Recession Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/recession/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 25 Mar 2026 08:22:14 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 YLG ชี้ราคาทองคำเข้าสู่ช่วง ‘พักตัวระยะกลาง’ จับตาแนวต้านสำคัญ 72,200-77,300 บาท หากไม่ผ่านเสี่ยงทรุดต่อถึง 55,000 บาท แต่ยังคงเป้าหมายปี 2026 แตะระดับ 90,000 บาท https://thestandard.co/ylg-gold-price-correction-target/ Wed, 25 Mar 2026 08:22:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1191208 ภาพกราฟิกแสดงราคาทองคำในประเทศวันนี้ปรับขึ้น 2,300 บาท พร้อมคำแนะนำจาก YLG เรื่องการพักตัวของราคาทองระยะสั้นและกลาง

ท่ามกลางสมรภูมิเดือดในตะวันออกกลางที่กดดันความผันผวนของ […]

The post YLG ชี้ราคาทองคำเข้าสู่ช่วง ‘พักตัวระยะกลาง’ จับตาแนวต้านสำคัญ 72,200-77,300 บาท หากไม่ผ่านเสี่ยงทรุดต่อถึง 55,000 บาท แต่ยังคงเป้าหมายปี 2026 แตะระดับ 90,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงราคาทองคำในประเทศวันนี้ปรับขึ้น 2,300 บาท พร้อมคำแนะนำจาก YLG เรื่องการพักตัวของราคาทองระยะสั้นและกลาง

ท่ามกลางสมรภูมิเดือดในตะวันออกกลางที่กดดันความผันผวนของตลาดโลก ราคาทองคำกำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญในการเลือกทาง ระหว่างการ ‘พักฐาน’ เพื่อไปต่อ หรือการ ‘ปรับฐาน’ ลึกกว่าที่คาด ‘วายแอลจี’ ชี้เป็นโอกาสทองในการวางกลยุทธ์ Buy on Dip สำหรับนักลงทุนระยะยาว

 

 
 

สถานการณ์ราคาทองคำในประเทศวันนี้ (25 มี.ค.) อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ พบว่า ณ เวลา 15.09 น. ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้น 2,300 บาทต่อบาททองคำ โดยทองคำแท่งรับซื้อที่ 70,400 บาทต่อบาททองคำ และขายออกกท่ี 70,600 บาทต่อบาททองคำ ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อที่ 68,993.16 บาทต่อบาททองคำ และขายออกที่ 71,400 บาทต่อบาททองคำ

 

พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า การดีดตัวของราคาทองคำล่าสุด (25 มี.ค.) เป็นเพียงสัญญาณรีบาวด์ระยะสั้นหลังจากราคาสไลด์ตัวลงจนเข้าสู่ภาวะขายมากเกินไป (Oversold) และเกิดสัญญาณขัดแย้งเชิงบวก (Bullish Divergence) ในกราฟรายชั่วโมง

 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมระยะกลางยังอยู่ในช่วง ‘Correction’ หรือการพักฐาน ซึ่งนักลงทุนต้องระวังแรงเทขายบริเวณแนวต้าน 4,668 – 4,996 ดอลลาร์ (72,200 – 77,300 บาท) เพราะหากไม่สามารถทะลุผ่านได้ อาจเป็นการ ‘ดีดเพื่อลงต่อ’ ไปหาแนวรับสำคัญที่ 4,096 – 3,926 ดอลลาร์ (63,300 – 60,700 บาท)

 
 

เปิด 4 ปัจจัยหนุนทองคำแกร่งในปี 69

 

แม้ระยะสั้นจะผันผวน แต่ YLG ยังคงเป้าหมายปีนี้ไว้ที่ 5,596 – 5,824 ดอลลาร์ (86,600 – 90,000 บาท) โดยมี 4 ปัจจัยสนับสนุน ดังนี้

 

  • Recession & Stagflation Risk: ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง
  • Central Bank Gold Buying: เทรนด์ De-dollarization ถูกเร่งเครื่องด้วยความไม่แน่นอนของนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์ ล่าสุดธนาคารกลางจีน (PBOC) เข้าซื้อทองต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 (สะสมแล้วกว่า 2,308 ตัน)
  • Fed Policy: Goldman Sachs ยังคงคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ (ก.ย. และ ธ.ค.) ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อทองคำ
  • ETF Flows: แม้ต้นปี 2569 จะเริ่มเห็นเงินไหลออก (SPDR ลดการถือครอง -13.5 ตัน) แต่ในภาพรวมสินทรัพย์ปลอดภัยยังเป็นที่ต้องการสูง

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน YLG แนะนำดังนี้

 

  • ผู้ที่มีทองคำในมือจำนวนมาก: หากราคาดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 4,668 ดอลลาร์ แต่ไม่ผ่าน แนะนำแบ่งขายทำกำไรเพื่อลดสถานะบางส่วน แต่หากผ่าน 4,996 ดอลลาร์ไปได้ ให้ชะลอการขายเพื่อรอไปขายใกล้จุดสูงสุดเดิม (All Time High)
  • ผู้ที่ไม่มีทองคำในมือ: แนะนำใช้จังหวะการพักตัวของราคา (Buy on Dip) เป็นโอกาสทยอยสะสม โดยเฉพาะหากราคาไม่หลุดแนวรับแรกที่ 4,096 – 3,926 ดอลลาร์

 

ภาพ: THE STANDARD

The post YLG ชี้ราคาทองคำเข้าสู่ช่วง ‘พักตัวระยะกลาง’ จับตาแนวต้านสำคัญ 72,200-77,300 บาท หากไม่ผ่านเสี่ยงทรุดต่อถึง 55,000 บาท แต่ยังคงเป้าหมายปี 2026 แตะระดับ 90,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
การโจมตีอิหร่าน ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดน้ำมันอย่างไร? https://thestandard.co/iran-attack-oil-economy/ Sun, 01 Mar 2026 02:58:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1182978 แผนที่แสดงเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลในตะวันออกกลาง โดยเน้นช่องแคบฮอร์มุซและประเทศผู้ผลิตน้ำมัน

ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปก (OPEC) โ […]

The post การโจมตีอิหร่าน ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดน้ำมันอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่แสดงเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลในตะวันออกกลาง โดยเน้นช่องแคบฮอร์มุซและประเทศผู้ผลิตน้ำมัน

ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปก (OPEC) โดยความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กำลังสร้างความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของการจัดหาน้ำมันดิบครั้งใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุดอาจเป็นชนวนเหตุให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก

 

อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่มโอเปก โดยมีกำลังการผลิตกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ อิหร่านยังตั้งอยู่ขนานกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดในโลกสำหรับการค้าขายน้ำมันระดับสากล

 

บ็อบ แมคนัลลี อดีตที่ปรึกษาด้านพลังงานประจำทำเนียบขาวในสมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ระบุว่า ตลาดน้ำมันมักมองข้ามความเสี่ยงของการหยุดชะงักด้านอุปทานในตะวันออกกลางมาโดยตลอด โดยชี้ว่าเหล่านักลงทุนกำลังประเมินภัยคุกคามจากการตอบโต้ของอิหร่านต่อการโจมตีของสหรัฐฯ ต่ำเกินไป

 

แมคนัลลี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานและผู้ก่อตั้ง Rapidan Energy กล่าวว่า “นี่คือสถานการณ์วิกฤตของจริง” พร้อมคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบล่วงหน้ามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น 5 ถึง 7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อตลาดเปิดทำการในเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาตะวันออก (ET) เนื่องจากตลาดเริ่มรับรู้ถึงปัจจัยความเสี่ยง

 

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ 72.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวสูงขึ้น 1.73 ดอลลาร์ หรือ 2.45% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ ปิดที่ 67.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.81 ดอลลาร์ หรือ 2.78%

 

แมคนัลลีมองว่า อิหร่านอาจพยายามข่มขู่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยการทำให้เส้นทางช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัยต่อการเดินเรือพาณิชย์ ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยเขาย้ำว่าตลาดยังไม่ได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่ารัฐบาลเตหะรานมีคลังทุ่นระเบิดและขีปนาวุธพิสัยใกล้จำนวนมากที่สามารถขัดขวางการสัญจรในน่านน้ำดังกล่าวได้อย่างรุนแรง

 

ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน Kpler ระบุว่า ในปี 2025 มีปริมาณน้ำมันไหลผ่านช่องแคบนี้มากกว่า 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของการส่งออกน้ำมันดิบทางทะเลทั่วโลก โดย 75% ของจำนวนดังกล่าวถูกส่งไปยังจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

 

โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกนั้น นำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบนี้ถึงกึ่งหนึ่งของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด

 

“การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกอย่างแน่นอน” แมคนัลลีกล่าว

 

แมตต์ สมิธ นักวิเคราะห์น้ำมันจาก Kpler เปิดเผยว่า ในวันนี้มีการโหลดน้ำมันดิบเพื่อการส่งออกในอ่าวเปอร์เซียมากกว่า 20 ล้านบาร์เรล จากซาอุดีอาระเบีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ โดยเริ่มมีการสังเกตพบเรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงการผ่านช่องแคบดังกล่าวแล้ว

 

แมคนัลลีระบุเสริมว่า กำลังการผลิตน้ำมันส่วนสำรองของโลกส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งจะไม่สามารถส่งออกผ่านช่องแคบได้หากเกิดการปิดเส้นทาง เท่ากับเป็นการตัดขาดอุปทานจากตลาดโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ ประมาณ 20% ของการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกาตาร์ ก็ต้องผ่านเส้นทางนี้และไม่มีแหล่งอื่นมาทดแทนได้

 

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการกักตุน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ เมื่อพวกเขาตระหนักว่าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลง คุณจะได้เห็นสงครามการประมูลราคาครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” แมคนัลลีกล่าว

 

นักวิเคราะห์ระบุว่า ราคาน้ำมันจะต้องพุ่งสูงขึ้นจนถึงจุดที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจเพื่อให้ความต้องการใช้ลดลงจนตลาดกลับเข้าสู่สมดุล เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันในตลาดไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอ

 

แมคนัลลีกล่าวว่า มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นของน้ำมันดิบที่ไหลผ่านช่องแคบซึ่งจะสามารถเปลี่ยนเส้นทางลำเลียงได้ โดยซาอุดีอาระเบียมีท่อขนส่งน้ำมันที่พาดผ่านประเทศจากชายฝั่งตะวันออกไปยังชายฝั่งตะวันตกติดทะเลแดง ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีท่อขนส่งที่ไปสิ้นสุดที่อ่าวโอมาน ซึ่งสามารถข้ามช่องแคบฮอร์มุซไปได้

 

รายงานจากสื่อของรัฐระบุว่า อิหร่านได้เริ่มยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน ซึ่ง ทอม โคลซา ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาด้านน้ำมันและก๊าซ Kloza Advisors มองว่าการโจมตีเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

 

“การที่อิหร่านโจมตีประเทศเพื่อนบ้านรายอื่นในอ่าวเปอร์เซียได้เปลี่ยนปัจจัยการคำนวณความเสี่ยงไปอย่างสิ้นเชิง ความรุนแรงของการโจมตีสร้างแรงกดดันต่อบริษัทประกันภัยให้ต้องปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างหนัก หรืออาจถึงขั้นปฏิเสธการรับประกันภัยสำหรับการเดินเรือในเส้นทางนี้” โคลซากล่าว

 

เควิน บุค กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัยของ ClearView Energy Partners ให้ความเห็นว่า รัฐบาลของทรัมป์อาจพิจารณาการระบายน้ำมันจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น โดยข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่าปัจจุบันมีปริมาณน้ำมันสำรองอยู่ที่ประมาณ 415 ล้านบาร์เรล

 

“แต่เราขอย้ำอีกครั้งว่า ในวิกฤตด้านอุปทาน ระยะเวลาของเหตุการณ์คือตัวแปรสำคัญ เช่นเดียวกับขนาดของปัญหา” บุคระบุในรายงานฉบับวันเสาร์

 

“วิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ อาจรุนแรงเกินกว่าที่น้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และประเทศสมาชิกสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ทั้งหมด”

 

อ้างอิง

 

The post การโจมตีอิหร่าน ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดน้ำมันอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ Black Monday มาเร็วกว่าคาด : นักลงทุนควรตั้งรับอย่างไร https://thestandard.co/black-monday-investor-strategy/ Thu, 12 Feb 2026 02:25:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1177622 ภาพกราฟแสดงตลาดหุ้นผันผวน มือที่กำลังซื้อขาย สะท้อนภาวะ Black Monday และกลยุทธ์รับมือของนักลงทุน

เดือนแรกของปีผ่านไปอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความปั่นป่ว […]

The post เมื่อ Black Monday มาเร็วกว่าคาด : นักลงทุนควรตั้งรับอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงตลาดหุ้นผันผวน มือที่กำลังซื้อขาย สะท้อนภาวะ Black Monday และกลยุทธ์รับมือของนักลงทุน

เดือนแรกของปีผ่านไปอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความปั่นป่วนของสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มาตามเสียงทักของนักวิเคราะห์ที่ว่าจะเป็นปีที่เสี่ยงเข้าสู่ขาลง บ้างก็ว่าแค่ปรับฐานแล้วไปต่อ แต่ที่แน่ๆ ‘ทองคำ’ ฟองสบู่แตก ดอลลาร์แข็ง และ Bond Yield พุ่ง ทุกอย่างพลิกผันเกินคาด

 

คลื่น Sell America แรงขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ไม่กี่วัน เมื่อ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เขย่าโลกอีกระลอกด้วยการเปลี่ยนแปลงนโยบายในระยะสั้น ทั้งประเด็นภาษีการค้าที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และตั้ง ‘เควิน วอร์ช’ นั่ง ‘ประธาน Fed ’ คนใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบางที่สุดช่วงหนึ่งของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในรอบหลายทศวรรษ

 

ทิศทางการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้จะเป็นอย่างไร และเราควรรับมืออย่างไรดี

 

‘Black Monday’ เทขายทุกสินทรัพย์ – Sell America ยังไม่จบ

 

บรรยากาศการลงทุนในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ ตลาดมีแรงเทขายสินทรัพย์ต่างๆ พร้อมกัน กลายเป็น ‘ทะเลแดง’ แทบทุกกระดาน ตั้งแต่สินทรัพย์เสี่ยงสูง อย่างคริปโทเคอร์เรนซีอย่าง Ethereum -10% ส่วน Bitcoin -5% ไปจนถึงสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจโลกอย่างน้ำมันดิบ WTI -5% และแม้แต่ ขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ‘ทองคำ’ ที่เคยถูกมองว่าเป็นหลุมหลบภัย ก็เกิดปรากฏการณ์ ‘เทขายทุกราคา’ ทองคำ -1.0%

 

เหตุการณ์ ‘Black Monday’ ที่เรียกว่า ‘เทขายทุกราคา’ ในวันเดียวเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะโดยปกติตามทฤษฎีแล้ว ตลาดการเงินจะมีกลไกคานอำนาจระหว่างสินทรัพย์ต่างๆ เช่นเวลาหุ้นตก เงินจะไหลเข้าทองคำหรือพันธบัตร แต่สภาพเทขายสินทรัพย์ต่างๆ พร้อมกันที่เกิดขึ้นเวลานี้ กลับตรงกันข้ามกับทฤษฎีอย่างสิ้นเชิง สะท้อนว่ากลไกการคานอำนาจระหว่างสินทรัพย์ ‘แทบไม่ทำงาน’

 

‘Black Monday’ รอบนี้ ข้อมูลสะท้อนชัดว่าเป็นการเทขายแบบปูพรม ซึ่งไม่ใช่การปรับพอร์ตตามปกติ แต่คือการหนีเอาตัวรอด

 

มาดูกันว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้สินทรัพย์ทุกอย่าง ‘ร่วงพร้อมกัน’

 

1. สภาพคล่องถูกดึงกลับ (Liquidity Crunch) จากปัญหาของนักลงทุน (ที่ใช้มาร์จิ้น) ขาดทุนหนักในสินทรัพย์หนึ่งจึงถูกบังคับให้ขาย ‘สินทรัพย์ทุกอย่างที่ขายได้’ เพื่อเติม Margin Call หรือรักษาสภาพคล่อง ดังนั้น สินทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย จะต้องถูกขายลงพร้อมกันด้วย

 

2. สัญญาณเศรษฐกิจถดถอยเริ่มดังขึ้น ตลาดกังวลต่อการร่วงลงของทองแดงและน้ำมันที่ไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่สะท้อนความกลัวว่า ‘เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอ’ หรือเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ความต้องการพลังงานและวัตถุดิบจึงลดลง ปีนี้จึงเป็นอีกปีที่ต้องจับตาสหรัฐฯ ว่าจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือเติบโตได้เหมือนปีที่ผ่านมา

