Rule of Law Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/rule-of-law/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 02 Feb 2026 11:03:44 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เลือกตั้ง 2569 : REINVENT THAILAND ผ่าทางตัน ‘หลักนิติธรรม’ ยกเครื่องกฎหมายล้าสมัย-โละระบบส่วย หมุดหมายใหม่สู่มาตรฐาน OECD https://thestandard.co/reinvent-thailand-rule-law-oecd/ Mon, 02 Feb 2026 10:27:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1172708 ภาพบรรยากาศงานเสวนา REINVENT THAILAND ผ่าทางตัน ‘หลักนิติธรรม’ เพื่อปฏิรูปกฎหมายและต่อต้านการทุจริต

ท่ามกลางสมรภูมิเศรษฐกิจโลกที่วัดกันด้วยความโปร่งใสและคว […]

The post เลือกตั้ง 2569 : REINVENT THAILAND ผ่าทางตัน ‘หลักนิติธรรม’ ยกเครื่องกฎหมายล้าสมัย-โละระบบส่วย หมุดหมายใหม่สู่มาตรฐาน OECD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงานเสวนา REINVENT THAILAND ผ่าทางตัน ‘หลักนิติธรรม’ เพื่อปฏิรูปกฎหมายและต่อต้านการทุจริต

ท่ามกลางสมรภูมิเศรษฐกิจโลกที่วัดกันด้วยความโปร่งใสและความรวดเร็ว ประเทศไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อ ‘หลักนิติธรรม’ (Rule of Law) ของไทยถูกตั้งคำถามว่าแข็งแกร่งพอที่จะรองรับการเติบโตในอนาคตหรือไม่?

 

บนเวทีสาธารณะด้านหลักนิติธรรม ในหัวข้อ “Reinvent Thailand – Reform the Rule of Law” ยกระดับหลักนิติธรรม – ยกเครื่องประเทศไทย ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งมีตัวแทนจาก 3 พรรคการเมืองใหญ่ ได้แก่ พรรคเพื่อไทย, พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมฉายภาพพิมพ์เขียวการ ‘ยกเครื่องประเทศไทย’ ผ่านการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและระบบกฎหมายที่เป็นหัวใจสำคัญของความมั่งคั่ง โดยมี ดร.ณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้อำนวยการข่าว THE STANDARD ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ

 

ปฏิรูปหลักนิติธรรม 2569

 

เวทีนี้จัดขึ้นโดยเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนา (RoLD) ร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) และสำนักข่าว THE STANDARD โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเจาะลึกวิสัยทัศน์ของแต่ละพรรคการเมือง ซึ่งประกอบด้วย

 

  • จาตุรนต์ ฉายแสง พรรคเพื่อไทย
  • ดร. พรชัย มาระเนตร์ พรรคประชาธิปัตย์
  • พียงพนอ บุญกล่ำ พรรคประชาชน

 

เพื่อร่วมกันหาคำตอบว่าตัวแทนพรรคการเมืองทั้ง 3 ท่าน มองปัญหาที่ฉุดรั้งประเทศ และมีคำมั่นสัญญาที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านหลักนิติธรรมอย่างไร เพื่อมุ่งสร้างพื้นฐานแห่งความยั่งยืน ด้วยการฝังราก ‘หลักนิติธรรม’ ให้ผู้บริหารประเทศรุ่นต่อไป

 

เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะ Special Guest ได้ตั้งคำถามต่อพรรคการเมืองว่า หากได้เป็นรัฐบาล ในช่วง 100 วันแรกหลังเข้าบริหารประเทศ จะมีแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร และกฎหมายหรือกฎระเบียบใดที่จะถูกนำมาปรับปรุงเป็นลำดับแรก

 

ซึ่งตัวแทนพรรคการเมืองให้คำตอบดังนี้

 

ปฏิรูปหลักนิติธรรม 2569

 

  • พรชัย จากพรรคประชาธิปัตย์ มีแนวคิดผลักดันกฎหมาย 1 ฉบับในลักษณะกฎหมายแม่บท (Super Act) เพื่อปรับโครงสร้างและทบทวนระบบกฎหมายของประเทศใหม่ทั้งระบบ (Reinvent และ Rethink ประเทศไทย) โดยมุ่งสู่การเป็นระบบ One Stop Service และยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย และ ในช่วง 100 วันแรก กฎหมายแม่บทดังกล่าวจะถูกผลักดันออกมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันอย่างเป็นรูปธรรม

 

ปฏิรูปหลักนิติธรรม 2569

 

  • เพียงพนอ ระบุว่า ในกรอบการปฏิรูปภาครัฐ พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกฎหมาย โดยมองว่าภาครัฐควรมีบทบาทหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1. เป็นพันธมิตรกับภาคส่วนต่างๆ 2. ทำหน้าที่เป็นผู้เอื้ออำนวยและประสานการทำงาน และ 3. เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ ‘กีโยติน’ กฎหมายที่ล้าสมัย นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องปรับปรุงระบบการทำงานของภาครัฐ แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเดิม ปลดล็อกอุปสรรค และส่งเสริมการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน แทนการทำงานแบบแยกส่วน

 

ปฏิรูปหลักนิติธรรม 2569

 

  • จาตุรนต์ ระบุว่า พรรคเพื่อไทยมีแนวทางจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนและภาคส่วนอื่นๆ อย่างรอบด้าน เพื่อนำมาวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ และนำมาตรฐานสากลมาเป็นกรอบในการกำหนดนโยบาย ขณะเดียวกัน ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบเพื่อป้องกันการผูกขาดทางเศรษฐกิจ และสร้างกลไกคุ้มครองที่เข้มแข็ง เพื่อป้องกันปัญหาทุนสีเทาและการบิดเบือนระบบเศรษฐกิจ

 

ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม: ทลายวงจร ‘ส่วย-ตั๋ว’ ด้วยโปร่งใส

 

ปัญหาคอร์รัปชันในวงการสีกากีและเจ้าหน้าที่รัฐ ถูกระบุว่าเป็นเนื้อร้ายที่ต้องรักษาด้วยการ ‘รื้อโครงสร้าง’ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

 

  • พรรคประชาชน ได้เสนอปฏิรูป Ecosystem ทั้งระบบ ตั้งแต่ตำรวจจนถึงราชทัณฑ์ โดยเฉพาะการปรับ ‘ระบบประเมินผล’ เพื่อลดต้นทุนในการเข้าสู่ตำแหน่ง เพราะหากการเข้าสู่ตำแหน่งมีค่า ‘ตั๋ว’ แรงจูงใจในการใช้อำนาจมิชอบย่อมตามมา
  • พรรคประชาธิปัตย์ ชี้เป้าไปที่ ‘กฎหมายเฟ้อ’ (Regulatory Inflation) ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่มากเกินไปจนเกิดช่องทางเรียกรับผลประโยชน์ พร้อมเสนอให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบและมีกลไกถอดถอนกรรมการองค์กรอิสระได้

 

AI & Automation: ‘ตัดตัวกลางมนุษย์’ ลดดุลพินิจ-ปิดช่องโหว่ส่วย

 

หัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้ คือการนำเทคโนโลยีมาเป็น ‘เครื่องมือประหาร’ คอร์รัปชัน โดยพรรคการเมืองนำเสนอแนวทางที่น่าสนใจในการเปลี่ยนบทบาทเจ้าหน้าที่รัฐ:

 

  • เปลี่ยนการอนุมัติเป็นอัตโนมัติ (Automation): พรรคเพื่อไทย เสนอให้ใช้ AI และเทคโนโลยีสมัยใหม่เปลี่ยนระบบอนุมัติอนุญาตให้เป็นอัตโนมัติ เพื่อตัดขั้นตอนการใช้ ‘ดุลพินิจส่วนบุคคล’ ซึ่งเป็นต้นตอการเรียกรับสินบนแลกกับลายเซ็น ระบบจะประมวลผลตามเกณฑ์ที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
  • Open Data & Scientific Evidence: การเชื่อมโยงฐานข้อมูล (Data Integration) จะช่วยให้การตรวจสอบทำได้ทันที พรรคประชาชน ระบุว่าเราสามารถจัดการกับ ‘ทุนสีเทา’ หรือ ‘นอมินี’ ได้ด้วยข้อมูลที่มีอยู่แล้วในระบบ เช่น กระทรวงพาณิชย์, ภาคธนาคาร โดยไม่ต้องรอตั้งคณะกรรมการตีความกฎหมาย
  • วิทยาศาสตร์ระบุความรับผิด: พรรคประชาธิปัตย์ ยกตัวอย่างการใช้เซนเซอร์และเทคโนโลยีตรวจวัด (เช่น PM 2.5) เพื่อระบุตัวผู้กระทำผิดทางสิ่งแวดล้อมอย่างแม่นยำ แทนการใช้การคาดเดาหรือดุลพินิจเจ้าหน้าที่ในการชี้เป้า

