Richard Liu Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/richard-liu/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 22 Feb 2023 00:50:18 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สมรภูมิอีคอมเมิร์ซจีนแข่งเดือด! JD.com ทุ่ม 1.5 พันล้านดอลลาร์ งัดกลยุทธ์ราคาถูก พร้อมเปิดตัวแคมเปญใหม่จับลูกค้า หวังแซงหน้าคู่แข่ง Pinduoduo รายใหญ่ในจีน https://thestandard.co/china-e-commerce-battle-heats-up/ Tue, 21 Feb 2023 08:31:55 +0000 https://thestandard.co/?p=753420

JD.com ทุ่ม 1.5 พันล้านดอลลาร์ งัดกลยุทธ์ราคาถูก พร้อมเ […]

The post สมรภูมิอีคอมเมิร์ซจีนแข่งเดือด! JD.com ทุ่ม 1.5 พันล้านดอลลาร์ งัดกลยุทธ์ราคาถูก พร้อมเปิดตัวแคมเปญใหม่จับลูกค้า หวังแซงหน้าคู่แข่ง Pinduoduo รายใหญ่ในจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>

JD.com ทุ่ม 1.5 พันล้านดอลลาร์ งัดกลยุทธ์ราคาถูก พร้อมเปิดตัวแคมเปญใหม่จับลูกค้า เริ่มต้นเดือนมีนาคม 2023 หวังแซงหน้าคู่แข่ง Pinduoduo รายใหญ่ในจีน แม้อีกด้านจะเป็นดาบสองคมที่อาจกระทบรายได้และกำไรก็ตาม 

 

SCMP รายงานว่า JD.com อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน เตรียมใช้งบประมาณ 10 พันล้านหยวน (1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อใช้เปิดตัวแคมเปญใหม่ ครอบคลุมทั้งร้านค้าออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมระบบหลังบ้าน โดยจะเริ่มแคมเปญในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2023
 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ทั้งนี้แผนดังกล่าวมีผลมาจากการปรับกลยุทธ์ด้านราคาที่ผิดพลาดของ ริชาร์ด หลิว ผู้ก่อตั้งบริษัท เมื่อปีที่ผ่านมา และถือเป็นการใช้งบในการตลาดครั้งแรก หลังจาก ริชาร์ด หลิว เข้ากุมบังเหียนอาณาจักรของเขาอีกครั้ง หลังได้ยุติคดีข่มขืนในอเมริกา

 

ริชาร์ด หลิว ผู้ก่อตั้ง JD.com กล่าวว่า กลยุทธ์ด้านราคาที่เข้าถึงง่าย นับเป็นอาวุธสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจเราประสบความสำเร็จในอนาคต ยิ่งไปกว่านั้นก็เพื่อเพิ่มขีดการแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง Pinduoduo อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดในจีนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

 

ทั้งนี้แม้ว่า JD.com จะมีฐานลูกค้าที่อยู่ในระดับสูงกว่า แต่เครือข่ายก็ไม่ครอบคลุมมาก ถ้าเทียบกับ Pinduoduo ที่สามารถสร้างรายได้ในเมืองเล็กๆ ในประเทศจีนได้ โดยที่ผ่านมาจะเห็นว่า Pinduoduo ได้ทุ่มงบเปิดตัวโครงการสนับสนุนร้านค้า เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและรองรับผู้บริโภคมีแนวโน้มอ่อนไหวในเรื่องของราคาอย่างต่อเนื่อง

 

Zhuang Shuai ผู้ก่อตั้งและหัวหน้านักวิเคราะห์ของ Bailian ที่ปรึกษาด้านอีคอมเมิร์ซ ระบุว่า การลงทุนดังกล่าวของ JD.com  อาจช่วยกระตุ้นตลาดอีคอมเมิร์ซให้เติบโตได้ และมองว่าการเติบโตของ JD.com ต่อจากนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยตลาดแมสเป็นหลัก 

 

แต่สิ่งที่น่ากังวล หลังจาก JD.com และ Pinduoduo เดินหน้าแข่งขันกันด้วยราคาอย่างหนัก เพราะต้องการตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวจีนที่สนใจสินค้าราคาถูก

 

แต่อีกด้านก็เป็นดาบสองคมที่จะส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจมีผลต่อรายได้และกำไรของทั้งสองบริษัทในอนาคตได้เช่นกัน 

 

อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าในช่วงแรกๆ Pinduoduo ขาดทุนอย่างมาก รวมถึงในปี 2022 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในจีนกว่า 89 แห่งได้ปิดตัวลง จากผลกระทบของโควิดทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ซซบเซาลงอย่างหนัก

 

อ้างอิง:

The post สมรภูมิอีคอมเมิร์ซจีนแข่งเดือด! JD.com ทุ่ม 1.5 พันล้านดอลลาร์ งัดกลยุทธ์ราคาถูก พร้อมเปิดตัวแคมเปญใหม่จับลูกค้า หวังแซงหน้าคู่แข่ง Pinduoduo รายใหญ่ในจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
JD.com พลาดตรงไหน? เปิดเหตุผลสู่การ ‘ปิดธุรกิจอีคอมเมิร์ซ’ ในไทยและอินโดนีเซีย ที่ไม่ได้เป็นเพราะการขายขาดทุนเท่านั้น! https://thestandard.co/jd-com-richard-liu/ Thu, 02 Feb 2023 08:07:11 +0000 https://thestandard.co/?p=745282 JD.com

ย้อนไปเมื่อช่วงเปิดปีกระต่าย ทางสำนักข่าว South China M […]

The post JD.com พลาดตรงไหน? เปิดเหตุผลสู่การ ‘ปิดธุรกิจอีคอมเมิร์ซ’ ในไทยและอินโดนีเซีย ที่ไม่ได้เป็นเพราะการขายขาดทุนเท่านั้น! appeared first on THE STANDARD.

]]>
JD.com

ย้อนไปเมื่อช่วงเปิดปีกระต่าย ทางสำนักข่าว South China Morning Post รายงานไว้เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2023 ว่า ริชาร์ด หลิว (Richard Liu) หรือ หลิวเซียงตง มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง JD.com นั้นพยายามกลับมาคุมงานในอาณาจักรอีคอมเมิร์ซของบริษัทอีกครั้ง โดยมีการตำหนิผู้บริหารว่าทำผลงานได้ไม่ดี จนทำให้การเติบโตช้าลงชัดเจน 

 

ข่าวนี้สวนทางกับท่าทีเก็บตัวไม่ออกสื่อของ ริชาร์ด หลิว โดยเฉพาะการบรรยายว่า Richard Liu ได้ ‘ร่ายยาว’ สั่งสอนผู้บริหารที่เข้าร่วมประชุมนาน 1.5 ชั่วโมง พร้อมกับขู่จะไล่ออกสำหรับใครที่มีผลงานย่ำแย่ แถมยังโจมตีการใช้สไลด์ PowerPoint สวยเก๋ของผู้บริหาร ว่าทำเพื่อปกปิดความไร้ความสามารถในการทำงาน

 

รายงานระบุว่า Richard Liu เคลื่อนไหวเช่นนี้ในการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ 2 ครั้งระหว่างเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2022 โดย Liu วิจารณ์ผู้บริหาร JD.com ว่าบางคนเป็น ‘คนโกหก’ และมีเพียงครึ่งเดียวที่พูดความจริง ซึ่งแม้จะไม่ได้ระบุชื่อบุคคลใดโดยเฉพาะ แต่แหล่งข่าวไม่เปิดเผยนามยอมรับว่ามีการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงใน JD.com ซึ่งแต่เดิมมีรองประธานประมาณ 40 คน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

รายงานนี้ทำให้หลายคนนึกภาพออกถึงความกดดันที่มีต่อผู้บริหาร JD.com รายงานของ South China Morning Post ยังระบุว่า Liu วิจารณ์ศักยภาพของบริษัท JD Digits (เดิมชื่อ JD Technology) ว่าไร้ประสิทธิภาพ 

 

เรื่องนี้สร้างแรงกดดันต่อ Li Yayun ประธานเจ้าหน้าที่บริหารซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกำกับดูแลของ JD.com ก่อนที่จะรับตำแหน่งหัวหน้า JD Digits ด้วยในปี 2021 ซึ่งไม่เพียงเป็นเวลาเดียวกับที่รัฐบาลจีนออกกฎระเบียบดูแลธุรกิจออนไลน์ซึ่งเข้มงวดมากขึ้น แต่ยังเป็นช่วงไม่นานหลังจากการยกเลิกการขาย IPO ของ JD.com

 

อด IPO ทำสายป่านสั้น?

