RCEP Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/rcep/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 09 Jan 2026 10:07:38 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 HSBC เผยธุรกิจเอเชียหันมาทำการค้าร่วมกัน ลดความเสี่ยงภาษีทรัมป์ https://thestandard.co/hsbc-asia-trump-tax-risk/ Fri, 09 Jan 2026 10:07:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1163373 HSBC เผยธุรกิจเอเชียหันมาทำการค้าร่วมกัน ลดความเสี่ยงภาษี ทรัมป์

ธนาคารเอชเอสบีซี เปิดเผยว่า องค์กรภาคธุรกิจในเอเชียเริ่ […]

The post HSBC เผยธุรกิจเอเชียหันมาทำการค้าร่วมกัน ลดความเสี่ยงภาษีทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
HSBC เผยธุรกิจเอเชียหันมาทำการค้าร่วมกัน ลดความเสี่ยงภาษี ทรัมป์

ธนาคารเอชเอสบีซี เปิดเผยว่า องค์กรภาคธุรกิจในเอเชียเริ่มปรับตัวและมีเสถียรภาพ ที่ดีขึ้น ความกังวลด้านรายได้บริษัทผ่อนคลายลง และเริ่มมีรูปแบบในการดำเนิน การค้าระหว่างประเทศใหม่ ๆ เกิดขึ้น ภายหลังการประกาศมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หรือ “Liberation Day tariffs” เมื่อกว่า 6 เดือนที่ผ่านมา โดยหลายประเทศในเอเชียมองว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบาย การค้าล่าสุด ช่วยสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจในระยะสั้น มากกว่าที่จะเป็นอุปสรรค

 

ผลสำรวจ HSBC Global Trade Pulse 2025 ซึ่งทำการสำรวจบริษัทจำนวน 6,750 แห่ง ที่ตั้งอยู่ใน 17 ประเทศทั่วโลก พบว่า แม้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าหลัก จะยังคงดำเนินต่อไป แต่ 88% ของบริษัทที่ร่วมตอบแบบสำรวจ มีความเชื่อมั่น ในความสามารถขององค์กรของตน ในการขยายการค้าระหว่างประเทศ ในช่วงสองปีข้างหน้า โดยบริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้มากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี มีมุมมองเชิงบวกมากกว่าองค์กรขนาดเล็กกว่า โดย 46% ของบริษัทขนาดใหญ่มีความเชื่อมั่นอย่างมากต่อการเติบโตของการค้า ระหว่างประเทศ ขณะที่บริษัทที่มีรายได้ต่ำกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี มีเพียง 38% เท่านั้นที่มีความเชื่อมั่น

 

สำหรับภาคธุรกิจในเอเชียนั้น 86% ของบริษัทในเอเชีย ยังคงมีความเชื่อมั่นต่อการเติบโต ของการค้าระหว่างประเทศ โดย 32% ของธุรกิจในเอเชียได้ขยายการค้า ระหว่างประเทศ เข้าสู่ประเทศใหม่ๆ แล้ว และอีก 50% มีแผนจะขยายการค้าระหว่างประเทศ เข้าสู่ประเทศใหม่ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางการค้าน้อยกว่า

 

เมื่อแรงกดดันจากมาตรการภาษีเริ่มผ่อนคลาย ธุรกิจในเอเชียคาดว่า การหยุดชะงัก ของห่วงโซ่อุปทานจะส่งผลกระทบต่อรายได้น้อยลง เมื่อเทียบกับหกเดือนก่อน ธุรกิจในเอเชียคาดการณ์ว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบต่อรายได้ในช่วงสองปีข้างหน้าที่ 13% ซึ่งลดลงจาก 18% ในการสำรวจ Trade Pulse ครั้งแรกเมื่อประมาณหกเดือนที่แล้ว ในขณะที่ธุรกิจในเอเชียที่กังวลว่าจะสูญเสียรายได้ 25% หรือมากกว่านั้น ได้ลดลงเหลือต่ำกว่า 1 ใน 5 (18%) จาก 35% เมื่อหกเดือนก่อน และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 22% เล็กน้อย

 

อดิตยา กาห์เลาต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานบริการการค้าระหว่างประเทศ ประจำภูมิภาคเอเชีย ธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวว่า ภาคธุรกิจในเอเชียกำลัง ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป แม้ความกังวลด้านรายได้จะผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ภาคธุรกิจยังคงตระหนักถึงความเสี่ยง นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนด้านมาตรการ ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ได้กระตุ้นให้บริษัทในเอเชียขยับตัว ในขณะที่ความชัดเจนที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้บริษัทต่างๆ ในภูมิภาคสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบมากขึ้น และวางแผนล่วงหน้าได้ดียิ่งขึ้น

 

มุมมองความเชื่อมั่นที่ปรับตัวดีขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจกำลังตอบสนองต่อการเปลี่ยน แปลงด้านการค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และแสดงให้เห็นถึงความสามารถ ในการรับมือ กับความผันผวนได้อย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ เรายังเห็นว่าผู้นำองค์กรธุรกิจ จำนวนมากเลือกที่จะนำกลยุทธ์ที่หลากหลายมาใช้ เพื่อปรับตัวเข้ากับวิถีการ ทำธุรกิจรูปแบบใหม่มากกว่าที่จะรอให้ความไม่แน่นอนคลี่คลาย

 

เอเชียหันมาทำธุรกิจกันเอง กระจายความเสี่ยงพึ่งพามหาอำนาจ

 

เมื่อแนวโน้มด้านภาษีนำเข้าเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้รูปแบบทางการค้า ระหว่างประเทศใหม่ ๆ เริ่มเกิดขึ้น โดยธุรกิจในเอเชียหันมาเพิ่มน้ำหนักความสำคัญ ของภูมิภาคเอเชียมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงกลยุทธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ

 

ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกไปยังกลุ่มธุรกิจในเอเชีย พบว่า

 

  • 41% มีแผนเพิ่มการพึ่งพาทางการค้ากับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น
  • 34% มีแผนเพิ่มการพึ่งพาเอเชียตะวันออกและเอเชียเหนือ
  • 29% มีแผนเพิ่มการพึ่งพาเอเชียใต้
  • 30% ของธุรกิจในเอเชียยังมีแผนเพิ่มการพึ่งพายุโรป

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจทั่วโลก ยุโรปเป็นจุดหมายปลายทางด้านการค้า ระหว่างประเทศอันดับหนึ่ง (40%) รองลงมาคือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (36%), เอเชียตะวันออกและเอเชียเหนือ (32%) และอเมริกาเหนือ (32%)

 

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ 32% ของบริษัททั่วโลกมีแผนเพิ่มการพึ่งพาทางการค้า กับอเมริกาเหนือ แต่ก็มีถึง 22% ที่วางแผนลดการพึ่งพาภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งถือเป็นสัดส่วนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภูมิภาค

 

อดิตยา กล่าวเสริมว่า “แนวคิด ‘เอเชียเพื่อเอเชีย’ ไม่ใช่เพียงสโลแกนอีกต่อไป แต่สะท้อนจากข้อเท็จจริงที่ว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นที่ตั้งของข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) อีกทั้งตลาดผู้บริโภคที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจดิจิทัลที่แข็งแกร่ง และเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานที่มีความพร้อม ล้วนทำให้ภูมิภาคนี้เป็นเป้าหมายที่น่าสนใจ ไม่เพียงสำหรับธุรกิจในเอเชียเท่านั้น แต่รวมถึงบริษัททั่วโลกด้วย”

 

ภาคธนาคารมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการสนับสนุนการตัดสินใจของภาคธุรกิจ ท่ามกลางความผันผวนที่เกี่ยวข้องกับการค้า โดย 89% ของธุรกิจในเอเชียระบุว่าบทบาท ของธนาคารมีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามความซับซ้อนของการดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดน ดังนั้น การให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ด้านการขยายธุรกิจระหว่างประเทศ จึงเป็นการสนับสนุน อันดับต้นๆ ที่ภาคธุรกิจต้องการจากธนาคาร รองลงมาคือเครื่องมือบริหารความเสี่ยง และการสนับสนุนด้านความยืดหยุ่นทางธุรกิจ เช่น การจำลองสถานการณ์ การวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ และการคาดการณ์กระแสเงินสด

 

The post HSBC เผยธุรกิจเอเชียหันมาทำการค้าร่วมกัน ลดความเสี่ยงภาษีทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษก กต. สรุปการประชุมอาเซียนและกรอบประชุมที่เกี่ยวข้อง ย้ำจุดยืนส่งเสริมสันติภาพ การค้าพหุภาคี แก้ปัญหาสแกม https://thestandard.co/asean-peace-trade-and-anti-scam/ Mon, 27 Oct 2025 12:55:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1136256 โฆษก กต.สรุปการประชุม อาเซียน และกรอบประชุมที่เกี่ยวข้อง ย้ำจุดยืนส่งเสริมสันติภาพ การค้าพหุภาคี แก้ปัญหา สแกม

วันนี้ (27 ตุลาคม) นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและ […]

The post โฆษก กต. สรุปการประชุมอาเซียนและกรอบประชุมที่เกี่ยวข้อง ย้ำจุดยืนส่งเสริมสันติภาพ การค้าพหุภาคี แก้ปัญหาสแกม appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษก กต.สรุปการประชุม อาเซียน และกรอบประชุมที่เกี่ยวข้อง ย้ำจุดยืนส่งเสริมสันติภาพ การค้าพหุภาคี แก้ปัญหา สแกม

วันนี้ (27 ตุลาคม) นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวสรุปผลการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 26 และ 27 ตุลาคม ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์ ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

 

นอกจากพิธีลงนาม 4 ฝ่ายในถ้อยแถลงผลการหารือระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชาที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้และรัฐมนตรีต่างประเทศได้แถลงสรุปไปแล้ว ยังมีการประชุมอีกหลายวงที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยเข้าร่วม ได้แก่ การประชุมระดับทวิภาคีกับ อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN), เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ และคริสตาลินา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

 

สำหรับการประชุมในกรอบอาเซียนที่ผู้นำไทยเข้าร่วมนั้น โฆษกกล่าวว่า รัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นที่จะแสดงบทบาทในฐานะผู้เล่นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และการพัฒนา ซึ่งรวมถึงกรอบอาเซียนกับคู่เจรจาด้วย

 

โดยในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 แบบเต็มคณะที่นายกฯ เข้าร่วมนั้น ผู้นำอาเซียนได้แสดงความเสียใจต่อการเสด็จสวรรคตของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง นอกจากนี้ผู้นำอาเซียนยังได้กล่าวต้อนรับติมอร์-เลสเต ที่เข้าร่วมประชุมอาเซียนในฐานะประเทศสมาชิกครั้งแรก

 

ในภาพรวมมีการหารือเกี่ยวกับทิศทางการเสริมสร้างประชาคมอาเซียนตามวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2045 และการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินความสัมพันธ์กับภาคีภายนอก โดยนายกฯ ได้ย้ำว่า อาเซียนเป็นรากฐานสำคัญของนโยบายการต่างประเทศของไทยและการมีปฏิสัมพันธ์กับภาคีภายนอกบนพื้นฐานของการเป็นแกนกลางของอาเซียน และการสร้างประชาคมโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

 

ประเด็นต่อมา ไทยเน้นการสนับสนุนการรับมือกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์โลกผ่านการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและยั่งยืน ผ่านการรวมตัวทางเศรษฐกิจ การผลักดันการบรรลุการเจรจาความตกลงทางเศรษฐกิจดิจิทัลในอาเซียน (DEFA) ให้แล้วเสร็จ และการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสีเขียว ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล และเกษตรยั่งยืน

 

ประเด็นที่ 3 ไทยยังเน้นย้ำความสำคัญในการแก้ปัญหาสแกมออนไลน์ หมอกควันข้ามแดน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และโรคระบาดที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนในภูมิภาคมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ส่วนในการประชุมอาเซียนแบบไม่เป็นทางการที่นายกฯ ได้มอบหมายให้ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เข้าประชุมแทนนั้น ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการตามฉันทมติ 5 ข้อเพื่อแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมา และสถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศ เช่น สถานการณ์ในทะเลจีนใต้ โดยรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงการยึดมั่นของไทยต่อแนวทางภูมิภาคนิยมและพหุภาคีนิยม การสนับสนุนความพยายามในการเสริมสร้างสันติภาพในเมียนมา ผ่านการเปิดพื้นที่สำหรับการหารืออย่างครอบคลุม และเพิ่มช่องทางการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เมียนมา

 

ทั้งสองเวทีไทยยังยึดมั่นการแก้ปัญหากับกัมพูชาผ่านกลไกทวิภาคี ยึดมั่นต่อข้อตกลงหยุดยิง และถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชาที่เพิ่งลงนามไปและมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน

 

อีกการประชุมที่สำคัญคือการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ เมื่อวานนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศเป็นตัวแทนเข้าร่วมประชุม ซึ่งที่ประชุมได้เน้นย้ำความเป็นหุ้นส่วนระหว่างอาเซียนกับสหรัฐฯ ที่มีมายาวนาน หลายประเทศกล่าวชื่นชมบทบาทของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีส่วนช่วยให้เกิดสันติภาพในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ในไทย-กัมพูชา และสถานการณ์ในกาซา

 

ที่ประชุมดังกล่าวยังมีการหารือในประเด็นที่ทุกประเทศให้ความสำคัญ นั่นคือการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะสแกมออนไลน์ การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และอาชญากรรมไซเบอร์ โดยไทยได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพการประชุมระหว่างประเทศเรื่องการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

 

สำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 28 ได้กำหนดทิศทางความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น เรื่องเทคโนโลยีดิจิทัล AI พลังงานสะอาด และความเชื่อมโยง

 

ส่วนการประชุมสุดยอดอาเซียน-อินเดีย ครั้งที่ 22 มีการทบทวนและหารือทิศทางความร่วมมืออาเซียน-อินเดีย ภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน ทั้งในด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความเชื่อมโยง โดยมีการเร่งรัดการสรุปการเจรจาทบทวนความตกลงด้านสินค้าอาเซียน-อินเดียตามกรอบเวลาที่กำหนด และประกาศให้ปี 2026 เป็นปีแห่งความร่วมมือทางทะเลอาเซียน-อินเดียด้วย

 

ด้านการประชุมสุดยอดอาเซียน-เกาหลีใต้ ครั้งที่ 26 ในวันนี้ เป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างประธานาธิบดีอีแจ-มยอง ของเกาหลีใต้กับผู้นำอาเซียน ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่อาเซียนและเกาหลีใต้จะกำหนดทิศทางความร่วมมือภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน โดยนายกฯ ไทยในฐานะผู้ประสานงานอาเซียน-เกาหลีใต้ปีนี้ได้ชูประเด็นความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ นอกจากนี้ไทยยังแสดงความพร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพการประชุมนานาชาติว่าด้วยการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเกาหลีใต้ก็แสดงความพร้อมที่จะร่วมมือในด้านนี้ ขณะเดียวกันก็มีการหารือเพื่อเร่งรัดการเจรจา FTA ระหว่างอาเซียนและเกาหลีใต้ด้วย

 

ต่อมาเป็นการประชุมอาเซียน+3 มีการหารือเรื่องทิศทางความร่วมมือ โดยเฉพาะด้านการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล ความมั่นคงทางอาหาร การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทะเลจีนใต้ สถานการณ์ในเมียนมา คาบสมุทรเกาหลี ยูเครน และภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยประเด็นที่ไทยผลักดันมีอยู่ 3 เรื่อง คือ ความมั่นคงทางการเงิน ความมั่นคงทางดิจิทัล และความมั่นคงของมนุษย์

 

นอกจากนี้วันนี้ยังมีการประชุมสุดยอดกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP ซึ่งถือเป็นการประชุมระดับผู้นำครั้งแรกนับตั้งแต่ความตกลง RCEP มีผลบังคับใช้ในปี 2022 เพื่อหารือแนวทางการยกระดับการดำเนินการตามพันธกรณีภายใต้ RCEP เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของประเทศภาคี RCEP ในการรักษาระบบการค้าพหุภาคี ซึ่งประเด็นที่ไทยผลักดันมี 3 ประเด็น คือ (1) การสนับสนุนบทบาทของ RCEP รวมทั้งระบบการค้าพหุภาคีที่โปร่งใสและมีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน (2) การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากกลุ่ม RCEP อย่างเต็มที่ และเร่งรัดกระบวนการรับสมาชิกใหม่ เพื่อให้เศรษฐกิจของ RCEP ขยายตัวได้ดีขึ้นจากการขยายเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานที่จะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งเวลานี้มีฮ่องกง ชิลี ศรีลังกา และบังกลาเทศได้ขอเข้าร่วม RCEP แล้ว และ (3) การเสนอแนะแนวทางความเป็นผู้นำทางการค้าของ RCEP โดยให้ทบทวนทิศทางความร่วมมือให้สอดคล้องกับความเป็นไปของโลกและความต้องการของภาคธุรกิจ