 

OECD Roadmap บรรทัดฐานใหม่สู่ประเทศรายได้สูง

 

ประเด็นการเข้าเป็นสมาชิก OECD ถูกหยิบยกเป็นหมุดหมายสำคัญภายในปี 2030 ซึ่งเปรียบเสมือนการบีบให้ไทยต้องปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยมีคะแนนดัชนีหลักนิติธรรม (WJP Rule of Law Index) ที่ปัจจุบันไทยได้เพียง 0.50 เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ

 

ตัวแทนพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค มองว่า OECD จะเป็นพันธมิตรสำคัญในการบีบให้ไทยต้อง ‘บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง’โดยเฉพาะคดีทุจริตข้ามชาติ และการนิยาม ‘ความมั่นคง’ ใหม่ที่ต้องคุ้มครองเสรีภาพประชาชน ไม่ใช่เพียงความมั่นคงของรัฐบาล เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนระดับสากล

 

ปฏิรูปหลักนิติธรรม 2569

 

เกรียงไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า “เวทีนี้เป็นเวทีที่มีความจริงจังอย่างยิ่ง เพราะอนาคตของประเทศอยู่ในมือของพวกเราทุกคน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

 

ในนามของ กกร. วันนี้ เราได้เห็นพ้องต้องกันว่า เราอยากให้ทุกคนอยู่รอด และประเทศต้องอยู่รอด ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand

 

คอร์รัปชัน คือ มะเร็งร้ายของประเทศ ที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าและพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

 

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า Reinvent Thailand จะไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกคน ทั้งประชาชน พรรคการเมือง และทุกภาคส่วนของสังคม

 

ยิ่งไปกว่านั้น กกร. ได้ตั้งแคมเปญ ‘กกร. และเพื่อนไม่ทน Zero Corruption’ ดังนั้น เราจะไม่ยอมทนต่อสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป และจะร่วมมือกันพลิกฟื้น สร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาเป็นประเทศที่พวกเราทุกคนคาดหวังอีกครั้ง”

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : REINVENT THAILAND ผ่าทางตัน ‘หลักนิติธรรม’ ยกเครื่องกฎหมายล้าสมัย-โละระบบส่วย หมุดหมายใหม่สู่มาตรฐาน OECD appeared first on THE STANDARD.

]]>
Rule of Law คือทางรอด! TIJ x กกร. ยกระดับนิติธรรมไทยสู่สากล https://thestandard.co/rule-of-law-tij-jsccib/ Fri, 19 Dec 2025 04:20:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1156308 Rule of Law คือทางรอด TIJ x กกร. ยกระดับนิติธรรมไทยสู่สากล

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ประกาศความร่ว […]

The post Rule of Law คือทางรอด! TIJ x กกร. ยกระดับนิติธรรมไทยสู่สากล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Rule of Law คือทางรอด TIJ x กกร. ยกระดับนิติธรรมไทยสู่สากล

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ World Justice Project (WJP) และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) อันประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการยกระดับ ‘หลักนิติธรรม’ (Rule of Law) ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบกฎหมายไทยในสายตานานาชาติ โดยเฉพาะในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

 

หลักนิติธรรม: รากฐานใหม่ของเศรษฐกิจและการแข่งขัน

 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการ TIJ ระบุว่า หลักนิติธรรมคือหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางภาวะความผันผวนทั่วโลก นักลงทุนจะตัดสินใจจากเสถียรภาพและประสิทธิภาพของกลไกรัฐ กติกาที่เป็นธรรมและระบบยุติธรรมที่โปร่งใส โดยเฉพาะเมื่อไทยกำลังเข้าสู่มาตรฐาน OECD ความเข้มแข็งของหลักนิติธรรมจะเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญที่สุด

 

TIJ จึงเสนอแนวทาง Rule of Law Policy Framework เพื่อเป็น ‘เข็มทิศนโยบาย’ ที่มีความต่อเนื่องไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลง โดยใช้แนวทาง ‘บูรณาการทั้งสังคม’ Whole-of-Society Approach เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมกำหนดอนาคต ตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมายไปจนถึงการคุ้มครองสิทธิประชาชน เพื่อสร้างระบบนิเวศทางสังคมที่ยั่งยืน

 

เปิดผลดัชนี WJP 2025: จุดแข็งและข้อท้าทายของไทย

 

ดร.ศรีรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก WJP เปิดเผยข้อมูลจากดัชนีหลักนิติธรรมประจำปี 2568 (WJP Rule of Law Index 2025) พบว่า ประเทศไทยได้คะแนนภาพรวมอยู่ที่ 0.50 ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการรักษาสถิติท่ามกลางกระแสการถดถอยของหลักนิติธรรมทั่วโลก

 

– จุดแข็ง: ความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัย รวมถึงความเชื่อมั่นต่อความสุจริตของสถาบันตุลาการ

 

– ข้อท้าทาย: ประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ต้องเร่งปรับปรุง ปัญหาการเลือกปฏิบัติที่เพิ่มสูงขึ้น และอุปสรรคเชิงโครงสร้างในการออกใบอนุญาตภาครัฐ ซึ่งถือเป็น ‘ต้นทุนแฝง’ ของประเทศ

 

WJP ย้ำว่า “ข้อมูลคือเข็มทิศของการปฏิรูป” และพร้อมสนับสนุนไทยในการนำข้อมูลเชิงลึกไปแปลงเป็นยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน

 

ภาคธุรกิจชี้ ‘กติกาไม่เป็นธรรม’ คือคอขวดเศรษฐกิจ

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธาน กกร. เน้นย้ำว่า หลักนิติธรรมคือโครงสร้างพื้นฐานของธรรมาภิบาล ภาคเอกชนกังวลต่อกติกาที่ไม่ชัดเจนและไม่เสมอภาค ซึ่งมีปัญหาหลัก 3 ประการ คือ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ได้มาตรฐาน กระบวนการอนุญาตที่ซับซ้อนและใช้ดุลพินิจสูง และการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการ SME

 

กกร. จึงผลักดันโครงการ ‘Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน’ โดยใช้ระบบดิจิทัลลดการใช้ดุลพินิจและเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ พร้อมเปิดตัวแคมเปญรณรงค์ ‘ไม่เลือกคนโกง’ เพื่อสร้างความตระหนักให้ประชาชนไม่สนับสนุนผู้สมัครที่มีประวัติทุจริตหรือเกี่ยวข้องกับทุนสีเทา โดยย้ำว่าเสียงของประชาชนคือเสียงชี้ขาดในการขับเคลื่อนประเทศ

 

อุตสาหกรรมและการเงิน: ปลดล็อกเศรษฐกิจนอกระบบ

 

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเสริมว่า ภาคธุรกิจต้องการกติกาที่คาดการณ์ได้ เพราะความไม่แน่นอนของกฎหมายสร้างต้นทุนแฝงมหาศาล การขับเคลื่อน Thailand Rule of Law National Strategy จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะยกระดับกติกาประเทศให้สอดคล้องกับเกณฑ์ OECD ซึ่งให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลและการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ด้าน ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ชี้ให้เห็นว่า ความอ่อนแอของหลักนิติธรรมเชื่อมโยงโดยตรงกับเศรษฐกิจนอกระบบของไทยที่มีสูงถึง 48% ของ GDP และปัญหาอำนาจเหนือตลาดของผู้เล่นรายใหญ่ ความร่วมมือครั้งนี้ผ่านโครงการ Reinvent Thailand จะช่วยเปลี่ยนประชาชนให้เป็น ‘Informed Citizen’ ที่สามารถตรวจสอบและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายบนฐานข้อเท็จจริง ซึ่งจะนำไปสู่สังคมที่สงบสุขและเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างทั่วถึงตามเป้าหมาย SDGs ของสหประชาชาติ

 

ความร่วมมือระหว่าง TIJ, WJP และ กกร. ในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่สังคมที่ยึดถือหลักนิติธรรมเป็นรากฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนระดับโลก และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยผ่านระบบที่เป็นธรรมและโปร่งใสอย่างแท้จริง

The post Rule of Law คือทางรอด! TIJ x กกร. ยกระดับนิติธรรมไทยสู่สากล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะวิกฤต Rule of Law: ทำไมผู้มีอำนาจลอยนวล แต่คนเปราะบางถูกลืม https://thestandard.co/rule-of-law-crisis-global-justice-gap/ Fri, 27 Jun 2025 12:01:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1090143 ผู้แทนจากเอเชียร่วมอภิปรายวิกฤตหลักนิติธรรมในงาน World Justice Forum 2025 ที่โปแลนด์

กรุงวอร์ซอ โปแลนด์​ – “ทำไมความยุติธรรมจึงดูห่างไ […]

The post เจาะวิกฤต Rule of Law: ทำไมผู้มีอำนาจลอยนวล แต่คนเปราะบางถูกลืม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้แทนจากเอเชียร่วมอภิปรายวิกฤตหลักนิติธรรมในงาน World Justice Forum 2025 ที่โปแลนด์

กรุงวอร์ซอ โปแลนด์​ – “ทำไมความยุติธรรมจึงดูห่างไกลและไม่สม่ำเสมอ?

