Rúben Amorim – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 06 Jan 2026 02:35:15 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ถอดบทเรียน ‘INEOS x อโมริม’ หายนะตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย https://thestandard.co/debrief-ineos-amorim-total-disaster/ Tue, 06 Jan 2026 02:35:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1161748 ถอดบทเรียน ‘INEOS x อโมริม’ หายนะตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย

เปรี้ยง! สายฟ้าฟาดลงมากลางโอลด์ แทรฟฟอร์ด เกิดเสียงอันด […]

The post ถอดบทเรียน ‘INEOS x อโมริม’ หายนะตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทเรียน ‘INEOS x อโมริม’ หายนะตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย

เปรี้ยง! สายฟ้าฟาดลงมากลางโอลด์ แทรฟฟอร์ด เกิดเสียงอันดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วโลกของฟุตบอล

 

รูเบน อโมริม ถูกปลดจากการเป็น ‘หัวหน้าโค้ช’ (Head Coach) ของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนได้ โดยสโมสรให้เหตุผลในเรื่องของ ‘ผลงาน’ ไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ

 

เพียงแต่ในเบื้องหลังที่แทบจะไม่เป็นเบื้องหลังเพราะรู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองว่าปมใหญ่ที่นำไปสู่การตัดสินใจคือการแตกหักกับ เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการสโมสรจนเกิดกรณีการพาดพิงแบบไม่เอ่ยชื่อผ่านประโยคอ้อมๆ ว่า “แต่ละคนก็มีงานของตัวเอง” และ “ผมเป็นผู้จัดการทีมไม่ได้มาเป็นแค่โค้ช”

 

อย่างไรก็ดี หากมองให้ดีในเคสนี้ แม้ตอนจบของอโมริมจะไม่ได้เกิดจากผลงานที่เลวร้ายเพราะในปัจจุบันแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้นกว่าปีที่แล้วประมาณหนึ่ง เริ่มพอมองเห็นพัฒนาการบ้างในบางจุด

 

แต่สุดท้ายแล้วมันก็เป็นตอนจบที่เรามองเห็นแววมาตั้งแต่หลายเดือนก่อนหน้านี้

 

เพราะนี่คือการตัดสินใจที่ผิดพลาดระดับ ‘หายนะ’ อีกครั้งของ INEOS ตั้งแต่แรก

 

ถอดบทเรียน ‘INEOS x อโมริม’ หายนะตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย 1

 

ย้อนกลับไปในฤดูร้อนของปี 2024 เป็นช่วงเริ่มต้นของแมนฯ ยูไนเต็ดในยุค INEOS ภายใต้การนำของเซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์

 

เจ้าของธุรกิจพลังงาน มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของอังกฤษในเวลานั้น ได้ขอซื้อหุ้นจำนวน 27.7 เปอร์เซ็นต์ ต่อจากครอบครัวเกลเซอร์ เจ้าของสโมสรชาวอเมริกัน โดยขอสิทธิ์ในการบริหารจัดการสโมสรแบบเบ็ดเสร็จทุกอย่าง ท่ามกลางความหวังว่าจะพลิกฟื้นให้กลับมาเป็นอันดับหนึ่งของเมืองผู้ดีอีกครั้ง

 

แต่ INEOS เผยให้เห็นถึงความอ่อนเชิงในการทำงานจริงในโลกของฟุตบอล แม้ว่าจะเคยมีประสบการณ์ในการบริหารสโมสรนีซ ในลีกเอิงมาบ้างแล้วก็ตาม

 

ปมใหญ่ที่สุดที่เป็นการกลัดกระดุมเม็ดแรกที่ผิดพลาดคือความลังเลว่าจะปลดหรือไม่ปลด เอริค เทน ฮาก จากการเป็นผู้จัดการทีมหรือไม่ เพราะแม้ผลงานในฤดูกาล 2023/24 จะเข้าขั้นมหันตภัยแต่กลับปิดฉากด้วยการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้ที่สนามเวมบลีย์ ด้วยการสยบแมนฯ ซิตี คู่ปรับร่วมเมือง

 

2 แชมป์ใน 2 ฤดูกาล กลายเป็นยันต์คุ้มภัยให้กุนซือชาวดัตช์ ที่สุดท้ายแล้ว INEOS เลือกที่จะให้รับตำแหน่งต่อไป หลังจากที่ได้พยายามค้นหาคนที่จะมาทำหน้าที่แทนแต่ยังไม่พบแคนดิเดตที่โดดเด่นชัดเจนในเวลานั้น

 

มากกว่านั้นคือการต่อสัญญาฉบับใหม่ให้ด้วย พร้อมเทงบประมาณในการซื้อผู้เล่นให้อีกหลายรายตามคำสั่งซื้อ ไม่ว่าจะเป็นโจชัว เซิร์กซี, เลนี โยโร, มัตไธส์ เดอ ลิกต์, นุสแซร์ มาซราอุย, มานูเอล อูการ์เต และ เซคู โคเน

 

สุดท้ายเรื่องจบแบบเดิมด้วยการที่เทน ฮากถูกปลดจากตำแหน่งแค่ 3 เดือนหลังเริ่มฤดูกาลใหม่

 

แต่มันกลับนำไปสู่หายนะครั้งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม

 

ถอดบทเรียน ‘INEOS x อโมริม’ หายนะตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย 2

 

ชื่อของ รูเบน อโมริม ในวงการฟุตบอลยุโรปถือว่าเป็นหนึ่งในชื่อของโค้ชคนหนุ่มที่โดดเด่นน่าจับตามองที่สุด

 

ผลงานของเขากับสปอร์ติง ลิสบอน เย้ายวนใจด้วยสไตล์ที่น่าประทับใจ หนึ่งในเกมที่สร้างชื่อคือวันที่ถล่มใส่แมนฯ ซิตี ของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ในรายการยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้เขากลายเป็นแคนดิเดตของคนที่จะมาทำหน้าที่แทนเทน ฮากในฐานะนายใหญ่แห่งโอลด์ แทรฟฟอร์ด

 

‘คนรุ่นใหม่ที่เก่งกาจ’ คือสิ่งที่โอมาร์ เบอร์ราดา ผู้ได้รับอำนาจการบริหารจัดการสโมสรสูงสุดเชื่อว่านี่คือคำตอบที่ถูกต้องสำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด คนที่จะวางรากฐานทีมสมัยใหม่ให้ทีมกลับมาทัดเทียมกับคู่แข่งอย่าง ลิเวอร์พูล, อาร์เซนอล และแมนฯ ซิตี รวมถึงเชลซีได้อีกครั้ง

 

แต่การดึงตัวอโมริมมาอย่างรีบร้อนในครั้งนั้นสร้างปัญหาร้ายแรงให้กับสโมสร

 

อย่างแรกคือการแลกด้วยการเสีย แดน แอชเวิร์ธ ผู้อำนวยการสโมสรที่อุตส่าห์ไปคว้าตัวมาจากนิวคาสเซิล เสียทั้งเงินและเวลา สุดท้ายความเห็นไม่ลงรอยกับเบอร์ราดา และเซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ โดยปมแตกหักคือการมองไม่ตรงกันในเรื่องแคนดิเดตผู้จัดการทีมคนใหม่

 

แอชเวิร์ธ เสนอคนที่มีประสบการณ์ในฟุตบอลอังกฤษอย่างแกเร็ธ เซาธ์เกต, เอ็ดดี ฮาว แต่ฝ่ายเหนือหัวของปีศาจแดงไม่ชอบ พวกเขาเชื่อว่าอโมริม คือคนที่มีโปรไฟล์เหมาะสมที่จะทำหน้าที่นี้มากกว่า

 

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือปัญหาที่ไม่มีคำตอบ เพราะแม้กุนซือชาวโปรตุเกสจะทำทีมในแนวทางที่น่าสนใจ แต่วิธีการของเขาไม่เหมือนกับใครเลย

 

อโมริมต้องการให้ทีมเล่นในระบบ ‘หลังสาม’ หรือ 3-4-3 ซึ่งเป็นระบบเดียวที่เขาช่ำชองและเชื่อที่สุด หลังผ่านการค้นหาคำตอบในชีวิตช่วงแรกถึงระบบการเล่นที่จะเป็นลายเซ็นของตัวเอง

 

ปัญหาคือนักเตะที่มีในสโมสรไม่สามารถตอบสนองต่อระบบการเล่นนี้ได้

 

และตัวของเขาเองก็ไม่มีความสามารถที่จะทำให้ทุกคนเล่นในระบบของตัวเองได้ ซึ่งแย่กว่า

 

ตลอดระยะเวลา 14 เดือนที่ผ่านมาคือการพยายามปรับ จูน ค้นหาคำตอบไปเรื่อยๆ เหมือนการทดลองที่ไม่มีวันสิ้นสุด เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ โดยที่อโมริมยืนยันแบบหัวเด็ดตีนขาดจะไม่มีวันเปลี่ยนปรัชญาการเล่นของตัวเองเด็ดขาด

 

“เอาผมไปฆ่าให้ตายผมก็จะเล่นหลังสาม” อโมริมไม่ได้กล่าว

 

จุดนี้เป็นปมใหญ่ในความไม่ยืดหยุ่นของกุนซือผู้แข็งกร้าวในแนวทาง ซึ่งถ้าแนวทางมันได้ผลก็ยังพอมีเหตุมีผลบ้าง แต่เมื่อมองเห็นมาตลอดว่าไม่ได้ผล และในช่วงที่มีการทดลองใช้ระบบกองหลัง 4 คนด้วยความจำเป็นในเกมกับนิวคาสเซิล หลายคนมองเห็นตรงกันว่า “เฮ้ย มันดี”

 

เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการสโมสรคนปัจจุบัน ซึ่งทำงานร่วมกับอโมริมมาตั้งแต่แรกเริ่ม พยายามจะชี้ให้เห็นมุมนี้ แต่สุดท้ายนำไปสู่การแตกหักแบบไม่เผาผีกันระหว่างสองคน

 

การออกมาแถลงข่าวในเชิงโจมตีทำให้บอร์ดบริหารไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการปลดอโมริมจากตำแหน่ง ต่อให้จะต้องยอมจ่ายค่าชดเชยอีกก้อนก็ตาม

 

ถอดบทเรียน ‘INEOS x อโมริม’ หายนะตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย 3

 

ในความปรีดาที่ “ช่วงเวลานี้มันจะจบลงไปสักที” และ “เราจะได้เริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง” ความเศร้าสำหรับชาวปีศาจแดงคือสิ่งที่พวกเขาสูญเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์ในช่วงระยะเวลา 14 เดือนที่ผ่านมา

 

ทีมสูญเงินกับการไปไล่ล่าตัวอโมริม และการจ่ายเงินชดเชยในการไล่ออกจากตำแหน่งรวมกันแล้ว 20 ล้านปอนด์ โดยที่เราจะไม่พูดถึงการลงทุนซื้อผู้เล่นตามโจทย์ของอโมริมอีก 200 ล้านปอนด์ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา เพราะนักเตะเหล่านี้ยังใช้การได้ต่อ

 

ทีมพลาดการได้ไปแชมเปียนส์ ลีก หรือรายการสโมสรยุโรปอื่น ทำให้ขาดรายได้มหาศาลตั้งแต่ 50-150 ล้านปอนด์ในปีนี้

 

ภาพลักษณ์ของทีมเสียหายร้ายแรงจากผลงาน ‘Win rate’ ระดับ 31.9 เปอร์เซ็นต์ จากผลงานการคุมทีม 63 นัด ชนะแค่ 24 เสมอ 18 และแพ้ถึง 21

 

ค่าเฉลี่ยแต้มต่อนัดอยู่ที่ 1.23 แต้ม ต่ำที่สุดนับตั้งแต่สิ้นยุคของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในปี 2013

 

สิ่งเหล่านี้เป็นความสูญเสียที่ไม่มีใครรู้ในวันแรกหรอกว่าจะเกิดขึ้น

 

ในอีก Multiverse อโมริม อาจจะทำผลงานได้มหัศจรรย์พายูไนเต็ดผงาดขึ้นจ่าฝูงอยู่ก็ได้

 

เพียงแต่ในโลกนี้ หากวันนั้น INEOS ตัดสินใจอย่างรอบคอบกว่านี้ ไม่รีบร้อนเกินไปในเวลานั้น พิจารณาองค์ประกอบทุกอย่างอย่างถ้วนถี่ โดยเฉพาะแนวทางการทำงานของอโมริม ที่ระบบการเล่นไม่สอดคล้องกับสโมสร

 

ความเสียหายอาจจะไม่เกิดขึ้น

 

พวกเขาอาจจะไม่ลงทุนและลงแรงอย่างสูญเปล่า

 

แฟนบอลปีศาจแดงอาจจะไม่ต้องระทมทุกข์ยาวนานร่วมปี ด่าเช้า ด่ากลางวัน ด่าเย็นขนาดนี้

 

ถึงวันนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่การขาดวิสัยทัศน์และคนบริหารงานที่ดี กำลังเป็นจุดอ่อนที่ถูกเผยให้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ของ INEOS ที่ยังคงน่าเป็นห่วงอยู่ว่าพวกเขาจะมีความสามารถและอ่านสถานการณ์ขาดมากพอไหม

 

คำสั่งแต่งตั้งดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ อดีตลูกหม้อระดับ ‘เด็กป๋า’ มาคุมทีมขัดตาทัพจนจบฤดูกาล มีโอกาสจะเป็นการทิ้งฤดูกาลนี้ที่ควรจะได้ไปแชมเปียนส์ ลีกอีกด้วย เพราะไม่มีอะไรการันตีว่าจะทำผลงานและยืนระยะทานความกดดันมหาศาลได้ไหวสำหรับคนไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานจริง

 

แต่มันอาจจะดีกว่าหากสามารถ ‘ซื้อเวลา’ ให้ INEOS ได้ตัดสินใจอย่างละเอียดถี่ถ้วน

 

เพราะถ้ารีบร้อนทั้งที่บทเรียนเพิ่งเกิด ถอดบทเรียนกันยังไม่จบดี มีโอกาสที่จะเกิด ‘ภาค 2’ หรือแย่กว่านั้นคือ ‘วนลูปนรก’ ต่อไป

 

ยกเว้นแต่มันคือโชคชะตาที่ถูกกำหนดมาไว้แบบนี้

The post ถอดบทเรียน ‘INEOS x อโมริม’ หายนะตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อดีตแข้งกับบทกุนซือชั่วคราว แมนฯ ยูไนเต็ด https://thestandard.co/player-caretaker-man-utd/ Tue, 06 Jan 2026 01:13:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1161714 อดีตแข้งกับบทกุนซือชั่วคราว แมนฯ ยูไนเต็ด

จากการปลด รูเบน อโมริม ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่เพีย […]

The post อดีตแข้งกับบทกุนซือชั่วคราว แมนฯ ยูไนเต็ด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อดีตแข้งกับบทกุนซือชั่วคราว แมนฯ ยูไนเต็ด

จากการปลด รูเบน อโมริม ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่เพียงทำให้ทัพปีศาจแดงต้องเริ่มต้นภารกิจตามหาเฮดโค้ชคนใหม่อีกครั้ง แต่ยังชวนให้ภาพเดิมๆ หวนกลับมาเหมือนแฟลชแบ็กทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลง

 

นั่นคือการดึงอดีตนักเตะของสโมสรขึ้นมารับหน้าที่กุนซือชั่วคราวในช่วงเปลี่ยนผ่าน

 

นับตั้งแต่ ไรอัน กิกส์ เป็นต้นมา มีอดีตแข้งปีศาจแดงคนใดบ้างที่เคยก้าวขึ้นมารับบทบาทนี้ เราขอพาไปย้อนดูรายชื่อเหล่านั้นกันอีกครั้ง

 

หมายเหตุ: โอเล กุนนาร์ โซลชา ได้สัญญาคุมทีมถาวรในปี 2019

 

อดีตแข้งกับบทกุนซือชั่วคราว แมนฯ ยูไนเต็ด 1

The post อดีตแข้งกับบทกุนซือชั่วคราว แมนฯ ยูไนเต็ด appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แถลงปลด รูเบน อโมริม พ้นตำแหน่งเฮดโค้ช https://thestandard.co/man-utd-sack-ruben-amorim/ Mon, 05 Jan 2026 11:22:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1161645 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แถลงปลด รูเบน อโมริม พ้นตำแหน่งเฮดโค้ช

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกแถลงการณ์ยืนยันการแยกทางกับ รูเ […]

The post แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แถลงปลด รูเบน อโมริม พ้นตำแหน่งเฮดโค้ช appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แถลงปลด รูเบน อโมริม พ้นตำแหน่งเฮดโค้ช

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกแถลงการณ์ยืนยันการแยกทางกับ รูเบน อโมริม จากตำแหน่งเฮดโค้ชอย่างเป็นทางการ หลังคุมทีมมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2024 (14 เดือน)

 

แถลงการณ์ระบุว่า อโมริมพาทีมผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศยูโรปาลีก ที่เมืองบิลเบา เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ปัจจุบันที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รั้งอันดับ 6 ของตารางพรีเมียร์ลีก ฝ่ายบริหารสโมสรเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนแปลง เพื่อเปิดโอกาสให้ทีมมีลุ้นจบอันดับในลีกให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

สโมสรได้กล่าวขอบคุณอโมริมสำหรับผลงานและความทุ่มเทตลอดช่วงเวลาที่ทำงานร่วมกัน พร้อมอวยพรให้ประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพต่อไป

 

ขณะเดียวกัน Darren Fletcher จะรับหน้าที่คุมทีมชั่วคราวในเกมพรีเมียร์ลีกนัดถัดไป ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเปิดบ้านพบกับเบิร์นลีย์ ในคืนวันพุธนี้

The post แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แถลงปลด รูเบน อโมริม พ้นตำแหน่งเฮดโค้ช appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซอร์จิม 🤝 อโมริม เดิมพัน 3 ปี เส้นทางพิสูจน์ตัวที่แมนฯ ยูไนเต็ด https://thestandard.co/ruben-amorim-three-year-manchester-united/ Thu, 09 Oct 2025 03:58:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1128382 รูเบน อโมริม กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับเซอร์จิม แรทคลิฟฟ์

ขึ้นชื่อการเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่เคยเ […]

The post เซอร์จิม 🤝 อโมริม เดิมพัน 3 ปี เส้นทางพิสูจน์ตัวที่แมนฯ ยูไนเต็ด appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูเบน อโมริม กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับเซอร์จิม แรทคลิฟฟ์

ขึ้นชื่อการเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่เคยเป็นงานที่ง่าย และชื่อของ รูเบน อโมริม ก็ถูกจับตามาตลอดตั้งแต่วันที่เขาก้าวเข้าสู่โอลด์แทรฟฟอร์ดเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

 

จนถึงตอนนี้ ผ่านมาเกือบครบหนึ่งปีเต็ม แต่สิ่งที่อโมริมต้องเจอคือแรงกดดันมหาศาลจากทั้งผลงาน และเสียงวิจารณ์รอบด้านที่ล้วนมาจากผลงานในสนามโดยตรง

 

ฤดูกาลแรกจบลงด้วยการพาทีมรั้งอันดับที่ 15 ของพรีเมียร์ลีก ซึ่งถือเป็นผลงานแย่ที่สุดของสโมสรนับตั้งแต่ปี 1974 และซีซันปัจจุบันก็ดูเหมือนว่ายังไม่ดีขึ้นมากนัก

 

เมื่อทัพปีศาจแดงต้องปลิวตกรอบคาราบาวคัพด้วยน้ำมือทีมลีกทูอย่าง กริมสบี ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พร้อมกับฟอร์มการเล่นที่ยังห่างไกลจากคำว่า ‘สมบูรณ์แบบ’

 

แต่ท่ามกลางกระแสความกดดัน ในอีกมุมที่เป็นด้านบวกของเส้นทางกุนซือในอังกฤษ อโมริมยังคงได้รับความไว้วางใจและแรงหนุนหลังอย่างเต็มที่จาก เซอร์จิม แรทคลิฟฟ์ ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยแต่มีอำนาจควบคุมงานด้านฟุตบอลของสโมสร ซึ่งยืนยันชัดเจนว่า พร้อมจะให้เวลาอโมริมถึง 3 ปีเต็ม เพื่อพิสูจน์ตัวเองที่โอลด์แทรฟฟอร์ด

 

ใน Podcast The Business ของ The Times เซอร์จิมกล่าวย้ำจุดยืนชัดเจนว่า “ฟุตบอลไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงชั่วข้ามคืน” พร้อมยกตัวอย่าง มิเกล อาร์เตต้า ที่อาร์เซนอล ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีในการเปลี่ยนทีมจากช่วงเวลาที่ล้มเหลว จนก้าวขึ้นมาเป็นทีมลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในทุกวันนี้

 

สำหรับแรทคลิฟฟ์ สิ่งที่แมนฯ ยูไนเต็ดต้องการคือความต่อเนื่องและความอดทน ไม่ใช่การตัดสินใจแบบ ‘ฉับพลันทันด่วน’ ตามแรงกดดันของสื่อหรือแฟนบอล โดยเขายืนยันว่า อโมริมต้องแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นโค้ชที่ยอดเยี่ยมได้ภายใน 3 ปี และตัวเขาเชื่อว่ามันต้องใช้เวลาแบบนั้น

 

อย่างไรก็ตาม แม้ครอบครัวเกลเซอร์ยังถือหุ้นใหญ่ของสโมสร แต่หลังจาก เซอร์จิม จากบริษัท INEOS เข้ามาซื้อหุ้นราว 30% เมื่อปี 2024 เขาได้รับอำนาจควบคุมการตัดสินใจด้านฟุตบอลโดยตรง นั่นทำให้เสียงยืนยันของเขาเรื่องการให้เวลาอโมริมมีน้ำหนักมากกว่าที่หลายคนคิด

 

เมื่อถูกถามว่า หากเกลเซอร์ต้องการปลดอโมริมจะทำอย่างไร เซอร์จิมตอบชัดว่า “มันจะไม่เกิดขึ้น” พร้อมเสริมว่าเกลเซอร์เองก็ยินดีที่จะให้เขาบริหารงานในส่วนนี้อย่างเต็มที่

 

