Saddam Hussein – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 06 Jan 2026 07:46:28 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร? https://thestandard.co/trump-maduro-arrest-illegal/ Tue, 06 Jan 2026 07:46:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1161896 The provided headline already follows the Khaosod/Thairath spacing rule (adding a space before proper nouns that follow a verb). The sequence บุกจับ ‘มาดูโร’ demonstrates this, as there is a space between the verb phrase บุกจับ and the proper noun ‘มาดูโร’. Other parts of the headline also follow typical generous spacing for readability in this style. Therefore, no changes are needed. **Original Headline (already correctly formatted):** ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร?

ตกตะลึงไปทั่วโลกกับปฏิบัติการสุดระทึกของสหรัฐฯ ภายใต้บั […]

The post ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
The provided headline already follows the Khaosod/Thairath spacing rule (adding a space before proper nouns that follow a verb). The sequence บุกจับ ‘มาดูโร’ demonstrates this, as there is a space between the verb phrase บุกจับ and the proper noun ‘มาดูโร’. Other parts of the headline also follow typical generous spacing for readability in this style. Therefore, no changes are needed. **Original Headline (already correctly formatted):** ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร?

ตกตะลึงไปทั่วโลกกับปฏิบัติการสุดระทึกของสหรัฐฯ ภายใต้บัญชาการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ส่งหน่วยรบพิเศษบุกจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา พร้อมภริยา จากบ้านพักในกรุงคารากัส มายังสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 มกราคม และดำเนินคดีใน 4 ข้อหาร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและการก่อการร้าย

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากหลายฝ่าย ทำไมสหรัฐฯ จึงสามารถรุกล้ำอธิปไตยและบุกจับกุมตัวผู้นำของประเทศอื่นได้ แม้ว่าผู้นำประเทศนั้นจะมีความเผด็จการหรือก่ออาชญากรรมร้ายแรง และในแง่มุมกฎหมายระหว่างประเทศ การกระทำนี้ถูกหรือผิดอย่างไร

 

ผิด 100%

 

  • ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ THE STANDARD โดยยืนยันแบบตรงไปตรงมาว่า การกระทำของทรัมป์ในกรณีนี้ ‘ผิด 100%’ ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการใช้กำลังทหารเข้าไปในรัฐอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) อย่างชัดเจน

 

  • เขาชี้ว่า การที่รัฐบาลสหรัฐฯ อ้างสิทธิการป้องกันตนเอง (Self Defense) จากภัยคุกคามเรื่องยาเสพติดที่จะทะลักเข้าสู่สหรัฐฯ นั้นฟังไม่ขึ้น เพราะข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ตามกฎบัตร UN ข้อที่ 51 รัฐจะใช้กำลังป้องกันตนเองได้ก็ต่อเมื่อ ‘ถูกโจมตีด้วยอาวุธ (An armed attack occurs)’ เท่านั้น

 

  • โดยการลักลอบขนยาเสพติด แม้เป็นภัยคุกคาม แต่ไม่ใช่การโจมตีด้วยอาวุธ ดังนั้นข้ออ้างนี้จึงไม่อาจนำมาใช้สนับสนุนการใช้กำลังทหารเหนืออธิปไตยของประเทศอื่น

 

  • ขณะที่สหรัฐฯ อ้างว่า มาดูโรมีหมายจับ จึงต้องส่งกำลังเข้าไปจับกุมเพื่อบังคับใช้กฎหมาย แต่การส่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ (เช่น FBI หรือ CIA) เข้าไปจับผู้ร้ายในดินแดนของรัฐอื่น ทำไม่ได้หากเจ้าของดินแดนไม่ยินยอม เปรียบเทียบง่ายๆ คือตำรวจไทยไม่สามารถบุกไปจับผู้ร้ายที่หนีไปต่างประเทศได้เอง แม้จะมีหมายจับ หากประเทศปลายทางไม่อนุญาต

 

  • การเข้าไปจับกุมโดยพลการ ถือเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยของตนเองเหนือดินแดนรัฐอื่น ซึ่งผิดกฎหมายระหว่างประเทศอีกชั้นหนึ่ง แยกต่างหากจากเรื่องการใช้กำลังทหาร

 

  • นอกจากนี้ การที่ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ จะควบคุมการบริหารประเทศของเวเนซุเอลา หรือแม้แต่ควบคุมหรือตัดสินใจเรื่องการเปลี่ยนตัวผู้นำเวเนซุเอลานั้น ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่าเป็นการกระทำผิดอีกชั้นในเรื่องหลักการห้ามแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น

 

เทียบกรณี ซัดดัม ฮุสเซน (2003)

 

  • เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้นำเวเนฯ ไม่ใช่กรณีแรกที่สหรัฐฯ บุกไปโค่นล้มและจับกุมผู้นำต่างชาติ

 

  • กรณีหนึ่งที่เคยกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก คือการที่กองกำลังผสม สหรัฐฯ อังกฤษ ออสเตรเลีย และโปแลนด์ บุกอิรัก และโค่นอำนาจรัฐบาลเผด็จการของ ซัดดัม ฮุสเซน ประธานาธิบดีอิรักในปี 2003

 

  • โดย จอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ขณะนั้น ใช้ข้ออ้างเรื่องการสะสมอาวุธทำลายล้างสูง (WMD) และให้ที่พักพิงแก่กลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ ซึ่งอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ 9/11 ในการเปิดปฏิบัติการจนทำให้รัฐบาลซัดดัม ล่มสลายภายในไม่กี่สัปดาห์ ก่อนที่ซัดดัมจะถูกจับกุมในเดือนธันวาคม 2003 และถูกดำเนินคดีในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากกรณีสังหารชาวชีอะฮ์ที่เมืองดูจาอิล และถูกลงโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในปี 2006 แม้ว่าข้ออ้างเรื่องสะสมอาวุธทำลายล้างสูงนั้นไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนใดๆ

 

  • ดร.ภัทรพงษ์ อธิบายว่า ในกรณีของซัดดัมนั้น มีความแตกต่างจากกรณีของมาดูโร โดยบุชอ้างเรื่อง ‘การป้องกันตนเอง (Self Defense)’ แต่ตีความว่าในกรณีที่เป็นอาวุธทำลายล้างสูง ไม่จำเป็นต้องรอให้สหรัฐฯ ถูกโจมตีก่อนจึงค่อยใช้กำลังตอบโต้กลับเพื่อป้องกันตนเอง แต่สามารถโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง ก่อนได้หากได้รับข่าวกรองที่มีหลักฐานว่า อิรักกำลังจะใช้อาวุธเพื่อโจมตีสหรัฐฯ โดยเรียกว่าเป็นหลักการ Preventive Self Defense

 

  • อย่างไรก็ตาม หลักการดังกล่าวถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่าย เนื่องจากมีสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียวที่ใช้หลักการนี้ และในการโจมตีเมื่อได้รับข่าวกรอง นั้นไกลเกินไปจากการป้องกันตนเอง และไกลจากตัวบทของกฎบัตร UN ข้อที่ 51 เรื่องการที่รัฐจะใช้กำลังป้องกันตนเองได้ก็ต่อเมื่อ ถูกโจมตีด้วยอาวุธแล้วเท่านั้น