 

3. ดอกเบี้ยสูง และ ความไม่แน่นอน เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผลประชุม Fed ครั้งแรกในรอบปีนี้ มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.5-3.75% แต่นักลงทุนทั่วโลกจับตาการส่งสัญญาณและกรอบความคิดของ Fed ในปีนี้ ซึ่งประธาน Fed ‘เจอโรม พาวเวล’ นั่งตำแหน่งนี้ถึงเดือนพฤษภาคม หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นประธาน Fed คนใหม่ ‘เควิน วอร์ช’ ที่ผู้นำสหรัฐฯ ‘ทรัมป์’ ส่งเข้ามาเพื่อตอบสนองการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำ

 

สิ่งที่ Fed กำลังเฝ้ารอดู คือ ผลกระทบนโยบายภาษีนำเข้า (Tariffs) ต่อเงินเฟ้อ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลก ความแข็งแรงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้ครึ่งหลังของปี ตลาดรับรู้แล้วว่า Fed ‘ยังไม่ลดดอกเบี้ย’ แต่ยังไม่ปิดประตูเสียทีเดียว เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านประธาน Fed คนใหม่ที่จะเริ่มเข้ามาทำงานเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งอาจจะเกิดความปั่นป่วนในครึ่งปีหลังของการปรับตัวรับประธาน Fed คนใหม่

 

ณ วันนี้ ตลาดการเงิน ไม่ได้คาดว่าประธาน Fed คนใหม่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายมากนัก แต่ยังคาดการณ์ว่า ปีนี้อาจมีการลดดอกเบี้ยเพิ่มอย่างมากที่สุดเพียง 2 ครั้ง ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะลงไปใกล้ 3% เป็นระดับเป็นกลาง (neutral) ที่ไม่กระตุ้นและไม่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

สำหรับบทบาทของประธาน Fed คนใหม่ ‘วอร์ช’ ถูกจับตาว่าจะโอนอ่อนตามแรงกดดันทางการเมืองหรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้ได้แสดงท่าทีเป็น ‘สายพิราบ’ โดยเสนอให้ลดดอกเบี้ยควบคู่กับการลดขนาดงบดุลของธนาคารกลางอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ตลาดมอง ‘ตัวตนที่แท้จริง’ ของวอร์ช คือสายเหยี่ยวที่แข็งกร้าว

 

นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีนักสำหรับธนาคารกลางที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก หาก Fed ถูกทรัมป์เข้าแทรกแซง จะเผชิญกับวิกฤติศรัทธาอย่างหนัก ท่ามกลางช่วงเวลาที่ผู้กำหนดนโยบายต้องรับมือกับความเสี่ยงต่อเสถียรภาพราคาและการจ้างงานสูงสุด เส้นทางข้างหน้าจึงมีความไม่แน่นอนอย่างยิ่ง และควรถูกกำหนดด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ด้วยอุดมการณ์หรือความเชื่อส่วนตัว

 

อีกประเด็นสำคัญ คือ ชะตากรรมของพาวเวล โดยปกติประธาน Fed ที่ถูกปลดจากตำแหน่งมักลาออกจากตำแหน่งกรรมการ Fed ด้วย แต่ครั้งนี้อาจไม่เป็นเช่นนั้น พาวเวลยังเหลือวาระในฐานะกรรมการ Fed อีก 2 ปี และอาจเลือกอยู่ต่อเพื่อเป็นแนวกันชนต่อความพยายามของทรัมป์ที่จะบั่นทอนความเป็นอิสระของ Fed

 

สิ่งเดียวที่ช่วยลดความเสี่ยงได้บ้างคือ วอร์ชไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาดเพียงคนเดียว นโยบายการเงินยังถูกกำหนดโดยคณะกรรมการ FOMC ซึ่งมีผู้ลงคะแนนเสียง 12 คน และการเปลี่ยนทิศทางนโยบายอย่างมีนัยสำคัญจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ที่แข็งแรงและโน้มน้าวได้จริง

 

ในช่วงที่ทั่วโลกมีความไม่แน่นอนสูงทั้งจากสงครามต่างๆ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้า รวมไปถึงตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มอ่อนแรง แต่นโยบายดอกเบี้ยยังตึงตัว เงินเฟ้อที่ยังสูง ทำให้นักลงทุนจำนวนมากจะเลือก ‘ถือเงินสด’ มากกว่าถือสินทรัพย์ใดๆ แม้กระทั่งทองคำ ทุกคนมองไปทางเดียวกันคือ ในวันที่ไม่แน่ใจ Cash is King

 

การเกิด Black Monday ครั้งนี้ อาจไม่ใช่แค่การปรับฐานราคา แต่มันคือบททดสอบความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุนทั่วโลก และหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่เสี่ยงที่สุด โดยเฉพาะตลาดหุ้นอเมริกา ตลาดใหญ่ของโลกที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรง 3 ปีติดต่อกันแล้ว

 

เหตุใดนักลงทุนเทขายอเมริกา

 

  • ความกังวลนโยบายภาษี (Reciprocal Tariff) ความไม่แน่นอนนโยบายการค้าของทรัมป์สร้างความกังวลว่าจะมีมาตรการภาษีอย่างจริงจัง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทต่างๆ แม้ล่าสุด ทรัมป์พยายามผ่อนคลายการใช้มาตรการภาษีกับอินเดีย เกาหลีใต้ก็ตาม โดย JPMorgan ประเมินว่า ความกังวลต่อนโยบายการขึ้นภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้เสี่ยงถดถอยถึง 60%
  • การขายทำกำไรหุ้นเทคโนโลยี (Profit Taking) ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังจากตลาดหุ้นโดยรวมปรับตัวขึ้นติดต่อกันมา 3 ปี (2023-2025) รวมกว่า 60-70% และส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนทำให้เกิดกระแส AI Bubble มาในช่วงปีที่แล้ว และต้นปีนี้ นักลงทุนเริ่มขายทำกำไรและมีความระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากมองว่าระดับราคาแพงเกินไป (Overvalued) แม้จะไม่ใช่ถล่มขายหนีตาย แต่ก็ยังเป็นโหมด ‘พักฐาน’ และอยู่ในช่วง ‘Reset ราคา’ มากกว่า
  • ความคาดหวังผลประกอบการสูงเกินไป แม้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จะมีผลประกอบการที่ดีออกมาก็จริง แต่เนื่องจากตลาดตั้งความคาดหวังไว้สูงมาก เมื่อผลประกอบการออกมาไม่เกินความคาดหมาย (Surprise) จึงเกิดแรงเทขายทำกำไรถือเงินสดกันก่อน ประกอบกับมีปัญหาคอขวดในการผลิต AI อีก ซึ่งก็เป็นที่มาของการทำสงครามแย่งชิงทรัพยากรอยู่ตั้งแต่ต้นปีนี้
  • การย้ายเงินลงทุน (Rotation) นักลงทุนเริ่มโยกย้ายเงินจากสินทรัพย์อเมริกาไปยังตลาดอื่นที่ราคาถูกกว่าหรือมีความเสี่ยงต่ำกว่า และเอเชียก็เป็นอีกโซนที่นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุน

 

ณ วันนี้ ตลาดโดยรวมยังไม่ถึงจุดวิกฤติใหญ่หรือซึมลงแบบตลาดหมีครับ

 

จริงๆ นักลงทุนกลัวว่า AI จะเปลี่ยนโมเดลธุรกิจของบริษัทซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีแบบเดิม ซึ่งทำให้บางหุ้นถูกเทขายหนัก ขณะที่ยังไม่มีภาพชัดว่า ผลประกอบการจะสะท้อนกลยุทธ์ AI จริงหรือไม่

 

ดังนั้น Rotation ของเงินบางส่วนได้ไหลออกจากหุ้น Growth โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีราคาแพง ไปหาหุ้นที่ดูมีความปลอดภัยกว่าหรือหุ้น Value เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค พลังงาน หุ้นที่จ่ายปันผลดี

 

ขณะที่ดัชนีความผันผวน VIX ยังขึ้นจากระดับปกติ แสดงถึงความไม่แน่นอนและตลาดต้องการปัจจัยบวกมาหล่อเลี้ยง ท่ามกลาง sentiment ที่เปราะบาง ทำให้ตลาดมีความผันผวนสูง

 

รอสัญญาณชีพ Sell-off ‘2026 งบดี ตลาดไปต่อ’

 

เมื่อไหร่ตลาดหุ้นอเมริกาจะจบรอบ Sell-off จริงๆ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดเดาระบุเวลาได้แน่นอนครับ

 

แต่หลักๆ ปัจจัยที่จะทำให้ Sell-off จบเร็วได้ ก็ขึ้นกับข่าวบวกของรายงานผลประกอบการของบริษัทในตลาดหุ้นที่ชัดเจนและดีกว่าคาด โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่, ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) การจ้างงาน และความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมา เมื่อไหร่ที่ตัวชี้วัดเชิงข้อมูล ‘พื้นฐานแข็งแรงจริง’ ความกังวลเรื่องมูลค่า (Valuation) จะลดลง และแรงเทขายอาจคลี่คลายลง

 

นักวิเคราะห์ มองข้ามงบกำไรปี 2025 กันไปแล้ว แต่โฟกัสอนาคตจะเป็นอย่างไร นั่นก็คือ สิ่งที่ผู้บริหารของแต่ละบริษัทพูดถึงปี 2026 เป็นหลัก

 

ช่วงนี้ยังเป็นฤดูกาลประกาศงบกำไรงวดไตรมาส 4 ปี 2025 ของบริษัทในสหรัฐฯ ที่ทยอยออกมา ซึ่งจริงๆ อาจจะไม่ต้องกังวลมาก เนื่องจากปีที่แล้ว มีบริษัทกว่า 78% ก็ยังทำได้ดีกว่าคาด แต่อย่างไรก็ตาม ผลดำเนินงานปี 2025 กำลังจะเป็นอดีตไปแล้วและราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปล่วงหน้าแล้ว

 

Goldman Sachs ประเมินว่า กำไรของบริษัทใน S&P 500 ปี 2026 จะเติบโต 12% ขณะที่ Consensus มองไว้ที่ 13.5% และสถิติใหม่ที่น่าสนใจ คือ บริษัทใน S&P 500 กว่า 50% ให้เป้าหมายกำไรปี 2026 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ซึ่งสถิตินี้ดีกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่มักจะอยู่ที่ 40%

 

สัญญาณการลงทุน โดยภาพรวมการเติบโตยังเป็นขาขึ้น J.P. Morgan มองว่ากำไรที่แข็งแกร่งจะหนุนให้บริษัทกล้าลงทุนขยายกิจการมากขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ดังนั้น หากจะลงทุนหุ้นอเมริกา ควรเน้นลงทุนในหุ้นที่มีรายได้ชัดเจน และกระจายความเสี่ยงไปยังกลุ่ม Old Economy ที่กระแสเงินสดดี ไม่ควรกระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

 

ในระยะยาว อเมริกายังไปต่อเพราะความเป็นผู้นำขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก หากเศรษฐกิจยังเติบโต กำไรของบริษัทจดทะเบียนก็เติบโตตาม ตลาดหุ้นก็โตไปด้วยกันครับ โดยปีนี้ คาดการณ์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมี Upside จากการเติบโตของกำไรระดับ 12-13% แต่กุญแจสำคัญ คือ ต้องเลือกบริษัทที่แข็งแกร่ง ซึ่งหากจะลงทุนหุ้นรายตัว ผมแนะนำเข้าไปดูข้อมูลใน Jitta.com ได้ครับ

 

ตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ตลาดกลับมาบวก คือ ‘ผลประกอบการ’ โดยเฉพาะกลุ่ม Big Tech หากทำงบกำไรได้ดี ตลาดอาจมองข้ามดอกเบี้ย แต่หากงบฯ ดีแต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังต้องระวัง อาจมีความเสี่ยงจะเกิด Sell on Fact ได้

 

กลยุทธ์ ‘ไม่เดาตลาด แต่ออกแบบพอร์ต’ รอดทุกสถานการณ์

 

ตลาดกำลังทำ Stress Test พอร์ตของคุณตั้งแต่ต้นปีเลยครับ เพราะฉะนั้นคุณต้องถามตัวเองว่า ในวันที่ทุกอย่างติดลบพร้อมกัน พอร์ตยังมีสภาพคล่อง และ สติ มากพอหรือไม่

 

ในโลกของการลงทุน ผู้ชนะไม่ใช่คนที่กำไรสูงสุดในตลาดขาขึ้น แต่คือคนที่ยังเหลือเงินทุน พอจะอยู่รอดและเล่นต่อได้ ในวันที่ตลาดกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

 

เพราะฉะนั้น ท่ามกลางสภาวะโลกมีความไม่แน่นอนสูง การพยายาม ‘จับจังหวะตลาด’ ไม่ใช่คำตอบการลงทุนในระยะยาวแน่นอนครับ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ‘จัดพอร์ตให้อยู่รอดได้หลายสถานการณ์’

 

ผมแนะนำกลยุทธ์รับมือปีนี้ ด้วยการ ‘ไม่เดาแต่ออกแบบพอร์ต’ และการจัดพอร์ต Core & Satellite ยังเป็นกรอบที่ใช้ได้เสมอครับ

 

โดย Core Portfolio (พอร์ตหลัก) ให้น้ำหนักลงทุน 70–80% ของพอร์ตทั้งหมด พอร์ตนี้เน้นลงทุนกระจายทั่วโลกทั้งหุ้น และพันธบัตรเป็นหลัก ซึ่งจะอยู่ในสหรัฐฯ แต่วันนี้ลงทุนข้ามสินทรัพย์ไม่พอ แต่จะต้องกระจายลงทุนข้ามภูมิภาคด้วย จะช่วยลดความผันผวนสูงได้มากยิ่งขึ้น และยังสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ผมจะเน้นให้ลูกค้าสร้างพอร์ตหลักให้มั่นคงก่อนครับ เพื่อเป็น ‘รากฐาน’ ให้เงินเติบโตสม่ำเสมอในระยะยาว เช่น Global ETF หรือกองทุนดัชนีทั่วโลก เป็นการกระจายความเสี่ยงครอบคลุม

 

ส่วน Satellite Portfolio (พอร์ตรอง) ให้น้ำหนัก 20–30% พอร์ตนี้เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่ทำกำไรได้สูง เพื่อใช้เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาด (Alpha) โดยเน้นลงทุนในธีม เช่น ธีม AI พลังงานสะอาด Healthcare หรือเลือกภูมิภาคที่มีศักยภาพเติบโตสูง AI หรือตลาดเกิดใหม่ เพื่อเป็น ‘ตัวช่วยเร่งกำไร’ ให้พอร์ตโตเร็วขึ้น

 

การจัดพอร์ตรองในปีนี้ ใครที่ยังต้องการแสวงหากำไรสูงอยู่ ในภาวะ Sell America ที่คาดเดาไม่ได้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่ ผมขอย้ำว่า สิ่งที่ควรทำที่สุด คือ กระจายลงทุนทั้งข้ามสินทรัพย์และข้ามภูมิภาค

 

ผมมองว่า ภูมิภาคฝั่งเอเชียน่าสนใจและเหมาะเป็นหลุมหลบภัยในยามนี้ คือ ASEAN เพราะไม่ใช่คู่ขัดแย้งหลักกับสหรัฐฯ ส่วนรายประเทศแนะนำ China+1 ‘อินเดีย & เวียดนาม’ ที่จะได้ประโยชน์จากสงครามภาษีการค้า

 

‘อินเดีย’ ยังมี Upside เชิง Valuation ปีนี้ยังไปต่อได้

 

อินเดียมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่อีกแห่งของโลกและมีการเติบโตที่สูงมาก โดยธนาคารกลางอินเดียคาดการณ์ GDP ปี 2026 โตสูง 7.3% ส่วนเงินเฟ้อคาดยังต่ำกว่าเป้าหมายที่อยู่ 4% จึงยังใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำได้ แม้ดูมีเงินเฟ้อแบบอ่อนๆ แต่เศรษฐกิจยังเติบโตดี ‘Goldilocks’ ซึ่งเป็นสภาวะที่ดีต่อตลาดหุ้นอินเดีย ผมมองว่าปีนี้หุ้นอินเดีย ยังมี Upside เชิง Valuation เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว แต่ในระยะสั้นอาจเกิดความผันผวนจากเงินทุนต่างชาติไหลออกและ Valuation ที่อาจวิ่งขึ้นไปแพงแซงพื้นฐานในบางช่วงด้วยนะครับ