ในอีกมุมหนึ่ง เซอร์จิมเองก็ตกอยู่ในกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อย เขาเดินหน้าปรับโครงสร้างสโมสร ทั้งการลดค่าใช้จ่าย การเลิกให้สวัสดิการอาหารฟรี รวมถึงการปลดพนักงานกว่า 400 ตำแหน่ง เพื่อทำให้สโมสรมีสภาพคล่องทางการเงินมากขึ้น

 

แม้ถูกโจมตีว่าโหดร้ายเกินไป แต่แรทคลิฟฟ์ยืนยันว่าความยั่งยืนทางการเงินคือสิ่งสำคัญที่สุด พร้อมย้ำว่า “ความสัมพันธ์ที่ชัดเจนที่สุดระหว่างผลงาน และปัจจัยภายนอกคือเรื่องกำไร ยิ่งคุณมีเงินมาก คุณก็สามารถสร้างทีมที่แข็งแกร่งได้”

 

เขายังมั่นใจว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะกลายเป็นสโมสรที่ทำกำไรได้มากที่สุดในโลก และจากตรงนั้นจะต่อยอดไปสู่ความสำเร็จในสนาม

 

แม้หลายฝ่ายยังสงสัยว่า อโมริมจะประสบความสำเร็จกับแมนฯ ยูไนเต็ดได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะการดื้อดึงยึดมั่นกับระบบ 3-4-2-1 ที่หลายคนมองว่า ค่อนข้างฝืนกับศักยภาพนักเตะที่มีอยู่

 

แต่ทว่าการได้รับความไว้วางใจจากผู้ถืออำนาจตัวจริงในสโมสรอย่าง ‘เซอร์จิม’ ถือเป็นเกราะป้องกันสำคัญ

 

“เขาเป็นคนดีนะ” เซอร์จิม ทิ้งท้ายถึงอโมริม

 

พร้อมยืนยันว่าในกรอบเวลา 3 ปี จะเป็นสิ่งที่จะพิสูจน์ ‘อโมริม’ ทุกอย่าง ขอแค่ทุกคนอดเฝ้ารอ…อย่างอดทน

 

อ้างอิง:

The post เซอร์จิม 🤝 อโมริม เดิมพัน 3 ปี เส้นทางพิสูจน์ตัวที่แมนฯ ยูไนเต็ด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาษากายที่ไม่สู้ดีของ รูเบน อโมริม https://thestandard.co/ruben-amorim-man-utd-crisis-3421/ Sun, 28 Sep 2025 05:53:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1123931 ruben-amorim-man-utd-crisis-3421

ย้อนกลับไปวันที่ 11 พฤศจิกายน 2024 รูเบน อโมริม เคยเดิน […]

The post ภาษากายที่ไม่สู้ดีของ รูเบน อโมริม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ruben-amorim-man-utd-crisis-3421

ย้อนกลับไปวันที่ 11 พฤศจิกายน 2024 รูเบน อโมริม เคยเดินเข้าสู่โอลด์ แทรฟฟอร์ดด้วยรอยยิ้มกว้าง ความมั่นใจเต็มเปี่ยม และภาพลักษณ์โค้ชหนุ่มที่มากับสัญญาแห่งการเปลี่ยนแปลง 

 

แต่วันนี้ ผ่านมาเพียง 10 เดือน สิ่งที่ผู้คนเห็นกลับตรงกันข้าม ภาษากายที่ชวนให้รู้สึกถึงความกดดัน และความดื้อรั้นที่เริ่มกัดกินตัวตนของเขา

 

ตลอดทั้งเกมกับเบรนท์ฟอร์ด (รวมถึงหลายเกมก่อนหน้า) เขาเดินวนไปมา โบกมือสั่งไม่หยุด สลับกับลงไปนั่งก้มหน้าที่ม้านั่ง ทำหน้าขมวดคิ้วจนแทบจะกลายเป็นเส้นลึกบนใบหน้า แม้กระทั่งตอนที่ลูกทีมกำลังครองบอลอยู่ เขาก็ยังคงตะโกนบอกระยะ บอกจังหวะราวกับทุกอย่างต้องอยู่ในระบบ 3-4-2-1 ที่เขายึดมั่นไม่ต่างจากศรัทธา และนี่คือระบบที่เขาเคยพูดไว้ว่า “แม้แต่พระสันตะปาปาก็ไม่อาจเปลี่ยนมันได้”

 

เกมกับเบรนท์ฟอร์ดคือภาพสะท้อนชัด อโมริมเลือกปรับเกมรุก ส่งค็อบบี เมนู, เมสัน เมาท์ และโยชัว เซิร์กซี ลงมา แต่กลับยืนหยัดกับโครงสร้างเดิมจนเมาท์ต้องถอยไปยืนวิงแบ็กซ้าย ส่วนเอ็มเบวโมถูกขยับไปเล่นวิงแบ็กขวา การแก้เกมที่ดูเหมือนกลายเป็นการขยับหมากไปในที่ที่ไม่ควรอยู่

 

“เวลาชนะ ทุกคนบอกว่าไม่ใช่เพราะระบบ เวลาพ่ายแพ้ ทุกคนก็บอกว่าเป็นเพราะระบบ” อโมริมกล่าวหลังเกม 

 

“ผมเข้าใจดี แต่สิ่งที่น่าหงุดหงิดกว่าคือ วันนี้เราเล่นในแบบที่เบรนท์ฟอร์ดอยากให้เราเล่น เราไม่เคยเล่นเกมของเราเอง ไม่เคยกดดันคู่แข่งเลย ทั้งที่เรารู้อยู่แล้วว่าพวกเขาจะเล่นบอลสวนกลับ แต่เราก็ยังเสียประตูจากสิ่งนั้น สิ่งที่เราซ้อมกันมาตลอดทั้งสัปดาห์”

 

เขาเสริมด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า “เราทำได้ดีกว่านี้กับการครองบอล เราควรคุมเกมได้มากกว่านี้ สิ่งที่ผมห่วงที่สุดคือเราปล่อยให้เกมไหลไปโดยที่เราไม่เคยจับมันอยู่ ในพื้นที่สุดท้าย เราพลาดการครอสไปหลายครั้ง เราควรสร้างโอกาสได้มากกว่านี้ แต่เราขาดคุณภาพเล็กน้อยในจังหวะสุดท้าย”

 

หากลองมองจากข้างสนาม ทุกอากัปกิริยาของอโมริมเล่าเรื่องเดียวกัน เขาไม่ได้เพียงพยายามควบคุมทีม แต่ยังพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้ความตึงเครียดถูกแสดงออกมากเกินไป 

 

ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นการส่งต่อความกดดันไปสู่ผู้เล่น นักเตะแมนฯ ยูไนเต็ดเริ่มเกมอย่างเชื่องช้า ราวกับเด็กเตรียมสอบที่ต้องคอยท่องจำระบบมากกว่าจะเล่นด้วยหัวใจ

 

ท้ายที่สุด อโมริมยังยืนยันว่าเขาคือคนที่จะพลิกชะตาของทีมได้ “เราสามารถเล่นให้ดีกว่านี้ และเราจำเป็นต้องเล่นให้ดีกว่านี้ มันมีทั้งขึ้นและลง เวลาเราชนะ เราจะรู้สึกว่าทุกอย่างกำลังมา เวลาแพ้ เรากลับไปที่เดิม และต้องสู้เพื่อชัยชนะอีกครั้งเพื่อสร้างโมเมนตัม ผมยังมั่นใจเสมอ เพราะผมรู้ว่าต้องทำอะไร ผมยังคงทำงานของผมต่อไป”

 

แต่สิ่งสำคัญที่เห็นบนเส้นข้างสนามกลับไม่อาจโกหกได้ นั่นคือ ภาษากายที่เต็มไปด้วยความร้อนรนและความดื้อดึง เหมือนโค้ชที่กำลังพยายามประคองตัวเองไม่ให้ล้ม ทั้งที่จริงแล้วภาพเหล่านั้นอาจบอกชัดเจนกว่าคำพูดใดๆ ว่า อโมริม กำลังเผชิญหน้ากับความเปราะบางที่สุดในเส้นทางของเขาที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด

 

และบางที หากผลงานยังไม่ขยับไปข้างหน้าในเร็ววัน แฟนบอลปีศาจแดงคงได้เห็นข่าวพาดหัว BREAKING NEWS ที่อาจย้อนรอยเหตุการณ์เดียวกับ เอริก เทน ฮาก ที่ถูกปลด เมื่อหนึ่งปีก่อนก็เป็นได้…

 

อ้างอิง:

The post ภาษากายที่ไม่สู้ดีของ รูเบน อโมริม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shortcut ปรัชญา 3-4-2-1 เหตุผลที่ อโมริม รักไม่ยอมเปลี่ยน(แผน) https://thestandard.co/ruben-amorim-man-united-crisis/ Mon, 15 Sep 2025 10:13:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1119502 ruben-amorim-man-united-crisis

ประเด็นสำคัญ   เพราะมันไม่ใช่แค่แผนแต่คือความเชื่อ […]

The post Shortcut ปรัชญา 3-4-2-1 เหตุผลที่ อโมริม รักไม่ยอมเปลี่ยน(แผน) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ruben-amorim-man-united-crisis

 

“มันมีสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมากมาย ไม่มีใครรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ผมจะไม่มีวันยอมเปลี่ยนแปลงอะไรแน่ ถ้าผมอยากจะเปลี่ยนแปลงปรัชญาของตัวเอง ผมจะทำเอง แต่ถ้าผมยังไม่คิดจะเปลี่ยนความคิด คุณก็ต้องเปลี่ยนที่ตัวคนแทน”

 

นี่เป็นอีกครั้งที่รูเบน อโมริม ยืนยันว่าเขาจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงปรัชญาการเล่นในแบบของตัวเอง 3-4-2-1 แม้ว่าทีมจะยังคงทำผลงานได้ย่ำแย่และเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม ซึ่งล่าสุดการแพ้แมนเชสเตอร์ ซิตี ทำให้ทีมมีแค่ 4 คะแนนจากการลงสนาม 4 นัดแรกของฤดูกาล เป็นผลงานที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เข้ายุคพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 1992/93 ก็ตาม

 

คำถามที่อยากชวนคิดไปด้วยกันในวันนี้คือ ทำไมรูเบน อโมริมถึงเปลี่ยนแผนการเล่นให้ไม่ได้?

 

แต่ก่อนอื่นลองฟังความเห็นจาก รอย คีน อดีตกัปตันผู้ยิ่งใหญ่แห่งโอลด์ แทรฟฟอร์ดกันก่อน “มันทำให้ผมกังวล” มิดฟิลด์เลือดเดือดให้ความเห็นในรายการวิเคราะห์ทางสถานี Sky Sports “แมนฯ ยูไนเต็ดทีมนี้ขาดคุณภาพในการเล่นอย่างชัดเจน ลองดูผลการแข่ง ลองดูจำนวนแต้มต่อเกม จำนวนประตูได้และเสีย มันดูไม่ดีเลย”

 

สิ่งที่คีนพูดนั้นเป็นไปตามเนื้อผ้า แมนฯ​ ยูไนเต็ด ภายใต้ยุคของอโมริมยังคงดำดิ่งไปกับความ New-low เรื่อยๆ โดยสถิติล่าสุดที่ทำได้คือการออกสตาร์ทฤดูกาลได้อย่างเลวร้ายที่สุดเก็บได้เพียงแค่ 4 จาก 12 แต้มเต็มเท่านั้น

 

ทั้งๆ ที่ลงทุนไปมากกว่า 200 ล้านปอนด์ในช่วงปิดฤดูกาล!

 

ถึงแม้ว่าครั้งสุดท้ายที่ทีมปีศาจแดงออกสตาร์ทเลวร้ายขนาดนี้จะจบด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นแชมป์ลีกสมัยแรกในรอบ 26 ปีของสโมสร แต่ความแตกต่างกันระหว่างวันนี้กับวันนั้นคือในฤดูกาลก่อนหน้า (1991/92) แมนฯ​ ยูไนเต็ด จบฤดูกาลด้วยการเป็นรองแชมป์ ทุกอย่างกำลังเป็นไปด้วยดี และพวกเขาได้จิ๊กซอว์สำคัญชิ้นสุดท้ายอย่างเอริค คันโตนา

 

ในขณะที่อโมริม ผลงานเลวร้ายจัดจนละเหี่ยใจ โดยที่ Opta คำนวณว่าพวกเขามีโอกาสตกชั้น (11 เปอร์เซ็นต์) ได้มากกว่าที่จะจบฤดูกาลด้วยการเป็นทีมท็อป 5 ที่จะได้ไปยูเอฟา แชมเปียนส์ ลีกเสียอีก (7.3 เปอร์เซ็นต์)

 

และถ้านับตั้งแต่ช่วงที่เข้ามาคุมทีม แมนฯ ยูไนเต็ด คือทีมที่ทำผลงานได้เลวร้ายที่สุดในพรีเมียร์ลีก โดยเก็บได้แค่ 31 แต้มจาก 31 นัดที่ลงสนาม ไม่มีทีมไหนจะทำผลงานได้แย่ขนาดนี้อีกแล้ว 

 

แน่นอนว่าปัญหาเดียวปัญหาเดิมที่ทุกคนพูดถึงมาตลอดคือระบบการเล่น 3-4-2-1 (หรือจะ 3-4-3 ก็ได้ไม่ผิด) ของเขาที่ผ่านมา 10 เดือนแล้วก็ยังไม่มีแววว่าจะเป็นโล้เป็นพาย แต่กลายเป็นพะโล้หมูสามชั้นนุ่มๆสำหรับทีมต่างๆได้เคี้ยวกันหยุ่นๆชุ่มลิ้น

 

เสียงเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงระบบการเล่นดังไม่เคยหยุด แต่ก็เช่นเดียวกับกุนซือคนหนุ่มวัย 40 ปีชาวโปรตุเกสที่ยืนยัน หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่มีวันเปลี่ยน

 

เพราะอะไร?

 

รูเบน อโมริม กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

เพราะมันไม่ใช่แค่แผนแต่คือความเชื่อทั้งชีวิต

 

ในความดื้อรั้นของอโมริม บางทีเราต้องกลับมาคิดเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ทั้งๆที่หลายคนเชื่อว่าถ้าเปลี่ยนและปรับสักนิด บางทีแมนฯ​ ยูไนเต็ด อาจจะพลิกกลับมาทำผลงานกระฉูดแล้วก็เป็นได้

 

เหตุผลนั้นอาจเป็นเพราะปรัชญาหรือระบบการเล่น 3-4-2-1 นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ระบบการเล่นธรรมดา

 

แต่มันหมายถึงความเชื่อทั้งชีวิตของลูกผู้ชายที่ชื่อรูเบน อโมริมเลยทีเดียว

 

ทุกอย่างต้องย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นในช่วงแรกที่เขาได้โอกาสสัมผัสงานในการคุมทีมกับสโมสร คาซา เปีย ในฤดูกาล 2018/19

 

อโมริม ในเวลานั้นเพิ่งจะประกาศอำลาวงการมาหมาดๆ ในวัย 32 ปี หลังประสบปัญหาอาการบาดเจ็บรุนแรงเอ็นเข่าฉีกขาด กำลังศึกษาวิชาการเป็นโค้ช โดยหนึ่งใน “ชั้นเรียน” ในช่วงที่เข้ารับการอบรมคือการเข้าไปเข้าไปชมการฝึกสอนของโชเซ มูรินโญ “The Special One” ที่กำลังคุมแมนฯ ยูไนเต็ดด้วย เรียกว่าวิชากำลังร้อน

 

แต่ผลงานในการคุมทีม 2 นัดแรกของเขากลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด คาซา แพ้รวดทั้ง 2 นัด และทำให้อโมริม เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับการคุมทีมของตัวเองว่าสิ่งที่เขารู้และเชื่อมานั้นผิดไปหรือเปล่า ความภาคภูมิใจที่สั่งสมมาถูกท้าทายอย่างหนักจากความผิดหวัง

 

สิ่งที่อโมริมทำคือการประกาศกับลูกทีมว่าขอให้เชื่อและทำตามเขาสักนิด ถ้ามันยังไม่ได้ผลอีก เขาจะลาออกจากตำแหน่งเอง

 

ในเกมที่ 3 กับคาซา อโมริมสั่งเปลี่ยนระบบการเล่นใหม่มาใช้กองหลัง 3 ตัวเป็นครั้งแรก และปรากฏว่ามันได้ผล! เขาสัมผัสได้ว่านี่คือระบบการเล่นที่จะนำไปสู่ฟุตบอลในแบบที่เขาอยากเห็นและอยากให้เป็น ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาเรื่อย

 

จนกระทั่งมาถึงจุดสูงสุดในช่วงการคุมทีมสปอร์ติง ลิสบอน พาทีมคว้าแชมป์ลีก 2 สมัยในฤดูกาล 2020/21 และ 2023/24

 

ดังนั้นระบบการเล่นนี้คือสิ่งที่เขาเชื่อและยึดมั่นมาตลอดการทำงานในบทบาทโค้ช

 

ถ้าจะเปลี่ยน ก็หมายถึงการเปลี่ยนแปลงความเชื่อทั้งหมด ซึ่งไม่ง่าย

 

และนั่นทำให้อโมริมบอกอีกครั้งว่าคนเดียวที่จะทำให้เขาเปลี่ยนได้ก็มีแต่ตัวเองเท่านั้น (ซึ่งดูเหมือนจะยังไม่ใช่ในเวลานี้)

 

รูเบน อโมริม กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

คนดื้อไม่ได้มีแค่คนเดียว

 

เดินถอยหลังกลับมาอีกนิดสักก้าวสองก้าว แล้วกลับมาคิดดูจะพบว่าความจริงแล้วบนโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่อโมริมเท่านั้นที่ยืนหยัดในความเชื่อของตัวเอง

 

ในโลกฟุตบอลก็มีคนที่เชื่อมั่นในความคิดของตัวเองแบบนี้มากมาย ซึ่งก็มีหลายคนที่โดดเด่นในจุดนี้

 

“เอล โลโค” มาร์เซโล บิเอลซา ปราชญ์ลูกหนังชาวอาร์เจนตินาเป็นหนึ่งในคนที่จะทำเฉพาะในสิ่งที่ตัวเองคิดและเชื่อเสมอโดยที่ไม่สนใจว่าใครจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร หรือทีมจะเผชิญกับอะไรอยู่ ตกอยู่ในสภาวะไหนก็ตาม

 

ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อนในช่วงที่คุมทีม ลีดส์​ ยูไนเต็ด ทีมยูงทองประสบปัญหาผลงานการเล่นเริ่มต่ำ สไตล์การเล่นเพรสซิงสุดมันของพวกเขาเริ่มถูกแก้ทางได้ บิเอลซาตกอยู่ในสภาวะแบบเดียวกับอโมริมคือเขาถูกขอให้เปลี่ยนแปลงวิธีการเล่นใหม่

 

แต่สิ่งที่ “คุรุ” ของวงการทำคือการปฏิเสธที่จะเปลี่ยนแปลงตามเสียงเหล่านั้น เขายังยืนยันจะให้ทีมเล่นในแบบเดิมเท่านั้น

 

สุดท้ายบิเอลซาถูกปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีมลีดส์ในที่สุด แต่ก็เป็นวันที่เศร้าที่สุดสำหรับแฟนบอลด้วยเช่นกันเพราะถ้าไม่มีบรมกุนซือผู้นี้มารับงานคุมทีมให้ทั้งๆ ที่อยู่ในระดับลีกรอง อดีตยักษ์ใหญ่จากแคว้นแลงคาเชียร์อาจจะไม่มีวันได้กลับมาสู่ลีกสูงสุดอีกครั้งก็ได้

 

ตัวอย่างอีกคนที่ยืนหยัดในความเชื่อของตัวเองคือ แอนจ์ ปอสเตโคกลู ที่เซ็นชื่อของตัวเองไว้ด้วยปากกาเมจิกที่มองไม่เห็นบนเสื้อของนักเตะทีมท็อตแนม ฮอตสเปอร์ทุกคน ด้วยสไตล์การเล่น “High-line” เลเวลสูงสุด

 

หนึ่งในเกมที่สร้างชื่ออย่างมากคือเกมในฤดูกาล 2023/24 ที่สเปอร์สต้องเหลือผู้เล่นแค่ 9 คนในการเจอกับเชลซี แต่บอสชาวออสเตรเลียสายเลือดกรีซยังยืนยันจะให้ทีมเล่นในแบบเดิม สุดท้ายแม้ทีมจะแพ้ย่อยยับ แต่ก็ได้ใจแฟนฟุตบอลส่วนหนึ่งพอสมควร

 

ปัญหาคือฟุตบอลในแบบของเขามีอายุไม่นาน ทีมประสบปัญหาอาการบาดเจ็บมากมายที่เชื่อว่าเป็นผลจากระบบการเล่นที่ใช้ร่างกายของผู้เล่นในทีมอย่างหนักเกินไป และทีมก็เล่นได้ย่ำแย่ลงเรื่อยๆจนแทบมองไม่เห็นลายเซ็นนั้นอีก 

 

แต่อย่างน้อยปอสเตโคกลู ก็ทำในสิ่งที่เขาเคยลั่นวาจาไว้ว่า “ทีมของเขาจะได้แชมป์ในฤดูกาลที่ 2 เสมอ” (และนั่นก็มาจากการเอาชนะทีมของอโมริมด้วย…) ถึงสุดท้ายจะโดนปลดจากตำแหน่งในเวลาต่อมาก็ตาม

 

รูเบน อโมริม กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

Reinvent โลกหมุนไป เราต้องเปลี่ยนแปลงสิ

 

มีคนที่ไม่ยอมเปลี่ยนแล้ว ก็ต้องมีคนที่ยอมเปลี่ยนด้วยเหมือนกัน ซึ่งในเกมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกมี 2 กรณีศึกษาที่น่าสนใจ

 

คนแรกคือ อันโตนิโอ คอนเต กุนซือคนห้าวผู้ที่สร้างปรากฏการณ์พาเชลซี ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในฤดูกาล 2016/17 ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

 

สิ่งที่ทำให้คอนเตพาเชลซีที่เริ่มต้นฤดูกาลได้ไม่ถึงกับดีนักกลับมาติดลมบนคว้าแชมป์ได้ เกิดจากการตัดสินใจเปลี่ยนแผนการเล่นใหม่จากระบบการเล่นแบบกองหลัง 4 คน มาเป็นระบบการเล่น 3-5-2 ที่ได้มาจากการทดลองในช่วงครึ่งหลังของเกมที่พบกับอาร์เซนอล

