Rodri Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/rodri/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 20 Jul 2026 05:49:05 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ความทรงจำของเราที่มีต่อฟุตบอลโลก 2026 ทัวร์นาเมนต์ที่ทิ้งภาพของโลกทั้งใบเอาไว้ในสนามฟุตบอล https://thestandard.co/world-cup-2026-global-memories/ Mon, 20 Jul 2026 05:49:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1232757 ภาพ Rodri กัปตันทีมชาติสเปนชูถ้วยฟุตบอลโลก

ในฟุตบอลโลก 2026 เป็นฟุตบอลโลกครั้งที่ THE STANDARD SPO […]

The post ความทรงจำของเราที่มีต่อฟุตบอลโลก 2026 ทัวร์นาเมนต์ที่ทิ้งภาพของโลกทั้งใบเอาไว้ในสนามฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Rodri กัปตันทีมชาติสเปนชูถ้วยฟุตบอลโลก

ในฟุตบอลโลก 2026 เป็นฟุตบอลโลกครั้งที่ THE STANDARD SPORT ได้ติดตามและเกาะติดอย่างใกลชิด และต่อเนื่องตลอดทัวร์นาเมนต์

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ทั้ง 104 เกม ของฟุตบอลโลกครั้งนี้ ผ่านตาเราทุกเกม แม้ในเกมที่ลงสนามเวลาเดียวกัน เรายังเปิด 2 จอเพื่อติดตามฟุตบอลโลกครั้งนี้ ทำให้พูดได้เต็มปากว่า เราไม่พลาดเลยแม้แต่เกมเดียวตลอดทัวร์นาเมนต์

 

จากมุมมองของเราแล้ว ฟุตบอลโลกทุกครั้งมีภาพจำของตัวเอง บางครั้งเป็นประตู บางครั้งเป็นน้ำตา บางครั้งเป็นทีมม้ามืดที่มาไกลเกินกว่าที่ใครคาดคิด

 

แต่ฟุตบอลโลก 2026 ให้ความรู้สึกต่างออกไปเล็กน้อย เพราะมันไม่ได้มีเพียงเรื่องราวของฟุตบอล หากยังบรรจุภาพของโลกยุคปัจจุบันเอาไว้อย่างเต็มที่ ทั้งการเมือง วัฒนธรรม บันเทิง ธุรกิจ ความขัดแย้ง

 

และรวมถึงความฝันของประเทศเล็ก ๆ ซึ่งพยายามหาที่ทางของตัวเองบนเวทีที่ใหญ่ที่สุด ทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้จึงไม่ได้ทำให้เราจดจำเพียงว่าใครยิงประตูมากที่สุด หรือใครยกถ้วยแชมป์ หากแต่ทำให้เราจำได้ว่า ฟุตบอลยังเป็นพื้นที่ซึ่งโลกทั้งใบเข้ามาอยู่ร่วมกันได้ แม้โลกจริงข้างนอกสนามจะเต็มไปด้วยรอยร้าวเพียงใดก็ตาม

 

เคปเวิร์ด: ประเทศเล็กที่ทำให้ฟุตบอลโลกดูใหญ่ขึ้น

 

ก่อนฟุตบอลโลกเริ่มต้น ชื่อของเคปเวิร์ดแทบไม่ได้อยู่ในบทสนทนาของคนส่วนใหญ่ แม้แต่แฟนบอลชาวไทย พวกเขาไม่ได้มีซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ไม่มีลีกภายในประเทศที่เป็นที่รู้จัก และไม่ได้ถูกมองว่าจะสร้างแรงสั่นสะเทือนอะไรในกลุ่มที่มีทีมใหญ่อย่างสเปนอยู่ด้วย

 

แต่ฟุตบอลโลกมักงดงามที่สุดในวันที่ทีมซึ่งไม่มีใครคาดหวังกลับกลายเป็นทีมที่ทุกคนอยากดู และเคปเวิร์ดก็ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น

 

ตั้งแต่การยันเสมอสเปนในเกมเปิดสนาม ไปจนถึงการต่อสู้กับอาร์เจนตินาอย่างไม่ยอมแพ้ พวกเขาเปลี่ยนจากตัวประกอบให้กลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่อบอุ่นที่สุดของทัวร์นาเมนต์

 

สิ่งที่น่าประทับใจไม่ใช่เพียงผลการแข่งขัน แต่คือท่าทีของเคปเวิร์ด พวกเขาไม่ได้ลงสนามด้วยความรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยกว่า ไม่ได้ตั้งรับแบบรอความพ่ายแพ้ และไม่ได้พยายามสร้างปาฏิหาริย์ด้วยความบ้าบิ่นเพียงอย่างเดียว

 

ทีมจากหมู่เกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรแอตแลนติกเล่นด้วยระเบียบ ความเชื่อ และความกล้าที่สงบ เมื่อไม่มีบอล พวกเขายืนตำแหน่งอย่างมีวินัย เมื่อได้บอล พวกเขาพยายามสร้างเกม ไม่ใช่เตะทิ้งเพื่อเอาตัวรอด

 

นั่นทำให้เคปเวิร์ดไม่ได้เป็นเพียงเรื่องโรแมนติก แต่เป็นทีมฟุตบอลที่ได้รับความเคารพจากคู่แข่งอย่างแท้จริง

 

ฟุตบอลโลก 2026 เป็นครั้งแรกที่มี 48 ทีม ซึ่งก่อนเริ่มการแข่งขัน หลายคนตั้งคำถามว่าการขยายจำนวนทีมจะทำให้คุณภาพลดลงหรือไม่ บางคนกลัวว่าจะมีเกมที่ห่างชั้นและเต็มไปด้วยสกอร์ขาดลอย

 

แต่เคปเวิร์ดคือคำตอบที่ดีที่สุดต่อข้อสงสัยเหล่านั้น การเพิ่มจำนวนทีมไม่ได้หมายถึงการลดมาตรฐานเสมอไป หากเปิดพื้นที่ให้ประเทศที่เคยถูกกันไว้นอกวง ได้แสดงให้เห็นว่าฟุตบอลโลกไม่ได้เป็นสมบัติของชาติใหญ่เพียงไม่กี่ประเทศ และการมีทีมใหม่เข้ามา ไม่ได้ทำให้ทัวร์นาเมนต์เล็กลง ตรงกันข้าม มันกลับทำให้โลกของฟุตบอลกว้างขึ้น

 

บางที ความสำเร็จที่แท้จริงของเคปเวิร์ดอาจไม่ได้วัดจากรอบที่พวกเขาเข้าถึง แต่วัดจากจำนวนเด็กในประเทศซึ่งมองเห็นว่าเสื้อทีมชาติของตัวเองสามารถปรากฏอยู่บนเวทีเดียวกับ ลิโอเนล เมสซี, ลามีน ยามาล หรือ คีลิยัน เอ็มบัปเป ได้

 

ฟุตบอลโลกมีพลังในเรื่องนี้เสมอ มันทำให้ประเทศเล็กสามารถฝันในขนาดที่ใหญ่ขึ้น และทำให้คนทั้งโลกเปิดแผนที่เพื่อค้นหาว่า หมู่เกาะซึ่งพวกเขาอาจไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน อยู่ตรงไหนของมหาสมุทรแอตแลนติก

 

Americanization: เมื่อฟุตบอลโลกถูกเล่าใหม่ในภาษาของกีฬาอเมริกัน

 

ฟุตบอลโลก 2026 เป็นครั้งแรกที่ให้ความรู้สึกชัดเจนว่า มหกรรมฟุตบอลไม่ได้เพียงเดินทางมาจัดในสหรัฐอเมริกา แต่กำลังถูกแปลใหม่ให้อยู่ในภาษาของวัฒนธรรมกีฬาอเมริกัน

 

ตั้งแต่จังหวะการแข่งขัน การนำเสนอ ไปจนถึงพิธีกรรมรอบสนาม ทุกอย่างถูกแต่งเติมด้วยความเป็นโชว์ ความเป็นธุรกิจ และความคิดแบบลีกกีฬาอาชีพของอเมริกา

 

สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือช่วงพักดื่มน้ำ ซึ่งมีการมองว่าการแข่งขัน 90 นาทีถูกแบ่งออกคล้ายสี่ควอเตอร์

 

แม้เหตุผลหลักจะมาจากสภาพอากาศร้อนและความปลอดภัยของนักกีฬา แต่ผลทางภาพกลับทำให้เกมฟุตบอลมีจังหวะใกล้เคียงกับ NFL หรือ NBA มากขึ้นโดยไม่ตั้งใจ

 

การพักดื่มน้ำกลายเป็นมากกว่าช่วงฟื้นร่างกาย เพราะมันเปิดพื้นที่ให้โค้ชเปลี่ยนแผน ให้ผู้ถ่ายทอดสดแทรกโฆษณา และให้ผู้ชมได้หยุดพักจากความตึงเครียดของเกม

 

ฟุตบอลซึ่งเดิมเคยภาคภูมิใจกับการไหลต่อเนื่องของเวลา เริ่มถูกแบ่งเป็นช่วงอย่างชัดเจน บางเกมโมเมนตัมเปลี่ยนทันทีหลังพักดื่มน้ำ ราวกับโค้ชได้เวลานอกเหมือนในบาสเกตบอล

 

สำหรับคนที่รักฟุตบอลแบบดั้งเดิม นี่อาจเป็นสัญญาณที่น่ากังวล แต่สำหรับเจ้าภาพ มันคือการจัดระเบียบเกมให้เข้ากับพฤติกรรมการบริโภคกีฬาแบบอเมริกันได้อย่างแนบเนียน

 

อีกภาพที่ชัดเจนคือ “แหวนแชมป์” ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ประกอบเกียรติยศของผู้ชนะ แนวคิดนี้แทบไม่มีรากอยู่ในฟุตบอลระดับทีมชาติ แต่เป็นธรรมเนียมสำคัญของกีฬาอเมริกัน ผู้เล่น NBA, NFL หรือ MLB ไม่ได้มีเพียงถ้วยแชมป์ แต่ยังมีแหวนซึ่งเป็นของส่วนตัวและสามารถสวมใส่เป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะได้

 

การนำภาษานี้มาใช้กับฟุตบอลโลกจึงน่าสนใจ เพราะมันเปลี่ยนภาพของความสำเร็จจากถ้วยซึ่งเป็นของทีม ให้กลายเป็นวัตถุซึ่งผู้เล่นแต่ละคนสามารถถือครองและพกติดตัวไปตลอดชีวิต

 

ส่วนฮาล์ฟไทม์โชว์ในนัดชิงชนะเลิศ คือจุดที่ Americanization ชัดเจนที่สุด ฟุตบอลโลกเคยยืนอยู่บนความเชื่อว่า เกมคือศูนย์กลาง และพิธีกรรมรอบข้างเป็นเพียงส่วนประกอบ

 

แต่ในสหรัฐอเมริกา เกมใหญ่แทบไม่มีวันสมบูรณ์หากปราศจากความบันเทิงระดับโลก ฮาล์ฟไทม์โชว์จึงเปลี่ยนช่วงพักครึ่งให้เป็นอีกหนึ่งเวทีที่แย่งชิงความสนใจจากการแข่งขัน

 

บางคนมองว่ามันทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของนัดชิง ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าเป็นวิวัฒนาการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของฟุตบอลในฐานะคอนเทนต์บันเทิงระดับโลก

 

ท้ายที่สุด ฟุตบอลโลก 2026 ไม่ได้กลายเป็นอเมริกันทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้ออกจากอเมริกาเหมือนเดิม มันซึมซับวิธีคิดใหม่เข้าไป ทั้งการแบ่งจังหวะเกม การสร้างพิธีกรรมแห่งชัยชนะ

 

และการทำให้การแข่งขันเป็นส่วนหนึ่งของโชว์ขนาดยักษ์ คำถามหลังจากนี้จึงไม่ใช่ว่า สิ่งเหล่านี้ดีหรือเลว แต่คือเส้นแบ่งระหว่างการพัฒนาประสบการณ์ของผู้ชม กับการทำให้ฟุตบอลสูญเสียธรรมชาติเดิมของตัวเอง ควรอยู่ตรงไหน

 

ใบแดงของบาโลกุน: เมื่อชื่อของโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกดึงเข้าสู่สนามแข่งขัน

 

ฟุตบอลโลก 2026 ไม่ได้มีเพียงประตูสวยหรือแท็กติกอันยอดเยี่ยม แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ และหนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือเหตุการณ์ใบแดงของ โฟลาริน บาโลกุน ซึ่งภายหลังถูกยกเลิกหลังเกมการแข่งขัน

 

แม้กระบวนการจะเป็นไปตามกติกาของ FIFA แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับเหนือความคาดหมาย เมื่อเริ่มมีการปล่อยข่าวลือว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำประเทศเจ้าภาพ ได้ไปกดดันหรือ “ล็อบบี้” ให้มีการเปลี่ยนคำตัดสิน เพื่อไม่ให้เจ้าภาพเสียเปรียบ

 

แม้ข่าวดังกล่าวจะไม่มีหลักฐานรองรับและไม่เคยได้รับการยืนยันจากฝ่ายใด แต่ก็แพร่กระจายไปทั่วโลกภายในเวลาอันรวดเร็ว

 

ความน่าสนใจของเหตุการณ์นี้ จึงอยู่ที่การตั้งคำถามถึงอำนาจของผู้นำสหรัฐในการแข่งขันฟุตบอลระดับโลก และการแสดงออกในเจ้าภาพ

 

และไม่ว่าจะจริงหรือไม่ที่โดนัลด์ ทรัมป์ เช้าไปมีส่วนกับการแทรกแซงใบแดงดังกล่าว แต่เคราะห์ยังดีที่สุดท้าย การลงสนามของ บาโลกุน หลังได้รับการยกเลิกโทษแบน ไม่ได้ส่งผลมากมายนัก

 

สหรัฐฯ ยังพ่ายแพ้ต่อ เบลเยียม แบบหมดรูป 4-1 ทำให้ประเด็นเรื่องการล็อบบี้ให้ลดโทษใบแดงมมาถึงทางตัน และไม่มีการขุดคุ้ยต่อ

 

สุดท้าย เรื่องใบแดงของบาโลกุนจึงกลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนว่า ฟุตบอลโลกในปี 2026 ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยเหตุการณ์ในสนามเพียงอย่างเดียว

 

แต่ยังถูกกำหนดด้วยข้อมูล ข่าวลือ และกระแสบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งบางครั้งเดินทางเร็วกว่า “ข้อเท็จจริง” เสมอ

 