 

ภาพ: กระทรวงการต่างประเทศ

The post โฆษก กต. สรุปการประชุมอาเซียนและกรอบประชุมที่เกี่ยวข้อง ย้ำจุดยืนส่งเสริมสันติภาพ การค้าพหุภาคี แก้ปัญหาสแกม appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ หนุน ‘ทีมไทยแลนด์’ เร่งใช้ประโยชน์จากข้อตกลง RCEP และ FTA ผลักดันส่งออก หลังเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณฟื้นชัด https://thestandard.co/pm-support-using-rcep-fta-benefits-for-export/ Tue, 23 Nov 2021 10:21:34 +0000 https://thestandard.co/?p=563138

ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า […]

The post นายกฯ หนุน ‘ทีมไทยแลนด์’ เร่งใช้ประโยชน์จากข้อตกลง RCEP และ FTA ผลักดันส่งออก หลังเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณฟื้นชัด appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้สั่งการให้ ‘ทีมไทยแลนด์’ ซึ่งประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และส่วนราชการไทยทุกแห่ง เร่งขับเคลื่อนการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี ผ่านยุทธศาสตร์ต่างๆ เช่น การผลักดันการส่งออกมันสำปะหลังไทยภายใต้ยุทธศาสตร์มันสำปะหลังไทยปี 2564-2567 การเร่งรัดใช้ประโยชน์จากความตกลง RCEP และ FTA ระหว่างไทยกับคู่ค้าสำคัญ 

 

โดยคำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีรับทราบรายงานภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยประจำเดือน ตุลาคม 2564 ที่การส่งออกมีมูลค่า 22,738.7 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.4% และหากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย จะขยายตัวได้ราว 12.2% ขณะที่การส่งออกช่วง 10 เดือนแรกของปี 2564 ก็ขยายตัวได้ 15.7% เมื่อหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัว 19.6%

 

สำหรับปัจจัยที่ทำให้การส่งออกในปี 2564 มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น ประกอบด้วย

  1. ทิศทางการค้าโลกขยายตัวต่อเนื่องจนถึงไตรมาสสุดท้ายของปี
  2. ค่าเงินบาทยังอยู่ในทิศทางอ่อนค่า เพิ่มความสามารถทางการแข่งขันด้านราคาให้กับสินค้าไทย
  3. การผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ หลายประเทศมีการเปิดประเทศมากขึ้น ส่งผลดีต่อภาคการค้า
  4. ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ช่วยสนับสนุนการส่งออกสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน อาทิ เม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์
  5. มูลค่าการส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์การค้าชายแดนเริ่มคลี่คลาย โดยด่านการค้าสำคัญจะกลับมาเปิดดำเนินการได้อีกครั้ง

 

ขณะที่กลุ่มสินค้าที่ขยายตัวได้ดี ได้แก่

  1. สินค้าเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะข้าว ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ยางพารา น้ำมันปาล์ม น้ำตาลทราย อาหารสัตว์เลี้ยง และสิ่งปรุงรสอาหาร
  2. สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้าน (Work from Home) และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ และส่วนประกอบ เตาอบไมโครเวฟ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และเครื่องโทรศัพท์และอุปกรณ์
  3. สินค้าเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและลดการแพร่ระบาด เช่น เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์
  4. สินค้าขั้นกลางหรือสินค้าวัตถุดิบ เช่น เหล็ก เหล็กกล้า ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก ยางยานพาหนะ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกล และส่วนประกอบ
  5. สินค้าคงทนหรือสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีราคาสูง เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ)

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post นายกฯ หนุน ‘ทีมไทยแลนด์’ เร่งใช้ประโยชน์จากข้อตกลง RCEP และ FTA ผลักดันส่งออก หลังเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณฟื้นชัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘จุรินทร์’ เผยไทยร่วมให้สัตยาบัน RCEP แล้ว คาดมีผลบังคับใช้ต้นปีหน้า-ช่วยดันส่งออกไทยโตก้าวกระโดด https://thestandard.co/thailand-joins-the-ratification-of-rcep/ Mon, 01 Nov 2021 08:19:46 +0000 https://thestandard.co/?p=554703 Regional Comprehensive Economic Partnership

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ […]

The post ‘จุรินทร์’ เผยไทยร่วมให้สัตยาบัน RCEP แล้ว คาดมีผลบังคับใช้ต้นปีหน้า-ช่วยดันส่งออกไทยโตก้าวกระโดด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Regional Comprehensive Economic Partnership

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้ร่วมกับอีก 5 ประเทศในอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ บรูไน ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ยื่นให้สัตยาบันในข้อตกลง RCEP( Regional Comprehensive Economic Partnership) แล้วเมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ขณะที่ประเทศนอกสมาชิกอาเซียนก็ได้มีจีนกับญี่ปุ่นยื่นไปก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้เมื่อพิจารณาตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ว่า อย่างน้อยในกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ ต้องมีไม่น้อยกว่า 6 ประเทศให้สัตยาบัน และประเทศนอกสมาชิกอาเซียนที่มี 5 ประเทศ อย่างน้อย 3 ประเทศร่วมให้สัตยาบัน รวม 3+6 เป็น 9 ประเทศ ใกล้จะครบตามเงื่อนไข ซึ่งจะทำให้ข้อตกลง RCEP มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

 

“ถ้ามีอีก 1 ประเทศยื่นให้สัตยาบัน ก็ถือว่าครบตามเงื่อนไข ซึ่งคาดว่าต้นปีหรือเดือนมกราคม 2565 ข้อตกลง RCEP จะบังคับใช้ในประเทศสมาชิก 15 ประเทศต่อไป ซึ่งจะมีผลให้ RCEP กลายเป็น FTA ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากรรวมกันถึง 2,300 ล้านคน คิดเป็น 30% ของประชากรโลก และทำให้กลุ่มประเทศ RCEP มี GDP 33.6% ของ GDP โลก หรือ 1 ใน 3 ของ GDP โลก มูลค่าการค้าประมาณ 30% ของมูลค่าการค้าโลก ถ้ามีผลบังคับใช้ก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศไทย” จุรินทร์กล่าว

 

จุรินทร์ระบุว่า เมื่อข้อตกลง RCEP มีผลบังคับใช้ ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ใน 5 ประเด็น ประกอบด้วย

 

ประเด็นที่1 การส่งออกภาษีเป็นศูนย์อย่างน้อย 39,366 รายการ โดยลดเหลือศูนย์ จำนวน 29,891 รายการทันทีที่บังคับใช้ 

 

ประเด็นที่ 2 ตลาด RCEP จะเป็นการเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าไทยหลายรายการ เช่น ผลไม้สดและแปรรูป สินค้าประมง ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์และส่วนประกอบ พลาสติก เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เป็นต้น 

 

ประเด็นที่ 3 ไทยจะได้รับการอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยเฉพาะในการส่งออก เมื่อสินค้าไปสู่ด่าน ถ้าเป็นสินค้าเน่าเสีย ผู้ค้าจะต้องปล่อยสินค้าภายในเวลา 6 ชั่วโมง จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกผลไม้ ผัก และสินค้าเน่าเสียหลายรายการของไทย รวมทั้งการอำนวยความสะดวกทางการค้าผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ หรือระบบออนไลน์ ทำให้ผู้ประกอบการการค้าออนไลน์มีตลาดกว้างขึ้น มีกฎเกณฑ์กติกาชัดขึ้น และผู้บริโภคของไทยก็จะได้รับความคุ้มครองมากขึ้น จากการนำเข้าสินค้าผ่านระบบออนไลน์จากประเทศสมาชิก RCEP 

 

ประเด็นที่ 4 ไทยจะได้รับประโยชน์ในการที่มีผู้มาลงทุน เราสามารถส่งออกสินค้าบริการไปยังสมาชิกได้มากขึ้น ภาคบริการที่ไทยมีศักยภาพ เช่น ธุรกิจการก่อสร้างในกลุ่มประเทศอาเซียน เรามีศักยภาพแข่งขันได้ดีมากประเทศหนึ่ง การค้าปลีก การไปเปิดห้างสรรพสินค้าต่างๆ รวมทั้งการให้บริการด้านสุขภาพ ภาพยนตร์ และผลิตภัณฑ์ด้านบันเทิงแอนิเมชัน เป็นต้น

 

ประเด็นที่ 5 ไทยจะมีทางเลือกในการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุนจากประเทศสมาชิกที่มีความหลากหลายขึ้น นี่ก็คือประโยชน์ที่ได้รับจาก RCEP ที่เป็นรูปธรรม 

 

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รายงานข้อมูลว่า ปัจจุบันการค้าระหว่างไทย-RCEP มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 2.52 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 7.87 ล้านล้านบาท คิดเป็น 57.5% ของการค้ารวมของไทย โดยไทยส่งออกไป RCEP 1.23 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.83 ล้านล้านบาท คิดเป็น 53.3% ของการส่งออกไทยไปโลก ไทยนำเข้าจาก RCEP 1.29 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.04 ล้านล้านบาท คิดเป็น 62.1% ของการนำเข้าไทยจากโลก

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ‘จุรินทร์’ เผยไทยร่วมให้สัตยาบัน RCEP แล้ว คาดมีผลบังคับใช้ต้นปีหน้า-ช่วยดันส่งออกไทยโตก้าวกระโดด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมเจรจาการค้าเร่งศึกษาข้อดี-ข้อเสีย CPTPP หลังจีนสมัครเข้าร่วมทำตลาดใหญ่ขึ้น https://thestandard.co/dtn-study-pros-and-cons-of-cptpp/ Tue, 21 Sep 2021 05:14:30 +0000 https://thestandard.co/?p=538799 cptpp

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เผยจีนสมัครขอเป็นสมาชิก CPT […]

The post กรมเจรจาการค้าเร่งศึกษาข้อดี-ข้อเสีย CPTPP หลังจีนสมัครเข้าร่วมทำตลาดใหญ่ขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
cptpp

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เผยจีนสมัครขอเป็นสมาชิก CPTPP จะทำให้ตลาดใหญ่ขึ้น แต่ยังเล็กกว่า RCEP ประเมินเบื้องต้นจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของจีนในฐานะแหล่งวัตถุดิบ ฐานการผลิต และการโชว์ความพร้อมยกระดับมาตรฐาน เตรียมประเมินผลกระทบใหม่อย่างรอบด้าน หลังอังกฤษและจีนขอเข้าเป็นสมาชิก ทั้งประโยชน์ที่ไทยจะได้รับการเข้าสู่ตลาด รวมถึงประเด็นมาตรฐานโลกใหม่ ย้ำ! การพิจารณาเข้าร่วมของไทยยึดหลัก รอบคอบ รอบด้าน และต้องได้รับการไฟเขียวจากระดับนโยบายก่อน 

 

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณีที่จีนได้ยื่นขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP ต่อนิวซีแลนด์ ในฐานะประเทศผู้รับฝากความตกลง เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2564 ทำให้หลายฝ่ายให้ความสนใจ และจับตามองว่า ผลจากการที่จีนขอสมัครเข้าเป็นสมาชิก จะทำให้ CPTPP กลายเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ขึ้น จากเดิมที่มีสมาชิก 11 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, แคนาดา, เม็กซิโก, เปรู, ชิลี, สิงคโปร์, บรูไน, มาเลเซีย และเวียดนาม มีประชากรรวมกันกว่า 500 ล้านคน มูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือ GDP 10.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อนับรวมจีน จะส่งผลให้จำนวนประชากรในตลาด CPTPP ใหญ่ขึ้นเป็นกว่า 1,900 ล้านคน (25% ของประชากรโลก) มูลค่า GDP ประมาณ 25.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (30% ของ GDP โลก) 

 

อย่างไรก็ตาม ขนาดของ CPTPP ยังเล็กกว่า ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP ซึ่งมีสมาชิก 15 ประเทศ และปัจจุบันเป็นความตกลง FTA ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยขนาดประชากรกว่า 2,300 ล้านคน (30% ของประชากรโลก) มูลค่า GDP 28.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (33.6% ของ GDP โลก)

 

อรมนประเมินว่า การสมัครเข้าร่วม CPTPP ของจีน จะเป็นการเพิ่มพันธมิตรและขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของจีนกับสมาชิก CPTPP โดยเฉพาะการเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตของกลุ่มประเทศ CPTPP (Regional Supply Chain) จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของจีน ในฐานะเป็นแหล่งวัตถุดิบและฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค ขณะเดียวกันเป็นการแสดงความพร้อมของจีนที่จะยกระดับมาตรฐานกฎระเบียบต่างๆ ให้ทัดเทียมกับประเทศสมาชิก CPTPP ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นมาตรฐานของโลกใหม่ อาทิ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิแรงงาน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การแข่งขันทางการค้า และการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ 

 

อรมนกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันไทยมี FTA กับสมาชิก CPTPP แล้ว รวม 9 ประเทศ ทั้งในกรอบอาเซียน และกรอบทวิภาคี คือ ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, เวียดนาม, บรูไน, มาเลเซีย, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ชิลี และเปรู โดยยังขาดเม็กซิโกกับแคนาดาที่ไทยไม่มี FTA ด้วย แต่ไทยก็อยู่ระหว่างเตรียมการเปิดเจรจา FTA อาเซียน-แคนาดา ในเร็วๆ นี้ จึงถือได้ว่าไทยมีช่องทางในการเข้าสู่ตลาดประเทศสมาชิก CPTPP ผ่าน FTA ที่มีอยู่

 

ทั้งนี้ การขยายจำนวนสมาชิก CPTPP รวมจีนและสหราชอาณาจักร ได้เพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดใจของ CPTPP และทำให้ไทยต้องประเมินประโยชน์ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นใหม่อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะประโยชน์ที่จะได้จากการเข้าสู่ตลาด CPTPP ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น เรื่องการเข้าสู่ตลาด ความตกลง CPTPP ได้กำหนดให้สมาชิกต้องลด/ยกเลิกภาษีศุลกากรที่เก็บระหว่างกันให้ครอบคลุมรายการสินค้าให้มากที่สุด เรียกได้ว่า ครบหรือเกือบครบทุกรายการสินค้า 

 

เรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้าที่ส่งเสริมให้ใช้วัตถุดิบภายในประเทศสมาชิก เพื่อการผลิตขั้นสูงขึ้นไป เรื่องกฎระเบียบที่ส่งเสริมการอำนวยความสะดวกทางการค้าทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ กฎเกณฑ์เหล่านี้จะทำให้ประเทศสมาชิก CPTPP มีความได้เปรียบประเทศที่มิใช่สมาชิก อีกทั้งประโยชน์ในเรื่องการเข้าไปอยู่ในวงห่วงโซ่การผลิตระดับภูมิภาค (Regional Supply Chain) หรือการเสียประโยชน์หากอยู่นอกวง ก็เป็นประเด็นใหม่ที่จะต้องนำมาพิจารณา เนื่องจากวงห่วงโซ่การผลิตของ CPTPP จะมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะเมื่อรวมจีนเข้าไป

 

ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องมาตรฐานโลกใหม่ เช่น สิทธิแรงงาน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สิ่งแวดล้อม ความโปร่งใส และการต่อต้านคอร์รัปชัน ที่การเข้าร่วม CPTPP ของจีน อาจเป็นการนำเทรนด์ใหม่ในฐานะประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ว่ามีความพร้อมที่จะรับและปฏิบัติตามมาตรฐานโลกใหม่นี้ เพื่อก้าวข้ามการที่ประเทศผู้นำเข้าอ้างเรื่องมาตรฐานต่างๆ เหล่านี้เป็นเครื่องมือกีดกันการค้า ซึ่งเทรนด์มาตรฐานที่จะเกิดขึ้นอาจกลายเป็นเส้นแบ่งกลุ่มประเทศได้

 

สำหรับการสมัครเข้าเป็นสมาชิก หรือร่วมเจรจาความตกลง FTA ใด ของไทย โดยทั่วไปจะมีกระบวนการทำงาน คือ ศึกษาความพร้อม ประเมินผลประโยชน์ และผลกระทบของประเทศ รวมทั้งการรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เนื่องจากในการเจรจา FTA จะมีทั้งผู้ที่ได้

ประโยชน์ และผู้ที่ได้รับผลกระทบ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งในส่วนประโยชน์ที่จะได้รับ การปรับตัว และช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียประโยชน์ โดยเรื่อง CPTPP เป็นเรื่องที่หลายภาคส่วนติดตาม และให้ความสนใจ จึงถูกยกระดับการพิจารณาเรื่องนี้ไปที่คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หรือ กนศ. ซึ่งมีกรรมการเป็นผู้แทนระดับสูงจากหลายหน่วยงานทางเศรษฐกิจมาช่วยพิจารณาให้รอบด้าน ไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์กระทรวงเดียว ซึ่งปัจจุบันเรื่องยังอยู่ระหว่างการดำเนินการของ กนศ. ซึ่งคงต้องนำความคืบหน้าล่าสุดนี้มารวมไว้ในการประเมินด้วย

