SAF Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/saf/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 28 Aug 2026 08:56:22 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 GGC จับมือ CP AXTRA ศึกษาการจัดเก็บน้ำมันพืชใช้แล้ว https://thestandard.co/ggc-cp-axtra-used-cooking-oil/ Fri, 28 Aug 2026 08:56:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1247746 ภาพผู้บริหาร GGC และ CP AXTRA ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ

บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ร่วมมือ […]

The post GGC จับมือ CP AXTRA ศึกษาการจัดเก็บน้ำมันพืชใช้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหาร GGC และ CP AXTRA ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ

บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ร่วมมือ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CP AXTRA ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อศึกษา ความเป็นไปได้ในการจัดเก็บน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) จากสาขาของ CP AXTRA รวมถึงบริษัทในกลุ่ม และเครือข่าย เพื่อนำกลับมาปรับปรุงคุณภาพ และต่อยอด สร้างมูลค่าใหม่ สะท้อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน สู่เศรษฐกิจ คาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy) อย่างเป็นรูปธรรม

 

ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีน เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยว่า ความร่วมมือ ครั้งนี้ เกิดขึ้น จากความมุ่งมั่นและเจตนารมณ์ร่วมกัน ของทั้งสององค์กรในการนำทรัพยากรที่ผ่านการใช้งานแล้วกลับมาใช้ประโยชน์ โดย GGC จะร่วมกับ CP AXTRA ศึกษาความเป็นไปได้ ในการรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วจาก CP AXTRA รวมถึงบริษัทต่างๆ ในกลุ่มและเครือข่ายของ CP AXTRA เพื่อนำมาปรับปรุงคุณภาพ และต่อยอดเป็นวัตถุดิบ สำหรับผลิตภัณฑ์ในอนาคต รวมถึงผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพ และพลาสติกชีวภาพ โดยสิ่งที่ GGC ให้ความสำคัญ คือ การสร้างระบบความร่วมมือที่สามารถนำทรัพยากรกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และขยายผลได้ในอนาคต ซึ่งสอดรับกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เปลี่ยน ‘ของเสีย’ เป็น ‘โอกาส’ ที่พร้อมขับเคลื่อนการ เปลี่ยน ผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy) อย่างเป็นรูปธรรม

 

“ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการศึกษาและต่อยอดการใช้วัตถุดิบทางเลือก รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากร ที่ผ่านการใช้งานแล้ว ขณะเดียวกัน CP AXTRA มีเครือข่ายธุรกิจ และสาขาจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการศึกษารูปแบบ การรวบรวมและจัดเก็บน้ำมันพืชใช้แล้วให้มีประสิทธิภาพ” ดร.กฤษฎา กล่าว

 

ด้านศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงาน ความยั่งยืน และสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CP AXTRA กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งศึกษา การพัฒนากระบวนการจัดเก็บและรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วอย่างเป็นระบบ โดยคาดว่าจะสามารถรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วได้ประมาณ 50,000 ลิตรต่อปี ก่อนนำไปปรับปรุงคุณภาพ เพื่อพิจารณา ความเป็นไปได้ ในการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิต น้ำมันอากาศยานชีวภาพ (Sustainable Aviation Fuel: SAF) พลาสติกชีวภาพ และเคมีชีวภาพ ซึ่งเป็นการนำทรัพยากร กลับมาใช้ประโยชน์ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

 

“CP AXTRA มุ่งขับเคลื่อนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ด้วยการนำสิ่งของเหลือจากการดำเนินธุรกิจกลับเข้าสู่กระบวนการสร้างคุณค่าอีกครั้ง ต่อยอดสู่การใช้ทรัพยากร อย่างยั่งยืน และลดการสูญเสีย ให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ความร่วมมือกับ GGC ในครั้งนี้จึงเป็นการนำจุดแข็งของทั้งสององค์กรมาเชื่อมต่อกัน ตั้งแต่การจัดเก็บน้ำมันพืชใช้แล้วในระดับสาขา ไปจนถึงการ ปรับปรุงคุณภาพและศึกษาการนำกลับมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่สำคัญ ความร่วมมือนี้ยังสะท้อนแนวทางของ CP AXTRA ในการนำหลัก Circular Economy มาสู่การปฏิบัติจริง โดยเปลี่ยนของเหลือจากการดำเนินงานให้กลับมาเป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่า และหากการศึกษาประสบความสำเร็จ ยังมีโอกาส ต่อยอด ไปสู่การผลิต SAF ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงการจัดการทรัพยากร ในระดับร้านค้าเข้ากับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการบิน” ศิริพร กล่าว

The post GGC จับมือ CP AXTRA ศึกษาการจัดเก็บน้ำมันพืชใช้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ราช กรุ๊ป’ ทุ่ม 1 หมื่นล้าน ขยายพอร์ตลงทุนไทย-อินโดนีเซีย ขายไฟ Data Center จ่อปิดดีลน้ำมัน SAF ในตุรกี ศึกษา SMR https://thestandard.co/ratch-group-expands-data-center-saf-smr/ Tue, 25 Aug 2026 02:24:40 +0000 https://thestandard.co/ratch-group-expands-data-center-saf-smr/ ภาพผู้บริหาร บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ราช กรุ๊ป อัดงบหมื่นล้าน รุกขยายพอร์ตไทย-อินโดนีเซีย ลุ […]

The post ‘ราช กรุ๊ป’ ทุ่ม 1 หมื่นล้าน ขยายพอร์ตลงทุนไทย-อินโดนีเซีย ขายไฟ Data Center จ่อปิดดีลน้ำมัน SAF ในตุรกี ศึกษา SMR appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหาร บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ราช กรุ๊ป อัดงบหมื่นล้าน รุกขยายพอร์ตไทย-อินโดนีเซีย ลุยพลังงานทดแทน-ก๊าซ-Data Center จ่อดีล SAF เดินหน้าศึกษานิวเคลียร์ SMR ตั้งเป้า EBITDA 1.5 หมื่นล้าน

 

นิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย (PDP 2026)

 

โดยตั้งเป้าหมายเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ครอบคลุมทั้งโครงการโซลาร์ชุมชน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังลม และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล

 

พร้อมกันนี้ ตั้งเป้าหมายในปี 2050 จะมีสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนราว 80% ของกำลังการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 31.43% หรือประมาณ 2,980.72 เมกะวัตต์

 

นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงาน โดยเฉพาะการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center ผ่านการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) รวมถึงการต่อยอดไปสู่ธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ที่มีศักยภาพในอนาคต

 

รวมถึงยังคงพร้อมลงทุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ หรือ Small Modular Reactor (SMR) โดยอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ ศึกษารูปแบบการลงทุนและความเหมาะสมด้านเทคโนโลยี ต้นทุน และความปลอดภัย ในการนำเทคโนโลยีดังกล่าว มาใช้สำหรับการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของแผน PDP

 

นิทัศน์ ระบุอีกว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนินงานตามกรอบกลยุทธ์ 5 ด้านอย่างต่อเนื่อง โดยมีความคืบหน้าในหลายด้าน ทั้งการบริหารสินทรัพย์และแผนการลงทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์เดิม ควบคู่กับการขยายพอร์ตธุรกิจและสร้างโอกาสการลงทุนใหม่

 

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังให้ความสนใจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน (Transition Energy) เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าประเทศ

 

โดยในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทฯ สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมด้านดิจิทัล ด้วยการให้บริการพลังงานไฟฟ้าแก่ธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center)

 

โดยบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด ซึ่งมีกำลังการผลิต 154.2 เมกะวัตต์ และบริษัทฯ ถือหุ้น 51.67% ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า กำลังผลิตไฟฟ้า 60 เมกะวัตต์ กับลูกค้า Data Center ซึ่งตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ จังหวัดชลบุรีและโรงผลิตไฟฟ้านวนคร ซึ่งมีกำลังการผลิต 232 เมกะวัตต์ และบริษัทฯ ถือหุ้น 40% ได้บรรลุข้อตกลงผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้า Data Center ในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จำนวน 2 ราย คิดเป็นกำลังผลิต 48 เมกะวัตต์ และ 20 เมกะวัตต์แล้ว