อิหร่านในสหรัฐอเมริกา: ฟุตบอลท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังไม่จบ

 

ในบรรดาทุกทีมที่เดินทางมาฟุตบอลโลก 2026 ไม่มีชาติใดต้องแบกบริบททางการเมืองหนักเท่าอิหร่าน

 

การที่พวกเขาต้องลงแข่งขันในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ตึงเครียดกับรัฐบาลเตหะรานมานานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะหลังความตึงเครียดเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ทุกขั้นตอนตั้งแต่การขอวีซ่า การเดินทาง การรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงการพบปะแฟนบอล เต็มไปด้วยคำถามที่มากกว่าฟุตบอล

 

นักเตะอิหร่านไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนทีมชาติ แต่ถูกมองผ่านเลนส์ของความขัดแย้งทางการทูต ประวัติศาสตร์ และความรู้สึกทางการเมืองที่ทั้งสองประเทศยังไม่สามารถคลี่คลายได้

 

ก่อนทัวร์นาเมนต์ มีความกังวลจริงว่าทีมอิหร่านจะสามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้อย่างราบรื่นหรือไม่ กระแสเรื่องข้อจำกัดวีซ่าและการคัดกรองบุคคลทำให้ฟุตบอลกลายเป็นเรื่องของรัฐทันที

 

แม้ท้ายที่สุดจะมีสัญญาณว่ารัฐบาลสหรัฐฯ พร้อมเปิดทางให้นักเตะและทีมงานเดินทางเข้าประเทศ แต่บรรยากาศก็ยังเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ทุกการเคลื่อนไหวของทีมถูกจับตามอง และทุกคำพูดของผู้เล่นสามารถถูกตีความไปได้ไกลกว่าความหมายในเชิงกีฬา

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกมเริ่มต้นขึ้น สิ่งที่น่าจดจำกลับไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่เป็นภาพของแฟนบอลอิหร่านซึ่งเดินทางมาสวมเสื้อทีมชาติ โบกธง และร้องเพลงในสนามอเมริกัน

 

บางคนเป็นผู้อพยพรุ่นแรก บางคนเกิดและเติบโตในสหรัฐฯ บางคนสนับสนุนทีมชาติแต่ไม่สนับสนุนรัฐบาล และบางคนใช้ฟุตบอลโลกเป็นพื้นที่แสดงจุดยืนทางการเมืองของตัวเอง

 

ภายในอัฒจันทร์เดียวกันจึงมีทั้งความรักชาติ ความคิดถึงบ้าน ความโกรธ ความหวัง และความซับซ้อนของอัตลักษณ์ที่ไม่สามารถสรุปเป็นสีของธงเพียงผืนเดียวได้

 

ในกรณีนี้ฟุตบอลไม่ได้แก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ไม่มีประตูใดสามารถลบประวัติศาสตร์ และไม่มีชัยชนะใดเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศได้ในทันที

 

แต่ฟุตบอลสามารถเปิดพื้นที่ชั่วคราวให้คนจากสองโลกมองเห็นกันในฐานะมนุษย์มากขึ้น แฟนบอลอเมริกันเห็นนักเตะอิหร่านเป็นผู้เล่นที่มีความฝัน มีครอบครัว และมีความกดดัน

 

ขณะที่ชาวอิหร่านเห็นว่าสหรัฐฯ ไม่ได้มีเพียงรัฐบาลหรือภาพที่ปรากฏในข่าว แต่ประกอบด้วยผู้คนหลากหลายซึ่งพร้อมต้อนรับพวกเขา

 

บางที นี่คือความหมายที่ลึกที่สุดของการที่อิหร่านได้เล่นฟุตบอลบนแผ่นดินสหรัฐฯ ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ยังเปราะบาง มันไม่ได้พิสูจน์ว่ากีฬาสามารถอยู่เหนือการเมือง

 

แต่พิสูจน์ว่า แม้การเมืองจะล้อมรอบทุกด้าน ผู้คนยังสามารถสร้างพื้นที่เล็ก ๆ สำหรับการอยู่ร่วมกันได้ และบางครั้ง พื้นที่นั้นก็มีขนาดเท่าสนามฟุตบอล

 

เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์: ซูเปอร์สตาร์ที่ฟุตบอลโลกเพิ่งมีโอกาสได้รัก

 

ก่อนฟุตบอลโลก 2026 เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์ เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอยู่แล้ว เขายิงประตูเป็นกอบเป็นกำกับสโมสร ทำลายสถิติ และได้รับการพูดถึงในฐานะเครื่องจักรผลิตประตูแห่งยุค

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปจากเส้นทางของเขาคือภาพจำบนเวทีทีมชาติ ฟุตบอลโลกครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าทัวร์นาเมนต์แรกของนอร์เวย์นับตั้งแต่ปี 1998 มันคือครั้งแรกที่ผู้ชมทั่วโลกได้รู้จักฮาลันด์นอกเหนือจากตัวเลขประตู

 

แฟนฟุตบอลได้เห็นความน่ารักขี้เล่นผ่านมีมมากมาย เห็นความรู้สึกจริงใจของเขาหลังพาประเทศของตัวเองผ่านบราซิล และเห็นนักเตะซึ่งดูเหมือนถูกสร้างขึ้นในห้องทดลอง แสดงอารมณ์แบบเด็กคนหนึ่งที่กำลังทำความฝันให้เป็นจริง

 

เสน่ห์ของฮาลันด์ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการยิง 7 ประตูเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความขี้เล่น ความจริงใจ และความตรงไปตรงมา

 

ทุกครั้งที่นอร์เวย์ชนะ เขาฉลองอย่างไม่มีการวางท่า ทุกครั้งที่ทีมถูกตั้งคำถาม เขาตอบด้วยความมั่นใจที่แฝงอารมณ์ขัน และเมื่ออยู่กับเพื่อนร่วมทีม เขาไม่ได้ทำให้ตัวเองดูใหญ่กว่าตราสัญลักษณ์บนหน้าอก

 

นอร์เวย์จึงไม่ถูกมองเป็นเพียง ‘ทีมของฮาลันด์’ แต่เป็นทีมที่ฮาลันด์ยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อเป็นส่วนหนึ่ง ท่าทีดังกล่าวทำให้เขาได้รับเสียงเชียร์จากแฟนเป็นกลาง

 

แม้รูปร่าง วิธีเล่น และความเด็ดขาดหน้าประตูจะทำให้เขาดูคล้ายกับจอมวายร้านในสนามสำหรับฝ่ายตรงข้าม แต่บุคลิกนอกเกมกลับทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่คนอยากติดตามมากที่สุด

 

เส้นทางของนอร์เวย์จบลงในรอบก่อนรองชนะเลิศ หลังแพ้อังกฤษ 1-2 ในเกมที่ฮาลันด์ไม่สามารถช่วยเหลือทีมได้เท่าที่หลายคนคาดหวัง แต่ความผิดหวังของเขาหลังการแข่งขันจึงกลายเป็นอีกภาพที่ผู้คนจดจำ

 

เพราะมันยืนยันว่าการมาฟุตบอลโลกครั้งนี้ไม่ใช่เพียงภารกิจเพิ่มเกียรติประวัติส่วนตัว แต่คือความหมายที่ใหญ่กว่านั้นสำหรับประเทศซึ่งรอคอยโอกาสนี้มาเกือบสามทศวรรษ

 

นอร์เวย์ไม่ได้กลับบ้านพร้อมถ้วยรางวัล แต่กลับไปพร้อมความเชื่อว่าพวกเขาสามารถต่อสู้กับทีมที่ดีที่สุดได้ ส่วนฮาลันด์ก็ออกจากทัวร์นาเมนต์พร้อมสถานะใหม่

 

เขาไม่ได้เป็นเพียงกองหน้าที่แฟนบอลยอมรับในความสามารถอีกต่อไป แต่เป็นซูเปอร์สตาร์ที่ฟุตบอลโลกทำให้ผู้คนได้รู้จัก และหลงรักมากขึ้นกว่าเดิม

 

ฟุตบอลโลกมีพลังในการเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะกับคนดูเสมอ เพราะต่างจากฟุตบอลสโมสรที่แฟนบอลมักมองผู้เล่นผ่านความเป็นคู่แข่ง

 

เวทีทีมชาติเปิดโอกาสให้เราเห็นพวกเขาในบริบทของบ้านเกิด ครอบครัว และความฝัน ฮาลันด์อาจยังไม่ได้คว้าแชมป์โลก และนอร์เวย์อาจยังอยู่ห่างจากทีมมหาอำนาจ

 

แต่ตลอดหลายสัปดาห์ในอเมริกา เขาทำให้เสื้อสีแดงของชาติเล็ก ๆ กลายเป็นหนึ่งในเสื้อที่คนทั่วโลกอยากเห็นต่อไป นั่นอาจเป็นความสำเร็จซึ่งไม่มีถ้วยรางวัลใดใช้วัดได้

 

The Last Dance: ฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายแห่งยุคสมัยของใครหลายคน

 

ฟุตบอลโลกทุกครั้งมีการส่งต่อระหว่างรุ่น แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่การเปลี่ยนผ่านจะชัดเจนเท่าปี 2026 เพราะนี่อาจเป็นเวทีสุดท้ายของนักฟุตบอลผู้ยิ่งใหญ่หลายคน ไม่ว่าจะเป็น ลิโอเนล เมสซี, คริสเตียโน โรนัลโด, ลูกา โมดริช, มานูเอล นอยเออร์ หรือ เนย์มาร์

 

ตลอดเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา คนกลุ่มนี้คือใบหน้าของฟุตบอลโลก พวกเขาทำให้แฟนบอลทั้งโลกเติบโตมาพร้อมกับลูกยิง การเซฟ การแอสซิสต์ และช่วงเวลาที่กลายเป็นประวัติศาสตร์

 

ในบรรดาทั้งหมด เมสซียังคงเป็นศูนย์กลางของเรื่องราว เขาพาอาร์เจนตินาเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศอีกครั้งในวัย 39 ปี และยังคงสร้างความแตกต่างในช่วงเวลาที่ทีมต้องการมากที่สุด

 

เขาอาจไม่ได้วิ่งเร็วเหมือนเมื่อสิบปีก่อน แต่การมองเกม การจ่ายบอล และการตัดสินใจยังคงอยู่ในระดับที่มีนักเตะเพียงไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ทำได้

 

ทุกครั้งที่เมสซีสัมผัสบอล ผู้ชมทั้งสนามยังคงลุกจากเก้าอี้ เพราะรู้ดีว่า ช่วงเวลาพิเศษอาจเกิดขึ้นได้ทุกวินาที

 

ขณะที่อีกฟากหนึ่ง โรนัลโด, โมดริช, นอยเออร์ และเนย์มาร์ ต่างปิดฉากเส้นทางฟุตบอลโลกของตัวเองในรูปแบบที่แตกต่างกัน

 

บางคนจากไปพร้อมความผิดหวัง บางคนจากไปพร้อมเสียงปรบมือ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ พวกเขาทุกคนทิ้งมรดกมหาศาลไว้ให้วงการฟุตบอล

 

คนรุ่นใหม่อย่าง ลามีน ยามาล, จูด เบลลิงแฮม, ฮูเลียน อัลวาเรซ หรือแม้แต่ฮาลันด์ ไม่ได้เข้ามาแทนที่ตำนานเหล่านี้ หากกำลังรับไม้ต่อจากยุคที่นิยามฟุตบอลสมัยใหม่เอาไว้

 

ฟุตบอลโลก 2026 จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันเพื่อหาแชมป์โลก หากยังเป็นพิธีอำลาของยุคสมัยหนึ่งด้วย ภาพของเมสซีเดินจับมือกับลามีน ยามาล หรือการที่แฟนบอลทั้งสนามลุกขึ้นยืนปรบมือให้เหล่าตำนาน คือเครื่องเตือนใจว่า ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่ากาลเวลา

 

แต่ก็มีนักฟุตบอลบางคนที่สามารถฝากร่องรอยไว้กับกาลเวลาได้ตลอดไป เมื่อเสียงนกหวีดสุดท้ายของฟุตบอลโลกครั้งนี้ดังขึ้น มันจึงไม่ใช่เพียงจุดจบของทัวร์นาเมนต์

 

หากเป็นการปิดฉากยุคทองของนักฟุตบอลรุ่นหนึ่ง และเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของเกมลูกหนังโลกอย่างแท้จริง

 

มากกว่าผลการแข่งขัน: ชัยชนะของแฟนบอลทุกคน

 

เมื่อฟุตบอลโลก 2026 เดินทางมาถึงบทสุดท้าย ความทรงจำที่เหลืออยู่จึงไม่ได้มีเพียงทีมแชมป์อย่างสเปน หรือภาพกัปตันทีมอย่าง โรดรี ชูถ้วยท่ามกลางกระดาษสีทอง

 

เคปเวิร์ดทำให้เราเห็นว่าความฝันของชาติเล็กมีที่ทางบนเวทีใหญ่ Americanization ทำให้เราถามว่าฟุตบอลกำลังเปลี่ยนไปมากเพียงใด และอิหร่านแสดงให้เห็นว่า แม้โลกจะขัดแย้งกัน ฟุตบอลยังสร้างพื้นที่ซึ่งคนสามารถยืนอยู่ร่วมกันได้ชั่วคราว

 

นี่อาจไม่ใช่ฟุตบอลโลกที่สมบูรณ์แบบ มันมีเกมที่ถูกรบกวนด้วยอากาศร้อน หรือฝนฟ้าคะนอง มีตารางแข่งขันที่ถูกขับเคลื่อนด้วยธุรกิจ มีพิธีกรรมที่บางคนมองว่าเกินจำเป็น และมีเรื่องการเมืองแทรกอยู่แทบทุกมุม

 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความไม่สมบูรณ์เหล่านี้เองทำให้ฟุตบอลโลก 2026 สะท้อนโลกจริงได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะโลกใบนี้ก็ไม่ได้เรียบง่าย ไม่ได้เป็นหนึ่งเดียว และไม่ได้หยุดทะเลาะกันเพียงเพราะมีการแข่งขันฟุตบอล

 

แต่ตลอดเวลาราว 40 วัน ผู้คนจากหลายภาษา หลายศาสนา หลายแนวคิด และหลายประวัติศาสตร์ ยังนั่งดูเกมเดียวกัน เถียงเรื่องจังหวะเดียวกัน ดีใจกับประตูเดียวกัน และเสียใจกับเสียงนกหวีดสุดท้ายพร้อมกัน

 

นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ฟุตบอลโลกยังคงสำคัญ ไม่ใช่เพราะมันทำให้โลกเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างถาวร แต่เพราะมันทำให้เราเห็นว่า อย่างน้อยเป็นเวลา 90 นาที ความเป็นหนึ่งเดียวนั้นยังเป็นไปได้

 

และนั่นมีคุณค่ามากกว่าผลการแข่งขัน เพราะช่วงเลาเหล่านั้น มันไม่มีใครเป็นผู้แพ้อย่างแท้จริง และผู้ชนะในช่วงเวลาเหล่านั้น คือแฟนบอลทุกคนนั่นเอง

 

ภาพ: Anadolu / Getty Images

The post ความทรงจำของเราที่มีต่อฟุตบอลโลก 2026 ทัวร์นาเมนต์ที่ทิ้งภาพของโลกทั้งใบเอาไว้ในสนามฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
อะไรทำให้ สเปน กลับมาครองแชมป์ฟุตบอลโลกได้อีกครั้ง https://thestandard.co/spain-world-cup-champion-comeback-system/ Mon, 20 Jul 2026 04:22:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1232679 ภาพ โรดรี กัปตันทีมสเปนชูถ้วยฟุตบอลโลกฉลองชัยชนะ

16 ปีหลังจาก อันเดรส อิเนียสตา ยิงประตูในช่วงต่อเวลาพิเ […]

The post อะไรทำให้ สเปน กลับมาครองแชมป์ฟุตบอลโลกได้อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ โรดรี กัปตันทีมสเปนชูถ้วยฟุตบอลโลกฉลองชัยชนะ

16 ปีหลังจาก อันเดรส อิเนียสตา ยิงประตูในช่วงต่อเวลาพิเศษพาสเปนคว้าแชมป์โลกสมัยแรกที่แอฟริกาใต้ เมื่อปี 2010 ประวัติศาสตร์ก็หมุนกลับมาในจังหวะที่คล้ายกันอย่างน่าประหลาด

 

คราวนี้เป็น เฟร์ราน ตอร์เรส ตัวสำรองที่วิ่งเข้ามายิงบอลด้วยความแรง 102 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในนาทีที่ 106 ของการต่อเวลาพิเศษส่งสเปนชนะอาร์เจนตินา 1-0 และกลับขึ้นสู่จุดสูงสุดของโลกฟุตบอลอีกครั้ง

 

แต่ความหมายที่แท้จริงหลังชัยชนะเกมนี้ ไม่ได้เป็นแค่ชัยชนะที่มาจากประตูเพียงประตูเดียว เพราะความสำเร็จของสเปนไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นในวินาทีที่บอลพุ่งผ่าน เอมิเลียโน มาร์ติเนซ

 

หากเกิดจากการสะสมระบบ ความเชื่อ และตัวตนร่วมกันตลอดหลายปีที่ผ่านมา คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า สเปนชนะอาร์เจนตินาได้อย่างไร แต่คืออะไรทำให้พวกเขากลับมาครองความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง

 

หลังยุคทองระหว่างปี 2008-2012 จบลง สเปนเคยหลงทางอยู่พักใหญ่ พวกเขามีการเล่นฟุตบอลแต่ไม่มีความอันตราย มีผู้เล่นเทคนิคสูงแต่ไม่สามารถเปลี่ยนความเหนือกว่าให้เป็นผลการแข่งขันได้

 

กระทั่งการคว้าแชมป์เนชันส์ลีกปี 2023 ต่อด้วยยูโร 2024 และฟุตบอลโลก 2026 แสดงให้เห็นว่า การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แสงวาบชั่วคราว แต่เป็นการฟื้นคืนอำนาจผ่านระบบที่ได้รับการปรับปรุงให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่

 

ตลอดฟุตบอลโลกครั้งนี้ สเปนไม่ได้เป็นทีมที่พึ่งพาซูเปอร์สตาร์เพียงคนเดียว ลามีน ยามาล อาจเป็นใบหน้าของเจเนอเรชันใหม่ แต่เขาไม่จำเป็นต้องแบกทั้งทีมเหมือนที่หลายชาติฝากชะตาไว้กับผู้เล่นเพียงคนเดียว

 

มิเกล โอยาร์ซาบาล จบทัวร์นาเมนต์ในฐานะดาวซัลโวของทีมด้วย 5 ประตู ขณะที่ผู้เล่นเจ็ดคนมีชื่อทำประตู และในนัดชิง ผู้ตัดสินเกมกลับเป็นตัวสำรองอย่าง นิโก วิลเลียมส์ กับ เฟร์ราน ตอร์เรส

 

นี่คือภาพของทีมที่มีโครงสร้างแข็งแรงพอจะทำให้ทุกคนมีความหมาย และทำให้การเปลี่ยนตัวไม่ใช่การลดระดับ แต่เป็นการเปลี่ยนอาวุธ

 

หลุยส์ เด ลา ฟวนเต เรียกทีมชุดนี้ว่า “ครอบครัว” คำดังกล่าวอาจฟังดูเป็นภาษาฟุตบอลที่ถูกใช้บ่อยเกินไป แต่ในกรณีของสเปน มันสะท้อนออกมาผ่านรายละเอียดจริง

 

ผู้เล่นจำนวนมากเดินทางมาถึงทัวร์นาเมนต์พร้อมคำถามเรื่องสภาพร่างกาย โรดรีเพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บรุนแรง ฟาเบียน รุยซ์ ผ่านฤดูกาลที่ไม่ต่อเนื่อง นิโก วิลเลียมส์ กลัวว่าตัวเองอาจพลาดฟุตบอลโลก ส่วนเฟร์รานเคยรู้สึกว่าชะตาไม่เข้าข้างจากการชนคานและถูกริบประตู

 

แต่ทีมนี้ไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนสมบูรณ์แบบ พวกเขาเพียงต้องการให้ทุกคนเชื่อในบทบาทของตัวเอง

 

และหากต้องเลือกผู้เล่นที่อธิบายความสำเร็จของสเปนได้ดีที่สุด คนนั้นคือ โรดรี กัปตันทีมและเจ้าของรางวัลโกลเดนบอล เขาไม่ทำประตู ไม่มีแอสซิสต์ และไม่สร้างภาพจำแบบนักเตะแนวรุก แต่เขาคือจุดที่ทุกอย่างเริ่มต้นและสิ้นสุด

 

โรดรีช่วยให้สเปนครองบอลอย่างมีจุดหมาย คุมจังหวะให้ทีมไม่เร่งจนเสียสมดุล และเป็นคนแรกที่หยุดเกมรุกของคู่แข่งก่อนบอลจะเดินทางไปถึงแนวรับ

 

นี่คือฟุตบอลของสเปนในเวอร์ชันที่โตขึ้น พวกเขายังรักการครองบอล แต่ไม่ได้ครองเพื่อความสวยงามเท่านั้น หากครองเพื่อปิดทางเลือกของคู่แข่ง

 

ในนัดชิง อาร์เจนตินาพยายามใช้ความแข็งแกร่งและการปะทะรบกวนจังหวะของสเปน เลอันโดร ปาเรเดส ถึงกับใช้การชนจากด้านหลังเพื่อหยุดโรดรี แต่ทุกครั้งที่เขาลุกขึ้น สเปนก็กลับมาคุมเกมเหมือนเดิม

 

พวกเขาบีบพื้นที่สูง ตัดเส้นทางส่งบอลไปหา ลิโอเนล เมสซี และบังคับให้อาร์เจนตินาอยู่กับบอลเพียง 34.9 เปอร์เซ็นต์

 

ความสำคัญของโรดรีจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนครั้งที่เขาสัมผัสบอล แต่อยู่ที่การทำให้คู่แข่งรู้สึกว่าไม่มีพื้นที่ใดปลอดภัยสำหรับการเล่นฟุตบอล

 

สเปนชุดนี้อาจถูกจดจำจากการครองบอลและการผ่านบอล แต่รากฐานที่แท้จริงของแชมป์โลกคือเกมรับ พวกเขาเสียเพียงประตูเดียวตลอดแปดนัด และเก็บคลีนชีตได้ถึงเจ็ดเกม

 

อูไน ซิมอน คว้ารางวัลถุงมือทองคำ ขณะที่ เปา กูบาร์ซี กองหลังวัย 19 ปี ได้รับรางวัลผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยม กูบาร์ซีไม่เพียงป้องกันได้อย่างสงบนิ่ง แต่ยังกลายเป็นผู้เล่นคนที่สองนับตั้งแต่ปี 1966 ที่ผ่านบอลสำเร็จมากกว่า 100 ครั้งในนัดชิงฟุตบอลโลก ตัวเลขนี้อธิบายว่าสเปนมองเกมรับต่างจากหลายทีมอย่างไร

 

สำหรับพวกเขา กองหลังไม่ได้มีหน้าที่เพียงหยุดคู่แข่ง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการควบคุมเกม การมี กูบาร์ซี กับ อายเมริก ลาปอร์ต ซึ่งกล้าถือบอลและจ่ายผ่านแนวเพรส ทำให้แดนกลางสามารถยืนสูงขึ้น

 

ฟูลแบ็กอย่าง เปโดร ปอร์โร และ มาร์ก กูกูเรยา จึงเติมเกมได้อย่างอิสระมากขึ้น เมื่อทุกคนเชื่อว่าพื้นที่ด้านหลังถูกป้องกันอย่างเป็นระบบ

 

เกมรุกก็มีความกล้าเสี่ยงมากกว่าเดิม นี่คือเหตุผลที่สเปนสามารถโจมตีต่อเนื่องโดยไม่เสียความมั่นคง และเป็นหนึ่งในไม่กี่ทีมที่ดูเหมือนคุมเกมได้ทั้งตอนมีบอลและไม่มีบอล

 

ชัยชนะเหนืออาร์เจนตินาไม่ได้เกิดจากการรับมือผู้เล่นทั่วไป แต่เกิดจากการทำให้หนึ่งในนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แทบไม่มีอิทธิพลต่อเกม

 

เมสซีสัมผัสบอลเพียงครั้งเดียวใน 15 นาทีแรก และจบครึ่งแรกด้วยจำนวนการสัมผัสบอลต่ำที่สุดของตัวเองในฟุตบอลโลกสามสมัยหลัง

 

สเปนใช้แนวรับสูงบีบพื้นที่ให้แคบ โรดรีตามปิดช่องระหว่างไลน์ และเมื่อเมสซีถอยออกไปทางขวาเหมือนที่เคยทำลายอังกฤษ พวกเขาก็ซ้อนผู้เล่นสองคนทันที

 

อาร์เจนตินาเคยใช้เมสซีเป็นทางออกจากเกมที่ติดขัดได้เสมอ แต่ในนัดชิง การพึ่งพาผู้เล่นวัย 39 ปีมากเกินไปกลับกลายเป็นข้อจำกัด เมื่อเขาถูกตัดออกจากเกม ทีมของ ลิโอเนล สกาโลนี ก็แทบไม่มีแผนสำรอง

 

อาร์เจนตินาไม่มีโอกาสยิงในครึ่งแรก และต้องรอถึงนาทีที่ 117 จึงมีความพยายามครั้งแรกที่พอเรียกได้ว่าเป็นการคุกคาม ความสำเร็จของสเปนจึงไม่ใช่เพียงการหยุดเมสซี แต่คือการทำให้โครงสร้างทั้งทีมของแชมป์เก่าไม่มีพื้นที่ทำงาน

 

นัดชิงเต็มไปด้วยการปะทะ เกมหยุดเป็นระยะ และความพยายามของอาร์เจนตินาที่จะดึงสเปนออกจากจังหวะถนัด อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ เข้าบอลหนักตั้งแต่ต้น นิโกลัส ตาเยาฟิโก พยายามหยุดยามาลด้วยการฟาวล์

 

ขณะที่ปาเรเดสและนักเตะอีกหลายคนใช้ความแข็งกร้าวกดดันคู่แข่ง เกมลักษณะนี้อาจทำให้ทีมที่ต้องการเล่นฟุตบอลต่อบอลเสียสมาธิ แต่สเปนไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์ พวกเขายังคงส่งบอล ยังคงเพรส และยังคงรอให้เกมเปิดออก

 

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อ เอ็นโซ เฟร์นานเดซ ได้รับใบเหลืองที่สองจากการพุ่งเข้าใส่กูบาร์ซีในช่วงท้ายเวลาปกติ การตัดสินใจดังกล่าวไม่เพียงทำให้อาร์เจนตินาเหลือ 10 คน แต่ยังทำให้แผนการเล่นที่เน้นทำลายจังหวะย้อนกลับมาลงโทษตัวเอง

 

จากนั้น สเปนไม่รีบร้อนโจมตีแบบไร้ระบบ พวกเขาค่อย ๆ บีบพื้นที่ สร้างโอกาส และรอจังหวะที่เหมาะสม ความอดทนนี้คือความแตกต่างระหว่างทีมที่อยากชนะเร็ว กับทีมที่เชื่อว่าหากทำสิ่งเดิมถูกต้องต่อไป ชัยชนะจะมาถึงเอง

 

เด ลา ฟวนเต แสดงให้เห็นอีกครั้งว่า การบริหารทัวร์นาเมนต์ไม่ได้วัดจากการเลือกตัวจริงที่ดีที่สุดเพียง 11 คน แต่จากการทำให้ผู้เล่นทั้งทีมพร้อมเปลี่ยนเกม

 

เปดรีลงมาเพิ่มพลังงาน เฟร์รานเพิ่มความเร็ว นิโก วิลเลียมส์ ขยายสนามทางซ้าย และ มิเกล เมริโน สร้างความอันตรายในกรอบเขตโทษ

 

การเปลี่ยนตัวเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนรูปเกมให้อาร์เจนตินาต้องป้องกันพื้นที่กว้างขึ้นและวิ่งมากขึ้นในช่วงที่ความเหนื่อยล้าเริ่มครอบงำ

 

ประตูชัยจึงเป็นผลผลิตของทั้งระบบ ปอร์โรเปิดบอลลึกจากด้านขวา นิโก วิลเลียมส์โหม่งย้อนกลับเข้ากลาง และเฟร์ราน ตอร์เรสวิ่งเข้ามายิงอย่างเด็ดขาด

 

ทุกคนในจังหวะนั้นมีบทบาทแตกต่างกัน และไม่มีใครเป็นดาวเด่นเพียงลำพัง มันคือประตูที่อธิบายทีมชุดนี้ได้สมบูรณ์ที่สุด ผู้เล่นจากตัวจริงสร้างจุดเริ่ม ผู้เล่นสำรองเชื่อมต่อการโจมตี และคนที่เคยต้องรอโอกาสกลายเป็นฮีโร่ของชาติในวินาทีที่สำคัญที่สุด