 

  • กรณีของมาดูโรนั้น ทรัมป์ไม่มีคำอธิบายทางกฎหมายที่ซับซ้อน โดยใช้แค่คำว่า Self Defense และไม่พยายามอธิบายว่าเกี่ยวข้องกับกฎบัตร UN ข้อที่ 51 อย่างไร ซึ่งการที่ไม่ได้รับความยินยอมของเจ้าของดินแดน ทำให้ปฏิบัติการครั้งนี้ ไร้คำอธิบายทางข้อกฎหมาย

 

เทียบกรณี สหรัฐฯ บุกจับผู้นำเผด็จการปานามา (1989)

 

  • อีกกรณีคือ นายพล มานูเอล โนริเอกา (Manuel Noriega) ผู้นำเผด็จการแห่งปานามาที่ถูกสหรัฐฯ ส่งกองทัพบุกจับกุมตัวไปดำเนินคดีในข้อหาค้ายาเสพติด โดยใช้ข้ออ้างที่คล้ายกันคือเรื่อง Self Defense

 

  • เหตุการณ์จับกุมนายพลโนริเอกา เกิดขึ้นช่วงปลายเดือนธันวาคมปี 1989 หลังจากที่รัฐบาลเมืองไมอามีและแทมปา ในรัฐฟลอริดา ฟ้องร้องเขาในข้อหาลักลอบค้ายาเสพติดและฟอกเงิน ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองในปานามาที่ปั่นป่วนจากคดีฆาตกรรมนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล และการที่เขายกเลิกผลการเลือกตั้งในประเทศ

 

  • โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีจอร์จ บุช ผู้พ่อ ตัดสินใจส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจาให้เขาลาออกแต่ประสบความ ‘ล้มเหลว’

 

  • ขณะที่รัฐสภาปานามาที่พรรค PRD ของนายพลโนริเอกาครองเสียงข้างมากได้ประกาศ ‘สถานะสงคราม’ ระหว่างสหรัฐฯ และปานามา และยังประกาศให้โนริเอกาเป็น ‘ซีอีโอ’ ของรัฐบาล ประกอบกับเกิดเหตุการณ์กองกำลังทหารของโนริเอกาคุกคามทหารและพลเรือนอเมริกัน จึงเป็นเหตุให้เกิดปฏิบัติการบุกจับ

 

  • ดร.ภัทรพงษ์ เทียบเคียงกับกรณีมาดูโร โดยชี้ว่ารายงานของประธานาธิบดีจอร์จ บุช ที่ยื่นต่อสภาคองเกรสตามกฎหมาย War Powers Resolution 4kpหลังปฏิบัติการจับตัวนายพลโนริเอกา ยังต้องมีการหาคำอธิบายทางกฎหมายที่ดี เพื่ออธิบายกับ สส. ประชาชน และประชาคมโลกให้เข้าใจ และชี้แจงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะรัฐสภาปานามาประกาศสงครามกับสหรัฐฯ ก่อน และเริ่มมีการใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่อเมริกัน

 

  • ขณะที่บุช ชี้แจงว่าผู้นำปานามาคนใหม่ที่เข้าดำรงตำแหน่งหลังจากที่สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการทางทหารแล้ว ยังได้ให้ความยินยอมและตอบรับความช่วยเหลือของกองทัพสหรัฐฯ ในการโค่นล้มระบอบเผด็จการของนายพลโนริเอกาด้วย

 

  • ซึ่งแม้หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย แต่คำอธิบายเหล่านี้ยังมองได้ว่าเป็นคำอธิบายทางกฎหมายที่มีน้ำหนักกว่าหนังสือชี้แจงของทรัมป์

The post ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘มาดูโร’ ใช่ผู้นำคนแรกที่ถูกสหรัฐฯ แทรกแซง-โค่นอำนาจหรือไม่ มีใครอีก https://thestandard.co/maduro-us-intervention-history/ Mon, 05 Jan 2026 11:04:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1161626 มาดูโร ใช่ผู้นำคนแรกที่ถูก สหรัฐฯ แทรกแซง-โค่นอำนาจหรือไม่ มีใครอีก

-การจับกุมตัว นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา โดย […]

The post ‘มาดูโร’ ใช่ผู้นำคนแรกที่ถูกสหรัฐฯ แทรกแซง-โค่นอำนาจหรือไม่ มีใครอีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาดูโร ใช่ผู้นำคนแรกที่ถูก สหรัฐฯ แทรกแซง-โค่นอำนาจหรือไม่ มีใครอีก

-การจับกุมตัว นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา โดยสหรัฐอเมริกาที่เต็มไปด้วยความคลุมเครือในขณะนี้ กำลังเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้นักวิเคราะห์ทั่วโลกต้องย้อนกลับไปมองบทเรียนจากอดีต หลายคนตั้งคำถามว่านี่คือ ‘การฉายซ้ำ’ ภาพของ ซัดดัม ฮุสเซน หรือ มูอัมมาร์ กัดดาฟี หรือไม่? รวมถึงคำกล่าวอ้างเรื่องยาเสพติดที่สหรัฐฯ เคยใช้อ้างในกรณีของผู้นำเผด็จการทหารปานามา เมื่อปี 1989 และอดีตประธานาธิบดีฮอนดูรัส เมื่อปี 2022

 

-บรรดาผู้นำประเทศเหล่านี้ มีจุดเหมือนและจุดต่างกันอย่างไร โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องรูปแบบการแทรกแซงและยึดอำนาจ รวมถึงข้ออ้างหลักของสหรัฐฯ

 

-ประธานาธิบดีมาดูโรของเวเนซุเอลา ‘ไม่ใช่’ ผู้นำประเทศคนแรกที่ถูกสหรัฐอเมริกาเข้าแทรกแซง และนำไปสู่การถูกโค่นลงจากอำนาจนำทางการเมือง ยังมีผู้นำประเทศคนไหนอีกบ้าง ที่เผชิญชะตากรรมนี้

 

มาดูโร ใช่ผู้นำคนแรกที่ถูก สหรัฐฯ แทรกแซง-โค่นอำนาจหรือไม่ มีใครอีก 2

 

1.มานูเอล โนริเอกา (Manuel Noriega)

 

ตำแหน่ง: ผู้นำเผด็จการทหารปานามา

 

รูปแบบการแทรกแซง/ยึดอำนาจ: ปฏิบัติการทางทหาร ‘Just Cause’ ปี 1989

 

ข้ออ้างหลักของสหรัฐฯ: การค้ายาเสพติดและความปลอดภัยของช่องแคบปานามา

 

-โนริเอกาปกครองประเทศโดยพฤตินัยผ่านประธานาธิบดีหุ่นเชิด ในช่วงปี 1983-1989

 

-ระบอบเผด็จการของเขา เต็มไปด้วยการกดขี่สื่อ การขยายอำนาจกองทัพ และการกำจัดศัตรูทางการเมือง โดยใช้ ชาตินิยมทางทหาร เป็นเครื่องมือหลักในการรักษาฐานอำนาจ

 