 

อีกทั้ง บริษัทฯ อยู่ระหว่างการจัดทำโมเดลธุรกิจใหม่สำหรับพัฒนาพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรี

 

โดยเบื้องต้นจะเน้นการให้บริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือธุรกิจใหม่ในอนาคต

 

นิทัศน์ กล่าวอีก บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทางกลยุทธ์ที่กำหนด เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

โดยตั้งเป้าหมาย EBITDA ให้ได้ถึง 15,000 ล้านบาท พร้อมจัดสรรงบลงทุนจำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนในโครงการเดิมที่ลงทุนแล้วและโครงการใหม่ๆ

 

“การดำเนินงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โครงการที่อยู่ในมือ (Pipeline) มีความก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจ และยังเดินหน้าขับเคลื่อน โรดแมปการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์”

 

นอกจากนี้ แผนการลงทุนต่างประเทศ บริษัทมองหาโอกาสลงทุนในอินโดนีเซียตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของอินโดนีเซีย (RUPTL) โดยได้เตรียมแผนโครงการส่วนขยายของโรงไฟฟ้าไพตัน ในชวาตะวันออก ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ เนื่องจากมีความพร้อมทั้งด้านพื้นที่และศักยภาพในการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าชวา-บาหลี

 

และยังได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการขยายกำลังผลิตเครื่องยนต์ก๊าซ (Gas Engine) ขนาด 200 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพร้อมระบบทำความเย็น กำลังการผลิต 140 เมกะวัตต์ ในเมืองบาตัมด้วย

 

อีกทั้ง บริษัทฯ มีแผนเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะธุรกิจพลังงานชีวมวล

 

ส่วนความคืบหน้าการเจรจาเข้าร่วมลงทุนโครงการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ในประเทศตุรกี ซึ่งมีกำลังการผลิต 100,000 ตันต่อปี ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาสัดส่วนการถือหุ้นและเม็ดเงินลงทุน โดยบริษัทฯ สนใจถือหุ้นมากกว่า 25% คาดว่าจะใกล้สรุปความชัดเจนได้ในเร็วๆ นี้

 

สำหรับงบลงทุนในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งไว้ที่ 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในโครงการเดิม 4,000 ล้านบาท โครงการใหม่ 3,000 ล้านบาท และสำรองไว้อีก 3,000 ล้านบาท เพื่อรองรับโอกาสการลงทุน ที่อาจจะเกิดขึ้นเพิ่มเติมในอนาคต

 

ภาพ : metamorworks / Shutterstock

The post ‘ราช กรุ๊ป’ ทุ่ม 1 หมื่นล้าน ขยายพอร์ตลงทุนไทย-อินโดนีเซีย ขายไฟ Data Center จ่อปิดดีลน้ำมัน SAF ในตุรกี ศึกษา SMR appeared first on THE STANDARD.

]]>
บางจากฯ Q2/69 ทำกำไรทะลุ 1.2 หมื่นล้าน เริ่มบุ๊กกำไร ‘SAF’ เชิงพาณิชย์ครั้งแรก หนุนรายได้ครึ่งปีทะลุ 3.2 แสนล้าน https://thestandard.co/bangchak-profit-q2-saf-revenue/ Fri, 07 Aug 2026 11:06:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1239573 บางจาก

กลุ่มบริษัทบางจาก รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีร […]

The post บางจากฯ Q2/69 ทำกำไรทะลุ 1.2 หมื่นล้าน เริ่มบุ๊กกำไร ‘SAF’ เชิงพาณิชย์ครั้งแรก หนุนรายได้ครึ่งปีทะลุ 3.2 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บางจาก

กลุ่มบริษัทบางจาก รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 183,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน มี EBITDA 25,968 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 46 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และมีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 12,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 99 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

 

 
 

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยสำคัญจากการกลับรายการผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรม (Mark-to-Market) ในไตรมาสก่อน ส่งผลให้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า (Oil Hedging) ลดลงเหลือ 879 ล้านบาท และมีการรับรู้กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงอีก 4,415 ล้านบาท

 

ขณะเดียวกัน บางจากฯ ได้เดินหน้าเริ่มต้นผลิตและจำหน่าย SAF เชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยเดินเครื่องเฉลี่ย 6.8 KBD และมียอดจำหน่ายรวม 39 ล้านลิตร ซึ่งได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนและน้ำมันพืชใช้แล้ว (SAF-UCO Spread) ที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ SAF เริ่มสร้าง EBITDA และกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัททั้งในไตรมาสนี้และในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาพลังงาน ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ และสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อกำไรในช่วงที่เหลือของปี

 

นอกจากนี้ ในแง่การขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ บริษัทย่อย Bangchak Hong Kong Holding Limited ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ Chevron Hong Kong Limited เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และได้เปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong Limited (BHK) ซึ่งจะเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยธุรกรรมนี้ครอบคลุมสถานีบริการน้ำมัน 31 แห่ง คลังน้ำมัน และท่าเทียบเรือในฮ่องกง ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจค้าปลีกน้ำมันไปยังต่างประเทศ

 

เจาะลึกผลการดำเนินงานรายกลุ่มธุรกิจ ไตรมาส 2/2569

 

ภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน รายงานรายละเอียดผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ปี 2569 แยกตามรายกลุ่มธุรกิจ ดังนี้

 

1. กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ

 

มีรายได้รวม 144,177 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 จากไตรมาสก่อน และร้อยละ 45 จากปีก่อน) และมี EBITDA 17,186 ล้านบาท

 

  • ธุรกิจโรงกลั่น มีรายได้ 152,272 ล้านบาท และ EBITDA 14,029 ล้านบาท ได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ปรับตัวดีขึ้น แม้ค่าการกลั่นพื้นฐานและกำลังการผลิตเฉลี่ยจะลดลงเล็กน้อย ทั้งนี้ มีการรับรู้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันล่วงหน้า 1.09 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (เทียบเท่า 879 ล้านบาท) ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการกลับรายการผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรม และเริ่มรับรู้ EBITDA จำนวน 1,000 ล้านบาทจากการดำเนินการเชิงพาณิชย์ของหน่วยผลิต SAF
  • ธุรกิจการตลาด มีรายได้ 123,847 ล้านบาท และ EBITDA 2,831 ล้านบาท โดยค่าการตลาดสุทธิฟื้นตัวมาอยู่ที่ 1.26 บาทต่อลิตร จากการสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมันและการปรับราคาจำหน่ายให้สอดคล้องกับตลาดโลก ช่วยชดเชยปริมาณจำหน่ายที่ลดลง แม้ปัจจัยหนุนจาก Inventory Gain จะลดลงก็ตาม ณ สิ้นไตรมาส มีสถานีบริการ 2,191 แห่ง จุดชาร์จ EV กว่า 617 สถานี ครองส่วนแบ่งการตลาดผ่านสถานีบริการร้อยละ 27.9
  • ธุรกิจพลังงานชีวภาพ มีรายได้ 6,388 ล้านบาท และ EBITDA 794 ล้านบาท ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซล (B100) ได้แรงหนุนจากการคงสัดส่วนผสมดีเซลเป็น B7 และเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด (BSGF) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 จากการเริ่มจำหน่าย SAF

 

2. กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน

 

มีรายได้ 129,205 ล้านบาท และ EBITDA 784 ล้านบาท ปริมาณการซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ขยายตัวร้อยละ 20 จากธุรกรรมนอกกลุ่มบริษัท (Out-Out) ขณะที่ธุรกิจขนส่งทางเรือปรับตัวดีขึ้นจากธุรกรรม Time Charter, Spot Charter และค่าระวางเรือที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงรับรู้กำไรจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้น

 

3. กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ

 

มีรายได้ 10,172 ล้านบาท และ EBITDA 7,062 ล้านบาท ได้รับอานิสงส์จากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquid Price) เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 ตามสภาวะตลาดโลกและภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และราคาก๊าซธรรมชาติ (Gas Price) เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากปริมาณสำรองก๊าซในยุโรปที่อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี มีการรับรู้กำไรจากสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ 432 ล้านบาท (คิดเป็น 154 ล้านบาทตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ หลังหักภาษี)