 

สเปนชุดปี 2026 ไม่ได้พยายามสร้างทีมปี 2010 ขึ้นมาใหม่ แม้ทั้งสองทีมจะชนะรอบชิงด้วยสกอร์ 1-0 ในช่วงต่อเวลา และมีการครองบอลเป็นหัวใจเหมือนกัน

 

แต่ฟุตบอลของสเปนยุคใหม่มีความเร็วมากกว่า มีการเพรสที่ดุดันกว่า และกล้าใช้เกมริมเส้นมากกว่าเดิม ยามาล, นิโก วิลเลียมส์ และฟูลแบ็กสองข้างทำให้สนามกว้าง

 

ขณะที่โรดรีกับฟาเบียนช่วยให้ทีมยังคงควบคุมพื้นที่ตรงกลาง นี่ไม่ใช่ติกิ-ตากาแบบเดิม แต่เป็นการนำหลักการเดิมมาปรับให้เข้ากับเกมยุคปัจจุบัน

 

การไม่ยึดติดกับอดีตคือหนึ่งในเหตุผลที่สเปนกลับมายิ่งใหญ่ พวกเขาไม่พยายามค้นหา ชาบี คนใหม่ หรือ อิเนียสตา คนใหม่ แต่สร้างโครงสร้างที่ทำให้โรดรี, โอลโม, ยามาล, กูบาร์ซี และผู้เล่นแต่ละคนได้เป็นตัวเอง

 

ฟุตบอลของพวกเขาจึงมีรากฐานจากปรัชญาเดิม แต่ไม่ถูกขังอยู่ในความสำเร็จเก่า นั่นทำให้การกลับมาครั้งนี้ดูยั่งยืนกว่าการฟื้นคืนฟอร์มชั่วคราว

 

ท้ายที่สุด สเปนกลับมาครองความยิ่งใหญ่ได้เพราะพวกเขามีทุกองค์ประกอบที่ทีมแชมป์ต้องการ มีผู้เล่นยอดเยี่ยม แต่ไม่ตกเป็นทาสของซูเปอร์สตาร์ มีปรัชญาชัดเจน แต่ไม่แข็งทื่อ มีตัวจริงแข็งแกร่ง แต่ตัวสำรองพร้อมสร้างความแตกต่าง มีเกมรุกที่กล้าเล่น และเกมรับที่ทำให้ความกล้านั้นไม่กลายเป็นความประมาท ที่สำคัญที่สุด พวกเขามีความเชื่อร่วมกันว่าการเล่นในแบบของตัวเองสำคัญกว่าการเปลี่ยนตัวตนเพื่อรับมือคู่แข่ง

 

เมื่อโรดรียกถ้วยฟุตบอลโลกขึ้นเหนือศีรษะ สเปนไม่ได้ฉลองเพียงแชมป์โลกสมัยที่สอง แต่ฉลองการพิสูจน์ว่า ฟุตบอลที่ยึดมั่นในระบบ ความอดทน และทีมเวิร์กยังสามารถชนะได้ในยุคที่การแข่งขันเต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์

 

หลังผ่าน 38 เกมโดยไม่แพ้ คว้าเนชันส์ลีก ยูโร และฟุตบอลโลกต่อเนื่องกัน คำถามว่าอะไรทำให้สเปนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งจึงอาจมีคำตอบเรียบง่ายที่สุด

 

นั่นคือ พวกเขาไม่เคยรอให้ฮีโร่คนใดมาช่วยทีม แต่สร้างทีมที่พร้อมทำให้ใครสักคนกลายเป็นฮีโร่ได้เสมอ

 

ภาพ: Carl Recine / Getty Images

อ้างอิง:

 

The post อะไรทำให้ สเปน กลับมาครองแชมป์ฟุตบอลโลกได้อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สเปนทำยังไงถึงชนะฝรั่งเศส ทีมที่ดีที่สุดในฟุตบอลโลกครั้งนี้ https://thestandard.co/spain-france-world-cup-strategy/ Wed, 15 Jul 2026 04:09:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1230871 คีลิยัน เอ็มบัปเป้ และ ลามีน ยามาล มองดูการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026

ก่อนเกมรอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2026 แทบทุกบทวิเคราะห์ชี […]

The post สเปนทำยังไงถึงชนะฝรั่งเศส ทีมที่ดีที่สุดในฟุตบอลโลกครั้งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คีลิยัน เอ็มบัปเป้ และ ลามีน ยามาล มองดูการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026

ก่อนเกมรอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2026 แทบทุกบทวิเคราะห์ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ฝรั่งเศสคือทีมที่สมบูรณ์แบบที่สุดของทัวร์นาเมนต์

 

พวกเขามี คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่กำลังลุ้นดาวซัลโว, อุสมาน เดมเบเล่ เจ้าของบัลลงดอร์, ไมเคิล โอลิเซ เพลย์เมกเกอร์ที่ฟอร์มร้อนแรงที่สุดคนหนึ่งของโลก รวมถึงแนวรับที่เสียประตูน้อยและผ่านคู่แข่งมาแบบแทบไม่สะดุด

 

หลายคนมองว่า หากมีทีมไหนจะหยุดฝรั่งเศสได้ คงต้องอาศัยเกมที่สมบูรณ์แบบเกือบไร้ที่ติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่ดัลลัส กลับเหนือกว่านั้น

 

สเปนไม่ได้แค่ชนะ พวกเขาทำให้ทีมที่หลายคนยกย่องว่าให้ดีที่สุดในฟุตบอลโลกครั้งนี้เล่นไม่ออก เพราะแม้จะดูเหมือนเป็นเกมธรรมดาเกมหนึ่ง แต่ชัยชนะ 2-0 ไม่ได้สะท้อนแค่สกอร์ แต่มันสะท้อนความเหนือกว่าแทบทุกมิติของเกม

 

สเปนไม่ได้ชนะด้วยความมหัศจรรย์ แต่ชนะด้วยการควบคุมทุกอย่าง หากดูเฉพาะผลการแข่งขัน หลายคนอาจคิดว่าเกมค่อนข้างสูสี แต่เมื่อดูรายละเอียด จะพบว่ามันแทบไม่ใช่แบบนั้นเลย

 

ฝรั่งเศสมีโอกาสยิงตรงกรอบครั้งแรกในนาทีที่ 81 ตลอดทั้งเกม พวกเขาสร้างค่า xG หรือค่าความน่าจะทำประตูได้ ได้เพียง 0.3 ซึ่งเป็นตัวเลขต่ำที่สุดของทีมในรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกนับตั้งแต่บราซิลพบสวีเดนในปี 1994

 

เอ็มบัปเป้สัมผัสบอลในเขตโทษน้อยจนน่าตกใจ เดมเบเล่หายไปจากเกม โอลิเซ ซึ่งเป็นหัวใจของเกมรุกฝรั่งเศส ถูกตัดออกจากเกมแทบทั้งหมด

 

นี่ไม่ใช่วันที่แนวรุกฝรั่งเศสฟอร์มตกพร้อมกัน แต่มันคือวันที่สเปนไม่อนุญาตให้พวกเขาเล่นฟุตบอลในแบบที่ต้องการ

 

แม้หลายคนคาดหวังการดวลกันระหว่าง ลามีน ยามาล กับ เอ็มบัปเป้ ในเกมนี้ แต่แท้จริงแล้ว มันถูกตัดสินกันที่พื้นที่ตรงกลางสนาม

 

โรดรี, ฟาเบียน รุยซ์ และ ดานี โอลโม เล่นงาน ออเรเลียง ชูอาเมนี กับ อาเดรียง ราบิโอต์ อย่างต่อเนื่อง

 

โอลโมไม่ได้ยืนเป็นหมายเลข 10 แบบเดิมตลอดเวลา เขาถอยต่ำลงมารับบอล สร้างสถานการณ์ 3 ต่อ 2 ในแดนกลาง บังคับให้กองหลังฝรั่งเศสต้องตัดสินใจว่าจะดันขึ้นมาประกบ หรือปล่อยให้เขาหมุนตัวเล่น ไม่ว่าฝรั่งเศสจะเลือกทางไหน สเปนก็ได้เปรียบ

 

เมื่อโรดรีมีเวลาเล่นบอล สเปนก็สามารถเปลี่ยนจังหวะจากการต่อบอลสั้น ไปเป็นการเจาะพื้นที่ด้านข้างได้ทันที และเมื่อฝรั่งเศสเริ่มไล่ไม่ทัน พวกเขาก็เสียการควบคุมเกมทั้งหมด

 

เอ็มบัปเป้ยอมรับหลังเกมอย่างตรงไปตรงมาว่า “เราปล่อยให้สเปนมีผู้เล่นมากกว่าในแดนกลาง และกับทีมแบบสเปน นั่นคือปัญหาใหญ่”

 

โรดรีคือคนที่ทำให้ทุกอย่างง่าย หากต้องเลือกผู้เล่นที่สำคัญที่สุดในเกมนี้ คงไม่ใช่คนทำประตู แต่คือ โรดรี เพราะตลอด 90 นาที เขาแทบไม่เคยอยู่ผิดตำแหน่ง

 

เมื่อฝรั่งเศสพยายามสวนกลับ เขาเป็นคนตัดเกม เมื่อสเปนต้องการเร่งจังหวะ เขาเป็นคนเปลี่ยนสปีด เมื่อเกมเริ่มวุ่นวาย เขาคือคนทำให้ทุกอย่างกลับมาสงบอีกครั้ง

 

นี่คือสิ่งที่ทำให้โรดรีแตกต่างจากมิดฟิลด์คนอื่น เขาไม่ได้แค่เล่นดี แต่ทำให้ทุกคนรอบตัวเล่นง่ายขึ้น หลายคนเคยตั้งคำถามหลังเขาบาดเจ็บยาวว่า จะกลับมาเป็นร็อดรีคนเดิมได้หรือไม่ แต่เกมนี้ให้คำตอบทั้งหมด

 

ด้าน ลามีน ยามาล ก่อนรอบรองชนะเลิศ หลายคนรู้สึกว่าเชายังไม่ได้เล่นในระดับที่ทุกคนคาดหวัง แต่ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต พูดไว้ก่อนเกมว่า “วันที่ดีที่สุดของเขาในฟุตบอลโลกครั้งนี้ กำลังจะมาถึง”

 

แม้ยามาลจะไม่มีชื่อเป็นผู้ทำประตู แต่เขาคือจุดเริ่มต้นของแทบทุกปัญหาที่ฝรั่งเศสต้องเจอ

 

เขาบีบให้ ลูกาส ดีญ ทำฟาวล์จนเสียจุดโทษ เขาบังคับให้แนวรับฝรั่งเศสต้องถอยลึก และทำให้ฝั่งซ้ายของฝรั่งเศสกลายเป็นพื้นที่ที่สเปนโจมตีซ้ำแล้วซ้ำอีก

 

ในที่สุด ดีญ ก็ถูกเปลี่ยนตัวออก ไม่ใช่เพราะเล่นแย่เพียงอย่างเดียว แต่เพราะเขารับมือเด็กวัย 19 ปีไม่ไหว

 

ขณะที่ประตูของ เปโดร ปอร์โร อาจเป็นหนึ่งในประตูที่สวยที่สุดของฟุตบอลโลกครั้งนี้ แต่ความสวยไม่ได้อยู่ที่การยิง มันอยู่ที่กระบวนการ

 

ดานี โอลโม ถอยต่ำ ดึงกองกลางฝรั่งเศสออกจากตำแหน่ง เปโดร ปอร์โร เติมจากแบ็กขวา ฝรั่งเศสไม่มีใครตาม

 

หนึ่งจังหวะชิ่ง, หนึ่งจังหวะวิ่ง, หนึ่งจังหวะจบ ทุกอย่างเกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ที่ซ้อมมาอย่างชัดเจน ไม่มีใครฝืนเล่น, ไม่มีใครพยายามเป็นฮีโร่ นี่แสดงถึงความเป็นระบบของฟุตบอลสเปน

 

หลายคนเพิ่งรู้สึกว่าสเปน ‘เก่ง’ แต่ความจริงคือ ทีมชุดนี้ถูกสร้างมาหลายปีแล้ว

 

เด ลา ฟวนเต ไม่ได้เข้ามาพร้อมชื่อเสียงระดับโลก วันที่สมาคมฟุตบอลสเปนแต่งตั้งเขาในปี 2022 หลายคนถึงกับถามว่า “หลุยส์ เด ลา ไหนนะ?” แต่สิ่งที่เขามีคือเวลาและประสบการณ์

 

เขาคุมทีมเยาวชนสเปนมาทุกระดับ โรดรี, โอยาร์ซาบาล, ดานี โอลโม, อูไน ซิมอน และ มิเกล เมริโน ต่างเติบโตมากับเขา พวกเขาไม่ได้เพิ่งมาเรียนรู้กันในทีมชาติชุดใหญ่ แต่ใช้เวลาร่วมกันมาเกือบสิบปี

 

นั่นทำให้สเปนไม่ได้เป็นเพียงทีมรวมดาว แต่เป็นครอบครัวฟุตบอลที่เข้าใจกันโดยธรรมชาติ เด ลา ฟวนเต บอกหลังเกมว่า “เรากลับไปมีจิตวิญญาณแบบปี 2010 อีกครั้ง”

 

คำพูดนั้นไม่ใช่การเปรียบเทียบเรื่องคุณภาพนักเตะ แต่คือการพูดถึงวัฒนธรรมของทีม ทีมที่ทุกคนพร้อมเสียสละ แม้คนที่ไม่ได้ลงเล่น ยังอยู่ซ้อมต่อหลังจบเกม

 

ยังมีอีก 1 คพถาม นั่นคือ ‘ทำไมฝรั่งเศส ทีมที่ดีที่สุด ถึงแพ้ได้ง่ายขนาดนี้’ คำตอบไม่ใช่เพราะฝรั่งเศสเล่นแย่ แต่เพราะพวกเขาเจอทีมที่เข้าใจตัวเองมากกว่า

 

ฝรั่งเศสมีนักเตะระดับโลกมากกว่า มีเกมรุกที่อันตรายกว่า มีความสามารถเฉพาะตัวเหนือกว่า แต่ฟุตบอลระดับนี้ไม่ได้ตัดสินกันด้วยรายชื่อ มันตัดสินกันด้วยโครงสร้าง

 