คำถามว่าทำไม JD.com ต้องปิดธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั้งในไทยและอินโดนีเซีย? อาจจะตอบได้ด้วยการย้อนไปมองวิกฤตที่ JD.com ถูกทำลายโอกาสระดมทุนจากการขาย IPO ที่สหรัฐอเมริกา 

 

 

เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อยกับคดีที่ Liu ถูกกล่าวหาข้อหาข่มขืนในสหรัฐฯ ซึ่งแม้จะมีการไกล่เกลี่ยสำเร็จเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2022 ก่อนกำหนดการขาย IPO เพียง 2 วัน แต่ข่าวที่ออกมาทำให้เกิดกระแสต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศที่รุนแรง ส่งให้ JD.com ตกที่นั่งลำบาก และตัดสินใจยกเลิกแผน IPO ในที่สุด

 

คดีที่ Liu ถูกกล่าวหาข้อหาข่มขืนในสหรัฐฯ นั้นได้รับความสนใจจากนานาชาติ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบกฎหมายภายในของจีนทำให้ผู้หญิงไม่สามารถขอความช่วยเหลือได้เต็มที่ แต่คู่กรณีของ Richard Liu ชื่อ ‘Jingyao Liu’ นั้นแจ้งความกับตำรวจในรัฐมินนิโซตาตั้งแต่ปี 2018 ซึ่งขณะนั้นเธอเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยมินนิโซตา ว่า Richard Liu ได้ข่มขืนเธอหลังรับประทานอาหารค่ำที่ร้านอาหารในมินนิแอโปลิส

 

Richard Liu นั้นปฏิเสธข้อกล่าวหาของ Liu Jingyao อย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปี และยืนยันว่าเหตุการณ์วันนั้นเป็นการสมยอม จนกระทั่งยอมจบคดีในตุลาคม 2022 เป็นเวลา 2 วันก่อนกำหนด IPO

 

เวลานั้นไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อตกลงระหว่างทั้งคู่ มีเพียงข้อมูลจากฝั่ง Liu Jingyao ที่ได้เรียกร้องค่าเสียหายอย่างน้อย 50,000 ดอลลาร์ บวกกับค่าเสียหายเพิ่มเติมในคดีความ แม้ว่าคดีนี้จะจบลงแล้ว แต่กระแสต่อต้านการล่วงละเมิดยังคงคุกรุ่น เห็นได้ชัดบน Weibo แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ของจีนที่พบว่ามีข้อมูลติดแฮชแท็กข่าวนี้ถูกรับชมถึง 86 ล้านครั้ง ส่วนหนึ่งเพราะความที่ Richard Liu เป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดของจีน และบริษัทที่เขาก่อตั้งในปี 1998 ได้เติบโตขึ้นเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุด 

 

กระแสข่าวฉาวได้ทำลายมูลค่า JD.com และเชื่อกันว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ JD.com ตัดใจยกเลิกแผน IPO ในปีที่แล้ว มีการประเมินว่าข้อกล่าวหา Richard Liu ได้ทำลายมูลค่าของบริษัทไป 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 1 ใน 3 ของมูลค่าตลาดในขณะนั้น แต่ผู้ก่อตั้ง JD.com ยังคงอยู่ใน 150 บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกตามดัชนี Bloomberg Billionaires Index โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 1.22 หมื่นล้านดอลลาร์ 

 

บ้านเกิดยังโต

ในประเทศจีน JD.com ทำธุรกิจแบบผสมทั้งอีคอมเมิร์ซและบริการโลจิสติกส์ โดยมีความคล้ายคลึงกับทั้ง Amazon.com Inc. และ Federal Express Corp. บริษัทมีการจ่ายเงินปันผลพิเศษเป็นเงินสดในเดือนพฤษภาคมระหว่าง 63 เซนต์ถึง 1.26 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น โดยจ่ายรวม 2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งราว 200 ล้านดอลลาร์ตกเป็นของ Richard Liu 

 

 

จนเมื่อวันที่ 16 กันยายน Richard Liu ได้สละหุ้น 45% ของ 2 บริษัทในเครือ JD.com ให้กับ Qin Miao รองประธานของ JD Group เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร ตามเอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง

 

การโอนย้ายหุ้นทั้งหมดเป็นไปตามการตัดสินใจของ Richard Liu ซึ่งก้าวลงจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JD.com ในเดือนเมษายน 2022 ตำแหน่งของ Liu ถูกแทนที่โดยประธานบริษัทคนปัจจุบันชื่อ Xu Lei นอกจากนี้ Richard Liu ยังลาออกจากการประชุมที่ปรึกษาทางการเมืองของพรรคประชาชนจีน โดยอ้าง ‘เหตุผลส่วนตัว’ ซึ่งไม่มีการเปิดเผย

 

แม้จะลาออกจากตำแหน่งในอาณาจักรธุรกิจที่สร้างขึ้นมา แต่ชายวัย 49 ปียังคงควบคุม JD.com ผ่านสิทธิ์ในการออกเสียงโหวต สำหรับการวางตัว Xu Lei ซึ่งเป็นคนสนิทและมีประสบการณ์ในบริษัทมาอย่างยาวนาน 

 

ถือเป็นสัญญาณแสดงความมุ่งมั่นของ Richard Liu ที่จะรับมือกับความท้าทายของบริษัท ให้สามารถพ้นช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซในจีนต้องดิ้นรนท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมถึงปัญหาจากโควิดและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง

 

วันนี้ JD.com ซึ่งตั้งอยู่ในปักกิ่งมีการเติบโตของรายได้ราว 11% ในไตรมาสเดือนกันยายน 2022 แม้จะสูงกว่าคู่แข่งอย่าง Alibaba Group Holding ที่เติบโตเล็กน้อยเพียง 3% แต่ยังต่ำกว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซราคาประหยัดของ Pinduoduo ซึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงา Alibaba ที่เติบโต 65% ภาวะนี้ส่งให้หุ้น JD.com ลดลง 12% ในปี 2022 สวนทางหุ้นของ Pinduoduo ที่พุ่งขึ้นมากกว่า 51%

 

นโยบายราคาไม่ตรงใจ

ตามรายงานของสื่อจีน แหล่งข่าววงในมองว่า Liu รู้สึกไม่พอใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับกลยุทธ์การกำหนดราคาของบริษัท โดยย้ำว่า JD.com ต้องใส่ใจกับการกำหนดนโยบายรอบด้านให้มากกว่าเดิม

 

 

“เราต้องกลับไปให้ความสำคัญกับพื้นฐาน องค์ประกอบทั้ง 5 ของธุรกิจ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ ราคา บริการ ต้นทุน และประสิทธิภาพ” Liu กล่าวกับผู้บริหารในการประชุมผู้บริหารไตรมาสที่ 4 ปี 2022 พร้อมกับเตือนว่า หาก JD.com ไม่สามารถเอาชนะใจผู้บริโภคได้ JD.com อาจจะกลายเป็น ‘Suning.com รายต่อไป’

 