 

อย่างไรก็ดี OKEA ได้บันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ในแหล่ง Statfjord และค่าความนิยมในแหล่ง Draugen รวม 550 ล้านบาท (ตามสัดส่วนหลังหักภาษี) ส่งผลให้มีการปรับประมาณการผลิตปี 2569 เป็น 29-32 kboepd และปรับเพิ่มประมาณการผลิตปี 2570 เป็น 39-43 kboepd

 

4. กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน

 

มีรายได้ 807 ล้านบาท และ EBITDA 1,065 ล้านบาท ได้รับอานิสงส์จากธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ที่รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม 653 ล้านบาท จากปริมาณการจำหน่ายของโรงไฟฟ้า SFE และ CCE ที่เพิ่มขึ้น ช่วยชดเชยการหยุดซ่อมบำรุงของโรงไฟฟ้า Hamilton ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว มียอดขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 45 จากการเข้าสู่ช่วงฤดูฝนในเดือนพฤษภาคม

 

ครึ่งแรกปี 2569 โชว์ความแข็งแกร่งสะท้อน Synergy ร่วม 5,600 ล้านบาท

 

สำหรับผลการดำเนินงานรวมครึ่งปีแรกของปี 2569 กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 326,080 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA 43,763 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) 13,155 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 YoY

 

ทั้งนี้ เมื่อรวม Inventory Gain (รวม NRV) และรายการพิเศษอื่น บริษัทฯ มีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่รวม 18,383 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 12.51 บาท

 

ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านการผสานศักยภาพของโรงกลั่นทั้งสองแห่ง ทำให้ในครึ่งปีแรกสามารถรับรู้ผลจากความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง (Recurring Synergy) และการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Business Improvement) รวมประมาณ 5,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นจาก 3,000 ล้านบาทในปีก่อน

 

อีกทั้งหลักทรัพย์ BCP ยังได้รับการคัดเลือกเข้าดัชนี SET50 (รอบ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2569) และได้รับการจัดอันดับที่ 21 ของบริษัทชั้นนำ 500 แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดย Fortune Southeast Asia 500 ในปี 2569

 

ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569

 

  • เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด: 27,611 ล้านบาท
  • สินทรัพย์รวม: 374,755 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 75,950 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568)
  • หนี้สินรวม: 272,149 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 57,485 ล้านบาท)
  • ส่วนผู้ถือหุ้นรวม: 102,606 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 18,465 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของบริษัทใหญ่ 83,353 ล้านบาท)
  • อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net IBD/E): อยู่ที่ 1.05 เท่า

The post บางจากฯ Q2/69 ทำกำไรทะลุ 1.2 หมื่นล้าน เริ่มบุ๊กกำไร ‘SAF’ เชิงพาณิชย์ครั้งแรก หนุนรายได้ครึ่งปีทะลุ 3.2 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บางจากฯ ทุ่ม 270 ล้านดอลลาร์ ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong ปูทางบุกตลาดพลังงานเอเชียเหนือ เงินลงทุนที่จะคืนทุนภายใน 5 ปี https://thestandard.co/bangchak-acquires-chevron-hong-kong-north-asia/ Tue, 07 Jul 2026 03:24:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1227540 ภาพโลโก้บางจาก กรุ๊ป และผู้บริหาร พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong

กลุ่มบริษัทบางจาก หรือ BCP ประกาศปิดดีลเข้าซื้อหุ้นทั้ง […]

The post บางจากฯ ทุ่ม 270 ล้านดอลลาร์ ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong ปูทางบุกตลาดพลังงานเอเชียเหนือ เงินลงทุนที่จะคืนทุนภายใน 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้บางจาก กรุ๊ป และผู้บริหาร พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong

กลุ่มบริษัทบางจาก หรือ BCP ประกาศปิดดีลเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ Chevron Hong Kong Limited (CHK) จาก Chevron Companies (Greater China) Limited (CCGC) ด้วยมูลค่าประมาณ 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยปิดดีลเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 พร้อมเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Bangchak Hong Kong (BHK) เป็นกลยุทธ์ที่ปูทางบุกตลาดพลังงานเอเชียเหนือ โดยเงินลงทุนที่จะคืนทุนภายใน 5 ปี

 

 

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่า การตัดสินใจลงทุนในฮ่องกงครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำกลยุทธ์ของบริษัทที่มักเลือกลงทุนในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีกฎระเบียบชัดเจน และเป็นตลาดเสรี เช่นเดียวกับการลงทุนในนอร์เวย์ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งฮ่องกงสามารถตอบโจทย์ในฐานะเมืองท่า และประตูการค้า (Gateway) สู่ภูมิภาคเอเชียเหนือ (North Asia) ทั้งจีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

แม้ในการประมูลแข่งขันจะมีผู้เสนอราคาสูงกว่าบางจากถึงเกือบ 35% แต่สุดท้ายบริษัทก็สามารถเจรจาตกลงกับผู้ขายและคว้าดีลนี้มาได้สำเร็จ โดยมองว่าตลาดค้าปลีก (Retail) ในฮ่องกงเป็นตลาดเสรีที่สามารถสร้างผลตอบแทนในระดับที่ดีเยี่ยม แม้ราคาหน้าปั๊มจะค่อนข้างสูงเนื่องจากต้องสะท้อนต้นทุนราคาที่ดิน แต่บางจากเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองที่จะเข้าไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม ดั่งที่เคยพิสูจน์ให้เห็นแล้วจากการเข้าซื้อแหล่งน้ำมันในนอร์เวย์จาก Shell ที่เดิมคาดว่าจะหมดอายุในปี 2027 แต่บางจากสามารถบริหารจัดการจนยืดอายุการผลิตไปได้ถึงปี 2040 รวมถึงความสามารถในการบริหารค่าการกลั่นในช่วงวิกฤต

 

ภาพโลโก้บางจาก กรุ๊ป และผู้บริหาร พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong 1

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP

 

ปูพรมขยาย ‘เชื้อเพลิงชีวภาพ-SAF’ รุกเอเชียเหนือ

 

อีกหนึ่งแผนสำคัญ คือ การนำจุดแข็งด้านพลังงานสีเขียวของประเทศไทยเข้าไปขยายตลาดในต่างแดน นายชัยวัฒน์ให้มุมมองว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วโลก ทั้งปั๊ม ถัง ท่อ และเรือขนส่ง ล้วนถูกสร้างมาเพื่อรองรับเชื้อเพลิงเหลว บางจากจึงเตรียมนำเสนอทางเลือกพลังงานที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน โดยที่ผู้บริโภคไม่ต้องเปลี่ยนรถใหม่และไม่ต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิม

 

โดยบริษัทมีแผนที่จะนำเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น การนำน้ำมัน B10 ไปผสม รวมถึงผลิตภัณฑ์อย่างไบโอดีเซลและไบโอเอทานอล ส่งจากโรงกลั่นในประเทศเข้าไปทำตลาดที่ฮ่องกง

 

นอกจากนี้ บางจากยังมีความพร้อมจากการเป็นผู้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) รายแรกในไทยด้วยงบลงทุนกว่าหมื่นล้านบาท และมีน้ำมันเชื้อเพลิงทางทะเลแบบผสมไบโอฟิวเอล (B24) ซึ่งทำให้บางจากมีผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวภาพครอบคลุมทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ สอดรับกับเทรนด์ของภูมิภาคเอเชียเหนือ ทั้งฮ่องกง จีน และเกาหลีใต้ ที่มีแนวโน้มจะบังคับใช้ (Mandate) มาตรฐาน SAF ในช่วงปี 2028-2029

 

ใช้จุดแข็งฮ่องกง ฮับโลจิสติกส์-Financial Hub ต่อยอดธุรกิจพลังงาน

 

