PwC Thailand Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/pwc-thailand/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 28 Jan 2026 09:21:32 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เทรนด์ AI ปี 69: จากกระแสสู่แนวทางพลิกโฉมธุรกิจไทยด้วยกลยุทธ์ที่ใช้งานจริง https://thestandard.co/ai-trends-2026-thai-business/ Wed, 28 Jan 2026 09:21:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1170627 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดปัญญาประดิษฐ์ AI เชื่อมโยงกับข้อมูลและเครือข่ายธุรกิจ

สวัสดีปีใหม่ครับคุณผู้อ่าน ขอให้ปีม้าไฟปีนี้เป็นปีที่คุ […]

The post เทรนด์ AI ปี 69: จากกระแสสู่แนวทางพลิกโฉมธุรกิจไทยด้วยกลยุทธ์ที่ใช้งานจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดปัญญาประดิษฐ์ AI เชื่อมโยงกับข้อมูลและเครือข่ายธุรกิจ

สวัสดีปีใหม่ครับคุณผู้อ่าน ขอให้ปีม้าไฟปีนี้เป็นปีที่คุณผู้อ่านประสบความสำเร็จในทุกสิ่งนะครับ และนอกจากนี้แล้ว ปีพุทธศักราช 2569 จะยังเป็นปีสำคัญของธุรกิจไทยที่กระแสของการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ได้เป็นแค่อนาคตอีกต่อไป แต่เป็นแรงผลักดันที่กำลังเปลี่ยนความก้าวหน้าของหลายๆ องค์กรให้กลายเป็นความจริง ด้วยเหตุนี้ ผู้บริหารองค์กรที่อยากเติบโตอย่างยั่งยืนจึงต้องเลิกนิ่งเฉยและปรับกลยุทธ์ใหม่ให้ชัดเจนและแข็งแกร่งกว่าเดิม ก่อนที่คลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงจะกลืนทุกคนไป ซึ่งวันนี้ผมจะขอนำ ‘รายงาน 2026 AI Business Predictions’ จาก PwC ประเทศสหรัฐอเมริกา มาแบ่งปันเพื่อให้ผู้บริหารสามารถนำข้อมูลการคาดการณ์ที่น่าสนใจไปคิดต่อยอดธุรกิจของท่านได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

 

1. ใช้ AI อย่างมีวินัย: จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

 

ในอดีตเราจะพบว่า หลายบริษัทมีการใช้ AI แบบกระจายและเปิดกว้างที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม และนำเสนอโครงการต่างๆ แล้วค่อยนำมารวมเป็นกลยุทธ์ใหญ่ แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ โครงการเหล่านี้มักไม่ตรงกับเป้าหมายหลักขององค์กร อีกทั้งขาดความแม่นยำในการดำเนินงาน และแทบไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในเชิงธุรกิจ ซึ่งถึงแม้การระดมความคิดจากทุกฝ่ายจะทำให้ดูเหมือนมีการนำ AI มาใช้มากขึ้น แต่ในความเป็นจริง กลับไม่ค่อยเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อธุรกิจ

 

รายงานของ PwC คาดว่า ในปีนี้หลายองค์กรจะเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ AI ที่ขับเคลื่อนจากบนลงล่าง คือผู้บริหารระดับสูงจะเป็นผู้กำหนดจุดยุทธศาสตร์ที่ควรลงทุน และเลือกกระบวนการหรือธุรกิจหลักที่คาดว่า AI จะสร้างประโยชน์สูงสุด จากนั้นระดมทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร เทคโนโลยี หรือการบริหารเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยส่วนใหญ่ โครงการ AI ลักษณะนี้จะมีศูนย์กลางที่เรียกว่า ‘AI studio’ ซึ่งเปรียบเสมือนทีมงานส่วนกลางที่รวบรวมเครื่องมือ เทคโนโลยี กรอบประเมินโครงการ พื้นที่ทดลอง และผู้เชี่ยวชาญไว้ด้วยกัน เพื่อเชื่อมโยงเป้าหมายธุรกิจกับศักยภาพของ AI และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนสูงได้ง่ายขึ้น

 

สำหรับอนาคต ‘Agentic AI’ ก็จะมีบทบาทมากขึ้น โดย AI agent ทั้งในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลและการทำงานอัตโนมัติในกระบวนการที่ซับซ้อน เช่น การคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า การปรับแต่งบริการ การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมทั้งงานสำคัญๆ ในแผนกการเงิน ทรัพยากรบุคคล ไอที ภาษี และการตรวจสอบภายใน เป็นต้น

 

2. หลักฐานและผลลัพธ์ที่จับต้องได้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ Agentic AI

 

ในปัจจุบัน องค์กรต่างๆ เริ่มให้ความสำคัญกับการใช้ AI ที่สร้างผลลัพธ์วัดได้จริงแทนการทดลองแบบไร้ทิศทาง ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปจะพบว่า หลายองค์กรยังไม่ได้ใช้ AI agent ในรูปแบบที่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และหากขอให้แสดงการทำงานของเอเจนต์เหล่านั้น ก็อาจไม่มีตัวอย่างที่ชัดเจนหรือหลักฐานที่เป็นรูปธรรมให้ดู

 

รายงานของ PwC ฉบับนี้คาดว่าภาพรวมนี้จะเปลี่ยนไปในปีนี้ เพราะทุกองค์กรเริ่มเข้าใจแล้วว่า AI ที่นำไปใช้จริงควรมีหลักฐานและมาตรฐานรองรับ เช่น การเปรียบเทียบกับ benchmark ที่ชัดเจน รวมถึงมีการควบคุม ทดสอบ และสาธิตก่อนใช้งานจริง พร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงระบบให้ดียิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ การนำ Agentic AI ไปใช้ควรเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานที่มีขั้นตอน ร่วมกับการตรวจสอบและควบคุมโดยมนุษย์ และทีมงานที่ผ่านการฝึกอบรม รวมถึงติดตามผลการใช้งานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งแม้เทคโนโลยีนี้จะยังไม่สมบูรณ์ แต่ถ้านำไปใช้ถูกวิธี Agentic AI จะสร้างคุณค่าใหม่ให้ธุรกิจไทยได้อย่างแท้จริง

 

3. กระแสการเกิดขึ้นของ ‘AI generalist’ แรงงานรูปแบบใหม่เริ่มปรากฏ

 

AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างแรงงานจากที่เคยเน้นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มาเป็นคนที่มีทักษะความรู้รอบด้านหลากหลายด้านและสามารถจัดการ AI agent ได้ (AI generalist) ตัวอย่างเช่น งานไอที อาจไม่จำเป็นต้องมีโปรแกรมเมอร์ที่เชี่ยวชาญแต่ละภาษาอีกต่อไป เพราะเอเจนต์สามารถทำงานแทนได้ หรือฝ่ายการเงิน เอเจนต์ก็สามารถช่วยจัดการงานเอกสารและตรวจสอบข้อมูล ทำให้พนักงานที่เป็นมนุษย์สามารถใช้เวลาทำงานไปมุ่งเน้นงานที่การวางแผนและการเจรจาต่อรองกับคู่ค้าเรื่องเงื่อนไขการชำระเงินแทน เป็นต้น

 

สำหรับงานที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง หลายตำแหน่งสามารถให้พนักงานระดับเริ่มต้นที่มีความเข้าใจด้าน AI มาดูแลได้ แต่เมื่อ AI agent เข้ามาทำงานระดับกลางมากขึ้น ความแตกต่างของผลงานจะขึ้นอยู่กับมืออาชีพระดับสูงที่เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม ดังนั้น เมื่อมีบุคลากรที่มีความสามารถกระจุกอยู่ทั้งระดับเริ่มต้นและระดับสูง ส่วนระดับกลางมีน้อยลง โครงสร้างของแรงงานในสายงานความรู้จะมีลักษณะคล้ายนาฬิกาทราย แต่ถ้าเป็นงานภาคสนามที่ต้องใช้แรงงานจริง AI agent สามารถเข้ามาแทนที่พนักงานระดับเริ่มต้น และต้องการคนระดับกลางมากขึ้นมาควบคุมและจัดการเอเจนต์เหล่านี้ ทำให้โครงสร้างแรงงานเปลี่ยนเป็นทรงเพชรแทน

 

4. ขับเคลื่อนแนวทางการประยุกต์ใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ

 

ในปัจจุบันผู้บริหารเข้าใจดีถึงคุณค่าของแนวทางการประยุกต์ใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ (responsible AI: RAI) ในการเพิ่มผลตอบแทน ประสิทธิภาพ และนวัตกรรม แต่เกือบครึ่งยังนำไปใช้จริงได้ยาก ซึ่งในปีนี้ องค์กรมีแนวโน้มที่จะแก้ไขปัญหานี้ ด้วยการนำระบบ RAI ที่เป็นมาตรฐานและเครื่องมือใหม่ๆ มาใช้ เช่น ระบบตรวจสอบอัตโนมัติ การตรวจจับ deepfake และการจัดการสินค้าคงคลังด้วย AI เป็นต้น

 

อย่างไรก็ดี การสร้างระบบ RAI ให้ได้ผลดีและคุ้มค่านั้นต้องอาศัยการพัฒนาทักษะของบุคลากร มีการจัดระดับความเสี่ยง (risk tiering) พร้อมทั้งปรับปรุงเครื่องมือและเอกสารต่างๆ ให้ชัดเจน ซึ่งเมื่อระบบ RAI ถูกนำมาใช้อย่างถูกต้อง องค์กรก็จะได้รับประโยชน์ทั้งด้านประสิทธิภาพ นวัตกรรม และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

 

5. จัดการ AI เพื่อผลลัพธ์ที่จับต้องได้

 

AI agent ช่วยให้ทุกคนสร้างไอเดียใหม่และทดลองใช้งานได้ แม้ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะเทคนิค แต่การนำไปใช้จริงในองค์กรยังคงต้องพึ่งทีมเทคโนโลยีเพื่อปรับการใช้งานให้เหมาะสมและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ รายงานชี้ว่าหัวใจสำคัญคือ ‘ชั้นการจัดการ’ (orchestration layer) ที่เปรียบเหมือนศูนย์ควบคุมกลางที่ช่วยตรวจสอบ ปรับปรุง และเชื่อมโยงไอเดียกับกลยุทธ์หลักขององค์กร พร้อมลดความเสี่ยงและรักษาความสอดคล้องกับเป้าหมาย

 