Suning.com นั้นเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้สำหรับบ้านในมณฑลเจียงซู ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ Liu วันนี้ Suning.com กำลังอยู่ในกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งที่เคยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในจีนมาก่อน ดังนั้น การเปรียบเทียบครั้งนี้จึงแสดงว่า JD.com ต้องการถอยมาตั้งหลักเพื่อจัดลำดับโฟกัสธุรกิจก่อนจะก้าวพลาดไปมากกว่านี้ 

 

ดังนั้นนี่จึงอาจเป็นอีกเหตุผลสู่การปิดธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทยและอินโดนีเซียในที่สุด

 

อ้างอิง:

The post JD.com พลาดตรงไหน? เปิดเหตุผลสู่การ ‘ปิดธุรกิจอีคอมเมิร์ซ’ ในไทยและอินโดนีเซีย ที่ไม่ได้เป็นเพราะการขายขาดทุนเท่านั้น! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอ JD.com ถูกตำรวจควบคุมตัว หลังถูกกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศในสหรัฐฯ https://thestandard.co/jd-com-ceo-arrest-over-alleged-sexual-misconduct/ https://thestandard.co/jd-com-ceo-arrest-over-alleged-sexual-misconduct/#respond Mon, 03 Sep 2018 08:25:34 +0000 https://thestandard.co/?p=118261

หลิวเฉียงตง หรือริชาร์ด หลิว (Richard Liu) ประธานเจ้าหน […]

The post ซีอีโอ JD.com ถูกตำรวจควบคุมตัว หลังถูกกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศในสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลิวเฉียงตง หรือริชาร์ด หลิว (Richard Liu) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JD.com ยักษ์อีคอมเมิร์ซสัญชาติจีน ถูกตำรวจควบคุมตัวในรัฐมินนิโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่ามีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศระหว่างทริปธุรกิจในสหรัฐฯ ล่าสุดถูกปล่อยตัวแล้ว แต่การสอบสวนยังคงดำเนินอยู่

 

จอห์น เอลเดอร์ เจ้าหน้าที่สารสนเทศสาธารณะของกรมตำรวจมินนิโซตา เปิดเผยว่า หลิวเฉียงตง ถูกควบคุมตัวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (31 ส.ค.) หลังถูกกล่าวหาว่า ล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิง แต่ล่าสุดได้รับการปล่อยตัวแล้ว แม้ว่าคดียังไม่ถึงที่สิ้นสุด

 

“แม้ผู้ต้องสงสัยจะได้รับการปล่อยตัวโดยที่ไม่มีการประกันตัว แต่การสืบสวนยังดำเนินอยู่ เพราะตามกฎหมายแล้ว เจ้าหน้าที่สอบสวนในมินนิโซตาสามารถกักตัวผู้ต้องสงสัยได้สูงสุด 36 ชั่วโมงก่อนที่จะตั้งข้อหา หรือปล่อยตัวเป็นอิสระ แต่ยังดำเนินการสอบสวนต่อไป โดยเราสามารถแจ้งข้อหาเขาได้ทุกเมื่อ ขึ้นอยู่กับอายุความ” เอลเดอร์กล่าว

 

ทางการมินนิโซตาระบุว่า คดีนี้อาจเป็นได้ทั้งความผิดอาญาประเภทลหุโทษหรืออุกฉกรรจ์ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของความผิดที่เขาก่อ

 

ด้านบริษัท JD.com ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า ข้อกล่าวหาที่ซีอีโอได้รับไม่เป็นความจริง เพราะตำรวจท้องถิ่นสหรัฐฯ ด่วนสรุปโดยที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน พร้อมกับยืนยันว่า หลิวเฉียงตง จะกลับมาทำงานได้ตามปกติ

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post ซีอีโอ JD.com ถูกตำรวจควบคุมตัว หลังถูกกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศในสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/jd-com-ceo-arrest-over-alleged-sexual-misconduct/feed/ 0
ริชาร์ด หลิว แลกหมัด แจ็ค หม่า ลงทุนไทย-อินโดฯ หวังรวบทั้งอาเซียน https://thestandard.co/jd-com-plans-thai-hub-for-southeast-asia/ https://thestandard.co/jd-com-plans-thai-hub-for-southeast-asia/#respond Fri, 03 Nov 2017 04:23:17 +0000 https://thestandard.co/?p=40456

     หลังจากที่รัฐบาล ‘เสียหน้า’ จากการป […]

The post ริชาร์ด หลิว แลกหมัด แจ็ค หม่า ลงทุนไทย-อินโดฯ หวังรวบทั้งอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>

     หลังจากที่รัฐบาล ‘เสียหน้า’ จากการประกาศของรองนายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่บอกกับนักข่าวว่า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเฟซบุ๊ก จะมาเมืองไทย แต่ตัวแทนของบริษัทกลับออกมาปฏิเสธเรื่องดังกล่าว

     นี่เป็นเรื่องใหญ่ เพราะไม่ง่ายที่นักธุรกิจระดับนี้จะเดินทางมา และทุกความเคลื่อนไหวของบุคคลเหล่านี้ล้วนมีนัยสำคัญ

     จากนั้นบรรดาสื่อจึงเช็กข่าวกันอุตลุตว่าตกลงเดือนพฤศจิกายนนี้ยังจะมีมหาเศรษฐีเบอร์ใหญ่ของโลกมาเมืองไทยตามที่เคยเป็นข่าวอีกจริงๆ หรือไม่

     และ ริชาร์ด หลิว แห่ง JD.com มหาอาณาจักรอีคอมเมิร์ซของจีนก็ไม่ทำให้ผู้ที่รอคอยผิดหวัง

 

 

JD.com จาก 2 พันเหรียญสหรัฐ สู่ 5.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

     ในงาน ‘Richard Liu in Bangkok with Suthichai Yoon’ โดยเครือเนชั่น ริชาร์ด หลิว หรือหลิวเฉียงตง ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ JD.com อีคอมเมิร์ซระดับโลกเปิดเผยว่า ตัวเขาเริ่มต้นธุรกิจนี้ในวัย 29 ปี ด้วยเงินทุนเพียง 2 พันเหรียญสหรัฐ ในปี 2004 ช่วงที่ประเทศจีนถูกถล่มจากวิกฤตโรคซาร์สจนผู้คนไม่กล้าออกจากบ้าน เขาเห็นโอกาสของการขายสินค้าออนไลน์ด้วยหลักการทำธุรกิจที่ซื่อสัตย์ พร้อมจุดยืนในการขายสินค้าที่เป็นของแท้ถูกลิขสิทธิ์ และจะไม่มีของปลอมปรากฏโดยเด็ดขาด การสร้างความไว้วางใจนี้เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความแตกต่างและทำให้ธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดดมาโดยตลอด

     และเมื่อได้เงินทุนจากยักษ์ใหญ่ไอทีสัญชาติจีน Tencent กว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2014 ยิ่งช่วยเป็นแรงส่งให้ JD.com ก้าวสู่ตลาดหุ้น Nasdaq ของอเมริกา จุดยุทธศาสตร์ในการระดมทุนสำคัญของธุรกิจเทคโนโลยีและไอที โดยเปิดขายหุ้นใหม่แก่นักลงทุน (IPO) ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน และสามารถระดมเงินทุนได้ 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) สูงถึง 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการเข้าตลาดก่อน Alibaba ของแจ็ค หม่า เสียอีก

     ธุรกิจของ JD.com เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยริชาร์ดให้สัมภาษณ์ว่าปัจจุบันหุ้นของบริษัทมีมูลค่าตามราคาตลาดสูงถึง 5.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเติบโตจากจุดเริ่มต้นถึง 110% ส่วนตัวเขาเองนั้นถือหุ้นในสัดส่วน 15% คิดเป็นมูลค่า 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งก็ยังถือเป็นตัวเลขที่มหึมาทีเดียว

     ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีมูลค่าสินค้าที่ขายบนแพลตฟอร์ม (Gross Merchandise Value – GMV) ของ JD.com สูงถึง 1.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจำนวนผู้ใช้งานทั้งหมดเกือบ 250 ล้านบัญชีอยู่ในประเทศจีน และเป็นชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัวต่อเนื่องและมีกำลังซื้อที่ดี ปัจจุบันมีพนักงาน 1.5 แสนคน แต่ที่น่าทึ่งคือมีพนักงานพาร์ตไทม์ที่อยู่ในส่วนโลจิสติกส์ถึง 1 ล้านคน โดย JD.com จะมีเจ้าหน้าที่ส่งสินค้าทุกหมู่บ้านในจีน

     หากพิจารณารายได้สุทธิของ JD.com ปี 2016 อยู่ที่ 3.75 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ กำไรเบื้องต้น 5.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยตัวเลขผลประกอบการที่ดีขนาดนี้และราคาหุ้นที่สูงขึ้นจาก IPO เป็นเท่าตัว ประกอบกับภาพการเป็นคู่แข่งคนสำคัญของ ‘แจ็ค หม่า’ เจ้าพ่อ Alibaba จึงไม่แปลกที่ริชาร์ด หลิว ในวัยเพียง 43 ปี จะเป็นนักธุรกิจที่โลกจับตามากที่สุดคนหนึ่ง ล่าสุดเขายังประกาศจะผลักดัน JD.com สู่เวทีโลก เพิ่มยอดผู้ใช้งานเป็น 900 ล้านบัญชีในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าด้วย

     กระนั้นเขาก็ยังพูดอย่างถ่อมตัวว่า เงินจำนวนมากขนาดนี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปเท่าไร และปีๆ หนึ่งจะเข้าไปดูราคาหุ้นสักสองครั้งเท่านั้นเอง

 

 

รุกหนักอาเซียน ใช้อินโดฯ เจาะหมู่เกาะ ไทยรับ CLMV

     พื้นที่ที่เนื้อหอมมากที่สุดในสายตานักลงทุนจุดหนึ่งคือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ด้วยประชากรที่มีมากถึง 600 ล้านคน และคาดการณ์ว่ามูลค่าของอีคอมเมิร์ซในอาเซียนจะทะลุ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปี 2025 ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ครอบคลุม จึงไม่แปลกที่ทั้ง Alibaba และ JD.com จะพยายามยึดพื้นที่นี้ให้ได้

     ริชาร์ดมองว่าจุดยุทธศาสตร์สำคัญของอาเซียนคืออินโดนีเซียและไทย ซึ่งการทำตลาดในอินโดนีเซียจะครอบคลุมไปถึงบรูไน ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ โดยก่อนหน้านี้ JD.com เข้าลงทุน 100 ล้านเหรียญสหรัฐในสตาร์ทอัพที่ให้บริการแชร์การเดินทางโดยมอเตอร์ไซค์อย่าง Go-Jek ซึ่งจะทำให้บริษัทมี ‘กองกำลัง’ สำคัญในการขนส่งสินค้า และริชาร์ดก็มองไกลไปถึงระบบการชำระเงินที่ได้มาด้วยอย่าง Go-Pay ที่กำลังได้รับความนิยม ขณะเดียวกันก็สร้างโกดังสินค้า 4 แห่งทั่วอินโดนีเซีย และคาดว่าขยายเป็น 7 แห่งภายในสิ้นปี 2017 นี้ มีพนักงานถึง 400 คน และยังร่วมลงทุนกับ Provident Capital บริษัทด้านการลงทุนสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอินโดนีเซียด้วย

     แม้อินโดนีเซียจะเป็นประเทศที่มีขนาดประชากรขนาดใหญ่ แต่จากการสำรวจของบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลกอย่าง McKinsey พบว่า ปี 2016 มีคนอินโดนีเซียเพียง 1% เท่านั้นที่ซื้อสินค้าขายปลีกออนไลน์ เมื่อเทียบกับจีนที่ 17% และคนอินโดนีเซียยังชอบการใช้เงินสด เพราะยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงระบบการเงินของประเทศ

     ขณะที่ประเทศไทยนั้น ทุกฝ่ายมองตรงกันหมดว่าเป็นที่ตั้งที่ดีที่สุดสำหรับการรุกตลาด CLMV นั่นคือกัมพูชา, ลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง ในที่นี้ JD.com มองว่าประเทศไทยเป็นฐานสำคัญในการกระจายสินค้าสู่มาเลเซียอีกด้วย ริชาร์ดยังเห็นว่าตัวเลขรายได้ประชากรต่อหัวของคนไทยอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ตลาดอีคอมเมิร์ซขยายตัวรวดเร็วและยังมีช่องทางให้พัฒนาขึ้นได้อีก โดยล่าสุดได้จับมือกับเครือเซ็นทรัลและ Provident Capital Partners ด้วยดีลมูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับขยายธุรกิจอีคอมเมิร์ซและฟินเทค ซึ่งริชาร์ดให้สัมภาษณ์ว่า “เซ็นทรัลเป็นธุรกิจค้าปลีกที่ใหญ่สุดในไทย ขณะเดียวกัน JD.com ก็เป็นอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่สุดในจีน เชื่อว่าน่าจะสร้างโอกาสทางธุรกิจต่อกันได้ดีมาก”

     ธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เครือเซ็นทรัลมีอยู่ในมือคือ Zalora ในประเทศไทยและเวียดนามที่เพิ่งไปซื้อกิจการมาเมื่อปี 2016 ซึ่งมีฐานลูกค้าเดิมอยู่พอสมควร โดยในช่วงที่ผ่านมาเซ็นทรัลพยายามอย่างหนักอยู่แล้วในการทำการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ (Omni Channel) ซึ่งเป็นทางรอดที่ธุรกิจค้าปลีกต้องพัฒนาไปให้ได้

 

 

     นอกจากการจับมือกับธุรกิจไทย สิ่งที่ฮือฮาที่สุดคงหนีไม่พ้นการเข้าพบ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งริชาร์ดเดินทางไปพร้อมกับ ทศ จิราธิวัฒน์ นายใหญ่เครือเซ็นทรัล ซึ่งบรรยากาศก็เป็นไปอย่างชื่นมื่น และ JD.com แสดงความตั้งใจว่าต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอีคอมเมิร์ซของภูมิภาค โดยพร้อมจะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่มีให้กับผู้ประกอบการไทย วางแผนจะลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หรืออีอีซี ซึ่งเป็นความหวังของรัฐบาลในการผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเป็นสปริงบอร์ดที่จะพาประเทศไทยไปสู่ Thailand 4.0 ได้

     สิ่งที่น่าจะทำให้นายกฯ และรัฐบาลถูกใจคือ JD.com จะช่วยนำสินค้าเกษตรของไทยไปสู่ตลาดโลกผ่านแพลตฟอร์มของตน โดยที่ผู้บริโภคชาวจีนจะสามารถซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการได้โดยตรง เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย

 

 

     ริชาร์ดยืนยันว่าจะใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาตลอด 13 ปีมาใช้กับประเทศไทย ทั้งโดรนส่งสินค้าที่เหมาะกับการขนส่งสำหรับผู้ที่อาศัยในอาคารชุด โกดังที่ใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนคนร้อยเปอร์เซ็นต์ รวมถึง Big Data และ Cloud Computing ด้วย

     JD.com ยืนยันต่อหน้านักธุรกิจที่เข้าประชุมก่อนเริ่มงานทอล์กโชว์ว่าพร้อมเปิดรับพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อจับมือและพัฒนาธุรกิจไปด้วยกัน นี่จึงเป็นสัญญาณที่ดีของเอกชนไทยที่อาจจะได้เป็นพันธมิตรกับอีคอมเมิร์ซระดับโลก และปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นแรงกดดันถึงเครือเซ็นทรัลสำหรับการปรับตัวและทำงานร่วมกันด้วย เพราะถ้าไม่ใช่เซ็นทรัล ก็ยังมีบริษัทอีกไม่น้อยที่รอจับมือกับริชาร์ด หลิว