-โนริเอกาเคยเป็นหนึ่งใน แหล่งข่าวกรองที่มีค่าที่สุดของ CIA โดยทำหน้าที่เป็น ‘ตัวกลาง’ ส่งผ่านอาวุธยุทโธปกรณ์และเงินทุนจากสหรัฐฯ ไปยังกลุ่มกองกำลังต่างๆ ในลาตินอเมริกาที่สหรัฐฯ หนุนหลัง

 

-ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ขาดสะบั้นลงในช่วงปลายทศวรรษ 1980 หลังเกิดคดีฆาตกรรมนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามและการบังคับให้ประธานาธิบดีลาออก ก่อนที่จะมีการเปิดโปงว่าเขาพัวพันกับการค้ายาเสพติดอย่างหนัก จนถูกศาลสหรัฐฯ ฟ้องร้องในปี 1988

 

-หลังการเจรจาให้เขาลาออก ‘ล้มเหลว’ และโนริเอกาสั่งยกเลิกผลการเลือกตั้งปี 1989 ทำให้สหรัฐฯ จึงตัดสินใจบุกปานามา (Invasion of Panama) เพื่อจับกุมตัวเขามาดำเนินคดีที่สหรัฐฯ เขาถูกตัดสินจำคุก 40 ปี (รับโทษจริง 17 ปี) ก่อนจะถูกส่งตัวไปรับโทษต่อที่ฝรั่งเศสและปานามา

 

-นักวิเคราะห์มองว่า กรณีของโนริเอกาเกิดในช่วงปลายสงครามเย็น สหรัฐฯ บุกปานามาเพื่อรักษาอิทธิพลเหนือ ‘ช่องแคบปานามา’ โดยใช้ประเด็นเรื่องยาเสพติดเป็นเกราะบังหน้า

 

มาดูโร ใช่ผู้นำคนแรกที่ถูก สหรัฐฯ แทรกแซง-โค่นอำนาจหรือไม่ มีใครอีก 3

 

2. ซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein)

 

ตำแหน่ง: ประธานาธิบดีอิรัก

 

รูปแบบการแทรกแซง/ยึดอำนาจ: สงครามเต็มรูปแบบ ปี 2003

 

ข้ออ้างหลักของสหรัฐฯ: อาวุธทำลายล้างสูง (WMD) และต่อต้านก่อการร้าย

 

-ซัดดัม ฮุสเซน ขึ้นเป็นประธานาธิบดีอิรักในปี 1979 และสร้างระบอบปกครองแบบเบ็ดเสร็จ

 

-ในช่วงสงคราม อิรัก-อิหร่าน (1980–1988) สหรัฐฯ มองว่าการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านเป็นภัยคุกคาม จึงหันมาสนับสนุนอิรักอย่างลับๆ ทั้งด้านข้อมูลข่าวกรอง วัตถุดิบในการทำอาวุธเคมี และสินเชื่อทางการค้า เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านชนะสงคราม

 

-หลังสงครามกับอิหร่านสิ้นสุดลง อิรักประสบปัญหาหนี้สินมหาศาล ซัดดัมจึงตัดสินใจบุกยึดคูเวต เพื่อหวังครอบครองบ่อน้ำมัน และนี่คือ ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’

 

-สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช มองว่านี่คือ การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและคุกคามความมั่นคงทางพลังงาน จึงนำกองกำลังผสมขับไล่อิรักออกจากคูเวตในปี 1991 และเริ่มมาตรการคว่ำบาตรอิรักอย่างรุนแรงตั้งแต่นั้นมา

 

-หลังเหตุการณ์ 9/11 รัฐบาลสหรัฐฯ (2001) ภายใต้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช กล่าวหาว่าซัดดัมแอบสะสม อาวุธทำลายล้างสูง (WMD) และให้ที่พักพิงแก่กลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ ผู้ซึ่งอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ 9/11 สงครามต่อต้านการก่อการร้ายจึงเปิดฉากขึ้น

 

-สหรัฐฯ นำกองกำลังบุกอิรักในปี 2003 โดยไม่มีมติรองรับจาก UN อย่างเป็นทางการ ระบอบของซัดดัมล่มสลายภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์

 

-ซัดดัมถูกจับกุมได้ในหลุมหลบภัยเมื่อเดือนธันวาคม 2003 และถูกส่งตัวให้รัฐบาลรักษาการณ์ของอิรักดำเนินคดีในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (กรณีสังหารชาวชีอะฮ์ที่เมืองดูจาอิล) เขาถูกประหารชีวิตโดยการแขวนคอในวันที่ 30 ธันวาคม 2006

 

-รายงานสรุปต่อสภาคองเกรส เมื่อปี 2004 ระบุว่า อิรัก ‘ไม่มีคลังแสงอาวุธทำลายล้างสูง’ (WMD) หลงเหลืออยู่เลย นับตั้งแต่ช่วงหลังสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1991 และไม่มีหลักฐานว่าซัดดัม ฮุสเซน พยายามรื้อฟื้นโครงการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่ตามที่สหรัฐฯ เคยกล่าวอ้าง

 

-การไม่พบ WMD กลายเป็นหนึ่งในความล้มเหลวด้านข่าวกรองครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ และสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช อย่างมาก

 

มาดูโร ใช่ผู้นำคนแรกที่ถูก สหรัฐฯ แทรกแซง-โค่นอำนาจหรือไม่ มีใครอีก 4

 

3. มูอัมมาร์ กัดดาฟี (Muammar Gaddafi)

 

ตำแหน่ง: ผู้นำสูงสุดลิเบีย

 

รูปแบบการแทรกแซง/ยึดอำนาจ: การสนับสนุนกลุ่มกบฏและการโจมตีทางอากาศ (NATO) ปี 2011

 

ข้ออ้างหลักของสหรัฐฯ: การปกป้องพลเรือน (R2P) จากการถูกปราบปราม

 

-กัดดาฟีก้าวขึ้นสู่อำนาจจากการทำรัฐประหารโดยไม่เสียเลือดเนื้อในปี 1969 โดยเขาเปลี่ยนลิเบียจากระบอบกษัตริย์สู่สาธารณรัฐ

 

-ในช่วง 1970s-1980s กัดดาฟีถูกสหรัฐฯ ตราหน้าว่าเป็น ‘ผู้สนับสนุนการก่อการร้ายรายใหญ่’ จนผู้นำสหรัฐฯ มีความพยายามสั่งโจมตีทางอากาศเพื่อหวังปลิดชีพเขาในปี 1986

 

-หลังจากเห็นชะตากรรมของซัดดัม ฮุสเซน ในสงครามอิรัก กัดดาฟีตัดสินใจ ‘กลับตัวกลับใจ’ ยอมรับผิดในหลายคดีสำคัญ และประกาศยกเลิกโครงการอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด ส่งผลให้สหรัฐฯ ยอมรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตและถอดลิเบียออกจากรายชื่อรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้าย

 