 

ผลการทดลองในวันนั้นทำให้กุนซือชาวอิตาลี ค้นพบว่าระบบการเล่นแบบนี้มีความเหมาะสมกับนักฟุตบอลในทีมมากกว่า และมีทีเด็ดอยู่ที่วิงแบ็ก 2 ฝั่งอย่าง มาร์กอส อลอนโซ กับวิคเตอร์ โมเซส ที่มีทั้งทักษะและพละกำลังที่จะวิ่งขึ้นวิ่งลง สร้างสรรค์เกมให้ทีมตัวเอง และทำลายเกมรุกฝ่ายตรงข้ามได้

 

อย่างไรก็ดี “หัวใจ” ในการทำงานของคอนเตไม่ได้อยู่ที่ “ระบบ” แต่เป็น “คน” หาวิธีการใช้คนให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์ที่สุด

 

คนที่ 2 ที่ปรับเปลี่ยนทีมตลอดคือเป๊ป กวาร์ดิโอลา กุนซือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกสมัยใหม่ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “นักประดิษฐ์” ของโลกลูกหนังยุคศตวรรษที่ 21

 

อย่างที่ทุกคนรู้ เป๊ป คือผู้ที่ทำให้เกิดเทรนด์ของฟุตบอลในแบบเน้นการครองบอล (Positional ball) ที่คิดค้นมาตั้งแต่ยุคการคุมทีมบาร์เซโลนา และฟุตบอลในแบบ Tiki-taka (ชื่อที่เขาไม่ชอบเอาเสียเลย) รวมถึงการคิดค้นตำแหน่ง False nine ที่ไม่ใช่แค่ทำให้บาร์ซาครองโลก แต่ยังเปลี่ยนลิโอเนล เมสซี ให้เป็นราชาลูกหนังของโลกด้วย

 

มาถึงบาเยิร์น มิวนิค เป๊ปประดิษฐ์แท็กติกใหม่ด้วยการใช้ Inverted-fullback โดยกำหนดให้โยชัว คิมมิช แบ็กขวามันสมองของทีมหุบเข้ามาตรงกลางเพื่อเติมจำนวนผู้เล่นในแดนกลางและควบคุมให้บอลอยู่ในการคอนโทรลของทีมมากที่สุด และทำให้เกิดเทรนด์แบ็กหุบในแบบนี้อยู่หลายปี

 

กับแมนฯ ซิตีเอง แม้จะประสบความสำเร็จมากมายได้แชมป์ลีกถึง 7 จาก 9 ฤดูกาล แต่เป๊ปเองก็เคยเจอช่วงเวลายากลำบากโดยเฉพาะในปี 2020 ที่เซร์จิโอ อเกวโร หัวหอกตัวเก่งเริ่มโรยรามีอาการบาดเจ็บรบกวน ทำให้ต้องคิดแผนการเล่นในแบบใหม่ และพบคำตอบในการใช้กองกลางที่มีเซนส์ในการเขยิบเข้ากรอบเขตโทษอย่างอิลคาย กุนโดวาน หรือฟิล โฟเดน ในตำแหน่งศูนย์หน้าจำเป็น ทำให้ทีมกลับมาคว้าแชมป์ในฤดูกาล 2020/21 ได้สำเร็จ

 

โดยที่ทุกวันนี้เป๊ปก็ยังคงพยายามคิดค้นหาสูตรลูกหนังใหม่ๆ ที่จะพาทีมกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง

 

รูเบน อโมริม กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

แล้วอโมริมควรจะเปลี่ยนแผนจริงไหม?

 

คนเกือบทั้งโลกก็มองเห็นเหมือนกันหมดว่าระบบ 3-4-2-1 (หรือจะ 3-4-3, 3-2-5 ในเกมรุก, 5-2-3 ในเกมรับ หรือ 5-4-1 ในเกมรับลึก) ที่อโมริมยึดมั่นมันไม่เวิร์ก ไม่ได้ผล

 

ปัญหาใหญ่ที่มองกันคือนักฟุตบอลที่มีไม่เข้ากับระบบการเล่น ลูกทีมเกิดอาการสับสน ไม่มั่นใจว่าควรจะเคลื่อนที่แบบไหน ไปอยู่ที่จุดไหน และจะเล่นกันแบบไหน ที่แย่กว่านั้นคืออโมริมเองก็ดูจะไม่รู้คำตอบด้วยซ้ำว่าเขาจะจัดทีมแบบไหนถึงจะออกมาดีและลงตัวที่สุด

 

จุดใหญ่เท่าฝาหม้อในเวลานี้คือมิดฟิลด์คู่กลางที่ทำให้อะไรๆ มันดูติดขัดไปหมด การถอยบรูโน เฟอร์นันเดส กัปตันทีมลงมาจากบทบาทกองกลางตัวรุก นอกจากจะลดทอนความอันตรายในแดนหน้า ยังทำให้แดนกลางขาดความสมดุลอย่างแรง เพียงแต่ก็ต้องใช้ตรงนี้เพราะไม่รู้จะใช้ที่ไหนแล้ว

 

ไหนจะการทดลองจับเมสัน เมาต์ไปยืนวิงแบ็กซ้ายที่ไม่ได้ผล เช่นกันกับอาหมัด ดิยาลโล นักเตะที่ดีที่สุดในฤดูกาลที่แล้วก็ถูกขยับสลับตำแหน่งไปเรื่อย ส่วนค็อบบี เมนู กองกลางที่ดีที่สุดของทีมอีกคนต้องตกเป็นตัวสำรองอดทน แม้ว่ามานูเอล อูการ์เต และคาเซมิโร จะทำหน้าที่ได้แย่ก็ตามในบทกองกลางตัวรับ

 

อย่างไรก็ดีในมุมนักวิเคราะห์อย่างแดนนี เมอร์ฟีย์ แห่ง BBC Sport มองว่าจริงๆแล้วอโมริม กำลังจูนแมนฯ​ ยูไนเต็ดอยู่และก็ถือว่าทำได้ดีด้วย โดยทีมดูมีทรง (Shape) มากกว่าในฤดูกาลที่แล้ว เล่นกันตลอดได้แน่นเป็นกลุ่มก้อนทั้งเกมรับและเกมรุก ซึ่งจะมองเห็นในเกมกับแมนฯ ซิตี ว่าก็มีช่วงที่สามารถต่อบอลสู้กันได้อยู่

 

ปัญหาคือตัวผู้เล่นที่มีไม่ดีพอ เกมรับทำผิดพลาดจนเสียประตูง่ายๆ และเกมรุกก็ไม่เฉียบขาดเฉียบคมพอที่จะมีสกอร์ได้

 

ฟังแบบนี้แล้วเหมือนจะใจชื้นขึ้นมาหน่อย เพียงแต่เมอร์ฟีย์สรุปว่า ถึงอโมริมจะมีความพยายามและตั้งใจดี แต่ปัญหาคือตัวของเขาเองก็ยังมีปัญหากับความคิดของตัวเอง และแก้ปัญหาไม่ตกโดยเฉพาะการต้องใส่บรูโน ไว้ในตำแหน่งกองกลางตัวรับ 

 

มันจะทำให้บทสรุปทุกอย่างจบเหมือนเดิม เพราะเป็นการทดลองด้วยวิธีเดิมๆ

 

ไม่ต่างจากอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เคยบอกไว้ “ถ้าเอาแต่ทดลองแบบเดิมๆ จะคาดหวังผลแบบใหม่ได้อย่างไร”

 

เพียงแต่สำหรับอโมริมแล้ว บางทีเขาอาจจะใช้ชีวิตตามปรัชญา “สโตอิก” (ฟังเพิ่มเติมได้จากรายการ Shortcut ปรัชญา) อยู่ ก็เป็นไปได้นะครับ

 

 

 

เพราะจับความรู้สึกจากถ้อยคำแล้ว เหมือนได้ยินเสียงความในใจกระซิบเบาๆ บอกว่า “ช่างแม่ง!” อย่างไรชอบกล

 

อ้างอิง

 

The post Shortcut ปรัชญา 3-4-2-1 เหตุผลที่ อโมริม รักไม่ยอมเปลี่ยน(แผน) appeared first on THE STANDARD.

]]>
การลาออกของ รูเบน อโมริม คือทางรอดของแมนฯ ยูไนเต็ด? https://thestandard.co/ruben-amorim-manchester-united-resignation/ Thu, 28 Aug 2025 11:37:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1112802 รูเบน อโมริม ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่งอย่างผิดหวังหลังความพ่ายแพ้ในเกมถ้วย

ภาพของผู้จัดการทีม – ไม่สิหัวหน้าโค้ชสินะตามตำแหน […]

The post การลาออกของ รูเบน อโมริม คือทางรอดของแมนฯ ยูไนเต็ด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูเบน อโมริม ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่งอย่างผิดหวังหลังความพ่ายแพ้ในเกมถ้วย

ภาพของผู้จัดการทีม – ไม่สิหัวหน้าโค้ชสินะตามตำแหน่งของโครงสร้างฟุตบอลสมัยใหม่ – ที่นั่งแก้เกมบนกระดานแท็กติกของตัวเองราวกับอยู่ในโลกของตัวเองว่าอาการหนักแล้ว

 

ภาพของเขาที่นั่งก้มหน้าอยู่บนม้านั่งสำรองไม่กล้าที่จะออกมาดูการดวลจุดโทษ นั้นยิ่งหนักกว่า มันไม่ใช่ภาพที่ดูแล้วช่วยให้ความรู้สึกของแฟนฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทั่วโลกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อยแม้แต่นิด

 

แน่นอนอยู่แล้วว่า ความพ่ายแพ้ต่อกริมส์บี ทาวน์ สโมสรรองบ่อนจากระดับลีก ทู เป็นหนึ่งในความปราชัยระดับอัปยศอดสูอย่างไม่ต้องสงสัย

 

แต่สิ่งที่ทำให้ขุมนรกแทบระเบิดคือสิ่งที่ทุกคนได้เห็นกันในสนาม กับคำถามถึงผู้ชายที่ชื่อรูเบน อโมริม คนที่ไม่กี่วันก่อนเพิ่งจะบอกว่า “ผมจะอยู่ที่นี่ไปอีก 20 ปี” 

 

วันนี้เขากำลังถอดใจและคิดจะไปแล้วจริงไหม?

 

 

หากได้ฟังถ้อยคำของกุนซือคนหนุ่มวัย 40 ปี ที่ออกมาให้สัมภาษณ์หลังเกมระดับหายนะที่สนามบลันเดลล์ พาร์ค ของกริมส์บี ทาวน์ ต่อให้ไม่ตั้งใจฟังก็ยังสามารถจับสัญญาณบางอย่างที่น่าสนใจได้

 

“ผมคิดว่าผู้เล่นพูดดังและชัดเจนถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการในวันนี้” เขาบอก “บางสิ่งต้องเปลี่ยนแปลง และไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงผู้เล่นทั้ง 22 คนอีกครั้ง”

 

“การต้องเผชิญหน้าไม่ว่าจะกับเรื่องอะไรก็ยากทั้งนั้น ตอนนี้เราจะต้องมองถึงเกมหน้าก่อน จากนั้นเรามีเวลาที่จะตัดสินใจในสิ่งต่างๆ กัน”

 

การตัดสินใจในสิ่งต่างๆเหล่านี้ตามคำพูดของเขานั้น ถูก “ตีความ” จากผู้สื่อข่าวระดับหัวแถวของวงการว่าน่าจะหมายถึงการพิจารณาที่จะลาออกจากตำแหน่งนายใหญ่ของโอลด์ แทรฟฟอร์ด โดยเหตุผลนั้นหากตีความตามคำให้สัมภาษณ์คือผู้เล่นไม่เชื่อใจและไม่ต้องการจะลงเล่นเพื่อเขาอีกต่อไปแล้ว

 

สำหรับโค้ชผู้ทะนงในศักดิ์ศรี อาจจะคิดว่าอยู่แบบนี้ไปเสียดีกว่า

 

แต่คำพูดของอโมริมนั้นฟังแล้วต้องหารครึ่งเอาไว้ก่อน

 

ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนที่พูดจากลับไปกลับมาใช้ไม่ได้ แต่เพราะโค้ชชาวโปรตุเกสคนนี้เป็นคนที่มีความอ่อนไหวในอารมณ์สูง การสัมภาษณ์ในช่วงที่ห้วงความรู้สึกดิ่งลงไปในความมืดมนอนธการนั้นเป็นไปได้ที่จะขาดการกลั่นกรองที่ดีพอ

 

และมันก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเคยพูดในลักษณะนี้ว่าอยากจะลาออกจากตำแหน่ง เมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาก็เคยพูดในทำนองนี้เหมือนกันหลังจากที่ผลงานของทีมไม่เป็นไปอย่างที่หวังไว้แม้แต่น้อย

 

แต่ถ้าเรามองย้อนกลับไปไม่ต้องไกล แค่ไม่ถึง 2 สัปดาห์ที่แล้ว ความรู้สึกนั้นแทบจะเป็นคนละเรื่อง

 

แมนฯ​ ยูไนเต็ด แม้จะพ่ายในเกมนัดเปิดฤดูกาลให้แก่อาร์เซนอล แต่มันเป็นความพ่ายแพ้ที่ทุกคนยอมรับได้ ด้วยเพราะทีมแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเตรียมเนื้อเตรียมตัวและเตรียมใจมาอย่างดีสำหรับฤดูกาลใหม่

 

ทีมเล่นกันอย่างมีระบบ มีทรง และกระหายเหมือนคนหิวการเล่นฟุตบอล ในระดับที่สามารถเล่นงานอาร์เซนอลจนเกือบเอาตัวไม่รอดได้

 

ฟอร์มวันนั้นทำให้อโมริมถึงกับบอกด้วยความรู้สึกฮึกเหิมว่า “ผมจะอยู่ที่นี่ไปอีก 20 ปี”

 

ทำไมทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วราวกับลมเปลี่ยนทิศแบบนี้?

 

รูเบน อโมริม ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่งอย่างผิดหวังหลังความพ่ายแพ้ในเกมถ้วย

 

ย้อนกลับไปในช่วงก่อนเกมกับกริมส์บี มี 2 เรื่องที่ถือว่ากระทบต่อความมั่นใจและบรรยากาศภายในโอลด์ แทรฟฟอร์ดอย่างรุนแรง

 

หนึ่งคือการเสมอกับฟูแลมในเกมที่อโมริมพ่ายแพ้ในการดวลแท็กติกต่อมาร์โก ซิลวา 

 

กุนซือคนบ้านเดียวกันผู้เคยปรากฏเป็นหนึ่งในแคนดิเดตที่แดน แอชเวิร์ธ อดีตผู้อำนวยการสโมสรนำเสนอต่อเซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ และเหล่าทีมผู้บริหารมาก่อน บอกด้วยความรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องว่าสิ่งที่เขาทำเพื่อให้ทีมเล่นงานแมนฯ ยูไนเต็ดได้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย

 

เพียงแค่การ “Tweak” ปรับแท็กติกแค่เล็กน้อยก็ดีพอที่จะทำให้ทีมของอโมริมรับมือกันไม่ถูกแล้ว

 

การเสมอในเกมนี้บ่อนทำลายความมั่นใจของอโมริมและทีมได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ ความรู้สึกเชื่อมั่น (Believer) ถูกเปลี่ยนกลับมาเป็นความสงสัย (Doubter) อีกครั้งอย่างง่ายดายและรวดเร็ว

 

เรื่องนี้น่าเห็นใจ เพราะตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมาทีมของเขาเหมือนลอยคออยู่เหนือผิวน้ำ บางจังหวะก็แหงนหน้าเพื่อสูดลมหายใจเข้ามาได้ แต่ในบางจังหวะที่อ่อนแรงก็จมน้ำทุรนทุราย และเป็นแบบนี้มาโดยตลอด

 

แม้ฤดูกาลจะเปลี่ยนผ่านแล้วแต่อาการ “หลอน” ยังคงอยู่เหมือนเดิม

 

เรื่องที่สองที่ส่งผลต่อบรรยากาศอย่างมากคือข่าวการแตกหักกับ ค็อบบี เมนู กองกลางดาวรุ่งของทีมที่เปิดช่องสำหรับการย้ายออกจากสโมสรหลังจากที่ไม่ได้รับโอกาสในการลงสนามเลยแม้แต่นาทีเดียวในเกมพรีเมียร์ลีก 2 นัดแรก

 

ข่าวนี้ถือว่าสร้างแรงกระเพื่อมอย่างมาก เพราะเมนูนั้นจะชั่วจะดีก็เป็นเด็กปั้นของสโมสรที่แฟนบอลรักและคาดหวังจะเห็นอนาคตที่ดี แต่นับจากที่อโมริมเข้ามาดูเหมือนประตูสู่อนาคตของเด็กคนนี้จะถูกปิดตายสนิท

 

ความรู้สึกนั้นยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อมีคนนำภาพของเมนู ที่นั่งฉลองประตูอยู่กับราสมุส ฮอยลุนด์ และอเลฮานโดร การ์นาโช ที่กระดานจอโฆษณาข้างสนาม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แฟนบอลรู้สึกว่าในที่สุดพวกเขาก็ค้นพบความหวังใหม่ของทีมสักที

 

แต่ ณ เข็มนาฬิกาเดินไปนี้ทั้ง 3 คนมองไม่เห็นอนาคตในทีมแล้ว เพราะไม่ใช่คนที่อโมริมไว้ใจหรือพร้อมให้โอกาส

 

มากบ้างน้อยบ้างความมั่นใจและบรรยากาศที่ไม่สู้ดีนักส่งผลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในเกมที่บลันเดลล์ พาร์ค ที่แมนฯ ยูไนเต็ดเล่นกันแบบไม่เอาอะไรเลยจนโดนนำไปก่อน 2-0 และต้องกระเสือกกระสนจนถึงช่วงท้ายเกมถึงจะไล่ตีเสมอเป็น 2-2 

 

 

แต่เรื่องราวในอีกมุมหนึ่ง ทุกคนรู้ว่าคนที่สร้างปัญหาทุกอย่างก็คือตัวของอโมริมเอง

 

ความยึดมั่นในระบบการเล่นแบบ 3-4-2-1 กองหลัง 3 คน, วิงแบ็ก 2 ข้าง, กองกลางตัวรับ 2 คน, กองกลางตัวทำเกม 2 คน และศูนย์หน้า 1 คน เป็นปัญหาที่ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นผู้รู้ในวงการฟุตบอลหรอก ทุกคนมองเห็นชัดเจนว่าสิ่งนี้แหละคือปัญหา

 

ทีมที่มีวิธีการเล่นแค่แบบเดียว และไม่ได้มีผู้เล่นที่เหมาะสมกับระบบการเล่นแบบนี้ ยากที่จะประสบความสำเร็จได้

 

ผลงานมันบอกด้วยตัวของมันเองชัดเจนอยู่แล้ว

 

และด้วยระบบการเล่นนี้ทำให้ถึงในฤดูกาลนี้อโมริมจะได้ 3 ประสานแนวรุกชุดใหม่ในราคา 200 ล้านปอนด์ที่ดูน่าเกรงขามบนแผ่นกระดาษ ทั้งมาเธอุส คุนญา, ไบรอัน เอ็มโบโม และเบนจามิน เซสโก แต่มันทำให้เขาเจอกับปัญหาต่อไป

 

ปัญหาที่ว่าคือกัปตันทีมบรูโน เฟอร์นันเดส ที่ต้องถูกถอยลงมาเล่นในบทกองกลางตัวรับ ซึ่งแค่พอเล่นได้แต่ไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาถนัดหรือทำได้ดี เพราะไม่ว่าจะเป็นนักเตะที่ขี้บ่นขนาดไหนก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่าในบรรดาผู้เล่นที่อโมริมมีอยู่ในทีมทั้งหมด เขาคือคนที่พร้อมสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้มากที่สุด

 

ในวงเล็บว่าต้องให้อยู่ในที่ทางที่จะทำให้สามารถบันดาลสิ่งต่างๆ ได้

 

การถูกขยับตำแหน่งลงมาต่ำของบรูโนทำให้เกิดปัญหาตามมาในแดนกลาง กับการค้นหาคำตอบว่าใครควรจะได้เล่นคู่กัน ซึ่งตัวเลือกที่มีนั้นไม่ตอบโจทย์สักราย ไม่ว่าจะเป็น คาเซมิโร ที่ถึงจะประสบการณ์สูงและพยายามเรียกสภาพความฟิตกลับมาอย่างน่าชื่นชมแต่ก็ห่างไกลจากวันที่ดีที่สุดมาไกลโขแล้ว ส่วนมานูเอล อูการ์เตนั้นพอจะพูดได้แล้วว่าเป็นการโดน “ย้อมแมว” ที่น่าเจ็บใจ

 

ค็อบบี เมนู เป็นอีกคนที่หลายคนเชื่อว่าจะเล่นในตำแหน่งนี้ได้ แต่โดยธรรมชาติแล้วไม่ใช่คนที่เล่นเกมรับได้ดีมากนัก นั่นหมายถึงต่อให้ถูกส่งลงสนามมาพร้อมกับกัปตันบรูโน (ที่อโมริมบอกว่านี่แหละคู่แข่งที่นายต้องแข่งด้วยนะค็อบบี…ซึ่งหมายถึงเขาแพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันลงสนามแล้วไหม?) ส่วนผสมทางเคมี ฟิสิกส์ และชีวะไม่น่าจะเข้ากัน

 

เรายังไม่พูดถึงวิงแบ็กสองข้างอย่าง พาทริก ดอร์กู และดีโอโก ดาโลต์ ที่ไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่าพวกเขามีดีตรงไหนอีกนอกจากความฟิตที่พอจะวิ่งขึ้นวิ่งลงได้ไม่หยุด

 

และปัญหาก็ลามต่อไปเรื่อยๆ

 

 

สิ่งที่ทุกคนตั้งคำถามตลอดมาคือ อโมริมไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรสักนิดเลยหรือ?

 

จริงอยู่ที่เขาเคยบอกว่าสิ่งที่ทำให้เขาได้มาคุมทีมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดคือระบบการเล่นแบบ 3-4-2-1 และสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ การจะทิ้งสิ่งเหล่านี้ไปหมายถึงการละทิ้งตัวตนและหลักการของตัวเอง เป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถทำได้

 

แต่จนถึงตอนนี้แล้วมันเห็นได้ชัดว่าการยึดมั่นถือมั่นไม่มีประโยชน์อะไรเลย

 

หากอโมริมลองมองรอบตัวสักนิด คู่แข่งร่วมลีกมีการเปลี่ยนแปลงทางแท็กติกการเล่นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล, อาร์เซนอล, เชลซี หรือแม้แต่ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ โดยที่ผู้จัดการทีมแต่ละคนจะประเมินขุมกำลังที่มีและพยายามหาจุดลงตัวให้ได้ระหว่างความคาดหวังทางแท็กติกการเล่น กับความเป็นจริงของทีม

 

ด้วยผู้เล่นที่เขามี ต่อให้มันอาจจะยังไม่ดีพอถึงการลุ้นความสำเร็จในระดับสูงสุด แต่นักเตะหลายๆ คนอย่าง มัทไธส์ เดอ ลิกต์, เมนู, บรูโน, คุนญา, เอ็มโบโม, เซสโก, เมาต์ หรืออาหมัด ดิยาลโล ไม่ถือว่าเป็นทีมที่แย่เลย

 

จะดีกว่าไหมหากจะลองเปลี่ยนมาใช้ผู้เล่นตามคุณสมบัติโดดเด่น มากกว่ายึดตามแท็กติกการเล่นของตัวเองที่พิสูจน์แล้วในระยะเวลาเกือบ 1 ปีว่าไม่ได้ผล

 

และจะดีกว่าไหมหากจะเปลี่ยนจากการยึดมั่นถือมั่น ตัวกู ของกู มาเป็นการคิดถึงส่วนรวมและหาทางที่จะพาทีมกลับมาค้นพบเส้นทางที่ควรจะไปที่ควรจะเป็นก่อน

 

การปรับเปลี่ยนไม่ใช่การยอมแพ้หรือละทิ้งตัวตน แต่เป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ หรือที่คนวัยทำงานยุคนี้เรียกกันว่า Upskill, Reskill เพื่อพัฒนาไปให้ไกลกว่าเดิม

 

ที่สำคัญ “ผู้นำที่ดี” ควรจะคิดถึงใครมากกว่ากันระหว่างตัวเองหรือส่วนรวม?

 

แค่นี้อโมริมจะคิดไม่ได้เลยหรือ?

 

ต่อคำถามข้างบนคำตอบที่คิดว่าพอจะตอบแทนได้คือ อโมริมไม่ใช่คิดไม่ได้ แต่อาจจะไม่เคยคิด เพราะถ้าคิดได้คงไม่เลยเถิดมาถึงป่านนี้

 

และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเลือกใช้วิธีแบบ “จบที่เรา เบาที่สุด” ด้วยสิ่งที่หลายคนคิดว่าคือการลาออกในช่วงพักโปรแกรมทีมชาติที่จะเกิดขึ้นหลังจบเกมที่จะพบกับเบิร์นลีย์ในสุดสัปดาห์นี้

 

การลาออกนั้นในแง่ดีสำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด หมายถึงการที่สโมสรอาจจะไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยจำนวนมาก

 

และเป็นที่เชื่อได้ว่านี่อาจจะเป็นจุดต่ำที่สุดของสโมสรแล้ว หลังจากนี้ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่เข้ามาแทนที่ทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้น

 

แต่ในแง่ร้ายที่สำคัญกว่ามากคือการลงทุนทั้งเงินทองและเวลาของสโมสรจะสูญเปล่าอย่างน่าเสียดาย

 

 

ความจริงอย่างที่บอกว่าแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ได้ดูขี้เหร่นักในช่วงพรีซีซั่น มันพอมองเห็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง และการที่ทีมจัดซื้อจัดจ้างพยายามหานักเตะระดับท็อปมาเสริมทีมอย่างยากลำบาก คือการแสดงออกที่ชัดเจนว่าบอร์ดบริหารสนับสนุนเขาเต็มที่

 

แตกต่างจากกรณีของเอริค เทน ฮาก ที่แม้จะเสนอสัญญาฉบับใหม่ให้พร้อมซื้อผู้เล่นมาเสริมทัพให้อีกชุดหนึ่ง (200 ล้านปอนด์เช่นกัน) แต่ก็เป็นการทำแบบเสียมิได้ เพราะดันเสียท่าหาคนที่รู้สึกว่าใช่มาแทนที่ไม่ได้ สุดท้ายก็ไม่พ้นการโดนปลดจากตำแหน่งอยู่ดี

 

ที่สำคัญที่สุดคือเมื่อฝ่ายบริหารเลือกที่จะเดิมพันกับเขาแล้ว พวกเขาเองก็ไม่อยากเสียหน้าเหมือนกันว่าเลือกคนผิดอีกครั้ง ทั้งๆ ที่คิดว่าดีแล้วเชียว

 

สิ่งที่อโมริมต้องทำมีเพียงแค่การพาทีมค่อยๆ กลับมาสู่จุดที่ควรจะเป็นให้ได้ เก็บเล็กผสมน้อย ค่อยๆ ค้นหาชัยชนะไปเรื่อยๆ

 

แต่ก็นั่นแหละ หากอโมริมรู้สึกว่าเขาเห็นมาพอแล้วว่านักเตะไม่เชื่อ ไม่ฟัง ไม่เอาอะไรทั้งนั้น และคนที่เป็นปัญหาคือตัวของเขาเอง บางทีการตัดสินใจลาออกคนเดียวก็ง่ายกว่าการเปลี่ยนแปลงทีมแบบยกชุด

 

ถ้าเขาจะตัดสินใจแบบนั้นจริง ที่เหลือก็อยู่กับฝ่ายบริหารโดยเฉพาะเซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์

 

เพราะเขาจะเป็นคนต่อไปที่จะต้องถูกตั้งคำถามถึงวิสัยทัศน์และการตัดสินใจ ในฐานะที่มีส่วนเลือกอโมริมมาทำงานเองกับมือ

 

แต่ถ้ามันเป็นเพียงแค่อารมณ์อ่อนไหวในความพ่ายแพ้ อย่างน้อยที่สุดเขาต้องหาทางและคำตอบให้ได้ ว่าสิ่งที่จะทำให้ทุกอย่างมันกลับมาดีให้ได้อีกครั้งคืออะไร ต้องทำอะไร

 

บางครั้งมันอาจจะเริ่มจากสิ่งที่ง่ายที่สุด

 

คือการยอมรับความผิดของตัวเอง

The post การลาออกของ รูเบน อโมริม คือทางรอดของแมนฯ ยูไนเต็ด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซื้อเน้นๆ เริ่มเล่นแจ๋ว แมนยูฯ พร้อมคืนชีพ จากภาวะ Mid-table Crisis? https://thestandard.co/manutd-mid-table-crisis/ Thu, 31 Jul 2025 06:04:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1102109

ตลาดการซื้อขายผู้เล่นในช่วงฤดูร้อนนี้ของบรรดาสโมสรพรีเม […]

The post ซื้อเน้นๆ เริ่มเล่นแจ๋ว แมนยูฯ พร้อมคืนชีพ จากภาวะ Mid-table Crisis? appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดการซื้อขายผู้เล่นในช่วงฤดูร้อนนี้ของบรรดาสโมสรพรีเมียร์ลีกจัดว่าเป็นหนึ่งในช่วงตลาดการซื้อขายที่ดุเดือดที่สุดในรอบหลายปี

 

บรรดาทีมระดับหัวแถวต่างเสริมทัพนักเตะใหม่เข้ามาเป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะเป็นแมนเชสเตอร์ ซิตี้, เชลซี, อาร์เซนอล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งลิเวอร์พูล ที่เปลี่ยนโหมดจากทีมจอมมัธยัสถ์มาเป็นเจ้าบุญทุ่ม (แบบสมาร์ทๆ) ที่มีโอกาสจะใช้เงินใกล้เคียง 500 ล้านปอนด์ในรอบตลาดเดียว

 

ทีนี้พอหันกลับมามองที่ทีม ‘ปีศาจแดง’ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองผู้ดีบ้าง จนถึงวันนี้ รูเบน อโมริม ได้ลูกทีมหน้าใหม่เข้ามาเพียงแค่ 2 รายถ้วนคือ มาเตอุส คุนญ่า และไบรอัน เอ็มโบโม

 

โดยที่ล่าสุดล็อกเป้า ‘หมายเลข 9’ คนใหม่ไว้คือ เบนจามิน เซสโก จากแอร์เบ ไลป์ซิกไว้เป็นที่เรียบร้อย และผลงานในช่วงพรีซีซัน 2 นัดหลังสุดในการทัวร์ “พรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์” ที่สหรัฐอเมริกาก็ยอดเยี่ยมด้วย

 

คำถามที่ชวนคิดกันสนุกๆคือ จากการเสริมทัพแบบนี้ และฟอร์มแบบนี้ พวกเขาพร้อมที่จะลบภาพทีม ‘วิกฤติกลางตาราง’ (Mid-table crisis) กลับมาเป็นทีมในกลุ่มหัวตารางของพรีเมียร์ลีกอีกครั้งไหวไหมนะ?

 

 

โปรดสร้างทีมใหม่ให้ฉัน

 

ภายหลังจากการจบฤดูกาลด้วยการเป็นทีมอันดับที่ 15 ของพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นผลงานที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรนับตั้งแต่ฤดูกาล 1989/90 และเก็บแต้มได้น้อยที่สุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 1973/74 ที่พวกเขากระเด็นตกชั้น สิ่งที่ทุกคนคาดหวังคือการที่รูเบน อโมริม และฝ่ายบริหารจะช่วยกันประกอบร่างใหม่ให้กับทีม

 

กองหน้าตัวเป้าใหม่, นักเตะหน้าต่ำ (หมายเลข 10 ใหม่), กองกลางตัวรับใหม่, วิงแบ็กขวาใหม่, เซ็นเตอร์ฮาล์ฟใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือผู้รักษาประตูคนใหม่

 

แน่นอนว่าการจะซื้อนักเตะใหม่เยอะขนาดนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากสำหรับตลาดการซื้อขายในยุคปัจจุบัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่แมนฯ​ ยูไนเต็ด ได้นักเตะเข้ามาเพียงแค่ 2 รายเท่านั้น คือมาเตอุส คุนญา และไบรอัน เอ็มโบโม ย่อมทำให้เกิดเครื่องหมายคำถามพอสมควร

 

โดยเฉพาะในดีลของเอ็มโบโม่ ที่เสียเวลานานเกือบ 48 วัน (ไม่ใช่ 48 ชั่วโมง) กว่าจะได้ตัวโดยที่สุดท้ายก็ต้องยอมจ่ายตามที่เบรนต์ฟอร์ดต้องการอยู่ดี

 

แบบนี้มันจะช้าไปไหม จะทันเปิดฤดูกาลไหม? คือสิ่งที่หลายคนตั้งคำถาม

 

 

Less is more เสริมน้อยแต่มาก

 

แต่หากมองในแง่ดีแล้ว 2 รายสำหรับทีมชุดใหญ่ที่ซื้อเข้ามา (โดยยังไม่นับดีเอโก ลีออน แบ็กดาวรุ่งอีกราย) ถือเป็นนักเตะในระดับเกรดเอของพรีเมียร์ลีกทั้งสองคน ที่ผ่านการรับรองด้วยตัวของพวกเขาเองว่า เก่งจริงและมีประสบการณ์ในลีกที่แข็งแกร่งที่สุดของโลก

 

คุนญา 62.5 ล้านปอนด์ จาก วูล์ฟส เป็นผู้เล่นสารพัดประโยชน์ได้ในแนวรุกที่มีชั้นเชิงการเล่นสูง มีการจบสกอร์ที่เฉียบคม ซึ่งในฤดูกาลที่ผ่านมาต้องบอกว่าผลงานจัดจ้านเข้าตากรรมการอย่างมาก

 

ขณะที่เอ็มโบโมนั้นเป็นหนึ่งในตัวรุกและตัวริมเส้นที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีกในรอบหลายปีที่ผ่านมา เรียกว่าแม้จะอยู่กับทีมเล็กอย่างเบรนต์ฟอร์ดก็สามารถทำผลงานได้น้องๆ ผู้เล่นทีมใหญ่อย่าง บูกาโย ซากา หรือโม ซาลาห์ได้เลยทีเดียว

 

การเลือกผู้เล่นทั้งสองราย เป็นการสะท้อนถึง ‘นโยบาย’ ใหม่ของแมนฯ​ ยูไนเต็ด ที่จะไม่เน้นการซื้อผู้เล่นที่เล่นในลีกต่างชาติราคาสูงเข้ามาให้เสียข้าวสุกอีก แต่จะซื้อผู้เล่นที่มีประสบการณ์พิสูจน์ตัวเองมาแล้วในพรีเมียร์ลีกเพราะมั่นใจผลตอบแทนได้มากกว่า

 

จุดนี้ถือว่า ‘ผ่าน’ และดีกว่าการทุ่มเงินไปกับผู้เล่นที่ไม่มีประสบการณ์

 

 

หมายเลข 9 ที่คุณเรียกมีโอกาสติดต่อได้

 

ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาแมนฯ​ ยูไนเต็ดกลับมามีข่าวกับผู้เล่นในตำแหน่งศูนย์หน้าหรือกองหน้าตัวเป้าอีกครั้ง

 

ปัญหาที่ผ่านมาคือการที่พวกเขาไม่ได้ไปเล่นในรายการใหญ่อย่างแชมเปียนส์ ลีก หรือแม้แต่รายการสโมสรยุโรปอื่นๆ ทำให้ขาดแรงดึงดูดที่แรงมากพอจะชวนให้ผู้เล่นที่สนใจอยากย้ายมาร่วมทีม และนั่นทำให้ไม่สามารถแย่งชิงตัวผู้เล่นที่หมายปองได้เลย

 

นักเตะที่อยู่ในข่ายก่อนหน้านี้มีตั้งแต่เลียม ดีแลป ที่ตอบตกลงกับเชลซีอย่างรวดเร็ว, วิคเตอร์ ยอเคเรส ที่เมินการร่วมงานกับเจ้านายเก่าอย่างรูเบน อโมริม เพื่อไปลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกกับอาร์เซนอล หรืออูโก เอคิติเก้ ที่ปฏิเสธพวกเขาและเลือกย้ายไปลิเวอร์พูล

 

อย่างไรก็ดีในเวลานี้ดูเหมือนแมนฯ ยูไนเต็ด จะกลับมามีความหวังอีกครั้งในตำแหน่งนี้ โดยช่วงก่อนนี้มีข่าวว่าพวกเขามีตัวเลือกอย่าง เบนจามิน เซสโก ศูนย์หน้าทีมชาติสโลวีเนีย ที่เคยพัวพันกับหลายสโมสรใหญ่แต่ยังไม่ได้ย้ายไปไหน และโอลลี วัตคินส์ กองหน้าดีกรีทีมชาติอังกฤษของแอสตัน วิลลา

 

แต่ล่าสุดดูเหมือนจะตัดชอยซ์ให้เหลือเพียงแค่เซสโกรายเดียว โดยที่ค่าตัวที่ทางไลป์ซิกต้องการนั้นต้องการันตีเงินอย่างน้อย 70 ล้านยูโร ไม่นับการจ่ายเพิ่มตามเงื่อนไข (add-ons) ต่างๆ

 

ขณะที่ตัวนักเตะเองสนใจที่จะย้ายมาเล่นกับแมนฯ ยูไนเต็ด แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยเป็นข่าวกับหลายสโมสรก็ตาม

 

 

ของดีที่พี่ไม่อยากเก็บ

 

นักเตะขาเข้าที่น้อยเกินไปอาจจะน่ากังวลน้อยยิ่งกว่านักเตะขาออกที่แทบขายใครไม่ออกเลย

 

ตั้งแต่ช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา รูเบน อโมริม ออกตัวชัดเจนว่าจะปล่อยนักเตะที่ไม่อยู่ในแผนการทำทีมออกไปหลายรายไม่ว่าจะเป็น

 

  • มาร์คัส แรชฟอร์ด
  • อเลฮานโดร การ์นาโช
  • แอนโทนี
  • เจดอน ซานโช
  • ไทเรลล์ มาลาเซีย

 

แต่จนถึงตอนนี้คนเดียวที่ได้ย้ายออกไปคือแรชฟอร์ด ซึ่งก็ไม่ใช่การขายขาดด้วยแต่เป็นแค่การปล่อยยืมตัวพร้อมเงื่อนไขในการขายขาดให้แก่บาร์เซโลนา แม้ว่าอย่างน้อยจะลดภาระเรื่องค่าเหนื่อยมหาศาลได้ตกปีละ 12 ล้านปอนด์ก็ตาม แต่ก็ถือว่าไม่เป็นไปตามแผนพอสมควร เพราะนักเตะดีกรีระดับนี้อย่างน้อยต้องขายได้ 40-50 ล้านปอนด์

 

เช่นกันกับรายของ การ์นาโช ที่เคยมีข่าวกับหลายสโมสรซึ่งคาดว่าจะทำรายได้กลับมาให้กับสโมสร (โดยเฉพาะในฐานะนักเตะ Homegrown ที่จะกลบตัวเลขหนี้สินตามกฎ PSR ได้เต็มๆ) อย่างน้อย 70 ล้านปอนด์ หรือแอนโทนีที่ทำได้ยอดเยี่ยมกับเรอัล เบติส ในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลที่แล้วแต่สโมสรจากสเปนไม่มีเงินจะจ่ายค่าตัว 40 ล้านปอนด์ได้ไหว

 

รายของซานโชยิ่งหนักเพราะโดนเชลซีตลบหลังด้วยการขอจ่ายค่าปรับไม่ซื้อขาดตามสัญญาที่เคยตกลงกันด้วยเงินแค่ 5 ล้านปอนด์ กลายเป็นภาระคาราคาซังกับแมนฯ ยูไนเต็ด โดยยังมองหาสโมสรใหม่ไม่ได้

 

ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วเชื่อว่าในกลุ่มนี้ (รวมถึงมาลาเซีย) จะหาต้นสังกัดใหม่ได้ แต่สิ่งที่น่าผิดหวังคือนักเตะเหล่านี้ไม่สามารถสร้างรายได้กลับมาให้กับสโมสรได้มากอย่างที่คาดหวัง

 

และผลของมันคือตัวถ่วงรั้งไม่ให้สโมสรก้าวไปข้างหน้าได้ เพราะสถานะทางการเงินของพวกเขาอยู่ในขั้นวิกฤติ ขยับตัวไม่ถนัด

 

แต่ถ้าหากคลายปมด้วยการเคลียร์นักเตะเหล่านี้ออกไปได้บ้าง นั่นหมายถึงตำแหน่งอื่นๆ มีโอกาสจะได้เห็นนักเตะหน้าใหม่เข้ามาอีก ไม่ว่าจะเป็นผู้รักษาประตู หรือกองกลางตัวรับ

 

 

แกะยางมัดแกง ใช้แรงอย่างเดียวไม่ได้

 

อ่านมาทั้งหมดอาจจะกังวลสำหรับอนาคตของแมนฯ​ ยูไนเต็ด เพียงแต่หากสูดหายใจลึกๆ แล้วมองสถานการณ์อย่างใจเย็น (สุดๆ) อย่างน้อยจะพบว่าพวกเขาทำในสิ่งที่ถูกต้องและถูกทางแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการ

 

  1. เสริมผู้เล่นที่ใช่มากกว่านักเตะค่าตัวแพงที่ดัง
  2. พยายามลดนักเตะที่เป็นปัญหา ไม่อยู่ในแผนการทำทีมออกไป

 

และข้อ 3. ที่สำคัญอย่างมาก คือการที่พวกเขาตระหนักดีถึงปัญหาภายในทีมว่ามีกี่จุด ตรงไหนบ้าง และพยายามที่จะแก้ไขปัญหาอย่างอดทน

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่านับตั้งแต่ที่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือในฤดูกาล 2012/13 เป็นต้นมาแมนฯ​ ยูไนเต็ดอยู่ในสภาพที่เละเทะจากการบริหารที่ผิดพลาดภายใต้เอ็ด วูดเวิร์ด มาตลอด ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดมาพันกันสลับซับซ้อน

 

ไม่ต่างอะไรจากยางมัดแกงที่ผูกกันแน่นและแกะได้ยากจนน่าหงุดหงิดใจ

 

วิธีการจะแก้ปัญหานั้นมีทั้งการใช้กรรไกรตัดยางให้ขาด หรือการตัดถุง เจาะถุง ซึ่งก็หมายถึงการใช้เงินอัดฉีดเข้าสโมสรล้างบางกันไปเลยยกทีมในแบบที่แมนฯ ซิตี หรือเชลซีทำให้เห็นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

แต่แมนฯ​ ยูไนเต็ด ภายใต้ยุคการบริหารของเซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ ไม่ว่าจะรักหรือชังอย่างน้อยเจ้าของสโมสรชาวอังกฤษผู้นี้ก็พยายามจะบริหารกิจการโดยมีเป้าหมายที่อยากจะเห็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้กลับมาเป็นสโมสรที่มีการบริหารที่ถูกต้องเหมาะสมตามครรลองคลองธรรม 

 

เป็น Proper club ในแบบสโมสรดีๆ เขาเป็นกัน

 

ดังนั้นสิ่งที่เซอร์ จิมและทีมงานพยายามทำคือการค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละเปลาะอย่างอดทน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในสนามหรือนอกสนาม เพื่อค่อย ๆ คลายปมออกทีละนิด ซึ่งสิ่งที่พยายามทำในเวลานี้คือการหา ‘ปม’ ที่ซ่อนอยู่ด้านใน

 

หากคลายออกมาได้ ทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ

 

แต่แน่นอนว่ามันต้องอาศัยความอดทนและเวลา เพราะปัญหาหมักหมมมาเป็นสิบปี จะแก้ในปีสองปีเป็นไปไม่ได้

 

 

ผนังปีศาจแดงกำแพงเหล็ก

 

อีกจุดที่สำคัญสำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด คือการที่พวกเขาต้องพยายามทำให้แฟนบอล ‘เชื่อ’ ให้ได้อีกครั้งว่านี่แหละคือทีมที่พวกเขาอยากจะเชียร์

 

เพราะประเมินจากความเป็นไปแล้วมีโอกาสที่แมนฯ ยูไนเต็ดจะได้ผู้เล่นเข้ามาเสริมทีมอีกไม่กี่ราย อาจจะมีนักเตะบางรายที่แฟนบอลไม่ประทับใจนักจากผลงานที่ผ่านมาแต่จำเป็นต้องใช้งานกันต่อไปก่อนอีกระยะหนึ่ง ซึ่งมีตั้งแต่ อังเดร โอนานา, ราสมุส ฮอยลุนด์ หรือคาเซมิโร

 

แต่อย่างน้อยที่สุดพวกเขาต้องพยายามซื้อใจแฟนๆ กลับมาให้ได้ผ่านการทุ่มเททำผลงานในสนาม

 

ทีมที่ตั้งใจเล่นกับทีมที่ไม่ตั้งใจเล่น ไม่ทุ่มเท แฟนบอลเขารู้ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้สายตา เพราะมันสัมผัสกันได้ด้วยหัวใจ

 

ลิเวอร์พูลเองก็เคยผ่านช่วงเวลาแบบนี้มาก่อนในช่วงแรกที่เจอร์เกน คล็อปป์เข้ามาคุมทีม มิเคล อาร์เตตาก็เคยตกอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากกว่าจะกลับมาพาทีมได้รองแชมป์ติดต่อกัน 3 ฤดูกาล

 

ถ้าผ่านช่วงเปิดฤดูกาลสุดโหดไปได้แบบไม่สะบักสะบอมมากนัก มีผลงานที่ดีให้เห็นบ้าง ขวัญและกำลังใจของทีมน่าจะเริ่มกลับมาได้บ้าง บรรยากาศและทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้น ซึ่งแฟนๆ เองก็มีงานในแบบของพวกเขาเองเหมือนกันในการต้องสนับสนุนทีมให้กลับมาให้ได้

 

โดยที่หากมองจากช่วงพรีซีซันที่แม้จะเริ่มต้นได้ไม่ดีเปิดหัวด้วยการเสมอกับลีดส์ ยูไนเต็ด แต่ใน 2 นัดล่าสุดพวกเขาคว้าชัยชนะได้หมดในการทัวร์ “ซัมเมอร์ ซีรีส์” ด้วยการชนะเวสต์แฮม และบอร์นมัธ ด้วยฟอร์มการเล่นที่ต้องบอกว่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากก่อนหน้านี้

 

เล่นแบบนี้ถือว่าพอมองเห็นความหวัง เพราะตามรายงานจาก “วงใน” ดูเหมือนอโมริมจะจัดการเรื่องนักเตะที่บั่นทอนบ่อนทำลายบรรยากาศภายในทีม บรรยากาศที่เป็นพิษ (Toxic) ได้หายไปแล้ว

 

ดังนั้นถึงจะไม่ตั้งเป้าหมายไกลไปถึงแชมป์ในฤดูกาลนี้ (แต่ใครจะไปรู้?) และการติดท็อป 4-5 ก็เป็นงานที่ยากลำบากไม่น้อย แต่อย่างน้อยที่สุดยังแอบเชื่อลึกๆว่าแมนฯ ยูไนเต็ดจะทำได้ดีขึ้นกว่าฤดูกาลที่แล้ว และไม่ต้องเผชิญกับภาวะ “วิกฤติกลางตาราง” อีกแน่นอน

 

เอาใจช่วยนะปีศาจแดง!