ด้วยระยะห่างระหว่างผู้เล่น ด้วยการยืนตำแหน่ง ด้วยการเคลื่อนที่โดยไม่ต้องใช้บอล และด้วยการตัดสินใจที่ถูกต้องครั้งแล้วครั้งเล่า

 

เอียน ไรท์ สรุปเกมนี้ได้ดีที่สุดว่า “มันคือโครงสร้างทีมที่ชนะความสามารถเฉพาะตัว”

 

ตลอดฟุตบอลโลกครั้งนี้ หลายคนจับตามองฝรั่งเศส พูดถึงเอ็มบัปเป้ พูดถึงเดมเบเล่ พูดถึงแนวรุกที่ยิงประตูเป็นกอบเป็นกำ จนลืมมองทีมที่ไม่แพ้ใครมา 37 นัดติดต่อกัน

 

ทีมที่เป็นแชมป์ยูโร ทีมที่เสียประตูเพียงลูกเดียวตลอดทัวร์นาเมนต์ ทีมที่เก็บคลีนชีตได้ถึง 6 นัด และทีมที่แทบไม่เคยเสียการควบคุมเกมให้ใคร

 

บางที สเปนอาจไม่ได้เพิ่งกลายเป็นทีมที่ดีที่สุดของโลก พวกเขาเป็นแบบนั้นมาสักพักแล้ว เพียงแต่ทุกคนมัวแต่มองไปทางฝรั่งเศส จนลืมมองทีมที่กำลังสร้างบางสิ่งอย่างเงียบ ๆ

 

วันนี้ไม่มีใครตั้งคำถามอีกแล้วว่า สเปนดีพอจะเป็นแชมป์โลกหรือไม่ คำถามที่เหลืออยู่มีเพียงข้อเดียว ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรืออาร์เจนตินาในรอบชิงชนะเลิศ

 

จะมีใครหยุดทีมที่เล่นฟุตบอลได้สมบูรณ์แบบที่สุดของโลกในเวลานี้ได้หรือไม่

 

อ้างอิง

 

ภาพ: Hector Vivas – FIFA / Getty Images

The post สเปนทำยังไงถึงชนะฝรั่งเศส ทีมที่ดีที่สุดในฟุตบอลโลกครั้งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Football Fact of the Year 2024 โลกฟุตบอลเกิดอะไรขึ้นบ้าง…ในปี 2024 https://thestandard.co/football-fact-of-the-year-2024/ Sun, 29 Dec 2024 03:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1025148

ในวันที่โลกกำลังโคจรเข้าสู่ปี 2025   หากได้นั่งคิด […]

The post Football Fact of the Year 2024 โลกฟุตบอลเกิดอะไรขึ้นบ้าง…ในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในวันที่โลกกำลังโคจรเข้าสู่ปี 2025

 

หากได้นั่งคิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกฟุตบอล (ระดับโลก) ตลอดปี 2024 จะเห็นว่าตลอดปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น

 

  • เลเวอร์คูเซนคว้าแชมป์ลีกสมัยแรกแบบไร้พ่าย
  • แมนฯ ซิตี้ แชมป์ลีก 4 สมัยติด…ก่อนเผชิญวิกฤตหนักในปัจจุบัน
  • เมสซียังท็อปฟอร์มกับอาร์เจนตินา
  • โรดรีได้บัลลงดอร์ไปครอง

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงโมเมนต์สำคัญบางส่วนเท่านั้น เพราะเหตุการณ์สำคัญๆ ที่น่าสนใจ THE STANDARD SPORT มัดรวมเอาไว้ให้ทุกท่านแล้ว

 

แมนฯ ซิตี้

 

แมนฯ ซิตี้ ทีมแรกของอังกฤษคว้าแชมป์ลีก 4 สมัยติด

 

ย้อนกลับไปช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา แมนฯ ซิตี้ ในฐานะแชมป์เก่า ถูกอาร์เซนอลของ มิเกล อาร์เตตา ท้าทายบัลลังก์แชมป์ลีกอย่างหนัก จนกระทั่งถึง MatchDay ที่ 33 ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่ท็อปฟอร์มมาตลอดนับตั้งแต่เดือนมกราคม มาแซงขึ้นจ่าฝูงได้ในที่สุด

 

แม้ต้องไปลุ้นแชมป์ถึงนัดสุดท้ายของฤดูกาล แต่ชัยชนะของแมนฯ ซิตี้ เหนือเวสต์แฮม 3-1 ทำให้พวกเขาได้ชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก และนับเป็นทีมแรกแห่งเกาะอังกฤษที่ได้แชมป์สมัยที่ 4 ติดต่อกัน

 

อย่างไรก็ตาม ถัดจากวันชื่นคืนสุขไม่กี่เดือน… แมนฯ ซิตี้ในทีมงานเดียวกันนี้ กลับไม่สามารถเร่งเครื่องทำผลงานได้ดีเหมือนเก่า หลังจากไร้ชัยชนะเป็นเวลาหลายนัด จนสร้างสถิติที่ไม่น่าจดจำมากมาย ซึ่งยังต้องติดตามต่อไปว่าในระยะยาวนี้ เป๊ปที่เพิ่งสลัดน้ำหมึกต่อสัญญากับทีมไป จะทำทัพเรือใบให้กลับมาแล่นฉิวเหมือนเดิมได้หรือไม่

 


 

ชาบี อลอนโซ

 

ชาบี อลอนโซ เสกให้เลเวอร์คูเซนกลายเป็นแชมป์ไร้พ่าย

 

การกระชากแชมป์มาจากพี่เสือ ‘บาเยิร์น มิวนิก’ หนึ่งในทีมดังที่ครองแชมป์บุนเดสลีกามายาวนานกว่า 11 ฤดูกาลนั้นเป็นเรื่องยากมาก

 

แต่ ชาบี อลอนโซ ทำได้! และไม่ได้ทำแค่การพาไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ครองแชมป์ลีก ซึ่งนับเป็นแชมป์สมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ชาบียังทำให้ทัพนายห้างขายยาทีมนี้กลายเป็นทีมไร้พ่าย กับผลงานชนะ 28 เสมอ 6 จากทั้งหมด 34 แมตช์ นับว่าสุดยอดมากๆ

 


 

สเปน

 

สเปนกลับมาทวงบัลลังก์เจ้าแห่งยุโรป!

 

ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ยูโร 2024 ทีมชาติสเปนในมือของ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ เป็นม้านอกสายตาของแฟนบอลพอสมควร จนถูกยกให้เป็นตัวเต็งแชมป์ลำดับ 5-6 ตั้งแต่ก่อนการแข่งขันจะเริ่ม

 

แต่เมื่อเกมเริ่ม…และผ่านรอบแบ่งกลุ่มมา สเปนกลับมาอยู่ในความสนใจของแฟนๆ อีกครั้ง จนหลายคนยกให้ทัพกระทิงดุที่โดดเด่นไม่น้อยในทัวร์นาเมนต์นี้ มีโอกาสเป็นแชมป์สูงไม่แพ้ทีมใด

 

จนในที่สุดทีมชาติสเปนหักด่านอังกฤษในเกมรอบชิงฯ 2-1 พร้อมคว้าแชมป์ยูโรไปครองสุดยิ่งใหญ่

 


 

โธมัส ทูเคิล

 

โธมัส ทูเคิล นายใหญ่คนใหม่แห่งทีมชาติอังกฤษ

 

หลังจากพลาดโอกาสพาทีมชาติอังกฤษคว้าแชมป์ยูโรอย่างน่าผิดหวัง ทั้งที่มาถึงนัดชิงฯ ได้ 2 ครั้งติดต่อกัน สำหรับทัพสิงโตคำรามในมือของ แกเร็ธ เซาท์เกต ซึ่งเจ้าตัวเลือกก้าวลงจากตำแหน่งกุนซือในเวลาต่อมา

 

และนับจากนั้นไม่กี่เดือน ทีมชาติอังกฤษได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยการแต่งตั้ง โธมัส ทูเคิล เข้ามารับงานกุนซือคนใหม่ของทีม ทำให้กลายเป็นกุนซือชาวเยอรมนีคนแรกที่จะได้คุมทีมชาติอังกฤษ และเป็นชาวต่างชาติในรอบ 12 ปี ถัดจาก ฟาบิโอ คาเปลโล ที่ได้ขึ้นหลังสิงโตในฐานะกุนซือของทีม

 

โดยภารกิจใหญ่ของทูเคิลกับทัพสิงโตคำราม (เบื้องต้น) คือการพาทีมฝ่าด่านรอบคัดเลือกเพื่อไปเล่นในศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เป็นเจ้าภาพร่วม

 


 

เอ็มบัปเป

 

สานฝันประธานเป้! ในที่สุดเอ็มบัปเปก็ได้สวมเสื้อราชันชุดขาว

 

เคสนี้เป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจ แต่เกิดขึ้นกับตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์ 2024/25 เมื่อ คีเลียน เอ็มบัปเป ดาวยิงทีมชาติฝรั่งเศส ได้ฤกษ์เปิดตัวกับเรอัล มาดริด สุดยิ่งใหญ่ ในสนามซานติอาโกเบร์นาเบว หลังปฏิเสธต่อสัญญากับปารีส แซงต์ แชร์กแมง นั่นทำให้การย้ายทีมครั้งนี้ของเขาเป็นการย้ายแบบไร้ค่าตัว พร้อมเซ็นสัญญายาว 5 ปี (ถึงปี 2029) ฟันค่าเหนื่อย 15 ล้านยูโรต่อปี

 


 

เจอร์เกน คล็อปป์ อำลาลิเวอร์พูล

 

ปิดฉาก 9 ปี เจอร์เกน คล็อปป์ อำลาลิเวอร์พูล เปิดทางสู่ยุคสมัยแห่งความร้อนแรงของ อาร์เน สลอต

 

นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในถิ่นแอนฟิลด์ช่วงปีที่ผ่านมา นั่นคือการอำลาทีมของ เจอร์เกน คล็อปป์ นายใหญ่ชาวเยอรมนีที่ตัดสินใจพักงานจากวงการฟุตบอล หลังคุมทีมหงส์แดงมายาวนานกว่า 9 ปี พาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และแชมป์พรีเมียร์ลีกที่สโมสรรอคอยกันมานานกว่า 30 ปี

 

อย่างไรก็ตาม อาร์เน สลอต กุนซือชาวดัตช์วัย 46 ปี ที่ตัดสินใจแยกทางกับเฟเยนูร์ด เพื่อมาเซ็นสัญญารับงานคุมทีมลิเวอร์พูลแบบไม่ได้ถูกคาดหวัง กลับทำผลงานได้อย่างร้อนแรง ชนิดที่กลายเป็นทีมที่ยากต่อการต่อกรในเวลานี้

 

เพราะอาร์เนพาทีมบินสูงด้วยการยึดอันดับ 1 ใน UCL และพรีเมียร์ลีก กับฟอร์มขั้นเทพ ทั้งที่เสริมทัพในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์ไม่กี่คนเท่านั้น แต่ขุมกำลังที่เป็นมรดกจากคล็อปป์ อาร์เนสามารถปลูกปั้นและเรียกศักยภาพนักเตะในภาพรวมให้ทำผลงานอย่างยอดเยี่ยม และกลายเป็นทีมเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกในเวลานี้

 


 

ดราม่าบัลลงดอร์

 

ดราม่าบัลลงดอร์ ที่สุดท้ายตกเป็นของโรดรี และวินิได้นักเตะยอดเยี่ยมฟีฟ่าท้ายปี

 

นับเป็นอีกหนึ่งการประกาศผลรางวัลบัลลงดอร์ที่มีดราม่าใหญ่ครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้

 

ท่ามกลางการลุ้นอย่างหนักว่าใครจะได้รางวัลลูกบอลทองคำไปครอง ระหว่าง ‘วินิซิอุส จูเนียร์’ แห่งเรอัล มาดริด และ ‘โรดรี’ จอมทัพผู้เป็นหัวใจของแมนฯ ซิตี้และทีมชาติสเปน

 

ที่สุดท้ายแล้วบัลลงดอร์ปี 2024 ตกเป็นของโรดรี ที่ได้รับผลโหวตเหนือวินิเพียง 41 คะแนนเท่านั้น โดยตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา กองกลางรายนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่พาแมนฯ ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก (สมัยที่ 4 ติดต่อกัน), แชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพ, แชมป์สโมสรโลก และพาทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ยูโร รวมถึงรางวัลส่วนบุคคลอย่างนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์

 

และจากเหตุการณ์นี้พบปมที่ทำให้เห็นเหตุดราม่าตั้งแต่ก่อนงานประกาศรางวัล เพราะฝั่งเรอัล มาดริด ไม่ส่งนักเตะหรือคนของสโมสรเข้าร่วมแม้แต่คนเดียว เหตุเพราะไม่พอใจในเกณฑ์ตัดสิน และมองว่าผู้จัดไม่ให้เกียรติกับทีม เพราะสโมสรมองว่าหากวินิไม่ได้เป็นผู้ชนะ รางวัลนี้ก็ควรจะตกเป็นของ ดานี การ์บาฆาล ที่ประสบความสำเร็จไม่น้อยไปกว่าโรดรี ทั้งในนามสโมสรและทีมชาติสเปน

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ วินิซิอุส จูเนียร์ เป็นผู้ชนะรางวัลนักฟุตบอลชายยอดเยี่ยมจากเวที The Best FIFA Football Awards 2024 เช่นเดียวกับ คาร์โล อันเชลอตติ กุนซือของเรอัล มาดริด ที่ซิวรางวัลโค้ชยอดเยี่ยมไปครอง

 


 

เทนฮากไป อโมริมมา และวิกฤตทางผลงานที่รอวันแก้ไขของแมนฯ ยูไนเต็ด

 

เทนฮากไป อโมริมมา และวิกฤตทางผลงานที่รอวันแก้ไขของแมนฯ ยูไนเต็ด

 

นับจาก เอริก เทน ฮาก พาทีมโค่นอริร่วมเมืองคว้าแชมป์เอฟคัพ 2023/24 ไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา พร้อมได้สัญญาจาก INEOS และเงินเสริมทัพจำนวนหนึ่งสำหรับคุมทัพต่อในฤดูกาลนี้

 

ผลงานของทัพปีศาจแดงในฤดูกาล 2024/25 กลับไม่สู้ดี แทบจะไม่ได้ขยับตัวออกจากโซนครึ่งล่างของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก จน เทน ฮาก ไปไม่รอด…ถูกปลดพ้นตำแหน่งหลังเกมแพ้เวสต์แฮม 1-2 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

 

