ของเรากำลังจะละลาย”

 

การมีโซเชียลเน็ตเวิร์กของตัวเองจะเป็นช่องทางให้ OpenAI สามารถเข้าถึง ‘ข้อมูลเรียลไทม์’ จำนวนมหาศาลจากผู้ใช้งาน เพื่อนำไปพัฒนาและฝึกฝนโมเดล AI ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่ X และ Meta มีอยู่แล้วในปัจจุบัน

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจยิ่งสาดน้ำมันเข้ากองไฟแห่งความขัดแย้งระหว่าง Sam Altman และ Elon Musk ผู้ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI ในปี 2015 ก่อนจะแยกทางออกมา และปัจจุบันเป็นเจ้าของ X รวมถึงบริษัทคู่แข่งอย่าง xAI

 

ทั้งสองกำลังมี ‘คดีความร้อนแรง’ ฟ้องร้องกันในศาล โดย Elon Musk กล่าวหา OpenAI และ Sam Altman ว่าละทิ้งอุดมการณ์ดั้งเดิมขององค์กรที่เน้นพัฒนา AI เพื่อมนุษยชาติ ไปสู่การแสวงหาผลกำไร ขณะที่ OpenAI โต้กลับว่า Elon Musk พยายามขัดขวางและทำลายชื่อเสียงบริษัท

 

นอกจากนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลุ่มนักลงทุนที่นำโดย Elon Musk ยังเคยพยายามยื่นข้อเสนอมูลค่าสูงถึง 9.74 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าควบคุม OpenAI แต่ก็ถูก Sam Altman ปฏิเสธอย่างรวดเร็ว

 

นอกเหนือจากการแข่งขันกับ X แล้ว โซเชียลเน็ตเวิร์กใหม่ของ OpenAI ยังอาจต้องเผชิญหน้าโดยตรงกับ Meta เจ้าของ Facebook และ Instagram ซึ่งมีรายงานว่ากำลังพัฒนาบริการ Meta AI แบบสแตนด์อโลนเช่นกัน ก่อนหน้านี้เมื่อมีข่าวแผนการของ Meta ออกมา Sam Altman ก็เคยทวีตตอบโต้แบบทีเล่นทีจริงว่า “บางทีเราอาจจะทำแอปโซเชียล”

 

ความทะเยอทะยานในการขยายธุรกิจครั้งนี้ของ OpenAI ได้รับการสนับสนุนจากสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2025 ที่ผ่านมา บริษัทเพิ่งประสบความสำเร็จในการระดมทุนรอบล่าสุด ซึ่งถือเป็นรอบการระดมทุนภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยมูลค่าสูงถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทมีมาร์เก็ตแคปสูงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์



ภาพ: Jaap Arriens / NurPhoto via Getty Images

อ้างอิง:

The post จาก AI สู่ Social! OpenAI ซุ่มพัฒนาแพลตฟอร์มคล้าย X หวังดึงผู้ใช้ด้วยภาพ AI สุดฮิต จับตาศึก Sam Altman vs. Elon Musk รอบใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คำทำนาย AI 2035 1 คนฉลาดเท่าทั้งโลก? https://thestandard.co/the_secret_sauce/sam-altman-agi-prediction-2035/ Thu, 13 Feb 2025 11:39:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1041536 Sam Altman ผู้บริหาร OpenAI พูดถึงอนาคต AGI

Sam Altman แห่ง OpenAI ออกมาสะท้อนถึงยุคใหม่ของปัญญาประ […]

The post คำทำนาย AI 2035 1 คนฉลาดเท่าทั้งโลก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sam Altman ผู้บริหาร OpenAI พูดถึงอนาคต AGI

Sam Altman แห่ง OpenAI ออกมาสะท้อนถึงยุคใหม่ของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial General Intelligence: AGI) ที่อาจเปลี่ยนแปลงโลกในระดับที่เรายังไม่เคยจินตนาการมาก่อน ด้วยพลังในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในระดับมนุษย์ AGI จะไม่ใช่แค่เครื่องมือใหม่ แต่จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีศักยภาพมหาศาล

 

Sam Altman แห่ง OpenAI กล่าวถึงยุคใหม่ของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial General Intelligence: AGI) ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกในระดับที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน 

 

ด้วยความสามารถในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนเทียบเท่ามนุษย์ AGI จะไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือใหม่ แต่จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทรงพลังต่อเศรษฐกิจที่มีศักยภาพมหาศาลต่อสังคมในอนาคต

 

🟡โดย Sam Altman ระบุถึง 3 ข้อสังเกตหลักที่มีความสำคัญเกี่ยวกับ AI และเศรษฐกิจเอาไว้ดังนี้

 

  1. พลังของ AI ขึ้นอยู่กับทรัพยากรในการฝึกฝน

    การพัฒนา AI ยิ่งใช้ทรัพยากรมากขึ้น (เช่น ชิปประมวลผล ข้อมูล) ก็จะทำให้ระบบฉลาดขึ้นแบบทวีคูณ ซึ่งตรงกับ ‘กฎการสเกลลิ่ง’ ที่แม่นยำอย่างต่อเนื่อง

 

  1. ต้นทุนการใช้ AI ลดลงอย่างรวดเร็ว

    ค่าใช้จ่ายในการใช้ AI ลดลงประมาณ 10 เท่าทุกปี ซึ่งเร็วกว่ากฎของมัวร์ (Moore’s Law) อย่างมาก ทำให้การเข้าถึง AI แพร่หลายยิ่งขึ้น

 

  1. ผลกระทบทางเศรษฐกิจของ AI ขยายตัวแบบทวีคูณ 

การเพิ่มระดับสติปัญญาของ AI อย่างเป็นเส้นตรง ส่งผลต่อเศรษฐกิจแบบ Super-Exponential ทำให้การลงทุนใน AI มีแนวโน้มเติบโตต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

 

🟡AI Agents: เพื่อนร่วมงานเสมือนในอนาคต

 

ในอนาคต AI จะกลายเป็น ‘ผู้ช่วยเสมือน’ ที่สามารถทำงานได้ในระดับมนุษย์ เช่น นักพัฒนาซอฟต์แวร์ AI ที่มีความสามารถเทียบเท่าวิศวกรมืออาชีพ ลองจินตนาการถึงการมี AI หลายพันหรือหลายล้านตัวทำงานในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ 

 

ซึ่งสิ่งนี้เปรียบเสมือนทรานซิสเตอร์ที่ฝังตัวอยู่ในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ แม้ว่าในปี 2025 ผู้คนอาจยังใช้ชีวิตในรูปแบบเดิม แต่การเปลี่ยนแปลงของโลกจะดำเนินไปอย่างรวดเร็วและหลีกเลี่ยงไม่ได้ งานในอนาคตอาจแตกต่างจากงานในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

 

แม้ในปี 2025 คนอาจยังใช้ชีวิตคล้ายเดิม แต่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงในจังหวะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และงานในอนาคตอาจไม่เหมือนงานในปัจจุบันอีกต่อไป

 

🟡AGI และผลกระทบระยะยาว

 

วิทยาศาสตร์อาจก้าวกระโดดเร็วกว่าที่เคย เช่น การรักษาโรคทั้งหมดอาจกลายเป็นจริง

 

ราคาของสินค้าหลายประเภทจะลดลงอย่างมหาศาล แต่สินค้าหรูหราและทรัพยากรที่จำกัด เช่น ที่ดิน อาจแพงขึ้น

 

การกระจายอำนาจของ AGI เป็นเรื่องสำคัญ หาก AI ถูกใช้เพื่อควบคุมประชาชนโดยรัฐบาลเผด็จการ ผลลัพธ์อาจเป็นหายนะ

 

🟡AGI เป็นโอกาสหรือภัยคุกคาม?