 

อ้างอิง

The post ซื้อเน้นๆ เริ่มเล่นแจ๋ว แมนยูฯ พร้อมคืนชีพ จากภาวะ Mid-table Crisis? appeared first on THE STANDARD.

]]>
การมาของ…เอ็มเบอโม คือจิ๊กซอว์ที่ใช่ของแมนฯ ยู? https://thestandard.co/bryan-mbeumo-manchester-united-transfer-analysis/ Tue, 22 Jul 2025 03:40:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1098257 ไบรอัน เอ็มเบอโม เปิดตัวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังย้ายจากเบรนท์ฟอร์ด

การคว้าตัว ไบรอัน เอ็มเบอโม ด้วยค่าตัวรวมกว่า 71 ล้านปอ […]

The post การมาของ…เอ็มเบอโม คือจิ๊กซอว์ที่ใช่ของแมนฯ ยู? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไบรอัน เอ็มเบอโม เปิดตัวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังย้ายจากเบรนท์ฟอร์ด

การคว้าตัว ไบรอัน เอ็มเบอโม ด้วยค่าตัวรวมกว่า 71 ล้านปอนด์ นับเป็นการเสริมทัพที่สำคัญของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุคของ รูเบน อโมริม โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าเขาเป็นหนึ่งใน 2 เป้าหมายหลักของกุนซือชาวโปรตุเกส ร่วมกับ มาธีอุส คุนญา ที่เพิ่งย้ายมาจากวูล์ฟแฮมป์ตันก่อนหน้านี้

 

แต่คำถามสำคัญคือ เท่านี้เพียงพอหรือยัง?

 

ชื่อของเอ็มเบอโมอาจไม่ใช่ชื่อที่หวือหวาในตลาดซื้อขายเหมือนดาวเตะจากทีมดังร่วมลีกที่ทยอยเปิดตัวกันไปบ้างแล้ว 

 

แต่ผลงานของเขาในฤดูกาลล่าสุดกับเบรนท์ฟอร์ดบ่งบอกว่าเขาคือของจริง! และเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ไม่ควรถูกมองข้าม กับผลงาน…

 

  • ยิง 20 ประตู กับ 8 แอสซิสต์ ในพรีเมียร์ลีก (สูงสุดในอาชีพ)
  • อัตราการเปลี่ยนโอกาสเป็นประตู (Shot Conversion) สูงถึง 23.53% เป็นรองเพียง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ อเล็กซานเดอร์ อิซัค
  • สร้างโอกาสจากการลากเลื้อยบอลที่นำไปสู่ประตูโดยตรงมากที่สุดในลีก (9 ครั้ง)
  • แย่งบอลในแดนบนได้ถึง 32 ครั้ง สะท้อน Mindset ของผู้เล่นที่ทำงานหนักทั้งยามมีบอลและไม่มีบอล

 

นี่คือสถิติของผู้เล่นที่กำลังถึงจุดพีค ทั้งร่างกายและความมั่นใจในวัย 25 ปี และไม่ใช่แค่เติมเต็มในแผงเกมรุก แต่ความขยันของเจ้าตัวยังตอบโจทย์แผนเพรสซิงหนักของอโมริมได้เป็นอย่างดี

 

อย่างไรก็ตาม แม้การได้เอ็มเบอโมจะช่วยลดภาระเกมรุกและเพิ่มมิติการเล่นแบบรอบด้านให้ทัพปีศาจแดง แต่เมื่อมองทั้งหมากทั้งกระดานบนแผงแนวรุกแมนฯ ยูไนเต็ด ก็ยังมีคำถามสำคัญที่อโมริมต้องตอบให้ได้

 

เริ่มตั้งแต่…

 

  • ใครคือตัวจบสกอร์หลัก? เพราะหากฝากความหวังไว้ที่ ราสมุส ฮอยลุนด์ เพียงคนเดียว ย่อมเสี่ยงเกินไปกับฤดูกาลที่ต้องไล่ล่าความสำเร็จ เพื่อพาทีมกลับสู่จุดที่ควรยืน ข่าวการมองหากองหน้าคนใหม่จึงยังคงเกิดขึ้น และล่าสุดมีรายงานว่า ยูไนเต็ดกำลังจับตาความเป็นไปได้ในการคว้าตัว นิโคลัส แจ็คสัน จากเชลซี

 

  • จังหวะเกมและการสร้างสรรค์ยังขาดสมดุลอยู่พอควร แม้ คุนญา (ที่ย้ายมาก่อน) และเอ็มเบอโม ล้วนเป็นผู้เล่นที่มีสไตล์คล้ายกัน (ลากเลื้อยเร็ว จบสกอร์เองได้) แต่ยังไม่มีผู้เล่นแบบ ‘ตัวเชื่อมเกม’ หรือที่เรียกว่า คอนดักเตอร์ (เสียงน้าค่อม) ที่ทำให้เกมรุกไหลลื่นได้ตลอด 90 นาที

 

  • ตัวหมุนเวียนระดับคุณภาพ ในการแข่งขันในฤดูกาลที่ยาวนาน นั่นหมายความว่าทีมต้องมีตัว Rotation ที่ดี ซึ่งตอนนี้ความลึกของขุมกำลังแนวรุกยังดูเบาบาง โดยเฉพาะหากมีอาการบาดเจ็บเข้ามารบกวน หรือฟอร์มที่ไม่คงเส้นคงวา (ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น)

 

ในภาพรวม…เราอาจพูดได้เต็มปากว่าเอ็มเบอโมคือผู้เล่นที่ใช่! สำหรับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ว่าจะในเชิงคุณภาพ ระบบการเล่น หรือจิตวิญญาณความมุ่งมั่น

 

แต่ในขณะเดียวกัน ดาวเตะทีมชาติแคเมอรูนยังไม่ใช่ ‘คำตอบสุดท้าย’ ของแนวรุกปีศาจแดง

 

ดีลนี้ควรถูกมองเป็นเพียงก้าวแรกของการยกระดับทีม มากกว่าจะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย เพราะหากแมนฯ ยูไนเต็ด หวังจะกลับไปลุ้นแชมป์ หรือคว้าตั๋ว UCL พวกเขายังต้องการติดอาวุธในเกมรุกที่หลากหลายกว่านี้

 

ตอนนี้ตลาดนักเตะยังไม่ปิด และหากไม่อยากฝากความหวังไว้กับใครเพียงคนเดียว แมนฯ ยูไนเต็ดจำเป็นต้องเดินหน้าต่อ เพื่อเติมเต็มทีมให้แข็งแกร่งในทุกมิติ

 

เพราะการกลับไปยืนในจุดที่ควรอยู่ ต้องอาศัยมากกว่าคำว่าแค่ ‘ของดี’…แต่มันต้อง ‘ดีพอ’ สำหรับการต่อสู้บนสังเวียนนี้ ที่คุณก็เห็นแล้วว่าแต่ละทีมทุ่มงบเสริมทัพกันดุเดือดขนาดไหน… 

 

อ้างอิง:

The post การมาของ…เอ็มเบอโม คือจิ๊กซอว์ที่ใช่ของแมนฯ ยู? appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาเธอุส กุนญา คำตอบในเกมรุกแมนฯ ยูไนเต็ด ที่อโมริมตามหา? https://thestandard.co/cunha-amorims-man-utd-answer/ Mon, 02 Jun 2025 11:38:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1081433

ฤดูกาล 2024/25 เป็นปีที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องจดจำด้ […]

The post มาเธอุส กุนญา คำตอบในเกมรุกแมนฯ ยูไนเต็ด ที่อโมริมตามหา? appeared first on THE STANDARD.

]]>

ฤดูกาล 2024/25 เป็นปีที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องจดจำด้วยความเจ็บปวด พวกเขาจบฤดูกาลด้วยอันดับ 15 ของตารางพรีเมียร์ลีก ต่ำที่สุดในรอบกว่า 30 ปี เพราะนอกจากไร้แชมป์ในทุกรายการ พวกเขายังไม่ได้ตั๋วไปเล่นฟุตบอลยุโรปสักรายการ

 

ผลงานในสนามสะท้อนถึงปัญหาหลายอย่าง ทั้งระบบการเล่นที่ขาดความชัดเจน นักเตะหลายคนฟอร์มตก การประสานงานที่ไม่ลื่นไหล และ ‘เกมรุก’ ที่ไร้เอกลักษณ์ นั่นทำให้แมนฯ ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมที่ดูเหมือนไม่รู้จะเล่นอย่างไรกับบอลในเท้า และไร้ความอันตรายในพื้นที่สุดท้าย

 

นั่นจึงทำให้ชื่อของ มาเธอุส กุนญา แนวรุกบราซิลวัย 26 ปี ซึ่งได้รับการยืนยันว่าจะย้ายเข้าสู่ถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ถูกจับตามองในฐานะความหวังใหม่ของแนวรุกปีศาจแดง ในช่วงเวลาที่ทีมกำลังขาดความเฉียบคมอย่างหนัก..

 

การเซ็นสัญญามูลค่า 62.5 ล้านปอนด์กับ กุนญา จึงไม่ใช่แค่การเสริมแนวรุกธรรมดา แต่นี่คือการลงทุนระยะยาวที่มองไกลถึงความเข้ากันได้ในแนวทางของอโมริมกับนักเตะที่เข้าใจระบบ 3-4-2-1 อย่างลึกซึ้ง เพราะเคยเล่นในบทบาทเดียวกันที่วูล์ฟส์ และพร้อมเติมเต็ม “จิ๊กซอว์ที่หายไป” ของแมนฯ ยูไนเต็ด ได้ทั้งในด้านเทคนิคและความคิดสร้างสรรค์

 

🎯 ตอบโจทย์แท็กติก 3-4-2-1 ของอโมริม?

 

ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา กุนญาเล่นในระบบ 3-4-2-1 กับวูล์ฟส์ โดยมักประจำการในตำแหน่งหมายเลข 10 ด้านซ้าย บทบาทเดียวกับที่อโมริมใช้ในระบบเดียวกันทั้งกับสปอร์ติง ลิสบอน และตอนนี้นำมาใช้กับลูกทีมปีศาจแดง

 

ในระบบนี้ แผนจะเปลี่ยนเป็น 3-3-2-2 ยามครองบอล โดยกุนญาแสดงให้เห็นแล้วว่าเขาสามารถเป็นได้ทั้ง forward ที่ขยับสู่แถวบนสุด หรือจะดรอปลงมาเชื่อมเกมจากแผงกลางก็ได้ ขึ้นอยู่กับจังหวะและคู่เล่นข้างๆ

 

การมาของเขาจะช่วยแก้ไขปัญหาหลักที่พันแข้งขาของแมนฯ ยูไนเต็ด ยุคที่ผ่านมา คือการไม่มีผู้เล่นที่สามารถแบกเกมรุกได้แบบอิสระและต่อเนื่อง จากแดนกลางสู่หน้าเขตโทษ

 

แม้ บรูโน แฟร์นันด์ส อาจเป็นจอมสร้างสรรค์ แต่กัปตันทีมผู้นี้ไม่ใช่สายลากเลื้อยหรือพาบอลไปเองตลอดเวลา

 

แต่กุนญากลับตรงข้าม เพราะเขาคือ นักลากบอลผู้รังสรรค์เกมรุกด้วยตัวเอง นับตั้งแต่ฤดูกาล 2023/24 เขาคือ 1 ใน 12 คนที่มีส่วนร่วมกับ 12 ประตูขึ้นไปหลังจากการพาบอลเลี้ยง และมีระยะพาบอลเฉลี่ยสูงถึง 8.8 เมตรต่อครั้ง มากกว่านักเตะเกือบทั้งหมดในลีก

 

🎯 ความยืดหยุ่นในบทบาท ไม่ใช่แค่ยิง แต่ปั้นเกมได้

 

แม้จะไม่ใช่กองหน้าธรรมชาติ แต่กุนญากลับยิง 15 ประตู (ในลีก) จาก xG เพียง 8.6 ซึ่งก็คือการยิงเกินมาตรฐานถึงเกือบเท่าตัว

 

นี่คือสัญญาณของนักเตะที่มีสัญชาตญาณการจบสกอร์สูง และสามารถสร้าง “โอกาสจากจังหวะที่ไม่มีอะไรเลย” นับเป็นจุดที่แมนฯ ยูไนเต็ด ขาดมานานเมื่อทีมต้องเจอคู่แข่งตั้งรับลึกหรือเกมที่ตื้อตัน

 

17 ประตู 6 แอสซิสต์ ใน 34 เกมกับวูล์ฟส์ ไม่ใช่ผลงานที่เกิดจากระบบช่วยอย่างเดียว แต่เป็นการฉายแววของผู้เล่นที่ มีความหลากหลายทางเทคนิค สูงที่สุดคนหนึ่งในลีก

 

เขาเลี้ยงกินตัวได้, สร้างโอกาสจากการลากเอง, ยิงนอกกรอบได้ดี และมีสปีดพอจะดึงเกมโต้กลับเร็ว จุดเหล่านี้ทำให้เขา เป็นนักเตะที่อิสระแต่ไม่ไร้ระบบ

 

🎯 ทำไมอโมริมถึงอยากได้กุนญา?

 

เดิมทีตั้งแต่ในรั้วสปอร์ติง ลิสบอน อโมริมคือโค้ชที่เน้นสร้างทีมด้วยระบบเป็นหลัก ไม่ได้เน้นซูเปอร์สตาร์มากมาย แต่ต้องการผู้เล่นที่ เข้าใจโครงสร้างทีม และมีความคิดสร้างสรรค์ในพื้นที่จำกัด ซึ่งกุนญาถูกจัดเป็นดาวเตะที่มีทั้ง 2 ข้อนี้

 

ในระบบที่วางตำแหน่งไว้เป๊ะ ทุกคนต้องรู้จังหวะการเคลื่อนที่, ปิดช่อง, เติมพื้นที่ และสร้างการเชื่อมต่อ กุนญาทำสิ่งเหล่านี้กับวูล์ฟส์มาแล้ว โดยแทบไม่ต้องปรับตัวหากย้ายมาร่วมงานกับอโมริม

 

เขาอาจไม่ใช่กองหน้าตัวเป้าที่จะโหม่งลูกเปิดให้เข้าทุกลูก แต่เขาคือ ตัวปั่นป่วนที่เล่นร่วมกับระบบได้ สร้างความอันตรายจากทั้งการยิง การลากเลื้อย และการสร้างจังหวะให้เพื่อนเล่น

 

แม้ที่ผ่านมาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะผิดหวังมาหลายครั้งกับการตามหาผู้เล่นแนวรุกที่ลงล็อกกับทีม ทั้งในแง่คุณภาพ ความเข้าใจเกม และการเข้ากับระบบ

 

แต่ในยุคของ รูเบน อโมริม ที่เน้นเกมรุกจากแดนกลางสู่พื้นที่สุดท้ายด้วยสปีด การเคลื่อนที่ และโครงสร้างที่เป๊ะทุกจังหวะ

 

กุนญาอาจไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ที่หวือหวาในสายตาแฟนบอลทุกคน แต่เขาคือ นักเตะที่เหมาะกับระบบ และอาจกลายเป็น ‘จิ๊กซอว์’ สำคัญที่เชื่อมต่อทุกส่วนของเกมรุกให้กลายเป็นภาพเดียวกัน

 

สุดท้ายแล้ว เขาจะเป็นคำตอบที่แมนฯ ยูไนเต็ด รอมานาน หรือเป็นเพียงอีกหนึ่งชื่อในลิสต์ที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป?

 

เวลาเท่านั้น จะเป็นผู้พิสูจน์ 😉

 

อ้างอิง:

The post มาเธอุส กุนญา คำตอบในเกมรุกแมนฯ ยูไนเต็ด ที่อโมริมตามหา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
“เราจะสู้กันเอง หรือจับมือกันเดินต่อ?” รูเบน อโมริม ส่งสารถึงแฟนแมนฯ ยูไนเต็ด หลังจบฤดูกาลอันเจ็บปวด https://thestandard.co/ruben-amorim-addresses-united-fans/ Mon, 26 May 2025 03:31:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1078456

“ก่อนอื่น ผมอยากขอโทษสำหรับฤดูกาลนี้ ผมรู้ว่าพวกคุณผิดห […]

The post “เราจะสู้กันเอง หรือจับมือกันเดินต่อ?” รูเบน อโมริม ส่งสารถึงแฟนแมนฯ ยูไนเต็ด หลังจบฤดูกาลอันเจ็บปวด appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ก่อนอื่น ผมอยากขอโทษสำหรับฤดูกาลนี้ ผมรู้ว่าพวกคุณผิดหวังกับผมและทีมเป็นอย่างมาก”

 

นี่คือคำพูดของ รูเบน อโมริม ที่ยืนอยู่กลางวงกลมสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด หลังพาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคว้าชัยส่งท้ายฤดูกาล 2024/25 พร้อมกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าแฟนบอลด้วยน้ำเสียงจริงใจและเจือความหวัง

 

“ผมอยากจะขอบคุณ พวกเราซาบซึ้งในแรงสนับสนุนที่พวกคุณมีให้ตลอดฤดูกาล ผมรู้ว่ามันยากมากในหลายๆ เกม

 

“ตอนนี้เราต้องเลือก เราจะติดอยู่กับอดีตหรือไม่ เพราะฤดูกาลนี้ได้ผ่านไปแล้ว มันจบแล้ว

 

“เราจะสู้กันเอง หรือเราจะจับมือกันแล้วเดินหน้าต่อไป

 

“หกเดือนก่อน ผมเคยบอกว่า ‘พายุใหญ่กำลังมา’

 

“วันนี้ หลังจากฤดูกาลที่เลวร้ายนี้ ผมอยากบอกพวกคุณว่า ‘วันที่ดี กำลังจะมาถึง’

 

“ถ้ามีสโมสรใดในโลกที่เคยพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถผ่านพ้นสถานการณ์เลวร้ายหรือหายนะได้ มันก็คือสโมสรของเรา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

“ขอบคุณมาก แล้วเจอกันฤดูกาลหน้า”

 

แม้คำพูดของอโมริมจะเปี่ยมด้วยพลัง แต่บรรยากาศในสนามยังคงสะท้อนความไม่พอใจของแฟนบอลต่อตระกูลเกลเซอร์ เจ้าของสโมสร โดยมีเสียงตะโกน “Glazers out!” ดังขึ้นอีกครั้งระหว่างการเดินขอบคุณแฟนบอลของนักเตะ

 

อโมริมชี้แจงกับสื่อในเวลาต่อมาว่า “มันคือทุกอย่าง เราโทษกันไปมาในยามลำบาก เป็นเรื่องธรรมดาของครอบครัว แต่เราต้องเดินไปด้วยกัน แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น”

 

ปฏิกิริยาของแฟนบอลหลังจบเกมนัดปิดฤดูกาล ค่อนข้างชัดเจนว่า มีจำนวนไม่น้อยยังไม่เชื่อมั่นในทิศทางใหม่ของสโมสร

 

ถึงแม้อโมริมจะพยายามสื่อสารในเชิงบวก แต่ความรู้สึกของแฟนบอลหลายส่วนยังคงสับสนและไม่พอใจ ตั้งแต่การลดสิทธิ์แฟนรุ่นเก่า การย้ายที่นั่งเพื่อสร้างพื้นที่ VIP การตัดสิทธิ์ผู้ถือตั๋วปีที่ไม่มาเชียร์ครบจำนวน และกระแสไม่ไว้วางใจที่เริ่มพุ่งเป้าไปยัง เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ ผู้ถือหุ้นรายใหม่