The post กรมเจรจาการค้าเร่งศึกษาข้อดี-ข้อเสีย CPTPP หลังจีนสมัครเข้าร่วมทำตลาดใหญ่ขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาหลีใต้สั่งยกเลิกเก็บภาษีสินค้าไทยแล้ว 413 รายการ ตามข้อตกลง RCEP ดันยอดส่งออกไปเกาหลีใต้ 5 เดือนแรก ขยายตัว 33.9% https://thestandard.co/south-korea-order-cancelled-tax-collect-on-thai-products/ Tue, 06 Jul 2021 06:33:55 +0000 https://thestandard.co/?p=508956 เกาหลีใต้สั่งยกเลิกเก็บภาษีสินค้าไทยแล้ว 413 รายการ ตามข้อตกลง RCEP ดันยอดส่งออกไปเกาหลีใต้ 5 เดือนแรก ขยายตัว 33.9%

รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า […]

The post เกาหลีใต้สั่งยกเลิกเก็บภาษีสินค้าไทยแล้ว 413 รายการ ตามข้อตกลง RCEP ดันยอดส่งออกไปเกาหลีใต้ 5 เดือนแรก ขยายตัว 33.9% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาหลีใต้สั่งยกเลิกเก็บภาษีสินค้าไทยแล้ว 413 รายการ ตามข้อตกลง RCEP ดันยอดส่งออกไปเกาหลีใต้ 5 เดือนแรก ขยายตัว 33.9%

รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การลงนามในข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคหรือ RCEP ของไทยได้ส่งผลให้ในปีนี้เกาหลีใต้ลดภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยเหลือ 0% เพิ่มขึ้นอีก 413 รายการ จากข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-เกาหลีใต้ หรือ AKFTA เช่น น้ำมันปิโตรเลียม ผักผลไม้สดและแปรรูป น้ำมันที่ได้จากพืช สบู่ แชมพู พลาสติก เครื่องแต่งกาย เครื่องดื่มที่มีและไม่มีแอลกอฮอล์ อาหารแปรรูป ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า สินค้าประมง รถจักรยาน เครื่องยนต์เรือและส่วนประกอบ กระเบื้องและซีเมนต์ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสและสร้างความได้เปรียบในการส่งออกสินค้าไทยไปเกาหลีใต้

 

โดยข้อมูลจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ พบว่า มูลค้าการค้าระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ มีการเติบโตขึ้นถึง 29.6% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน คิดเป็นมูลค่าการค้ารวมระหว่างกัน 6,495.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกจากไทยไปเกาหลีใต้มูลค่า 2,374.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 33.9% และไทยนำเข้าจากเกาหลีใต้มูลค่า 4,120.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 27.3%

 

สำหรับสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปเกาหลี ได้แก่ วงจรพิมพ์ วงจรรวมอิเล็กทรอนิกส์ ยางล้อรถยนต์ อุปกรณ์มือถือ เศษเหล็ก เนื้อไก่แปรรูป แผ่นไม้อัด ยางธรรมชาติ และเครื่องปรับอากาศ ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากเกาหลี ได้แก่ วงจรรวมทางอิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบ สิ่งพิมพ์ ผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นรีด น้ำมันหล่อลื่น บุหรี่ เม็ดพลาสติก และแคโทดทองแดง

 

พิสูจน์อักษร: นัฐฐา สอนกลิ่น

The post เกาหลีใต้สั่งยกเลิกเก็บภาษีสินค้าไทยแล้ว 413 รายการ ตามข้อตกลง RCEP ดันยอดส่งออกไปเกาหลีใต้ 5 เดือนแรก ขยายตัว 33.9% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘พาณิชย์’ เปิดตัว RCEP Center หวังเป็นช่องทางให้ข่าวสาร-ข้อมูลด้านการค้าระหว่างประเทศ https://thestandard.co/rcep-center-290364/ Mon, 29 Mar 2021 08:56:24 +0000 https://thestandard.co/?p=470336 RCEP Center

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้จัดงาน […]

The post ‘พาณิชย์’ เปิดตัว RCEP Center หวังเป็นช่องทางให้ข่าวสาร-ข้อมูลด้านการค้าระหว่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
RCEP Center

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้จัดงานเปิดตัวศูนย์บริการ RCEP Center เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2564 เพื่อให้บริการข้อมูลข่าวสารความตกลง RCEP ตลอดจนความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ที่ไทยเป็นภาคี และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ 

 

โดยมีข้อมูลสำคัญที่ให้บริการ ได้แก่ 1. ข้อมูลความตกลง RCEP และความตกลง FTA ฉบับอื่นๆ ของไทย 2. สถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย 3. อัตราภาษีศุลกากรของไทยและคู่ FTA 4. กฎถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลง FTA ฉบับต่างๆ 5. ข้อมูลมาตรการทางการค้าของไทยและคู่ FTA และ 6. ระบบติดตามการค้าระหว่างประเทศ

 

ทั้งนี้มี 2 บริการสำคัญที่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย และเปิดตัวเป็นครั้งแรกในการเปิดศูนย์บริการ RCEP Center คือบริการสืบค้นอัตราภาษีศุลกากร เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA ของไทย ซึ่งได้รวมอัตราภาษีศุลกากรภายใต้ความตกลง RCEP ไว้แล้วด้วย โดยผู้ประกอบการสามารถเปรียบเทียบและเลือกใช้สิทธิประโยชน์ทั้งขาเข้าและขาออกในการทำการค้าภายใต้ FTA ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด ระบบสืบค้นอัตราภาษียังถูกออกแบบให้มีความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน โดยสามารถใช้ได้ทั้งในมือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ และโน้ตบุ๊ก ทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS

 

สำหรับอีกหนึ่งบริการสำคัญที่เปิดตัวในงานวันนี้คือ การแจ้งเตือนความเคลื่อนไหวทางการค้าที่ผิดปกติผ่านการใช้ระบบติดตามการค้าระหว่างประเทศ หรือ Trade Monitoring System (TMS) โดยระบบจะทำการแจ้งเตือนเมื่อตัวเลขการค้าของไทยทั้งการส่งออกและการนำเข้า มีการเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ ซึ่งจะช่วยให้กระทรวงพาณิชย์สามารถเตรียมแผนรับมือ หรือจัดทำมาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากการค้าต่อเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างทันท่วงที

 

กระทรวงพาณิชย์เชื่อมั่นว่าบริการของศูนย์ RCEP Center จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ทำธุรกิจรวมทั้งผู้ที่ยังมีความกังวลต่อผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ในการใช้ประโยชน์จากความตกลง RCEP และความตกลง FTA อื่นๆ ที่ไทยเป็นภาคี เพื่อขยายโอกาสทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นหนึ่งกลไกที่จะช่วยสนับสนุนการส่งออกไทยให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย 3.5-4% ในปี 2564

 

ทั้งนี้ในปี 2563 ไทยมีมูลค่าการค้ากับสมาชิก RCEP ประมาณ 7.87 ล้านล้านบาท (57.5% ของการค้ารวมของไทย) โดยเป็นการส่งออกประมาณ 3.83 ล้านล้านบาท (53.3% ของการส่งออกไทยไปโลก) สำหรับสมาชิก RCEP ที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ อาเซียน จีน และญี่ปุ่น และสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังตลาดสมาชิก RCEP ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลไม้สด แช่เย็นและแช่แข็ง เป็นต้น

 

อนึ่ง ไทยพร้อมด้วยสมาชิกอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้ร่วมกันลงนามความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือความตกลง RCEP ไปเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 ส่งผลให้ความตกลง RCEP ได้กลายมาเป็นความตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน ทั้งในแง่ของการเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมประชากรกว่า 2.2 พันล้านคน และขนาดเศรษฐกิจของสมาชิก RCEP ที่มี GDP รวมกันกว่า 26 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีการค้ารวมกันกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจำนวนประชากร ขนาดเศรษฐกิจและมูลค่าการค้าของสมาชิก RCEP คิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของประชากร ขนาดเศรษฐกิจ และมูลค่าการค้าโลก

 

The post ‘พาณิชย์’ เปิดตัว RCEP Center หวังเป็นช่องทางให้ข่าวสาร-ข้อมูลด้านการค้าระหว่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมเจรจาการค้าชู RCEP ดีต่อไทยรอบด้าน เปิดตลาดใหม่-ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ https://thestandard.co/department-of-international-trade-negotiations-rcep/ Thu, 25 Feb 2021 10:54:55 +0000 https://thestandard.co/?p=459419 กรมเจรจาการค้าชู RCEP ดีต่อไทยรอบด้าน

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กร […]

The post กรมเจรจาการค้าชู RCEP ดีต่อไทยรอบด้าน เปิดตลาดใหม่-ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมเจรจาการค้าชู RCEP ดีต่อไทยรอบด้าน

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ที่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา และรอการลงสัตยาบันร่วมกับประเทศภาคีเครือข่ายนั้นจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ทั้งในมิติการเปิดขยายสู่ตลาดใหม่และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ ความตกลง RCEP จะช่วยเปิดตลาดสินค้าและบริการ รวมถึงการเจรจาการต่อรองเงื่อนไขทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประโยชน์ที่จะเพิ่มขึ้นจากจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่มีการขยายเงื่อนไขมากกว่า FTA อื่นๆ ขณะที่ไทยมีการเปิดขยายเงื่อนไขให้ 3 ประเทศดังกล่าวไม่กี่รายการ เช่น บางรายการเหล็ก และผลิตภัณฑ์ปลาบางอย่าง ฯลฯ

 

ส่วนหนึ่งประโยชน์จาก RCEP จะทำให้ผู้ประกอบการมีทางเลือกมากขึ้น เพราะสามารถนำวัตถุดิบจากหลายแหล่งผลิตสินค้าในการส่งออกสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้น เพราะ RCEP มีจำนวนประชากรถึง 2,200 ล้านคน ขณะที่ฝั่งผู้บริโภคก็มีทางเลือกในการซื้อสินค้ามากขึ้น

 

นอกจากนี้หน่วยงานยังอยู่ระหว่างจัดตั้งกองทุน FTA เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการในไทย โดยต้นเดือนมีนาคมนี้จะนำเรื่องเข้าสู่คณะทำงานฯ เสนอรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ และขอความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง รวมถึงการส่งเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยคาดว่าทั้งกระบวนการจะใช้เวลาราว 1-2 ปีจึงเริ่มใช้กองทุนนี้ได้ 

 

อย่างไรก็ตาม RCEP ยังส่งผลดีต่อการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งจะทำให้เกิดการร่วมทุนเพื่อต่อยอดธุรกิจที่ไทยมีความโดดเด่นอยู่แล้ว เช่น การบริการ สาขาการท่องเที่ยว สุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ การก่อสร้าง เอนเตอร์เทนเมนท์ ฯลฯ 

 

“ตอนนี้การลงทุนเขามองทั้งตลาดไม่ใช่แค่ประเทศ ซึ่งถ้าเขามองว่าสามารถส่งออกไปขายตลาดใหญ่กว่าประเทศนั้นจะจูงใจให้คนเข้ามาลงทุนมากขึ้น ซึ่งเมื่อเข้ามาลงทุนจะสร้างการจ้างงานและเทคโนโลยีใหม่ๆ ในไทย และดึงดูดการลงทุน สร้างฐานการผลิตในไทย หรืออาจมองถึงการขยายการลงทุนในต่างประเทศด้วย”

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post กรมเจรจาการค้าชู RCEP ดีต่อไทยรอบด้าน เปิดตลาดใหม่-ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการชี้ RCEP ขยายตลาดการค้าไทย ไม่ได้มาแทนที่ FTA 13 ฉบับเดิม หวังอินเดียกลับมาร่วมในอนาคต https://thestandard.co/rcep-expands-the-thai-trading-market-does-not-replace-the-original-fta-13/ Thu, 25 Feb 2021 08:46:51 +0000 https://thestandard.co/?p=459347 นักวิชาการชี้ RCEP

ความคืบหน้าของ RCEP หรือความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดั […]

The post นักวิชาการชี้ RCEP ขยายตลาดการค้าไทย ไม่ได้มาแทนที่ FTA 13 ฉบับเดิม หวังอินเดียกลับมาร่วมในอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการชี้ RCEP

ความคืบหน้าของ RCEP หรือความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ล่าสุด เมื่อรัฐสภาไทยเห็นชอบการให้สัตยาบัน RCEP ของไทยแล้ว แต่ยังมีข้อสงสัยว่า RCEP ที่จะกลายเป็น FTA ฉบับที่ 14 ของไทย จะต่างจาก 13 ฉบับที่ไทยมีแล้วอย่างไรบ้าง

 

ด้าน ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า RCEP เป็น FTA ฉบับที่ 14 ของไทย และไม่ได้มาแทนที่ FTA ที่มีมาแล้ว เพราะขอบเขตในแต่ละฉบับจะมีความลึกและรายละเอียดที่แตกต่างกัน 

 

โดยเฉพาะ RCEP ไม่ได้มาแทนที่ Asean+1 ที่เป็นความร่วมมือระหว่างอาเซียนและประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือมาแทนที่ FTA รูปแบบคู่เฉพาะประเทศ ซึ่งจะมีการเปิดเงื่อนไขบางจุดที่แตกต่างหรือมากกว่าข้อตกลงใน RCEP 

 

ทั้งบทบาทของ RCEP และ FTA ยังส่งผลต่อการดึงดูดการลงทุนของต่างชาติด้วย โดยนักลงทุนต่างชาติย่อมมองว่าประเทศใดที่มี FTA ที่เอื้อประโยชน์ต่อการค้าสูงและตรงความต้องการ และเอื้อต่อการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น เวียดนามที่มี FTA กับต่างชาติค่อนข้างเยอะ ดังนั้นไทยจะหวัง RCEP อย่างเดียวไม่ได้ ต้องเดินหน้าการเจรจา FTA อื่นๆ เช่น ไทย-สหราชอาณาจักร, ไทย-สหภาพยุโรป หรือ CPTPP ด้วย

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกความสำคัญของ RCEP ต่อเศรษฐกิจไทย คือจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคให้เข้าถึงสินค้าและบริการที่หลากหลายในราคาที่ถูกลง ส่วนผู้ผลิตมีทางเลือกและโอกาสในการทำธุรกิจในตลาดใหม่มากขึ้น ซึ่งรวมถึงการนำเข้าสินค้าที่ต้นทุนต่ำลงจากในภูมิภาค แต่ผู้ประกอบการยังสามารถเลือกใช้ประโยชน์จาก FTA และ RCEP ที่จะเกิดขึ้นด้วย

 

นอกจากนี้ในส่วนของภาคบริการจะได้รับประโยชน์จาก RCEP ในหลายด้าน โดยแบ่งเป็น 4 มิติ คือ 

 

  1. การที่ผู้ซื้อและผู้ขายมีการเชื่อมโยงกัน หรือ E-Commerce 
  2. การบริโภคในต่างประเทศ (Consumption Abroad) 
  3. การจัดตั้งธุรกิจเพื่อให้บริการ (Commercial Presence)
  4. การเคลื่อนย้ายบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น แพทย์ ฯลฯ 

ทั้งนี้ ในส่วนของอินเดียที่ถอนตัวออกจาก RCEP นั้นคาดว่าในระยะสั้นจะยังไม่กลับมา เพราะติดภาคเอกชนบางส่วน แต่มองว่าในระยะยาวอินเดียต้องกลับมาเข้าร่วม RCEP ส่วนหนึ่งเพราะเป็นข้อตกลงการค้าใหญ่ระดับโลก และสามารถขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะ นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย น่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงให้อินเดียกลับเข้าสู่เวทีโลกผ่าน RCEP ได้ในอนาคต

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post นักวิชาการชี้ RCEP ขยายตลาดการค้าไทย ไม่ได้มาแทนที่ FTA 13 ฉบับเดิม หวังอินเดียกลับมาร่วมในอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: RCEP คืออะไร | Wealth Q&A https://thestandard.co/morning-wealth-18022021-6/ Thu, 18 Feb 2021 12:00:08 +0000 https://thestandard.co/?p=455889 RCEP คืออะไร

คำถาม(Q): RCEP คืออะไร คำตอบ(A): ติดตามคำตอบได้ในคลิปนี […]

The post ชมคลิป: RCEP คืออะไร | Wealth Q&A appeared first on THE STANDARD.