 

ทั้งนี้ ปีที่แล้ว ดัชนี Sensex ทำผลตอบแทนบวก 8-10% ซึ่งได้แรงส่งจากการเติบโตของกำไรบริษัทและเศรษฐกิจในประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ร้อนแรงทำ All Time High เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณว่า โดยรวมตลาดยังปรับตัวขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้ หากดูดัชนี MSCI India (รวมหุ้นใหญ่ในอินเดีย) ซึ่งวัดผลตอบแทนในสกุลเงินดอลลาร์ปี 2025 สร้างผลตอบแทน +2.5% แม้อาจจะดูช้ากว่าตลาดเกิดใหม่อื่นๆ แต่อินเดียกลับตัวได้แล้วครับ

 

เวียดนาม ปีแห่งโอกาส New Cycle เมื่อขึ้น Emerging Market

 

เวียดนามยังเป็นประเทศดาวเด่นของโรงงานผลิตแห่งใหม่ของโลกรองจากจีน เศรษฐกิจยังเติบโตสูง โดยมีการตั้งเป้า GDP ปี 2026 เติบโตราว 10% ซึ่งจะช่วยหนุนผลประกอบการบริษัทโดยรวมของตลาดหุ้น ทำให้มีหลายสำนักวิเคราะห์ว่า ปีนี้ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของรอบการเติบโตใหม่ (New Cycle) มากกว่าสิ้นสุดของขาขึ้นที่ผ่านมา โดยตลาดจับตา FTSE จะยกระดับสู่ Emerging Market ในเดือนมีนาคมนี้ และคาด MSCI จะมีการประกาศยกระดับเช่นกัน จะยิ่งดึงดูดเงินทุนไหลเข้าตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

ปีที่แล้ว ตลาดหุ้นเวียดนามเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในโลก ดัชนี VN พุ่งทะยานถึง 40% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2024 โดยแตะระดับ 1,800 จุด จาก 1,269 จุดเมื่อต้นปี 2025 และทำสถิติใหม่หลายครั้งเช่นกัน โดยมีแรงขับเคลื่อนจากนักลงทุนในประเทศและเศรษฐกิจที่แข็งแรง ผลประกอบการของบริษัทในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมเติบโตได้ดี และที่สำคัญ นักลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนล่วงหน้ารับข่าว FTSE เตรียมยกระดับสถานะ Emerging Market กันแล้ว ด้านเวียดนามปฏิรูปตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพัฒนากฎระเบียบเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ทำให้ตลาดโปร่งใสขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเวียดนามมีโอกาสไปต่อ และเติบโตในปีนี้ โดยเฉพาะแรงส่งจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจและการพัฒนาโครงสร้างตลาด แต่ในระยะสั้นยังมีความผันผวนจากแรงขายทำกำไรในระยะสั้นหลังจากปีที่แล้วปรับตัวขึ้นแรง นอกจากนี้ยังมีความเปราะบางจากกลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่ใช้มาร์จิ้นมาลงทุน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงหากมีแรงเทขายกะทันหัน ดังนั้นจึงเป็นตลาดที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง ‘สูง’ ไปด้วยกันครับ ดังนั้น คนที่ลงทุนหุ้นเวียดนามต้องพร้อมรับมือกับความผันผวนที่เกิดขึ้นและอาจต้องตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ด้วย แต่หากเน้นลงทุนระยะยาว ยังสามารถเข้าลงทุนในช่วงที่ตลาดขาลงครับ

 

อีกกลยุทธ์สำคัญนอกจากการออกแบบพอร์ตแล้ว คือ วินัยที่สร้างความแตกต่าง DCA+Annual Boost จะช่วยปลดล็อกการจับจังหวะตลาดในสภาวะตลาดมีความผันผวนสูง

 

ยกตัวอย่าง คนที่ DCA อย่างสม่ำเสมอ เพียงเพิ่มเงินลงทุนปีละ 10% (Annual Boost) หากพอร์ตโตเฉลี่ย 8% ต่อปี ใน 30 ปี ผู้ที่ทำ Annual Boost จะมีมูลค่าพอร์ตมากกว่าคนที่ลงทุนเท่าเดิมทุกเดือนถึงประมาณ 3 เท่า

 

บทสรุปปี 2026 อาจไม่ใช่ปีของคนที่ ‘เสี่ยงที่สุด’ แต่เป็นปีของคนที่บริหารความเสี่ยงได้ดีที่สุด เพราะหน้าที่ของนักลงทุนไม่ใช่การทำนายตลาดให้ถูกทุกครั้ง แต่คือการสร้างพอร์ตที่ไม่พังแม้เราคิดผิด

 

การลงทุนที่ดีอาจไม่ตื่นเต้นทุกวัน แต่ต้องทำให้เราเดินต่อได้ในทุกสภาวะตลาด

 

ผมหวังว่าทุกท่านจะเลือกออกแบบพอร์ตในแบบฉบับที่ทำให้คุณกินอิ่ม นอนหลับสบายใจ และเงินลงทุนเติบโตได้ในระยะยาว

The post เมื่อ Black Monday มาเร็วกว่าคาด : นักลงทุนควรตั้งรับอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Goldman Sachs เตือน ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยสหรัฐฯ พุ่งแตะ 35% https://thestandard.co/goldman-us-recession-risk-35/ Tue, 01 Apr 2025 03:06:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1059017

Goldman Sachs ปรับเพิ่มความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จ […]

The post Goldman Sachs เตือน ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยสหรัฐฯ พุ่งแตะ 35% appeared first on THE STANDARD.

]]>

Goldman Sachs ปรับเพิ่มความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) เป็น 35% จากเดิม 20% และคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น เนื่องจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและทำให้ตลาดการเงินปั่นป่วน

 

บริษัทยังได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตของ GDP สหรัฐฯ ในปี 2025 ลงเหลือ 1.5% จากเดิม 2.0% และคาดการณ์ว่าทั้ง Fed และธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้ง แทนที่การคาดการณ์เดิมที่ 2 ครั้ง

 

ทรัมป์กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (30 มีนาคม) ที่ผ่านมาว่ามาตรการภาษีตอบโต้ของเขา ซึ่งจะมีการประกาศในสัปดาห์นี้ จะครอบคลุมทุกประเทศ ไม่ใช่เพียงบางประเทศเท่านั้น สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการเงินทั่วโลก เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

 

ในอีกรายงาน Goldman Sachs ได้ปรับลดเป้าหมายดัชนี S&P 500 สิ้นปีลงเป็นครั้งที่ 2 ในเดือนนี้ เหลือ 5,700 จุด จากเดิม 6,200 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในบรรดาโบรกเกอร์ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเป้าหมายของ Barclay ตามมาอยู่ที่ 5,900 จุด

 

Goldman Sachs คาดว่าอัตราภาษีเฉลี่ยของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้น 15% ในปี 2025 ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์เดิม 5% และคาดว่า ทรัมป์จะประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ในวันที่ 2 เมษายน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 15% สำหรับคู่ค้าทุกประเทศของสหรัฐฯ

 

Goldman Sachs เขียนไว้ในบันทึกเมื่อวันอาทิตย์ว่า “การปรับอัตราภาษีเกือบทั้งหมดสะท้อนให้เห็นสมมติฐานที่เข้มงวดยิ่งขึ้นสำหรับภาษีแบบตอบโต้” นอกจากนี้ยังคาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันในเดือนกรกฎาคม กันยายน และพฤศจิกายน เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ปรับลด 2 ครั้งในเดือนมิถุนายนและธันวาคม

 

Goldman เตือนว่ายุโรปจะมีสถานการณ์ที่แย่กว่าสหรัฐฯ เนื่องจากคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของภูมิภาคอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (technical recession)ในปีนี้ บริษัทนายหน้าคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตเพียงเล็กน้อยในช่วงที่เหลือของปี 2025 โดยการเติบโตแบบไม่คำนวณรายปีจะอยู่ที่ 0.1%, 0.0% และ 0.2% ในไตรมาสที่ 2, 3 และ 4 ตามลำดับ

 

อีกทั้งคาดว่า ทรัมป์จะบังคับใช้ภาษีตอบโต้ต่อสหภาพยุโรปในอัตรา 15% ส่งผลให้ภาษีที่แท้จริงเพิ่มขึ้นรวม 20% 

 

“เราคาดว่าการปรับสมมติฐานภาษีใหม่ของเราจะลด GDP ที่แท้จริงของยูโรโซนลงเพิ่มเติม 0.25% เมื่อเทียบกับคาดการณ์เดิม ส่งผลให้ GDP ลดลงรวม 0.7% เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่ไม่มีการตั้งกำแพงภาษี ภายในสิ้นปี 2026”

 

อย่างไรก็ตาม ในกรณีเลวร้ายกว่านั้น Goldman Sachs คาดว่าเศรษฐกิจยูโรโซนอาจได้รับผลกระทบรวม 1.2% ซึ่งอาจทำให้ยูโรโซนเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคในปี 2025 เมื่อเทียบกับสถานการณ์ไม่มีภาษี นอกจากนี้ Goldman ยังปรับคาดการณ์ว่า ECB จะลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในเดือนกรกฎาคม นอกเหนือจากการลดดอกเบี้ยที่คาดไว้ในเดือนเมษายนและมิถุนายนอีกด้วย

 

ภาพ: Spencer Platt / Getty Images

อ้างอิง:

The post Goldman Sachs เตือน ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยสหรัฐฯ พุ่งแตะ 35% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทย เงินบาท และดอกเบี้ยนโยบาย จะเป็นอย่างไร? ใต้เงาทรัมป์ vs. แฮร์ริส https://thestandard.co/what-will-happen-to-the-thai-economy-after-us-election/ Thu, 24 Oct 2024 12:37:51 +0000 https://thestandard.co/?p=999759

CIMB THAI คาด เศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวได้เพียง 2.5% […]

The post เศรษฐกิจไทย เงินบาท และดอกเบี้ยนโยบาย จะเป็นอย่างไร? ใต้เงาทรัมป์ vs. แฮร์ริส appeared first on THE STANDARD.

]]>

CIMB THAI คาด เศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวได้เพียง 2.5% หาก โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะ เทียบกับ 3.2% ในกรณีที่ คามาลา แฮร์ริส ชนะ พร้อมคาดว่าเงินบาทอาจอ่อนค่าลงถึงระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐช่วงปลายปี 2568 หากทรัมป์ชนะ ในทางตรงกันข้ามหากแฮร์ริสชนะการเลือกตั้ง เงินบาทน่าจะแข็งค่าแตะระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปลายปี 2568 ด้าน UOB มองว่า นโยบายของทรัมป์อาจดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น พร้อมชี้ว่านโยบายของแฮร์ริสเน้นเป้าหมายชัดเจนกว่าแม้จะไม่สุดโต่งเท่า

 

วันนี้ (24 ตุลาคม) ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า สำนักวิจัยฯ ประเมินฉากทัศน์ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะชนะได้เป็นประธานาธิบดีในการเลือกตั้งสหรัฐฯ เพราะหาก คามาลา แฮร์ริส ชนะ คงเห็นการเปลี่ยนแปลงไม่มาก เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงที่จะดำเนินนโยบายต่อเนื่องจาก โจ ไบเดน ประธานาธิบดี ดังนั้นหากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เศรษฐกิจไทยปี 2568 จะเต็มไปด้วยทั้งโอกาสและความท้าทาย

 

โดยสำนักวิจัยฯ มองว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวได้เพียง 2.5% ในกรณีของทรัมป์ เทียบกับ 3.2% ในกรณีของแฮร์ริส โดยคาดว่านอกจากการส่งออกที่จะชะลอและกดดันการลงทุนภาคเอกชนให้เติบโตช้าลงแล้ว ความต้องการในประเทศจะอ่อนแอตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง โดยเฉพาะข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ภาคการเกษตรทั่วประเทศ รวมทั้งครัวเรือนที่มีรายได้น้อยในพื้นที่ชนบท ก็จะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการลดลงของกำลังซื้อ แต่เชื่อว่าการบริโภคภาคเอกชนยังเติบโตได้ด้วยแรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวและมาตรการแจกเงินของรัฐบาล

 

“เศรษฐกิจไทยภายใต้นโยบายการค้าและนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์น่าจะมีความผันผวนมากกว่ากรณีของแฮร์ริส โดยเฉพาะจากความพยายามลดทอนอำนาจทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งจะกดดันการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน” ดร.อมรเทพ กล่าว

 

แนวโน้มด้านบวกหากทรัมป์ชนะ

 

  1. เศรษฐกิจโลกจะรอดจากภาวะถดถอย เพราะมาตรการลดภาษีนิติบุคคลจะกระตุ้นให้ธุรกิจในสหรัฐฯ เพิ่มการจ้างงานและปรับขึ้นค่าแรง ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตขึ้น

 

  1. ราคาน้ำมันดิบโลกจะลดลงจากนโยบายส่งเสริมการผลิตน้ำมันในสหรัฐฯ และการทำข้อตกลงที่เป็นประโยชน์กับประเทศในตะวันออกกลางและรัสเซีย เป็นผลดีต่อประเทศที่นำเข้าพลังงานอย่างไทย และจะช่วยลดค่าครองชีพของคนในประเทศ

 

  1. มีการย้ายฐานการลงทุนมาไทยเพิ่มขึ้น เพราะภาษีการค้าที่กำหนดต่อจีนจะกระตุ้นให้บริษัทจีนย้ายการดำเนินงานไปยังประเทศอื่น ช่วยเสริมสร้างอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล 

 

แนวโน้มด้านลบหากทรัมป์ชนะ

 

  1. การส่งออกของไทยเสี่ยงโตช้าจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และความกังวลว่าการค้าระหว่างประเทศจะหยุดชะงัก

 

  1. ต้นทุนกู้ยืมของรัฐบาลจะอยู่ระดับสูงตามความเสี่ยงทางการคลัง ไม่ใช่เพียงแค่ในสหรัฐฯ แต่ยังรวมถึงไทยด้วย เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลมักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน

 

  1. รายได้ภาคเกษตรของไทยเสี่ยงลดลงตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก กดดันให้อุปสงค์ในประเทศไทยอ่อนแอตาม

 

ได้ทรัมป์บาทอ่อน แฮร์ริสมาบาทแข็ง

 

ดร.อมรเทพ ยังมองด้วยว่า กรณีทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง แม้ Fed อาจปรับลดดอกเบี้ยลงมากกว่าที่คาดไว้ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ รอดพ้นจากภาวะถดถอยจากสงครามการค้า ดอลลาร์สหรัฐน่าจะอ่อนค่าตามทิศทางดอกเบี้ยที่ลดลง แต่คาดว่าตลาดจะให้น้ำหนักกับความเสี่ยง รวมทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจยังคงอยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนที่สูงจะทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ และนำเงินกลับไปถือดอลลาร์สหรัฐแทน ทำให้ดอลลาร์แข็ง บาทอ่อน โดยคาดว่าเงินบาทอาจอ่อนค่าลงถึงระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายปี 2568

 

ในทางตรงกันข้าม หากแฮร์ริสชนะการเลือกตั้ง Fed จะทยอยปรับลดดอกเบี้ยตามทิศทางเงินเฟ้อที่ลดลง นักลงทุนจะลดความสนใจในเงินดอลลาร์ลง เงินบาทน่าจะแตะระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปลายปี 2568

 

ในส่วนของมาตรการทางการเงินของไทย ดร.อมรเทพ มองว่า ธปท. จะปรับลดดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศ และลดความเสี่ยงด้านภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ แม้การลดดอกเบี้ยจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าและเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่อสินค้านำเข้ามากขึ้นก็ตาม สำนักวิจัยฯ มองว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะอยู่ที่ระดับ 1.25% ในกรณีของทรัมป์ เทียบกับที่ระดับ 1.50% ในกรณีของแฮร์ริส

 

UOB มอง นโยบายของทรัมป์อาจดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น

 

เฮงคุนเฮา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายกลยุทธ์ตลาด ธนาคารยูโอบี กล่าวเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่า ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ รวมถึงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ อัตราดอกเบี้ย และค่าเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ผลกระทบดังกล่าวอาจส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วเศรษฐกิจโลก รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

 

นักวิเคราะห์หลายท่านระบุถึงความเสี่ยงที่นโยบายของทรัมป์อาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น โดยระหว่างการหาเสียง ทรัมป์ประกาศสนับสนุนให้มีการเพิ่มภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าหลายรายการ

 