 

     นอกจากมา (ประเทศไทย) จริงแล้ว นักธุรกิจหนุ่มวัย 43 ปีคนนี้ยังเอาจริงอีกด้วยกับการปักหมุดพื้นที่สำคัญในอาเซียนเพื่อชิงความได้เปรียบเหนือ Alibaba นอกจากการปะทะคารมกันบางโอกาสแล้ว หลายๆ ก้าวที่ริชาร์ดขยับก็ถือว่าปาดหน้า ‘แจ็ค หม่า’ ด้วย เช่น การเข้าตลาดหุ้นที่อเมริกาก่อน การเสนอเรื่องการลงทุนในไทยก่อน รวมถึงการช่วยเหลือสินค้าเกษตร และเดือนพฤศจิกายนนี้เขาก็เข้าพบและจับมือกับนายกฯ ของเราก่อนด้วย

     คงต้องรอดูเมื่อแจ็ค หม่า มาประเทศไทยว่าจะมีไม้เด็ดอะไรมาสู้ ในเมื่อริชาร์ด หลิว ชิงทำแต้มนำหน้าไปแล้ว

 

อ้างอิง:

The post ริชาร์ด หลิว แลกหมัด แจ็ค หม่า ลงทุนไทย-อินโดฯ หวังรวบทั้งอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/jd-com-plans-thai-hub-for-southeast-asia/feed/ 0
‘ริชาร์ด หลิว’ ประกาศดันผู้ใช้งาน JD.com แตะ 900 ล้านบัญชี https://thestandard.co/richard-liu-expanding-demand-jdcom/ https://thestandard.co/richard-liu-expanding-demand-jdcom/#respond Thu, 02 Nov 2017 11:31:22 +0000 https://thestandard.co/?p=40354

     ที่งาน ‘Richard Liu in Bangkok with […]

The post ‘ริชาร์ด หลิว’ ประกาศดันผู้ใช้งาน JD.com แตะ 900 ล้านบัญชี appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ที่งาน ‘Richard Liu in Bangkok with Suthichai Yoon’ ซึ่งจัดโดยเครือเนชั่น ‘ริชาร์ด หลิว’ ประธานกรรมการบริหารของบริษัท เจดีคอทคอม จำกัด กล่าวว่า การเข้าพบนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวานก่อนได้พูดคุยเรื่องธุรกิจของ JD.com และการช่วยเหลือเกษตรกรในการทำตลาดในประเทศจีนผ่านแพลตฟอร์มของ JD.com จะทำให้ผู้บริโภคชาวจีนสั่งสินค้าเกษตรและอาหารจากเกษตรกรไทยได้โดยตรง

 

 

     ริชาร์ดเล่าว่า ปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้งานเฉพาะในประเทศจีนถึง 250 ล้านบัญชี ซึ่งล้วนเป็นชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีพนักงานประจำถึง 1.5 แสนคน และมีพนักงานพาร์ตไทม์ส่งของทุกหมู่บ้านทั่วประเทศจีนกว่า 1 ล้านคน ซึ่งรายได้ของ JD.com ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาสูงแตะ 1.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และปัจจุบันเป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตจีนรายแรกที่รายได้ติดอันดับ Fortune Global 500 และเชื่อว่าจะติด Top 50 ภายในปี 2022 ให้ได้

 

 

     ขณะที่การขยายธุรกิจในต่างประเทศเพิ่งเริ่มได้เพียง 2 ปีเท่านั้น โดยดำเนินกิจการในอินโดนีเซียและประเทศไทย ซึ่งล่าสุดจับมือยักษ์ใหญ่ค้าปลีกไทยอย่างเครือเซ็นทรัลเปิดบริษัท ‘Central JD’ ด้วยดีลมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาทเพื่อลุยตลาดอีคอมเมิร์ซและฟินเทค

     ริชาร์ดยังตั้งเป้าจะมีผู้ใช้งานทั่วโลกถึง 900 ล้านคน และมองประเทศไทยเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการขยายธุรกิจด้วย

JD.com กับการเปลี่ยนโฉมหน้าอีคอมเมิร์ซไทยจะเป็นเช่นไร ติดตามทุกความคืบหน้าจากสำนักข่าว THE STANDARD

The post ‘ริชาร์ด หลิว’ ประกาศดันผู้ใช้งาน JD.com แตะ 900 ล้านบัญชี appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/richard-liu-expanding-demand-jdcom/feed/ 0
มาแล้ว! ‘ริชาร์ด หลิว’ พบนายกฯ ชื่นมื่น หวังดันไทยเป็นฮับอีคอมเมิร์ซ https://thestandard.co/richard-liu-meet-prayuth-chanocha/ https://thestandard.co/richard-liu-meet-prayuth-chanocha/#respond Wed, 01 Nov 2017 10:57:41 +0000 https://thestandard.co/?p=39874

     เจ้าพ่อ JD.com เดินทางมาถึงประเทศไท […]

The post มาแล้ว! ‘ริชาร์ด หลิว’ พบนายกฯ ชื่นมื่น หวังดันไทยเป็นฮับอีคอมเมิร์ซ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เจ้าพ่อ JD.com เดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว จับมือ ‘เซ็นทรัล’ เข้าพบนายกฯ หารือผลักดันไทยยกระดับอีคอมเมิร์ซ พัฒนาการค้าไทย-จีน

     ริชาร์ด หลิว ประธานกรรมการบริหารของอีคอมเมิร์ซระดับโลกเชื้อสายจีน ‘JD.com’ พร้อมกับ ‘ทศ จิราธิวัฒน์’ บิ๊กบอสของกลุ่มเซ็นทรัล เข้าพบ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา โดยเปิดเผยว่าที่ผ่านมาได้ลงทุนร่วมกับเซ็นทรัลมูลค่า 1 หมื่นล้านบาทสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซและฟินเทค โดยคาดการณ์ว่าจะเพิ่มเงินลงทุนรวมเป็น 1 แสนล้านบาทภายในปี 2563 และวางแผนที่จะตั้งสำนักงานในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาลไทย และยังจะช่วยผลักดันสินค้าเกษตรของไทยในการจำหน่ายออนไลน์เพื่อเพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าด้วย

 

 

     ขณะที่นายกฯ กล่าวชื่นชมผู้บริหาร JD.com ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางในการพัฒนาธุรกิจอีคอมเมิร์ซเพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทย โดยขอให้ยักษ์ใหญ่ออนไลน์รายนี้แชร์องค์ความรู้ให้เอสเอ็มอีของไทย และช่วยพาสินค้าเกษตรไทยไปสู่ตลาดโลกในวงกว้างด้วย

 

 

     ก่อนหน้านี้ ริชาร์ด หลิว เคยประกาศว่าจะพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอีคอมเมิร์ซของอาเซียน และจะนำเทคโนโลยีใหม่ทั้งระบบคลังสินค้าไร้คน โดรนส่งสินค้า การใช้ Big Data เพื่อส่งเสริมการขาย รวมไปถึง Cloud Computing มาใช้ในไทยด้วย

     โดยกำหนดการวันพรุ่งนี้ (2 พ.ย.) ริชาร์ด หลิว จะขึ้นทอล์กโชว์ในงาน Richard Liu in Bangkok with Suthichai Yoon ซึ่งจัดโดยเครือเนชั่น ที่เซ็นทรัลเวิลด์

The post มาแล้ว! ‘ริชาร์ด หลิว’ พบนายกฯ ชื่นมื่น หวังดันไทยเป็นฮับอีคอมเมิร์ซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/richard-liu-meet-prayuth-chanocha/feed/ 0
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก, แจ็ค หม่า และริชาร์ด หลิว เตรียมเยือนไทย ระเบิดศึกชิงพื้นที่อีคอมเมิร์ซ https://thestandard.co/markzuckerberg-jackma-and-richardliu-prepare-to-thailand-ecommerce/ https://thestandard.co/markzuckerberg-jackma-and-richardliu-prepare-to-thailand-ecommerce/#respond Tue, 17 Oct 2017 12:05:23 +0000 https://thestandard.co/?p=35495