]]>
RCEP คืออะไร

คำถาม(Q): RCEP คืออะไร
คำตอบ(A): ติดตามคำตอบได้ในคลิปนี้

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: RCEP คืออะไร | Wealth Q&A appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: RCEP และการตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ https://thestandard.co/morning-wealth-18022021-3/ Thu, 18 Feb 2021 05:08:59 +0000 https://thestandard.co/?p=455873

กระทรวงพาณิชย์ชงตั้งกองทุน FTA ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระท […]

The post ชมคลิป: RCEP และการตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

กระทรวงพาณิชย์ชงตั้งกองทุน FTA ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจาก RCEP เพื่อให้แข่งขันได้ในโลกการค้าเสรี พร้อมชู 2 ตัวช่วย ‘เงินปรับตัว-เงินสภาพคล่อง’ คาดตั้งใน 1-2 ปีนี้ รายละเอียดเป็นอย่างไร พูดคุยกับ อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

 

 

 

The post ชมคลิป: RCEP และการตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยเดินหน้า RCEP พาณิชย์เร่งตั้งกองทุน FTA ช่วยผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งสภาพคล่อง-เงินปรับตัวใน 1-2 ปี https://thestandard.co/thailand-moves-forward-with-rcep-commerce/ Wed, 17 Feb 2021 10:36:58 +0000 https://thestandard.co/?p=455629 ไทยเดินหน้า RCEP พาณิชย์เร่งตั้งกองทุน FTA ช่วยผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งสภาพคล่อง-เงินปรับตัวใน 1-2 ปี

เมื่อไทยเดินหน้า RCEP ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ใหญ่ที […]

The post ไทยเดินหน้า RCEP พาณิชย์เร่งตั้งกองทุน FTA ช่วยผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งสภาพคล่อง-เงินปรับตัวใน 1-2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยเดินหน้า RCEP พาณิชย์เร่งตั้งกองทุน FTA ช่วยผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งสภาพคล่อง-เงินปรับตัวใน 1-2 ปี

เมื่อไทยเดินหน้า RCEP ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพราะมี 15 ประเทศสมาชิกและประชากรกว่า 2,200 คน ซึ่งเมื่อไทยเข้าร่วม RCEP (สำเร็จ) ย่อมจะช่วยยกเว้นภาษีให้สินค้าไทยกว่า 90% แต่ก็หมายถึงสินค้าประเทศสมาชิกจะสามารถไหลเข้าไทยโดยไม่เสียภาษีเช่นกัน ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์ยิ่งต้องเร่งเครื่องให้คนไทยปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงนี้เมื่อ FTA ของไทยและประเทศต่างๆ จะมากขึ้นเรื่อยๆ 

 

กองทุน FTA จะช่วยผู้ประกอบการไทยที่ปรับตัวไม่ทันแบบไหน?

 

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า หลังจากการศึกษา หารือแนวทางตั้งกองทุน FTA เพื่อให้ไทยรับมือการแข่งขันที่สูงขึ้น ตอนนี้ทางกรมฯ ทำรายละเอียดข้อเสนอตั้งกองทุนแล้ว คาดว่าจะมีการเสนอพิจารณาในช่วงไตรมาส 1 ปี 2564 โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 ปีกองทุนจะผ่านขั้นตอนทางกฎหมายต่างๆ โดยคาดว่าใช้งบหลักร้อยถึงพันล้านบาท ต้องรอการพิจารณาในระยะต่อไป

 

ทั้งนี้กองทุน FTA นี้จะเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก FTA (รวมถึง RCEP) ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ โดยแบ่งความช่วยเหลือเป็น 2 ด้านคือ เงินส่วนเพื่อการพัฒนา เช่น การวิจัยและพัฒนา การจัดหาที่ปรึกษา การตลาด ฯลฯ และส่วนเงินหมุนเวียน เช่น เงินลงทุนสิ่งก่อสร้าง ค่าเครื่องมืออุปกรณ์ ฯลฯ โดยจะมีการตั้งหน่วยงานตัวกลางที่ประสานงานรับคำขอและส่งเงินให้ถึงผู้ได้รับผลกระทบ

 

อย่างไรก็ตามยังมีเรื่องที่ต้องรอการพิจารณาคือ ที่มาของแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในกองทุน เบื้องต้นจะมีทั้ง 1. เงินทุนประเดิม 2. งบประมาณประจำปีโดยเฉพาะ 3. ส่วนเงินสมทบรายได้อื่นๆ ว่าจะเข้ามาอย่างสม่ำเสมออย่างไร 

 

โดยบางส่วนคาดว่าจะมาจากค่าธรรมเนียมต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการค้าต่างประเทศ เช่น ค่าออกใบรับรองถิ่นกําเนิดสินค้า ค่าธรรมเนียมกรมทรัพย์สินทางปัญญา 

 

“ที่มาของเงินยังต้องพิจารณากันต่อไป ว่าอาจเป็นการขอปันเงินภาษี หรือค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากภาคเอกชนไปแล้ว โดยไม่เพิ่มภาระให้เอกเชน หรือการเก็บดอกผลจากทรัพย์สินกองทุน ซึ่งคาดว่าจะประชุมเร็วๆ นี้ เมื่อได้มติ ตกผลึก ก็ขอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์และเสนอร่าง พ.ร.บ. จัดตั้งกองทุน FTA ไปตาม พ.ร.บ. ทุนหมุนเวียนปี 2558 (ที่คลังเป็นประธาน)”

 

 

ไทยมี FTA เยอะแค่ไหน ปี 2564 นี้จะเดินหน้า FTA กับใครบ้าง?

 

ปัจจุบันประเทศไทยมี FTA 13 ฉบับกับ 18 ประเทศ คิดเป็นมูลค่าการค้าราว 276,302 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วน 63% ของมูลค่าการค้าไทยกับโลกที่อยู่ราว 438,460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีอีก 37% ที่ยังไม่มี FTA โดยกระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าฟื้นการเจรจา FTA ในหลายประเทศ

 

ความคืบหน้าการทำ FTA ปี 2564 ได้แก่ FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำกรอบเจรจาหลังหารือมาเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าครึ่งปีแรก 2564 กรอบการเจรจาฝั่งไทยและ EU จะเสร็จสิ้น โดยไทยปรับกรอบฯ มาจากมีร่างเดิมเมื่อปี 2556-2557 ซึ่งปรับเงื่อนไขตามการเปลี่ยนแปล และการดู FTA ที่ EU ทำกับประเทศอื่นๆ ในช่วงที่ผ่านมา เช่น เวียดนาม ออสเตรเลีย ฯลฯ 

 

“ไทย มีมูลค่าการค้ากับ EU ราว 8% ของมูลค่าการค้าทั้งหมด หากการเจรจา FTA สำเร็จจะทำให้ไทยมีมูลค่าการค้า FTA ราว 71% ใกล้เคียงกับต่างประเทศที่เฉลี่ยแล้วมีสัดส่วนการค้าจาก FTA ราว 70-80% และบางประเทศสูงถึง 90%

 

นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างทำผลการศึกษา FTA หลายประเทศที่จะออกมาในปีนี้ เช่น ไทย-สหราชอาณาจักร (UK), ไทยและสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU), FTA ASEAN-Cannada และไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป EFTA) ซึ่งผลการศึกษาออกมาอาจต้องรอดูว่าจะเจรจาได้เมื่อไร


 

แล้ว RCEP-CPTPP ถึงไหนแล้ว?

 

ล่าสุดรัฐสภาเห็นชอบให้ไทยลงสัตยาบัน RCEP (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค) ซึ่งเป็น FTA ฉบับที่ 14 แล้ว โดยจะมี 3 หน่วยงานที่ต้องปรับแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับข้อตกลง RCEP ได้แก่ 

 

1. กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ต้องออกหลักเกณฑ์และปรับพิกัดอัตราศุลกากรจาก HS2012 เป็น HS2017

 

2. กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ต้องออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า 

 

3. สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ต้องออกประกาศเรื่องเงื่อนไขการนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ 

 

โดยรวมคาดว่าจะใช้เวลาราว 2-6 เดือนจากนั้นกรมเจรจาการค้าจะส่งหนังสือถึงกระทรวงต่างประเทศ และจะยื่นหนังสือสัตยาบันต่อเลขาธิการอาเซียนต่อไป ตอนนี้ทุกประเทศอยู่ระหว่างดำเนินการลงสัตยาบัน (หวังว่าจะเห็นในปีนี้) และมีผลบังคับใช้ต้นปี 2565 ขณะเดียวกันกรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องปรับแก้เรื่องลิขสิทธิ์ (สนธิสัญญา WCT และ WPPT) ภายใน 3-5 ปี

  

นอกจากนี้ CPTPP หรือความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก ขณะนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) สั่งการไปที่คณะกรรมการ นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) (กนส.) โดย CPTPP ให้ความคัญกับ 4 ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วม CPTPP หากมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับแต่ละหน่วยงานจะมีการกระจายงานกันต่อไป

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ไทยเดินหน้า RCEP พาณิชย์เร่งตั้งกองทุน FTA ช่วยผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งสภาพคล่อง-เงินปรับตัวใน 1-2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘พาณิชย์’ เผย ‘รัฐสภา’ เห็นชอบให้สัตยาบันความตกลง RCEP แล้ว คาดมีผลบังคับใช้ปีนี้ https://thestandard.co/parliament-agreed-to-ratify-the-rcep-agreement/ Wed, 10 Feb 2021 01:41:09 +0000 https://thestandard.co/?p=452563 RCEP

กระทรวงพาณิชย์เผย รัฐสภาเห็นชอบการให้สัตยาบันความตกลง R […]

The post ‘พาณิชย์’ เผย ‘รัฐสภา’ เห็นชอบให้สัตยาบันความตกลง RCEP แล้ว คาดมีผลบังคับใช้ปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
RCEP

กระทรวงพาณิชย์เผย รัฐสภาเห็นชอบการให้สัตยาบันความตกลง RCEP เรียบร้อยแล้ว เตรียมเร่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกประกาศและแนวปฏิบัติรองรับการใช้ประโยชน์ คาดมีผลบังคับภายในปีนี้ ย้ำผู้ประกอบการและผู้บริโภคได้ประโยชน์จริง

 

ในที่สุดรัฐสภาของไทยมีมติ ‘เห็นชอบ’ การให้สัตยาบันความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) แล้วเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจาก จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้นำเสนอข้อมูล เหตุผล ความจำเป็น และประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการให้สัตยาบันในข้อตกลงดังกล่าว

 

การให้สัตยาบันครั้งนี้ สืบเนื่องจากการประชุมสมาชิก RCEP 15 ประเทศ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งประกอบด้วยชาติสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ บวกกับประเทศจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้ร่วมลงนามความตกลง RCEP ร่วมกัน ซึ่งขั้นตอนหลังจากนั้น แต่ละประเทศต้องดำเนินกระบวนการภายในเพื่อให้สัตยาบันความตกลงดังกล่าว 

 

ทั้งนี้ เมื่อชาติสมาชิกอาเซียนอย่างน้อย 6 ประเทศ และประเทศสมาชิกนอกอาเซียนอย่างน้อย 3 ประเทศ ได้ให้สัตยาบันความตกลงแล้ว อีก 60 วันหลังจากนั้น ความตกลง RCEP จะมีผลใช้บังคับ ซึ่งคาดว่าจะทันภายในปี 2564

 

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ขั้นตอนการดำเนินการของไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงอุตสาหกรรม จะต้องเร่งออกประกาศที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎกระทรวงในการลดเลิกอัตราภาษีศุลกากร กฎระเบียบเรื่องการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า และเงื่อนไขการนำเข้าสินค้า เป็นต้น เพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีความตกลง RCEP รวมถึงจัดทำแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อรองรับการใช้ประโยชน์จากความตกลง RCEP ซึ่งต้องแล้วเสร็จก่อนความตกลงมีผลใช้บังคับ

 

อรมนกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับความตกลง RCEP เนื่องจากเห็นว่าเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนของไทย โดย RCEP จะเป็น FTA ฉบับที่ 14 ของไทย ซึ่งจะช่วยสร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการในการเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ มีประชากรกว่า 2,200 ล้านคน สินค้าส่งออกหลายรายการของไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจะได้รับการลดและยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรจากประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งจะเปิดตลาดใน RCEP ให้ไทยเพิ่มเติมจาก FTA ที่มีอยู่ เช่น สินค้าประมง, แป้งมันสำปะหลัง, สัปปะรด, น้ำมะพร้าว, น้ำส้ม, อาหารแปรรูป, ผักและผลไม้แปรรูป เป็นต้น   

 

“ความตกลง RCEP ยังช่วยให้ผู้ประกอบการและ SMEs ของไทยสามารถลดต้นทุนและวางแผนธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังได้ประโยชน์จากกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเดียวกัน มีกฎระเบียบทางการค้าและพิธีการศุลกากรที่โปร่งใส ชัดเจน ลดขั้นตอนและความซับซ้อนจากเดิม ซึ่งช่วยสร้างสภาวะแวดล้อมการค้าที่โปร่งใสมากขึ้น นอกจากนี้ RCEP ยังกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ รวมถึงคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลออนไลน์ ซึ่งจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับการค้าออนไลน์ และทำให้ประชาชนในฐานะผู้บริโภคได้ประโยชน์จากความตกลง RCEP มากขึ้น” อรมนกล่าว  

    

สำหรับในปี 2563 การค้าของไทยกว่าครึ่งพึ่งพาตลาด RCEP โดยการค้ารวมระหว่างไทยกับสมาชิก RCEP มีมูลค่า 2.52 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7.87 ล้านล้านบาท (57.5% ของการค้ารวมของไทย) โดยไทยส่งออกไป RCEP มูลค่า 1.23 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.83 ล้านล้านบาท (53.3% ของการส่งออกไทย) สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น รถยนต์, อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เม็ดพลาสติก, อัญมณีและเครื่องประดับ, เครื่องคอมพิวเตอร์, อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เคมีภัณฑ์, ผลิตภัณฑ์ยาง, น้ำมันสำเร็จรูป, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล, ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง เป็นต้น

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ‘พาณิชย์’ เผย ‘รัฐสภา’ เห็นชอบให้สัตยาบันความตกลง RCEP แล้ว คาดมีผลบังคับใช้ปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
6 ประเด็นการค้า การลงทุน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ไทยต้องจับตาในปี 2021 https://thestandard.co/6-issues-that-thailand-must-keep-an-eye-on-in-2021/ Tue, 29 Dec 2020 07:22:29 +0000 https://thestandard.co/?p=437181 6 ประเด็นการค้า การลงทุน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ไทยต้องจับตาในปี 2021

ปี 2021 โลกเข้าสู่โหมดการฟื้นตัวในหลายภูมิภาค หลังบอบช้ […]

The post 6 ประเด็นการค้า การลงทุน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ไทยต้องจับตาในปี 2021 appeared first on THE STANDARD.