นอกจากนี้ ชั้นการจัดการที่ดีควรใช้งานง่าย มีีแดชบอร์ดและเครื่องมือ drag & drop ให้สร้างเวิร์กโฟลว์ใหม่ได้ง่าย และรองรับข้อมูลเรียลไทม์ โดยต้องมีระบบความปลอดภัยและควบคุมแบบรวมศูนย์ เพื่อให้บริหาร AI ได้ทั่วทั้งองค์กร

 

6. ผลตอบแทนธุรกิจผลักดันให้ AI ช่วยสร้างความยั่งยืนในองค์กร

 

รายงานของ PwC ระบุว่า แม้ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่า AI จะเป็นประโยชน์หรือภาระต่อความยั่งยืนในปีนี้ แต่แนวโน้มที่เด่นชัดคือ AI จะช่วยองค์กรประหยัดต้นทุนและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หากใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การอนุมัติการใช้โทเคน (token) เมื่อจำเป็น และการจัดเวลาใช้พลังงาน ทั้งนี้ AI ยังช่วยเพิ่มรายได้ โดยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อขยายตลาดสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ติดตามห่วงโซ่อุปทาน ลดค่าใช้จ่าย และสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เป็นต้น

 

ท้ายที่สุด การนำ AI มาประยุกต์ใช้อย่างมีวิสัยทัศน์และมีความรับผิดชอบ จะช่วยให้ธุรกิจไทยพร้อมรับมือและเติบโตอย่างมั่นคงในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ขอให้ทุกองค์กรก้าวสู่อนาคตด้วยความมั่นใจและประสบความสำเร็จครับ

 

ภาพ: Andriy Onufriyenko/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post เทรนด์ AI ปี 69: จากกระแสสู่แนวทางพลิกโฉมธุรกิจไทยด้วยกลยุทธ์ที่ใช้งานจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะ 5 ประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนวาระการเปลี่ยนแปลงของผู้นำองค์กรอย่างยั่งยืน https://thestandard.co/sustainable-leadership-transformation/ Fri, 25 Apr 2025 05:24:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1068093 sustainable-leadership-transformation

ภูมิทัศน์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบั […]

The post เจาะ 5 ประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนวาระการเปลี่ยนแปลงของผู้นำองค์กรอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
sustainable-leadership-transformation

ภูมิทัศน์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบันทำให้ผู้นำทั่วโลกต้องเผชิญกับความท้าทายในการขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพ การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ หรือแม้กระทั่ง การยกระดับทักษะของพนักงาน ซึ่งหากพวกเขานิ่งเฉย หรือล้มเหลวที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จำเป็นเหล่านี้ แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ ต้นทุนที่ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และส่วนแบ่งการตลาด 

เมื่อเร็วๆ นี้ 

 

บทความของ PwC ภายใต้ชื่อ ‘What’s important to the transformation leader in 2025’ ได้นำเสนอห้าประเด็นที่จะช่วยให้ผู้นำองค์กรสามารถจัดลำดับความสำคัญของบุคลากร กระบวนการ และโครงสร้างพื้นฐานให้ทำงานอย่างสอดประสานกัน นำไปสู่การขับเคลื่อนวาระการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างคล่องตัวและยั่งยืนมากขึ้น ดังต่อไปนี้


 

  1. กลยุทธ์และการเติบโต: ขับเคลื่อนความคล่องตัวเพื่อเพิ่มผลผลิต

 

แม้ว่าบ่อยครั้งที่ความผันผวนของสภาพแวดล้อมจะนำไปสู่การมุ่งเน้นผลลัพธ์ระยะสั้น แต่อย่าลืมว่าผู้นำองค์กรมีบทบาทสำคัญในการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งนั่นก็คือผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ดังนั้น การยอมรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ผู้บริหารมีความคล่องตัว และสามารถจัดการกับปัญหาที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ความสำคัญมากที่สุด ทั้งนี้ ผู้บริหารควรต้องระบุวัตถุประสงค์และตำแหน่งของธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่า รวมถึงกำหนดความท้าทายที่บริษัทต้องการแก้ไขและสร้างคุณค่าที่ชัดเจน อีกทั้งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (generative artificial intelligence: GenAI) มาใช้ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ลูกค้าต้องการ และทำงานร่วมกับผู้บริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคลเพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงให้กับทั้งผู้นำและพนักงาน นอกจากนี้ การใช้บริการด้านการจัดการธุรกิจ (managed services) ก็อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับองค์กร


 

  1. เทคโนโลยี: ปฏิรูปรูปแบบธุรกิจผ่านนวัตกรรมดิจิทัล

 

การปฏิรูปรูปแบบธุรกิจ มักหมายถึงการลงทุนทางเทคโนโลยีและการเพิ่มทักษะดิจิทัลให้กับพนักงาน แต่การทำงานร่วมกันของฝ่ายต่างๆ เช่น การพัฒนากลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบคลาวด์ร่วมกับผู้บริหารฝ่ายข้อมูล หรือการสำรวจเครดิตด้านการวิจัยและพัฒนาร่วมกับผู้บริหารฝ่ายภาษีเพื่อแสวงหาโอกาสในการจัดหาเงินทุนสำหรับการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่สำคัญ และการทำงานร่วมกับผู้บริหารฝ่ายความเสี่ยงเพื่อระบุความเสี่ยงใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เป็นต้น จะช่วยให้ส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมโยงของการทำงานร่วมกันภายในองค์กร อีกทั้งยังช่วยให้ผู้บริหารสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที


 

  1. ประสบการณ์ของลูกค้า: ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าและพนักงาน

 

การเชื่อมโยงประสบการณ์ของลูกค้าและพนักงาน สามารถเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรสามารถสร้างประสบการณ์ที่โดดเด่นและสร้างความแตกต่างในตลาด อีกทั้งช่วยเสริมสร้างความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว อย่างไรก็ดี ผู้บริหารจะต้องทำงานร่วมกับผู้บริหารฝ่ายการตลาด และฝ่ายทรัพยากรบุคคล เพื่อพัฒนารูปแบบการทำงานที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางโดยเริ่มตั้งแต่กลยุทธ์และวัตถุประสงค์ขององค์กร และอย่าลืมว่าประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำให้พวกเขามีความสุขเพียงอย่างเดียวแต่ต้องเข้าใจความรู้สึกของพนักงานและจุดที่พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า และเสริมสร้างให้พนักงานใช้วิธีการที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลในการปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง


 

  1. กลยุทธ์และความพร้อมในการทำดีล: แสวงหาโอกาสในการควบรวมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

 

การเพิ่มประสิทธิภาพพอร์ตโฟลิโอเชิงรุก ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่รวดเร็วยิ่งขึ้น และยังช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับรูปแบบการดำเนินงาน การลงทุนของธุรกิจ และกระบวนการจัดทำมาตรฐาน ทั้งนี้ จากการศึกษาของ PwC พบว่า การสร้างสมดุลระหว่างความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืนกับการเติบโตในระยะยาวควรพิจารณาถึงการควบรวมกิจการ (mergers and acquisitions) การขายกิจการ โครงสร้างองค์กร และกระบวนการดำเนินงาน ซึ่งการปรับปรุงพอร์ตโฟลิโอเชิงรุกนั้นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมบริหารหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็น CEO ผู้บริหารฝ่ายการเงิน ทีม M&A และทีมพัฒนาธุรกิจ เป็นต้น


 

  1. ความยั่งยืน: เปลี่ยนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศให้เป็นการลงมือปฏิบัติ

 

ในยุคที่ลูกค้าและพนักงานให้ความสนใจต่อแบรนด์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การพิจารณาการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศไม่ใช่แค่สิ่งจำเป็นทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวที่สร้างความแตกต่างที่สำคัญให้กับธุรกิจ ด้วยเหตุนี้ ผู้บริหารจึงควรมองหาโอกาสในการฝังกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนไว้ในกระบวนการ วัฒนธรรม และการดำเนินงานประจำวัน และมีส่วนร่วมในการอภิปรายเกี่ยวกับมูลค่าทางธุรกิจในระยะยาวที่ความยั่งยืนส่งมอบให้ ทั้งนี้ ควรเริ่มต้นด้วยวิธีที่ผู้นำและแผนกต่างๆ ในองค์กรได้คิดและดำเนินการเกี่ยวกับความคิดริเริ่มด้านสภาพภูมิอากาศ และพิจารณาว่าองค์กรจะสามารถร่วมมือกันสร้างมาตรฐานและกรอบการทำงานในทีมต่างๆ หรือทำงานร่วมกับฟังก์ชันอื่นๆ เพื่อสร้างการวัดและการติดตามบนคลาวด์ รวมถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดในการรายงานของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้อย่างไร
                                                                                                                                         

 

ภาพ: mathisworks / Getty Images                                                                                                                                           

อ้างอิง: 

  • What’s important to the transformation leader in 2025, PwC

The post เจาะ 5 ประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนวาระการเปลี่ยนแปลงของผู้นำองค์กรอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
4 เช็กลิสต์ตรวจสอบความยั่งยืนที่ต้องมีสำหรับซีอีโอ https://thestandard.co/ceo-sustainability-checklist-2024/ Thu, 12 Dec 2024 07:50:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1018893

การเปลี่ยนแปลงทั่วโลกสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนไม่เพียงเป็นส […]

The post 4 เช็กลิสต์ตรวจสอบความยั่งยืนที่ต้องมีสำหรับซีอีโอ appeared first on THE STANDARD.