ปัจจุบัน บางจากมีศูนย์กลางการค้า (Trading) น้ำมันอยู่ที่สิงคโปร์และดูไบ ซึ่งเน้นการซื้อมาขายไป (Trading) แต่สำหรับการขยายฐานสู่ฮ่องกงในครั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าใช้ความได้เปรียบของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ และการเงิน (Financial Hub) เพื่อมาต่อยอดธุรกิจการค้าน้ำมัน เนื่องจากมูลค่าการเคลื่อนย้ายน้ำมันทั่วโลกนั้นสูงถึง 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นมูลค่าเกือบ 3 แสนล้านบาทต่อวัน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งเข้ามารองรับ

 

สำหรับการลงทุนเพื่อขยายเข้าสู่เอเชียเหนือในครั้งนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นแบบ Cherry-picking หรือเลือกลงทุนในสินทรัพย์เฉพาะที่ให้ผลตอบแทนดี มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดธุรกิจ

 

ชัยวัฒน์ เปรียบเทียบปรัชญาการบริหารความผันผวนของราคาน้ำมันไว้ว่า ในช่วงที่เป็นขาลงต้องรัดเข็มขัดให้รอด ส่วนช่วงที่เป็นขาขึ้นหรือ ‘ปีที่ฝนดีน้ำดี’ บริษัทต้องเร่งเก็บเกี่ยวผลกำไรเข้า ‘ยุ้งฉาง’ เพื่อกักตุนไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงที่ตลาดผันผวน

 

ส่วนข้อสงสัยที่ว่าการเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ฮ่องกงเป็นพลังงานฟอสซิลอาจสวนทางกับเป้าหมาย Net Zero หรือไม่นั้น

 

ชัยวัฒน์ชี้แจงว่า สินทรัพย์เดิมที่มีอยู่ในโลกล้วนเป็นโครงสร้างฟอสซิล หากต้องการพลังงานสีเขียวล้วนจะต้องสร้างใหม่ทั้งหมด ดังนั้น การเข้าซื้อสินทรัพย์ฟอสซิลเดิมแล้วนำมาปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดการใช้ไฟ ลดต้นทุนพลังงาน และลดการปล่อยคาร์บอนให้ต่ำที่สุด จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนได้เช่นกัน

 

ภาพโลโก้บางจาก กรุ๊ป และผู้บริหาร พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong 2

สถานีบริการน้ำมันของ Bangchak Hong Kong (BHK)

 

ด้านจิราพรรณ เปาวรัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท Bangchak Hong Kong Limited (BHK) เปิดเผยว่า ข้อมูลผลประกอบการที่น่าสนใจคือ รายได้ของ CHK ในปี 20225 อยู่ที่ประมาณ 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโตขึ้น 2-3% จากปี 2024 การเข้าซื้อกิจการที่มีกระแสเงินสดและรายได้มั่นคงในครั้งนี้ จึงเป็นการวางหมากตัวสำคัญเพื่อใช้ฮ่องกงเป็นประตู สู่ภูมิภาคเอเชียเหนือในอนาคต

 

สำหรับทิศทางธุรกิจที่น่าสนใจของ BHK ผ่าน 4 ประเด็นยุทธศาสตร์หลัก ดังนี้

 

1.สปริงบอร์ดสู่เอเชียเหนือและ Greater Bay Area

 

แม้ตลาดฮ่องกงอาจจะไม่ได้มีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับที่อื่น แต่มีความสำคัญในระดับยุทธศาสตร์ เพราะเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าที่สำคัญของภูมิภาคเอเชีย บางจากมองว่าการตั้งฐานที่ฮ่องกงคือประตูไปสู่เอเชียเหนือ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกับพื้นที่ Greater Bay Area (GBA) ซึ่งครอบคลุม 9 มณฑลในจีนตอนใต้ มีประชากรกว่า 88 ล้านคน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถเสริมสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ รู้จักคู่ค้าในระดับสากลมากขึ้น และเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ในอนาคต

 

  • สร้าง ‘ยอดขาย’ อยู่ที่น้ำมันเครื่องบิน-เดินเรือ แต่ค้าปลีกมี ‘มาร์จิ้นสูง’

 

เมื่อกางพอร์ตโฟลิโอยอดขายของ BHK ในปัจจุบัน จะพบว่าสัดส่วนยอดขายหลักมาจาก ธุรกิจน้ำมันอากาศยาน (Aviation) ประมาณ 40% และน้ำมันเชื้อเพลิงเรือเดินสมุทร (Marine) ประมาณ 35% ตามมาด้วยธุรกิจเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม (C&I) 23% ขณะที่ธุรกิจค้าปลีก (Retail) มีสัดส่วนเพียง 2% เท่านั้น

 

แต่เมื่อเจาะลึกถึง อัตรากำไร(Margin) ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ กลับพบภาพที่สวนทางกับปริมาณยอดขาย โดยสามารถจัดเรียงลำดับกลุ่มธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูงที่สุด 4 อันดับ ดังนี้

 

  • อันดับ 1 ธุรกิจค้าปลีก (Retail) แม้สัดส่วนยอดขายจะน้อยที่สุด แต่เป็นกลุ่มที่สร้างรายได้หลักและมาร์จิ้นได้สูงที่สุด เนื่องจากโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการในฮ่องกงเป็นแบบตลาดกลไกเสรี (Free Market) ทำให้มีอัตรากำไรค่อนข้างดี
  • อันดับ 2 ธุรกิจเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม (Commercial and Industrial : C&I) กลุ่มนี้มีความได้เปรียบสูงจากการที่ BHK เป็น 1 ใน 4 ผู้เล่นในตลาดค้าปลีกฮ่องกงที่มี ‘คลังน้ำมัน’ เป็นของตัวเอง ทำให้มีศักยภาพในการแข่งขันสูง
  • อันดับ 3 ธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินสมุทร (Marine) ตลาดน้ำมันเรือเดินสมุทรในฮ่องกงมีความต้องการสูงถึงราว 6,000 ล้านลิตรต่อปี มาร์จิ้นอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่อาจมีความผันผวนตามปัจจัยโลจิสติกส์โลก
  • อันดับ 4 ธุรกิจน้ำมันอากาศยาน (Aviation) ทำยอดขายได้สูงที่สุด แต่อัตรากำไรอยู่ในลำดับสุดท้ายและมีความผันผวน

 

ภาพโลโก้บางจาก กรุ๊ป และผู้บริหาร พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong 3

จิราพรรณ เปาวรัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท Bangchak Hong Kong Limited (BHK)

 

  • ธุรกิจปั๊มน้ำมัน 31 แห่ง ไม่เน้นขยายสาขา แต่ลุยทยอยติดจุดชาร์จ EV

 

ปัจจุบัน BHK มีการดำเนินการธุรกิจค้าปลีกน้ำมันผ่านสถานีบริการในฮ่องกง รวม 31 แห่ง คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 17% จากสถานีบริการทั้งหมดราว 130-150 แห่งในฮ่องกง มียอดขายเฉลี่ยสูงถึง 380,000 ลิตรต่อปั๊มต่อเดือน ในด้านการสร้างแบรนด์ บริษัทมีแผนที่จะใช้แบรนด์ Chevron และ Techron ไปก่อนในช่วง 2-5 ปีแรก เพื่อศึกษาการยอมรับของผู้บริโภค ก่อนจะนำแบรนด์บางจากเข้าไปทำตลาด

 

ทั้งนี้ บริษัทยืนยันชัดเจนว่า ‘ไม่มีแผนที่จะเพิ่มจำนวนสถานีบริการ’ ที่มีอยู่รวม 31 แห่ง เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่และต้นทุนการเช่าที่ดินจากรัฐบาลที่สูงมาก แต่เป้าหมายการเติบโตจะมาจากการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Add value) ให้กับสถานีบริการเดิมที่มีอยู่

 

โดยเฉพาะการรับมือกับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มียอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่เป็น EV สูงถึงเกือบ 70% รัฐบาลฮ่องกงเองก็สนับสนุนให้มีการติดตั้ง EV อย่างจริงจัง บริษัทจึงมี แผนที่จะทยอยติดตั้งจุดชาร์จ EV เข้าไปในสถานีบริการ ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มนำร่องเปิดให้บริการสถานีที่มีทั้งหัวจ่ายน้ำมันและจุดชาร์จ EV อยู่ในพื้นที่เดียวกันเป็นเจ้าแรกๆ ในตลาดแล้ว

 

ภาพโลโก้บางจาก กรุ๊ป และผู้บริหาร พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong 4

สถานีชาร์จรถ EV ของ Bangchak Hong Kong (BHK) ในฮ่องกง

 

  • ปักธง ‘พลังงานสีเขียว’ รับนโยบายฮับเชื้อเพลิงเรือรักษ์โลก

 

อีกทั้งทิศทางที่สอดคล้องกันอย่างลงตัวกับบางจากฯ คือ รัฐบาลฮ่องกงได้ประกาศเป้าหมายที่จะเป็น ‘ฮับภูมิภาคของเชื้อเพลิงเรือเดินสมุทรสีเขียว’ บริษัทจึงมีแผนที่จะนำผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่เป็นจุดแข็งจากโรงกลั่นในไทย เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ B24 สำหรับเรือเดินสมุทร (Marine Biofuel) เข้าไปบุกตลาดในฮ่องกง

 

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ซึ่งคาดว่าจะมีการกำหนดข้อบังคับ (Mandate) ในเร็วๆ นี้ โดยฮ่องกงมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ผลิตจึงต้องอาศัยการนำเข้าเป็นหลัก นี่จึงเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ BHK จะกลายเป็นช่องทางระบายผลิตภัณฑ์จากโรงกลั่นบางจาก ศรีราชา ในอนาคต หากมีปริมาณการผลิตที่ล้นตลาดในประเทศ รวมถึงการต่อยอดธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (Trading) ของกลุ่ม BCPT สู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในฮ่องกงอีกด้วย

 

 

DBS-OCBC ปล่อยกู้ 60% ชู IRR 15% คาดคืนทุนใน 5 ปี

 

ด้านภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยรายละเอียดโครงสร้างทางการเงินสำหรับการเข้าลงทุนซื้อหุ้นกิจการบริษัท Chevron Hong Kong Limited (CHK) มูลค่ารวม 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยระบุว่าบริษัทได้เตรียมความพร้อมด้านแหล่งเงินทุนไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเงินกู้ยืมสถาบันการเงินและกระแสเงินสดของบริษัท

 

สำหรับการเข้าทำรายการในครั้งนี้ BCP ได้วางสัดส่วนแหล่งเงินทุน แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้

 

บริษัทใช้เงินกู้ยืมจำนวนประมาณ 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 60% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด โดยได้รับการสนับสนุนวงเงินกู้ร่วมกันจาก 2 ธนาคารชั้นนำ ได้แก่ ธนาคาร DBS และ ธนาคาร OCBC

 

โดยวงเงินดังกล่าวเป็นสินเชื่อระยะยาว (Term Loan) อายุ 5 ปี ซึ่งจะใช้วิธีการทยอยผ่อนชำระคืน โดยไม่ได้ใช้รูปแบบสินเชื่อระยะสั้น (Bridge Loan) แต่อย่างใด ในขณะที่ต้นทุนทางการเงิน (Cost of Funds) ถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ (Competitive) โดยมีอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 5%

 

สำหรับวงเงินส่วนที่เหลือ บริษัทจะใช้กระแสเงินสด (Cash) ของบริษัทเองในการเข้าลงทุน โดยภัทร์ภูรีย้ำว่าดีลนี้บริษัท ไม่มีความจำเป็นต้องออกหุ้นกู้ ในอนาคตเพื่อมาใช้เป็นแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม

 

ทั้งนี้การลงทุนในครั้งนี้ผลตอบแทนทางการเงิน (Financial Returns) จากการเข้าซื้อกิจการ CHK ในครั้งนี้ ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี โดยดีลนี้มีมูลค่าคิดเป็นอัตราส่วน EV/EBITDA ที่ 5 เท่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทจะสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น

 

อีกทั้งทีมลงทุนของ BCP ประเมินว่าโครงการนี้จะให้อัตราผลตอบแทนค่อนข้างสูง โดยมี IRR อยู่ที่ประมาณ 15% ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานผลตอบแทนที่บางจากมักจะมองหาในการลงทุนส่วนใหญ่

 

สำหรับระยะเวลาคืนทุน 5 ปีที่ประเมินไว้นั้น เป็นเพียงการคำนวณขั้นต่ำจากฐานธุรกิจสถานีบริการน้ำมันที่มีอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น หากในอนาคตบริษัทมีการต่อยอดขยายการลงทุนไปสู่ธุรกิจโลจิสติกส์อื่นๆ เพิ่มเติม ก็อาจทำให้ระยะเวลาคืนทุนรวดเร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้

 

ภาพโลโก้บางจาก กรุ๊ป และผู้บริหาร พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong 5

คณะผู้บริหาร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เดินทางไปเปิดสำนักงาน Bangchak Hong Kong Limited (BHK) หลังปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong Limited (CHK)

The post บางจากฯ ทุ่ม 270 ล้านดอลลาร์ ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong ปูทางบุกตลาดพลังงานเอเชียเหนือ เงินลงทุนที่จะคืนทุนภายใน 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
“โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี” เปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นการสร้างโอกาสให้คนมากมายโดยไม่รู้ตัว https://thestandard.co/life/or-creates-opportunities-daily-life/ Fri, 19 Jun 2026 10:14:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1220554 ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี

ลองนึกถึงการใช้ชีวิตในวันธรรมดาของคนคนหนึ่ง ตื่นเช้าขับ […]

The post “โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี” เปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นการสร้างโอกาสให้คนมากมายโดยไม่รู้ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี

ลองนึกถึงการใช้ชีวิตในวันธรรมดาของคนคนหนึ่ง ตื่นเช้าขับรถไป PTT Station เพราะน้ำมันใกล้หมด จากนั้นก็ตรงเข้า Café Amazon เพื่อซื้อกาแฟ ระหว่างรอก็หยิบขนมถุงเล็กจากชั้นวางขึ้นมาดู ถึงยี่ห้อไม่คุ้น แต่ดูน่าลอง จ่ายเงิน รับขนม รับกาแฟ ขับรถต่อ

 

 
 

แม้ทั้งหมดจะเกิดขึ้นภายในเวลาไม่เกินสิบห้านาที ดูเป็นวันธรรมดาที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่เบื้องหลังสิบห้านาทีนั้น เขากำลังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโอกาสให้กับคนอีกมากมาย โดยไม่รู้ตัว

 

โอกาสที่ทำงานอยู่ทุกวัน แม้ไม่มีใครสังเกต

 

กาแฟหอมกรุ่นในถ้วยของเขา แท้จริงแล้วเป็นกาแฟจากเมล็ดที่เกษตรกรในเชียงรายปลูกภายใต้โครงการพัฒนาการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืนของ โออาร์ ซึ่งหมายความว่าเกษตรกรคนนั้นจะขายกาแฟได้ในราคาที่เป็นธรรม มีรายได้ที่คาดเดาได้ และมีเหตุผลให้อยู่กับบ้าน พัฒนาชุมชน แทนที่จะเข้าเมือง บาริสต้าที่ยื่นถ้วยให้อาจเป็นหนึ่งในพนักงานของ Café Amazon for Chance กว่า 500 สาขาทั่วประเทศ ที่เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่ตลาดแรงงานทั่วไปมองผ่าน ทั้งผู้พิการ ผู้สูงอายุ ทหารผ่านศึกและครอบครัว รวมไปถึงเยาวชนที่ขาดโอกาส ขนมถุงเล็กที่เขาหยิบขึ้นมาโดยไม่ได้คิดอะไร คือสินค้าจาก โครงการไทยเด็ด ที่เปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการชุมชนกว่า 500 ราย ได้วางสินค้ากว่า 1,300 รายการใน PTT Station และ Café Amazon กว่า 4,600 สาขา และเงินที่จ่ายไปก็วนกลับสู่ชุมชนต้นทางโดยตรง