]]>
6 ประเด็นการค้า การลงทุน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ไทยต้องจับตาในปี 2021

ปี 2021 โลกเข้าสู่โหมดการฟื้นตัวในหลายภูมิภาค หลังบอบช้ำอย่างหนักจากวิกฤตโควิด-19 ในปี 2020 ที่ผ่านมา แน่นอนว่าหลายประเทศจะกลับมาขับเคลื่อนการค้าการลงทุนทั้งในและต่างประเทศในฐานะกลไกสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ และปีหน้าก็เป็นโอกาสดีที่กรอบความร่วมมือ RCEP ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกอาจมีผลบังคับใช้

 

แต่ปี 2021 ภายใต้บริบทใหม่หลัง โจ ไบเดน ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็อาจสร้างความท้าทายให้กับไทยในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการค้ากับประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ ดังนั้นการวางตัวของไทยในการรักษาสมดุลแห่งอำนาจจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ 

 

ไปดูกันว่าในเวทีการค้าโลก ปี 2021 มีกรอบความร่วมมือใดบ้างที่ไทยควรให้ความสำคัญและคว้าโอกาสเพื่อไม่ให้ตกขบวน รวมถึงวิเคราะห์แผนยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และจีนในโลกบริบทใหม่

 

 

สหรัฐอเมริกาและยุทธศาสตร์ Indo-Pacific
โจ ไบเดน จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคม 2021 ในขณะที่ฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ ซึ่งมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของประธานาธิบดียังคงพิจารณาว่าการขยายตัวและการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีนยังคงเป็นภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดต่อสหรัฐฯ

 

ยุทธศาสตร์ปิดล้อมจำกัดเขตการขยายอิทธิพลของจีนในนาม Indo-Pacific Strategy ยังคงดำเนินต่อไป แน่นอนว่าพรรคเดโมแครตซึ่งมีนโยบายการค้าการลงทุนระหว่างประเทศในรูปแบบ Neo-Liberal Institutionalism ที่เน้นการสร้างเวทีการค้าเสรีใหม่ๆ โดยการสร้างพันธมิตรเพื่อโดดเดี่ยวจีน โดยเฉพาะพันธมิตรรอบมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกจะยังคงเป็นนโยบายหลักของสหรัฐฯ

 

แต่อย่างไรก็ตาม สงครามการค้าที่สหรัฐฯ ประกาศกับทุกประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้า (ซึ่งไทยก็เข้าข่าย 1 ใน 15 ประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ) ก็จะยังคงดำเนินต่อไป อย่างน้อยก็ในระยะสั้น (ปี 2021) ทั้งนี้เนื่องจากประชาชนอเมริกันจำนวนมาก (โดยเฉพาะผู้สนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์) พิจารณาว่าที่ผ่านมาพวกเขาได้รับผลประโยชน์จากนโยบายสงครามการค้าภายใต้แนวคิด America First

 

ดังนั้นหากนโยบาย Make America Lead Again ของไบเดนเริ่มต้นโดยการยกเลิกมาตรการสงครามการค้า นั่นหมายความว่ากลุ่ม Fandom ของทรัมป์จะรู้สึกทันทีว่ารัฐบาลภายใต้การนำของไบเดนเป็นปรปักษ์กับพวกเขา ซึ่งนั่นคงทำให้ภารกิจที่สำคัญที่สุดในช่วง 100 วันแรกของไบเดนในการสร้างความปรองดองในหมู่คนอเมริกันไม่ราบรื่นอย่างแน่นอน

 

ดังนั้นในระยะสั้น สงครามการค้ายังคงดำเนินต่อไป แต่คงไม่รุนแรงก้าวร้าวเหมือนสมัยทรัมป์ และในระยะกลาง การเริ่มต้นเวทีการเจรจาการค้าเสรีใหม่ที่ต้องการโดดเดี่ยวจีน และต้องเป็นเวทีที่สหรัฐฯ เป็นผู้ร่างกฎกติกา คนอเมริกันเป็นกรรมการผู้คุมกฎ และอเมริกาเป็นผู้เล่นก็จะเริ่มเปิดตัวขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นในช่วงปี 2022 และไม่แน่ว่าโมเดลแบบเดิมที่เริ่มต้นด้วยยุทธศาสตร์ความมั่นคงในการคบจีนเพื่อปิดล้อมโซเวียตจนกลายเป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ APEC ก็อาจจะเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้อาจกลายเป็นการคบอินเดียและเอเชียใต้เพื่อปิดล้อมจีน ในทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่พัฒนากลายเป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิกก็มีความเป็นไปได้

 

 

เศรษฐกิจสองวงจรและการเดินหน้า BRI ของจีน
จีนเริ่มต้นปี 2020 ด้วยวิกฤตโควิด-19 แต่เมื่อจีนใช้ยาแรงในการปิดเมือง จำกัดวงล้อมการแพร่ระบาด เศรษฐกิจจีนก็ค่อยๆ เงยหัวขึ้น และมีอัตราการเจริญเติบโตอยู่ในแดนบวกได้ในไตรมาสที่ 2 ก่อนที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และเกือบจะเรียกได้ว่าเศรษฐกิจจีนกลับไปอยู่ในจุดที่เคยอยู่ก่อนการแพร่ระบาดของโรคร้าย

 

เท่านั้นยังไม่พอ ปี 2020 จะเป็นปีสุดท้ายที่ประเทศจีนจะมีประชากรอยู่ใต้เส้นความยากจน (Poverty Line) นั่นเท่ากับว่าปี 2021 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 100 ปีของการสถาปนาพรรคคอมมิวนิสต์จีน จีนจะเป็นประเทศที่ปราศจากคนจน และเป้าหมายการพัฒนาของจีนในอนาคตจะต้องเปลี่ยนเป็นเพิ่มจำนวนและยกระดับฐานะ (Enlarge and Enrich) ให้กับชนชั้นกลาง

 

ส่วนเรื่องสงครามการค้าที่ลุกลามไปจนกลายเป็นสงครามเทคโนโลยีกลับทำให้จีนได้รับบทเรียนจากการพึ่งพาตลาดต่างประเทศมากจนเกินไป โดยเฉพาะในเรื่องของเทคโนโลยีชั้นสูง เทคโนโลยี 5G ของ Huawei และ ZTE ของจีนถูกแบนในหลายประเทศ เช่นเดียวกับ WeChat และ TikTok ในขณะที่ผู้ผลิตจีนเองก็ถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึง Android Service และสถาปัตยกรรมหลัก ARM ของหน่วยประมวลผลบน Smart Devices ต่างๆ นั่นทำให้จีนต้องกลับมาทบทวนแนวทางการเดินหน้าเศรษฐกิจจีนที่ต้องลดการพึ่งตลาดและแหล่งวัตถุดิบภายนอกประเทศลง และเพิ่มศักยภาพและบทบาทของตลาดภายในให้กลายเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นั่นนำไปสู่แนวคิดเศรษฐกิจสองวงจร (Dual Circulation) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (5-Year Plan) ฉบับที่ 14 ซึ่งจะเป็นแนวทาง (Guideline) การเดินหน้าเศรษฐกิจจีนต่อไปในระหว่างปี 2021-2025

 

ดังนั้นแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ของจีนจึงเป็นแผนที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะนำพาจีนให้เดินหน้าต่อไป ในฐานะแผนที่ 1 ของซีรีส์แผนพัฒนาฯ อีก 5 ฉบับที่จะตามมาระหว่างปี 2021-2050 ซึ่งเป็นวาระที่จีนจะเฉลิมฉลองวาระ 100 ปีของการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน (1 ตุลาคม 1949-2049) ซึ่งจีนต้องการบรรลุความฝันของจีน 3 ข้อ ได้แก่


1. เป็นประเทศเข้มแข็งและทันสมัยขั้นกลางในปี 2035
2. เป็นประเทศเข้มแข็งและทันสมัยอย่างเต็มที่ในปี 2049
3. มีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนอย่างสมบูรณ์ภายใต้นโยบายจีนเดียว

 

ซึ่งแน่นอนว่าความฝันของจีนจะบรรลุได้โดยเริ่มต้นจากการเสริมสร้างความเข็มแข็งของโครงการความริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ที่จะเชื่อมโยงเอเชีย ยุโรป และแอฟริกาเข้าด้วยกัน โดยรถไฟจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากลาว ผ่านจีน ไปสู่ทุกจุดในยุโรปจะเริ่มเปิดใช้ในวันที่ 2 ธันวาคม 2021

 

จีนจะเชื่อมสัมพันธ์กับยุโรปและอาเซียนมากยิ่งขึ้น พร้อมๆ กับรักษาดุลอำนาจระหว่างเศรษฐกิจภายในประเทศกับภายนอกประเทศ โดยเน้นการสร้างและพึ่งพาตนเองในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI, 5G, Supercomputing, Quantum Computing, Next Generation Smartphone, Renewable Energy, Material Science, New Energy Vehicles, Biotechnology และ Space Science ร่วมกับการเพิ่มกำลังซื้อและเพิ่มรายได้ให้กับผู้มีรายได้ระดับกลางในประเทศทั้งที่อยู่ในเมืองและในชนบทผ่านโครงการสร้างและเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน

 

 

อาเซียนท่ามกลางยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ทะเลจีนใต้ และการเดินหน้าประชาคมอาเซียน
จากข้อ 1 และ ข้อ 2 จะเห็นได้ว่าประชาคมอาเซียนซึ่งมีไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกกำลังอยู่ในตำแหน่งที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่จีนกำลังขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจผ่าน BRI และสหรัฐฯ ก็กำลังพยายามปิดล้อมจำกัดเขต BRI ด้วยยุทธศาสตร์ทางการทหารและความมั่นคงภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก

 

ในช่วงที่ผ่านมา สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ได้ขยายขอบเขตการเฝ้าระวังด้านการทหารและความมั่นคงของกองเรือที่ 7 จากกองบัญชาการแปซิฟิกของสหรัฐฯ (USPACOM) เป็นกองบัญชาการอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ (USINDOPACOM) โดยกองบัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก ประกอบด้วย


1. กองกำลังทางเรือ ประกอบด้วยเรือรบและเรือสนับสนุนประเภทต่างๆ รวม 200 ลำ (เรือบรรทุกเครื่องบิน 5 ลำ) และเครื่องบิน 1,100 ลำ
2. กองกำลังทางบก กำลังพลประมาณ 106,000 นาย เครื่องบิน 300 ลำ และเรือ 5 ลำ
3. กองกำลังทางอากาศ ประกอบด้วยนักบินและพลเรือนประมาณ 46,000 คน และเครื่องบินมากกว่า 420 ลำ
4. กองกำลังนาวิกโยธินกว่า 86,000 คน และเครื่องบิน 640 ลำ

 

สหรัฐฯ พยายามสร้างพันธมิตรด้านความมั่นคงกับญี่ปุ่น อินเดีย และออสเตรเลีย ในการปิดล้อมจีนภายใต้ชื่อกลุ่ม Quadrilateral Security Dialogue หรือ The Quad และได้วางประเทศไทย เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่มีความสำคัญสูงสุดในการสร้างวงล้อมในการปิดล้อมจีน (US Forward Defense Ring)

 

ในขณะเดียวกันเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ที่ประจำอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็พยายามเสนอแนะให้อาเซียนยกระดับกรณีพิพาทในอำนาจอธิปไตยเหนือเขตแดนในบริเวณทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นเรื่องขัดแย้งในระดับทวิภาคีระดับเวียดนาม-จีน ฟิลิปปินส์-จีน ให้เป็นความขัดแย้งในระดับภูมิภาคระหว่างจีนและอาเซียน ทั้งที่อาเซียนเองยึดหลักการไม่แทรกแซงในกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้านมาโดยตลอด อาเซียนจึงไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับจีนโดยตรง (ต้องอย่าลืมว่าไทยไม่มีอาณาเขตในทะเลจีนใต้ เช่นเดียวกับที่เมียนมาไม่ได้ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก และลาวก็ไม่มีพรมแดนทางทะเล)

 

ดังนั้นในปี 2021 นอกจากการเฝ้าจับตารอคอยการบังคับใช้เขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกระหว่าง 10 ประเทศอาเซียนกับคู่เจรจาหลักคือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ในนาม Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) แล้ว ภายใต้การเป็นประธานอาเซียนของบรูไน อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องจับตาคือท่าทีของอาเซียนและจีนในการเดินหน้าไปสู่การลงนามในระเบียบปฏิบัติ (China-ASEAN South China Sea Code of Conduct: COC) ภายใต้ปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea: DOC) ว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้ในปี 2021 นี้หรือไม่ (นายกรัฐมนตรีจีนเคยกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในคราวที่เดินทางมาประชุมที่ประเทศไทยในปี 2019)

 

เช่นเดียวกับที่ต้องพิจารณาการดำเนินการของบรูไนในการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาแนวทางการกำหนดวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2040 ซึ่งจะต้องเริ่มศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมในการประกาศใช้ภายหลังจากที่อาเซียนบรรลุวิสัยทัศน์ฉบับปัจจุบันในปี 2025

 

 

BIMSTEC กับไทยในฐานะประธานและเจ้าภาพการประชุมสุดยอด
ในขณะที่จีนกำลังขยายอิทธิพล และสหรัฐฯ ก็ต้องการปิดล้อมจีน ไทยในตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจก็จำเป็นที่จะต้องวางตำแหน่งของตนให้ดี แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องไม่เลือกข้าง เราต้องไม่เป็นเบี้ยล่างของมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง เราต้องเน้นการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interest) ให้ได้รับประโยชน์ที่ดีที่สุด และต้องรู้จักที่จะสร้างและรักษาดุลแห่งอำนาจให้ดี ไทยต้องไม่เป็นศัตรูกับใคร และต้องสร้างพันธมิตรที่ดีที่สุดในการเพิ่มอำนาจการต่อรองกับมหาอำนาจ แน่นอนว่าในเวทีระดับภูมิภาค ประชาคมอาเซียนที่ไทยมีบทบาทนำมาตั้งแต่เริ่มต้นในปี 1967 จนถึงปัจจุบันคือเวทีที่ดีสุดและจำเป็นที่สุด

 

และในระดับอนุภูมิภาค ในปี 2021 ไทยจะได้รับเกียรติให้เป็นประธานและเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำ ความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (Bay of Bengal Initiative Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation) หรือที่นิยมเรียกกันในชื่อย่อว่า BIMSTEC

 

BIMSTEC คือความร่วมมือในทุกมิติ (จำแนกออกเป็น 14 ด้าน) ของสมาชิก 7 ประเทศรอบอ่าวเบงกอล ได้แก่ บังกลาเทศ ศรีลังกา อินเดีย ไทย เมียนมา เนปาล และภูฏาน นี่คือตลาดที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ติด 1 ใน 5 ของโลกที่มูลค่ากว่า 3.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีประชากรรวมกันมากกว่า 1.6 พันล้านคน ที่สำคัญคือเศรษฐกิจของทั้งกลุ่มมีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงในรูปแบบของระบบเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Economies) มีประชากรที่หลุดพ้นจากความยากจนกลายเป็นคนรายได้ระดับกลางเพิ่มขึ้นในทุกๆ วัน มีเงื่อนไขทางสังคม วัฒนธรรม ภาษา ประเพณี และประวัติศาสตร์ร่วมกันในอ่าวเบงกอล

 

ศักยภาพของ BIMSTEC ที่จะพัฒนาโอกาสทางการค้าการลงทุนและสามารถต่อยอดเป็นกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองในการเจรจามีสูงอย่างยิ่ง และในปี 2019 BIMSTEC เองก็บรรลุข้อตกลงในการเปิดเสรีการค้าในรูปแบบของ FTA แล้วในบางระดับ ถึงแม้จะยังไม่สามารถเจรจาเพื่อหาข้อยุติในเรื่องของกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดได้ แต่ข้อตกลงในเรื่องของระยะเวลาและรูปแบบในการเปิดเสรีตลาดสินค้าก็สามารถหาข้อสรุปได้

 

ดังนั้นในปี 2021 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดของ BIMSTEC การทำงานหนักร่วมกันของกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งนักวิชาการ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม น่าจะทำให้ไทยสามารถกำหนดทิศทางการเดินหน้าเขตเศรษฐกิจแห่งนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งยังเป็นการสร้างอำนาจต่อรองในอนาคตในกรณีที่ไทยและทั้งกลุ่มจำเป็นต้องเข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของประเทศมหาอำนาจในบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมโยงของมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก

 

 

การบังคับใช้ RCEP และการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีฉบับใหม่ๆ เพื่อสร้างแต้มต่อให้ประเทศไทย
แน่นอนว่า RCEP คือข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะครอบคลุมประเทศสมาชิกถึง 15 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน 10 ประเทศ (ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) กับอีก 5 ประเทศคู่เจรจา ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ RCEP ครอบคลุมเขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประมาณ 1 ใน 3 ของทั้งโลก และครอบคลุมประชากรมากกว่า 2,200 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรของทั้งโลก และนั่นทำให้ RCEP เป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

แต่ RCEP ก็ยังจะไม่มีผลบังคับใช้จนกว่า 6 จาก 10 ประเทศสมาชิกของประชาคมอาเซียนให้สัตยาบัน และ 3 จาก 5 ประเทศคู่เจรจาของอาเซียนให้สัตยาบัน โดยคาดการณ์กันว่า RCEP จะเริ่มมีผลบังคับใช้ได้ในราวกลางปี 2021 ซึ่งจะเป็นวาระที่บรูไนเป็นประธานอาเซียน

 

อย่างไรก็ตาม สมาชิกทั้งหมดก็เป็นเพียงทุกประเทศที่อยู่ในห่วงโซมูลค่าในระดับภูมิภาค (Regional Value Chains: RVCs) ของทวีปเอเชียและโอเชียเนีย (Ociania) แต่เอเชียก็ไม่ใช่ทั้งหมดของห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก (Global Value Chains: GVCs) เพราะยังมีตลาดสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็น สหภาพยุโรป (EU) สหราชอาณาจักร ห่วงโซ่มูลค่าในทวีปอเมริกา อินเดียและเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งเป็นทั้งตลาดและแหล่งทรัพยากรขนาดใหญ่อยู่อีกทั่วโลก

 

ดังนั้นการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ RCEP ที่เป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุด ไทยยังต้องเดินหน้าศึกษา รับฟังความคิดเห็น กำหนดยุทธศาสตร์ และเจรจาการค้ากับอีกหลายหลายประเทศทั่วโลก เพื่อให้คนไทยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคได้สิทธิพิเศษ ได้แต้มต่อในการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ GVCs ซึ่งจะส่งผลดีให้เกิดการจ้างงานและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว

 

และข้อดีอีกประการของ RCEP คือเป็นข้อตกลงการค้าสมัยใหม่ที่ครอบคลุมมากกว่าแค่การลด ละ เลิกภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า หากแต่เริ่มมีการสร้างความร่วมมือในมิติอื่นๆ เช่น เอสเอ็มอี, การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ, การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา, อีคอมเมิร์ซ และความร่วมมือในอีกหลากหลายมิติ

 