]]>

การเปลี่ยนแปลงทั่วโลกสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนไม่เพียงเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ยังเปิดโอกาสสำคัญมากมายให้กับการลงทุน การสร้างนวัตกรรม และการเติบโต โดยข้อมูลจากรายงานผลสำรวจซีอีโอทั่วโลกครั้งล่าสุดของ PwC พบว่า 58% ของซีอีโอเสร็จสิ้นหรือเริ่มดำเนินการโครงการเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือเทคโนโลยี ที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และตอบสนองความต้องการของตลาดที่ให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้มากขึ้น

 

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ล่าสุดของ PwC แสดงให้เห็นว่า การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศมีผลในเชิงบวกต่ออัตรากำไรขั้นต้น เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศอื่นๆ ทั้งในระดับบุคคลและเมื่อวิเคราะห์ในภาพรวม

 

การวิเคราะห์ล่าสุดของ PwC

 

นอกจากนี้ นักลงทุนยังเริ่มตระหนักถึงคุณค่าของการดำเนินการด้านความยั่งยืน โดยจากรายงานผลสำรวจ Global Investor Survey 2023 ของ PwC พบว่า 69% ของนักลงทุนเต็มใจที่จะเพิ่มการลงทุนในบริษัทที่มีการจัดการด้านความยั่งยืนที่มีผลการดำเนินงานที่ดี อย่างไรก็ตาม ความต้องการที่ซับซ้อนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและกฎระเบียบใหม่ที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ เช่น มาตรฐานการรายงานความยั่งยืนขององค์กรของสหภาพยุโรป (Corporate Sustainability Reporting Directive: CSRD) ยังคงเป็นความท้าทายที่ทำให้ซีอีโอต้องมีความพร้อมในการจัดการ โดยผมจะขอนำบทความ The CEO’s sustainability checklist ของ PwC ที่พูดถึงการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้เป็นไปในทิศทางที่ยั่งยืน เริ่มต้นด้วยการดำเนินการสำคัญ 4 ประการ มาแลกเปลี่ยนกับผู้บริหารและคุณผู้อ่านที่สนใจ ดังต่อไปนี้

 

  1. ประเมินความต้องการด้านพลังงาน

 

เริ่มต้นด้วยการตรวจสอบการใช้ทรัพยากรและพลังงานขององค์กรอย่างละเอียด โดยพิจารณาใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การจัดหาแหล่งพลังงานที่เชื่อถือได้ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และการลดค่าใช้จ่าย จากนั้นใช้ 4 แนวทางด้านล่างในการพิจารณาปรับเปลี่ยนการจัดการด้านพลังงาน ซึ่งประกอบไปด้วย

  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • ติดตั้งแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์
  • ขยายผลไปสู่การซื้อขายพลังงานหรือบริการด้านพลังงาน
  • ปรับเปลี่ยนยานพาหนะต่างๆ ภายในองค์กร เช่น รถยกของให้เป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน

 

  1. ตรวจสอบการพึ่งพาที่ซ่อนอยู่และความเสี่ยงแฝงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

แม้ว่าบริษัทส่วนใหญ่จะกำลังพัฒนาสินค้า บริการ หรือเทคโนโลยี ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีเพียงส่วนน้อยที่เริ่มต้นหรือมีแผนรวมความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับการวางแผนทางการเงิน รวมถึงมีแผนป้องกันภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลต่อทรัพย์สินทางกายภาพและพนักงาน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีบริษัทจำนวนน้อยมากที่ลงทุนในโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถือเป็นจุดบอดที่สำคัญมาก โดยการศึกษาของ PwC พบว่า 55% ของ GDP โลก (หรือราว 58 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) นั้นพึ่งพาระบบนิเวศทางธรรมชาติ เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำ, ป่าไม้, มหาสมุทร และชั้นหินอุ้มน้ำ ในระดับปานกลางหรือสูง ซึ่งนั่นหมายความว่า การหยุดชะงักในระบบนิเวศอาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อธุรกิจที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้

 

นอกจากนี้ ภัยคุกคามด้านสภาพภูมิอากาศต่อสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น พืชอาหาร โลหะสำคัญ และแร่ธาตุที่จำเป็น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กำลังเพิ่มอัตราการเกิดความเครียดจากความร้อนและภัยแล้งในฟาร์มและเหมืองทั่วโลก ก็ถือเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่อาจซ่อนเร้น ซึ่งหากผู้บริหารขาดการมีมุมมองที่ครอบคลุมและข้อมูลที่ดีเกี่ยวกับกิจกรรมด้านความยั่งยืนของบริษัท ก็จะทำให้ไม่สามารถระบุความเสี่ยงที่เกิดจากธรรมชาติในห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนได้

 

  1. ค้นหาโอกาสในการสร้างนวัตกรรม

 

เราคงต้องยอมรับว่ายังมีซีอีโอบางรายที่เชื่อว่าการดำเนินการเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสังคมของบริษัทนั้นต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายสูง แต่จากการศึกษาของ PwC แสดงให้เห็นว่า การดำเนินการทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสามารถมีผลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานทางการเงินได้ ด้วยเหตุนี้ซีอีโอควรต้องแสวงหาโอกาสในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยความยั่งยืน ในยุคที่เศรษฐกิจจะยิ่งเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตที่มีคาร์บอนต่ำมากขึ้น

 

  1. บูรณาการโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล

 

การขาดความพร้อมใช้งานและคุณภาพของข้อมูลถือเป็นอุปสรรคสำคัญของซีอีโอในการจัดทำรายงานความยั่งยืน โดยข้อมูลจาก Global Investor Survey 2023 ของ PwC พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมากถึง 94% กล่าวว่า ตนไม่ได้รับข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมของบริษัท ซึ่งการขาดข้อมูลที่ละเอียด ตรวจสอบได้ หรือไม่ได้ถูกรวบรวมอย่างเป็นระเบียบตามห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท จะทำให้การคำนวณการปล่อยมลพิษ การใช้พลังงาน การลดทรัพยากร และผลกระทบอื่นๆ เกิดความคลาดเคลื่อน และยังเป็นเหตุผลที่บริษัทไม่สามารถบรรลุการลดก๊าซคาร์บอนได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากนี้ ผู้บริหารควรต้องมีแผนเพื่อบูรณาการระบบ กระบวนการตรวจสอบ และโครงสร้างทีมใหม่ โดยบางบริษัทอาจเพิ่มศักยภาพของระบบที่กำลังใช้งานสำหรับข้อมูลทางการเงิน ขณะที่บริษัทอื่นๆ ควรพิจารณาการสร้างคลังข้อมูลกลาง (Data Lake) ซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงกิจกรรมการจัดหาข้อมูล การจัดการ และการรายงานเข้าด้วยกัน

 

คุณผู้อ่านจะเห็นว่า กรอบความคิด (Mindset) ของการเปลี่ยนไปสู่รูปแบบธุรกิจที่ยั่งยืนนั้น ควรเริ่มต้นไม่ใช่ด้วย ‘ภารกิจที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด’ แต่ด้วย ‘การดำเนินการที่เป็นรูปธรรม’ 4 ประการอย่างที่กล่าวไปข้างต้น โดยถึงแม้ว่าซีอีโอจะต้องเผชิญกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและกฎระเบียบใหม่ๆ ที่เข้มข้นขึ้น ผมก็หวังว่าเช็กลิสต์นี้จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถใช้ประโยชน์ กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทั่วทั้งธุรกิจ รวมถึงสร้างความมั่นใจถึงความยั่งยืนของบริษัทในอนาคตและของโลกได้มากขึ้น

 

ภาพ: meeboonstudio / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post 4 เช็กลิสต์ตรวจสอบความยั่งยืนที่ต้องมีสำหรับซีอีโอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วิจัยเผย แรงงานไทย 64% จะทำงานได้ดีขึ้นถ้าได้ค่าตอบแทนเพิ่ม | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-06102024/ Sun, 06 Oct 2024 02:00:12 +0000 https://thestandard.co/?p=991716

PwC ประเทศไทย สำรวจพบ แรงงานไทย 64% บอกว่าจะทำงานได้ดีข […]

The post ชมคลิป: วิจัยเผย แรงงานไทย 64% จะทำงานได้ดีขึ้นถ้าได้ค่าตอบแทนเพิ่ม | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

PwC ประเทศไทย สำรวจพบ แรงงานไทย 64% บอกว่าจะทำงานได้ดีขึ้นถ้าได้ค่าตอบแทนเพิ่ม นอกจากนี้ผลวิจัยยังเผยอีกว่า แรงงานพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง แต่กังวลว่า ‘เร็วเกินไป’

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: วิจัยเผย แรงงานไทย 64% จะทำงานได้ดีขึ้นถ้าได้ค่าตอบแทนเพิ่ม | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขึ้นเงินเดือนสิ! แรงงานไทย 64% บอกจะทำงานได้ดีขึ้นถ้าได้ค่าตอบแทนเพิ่ม ผลวิจัยเผย แรงงานพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงแต่กังวล ‘เร็วเกินไป’ https://thestandard.co/thai-workers-pay-performance/ Fri, 27 Sep 2024 11:07:28 +0000 https://thestandard.co/?p=988938

ท่ามกลางภูมิทัศน์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กา […]

The post ขึ้นเงินเดือนสิ! แรงงานไทย 64% บอกจะทำงานได้ดีขึ้นถ้าได้ค่าตอบแทนเพิ่ม ผลวิจัยเผย แรงงานพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงแต่กังวล ‘เร็วเกินไป’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ท่ามกลางภูมิทัศน์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ไม่เพียงเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ยังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย ทั้งนี้ ซีอีโอในประเทศไทยต่างพยายามเร่งดำเนินการพลิกโฉมองค์กรของตน เพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว ในขณะเดียวกันกำลังแรงงานไทยก็แสดงความรู้สึกทั้งตื่นเต้นและกังวลกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

 

เป็นที่มาที่ทำให้ PwC ประเทศไทย สำรวจความหวังและความกังวลของกำลังแรงงานในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ประจำปี 2567 โดยมีการแยกรายงานที่เจาะเฉพาะประเทศไทยผ่านการรวบรวมความคิดเห็นของแรงงานไทยจำนวน 1,000 คน และให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประสบการณ์ รวมทั้งทัศนคติของแรงงานไทยดังกล่าวในสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

แรงงานไทยมากถึง 90% รู้สึกพร้อมที่จะปรับตัวเข้ากับวิธีการทำงานใหม่ๆ และเติบโตในหน้าที่การงานของตน (เทียบกับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่ 75%) ในขณะที่มากกว่าครึ่ง (62%) เชื่อว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นพร้อมกันมากเกินไป (เทียบกับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่ 59%)

 

แม้ว่าแรงงานไทยพร้อมยอมรับการเปลี่ยนแปลง แต่พวกเขาก็รู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้พวกเขามีความกังวลเพิ่มขึ้น โดย 79% เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในสถานที่ทำงานในปีที่ผ่านมามากกว่าช่วง 12 เดือนก่อนหน้า (เทียบกับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่ 68%)

 

สำหรับแรงงานไทยนั้น ปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อความพึงพอใจในงานคือ การได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม การได้ทำงานที่มีคุณค่าและมีความหมาย รวมถึงการทำงานในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกัน นอกจากนี้แรงงานไทยยังให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น (73%) และงานที่ท้าทาย (62%)

 