  • เสนอให้เพิ่มภาษีนำเข้าจากจีนอย่างมีนัยสำคัญสูงสุดถึง 60% 
  • ภาษีนำเข้ารถยนต์จากเม็กซิโกในอัตราร้อยละ 200
  • เสนอให้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทุกประเภทในอัตรา 10% 

 

“การดำเนินนโยบายดังกล่าวอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อ เนื่องจากภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ราคาสินค้านำเข้าปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ทรัมป์ยังต้องการส่งตัวผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายกลับประเทศ ซึ่งอาจทำให้ตลาดแรงงานตึงตัวและผลักดันให้ค่าแรงสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออีกทางหนึ่ง” UOB กล่าว

 

แม้จะดูเหมือนว่านโยบายของทรัมป์จะช่วยยืดอายุวงจรการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่การดำเนินนโยบายเหล่านี้แม้เพียงบางส่วนอาจส่งผลให้เกิดเงินเฟ้ออีกครั้งในสหรัฐฯ สถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศปีเตอร์สันเตือนว่า ข้อเสนอภาษีนำเข้าของทรัมป์อาจทำให้ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของชาวอเมริกันทั่วไปเพิ่มขึ้นกว่า 2,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี

 

เงินเฟ้อที่สูงขึ้นนี้อาจส่งผลทำให้แผนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ไม่ลงลึกเท่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เราคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed จะลดลงจาก 5% ในปัจจุบัน เหลือ 3.5% ภายในสิ้นปีหน้า แต่หากทรัมป์ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง เราก็ไม่อาจคาดเดาการดำเนินการอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ได้

 

แฮร์ริสเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายชัดเจนและไม่สุดโต่งเท่า

 

ในขณะเดียวกัน คามาลา แฮร์ริส ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต ได้นำเสนอนโยบายในภาพรวมกว้างๆ โดยเฉพาะด้านการค้า แฮร์ริสน่าจะยังคงดำเนินนโยบาย ‘สนามเล็กรั้วสูง’ ตามแนวทางของรัฐบาลไบเดน โดยจัดเก็บภาษีนำเข้าเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่สุดโต่งเท่านโยบายที่ทรัมป์เสนอ

 

ส่วนด้านนโยบายภาษี แฮร์ริสเสนอให้เพิ่มภาษีรายได้สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด รวมถึงภาษีสำหรับกลุ่มการเก็งกำไรสูงสุดและภาษีนิติบุคคล โดยสงวนการลดภาษีให้กับอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรมสะอาด

 

ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตมีเป้าหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจขนาดเล็กและครัวเรือนที่มีรายได้น้อยรับมือกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยรวมแล้วนโยบายเศรษฐกิจของแฮร์ริสมีเป้าหมายชัดเจนและไม่สุดโต่งเท่านโยบายของทรัมป์ และน่าจะมีผลกระทบด้านเงินเฟ้อน้อยกว่าต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้แฮร์ริสยังสนับสนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงมีอิสระในการดำเนินนโยบาย ซึ่งแตกต่างจากข้อเสนอของทรัมป์ที่ต้องการให้ประธานาธิบดีมีอำนาจในการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินมากขึ้น แฮร์ริสยังไม่ได้เสนอมาตรการให้ลดค่าเงินดอลลาร์เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ทรัมป์กล่าวถึงบ่อยครั้ง

The post เศรษฐกิจไทย เงินบาท และดอกเบี้ยนโยบาย จะเป็นอย่างไร? ใต้เงาทรัมป์ vs. แฮร์ริส appeared first on THE STANDARD.

]]>
S&P 500 พุ่งทำ All Time High ตลาดมีความหวังว่าสหรัฐฯ หลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ https://thestandard.co/sp-500-surges-to-all-time-high/ Fri, 20 Sep 2024 04:57:57 +0000 https://thestandard.co/?p=985819

ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นปิดตลาดที่ระดับสูงเป็นประวัติ […]

The post S&P 500 พุ่งทำ All Time High ตลาดมีความหวังว่าสหรัฐฯ หลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นปิดตลาดที่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (19 กันยายน) ซึ่งเป็นวันหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% และส่งสัญญาณว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกในอนาคต

 

ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้น 1.7% ซึ่งทำลายสถิติสูงสุดใหม่ครั้งที่ 39 ในปี 2024 และปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้ประมาณ 20% นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ในขณะที่กลุ่มหุ้นปลอดภัย (Defensive Stock) ให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าคาด ดัชนี Nasdaq 100 เพิ่มขึ้น 2.6% และดัชนี Russell 2000 ของกลุ่มหุ้นขนาดเล็กเพิ่มขึ้น 2.1%

 

ในช่วงท้ายของตลาด หุ้น FDX ร่วงลง เนื่องจากนักลงทุนมองเห็นแนวโน้มขาลงของบริษัท ขณะที่หุ้น NKE พุ่งขึ้น หลังจากมีรายงานว่า Elliott Hill ซึ่งเป็นผู้บริหารมายาวนานกำลังจะแทนที่ John Donahoe ในตำแหน่งซีอีโอของบริษัท

 

หุ้นขนาดใหญ่ได้กลับมามีกำไรอีกครั้ง โดย TSLA พุ่งขึ้นมากกว่า 7% ทางด้าน AAPL และ META ต่างก็พุ่งขึ้นเกือบ 4% และ NVDA ยักษ์ใหญ่ด้าน AI ปรับตัวขึ้นประมาณ 4% ซึ่งช่วยให้ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ SOX พุ่งขึ้น 4.3%

 

เทรดเดอร์เตรียมรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกไตรมาสที่เรียกว่า Triple Witching ซึ่งเป็นวันที่สัญญาออปชัน (Options) ที่อ้างอิงกับหุ้น, สัญญาออปชันที่อ้างอิงกับดัชนีหุ้น และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ จะหมดอายุพร้อมกันในวันเดียว ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดเคลื่อนไหวรุนแรงขึ้น Asym 500 ประมาณการว่า ตราสารอนุพันธ์มูลค่าราว 5.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐจะหมดอายุในวันศุกร์นี้ ซึ่งการหมดอายุของตราสารอนุพันธ์เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการปรับสมดุลดัชนีอ้างอิง

 

การเริ่มต้นปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ได้จุดประกายความหวังอีกครั้งว่า ธนาคารกลางจะสามารถหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ ข้อมูลเมื่อวันพฤหัสบดียังแสดงให้เห็นว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน (Weekly Jobless Claims) ลดลงสู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ซึ่งส่งสัญญาณว่าตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่งแม้ว่าการจ้างงานจะชะลอตัวลงก็ตาม จำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ลดลง 12,000 ราย อยู่ที่ 219,000 ราย ซึ่งต่ำกว่าที่คาดไว้มาก ตัวเลขที่ดีเกินคาดนี้ช่วยให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจกำลังมุ่งหน้าสู่ Soft Landing

 

ดัชนี S&P 500 พุ่งทะลุ 5,700 จุด, ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดตลาดเหนือ 42,000 จุด และดัชนี VIX ซึ่งเป็นมาตรวัดความผันผวนของวอลล์สตรีทร่วงลงมาที่ประมาณ 16, ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง, อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นในวันพฤหัสบดี โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นมาที่ 3.726% ส่วนผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปีร่วงลงมาอยู่ที่ 3.594%

 

จากข้อมูลในอดีตพบว่า หุ้นขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ มีผลตอบแทนดีกว่าหุ้นขนาดเล็กในปีหลังจากที่ Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก โดยนับตั้งแต่ปี 1989 Fed เริ่มวัฏจักรการลดดอกเบี้ย 6 รอบ และตลาดหุ้นก็ปรับตัวสูงขึ้น 4 ใน 6 รอบดังกล่าว โดยหุ้นขนาดเล็กมีผลตอบแทนดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่เฉพาะในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2001 และ 2008

 

Solita Marcelli, UBS Global Wealth Management กล่าวว่า ในระยะสั้นหุ้นขนาดเล็กอาจได้รับแรงหนุนจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่า เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วบริษัทเหล่านี้มีหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวมากกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มกำไรของหุ้นขนาดเล็กยังคงชะลอตัว และเศรษฐกิจที่ซบเซาเป็นอุปสรรคต่อสินทรัพย์ประเภทนี้มาโดยตลอด

 

“ดังนั้นเราจึงยังคงชอบหุ้นขนาดใหญ่ในระยะยาว Marcelli คาดว่า ดัชนี S&P 500 จะแตะระดับ 5,900 จุดภายในสิ้นปีนี้ และขยับขึ้นแตะระดับ 6,200 จุดภายในเดือนมิถุนายน 2025 เธอเชื่อว่ากำไรจากหุ้นจะเติบโตมากขึ้น โดยหุ้นในภาคเทคโนโลยียังมีศักยภาพที่จะเพิ่มขึ้นต่อไป”

 

อ้างอิง:

The post S&P 500 พุ่งทำ All Time High ตลาดมีความหวังว่าสหรัฐฯ หลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จังหวะเข้าลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ที่ดีที่สุด ครั้งสุดท้ายในปี 2024 https://thestandard.co/time-to-invest-in-us-stocks/ Sat, 14 Sep 2024 07:22:05 +0000 https://thestandard.co/?p=983604

สุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า “เวลาปลูกต้นไม้ที่ดีที่สุดคือเมื่ […]

The post จังหวะเข้าลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ที่ดีที่สุด ครั้งสุดท้ายในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

สุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า “เวลาปลูกต้นไม้ที่ดีที่สุดคือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เวลาปลูกต้นไม้ที่ดีรองลงมาคือปัจจุบัน” แต่งานของนักกลยุทธ์การลงทุนไม่ได้ง่ายเหมือนสุภาษิตดังกล่าว เพื่อบรรลุเป้าหมายการลงทุนของลูกค้า นอกจากการสะสมความรู้ลึกซึ้งในข้อมูลสินทรัพย์และผลิตภัณฑ์การลงทุนแล้ว เราต้องแสวงหาโอกาสทำกำไรในการลงทุนด้วยกลวิธีที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งการจับจังหวะตลาดเป็นงานที่ท้าทายกว่ามาก แต่ถ้าหากทำได้ดีก็จะสามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) ได้ 

 

โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2024 เราเห็นความผันผวนในตลาดหุ้นทั่วโลกที่เกิดจากเหตุการณ์สำคัญ ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านและอิสราเอลในเดือนเมษายน และการปิดสถานะ Yen Carry Trade ของนักลงทุนในเดือนสิงหาคม หลังการกลับทิศของนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จากนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายสู่การใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด ความผันผวนและการปรับฐานของตลาดหุ้นที่เกิดจากเหตุการณ์ข้างต้น ตามมาด้วยการฟื้นตัวของตลาดหุ้นหลังเกิดเหตุการณ์ไม่นาน การปรับฐานรุนแรงในช่วงสั้นๆ จึงเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าลงทุนของนักลงทุน ซึ่งไม่ใช่เกิดขึ้นแค่ปีนี้เท่านั้น 

 

เมื่อพิจารณาสถิติย้อนหลังจาก Bank of America (อ้างอิง: Fortune “Stocks usually take 6 months to recover from the type of selloff that just hit markets, BofA says” as of August 13, 2024) ในช่วง 34 ปีที่ผ่านมา เมื่อดัชนี MSCI All-Country World ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดตลาดหุ้นโลก ปรับตัวลงรุนแรง -6 ถึง -7% ในระยะเวลา 3 วัน มักจะตามด้วยการฟื้นตัวสูงถึง +17.68% โดยเฉลี่ยในช่วง 1 ปีหลังจากการปรับฐานรุนแรง ขณะที่ดัชนี S&P 500 จะมีการย่อตัวมากกว่า -5% โดยเฉลี่ย 3 ครั้งต่อปี สะท้อนว่าการย่อตัวลงของตลาดเป็นเรื่องปกติ และการเข้าลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนและปรับฐานมักจะให้ผลตอบแทนที่ดีเสมอในระยะเวลา 1 ปีขึ้นไป 

 

ในปัจจุบัน เรามองว่าความผันผวนที่เกิดขึ้นจะส่งผลให้ตลาดหุ้นโลกย่อตัวในระยะสั้นเท่านั้น และไม่ได้เป็นการปรับฐานรุนแรงในแบบที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แม้นักลงทุนต่างกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง (Recession) หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม 2024 เพิ่มขึ้น 1.42 แสนตำแหน่ง ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ที่ 1.64 แสนตำแหน่ง ถึงแม้ว่าจะเพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2024 ที่การจ้างงานนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น 89,000 ตำแหน่ง ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวในเดือนกรกฎาคม 2024 ถูกปรับประมาณการลดลงจากระดับ 1.14 แสนตำแหน่ง และเป็นการปรับประมาณการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 ตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่กำลังอยู่ในทิศทางชะลอตัวลงกดดันตลาดหุ้นให้ปรับตัวลง 

 

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ประกอบ เรายังคงมีมุมมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจไม่ได้น่ากังวลอย่างที่นักลงทุนคาดการณ์ โดยในสัปดาห์แรกของเดือนกันยายน 2024 เราเห็นการย่อตัวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง -4.25% และดัชนี NASDAQ ปรับตัวลง -5.89% ขณะที่ดัชนีวัดความผันผวน (VIX Index) เพิ่มขึ้น +33% ซึ่งเรามองว่าเป็นจังหวะเข้าลงทุนครั้งสำคัญ และอาจเป็นจังหวะเข้าลงทุนที่ดีที่สุดครั้งสุดท้ายในปี 2024 ดั่งสุภาษิตจีนที่ว่า เวลาปลูกต้นไม้ที่ดีที่สุดรองลงมาจาก 20 ปีก่อนคือเวลาปัจจุบัน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

 

ปัจจัยสำคัญที่สุดที่สนับสนุนความคิดของเราคือ เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะชะลอตัวลงในลักษณะ Soft Landing และไม่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงในลักษณะ Hard Landing หรือ Recession เนื่องจากหากพิจารณาตัวเลขตลาดแรงงาน เราเห็นว่าอัตราการว่างงานในสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม 2024 อยู่ที่ระดับ 4.2% ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2024 ที่ 4.3% และยังมีการขยายตัวของการจ้างงานทั้งในการสำรวจสถานประกอบการ (Establishment Survey) และการสำรวจในภาคครัวเรือน (Household Survey) ขณะที่อัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) อยู่ที่ระดับ 3.8% ซึ่งยังคงสูงกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิดที่ระดับ 3% นอกจากนี้ พิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจอื่นประกอบด้วย จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง จากข้อมูลจำนวนธุรกรรมรายวันของบัตรเดบิตในสหรัฐฯ ล่าสุด สะท้อนการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังคงเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2024 ขณะที่ค่าเฉลี่ยการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (Same Store Sales Growth: SSSG) รายสัปดาห์ของร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ กว่า 9,000 แห่ง ในวันที่ 19 กันยายน 2024 เติบโตที่ระดับ 6.5% เทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขยายตัวติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2023 และการเติบโตยังคงเร่งตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 

 

นอกจากนี้ จากข้อมูลล่าสุดของมาตรวัดที่ใช้ติดตามตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หรือ Atlanta Fed’s GDPNow ในวันที่ 9 กันยายน 2024 คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัว 2.5% ในไตรมาส 3/24 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์การขยายตัว 2.1% ในวันที่ 4 กันยายน 2024 ถึงแม้ว่าตัวเลขคาดการณ์จะต่ำกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 2/24 ที่ขยายตัว 3% แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตในลักษณะ Soft Landing และไม่ได้หดตัวในลักษณะ Hard Landing หรือ Recession ด้วยเศรษฐกิจที่ยังขยายตัว เป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน นำไปสู่การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น เราจึงมองว่าความกังวลในประเด็นเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะกดดันให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงในระยะสั้น เป็นการสร้างโอกาสในการเข้าลงทุนหุ้นสหรัฐฯ

 

อีกปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนมุมมองว่าในปัจจุบันอาจเป็นจังหวะเข้าลงทุนที่ดีที่สุดครั้งสุดท้ายในปี 2024 ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ คือ การเริ่มต้นปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จากอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลง และตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ลดความร้อนแรงลง นักลงทุนในตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกที่ 0.25% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) เดือนกันยายน 2024 ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าการลดอัตราดอกเบี้ยช่วยลดความตึงตัวทางการเงินในแต่ละหน่วยเศรษฐกิจ และลดแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงินของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงเกิดการประเมินมูลค่าหุ้นใหม่ (Stock Revaluation) เป็นปัจจัยสนับสนุนการปรับตัวขึ้นของตลาดในระยะถัดไป โดยจากการสำรวจข้อมูลตลาดหุ้นสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 1954-2023 ของ Fidelity (อ้างอิง: Fidelity Investments “5 investing ideas for rate cuts” as of August 21, 2024) พบว่า ไม่ว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายส่งผลดีต่อตลาดหุ้น โดยในกรณีไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (No Recession) ผลตอบแทนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ สะท้อนผ่านดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น +12.6% โดยเฉลี่ยในระยะ 12 เดือน หลังการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกของ Fed ขณะที่ในกรณีเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดย +13.9% โดยเฉลี่ยในระยะ 12 เดือน หลังการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกของ Fed