 

AGI ยังมีศักยภาพในการเร่งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่น การรักษาโรคทั้งหมดอาจกลายเป็นความจริง ราคาสินค้าหลายประเภทจะลดลงอย่างมาก ในขณะที่สินค้าหรูหราและทรัพยากรที่มีจำกัด เช่น ที่ดิน อาจมีราคาสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การกระจายอำนาจของ AGI เป็นประเด็นที่สำคัญ หากเทคโนโลยีนี้ถูกใช้เพื่อควบคุมประชาชนโดยรัฐบาลเผด็จการ ผลที่ตามมาอาจเป็นหายนะ

 

Sam Altman เชื่อว่า AGI จะเป็นตัวขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุดของมนุษยชาติ ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพลังปัญญาในระดับอัจฉริยะ

 

แต่คำถามสำคัญคือ เราจะทำอย่างไรให้ AGI เป็นประโยชน์ต่อทุกคน แทนที่จะกลายเป็นเพียงเครื่องมือของผู้มีอำนาจและทุน นี่คือความท้าทายที่โลกจะต้องเผชิญในทศวรรษหน้า

The post คำทำนาย AI 2035 1 คนฉลาดเท่าทั้งโลก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไฟฟ้า-อินเทอร์เน็ต เทียบไม่ได้ ‘แซม อัลต์แมน’ ซีอีโอ OpenAI ฟันธง AGI ขุมพลังใหม่ แต่ต้องคุมให้อยู่! https://thestandard.co/sam-altman-artificial-general-intelligence/ Mon, 10 Feb 2025 11:11:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1040417

แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ออกมาโพสต์บทความถึงวิสัยท […]

The post ไฟฟ้า-อินเทอร์เน็ต เทียบไม่ได้ ‘แซม อัลต์แมน’ ซีอีโอ OpenAI ฟันธง AGI ขุมพลังใหม่ แต่ต้องคุมให้อยู่! appeared first on THE STANDARD.

]]>

แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ออกมาโพสต์บทความถึงวิสัยทัศน์ที่เขามีต่อ Artificial General Intelligence (AGI) กับอนาคตของการทำงานรวมถึงผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

ในอนาคตอันใกล้ แซมคาดว่า AGI จะกลายเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้อย่างแพร่หลาย และเปลี่ยนแปลงชีวิตของทุกคนบนโลก เหมือนดั่งที่กระแสไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตเคยทำไว้

 

“มนุษย์มีแรงผลักดันโดยธรรมชาติ อยากรู้อยากเห็นและต้องการจะสร้างเครื่องมือที่ทำให้โลกดีขึ้นสำหรับทุกคน ซึ่งกลุ่มคนในแต่ละรุ่นต่อยอดนวัตกรรมจากการค้นพบของคนรุ่นก่อนหน้า เพื่อสร้างเครื่องมือที่ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้า, สารกึ่งตัวนำ (Transistors), คอมพิวเตอร์, อินเทอร์เน็ต, และลำดับถัดไปในอีกไม่ช้าก็จะเป็น AGI” แซมเขียนระบุ

 

แม้ว่า AGI จะเป็นคำที่แซมกล่าวว่ายังไม่ถูกนิยามอย่างชัดเจนในวงการ AI แต่จากมุมมองของซีอีโอผู้ปลุกกระแสให้นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์แพร่กระจายไปทั่วโลกด้วยการเปิดตัว ChatGPT เมื่อปลายปี 2022 เขามอง AGI เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการแก้ไขปัญหาในแทบทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์ โดยเฉพาะการเป็นเครื่องมือปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์

 

ภายในอีก 10 ปี แซมคาดว่าการเข้ามาและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ AGI จะส่งผลให้คนธรรมดาทั่วไปหนึ่งคนอาจทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จได้มากกว่าคนที่เก่งและมีประสิทธิภาพมากที่สุดวันนี้ทำได้ในปัจจุบัน

 

ในบทความแซมเขียนถึง 3 หัวข้อในประเด็นเชิงเศรษฐศาสตร์ของ AI ที่กำลังเกิดขึ้น:

 

  1. ความสัมพันธ์ของทรัพยากรที่ใช้และความฉลาดของโมเดล AI: แซมระบุว่า ความสามารถของโมเดลมักจะเพิ่มขึ้นตามทรัพยากรที่ถูกใช้เพื่อลงทุนพัฒนา โดยทรัพยากรหลักคือกำลังการประมวลผล (Compute Power) และข้อมูล หมายความว่ายิ่งการลงทุนมากและทำอย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถยกระดับศักยภาพของ AI ได้เรื่อยๆ
  2. ค่าใช้จ่ายที่ลดลง: แซมชี้ว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน AI โดยเฉลี่ยจะลดลงประมาณ 10 เท่าในทุกๆ 12 เดือน ซึ่งเขายกตัวอย่างการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของค่าใช้จ่าย Token (หน่วยย่อยของข้อมูลที่ AI ใช้ประมวลผล) จากโมเดล GPT-4 ในต้นปี 2023 มาสู่เวอร์ชันถัดมาอย่าง GPT-4o ในกลางปี 2024 ที่มีราคาลดลงเกือบ 150 เท่า
  3. มูลค่าทางสังคมและเศรษฐกิจจะสูงขึ้นแบบทวีคูณ: แซมเชื่อว่าแม้ AI จะฉลาดเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจะเพิ่มในอัตราที่สูงกว่ามาก ทำให้เขาคาดว่าการลงทุนใน AI จะยังคงพุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง 

 

เมื่อ AI พัฒนาอย่างก้าวกระโดด คำถามที่ตามมาของอนาคตของการทำงานและสังคมจะเป็นอย่างไร?

  

อนาคตที่แซมเขียนไว้คือ AI Agents จะทำหน้าที่เสมือนเพื่อนร่วมงาน เช่น Agent สำหรับงานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่สามารถจัดการกับงานส่วนใหญ่ในระดับที่วิศวกรที่มีประสบการณ์มาหลายปีทำได้ เขาชวนให้คิดภาพตามถึงทีมงานที่ประกอบด้วย Agent จำนวนนับพันนับล้านตัวที่ทำงานร่วมกันในโปรเจกต์ต่างๆ ซึ่งอาจปฏิวัติรูปแบบการทำงานอย่างสิ้นเชิง

 

อย่างไรก็ดี แซมย้ำว่า Agent ก็มิได้จะสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง และยังต้องอาศัยการกำกับดูแลจากมนุษย์ “ถึงแม้ว่ามัน (Agent) จะไม่ใช่ผู้ที่คิดค้นแนวคิดใหม่ๆ และยังต้องพึ่งพามนุษย์ที่คอยเป็นผู้กำหนดทิศทาง แต่มันก็มีความสามารถที่หลากหลาย บางอย่างอาจทำได้ดีเกินคาด ในขณะที่บางอย่างกลับทำได้ไม่ดีจนอยากจะเชื่อ” แซมระบุ

 

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้อาจจะทำให้เกิดความกังวล แต่แซมเชื่อว่าชีวิตประจำวันในอนาคตอันใกล้จะไม่ได้เปลี่ยนไปแบบชั่วข้ามคืน เขามองว่าผู้คนจะยังสร้างครอบครัวและเพลิดเพลินกับธรรมชาติเหมือนกับที่เคย แต่ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจในระยะยาวก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรเพิกเฉย โดยเฉพาะกับนิยามของ ‘งาน’ ที่จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

 

ในช่วงท้ายแซมฝากข้อคิดไว้ในประเด็นการผนวก AGI เข้าสู่สังคม ซึ่งต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพราะในขณะที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะนำมาซึ่งประโยชน์มากมาย แต่ในเวลาเดียวกันก็นำความท้าทายเข้ามาด้วยเช่นกัน

 

หาก AGI ปราศจากการกำกับดูแลที่รอบคอบและชัดเจน ความผิดพลาดนั้นอาจทำให้เทคโนโลยีที่สร้างประโยชน์กับสังคมกลายเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้ควบคุมประชาชน