-เมื่อเกิดกระแส ‘อาหรับสปริง’ (Arab Spring) ในปี 2011 เยาวชนและประชาชนลุกฮือขึ้นประท้วงขับไล่กัดดาฟี เขาตอบโต้ด้วยความรุนแรง ทำให้สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลบารัก โอบามา ร่วมกับพันธมิตร NATO จึงใช้ข้ออ้างเรื่อง ‘ความรับผิดชอบในการปกป้องพลเรือน’ (R2P) เข้าแทรกแซงลิเบีย โดยโจมตีทางอากาศ เพื่อตัดกำลังทหารของกัดดาฟี

 

-กัดดาฟีถูกกลุ่มกบฏจับตัวได้ และถูกสังหารเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2011

 

มาดูโร ใช่ผู้นำคนแรกที่ถูก สหรัฐฯ แทรกแซง-โค่นอำนาจหรือไม่ มีใครอีก 5

 

4. ฮวน ออร์ลันโด เอร์นันเดซ (Juan Orlando Hernández)

 

ตำแหน่ง: อดีตประธานาธิบดีฮอนดูรัส

 

รูปแบบการแทรกแซง/ยึดอำนาจ: กระบวนการยุติธรรมและการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ปี 2022

 

ข้ออ้างหลักของสหรัฐฯ: พันธมิตรค้ายาเสพติด (Narco-State)

 

-เอร์นันเดซ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีฮอนดูรัส 2 สมัย ในช่วงปี 2014-2022 โดยเขาได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสหรัฐฯ ทั้งในสมัยของบารัก โอบามา และโดนัลด์ ทรัมป์ (สมัยแรก)

 

-เขาถูกยกย่องว่าเป็นพันธมิตรคนสำคัญในการสกัดกั้นเส้นทางการลักลอบขนยาเสพติดจากอเมริกาใต้ขึ้นไปยังสหรัฐฯ และช่วยควบคุมวิกฤตการอพยพบริเวณชายแดน สหรัฐฯ จึงตอบแทนด้วยความช่วยเหลือทางทหารและงบประมาณมหาศาล

 

-สหรัฐฯ เริ่มสืบทราบว่า เอร์นันเดซมีพฤติกรรม ‘เหยียบเรือสองแคม’ โดยใช้อำนาจของกองทัพและตำรวจ เพื่อปกป้องขบวนการค้ายาเสพติดที่ส่งส่วยให้เขา ก่อนที่ โทนี เอร์นันเดซ น้องชายของเขาจะถูกจับในสหรัฐฯ ข้อหาค้ายาเสพติดรายใหญ่ และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต อัยการระบุว่า “โทนีจัดการเรื่องเงินค้ายา เพื่อส่งให้พี่ชายใช้หาเสียง”

 

-เอร์นันเดซถูกจับกุมในกรุงเตกูซิกัลปา ผ่านปฏิบัติการร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และกองกำลังฮอนดูรัส เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 หรือเพียงไม่กี่วันหลังจากที่เขาพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดี

 

-ก่อนที่สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลโจ ไบเดนได้ส่งหมายจับและร้องขอให้ส่งตัวเขาเป็นผู้ร้ายข้ามแดนทันที

 

-ในเดือนมิถุนายน 2024 ศาลสหรัฐฯ ตัดสินจำคุกเขา 45 ปี ในข้อหาสมคบคิดนำเข้าโคเคนปริมาณมหาศาลสู่สหรัฐฯ ต่อมาในเดือนธันวาคม 2025 เขาได้รับการอภัยโทษ (Pardon) อย่างเป็นทางการจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

 

-เพียงไม่กี่วันหลังจากที่ถูกสหรัฐฯ ปล่อยตัว อัยการสูงสุดของฮอนดูรัสก็ได้ ออกหมายจับระหว่างประเทศ ต่อเอร์นันเดซ ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้สถานการณ์ทางกฎหมายและการเมืองทวีความปั่นป่วนรุนแรงขึ้น

 

-กรณีของ เอร์นันเดซ สะท้อน ‘จุดหักมุม’ ที่สำคัญมาก เพราะแสดงให้เห็นว่า แม้ระบบยุติธรรมของสหรัฐฯ จะดูเหมือนจัดการเขาได้ในตอนแรก แต่อำนาจการเมืองระดับสูงสุดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็สามารถพลิกสถานการณ์ได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทันที เมื่อฮอนดูรัสพยายามนำตัวเอร์นันเดซ กลับไปดำเนินคดีต่อเอง

 

-ผู้นำทั้ง 4 คนข้างต้น เผชิญรูปแบบการแทรกแซงจากสหรัฐฯ ที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดต่างมี ‘จุดร่วมกัน’ คือ ทั้ง 4 คนเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีหรือได้รับผลประโยชน์จากสหรัฐฯ ในช่วงเวลาหนึ่ง โดยสหรัฐฯ มักใช้เหตุผลเรื่อง ‘ศีลธรรม’ หรือ ‘ความมั่นคงโลก’ เป็นข้ออ้างในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (Regime Change) ผู้นำเหล่านี้ถูกกำจัดออกจากอำนาจและเข้าสู่กระบวนการตัดสินตามกฎหมาย

 

มาดูโร ใช่ผู้นำคนแรกที่ถูก สหรัฐฯ แทรกแซง-โค่นอำนาจหรือไม่ มีใครอีก 6

 

-ส่วนในกรณีของมาดูโร ที่สหรัฐฯ อ้างว่า เขามีส่วนพัวพันกับคดีค้ายาเสพติด สถานะปัจจุบันยังมีความคลุมเครือ โดยฝ่ายสหรัฐฯ อ้างว่าจับกุมตัวได้ โดยนำตัวเขาและภริยาไปดำเนินคดีที่สหรัฐฯ ขณะที่รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลาระบุว่า ยังไม่ทราบชะตากรรมและเรียกร้องหลักฐานการมีชีวิตอยู่ของมาดูโร

 

ศ.กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ทหาร และความมั่นคง ตั้งข้อสังเกตว่า ทรัมป์พยายามดึงรัฐบาลปีกขวาในลาตินอเมริกาให้มาอยู่กับสหรัฐฯ คล้ายกับ ‘ยุคสงครามเย็นแบบเก่า’ ที่พยายามรวมพลังปีกขวาในลาตินอเมริกาให้ยืนเคียงข้างสหรัฐฯ เพื่อต่อสู้กับผู้นำประชานิยมปีกซ้ายอย่างมาดูโร การปะทะกันในบริบทของทรัมป์กับมาดูโร จึงไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องยาเสพติดในสายตาอาจารย์สุรชาติ แต่คือการปะทะกันของประชานิยมปีกขวาและปีกซ้ายในรูปแบบหนึ่ง

 

อ้างอิง:

 

 

The post ‘มาดูโร’ ใช่ผู้นำคนแรกที่ถูกสหรัฐฯ แทรกแซง-โค่นอำนาจหรือไม่ มีใครอีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
16 กรกฎาคม 1979 – ซัดดัม ฮุสเซน ขึ้นครองตำแหน่งประธานาธิบดีอิรัก https://thestandard.co/onthisday16071979/ Sun, 16 Jul 2023 01:00:30 +0000 https://thestandard.co/?p=817354 Saddam Hussein

ซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) อดีตผู้นำเผด็จการแห่งอิร […]