 

 

ถึงแม้ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยส่งผลดีต่อตลาดหุ้นในระยะ 1 ปีข้างหน้า ทั้งในกรณีที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยและไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่สาเหตุที่เราให้ความสำคัญกับปัจจัยทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากที่สุด เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจจะเป็นตัวกำหนดสัดส่วนการกระจายการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ (Asset Allocation) โดยแต่ละประเภทสินทรัพย์ให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกันในทั้ง 2 กรณี เห็นได้จากรายงานของ J.P. Morgan Asset Management (อ้างอิง: J.P. Morgan Asset Management “How should investors be positioned ahead of Fed rate cuts?” as of August 28, 2024) ที่สำรวจข้อมูลตั้งแต่ปี 1984 ถึงปัจจุบัน พบว่าในระยะ 12 เดือน หลังการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกของ Fed ในกรณีไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงที่สุดคือ หุ้นกลุ่มเติบโตในสหรัฐฯ (U.S. Growth Equities) โดยให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่ +20.4% โดยเฉลี่ย ขณะที่ในกรณีเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หุ้นกลุ่มเติบโตในสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบที่ค่อนข้างต่ำ โดยมีผลตอบแทนติดลบเพียง -0.3% โดยเฉลี่ยในช่วง 12 เดือน หลังการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกของ Fed

 

Screenshot

 

ดังนั้น จากเหตุผลข้างต้นทั้ง 2 ประการ เราจึงแนะนำให้นักลงทุนใช้โอกาสที่ตลาดถูกกดดันโดยความกังวลในประเด็นเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย รวมถึงความผันผวนที่เกิดขึ้นจากประเด็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก่อนที่ Fed จะปรับลดดอกเบี้ย โดยเราชื่นชอบกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นเติบโตขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่บริษัทจดทะเบียนมีความแข็งแกร่งทั้งในแง่ของการเติบโตและสถานะทางการเงิน ซึ่งทนทานต่อดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ถึงแม้ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ที่ยังคงเติบโตสูง ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์โดยตรง อย่างกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งได้ประโยชน์จากรายจ่ายลงทุน (CAPEX) ของบริษัทขนาดใหญ่ด้าน AI ในกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เรียกว่ากลุ่ม Hyperscaler (ประกอบด้วยบริษัท Microsoft, Meta Platforms, Alphabet และ Amazon.com) ยังคงเติบโต โดยเพิ่มขึ้น +58% เทียบกับปีที่ผ่านมา ในไตรมาสที่ 3/24 เร่งตัวขึ้นจาก +30% เทียบกับปีที่ผ่านมา ในไตรมาสที่ 2/24 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในไตรมาสถัดๆ ไป 

ทั้งนี้ เรายังคงจับตาผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยจากผลสำรวจล่าสุดของ The New York Times คามาลา แฮร์ริส มีคะแนนนำ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ 49% ต่อ 47% อย่างไรก็ตาม ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง หรือในช่วงเดือนตุลาคมถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2024 การหาเสียงและการเปิดเผยรายละเอียดของนโยบายสำคัญอาจทำให้คะแนนนิยมหรือผลสำรวจเปลี่ยนไป โดยในมุมมองของเรา หากทรัมป์ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากการใช้นโยบายลดอัตราภาษีนิติบุคคล ซึ่งส่งผลดีต่อกำไรบริษัทจดทะเบียน

The post จังหวะเข้าลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ที่ดีที่สุด ครั้งสุดท้ายในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Goldman Sachs หั่นความเสี่ยง Recession ในสหรัฐฯ เหลือ 20% หลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี https://thestandard.co/goldman-sachs-cuts-odds-of-us-recession-to-20percent-on-fresh-data/ Tue, 20 Aug 2024 08:38:12 +0000 https://thestandard.co/?p=973114 Goldman Sachs

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา นักวิเคราะห์จาก Goldman […]

The post Goldman Sachs หั่นความเสี่ยง Recession ในสหรัฐฯ เหลือ 20% หลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Goldman Sachs

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของโลก ปรับลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในสหรัฐอเมริกา จาก 25% เหลือ 20% หลังการรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจ

 

โดยในช่วงต้นเดือนสิงหาคม นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ปรับเพิ่มความน่าจะเป็นที่จะเกิดเศรษฐกิจถดถอยจาก 15% ขึ้นไปเป็น 25% 

 

หลังจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payroll) ที่รายงานออกมา (2 สิงหาคม) เติบโตน้อยกว่าคาดที่ 114,000 ตำแหน่ง จากที่ประเมินไว้ 179,000 ตำแหน่งในช่วงเดือนมิถุนายน และ 185,000 ตำแหน่งที่ Dow Jones ประเมินไว้

 

ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสร้างความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกถูกเทขายในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ ก่อนที่นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs จะประเมินตัวเลขดังกล่าวใหม่ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (17 สิงหาคม) ก่อนจะปรับลดความเสี่ยงในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

 

โดยตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาค่อนข้างน่าพอใจในช่วงหลัง ได้แก่ ยอดขายร้านค้าปลีกในเดือนกรกฎาคมที่ยังโต 1% จากที่ประมาณการไว้ 0.3% และยอดการใช้สิทธิ์คนว่างงานก็น้อยกว่าคาด ส่งผลให้ภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนไป และช่วยหนุนให้ราคาหุ้นฟื้นตัวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

นักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ยังมองว่า การรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในวันที่ 6 กันยายนที่จะถึงนี้ อาจทำให้ความเสี่ยงของการเกิด Recession ลดลงไปเหลือ 15% อย่างที่เคยประมาณการไว้ก็เป็นได้ หากไม่มีปัจจัยลบมากระตุ้นเพิ่มเติม

 

นอกจากนี้ Goldman Sachs ยังเชื่อว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสลดดอกเบี้ยลง 0.25% มากกว่าที่จะลดลงถึง 0.50% 

 

อ้างอิง

 

The post Goldman Sachs หั่นความเสี่ยง Recession ในสหรัฐฯ เหลือ 20% หลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นจีนซื้อขายต่ำกว่า MSCI World 35% ท่ามกลางทุนธุรกิจต่างชาติที่ไหลออก 5.4 แสนล้านบาทในไตรมาส 2 https://thestandard.co/chinese-stocks-trade-below-msci-world/ Thu, 15 Aug 2024 09:44:25 +0000 https://thestandard.co/?p=971467

ความกลัวว่าสหรัฐฯ จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย การปรับขึ้นอั […]

The post หุ้นจีนซื้อขายต่ำกว่า MSCI World 35% ท่ามกลางทุนธุรกิจต่างชาติที่ไหลออก 5.4 แสนล้านบาทในไตรมาส 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความกลัวว่าสหรัฐฯ จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่น และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินต่อไป ส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนทั่วทั้งตลาดหุ้น ตลาดสกุลเงิน รวมถึงตลาดตราสารหนี้ 

 

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ Black Monday 2024 ที่ตลาดหุ้นทั่วโลกถูกเทขายพร้อมกัน เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนดูเหมือนเป็น ‘หลุมหลบภัย’ ให้กับนักลงทุน จากการที่ดัชนีหุ้นจีนปรับตัวลงน้อยกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ทั่วโลก 

 

แต่ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าหุ้นจีนกลับมาอ่อนแอกว่าตลาดหุ้นทั่วโลกที่ฟื้นตัวสวนทางกลับมาได้อีกครั้ง 

 

หุ้นจีนจำเป็นต้องหลุดจากกับดักมูลค่า 

 

นักลงทุนที่ชื่นชอบหุ้นจีนชี้ไปที่การประเมินมูลค่าที่ต่ำมาก Rupert Mitchell บล็อกเกอร์ชาวออสเตรเลียแสดงความเห็นว่า นักลงทุนอเมริกันมีมุมมองขาขึ้นต่อประเทศจีน ไม่ว่าพวกเขาจะชอบหรือไม่ก็ตาม แต่บางครั้งราคาอาจไม่ได้ถูกอย่างมีเหตุผล และหุ้นจีนจำเป็นต้องหลุดออกจากกับดักมูลค่าก่อน จึงจะสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้

 

การที่กลุ่มสินทรัพย์จะหลุดออกจากกับดักมูลค่าได้ ตลาดจำเป็นต้องมีผู้ซื้อรายใหม่และตัวเร่งปฏิกิริยา ผู้ซื้อรายใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นกองทุนขนาดใหญ่จากต่างชาติ แต่อาจเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของจีน ซึ่งขณะนี้นักลงทุนเหล่านี้มักลงทุนในพันธบัตรจีน แต่ยังไม่ได้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น

 

อีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องติดตามคือ การแข็งค่าขึ้นล่าสุดของค่าเงินเยนเทียบกับเงินหยวนอาจเป็นปัจจัยหนุนเช่นกัน เงินเยนที่อ่อนค่าลงอย่างหนักก่อนหน้านี้สร้างการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดส่งออกที่สำคัญ และเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคโดยเฉพาะในสินค้าหรูอย่างมีนัยสำคัญ แต่ด้วยทิศทางค่าเงินที่กำลังเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง อาจทำให้จีนกลับมาได้ประโยชน์ 

 

ทั้งนี้ หากมองภาพทั้งปี 2024 จะเห็นว่าดัชนีหุ้นจีนอย่าง CSI 300 ยังคงติดลบประมาณ 1-2% จากปีก่อน และจากข้อมูลของ Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า ดัชนี CSI 300 ซื้อขายที่ราคามีส่วนลดประมาณ 35% เมื่อเทียบกับดัชนี MSCI World ในการประเมินมูลค่าตามผลประกอบการ

 

ณ สิ้นเดือนมิถุนายน นักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นจีนในประเทศคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.7 ล้านล้านหยวน หรือราว 3.77 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยต่างชาติกลายเป็นผู้ขายสุทธิในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม

 

ทุนต่างชาติไหลออก ทุนจีนแห่ลงทุนนอก

 

นักลงทุนต่างชาติถอนเงินออกจากจีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสที่แล้ว สะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นอย่างมากต่อเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

 

การลงทุนโดยตรงของต่างชาติในจีนลดลงเกือบ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 5.4 แสนล้านบาท ในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งที่สองเท่านั้นที่ตัวเลขนี้ติดลบ 

 

และจากข้อมูลจากสำนักบริหารเงินตราต่างประเทศที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติลดลงประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์ ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้

 

หากแนวโน้มการลดลงยังคงดำเนินต่อไปตลอดทั้งปีนี้ จะทำให้ปีนี้เป็นปีแรกนับตั้งแต่ปี 1990 เป็นอย่างน้อย ที่จะเห็นเงินลงทุนต่างชาติติดลบเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เก็บรวบรวมข้อมูลดังกล่าว

 

หลังจากปี 2021 ที่เงินทุนต่างชาติพุ่งขึ้นสูงสุดที่ 3.44 แสนล้านดอลลาร์ หลังจากนั้นเงินทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง ท่ามกลางการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้บางบริษัทต้องลดความเสี่ยงลงโดยถอนการลงทุนหรือลดการลงทุนของตน 

 

แม้ว่ารัฐบาลจีนจะพยายามดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น และเปิดกว้างการทำธุรกิจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ แต่บริษัทข้ามชาติมีเหตุผลมากกว่าที่จะเก็บเงินสดไว้ในต่างประเทศมากกว่าในจีน เนื่องจากประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้วมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า ต่างจากจีนที่ลดดอกเบี้ยลงเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ 

 

ในมุมกลับกัน บริษัทจีนได้ออกไปลงทุนต่างประเทศมากที่สุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยนำเงินออกไปลงทุนมากถึง 7.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 2.55 ล้านล้านบาท ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

 

หุ้นจีนอาจเป็นแหล่งพักเงินในระยะถัดไป

 

ความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลกจากข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ย่ำแย่เมื่อต้นเดือน ทำให้ผู้ลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียลดพอร์ตการลงทุนลง 

 

อย่างไรก็ดี สถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Societe Generale SA, Invesco Hong Kong Ltd. และ UBS Group AG ต่างก็กล่าวถึงความน่าดึงดูดใจของจีน ขณะที่ Goldman Sachs Group, Inc. อัปเกรดหุ้นมาเลเซียในสัปดาห์นี้ โดยอ้างถึงคุณสมบัติการป้องกันตัวเองเมื่อต้องเผชิญกับแรงกระแทกจากภายนอก

 

นักวิเคราะห์จาก Shanghai Securities มองว่า การปรับฐานครั้งใหญ่ในตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีผลกระทบจำกัดต่อหุ้นจีน โดยคาดว่าเงินทุนจะไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้น A-Share หรือดัชนีหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น 

 

นักวิเคราะห์ยังกล่าวว่า ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นในตลาดต่างประเทศและความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อเร็วๆ นี้ของธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจกระตุ้นให้นักลงทุนและกองทุนมองหาที่หลบภัย นอกจากนี้ค่าเงินหยวนของจีนยังแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนถึงการเคลื่อนไหวที่คล้ายกันของค่าเงินเยนของญี่ปุ่น ซึ่งมีสถานะเป็นสินทรัพย์หลบภัย (Safe Haven) 

 

การลงทุนในสินทรัพย์หลบภัยหมายถึงการลงทุนที่คาดว่าจะรักษาหรือเพิ่มมูลค่าในสภาวะที่เกิดความไม่แน่นอนหรือช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ ตัวอย่างของสินทรัพย์ Safe Haven ได้แก่ ทองคำ, พันธบัตรรัฐบาล, สกุลเงินเยนญี่ปุ่น, ฟรังก์สวิส และหุ้นปลอดภัย (Defensive Stock) 

 

ตลาดจีนอาจเป็นที่หลบภัยเมื่อตลาดสหรัฐฯ สั่นคลอนและตลาดญี่ปุ่นพังทลาย แม้ว่าดัชนีเซี่ยงไฮ้จะยังมีปัญหาในตัวของมันเอง แต่การเปิดกว้างเพื่อต้อนรับนักธุรกิจจากต่างประเทศเข้ามาในจีนอาจเป็นตัวหยุดความวุ่นวายในเศรษฐกิจอื่นๆ ได้ และการ Unwind Carry Trade ในสกุลเงินเยนของญี่ปุ่นอาจเป็นผลดีกับจีนอีกด้วย

 

อ้างอิง:

The post หุ้นจีนซื้อขายต่ำกว่า MSCI World 35% ท่ามกลางทุนธุรกิจต่างชาติที่ไหลออก 5.4 แสนล้านบาทในไตรมาส 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์ Black Monday 2024 สัญญาณอันตราย เศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้า Recession? https://thestandard.co/black-monday-2024-analysis/ Tue, 13 Aug 2024 10:04:49 +0000 https://thestandard.co/?p=970511

ถอดบทเรียนจาก Black Monday 2024 มีสาเหตุมาจากอะไร และมี […]

The post วิเคราะห์ Black Monday 2024 สัญญาณอันตราย เศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้า Recession? appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถอดบทเรียนจาก Black Monday 2024 มีสาเหตุมาจากอะไร และมีความเสี่ยงมากหรือน้อยแค่ไหนที่เศรษฐกิจโลกเสี่ยงจะเข้าสู่ภาวะ Recession 

 

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า เหตุการณ์ Black Monday ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ประเมินว่ามาจากผลกระทบจาก 3 สาเหตุ ดังนี้ 

 

เปิด 3 สาเหตุสู่ Black Monday 2024 

 

1. นโยบายการเงินที่ผิดพลาด โดยเฉพาะธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปที่ 0.25% จากระดับ 0.1% เนื่องจากมีความกังวลถึงอัตราตัวเลขเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจาก 2.2% ขยับขึ้นมาเป็น 2.86% อีกทั้งก่อนหน้านี้ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงค่อนข้างมากอยู่ที่ระดับประมาณ 150 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งทำให้มีความกังวลว่าท่ามกลางสถานการณ์ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มที่จะปรับลดดอกเบี้ยลง

 

อีกทั้งผู้ว่าการของธนาคารกลางญี่ปุ่นส่งสัญญาณว่าพร้อมที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง โดยภายในปี 2024 มีโอกาสที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเกินระดับ 0.50% ส่งผลให้เริ่มมีความกังวลในนโยบายของการเงินญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น

 

2. กระแสการเก็งกำไรที่มีมากในช่วงก่อนหน้านี้ในตลาดหุ้นหลายประเทศ ทั้งในตลาดหุ้นสหรัฐฯ, ยุโรป, ญี่ปุ่น, อินเดีย และตลาดหุ้นอื่นๆ ส่งผลให้ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ทำให้ค่า P/E Ratio ของตลาดหุ้น S&P 500 เพิ่มขึ้นเป็น 22 เท่า, ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมี P/E Ratio เพิ่มขึ้นเป็น 21.8 เท่า แต่หลังเหตุการณ์ Black Monday ดังกล่าว มีผลกระทบให้ตลาดหุ้นเกิดการปรับฐานลงมา โดยตลาดหุ้น S&P 500 มี P/E Ratio ลดลงเหลือ 21 เท่า ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นมี P/E Ratio เหลือ 17 เท่า

 

3. ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะตลาดแรงงาน ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยแรงขึ้นสวนทางกับ BOJ ที่เริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ย ทั้งนี้แม้ BOJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยแล้ว แต่อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันก็ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับของ Fed ซึ่งแม้ว่าจะมีโอกาสเริ่มลดดอกเบี้ยลง แต่ดอกเบี้ยของ Fed ปัจจุบันที่ระดับ 5% ก็ยังอยู่ในระดับที่สูง

 

อย่างไรก็ดี ยังส่งผลให้เกิดการ Yen Carry Trade โดยมีการกู้ยืมสินทรัพย์เงินสกุลเยนไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นทั่วโลก แต่หลังจากมีการปรับความคาดหวังของนักลงทุน ส่งผลให้ตลาดหุ้นเกิดการปรับฐานลงมา (Correction) รุนแรงดังนั้นทำให้นักลงทุนกังวลว่าอาจนำไปสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) 

 

สัญญาณอันตรายโลกเข้า Recession?