แรงงานไทย 64% กล่าวว่า การได้รับค่าตอบแทนที่ดีขึ้นจะช่วยให้พวกเขาทำงานได้ดีขึ้น (เทียบกับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่ 57%) ตามมาด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือที่ดีขึ้น (58%) โอกาสในการก้าวหน้า (58%) และสุดท้ายคือความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว (56%)

 

อย่างไรก็ตาม รายงานของ PwC ประเทศไทย ระบุว่า แรงงานไทยต้องเร่งพัฒนาทักษะ โดย 56% เห็นด้วยว่าโอกาสในการเรียนรู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจอยู่หรือ ลาออกจากงาน (เทียบกับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่ 48%)

 

ขณะที่ 48% ยอมรับว่างานของตนจะต้องเปลี่ยนแปลงทักษะภายใน 5 ปีข้างหน้า (เทียบกับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่ 44%) ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่แรงงานไทยจะต้องพัฒนาทักษะเชิงรุก

 

ภาพ: Stella_E / Shutterstock

The post ขึ้นเงินเดือนสิ! แรงงานไทย 64% บอกจะทำงานได้ดีขึ้นถ้าได้ค่าตอบแทนเพิ่ม ผลวิจัยเผย แรงงานพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงแต่กังวล ‘เร็วเกินไป’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
PwC เผย กลุ่มธุรกิจที่เปิดรับการใช้งาน AI มากขึ้น ช่วยผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า https://thestandard.co/pwc-ai-adoption-productivity-boost/ Fri, 28 Jun 2024 07:25:56 +0000 https://thestandard.co/?p=951245

PwC ประเทศไทย ระบุว่า กลุ่มธุรกิจที่เปิดรับการใช้งาน AI […]

The post PwC เผย กลุ่มธุรกิจที่เปิดรับการใช้งาน AI มากขึ้น ช่วยผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>

PwC ประเทศไทย ระบุว่า กลุ่มธุรกิจที่เปิดรับการใช้งาน AI ปัจจุบันมีการเติบโตของผลิตภาพแรงงานสูงเกือบ 5 เท่า เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ใช้ AI ซึ่งมีผลิตภาพแรงงานที่ต่ำกว่า ตามรายงาน Global AI Jobs Barometer ประจำปี 2567 ของ PwC

 

ทั้งนี้รายงานซึ่งได้วิเคราะห์โฆษณารับสมัครงานมากกว่า 500 ล้านรายการจาก 15 ประเทศ แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยี AI อาจทำให้หลายประเทศหลุดพ้นจากการเติบโตของผลผลิตที่ต่ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ ค่าจ้างที่สูงขึ้น และมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้น

 

รายงานของ PwC ยังระบุด้วยว่า ทุกประกาศรับสมัครงานที่ต้องใช้ทักษะผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ในปี 2555 ขณะนี้มีประกาศรับสมัครงาน 7 ตำแหน่ง ขณะที่การเติบโตของงานที่ต้องใช้ทักษะ AI ได้แซงหน้างานทั้งหมดตั้งแต่ปี 2559 โดยตำแหน่งงานที่ต้องการทักษะ AI เพิ่มขึ้นเร็วกว่างานทั้งหมดถึง 3.5 เท่า

 

นอกจากนี้ รายงานยังเน้นย้ำถึงโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับกำลังแรงงาน โดยงานที่ต้องใช้ทักษะ AI มีส่วนต่างค่าจ้างสูงถึง 25% ในบางตลาด

 

ทักษะที่นายจ้างต้องการกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นในอาชีพที่เปิดรับ AI มากขึ้น โดยทักษะเก่าหายไป และทักษะใหม่ๆ ปรากฏในโฆษณางานในอัตราที่สูงกว่าอาชีพที่เปิดรับ AI น้อยกว่าถึง 25% แรงงานจึงจำเป็นต้องสาธิตหรือเรียนรู้ทักษะใหม่ เพื่อรักษาความสำคัญในสายอาชีพของตนเอง

 

ในขณะที่คำถามเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อความมั่นคงของงานไปจนถึงความอยู่รอดทางธุรกิจในระยะยาวนั้นยังคงมีอยู่มากมาย ผลจากรายงานฉบับนี้เน้นย้ำถึงข่าวดี แม้แต่พนักงานในกลุ่มธุรกิจที่มีการเปิดรับ AI มากที่สุด

 

นอกจากนี้ ผลจากรายงานยังสะท้อนถึงข่าวดีสำหรับแรงงานและเศรษฐกิจโลก ซึ่งแรงงานที่สามารถทำงานร่วมกับ AI จะมีประสิทธิผลและคุณค่ามากยิ่งขึ้น รวมถึงสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเจริญก้าวหน้าทั้งสำหรับบุคลากรและประเทศ เช่นเดียวกับการปฏิวัติทางเทคโนโลยีในอดีตจากไฟฟ้าสู่คอมพิวเตอร์ โดย AI กำลังพลิกโฉมวิธีทำงานของแรงงานให้สามารถปรับตัวเพื่อรับโอกาสใหม่ๆ

 

ด้าน แครอล สตับบิงส์ หัวหน้า Global Markets และสายงานภาษีและกฎหมาย PwC สหราชอาณาจักร กล่าวว่า AI กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานทั่วโลก และนำข่าวดีมาสู่เศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญกับความท้าทายและความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว สำหรับหลายๆ ประเทศที่ประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานและการเติบโตของผลิตภาพต่ำ

 

ข้อมูลจากรายงานนี้เน้นย้ำถึงการมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับ AI ด้วยเทคโนโลยีที่แสดงถึงโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างงาน และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่โดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า พนักงานจะต้องสร้างทักษะใหม่ๆ และองค์กรต่างๆ จะต้องลงทุนในกลยุทธ์ AI และบุคลากร หากต้องการเร่งการพัฒนา และให้แน่ใจว่าพวกเขาจะเหมาะสมกับยุค AI

 

ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า ในภาคส่วนที่เปิดรับการใช้งาน AI มากขึ้น

 

รายงานฉบับนี้ยังแสดงให้เห็นภาพเชิงบวกของผลกระทบจาก AI ที่มีต่อตลาดแรงงานและประสิทธิภาพการทำงาน โดยกลุ่มธุรกิจที่เปิดรับการใช้งาน AI มากที่สุด ได้แก่ บริการทางการเงิน เทคโนโลยีสารสนเทศ และบริการระดับมืออาชีพ ซึ่งปัจจุบันมีการเติบโตของผลิตภาพแรงงานสูงกว่ากลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่เปิดรับการใช้ AI น้อยกว่าเกือบ 5 เท่า

 

งานที่ต้องใช้ทักษะ AI ได้รับส่วนต่างค่าจ้างสูง

 

ในตลาดแรงงานหลักทั้ง 5 ประเทศ ซึ่งมีข้อมูลค่าจ้าง (ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย และสิงคโปร์) รายงานพบว่า งานที่ต้องใช้ทักษะผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จะได้รับส่วนต่างค่าจ้างสูง (หรือสูงถึง 25% โดยเฉลี่ยในสหรัฐฯ) สะท้อนถึงคุณค่าของทักษะเหล่านี้ที่มีต่อบริษัทในอุตสาหกรรมต่างๆ (เช่น ในสหรัฐฯ) ซึ่งอาจมีตั้งแต่อาชีพนักบัญชี (18%) นักวิเคราะห์ทางการเงิน (33%) ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด (43%) ไปจนถึงนักกฎหมาย (49%) แม้ว่าส่วนต่างค่าจ้างจะแตกต่างกันไปตามตลาด แต่ส่วนใหญ่จะสูงกว่าในทุกตลาดที่วิเคราะห์

 

การเข้าถึงการใช้งาน AI กำลังเร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะในงานด้านความรู้

 

ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความรู้เติบโตรวดเร็วที่สุดในส่วนแบ่งของงานที่ต้องใช้ทักษะด้าน AI ซึ่งรวมถึงบริการทางการเงิน (ส่วนแบ่งงานที่ต้องใช้ทักษะ AI สูงกว่า 2.8 เท่า เทียบกับภาคส่วนอื่นๆ) บริการแบบมืออาชีพ (สูงกว่า 3 เท่า) และข้อมูลและการสื่อสาร (สูงกว่า 5 เท่า)

 

การสร้างและพัฒนาทักษะมีความจำเป็น ตลาดแรงงานไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป


บริษัท แรงงาน และผู้กำหนดนโยบาย ต่างมีความรับผิดชอบในการช่วยให้แรงงานสร้างทักษะเพื่อประสบความสำเร็จในตลาดงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะที่นายจ้างต้องการในอาชีพที่ใช้ AI มากขึ้นกำลังเปลี่ยนแปลงในอัตราที่สูงกว่า 25% เมื่อเทียบกับอาชีพที่ใช้ AI น้อย ขณะที่ซีอีโอ 69% ยังคาดหวังว่า AI จะต้องอาศัยทักษะใหม่ๆ จากพนักงาน โดยตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็น 87% ของซีอีโอที่ได้นำ AI ไปใช้แล้ว ตามการสำรวจซีอีโอทั่วโลกประจำปี 2567 ครั้งที่ 27 ของ PwC

 

ด้าน พีท บราวน์ หัวหน้ากำลังแรงงานระดับโลก PwC สหราชอาณาจักร กล่าวเสริมว่า ธุรกิจและรัฐบาลทั่วโลกจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวกเขาได้ลงทุนอย่างพอเพียงในทักษะที่จำเป็นสำหรับบุคลากรและองค์กรของตน หากต้องการเติบโตในเศรษฐกิจโลกและตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงด้วย AI ในขณะเดียวกันยังมีโอกาสมหาศาลสำหรับผู้คน องค์กร และเศรษฐกิจ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีใหม่และเกิดใหม่ เช่น AI ซึ่งแนวทางการสรรหาบุคลากรที่เน้นทักษะเป็นอันดับแรก รวมถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องในการยกระดับทักษะแรงงาน ถือเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากไม่มีอุตสาหกรรมหรือตลาดใดที่จะรอดพ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของ AI ได้

 

สกอตต์ ลิเกนส์ หัวหน้า AI และนวัตกรรมเทคโนโลยีระดับโลก PwC สหรัฐฯ กล่าวว่า AI ให้มากกว่าประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพ โดยยังนำเสนอวิธีการใหม่ๆ ในการสร้างมูลค่าด้วย ซึ่งในการทำงานกับลูกค้า เราเห็นบริษัทที่ใช้ AI เพื่อเพิ่มคุณค่าที่บุคลากรของพวกเขาสามารถมอบให้ได้ ทั้งนี้เราไม่มีนักพัฒนาซอฟต์แวร์ แพทย์ หรือนักวิทยาศาสตร์ เพียงพอที่จะสร้างโค้ด บริการสุขภาพ และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ทั้งหมดตามที่โลกต้องการ ซึ่งหากเราสามารถปรับปรุงความสามารถในการส่งมอบสิ่งเหล่านั้นได้ ก็จะมีโอกาสที่ไร้ขีดจำกัดสำหรับองค์กรและบุคคลที่ลงทุนในการเรียนรู้และประยุกต์ใช้เทคโนโลยี