 

ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี 1

 

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น โออาร์ เรียกรวมกันว่า “ชุมชนดี” หนึ่งในสามมิติหลักของแนวคิด “โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี” ที่ตั้งเป้ายกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้กับผู้คนใน 17,000 ชุมชน หรือมากกว่า 12 ล้านชีวิตทั่วประเทศไทยภายในปี 2573 โดยมุ่งสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือชั่วคราว แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ชุมชนยืนได้ด้วยตัวเอง

 

ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี 2

 

แต่ชุมชนจะแข็งแรงได้จริง ก็ต่อเมื่อโลกรอบข้างไม่เสื่อมลงทุกวัน และคนในชุมชนนั้นมีโอกาสเติบโตได้พร้อมกัน นั่นคือเหตุผลที่ “โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี” ไม่ได้หยุดแค่ชุมชนดี แต่ยังครอบคลุมมิติ “สิ่งแวดล้อมดี” และ “เติบโตดี” ในแบบที่เชื่อมโยงกัน ไม่ใช่สามเรื่องแยกกัน

 

ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี 3

 

เมื่อสิ่งแวดล้อมดี ชุมชนก็อยู่ได้นานขึ้น

 

เพื่อนร่วมงานของเขาที่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้รถ EV สามารถขับรถกลับบ้านโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมดกลางทาง เพราะ โออาร์ ติดตั้ง EV Station PluZ กระจายอยู่ครบทั้ง 77 จังหวัด กว่า 1,350 แห่ง เหนือหลังคาบ้านเขามีเครื่องบินบินผ่านบนท้องฟ้าตลอดวัน บางเที่ยวบินนั้นบินด้วย SAF น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนที่ โออาร์ จำหน่ายให้สายการบินพาณิชย์หลายแห่ง ผู้โดยสารถึงที่หมายโดยไม่รู้ตัวว่าเครื่องบินปล่อยคาร์บอนออกไปน้อยลงกว่าปกติ เช่นเดียวกับที่เขาไม่รู้ว่าใต้ถนนสายสระบุรี–ขอนแก่นที่ขับผ่านตลอดวัน มีท่อส่งน้ำมัน TPN (Thai Pipeline Network) ช่วยลำเลียงเชื้อเพลิงแทนรถบรรทุกอีกนับร้อยคัน ถนนเลยไม่ต้องอัดแน่นด้วยรถขนาดใหญ่ และในอากาศก็มีฝุ่นมลพิษเจือปนลดลง โออาร์ วางเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากกว่า 1ใน 3 เทียบกับปี 2565 ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593

 

ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี 4

ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี 5

 

เมื่อคนเติบโตได้ ชุมชนก็เติบโตไปด้วย

 

การที่ผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ ได้เข้ามาใน OR Ecosystem ที่มีลูกค้าผ่านเข้าออกกว่า 4 ล้านคนต่อวัน สิ่งที่ผู้ประกอบการต่าง ๆ ได้ไม่ใช่แค่ชั้นวาง แต่คือการเข้าถึงตลาดระดับประเทศโดยไม่ต้องแบกต้นทุนสร้างแบรนด์ด้วยตัวเอง และอีกคนในครอบครัวที่ทั้งชีวิตไม่เคยมีบัญชีธนาคาร กำลังเข้าถึงสินเชื่อในระบบเป็นครั้งแรกผ่าน CLICX Virtual Bank ที่ใช้เครือข่าย PTT Station และ Café Amazon เป็นตัวเชื่อมระหว่างโลก Physical กับ Digital โดย โออาร์ ตั้งเป้าสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กระจายถึงคู่ค้า ผู้ประกอบการ ชุมชน และพนักงาน รวมกว่า 1 ล้านราย ภายในปี 2573 เพราะ “เติบโตดี” ไม่ได้วัดจากตัวเลขของบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากจำนวนคนที่ก้าวไปข้างหน้าได้พร้อมกัน

 

ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี 6

 

ชายคนนั้นกลับถึงบ้าน วางกุญแจ และไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับวันนี้เป็นพิเศษ เช่นเดียวกับคนรอบตัวเขาจำนวนมากที่กำลังใช้ชีวิตในแบบตัวเอง คนที่แวะชาร์จรถระหว่างทางกลับบ้าน คนที่รอดูว่าขนมที่ทำจะมีคนซื้อไหม คนที่เพิ่งได้รับการอนุมัติสินเชื่อเป็นครั้งแรกในชีวิต และเกษตรกรบนดอยที่ดูแลต้นกาแฟของตัวเองทุกวัน ทุกคนต่างใช้ชีวิตไปตามปกติ โดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังส่งต่อคุณค่าให้คนอีกมากมาย และนั่นคือสิ่งที่ โออาร์ ออกแบบมาภายใต้แนวคิด “โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี” ความยั่งยืนที่เกิดขึ้นเองผ่านการใช้ชีวิตธรรมดาในทุกวัน

The post “โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี” เปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นการสร้างโอกาสให้คนมากมายโดยไม่รู้ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
บางจากฯ นำร่อง ‘Fry to Fly – 2 ลิตรแลก 1 ลิตร’ น้ำมันครัวแลกน้ำมันรถ เติมได้ทันทีที่ปั๊มบางจากที่ร่วมรายการ https://thestandard.co/bangchak-fry-fly-oil-exchange/ Sun, 05 Apr 2026 10:11:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1195009 ภาพโปสเตอร์โครงการ 'Fry to Fly' ของบางจากฯ น้ำมันครัว 2 ลิตร แลกน้ำมันรถ 1 ลิตร เริ่ม 6 เม.ย. ที่ปั๊มบางจาก

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดทำโครงการนำ […]

The post บางจากฯ นำร่อง ‘Fry to Fly – 2 ลิตรแลก 1 ลิตร’ น้ำมันครัวแลกน้ำมันรถ เติมได้ทันทีที่ปั๊มบางจากที่ร่วมรายการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปสเตอร์โครงการ 'Fry to Fly' ของบางจากฯ น้ำมันครัว 2 ลิตร แลกน้ำมันรถ 1 ลิตร เริ่ม 6 เม.ย. ที่ปั๊มบางจาก

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดทำโครงการนำร่อง ‘Fry to Fly – 2 ลิตร แลก 1 ลิตร’ ภายใต้แนวคิด ‘น้ำมันครัวแลกน้ำมันรถ’ เชิญชวนประชาชนนำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วจำนวน 2 ลิตร แลกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์จำนวน 1 ลิตร โดยสามารถเติมได้ทันที ณ สถานีบริการน้ำมันบางจากที่ร่วมโครงการในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 6-30 เมษายนนี้

 

โครงการนี้มุ่งแบ่งเบาภาระผู้บริโภค โดยต่อยอดจากโครงการ Fry to Fly ที่รวบรวมน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วไปผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ให้เกิดประโยชน์ได้ใกล้ตัวมากขึ้น ด้วยการนำน้ำมันใช้แล้วจากครัวเรือนจำนวน 2 ลิตร มาแลกเติมน้ำมันดีเซล หรือแก๊สโซฮอล์ (เฉพาะเกรดธรรมดา ไม่รวมพรีเมียม) จำนวน 1 ลิตรได้ทันที ทั้งนี้ อยู่ภายใต้เงื่อนไขน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วไม่เกิน 20 ลิตรต่อ 1 ท่าน โดยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว 1 กิโลกรัม เทียบเท่า 1 ลิตร เพื่อความสะดวกในการอ้างอิง

 

โครงการนำร่องดังกล่าวเป็นหนึ่งในมาตรการของบางจากฯ เพื่อดูแลผู้บริโภคในช่วงวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง สำหรับสถานีบริการน้ำมันบางจาก ที่เข้าร่วมโครงการ มีจำนวน 15 สาขาดังนี้

 