     ทันทีที่รองนายกรัฐมนตรีสมคิด จาตุศร […]

The post มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก, แจ็ค หม่า และริชาร์ด หลิว เตรียมเยือนไทย ระเบิดศึกชิงพื้นที่อีคอมเมิร์ซ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ทันทีที่รองนายกรัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประกาศว่าเจ้าพ่อเฟซบุ๊ก ‘มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก’ จะมาเยือนประเทศไทยและเข้าพบพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีวันที่ 30 ตุลาคมนี้ ทุกสำนักข่าวก็ฮือฮากับเรื่องนี้

     เพราะเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ ริชาร์ด หลิว ผู้บริหารเบอร์ 1 ของอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง JD.com จะมาประเทศไทยในต้นเดือนพฤศจิกายนเพื่อกำหนดทิศทางการลงทุนในอาเซียนโดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลาง ขณะที่ แจ็ค หม่า แห่ง Alibaba ก็จะมาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันเพื่อหารือเรื่องแนวทางการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษหรืออีอีซี

     จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยกำลังเนื้อหอมในเวทีโลก และเป็นจุดวัดกำลังสำคัญของมหาอำนาจดิจิทัลที่ฟาดฟันกันดุเดือด

 

Photo: Emesto Benavides/AFP

 

ทำไมมหาอำนาจโลกดิจิทัลอย่างเฟซบุ๊กต้องมาเยือนไทย?

     หลังจากช่วง ‘พระราชพิธีสำคัญ’ ในเดือนนี้ ถือว่าเป็นเวลาที่น่าจับตาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นด้านธุรกิจและการลงทุน ประเทศไทยมีศักยภาพกับตลาดดิจิทัลอย่างมาก

     จากสถิติเมื่อต้นปี 2560 ที่ผ่านมา คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจำนวน 38 ล้านคน คิดเป็นเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด และใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือถึงวันละ 3.9 ชั่วโมง ติดอันดับ 4 ของโลก

     ขณะที่กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กมากที่สุดถึง 24 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 1.3 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ทั้งหมด ขณะที่ผู้ใช้งานทั่วประเทศมีถึง 47 ล้านบัญชี เฟซบุ๊กทำรายได้ในประเทศไทยในปีที่ผ่านมาเป็นเงินถึง 3 พันล้านบาท และกวาดเงินจากทั้งเอเชียได้ถึง 145,200 ล้านบาท จึงไม่แปลกที่ ‘มาร์ก’ จะเห็นว่าไทยคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนที่จะมองข้ามไม่ได้

     อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมามีประเด็นระหว่างรัฐบาลไทยและเฟซบุ๊กอยู่บ่อยครั้ง โดย คสช. เปิดเผยว่าจะต้องจัดระเบียบเนื้อหาที่ ‘ไม่เหมาะสม’ ซึ่งมีผลต่อความมั่นคงและความรู้สึกของคนทั้งชาติ และจะเข้มงวดมากขึ้นในการพิจารณาเรื่องโครงสร้างรายได้และการเสียภาษีให้กับประเทศไทย

     ซึ่งเรื่องนี้เจ้าพ่อเฟซบุ๊กพยายามชี้แจงตลอดว่าให้ความสำคัญกับการจัดการเนื้อหาที่ผิดกฎหมายและการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังทั่วโลก แต่ดูเหมือนจะยังไม่เห็นผลที่ชัดเจนนัก หลายฝ่ายเล็งว่าเรื่องนี้จะต้องเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกัน รวมทั้งการใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการขยายธุรกิจในอาเซียน ซึ่งเชื่อว่าจะจบลงด้วยภาพที่ชื่นมื่นของผู้นำไทยกับมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ยืนจับมือและสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นตามระเบียบ แต่จะได้ข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมหรือไม่ คงต้องติดตามต่อไป

 

Photo: FABRICE COFFRINI/AFP

 

ศึกแห่งศักดิ์ศรีชิงพื้นที่ประเทศไทยที่ต้องจับตามอง

     นอกจากนี้ ศึกใหญ่ในเดือนพฤศจิกายนที่ต้องจับตาคือ การประลองกำลังกันของผู้นำด้านอีคอมเมิร์ซแดนมังกร อย่าง Alibaba และ JD.com ซึ่ง ดร. คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกให้สัมภาษณ์กลางวงนักข่าวในช่วงที่พานักลงทุนญี่ปุ่นมาดูพื้นที่อีอีซีว่า แจ็ค หม่า จะมาเมืองไทยในเดือนพฤศจิกายน เพื่อพูดคุยกับรัฐบาลและหารือแนวทางการลงทุนในพื้นที่อีอีซีซึ่งเป็น ‘กล่องดวงใจ’ ของรัฐบาลในตอนนี้

     หลังจากมีข่าวที่ทำให้ทีมเศรษฐกิจใจหายใจคว่ำเมื่อต้นปีว่า Alibaba จะเปลี่ยนแผนการสร้างศูนย์กระจายสินค้า (e-commerce hub) จากไทยไปที่มาเลเซีย พร้อมกับภาพของแจ็ค หม่า กับ นาจิบ ราซัค ผู้นำมาเลเซียเปิดเขตการค้าเสรีดิจิทัลมูลค่ากว่า 55,000 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้ก็เพิ่งตั้ง แจ็ค หม่า เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจดิจิทัลไปเมื่อปลายปี 2559

     แม้ภายหลังจะออกมาชี้แจงว่ายังคงจะใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าสำหรับประเทศซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา สปป. ลาว เมียนมา และเวียดนาม โดยจะลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ระยะยาว ส่วนมาเลเซียจะเป็นการเชื่อมโยงอีคอมเมิร์ซระหว่างจีนและมาเลเซีย จะโฟกัสที่ตลาดอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน แยกกันชัดเจน แต่ก็ถือว่าหมุดตัวแรกของ Alibaba ที่ปักในอาเซียนเป็นมาเลเซีย ไม่ใช่ประเทศไทย เพราะความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐานตลอดจน ‘ความชัดเจน’ ของนโยบายทางด้านเศรษฐกิจด้วย การมาเยือนของแจ็ค หม่า รอบนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญของทีมเศรษฐกิจของ ดร. สมคิด ที่จะพลาดไม่ได้

 

Photo: REUTERS

 

     ขณะที่นักธุรกิจที่เติบโตจนหายใจรดต้นคอ Alibaba อย่าง ริชาร์ด หลิว แห่ง JD.com ก็ให้สัมภาษณ์ว่า จะใช้เมืองไทยเป็นศูนย์กลางของอีคอมเมิร์ซเช่นเดียวกัน โดยมองไทยเป็นฐานสำหรับการทำตลาดอาเซียนฝั่งตะวันออก พร้อมประกาศจะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ด้วย ทั้งระบบโดรน บิ๊กดาต้า และคลาวด์คอมพิวติ้งขนาดใหญ่

     ดูเหมือนริชาร์ดจะเร่งเครื่องออกตัวได้เร็วกว่าแจ็ค หม่า เสียอีก ด้วยการจับมือกับเครือเซ็นทรัลทำธุรกิจด้วยดีลกว่า 15,000 ล้านบาทสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซและฟินเทค ซึ่งเป็นการประกาศชัดเจนว่าเขา ‘เอาจริง’ กับการสร้างฐานที่มั่นในไทย และงัดข้อกับ Alibaba เต็มตัว

     ทั้งนี้ริชาร์ด หลิว มีกำหนดการมาเยือนไทยเพื่อหารือยุทธศาสตร์การลงทุนในไทยและภูมิภาคอาเซียนต้นเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้