 

สำหรับมุมมองของไทยนั้น ดร.ภิรตา ภักดีสัตยพงศ์ หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา PwC ประเทศไทย กล่าวว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานไทยอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นความสามารถในการพัฒนาทักษะจะเป็นสิ่งที่กำหนดความสำเร็จของพนักงาน ซึ่งทักษะสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนามีตั้งแต่ทักษะที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี ทักษะทางด้านอารมณ์ (Soft Skill) ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล และทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น เป็นต้น

 

“ปัจจุบันงานที่ต้องใช้ทักษะ AI ในไทยกำลังเป็นที่ต้องการและหายากในตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ค่าตอบแทนของงานประเภทนี้สูงกว่างานไอทีและวิศวกรราว 25-40%” ดร.ภิรตา กล่าว

 

นอกจากนี้ ในยุคที่พนักงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ยังส่งผลให้แรงงานไทยบางส่วนที่เป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับ AI เลือกที่จะทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งให้ค่าตอบแทนสูงกว่าไทย ดร.ภิรตา กล่าว

 

“องค์กรไทยต้องวางแผนเรื่องการใช้งาน AI อย่างจริงจัง โดยนำกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จมาเป็นตัวอย่าง และอาจเริ่มจากการนำ AI มาช่วยในงานที่ทำซ้ำๆ จนทำให้พนักงานได้เห็นว่า AI นั้นเข้ามาช่วยพวกเขาและไม่ได้มาแย่งงาน แถมยังเป็นการเพิ่มทักษะการใช้งานไปในตัวด้วย นอกจากนี้ นายจ้างควรต้องทำแผนบริหารความเปลี่ยนแปลงและสื่อสารให้พนักงานทราบว่า AI นั้นเข้ามาสนับสนุนการทำงานของพวกเขาอย่างไร และไม่ลืมที่จะวางแผนการใช้งานและวัดความสำเร็จจากการใช้งานเป็นระยะๆ ควบคู่ไปกับมีกรอบการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย”


ดร.ภิรตา กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจที่นำ AI ไปปรับใช้ ควรต้องจัดฝึกอบรมการพัฒนาทักษะแรงงาน รวมทั้งส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาสร้างบัณฑิตที่สามารถขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การทำงานร่วมกับเทคโนโลยีให้ทันกับความต้องการของตลาดงานมากขึ้น

The post PwC เผย กลุ่มธุรกิจที่เปิดรับการใช้งาน AI มากขึ้น ช่วยผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอไทยหวั่นธุรกิจจะไปไม่รอดในอีก 10 ปีข้างหน้า หลังเจอแรงกดดันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและ GenAI https://thestandard.co/thai-ceos-fear-their-businesses-will-not-survive/ Thu, 28 Mar 2024 09:11:13 +0000 https://thestandard.co/?p=916626

PwC เผยผลสำรวจ 67% ของซีอีโอไทย หวั่นธุรกิจของตนจะไปไม่ […]

The post ซีอีโอไทยหวั่นธุรกิจจะไปไม่รอดในอีก 10 ปีข้างหน้า หลังเจอแรงกดดันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและ GenAI appeared first on THE STANDARD.

]]>

PwC เผยผลสำรวจ 67% ของซีอีโอไทย หวั่นธุรกิจของตนจะไปไม่รอดในทศวรรษหน้า หลังเจอแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและ GenAI ผลสำรวจล่าสุดพบว่า มีซีอีโอไทยน้อยกว่า 1 ใน 3 ที่มั่นใจว่ารายได้ของบริษัทของตนจะเติบโตกว่าปีที่ผ่านมา

 

PwC ประเทศไทย เปิดเผยรายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นของซีอีโอไทยปีล่าสุด พบว่า มุมมองของผู้บริหารต่อเศรษฐกิจโลกยังคงมีความแตกต่างกันอย่างมาก โดย 45% คาดว่าจะลดลง ขณะที่ 45% เชื่อว่าจะดีขึ้นในปีนี้ และมีเพียง 27% เท่านั้นที่มั่นใจว่ารายได้ของบริษัทของตนในปี 2567 จะเติบโตกว่าปีที่ผ่านมา 

 

นอกจากนี้ซีอีโอไทยส่วนใหญ่ยังแสดงความกังวลว่าธุรกิจของตนจะไปไม่รอดในอีก 10 ปีข้างหน้าหากยังดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิมๆ หลังเจอแรงกดดันจากกระแสการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเข้ามาของเทคโนโลยี Generative AI หรือ GenAI

 

อย่างไรก็ดี ซีอีโอไทยมากกว่าครึ่งมีสัดส่วน 52% ที่ถูกสำรวจเชื่อว่า แนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศในปีนี้จะเติบโตกว่าปีก่อน โดยอัตราเงินเฟ้อมีสัดส่วน 30%, ความเสี่ยงทางไซเบอร์มีสัดส่วน 24% และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มีสัดส่วน 21% จะเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ 3 อันดับแรกที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจในอีก 12 เดือนข้างหน้า

 

ทั้งนี้ มีสัดส่วน 2 ใน 3 ของซีอีโอชาวไทย หรือ 67% ไม่คิดว่าธุรกิจของพวกเขาจะสามารถอยู่รอดได้ในเชิงเศรษฐกิจในอีก 10 ปีข้างหน้าหากพวกเขายังคงดำเนินธุรกิจต่อไปบนเส้นทางปัจจุบัน

 

ขาด ‘เทคโนโลยี’ คืออุปสรรคใหญ่

 

พิสิฐ ทางธนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยถึง ‘รายงานผลสำรวจซีอีโอทั่วโลกประจำปี ครั้งที่ 27 ฉบับประเทศไทย: นำธุรกิจมุ่งสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว’ ว่า “แม้ผลสำรวจของเราในปีนี้จะพบว่า ซีอีโอไทยมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจภายในประเทศจะเติบโตได้ในปีนี้ แต่พวกเขาก็กลับไม่มั่นใจว่ารายได้ของบริษัทจะเติบโตขึ้นจากปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ผู้บริหารจะต้องปรับรูปแบบธุรกิจ สินค้า และบริการ เพื่อแสวงหาโอกาสในการเติบโตใหม่ๆ ท่ามกลางภัยคุกคามและความท้าทายที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

 

“การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นอีกสองเมกะเทรนด์โลกที่จะยิ่งเข้ามาเพิ่มแรงกดดันในการทำธุรกิจให้กับซีอีโอมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเรามองไม่ต่างจากซีอีโอไทยส่วนใหญ่ว่า หากยังไม่มีการพลิกโฉมธุรกิจเพื่ออนาคตข้างหน้า ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าหลายๆ ธุรกิจไทยก็อาจจะไปไม่รอดในอีก 10 ปีข้างหน้า” พิสิฐกล่าว

 

ทั้งนี้ รายงานฉบับประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของ ‘รายงานผลสำรวจซีอีโอทั่วโลกประจำปี ครั้งที่ 27 ของ PwC’ ที่ได้ศึกษาและรวบรวมความคิดเห็นของซีอีโอทั่วโลกจำนวนทั้งสิ้น 4,702 ราย ซึ่งรวมถึงซีอีโอจากประเทศไทยจำนวน 33 รายในระหว่างวันที่ 2 ตุลาคม – 10 พฤศจิกายน 2566

 

พิสิฐกล่าวว่า สำหรับปัจจัยเชิงบวกที่คาดว่าจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2567 น่าจะมาจากแนวโน้มการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการค้าโลกที่เริ่มฟื้นตัว เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยว ที่ภายหลังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นจากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง เช่น การยกเว้นวีซ่าให้แก่นักท่องเที่ยวในหลายๆ ประเทศ แต่ความล่าช้าของการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 และอุปสงค์ในประเทศที่ชะลอตัวลง รวมถึงหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง จะยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม

 

นอกจากนี้ 73% ของซีอีโอไทยยังกล่าวว่า การขาดความสามารถด้านเทคโนโลยีถือเป็นอุปสรรคอันดับแรกที่จะส่งผลต่อการพลิกโฉมองค์กร (ในระดับปานกลาง มาก หรือมากที่สุด) ตามมาด้วยสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ การลำดับความสำคัญของการปฏิบัติงานที่แข่งขันกัน และพนักงานขาดทักษะความสามารถที่ 57% เท่ากัน 

 

การดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและ GenAI

 

ข้อมูลจากรายงานผลสำรวจระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาซีอีโอไทยได้เร่งดำเนินการในด้านต่างๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่นเดียวกับซีอีโอทั่วโลกและในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก แต่แม้ว่า 79% ของซีอีโอไทยจะกล่าวว่า ตนกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานหรือได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ซีอีโอไม่มีแผนที่จะดำเนินการ เช่น 36% กล่าวว่า พวกเขาไม่ได้วางแผนที่จะลงทุนในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโดยอิงธรรมชาติเป็นพื้นฐาน และอีก 36% ก็ไม่มีแผนที่จะนำความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศมาผนวกเข้ากับการวางแผนทางการเงินของตนแต่อย่างใด

 

ยิ่งไปกว่านั้นซีอีโอไทยมากกว่าครึ่ง (58%) ยังกล่าวว่า ตนไม่ยอมรับผลตอบแทนจากการลงทุนที่ต่ำกว่าจากการลงทุนที่เป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงช่องว่างที่ยังคงมีอยู่ของการออกนโยบาย หรือมาตรการส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อกระตุ้นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนของประเทศ

 

สำหรับการเข้ามาของ GenAI ในภาคธุรกิจนั้น รายงานผลสำรวจของ PwC ระบุว่า 36% ของซีอีโอไทย กล่าวว่า ได้มีการนำ GenAI ไปใช้ในบริษัทของตนแล้ว ขณะที่ 24% ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของบริษัทอันเนื่องมาจาก GenAI ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สอดคล้องกับตัวเลขทั่วโลกที่ 32% และ 31% และเอเชีย-แปซิฟิกที่ 33% และ 28%

 