 

อีกทั้งปัญหาทางการเงินที่เกิดจากยุคเกลเซอร์ก็ยังตามหลอกหลอน เพราะตามข้อมูลจาก Swiss Ramble พบว่า แมนฯ ยูไนเต็ดจ่ายดอกเบี้ยไปแล้วมากกว่า 738 ล้านปอนด์ ในยุคเกลเซอร์ และมีหนี้สะสมเกิน 1.1 พันล้านปอนด์ เมื่อรวมการชำระค้างชำระต่างๆ

 

ขณะเดียวกัน หลังจบเกมในสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ดนัดนี้ ถือเป็นสัญญาณที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังเดินหน้าเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่

 

นักเตะมากประสบการณ์อย่าง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, คริสเตียน อีริคเซน และ จอนนี อีแวนส์ ได้รับการขอบคุณอย่างเป็นทางการจากแฟนบอล หลังสโมสรยืนยันว่าทั้ง 3 คนจะหมดสัญญาและอำลาทีมในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการรีเซ็ตทีมครั้งสำคัญ

 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นของ อเลฮานโดร การ์นาโช ที่เป็นเครื่องหมายคำถามในหมู่แฟนบอล เมื่อเจ้าตัวยืนหน้าสตรีตฟอร์ด เอนด์ พร้อมแฟนสาว ท่ามกลางกระแสข่าวว่าเกมนี้คือ ‘นัดสุดท้าย’ ในสีเสื้อยูไนเต็ด หลังจากไม่ถูกใส่ชื่อในทีมอีกครั้ง

 

โดยอโมริมยืนยันเพียงสั้นๆ ว่า “การ์นาโชยังเป็นนักเตะของยูไนเต็ด แต่วันนี้ไม่ได้อยู่ในทีม และผมยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร”

 

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ยูไนเต็ดกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ทั้งในแง่โครงสร้างทีม งบประมาณ และความสัมพันธ์ภายใน

 

และทั้งหมดก็เกิดขึ้นหลังจากฤดูกาลที่ถูกจดจำในฐานะ ฤดูกาลที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ตกชั้นในปี 1973-74 (หรือ 51 ปีที่แล้ว) เมื่อแมนฯ ยูไนเต็ดจบด้วยอันดับ 15 ของตารางพรีเมียร์ลีก

 

ฤดูกาลนี้อาจจะจบลงอย่างน่าเจ็บปวดใจสำหรับทัพปีศาจแดง แต่การฟื้นฟูแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่อโมริมคาดหวัง..เพิ่งเริ่มต้น

 

อ้างอิง:

The post “เราจะสู้กันเอง หรือจับมือกันเดินต่อ?” รูเบน อโมริม ส่งสารถึงแฟนแมนฯ ยูไนเต็ด หลังจบฤดูกาลอันเจ็บปวด appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูเบน อโมริม ยังได้ไปต่อกับแมนฯ ยูไนเต็ด หรือจริงๆ ควรจะพอแค่นี้? https://thestandard.co/ruben-amorim-man-united-future/ Thu, 22 May 2025 10:01:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1077187

“ผมไม่มีอะไรจะพูดถึงเรื่องอนาคตของผม”​ รูเบน อโมริม เปิ […]

The post รูเบน อโมริม ยังได้ไปต่อกับแมนฯ ยูไนเต็ด หรือจริงๆ ควรจะพอแค่นี้? appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ผมไม่มีอะไรจะพูดถึงเรื่องอนาคตของผม”​ รูเบน อโมริม เปิดหัวการแถลงข่าวหลังจบเกมที่น่าผิดหวังที่ซานมาเมส เมื่อแมนเชสเตอร์​ ยูไนเต็ด พ่ายแพ้ต่อท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ในศึกนัดชิงชนะเลิศยูฟ่ายูโรปาลีก 

 

ก่อนเกม แมนฯ ยูไนเต็ด หวังว่าอย่างน้อยการได้แชมป์รายการนี้ไม่เพียงจะเยียวยาฤดูกาลที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายสิบปีของสโมสร แต่ยังอาจจะช่วยประคับประคองความหวังของการก่อร่างสร้างทีมใหม่ในฤดูกาลหน้า

 

แต่ตลอด 90 นาทีเศษที่สนามของทีมแอธเลติกบิลเบา – หนึ่งในทีมที่พลพรรคอสูรแดงจัดการบุกมาถล่มอย่างเกรียงไกร – กลับไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่าพวกเขาคู่ควรกับการเป็นผู้ชนะเลย 

 

ถึงแม้ว่าสเปอร์สเองก็ไม่ได้เล่นดีเด่อะไรเลยก็ตาม และมันเป็นหนึ่งในนัดชิงชนะเลิศที่คุณภาพเลวร้ายที่สุดสำหรับผู้ชมทั่วโลก แต่ขั้นต่ำที่สุด แอนจ์ ปอสเตโคกลู ก็ทำตามคำพูดที่ทุกคนเคยขบขันกับเขาเอาไว้ว่า “ผมจะพาทีมได้แชมป์เสมอในปีที่ 2”

 

แล้วอโมริม ผู้ที่ถูกคาดหวังว่าจะพาแมนฯ ยูไนเต็ด กลับมาสู่หนทางที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง เขาทำอะไรลงไป?

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในขณะที่เสียงจากบอร์ดบริหารของโอลด์แทรฟฟอร์ดพร้อมจะวางใจให้กุนซือคนหนุ่มชาวโปรตุเกสทำทีมต่อไปในฤดูกาลหน้า

 

แต่คำถามเริ่มมาแล้วว่า หรือควรจะแยกทางกันแค่ตรงนี้ดีไหม?

 

 

บนความพ่ายแพ้ต่อท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ในศึกยูโรปาลีกรอบชิงชนะเลิศนั้นไม่ได้ส่งผลเพียงแค่ในเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึกของแฟนฟุตบอล Red Army ทั่วโลกหลายสิบล้านคนเพียงเท่านั้น

 

แน่นอนว่านี่เป็นฤดูกาลที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษตามประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของสโมสร ที่ไม่เพียงแค่จบฤดูกาลด้วยมือเปล่า แต่อันดับในตารางคะแนนยังหล่นลงไปไกลถึงที่ 16 ในปัจจุบันด้วยจำนวนแต้มที่หากเป็นในอีกหลายฤดูกาลอยู่ในกลุ่มลุ้นหนีตกชั้นด้วย

 

แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่กำลังจะเกิดขึ้นกับแมนฯ ยูไนเต็ด คือผลกระทบจากผลงานในสนามฤดูกาลนี้กำลังจะส่งผลต่อเนื่องถึงอนาคตของสโมสรในระยะยาว ที่อาจจะทำให้งานของ รูเบน อโมริม ยากยิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าในฤดูกาลหน้า 

 

ใช่ อโมริมยังได้ ‘ไปต่อ’ 

 

แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ที่ว่าไปต่อนี้จะไปอีกนานสักแค่ไหน?

 

สัญญาณเรื่องอนาคตของอโมริม นั้นมีเค้าความชัดเจนตั้งแต่ก่อนที่เกมนัดชิงชนะเลิศยูโรปาลีก ที่เมืองบิลเบา ประเทศสเปน จะเริ่มขึ้น

 

ข้อความนั้นชัดเจน “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นรูเบน อโมริมจะได้ทำงานของเขาต่อไป”

 

กล่าวคือบอร์ดบริหารของสโมสรซึ่งนำโดยเซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ แห่ง INEOS เจ้าของร่วมสโมสรและ โอมาร์ เบอร์ราดา ซีอีโอของสโมสรที่ทำหน้าที่ในการบริหารกิจการของสโมสรในภาพรวมทั้งเรื่องในและนอกสนามยังคงพร้อมสนับสนุนอโมริมอย่างเต็มที่

 

การสนับสนุนนั้นอยู่บนหลักการและเหตุผลว่า กุนซือชาวโปรตุกีสสมควรจะได้โอกาสและเวลาในการทำงานของตัวเองอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการสนับสนุนด้วยการปรับกำลังทัพเพื่อสู้ศึกใหม่ในฤดูกาลหน้าซึ่งมีการวางแผนการเสริมทัพผู้เล่นมาสักระยะแล้ว หลังจากที่ในช่วงตลาดฤดูหนาวเสริมทัพด้วยผู้เล่นวิงแบ็กอย่าง แพทริก ดอร์กู เพียงแค่คนเดียว

 

เพราะการเข้ามารับงานกลางทางบนเงื่อนไขและสถานการณ์ที่ยากลำบากเป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างเห็นใจในความจำเป็นและจำใจ

 

หลายครั้งที่อโมริมแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงและจริงใจที่จะพยายามเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของสโมสรแห่งนี้ที่ตกอยู่ในสภาพตกต่ำอย่างเหลือเชื่อ ทั้งๆ ที่เมื่อ 12 ปีที่แล้วพวกเขาเพิ่งเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก – แชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 20 มากที่สุดของเกาะอังกฤษ – ในฤดูกาลสุดท้ายของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

 

แต่เวลานี้อันดับหล่นไปไกลใกล้กับโซนตกชั้น

 

สถิติที่ทำให้หลายคนตกใจคือนับตั้งแต่เข้าปี 2025 เป็นต้นมา ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาแมนฯ ยูไนเต็ด ของอโมริม เก็บได้เพียงแค่ 9 คะแนนเท่านั้น

 

9 คะแนนในรอบ 5 เดือน ไม่น่าใช่ผลงานของโคตรทีมอย่างแมนฯ​ ยูไนเต็ด

 

และในชัยชนะ 6 นัดในพรีเมียร์ลีกในยุคของเขา 3 ในนั้นเป็นการชนะ 3 ทีมที่ตกชั้นอย่าง เลสเตอร์, อิปสวิช และเซาแธมป์ตัน

 

“น่าอับอาย” น่าจะเป็นคำพูดที่สะท้อนความรู้สึกและความจริงได้ชัดเจน

 

 

ปัญหาของทีมปีศาจแดงใต้การนำของอโมริมนั้นเห็นได้ชัดมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น เมื่อระบบและปรัชญาการเล่นของเขาไม่เข้ากันเลยกับผู้เล่นที่สโมสรมีอยู่ในเวลานี้

 

ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามในการค้นหาคำตอบ ซึ่งมีผู้เล่นบางรายที่ทำได้ดี ยกระดับตัวเองขึ้นมาได้พอสมควร เช่น มัตไธส์ เดอ ลิกต์, แฮร์รี แม็กไกวร์, คาเซมิโร แต่ปัญหาใหญ่คือผู้เล่นอีกส่วนใหญ่ยังทำผลงานได้ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น

 

เรื่องนี้ให้ความยุติธรรมกับอโมริมแล้วก็เข้าใจได้ เพราะการเข้ามากลางทางและหวังจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วไม่ใช่เรื่องที่ง่าย

 

เพียงแต่หากมองถึงระยะเวลาเกินครึ่งฤดูกาลที่ผ่านมา ผลงานของกุนซือไฟแรงก็ชวนให้ตั้งคำถามเช่นกันว่าผ่านมาตั้งหลายเดือน ไม่สามารถทำให้ทีมเล่นในแบบที่ต้องการได้แม้แต่น้อยเลยหรือ

 

ในเกมนัดชิงชนะเลิศกับสเปอร์ส ซึ่งเป็นเกมสำคัญที่มีเดิมพันมากกว่าแค่เรื่องของความสำเร็จ เพราะเกี่ยวพันกับอนาคตการวางแผนงานของสโมสรที่หวังพึ่งรายได้มหาศาลจากโอกาสในการกลับไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกอีกครั้งในฤดูกาลหน้า แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงเล่นได้อย่างน่าผิดหวัง

 

พูดเป็นภาษาไทยง่ายๆ คือ ‘No Bay’ 

 

‘ไม่เอาอ่าว’

 

อโมริม ยังไม่สามารถทำให้ทีมเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพในเกมรุก ไม่มีทรงบอลที่ชัดเจน เกมรับยังเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง และไม่สามารถปลุกใจอังเดร โอนานา ผู้รักษาประตูของทีมให้กลับมามั่นใจอีกครั้งได้

 

ด้วยระยะเวลาที่มีอย่างน้อยขี้เหร่ที่สุดทีมก็ควรจะมีสัญญาณที่ดีให้เห็นบ้าง แต่สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่คือไม่มีอะไรที่ดีขึ้นทั้งนั้น

 

และข้ออ้างเรื่องเวลานั้นยิ่งทำให้อโมริมดูแย่ เพราะกุนซือคนอื่นที่เข้ามากลางทางอย่าง วิตอร์ เปไรรา สามารถเปลี่ยนแปลงวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ให้กลายเป็นทีมที่เล่นได้ดีอีกครั้งภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

 

เช่นเดียวกันกับ เดวิด มอยส์ ที่กลับมากอบกู้และเปลี่ยนแปลงเอฟเวอร์ตันให้กลับมาเป็นทีมที่มั่นใจได้อีกครั้ง

 

สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ความคลางแคลงใจว่าหากให้โอกาสอโมริมทำงานต่อ ทุกอย่างจะกลับมาดีขึ้นอีกครั้งจริงๆ ใช่ไหม?

 

 

อย่าลืมว่าฤดูกาลแห่งความน่าผิดหวังนี้กำลังจะปิดฉากลง และนั่นคือสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งทีมจำเป็นต้องวางแผนว่าจะปรับทัพและเสริมทีมในจุดใดบ้าง 

 

ลำพังเพียงจุดที่ต้องการปรับทัพก็แทบทุกจุดของทีมแล้ว ซึ่งแม้จะมีสัญญาณที่ดีอยู่บ้างกับนักเตะบางรายที่ดูมีท่าทีต้องการย้ายมาเล่นในโอลด์แทรฟฟอร์ด อย่าง มาเตอุส คุนญา กองหน้าอเนกประสงค์ตัวเก่งของวูล์ฟส และ มีเลียม ดีแลป หัวหอกดาวรุ่งจากอิปสวิช

 

แต่การที่แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ได้ไปแชมเปียนส์ลีกและไม่ได้ไปรายการยุโรปใดๆ อีกทำให้ส่งผลกระทบมหาศาลต่อรายรับของสโมสรที่ขาดรายได้หลัก ‘ร้อยล้านปอนด์’ โดยที่การจบอันดับ 16 (หรือดีที่สุดที่เป็นไปได้ในฤดูกาลนี้คือ 14) จะทำให้เงินรางวัลของพรีเมียร์ลีกตามระบบ Merit System น้อยกว่าทีมที่จบในกลุ่มหัวตารางมาก

 

ไม่นับรายได้เงินจากสปอนเซอร์ที่จะลดลงตามเงื่อนไข โดยเฉพาะ Adidas สปอนเซอร์ชุดแข่งที่มีรายงานว่าหากไม่ได้เล่นแชมเปียนส์ลีก รายรับจะลดลงจากที่ตกลงไว้ปีละ 90 ล้านปอนด์ลงอีกราวปีละ 10 ล้านปอนด์

 

ไม่ได้หมายความว่าแมนฯ​ ยูไนเต็ด ไม่มีเงิน เพราะพวกเขายังคงเป็นหนึ่งในสโมสรระดับท็อปของโลกที่ทำรายได้มากที่สุด พวกเขายังมีเงินอยู่แต่มันน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ และรายรับนั้นอาจไม่เพียงพอที่จะ ‘โปะ’ งบบัญชีของสโมสรที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดกฎ Profit and Sustainability Rules (PSR) 

 

นั่นหมายถึงการจะขยับซื้อผู้เล่นเป็นไปได้ยากขึ้น ต้องเลือกอย่างรอบคอบมากขึ้น  ไม่นับแรงดึงดูดผู้เล่นชั้นดีที่จะยากขึ้นไปอีกจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่

 

การ ‘ขายทำทุน’ มีโอกาสสูงที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้เล่นที่ยังพอมีราคาอย่าง ค็อบบี เมนู และ อเลฮานโดร การ์นาโช สองสตาร์ดาวรุ่งจากอะคาเดมีที่นอกจากจะทำเงินได้สูงยังโปะกลับมาในส่วนของ PSR ได้ครบทุกปอนด์ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการเดินบัญชีมาก

 

คำถามคือเมื่อเป็นแบบนี้แล้วพวกเขายังมั่นใจที่จะซื้อผู้เล่นเพื่อสนองต่อระบบการเล่นแบบ ‘หลังสาม’ ของอโมริมจริงๆ ใช่ไหม?

 

เพราะระบบการเล่นของเขาแตกต่าง ผู้เล่นที่เหมาะสมกับระบบนี้อาจไม่เหมาะสมกับระบบอื่นก็ได้ ในกรณีที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งนายใหญ่ในโอลด์แทรฟฟอร์ดอีกครั้งในอนาคตซึ่งเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้สูง

 

หากเปรียบให้เห็นภาพง่ายๆ คือตอนนี้แมนฯ ยูไนเต็ด เหลือเงินก้นกระปุกอีกไม่มากนัก พวกเขาไม่สามารถลงทุนเรื่อยเปื่อยและผิดพลาดโดยไม่แคร์ได้เหมือนเดิมอีก การลงทุนทุกอย่างมีเป้าหมายเพื่อการทำให้ทีมกลับมาดีขึ้นอีกครั้งโดยเร็วที่สุด

 

 

ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีสัญญาณก่อนหน้านี้ว่า บอร์ดจะให้อโมริมไปต่อในแผนงานของเขา แต่คำถามคืออโมริมจะพาทีมไปต่อได้ไกลแค่ไหน

 

และยังมั่นใจใช่ไหมว่าเขาคือคนที่ ‘ใช่’ จริงๆ

 

ทีมในแบบของอโมริมหน้าตาเป็นแบบไหนมองเห็นชัดแล้วใช่ไหม? และรู้ใช่ไหมว่ากว่าจะมีทีมที่เขาฝันจริงๆ มันต้องใช้เวลาและการลงทุนอีกมากมายมหาศาลแค่ไหน ไม่ใช่ทุกอย่างจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายดายด้วยการโละผู้เล่น 20 คนและเติมผู้เล่นใหม่เข้ามาอีก 20 คน

 

ต่อให้ในเกม Football Manager ก็เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้

 

หากมีสักช่วงเวลาของความไม่แน่ใจ บางทีการหันหน้ามาคุยกันสักนิดเพื่อทบทวนความรู้สึกระหว่างกันก็เป็นสิ่งที่ควรทำ

 

เช็กความรู้สึกกันและกันอีกครั้งว่า พร้อมจะไปต่อด้วยกันจริงๆ ใช่ไหม

 

หรือบางทีเราควรจะพอกันเพียงเท่านี้ แยกทางและต่างเริ่มต้นกันใหม่ เพราะตัวของอโมริมเองก็เปิดช่องว่า “หากคิดว่าเขาไม่ใช่ ก็พร้อมจะไปทันทีโดยไม่สนเรื่องเงินชดเชยด้วย”

 

มีหลายสิ่งที่แมนฯ ยูไนเต็ด ควรคิดและทบทวนให้ดี

The post รูเบน อโมริม ยังได้ไปต่อกับแมนฯ ยูไนเต็ด หรือจริงๆ ควรจะพอแค่นี้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดิมพันอนาคต! อโมริมเปรย ‘พร้อมลาทีม’ หากฤดูกาลหน้าแมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่ฟื้น https://thestandard.co/ruben-amorim-man-utd-future-2025/ Mon, 12 May 2025 05:43:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1073382 ruben-amorim-man-utd-future-2025

แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงเผชิญวิกฤตในพรีเมียร์ลีกอย่างต่อเนื่ […]

The post เดิมพันอนาคต! อโมริมเปรย ‘พร้อมลาทีม’ หากฤดูกาลหน้าแมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่ฟื้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ruben-amorim-man-utd-future-2025

แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงเผชิญวิกฤตในพรีเมียร์ลีกอย่างต่อเนื่อง และผลงานอันย่ำแย่ในช่วงท้ายฤดูกาลก็ยิ่งตอกย้ำว่าความยิ่งใหญ่ในอดีตกำลังถูกทำลายลงอย่างรุนแรง 

 

ขณะที่ รูเบน อโมริม กุนซือที่ถูกมองว่าเป็นความหวังใหม่ของสโมสร ออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า หากฤดูกาลหน้าทีมยังคงอยู่ในสภาพที่แย่แบบนี้อีก เขาเองก็พร้อมที่จะหลีกทางให้ผู้จัดการคนใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงสถานการณ์

 

ในแมตช์ล่าสุดที่โอลด์แทรฟฟอร์ด ทัพปีศาจแดงไม่เพียงแต่…พ่ายต่อเวสต์แฮม 0-2 แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของทีมทั้งในแง่เกมรับ และสภาพจิตใจโดยรวมของทีม ที่ดูไร้พลังและไร้แรงจูงใจ

 

แต่สิ่งที่เจ็บลึกยิ่งกว่าผลการแข่งขัน คือคำพูดของอโมริมที่สะท้อนภาพภายในของทีมอย่างชัดเจนว่า 

 

“เรากำลังสูญเสียความรู้สึกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือสโมสรใหญ่…มันควรเป็นเรื่องโลกแตก…เวลาแพ้ในบ้าน แต่ตอนนี้ความกลัวต่อความพ่ายแพ้มันจางหายไป และนั่นอันตรายที่สุดสำหรับทีมระดับนี้”

 

สถิติของแมนฯ ยูไนเต็ดในช่วงหลังนั้นน่าตกใจไม่น้อย เพราะนับตั้งแต่เข้าเดือนกุมภาพันธ์ ทีมกำลังประสบปัญหาทำผลงานย่ำแย่ หลังไม่ชนะในเกมลีกมา 7 นัดติดต่อกัน

 

การพ่ายแพ้นัดล่าสุดทำให้แมนฯ ยูไนเต็ดแพ้ไปแล้ว 17 นัดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ มากสุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 1973/74 (ซึ่งเป็นปีที่พวกเขาตกชั้น) และยังมีผลงานการพ่ายแพ้ในบ้าน 9 นัด ซึ่งถือเป็นสถิติที่เทียบเท่ากับฤดูกาล 1930/31, 1933/34 และ 1962/63 