 

ทำไมผู้มีอำนาจดูเหมือนจะลอยนวล ในขณะที่คนเปราะบางยังคงไม่ได้รับความช่วยเหลือ?

 

ทำไมนักการเมืองมักทำ ‘เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง’ มากกว่าความต้องการของประชาชน?”

 

ผู้แทนจากเอเชียร่วมอภิปรายวิกฤตหลักนิติธรรมในงาน World Justice Forum 2025 ที่โปแลนด์

ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)

 

คำถามอันทรงพลังเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาโดย ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กลางเวทีเสวนาย่อย ‘การเสริมสร้างความรับผิดชอบผ่านการปฏิรูปหลักนิติธรรมในเอเชียแปซิฟิก’ ณ การประชุมระดับโลก World Justice Forum 2025 ซึ่ง TIJ ร่วมจัดกับ World Justice Project (WJP) เวทีฟอรั่มปีนี้จัดขึ้นที่กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์

 

นี่ไม่ใช่คำถามนามธรรม แต่คือเสียงสะท้อนของ ‘วิกฤตศรัทธาของสาธารณชน’ ที่กำลังกัดเซาะรากฐานของหลักนิติธรรมทั่วทั้งภูมิภาค และเป็นโจทย์ใหญ่ที่วงเสวนานี้พยายามถอดรหัสและหาทางออก ข้อมูลล่าสุดจาก WJP Rule of Law Index 2024 ยืนยันว่าหลักนิติธรรมทั่วโลกเสื่อมถอยลงเป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน และมีถึง 57% ของประเทศทั่วโลกที่มีคะแนนลดลง

 

ดร.กิตติพงษ์ ย้ำว่า “โดยแก่นแท้แล้ว หลักนิติธรรมคือเรื่องของความยุติธรรม ศักดิ์ศรี และความไว้วางใจ” แต่ “หลักนิติธรรมไม่ได้ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง และความรับผิดชอบซึ่งเป็นรากฐานของความชอบธรรม จะต้องถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านศาลที่เป็นอิสระ สถาบันที่เปิดกว้าง การกำกับดูแลที่มีความหมาย และการเข้าถึงการเยียวยาที่ประชาชนสามารถไว้วางใจและเข้าถึงได้”

 

 ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ

 

TIJ กับบทบาท ‘ผู้ลงมือทำ’

 

ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความพยายามของไทยในการขับเคลื่อนการปฏิรูปหลักนิติธรรมท่ามกลางภูมิทัศน์การเมืองที่ผันผวนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เขากล่าวว่า ในช่วงเวลานั้น “วาทกรรมหลักที่ชี้นำเรื่องการปฏิรูปหลักนิติธรรมคือ ทุกคนบอกว่าสำคัญมาก และถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่กลับไม่มีใครมีภาพที่ชัดเจนเลยว่าจะเริ่มต้นทำอะไรกับแนวคิดเรื่องหลักนิติธรรมนี้ดี”

 

TIJ จึงเห็นช่องว่างนี้ และได้นำเครื่องมือที่ทรงพลังอย่างดัชนีหลักนิติธรรม (Rule of Law Index) ของ WJP มาใช้เป็น ‘เข็มทิศร่วม’ ซึ่งในปี 2024 นี้ จัดให้ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 78 ของโลก ด้วยคะแนน 0.50 เต็ม 1.00 แต่ที่น่าสนใจคือคะแนนของไทยปรับตัวดีขึ้น 1.5% จากปีก่อนหน้า ดร.พิเศษอธิบายว่า “เราเห็นช่องว่างตรงนั้น และเราได้ใช้ประโยชน์จากระเบียบวิธีของดัชนีที่เข้มแข็งนี้ และพยายามเสนอว่า แทนที่เราจะเสียเวลาไปกับการถกเถียงเรื่องความหมายหรือนิยาม เรามาใช้มาตรวัดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังอย่างดัชนีหลักนิติธรรมเพื่อนำทางการพูดคุยกันดีกว่า”

 

ดร.ศรีรักษ์ พลิพัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก World Justice Project

 

ดร.ศรีรักษ์ พลิพัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ WJP ได้เล่าเบื้องหลังว่าก่อนที่จะมาจับมือกับ TIJ เคยพยายามพูดคุยกับหน่วยงานรัฐบาลไทยถึง 4 แห่ง เพื่อหาทางยกระดับคะแนนดัชนี แต่ละหน่วยงานต่างเห็นว่าเป็นแนวคิดที่ยอดเยี่ยม แต่ก็ส่งต่อให้เขาไปคุยกับหน่วยงานถัดไป จนกระทั่ง TIJ เป็นหน่วยงานที่ 5 และพวกเขาไม่ได้ส่งผมต่อไปที่หน่วยงานที่ 6 แต่กลับบอกว่า “มาทำให้เกิดขึ้นกันเถอะ”

 

จากจุดนั้น TIJ ได้กลายเป็นแกนหลักในการเชิญผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานรัฐกว่า 100 คนมาร่วมกันระดมสมอง เพื่อหาปัญหาและทางออกใน 15 ประเด็นที่รัฐบาลไทยต้องการปรับปรุงให้ดีขึ้น

 

ดร.พิเศษ ย้ำว่า “ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบครั้งเดียวจบสำหรับ TIJ เรารู้ดีว่านี่คือเกมระยะยาว” และหัวใจสำคัญคือการทำให้เรื่องนี้เข้าถึงประชาชน “คุณไม่สามารถปล่อยให้นักกฎหมายเป็นผู้นำในการถกเถียงเรื่องนี้แต่เพียงฝ่ายเดียวได้ คุณต้องทำให้ความท้าทายของหลักนิติธรรมเป็นสิ่งที่คนธรรมดา คนเดินถนน รู้สึกเชื่อมโยงได้ และสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทั้งหมด”

 

บทเรียนราคาแพงจากเกาหลีใต้: เมื่อผู้พิพากษาและอัยการตกอยู่ใต้อิทธิพลการเมือง

 

ในขณะที่ไทยกำลังแสวงหาหนทาง ผู้พิพากษา แจวู จุง จากศาลชั้นต้นจินจู ประเทศเกาหลีใต้ ได้แบ่งปันเรื่องราวที่เปรียบเสมือน ‘บทเรียนราคาแพง’ แม้ว่าเกาหลีใต้จะอยู่ในอันดับที่ 19 ของโลกด้วยคะแนนที่ค่อนข้างสูงคือ 0.74 แต่เขาได้เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่าประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สั่นคลอนรากฐานของหลักนิติธรรม

 

ผู้พิพากษาจุงเล่าย้อนไปถึงคดีอื้อฉาวสั่นคลอนวงการยุติธรรมเกาหลีใต้หลายคดีติดต่อกัน:

 

  • คดีสินบนนักการเมือง: ประธานบริษัทใหญ่ฆ่าตัวตาย พร้อมทิ้งบันทึกการจ่ายสินบนให้นักการเมืองระดับสูง แต่สุดท้ายไม่มีใครถูกลงโทษเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ
  • คดีอดีตผู้พิพากษาเรียกรับเงิน: ทนายความซึ่งเป็นอดีตผู้พิพากษา เรียกรับเงินจากลูกความถึง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอ้างว่าจะนำไปวิ่งเต้นผู้พิพากษาที่กำลังทำคดี กรณีเช่นนี้ได้ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อศาลอย่างรุนแรง
  • คดี ‘ผู้พิพากษาเรนจ์โรเวอร์’: ผู้พิพากษาอาวุโสรับสินบนเป็นรถยนต์เรนจ์โรเวอร์และเงินสดจากซีอีโอบริษัทเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่ และสุดท้ายถูกตัดสินจำคุก 7 ปี “เป็นช่วงเวลาที่น่าอัปยศอย่างยิ่ง และผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชนยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้” ผู้พิพากษาจุงกล่าว

 

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ สถานการณ์ล่าสุดที่คุกคามหลักนิติธรรมอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนคือ ‘การประกาศกฎอัยการศึก’ โดยอดีตประธานาธิบดีในปี 2024 แม้จะถูกสภาโหวตยกเลิกได้ในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง แต่เหตุการณ์นี้ได้ปลุกความทรงจำอันเจ็บปวดของคนเกาหลีใต้ และแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบ

 

อินเดีย: มหาอำนาจตุลาการในภาวะวิกฤต

 