นอกจากนี้ซีอีโอไทยยังมีมุมมองเชิงบวกต่อ GenAI โดย 52% เห็นด้วยว่า GenAI จะช่วยปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการในอีก 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่ 61% กล่าวว่า GenAI จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีที่ธุรกิจสร้าง ส่งมอบ และรวบรวมคุณค่าอย่างมีนัยสำคัญในอีก 3 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ดี 58% ของซีอีโอไทยต่างเห็นตรงกันว่า GenAI จะส่งผลให้พนักงานภายในองค์กรของตนต้องหันมาพัฒนาทักษะใหม่ๆ เพื่อรองรับกับการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

 

“ถึงเวลาแล้วที่ซีอีโอไทยจะต้องนำพาธุรกิจของตนสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อจัดการกับความท้าทายและจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนและการเปลี่ยนแปลงธุรกิจเพื่ออนาคต รวมทั้งควรต้องบรรจุประเด็นเรื่องความยั่งยืนเข้าไปในกระบวนการทำงานทั่วทั้งองค์กร และที่สำคัญคือ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ และควรผนวกกรอบการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบเข้ากลยุทธ์ขององค์กร” 

 

ทั้งนี้ PwC สำรวจความคิดเห็นของซีอีโอจำนวน 4,702 รายใน 105 ประเทศและอาณาเขตต่างๆ ซึ่งรวมถึงซีอีโอจากประเทศไทยจำนวน 33 ราย ระหว่างวันที่ 2 ตุลาคม – 10 พฤศจิกายน 2566 โดยตัวเลขของแต่ละประเทศและอาณาเขตในรายงานนี้ได้รับการถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่เป็นตัวเงิน (Nominal GDP) ของประเทศที่ระบุ เพื่อให้แน่ใจว่ามุมมองของซีอีโอได้สะท้อนภาพรวมของภูมิภาคหลักๆ นอกจากนี้ตัวเลขระดับอุตสาหกรรมและระดับประเทศมาจากข้อมูลที่ไม่ได้ถ่วงน้ำหนักจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดของซีอีโอจำนวน 4,702 ราย ซึ่งประกอบไปด้วย ผู้ชาย 4,088 ราย ผู้หญิง 521 ราย และผู้ที่ระบุว่าเป็นเพศอื่นหรือไม่ประสงค์ที่จะระบุอีก 93 ราย

The post ซีอีโอไทยหวั่นธุรกิจจะไปไม่รอดในอีก 10 ปีข้างหน้า หลังเจอแรงกดดันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและ GenAI appeared first on THE STANDARD.

]]>
PwC แนะภาคการเงินไทย เตรียมพร้อมวัดความเสี่ยงวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หลังมีแนวโน้มนำ Climate Risk Stress Test มาใช้ในอนาคตอันใกล้ https://thestandard.co/pwc-thai-financial-sector/ Wed, 14 Sep 2022 08:12:46 +0000 https://thestandard.co/?p=681350 PwC

PwC แนะธนาคารและภาคการเงินของไทย ตื่นตัวในเรื่องการบริห […]

The post PwC แนะภาคการเงินไทย เตรียมพร้อมวัดความเสี่ยงวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หลังมีแนวโน้มนำ Climate Risk Stress Test มาใช้ในอนาคตอันใกล้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
PwC

PwC แนะธนาคารและภาคการเงินของไทย ตื่นตัวในเรื่องการบริหารความเสี่ยงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ หลังมีแนวโน้มว่าจะมีการนำ Climate Risk Stress Test (CST) มาใช้ในอนาคตอันใกล้ โดยหน่วยงานกำกับดูแลในสิงคโปร์-มาเลเซีย เริ่มออกข้อแนะนำและแนวปฏิบัติในการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม ขณะที่ผลการทดสอบ CST ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) พบธนาคารในยูโรโซนส่วนใหญ่ไม่ได้นับรวมความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศไว้ในโมเดลด้านสินเชื่อของตน 

 

สุ อารีวงศ์ หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก รวมทั้งกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตื่นตัวในการประเมินการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมหรือสภาพภูมิอากาศ กับการดำเนินงานของธนาคารมากขึ้น 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


โดยธนาคารกลางของสิงคโปร์และมาเลเซียได้ออกข้อแนะนำและแนวปฏิบัติ ในการนำปัจจัยความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงของธนาคาร ซึ่งในทางทฤษฎี การนำความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นปัจจัยส่วนเพิ่มในการบริหารความเสี่ยงที่ธนาคารมีอยู่เดิม จะทำให้ธนาคารสามารถประเมินผลกระทบของความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

 

“กระแสของการดำเนินธุกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG ถือเป็นหนึ่งในพลวัตสำคัญของโลกที่ทุกภาคส่วนรวมทั้งหน่วยงานกำกับร่วมกันผลักดัน ทำให้เกิดเป็นแนวทางปฏิบัติ Requirement และกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่ภาคธุรกิจจะต้องปฏิบัติตามเพื่อหาทางออกให้กับปัญหาโลกร้อน” สุกล่าว 

 

ทั้งนี้ เมื่อปลายปี 2564 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับดูแลงานกองทุนโดยทางการ (Pillar 2) โดยเพิ่มการคำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG (Environmental, Social and Governance) ในกระบวนการประเมินความเสี่ยงของเงินกองทุน ซึ่งถึงแม้ว่า ธปท. อาจจะยังไม่ได้ออกแนวทางที่ชัดเจนในปัจจุบัน สุกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงในหลักเกณฑ์ดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นสัญญาณการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในหลักเกณฑ์การนำปัจจัยด้าน ESG มาใช้ในการบริหารความเสี่ยงในอนาคตของธนาคาร

 

“สำหรับไทยเวลานี้ Regulator ของเราน่าจะอยู่ในช่วงศึกษาและพิจารณาแนวทางที่ทาง ธปท. จะออกมาเป็นแนวปฏิบัติ แต่ถ้าประเมินจากสิ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านได้ทำไปบ้างแล้ว เราน่าจะเห็นการนำ Climate Stress Testing หรือ Environment Stress Testing มาใช้กับภาคธนาคารของไทยในอนาคตอันใกล้ ซึ่งตัวอย่างของปัจจัยและสถานการณ์ต่างๆ ที่จะนำมาใช้ในการทำ Stress Testing เช่น ปัญหาภาวะโลกร้อน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนี้ แบงก์จะต้องตื่นตัวในการบริหารความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” สุกล่าว 


ล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ECB ได้ประกาศผลการทดสอบภาวะวิกฤตด้านความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk Stress Test: CST) พบว่า ธนาคารส่วนใหญ่นับรวมความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศเข้าในกรอบการทดสอบภาวะวิกฤต แต่ยังขาดประสิทธิภาพและข้อมูลที่เพียงพอ

 

ทั้งนี้ ผลการทดสอบ CST ของ ECB ที่ถูกจัดทำในช่วงไตรมาสที่ 2 แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าธนาคารในยูโรโซนส่วนใหญ่จะตื่นตัวในการนำ ESG มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจและการบริหารความเสี่ยง แต่ยังพบว่ามีความท้าทายจากการจัดทำแบบทดสอบนี้เนื่องจากมีข้อมูลที่ไม่เพียงพอ อีกทั้งกระบวนการจัดทำรายงานภายในของธนาคารมีความยุ่งยากและซับซ้อน ระบบการเปิดเผยข้อมูลที่มีโครงสร้างที่แตกต่างกัน และ Climate Risk Framework ที่อาจจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา ดังนั้น การจัดทำ CST ของ ECB ครั้งนี้ จึงถือเป็นการเรียนรู้ร่วมกันของทั้งหน่วยงานกำกับและธนาคารในแถบยุโรป สุกล่าว

 

แนะธนาคารผนวกการบริหารความเสี่ยงวิกฤตภูมิอากาศกับการดำเนินธุรกิจ

สุกล่าวต่อว่า ในระยะต่อไปจะเห็นภาคธุรกิจธนาคารยิ่งต้องปรับกลยุทธ์ โดยผนวกการบริหารความเสี่ยงที่พิจารณาถึงความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและ ESG Risk อื่นๆ กับการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เช่น มีการพิจารณาถึงผลกระทบจากระดับ ESG Risk ของลูกค้าแต่ละราย และนำผลกระทบดังกล่าวมาใช้ในการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าที่มีธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้าน ESG ต่ำ รวมไปถึงการออกสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นธนาคารหลายแห่งออกผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ หรือพูดคุยกับลูกค้าถึงแนวทางบริหารความเสี่ยงด้าน ESG และเก็บข้อมูลที่จำเป็นต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งฐานข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์ผลกระทบของความเสี่ยงด้าน ESG ให้มีความแม่นยำมากขึ้น  

 

“ธนาคารต้องเชื่อมต่อตัวธุรกิจเข้ากับแผนการบริหารความเสี่ยงด้าน ESG ให้เป็นแบบ End-to-End Framework ครอบคลุมไม่ใช่แค่ตัวธุรกิจ แต่รวมถึงสังคม คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นอกจากนี้ ควรนำเครื่องมือเข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยงและออกผลิตภัณฑ์ หรือปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เพื่อช่วยให้องค์กรจัดการกับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คาดหวังได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” สุกล่าว 

 

นอกจากนี้ รายงาน Risk and Regulatory Outlook 2022 ของ PwC ยังได้แนะนำแนวทางในการเตรียมตัวสำหรับธนาคารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากมีการนำแบบทดสอบภาวะวิกฤตด้านความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศมาใช้ ดังต่อไปนี้

 

  1. สร้างความสามารถด้านข้อมูลสำหรับสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากการเก็บข้อมูลตัวชี้วัดความเสี่ยงด้านเครดิต ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติในปัจจุบัน ธนาคารควรเริ่มเก็บข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ (เช่น อุณหภูมิ และระดับน้ำในส่วนภูมิภาคต่างๆ) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการพยากรณ์หรือการวิเคราะห์เชิงสถิติได้ในอนาคต โดยอาจแบ่งประเภทของข้อมูลตามกลุ่มอุตสาหกรรม ทำเลที่ตั้ง หลักที่มีความสำคัญกับลูกค้า (เช่น แหล่งของวัตถุดิบต้นน้ำ หรือแหล่งรายได้หลักของลูกค้า) และทำเลที่ตั้งของหลักประกันด้านอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้ง่ายต่อการนำข้อมูลมาใช้ และทำให้การประเมินผลกระทบมีความถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น

 