นั่นทำให้ไม่กี่วันต่อมาทีมหันไปเซ็นสัญญากับกุนซือหนุ่มไฟแรงจากแดนฝอยทองอย่าง รูเบน อโมริม ที่กำลังไปได้สวยกับสปอร์ติง ลิสบอน เข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ของทีม ท่ามกลางความคาดหวังของแฟนบอล ไม่ต่างจากฉากที่ซูเปอร์แมนอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่รอคอยความหวังแห่งการเปลี่ยนแปลง

 

ทว่า…การเปลี่ยนแปลงทีมที่ดูเหมือนอยู่ในวงล้อมของปัญหาหลายๆ มิติจะยังเป็นงานหินไม่น้อยสำหรับอโมริม กับแผน 3-4-3 ที่หยิบมาใช้แบบไม่เผื่อใจ

 

เพราะหลังผ่านไป 9 นัดพวกเขาทำผลงานชนะ 4 เสมอ 1 แพ้ 4 เกม ยังหาความลงตัวไม่เจอ และทำให้อันดับในลีกจมอยู่ที่ 13 ของตารางในปัจจุบัน

 


 

แฮร์รี เคน ราชาไร้บัลลังก์

 

แฮร์รี เคน ราชาไร้บัลลังก์ ได้ทุกอย่างยกเว้นถ้วยแชมป์ และโคมันเสียสถิติชูถ้วยแชมป์ต่อเนื่อง

 

44 ประตูจาก 45 นัดในทุกรายการ นี่คือผลงานในฤดูกาลแรกของ แฮร์รี เคน กับบาเยิร์น มิวนิก ที่เจ้าตัวมาอยู่กับทีมได้เพียงฤดูกาลแรกเท่านั้น และทำให้เขาได้รางวัลส่วนตัวอย่างรองเท้าทองคำแห่งทวีปยุโรปและดาวซัลโวของบุนเดสลีกา

 

แต่จะด้วยวาสนาหรืออะไรก็ตามที่เล่นตลกกับเขา เพราะผลงานอันยอดเยี่ยมนี้ไม่สามารถทำให้เคนคว้าแชมป์กับทีมได้เลยสักรายการเดียว

 

ขณะเดียวกัน คิงสเลย์ โคมัน แนวรุกของบาเยิร์น มิวนิก เป็นอีกคนที่เสียสถิติกับทีมเมื่อฤดูกาล 2023/24 เพราะนั่นนับเป็นครั้งแรกในอาชีพการค้าแข้งของเจ้าตัวที่เขาไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกได้ หลังแชมป์บุนเดสลีกาตกเป็นไบเออร์ เลเวอร์คูเซน

 

โดยก่อนหน้านี้โคมันทำสถิติเป็นนักเตะคนแรกของ 5 ลีกใหญ่ยุโรปที่คว้าแชมป์ลีกได้ทุกปี นับตั้งแต่เล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกกับปารีส แซงต์ แชร์กแมง เมื่อฤดูกาล 2012/13 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเขาลงเล่นให้ 3 ทีมดังอย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมง, ยูเวนตุส และบาเยิร์น มิวนิก พร้อมกวาดถ้วยแชมป์ลีกต่อเนื่องได้มากถึง 12 ใบ

 


 

เมสซี และ อาร์เจนตินา

 

ลิโอเนล เมสซี ยังไม่แผ่ว พาอาร์เจนตินาป้องกันแชมป์โคปาอเมริกาสุดยิ่งใหญ่

 

แม้จะปล่อยใจ ค้าแข้งแบบชิลๆ กับอินเตอร์ ไมอามี พร้อมด้วยผองเพื่อน (อดีตนักเตะบาร์ซา) ที่ขนทัพไปเล่นในลีกลุงแซม จนช่วยทีมคว้าแชมป์ซัพพอร์เตอร์สชิลด์ (ทีมที่มีอันดับดีที่สุดในช่วงฤดูกาลปกติ)

 

แต่ ลิโอเนล เมสซี ในสีเสื้อทีมชาติอาร์เจนตินา ยังเป็นที่พึ่งของทีมอยู่เสมอแม้อายุจะล่วงเข้าวัย 37 ปี ภายหลังสวมปลอกแขนกัปตันนำทีมป้องกันแชมป์โคปาอเมริกาได้สำเร็จในช่วงกลางปีที่ผ่านมา และนับเป็นแชมป์สมัยที่ 16 ของทัพฟ้าขาว

 

และถึงนาทีนี้เหลือเวลาไม่ถึง 2 ปีเท่านั้น ก่อนฟุตบอลโลก 2026 จะเวียนกลับมาฟาดแข้งอีกครั้ง เมสซีที่ยังคงเล่นกับสโมสรและทีมชาติต่อเนื่องแบบนี้ ทำให้แฟนๆ เริ่มมีใจและคาดหวังว่าจะได้เห็นเขาในฟุตบอลโลกอีกครั้ง แม้เจ้าตัวจะเคยประกาศว่าเล่นครั้งสุดท้ายตอนได้แชมป์โลกที่กาตาร์เมื่อปี 2022 ไปแล้วก็ตาม

The post Football Fact of the Year 2024 โลกฟุตบอลเกิดอะไรขึ้นบ้าง…ในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปผลประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 2024 https://thestandard.co/summary-of-the-2024-ballon-dor/ Tue, 29 Oct 2024 00:55:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1001150

วันนี้ (29 ตุลาคม) มีงานประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 2024 ของน […]

The post สรุปผลประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (29 ตุลาคม) มีงานประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 2024 ของนิตยสารฟรองซ์ ฟุตบอล (France Football) โดยในงานยังคงมีการมอบรางวัลในหลากหลายสาขาให้แก่นักฟุตบอลและบุคลากรวงการลูกหนังที่ทำผลงานยอดเยี่ยมตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งผลการประกาศรางวัลทั้งหมดมีดังนี้

 

บัลลงดอร์ (นักฟุตบอลชายยอดเยี่ยม): โรดรี (แมนฯ ซิตี้ และทีมชาติสเปน)

บัลลงดอร์ เฟมิแน็ง (นักฟุตบอลหญิงยอดเยี่ยม): ไอตานา บอนมาติ (บาร์เซโลนา และทีมชาติสเปน)

 

โยฮัน ครัฟฟ์ โทรฟี (โค้ชชายแห่งปี): คาร์โล อันเชลอตติ (เรอัล มาดริด)

โยฮัน ครัฟฟ์ โทรฟี (โค้ชหญิงแห่งปี): เอ็มมา เฮย์ส (เชลซี และทีมชาติสหรัฐอเมริกา)

 

โกปา โทรฟี (นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยม): ลามีน ยามาล (บาร์เซโลนา และทีมชาติสเปน)

แกร์ด มุลเลอร์ โทรฟี (กองหน้ายอดเยี่ยม): แฮร์รี เคน (บาเยิร์น มิวนิก) และ คีเลียน เอ็มบัปเป (ผลงานตอนอยู่กับเปแอสเช)

ยาชิน โทรฟี (ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม): เอมิเลียโน มาร์ติเนซ (แอสตัน วิลลา และทีมชาติอาร์เจนตินา)

 

ทีมฟุตบอลชายยอดเยี่ยม: เรอัล มาดริด

ทีมฟุตบอลหญิงยอดเยี่ยม: บาร์เซโลนา 

 

อ้างอิง:

The post สรุปผลประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 นักเตะตัวเต็ง…ลุ้นคว้าบัลลงดอร์ 2024 https://thestandard.co/3-favorites-for-ballon-dor-2024/ Sun, 27 Oct 2024 02:01:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1000515

อีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง…งานประกาศผลรางวัลบัลลงดอร์ […]

The post 3 นักเตะตัวเต็ง…ลุ้นคว้าบัลลงดอร์ 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

อีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง…งานประกาศผลรางวัลบัลลงดอร์ 2024 จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยในปีนี้มีผู้เล่นหลายคนทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ

 

แต่อย่างไรก็ตาม บรรดาสื่อจากต่างประเทศจัดการตีวงแคบล็อกเป้า 3 ผู้เล่นที่มีโอกาสหรือใกล้เคียงที่จะครอบครองรางวัลนี้ ประกอบด้วย วินิซิอุส จูเนียร์, โรดรี และ จูด เบลลิงแฮม

 

แล้วคุณคิดว่าใครมีโอกาสได้บัลลงดอร์ในปีนี้…

 

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

The post 3 นักเตะตัวเต็ง…ลุ้นคว้าบัลลงดอร์ 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เป๊ป กวาร์ดิโอลา ยืนยันว่าโรดรีต้องพักยาว หลังมีอาการบาดเจ็บที่เข่า https://thestandard.co/confirmed-rodri-is-out-for-a-long-time/ Wed, 25 Sep 2024 12:19:08 +0000 https://thestandard.co/?p=988038

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนยันว่า โรดรี กองกลางทีมชาติสเปน ได […]

The post เป๊ป กวาร์ดิโอลา ยืนยันว่าโรดรีต้องพักยาว หลังมีอาการบาดเจ็บที่เข่า appeared first on THE STANDARD.

]]>

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนยันว่า โรดรี กองกลางทีมชาติสเปน ได้รับบาดเจ็บเอ็นหัวเข่า หรือ ACL ในเกมที่พบกับอาร์เซนอลเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

 

โรดรีถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 21 หลังมีอาการเอ็นหัวเข่าบิดจากการปะทะกับ โธมัส ปาร์เตย์ กองกลางของอาร์เซนอล 

 

ยังไม่มีการกำหนดระยะเวลาในการฟื้นตัวของนักเตะรายนี้ แต่หลังจากเกมคาราบาวคัพที่เอาชนะวัตฟอร์ดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เป๊ป กวาร์ดิโอลา กล่าวว่า เขาจะต้องพักรักษาตัวข้างสนามเป็นเวลานาน

 

นายใหญ่ของแมนฯ ซิตี้ กล่าวว่า “เรายังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่เขาจะต้องพักรักษาตัวอีกนาน ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่มีบางคนเห็นว่าเขาอาจต้องพักรักษาตัวน้อยกว่าที่เราคาดไว้

 

“เรากำลังรอโทรศัพท์ครั้งสุดท้ายจากเขาและแพทย์ เพื่อยืนยันว่าเขามีอาการอย่างไรบ้าง และเขาต้องเข้ารับการผ่าตัดแบบไหน เราคาดว่าคืนนี้ พรุ่งนี้ เราจะทราบแน่ชัด”

 

ปัจจุบันโรดรีเดินทางไปที่สเปนเพื่อพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หลังการตรวจเบื้องต้นที่แมนเชสเตอร์

 

กวาร์ดิโอลาเคยกล่าวถึงดาวเตะวัย 28 ปีรายนี้ว่า เป็นนักเตะที่ไม่สามารถมีใครทดแทนได้ 

 

โดยแมนฯ ซิตี้ ไม่แพ้ใครมา 48 เกมติดต่อกันในศึกพรีเมียร์ลีก เกมที่เขาลงเล่นเป็นตัวจริง แต่กวาร์ดิโอลากล่าวว่า เขาจะหาทางแก้ปัญหาในช่วงที่โรดรีลงสนามไม่ได้

 

โรดรียังได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ของศึกยูโร 2024 หลังจากที่สเปนคว้าแชมป์ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และเป็นหนึ่งในเต็งที่จะคว้ารางวัลบัลลงดอร์ในเดือนหน้าด้วย

 

ภาพ: Michael Regan / Getty Images

อ้างอิง:

The post เป๊ป กวาร์ดิโอลา ยืนยันว่าโรดรีต้องพักยาว หลังมีอาการบาดเจ็บที่เข่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Mentality’ บททดสอบสุดท้ายสำหรับอาร์เซนอลที่เอติฮัด https://thestandard.co/mentality-arsenal-mental-strength/ Sat, 21 Sep 2024 12:38:46 +0000 https://thestandard.co/?p=986405 Mikel Arteta

ภายหลังจากที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จัดการทุบเวสต์แฮม ยูไนเต […]

The post ‘Mentality’ บททดสอบสุดท้ายสำหรับอาร์เซนอลที่เอติฮัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mikel Arteta

ภายหลังจากที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จัดการทุบเวสต์แฮม ยูไนเต็ด การันตีตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำได้ โรดรี กองกลางหัวใจสำคัญของทีมเรือใบสีฟ้าได้กล่าวประโยคที่ทั้งเสียดแทงแต่ก็สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจ

 

คำถามจากผู้สื่อข่าว “อะไรคือสิ่งที่ทำให้แมนฯ ซิตี้ ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง?”

 

กองกลางทีมชาติสเปนชี้นิ้วไปที่ศีรษะของเขา “ว่ากันตามตรง ผมคิดว่ามันอยู่ในนี้”

 

“มันคือเรื่องของความคิดจิตใจ”

 

ในความหมายของโรดรี หมายถึงเกมนัดสำคัญที่อาร์เซนอลบุกมาเยือนเอติฮัด สเตเดียม ในช่วงปลายเดือนมีนาคม ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเกมที่ส่งผลสำคัญต่อการลุ้นแชมป์ในบั้นปลาย เมื่ออาร์เซนอลมาเน้นตั้งรับและได้ผลเสมอกลับไป

 

และนั่นคือคำถามถึง มิเกล อาร์เตตา และลูกทีมกันเนอร์สของเขาต้องตอบในวันที่จะกลับมาเยือนเอติฮัดอีกครั้ง

 

Mikel Arteta

 

ที่หยิบคำพูดของโรดรีขึ้นมาเป็นการอุ่นเครื่องสำหรับเกมบิ๊กแมตช์พรีเมียร์ลีกสุดสัปดาห์นี้ เป็นเพราะผมเองก็รู้สึกคล้ายๆ กันครับ

 

วัยอาจจะทำให้ความทรงจำระยะสั้นเลือนรางไปบ้าง แต่ผมยังจำความรู้สึกได้ค่อนข้างดีว่าเกมที่เอติฮัด สเตเดียม ในวันนั้นเป็นเกมที่สำคัญอย่างมากสำหรับอาร์เซนอล

 

พวกเขาอยากเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก และพวกเขามีโอกาสอยู่ตรงหน้าแล้ว

 

สิ่งที่ผมอยากรู้คือพวกเขาต้องการมันมากแค่ไหน ต้องการมันมากพอไหม มากพอที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่าง และเอาชนะให้ได้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามไหม?