 

ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์ Black Monday ที่เกิดขึ้นล่าสุด หากเปรียบเทียบสามารถเปรียบได้กับ 3 สถานการณ์ก่อน คือ 

 

  1. สถานการณ์ Black Monday ปี 1987 

 

  1. สถานการณ์กองทุน Long-Term Capital Management (LTCM) ล้มในปี 1998 หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง 

 

  1. วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 โดยสถานการณ์ครั้งนี้ดูคล้าย Black Monday 1987 มากที่สุด แต่ยังมีสถานการณ์ที่เบากว่า

 

ทั้งนี้ จะพบว่าภาพที่เกิดสถานการณ์ Black Monday มีความคล้ายกันกับ 3 สถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังไม่เข้าสู่ความย่ำแย่ แต่เกิดจากสถานการณ์ที่นักลงทุนกู้ยืมเงินเพื่อนำมาใช้ลงทุนค่อนข้างอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ตลาดหุ้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นแรง แต่นักลงทุนเกิดความตระหนักจากกระแสข่าวต่างๆ ที่ออกมาในช่วงนั้น ทำให้มีแรงขายออกมา รวมถึงยังมีประเด็นจากการ Margin Call และปัจจัยกดดันจากการขายเทรดดิ้งโปรแกรม จึงกดดันให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงแรงเช่นกัน

 

จากการเกิด Black Monday รอบล่าสุดในปีนี้ ส่วนหนึ่งมาจากมูลค่าหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปค่อนข้างสูง แต่เมื่อมีการรายงานตัวเลขข้อมูลเศรษฐกิจการว่างงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการจ้างงานลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความกังวลให้กับนักลงทุน จนเกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมา

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดพบว่าเศรษฐกิจโลกยังไม่ตกอยู่ในอันตราย โดยจะยังไม่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) และอาจทำให้ความตื่นตระหนกของตลาดหายไป โดยอาจพิจารณาได้จาก 4 มาตรวัด อันได้แก่ 

 

มาตรวัดที่ 1 ได้แก่ ตลาดแรงงาน พบว่าอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น แต่วัฏจักรนี้อาจแตกต่างออกไป เพราะเป็นการคลายตัวของตลาดแรงงานที่ตึงตัวเป็นพิเศษในช่วงสิ้นสุดของการแพร่ระบาดของโรคโควิด ที่ทำให้นายจ้างต้องเผชิญกับภาวะการขาดแคลนแรงงานและความต้องการที่สูงขึ้นมาก 

 

มาตรวัดที่ 2 อาจวัดได้จากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) แต่ในปัจจุบันบริษัทต่างๆ ทั่วโลกของประเทศพัฒนาแล้วกำลังไปได้ดี โดยในไตรมาส 2/24 บจ.ทั่วโลก รายงานตัวเลขผลประกอบการออกมาดีที่สุดในรอบ 7 ไตรมาส

 

มาตรวัดที่ 3 ได้แก่ ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจปัจจุบัน (Concurrent Economic Indicator) ซึ่งโดยรวมยังดีต่อเนื่อง 

 

มาตรวัดที่ 4 ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งส่งสัญญาณที่ดีขึ้น โดยมีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

เปิดบทเรียน Black Monday รอบล่าสุด

 

สำหรับบทเรียนที่ได้จากสถานการณ์ Black Monday รอบล่าสุด มีดังนี้ 

 

  1. เศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงประเทศพัฒนาแล้วในปัจจุบันยังห่างไกลกับสภาวะถดถอย โดยเครื่องชี้ว่าเศรษฐกิจจริงต่างๆ เช่น รายได้ประชาชน ตลาดแรงงาน การผลิตภาคอุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่ง GDP เองก็ยังอยู่ในโซนที่แข็งแกร่ง 

 

  1. ในปัจจุบันยังไม่มีการเก็งกำไรที่ใช้สถานะกู้ยืมสูง (Highly Leverage) ที่จะนำไปสู่การปรับสถานะรุนแรง แต่อาจมีนักลงทุนบางส่วนทำธุรกรรม Yen Carry Trade ทำให้ต้องปรับสถานะ 

 

  1. ในปัจจุบันไม่มีความเสี่ยงสภาพคล่อง (Liquidity Risk) รวมถึงมีความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) มากเท่าวิกฤตก่อนๆ 

 

อย่างไรก็ตาม อาจต้องจับตามูลค่าของหุ้นกลุ่ม AI ที่ขึ้นมามาก แต่ในปัจจุบันราคาหุ้นที่ลดลง 30% จากระดับสูงสุดในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้ตลาดเข้าใกล้ภาวะปกติมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่ดอกเบี้ยที่อยู่ระดับสูงมายาวนาน โดยเฉพาะในสหรัฐฯ อาจนำไปสู่ภาวะผันผวนได้บ้าง ซึ่งการลดดอกเบี้ยของ Fed จะช่วยปรับสมดุลให้กับการลงทุนได้ในระยะต่อไป

 

สำหรับการลงทุนในภาวะปัจจุบัน แนะนำให้นักลงทุนมีความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้น เพราะอาจมีความผันผวนมากขึ้น รวมถึงมีโอกาสปรับฐานได้บ้าง

 

อย่างไรก็ดี หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มมาต่อเนื่องในระดับที่มีมูลค่าแพง ส่งผลให้นักลงทุนน่าจะเริ่มมองโอกาสการลงทุนกระจายออกไปในสินทรัพย์อื่นๆ ทั่วโลก เช่น ตลาดหุ้นไทยที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวลงแรงค่อนข้างมาก หากปัจจัยความเสี่ยงทางการเมืองไม่ได้มีความรุนแรง รวมถึงเศรษฐกิจทยอยฟื้นตัวดีขึ้น ก็มีโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยรวมถึงตลาดหุ้นเอเชียจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้บ้างในระยะต่อไป

The post วิเคราะห์ Black Monday 2024 สัญญาณอันตราย เศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้า Recession? appeared first on THE STANDARD.

]]>
JPMorgan ปรับเพิ่มความเสี่ยง Recession ของสหรัฐฯ ขึ้นเป็น 35% ในปีนี้ https://thestandard.co/jpmorgan-recession-risk-increased/ Thu, 08 Aug 2024 08:14:01 +0000 https://thestandard.co/?p=969041 JPMorgan

เมื่อช่วงวันพุธที่ผ่านมา (7 สิงหาคม) JPMorgan Chase &am […]

The post JPMorgan ปรับเพิ่มความเสี่ยง Recession ของสหรัฐฯ ขึ้นเป็น 35% ในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
JPMorgan

เมื่อช่วงวันพุธที่ผ่านมา (7 สิงหาคม) JPMorgan Chase & Co. ปรับการคาดการณ์ความน่าจะเป็นในการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ของสหรัฐฯ ในปี 2024 ขึ้นเป็น 35% จากระดับคาดการณ์ที่ 25% ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

 

บรูซ แคสแมน นักเศรษฐศาสตร์ของ JP Morgan เขียนในรายงานว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจ อย่างเช่น ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ณ ขณะนี้ แย่กว่าที่คาดการณ์กันไว้ และจากสถานการณ์ในปัจจุบัน ทำให้มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะถดถอยในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 ถึง 45%

 

แคสแมนมองว่า การปรับตัวเลขความเสี่ยงที่ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นนั้นตรงข้ามกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ ที่นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า โอกาสคงดอกเบี้ยนโยบายไว้สูงเป็นระยะเวลานานลดลงจาก 50% ในช่วงสองเดือนก่อนเหลือเพียง 30% 

 

เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ลดลง ทำให้ JP Morgan มองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสลดดอกเบี้ยลงในเดือนกันยายนและพฤศจิกายนนี้

 

ทั้งนี้ ตัวเลขการประเมินภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ จาก JP Morgan ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ธนาคารอื่นอย่าง Goldman Sachs ที่มองว่ามีความเสี่ยงจะเกิดภาวะถดถอย 25% ในปีหน้า 

 

นักเศรษฐศาสตร์จาก JP Morgan ชี้ว่า การรับรู้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ หรือเศรษฐกิจโลกจะเผชิญภาวะถดถอย จะทำให้ธนาคารกลางใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายอย่างรวดเร็ว

 

อ้างอิง:

The post JPMorgan ปรับเพิ่มความเสี่ยง Recession ของสหรัฐฯ ขึ้นเป็น 35% ในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เลือกตราสารหนี้-หุ้นสหรัฐฯ อย่างไร หลังตลาดกังวล Recession เพิ่มขึ้น | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-08082024-2/ Thu, 08 Aug 2024 07:28:52 +0000 https://thestandard.co/?p=969017

เลือกตราสารหนี้-หุ้นสหรัฐฯ อย่างไร หลังตลาดกังวล Recess […]

The post ชมคลิป: เลือกตราสารหนี้-หุ้นสหรัฐฯ อย่างไร หลังตลาดกังวล Recession เพิ่มขึ้น | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

เลือกตราสารหนี้-หุ้นสหรัฐฯ อย่างไร หลังตลาดกังวล Recession เพิ่มขึ้น เจาะกลยุทธ์เลือกตราสารหนี้และหุ้นสหรัฐฯ อย่างไร หลังความกังวล Recession เพิ่มขึ้น

 

พูดคุยกับ เกษรี อายุตตะกะ, CFP® ผู้อำนวยการกลยุทธ์การลงทุน SCB Chief Investment Office ธนาคารไทยพาณิชย์

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดอ่านหนังสือชี้ชวน และศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เลือกตราสารหนี้-หุ้นสหรัฐฯ อย่างไร หลังตลาดกังวล Recession เพิ่มขึ้น | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอ Maersk ยืนยัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ‘ไร้สัญญาณถดถอย’ เผยดีมานด์ในอุตสาหกรรมเดินเรือแข็งแกร่ง สินค้าคงคลังของสหรัฐฯ ไม่เข้าข่ายภาวะเสี่ยง https://thestandard.co/us-economy-has-no-signs-of-recession/ Thu, 08 Aug 2024 02:35:22 +0000 https://thestandard.co/?p=968799

Vincent Clerc ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษั […]

The post ซีอีโอ Maersk ยืนยัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ‘ไร้สัญญาณถดถอย’ เผยดีมานด์ในอุตสาหกรรมเดินเรือแข็งแกร่ง สินค้าคงคลังของสหรัฐฯ ไม่เข้าข่ายภาวะเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>

Vincent Clerc ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัทขนส่งทางเรือยักษ์ใหญ่ชั้นนำของโลกอย่าง Maersk แสดงความเห็นระหว่างให้สัมภาษณ์กับรายการ Squawk Box Europe ของทางสถานีโทรทัศน์ CNBC เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (7 สิงหาคม) ว่ายังไม่เห็นสัญญาณของภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ ตามที่บรรดานักลงทุนทั้งหลายหวาดวิตกกัน เนื่องจากความต้องการในการขนส่งสินค้าทางเรือยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

 

ในฐานะบริษัทผู้ให้บริการขนส่งทางเรือยักษ์ใหญ่ชั้นนำของโลกอย่าง Maersk การเติบโตของบริษัท จึงมักถูกนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญใช้เป็นมาตรวัดสถานะความแข็งแกร่งของการค้าโลก

 

ทั้งนี้ ซีอีโอของ Maersk ระบุว่า สิ่งที่ตนเองประสบในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาคือตลาดขนส่งทางเรือและความต้องการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และตลาดโดยรวมยังคงมีความยืดหยุ่นท่ามกลางความกังวลว่าจะเกิดภาวะถดถอย พร้อมย้ำว่าความต้องการตู้คอนเทนเนอร์โดยทั่วไปเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจระดับมหภาค

 

นอกจากนี้ Clerc ยังอธิบายเพิ่มเติมว่าสินค้าคงคลังของสหรัฐฯ ซึ่งหมายรวมถึงสินค้าที่จัดเก็บก่อนส่งมอบหรือแปรรูป ในขณะนี้อยู่ในระดับที่สูงกว่าเมื่อต้นปี และไม่ได้อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงหรือดูเหมือนจะสามารถบ่งชี้ถึงการชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญในการดำเนินการ

 

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารของ Maersk ย้ำว่า แม้จะสังเกตเห็นตัวเลขที่ไม่อาจคาดเดาได้สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แต่สถานการณ์ดังกล่าวก็ไม่ได้ส่งผลต่อความต้องการขนส่งทางเรืออย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด 

 

Clerc ระบุว่า สิ่งที่บริษัทพิจารณาคือ คำสั่งซื้อจากผู้ค้าปลีกและแบรนด์ชั้นนำในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคสำหรับผู้บริโภคจำนวนมาก โดยความต้องนำเข้ามายังสหรัฐฯ ในเดือนที่กำลังจะมาถึงดูเหมือนจะยังค่อนข้างแข็งแกร่ง ดังนั้น หากใช้บริษัท Maersk เป็นตัวชี้วัด ข้อมูลที่บริษัทมีอยู่ขณะนี้ก็ชี้ไปที่ระดับความเชื่อมั่นที่ดีกว่าระดับการบริโภคในปัจจุบันในสหรัฐฯ จะดำเนินต่อไป

 

ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เกิดความกังวลเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่ข้อมูลบ่งชี้การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเปราะบางและอ่อนแอกว่าที่คาด ส่งผลให้บรรดานักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนในตลาดตื่นตระหนกไปตามๆ กัน ฉุดตลาดหุ้นวอลล์สตรีทให้ร่วงลงอย่างหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา 

 

สำหรับข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐฯ พบว่า สินค้าคงคลังในอุตสาหกรรมการค้าปลีกของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมาตรวัดปริมาณการผลิตที่ไม่ต้องการ (Measure of Unwanted Build) ในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 5.33% จากปีที่แล้วมาอยู่ที่ 7.9386 แสนล้านดอลลาร์ 

 

อย่างไรก็ตาม รายงานที่เผยแพร่โดยแพลตฟอร์มลีสซิ่ง Container xChange เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (7 สิงหาคม) ระบุว่า ตัวชี้วัดบ่งชี้ว่าสินค้าคงคลังสูงกว่าความต้องการ ซึ่งหมายถึง ‘เวลาที่รุ่งเรือง’ กำลังน้อยลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าสำหรับผู้ค้าตู้คอนเทนเนอร์ ตลาดโลจิสติกส์ และผู้ค้าปลีกที่สต็อกสินค้า

 

JPMorgan คาด โอกาสเกิด ‘Soft Landing’ 35-40% 

 

ด้าน Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan กล่าวแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปีนี้ ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ CNBC ว่า ส่วนตัวยังคงให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ โดยที่สหรัฐฯ จะมีโอกาสเผชิญกับภาวะ ‘Soft Landing’ อยู่ที่ประมาณ 35-40%