  1. ร่วมมือกับลูกค้าเพื่อการเปิดเผยข้อมูล ESG ที่มีคุณภาพ ด้วยการจัดทำผลสำรวจเพื่อสอบถามและศึกษาข้อมูลของลูกค้า โดยเพิ่มคำถามเกี่ยวกับขอบเขตคาร์บอนฟุตพรินต์ว่าอยู่ในระดับใด รวมทั้งแผนการปรับตัว ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะสามารถนำไปใช้ประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และช่วยในการตัดสินใจด้านการจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 

  1. มีจุดยืนเชิงกลยุทธ์สำหรับ Sustainable Financing ธนาคารที่มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนของแผนธุรกิจที่ยั่งยืน จะสามารถตอบสนองกับความต้องการของหน่วยกำกับดูแล และการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับ ESG ได้ดี ซึ่งรวมถึงกรอบการทดสอบ CST ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

 

  1. ผนวกความเสี่ยงด้านสภาพอากาศเข้ากับกรอบการบริหารความเสี่ยงที่มีอยู่ในปัจจุบัน การบริหารความเสี่ยงในปัจจุบันหมายรวมถึงความเสี่ยงด้านตลาด เครดิต การปฏิบัติการ และสภาพคล่อง ซึ่งในอนาคตกรอบการบริหารความเสี่ยงดังกล่าวจะสามารถระบุและประเมินผลกระทบความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสามารถนำมาสนับสนุนการบริหารงานเชิงธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

  1. ยกระดับทักษะและความรู้การบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศภายในองค์กร เพื่อให้ธนาคารสามารถปรับตัวตามข้อกำหนดและการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศได้ นอกจากนี้ ธนาคารควรสนับสนุนให้ทีมงานบริหารและพิจารณาความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถือเป็นอีกปัจจัยความเสี่ยงหนึ่ง เสมือนกับปัจจัยความเสี่ยงที่ธนาคารพิจารณาอยู่แต่เดิม

 

  1. อัปเดตกระบวนการกำกับดูแลที่มีอยู่ให้ครอบคลุมความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ โดยอาจปรับปรุงแนวทางการบริหารความเสี่ยง การวิเคราะห์ และ Stress Testing ที่มีอยู่เดิม ให้รวมหรือสะท้อนถึงความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และนำข้อมูลมาตรวจสอบความถูกต้องของสมมติฐานต่างๆ ที่ใช้ในการประเมินผลกระทบ เพื่อให้การคาดการณ์ของธนาคารมีความแม่นยำขึ้น 

 

  1. นำผลการประเมิน Climate Risk Stress Testing มาใช้ในการบริหารพอร์ตโฟลิโอของธนาคาร เมื่อธนาคารสามารถประเมินถึงกลุ่มลูกค้าที่มีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศในสถานการณ์ต่างๆ ธนาคารจะสามารถนำข้อมูลนั้นมาปรับใช้ในการบริหารพอร์ตโฟลิโอของตน เพื่อมีระดับ Risk vs. Return ที่เหมาะสม และคุ้มค่ากับระดับเงินกองทุนที่ธนาคารต้องมีรองรับความเสี่ยงนั้นๆ 


สุกล่าวว่า การจัดเก็บข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมในอดีตที่ยังคงมีไม่เพียงพอ ถือเป็นความท้าทายของการบริหารความเสี่ยงของภาคธุรกิจไทย รวมไปถึงกลุ่มประเทศในภูมิภาคนี้ เพราะทำให้การประมาณการความเสียหายจากความเสี่ยงที่เกิดขึ้นไม่ครอบคลุมทุกมิติ และอาจจะไม่มีความแม่นยำเท่าที่ควร ดังนั้น ภาคธุรกิจควรต้องพิจารณาว่าข้อมูลอะไรบ้างที่สามารถนำมาใช้ต่อยอดการบริหารความเสี่ยงด้าน ESG ในอนาคต และภาครัฐควรให้การสนับสนุนการจัดเก็บข้อมูล เพื่อให้การดำเนินการด้าน ESG ในทุกภาคส่วนมีการพัฒนาขึ้น 

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post PwC แนะภาคการเงินไทย เตรียมพร้อมวัดความเสี่ยงวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หลังมีแนวโน้มนำ Climate Risk Stress Test มาใช้ในอนาคตอันใกล้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
PwC คาดธุรกิจไทยปีนี้ยังแห่ควบรวมกิจการ ชิงความได้เปรียบการแข่งขัน เพิ่มความสามารถทำกำไร https://thestandard.co/pwc-expect-thai-businesses-2022-to-merge/ Tue, 05 Apr 2022 08:17:06 +0000 https://thestandard.co/?p=614607 PwC

PwC ประเทศไทย คาดปริมาณและมูลค่าการซื้อขายและควบรวมกิจก […]

The post PwC คาดธุรกิจไทยปีนี้ยังแห่ควบรวมกิจการ ชิงความได้เปรียบการแข่งขัน เพิ่มความสามารถทำกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
PwC

PwC ประเทศไทย คาดปริมาณและมูลค่าการซื้อขายและควบรวมกิจการในประเทศไทยปี 2565 จะเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน แม้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นจะส่งผลต่อต้นทุนทางการเงิน แต่บริษัทต้องหาหนทางในการรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขัน และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรในระยะยาวเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ ระบุ อุตสาหกรรมบริการทางการเงินและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี จะเป็น 2 อุตสาหกรรมของไทยที่มีการซื้อขายและควบรวมกิจการมากที่สุดในปีนี้ 

 

ฉันทนุช โชติกพนิช หุ้นส่วนและหัวหน้าสายงานดีลส์ บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปี 2564 เป็นปีที่มีปริมาณการซื้อขายกิจการสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากธุรกิจและผู้คนเริ่มปรับตัวใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิดได้ ขณะที่แนวโน้มปี 2565 คาดว่าปริมาณและมูลค่าการซื้อขายและควบรวมกิจการจะเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน แม้ยังมีการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์โอมิครอน และอยู่ในช่วงอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อกำลังปรับเพิ่มขึ้นก็ตาม 

 

ทั้งนี้ ประเมินว่าเป็นเพราะผู้นำธุรกิจเริ่มมองเห็นแนวโน้มของโลกในระยะต่อไปได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงหันมาทบทวนกลยุทธ์และธุรกิจในพอร์ตโฟลิโอของตนเอง ขณะที่บางธุรกิจต้องการปรับโครงสร้างต้นทุน หรือแสวงหาธุรกิจอื่นที่ตนยังขาด เพื่อรักษาอัตราการเติบโต โดยกิจการที่มีการควบรวมกันมากที่สุดในประเทศไทยในปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นกิจการในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการทางการเงินและเทคโนโลยี

 

“เทรนด์ของการทำดีลส์ซื้อขายและควบรวมกิจการของไทยในปีนี้จะคล้ายคลึงกับทั่วโลก แม้กระแสอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่ขยับขึ้นสูง และกฎระเบียบที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดอุปสรรคต่อโครงสร้างการเงินสำหรับการบรรลุข้อตกลงในการทำดีลส์บ้าง แต่สภาวการณ์ดังกล่าว กลับจะยิ่งเป็นตัวผลักดันให้เกิดการควบรวมกิจการมากขึ้น บริษัทจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เข้าสู่ตลาดใหม่ และแปลงไปสู่ดิจิทัลเพื่อเพิ่มคุณค่ากิจการอย่างยั่งยืน” ฉันทนุชกล่าว

 

ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับรายงาน Global M&A Industry Trends: 2022 Outlook ของ PwC ที่ทำการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมดีลส์ และทำการวิเคราะห์กิจกรรมดีลส์ทั่วโลก เพื่อประเมินถึงแนวโน้มปริมาณและมูลค่าการควบรวมกิจการพบว่า ปริมาณและมูลค่าการควบรวมกิจการเพิ่มขึ้นทั่วโลกในปีที่ผ่านมา โดยการซื้อขายและควบรวมกิจการ (Mergers and Acquisitions: M&A) ที่ประกาศออกมามีจำนวนกว่า 62,000 รายการในปี 2564 หรือเพิ่มขึ้น 24% จากปี 2563 ขณะที่มูลค่าของการซื้อขายและควบรวมกิจการที่เปิดเผยต่อสาธารณะก็แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.1 ล้านล้านดอลลาร์ (รวมรายการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ขึ้นไป) หรือเพิ่มขึ้น 57% จากปี 2563 และทำลายสถิติเดิมที่ 4.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2550

 

ฉันทนุชกล่าวต่อว่า สถานการณ์การควบรวมกิจการทั่วโลกนั้นมีการแข่งขันที่สูงขึ้นในกลุ่มนักลงทุนที่จะทำการซื้อขายกิจการ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนทางการเงิน เช่น กองทุนไพรเวทอิควิตี้ หรือนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ (Corporates หรือ Strategic Investors) และการที่นักลงทุนมีเงินทุนที่ระดมมาผ่านทางตลาดทุน และจากบริษัทที่สร้างขึ้นมาเพื่อระดมเงินทุนไปซื้อบริษัทอื่น (Special Purpose Acquisition Company: SPAC) ในสหรัฐฯ พร้อมใช้เพื่อสร้างการเติบโตมากกว่าปีก่อนๆ ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า ราคาซื้อขายกิจการจะสูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อนักลงทุนซื้อกิจการมาในราคาที่สูงรวมกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นควบคู่กัน จึงเกิดเป็นความกดดันที่นักลงทุนต้องสร้างมูลค่ากิจการให้เกิดผลกำไรที่สูงกว่าที่เคยทำมาในอดีต

 

ทั้งนี้ รายงานฉบับดังกล่าวยังระบุถึงแนวโน้มการควบรวมกิจการที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมหลัก ดังต่อไปนี้

 

  1. อุตสาหกรรมตลาดผู้บริโภค: พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจะยังคงเป็นตัวเร่งให้เกิดกิจกรรม M&A ในปีนี้ เนื่องจากองค์กรธุรกิจและกองทุนไพรเวทอิควิตี้ ต้องทบทวนพอร์ตโฟลิโอใหม่เพื่อรองรับแนวโน้มของผู้บริโภคที่กำลังเกิดขึ้น เช่น การบริโภคอย่างมีสติ (Conscious Consumerism) ซึ่งจะทำให้เกิดความต้องการผลิตภัณฑ์และบริการเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจรูปแบบใหม่ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

 