ซึ่งข้อตกลงทางการค้าในรูปแบบนี้คือทิศทางที่ทั้งโลกกำลังเดินหน้าต่อไป RCEP จึงเปรียบเสมือนสระเด็กที่ให้ไทยและอาเซียนได้ทดลองว่ายน้ำ ก่อนที่จะพัฒนาตนเองต่อไปเพื่อว่ายน้ำในสระโอลิมปิกที่หมายถึงการเข้าเจรจาข้อตกลงทางการค้าที่ครอบคลุมและมีมาตรฐานสูงในกรอบอื่นๆ ที่สำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงความครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนการค้าภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก (The Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership: CPTPP), ข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป (EU) สหราชอาณาจักร (UK) สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Eurasian Economic Union: EAEU) และสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) หรือในอนาคตหากสหรัฐฯ ริเริ่มข้อตกลงการค้าใหม่ๆ ซึ่งอาจจะเป็นข้อตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก รวมทั้งข้อตกลงการค้าในรูปแบบดั้งเดิม เช่น การเจรจากับบังกลาเทศ ปากีสถาน และ BIMSTEC ก็ถือเป็นความจำเป็นที่ไทยจะต้องเร่งเดินหน้าเจรจา โดยขอฝากความหวังไว้ที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งนักวิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

 

 

 

APEC 2022 กับการเตรียมตัวของประเทศไทยในฐานะประธานและเจ้าภาพ
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ APEC (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC) คือความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมหลากหลายมิติของ 21 เขตเศรษฐกิจ อันประกอบไปด้วย ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย สหรัฐอเมริกา จีน-ไทเป (ไต้หวัน) จีน-ฮ่องกง จีน เม็กซิโก ปาปัวนิวกีนี ชิลี รัสเซีย เปรู และเวียดนาม

 

จะเห็นได้ว่า APEC มีความซับซ้อนในการเจรจาอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจำนวนสมาชิกที่มากเขตเศรษฐกิจ แต่ละเศรษฐกิจก็มีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน แต่ที่เป็นอุปสรรคมากที่สุดก็คือการที่หลายๆ สมาชิกมีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และความขัดแย้งกันในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ต้องมานั่งประชุมอยู่ในเวทีเดียวกัน นั่นทำให้ที่ผ่านมาการประชุมระดับผู้นำของ APEC มักจะไม่ค่อยมีประเด็นสำคัญๆ ที่สามารถหาข้อสรุปได้มากนัก เช่น การประชุมผู้นำในปี 1994 ที่โบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย มีการตกลงกันว่าสมาชิกจะเปิดเสรีการค้าสินค้าและการลงทุนระหว่างกันในนาม Free Trade Area of Asia-Pacific (FTAAP) โดยสมาชิกที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจในระดับสูงจะเปิดตลาดเสรีในปี 2010 และสมาชิกเหลือจะเปิดเสรีในปี 2020 ซึ่งจนถึงปัจจุบัน FTAAP ก็ยังไม่เกิดขึ้น หรือในปี 1995 APEC มีการตั้งคณะที่ปรึกษาทางธุรกิจในนาม APEC Business Advisory Council (ABAC) ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่นักธุรกิจต้องการคือการอนุญาตให้ผู้ถือบัตรเดินทางสำหรับนักธุรกิจ APEC หรือ APEC Business Travel Card (ABTC) ซึ่งได้รับการตรวจสอบคุณสมบัติแล้วสามารถเดินทางเข้า-ออกสมาชิก APEC ได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อสหรัฐฯ ไม่เอาด้วยกับหลักการดังกล่าว

 

การประชุม APEC ในระดับผู้นำจึงมักจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไรนัก และมักจะหาทางเลี่ยงโดยการประกาศความสำเร็จในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมืออื่นๆ เช่น การประชุมในปี 2001 ก็เน้นสนับสนุนการเจรจาในกรอบองค์การการค้าโลกที่เริ่มต้นการเจรจาในรอบโดฮา เช่นเดียวกับในปี 2005 ที่ก็กลับมาเน้นเรื่องการประชุมรอบโดฮาอีก ซึ่งจนถึงปัจจุบันการประชุมรอบโดฮาเองซึ่งเริ่มในปี 2001 ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้เช่นกัน ในปี 2005 ที่เกาหลีเป็นเจ้าภาพก็ไปให้ความสำคัญกับกรณีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ และหลังจากนั้นในปี 2006, 2007 การประชุมก็เน้นเรื่องการควบคุมการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และการต่อต้านภัยก่อการร้าย

 

ในขณะที่ปี 2019 ที่ชิลีต้องเป็นเจ้าภาพ การประชุมก็ถูกยกเลิกเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบภายในประเทศ หลังประชาชนออกมาประท้วงรัฐบาลในเรื่องค่าครองชีพที่สูงจนเกินไป

 

ดังนั้นสิ่งที่ทั่วโลกจับตามองการประชุม APEC กลับไม่ใช่การประชุมของผู้นำทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจ หากแต่ทุกสายตามักจะจับจ้องไปที่การประชุมคู่ขนาน (Sideline Meeting) ของผู้นำที่เดินทางมามากกว่า เช่น บางปีก็จะมีข่าวการประชุมระหว่างผู้นำจีน เกาหลี และญี่ปุ่น และในระยะหลังๆ การประชุมสำคัญที่มักจะเกิดควบคู่ขนานไปกับ APEC คือการประชุมของผู้นำ TPP ที่พัฒนาเป็น CPTPP

 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2020 ที่มาเลเซียเป็นเจ้าภาพการประชุม เนื่องด้วยการระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องปรับรูปแบบเป็นการประชุมทางไกลผ่านระบบออนไลน์ นั่นทำให้การประชุมคู่ขนานที่ทุกฝ่ายจับตามองมากกว่าอาจไม่เกิดขึ้น (แน่นอนว่าเพราะผู้นำไม่สามารถนัดพบกันระหว่างมื้ออาหารหรือประชุมพิเศษนอก Plenary Session ได้) และผลสำเร็จของการประชุมก็ไม่ได้ทำให้ทั่วโลกสนใจมากเท่าการประกาศหลังการประชุมของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงว่าจีนก็สนใจที่จะเข้าร่วมเจรจาในกรอบ CPTPP

 

ในปี 2021 นิวซีแลนด์ในฐานะประธานการประชุม APEC เองก็ประกาศแล้วว่าจะเป็นการประชุมทางไกลอีกครั้ง นั่นทำให้สิ่งที่ทุกฝ่ายจับตาคือการประชุมคู่ขนานก็จะไม่เกิดขึ้นอีก

 

แต่ในปี 2022 ที่ไทยจะเป็นประธาน ฝ่ายไทยประกาศแล้วว่าเราจะจัดประชุมแบบพบปะเจอหน้า ผู้นำทุกคนจะได้จับมือ หารือ และถ่ายภาพร่วมกัน รวมทั้งยังมีโอกาสที่จะได้มีการประชุมแบบคู่ขนานระหว่างกันในหลากหลายโอกาส หลังจากที่ไม่มีโอกาสพบกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2019, 2020 และ 2021 ดังนั้นตั้งแต่ปี 2020 ที่ผ่านมา เราได้เห็นการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศในการเริ่มต้นประชุมระดมสมองจากหลายภาคส่วนเพื่อร่วมกำหนดแนวทางและธีมของงานประชุมที่จะเกิดขึ้นในปี 2022

 

เชื่อว่าในปี 2021 เราคงยังต้องทำงานหนักอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การประชุม APEC ที่จะเกิดขึ้นภายใต้การเป็นเจ้าภาพของไทยเป็นอีกหนึ่งครั้งที่ APEC และการประชุมคู่ขนานสามารถประกาศความสำเร็จที่จับต้องได้และส่งผลดีอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทย

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post 6 ประเด็นการค้า การลงทุน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ไทยต้องจับตาในปี 2021 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยปลื้ม ผลักดันลงนาม RCEP สำเร็จ ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่การค้าโลก หลังเจรจานานกว่า 7 ปี https://thestandard.co/signed-rcep-191163/ Thu, 19 Nov 2020 02:34:30 +0000 https://thestandard.co/?p=422907 อนุชา บูรพชัยศรี

วันนี้ (19 พฤศจิกายน) อนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนา […]

The post ไทยปลื้ม ผลักดันลงนาม RCEP สำเร็จ ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่การค้าโลก หลังเจรจานานกว่า 7 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุชา บูรพชัยศรี

วันนี้ (19 พฤศจิกายน) อนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยินดีกับความสำเร็จที่สามารถมีการลงนามในความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังใช้เวลาในการเจรจากว่า 7 ปี

 

ทั้งนี้ ความตกลง RCEP จะเป็นความตกลงการค้าเสรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประกอบด้วยสมาชิก 15 ประเทศคือ สมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และประเทศคู่เจรจาอาเซียนอีก 5 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และนิวซีแลนด์ ซึ่งถือว่าเป็นความตกลงความร่วมมือทางการค้าที่มีตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ได้เคยลงนามกัน ประเทศที่เข้าร่วมตกลงกันทั้ง 15 ประเทศมีประชากรรวมคิดเป็น 30% ของประชากรโลก (เกือบ 2,252 ล้านคน) และมี GDP รวมกันคิดเป็น 30% ของ GDP โลก (กว่า 26.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 817.7 ล้านล้านบาท) มีมูลค่าการค้ารวมคิดเป็น 27.4% ของมูลค่าการค้าโลก (กว่า 10.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 326 ล้านล้านบาท)

 

การลงนามครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จจากความพยายามของประเทศไทยในการเจรจาในวาระที่ไทยเป็นประธานการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อปี 2562 ซึ่งความตกลง RCEP นี้มีการเจรจากันมาอย่างยาวนานตั้งแต่การประกาศให้มีการเริ่มเจรจาจัดทำความตกลง RCEP อย่างเป็นทางการในปี 2556 

 

อนุชากล่าวว่าเป็นความภูมิใจที่รัฐบาลจะเพิ่มโอกาสและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้แก่สินค้าไทย ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์เพิ่มเติมเมื่อเปรียบเทียบกับ FTA ที่ไทยมีอยู่ เนื่องจากมีการเปิดตลาดยกเว้นภาษีใน RCEP เพิ่มมากขึ้น โดยข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมระดับภูมิภาค (RCEP) นี้เป็นข้อตกลงที่จะขยายและกระชับความผูกพันของอาเซียนกับออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และนิวซีแลนด์

 

วัตถุประสงค์ของข้อตกลง RCEP คือการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ทันสมัย ครอบคลุม คุณภาพสูง และเป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะเอื้อต่อการขยายตัวของการค้าและการลงทุนในภูมิภาค และสนับสนุนการเติบโตและการพัฒนาทางเศรษฐกิจของโลก ดังนั้นจะนำมาซึ่งโอกาสทางการตลาดและการจ้างงานให้กับธุรกิจ รวมถึงผู้คนในภูมิภาค

 

อีกทั้งข้อตกลง RCEP เป็นข้อตกลงที่ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อวันนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นข้อตกลงสำหรับวันพรุ่งนี้ด้วย เป็นการปรับปรุงความครอบคลุมของเขตการค้าเสรีอาเซียนบวกหนึ่งที่มีอยู่ (FTA ของอาเซียนกับคู่เจรจา 5 ประเทศ) และคำนึงถึงความเป็นจริงทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงและเกิดขึ้นใหม่ รวมถึงยุคของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ศักยภาพของวิสาหกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดย่อม การขยายตัวของภูมิภาค ห่วงโซ่คุณค่า และความซับซ้อนของการแข่งขันในตลาด

 

นอกจากนี้ข้อตกลง RCEP ยังเป็นการปรับปรุงและเสริมข้อตกลงที่มีอยู่แล้วในบทบัญญัติขององค์การการค้าโลก (WTO) อีกด้วย

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ไทยปลื้ม ผลักดันลงนาม RCEP สำเร็จ ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่การค้าโลก หลังเจรจานานกว่า 7 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Morning Brief | 17 พฤศจิกายน 2563 https://thestandard.co/morning-brief-17-11-63/ Tue, 17 Nov 2020 01:32:19 +0000 https://thestandard.co/?p=421665 Morning Brief 17 พ.ย.

ต้อนรับเช้าวันใหม่กับความเคลื่อนไหวสำคัญในโลกเศรษฐกิจ ก […]

The post Morning Brief | 17 พฤศจิกายน 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Morning Brief 17 พ.ย.

ต้อนรับเช้าวันใหม่กับความเคลื่อนไหวสำคัญในโลกเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน ประจำวันที่ 17 พฤศจิกายน ใน THE STANDARD WEALTH Morning Brief 

 

วัคซีนโควิด-19 ดันหุ้นสหรัฐฯ พุ่งเฉียด 30,000 จุด

ดัชนีของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดีเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ดัชนีหลักทั้ง 3 ปรับตัวเพิ่มขึ้นกันได้ทั้งหมด โดยเฉพาะดัชนี Dow Jones ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดีถึง 470 จุด และมาปิดที่ระดับ 29,950 จุด ใกล้แนวต้านสำคัญทางจิตวิทยา 30,000 จุด

 

ข่าวด้านบวกเกี่ยวกับผลการทดลองวัคซีนระยะที่ 3 ของบริษัท Moderna ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อสูงถึง 94.5% ซึ่งสูงกว่าของ Pfizer และ BioNTech เป็นปัจจัยบวกต่อตลาด นอกจากจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันสูงแล้ว วัคซีนของ Moderna ยังสามารถเก็บรักษาในอุณหภูมิระดับตู้เย็น ต่างจากของ Pfizer ที่ต้องเก็บในอุณหภูมิ -70 องศา ซึ่งจะทำให้การขนส่งและกระจายทำได้ง่ายกว่า 

 

RCEP ดันหุ้นเอเชียปรับขึ้นแรง

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดี โดยได้รับปัจจัยหนุนจากข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP ที่จะส่งผลให้การค้าในภูมิภาคเอเชียขยายตัวขึ้น และการประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ของญี่ปุ่นที่ฟื้นตัวได้ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้

 

ด้านความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ 

 

  1. กระทรวงพาณิชย์ของจีนได้ออกมาแถลงในเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า สหรัฐฯ ควรที่จะหยุดการแบนบริษัทจีนอย่างไม่มีเหตุผลเสียที ซึ่งเป็นการตอบโต้ที่ทางคณะทำงานของประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาเผยถึงคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดี หรือ Executive Order ที่ห้ามไม่ให้บริษัทสหรัฐฯ ด้านการลงทุนเข้าลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน

 

  1. ประกาศตัวเลขผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ Industrial Production ประจำเดือนตุลาคม ขยายตัว 6.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 6.5% 

 

  1. ประกาศตัวเลขอัตราการว่างงาน หรือ Chinese Unemployment Rate ล่าสุดอยู่ที่ 5.3% เท่ากับที่ตลาดคาดไว้ 

 

AllianceBernstein ขอตั้งสำนักงานในจีน

ด้านความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ AllianceBernstein บริษัทหลักทรัพย์จัดการจากสหรัฐฯ ที่มีสำนักงานในฮ่องกง ได้มีการขออนุญาตเพื่อตั้งสำนักงานบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมในประเทศจีน กระแสการตั้งสำนักงานเพิ่มและย้ายสำนักงานจากฮ่องกงไปที่จีนแผ่นดินใหญ่จากบริษัทในยุโรปและสหรัฐฯ ยังคงมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความน่าดึงดูดของตลาดการเงินจีนในช่วงระยะต่อจากนี้ไป

 

ดัชนี Nikkei พุ่งแรงรับข่าว GDP โตเกินคาด

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น Nikkei เพิ่มขึ้น 519.06 จุด หรือ 2.05% ดัชนีของตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างโดดเด่น โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้รับปัจจัยบวกหลักๆ อยู่ 2 ปัจจัย คือ 

 

  1. การประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ที่ขยายตัวได้ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้พอสมควร

 

  1. Sentiment ของตลาดหุ้นทั่วโลกที่ยังปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากความคาดหวังเชิงบวกต่อวัคซีนและกระแสเงินลงทุนที่ยังไหลเข้าเอเชียอย่างต่อเนื่อง 

 

ส่งผลให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดีมาก และทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 29 ปีอย่างต่อเนื่อง

 

ด้านความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ

 

  1. ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ของประเทศญี่ปุ่น ขยายตัวได้ดีถึง +5.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ขยายตัวได้ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ +4.4% และฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนที่หดตัวสูงถึง -8.2% ภาคการบริโภคของเอกชนและประชาชนทั่วไปขยายตัวเป็นไตรมาสแรกในรอบ 4 ไตรมาส การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวขึ้นเช่นกัน ภาคการส่งออกมีการฟื้นตัวที่ดีเช่นกัน +9% จาก -17.4% แต่การนำเข้ายังหดตัวแรงที่ -9.8% จาก +2.2%

 