ผู้พิพากษามาดัน บี. โลกูร์ อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาอินเดีย ได้สะท้อนภาพความท้าทายของประเทศที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อน เขากล่าวว่าระบบยุติธรรมของอินเดียกำลังเผชิญ ‘ภาวะวิกฤต’ จากจำนวนคดีที่สูงจนน่าตกใจ และตำแหน่งผู้พิพากษาที่ว่างลงถึง 20% ซึ่งสถานการณ์นี้สะท้อนออกมาในคะแนนดัชนีที่ 0.50 อยู่อันดับที่ 79 ของโลก ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศไทยอย่างมาก

 

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือ ‘ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ’ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นหลังจากศาลฎีกาตัดสินว่า กฎหมายที่รัฐบาลเสนอ เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการแต่งตั้งผู้พิพากษาแห่งชาตินั้น ‘ขัดต่อรัฐธรรมนูญ’ เพราะกระทบต่อความเป็นอิสระของศาล

 

อินเดียพยายามแก้ปัญหาด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น โครงการ e-Courts และ ฐานข้อมูลตุลาการแห่งชาติ (National Judicial Data Grid) ซึ่งเปิดเผยข้อมูลทุกคดีสู่สาธารณะ ทำให้สามารถติดตามและประเมินผลการทำงานของผู้พิพากษาแต่ละคนได้อย่างโปร่งใส ผู้พิพากษาโลกูร์ยอมรับว่าการทุจริตยังคงเป็นปัญหาใหญ่ แต่หัวใจสำคัญที่สุดคือการย้ำเตือนว่า “ความยุติธรรมต้องเป็นไปเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อผู้พิพากษาหรือรัฐบาล พลเมืองต่างหากที่ต้องเป็นศูนย์กลางของความยุติธรรม”

 

มุมมองจากญี่ปุ่น: การปฏิรูปต้องใช้เวลาและข้อมูล

 

โนโซมิ อิวามา จากหน่วยงานความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ได้นำเสนอมุมมองของหน่วยงานผู้ให้การสนับสนุนการพัฒนา โดยญี่ปุ่นเองเป็นประเทศที่มีหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง ได้รับคะแนน 0.79 และอยู่ในอันดับที่ 14 ของโลก เธอกล่าวว่า JICA สนับสนุนการปฏิรูปกฎหมายในเอเชียมานานกว่า 30 ปี โดยเน้นแนวทางที่ยึดผู้รับเป็นศูนย์กลางและเป็นการสนับสนุนในระยะยาว

 

เธอยกตัวอย่างการสนับสนุนเมียนมา ที่ JICA เริ่มจากการสร้างขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ก่อน แล้วจึงค่อยไปสู่การร่างกฎหมายแพ่ง ซึ่งใช้เวลาหลายปีกว่าจะสำเร็จ เธอยอมรับว่า แม้ JICA จะทำงานมานาน แต่การวัดผลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Interventions) ยังเป็นจุดที่ต้องพัฒนา ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเก็บข้อมูลอย่างจริงจังในการปฏิรูปทุกระดับ

 

เวทีเสวนาย่อย ‘การเสริมสร้างความรับผิดชอบผ่านการปฏิรูปหลักนิติธรรมในเอเชียแปซิฟิก’

 

อนาคตของหลักนิติธรรมในภูมิภาค

 

บทสรุปจากเวทีนี้ชัดเจนว่า วิกฤตศรัทธาต่อหลักนิติธรรมเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของ WJP ที่ชี้ว่าปัจจัยที่ทำให้คะแนนทั่วโลกตกต่ำลงมากที่สุดคือ การจำกัดอำนาจรัฐบาล และ การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่อ่อนแอลง การแทรกแซงทางการเมือง การทุจริต และระบบที่ไม่ตอบสนองต่อประชาชนคือ ‘ความท้าทายร่วมกัน’

 

การลุกขึ้นมาของภาคประชาสังคมอย่าง TIJ การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อสร้างความโปร่งใส และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่หลากหลาย คือเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้ครั้งนี้

 

การเดินทางเพื่อสร้างหลักนิติธรรมที่เข้มแข็งยังอีกยาวไกลและต้องอาศัยการลงแรงจากทุกภาคส่วน อย่างที่ ดร. กิตติพงษ์ ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า “การยืนหยัดเพื่อหลักนิติธรรมนั้นเป็นมากกว่าการปกป้องหลักการ แต่คือการกำหนดรูปแบบสังคมที่เราอยากจะอยู่ และอนาคตที่เราอยากจะทิ้งไว้เบื้องหลัง”

 

ภาพ: Stock Studio 4477 / Shutterstock

The post เจาะวิกฤต Rule of Law: ทำไมผู้มีอำนาจลอยนวล แต่คนเปราะบางถูกลืม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เผด็จการในคราบประชาธิปไตย: ถอดรหัสสงครามเงียบกัดกร่อนหลักนิติธรรมโลก https://thestandard.co/democracy-in-disguise-rule-of-law/ Thu, 26 Jun 2025 09:14:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1089540 ค้อนตุลาการวางบนโต๊ะไม้ สื่อถึงหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม

วอร์ซอ, โปแลนด์ – วันที่สามแล้วที่ผู้เขียนได้เข้า […]

The post เผด็จการในคราบประชาธิปไตย: ถอดรหัสสงครามเงียบกัดกร่อนหลักนิติธรรมโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค้อนตุลาการวางบนโต๊ะไม้ สื่อถึงหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม

วอร์ซอ, โปแลนด์ – วันที่สามแล้วที่ผู้เขียนได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ในเวที World Justice Forum 2025 ณ กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ สิ่งที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนคือ บรรยากาศของบทสนทนาที่เข้มข้นและเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกร่วมของผู้คนจากหลากหลายวิชาชีพทางกฎหมายทั่วโลก

 

บทสนทนาของผู้พิพากษา นักกฎหมาย ตัวแทนองค์กรระหว่างประเทศ และผู้กำหนดนโยบายจากหลากหลายวัฒนธรรม มีเสียงสะท้อนที่คล้ายคลึงกันจนน่าประหลาดใจ ถึงกับมีคำเปรียบเปรยมาจากบางเวทีว่า งานนี้ให้ความรู้สึกเหมือนการทำ ‘Group Therapy’ เพราะผู้ปฏิบัติงานจากหลายประเทศได้มาระดมสมอง และพบว่าตนเองไม่ได้โดดเดี่ยวในการต่อสู้กับปัญหาเดียวกัน คือเรื่อง ‘ภาวะถดถอยของหลักนิติธรรม’ (Rule of Law Recession) 

 

ท่ามกลางการวิเคราะห์วิกฤต มีการนำเสนอ ‘นวัตกรรมเชิงความคิด’ และการปรับตัวของกระบวนการยุติธรรมในหลายประเทศเพื่อรับมือกับความท้าทายรูปแบบใหม่นี้เช่นกัน พบว่าภูมิทัศน์ของปัญหาในหลายประเทศอาจจะคล้ายคลึงกัน แต่ทางออกแตกต่างกัน

 

ค้อนตุลาการวางบนโต๊ะไม้ สื่อถึงหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม

เวทีเสวนา Understanding the Global Rule of Law Recession 

 

ถอดรหัสภัยคุกคาม: เมื่อประชาธิปไตยถูกกัดกร่อนจากภายใน

 

เวทีเสวนา Understanding the Global Rule of Law Recession ฉายภาพกลยุทธ์การบ่อนทำลายประชาธิปไตยในยุคปัจจุบันได้อย่างลึกซึ้ง

 

เควิน คาซาส-ซาโมรา จาก International IDEA ชี้ว่า นี่ไม่ใช่การโจมตีจากภายนอก แต่เป็นการกัดกร่อนจากผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมุ่งทำลายสถาบันที่เป็นอิสระ โดยมี ‘ตำรา’ ที่ใช้เหมือนกันทั่วโลก คือการโจมตีสถาบันตุลาการ สื่อเสรี ภาคประชาสังคม และองค์กรจัดการเลือกตั้ง

 

เควิน คาซาส-ซาโมรา จาก International IDEA และ แอนน์ แอปเปิลบอม นักประวัติศาสตร์รางวัลพูลิตเซอร์ 

 

แอนน์ แอปเปิลบอม นักประวัติศาสตร์รางวัลพูลิตเซอร์ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมถึงความซับซ้อนของภัยคุกคามในยุคดิจิทัล เธอยกตัวอย่างกรณีการเลือกตั้งในโรมาเนีย ที่ศาลต้องตัดสินใจอย่างยากลำบากในการยกเลิกผลการเลือกตั้ง หลังพบว่าผู้สมัครรายหนึ่งใช้เงินสนับสนุนแคมเปญบนโซเชียลมีเดียอย่างผิดกฎหมาย กรณีนี้สะท้อนว่าโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นเครื่องมือที่เอื้อต่อการทุจริตการเลือกตั้งในรูปแบบใหม่ที่กฎหมายเดิมอาจตามไม่ทัน

 

การรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้ยังเต็มไปด้วยภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แอปเปิลบอมยกตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา ที่อัยการสูงสุดใช้เวลาพิจารณาอย่างยาวนานก่อนจะตัดสินใจดำเนินคดีกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บุกรัฐสภา แม้จะมีเหตุผลทางกฎหมายและการเมืองที่ชอบธรรมมารองรับความล่าช้านี้ แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ประชาชนอเมริกันหลายล้านคนมองว่าทรัมป์เป็นผู้บริสุทธิ์

 

ในทางกลับกัน เควินยกตัวอย่างประเทศบราซิล ที่สถาบันตุลาการและสถาบันอื่นๆ ตอบโต้อย่างแข็งกร้าวและเด็ดขาดต่อความพยายามบ่อนทำลายประชาธิปไตย ซึ่งนำไปสู่การถกเถียงว่า ในยามที่ความอยู่รอดของระบอบการปกครองเป็นเดิมพัน ความเด็ดขาดระดับนี้อาจเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าการปกป้องหลักนิติธรรมในปัจจุบันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว

 

เวทีเสวนา Judicial Integrity: Challenges and Opportunities for Strengthening Transparency and Public Trust in Asia 

 

เสียงสะท้อนจากเอเชีย: ความท้าทายที่หลากหลายมิติ

 

เมื่อมองมายังเอเชีย แรงกดดันเหล่านี้ปรากฏชัดเจนและใกล้ตัวเรามากขึ้น ในเวทีเสวนา Judicial Integrity in Asia ผู้พิพากษาจากหลายประเทศแบ่งปันประสบการณ์ที่สะท้อนภาพความท้าทายร่วมกัน 

 

ผู้พิพากษาศาลฎีกาเนปาล สปนา ประธาน มัลลา นำเสนอมุมมองที่ซับซ้อนและน่าขบคิด นอกจากจะยอมรับว่ากระบวนการแต่งตั้งตุลาการในประเทศของเธอถูกการเมืองแทรกแซงอย่างหนัก และต้องอาศัยความกล้าหาญของผู้พิพากษาเป็นปราการด่านสุดท้าย และชี้ให้เห็นถึงความท้าทายใหม่จากเทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ เธอตั้งคำถามผ่านปรัชญา ‘เรือของธีซุส’ ว่า ถ้าเราค่อยๆ เปลี่ยนชิ้นส่วนของเรือไปทีละชิ้นจนหมด มันจะยังเป็นเรือลำเดิมอยู่หรือไม่ เช่นเดียวกับผู้พิพากษาที่ถ้าค่อยๆ แทนที่สัญชาตญาณและมโนธรรมด้วยผลลัพธ์จากเครื่องจักร “เราจะยังคงรับใช้ความยุติธรรม หรือเป็นเพียงการสร้างภาพลวงตาขึ้นมาใหม่เธอให้ความเห็นว่า AI ไม่เคยเห็นน้ำตาของผู้แสวงหาความยุติธรรม และไม่สามารถชั่งน้ำหนักความทุกข์ของมนุษย์ได้

 

ผู้พิพากษา ราซี ซิกเดอร์ มาห์มูเดอร์ จากบังกลาเทศ แจกแจงความท้าทายที่สถาบันตุลาการต้องเผชิญอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่แรงกดดันทางการเมืองจากฝ่ายบริหารที่ทรงอำนาจ การโจมตีผู้พิพากษาเป็นรายบุคคล แรงกดดันจากสื่อ ไปจนถึงปัญหาความล่าช้าของคดี ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างรุนแรง เขายกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงที่เคยทำคดีที่ค้างอยู่ในศาลนานถึง 60 ปี ซึ่งอายุมากกว่าตัวเขา

 

ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ ผู้พิพากษามาห์มูเดอร์ได้เล่าถึงนวัตกรรมการปรับตัวที่น่าสนใจ คือกรณีการประท้วงของนักศึกษาต่อระบบโควตาในการจ้างงานภาครัฐ ซึ่งศาลสูงสุดได้มีคำตัดสินให้ลดโควตาลงเหลือเพียง 7% คำตัดสินนี้ไม่เพียงแต่แก้ไขข้อขัดแย้งใหญ่ในสังคม แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสถาบันตุลาการในการปรับตัวและตอบสนองต่อความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป 

 

ทางออกเชิงยุทธศาสตร์จากประเทศไทย: เมื่อ ‘การรับฟัง’ และ ‘ประชาชน’ คือหัวใจของการปฏิรูป

 

ท่ามกลางบทสนทนาถึงวิกฤติและทางออก มุมมองจากตัวแทนประเทศไทยได้นำเสนอแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่หลักนิติธรรม

 

ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)

 

ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) วางกรอบการมองปัญหา โดยเน้นว่าสถาบันตุลาการในปัจจุบันต้องรับมือกับความต้องการที่ซับซ้อนทั้งในมิติสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นความสุจริตเที่ยงธรรมของฝ่ายตุลาการจึงไม่ใช่เพียงอุดมคติทางเทคนิค แต่เป็นความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ที่ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตของผู้คน และเป็นหัวใจสำคัญในการค้ำจุนความชอบธรรมของระบบ

 

ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ ยกตัวอย่าง Justice by Design ซึ่งเป็นความร่วมมือกับศาลยุติธรรมที่ใช้นวัตกรรมทางความคิดแบบ Design Thinking เพื่อเชิญชวนให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการใช้บริการกระบวนการยุติธรรม เข้ามาร่วมจินตนาการและออกแบบการให้บริการใหม่จากมุมมองของพวกเขาเอง

 

ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ 

 

ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ ให้ภาพการนำแนวคิดนี้ไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในการตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มเปราะบาง ดร.พิเศษ ชี้ว่า แนวทางการทำงานแบบทำตามปกติไม่เพียงพออีกต่อไป แต่จำเป็นต้องทำความเข้าใจความต้องการของพวกเขาอย่างแท้จริง โดยตระหนักว่าปัญหาทางกฎหมาย เช่น ที่อยู่อาศัย มักจะซ้อนทับกับความเหลื่อมล้ำและความเปราะบางในมิติอื่นๆ 

 

กระบวนการที่นำมาช่วยได้ เช่น อาสาสมัครนักกฎหมายและนักกฎหมายชุมชน ที่เข้ามาช่วยเชื่อมช่องว่างระหว่างประชาชนกับระบบยุติธรรมที่เป็นทางการ โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤต เช่นเดียวกับบทบาทของภาคประชาสังคมและองค์กรชุมชนที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้คนบนพื้นที่จริง แนวทางนี้คือการสร้างเครือข่ายความยุติธรรมภาคประชาชนที่เข้มแข็ง เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนแอที่สุด จะสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้

 

บทสรุป

 

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เป็นเพียงบทสนทนาทางวิชาการที่เกิดขึ้นในอีกซีกโลกหนึ่ง แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อประเทศไทย เวที World Justice Forum นี้จัดโดย World Justice Project (WJP) สถาบันผู้จัดทำดัชนีหลักนิติธรรม (Rule of Law Index) ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ซึ่งทำงานประสานกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ที่กำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณารับประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก หนึ่งในมิติสำคัญที่ไทยจะถูกประเมินอย่างเข้มข้นก็คือ หลักนิติธรรม

The post เผด็จการในคราบประชาธิปไตย: ถอดรหัสสงครามเงียบกัดกร่อนหลักนิติธรรมโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘นิติธรรมคือการลงทุน’ เวที WJF ถกทางรอดวิกฤต Rule of Law https://thestandard.co/rule-of-law-investment-wjf-2025/ Wed, 25 Jun 2025 08:23:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1088975 รองเลขาธิการ OECD กล่าวบนเวที World Justice Forum 2025 ว่าหลักนิติธรรมคือการลงทุนเชิงกลยุทธ์

วอร์ซอ, โปแลนด์ – ท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และ […]

The post ‘นิติธรรมคือการลงทุน’ เวที WJF ถกทางรอดวิกฤต Rule of Law appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองเลขาธิการ OECD กล่าวบนเวที World Justice Forum 2025 ว่าหลักนิติธรรมคือการลงทุนเชิงกลยุทธ์

วอร์ซอ, โปแลนด์ – ท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตประชาธิปไตยที่แผ่ขยายไปทั่วโลก งานสัมมนาระดับโลก World Justice Forum 2025 ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ กรุงวอร์ซอ โดยเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของนักคิด นักกฎหมาย นักกิจกรรมภาคประชาสังคม และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกว่า 600 คน จาก 87 ประเทศทั่วโลก ภารกิจคือการหาคำตอบให้กับโจทย์ที่ท้าทายที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคนี้คือ จะร่วมกัน ‘พลิกแนวโน้มภาวะถดถอยของหลักนิติธรรม (Rule of Law) ในระดับโลก’ ท่ามกลางบริบทของการขยายตัวของอำนาจนิยมได้อย่างไร

 

เวทีนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเสวนาทางวิชาการ แต่คือความพยายามที่จะสร้างแนวทางปฏิบัติเพื่อส่งเสริม ‘ระบบนิเวศของหลักนิติธรรม’ (Rule of Law Ecosystem) และแสวงหานวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะนำไปสู่กระบวนการยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

 

The Economic Case for Justice: เมื่อความยุติธรรมคือความจำเป็นเชิงกลยุทธ์

 

หนึ่งในสาระสำคัญที่ทรงพลังที่สุดมาจาก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งเปลี่ยนมุมมองต่อหลักนิติธรรมจากเรื่องทางศีลธรรมให้กลายเป็นความจำเป็นเชิงรูปธรรม แมรี เบธ กูดแมน รองเลขาธิการ OECD กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “การลงทุนในหลักนิติธรรมไม่ใช่แค่เรื่องของหลักการประชาธิปไตย แต่คือ ความจำเป็นเชิงกลยุทธ์ทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ”

 

เธอย้ำว่า สถาบันยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพคือหัวใจของเศรษฐกิจที่ทำงานได้ดี ช่วยลดความไม่แน่นอนทางกฎหมาย ลดต้นทุนในการทำธุรกรรม และสร้างความคาดการณ์ได้ที่ภาคธุรกิจต้องการเพื่อการเติบโต ลงทุน และสร้างนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นธุรกิจกว่า 90% ทั่วโลก และมักจะเป็นกลุ่มที่เปราะบางต่อความไร้ประสิทธิภาพของระบบยุติธรรม

 

ข้อมูลจาก White Paper ของ OECD ที่จัดทำร่วมกับ World Justice Project ในปี 2019 ซึ่งเธอกล่าวถึง ได้ตอกย้ำประเด็นนี้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ที่น่าตกใจว่า ปัญหาทางกฎหมายที่ไม่ได้รับการแก้ไขสามารถสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ได้ตั้งแต่ 0.5% ถึง 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) นี่คือ ‘ราคาที่น่าตกใจของการนิ่งเฉย’ และเป็นข้อพิสูจน์เชิงเศรษฐศาสตร์ว่าเหตุใดการลงทุนในระบบยุติธรรมที่เข้าถึงได้และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนจึงไม่ใช่ต้นทุน แต่คือผลตอบแทนที่คุ้มค่า

 

แนวทางแก้ไขของ OECD คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากเดิมที่เน้นสถาบันเป็นตัวตั้ง ไปสู่ ‘กระบวนการยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง’ (People-Centered Justice) โดยมีเครื่องมือสำคัญคือ ‘ข้อเสนอแนะของ OECD ว่าด้วยการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม’ ปี 2023 ซึ่งเป็นเหมือนแผนที่นำทางให้รัฐบาลและภาคประชาสังคมออกแบบบริการด้านความยุติธรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้โดยใช้ข้อมูลและหลักฐานเป็นตัวนำ

 

แมรี เบธ กูดแมน รองเลขาธิการ OECD

 

โปแลนด์ ณ ทางแยก: บทเรียนราคาแพง

 

ไม่มีที่ใดจะเหมาะสมไปกว่ากรุงวอร์ซอในการเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้ โปแลนด์เปรียบเสมือนห้องทดลองที่มีชีวิตของทั้งการเสื่อมถอยและการฟื้นฟูหลักนิติธรรม อดัม บอดนาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของโปแลนด์ กล่าวเปิดใจในฐานะเจ้าภาพว่า “ผมคิดว่าโปแลนด์เป็นสถานที่ที่ดีในการจัดงาน ไม่เพียงเพราะประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อคุณค่าของเรา แต่ยังเป็นเพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราต้องทนทุกข์จากปัญหาด้านหลักนิติธรรมที่แตกต่างกันไป”

 

เขาเล่าถึงวิกฤตตลอด 8 ปีที่ผ่านมาว่าซับซ้อนและลึกซึ้ง คือ “การรื้อถอนความเป็นอิสระของสถาบันต่างๆ การโจมตีความเป็นอิสระของตุลาการ และการสร้างแรงกดดันต่อผู้พิพากษา อัยการ ผู้นำภาคประชาสังคม และทนายความ” แต่จากซากปรักหักพังนั้นเองที่โปแลนด์ได้เรียนรู้บทเรียนอันล้ำค่าเพื่อสร้างความแข็งแกร่งกลับคืนมา

 

พลังของภาคประชาสังคม: บอดนาร์ยอมรับว่า “มีหลายครั้งที่ผมรู้สึกว่าแม้แต่พรรคการเมืองฝ่ายค้านก็ยังไม่ได้ต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของคุณค่าต่างๆ มากเท่ากับองค์กรภาคประชาสังคมที่มุ่งมั่นและไม่ย่อท้อ” พวกเขาทำงานทั้งในระดับห้องพิจารณาคดี ไปจนถึงการจัดประท้วงบนท้องถนน

 

ความเป็นปึกแผ่นข้ามพรมแดน: เขายกตัวอย่างเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า ‘March of 10,000 Gowns’ ซึ่งผู้พิพากษาจากทั่วสหภาพยุโรปและนอก EU เดินทางมายังวอร์ซอ สวมเสื้อคลุมตุลาการเพื่อเดินขบวนประท้วง แสดงพลังสนับสนุนความเป็นอิสระของตุลาการในโปแลนด์ เป็นสัญลักษณ์ว่าการต่อสู้เพื่อหลักนิติธรรมไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง

 

ความจำเป็นของการศึกษาภาคพลเมือง: บอดนาร์กล่าวว่า “เราเสียเวลากว่า 20 ปีหลังปี ’89 เพราะเราคิดว่าประชาธิปไตยเป็นของตาย” แต่ความจริงปรากฏว่าคนรุ่นใหม่จำเป็นต้องได้รับการศึกษาเพื่อให้เข้าใจว่าหลักการเหล่านี้สำคัญต่อชีวิตของพวกเขาอย่างไร ขณะนี้โปแลนด์กำลังบรรจุวิชา ‘การศึกษาภาคพลเมือง’ เข้าไปในหลักสูตรมัธยมศึกษาอีกครั้ง

 

รองเลขาธิการ OECD กล่าวบนเวที World Justice Forum 2025 ว่าหลักนิติธรรมคือการลงทุนเชิงกลยุทธ์

อดัม บอดนาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของโปแลนด์

 

สมรภูมิแห่งความจริง: สื่อมวลชนในแนวหน้าของสงครามดิจิทัล

 

สุนทรพจน์ที่ส่งแรงกระเพื่อมและปลุกความรู้สึกของผู้ฟังได้มากที่สุด มาจาก มาเรีย เรสซา เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2021 เธอคือเสียงของผู้ที่ยืนหยัดในแนวหน้าของสมรภูมิข้อมูลข่าวสาร

 

เธอเริ่มต้นด้วยคำประกาศที่น่าสะพรึงว่า “แพลตฟอร์มเทคโนโลยีได้กลายเป็นอาวุธทำลายล้างประชาธิปไตย” และชี้ให้เห็นว่า “คำโกหกที่เจือปนด้วยความกลัว ความโกรธ และความเกลียดชัง จะยิ่งแพร่กระจายได้เร็วยิ่งขึ้น” นี่คือการบิดเบือนพฤติกรรมมนุษย์ในระดับเซลล์ของประชาธิปไตย

 

เรสซาใช้ประสบการณ์ตรงของเธอเป็น ‘บทเรียนเตือนใจ’ เมื่อเธอ และสื่อ Rappler ที่เธอร่วมก่อตั้ง ต้องเผชิญกับคดีอาญา 11 คดีในฟิลิปปินส์ เพียงเพราะทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างซื่อตรง เธอเปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นพลัง และส่งต่อข้อความแห่งความหวังไปยังผู้ฟังทุกคนว่า “การต่อสู้เพื่อข้อเท็จจริง คือการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ การต่อสู้เพื่อความจริง คือการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม”

 

เรสซากล่าวปิดท้ายด้วยถ้อยคำที่ทรงพลังที่สุดว่า “เราไม่อาจเป็นกลางได้เมื่อคุณค่าที่เรายึดมั่นกำลังถูกโจมตี เราต้องเลือกความกล้าหาญมากกว่าความสะดวกสบาย เลือกข้อเท็จจริงมากกว่าเรื่องแต่ง และเลือกความหวังมากกว่าความกลัว” พร้อมเรียกร้องให้การประชุมครั้งนี้เป็นดั่ง “การลุกฮือแห่งวอร์ซอ ไม่ใช่ด้วยอาวุธ แต่ด้วยถ้อยคำ ความคิด อารมณ์ และอุดมการณ์”

 

ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากทั่วทุกมุมโลก ในฐานะผู้เขียนที่เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์การประชุมตามคำเชิญของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ซึ่งเป็นตัวแทนจากประเทศไทยในการสร้างเครือข่ายและระดมสมองบนเวทีโลก หนึ่งในเวทีที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือเวทีที่นำเสนอมุมมองจากภูมิภาคเอเชียและประเทศไทยโดยตรง

 

มาเรีย เรสซา สื่อมวลชนเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2021

 

จากกรุงเทพฯ สู่วอร์ซอ: มุมมองจากไทยต่อความซื่อตรงสุจริตของตุลาการ

 

ในเวทีเสวนากลุ่มย่อยหัวข้อ Judicial Integrity: Challenges and Opportunities for Strengthening Transparency and Public Trust in Asia ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ได้นำเสนอมุมมองจากประเทศไทยที่น่าขบคิด

 

ศ. ดร.กิตติพงษ์ ย้ำว่า “แก่นแท้ของความซื่อตรงสุจริตของฝ่ายตุลาการ (Judicial Integrity) เป็นมากกว่าการต่อต้านคอร์รัปชัน คือการรับประกันว่าศาลจะทำงานด้วยความเป็นอิสระ เป็นธรรม และโปร่งใส” เพราะหาก “ปราศจากความไว้วางใจจากสาธารณชน แม้แต่สถาบันที่ออกแบบมาดีที่สุดก็ย่อมสูญเสียความชอบธรรม”

 

ศ. ดร.กิตติพงษ์ ชี้ว่า เมื่อหลักนิติธรรมสั่นคลอน “ผู้ที่ต้องทนทุกข์มากที่สุดคือกลุ่มคนชายขอบ คนยากจน ผู้ไร้อำนาจ และผู้ที่เข้าไม่ถึง” ในสังคมเปลี่ยนผ่าน ศาลและองค์กรอิสระอาจ “กลายเป็นสมรภูมิแห่งการแข่งขันทางการเมือง” ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง

 

ยกตัวอย่างสถานการณ์ในประเทศไทย เช่น ‘อุปสรรคทางภาษา’ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงเป็นกำแพงขวางกั้นประชาชนจากการมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ พร้อมนำเสนอแนวคิดริเริ่มอย่าง ‘Justice by Design’ (ความยุติธรรมโดยการออกแบบ) ซึ่งเป็นเครื่องย้ำเตือนว่า ‘การปฏิรูปมักเริ่มต้นจากการรับฟัง’ และได้มองไปถึงอนาคตที่ท้าทายจากยุคดิจิทัล ซึ่ง “อัลกอริทึมอาจเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ก็เสี่ยงที่จะฝังอคติลงไปด้วย”

 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)

 

ท่ามกลางภาพรวมของภาวะขาลงทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อหลักนิติธรรมในหลายประเทศทั่วโลก การประชุม World Justice Forum 2025 ได้จุดประกายแห่งความหวังที่สำคัญยิ่ง แม้สถานการณ์จะน่ากังวล แต่ยังได้เห็น ‘ความสามารถในการฟื้นตัว’ (resilience) ในหลายพื้นที่ ตั้งแต่การต่อสู้ในโปแลนด์ไปจนถึงการยืนหยัดของศาลในเคนยา การจะพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้สำเร็จได้ต้องอาศัยพลังของทั้ง ‘ระบบนิเวศ’ ที่ทำงานร่วมกันเพื่อปกป้องและสร้างความแข็งแกร่งให้หลักนิติธรรม ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมที่เป็นธรรมอย่างยั่งยืน

The post ‘นิติธรรมคือการลงทุน’ เวที WJF ถกทางรอดวิกฤต Rule of Law appeared first on THE STANDARD.

]]>
Stand Up for the Rule of Law: เสียงเตือนจากวอร์ซอ เมื่อหลักนิติธรรมโลกกำลังถูกโจมตี https://thestandard.co/stand-up-for-the-rule-of-law/ Tue, 24 Jun 2025 05:39:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1088385 Stand Up for the Rule of Law

‘หลักนิติธรรมกำลังถูกโจมตี’ (Rule of law is under attac […]

The post Stand Up for the Rule of Law: เสียงเตือนจากวอร์ซอ เมื่อหลักนิติธรรมโลกกำลังถูกโจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Stand Up for the Rule of Law

‘หลักนิติธรรมกำลังถูกโจมตี’ (Rule of law is under attack)

 

ประโยคเปิดจากสุนทรพจน์ที่ทรงพลังของ อเลฮานโดร ปอนเซ ผู้อำนวยการบริหารของ World Justice Project (WJP) องค์กรอิสระที่ทำงานเพื่อสร้างองค์ความรู้และขับเคลื่อนให้หลักนิติธรรมเกิดขึ้นจริงทั่วโลก ในพิธีเปิดงานประชุม World Justice Forum ครั้งที่ 8 ที่กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์

 

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตที่ผู้จัดงานเรียกว่า ‘ภาวะถดถอยของหลักนิติธรรมในระดับโลก’ (Global Rule of Law Recession) ในบริบทที่ระบอบเผด็จการกำลังขยายอิทธิพลไปทั่วโลกอย่างน่ากังวล การรวมตัวของผู้ทรงคุณวุฒิจากกว่า 85 ประเทศ ตั้งแต่ผู้ได้รับรางวัลโนเบล ผู้พิพากษา รัฐมนตรี ไปจนถึงภาคประชาสังคม จึงไม่ได้เป็นแค่การประชุม แต่คือความตั้งใจที่จะร่วมกันหาทาง “ยืนหยัดเพื่อหลักนิติธรรม” (Stand Up for the Rule of Law)

 

ในฐานะสื่อมวลชนที่ได้รับเชิญจากสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรของไทยที่ทำงานขับเคลื่อนเรื่องนี้ในเวทีโลก ผู้เขียนจึงเดินทางมาร่วมสังเกตการณ์วาระสำคัญนี้

 

อเลฮานโดร ปอนเซ ผู้อำนวยการบริหารของ World Justice Project (WJP)

อเลฮานโดร ปอนเซ ผู้อำนวยการบริหารของ World Justice Project (WJP)

 

ทำไมต้องเป็น ‘วอร์ซอ’?

 

การเลือกกรุงวอร์ซอเป็นสถานที่จัดงานครั้งแรกนอกกรุงเฮกนั้นมีความหมายลึกซึ้ง อดัม บอดนาร์ (Adam Bodnar) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของโปแลนด์ กล่าวในสุนทรพจน์อย่างตรงไปตรงมาว่า “ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา หลักนิติธรรมในโปแลนด์ต้องเผชิญกับวิกฤต กระบวนการยุติธรรมถูกกดดันอย่างหนัก”

 

คำกล่าวของเขาไม่เพียงแต่สะท้อนปัญหาภายในประเทศ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง เพราะวันนี้โปแลนด์กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟู และต้องการแสดงให้โลกเห็นว่า “การเปลี่ยนผ่านจากระบอบที่ไม่เสรีกลับสู่ประชาธิปไตยนั้นเป็นไปได้ และทำได้ผ่านกระบวนการที่ยึดหลักนิติธรรม” วอร์ซอจึงเป็นทั้งฉากหลังและตัวอย่างที่มีชีวิตของการต่อสู้เพื่อรักษาสิ่งที่โลกกำลังจะสูญเสียไป

 

อดัม บอดนาร์ (Adam Bodnar) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของโปแลนด์

อดัม บอดนาร์ (Adam Bodnar) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของโปแลนด์

 

สงครามและความรุนแรง: เมื่อ Rule of Law ไม่ใช่แค่เรื่องในตำรา

 

วิกฤตหลักนิติธรรมไม่ใช่เรื่องนามธรรมอีกต่อไป แต่คือภาพความจริงอันโหดร้ายที่ปรากฏอยู่ทั่วโลก การรุกรานยูเครนโดยรัสเซียที่ยืดเยื้อ สงครามในตะวันออกกลางที่ขยายวงกว้าง ล้วนเป็นภาพสะท้อนของการล่มสลายของกฎหมายและกติการะหว่างประเทศ เมื่อความขัดแย้งถูกตัดสินด้วยความรุนแรงแทนการเจรจา ประชาชนคือผู้ที่ต้องถูกกระทบโดยตรง

 

สถานการณ์เหล่านี้ตอกย้ำว่า เมื่อหลักนิติธรรมอ่อนแอ ไม่เพียงแต่สิทธิเสรีภาพของประชาชนในประเทศจะถูกคุกคาม แต่สันติภาพและความมั่นคงของโลกก็แขวนอยู่บนเส้นด้ายเช่นกัน

 

Rule of Law คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ?