 

ขณะเดียวกัน เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า Dimon ปรับเปลี่ยนมุมมองตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ว่าตลาดมีทัศนคติในแง่ดีเกินไปเกี่ยวกับความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ Dimon กล่าวว่า โอกาสนั้นยังคงอยู่ในระดับ ‘ใกล้เคียงกัน’ กับที่เคยพูดถึงในช่วงก่อนหน้า 

 

ทั้งนี้ Dimon ชี้แจงว่า สถานการณ์ตลาดโดยรวมยังมีความไม่แน่นอนมากมาย และปัจจัยที่มักทำให้เกิดความตกตะลึงในตลาดอยู่เสมอก็คือ ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ภูมิรัฐศาสตร์ ที่อยู่อาศัย การขาดดุล การใช้จ่าย นโยบายการเงินที่เข้มงวด และการเลือกตั้ง

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะผู้บริหารสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ วัดจากปริมาณสินทรัพย์ Dimon ยอมรับว่า แม้จะเคยเตือนเรื่องพายุเฮอริเคนทางเศรษฐกิจในปี 2022 แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับฟื้นตัวได้ดีกว่าที่คาดไว้ และแม้ปริมาณผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้บัตรเครดิตจะเพิ่มขึ้น แต่สหรัฐอเมริกาในขณะนี้ก็ไม่ได้อยู่ในภาวะถดถอยอีกต่อไป 

 

เขากล่าวเพิ่มว่า โดยส่วนตัวยังรู้สึกระแวงเล็กน้อยว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะสามารถทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงให้ได้ตามเป้าหมายที่ 2% ได้จากการใช้จ่ายในอนาคตกับเศรษฐกิจสีเขียวและการทหารหรือไม่ เพราะมีผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากมาย อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้ว Dimon ยังคงมีมุมมองในแง่บวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ หากสหรัฐฯ ประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยเล็กน้อย (Mild Recession) หรือแม้แต่เศรษฐกิจถดถอยในระดับที่หนักหน่วงขึ้น สหรัฐฯ ก็ยังคงไม่เป็นไร แน่นอนว่า อาจมีผู้คนตกงานมากขึ้น แต่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากเผชิญกับ Hard Landing

 

อ้างอิง: 

The post ซีอีโอ Maersk ยืนยัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ‘ไร้สัญญาณถดถอย’ เผยดีมานด์ในอุตสาหกรรมเดินเรือแข็งแกร่ง สินค้าคงคลังของสหรัฐฯ ไม่เข้าข่ายภาวะเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ยังหวั่น! ต่างชาติรอการเมือง ‘นิ่ง’ ก่อนขนเงินลงทุนเข้าไทย | Morning Wealth 8 ส.ค. 2567 https://thestandard.co/morning-wealth-08082024/ Thu, 08 Aug 2024 01:01:03 +0000 https://thestandard.co/?p=968743

ยังหวั่น! ต่างชาติรอการเมือง ‘นิ่ง’ ก่อนขนเงินลงทุนเข้า […]

The post ชมคลิป: ยังหวั่น! ต่างชาติรอการเมือง ‘นิ่ง’ ก่อนขนเงินลงทุนเข้าไทย | Morning Wealth 8 ส.ค. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ยังหวั่น! ต่างชาติรอการเมือง ‘นิ่ง’ ก่อนขนเงินลงทุนเข้าไทย | Morning Wealth 8 ส.ค. 2567

 

ต่างชาติหวั่นการเมืองฉุดเศรษฐกิจ รอการเมืองไทย ‘นิ่ง’ ก่อนขนเงินลงทุนเข้าไทย จับตาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีถอดถอนนายกฯ สัปดาห์หน้า ผวากระทบทำงบปี 68 ล่าช้า รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

เจาะกลยุทธ์เลือกตราสารหนี้และหุ้นสหรัฐฯ อย่างไร หลังความกังวล Recession เพิ่มขึ้น พูดคุยกับ เกษรี อายุตตะกะ, CFP® ผู้อำนวยการกลยุทธ์การลงทุน SCB Chief Investment Office ธนาคารไทยพาณิชย์

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ยังหวั่น! ต่างชาติรอการเมือง ‘นิ่ง’ ก่อนขนเงินลงทุนเข้าไทย | Morning Wealth 8 ส.ค. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาราคาน้ำมันโลกผันผวน หลังเศรษฐกิจโลกส่อชะลอฉุดดีมานด์หด แต่ติดตามความไม่สงบในตะวันออกกลาง หากรุนแรงอาจดันราคาพุ่ง https://thestandard.co/global-oil-prices-fluctuate/ Wed, 07 Aug 2024 02:01:25 +0000 https://thestandard.co/?p=968127

กังวลสหรัฐฯ เข้าภาวะเศรษฐกิจถดถอย หลังตัวเลขว่างงานสูงก […]

The post จับตาราคาน้ำมันโลกผันผวน หลังเศรษฐกิจโลกส่อชะลอฉุดดีมานด์หด แต่ติดตามความไม่สงบในตะวันออกกลาง หากรุนแรงอาจดันราคาพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

กังวลสหรัฐฯ เข้าภาวะเศรษฐกิจถดถอย หลังตัวเลขว่างงานสูงกว่าคาด ฉุดตลาดหุ้นสหรัฐฯ และญี่ปุ่นร่วงหนัก ดันตัวเลข Volatility Index พุ่ง

 

สุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Investment Strategy ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาที่ปรับตัวลดลงแรงในช่วงปลายสัปดาห์ก่อน กับเอเชียที่ปรับตัวลดลงแรงในวันจันทร์ที่ผ่านมา (5 สิงหาคม) เนื่องจากเริ่มมีความกังวลว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) หลังจากสหรัฐฯ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาพบว่าอัตราการว่างงานออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ รวมทั้งการจ้างงานนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้นต่ำกว่าคาดการณ์ อีกทั้งมีตัวเลข Volatility Index หรือ VIX ปรับเพิ่มขึ้น

 

ขณะที่ Bond Yield ของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงมาต่ำกว่า 4% สะท้อนภาวะว่าเข้าสู่โหมด Risk Off อีกด้านคือในฝั่งเอเชีย ซึ่งในญี่ปุ่นมีการคืนเงินกู้ยืมในสกุลเยน (Unwind Yen Carry Trade) ส่งผลให้ค่าเงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่าเพิ่มขึ้น หลังจากช่วงสัปดาห์ก่อนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นดอกเบี้ย สวนทางกับธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลก

 

ทั้งนี้ ค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นสร้างความกังวลว่าเดิมค่าเงินเยนที่เคยอ่อนค่าจะเป็นปัจจัยหนุนต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในญี่ปุ่น แต่หลังจากค่าเงินเยนมีทิศทางกลับมาแข็งค่า เป็นปัจจัยกดดันให้ผลประกอบการของ บจ. ญี่ปุ่นในอนาคตมีความเสี่ยงที่จะอ่อนแอลงได้

 

นอกจากนี้ พบข้อมูลว่าจากต้นปี 2024 ถึงปัจจุบัน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในระดับที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับภาพในฝั่งของตลาดหุ้นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหรือเซมิคอนดักเตอร์ ที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างแรง ส่งผลให้มีการขายทำกำไรออกมากดดันให้ภาพรวมของตลาดหุ้นทั้ง 3 ตลาดดังกล่าวปรับตัวลดลง

 

สหรัฐฯ มีสัญญาณ Recession แรงขึ้น

 

โดย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินว่า แม้สหรัฐฯ เริ่มจะมีแนวโน้มเกิด Recession เพิ่มมากขึ้น แต่อาจยังไม่เข้าสู่ Recession แบบเต็มตัว เนื่องจากหากดูข้อมูลตัวเลข GDP ของสหรัฐฯ ยังสามารถขยายตัวได้ในระดับที่แข็งแกร่ง โดยในไตรมาส 2 ปี 2024 ยังขยายตัวได้ในระดับ 2.8% สูงกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 2.1%

 

ขณะที่ข้อมูลในฝั่งผลผลิตภาคอุตสาหกรรมยังดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ รวมทั้งภาพรวมของยอดขายค้าปลีกที่ยังออกมาในระดับทรงตัว ซึ่งเป็นข้อมูลที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะออกมาหดตัว

 

นอกจากนี้ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนของสหรัฐฯ ไตรมาส 2 ปี 2024 ซึ่งทยอยออกมาสัดส่วนประมาณ 3 ใน 4 ของทั้งหมด โดยข้อมูลล่าสุดที่ออกมายังมีตัวเลขดีกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่

 

ทั้งนี้ ประเมินว่าตลาดหุ้นโลกที่ปรับตัวลดลงค่อนข้างแรง เนื่องจากเข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) จึงเร่งขายทำกำไรออกมาในช่วงของวันจันทร์ที่ผ่านมา

 

มองว่าราคาน้ำมันโลกผันผวน

 

สุทธิชัยประเมินว่าตลาดน้ำมันจะได้รับผลกระทบจากภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกให้มีการใช้น้ำมันลดลง ส่วนกรณีภาพเศรษฐกิจจีนที่เริ่มเห็นสัญญาณการอ่อนแอทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลกค่อนข้างผันผวนสูง เพราะมีทั้งปัจจัยลบและปัจจัยบวกที่รออยู่ในระยะต่อไป แต่ปัจจัยลบเริ่มมีน้ำหนักเพิ่มสูงขึ้น

 

ทั้งนี้ องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ยังคงประมาณการอุปสงค์การใช้น้ำมันของโลกอยู่ในระดับต่ำ โดยในปี 2024 ประเมินว่าอุปสงค์การใช้ของน้ำมันของโลกจะเติบโตไม่ถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจาก IEA มีมุมมองว่าอุปสงค์การใช้น้ำมันจากจีนยังถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง

 

ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงกลั่นน้ำมันของจีนในเดือนกรกฎาคมปีนี้ที่ผ่านมายังคงลดลง และถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา อีกทั้งจีนยังมีแนวโน้มจะใช้รถ EV เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบให้ความต้องการใช้น้ำมันในรถสันดาปทยอยลดลง

 

อย่างไรก็ดี กลุ่ม OPEC ยังคงมาตรการในการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันแบบสมัครใจ ซึ่งยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ดังนั้นยังต้องติดตามว่าภาพของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและกระทบอุปสงค์การใช้น้ำมันของโลกให้ชะลอตัว จะส่งผลให้กลุ่ม OPEC ตัดสินใจเปลี่ยนนโยบายในการลดกำลังการผลิตน้ำมันตามแผนเดิมหรือไม่

 

อย่างไรก็ดี หาก OPEC ยังคงแผนการผลิตน้ำมันตามที่เคยประกาศไว้ ประเมินว่าจะมีผลให้ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2024 มีความเสี่ยงจะเกิดภาพของอุปทานน้ำมันมากกว่าอุปสงค์ที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งถือเป็นปัจจัยต่อราคาน้ำมัน

 

จับตาความไม่สงบในตะวันออกกลาง

 

นอกจากนี้ ยังมีสถานการณ์ความไม่แน่นอนจากการสู้รบในตะวันออกกลาง จากการตอบโต้ที่อิสราเอลลอบสังหารผู้นำของฮามาส ซึ่งยังต้องติดตามความคืบหน้าว่าสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าวจะดำเนินต่อไปอย่างไร โดยประเมินกรอบราคาน้ำมันในช่วงไตรมาส 3 ปี 2024 จะอยู่ในระดับ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หาก OPEC กลับมาเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในช่วงไตรมาส 3 ปี 2024 มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับลดลงมาเคลื่อนไหวในกรอบ 75-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ทั้งนี้ มองว่าหากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมาที่ระดับดังกล่าว ถือเป็นจุดที่มีความน่าสนใจในการทำ Hedging เพราะยังมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาน้ำมันในอนาคต

 

สำหรับกรณีที่มีข่าวว่ากระทรวงพลังงานของไทยมีแนวคิดที่จะออกกฎหมายควบคุมราคาพลังงานน้ำมัน ยังต้องติดตามว่ารายละเอียดของกฎหมายที่จะออกมาจะเป็นอย่างไร

 

แต่ยอมรับว่าตลาดมีความกังวลล่วงหน้า โดยเฉพาะธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งกระทรวงพลังงานอาจมีแนวคิดในการออกกฎหมายเพื่อมาควบคุมราคาน้ำมันได้ทั้งหมด ทั้งในด้านของภาษีสรรพสามิตกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ราคาขายปลีกน้ำมันเป็นไปตามที่ต้องการ

 

ทั้งยังต้องติดตามว่ากฎหมายดังกล่าวจะนำไปสู่การลดภาษีได้หรือไม่ โดยยังต้องหารือร่วมกับกระทรวงการคลังซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตว่าจะบริหารจัดการอย่างไร

 

อย่างไรก็ดี มีความกังวลว่าประเด็นดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน โดยหากดูสถิติข้อมูลช่วง 10-20 ปีย้อนหลังที่ผ่านมา พบว่ามีความพยายามปรับสูตรราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากปัจจุบันสูตรราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันของไทยอ้างอิงสูตรราคาของตลาดน้ำมันสิงคโปร์ โดยคิดค่าขนส่งน้ำมันจากสิงคโปร์มาไทยที่ประมาณ 1- 2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

โดยหากถอดค่าขนส่งออกจากต้นทุนราคาน้ำมันของไทย ประเมินว่าหุ้นโรงกลั่น ได้แก่ BCP, TOP ซึ่งราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมาในช่วงดังกล่าวได้สะท้อนความกังวลในประเด็นนี้ไปแล้ว ดังนั้นจึงมองว่าให้ทยอยสะสมในหุ้นทั้ง 2 ตัวดังกล่าว

 

หุ้นโรงไฟฟ้าได้ประโยชน์จากราคาก๊าซธรรมชาติไม่ขยับขึ้น

 

ส่วนหุ้นกลุ่มไฟฟ้าที่กระทรวงพลังงานประกาศให้คงราคางวดเดือนกันยายน-ธันวาคมปีนี้ไว้ที่ 4.18 บาท ประเมินว่าราคาหุ้นกลุ่มไฟฟ้าที่ปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนข้อมูลเชิงลบดังกล่าวไปแล้ว

 

ขณะที่ในระยะสั้นราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นพลังงานหลักของกลุ่มโรงไฟฟ้า คาดว่าจะยังไม่ปรับเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากปัจจุบันยุโรปยังมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติอยู่ในระดับสูง ประกอบกับทั้งยุโรปกับจีนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ค่อนข้างดี ส่งผลให้จีนยังไม่มีความต้องการก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเพื่อนำมาผลิตไฟฟ้าในระยะสั้น

 

อย่างไรก็ตาม มองว่ามีความเสี่ยงเดียวต่อกลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้าคือสมการความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง หากความรุนแรงกลับมาอาจส่งผลกระทบต่อราคาก๊าซธรรมชาติให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างแรง แต่ยังเชื่อว่าในเชิงของปัจจัยพื้นฐานระยะสั้นจะยังไม่เห็นการปรับขึ้นของราคาก๊าซธรรมชาติ

 

“โดยปกติราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าจะมีการเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับลดลง หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ามักจะปรับตัวดีขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าถือเป็นหุ้นกลุ่ม Defensive มีการก่อหนี้สูง ดังนั้นหากดอกเบี้ยเริ่มลงก็จะทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลงตามไปด้วย และมีมูลค่าหุ้นดูดีขึ้น จึงแนะนำให้หาโอกาสทยอยสะสมหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า”

 

อีกทั้งหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ายังใช้ประโยชน์จากการที่รัฐบาลกำลังจะมีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรอบใหม่

 

สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย มีธีมแนะนำให้ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายของกองทุน ThaiESG ที่ขยายวงเงินในการลดหย่อนภาษีจาก 100,000 บาท เป็น 300,000 บาท อีกทั้งลดระยะเวลาการถือครองจากเดิม 8 ปี เหลือ 5 ปี ได้แก่ GULF, ADVANC, AOT, CPALL, BDMS, BBL, KTB และแนะนำ PTTEP เพื่อใช้ Hedging ความไม่แน่นอนและความผันผวนของน้ำมัน

The post จับตาราคาน้ำมันโลกผันผวน หลังเศรษฐกิจโลกส่อชะลอฉุดดีมานด์หด แต่ติดตามความไม่สงบในตะวันออกกลาง หากรุนแรงอาจดันราคาพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ความเสี่ยง ‘Recession’ ในสหรัฐฯ เขย่าสินทรัพย์โลก เข้าภาวะตลาดหมีแล้วหรือยัง? | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-06082024-3/ Tue, 06 Aug 2024 09:06:18 +0000 https://thestandard.co/?p=967887