 

แซมเสนอให้มีการมีการร่วมมือกันระหว่างทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพราะผลกระทบของ AGI ต่อสังคมนั้นจะขึ้นอยู่กับวิธีที่พวกเราเลือกในการผนวกและกำกับดูแลเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกตัวนี้

 

ภาพ: Tomohiro Ohsumi / Getty Images

อ้างอิง:

The post ไฟฟ้า-อินเทอร์เน็ต เทียบไม่ได้ ‘แซม อัลต์แมน’ ซีอีโอ OpenAI ฟันธง AGI ขุมพลังใหม่ แต่ต้องคุมให้อยู่! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ชม DeepSeek ‘น่าประทับใจ’ แต่ย้ำ ‘พลังการประมวลผล’ ยังสำคัญ https://thestandard.co/sam-altman-deepseek-impressive/ Tue, 28 Jan 2025 07:16:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1035356 sam-altman-deepseek-impressive

Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI บริษัทผู้พัฒนา ChatGPT กล่า […]

The post Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ชม DeepSeek ‘น่าประทับใจ’ แต่ย้ำ ‘พลังการประมวลผล’ ยังสำคัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
sam-altman-deepseek-impressive

Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI บริษัทผู้พัฒนา ChatGPT กล่าวถึงโมเดลปัญญาประดิษฐ์ R1 ของ DeepSeek ซึ่งเป็นบริษัท AI สตาร์ทอัพจีนว่า ‘น่าประทับใจ’ แต่ก็ยังไม่แคล้วเน้นย้ำว่า OpenAI เชื่อว่าพลังการประมวลผล (Computing Power) ยังเป็นกุญแจสำคัญต่อความสำเร็จของ OpenAI

 

ทั้งนี้ DeepSeek ซึ่งเป็นโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต้นทุนต่ำของจีน ได้รับความสนใจจากทั่วโลกเมื่อเดือนที่แล้ว หลังจากที่ DeepSeek เปิดเผยในเอกสารว่าการฝึกเทรนโมเดล DeepSeek-V3 ใช้พลังการประมวลผลมูลค่าน้อยกว่า 6 ล้านดอลลาร์ โดยใช้เพียงแค่ชิป NVIDIA H800 ที่มีความสามารถต่ำเท่านั้น

 

DeepSeek-R1 ซึ่งเปิดตัวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็มีต้นทุนถูกกว่าโมเดล o1 ของ OpenAI ถึง 20-50 เท่า (ขึ้นอยู่กับงาน) ตามโพสต์บน WeChat จากบัญชีอย่างเป็นทางการของ DeepSeek

 

Altman กล่าวใน X ว่า “R1 ของ DeepSeek เป็นโมเดลที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของสิ่งที่พวกเขาสามารถส่งมอบได้ในราคาที่เหมาะสม

 

“แต่ส่วนใหญ่แล้ว เรายังรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ดำเนินการตามแผนงานการวิจัยของเราต่อไป และเชื่อว่าพลังการประมวลผลมีความสำคัญในตอนนี้มากกว่าที่เคยเป็น เพื่อให้ภารกิจของเราประสบความสำเร็จ”

 

การเกิดขึ้นของ DeepSeek ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ บางแห่งที่จะให้คำมั่นว่าจะลงทุนด้าน AI เป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และทำให้หุ้นของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่หลายราย รวมถึง NVIDIA ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

 

โดย NVIDIA สูญเสียมูลค่าตลาดในวันเดียวเป็นประวัติการณ์ที่ 593 พันล้านดอลลาร์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (27 มกราคม) ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นการสูญเสียในวันเดียวครั้งใหญ่ที่สุดสำหรับบริษัทใน Wall Street

 

ภาพ: jamesonwu1972 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ชม DeepSeek ‘น่าประทับใจ’ แต่ย้ำ ‘พลังการประมวลผล’ ยังสำคัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>