The post 16 กรกฎาคม 1979 – ซัดดัม ฮุสเซน ขึ้นครองตำแหน่งประธานาธิบดีอิรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Saddam Hussein

ซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) อดีตผู้นำเผด็จการแห่งอิรัก เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 5 ของอิรัก เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 1979 ภายหลังเติบโตทางการเมืองอย่างรวดเร็วในยุคอดีตประธานาธิบดีอาเหม็ด ฮัสซัน อัลบักร์ (Ahmed Hassan al-Bakr) ผู้นำพรรคบะอัธ (Ba’ath Party) เนื่องจากบทบาทในเหตุการณ์ปฏิวัติ 17 กรกฎาคม ซึ่งเป็นการก่อรัฐประหารนองเลือดเพื่อโค่นอำนาจอดีตประธานาธิบดีอับดุล ราห์มัน อาริฟ (Abdul Rahman Arif) ในปี 1968 โดยเขาได้รับตำแหน่งรองประธานาธิบดี 

 

ต่อมาในปี 1976 ซัดดัมได้รับตำแหน่งนายพลแห่งกองทัพอิรัก และเริ่มมีอิทธิพลในรัฐบาลและพรรคบะอัธสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเป็นผู้วางแผนนโยบายการต่างประเทศ และเป็นตัวแทนในพิธีทางการทูตต่างๆ 

 

หลังจากที่กุมอำนาจอยู่เบื้องหลังมา 11 ปี ในปี 1979 ประธานาธิบดีอัลบักร์ได้เริ่มทำสนธิสัญญาหลายฉบับกับซีเรีย ภายใต้การนำของพรรคบะอัธ ซึ่งจะนำไปสู่การรวมเป็นสหภาพระหว่างสองประเทศ และจะทำให้ประธานาธิบดีฮาเฟซ อัล-อัสซาด กลายเป็นรองผู้นำสหภาพ แต่เรื่องนี้ทำให้ซัดดัมเกิดความไม่แน่นอน จึงดำเนินการเพื่อรักษาอำนาจของเขาด้วยการบีบบังคับให้อัลบักร์ที่กำลังป่วยลาออกในวันที่ 16 กรกฎาคม 1979 และเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ

 

โดยหลังซัดดัมขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเพียงไม่นาน สมาชิกพรรคบะอัธ 22 คน ก็ถูกสั่งประหารชีวิตในข้อหากบฏ

 

ขณะที่ซัดดัมปกครองอิรักจนถึงปี 2003 หรือกว่า 23 ปี ซึ่งในยุครัฐบาลของเขามุ่งเน้นการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย โดยมีการให้เสรีภาพแก่สตรีเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังพัฒนาอุตสาหกรรมและสร้างระบบกฎหมายแบบตะวันตก ทำให้อิรักกลายเป็นประเทศเดียวในอ่าวเปอร์เซียที่ไม่ได้ปกครองด้วยกฎหมายอิสลาม

 

ภาพ: Chip HIRES / Gamma-Rapho via Getty Images

The post 16 กรกฎาคม 1979 – ซัดดัม ฮุสเซน ขึ้นครองตำแหน่งประธานาธิบดีอิรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
27 กุมภาพันธ์ 1991 – จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ประธานาธิบดี สหรัฐฯ ประกาศยุติสงครามอ่าว https://thestandard.co/onthisday27021991/ Sun, 26 Feb 2023 23:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=752730 สงครามอ่าวเปอร์เซีย

ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1991 ประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเ […]

The post 27 กุมภาพันธ์ 1991 – จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ประธานาธิบดี สหรัฐฯ ประกาศยุติสงครามอ่าว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามอ่าวเปอร์เซีย

ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1991 ประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ของสหรัฐอเมริกา ได้อ่านแถลงการณ์คำสั่งหยุดยิง พร้อมทั้งประกาศชัยชนะและยุติสงครามอ่าวเปอร์เซียที่ปะทุขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม 1990 โดยมีชนวนเหตุจากความขัดแย้งระหว่างประเทศอันเกิดจากการรุกรานคูเวตของอิรักเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 1990

 

ซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรักในขณะนั้น มีคำสั่งให้กองทัพเข้ารุกรานและยึดครองคูเวต โดยมีจุดประสงค์ที่ชัดเจนในการได้มาซึ่งน้ำมันสำรองขนาดใหญ่ของประเทศ การยกเลิกหนี้ก้อนโตที่อิรักเป็นหนี้คูเวต และการขยายอำนาจของอิรักในภูมิภาค

 

สงครามอ่าวที่เกิดขึ้นถือเป็นวิกฤตระหว่างประเทศครั้งใหญ่ครั้งแรกในยุคหลังสงครามเย็น และยังเป็นการตอบสนองภายใต้การนำของสหรัฐฯ ซึ่งได้กลายเป็นแบบอย่างสำคัญสำหรับการใช้กำลังทางทหารในหลายทศวรรษต่อมา

 

ภาพ: Mark Reinstein / Corbis via Getty Images

The post 27 กุมภาพันธ์ 1991 – จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ประธานาธิบดี สหรัฐฯ ประกาศยุติสงครามอ่าว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชาวเคิร์ด’ ชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดในโลกกำลังต่อสู้เพื่อประเทศใหม่ของตัวเอง https://thestandard.co/the-kurdish-population/ https://thestandard.co/the-kurdish-population/#respond Thu, 28 Sep 2017 07:54:21 +0000 https://thestandard.co/?p=30996

     “ชาวเคิร์ดหรือ ชื่อคุ้นมาก เหมือนเค […]

The post ‘ชาวเคิร์ด’ ชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดในโลกกำลังต่อสู้เพื่อประเทศใหม่ของตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

     “ชาวเคิร์ดหรือ ชื่อคุ้นมาก เหมือนเคยได้ยิน แต่ไม่รู้จัก”

     “เคิร์ดคือชื่อประเทศใช่ไหม แล้วอยู่ตรงไหนในแผนที่โลก”

 

 

     ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ตามหน้าสื่อต่างๆ เราจะเห็นว่ามีชาติพันธุ์มากมายพยายามที่จะสำรวจความคิดเห็นของประชาชนด้วยการเปิดโหวตหรือลงประชามติ เพื่อผลักดันให้เกิดการแยกตัวเป็นรัฐเอกราช ไม่ว่าจะเป็นชาวสกอตแลนด์ในสหราชอาณาจักร ชาวคาตาลันในสเปน และชาวเคิร์ดในตะวันออกกลาง (โดยเฉพาะในอิรัก) ที่เพิ่งจะมีการจัดลงประชามติไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้ (25 ก.ย.)