 

นอกจากนั้น ในช่วงที่ผ่านมาทีมยังมีปัญหากับการเล่นเกมรับ (โดยเฉพาะในโอลด์แทรฟฟอร์ด) หลังจากพวกเขาเสียประตูตามหลัง 0-1 ตั้งแต่ช่วงต้นเกมถึง 12 ครั้ง มากกว่าทุกทีมยกเว้น เลสเตอร์ (ที่ตกชั้นไปแล้ว)

 

แม้แมนฯ ยูไนเต็ดจะยังมีโอกาสกู้สถานการณ์ด้วยการคว้าตั๋วกลับสู่เวทียูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ผ่านรอบชิงยูโรปาลีกกับท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ในวันที่ 21 พฤษภาคมนี้ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 100 ล้านปอนด์ แต่สำหรับอโมริมนั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด

 

“รอบชิงฯ ไม่ใช่ปัญหาของเรา…มันคือสิ่งที่เล็กที่สุดที่เราควรกังวลในตอนนี้ สิ่งที่สำคัญกว่าคือวัฒนธรรมในสโมสรและทีม เราต้องเปลี่ยนแปลงมัน”

 

คำพูดของอโมริมไม่ได้เป็นเพียงแค่การระบายความผิดหวังจากผลการแข่งขัน 

 

แต่คือ “สัญญาณเตือน” ที่ส่งตรงถึงทั้งห้องแต่งตัว บอร์ดบริหาร และแฟนบอลทั่วโลก ว่าปัญหาของแมนฯ ยูไนเต็ดในวันนี้ ไม่สามารถซ่อมแซมได้ด้วยแค่แชมป์รายการเดียว

 

และหากฤดูกาลหน้าทีมยังไม่สามารถฟื้นจิตวิญญาณของ “แมนฯ ยูไนเต็ด” ที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีตกลับมาได้…

 

รูเบน อโมริม ก็บอกไว้แล้วอย่างชัดเจนแล้วว่า เขาจะเป็นคนแรกที่เดินออกจากทีม…

 

อ้างอิง:

The post เดิมพันอนาคต! อโมริมเปรย ‘พร้อมลาทีม’ หากฤดูกาลหน้าแมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่ฟื้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซอร์จิม เปิดใจถึงวิกฤตแมนฯ ยูไนเต็ด และภารกิจคว้าแชมป์ลีกใน 3 ปี https://thestandard.co/sir-jim-on-manutd-crisis/ Tue, 11 Mar 2025 06:56:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1050809 เซอร์จิม แมนยู

เซอร์จิม แรตคลิฟฟ์ เจ้าของร่วมของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเ […]

The post เซอร์จิม เปิดใจถึงวิกฤตแมนฯ ยูไนเต็ด และภารกิจคว้าแชมป์ลีกใน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซอร์จิม แมนยู

เซอร์จิม แรตคลิฟฟ์ เจ้าของร่วมของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ INEOS ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงในการให้สัมภาษณ์กับ BBC Sport เกี่ยวกับปัญหาภายในของแมนฯ ยูไนเต็ด ในหลายแง่มุม 

 

ทั้งการออกมายอมรับความผิดพลาดในอดีตเกี่ยวกับการต่อสัญญา เทน ฮาก, แผนพลิกฟื้นแมนฯ ยูไนเต็ด สู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง, เรื่องหนี้สิน, การเสริมทัพ และเป้าหมายคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ที่เจ้าตัวคาดหวังให้เกิดขึ้นภายในปี 2028

 

และนี่คือสรุปประเด็นหลักเกี่ยวกับบทสัมภาษณ์ของ เซอร์จิม แรตคลิฟฟ์ ถึงมุมมองที่มีต่อแมนฯ ยูไนเต็ด ในเวลานี้

 


 

 

เซอร์จิม แรตคลิฟฟ์ แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับขุมกำลังของทีม โดยยอมรับว่านักเตะบางรายยังไม่ดีพอ และบางคนค่าเหนื่อยสูงเกินจริง โดยส่วนใหญ่เป็นนักเตะที่ตกทอดมาจากการบริหารงานของบอร์ดชุดเก่า

 

“หากคุณมองไปที่ผู้เล่นที่เราซื้อในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งเราไม่ได้ซื้อเอง เราได้ซื้อแอนโทนี, คาเซมิโร, โอนานา, ฮอยลุนด์, ซานโช สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม เราก็รับช่วงต่อสิ่งเหล่านี้มา และต้องจัดการเรื่องนี้

 

“ส่วน จาดอน ซานโช ตอนนี้เล่นให้เชลซี และเราจ่ายเงินค่าเหนื่อยให้เขาครึ่งหนึ่ง นั่นหมายถึงเราต้องเสียเงิน 17 ล้านปอนด์เพื่อซื้อเขากลับมาในช่วงซัมเมอร์”

 

นอกจากนี้บรรดานักเตะที่เซอร์จิมพาดพิงถึงหลายคนยังทำผลงานไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ทั้งแอนโทนีที่ถูกปล่อยยืมให้กับเรอัล เบติส, คาเซมิโรกับฟอร์มไม่คงที่ และโอนานาที่ยังมีจังหวะผิดพลาดให้เห็นบ่อยครั้ง

 

ขณะเดียวกันเซอร์จิมยังย้ำว่าการสร้างทีมขึ้นใหม่ต้องใช้เวลา และแม้จะมีผู้เล่นที่ดีอยู่บ้าง เช่น บรูโน แฟร์นันด์ส ซึ่งเขายกให้เป็นนักเตะที่ทีมยังต้องพึ่งพา แต่โดยรวมแล้วทีมยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากอดีตสู่อนาคต ซึ่งต้องใช้เวลาในการปรับโครงสร้างให้เข้าที่

 


 

 

เซอร์จิม แรตคลิฟฟ์ ออกมายอมรับและขอโทษแฟนบอลต่อการตัดสินใจต่อสัญญาและให้โอกาส เอริก เทน ฮาก คุมทีมต่อในช่วงซัมเมอร์ ก่อนจะปลดออกจากตำแหน่งหลังคุมทีมในลีกเพียง 9 นัด

 

เช่นเดียวกับการแต่งตั้ง แดน แอชเวิร์ธ เป็นผู้อำนวยการกีฬา ซึ่งอยู่ในตำแหน่งเพียง 5 เดือนก่อนแยกทางกัน โดยเซอร์จิมยอมรับว่านี่คือการตัดสินใจที่ผิดพลาด และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการบริหารทีมในอนาคต

 


 

 

เซอร์จิมแสดงความเชื่อมั่นใน รูเบน อโมริม กุนซือวัย 40 ปี ที่เข้ามารับไม้ต่อจาก เอริก เทน ฮาก และแม้ว่าผลงานในลีกยังไม่น่าพอใจ ปัจจุบันแมนฯ ยูไนเต็ด รั้งอันดับ 14 ของตาราง และตามหลังจ่าฝูงอย่างลิเวอร์พูลถึง 36 แต้ม และเหลือลุ้นแชมป์เพียง 1 รายการนั่นคือ ยูฟ่ายูโรปาลีก

 

“ผมคิดว่ารูเบนเป็นผู้จัดการทีมหนุ่มที่โดดเด่นมาก ผมคิดอย่างนั้นจริงๆ เขาเป็นผู้จัดการทีมที่ยอดเยี่ยม และผมคิดว่าเขาจะอยู่ที่นั่นเป็นเวลานาน ผมเห็นแววของเขาแล้วในเกมกับอาร์เซนอล ทั้งที่นักเตะตัวหลักเจ็บไปเกือบหมด เขายังทำให้ทีมเล่นได้ดี รูเบนทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมมาก”

 


 

 

อีกหนึ่งปัญหาที่ถูกพูดถึงหนักสำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด คือเรื่องของภาระหนี้สินของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ส่งผลกระทบถึงการปรับโครงสร้างในองค์กร และลดจำนวนพนักงานจำนวนมาก

 

“หนี้สินเป็นแค่ส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่าย แต่มันไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้สโมสรมีปัญหาทางการเงิน ถ้าสโมสรสามารถกลับมาทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง เราจะสามารถจ่ายหนี้และบริหารจัดการได้ดีขึ้น นั่นคือเป้าหมายของเรา”

 

โดยเซอร์จิมเน้นย้ำว่า สโมสรต้องให้ความสำคัญกับการเสริมแกร่งทีมมากกว่าการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยในส่วนอื่น

 

“ท้ายที่สุดแล้ว หากคุณมองการบริหารสโมสรที่มีขนาดเท่ากับแมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งมีรายได้ประมาณ 650 ล้านปอนด์ คุณจะใช้เงิน 650 ล้านปอนด์ส่วนหนึ่งในการบริหารสโมสร และอีกส่วนหนึ่งในการบริหารทีม

 

“เราต้องเลือกว่าจะใช้เงินไปกับอะไร จะใช้ไปกับค่าใช้จ่ายการดำเนินงานสโมสร หรือจะใช้เพื่อพัฒนาทีม เพราะถ้าคุณใช้เงินไปกับทีม คุณก็จะได้ผลงานที่ดีขึ้น และสุดท้ายแล้วแมนฯ ยูไนเต็ด อยู่ที่นี่เพื่ออะไร หากไม่ใช่เพื่อคว้าถ้วยรางวัล?

 

“สิ่งที่เราต้องการทำคือลงทุนกับผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก ถ้าทำได้ แทนที่จะใช้เงินไปกับอาหารกลางวันฟรีๆ ที่ผมเกรงว่าจะเป็นมื้อเที่ยง เพราะสิ่งเดียวที่ผมให้ความสำคัญคือการนำแมนฯ ยูไนเต็ด กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

 


 

 

แม้สถานการณ์ปัจจุบันของยูไนเต็ดจะดูย่ำแย่ แต่เซอร์จิมยังคงตั้งเป้าพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้ภายในปี 2028 ซึ่งจะตรงกับช่วงครบรอบ 150 ปีของสโมสร

 

“ผมไม่คิดว่ามันเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้” ขณะเดียวกันเซอร์จิมยังเปรียบเทียบกับอาร์เซนอลและลิเวอร์พูล ทีมชั้นนำของลีกที่ใช้เวลาหลายปีในการฟื้นฟูสโมสรให้กลับมาสู่เส้นทางแห่งชัยชนะ และแน่นอนว่าแมนฯ ยูไนเต็ด ก็กำลังเดินในเส้นทางเดียวกัน

 

นอกจากนี้สโมสรยังมีแผนที่จะสร้างสนามใหม่ที่อาจเป็นสนามฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาสโมสรในระยะยาว โดยรายละเอียดเพิ่มเติมจะประกาศเร็วๆ นี้

 

“ในความคิดของผม อีก 3 ปีข้างหน้า แมนฯ ยูไนเต็ด จะเป็นทีมที่แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง เราจะกลายเป็นสโมสรที่ทำกำไรได้มากที่สุดในโลก ผมคิดว่าเราอาจมีสนามฟุตบอลที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก และเราจะคว้าแชมป์ได้อีกครั้ง”

 


 

 

อีกหนึ่งประเด็นที่แรตคลิฟฟ์ถูกวิจารณ์หนัก คือการให้ความสำคัญกับทีมฟุตบอลหญิงของสโมสร ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยกล่าวว่าทีมชายคือประเด็นหลักของแมนฯ ยูไนเต็ด และเคยถูกกล่าวหาว่าตัวเขาไม่รู้จักแม้แต่ชื่อนักเตะหญิงในทีม

 

แต่ครั้งนี้ เซอร์จิม ออกมาชี้แจงว่า สโมสรให้ความสำคัญกับทีมฟุตบอลหญิงไม่แพ้ทีมชาย “สิ่งที่ผมพูดตอนต้นก็คือ ผมมุ่งเน้นไปที่ทีมชายเป็นหลัก เพราะนั่นคือสิ่งที่ทำให้แมนฯ ยูไนเต็ด เปลี่ยนแปลงไป แต่ทีมฟุตบอลหญิงก็เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์แมนฯ ยูไนเต็ด เช่นกัน

 

“จากรายได้ 650 ล้านปอนด์ของเรา 640 ล้านปอนด์มาจากทีมชาย และ 10 ล้านปอนด์มาจากทีมหญิง ด้วยประสบการณ์ทางธุรกิจของผม คุณมักจะมุ่งเน้นไปที่ปัญหาที่ใหญ่กว่า ก่อนที่จะมุ่งเน้นไปที่ปัญหาที่เล็กกว่า

 

“แต่ทีมหญิงมีตราสินค้าแมนฯ ยูไนเต็ด โลโก้แมนฯ ยูไนเต็ด ดังนั้นพวกเขามีความสำคัญพอๆ กับทีมชาย และพูดตรงๆ ว่าพวกเขาทำได้ดีกว่าทีมชาย พวกเขาอยู่อันดับ 2 ของลีกและคว้าแชมป์เอฟเอคัพเมื่อฤดูกาลที่แล้ว มาร์ก สกินเนอร์ ทำหน้าที่โค้ชได้ดีมาก และมายา (เลอ ทิสซิเอร์) กัปตันทีมคนใหม่ กำลังทำงานได้ยอดเยี่ยม

 

อ้างอิง:

The post เซอร์จิม เปิดใจถึงวิกฤตแมนฯ ยูไนเต็ด และภารกิจคว้าแชมป์ลีกใน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านสถานการณ์แมนฯ ยูไนเต็ด โปรแกรม 10 นัดสุดท้าย และโอกาสในพื้นที่บอลยุโรป https://thestandard.co/manutd-final-10-matches/ Mon, 10 Mar 2025 12:32:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1050607 manutd-final-10-matches

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังเดินอยู่บนเส้นทางของผลงานที่ไ […]

The post อ่านสถานการณ์แมนฯ ยูไนเต็ด โปรแกรม 10 นัดสุดท้าย และโอกาสในพื้นที่บอลยุโรป appeared first on THE STANDARD.

]]>
manutd-final-10-matches

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังเดินอยู่บนเส้นทางของผลงานที่ไม่แน่นอนในฤดูกาล 2024/25 โดยปัจจุบันรั้งอยู่อันดับ 14 ของตารางคะแนน มี 34 แต้ม หลังผ่านมา 28 นัด ห่างจากทีมโซนหนีตกชั้น 17 คะแนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากในฤดูกาลนี้

 

อย่างไรก็ตาม ในทางทฤษฎีปีศาจแดงยังไม่หมดโอกาสลุ้นตั๋วยุโรป ทั้งยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ยูโรปาลีก และยูโรปาคอนเฟอเรนซ์ลีก เพียงแต่พวกเขาต้องทำผลงานให้สมบูรณ์แบบในช่วง 10 นัดสุดท้าย พร้อมภาวนาให้คู่แข่งในกลุ่มท็อป 10 สะดุดให้ได้มากที่สุด

 

อีกหนึ่งเส้นทางที่ดูเป็นไปได้มากกว่าคือยูโรปาลีก ซึ่งพวกเขายังอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ (อยู่รอบ 16 ทีม) หากสามารถคว้าถ้วยนี้ได้ นั่นหมายถึงตั๋วสู่แชมเปียนส์ลีกแบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องพึ่งอันดับในลีก ซึ่งอาจเป็นทางออกที่ง่ายกว่าการเร่งเครื่องโกยแต้มในช่วงท้ายฤดูกาล

 

ขณะเดียวกันโปรแกรม 10 นัดสุดท้ายของแมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไม่ได้ง่ายเลย โดยเฉพาะ 5 เกมสำคัญที่ต้องเจอกับน็อตติงแฮม ฟอเรสต์, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด, เชลซี และแอสตัน วิลลา ซึ่งล้วนเป็นแมตช์ที่อาจเป็นตัวตัดสินชะตากรรมบนอันดับตารางคะแนนของพวกเขาในฤดูกาลนี้

 

นี่จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ รูเบน อโมริม และลูกทีมทุกคน ต้องพิสูจน์ตัวเอง เพื่อเรียกศรัทธาแฟนบอลคืนมาอีกครั้งในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล!

 


 

อ่านสถานการณ์แมนฯ ยูไนเต็ด โปรแกรม 10 นัดสุดท้าย

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post อ่านสถานการณ์แมนฯ ยูไนเต็ด โปรแกรม 10 นัดสุดท้าย และโอกาสในพื้นที่บอลยุโรป appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 เดือนแรกผ่านไป คุณคิดว่า รูเบน อโมริม ควรผ่านโปรไหม? https://thestandard.co/ruben-amorim-first-3-months/ Mon, 17 Feb 2025 12:01:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1042947 รูเบน อโมริม

สภาพของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เวลานี้แม้แต่คนที่ไม่ใช่แฟน […]

The post 3 เดือนแรกผ่านไป คุณคิดว่า รูเบน อโมริม ควรผ่านโปรไหม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูเบน อโมริม

สภาพของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เวลานี้แม้แต่คนที่ไม่ใช่แฟนปีศาจแดงเองก็เห็นใจ

 

สารพันปัญหาตัวผู้เล่นบาดเจ็บ ซึ่งล่าสุดเจอเข้าไปชุดใหญ่ไฟกะพริบเมื่อเสีย อาหมัด ดิยัลโล ปีกที่เป็นตัวความหวังสูงสุดของทีมด้วยอาการบาดเจ็บเอ็นข้อเท้าฉีกถึงขั้นน่าจะปิดฉากฤดูกาลไปเรียบร้อย นอกจากนี้ยังมี ค็อบบี ไมนู ห้องเครื่องแดนกลางที่เจ็บยาวร่วมเดือนพร้อมกับ มานูเอล อูการ์เต ที่พลาดการลงสนามนัดล่าสุด

 

ก่อนหน้านี้ไม่นานก็เสีย ลิซานโดร มาร์ติเนซ หนึ่งในคีย์แมนของแผงหลังที่เอ็นเข่าฉีก ต้องพักการเล่นอีกร่วมปี

 

แต่อาการบาดเจ็บก็เรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งที่ตอนนี้เริ่มเป็นคำถามที่น่าสนใจคือเรื่องฝีไม้ลายมือของ รูเบน อโมริม บอสคนหนุ่มที่หลังจบเกมด้วยความพ่ายแพ้ต่อท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ซึ่งเป็นการแพ้ในลีกนัดที่ 8 จาก 14 นัด

 

ตกลงอโมริมเก่งจริงไหมและควรจะให้ผ่านโปรหรือเปล่า?

 

ผลงานความพ่ายแพ้ที่ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ สเตเดียม ถือเป็นการพ่ายแพ้นัดที่ 9 จากการคุมทีม 21 นัดของอโมริมหลังเข้ารับตำแหน่งต่อจาก เอริก เทน ฮาก นายใหญ่คนก่อน เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

 

ว่ากันตามตรงผลงานนั้นเข้าขั้น ‘หายนะ’ ที่บอร์ดบริหารจะสามารถหาเรื่องปลดจากตำแหน่งได้ง่ายๆ เลย

 

โดยที่ในชัยชนะ 9 นัด (เสมอ 3) นั้น 3 ในนั้นเป็นชัยชนะในศึกยูฟ่ายูโรปาลีก และ 6 นัดที่ชนะเป็นการเฉือนชนะคู่แข่งเพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้น

 

เปรียบสถิติผลงานของผู้จัดการทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคตั้งแต่ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นต้นมา กุนซือคนหนุ่มชาวโปรตุเกสเป็นคนที่ทำผลงานได้เลวร้ายที่สุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากท่านเซอร์ (แต่ในยุคที่รับตำแหน่งเมื่อปี 1986 ทีมอยู่ในสภาพต้องก่อร่างสร้างตัวใหม่ทั้งหมด) 

 

คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เฉลี่ยชัยชนะของอโมริมใน 20 นัดแรก (โดยยังไม่นับเกมกับสเปอร์ส) ผลงานอยู่ที่ 45 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เทียบเท่ากับ ราล์ฟ รังนิก ที่คุมทีมแทน โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ เป็นการชั่วคราวในปี 2022 แต่เป็นรองเรื่องของผลต่างประตูได้เสีย

 

ขณะที่ เอริก เทน ฮาก คุมทีม 20 นัดแรกนั้นชนะถึง 13 นัด เสมอ 2 แพ้ 5 ค่าเฉลี่ยชัยชนะอยู่สูงถึง 65 เปอร์เซ็นต์ เป็นอันดับ 2 รองจากโซลชาร์แค่คนเดียว (ชนะ 15 เสมอ 2 แพ้ 3 เฉลี่ยชนะ 75 เปอร์เซ็นต์) โดยที่ เดวิด มอยส์, โชเซ มูรินโญ และ หลุยส์ ฟาน ฮาล ก็มีผลงานที่ดีกว่าเขาทั้งหมด

 

แต่สถิติอย่างเดียวไม่อาจบอกเล่าความตกต่ำที่น่ากลัวของแมนฯ ยูไนเต็ด ในเวลานี้ได้ครบ

 

อโมริมยังมีปัญหามากพอสมควรที่ขอหยิบยกเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ มา

 

 

1. วิธีคิดแบบเดียว

 

ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนพฤศจิกายน ทุกคนรู้และเจ้าตัวก็ย้ำชัดเสมอว่าแนวทางการเล่นในแบบของเขานั้นมีแค่แบบเดียวเท่านั้น

 

ระบบการเล่นกองหลัง 3 คน ใช้วิงแบ็กช่วยสนับสนุนเกมจากริมเส้นและมีศูนย์หน้าตัวเป้า ซึ่งเป็นระบบที่สร้างชื่อเสียงให้เป็นอย่างดีในการคุมทีมสปอร์ติง ลิสบอน จนกลายเป็นเบอร์หนึ่งของวงการลูกหนังโปรตุเกสในช่วงที่ผ่านมา

 

แต่ปัญหาที่แม้แต่อโมริมเองก็ยอมรับคือ นักเตะที่มีอยู่ในทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่เหมาะสมกับระบบการเล่นดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย

 

เรื่องนี้มองเห็นได้ตั้งแต่เกมแรกๆ แล้วว่านักเตะที่จัดลงสนามนั้นมีปัญหากับการเล่นในระบบ 3-4-2-1 โดยที่แม้จะมีความพยายามจากทั้งสองฝั่งทั้งตัวของอโมริมที่พยายามสอนรายละเอียดการเล่นให้ และลูกทีมส่วนมากก็มีความตั้งใจที่จะเรียนรู้

 

แต่การต้องเรียนรู้ระบบการเล่นใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ไม่ต่างอะไรจากการเรียนข้ามสายจากศิลป์-ภาษาไปวิทย์-คณิต

 

สิ่งที่ทำให้เรื่องแย่ยิ่งขึ้นคือ อโมริมเองก็ไม่คิดที่จะยืดหยุ่น แต่กลับยืนกรานว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงระบบการเล่นที่เป็นลายเซ็นของตัวเอง เพราะนี่คือสิ่งที่ ‘เชื่อ’ และเป็นสิ่งที่ฝ่ายบริหารของสโมสรเห็นว่าจะช่วยพาทีมไปสู่อนาคตได้

 

ตรงนี้เองที่นำมาสู่คำถาม 2 อย่าง

 

ถ้าเก่งจริง ทำไมยังสอนให้ลูกทีมเล่นในแบบที่ต้องการจริงๆ ไม่ได้เสียที

 

และถ้าเก่งจริง ทำไมไม่สามารถปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่าง​ (Tweak) เพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์เฉพาะหน้าได้

 

แมนฯ ยูไนเต็ด ตอนนี้มีสภาพไม่ต่างจากรถยางแตกบนไฮเวย์ที่เวิ้งว้างแต่ไม่ยอมจอดข้างทางเพื่อเปลี่ยนล้ออะไหล่ กลับเลือกจะขับบดถนนไปแบบนั้น และตอนนี้ยางก็แทบไม่เหลือแล้ว

 

2. การแก้ปัญหา

 

ต่อเนื่องจากเรื่องของความดื้อดึงในระบบการเล่น สิ่งที่หลายคนเริ่มกังขาคือ อโมริมไม่ได้แค่ดื้อ แต่เหมือนจะบื้อด้วย

 

เพราะเห็นได้ชัดในหลายนัดที่ทีมตกเป็นรองทางแท็กติก ก็ไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้อะไรมันดีขึ้นในระหว่างเกมการแข่งขัน ปล่อยให้ลูกทีมเล่นกันไปแบบนั้นตามมีตามเกิด และหวังว่าจะมีจังหวะสักจังหวะที่ทุกอย่างมันเข้าทาง

 

มันอาจจะได้ผลในบางนัด เช่น ในเกมใหญ่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือลิเวอร์พูล แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมันไม่ได้ผล โดยเฉพาะในวันที่สมควรจะต้องหวังผลให้ได้

 

โค้ชที่ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ในเกมให้กับทีมได้ แบบนี้ถือว่าฝีมือดีแล้วจริงๆ ใช่ไหม?