     ภายในไม่กี่สัปดาห์นับจากนี้ เราคงเห็นนายกรัฐมนตรีและรองนายกฯ สมคิด ต้อนรับแขกคนสำคัญกันคึกคัก

     ไม่ว่าใครจะมาก็ตามที ล้วนเป็นผลดีกับประเทศไทย เพราะแสดงว่าทุนระดับโลกยังมองเห็นศักยภาพของที่ตั้งประเทศ และโอกาสทางธุรกิจสำหรับการรุกฆาตตลาดอาเซียน ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดดเด่นที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก และรัฐบาลก็หวังเหลือเกินกับการ ‘ประเดิม’ การลงทุนจากยักษ์ใหญ่ทั้งหลายในพื้นที่อีอีซีที่ชูจุดขายเรื่องของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและนวัตกรรมมาโดยตลอด และจะถือเป็น ‘ผลงาน’ ของรัฐบาล คสช. ที่จะลดแรงกดดันจากกระแสวิจารณ์เรื่องนโยบายด้านเศรษฐกิจได้พอสมควร

 

อ้างอิง:

The post มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก, แจ็ค หม่า และริชาร์ด หลิว เตรียมเยือนไทย ระเบิดศึกชิงพื้นที่อีคอมเมิร์ซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/markzuckerberg-jackma-and-richardliu-prepare-to-thailand-ecommerce/feed/ 0
ทำไม JD.com จึงเป็นอีคอมเมิร์ซอันดับสองของจีนที่เขย่าบัลลังก์ Alibaba ของ แจ็ค หม่า https://thestandard.co/jd-com/ https://thestandard.co/jd-com/#respond Wed, 27 Sep 2017 13:14:32 +0000 https://thestandard.co/?p=30848

     ถ้าใครยังไม่รู้จักชื่อของ ริชาร์ด ห […]

The post ทำไม JD.com จึงเป็นอีคอมเมิร์ซอันดับสองของจีนที่เขย่าบัลลังก์ Alibaba ของ แจ็ค หม่า appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ถ้าใครยังไม่รู้จักชื่อของ ริชาร์ด หลิว (Richard Liu) หรือ หลิวเฉียงตง ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท JD.com (Jingdong Mall) อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อันดับสองของจีน เราขอแนะนำให้ทำความรู้จักกับเขาไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เพราะชายคนนี้ได้รับสมญานามว่าเป็น ‘เจฟฟ์ เบโซส์ (เจ้าของ Amazon) แห่งเมืองจีน’ และธุรกิจของเขาก็กำลังไล่ตามคู่แข่งรายใหญ่อย่าง Alibaba มาติดๆ

     เส้นทางชีวิตของ ริชาร์ด หลิว คล้ายกับ แจ็ค หม่า ตรงที่พวกเขามาจากครอบครัวยากจนและยังกลายเป็นมหาเศรษฐีเหมือนกัน

 

 

     ก่อนจะลงสนามอีคอมเมิร์ซ ริชาร์ด หลิว เคยเปิดกิจการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในปี 1988 ในย่านจงกวานซุน (Zhongguancun) เมืองปักกิ่ง ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นซิลิคอนแวลลีย์แห่งเมืองจีน พอเกิดโรคซาร์สระบาดในปี 2003 เขาตัดสินใจปิดร้านและหันมาขายของออนไลน์ในปี 2004 วางระบบเครือข่ายโลจิสติกส์เพื่อบริหารจัดการสินค้าตลอดทั้งสายพานการผลิตให้สามารถขนส่งไปให้ถึงมือลูกค้าปลายทางได้เร็วที่สุด จนในที่สุด JD.com ก็เข้าสู่วงการธุรกิจอีคอมเมิร์ซ B2C ที่เน้นการขายสินค้าให้กับผู้บริโภค (Business-to-Consumer) เต็มรูปแบบในปี 2008

     ธุรกิจยังมีแบ็กอัพรายใหญ่อย่าง Tencent บริษัทไอทีคู่แข่งสำคัญของ Alibaba ซึ่งเข้าถือหุ้นบริษัท 15% เดือนพฤษภาคมปี 2014 หลิวพา JD.com เข้าตลาดหุ้น NASDAQ ในอเมริกา บริษัทมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 8.63 แสนล้านบาท) ส่งผลให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีคนใหม่ทันที ด้วยวัย 41 ปี และ JD.com ยังติดอันดับ 500 บริษัทชั้นนำของโลกโดยนิตยสาร ฟอร์จูน ด้วย

     กันยายนในปีเดียวกัน Alibaba ขายหุ้น IPO ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กครั้งแรก เคาะที่ราคา 68 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น (ประมาณ 2,000 กว่าบาท นับว่าเป็นราคา IPO สูงสุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา ณ เวลานั้น บริษัทมีมูลค่าสูงขึ้นตามราคาหุ้นกว่า 22,850 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 6.97 แสนล้านบาท) แซงหน้า Facebook, eBay, VISA หรือแม้แต่บริษัทเก่า เช่น IBM และ Pfizer

     ถึงจะยังตามหลัง Alibaba ที่มีทั้ง Tmall และ Taobao อยู่มาก แต่หลิวก็ประกาศกร้าวว่าจะแซงหน้า Alibaba ขึ้นมาเป็นอีคอมเมิร์ซอันดับหนึ่งของจีนให้ได้ใน 5 ปี!

     มาดูกันว่า JD.com เตรียมไม้เด็ดอะไรมาสู้กับยักษ์ใหญ่

 

 

ลงทุนหนักกับโลจิสติกส์อัจฉริยะและระบบอัตโนมัติเหมือน Amazon

     หลังบริษัทเข้าตลาดหุ้น ริชาร์ด หลิว ให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่าเป้าหมายถัดไปของเขาคือการเอาชนะ Alibaba ของแจ็ค หม่า

     “การแข่งขันทำให้ทั้งสองบริษัทแข็งแกร่งขึ้น และผมก็สนุกกับการแข่งขันมากๆ ด้วย”

     สื่อต่างประเทศเปรียบเทียบโมเดลธุรกิจ JD.com กับ Amazon.com คล้ายกันตรงที่มุ่งพัฒนาระบบโลจิสติกส์มากเป็นพิเศษ เพราะอีคอมเมิร์ซต้องแข่งกันที่ ‘ความเร็ว’ ในการจัดส่งสินค้าไปถึงมือผู้บริโภค ทำให้เกิดบริการตามความต้องการแบบ ‘on-demand’ และบริการจัดส่งสินค้าภายในวันเดียวหรือ ‘same-day delivery’

     หลิวมองว่า ผู้ชนะคือคนที่สามารถมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า

 

 

     JD.com เพิ่มบริการจัดส่งสินค้าภายในวันเดียวใน 43 เมืองใหญ่ โดยใช้ระบบขนส่งของบริษัทที่วางรากฐานไว้ตั้งแต่ปี 2007 มีสถานีเดลิเวอรีสินค้า 6,900 แห่งทั่วประเทศ แทนที่จะพึ่งระบบไปรษณีย์ซึ่งเอาแน่เอานอนไม่ได้ เหมือนอย่าง Tmall คู่แข่งอีคอมเมิร์ซ B2C บริษัทลูกของ Alibaba ใช้บริการอยู่

     กลางปีที่ผ่านมา JD.com เปิดตัวบริการขนส่งสินค้าด้วยรถส่งของอัตโนมัติเป็นครั้งแรก และเริ่มใช้ตามมหาวิทยาลัยในปักกิ่ง โดยบริษัทเผยว่าการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการจ้างพนักงานคนได้ราวๆ 7,343 เหรียญสหรัฐ หรือ 2.4 ล้านกว่าบาท