 

 

ชาวเคิร์ด คือใคร

     เคิร์ด (Kurds) คือ มนุษย์ชาติพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดชาติพันธุ์หนึ่งของโลกนับตั้งแต่ยุคโบราณ แต่ไม่มีอาณาจักรหรือดินแดนเป็นของตนเองอย่างแน่ชัด ด้วยความแตกต่างหลากหลายและความไม่มีเอกภาพภายในชนชาติเคิร์ดเอง เมื่อความคิดในการรวมกลุ่มเป็นอาณาจักร ดินแดน หรือรัฐสมัยใหม่เกิดขึ้น ชาวเคิร์ดนี้จึงกลายเป็นเพียง ‘ชนกลุ่มน้อย’ ที่กระจายตัวอยู่ในหลายรัฐอาหรับในตะวันออกกลางเรื่อยมาจนถึงปัจุบัน

     โดยในปี 1916 ชาวเคิร์ดในตะวันออกกลางพยายามเรียกร้องให้มีการจัดตั้งประเทศสำหรับชาวเคิร์ดขึ้นภายในภูมิภาค ผ่านข้อตกลงลับ ‘Sykes-Picot’ ระหว่างมหาอำนาจอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส ที่ทำการตกลงลากเส้นเขตแดนให้แก่ประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง แต่ความพยายามของชาวเคิร์ดกลับไร้ผลและจบลงด้วยการเป็นแค่เพียงเขตปกครองพิเศษภายในประเทศอื่นๆ อย่างตุรกี (Turkish Kurdistan) และอิรัก (Iraqi Kurdistan) เท่านั้น

     จากการสำรวจและเก็บข้อมูลของ Kurdish Institute of Paris ในปีนี้ (2017) ประเมินว่า ปัจจุบันนี้มีชาวเคิร์ดทั่วโลกราว 36.4-45.6 ล้านคน โดยชาวเคิร์ดส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในตุรกี, อิหร่าน, อิรัก, ซีเรีย และกระจายตัวอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วยุโรปกว่า 2 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก

 

Photo: Safin Hamed/AFP

อัตลักษณ์ชาวเคิร์ดที่ถูกกดทับ

     ชาวเคิร์ด เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอัตลักษณ์ของตนเองอย่างชัดเจน จากความล้มเหลวในการจัดตั้งประเทศเอกราชของตนเองขึ้นในช่วงสงครามโลกและทำให้ต้องกระจายตัวอยู่ในประเทศต่างๆ ตามเส้นเขตแดนที่มหาอำนาจของโลกในขณะนั้นขีดไว้ให้ รัฐบาลของประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิรัก ได้พยายามทำลายอัตลักษณ์และตัวตนของชาวเคิร์ดที่อาศัยอยู่ภายในประเทศ นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลางในประเทศต่างๆ กับชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดที่ยืดเยื้อและยาวนาน

     ในช่วงก่อนที่ ซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ เขาได้ทำการกวาดล้างและโจมตีกลุ่มชาวเคิร์ดอย่างหนัก มีชาวเคิร์ดมากกว่า 1 แสนคนเสียชีวิต หมู่บ้านชาวเคิร์ดกว่า 4,000 หมู่บ้านถูกทำลาย จนทำให้ประชาคมโลกแสดงความกังวลต่อเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น ท้ายที่สุดสงครามภายในประเทศจบลงด้วยข้อตกลงระหว่างรัฐบาลอิรักและผู้นำกลุ่มชาวเคิร์ด ที่จัดตั้ง ‘เขตปกครองพิเศษชาวเคิร์ดแห่งอิรัก (Kurdish Autonomous Region : KAR)’ ขึ้นในปี 1970 ซึ่งให้สิทธิปกครองตนเองแก่ชาวเคิร์ด ก่อนที่จะบาดหมางกับรัฐบาลกลางของฮุสเซน จนท้ายที่สุด KAR จึงได้ประกาศเอกราชทางพฤตินัย (De Facto Independence) จากอิรักในปี 1991 เป็นต้นมา

     หลังจากที่สหรัฐอเมริกาเข้าโจมตีอิรักในปี 2003 โดยอ้างเหตุผลเรื่องการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ก่อนที่จะโค่นล้มระบอบเผด็จการของฮุสเซนลง และสร้างระบบการบริหารและปกครองประเทศอิรักขึ้นใหม่ กลุ่มกองกำลังติดอาวุธชาวเคิร์ด ‘Peshmerga’ ที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน จึงมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในช่วงเวลานี้ ส่งผลให้คณะปกครองชั่วคราวของอิรักยอมรับสถานะการดำรงอยู่ของชาวเคิร์ดเพิ่มมากขึ้น และยินยอมให้สิทธิ์ในการปกครองตนเองแก่ชาวเคิร์ดอย่างกว้างขวางอีกด้วย

 

Photo: Safin Hamed/AFP

เกิดอะไรขึ้นกับชาวเคิร์ดในอิรัก เมื่อเร็วๆ นี้

     ชาวเคิร์ดที่อาศัยอยู่ในเขตปกครองพิเศษทางตอนเหนือของอิรัก (Iraqi Kurdistan) จัดให้มีการลงประชามติ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (25 ก.ย.) เพื่อปูทางไปสู่กระบวนการแยกตัวเป็นประเทศเอกราชจากอิรัก ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากรัฐบาลที่กรุงแบกแดดและประเทศต่างๆ ทั้งในและนอกภูมิภาค

     บรรดาชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรต่างแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยต่อการลงประชามติดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า การจัดลงประชามตินี้จะยิ่งทำให้ข้อตกลงต่างๆ และความขัดแย้งของรัฐบาลอิรักและรัฐบาลเคอร์ดิสถานยิ่งแตกร้าวมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้บรรดาผู้นำประเทศที่มีชาวเคิร์ดเป็นชนกลุ่มน้อยภายในประเทศอย่างตุรกีและอิหร่าน ต่างใช้มาตรการทางทหารข่มขู่ ในพื้นที่ที่ใกล้เคียงกับเคอร์ดิสถานหรือทางตอนเหนือของอิรัก เพื่อป้องกันการลุกฮือขึ้นของชาวเคิร์ดภายในประเทศ

     เรเจป ไตยิป เอร์โดกัน (Recep Tayyip Erdogan) ประธานาธิบดีของตุรกีแสดงความกังวลต่อการลงประชามติของชาวเคิร์ดในอิรักเป็นอย่างมาก เพราะนี่อาจจะเป็น ‘ต้นแบบ’ ที่ทำให้ชาวเคิร์ดภายในตุรกี ออกมาเคลื่อนไหวและเรียกร้องเอกราชอย่างที่ชาวเคิร์ดในอิรักทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ทั้งนี้นายเรเจป ได้เตือนรัฐบาลเคอร์ดิสถานว่า การประกาศแยกตัวเป็นประเทศเอกราชจากอิรักอาจจะส่งผลให้ชาวเคิร์ดถูกคว่ำบาตรครั้งใหญ่ และทำให้ดินแดนเคอร์ดิสถานทางตอนเหนือของอิรักถูกตัดขาดจากความช่วยเหลือต่างๆ จากประชาคมโลก

 

Photo: Safin Hamed/AFP

 

ผลการลงประชามติและอนาคตของชาวเคิร์ดในอิรัก

     การลงประชามติเกิดขึ้นท่ามกลางการคัดค้านจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะรัฐบาลกรุงแบกแดดที่ขู่จะตัดช่องทางการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศต่างๆ ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเป็นรายได้หลักของเคอร์ดิสถานในปัจจุบัน ซึ่งมีผู้มาร่วมลงประชามติกว่า 72.16 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนชาวเคิร์ดผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนทั้งหมด