 

หลายคนอาจสงสัยว่า ‘หลักนิติธรรม’ หรือ Rule of Law คืออะไร? WJP ได้ให้คำนิยามที่เข้าใจง่ายไว้ว่า คือระบบที่ทำให้เกิด 4 เสาหลักสำคัญ:

 

  1. ความรับผิด (Accountability): ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือเอกชน
  2. กฎหมายที่เป็นธรรม (Just Law): กฎหมายต้องชัดเจน เป็นธรรม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
  3. รัฐบาลที่โปร่งใส (Open Government): กระบวนการต่างๆ ของรัฐต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้
  4. กระบวนการยุติธรรมที่เป็นกลางและเข้าถึงได้ (Accessible & Impartial Justice): ทุกคนต้องเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม

 

พูดให้ง่ายที่สุด สังคมที่มีหลักนิติธรรม คือสังคมที่กฎหมายรับใช้ประชาชน ไม่ใช่รับใช้ผู้มีอำนาจ

 

วิกฤตระดับโลก: ไม่ใช่แค่ความเห็น แต่คือ ‘ข้อเท็จจริง’

 

ข้อมูลจาก WJP Rule of Law Index 2024 ซึ่งสำรวจจาก 142 ประเทศทั่วโลก พบความจริงที่น่าตกใจ

 

“78% ของประเทศทั่วโลกมีหลักนิติธรรมที่เสื่อมถอยลงในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา” ดัชนีของ WJP พบว่าปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดคือ รัฐบาลทั่วโลกมีแนวโน้มใช้อำนาจเกินขอบเขตมากขึ้น ขณะที่สิทธิเสรีภาพของประชาชนกลับถูกลิดรอนลงอย่างต่อเนื่อง

ประเทศไทยในสายตาโลก

 

ท่ามกลางวิกฤตนี้ ประเทศไทยถูกกล่าวถึงในฐานะประเทศที่กำลัง “เผชิญกับความท้าทาย” ด้านหลักนิติธรรมอย่างยิ่งยวด เขาเห็นว่าไทยมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ไข ปอนเซ ยกตัวอย่างว่า ยูเครน ปากีสถาน และไทย ล้วนแล้วแต่เผชิญความท้าทายเรื่อง “นิติธรรม” แต่อีกด้านหนึ่งก็ได้รับรู้ถึงความพยายามของภาคส่วนต่างๆ ในสังคมที่ยังคงต่อสู้เพื่อหลักการที่ถูกต้อง

 

ข้อมูลจาก WJP Rule of Law Index 2024 จัดให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 78 จาก 142 ประเทศ ด้วยคะแนน 0.50 (จากเต็ม 1.00) ซึ่งยังคงอยู่ในระดับกลางๆ ของโลก การกล่าวถึงบนเวทีจึงเป็นทั้งเครื่องเตือนใจถึงปัญหาที่เรามี และในขณะเดียวกันก็เห็นความพยายามที่จะแก้ปัญหาของไทย

 

บริเวณพื้นที่ลงทะเบียน World Justice Forum 2025

บริเวณพื้นที่ลงทะเบียน World Justice Forum 2025

บริเวณพื้นที่ลงทะเบียน World Justice Forum 2025 

 

ก้าวต่อไป: จากการประชุมสู่การลงมือทำ

 

การประชุมที่วอร์ซอซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-26 มิถุนายนนี้ ตั้งเป้าว่าจะต้องปิดฉากลงด้วยการประกาศ ‘หลักการแห่งวอร์ซอว่าด้วยหลักนิติธรรม (Warsaw Principles for the Rule of Law)’ เพื่อเป็นกรอบการทำงานร่วมกันในอนาคต

 

วิกฤตหลักนิติธรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตของทุกคน ตั้งแต่ความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาส ไปจนถึงความเชื่อมั่นของประเทศในเวทีโลก การที่ตัวแทนจากทั่วโลกมารวมตัวกันที่นี่ คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าโลกไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไป และการ ‘ยืนหยัด’ เพื่อปกป้องหลักนิติธรรม คือหน้าที่ร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม

The post Stand Up for the Rule of Law: เสียงเตือนจากวอร์ซอ เมื่อหลักนิติธรรมโลกกำลังถูกโจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยกำลังเผชิญวิกฤตด้านสถาบัน? เปิดตำแหน่ง ‘ประเทศไทย’ ใน 7 ดัชนีระดับโลก กำลังถดถอยลงทุกดัชนี https://thestandard.co/thailand-institution-crisis/ Mon, 05 Aug 2024 13:03:05 +0000 https://thestandard.co/?p=967580 สถาบัน

เปิดตำแหน่ง ‘ประเทศไทย’ ใน 7 ดัชนีด้าน สถาบัน ระดับโลก […]

The post ไทยกำลังเผชิญวิกฤตด้านสถาบัน? เปิดตำแหน่ง ‘ประเทศไทย’ ใน 7 ดัชนีระดับโลก กำลังถดถอยลงทุกดัชนี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถาบัน

เปิดตำแหน่ง ‘ประเทศไทย’ ใน 7 ดัชนีด้าน สถาบัน ระดับโลก พบว่า ไทยอยู่ระดับกลางๆ ถึงรั้งท้าย นอกจากนี้อันดับของประเทศไทยยังถดถอยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าไทยอาจกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านสถาบัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความอยู่ดีกินดีของผู้คนและเศรษฐกิจด้วย

 

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ ‘โครงสร้างเชิงสถาบันกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน’ ในงานประชุมวิชาการระดับชาติของนักเศรษฐศาสตร์และบัณฑิตศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ ครั้งที่ 17

 

โดยระบุว่า ‘ปัจจัยเชิงสถาบัน’ มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมาก โดยจะสังเกตได้ว่า จากดัชนีเชิงสถาบันระดับโลก 7 ดัชนี พบว่าอันดับของประเทศไทยในทุกดัชนีถอยหลังลงในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ประเทศใน 20 อันดับแรกของทุกดัชนีมักเป็นประเทศซ้ำๆ เช่น นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน และเดนมาร์ก ฯลฯ

 

“20 ประเทศอันดับแรกๆ ของดัชนีเหล่านี้เป็นประเทศซ้ำๆ กัน สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจัยเชิงสถาบันจึงมีความสำคัญมากกับความสำเร็จในการพัฒนาประเทศเชิงเศรษฐกิจ”

 

โดยปัจจัยเชิงสถาบันที่ว่านี้คือ ความเป็นประชาธิปไตย ความเป็นทุนนิยมที่ดี กลไกการตรวจสอบการคดโกง ระบบการศึกษาที่ดี และมีระบบนิติธรรม (Rule of Law) ที่เข้มแข็ง เป็นต้น

 

ทั้งนี้ 7 ดัชนีเชิงสถาบันระดับโลก ได้แก่ รายได้ต่อหัว (GNI per capita), ค่าสัมประสิทธิ์จีนี (Gini Coefficient), ดัชนีการเป็นประชาธิปไตย (Democracy Matrix), ดัชนีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Freedom Index), ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index), คะแนน PISA และดัชนีหลักนิติธรรม (Rule of Law Index) 

 

การเติบโตในแต่ละทศวรรษของไทยมีแนวโน้มถอยลงเรื่อยๆ

 

บรรยงยังแสดงความเป็นห่วงว่า เศรษฐกิจไทยกำลังถอยลงๆ ในทุกวิกฤต โดยหลังจากวิกฤตล่าสุดคือโควิด เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวได้ไม่เกิน 2% ต่อปี โดยในปีนี้หลายคนก็คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวไม่เกิน 2.5% ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาสังคมตามมา เนื่องจากคนรากหญ้าจะไม่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวในระดับเพียงเท่านี้เท่าที่ควร 

 

“วิกฤตโควิดสะท้อนให้เห็นถึงความไร้การยืดหยุ่นในการฟื้นตัว (Resilience) และความคล่องตัว (Agility) ของไทย หลังจากเกิดโควิดหลายประเทศในโลกฟื้นตัวในเวลา 1 ปี แต่ประเทศไทยต้องใช้เวลามากกว่า 3 ปีกว่าจะกลับมายืนที่เดิม”

 

แนะวิธีแก้ปัญหา

 

บรรยงมองว่า 3 แนวทางที่จำเป็นและเร่งด่วนที่สุดในการแก้ปัญหานี้ ได้แก่ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ การแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชัน และปรับปรุงกฎหมายต่างๆ 

 

นอกจากนี้บรรยงยังเชื่อในหลักการที่ว่า ประชาชนเป็นใหญ่ ถ้าประชาชนอยากให้ (การแก้ไขปัญหา) เกิดขึ้นมันก็จะเกิดขึ้น

 

“ถ้าเราเข้าใจแต่ละดัชนีว่าใช้ปัจจัยอะไรในการประเมิน เราก็จะรู้ว่าจะปรับปรุงและพัฒนาได้อย่างไร” บรรยงกล่าว

 

สถาบัน

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post ไทยกำลังเผชิญวิกฤตด้านสถาบัน? เปิดตำแหน่ง ‘ประเทศไทย’ ใน 7 ดัชนีระดับโลก กำลังถดถอยลงทุกดัชนี appeared first on THE STANDARD.

]]>