 

 

3. การบริหารคน

 

แฟนบอลยูไนเต็ดฝั่งหนึ่งจะเห็นใจอโมริมที่รับช่วงทำทีมต่อจากเทน ฮาก โดยที่ไม่ได้มีนักเตะที่เป็น ‘คนของเขา’ อยู่ในทีมเลย ในรอบตลาดฤดูหนาวที่เป็นโอกาสในการซื้อผู้เล่นเข้ามาเสริมทัพก็ได้แค่ พาทริก ดอร์กู วิงแบ็กดาวรุ่งทีมชาติเดนมาร์กแค่คนเดียว

 

แต่เรื่องนี้หากมองอีกด้าน การตกลงยอมรับงานแปลว่า ‘ยอมรับเงื่อนไขในการทำงาน’ มาก่อนแล้ว

 

อโมริมกลับไม่สามารถหาทางดึงหรือรีดศักยภาพของผู้เล่นในทีมออกมาได้ ซ้ำยังมีปัญหากับผู้เล่นเองด้วย โดยเฉพาะในรายของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่เปิดศึกกันตั้งแต่แรกๆ ด้วยการตัดออกจากทีม และสุดท้ายก็ปล่อยตัวออกไปให้แอสตัน วิลลาใช้งาน

 

นอกจากแรชฟอร์ดยังมีแอนโทนีที่โดนปล่อยตัวไปให้เรอัล เบติสยืมใช้งานเช่นกัน โดยพูดกันตรงๆ คือไม่ถูกใจ ไม่ชอบ ไม่ยอมรับ

 

ความเจ็บปวดคือทั้งสองคนดันกลับมาเล่นได้ดีเฉยเลยหลังย้ายทีม แอนโทนี คว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเกม 3 นัดติดต่อกันให้เบติส โดยฟอร์มการเล่นนั้นดูดีแตกต่างจากครั้งใส่เสื้อแมนฯ ยูไนเต็ดมาก ขณะที่แรชฟอร์ด ทำให้หลายคนประหลาดใจเพราะยอมวิ่งไล่ วิ่งเพรสใส่คู่แข่ง

 

การจะเป็นนายคนเรื่องการบริหารคน (Man Management) เป็นเรื่องสำคัญ อโมริมดูจะมีปัญหาเรื่องนี้ในโอลด์ แทรฟฟอร์ด

 

4. เจ้าหนูทดลอง

 

มีหลายนัดที่เกมของแมนฯ ยูไนเต็ด เหมือนถูกใช้เป็นสนามทดลองความคิดของอโมริม

 

ยกตัวอย่างชัดๆ เช่น เราได้เห็น ค็อบบี ไมนู ค่อยๆ ถูกดันจากกองกลางตัวรับคู่ (Double Pivot) ไปสู่การยืนเป็นตัวทำเกมด้านบน ไปจนถึงการเล่นเป็น False 9 เพียงเพราะอโมริมหวังว่าทักษะความสามารถเฉพาะตัวในการพักบอล พลิกบอล ผ่านบอล และการยิงประตูที่คมของกองกลางดาวรุ่งจะเปลี่ยนทีมได้

 

(โดยไม่ได้คิดถึงหัวอกของคนที่เป็นศูนย์หน้าอาชีพอย่าง ราสมุส ฮอยลุนด์ หรือกองหน้าที่ซื้อมาค่าตัวแพงอย่าง โจชัว เซิร์กเซ เลยว่าจะรู้สึกอย่างไร)

 

พาทริก ดอร์กู ที่ตีตราว่าเป็นวิงแบ็กซ้าย ถูกส่งลงสนามเกมแรกในฐานะวิงแบ็กขวา โดยอโมริมพยายามชี้แจงว่า ‘เล่นได้สองฝั่ง’

 

การทดลองนั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ แต่ไม่ใช่จะทำตลอดและจะทำในแทบทุกนัด 

 

ถ้าวันนี้ที่ผ่าน 3 เดือนแรกมาแล้วเรายังมีคำถามว่าตกลงแล้วอโมริมรู้จัก 11 คนแรกที่ดีที่สุดของเขาหรือยัง? 

 

ไม่น่าใช่เรื่องดีเท่าไร

 

 

ทั้งหมดนี้คือเรื่อง ‘ในสนาม’ อย่างเดียวโดยไม่ได้แตะกันในเรื่อง ‘นอกสนาม’ ซึ่งอาการหนักและสาหัสกว่าอีก

 

ในความคาดหวังที่มีต่อหนึ่งในโค้ชคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองมากที่สุดคนหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่ารูเบน อโมริม สอบตกแบบน่าเกลียด แม้จะพยายามมองว่าในรายละเอียดของเกมบางอย่างก็เริ่มดีขึ้นแล้ว หลายครั้งเป็นความผิดพลาดส่วนบุคคล (เช่น ผู้รักษาประตูหรือกองหลัง) แต่ผลงานต้องยอมรับแบบแมนๆ ว่าขี้เหร่จัด

 

ผลงานของเขาทำให้ความรู้สึกที่มีต่อเอริค เทน ฮาก เปลี่ยนไปในทางชื่นชมพอสมควร จนเพลง คิดถึงฉันไหมเวลาที่เธอ ดังขึ้นมาในหัว

 

ให้ความยุติธรรมสุดท้าย อโมริมยังประกาศว่าเขายังไม่ละ ‘ความเชื่อ’ ของตัวเอง

 

ทุกอย่างคือการเรียนรู้ที่เขาจะไม่หันหน้าหนีเด็ดขาด และหวังว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นในเวลาแค่ไม่กี่สัปดาห์

 

แต่มองถึงสภาพทีม ฟอร์มการเล่นของทีม และผลงานส่วนตัวของเขาตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาแล้ว

 

คนที่น่าเห็นใจที่สุดคือแฟนปีศาจแดงทุกคน

 

ทำใจดีๆ กันไว้นะ…

 

อ้างอิง

The post 3 เดือนแรกผ่านไป คุณคิดว่า รูเบน อโมริม ควรผ่านโปรไหม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทียบตารางคะแนน ‘แมนฯ ยูไนเต็ด’ จากยุคเทน ฮาก ถึงอโมริม https://thestandard.co/manutd-ten-hag-amorim-info/ Mon, 17 Feb 2025 06:10:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1042744

นับตั้งแต่เปิดฤดูกาลจนถึงการเปลี่ยนผ่านจากยุค ‘เอริก เท […]

The post เทียบตารางคะแนน ‘แมนฯ ยูไนเต็ด’ จากยุคเทน ฮาก ถึงอโมริม appeared first on THE STANDARD.

]]>

นับตั้งแต่เปิดฤดูกาลจนถึงการเปลี่ยนผ่านจากยุค ‘เอริก เทน ฮาก’ ถึงมือของ ‘รูเบน อโมริม’ ตอนนี้แมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่สามารถยกทีมพ้นโซนครึ่งล่างของตารางคะแนนได้ เมื่อล่าสุดพวกเขามี 29 คะแนน จาก 25 นัด รั้งอันดับ 15 ของตารางคะแนน กับผลงาน ชนะ 8 เสมอ 5 และแพ้มากถึง 12 เกม

 

ท่ามกลางเกมในมือที่เหลืออีก 13 นัด ยังต้องติดตามต่อไปว่า อโมริมจะแก้วิกฤตเพื่อพาทัพปีศาจแดงขยับอันดับขึ้นได้หรือไม่เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลนี้

 

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

The post เทียบตารางคะแนน ‘แมนฯ ยูไนเต็ด’ จากยุคเทน ฮาก ถึงอโมริม appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูเบน อโมริม กับผลงานคุมแมนฯ ยูไนเต็ด 20 นัดแรก https://thestandard.co/amorim-manutd-first-20-matches/ Mon, 10 Feb 2025 05:35:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1040236

จนถึงตอนนี้…ผ่านมา 20 นัดแรก ‘รูเบน อโมริม’ ที่พย […]

The post รูเบน อโมริม กับผลงานคุมแมนฯ ยูไนเต็ด 20 นัดแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>

จนถึงตอนนี้…ผ่านมา 20 นัดแรก ‘รูเบน อโมริม’ ที่พยายามปรับปรุงทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังทำผลงานอยู่บนความไม่แน่นอนในแง่ของผลการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง หลังมีงานชนะ 9 เสมอ 3 และแพ้ถึง 8 เกม นับตั้งแต่มาทำงานเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024

 

อย่างไรก็ดี แม้ผลงานบนหน้าตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกจะอยู่อันดับ 13 ในตอนนี้ แต่ในรายการยูโรปาลีก ทัพปีศาจแดงสามารถตีตั๋วเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้เรียบร้อย เช่นเดียวกับฟุตบอลเอฟเอคัพที่ยังอยู่บนเส้นทางป้องกันแชมป์ หลังเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ

 

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

The post รูเบน อโมริม กับผลงานคุมแมนฯ ยูไนเต็ด 20 นัดแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ผมอายุ 50 แล้ว” อโมริมแซวตัวเองเหมือนคนอายุ 50 หลังคุมแมนฯ ยูไนเต็ด 2 เดือน https://thestandard.co/amorim-manchester-united-manager-age-joke/ Mon, 27 Jan 2025 03:42:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1034756 รูเบน อโมริม กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แถลงข่าวหลังเกมชนะฟูแลม

หลังเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกเ […]

The post “ผมอายุ 50 แล้ว” อโมริมแซวตัวเองเหมือนคนอายุ 50 หลังคุมแมนฯ ยูไนเต็ด 2 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูเบน อโมริม กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แถลงข่าวหลังเกมชนะฟูแลม

หลังเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกเฉือนชนะฟูแลม 1-0 เมื่อคืนนี้ รูเบน อโมริม กุนซือของทัพปีศาจแดง ตอบคำถามสื่อในหลากหลายประเด็น โดยหนึ่งในนั้นคือการแซวตัวเองด้วยการบอกว่าตอนนี้ดูเหมือนคนอายุ 50 ปี ทั้งที่กำลังจะมีอายุครบ 40 ปีในวันนี้ (27 มกราคม) 

 

“จริงๆ ไม่ใช่ 40 นะ ผมอายุ 50 แล้ว” อโมริมกล่าว

 

“หลังจากอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาได้ 2 เดือน ตอนนี้ผมก็อายุ 50 ปีแล้ว (อโมริมตอบด้วยรอยยิ้ม) ก็ถือเป็นอะไรที่พิเศษมากที่ได้ใช้เวลาในวันเกิดอายุครบ 40 ปีของผมกับที่นี่”

 

นี่คือรอยยิ้มหลังเกมของอโมริมที่ไม่ได้เห็นกันบ่อยๆ ในห้องแถลงการณ์ เพราะก่อนหน้านี้ทีมต้องเผชิญหน้ากับผลการแข่งขันที่ไม่สู้ดีนัก ไปจนถึงวิกฤตภายในทีมอย่างการบริหารนักเตะที่มีชื่อของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่โดนตัดออกจากทีมมา 6 สัปดาห์ และ อเลฮานโดร การ์นาโช พัวพันกับตลาดนักเตะอยู่ 

 

และชัยชนะนัดนี้ทำให้พวกเขามี 29 แต้มหลังผ่านมา 23 นัด อยู่อันดับ 12 ของตาราง ห่างจากโซนลุ้นไปเล่นฟุตบอลยุโรป (อันดับ 7) อยู่ 11 คะแนน

 

อ้างอิง:

The post “ผมอายุ 50 แล้ว” อโมริมแซวตัวเองเหมือนคนอายุ 50 หลังคุมแมนฯ ยูไนเต็ด 2 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาร์เซนอล vs. แมนฯ ยูไนเต็ด ศึกแห่งศักดิ์ศรี ‘อาร์เตตา ดวล อโมริม’ https://thestandard.co/arsenal-vs-manutd-fa-cup-2025/ Sat, 11 Jan 2025 13:03:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1029521 อาร์เซนอล vs แมนยู เอฟเอคัพ 2025

คืนวันนี้ (12 มกราคม) ศึกฟุตบอลเอฟเอคัพ 2024/25 (รอบที่ […]

The post อาร์เซนอล vs. แมนฯ ยูไนเต็ด ศึกแห่งศักดิ์ศรี ‘อาร์เตตา ดวล อโมริม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาร์เซนอล vs แมนยู เอฟเอคัพ 2025

คืนวันนี้ (12 มกราคม) ศึกฟุตบอลเอฟเอคัพ 2024/25 (รอบที่ 3) มีเกมบิ๊กแมตช์ระหว่างทัพ ‘ปืนใหญ่’ อาร์เซนอล พบกับ ‘ปีศาจแดง’ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สนามเอมิเรตส์สเตเดียม แข่งขันกันในเวลา 22.00 น. ถ่ายทอดสดทางช่อง beIN SPORTS 1 และ beIN SPORTS MAX (beIN SPORTS CONNECT)

 

และเช่นเคย THE STANDARD SPORT รวบรวมข้อมูลสำคัญๆ เพื่อพาแฟนบอลไปอุ่นเครื่องและส่องความพร้อมของนักเตะทั้งฝั่งอาร์เซนอลและแมนฯ ยูไนเต็ด รวมถึงสถิติต่างๆ ที่น่าสนใจมาฝากก่อนเกมสำคัญของทั้งสองทีม…ที่มีตั๋วเข้ารอบต่อไปเป็นเดิมพัน

 

 

ความพร้อมของอาร์เซนอล

 

ฟอร์มของอาร์เซนอลในการดูแลของ มิเกล อาร์เตตา ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี อาจจะมีสะดุดไปบ้าง แต่ภาพรวมยังเก็บผลงาน รวมถึงชัยชนะที่ต้องการได้ในเกมลีก จนขยับมาอยู่อันดับ 2 ของตารางในปัจจุบัน

 

นัดล่าสุด อาร์เตตายังมีงานต้องกลับมาแก้อีกพอสมควร หลังแพ้ต่อนิวคาสเซิลในบ้านตัวเอง (เกมนัดแรกของรอบรองฯ) 0-2 โดยเฉพาะในแผงเกมรุกที่จบสกอร์ได้ไม่เฉียบคมเมื่อเทียบกับอัตราการครองบอลและโอกาสในการเข้าทำประตู

 

ส่วนความพร้อมเกมนี้ พลพรรคเดอะกันเนอร์สจะขาด 4 นักเตะอย่าง บูกาโย ซากา, เบน ไวท์, ทาเคฮิโระ โทมิยาสุ และดาวรุ่งอย่าง อีธาน เอ็นวาเนรี ที่ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บ ขณะที่ผู้เล่นที่เหลือพร้อมลงสนามในเกมนี้

 

คาดการณ์ 11 ตัวจริง

 

ดาบิด รายา (ผู้รักษาประตู), เยอร์เรียน ทิมเบอร์, วิลเลียม ซาลิบา, กาเบรียล มากัลเญส, ริคคาร์โด คาลาฟิออรี, ดีแคลน ไรซ์, โธมัส ปาร์เตย์, มาร์ติน โอเดการ์ด, กาเบรียล มาร์ติเนลลี, เลอันโดร ทรอสซาร์ด และ กาเบรียล เชซุส

 

ผลงาน 5 นัดหลังสุด | ชนะ 3 เสมอ 1 แพ้ 1

 

  • แพ้ นิวคาสเซิล 0-2 (Carabao Cup)
  • เสมอ ไบร์ทตัน 1-1 (Premier League)
  • ชนะ เบรนท์ฟอร์ด 3-1 (Premier League)
  • ชนะ อิปสวิช ทาวน์ 1-0 (Premier League)
  • ชนะ คริสตัล พาเลซ 5-1 (Premier League)

 

อาร์เซนอล vs แมนยู เอฟเอคัพ 2025

 

ความพร้อมของแมนฯ ยูไนเต็ด

 

ปีศาจแดงในยุค รูเบน อโมริม ภาพรวมยังทำผลงานได้ไม่ดีเท่าความคาดหวังของแฟนบอล แม้นัดล่าสุดจะเล่นได้ยอดเยี่ยม เกมที่บุกแบ่งแต้มลิเวอร์พูล 2-2 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ทีมของอโมริมยังมีโจทย์ให้แก้กันเยอะไม่ต่างจากฟากฝั่งของอาร์เซนอล

 

อย่างไรก็ดี ตอนนี้ทีมเริ่มจะเห็นความลงตัวในตำแหน่งมากขึ้น โดยเฉพาะนักเตะอย่าง นูสแซร์ มาซราอุย, อาหมัด ดิยัลโล, มานูเอล อูการ์เต ที่น่าจะเป็นกำลังสำคัญของอโมริมในระยะยาว รวมถึง บรูโน แฟร์นันด์ส ที่แม้จะเผชิญกับกระแสเชิงลบจากแฟนบอลบางส่วนเกี่ยวกับการทำหน้าที่กัปตันทีมของเขา แต่ ณ เวลานี้เขาคือคนที่แผงเกมรุกขาดไปไม่ได้จริงๆ

 

ส่วนสภาพความพร้อมก่อนเกมนี้ พวกเขามีปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บ 3 คน ประกอบด้วย เมสัน เมาท์, ลุค ชอว์ และ วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ และในรายของ มาร์คัส แรชฟอร์ด จะไม่ได้ลงแน่นอน เพราะไม่ได้อยู่ในแผนทำทีมของอโมริมแล้วในตอนนี้ ส่วนผู้เล่นที่เหลือนั้นเชื่อว่าอโมริมจะยังยึดผู้เล่นตัวเก่งลงสนามกันแบบครบทีม

 

คาดการณ์ 11 ตัวจริง

 

อังเดร โอนานา (ผู้รักษาประตู), เลนี โยโร, แฮร์รี แม็กไกวร์, ลิซานโดร มาร์ติเนซ, นูสแซร์ มาซราอุย, ดิโอโก ดาโลต์, ค็อบบี้ ไมนู, มานูเอล อูการ์เต, อาหมัด ดิยัลโล, บรูโน แฟร์นันด์ส และ ราสมุส ฮอยลุนด์

 

ผลงาน 5 นัดหลังสุด | เสมอ 1 แพ้ 4 นัด

 

  • เสมอ ลิเวอร์พูล 2-2 (Premier League)
  • แพ้ นิวคาสเซิล 0-2 (Premier League)
  • แพ้ วูล์ฟแฮมป์ตัน 0-2 (Premier League)
  • แพ้ บอร์นมัธ 0-3 (Premier League)
  • แพ้ สเปอร์ส 3-4 (Carabao Cup)

 

 

ผลการดวลกัน 5 นัดหลังสุด

 

ตามสถิติผลการดวลกัน 5 นัดหลังที่พบกันเป็นฝั่งอาร์เซนอลที่เหนือกว่าชัดเจน โดยเฉพาะเกมทางการในต้นฤดูกาลปัจจุบัน รวมถึงเมื่อฤดูกาลก่อนเดอะกันเนอร์สก็สามารถเอาชนะได้ทั้งขาไปและขากลับ ส่วนแมนฯ ยูไนเต็ดเอาชนะในเกมทางการเหนืออาร์เซนอลครั้งล่าสุดคือฤดูกาล 2022/23

 

และนี่คือผลการแข่งขันที่ดวลกัน 5 นัดหลังสุด

 

  • อาร์เซนอล 2-0 แมนฯ ยูไนเต็ด (Premier League 2024/25)
  • อาร์เซนอล 2-1 แมนฯ ยูไนเต็ด (จุดโทษ 3-4 / Club Friendlies 2024)
  • แมนฯ ยูไนเต็ด 0-1 อาร์เซนอล (Premier League 2023/24)
  • อาร์เซนอล 3-1 แมนฯ ยูไนเต็ด (Premier League 2023/24)
  • แมนฯ ยูไนเต็ด 2-0 อาร์เซนอล (Club Friendlies 2023)

The post อาร์เซนอล vs. แมนฯ ยูไนเต็ด ศึกแห่งศักดิ์ศรี ‘อาร์เตตา ดวล อโมริม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>