     ประชาชนชาวเคิร์ดที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้อพยพ Hassan Shami refugee camp ที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองโมซูลและเมืองเออร์บิล เมืองหลวงของเคอร์ดิสถานต่างเฝ้ารอการลงประชามติที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาอย่างใจจดใจจ่อ แม้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาติจะออกแถลงการณ์เตือนว่า “การจัดลงประชามติอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ลี้ภัยทั้งหมดกว่า 3 ล้านคนในค่ายผู้อพยพ” ก็ตาม

     จากสถานการณ์อันเลวร้ายก่อนหน้านี้ที่ดินแดนส่วนใหญ่แถบนี้ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของกลุ่มกองกำลังรัฐอิสลาม (ISIS) ก่อให้เกิดความเสียหายและผู้อพยพจำนวนมาก ก่อนที่กลุ่มกองกำลังติดอาวุธชาวเคิร์ด ‘Peshmerga’ จะเป็นอีกหนึ่งกองกำลังหลักที่ช่วยปลดปล่อยพื้นที่ที่ถูกยึดครองไปและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจากการทำสงครามต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายที่เกิดขึ้น

 

Photo: AHMED DEEB/AFP

 

     ซัลฮาบ ฮุสเซน (Salhab Hussein) หนึ่งในผู้ลี้ภัยที่มีสิทธิ์ลงประชามติดังกล่าว เผยว่า “พวกเราตกอยู่ภายใต้สงครามสู้รบกับกลุ่มไอซิสมานานเกือบ 3 ปี พวกเรารู้สึกเหนื่อยล้าและเบื่อหน่ายเหลือเกิน การที่ได้เห็นพวกเด็กๆ ได้ออกไปวิ่งเล่นข้างนอกบ้านได้อีกครั้ง เป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเราถึงโหวตเพื่อชาวเคอร์ดิสถานทุกคน พวกเราไม่สนใจว่าใครจะปกครองพวกเราอยู่ จะเป็นชาวเคิร์ด ชาวอาหรับหรือชาวเติร์ดก็แล้วแต่ เราจะตอบแทนพวกเขาตราบเท่าที่พวกเขาทำให้พวกเราปลอดภัย”

     ผลการลงประชามติเบื้องต้นพบว่า ผู้ลงคะแนนกว่า 92 เปอร์เซ็นต์ สนับสนุนให้มีการจัดตั้งประเทศเคอร์ดิสถานขึ้น โดยแยกตัวเป็นเอกราชจากอิรัก ในขณะที่มีเสียงคัดค้านไม่ถึง 7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โดยการประกาศผลการลงประชามติอย่างเป็นทางการคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในวันนี้ (28 ก.ย.) ทางด้าน มาซูด บาร์ซานิ (Massoud Barzani) ประธานาธิบดี (โดยพฤตินัย) ของเคอร์ดิสถานจะใช้ผลประชามติดังกล่าว เจรจาเดินหน้าขอแยกตัวเป็นประเทศเอกราชจากอิรักต่อไป

     การลงประชามติที่เกิดขึ้นนับเป็นก้าวสำคัญก้าวแรกของชาวเคิร์ดที่หวังจะมีประเทศเป็นของตนเอง ต่อจากนี้ไปชาวเคิร์ดยังจะต้องเผชิญด่านทดสอบอีกนับไม่ถ้วน ทั้งในเรื่องการเจรจา กระบวนการแยกประเทศ รวมถึงการบริหารประเทศด้วยตนเองและแรงเสียดทานจากประชาคมโลก หากสามารถจัดตั้งประเทศเคอร์ดิสถานได้จริง แต่อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยที่สุดพวกเขาเหล่านี้ก็กำลังเข้าใกล้ ‘ความฝันสูงสุด’ ที่พวกเขาเฝ้ารอมาตลอดอีกก้าวหนึ่งแล้ว

     ไม่แน่ว่า สมาชิกลำดับที่ 194 ของสหประชาชาติ อาจเป็นชื่อของ ‘ประเทศเคอร์ดิสถาน’ ก็เป็นได้

 

Photo: Delil Souleiman/AFP

 

อ้างอิง:

The post ‘ชาวเคิร์ด’ ชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดในโลกกำลังต่อสู้เพื่อประเทศใหม่ของตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/the-kurdish-population/feed/ 0
Most Wanted! 10 ผู้ก่อการร้ายที่สหรัฐฯ ตั้งค่าหัวแพงที่สุด https://thestandard.co/most-wanted-10-us-terrorists-the-most-expensive/ https://thestandard.co/most-wanted-10-us-terrorists-the-most-expensive/#respond Thu, 13 Jul 2017 12:50:14 +0000 https://thestandard.co/?p=13843

     เมื่อวันอังคารที่ 11 กรกฎาคม 2017 ห […]

The post Most Wanted! 10 ผู้ก่อการร้ายที่สหรัฐฯ ตั้งค่าหัวแพงที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เมื่อวันอังคารที่ 11 กรกฎาคม 2017 หน่วยสังเกตการณ์ของซีเรียออกมาประกาศว่า อาบู บักร์ อัล-บักห์ดาดี (Abu Bakr al-Baghdadi) หัวหน้ากลุ่มไอเอสเสียชีวิตแล้ว โดยบอกว่า เจ้าหน้าที่ได้ข้อมูลที่ยืนยันการเสียชีวิตของผู้นำกลุ่มไอเอสในทางตะวันออกของซีเรีย อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานการเสียชีวิตของอาบู บักร์ อัล-บักห์ดาดี แล้วหลายครั้ง ทั้งการเสียชีวิตในอิรัก และการเสียชีวิตในซีเรียที่รัสเซียออกมาประกาศเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า การโจมตีทางอากาศของรัสเซียในซีเรียอาจได้สังหารผู้นำกลุ่มไอเอสไปแล้ว ทำให้การเสียชีวิตของเขายังคงเป็นปริศนา

     ที่ผ่านมาอาบู บักร์ อัล-บักห์ดาดี เก็บตัวเงียบไม่ปรากฏตัวต่อสื่อ หลังจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มค่าหัวเขาจาก 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2016 หรือคิดเป็นเงินไทยราว 850 ล้านบาท

     อาบู บักร์ อัล-บักห์ดาดี ไม่ใช่คนเดียวที่สหรัฐฯ เคยตั้งค่าหัว ยังมีผู้นำกลุ่มหัวรุนแรงอีกหลายคนที่สหรัฐฯ ได้ตั้งค่าหัว โดยมีทั้งที่เสียชีวิตแล้วและยังมีชีวิตอยู่

 

 

10. ยาซีน อัล ซูริ (Yasin al-Suri) ค่าหัว 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

     ยาซีน อัล ซูริ เป็นสมาชิกอาวุโสของกลุ่มอัลกออิดะห์ ที่คอยเกณฑ์นักรบเข้าปากีสถานและอัฟกานิสถาน เขายังเป็นผู้ระดมทุนคนสำคัญให้กับกลุ่มอัลกออิดะห์

 

 