  • กรุงเทพมหานคร สาขาเอกมัย สุขุมวิท 99 วิภาวดีรังสิต ENCO เจริญกรุงตัดใหม่ ศรีนครินทร์ สมิติเวช กาญจนาภิเษก (บางบอน) จรัญสนิทวงศ์ สุขาภิบาล 1 (2) เลียบวารี
  • จังหวัดสมุทรปราการ สาขาศรีนครินทร์ 1 เทพารักษ์ กม. 9
  • จังหวัดนนทบุรี นนทบุรี กาญจนาภิเษก 41 แจ้งวัฒนะ
  • จังหวัดปทุมธานี สาขาพหลโยธิน 38

 

โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อสถานีบริการที่ร่วมโครงการได้ที่ https://www.bangchak.co.th/th/newsroom/bangchak-news/1880/

The post บางจากฯ นำร่อง ‘Fry to Fly – 2 ลิตรแลก 1 ลิตร’ น้ำมันครัวแลกน้ำมันรถ เติมได้ทันทีที่ปั๊มบางจากที่ร่วมรายการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัดเกล้าชูยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย สร้างความมั่นคงระยะยาว https://thestandard.co/ratthaklao-energy-security-strategy/ Wed, 25 Mar 2026 12:10:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1191335 รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส. พรรคประชาธิปัตย์ เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย ในที่ประชุมสภาฯ

วันนี้ (25 มีนาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 […]

The post รัดเกล้าชูยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย สร้างความมั่นคงระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส. พรรคประชาธิปัตย์ เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย ในที่ประชุมสภาฯ

วันนี้ (25 มีนาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 วาระพิจารณาญัตติด่วนเรื่องการแก้ไขวิกฤตพลังงาน รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุว่า ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพโดยรวม

 

รัดเกล้าชี้ให้เห็น 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อวิกฤตราคาน้ำมัน ได้แก่ การขาด ‘กันชน’ หรือกลไกรองรับความผันผวนของราคา และ การพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้ทั้งหมด

 

พร้อมกันนี้ ได้กล่าวถึงนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการส่งเสริมไบโอดีเซล (B7, B10, B20) ว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่ยังไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาครั้งนี้ โดยมองว่าปาล์มน้ำมันควรถูกใช้เป็น ‘กลไกรับแรงกระแทก’ (Strategic Buffer) มากกว่าจะเป็นคำตอบระยะยาวของระบบพลังงาน

 

รัดเกล้าเน้นย้ำว่า ประเทศไทยต้องหันมาสร้างภูมิคุ้มกันด้านพลังงานตามหลักปรัชญ เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และได้เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย ได้แก่

 

1. ยกระดับสู่ HVO (Hydrotreated Vegetable Oil) พัฒนาเทคโนโลยีไบโอดีเซลขั้นสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าปาล์มน้ำมัน และรองรับเครื่องยนต์สมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

2. สร้างตลาดรองรับไบโอดีเซล ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์และเครื่องจักรในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ให้สามารถใช้ไบโอดีเซลได้อย่างแพร่หลาย

 

3. กระจายงบสู่พลังงานหมุนเวียน (2W 2S)

 

สนับสนุนพลังงานจากขยะ (Waste), ลม (Wind), แสงอาทิตย์ (Solar) และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ

 

4. บูรณาการภาคเกษตรและพลังงาน

 

วางแผนการผลิตพืชพลังงาน (Zoning) และโครงสร้างโรงงานให้สอดคล้องกัน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ สร้างสมดุลระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค และ มีการประกันราคาขั้นต่ำที่ยุติธรรมให้เกษตรกร

 

“การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงาน เปรียบเสมือนกำแพงเมืองที่จะปกป้องชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ไม่ให้ต้องผันผวนไปตามความขัดแย้งของโลก” รัดเกล้ากล่าว

The post รัดเกล้าชูยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย สร้างความมั่นคงระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะกลยุทธ์เหนือฟ้าของ ‘โออาร์’ ในฐานะ ‘พลังงานบนฟ้า’ กับธุรกิจน้ำมันอากาศยานผู้บุกเบิกเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน SAF [Advertorial] https://thestandard.co/or-aviation-saf-strategy/ Thu, 18 Dec 2025 07:00:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1154703

ชื่อของ โออาร์ หรือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำก […]

The post เจาะกลยุทธ์เหนือฟ้าของ ‘โออาร์’ ในฐานะ ‘พลังงานบนฟ้า’ กับธุรกิจน้ำมันอากาศยานผู้บุกเบิกเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน SAF [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ชื่อของ โออาร์ หรือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้นำธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) ทั้งในและต่างประเทศ ผ่านสถานีบริการ PTT Station สถานีชาร์จไฟฟ้า EV Station PluZ ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น PTT Lubricants ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ก๊าซหุงต้ม ปตท. รวมไปถึงร้านกาแฟอย่าง Café Amazon

 

แต่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า โออาร์ มีอีกหลายธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนประเทศ หนึ่งในนั้นก็คือ ‘ธุรกิจน้ำมันอากาศยาน’ และ โออาร์ ยังเป็นผู้บุกเบิกน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ในประเทศเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) 

 

 

โออาร์ จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 ภายใต้การควบคุมดูแลรักษาคุณภาพตามมาตรฐาน Joint Inspection Group (JIG) ซึ่งเป็นมาตรฐานเกี่ยวกับการปฎิบัติการรับเก็บ จ่ายเชื้อเพลิงอากาศยาน ที่ได้รับการยอมรับและปฏิบัติการทั่วโลก ด้วยคุณภาพของผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงอากาศยานได้รับการยอมรับจากสายการบินพาณิชย์ชั้นนำทั่วโลก

 

ที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานของ โออาร์ มีหลายประเภท อาทิ Jet A-1, JP-8, JP-5 และ AVGAS 100LL แต่ด้วยปัญหาภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กำลังทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวโยงโดยตรงกับอุตสาหกรรมการบิน โดยเฉพาะไอเสียของเครื่องบิน (Aircraft Engine Emissions) ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกมา ส่งผลกระทบต่อ Climate Change โดยตรง ทำให้บริษัทพลังงานเริ่มหันมาวิจัยและพัฒนา SAF เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับยุคใหม่ของการบินด้วยเชื้อเพลิงยั่งยืน ตอบสนองความต้องการของการสายการบินที่ตั้งเป้าสู่ Net Zero ภายในปี 2050 เนื่องจาก SAF มีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 80% ซึ่ง ‘โออาร์’ คือหนึ่งในนั้น

 

 

โออาร์ มีพันธมิตรที่เข้มแข็งภายใต้กลุ่ม ปตท. ในกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน จำนวน 3 บริษัท คือ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) และ บริษัท ไออาร์พีซี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (IRPC)

 

คิดเป็น 65% ของศักยภาพการผลิตในประเทศ จึงสามารถผลิต จัดหาน้ำมันอากาศยานด้วยต้นทุนการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ และมีประสิทธิภาพในด้านความปลอดภัย

 

และเนื่องด้วย ‘น้ำมันอากาศยาน’ เป็นทั้ง ‘ต้นทุนหลัก’ และ ’ความปลอดภัยสูงสุด’ ของธุรกิจการบิน โออาร์ จึงให้ความสำคัญสูงสุดกับคุณภาพ ความปลอดภัย และการให้บริการที่เป็นเลิศ ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการ เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณเที่ยวบินและความต้องการของสายการบินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

โดยมี ‘JIG Inspector’ ทำหน้าที่ตรวจสอบมาตรฐานการดำเนินงานน้ำมันอากาศยาน ผ่านกระบวนการตรวจสอบและเทคโนโลยีที่เป็นมาตรฐานระดับโลก ตามกรอบการทำงานและขั้นตอนที่ชัดเจน ที่ถูกกำหนดโดย ‘JIG Standard’ ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากลที่ควบคุมกระบวนการดำเนินงานทั้งหมดเริ่มตั้งแต่กระบวนการกลั่นน้ำมันจนกระทั่งปลายทางการเติมน้ำมันเข้าเครื่องบิน ในทุกขั้นตอนจะต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งด้านคุณภาพของน้ำมัน ด้านการออกแบบทางวิศวกรรม และด้านการปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัย

 