วิเคราะห์ความเสี่ยงที่จะเกิด Recession ในสหรัฐฯ และผลกร […]

The post ชมคลิป: ความเสี่ยง ‘Recession’ ในสหรัฐฯ เขย่าสินทรัพย์โลก เข้าภาวะตลาดหมีแล้วหรือยัง? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิเคราะห์ความเสี่ยงที่จะเกิด Recession ในสหรัฐฯ และผลกระทบความเสี่ยงต่อสินทรัพย์ทั่วโลกในระยะต่อไป พูดคุยกับ บดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย)

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดอ่านหนังสือชี้ชวนและศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ความเสี่ยง ‘Recession’ ในสหรัฐฯ เขย่าสินทรัพย์โลก เข้าภาวะตลาดหมีแล้วหรือยัง? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนัก เหตุผวาภาวะถดถอยสหรัฐฯ ฉุดลงทุน https://thestandard.co/the-us-stock-market-fell-sharply/ Tue, 06 Aug 2024 02:24:22 +0000 https://thestandard.co/?p=967689

ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทของสหรัฐฯ ปิดตลาดในแดนลบเมื่อจันทร์ที […]

The post ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนัก เหตุผวาภาวะถดถอยสหรัฐฯ ฉุดลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทของสหรัฐฯ ปิดตลาดในแดนลบเมื่อจันทร์ที่ผ่านมา (5 สิงหาคม) ส่งผลให้ 3 ดัชนีสำคัญปรับตัวร่วงลงอย่างต่อเนื่อง และร่วงลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2022

 

สาเหตุหลักใหญ่สืบเนื่องมาจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ หลังมีรายงานตัวเลขอ่อนแอเกินคาดในตลาดแรงงานและภาคการผลิต

 

โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของสหรัฐฯ ที่เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (5 สิงหาคม) ปรับตัวลงสู่ระดับ 55.0 ในเดือนกรกฎาคม จากระดับ 55.3 ในเดือนมิถุนายน

 

ขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 114,000 ตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 177,000 ตำแหน่ง และชะลอตัวจากระดับ 179,000 ตำแหน่งในเดือนมิถุนายน ขณะที่อัตราว่างงานพุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 3 ซ้ำเติมตัวเลขเศรษฐกิจที่ซบเซาของสหรัฐฯ หลังการเปิดเผยภาคการผลิตที่อ่อนแอ และจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่สูงกว่าคาด

 

รายงานระบุว่า นักลงทุนกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังสูญเสียโมเมนตัมการเติบโตอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่คาดไว้ และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตัดสินใจผิดพลาดในการรักษาอัตราดอกเบี้ยให้คงที่ในการประชุมนโยบายครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมองว่าความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลานี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยช้าเกินไป

 

ทั้งนี้ ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความกลัวของนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นสู่ระดับ 65 เมื่อวันจันทร์ (5 สิงหาคม) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2022 หลังจากอยู่ที่ระดับ 23 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (2 สิงหาคม) ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ดิ่งลง 1,033.99 จุดหรือ 2.6% ปิดที่ 38,703.27 จุด 

 

ส่วนดัชนี S&P 500 ร่วง 160.23 จุดหรือ 3.00% มาอยู่ที่ 5,186.33 จุด และดัชนี NASDAQ Composite ลดลง 576.08 จุด หรือ 3.43% ปิดที่ 16,200.08 จุด

 

รายงานระบุว่า บรรดานักลงทุนเริ่มเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในการประชุมที่เหลือในปีนี้ ตั้งแต่ที่มีการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอเมื่อวันศุกร์ (2 สิงหาคม) โดยคาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% จำนวน 2 ครั้ง และ 0.25% จำนวน 1 ครั้ง รวมเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1.25% ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed แตะระดับ 4.00-4.25% ในช่วงสิ้นปี 2024 จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 5.25-5.50%

 

โดย FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 99.5% ที่ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% สู่ระดับ 4.75-5.00% ในการประชุมเดือนกันยายน

 

Austan Goolsbee ประธาน Fed สาขาชิคาโก ยอมรับว่า Fed ควรมีมาตรการตอบรับต่อสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความอ่อนแอในเศรษฐกิจ และอัตราดอกเบี้ยไม่ควรที่จะเข้มงวดเกินไปในขณะนี้ พร้อมทั้งย้ำว่า หน้าที่หลักของ Fed ในขณะนี้ก็คือ การทำให้การจ้างงานอยู่ในระดับสูงสุด รวมทั้งรักษาเสถียรภาพของราคาและระบบการเงิน ดังนั้น ถ้าสถานการณ์โดยรวมเริ่มส่งสัญญาณแย่ Fed ก็ไม่ลังเลที่จะทำการแก้ไข พร้อมยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลที่ Fed จะยังคงเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด หากว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังอยู่ในภาวะถดถอย

 

ขณะเดียวกัน รายงานระบุว่า การปรับตัวลดลงอย่างหนักของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเมื่อวันจันทร์ (5 สิงหาคม) นอกจากเป็นผลจากการความกังวลเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอยแล้ว ยังเป็นผลจากการที่นักลงทุนแห่เทขายหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี นำโดย Apple ที่ร่วงหนักถึง 4.8% หลัง Berkshire Hathaway ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศขายหุ้นของ Apple ครึ่งหนึ่งที่บริษัทถือครองอยู่ บวกกับรายงานผลประกอบการของบริษัทที่น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

 

โดยหุ้นของ Tesla, Alphabet และ Amazon ต่างร่วงลงมากกว่า 4% ส่วนหุ้นของ NVIDIA ร่วงลง 7% ด้าน Microsoft และ Meta Platforms ลดลง 3%

 

หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลดลงจากการเทขายของบรรดานักลงทุนที่กังวลว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่อาจเกิดขึ้นในสหรัฐฯ จะกระทบการใช้จ่ายจำนวนมหาศาลในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้นอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

 

ข้อมูลจาก LSEG ประเมินว่า หุ้น 7 นางฟ้า (Magnificent 7) กำลังจะสูญเสียมูลค่าตลาดหุ้นประมาณ 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเซสชันนี้

 

ทั้งนี้ การเทขายอย่างหนักต่อเนื่องติดต่อกันเป็นวันที่สาม เป็นผลจากรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สะท้อนความอ่อนแอของสหรัฐฯ ซึ่งผลักดันให้นักลงทุนทั่วโลกแห่เทขายหุ้นและหันเข้าหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย รวมถึงเพิ่มน้ำหนักที่ Fed จะดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเทขายอย่างหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่เมื่อพิจารณาจากต้นปีพบว่า หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยียังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยหุ้นของ NVIDIA มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในปีนี้ ขณะที่ Microsoft และ Amazon ยังคงเพิ่มขึ้น 5% และ Apple เพิ่มขึ้น 7%

 

นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งชี้ว่า การลดลงของหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีเมื่อวันจันทร์ (5 สิงหาคม) อาจถือเป็นโอกาสเข้าซื้อหุ้น Big Tech ในราคาที่น่าสนใจ โดยชี้ให้เห็นถึงผลตอบแทนระยะยาวที่สามารถคาดหวังได้จากการลงทุนด้าน AI รวมถึงตำแหน่งทางการตลาดที่แข็งแกร่งของบริษัทเหล่านี้

 

อ้างอิง:

The post ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนัก เหตุผวาภาวะถดถอยสหรัฐฯ ฉุดลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: Black Monday ถล่มขายหุ้นโลก จุดเริ่มต้นวิกฤตรอบใหม่? | Morning Wealth 6 สิงหาคม 2567 https://thestandard.co/morning-wealth-06082024/ Tue, 06 Aug 2024 00:27:51 +0000 https://thestandard.co/?p=967624

Black Monday ถล่มขายหุ้นโลก จุดเริ่มต้นวิกฤตรอบใหม่? | […]

The post ชมคลิป: Black Monday ถล่มขายหุ้นโลก จุดเริ่มต้นวิกฤตรอบใหม่? | Morning Wealth 6 สิงหาคม 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>

Black Monday ถล่มขายหุ้นโลก จุดเริ่มต้นวิกฤตรอบใหม่? | Morning Wealth 6 ส.ค. 2567

 

ตลาดหุ้นปรับฐานทั่วโลก ความเสี่ยงสหรัฐฯ เกิด Recession เพิ่มเป็น 25% เป็นจุดเริ่มต้นวิกฤตหรือไม่ พูดคุยกับ บดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย)

 

วิเคราะห์สถานการณ์และกลยุทธ์ลงทุน พูดคุยกับ สุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Investment Strategy ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: Black Monday ถล่มขายหุ้นโลก จุดเริ่มต้นวิกฤตรอบใหม่? | Morning Wealth 6 สิงหาคม 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ไทยเสี่ยง Recession? หลัง GDP 4Q66 ติดลบ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-20022024-4/ Tue, 20 Feb 2024 08:00:36 +0000 https://thestandard.co/?p=902093

เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคแค่ไหน หลัง […]

The post ชมคลิป: ไทยเสี่ยง Recession? หลัง GDP 4Q66 ติดลบ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคแค่ไหน หลัง GDP 4Q66 ติดลบ พูดคุยกับ บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ไทยเสี่ยง Recession? หลัง GDP 4Q66 ติดลบ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 5 เหตุผลที่เปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญมองเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2024 ในเชิงบวก https://thestandard.co/us-economy-in-2024-is-optimistic/ Tue, 02 Jan 2024 03:11:27 +0000 https://thestandard.co/?p=883466

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยสู้ดีนักในปี 2023 แต่อย่างน้อ […]

The post เปิด 5 เหตุผลที่เปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญมองเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2024 ในเชิงบวก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยสู้ดีนักในปี 2023 แต่อย่างน้อยที่สุดบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย รวมถึง Justin Wolfers ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน ต่างเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาก็ไม่ถือว่าเลวร้าย เพราะจากที่คาดว่าจะเผชิญกับภาวะถดถอยอย่างรุนแรง กลับกลายเป็น Soft Landing และมีการฟื้นฟูอย่างน่าทึ่ง แสดงให้เห็นความอึดและถึกของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา 

 

สำหรับในปี 2024 ที่เพิ่งจะเริ่มต้นมาได้เพียง 2 วัน เหล่านักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่าปีนี้จะเป็นปีที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นไปในทางบวกมากขึ้น มีความหวังมากขึ้น และขยับขยายเติบโตไปข้างหน้าได้มากขึ้น 

 

โดยภาพรวมแล้วเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเผชิญกับความเสี่ยงและความท้าทายมากมาย ตั้งแต่สงครามอิสราเอล-ฮามาส ไปจนถึงตลาดที่อยู่อาศัยที่มีราคาตกต่ำ แต่อย่างน้อยก็มี 5 เหตุผลหลักที่ทำให้นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเป็นไปในทางบวก 

 

เหตุผลแรกสุดก็คืออัตราเงินเฟ้อที่ชะลอความร้อนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญ และปี 2024 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่บรรดานักวิเคราะห์และนักลงทุนในตลาด Wall Street เชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลงอีก หลังจากทุบสถิติสูงสุดในรอบ 40 ปีเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2022 

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าอัตราเงินเฟ้อในปีนี้จะชะลอตัวได้อย่างรวดเร็วมากน้อยแค่ไหน โดยขณะนี้มาตรวัดเงินเฟ้ออย่างดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือนพฤศจิกายนปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.1% แต่ก็ถือว่าลดลงอย่างมากจาก 9.1% ในเดือนมิถุนายน 2022 

 

ด้าน Mark Zandi หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Moody’s Analytics คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับมาใกล้เป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ภายในสิ้นปี 2024 

 

เหตุผลประการที่สองคือการประกาศชัยชนะเหนือเงินเฟ้อของ Fed ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการตัดสินใจระงับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขนาดใหญ่ซึ่งคุกคามต่อเศรษฐกิจตกต่ำและทำให้นักลงทุนวิตกกังวล พร้อมส่งสัญญาณเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ถือเป็นตัวแทนผลลัพธ์การประกาศชัยชนะในสงครามเงินเฟ้อครั้งนี้ 

 

ด้าน Zandi ประเมินว่า Fed น่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ โดยน่าจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างจริงจังในช่วงเดือนพฤษภาคม ขณะที่รายงานของ Goldman Sachs คาดว่า Fed จะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมีนาคม

 

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะช่วยคลายแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ลดต้นทุนในการจำนองบ้าน การปล่อยสินเชื่อรถยนต์ และการชำระหนี้บัตรเครดิต 

 

เหตุผลประการที่สามคือการที่ปีนี้จะเป็นปีทองของหุ้น หรือ Blockbuster year for stocks โดยอัตราเงินเฟ้อที่ลดความร้อนแรงลง ความหวาดกลัวต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่จางหายไป และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่กำลังเกิดขึ้น กระตุ้นให้นักลงทุนกลับเข้ามาลงทุนอย่างคึกคักในตลาด Wall Street อีกครั้ง 

 

สำหรับมุมมองทางบวกของหุ้นได้แรงหนุนจากการที่หุ้นสหรัฐฯ ปิดท้ายปี 2023 ด้วยการปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างถล่มทลาย โดยดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นมา 9 สัปดาห์ก่อนสิ้นปี ซึ่งเป็นการชนะติดต่อกันยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2004 ดัชนี Nasdaq พุ่งขึ้น 43% แม้จะพลาดปีที่ดีที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษไปอย่างหวุดหวิดก็ตาม 

 

แม้ว่าตลาด Wall Street จะไม่ใช่ภาพสะท้อนเศรษฐกิจทั้งหมด แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมองว่าในกรณีนี้การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสะท้อนถึงการมองโลกในแง่ดีเป็นส่วนใหญ่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และความเชื่อมั่นใน Soft Landing ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับ Wall Street และ Main Street

 

เหตุผลประการที่สี่คือการเลิกจ้างงานในอัตราต่ำมาก (Extraordinarily low layoffs) โดยผู้เชี่ยวชาญมองว่าแม้ Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่อัตราการว่างงานยังคงอยู่ที่เพียง 3.7% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบครึ่งศตวรรษ 

 

ขณะเดียวกันการขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกซึ่งเป็นตัวแทนของการเลิกจ้างยังคงต่ำเป็นประวัติการณ์เพียง 218,000 ราย ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่านายจ้างจำนวนมากไม่เต็มใจที่จะปล่อยคนงานที่พวกเขามีให้หลุดลอยไป ดังนั้นหากแนวโน้มการเลิกจ้างงานระดับต่ำยังคงอยู่ ก็จะส่งผลสนับสนุนการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดย Zandi ย้ำว่า ตราบใดที่การเลิกจ้างยังค่อนข้างต่ำ เศรษฐกิจก็น่าจะไปได้สวย 

 

สำหรับเหตุผลประการสุดท้ายคือเงินเดือนมากกว่าราคาค่าครองชีพ (Paychecks over prices) โดยผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า หลังจากโควิด การฟื้นตัวของเศรษฐกิจส่วนใหญ่มาจากราคาที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าเช็คเงินเดือน ซึ่งหมายถึงการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างจริงไม่ทันกับการปรับขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ทำให้การใช้จ่ายลดลงและเศรษฐกิจหดตัวลง 

 

อย่างไรก็ตาม เทรนด์ดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไป เนื่องจากเงินเฟ้อเริ่มลดลง ทำให้ตัวเลขเงินเดือนกลับมาเพิ่มขึ้น ซึ่งทั้ง Zandi และ Wolfers ต่างแสดงทัศนคติในแง่ดีว่าการเติบโตของค่าจ้างที่แท้จริงจะได้รับแรงผลักดันในปี 2024 กล่าวคือ เมื่อเวลาผ่านไปและอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ รายได้จะไล่ตามและแซงหน้าอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ผู้คนรู้สึกดีและมีความเชื่อมั่นที่จะจับจ่ายมากขึ้น 

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงคุกคามหลายอย่าง เหล่านักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายสรุปว่า ต่อให้เป็นปีที่มีแนวโน้มบวกมากมาย นักธุรกิจและนักลงทุนทั้งหลายยังคงต้องใช้ความระมัดระวังรอบคอบให้มาก รวมถึงการติดตามข้อมูลข่าวสารและหมั่นบริหารความเสี่ยงอยู่เสมอ เพื่อลดผลกระทบทางลบจากเหตุไม่คาดฝัน 

 

อ้างอิง: 

The post เปิด 5 เหตุผลที่เปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญมองเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2024 ในเชิงบวก appeared first on THE STANDARD.

]]>