  1. ในกรณีที่เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน GDP ญี่ปุ่นในไตรมาส 3 ขยายตัวได้ถึง +21.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ขยายตัวได้ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ +18.9% และฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัวแรงถึง -28.8%

 

นักลงทุนเกาหลีใต้แห่ซื้อหุ้น EV Car หลังไบเดนชนะเลือกตั้งสหรัฐฯ

ดัชนีของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดีมาก โดยตลาดได้รับปัจจัยบวกจาก 

 

  1. ข้อตกลงการค้าเสรี RCEP ที่จะส่งผลบวกต่อการส่งออกของเกาหลีใต้มากขึ้นในอนาคต ส่งผลให้หุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดีมาก ทั้ง Samsung Electronics และ SK Hynix

 

  1. กระแสเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติยังไหลเข้าตลาดหุ้นเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าเงินวอนแข็งค่าขึ้นมาที่ระดับ 1,108 วอน นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 415 ล้านดอลลาร์ เป็นการซื้อสุทธิ 8 วันติดต่อกัน 

 

ด้านความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ตั้งแต่ที่ โจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งในช่วงสุดสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน นักลงทุนเกาหลีใต้ได้เข้าซื้อหุ้น EV Car เป็นจำนวนเงิน 96.63 ล้านดอลลาร์ โดยหุ้นที่นักลงทุนเข้าซื้อคือ Xpeng Motors, Tesla และ Nio หุ้นที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าก็ได้รับความนิยมจากนักลงทุนเช่นกัน โดยได้เข้าซื้อหุ้น NextEra Energy โรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ และแคนาดา ที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลก และ ETF ด้านหุ้นพลังงานทดแทนที่ชื่อว่า iShare S&P Global Clean Energy

 

 

The post Morning Brief | 17 พฤศจิกายน 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โบรกเกอร์ฟันธง RCEP ช่วยลดแรงกดดันจากสงครามการค้า https://thestandard.co/rcep-eases-the-pressure-of-a-trade-war/ Mon, 16 Nov 2020 04:57:33 +0000 https://thestandard.co/?p=421354

การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 37 ได้ลงนามความตกล […]

The post โบรกเกอร์ฟันธง RCEP ช่วยลดแรงกดดันจากสงครามการค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 37 ได้ลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของแต่ละประเทศรวมกันถึง 26.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 30% ของ GDP โลก และคิดเป็นมูลค่าการค้าระหว่างกันราว 28% ของมูลค่าการค้าโลก ครอบคลุมประชากรทั้งหมด 2.2 พันล้านคน หรือ 30% ของประชากรโลก 

 

โดย 15 ประเทศที่ร่วมลงนาม ประกอบไปด้วย อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย, บรูไน,เวียดนาม, ลาว, เมียนมา, กัมพูชา, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย, และนิวซีแลนด์ 

 

สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ แต่ละประเทศจะต้องไปขอมติจากสภาเพื่อกลับมาให้สัตยาบัน โดยในกลุ่มอาเซียนจะต้องได้ 6 ใน 10 ประเทศ และคู่เจรจาจะต้องได้ 3 ใน 5 ประเทศ คาดว่าจะมีผลอย่างเร็วในช่วงครึ่งหลังของปี 2564

 

ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า ประเมินว่า ความตกลงดังกล่าวส่งผลเชิงบวกและช่วยลดแรงกดดันจากสงครามการค้าได้ ซึ่งข้อดีหลักของ RCEP คือ ทำให้ภาพของ Regionalization เข้ามาทดแทนการเสื่อมถอยของ Globalization ได้ถูกจังหวะเวลา เพราะช่วงที่ผ่านมาการค้าระดับโลกถูกกดดันทั้งจากสงครามการค้าและโควิด-19

 

โดยข้อตกลงนี้จะทำให้มูลค่าการค้าในกลุ่ม RCEP เร่งตัวขึ้นในระยะยาว แต่ผลกระทบเชิงบวกต่อ GDP ในช่วงแรกอาจไม่มาก เพราะสินค้าส่งออกของไทยไปกลุ่ม RCEP ส่วนใหญ่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่าน FTA และ ASEAN+1 อยู่แล้ว อีกทั้งอินเดียที่เป็นตลาดใหญ่และเป็นช่องทางในการเปิดตลาดไปเอเชียใต้ ยังไม่เข้าร่วมในรอบนี้ ขณะที่ถ้าพิจารณาจากข้อตกลงทั้ง 20 บท จะเป็นเรื่องของการอำนวยความสะดวกด้านการค้าเป็นหลัก

 

ส่วนเรื่องของภาษียังให้แต่ละประเทศสามารถใช้กลไกเพื่อตอบโต้การทุ่มตลาดได้ นั่นหมายความว่าถ้ายังไม่มีการยกเลิกกีดกันสินค้าที่มีความอ่อนไหวระหว่างประเทศ มูลค่าการค้าระหว่างกันอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง แต่จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปตามการปรับเปลี่ยนเส้นทางการค้าเข้ามาในกลุ่ม RCEP มากขึ้นเรื่อยๆ

 

ส่วนความร่วมมือด้านบริการที่น่าสนใจคือ การยกระดับการสื่อสารระหว่างประเทศ การท่องเที่ยวขนส่งและโลจิสติกส์ การเงินและการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งถ้าพิจารณาในแง่ของศักยภาพในการแข่งขันกลุ่มท่องเที่ยวและขนส่ง ดูจะเป็น 2 กลุ่มที่ได้รับผลดีมากที่สุด

 

นอกจากนี้จากการประเมินผลกระทบเบื้องต้น ฝ่ายวิเคราะห์ บล. หยวนต้า ได้อิงจากกลุ่มที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันสูง ซึ่งวัดจากดุลการค้าที่เป็นบวกและเป็นกลุ่มที่ประเทศคู่ค้านอกอาเซียนให้ความสนใจในการขยายฐานการผลิตสินค้าหรือบริการมายังประเทศไทย ซึ่งได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ ปิโตรเคมี ท่องเที่ยว เกษตรอาหาร ค้าปลีก และคาดว่าผลดีต่อเนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจะเป็นบวกทางอ้อมต่อกลุ่มนิคม โรงไฟฟ้า และขนส่ง 

 

โดยหุ้นเด่นในแต่ละกลุ่มคือ บมจ. อาปิโก ไฮเทค (AH), บมจ. อินเตอร์ไฮด์ (IHL), บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC), บมจ. ไออาร์พีซี (IRPC), บมจ. ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT), บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF), บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU), บมจ. บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM), บมจ. ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) และ บมจ. สหไทย เทอร์มินอล (PORT)

 

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามรายละเอียดของข้อตกลง RCEP อีกครั้ง รวมถึงการทำข้อตกลงการค้าในรูปแบบอื่น เช่น CPTPP ที่ไทยยังสงวนท่าทีในการเข้าร่วม และความคืบหน้าในการทำ FTA ร่วมกับกลุ่มประเทศยุโรป รวมถึงประเด็นการตัดสิทธิ GSP ของสหรัฐฯ ที่มีโอกาสพลิกมาเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติมด้วย

 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post โบรกเกอร์ฟันธง RCEP ช่วยลดแรงกดดันจากสงครามการค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ไทยได้อะไรจาก ‘RCEP’ | HIGHLIGHT 16 พฤศจิกายน 2563 https://thestandard.co/morning-wealth-16112020-3/ Mon, 16 Nov 2020 04:50:49 +0000 https://thestandard.co/?p=421351

หลังจาก 15 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ได้แก่ จีน ญี […]

The post ชมคลิป: ไทยได้อะไรจาก ‘RCEP’ | HIGHLIGHT 16 พฤศจิกายน 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจาก 15 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ รวมกับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ได้ลงนามในความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค หรือที่เรียกว่า ข้อตกลง RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา ถือเป็นกรอบการค้าเสรีที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดในโลก

มาติดตามกันต่อว่า ประเทศไทยจะได้อะไรจากการร่วมลงนามข้อตกลงฯ ในครั้งนี้ กับ มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ อย่าง รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผอ.ศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ไทยได้อะไรจาก ‘RCEP’ | HIGHLIGHT 16 พฤศจิกายน 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข้อตกลง RCEP, กรอบฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19: สรุปผลลัพธ์การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 37 https://thestandard.co/summary-of-the-37th-asean-leaders-summit/ Mon, 16 Nov 2020 03:55:52 +0000 https://thestandard.co/?p=421325 ข้อตกลง RCEP

การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 37 และการประชุมอื่ […]

The post ข้อตกลง RCEP, กรอบฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19: สรุปผลลัพธ์การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 37 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข้อตกลง RCEP

การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 37 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 12-15 พฤศจิกายน 2020 โดยมีเวียดนามเป็นประธาน แต่การประชุมเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ผ่านระบบการประชุมทางไกล ประเด็นผลลัพธ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นกับประชาคมอาเซียน ประชาคมของประชากร 655 ล้านคน ใน 10 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีความสัมพันธ์ในทุกมิติและในทุกระดับ และประเทศไทยของเราเองก็เล่นบทบาทนำในเวทีนี้มาโดยตลอด 

 

ผลลัพธ์ที่เราต้องจับตาจากการประชุมครั้งนี้ ที่จะกำหนดทิศทางการเดินหน้าประชาคมอาเซียนต่อไป คือ

 

  1. การลงนามในความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) หรือ อาเซียน+6 ระหว่างอาเซียน 10 ประเทศ กับ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ (ในขณะนี้ยังคงไม่มีอินเดียที่เข้ามาร่วมลงนาม) 

 

ท่ามกลางพายุสงครามการค้าที่ยังคงดำเนินต่อไป รวมทั้งหลายประเทศทั่วโลกต่างก็ใช้นโยบายการค้าแบบปกป้องคุ้มกันมากยิ่งขึ้น อย่างน้อยอาเซียนก็ยังมีข่าวดี นั่นคือ การลงนามข้อตกลงการค้าเสรีของเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งในมิติประชากร และมิติขนาดเศรษฐกิจ ที่ไทยเป็นผู้ผลักดันอย่างหนักตลอดทั้งปีที่แล้ว จนสามารถหาข้อสรุปได้ ในนาม RCEP 

 

ความตกลงนี้จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ห่วงโซ่มูลค่าในเอเชียเกิดขึ้น โดยผู้ประกอบการได้แต้มต่อ ได้สิทธิประโยชน์ทางการค้า และจากงานวิจัยจำนวนมาก การเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าเหล่านี้จะทำให้เกิดการจ้างงาน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสองสิ่งที่ไทยต้องการมากที่สุดในขณะนี้ ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ

 

แต่เท่านั้นยังไม่พอ RCEP จะเป็นข้อตกลงแรกที่เป็นข้อตกลงการค้าสมัยใหม่ ซึ่งมีความครอบคลุมและมีมาตรฐานสูงที่ไทยและหลายๆ ประเทศในอาเซียนลงนามและมีผลบังคับใช้ ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นสนามทดลองให้ไทยและสมาชิกอาเซียนทำความคุ้นเคย และมีโอกาสปรับตัวให้เท่าทันกับรูปแบบการเจรจาการค้ารูปแบบใหม่ๆ ที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รวมทั้งมาตรฐานในเรื่องใหม่ๆ อีกหลากหลายมิติ

 

  1. ปฏิญญากรุงฮานอยว่าด้วยวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนภายหลังปี ค.ศ. 2025 (Ha Noi Declaration on the ASEAN Community’s Post-2025 Vision) ผู้นำอาเซียนเริ่มต้นกระบวนการให้ ASEAN Coordinating Council (ACC) ไปเริ่มกระบวนการตั้ง High-Level Task Force (HLTF) เพื่อเริ่มกระบวนการจัดทำวิสัยทัศน์อาเซียน 2040 ซึ่งเป็นการต่อยอดจากผลงานของประเทศไทยที่ได้เป็นผู้ว่าจ้างให้ Economic Research Institute for ASEAN and East Asia (ERIA) จัดทำงานวิจัยในหัวข้อ ASEAN Vision 2040: Towards a Bolder and Stronger ASEAN Community ไปแล้วตั้งแต่ช่วงปี 2017-2019 และได้ส่งมอบให้กับประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศไปแล้วเมื่อปี 2019 ในวาระที่ไทยเป็นประธานอาเซียน โดยศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำงานวิจัยดังกล่าวร่วมกับ ERIA

 

  1. กรอบการฟื้นฟูที่ครอบคลุมของอาเซียน (ASEAN Comprehensive Recovery Framework) อาเซียนทั้ง 10 ประเทศร่วมกันวางกรอบความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งในมิติสาธารณสุข และมิติเศรษฐกิจ จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยแบ่งความร่วมมือออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ สาธารณสุข ความมั่นคงของมนุษย์ การส่งเสริมการค้าและตลาดอาเซียน ดิจิทัล และการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและแข็งแกร่ง บทบาทของอาเซียนในการสร้างความร่วมมือกันเพื่อบริหาร จัดการ บรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งในมิติผลกระทบทางสาธารณสุข และผลกระทบทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการสร้างความร่วมมือเพื่อผลิต และกระจายวัคซีนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งการสร้างแผนรับมือหากมีการระบาดของโรคร้ายเกิดขึ้นในอนาคต โดยบทบาทของกองทุน COVID-19 ASEAN Response Fund จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดย ณ ปัจจุบันกองทุนนี้มีขนาด 300,000 ดอลลาร์สหรัฐจากสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ร่วมกับเงินสมทบพิเศษจากประเทศไทย และสิงคโปร์ อีกประเทศละ 100,000 ดอลลาร์ และจากจีนอีก 1 ล้านดอลลาร์กองทุนนี้ได้ถูกใช้ไปบ้างแล้วเพื่อจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีการระบาด และในอนาคตเชื่อว่าจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการผลิตและกระจายวัคซีนระหว่างประเทศสมาชิก

 

อีกเรื่องที่ถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการภายใต้ภาวะวิกฤตโควิด-19 คือการอำนวยความสะดวกทางการค้าเพื่อทำให้สินค้าเวชภัณฑ์ ยา เครื่องมือแพทย์ และอาหาร สามารถเคลื่อนย้ายข้ามชายแดนระหว่างประเทศสมาชิกได้อย่างสะดวก โดยไม่มีอุปสรรค ซึ่งจากรายงานของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของรัฐบาลเวียดนาม ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ เชื่อว่าน่าจะต้องมีการทำ MOU ระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้าในสินค้าประมาณ 150 รายการสินค้า

 

  1. ปฏิญญากรุงฮานอยว่าด้วยการรับรองแผนงานข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน ฉบับที่ 4 (ค.ศ. 2021-2025) (Ha Noi Declaration on the Adoption of the Initiative for ASEAN Integration Work Plan IV (2021-2025)) 

 

  1. แผนงานข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน ฉบับที่ 4 (2021-2025) (Initiative for ASEAN Integration (IAI) Work Plan IV (2021-2025))

 

ข้อ 3 และ ข้อ 4 เกิดขึ้นเนื่องจากสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนไม่พร้อมกัน โดย ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียนในปี 1967 ตามมาด้วย บรูไน ในปี 1984 ซึ่งถือเป็นช่วงก่อนการเกิดขึ้นของ เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Agreement: AFTA) ซึ่งถือเป็นหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาความร่วมมือในอาเซียน หลังจากนั้น ประเทศที่ถือว่ามีระดับการพัฒนาการทางเศรษฐกิจต่ำกว่าสมาชิกรุ่นก่อตั้ง ก็เริ่มทยอยเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน เริ่มจากเวียดนามในปี 1996 สปป.ลาว และเมียนมา ในปี 1997 และ กัมพูชาในปี 1999 เรานิยมเรียกสมาชิกกลุ่มนี้ว่า CLMV ซึ่งเคยมีระบบเศรษฐกิจที่แตกต่างจากสมาชิกเดิม และมีระดับการพัฒนาการทางเศรษฐกิจต่ำกว่า ดังนั้น สมาชิกเดิมจึงให้แต้มต่อ ให้ความช่วยเหลือ และให้สิทธิพิเศษบางประการ เพื่ออำนวยให้การบูรณาการเอา CLMV เข้ามาเป็นสมาชิกของอาเซียนเกิดการลดช่องว่าง ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศสมาชิก และนั่นทำให้เกิดแผนงานข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน หรือ Initiative for ASEAN Integration (IAI) ซึ่งจะมีแผนการทำงานที่ชัดเจนว่าจะมีการให้ความช่วยเหลือ ให้สิทธิพิเศษใดบ้างเป็นคราวๆ คราวละ 5 ปี ซึ่งในระยะหลังก็เริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์กันเพิ่มขึ้นต่อกรณีของเวียดนามว่า ยังมีความจำเป็นที่จะต้องให้แต้มต่ออีกหรือไม่ เนื่องจากพัฒนาการทางเศรษฐกิจของเวียดนามในระยะหลังก็มีการก้าวกระโดดขึ้นอย่างมาก