 

อย่างไรก็ดี ดูเหมือน มิเกล อาร์เตตา จะคิดคนละแบบกันในวันนั้นครับ อาร์เซนอลเล่นอย่างรัดกุม เหนียวแน่น และสร้างความลำบากให้กับแมนฯ ซิตี้ ที่ก็ไปไม่เป็นเหมือนกันในวันนั้น เพราะลองกันเนอร์สเลือกจะเล่นเกมรับแล้ว ผมคิดว่าพวกเขาน่าจะเป็นทีมที่มีเกมรับดีที่สุดในอังกฤษหรือในยุโรปเวลานี้

 

การเลือกเล่นแบบนั้นของอาร์เตตาไม่ใช่เป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ได้ ในทางตรงกันข้ามผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ดี

 

เกมการแข่งขันหลังจากนั้นยังเหลืออีกถึง 8 นัด

 

ระหว่าง 3 คะแนนที่เอติฮัด กับ 3 คะแนนที่โมลินิวซ์กราวด์ มันก็คือ 3 คะแนนเหมือนกัน และการไม่เสียคะแนนไปกลับ 6 แต้มให้กับคู่แข่งโดยตรงอย่างแมนฯ ซิตี้ ไม่ได้เป็นตัวเลือกที่เลวร้ายอะไร

 

แต่ ‘ความคิด’ นี้เองครับที่เป็นความแตกต่างที่โรดรีหยิบเอามาพูดได้ (ในฐานะผู้ชนะ)

 

โรดรีบอกในครั้งนั้นว่าเขารู้สึกผิดหวังกับอาร์เซนอลที่หวังจะบุกมาเก็บแค่ผลเสมอ (มากกว่าจะวัดกันให้รู้แล้วรู้รอดไป ซึ่งสภาพของซิตี้ในเวลานั้นก็ไม่ได้ดีนัก)

 

“นั่นแหละคือ Mentality” ก่อนที่โรดรีจะบอกว่าถ้าเป็นแมนฯ ซิตี้ในสถานการณ์นั้นไม่น่าจะทำแบบเดียวกัน

 

ในความหมายที่โรดรีไม่ได้พูดแต่เข้าใจได้คือถ้าเป็นแมนฯ ซิตี้ คงจะพยายามที่จะทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะให้ได้ในเกมนั้น

 

เพราะในช่วงเวลาแบบนั้น การไม่พยายามเพื่อชนะก็ไม่ต่างอะไรจากการยอมแพ้

 

 

ในประเด็นถ้อยคำของโรดรีนั้นอย่างที่บอกครับ ในฐานะผู้ชนะเขาพูด (อะไรก็) ได้

 

แต่มันก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจและชวนให้นำแว่นขยายมาลองส่องมองดูอาร์เซนอลอย่างพินิจพิเคราะห์

 

จากวันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง ต้องบอกว่า มิเกล อาร์เตตา พาทีมอาร์เซนอลของเขามาได้ไกลกว่าที่ใครหลายคนคิดมากแล้ว – ผมเองก็ไม่คิดว่าเขาจะพาทีมมาได้ไกลและเร็วขนาดนี้

 

“Trust the Process” คือสิ่งที่ผู้จัดการทีมชาวสเปนพยายามบอกมาโดยตลอด ขอให้เชื่อในกระบวนการ เชื่อในวิธีการทำงาน และเชื่อในตัวเขา ซึ่งรางวัลตอบแทนคือการที่เขาสามารถพาอาร์เซนอลกลับมาเป็นทีมที่ได้ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ อาร์เซนอลของอาร์เตตาดูเหมือนจะเติบโตในแนวทางที่แตกต่าง

 

มีนักวิเคราะห์มองว่าเวลานี้สไตล์ของกันเนอร์สนั้นกำลังกลายเป็นทีมที่เน้นผลการแข่งแบบมีสไตล์ พูดให้เห็นภาพง่ายคือเหมือนบอลลูกผสมระหว่าง ‘เป๊ป+มูรินโญ’

 

พวกเขาจะไม่ปูพรมถล่มแหลก หรือบุกใส่คู่แข่งแบบไม่บันยะบันยังเหมือนในอดีต เพราะเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตแล้วว่าบางครั้งการ ‘ทุ่มสุดตัว’ ก็ไม่ได้นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป

 

การเล่นแบบนี้ยังเป็นการถนอมร่างกายของนักเตะให้บอบช้ำน้อย (เมื่อเทียบกับทีมที่ใส่สุดทุกนัดอย่างลิเวอร์พูล) ปิดเกมได้ ทำให้ไว หรือหากวันไหนที่เจอความยากลำบาก เราจะเห็นอาร์เซนอลพลิกสถานการณ์กลับมาได้ในช่วงนาทีบาปบ่อยๆ ซึ่งก็มาจากการที่พวกเขายังพอมีกำลังวังชาเหลือ

 

แต่ก็มีหลายครั้งที่ชวนให้คิดว่าพวกเขาเน้น ‘เพลย์เซฟ’ มากเกินไปหรือเปล่า จนบางครั้งดูไม่เป็นตัวของตัวเอง ทั้งๆ ที่ด้วยวิธีการเล่น ด้วยสไตล์ ด้วยคุณภาพของผู้เล่น อาร์เซนอลพร้อมจะฉีกทุกทีมเป็นริ้วๆ ได้ไม่ยากอยู่แล้ว

 

และดูเหมือนอาร์เตตาจะเน้นสิ่งเหล่านี้มากขึ้นและชัดขึ้นในเวลานี้ ในช่วงที่ทีมของเขาเดินทางมาถึงขั้นสุดท้ายของ Process แล้ว

 

จากฤดูกาลที่แล้วที่เติมแกนหลักอย่าง ดีแคลน ไรซ์, ไค ฮาเวิร์ตซ์, เยอร์เรียน ทิมเบอร์ และ ดาบิด รายา เข้ามา ปีนี้อาร์เซนอลอาจจะไม่ได้กองหน้าตัวเป้าคลาสเอแบบที่หวัง แต่ก็ได้นักเตะอย่าง มิเกล เมริโน, ริคคาร์โด คาลาฟิออรี และ ราฮีม สเตอร์ลิง เข้ามา

 

เป็นการเติมของ ‘คุณภาพ’ เข้าทีม เสริม Squad Depth ให้พร้อมที่สุดสำหรับการวัดกันตัวต่อตัวกับซิตี้ตลอดฤดูกาล

 

 

แต่เพราะไม่มีการวัดกันครั้งไหนที่จะสำคัญไปกว่าการวัดกันเองในสนาม

 

ผมเองก็อยากรู้เหมือนทุกคนครับว่าอาร์เซนอลจะลงสนามด้วยความรู้สึก ความนึกคิด และจิตใจแบบไหนที่เอติฮัด สเตเดียม ในวันที่สถานการณ์ของพวกเขาไม่ได้สวยงามนัก

 

จริงอยู่ที่ในฤดูกาลนี้อาร์เซนอลยังไม่แพ้ใครเลย แต่ฟอร์มโดยรวมของพวกเขาก็ไม่ถือว่าดีมากนัก ต้องดิ้นรนหนักในเกมที่พบกับไบรท์ตัน ที่เหลือ 10 คนจนเกือบจะพังคารัง ก่อนจะเฉือนเอาชนะสเปอร์สได้ในเกมดาร์บีลอนดอนตอนเหนือ

 

ไม่นับเมริโนและคาลาฟิออรีที่บาดเจ็บไปก่อน การสูญเสียกัปตันทีมผู้เป็นมากกว่าแค่กัปตันทีมอย่าง มาร์ติน โอเดการ์ด ไป เริ่มส่งผลให้เห็นตั้งแต่ในเกมกับสเปอร์ส มาจนถึงเกมแชมเปียนส์ลีกที่เกือบเอาตัวไม่รอดในการไปเยือนอตาลันตา

 

สภาพทีมนี้ต้องมาเยือนแมนฯ ซิตี้ ที่กำลังร้อนแรงสุดๆ ซึ่งถือว่าผิดวิสัยเพราะปกติพวกเขาจะค่อนข้างติดเครื่องช้านิดหน่อย ไม่นับการกลับมาเข้าฝักอีกครั้งของ เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์ หัวหอกจอมมารที่กดไปแล้ว 9 ประตู จากการลงสนามแค่ 4 นัดในพรีเมียร์ลีก

 

มากกว่าแค่การวางหมากกลยุทธ์แล้ว หากอาร์เซนอลหวังจะบุกมาเก็บผลการแข่งขันได้ที่เอติฮัด หัวใจของพวกเขาต้องใหญ่เท่าโลกด้วยเช่นกัน

 

นี่คือเกมที่จะยากที่สุดสำหรับอาร์เตตาและทีมของเขา

 

หากเลือกที่จะเน้นความปลอดภัย อย่างน้อยไม่แพ้ไว้ก่อนก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน และเสียงค่อนแคะแบบเดียวกับที่โรดรีบอกไม่น่าจะมี เพราะมันดูเข้าใจได้ ฤดูกาลตอนนี้ยังเหลืออีกยาวไกล

 

แต่หากสมมติบุกมาเก็บผลเสมอและหนึ่งคะแนนกลับไปได้ แล้วมันส่งผลทำให้พวกเขาพลาดแชมป์เป็นฤดูกาลที่ 3 ติดต่อกัน

 

คำถามมันจะกลับมาวนเวียนในหัวไหม

 

ถามใจผมก็อยากให้อาร์เตตาและอาร์เซนอลพยายามเพื่อชนะที่เอติฮัดให้ได้ แสดงให้เห็นถึง ‘Mentality’ ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งของพวกเขา

 

แต่คำตอบสุดท้ายจะเป็นแบบไหน ไว้รอติดตามกันครับ

 

The Key Insights

  • Opta วิเคราะห์โอกาสให้แมนฯ ซิตี้ ชนะอาร์เซนอล 52 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อาร์เซนอลมีโอกาสชนะแค่ 23.5 เปอร์เซ็นต์
  • อาร์เซนอลไม่เคยเป็นฝ่ายตามหลังในเกมเยือน 11 นัดหลังสุด และมีโอกาสจะสร้างสถิติเป็นทีมแรกที่ไม่เคยตามหลังใครในพรีเมียร์ลีก 12 นัด – สะท้อนถึงเกมรับที่แข็งแกร่งสุดๆ ของทีม
  • เออร์ลิง ฮาลันด์ มีโอกาสจะเป็นนักเตะที่ทำสถิติ ‘เลข 2 หลัก’ ได้เร็วที่สุดในพรีเมียร์ลีกด้วยจำนวน 5 นัด หากยิงได้ในเกมนี้ สถิติก่อนนี้ที่มีคนยิงครบ 10 ประตูเร็วที่สุด 6 นัด คือ มิค ควินน์ (1992/93) และตัวของฮาลันด์เอง (2022/23)
 

The post ‘Mentality’ บททดสอบสุดท้ายสำหรับอาร์เซนอลที่เอติฮัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘โรดรี’ บอก นักเตะอาจนัดกันหยุดเล่น ประท้วงโปรแกรมแข่งที่มีเยอะเกินไป https://thestandard.co/man-city-rodri-players-strike-too-many-games/ Tue, 17 Sep 2024 14:05:08 +0000 https://thestandard.co/?p=984708 โรดรี

โรดรี กองกลางแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้สัมภาษณ์ก่อนนำทีมลงเล […]

The post ‘โรดรี’ บอก นักเตะอาจนัดกันหยุดเล่น ประท้วงโปรแกรมแข่งที่มีเยอะเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรดรี

โรดรี กองกลางแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้สัมภาษณ์ก่อนนำทีมลงเล่นเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ซึ่งมีคิวพบกับอินเตอร์ มิลาน ในคืนวันพรุ่งนี้ ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่กองกลางทีมชาติสเปนตอบคำถามกับสื่อคือเรื่องโปรแกรมแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น

 

โดยห้องเครื่องวัย 28 ปีตอบคำถามสื่อเมื่อถูกถามว่า นักเตะจะนัดกันหยุดเล่นเพื่อประท้วงหรือไม่ “ผมคิดว่าเราใกล้จะถึงจุดนั้นแล้วละ

 

“การจะเข้าใจอะไรทั่วๆ ไปนั้นไม่ยากเลย ถ้าคุณถามนักเตะคนไหนก็ตาม (เกี่ยวกับเรื่องนี้) เขาก็จะบอกแบบเดียวกัน ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปก็คงเป็นช่วงเวลาที่เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

 

“ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่นั่นคือสิ่งที่ทำให้เรากังวล เพราะเราคือคนที่ต้องทนทุกข์” โรดรีกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม โรดรีไม่ใช่นักเตะเพียงคนเดียวที่ออกมาวิจารณ์เกี่ยวกับโปรแกรมแข่งขันที่มีเยอะมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ มานูเอล อาคานจี เพื่อนร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้, อลิสสัน เบคเกอร์ นายด่านของลิเวอร์พูล ไปจนถึงยอดกุนซืออย่าง คาร์โล อันเชลอตติ และ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ก็เคยออกมาพูดถึงกรณีดังกล่าว โดยมองว่าสิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของนักเตะ ที่ต้องแบกรับโปรแกรมที่เพิ่มมากขึ้นในทุกฤดูกาล

 

อ้างอิง:

The post ‘โรดรี’ บอก นักเตะอาจนัดกันหยุดเล่น ประท้วงโปรแกรมแข่งที่มีเยอะเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาวะ Burnout ของโรดรี สัญญาณเตือนถึงโลกฟุตบอล https://thestandard.co/rodris-burnout-is-a-warning/ Sat, 13 Apr 2024 02:46:51 +0000 https://thestandard.co/?p=922442 Burnout

ปกติแล้วโรดรีไม่ได้เล่นแบบนี้   ในเกมยูฟ่าแชมเปียน […]

The post ภาวะ Burnout ของโรดรี สัญญาณเตือนถึงโลกฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Burnout

ปกติแล้วโรดรีไม่ได้เล่นแบบนี้

 

ในเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกนัดสุดระทึกระหว่างเรอัล มาดริดกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายในระหว่าง 90 นาที หนึ่งในนั้นคือจังหวะในช่วงต้นครึ่งหลัง เมื่อฟิล โฟเดน จ่ายบอลกลับมาให้โรดรี

 

แต่นอกจากที่กองกลางจอมแกร่งชาวสเปนจะจับบอลไม่อยู่แล้ว เมื่อเสียการครองบอลไปให้กับทีมแชมป์สเปน โรดรีเหลือบไปมองโฟเดนด้วยสายตาที่บอกแทนคำพูดว่า “นี่ฉันจะต้องวิ่งไปไล่บอลให้อีกแล้วเหรอ”

 