9. มุลลอฮ์ มุฮัมมัด อุมัร มุญาฮิด (Mullah Mohammed Omar Mujahid) ค่าหัว 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

     มุลลอฮ์ มุฮัมมัด อุมัร มุญาฮิด คือผู้นำทางศาสนาของกลุ่มตาลีบัน สหรัฐฯ ต้องการตัวเขาเนื่องจากเชื่อว่า เขาเป็นผู้ให้ที่พักพิงกับโอซามา บิน ลาเดน และกลุ่มนักรบอัลกออิดะห์ที่ก่อเหตุโจมตีขับเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในปี 2001 เขาเสียชีวิตในปี 2013 ด้วยสาเหตุธรรมชาติที่ไม่ได้ระบุชัดเจน กลุ่มตาลีบันเก็บข่าวการเสียชีวิตของเขาเป็นความลับถึง 2 ปี ก่อนรัฐบาลของอัฟกานิสถานจะประกาศอย่างเป็นทางการในปี 2015

 

 

8. ฮาฟิซ ซาอีด (Hafiz Saeed) ค่าหัว 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

     ฮาฟิซ ซาอีด คือหัวหน้ากลุ่มญามาอัต ตุด ดาวะห์ (Jama’at-ud-Da’wah) กลุ่มก่อการร้ายในปากีสถาน และเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มลาชการ์ อี ไตบา Lashkar-e-Taiba กลุ่มที่ก่อเหตุโจมตีในเมืองมุมไบ ที่มีผู้เสียชีวิต 174 คน

 

 

7. คูเซย์ ฮุสเซน (Qusay Hussein) ลูกชายคนที่สองของซัดดัม ฮุสเซน ค่าหัว 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

     คูเซย์ ฮุสเซน เป็นลูกชายคนที่สองของซัดดัม ฮุสเซน และเชื่อว่าเขาจะเป็นผู้มาสืบทอดอำนาจแทนซัดดัม ฮุสเซน มากกว่าพี่ชายคนโต คูเซย์ทำงานร่วมกับหน่วยข่าวกรอง หน่วยความมั่นคง และโครงการด้านอาวุธต่างๆ ของอิรัก สุดท้ายเขาถูกสังหารในการจู่โจมเมืองโมซุล ในปี 2003 เช่นเดียวกับพี่ชาย

 

 

6. อูเดย์ ฮุสเซน (Uday Hussein) ลูกชายคนโตของซัดดัม ฮุสเซน ค่าหัว 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

     อูเดย์ ฮุสเซน เป็นลูกชายคนโตของซัดดัม ฮุสเซส มีรายงานว่า เขาโหดเหี้ยมกว่าซัดดัม ฮุสเซส พ่อของเขา และสุดท้ายเขาถูกสหรัฐฯ สังหารในเมืองโมซุล ในปี 2003

 

 

5. อาบู บักร์ อัล-บักห์ดาดี (Abu Bakr al-Baghdadi) หัวหน้ากลุ่มไอเอส ค่าหัว 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

     ก่อนหน้านี้อาบู บักร์ อัล-บักห์ดาดี หัวหน้ากลุ่มไอเอส ถูกสหรัฐฯ ตั้งค่าหัวที่ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มขึ้นมาเป็น 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากกลุ่มไอเอสก่อเหตุรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

     ก่อนหน้านี้กลุ่มไอเอสเข้ายึดเมืองโมซุลของอิรักเป็นฐานที่มั่น และล่าสุดทหารของอิรักสามารถยึดเมืองโมซุลกลับคืนมาจากกลุ่มไอเอสได้แล้ว

     อาบู บักร์ อัล-บักห์ดาดี คือคนที่มีข่าวการเสียชีวิตหลายครั้ง ทั้งการเสียชีวิตของเขาในอิรักและซีเรีย อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเขาเสียชีวิตจริงๆ แล้วหรือไม่

 

 

4. ซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) อดีตประธานาธิบดีอิรัก ค่าหัว 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

     ซัดดัม ฮุสเซน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของอิรักระหว่างปี 1979 ถึง 2003 สหรัฐฯ และอังกฤษเข้าบุกครองอิรักในปี 2003 และถอด ซัดดัม ฮุสเซน ออกจากตำแหน่ง ในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มอัลกออิดะห์ เขาถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จากการสังหารชาวชีอะห์ในอิรัก 148 คน ในปี 1982 และสุดท้ายเขาถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในเดือนธันวาคมปี 2006

 

 

3. อาบู มูซาบ อัล-ซาร์กาวี (Abu Musab al-Zarqawi) ผู้นำกลุ่มอัลกออิดะห์ในอิรัก ค่าหัว 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

     อาบู มูซาบ อัล-ซาร์กาวี เป็นผู้นำกลุ่มอัลกออิดะห์ในอิรัก เป็นผู้ก่อเหตุการจับตัวประกันและระเบิดหลายครั้ง ทั้งการก่อเหตุระเบิดสำนักงานสหประชาชาติในกรุงแบกแดดในปี 2003 สุดท้ายเขาถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ในกรุงแบกแดด ในปี 2006

 

 

2. อัยมาน อัล ซอวาฮิรี (Ayman al-Zawahiri) มือขวาของโอซามา บิน ลาเดน ค่าหัว 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

     อัยมาน อัล ซอวาฮิรี ขึ้นมาเป็นผู้นำกลุ่มอัลกออิดะห์ ตั้งแต่โอซามา บิน ลาเดน เสียชีวิตในปี 2011 และปัจจุบันเขายังคงเป็นคนที่ FBI ต้องการตัวมากที่สุด โดยสหรัฐฯ ประกาศว่าจะใช้มาตรการที่เข้มงวดกว่าเดิมในการตามล่าตัวเขา หลังจากที่เขารอดจากการลอบสังหารของสหรัฐฯ ถึง 4 ครั้ง โดยหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เชื่อว่า เขาอาศัยอยู่บริเวณชายแดนระหว่างอัฟกานิสถานกับปากีสถาน

     อัยมาน อัล ซอวาฮิรี เป็นคนสำคัญในกลุ่มอัลกออิดะห์ไม่ต่างจากโอซามา บิน ลาเดน เนื่องจากเขาเป็นผู้นำกลุ่มอัลกออิดะห์ทั้งทางด้านอุดมการณ์และหน่วยปฏิบัติการ

 

 

1. โอซามา บิน ลาเดน (Osama bin Laden) ผู้ก่อตั้งกลุ่มอัลกออิดะห์ ค่าหัว 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

     โอซามา บิน ลาเดน คือผู้ก่อตั้งกลุ่มอัลกออิดะห์ กลุ่มนักรบอิสลามที่ร่วมก่อเหตุโจมตีสหรัฐฯ ที่เครื่องบินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 โอซามา บิน ลาเดน ถูกสังหารโดยกองกำลังสหรัฐฯ ในสมัยของอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ในปากีสถานเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2011

 

อ้างอิง:

  • AFP
  • Reuters
  • CNN

The post Most Wanted! 10 ผู้ก่อการร้ายที่สหรัฐฯ ตั้งค่าหัวแพงที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/most-wanted-10-us-terrorists-the-most-expensive/feed/ 0