     แต่อย่าลืมว่าจีนเป็นประเทศขนาดใหญ่มาก ลูกค้าส่วนใหญ่ของ JD.com และ Alibaba อยู่ในหัวเมืองหลัก (first-tier cities) อาทิ ปักกิ่ง และเซี่ยงไฮ้ แต่ตลาดนอกเมืองก็เต็มไปด้วยโอกาสและการแข่งขันยังไม่สูง เพราะการจัดส่งสินค้าไปยังหัวเมืองรองต้องใช้ต้นทุนสูง ด้วยเหตุนี้บริษัทจึงวางแผนที่จะนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์และโดรนมาใช้จัดส่งสินค้าตามหัวเมืองรองระดับ 3-6 แทนการขนส่งด้วยรถยนต์หรือรถตู้เพื่อลดต้นทุน

 

 

     ปัจจุบันบริษัทกำลังทดสอบโดรนที่บินด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง รับน้ำหนักได้ 5-30 กิโลกรัม ในการขนส่งสินค้าจำนวนหนึ่งจากโกดังมายังบ้านของพนักงานส่งของที่อาศัยอยู่ในแต่ละหมู่บ้านแถบชนบท แล้วให้พนักงานนำไปจัดส่งตามบ้านของลูกค้าอีกที

     “ทุกวันนี้เรามีพนักงานจัดส่งสินค้ามากกว่า 70,000 คน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูง” เขากล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ CNBC “ถ้าคุณสามารถใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ในการจัดส่งพัสดุ ต้นทุนก็จะต่ำมาก”

     JD.com ได้จัดตั้งศูนย์กระจายพัสดุสินค้าแห่งแรกที่ทำงานด้วยระบบอัตโนมัติในมณฑลเจียงซู และวางแผนจะใช้ AI ในเร็วๆ นี้เพื่อไล่ตาม Alibaba ให้ทัน

     หลิวยอมรับว่าบริษัทของเขายังคงต้องพึ่งพาพนักงานคนดูแลระบบการทำงาน แต่มั่นใจว่าหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของวงการค้าปลีกแน่นอน

     “เทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามาปฏิวัติธุรกิจค้าปลีกอย่างรวดเร็วในอีก 5 ปี”

 

 

ความสามารถด้าน Data และพันธมิตรที่แข็งแกร่ง
     จากรายงาน ‘E-Commerce Briefing’ โดย BI Intelligence พบว่ายอดขายของ JD.com ในจีนเติบโตขึ้นต่อเนื่อง จากปี 2014 ที่ครองส่วนแบ่งตลาดเพียง 14% เพิ่มขึ้นเป็น 25% ในปี 2016 ขณะที่ Tmall ของ Alibaba ครองส่วนแบ่งลดลงจาก 78% เหลือ 57% ในช่วงเวลาดังกล่าว
     ถึงจะเป็นสัญญาณที่ดี แต่ยักษ์ใหญ่ก็ยังทิ้งห่างชนิด ‘ไม่เห็นฝุ่น’
     แล้ว JD.com จะก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งได้อย่างไร?
     หนึ่ง จุดเด่นของ JD.com คือการให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของลูกค้าเป็นอันดับแรก เน้นสินค้าคุณภาพสูงและของแท้ในราคาจับต้องได้ (ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ Alibaba เคยถูกโจมตีมาก่อน) โดยเจาะลูกค้ากลุ่มบนที่มีรายได้สูงกว่ากลุ่มลูกค้าของ Tmall ทำให้ลูกค้ามีรอยัลตี้ต่อแบรนด์สูง ปัจจุบันมี active users มากกว่า 226 ล้านบัญชี
     สอง JD.com รู้ว่า ‘ข้อมูล’ คืออาวุธสำคัญของการทำธุรกิจในยุคนี้ บริษัทจึงขับเคลื่อนด้วย Big Data ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เช่น พัฒนาระบบโลจิสติกส์เพื่อให้แน่ใจว่าจะจัดส่งของให้ถึงมือลูกค้าได้ทุกคนภายใน 1-2 วัน ส่วนบริษัทลูก JD Finance ก็ใช้เทคโนโลยี Big Data พัฒนาบริการทางการเงินสำหรับลูกค้า
     JD.com ยังจับมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่างนีลเส็น (Nielsen) สร้างแพลตฟอร์มข้อมูลสำหรับนักการตลาดและนักลงทุนในจีนที่ต้องการศึกษาอินไซต์ผู้บริโภค และวางกลยุทธ์การตลาดจากข้อมูลที่ทั้งสองบริษัทแชร์ร่วมกันได้ ทำให้เม็ดเงินโฆษณายิ่งไหลเข้ามาบนแพลตฟอร์มของ JD.com
     “ด้วยบริการนี้ เราจะสามารถติดตามเส้นทางการช้อปปิ้งออนไลน์ และเลือกทัชพอยต์ (touchpoint) หรือตำแหน่งที่จะสื่อสารเพื่อสร้าง engagement กับผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพสูงสุด”

 


     สาม ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ พันธมิตรที่แข็งแกร่ง เช่น Tencent ซึ่งถือหุ้นบริษัทอยู่ 15% ได้ผนวกอีคอมเมิร์ซของบริษัทเข้ากับ WeChat แอปพลิเคชันแชตที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในจีน และสามารถทำการตลาดบน Mobile Commerce ได้โดยตรง
     ความเก่งกาจของ JD.com ยังเข้าตา Walmart ซึ่งถูก Amazon เล่นงานหนัก จึงจับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัทจีนรายนี้เพื่อพัฒนาตลาดอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ
     ปีที่แล้ว Walmart ทยอยถอนบางธุรกิจออกจากตลาดในต่างประเทศ และยอมขายธุรกิจอีคอมเมิร์ซประเภทอาหารสดและของชำ Yihaodian ที่เคยเข้าซื้อในปี 2015 ให้กับ JD.com เพราะสู้การแข่งขันไม่ไหว

     Walmart ตัดสินใจซื้อหุ้น JD.com 5% เพราะต้องการให้เข้ามาช่วยพัฒนาการขยายตลาดออฟไลน์สู่ออนไลน์ โดยอาศัยความสามารถด้านอีคอมเมิร์ซ เทคโนโลยี และระบบโลจิสติกส์ที่บริษัทมีเป็นทุนเดิม ขณะที่ JD.com ก็ได้สินค้าขายดีจาก Walmart มาจำหน่ายบนแพลตฟอร์มของตัวเอง

     ล่าสุด JD.com ยังจับมือกับกลุ่มเซ็นทรัล เตรียมขยายตลาดอีคอมเมิร์ซและบริการทางการเงินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสู้ศึกกับ Alibaba ในภูมิภาคนี้เต็มที่

     ด้วยพันธมิตรเหล่านี้ JD.com ก็น่าจะเติบโตไปได้ไกล

     “ในอีก 5 ปี ผมมั่นใจว่าเราจะแซงหน้าพวกเขา (Alibaba) มาเป็นแพลตฟอร์ม B2C ที่ใหญ่ที่สุดในจีน เพราะว่าเราโตเร็วกว่าเขาเสมอ และประสบการณ์ที่เรามอบให้กับลูกค้าก็ดียิ่งกว่าที่คู่แข่งรายไหนในจีนจะทำได้” ริชาร์ด หลิว กล่าว

     แน่นอนว่า JD.com ยังต้องฝ่าด่านความท้าทายอีกมาก เพราะอาณาจักรของ Alibaba ไม่ได้มีแค่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ อีกทั้งยังลงทุนกับ Big Data และธุรกิจคลาวด์มาตั้งนานแล้ว กระทั่งแจ็ค หม่า ก็ประกาศชัดว่า Alibaba คือบริษัทข้อมูล

     แต่ยุคนี้การแข่งขันไม่ใช่แค่เรื่อง ‘ปลาใหญ่กินปลาเล็ก’ เพราะ ‘ปลาเร็วจะกินปลาใหญ่’ เช่นกัน

 

อ้างอิง:

The post ทำไม JD.com จึงเป็นอีคอมเมิร์ซอันดับสองของจีนที่เขย่าบัลลังก์ Alibaba ของ แจ็ค หม่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/jd-com/feed/ 0