เกมจบลงด้วยการเสมอกัน 3-3 สถิติไร้พ่ายของแมนฯ ซิตี้ที่มีโรดรีอยู่ในทีมยังลากยาวต่อไปเป็นเกมที่ 66

 

แต่ร่างกายและจิตใจของมิดฟิลด์วัย 27 ปี ดูเหมือนจะไปต่อไม่ไหวแล้ว

 

โรดรีกำลังมีปัญหาภาวะ ‘Burnout’ และมันเป็นสัญญาณเตือนถึงโลกฟุตบอลว่าพ่อค้าแข้งเหล่านี้เริ่มจะไม่ไหวกับจำนวนเกมแข่งขันที่มากมายเหลือเกิน

 

หลังจบเกมที่ซานติอาโกเบร์นาเบว – ซึ่งมีการปิดหลังคาสนามเป็นครั้งแรก โดยมีเป้าหมายเพื่อหวังให้เสียงเชียร์ของแฟนบอลโลส เมเรงเกส กระหึ่มและข่มขวัญแชมป์เก่า – โรดรีบอกกับผู้สื่อข่าว ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่ใครมากมาย

 

“ผมต้องการพัก เดี๋ยวรอดูว่าเราจะมีการพูดคุยอย่างไร เราอยู่ในสถานการณ์แบบไหน บางครั้งสิ่งต่างๆ มันก็เป็นไปในแบบนี้ ผมต้องมีการปรับตัว และการพักก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่เราคุยกัน”

 

 

จอมแกร่งอย่างโรดรีเนี่ยนะที่อยากจะพัก โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของฤดูกาล ซึ่งแมนฯ ซิตี้ยังอยู่ในเส้นทางได้ลุ้น ‘เทรเบิลแชมป์’ เป็นฤดูกาลที่ 2 ติดต่อกันอยู่ด้วย ทั้งพรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพ และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ติดตามแมนฯ ซิตี้ จะพอสังเกตอาการได้ว่าโรดรีในช่วงที่ผ่านมาฟอร์มการเล่นตกไปจากมาตรฐานที่เคยสร้างเอาไว้สูงลิบอยู่บ้าง

 

เรื่องนี้ในทางตัวเลขสถิติแล้วอาจจะไม่แตกต่าง เพราะใน 2 เกมล่าสุดกับเรอัล มาดริด และคริสตัล พาเลซ เปอร์เซ็นต์การผ่านบอลสำเร็จของเขายังอยู่ที่ 92.2 เขาจ่ายบอลพลาดเพียงแค่ 7 ครั้งในเกมกับพาเลซ และ 9 ครั้งในเกมที่มาดริด รวมถึงการลำเลียงบอลขึ้นหน้าถึง 28 ครั้ง สูงกว่าค่าเฉลี่ยในฤดูกาลนี้ที่ 15.1 และเข้าสกัดมากกว่าปกติถึง 2 เท่า

 

แต่ความอ่อนล้าของโรดรีจะมองด้วยตัวเลขไม่ได้ ต้องมองด้วยตาและหัวใจ ซึ่งจะสัมผัสได้ว่าเขาไม่เป็นตัวของตัวเองสักเท่าไรนัก ผ่านการเล่นในบางจังหวะที่ดูไม่แน่นและเนี้ยบแบบปกติ เช่น การเสียบอลง่ายๆ หรือจับบอลไม่อยู่

 

โดยที่เรื่องแบบนี้ไม่ได้เพิ่งมี แต่เป็นมาสักพักใหญ่ ก่อนที่เขาจะยอมรับกับทุกคนว่าตอนนี้มาถึงขีดจำกัดของร่างกายและจิตใจแล้ว

 

“ทุกคนทำได้ดีกว่านี้ ซึ่งรวมถึงผมด้วย แต่พูดจากใจ เราจำเป็นต้องได้พักบ้าง”

 

ทำไมโรดรีถึงต้องการพัก?

 

เรื่องนี้มาจากการที่เขาลงสนามอย่างต่อเนื่องยาวนานในฐานะแกนหลักของแมนฯ ซิตี้ ที่แม้แต่เป๊ป กวาร์ดิโอลา ก็แทบไม่กล้าที่จะพักหรือเปลี่ยนตัวของเขาสักเท่าไร

 

ตลอดฤดูกาล 2023/24 โรดรีพลาดการลงสนามให้กับแมนฯ ซิตี้ เพียงแค่ 4 นัดเท่านั้นจากการติดโทษแบนในเกมกับวูล์ฟส, อาร์เซนอล และแอสตัน วิลลาในเกมพรีเมียร์ลีก กับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ดในเกมลีกคัพ

 

แมนฯ ซิตี้ที่ไม่มีโรดรี ผลคือแพ้ทุกนัด

 

 

กองกลางทีมชาติสเปนคือ ‘เสาหลัก’ ของทีมที่ดูเหมือนจะไม่มีวันหักโค่น หากมีโรดรีอยู่ในสนามด้วยแล้ว แมนฯ ซิตี้แทบจะลืมคำว่าแพ้ไปได้เลย เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นกองกลางตัวทำลายเกมคู่ต่อสู้ คุมจังหวะการเล่นได้ประหนึ่งเมโทรโนมแล้ว เขายังมีความสามารถในการช่วยสร้างเกมรุกให้กับทีมได้ด้วย

 

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือเกมนัดชิงแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลที่แล้วกับอินเตอร์ มิลาน ซึ่งแมนฯ ซิตี้มีปัญหาเจาะเกมรับคู่ชิงจากอิตาลีไม่เข้า แต่สุดท้ายก็เป็นโรดรีที่สอดขึ้นมาหาจังหวะยิงจากหน้ากรอบเขตโทษผ่านมือของอังเดร โอนานา เข้าไปเป็นประตูโทนและประตูชัยที่ทำให้แมนฯ ซิตี้สร้างประวัติศาสตร์คว้า 3 แชมป์ใหญ่ในฤดูกาลเดียวได้เป็นทีมที่ 2 ต่อจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่เคยทำได้ในปี 1999

 

แต่ในเกมเดียวกันนั้นเองที่ดูเหมือนโรดรีจะส่งสัญญาณบอกกับทุกคน เพราะเขาเล่นแทบไม่ออกในช่วงครึ่งแรก เพียงแต่มาฮึดและเร่งฟอร์มเอาในช่วงครึ่งเวลาหลัง

 

และในช่วงการเดินทางมาทัวร์เอเชียเมื่อปีที่แล้ว โรดรีเปิดใจถึงเรื่องจำนวนเกมที่ต้องลงสนาม “เราเล่นจำนวนเกมที่มากขนาดนี้ได้สักฤดูกาล แต่ถ้ามันเริ่มเป็น 2 หรือ 3 ฤดูกาลติดต่อกัน สำหรับทีมแล้วมันจะแย่ลง เพราะสภาพร่างกายจะดรอป ดังนั้นผมต้องระวังตัว

 

“จะปล่อยให้เป็นไปแบบนี้ไม่ได้ เราก็เริ่มมีการพูดถึงเรื่องนี้แล้ว”

 

แต่ถึงจะบอกแบบนี้โรดรีก็ยังเป็นคนที่แมนฯ ซิตี้ขาดไม่ได้อยู่ดี โดยในฤดูกาลนี้เขาลงเล่นให้กับสโมสรไปแล้วกว่า 3,947 นาที มีเพียงโฟเดนคนเดียวที่เล่นมากกว่าแค่ 61 นาที แต่อย่าลืมว่าโรดรีพลาดการลงสนามจากโทษแบนถึง 4 นัด

 

ส่วนในฤดูกาลที่แล้วที่เป็นเสาหลักซึ่งแบกทีมไว้อาจจะมากกว่าเควิน เดอ บรอยน์ หรือเออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์ ในการช่วยพาทีมคว้า 3 แชมป์ได้ โรดรีลงสนามไปถึง 4,478 นาที

 

รวมกัน 2 ฤดูกาลเขาลงเล่นให้แมนฯ ซิตี้มากกว่า 8,000 นาที หรือเกินกว่า 67 ชั่วโมงเข้าไปแล้ว

 

ร่างจะพังก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร

 

แต่ใจที่กำลังพังด้วย ตรงนี้น่าเป็นห่วง

 

การออกมาส่งสัญญาณของโรดรีครั้งนี้ไม่ได้มีความหมายถึงแค่ตัวเขาหรือแมนฯ ซิตี้ แต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนถึงองค์กรแม่อย่าง FIFA และ UEFA ที่ควรจะใส่ใจสวัสดิภาพของนักฟุตบอลอย่างจริงจังมากขึ้น

 

 

อย่าลืมว่านักเตะไม่ได้มีแค่โปรแกรมสโมสร แต่ยังโปรแกรมทีมชาติด้วย และยังมีการเตรียมจัดการแข่งขันรายการใหม่ๆ อย่างรายการชิงแชมป์สโมสรโลก (ที่จะเริ่มในปีหน้า) หรือรายการเนชันส์ลีกที่แข่งมาสักพัก

 

ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันใหม่ในรายการเดิมที่เพิ่มจำนวนเกมที่ต้องเล่นเยอะขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลก หรือยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

 

ตลอดมามีการคัดค้านและแสดงความกังวลถึงเรื่องสวัสดิภาพของนักฟุตบอลยุคปัจจุบัน ที่แม้จะได้รับค่าตอบแทนมากมายมหาศาล แต่มันก็ต้องแลกมาด้วยการใช้แรงงานอย่างหนักหน่วง ไม่เฉพาะทางกาย แต่ยังรวมถึงเรื่องทางใจที่ต้องแบกรับความกดดันและความคาดหวังมหาศาล

 

ที่ผ่านมานักฟุตบอลระดับสตาร์ไม่ได้มีการออกโรงพูดถึงสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญอย่างตรงไปตรงมานัก เพราะถูกมองว่าทำงานได้เงินดีแล้วจะมีปากเสียงอะไร?

 

โรดรีเองก็ไม่ได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ในทางตรง แต่การที่โคตรแกร่งอย่างเขายอมรับว่า “เหนื่อย”

 

มันฟังดูแล้วกระทบใจมากพอสมควร และอาจจะมีนักเตะคนอื่นที่ออกมาเปิดเผยถึงปัญหาคล้ายๆ กันในอนาคต

 

ในเกมพรีเมียร์ลีกวันเสาร์นี้ที่แมนฯ ซิตี้จะพบกับลูตัน โรดรีน่าจะไม่มีชื่อในทีม โดยจะเป็นหน้าที่ของกวาร์ดิโอลาในการหาใครสักคนมาแทนที่ แม้ว่าปัญหาคือไม่มีใครสักคนที่ดีพอจะแทนที่ได้เลย (คนที่ถูกคาดหมายว่าจะเป็นตัวทดแทนอย่างคาลวิน ฟิลลิปส์ก็น่าผิดหวังและถูกปล่อยไปเวสต์แฮมแล้ว)

 

แต่ภาวะ Burnout แบบนี้ย่อมไม่ใช่การพักแค่เกมเดียวแล้วจะหายแน่

 

โรดรีอาจจะฝืนเพื่อแมนฯ ซิตี้ได้จนจบฤดูกาลนี้ และกับทีมชาติสเปนในยูโร 2024 ในช่วงหลังจบฤดูกาล แต่หลังจากนี้ไปควรจะได้พักฟื้นทางร่างกายและจิตใจอย่างเต็มที่

 

ไม่อย่างนั้นต่อให้เป็นเสาหลักก็หักโค่นได้เหมือนกัน

 

อย่าให้เป็นแบบนั้นเลย

 

The post ภาวะ Burnout ของโรดรี สัญญาณเตือนถึงโลกฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองกลางคนสำคัญของปืนใหญ่และเรือใบ https://thestandard.co/important-midfielder-for-the-gunners-and-the-city/ Tue, 12 Mar 2024 09:40:22 +0000 https://thestandard.co/?p=910200

การขับเคี่ยวแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกในปีนี้เหลือม้าเพียงแค […]

The post กองกลางคนสำคัญของปืนใหญ่และเรือใบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

การขับเคี่ยวแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกในปีนี้เหลือม้าเพียงแค่ 3 ตัวในช่วง 10 นัดสุดท้าย นั่นคืออาร์เซนอล ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

โดยปืนใหญ่และเรือใบเป็นสองทีมที่มีอะไรคล้ายๆ กันไม่น้อย นั่นอาจเป็นเพราะ มิเกล อาร์เตตา เคยเป็นผู้ช่วยของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา มาก่อน และหนึ่งในสิ่งที่ทั้งสองทีมมีเหมือนๆ กันคือกองกลางตัวรับอันยอดเยี่ยม

 

สถิติของ ดีแคลน ไรซ์ กับ โรดรี ในฤดูกาลนี้แทบจะไม่ต่างกัน และทั้งคู่เป็นเหมือนหัวใจสำคัญในแดนกลางของทั้งสองทีมด้วย

 

แล้วคุณชอบใครในสองคนนี้มากกว่ากัน?

 

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

The post กองกลางคนสำคัญของปืนใหญ่และเรือใบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ โรดรี ลงสนามให้แมนฯ ซิตี้ ทีมไร้พ่ายมา 1 ปีเต็ม https://thestandard.co/rodri-entered-manchester-city/ Wed, 07 Feb 2024 04:05:08 +0000 https://thestandard.co/?p=896951 โรดรี

โรดรี นับเป็นนักเตะที่แฟนๆ รู้ดีกว่าขาดไม่ได้สำหรับแมนเ […]

The post เมื่อ โรดรี ลงสนามให้แมนฯ ซิตี้ ทีมไร้พ่ายมา 1 ปีเต็ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรดรี

โรดรี นับเป็นนักเตะที่แฟนๆ รู้ดีกว่าขาดไม่ได้สำหรับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้โดดเด่น หรือเป็นหน้าเป็นตาเท่ากับ เควิน เดอ บรอยน์ หรือ เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์ ก็ตาม

 

แต่หนึ่งในสถิติที่น่าเหลือเชื่อของเขากับแมนฯ ซิตี้ก็คือ เมื่อเขาลงสนามให้กับซิตี้ ทีมเรือใบสีฟ้าไม่แพ้ใครมาตลอด 1 ปีเต็ม โดยครั้งสุดท้ายที่ซิตี้แพ้คือวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2023 

 

และนี่คือสถิติเมื่อเขาลงสนามให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตลอด 43 นัด ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีก่อน

 

โรดรี

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

อ้างอิง:

The post เมื่อ โรดรี ลงสนามให้แมนฯ ซิตี้ ทีมไร้พ่ายมา 1 ปีเต็ม appeared first on THE STANDARD.

]]>