JIG Inspector หรือบุคลากรที่ผ่านการทดสอบ และได้รับการรับรองจาก JIG มีหน้าที่ในการตรวจสอบน้ำมันอากาศยาน ตั้งแต่เริ่มตรวจจนกระทั่งประชุมปิดและชี้แจงผลการตรวจฯ ตามขั้นตอนที่กำหนดเพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานทั้งด้านคุณภาพและความปลอดภัย ทั้งนี้ ในอาเซียนมี JIG Inspector เพียง 7 คน มี 2 คน เป็นพนักงานโออาร์  

 

จนถึงปัจจุบัน โออาร์ ยังคงสถานะเป็นสมาชิกของ Joint Inspection Group (JIG) โดยทุกปีจะเข้าร่วม Technical Forum เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับบริษัทชั้นนำอื่นๆ เพื่อนำความรู้มาปรับใช้ในการให้บริการ รวมไปถึงการพัฒนาองค์ความรู้ของ บุคลากร โออาร์ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อเสริมแกร่งความเชื่อมั่นในการดูแลน้ำมันอากาศยานของ โออาร์

 

ก้าวสู่น่านฟ้าใหม่ในฐานะผู้บุกเบิกเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF)

 

เครื่องมือสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนกลยุทธ์ในการสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมการบินในอนาคตของ โออาร์ คือ น้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF)

 

เพราะ โออาร์ ให้ความสำคัญกับระบบการผลิต ควบคุมคุณภาพ และการส่งมอบตามมาตรฐานต่างๆ รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อรองรับความต้องการของสายการบินทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ผ่านการพัฒนาน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณเที่ยวบินและความต้องการของสายการบินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

 

SAF ผลิตจากวัตถุดิบชีวมวล ทั้งน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว และของเสียจากอุตสาหกรรม ที่นำมาผ่านการกระบวนการ เพื่อนำมาผสมกับ JET A1 ถือเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันอากาศยานชนิดใหม่ที่จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 80% ตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์เมื่อเทียบกับน้ำมันอากาศยานแบบเดิม ซึ่งยังคงมีการควบคุมตามมาตรสากลอย่างเข้มข้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุด

 

ในอนาคต SAF จะกลายเป็น ‘เชื้อเพลิงหลัก’ ของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก จะเห็นว่าปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกเริ่มมีนโยบายบังคับใช้ SAF และส่งเสริมการใช้ SAF เพิ่มมากขึ้น สำหรับการใช้งาน SAF ในอุตสาหกรรมการบินในประเทศ ได้มีความร่วมมือจากหลายภาคส่วนตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ไปจนถึงสายการบินตลอดทั้ง Supply Chain รวมทั้งภาครัฐที่เข้ามามีส่วนกำหนดทิศทางและนโยบาย เพื่อให้อุตสาหกรรมการบินไทยสอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมการบินโลก ปัจจุบัน โออาร์ จำหน่าย SAF ให้กับหลายสายการบินและคาดว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ความท้าทายหลักในการผลักดัน SAF อยู่ที่ ‘ต้นทุนการผลิต’ ที่สูงกว่าน้ำมันแบบดั้งเดิม และ ‘ปริมาณวัตถุดิบ’ ที่ยังมีจำกัด ไปจนถึงระบบขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนเพื่อรองรับการใช้ SAF ในอนาคต

 

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โออาร์ ต่อยอดธุรกิจการให้บริการน้ำมัน SAF อย่างต่อเนื่อง มีโครงการศึกษาในทุกกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการศึกษาการลงทุนเพื่อผลิต อีกทั้งการทดลองให้บริการเติมน้ำมัน SAF เข้าเครื่องบิน ซึ่งทุกโครงการก้าวหน้าสำเร็จอย่างต่อเนื่อง และสามารถปฏิบัติงานตามข้อกำหนดในมาตรฐานสากล

 

 

กลยุทธ์การขยายตัวสู่ ‘เครือข่ายพันธมิตรระดับโลก’

 

ด้วยคุณภาพของผลิตภัณฑ์และประสบการณ์การให้บริการน้ำมันอากาศยานมาอย่างยาวนาน ทำให้ปัจจุบัน โออาร์ มีลูกค้าทั้งสายการบินในประเทศและต่างประเทศ

 

กลยุทธ์หลักสำหรับสายการบินในไทย มุ่งสร้างความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องของอุปทาน ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ครบวงจรตั้งแต่ระบบรับเก็บ และจ่าย โดยให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานที่สนามบิน พร้อมกับการตรวจสอบคุณภาพในทุกขั้นตอน

 

 

การมีเครือข่ายการจัดส่งที่ครอบคลุมทุกสนามบินในประเทศเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญ เพราะทำให้สามารถขายความสะดวกและความครอบคลุมได้มากกว่าคู่แข่งในประเทศ รวมถึงการพัฒนาทางด้านบุคลากรอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษามาตรฐานการให้บริการอย่างมืออาชีพแก่ลูกค้าสายการบิน

 

ในขณะที่สายการบินต่างประเทศ ลูกค้าหลักจะเป็นสายการบินประจำชาติและสายการบินระหว่างประเทศ โออาร์ มุ่งสร้างเครือข่ายพันธมิตร (Global Partnership Network) ผ่านความร่วมมือกับบริษัทน้ำมันแห่งชาติหรือผู้ให้บริการรายใหญ่ในแต่ละประเทศในรูปแบบ Reciprocal Partnership หรือการแลกเปลี่ยนโอกาสทางธุรกิจ เช่น ดูแลการจัดหาน้ำมันในประเทศไทยให้กับพาร์ทเนอร์ ขณะเดียวกันเขาก็จะดูแลจัดหาน้ำมันให้กับลูกค้าของเราเมื่อเดินทางไปยังประเทศนั้นๆ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเองในทุกประเทศ

 

การตลาดแบบครบวงจร ผ่านเครือข่ายพันธมิตรที่ครอบคลุมในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้ โออาร์ เป็น “ผู้ให้บริการเชื้อเพลิงแก่สายการบินได้อย่างครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

 

 

วิสัยทัศน์สู่อนาคต ‘Aviation Hub’ และความยั่งยืนของน่านฟ้าโลก

 

ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าธุรกิจน้ำมันอากาศยานของไทยจะเปลี่ยนแปลงไปในสองมิติ

 

มิติแรกด้านความต้องการ จากการฟื้นตัวของการเดินทางทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และจากการที่ไทยเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคอาเซียน ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันอากาศยานยังเติบโตควบคู่กับการขยายตัวของสายการบิน

 

มิติต่อมาคือ ด้านพลังงานสะอาด SAF จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในตลาดไทย ตามการเดินทางของโลกที่มุ่งสู่การลดการปล่อยคาร์บอน

 

 

เพราะ โออาร์ ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้จัดหาน้ำมันอากาศยาน แต่ในฐานะ ‘พลังงานบนฟ้า’ บทบาทสำคัญคือ การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับสายการบินต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านการจำหน่ายและให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพ และปลอดภัยตามมาตรฐานสากล และเพียงพอตามการขยายตัวของการท่องเที่ยวและปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

 

ด้วยมาตรฐานของน้ำมันอากาศยานระดับสากลที่ โออาร์ ยึดมั่น จะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ว่าการดำเนินการต่อยอดทางธุรกิจทั้งในด้านน้ำมัน SAF หรือผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนอื่นๆ จะเป็นไปด้วยความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการบินในอนาคต ทั้งในประเทศไทยและการบินทั่วโลก

 

โออาร์ จะเดินหน้าพัฒนาคุณภาพการบริการ มาตรฐานความปลอดภัย และเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงร่วมมือกับพันธมิตรในกลุ่ม ปตท. และต่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของไทยให้ก้าวขึ้นเป็น Aviation Hub ของภูมิภาคอย่างแท้จริง

The post เจาะกลยุทธ์เหนือฟ้าของ ‘โออาร์’ ในฐานะ ‘พลังงานบนฟ้า’ กับธุรกิจน้ำมันอากาศยานผู้บุกเบิกเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน SAF [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>