 

  1. ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการพัฒนากรอบข้อตกลงระเบียงการเดินทางของอาเซียน (ASEAN Declaration on the Development of a Framework ASEAN Travel Corridor Arrangement) ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitations: TFs) ที่จะทำให้การเคลื่อนย้ายคนในภาคธุรกิจที่ต้องเดินทางไปทำงานระหว่างประเทศสมาชิกมีความสะดวกยิ่งขึ้น

 

  1. ปฏิญญากรุงฮานอยว่าด้วยการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับงานสังคมสงเคราะห์เพื่อมุ่งสู่การเป็นประชาคมอาเซียนที่แน่นแฟ้นและตอบสนอง (Ha Noi Declaration on Strengthening Social Work towards Cohesive and Responsive ASEAN Community) หนึ่งในวัตถุประสงค์สำคัญของเสาหลักประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community: ASCC) คือการพัฒนาคน โดยเฉพาะในมิติสวัสดิการสังคม สิทธิ ความรับผิดชอบ และความเป็นธรรมทางสังคม ดังนั้นความร่วมมือในเรื่องการสังคมสงเคราะห์ระหว่างประเทศสมาชิกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเจ้าภาพเวียดนามในปีนี้ก็สานงานต่อจากที่ประเทศไทยเคยผลักดันไว้ในคราวที่ไทยเป็นประธานอาเซียนในปี 2019 ซึ่งในปีที่แล้วไทยได้จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมอาเซียนด้านสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม (ASEAN Training Centre for Social Work and Social Welfare: ATCSW) ขึ้นไว้แล้วเพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรในด้านสังคมสงเคราะห์

 

  1. เอกสารว่าด้วยอัตลักษณ์อาเซียน (Narrative of ASEAN Identity) อีกหนึ่งมิติของการพัฒนาคนในเสาหลัก ASCC คือการสร้างอัตลักษณ์อาเซียน ดังนั้นเอกสาร Narrative of ASEAN Identitiy จะมีสาระสำคัญในการให้คำจำกัดความของ ‘อัตลักษณ์อาเซียน’ ซึ่งจะทำให้กลไกสำคัญในการสร้าง ASEAN Society ที่จะทำให้คนอาเซียนรู้สึกได้ถึงการมีประโยชน์และการมีตัวตนของประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) โดย Narrative of ASEAN Identity จะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วนคือ 1) ค่านิยมที่สืบทอดกันมา (inherited Values) ได้แก่ ความเป็นเอกภาพ ความเป็นเครือญาติ ความอดทน อดกลั้น ระบบการจัดการองค์กร และเอกภาพบนความหลากหลาย และ 2) คุณค่าที่สร้างขึ้น (Constructed Values) อาทิ เพลงประจำอาเซียน กฎบัตรอาเซียน และวิสัยทัศน์อาเซียน

 

  1. ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการท่องเที่ยวเชิงดิจิทัล (ASEAN Declaration on Digital Tourism) การท่องเที่ยวถือเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งของทุกประเทศสมาชิก และอาเซียนเองก็เป็นหนึ่งในจุดหมายทางการท่องเที่ยวที่สำคัญ และดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แม้จะมีอุปสรรคในช่วงโควิด-19 แต่เชื่อว่าในอนาคตหลังการระบาด การท่องเที่ยวก็จะกลับมาเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป และการอัปเกรดภาคการท่องเที่ยวให้นำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเสริมจะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนอย่างยิ่ง

 

  1. ความตกลง และความร่วมมือในมิติต่างๆ กับประเทศคู่เจรจาของอาเซียน และกับประเทศภาคีในกรอบความร่วมมือต่างๆ
    • แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความร่วมมือหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อาเซียน-จีน เพื่อสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง (ปี 2021-2025) (Plan of Action to Implement the ASEAN-China Strategic Partnership for Peace and Prosperity (2021-2025) อาเซียนมีจุดยืนชัดเจน คือการไม่เข้าไปยุ่ง หรือแทรกแซงเรื่องภายในของประเทศสมาชิก ดังนั้นอาเซียนไม่ต้องการยกระดับให้ความขัดแย้ง โดยเฉพาะในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ ให้กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างอาเซียนกับจีน (แม้ว่าจะมีมหาอำนาจภายนอกพยายามยุยงก็ตาม) ดังนั้นแม้เวียดนาม (เจ้าภาพ) จะมีปัญหากับจีน แต่ในระดับภูมิภาคอาเซียน เรายังคงสามารถแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันกับมหาอำนาจอย่างจีนได้
    • แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการพัฒนาทุนมนุษย์ ณ การประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 8 (Joint Statement on Human Capital Development at the 8th ASEAN-U.S. Summit) แม้จะอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในสหรัฐฯ แต่ประเด็นการเชื่อมโยง People-to-People Connectivity โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาคน ยังคงเป็นผลประโยชน์ร่วมของทั้งอาเซียน และสหรัฐฯ
    • แถลงการณ์ร่วมของการประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 23 ว่าด้วยความร่วมมือต่อเอกสารมุมมองอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก (Joint Statement of the 23rd ASEAN-Japan Summit on Cooperation on ASEAN Outlook on the Indo-Pacific) ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียนในปี 2019 ผลักดันจนสามารถสรุปเอกสารมุมมองอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิกได้สำเร็จ เพื่อกำหนดท่าทีที่ชัดเจนต่อความร่วมมือและความขัดแย้งในระดับภูมิภาค มหาอำนาจขั้วหนึ่งพยายามขยายอิทธิพลของตนเอง ในขณะที่มหาอำนาจอีกขั้วพยายามจะปิดล้อมจำกัดเขต โดยมีมหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาเซียนตั้งอยู่ตรงกลางเป็นสนามปะลองกำลัง ดังนั้นอาเซียนต้องแสวงหาพันธมิตร ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของอาเซียนที่สามารถเกิดขึ้นได้ร่วมกับประเทศคู่เจรจา โดยเฉพาะประเทศที่เป็นนักลงทุนหลักในพื้นที่นี้อย่างญี่ปุ่น
    • แถลงการณ์ร่วมของการประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลียรอบสองปี ครั้งที่ 2 (Joint Statement of the Second ASEAN-Australia Biennial Summit)
    • แถลงการณ์วิสัยทัศน์ร่วมระดับผู้นำอาเซียน-นิวซีแลนด์ในโอกาสครบรอบ 45 ปี ความสัมพันธ์คู่เจรจาอาเซียน-นิวซีแลนด์: สืบทอดความเป็นหุ้นส่วน ก้าวร่วมสู่อนาคต (Joint ASEAN-New Zealand Leader’s Vision Statement on the 45th Anniversary of ASEAN-New Zealand Dialogue Relations: A Legacy of Partnership, A Future Together)
    • แถลงการณ์ผู้นำอาเซียนบวกสามว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือของอาเซียนบวกสามเพื่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการเงินต่อความท้าทายที่เกิดขึ้นใหม่ (ASEAN Plus Three Leader’s Statement on Strengthening ASEAN Plus Three Cooperation for Economic and Financial Resilience in Face of Emerging Challenges)
    • ปฏิญญากรุงฮานอยในโอกาสครบรอบ 15 ปี ของการประชุมสุดยอดอาเซียนตะวันออก (Ha Noi Declaration on the Fifteenth Anniversary of the East Asia Summit)
    • แถลงการณ์ผู้นำการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกว่าด้วยความยั่งยืนทางทะเล (East Asia Summit Leader’s Statement on Marine Sustainability) นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่เป็นการต่อยอดจากการผลักดันของประเทศไทยในเวทีอาเซียนตลอดปี 2019 ที่ไทยเป็นประธานและเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียน โดยเฉพาะจากแนวทางการปฏิบัติของอาเซียนต่อปัญหาขยะและสิ่งปฏิกูลในท้องทะเล (ASEAN Framework of Action on Marine Debris) ซึ่งนำไปสู่การลงนามใน Bangkok Declaration on Combating Marine Debris in ASEAN Region และในรอบนี้ก็เป็นการขยายความร่วมมือต่อในระดับ ASEAN+6
    • แถลงการณ์ผู้นำการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกว่าด้วยความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการเติบโตที่มั่นคงของเศรษฐกิจภูมิภาค (East Asia Summit Leader’s Statement on Cooperation to Promote Steady Growth of Regional Economy)
    • แถลงการณ์ผู้นำการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกว่าด้วยการเสริมสร้างขีดความสามารถร่วมกันในการป้องกันและรับมือกับโรคระบาด (East Asia Summit Leader’s Statement on Strengthening Collective Capacity in Epidemics Prevention and Response)
    • แถลงการณ์ผู้นำการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกว่าด้วยสตรี สันติภาพ และความมั่นคง (Draft East Asia Summit Leader’s Statement on Women Peace and Security)
    • ตราสารขยายจำนวนอัครภาคีในสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Draft Instrument of Extension of the Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia) กับสาธารณรัฐโคลอมเบีย
    • ตราสารขยายจำนวนอัครภาคีในสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Draft Instrument of Extension of the Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia) กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

โดย 2 ตราสารสุดท้ายนี้เป็นการเพิ่มจำนวนสมาชิกให้กับเวทีความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก นั่นคือ (ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ASEAN Regional Forum: ARF) ซึ่งไทยเป็นผู้ริเริ่มในปี 1995 เพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ประเทศคู่เจรจาของอาเซียน (Dialogue Partners) ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย รัสเซีย และสหภาพยุโรป รวมถึงผู้สังเกตการณ์ (Observers) ของอาเซียน ได้แก่ ปาปัวนิวกินี และประเทศอื่น ๆ ที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ มองโกเลีย เกาหลีเหนือ ปากีสถาน ติมอร์-เลสเต บังคลาเทศ และศรีลังกา มีเวทีที่จะปรึกษา หารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล และสร้างความร่วมมือระหว่างกันเพื่อหลีกเลี่ยงภัยความมั่นคงในระดับภูมิภาค

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ข้อตกลง RCEP, กรอบฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19: สรุปผลลัพธ์การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 37 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลงนามแล้ว ความตกลง RCEP ครั้งประวัติศาสตร์ ผู้นำประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน มุ่งยกระดับการค้าการลงทุนอาเซียน https://thestandard.co/rcep-summit-151163/ Sun, 15 Nov 2020 12:39:17 +0000 https://thestandard.co/?p=421170 RCEP

วันนี้ (15 พฤศจิกายน) เวลา 10.30 น. ตึกภักดีบดินทร์ ทำเ […]

The post ลงนามแล้ว ความตกลง RCEP ครั้งประวัติศาสตร์ ผู้นำประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน มุ่งยกระดับการค้าการลงทุนอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
RCEP

วันนี้ (15 พฤศจิกายน) เวลา 10.30 น. ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ร่วมการประชุมสุดยอดความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ครั้งที่ 4 (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) ซึ่งเป็นหนึ่งในการประชุมนอกเหนือจากการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 37 ผ่านระบบประชุมทางไกล

 

ภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น อนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปผลการประชุม ดังนี้ 

 

เหวียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรีเวียดนาม กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการรับฟังรายงานผลความสำเร็จของการเจรจาและร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามความตกลง RCEP ร่วมกับผู้นำและผู้แทนของประเทศสมาชิก RCEP ทั้ง 15 ประเทศ และสมาชิก RCEP ได้แสดงเจตจำนงที่จะลงนามในความตกลง RCEP โดยยินดีที่ได้เห็นถึงความพยายามของประเทศสมาชิกในการเจรจาร่วมกันมาตลอดระยะเวลากว่า 8 ปี ซึ่งความตกลง RCEP ถือเป็นการส่งเสริมการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก และถือเป็นการส่งสัญญาณให้ทั่วโลกได้เห็นถึงความร่วมมือในการฟื้นฟูเศรษฐกิจร่วมกัน

 

พล.อ. ประยุทธ์ ได้กล่าวถ้อยแถลงว่า มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่การประชุมครั้งนี้สามารถสรุปผลการเจรจาร่วมกันได้ และจะได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม RCEP ซึ่งถือเป็นความตกลงการค้าเสรีฉบับประวัติศาสตร์ โดยทราบดีว่าประเทศสมาชิกต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย เนื่องจากความแตกต่างของระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและความอ่อนไหวที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ และล่าสุดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 

 

พล.อ. ประยุทธ์ เน้นย้ำว่า ความตกลง RCEP เป็นความตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีคุณภาพ มาตรฐานสูง และมีนัยสำคัญต่อการยกระดับความสามารถในการแข่งขันและผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ของทุกประเทศ พร้อมเชื่อว่า การรวมตัวกันของประเทศสมาชิกจะเสริมสร้างให้ภูมิภาค RCEP มีสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและดึงดูดการค้าการลงทุนจากทั่วโลก ทำให้ประเทศสมาชิกมีความสามารถและความยืดหยุ่นในการรับมือกับปัญหาความท้าทายทางเศรษฐกิจได้มากขึ้นในอนาคต รวมทั้งจะเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไปสู่การค้าที่เสรีมากขึ้น ส่งผลให้ภูมิภาคและประชาชนของพวกเราได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมและยั่งยืนต่อไป

 

หลังจากนั้น พล.อ. ประยุทธ์ ได้เข้าร่วมพิธีลงนามความตกลง RCEP โดยผู้แทนจาก 15 ประเทศ ในส่วนของไทย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ลงนาม และ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นสักขีพยานในการลงนาม 

 

อนึ่ง ในเวลา 14.00 น. พล.อ. ประยุทธ์ ได้เข้าร่วมพิธีปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 37 โดยในพิธี เหวียน ซวน ฟุก ได้กล่าวถ้อยแถลงและส่งมอบค้อนประธานอาเซียนให้แก่เอกอัครราชทูตบรูไนฯ ประจำเวียดนาม และสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ ทรงกล่าวถ้อยแถลงตอบ

 

ด้านจุรินทร์เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม RCEP ว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการประกาศความสำเร็จของการเจรจาความตกลง RCEP หลังจากความพยายามทุ่มเทเกือบ 8 ปี โดยผู้นำ RCEP ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามความตกลง ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นของสมาชิกที่จะสนับสนุนการค้าและการลงทุนที่เปิดกว้าง ครอบคลุม เป็นไปตามกฎกติกาของโลก เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ให้กับประชาชน และสร้างความแข็งแรงให้กับห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาค 

 

จุรินทร์กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับและสามารถใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ผู้นำ RCEP ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เร่งกระบวนการภายในสำหรับการให้สัตยาบันความตกลง เพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับโดยเร็ว ซึ่งความตกลงจะมีผลใช้บังคับเมื่อสมาชิกอาเซียน 6 ประเทศ และประเทศคู่เจรจา 3 ประเทศ ให้สัตยาบันความตกลง ในขณะเดียวกันสมาชิก RCEP ยังคงเปิดโอกาสให้อินเดียกลับมาเข้าร่วมความตกลงในฐานะที่เป็นสมาชิกดั้งเดิม และมีบทบาทสำคัญในการเจรจา RCEP ตั้งแต่ปี 2555

 

จุรินทร์กล่าวเสริมด้วยว่า ความตกลง RCEP เป็นความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดที่ริเริ่มโดยอาเซียน ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างความเป็นแกนกลางของอาเซียนในเวทีระดับภูมิภาค และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ความร่วมมือของอาเซียนกับหุ้นส่วนของภูมิภาค 

 

ทั้งนี้ ความตกลง RCEP ซึ่งประกอบด้วย 20 บท เป็นความตกลงที่ทันสมัย ครอบคลุม คุณภาพสูง และได้รับผลประโยชน์ร่วมกันจากการเปิดเสรีการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน อีกทั้งมีการเพิ่มความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้นจาก FTA ของอาเซียนกับคู่เจรจาที่มีอยู่ก่อนหน้า เช่น พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทรัพย์สินทางปัญญา การแข่งขันทางการค้า ตลอดจนมีเรื่องใหม่ๆ อาทิ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ซึ่งจะสร้างโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ให้กับธุรกิจในภูมิภาคได้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ความตกลง RCEP เป็น FTA ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก 

 

โดยข้อมูลทางการค้าในปี 2562 ความตกลง RCEP ครอบคลุมตลาดที่มีประชากรรวมกัน 2.2 พันล้านคน หรือเกือบ 30% ของประชากรโลก มี GDP รวมกันกว่า 26.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 817.7 ล้านล้านบาท) หรือประมาณ 30% ของ GDP โลก และมีมูลค่าการค้ารวมกว่า 10.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 326 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็นเกือบ 28% ของมูลค่าการค้าโลก

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post ลงนามแล้ว ความตกลง RCEP ครั้งประวัติศาสตร์ ผู้นำประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน มุ่งยกระดับการค้าการลงทุนอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>