  1. อุตสาหกรรมพลังงาน สาธารณูปโภค และทรัพยากร: แนวคิดในการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) กำลังขับเคลื่อนกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมนี้ โดยการควบรวมกิจการจะถูกนำมาใช้เพื่อปรับสมดุลพอร์ตการลงทุน และแสวงหาโอกาสในด้าน ESG เพื่อสร้างมูลค่าสำหรับการเติบโต เช่น พลังงานหมุนเวียน การดักจับคาร์บอน การจัดเก็บแบตเตอรี่ ไฮโดรเจน โครงสร้างพื้นฐานการส่งสัญญาณ และเทคโนโลยีสะอาดอื่นๆ

 

  1. อุตสาหกรรมบริการทางการเงิน: การแข่งขันเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการตลาดเชิงกลยุทธ์จะยังคงกระตุ้นให้เกิดการควบรวมกิจการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การซื้อขายและควบรวมกิจการที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน ในขณะเดียวกัน สินทรัพย์ที่ประสบปัญหา (Distressed Assets) ในภาคธนาคารและประกันภัย จะตกเป็นเป้าหมายในการซื้อขายและควบรวมกิจการได้เช่นเดียวกัน

 

  1. อุตสาหกรรมด้านสุขภาพ: บริษัทยาและเวชภัณฑ์จะมองหาวิธีปรับพอร์ตโฟลิโอเติบโตผ่านการซื้อขายและควบรวมกิจการ ซึ่งจะเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การผลิตวัคซีนรูปแบบใหม่ (Messenger Ribonucleic Acid: mRNA) การบำบัดด้วยเซลล์และยีนในบริการด้านสุขภาพ แพลตฟอร์มการดูแลเฉพาะทาง การแพทย์ทางไกล (Telehealth) และเทคโนโลยีด้านสุขภาพอื่นๆ เป็นต้น

 

  1. อุตสาหกรรมการผลิตเชิงอุตสาหกรรมและยานยนต์: การทบทวนพอร์ตโฟลิโอเชิงกลยุทธ์และ ESG กำลังขับเคลื่อนกิจกรรม M&A ในอุตสาหกรรมนี้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การซื้อขายและควบรวมกิจการเพื่อเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและขับเคลื่อนอัตโนมัติ แบตเตอรี่และเทคโนโลยีการชาร์จ การผลิตแบบเติมเนื้อวัสดุ วัสดุยุคใหม่ และการผลิตด้วยพลังงานทางเลือก

 

  1. อุตสาหกรรมเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคม: อุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมกำลังเผชิญกับผลกระทบอย่างหนักจากการเข้ามาของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เข้าสู่กระแสหลักรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ เทคโนโลยีจึงเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะมีปริมาณและมูลค่าการซื้อขายและควบรวมกิจการสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่น ในขณะที่บริษัทจากอุตสาหกรรมอื่นก็จะพยายามเข้าถึงเทคโนโลยีหลัก หรือความสามารถทางดิจิทัลของบริษัทในอุตสาหกรรมกลุ่มนี้เช่นกัน

 

“การเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล น่าจะเป็นแรงกดดันอย่างต่อเนื่องให้ทุกอุตสาหกรรมต้องกลับมาทบทวนพอร์ตโฟลิโอในปีนี้ แม้การทำ M&A จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่การทบทวนธุรกิจเดิมและความสามารถในการทำกำไรก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเมื่อกลับมาทบทวนจะช่วยให้เห็นภาพว่า ธุรกิจในปัจจุบันของเรานั้นยังมีศักยภาพในการเติบโตท่ามกลางแนวโน้มโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่ ทำให้ช่วงที่ผ่านมาเราจะเห็นหลายๆ บริษัทตัดขายธุรกิจที่ผลการดำเนินงานไม่ดี หรือไม่ใช่ธุรกิจหลักขององค์กร และอีกหลายรายพยายามรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันด้วยการซื้อกิจการใหม่เข้ามาเสริม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กิจการที่สำคัญ ไม่แพ้การเติบโตของรายได้และการลดต้นทุน นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น ยังส่งผลโดยตรงกับการบริหารซัพพลายเชนทั่วโลก การเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการวัตถุดิบ แรงงาน การขนส่ง อาจทำให้นักลงทุนเปลี่ยนกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงด้วยการมีแหล่งวัตถุดิบในประเทศ หรือในละแวกใกล้เคียง หรือ Nearshore มากขึ้น ผ่านการซื้อขายกิจการ อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 อาจมีการหยุดชะงัก หรือล่าช้าในการปิดการซื้อขายกิจการ” ฉันทนุชกล่าว

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post PwC คาดธุรกิจไทยปีนี้ยังแห่ควบรวมกิจการ ชิงความได้เปรียบการแข่งขัน เพิ่มความสามารถทำกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทรนด์ธุรกิจโลกหลังยุคโควิดในมุมมองของผู้บริหาร https://thestandard.co/world-business-trend-during-coronavirus-from-executive-view/ Fri, 24 Sep 2021 06:13:22 +0000 https://thestandard.co/?p=540225 เทรนด์ธุรกิจโลกหลังยุคโควิดในมุมมองของผู้บริหาร

ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดในช่วงที่ผ่านมา นับเ […]

The post เทรนด์ธุรกิจโลกหลังยุคโควิดในมุมมองของผู้บริหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทรนด์ธุรกิจโลกหลังยุคโควิดในมุมมองของผู้บริหาร

ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดในช่วงที่ผ่านมา นับเป็นหนึ่งบทพิสูจน์ที่สำคัญสำหรับการบริหารความยืดหยุ่นขององค์กรในการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน ผลสำรวจ Great expectations: Global executives respond to business disruption โดย Strategy& ของ PwC ได้เปิดเผยถึงมุมมองของผู้บริหารระดับโลกต่อแนวโน้มการเติบโตขององค์กรและแผนการฟื้นฟูธุรกิจหลังวิกฤตโควิด ผมจึงอยากแบ่งปันข้อมูลที่น่าสนใจให้กับคุณผู้อ่าน เพื่อให้ทุกท่านสามารถนำแนวคิดและกรณีศึกษาไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริงได้

 

รายงานฉบับนี้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำทั่วโลกกว่า 250 ราย ครอบคลุม 11 กลุ่มอุตสาหกรรม โดย 93% ของผู้บริหารที่ถูกสำรวจมาจากบริษัทที่มีรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป

 

 

1. แนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว ขณะที่การปฏิรูปทางธุรกิจจะยิ่งได้รับความสำคัญ

60% ของผู้บริหารที่ถูกสำรวจคาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกจะปรับตัวดีขึ้นภายใน 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่ 50% มองว่ารายได้ของธุรกิจของตนในปีนี้จะเติบโตได้ แต่ 78% ของผู้บริหารคาดว่าจะต้องมีการปรับเปลี่ยน (Transform) การบริหารองค์กรภายในสามปีข้างหน้า เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดจากผลกระทบของโควิด โดยจะมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปการดำเนินงานและปรับกลยุทธ์ไปสู่การเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น เพราะกลยุทธ์ในการลดต้นทุน การทำการตลาด หรือการบริหารห่วงโซ่อุปทานแบบดั้งเดิม อาจไม่ช่วยให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางภาวะวิกฤต

 

ดังนั้นผู้บริหารจึงหันมาให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโมเดลทางธุรกิจ รวมทั้งทบทวนกลยุทธ์ขององค์กรใหม่ โดยไม่ยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ ในอดีต เพื่อปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์

 

2. องค์กรยังคงเดินหน้าลงทุนเพื่อขยายขีดความสามารถด้านดิจิทัล

ผลกระทบของโควิดเป็นตัวเร่งให้องค์กรต้องหันมาเพิ่มศักยภาพด้านดิจิทัลขึ้นไปอีกขั้น โดยผลสำรวจพบว่า การลงทุนเพื่อขยายขีดความสามารถด้านไอทีและดิจิทัล ถือเป็นการลงทุนที่ผู้บริหารให้การพิจารณามากที่สุด เปรียบเทียบกับการลงทุนในด้านอื่นๆ โดยยินดีที่จะลงทุนเพิ่มถึง 15% ทั้งนี้ ผู้บริหารที่ต้องการลงทุนส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ รวมถึงโซลูชันแพลตฟอร์มเพื่อต่อยอดรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่ เช่น โรงพยาบาลหรือคลินิกที่ให้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางมาพบแพทย์ เป็นต้น นอกจากนี้ผลจากการสำรวจยังพบว่า ผู้บริหารองค์กรมีการทบทวนกลยุทธ์ทางธุรกิจของตนโดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างคุณค่าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันมากขึ้น

 

3. แนวคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนจะยิ่งมาแรง

เทรนด์การทำธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social and Governance: ESG) จะยิ่งทวีความสำคัญในยุคหลังโควิด โดยผลจากการสำรวจพบว่า 17% ของผู้บริหารที่ถูกสำรวจมีการผนวกแนวคิด ESG เข้ากับกลยุทธ์ขององค์กร เพื่อฟื้นฟูธุรกิจและเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต เนื่องจากโควิดได้ตอกย้ำความคาดหวังของสังคมต่อบทบาทขององค์กร ควบคู่ไปกับกระแสการลงทุนที่คำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

ดังนั้นองค์กรที่จะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนจะต้องให้ความสำคัญกับแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่ไม่แสวงหาผลตอบแทนแค่กำไรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตระหนักถึงผลกระทบต่อความยั่งยืนในระยะยาวของสังคมโดยรวมด้วย

 

แม้ในปัจจุบันองค์กรไทยส่วนใหญ่จะยังไม่ตื่นตัวกับการนำ ESG มาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจมากเท่ากับบริษัทในต่างประเทศหรือบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ แต่ด้วยความนิยมของการลงทุนอย่างรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเทรนด์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล น่าจะเป็นแรงผลักดันให้องค์กรไทยทั้งขนาดเล็กและใหญ่ เร่งนำ ESG มาผนวกเป็นกลยุทธ์สำคัญขององค์กรในระยะเวลาอันใกล้นี้อย่างแน่นอน

 

4. สร้างสมดุลระหว่างการลดต้นทุนและการบริหารทรัพยากรบุคคล

ผลจากการสำรวจพบว่า ผู้บริหารวางแผนที่จะลดต้นทุนโดยเฉลี่ยมากถึง 11% ในฝ่ายงานต่างๆ ภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายวิจัยและพัฒนา ฝ่ายการตลาด และฝ่ายทรัพยากรบุคคล เช่นเดียวกัน 37% คาดว่าองค์กรของตนจะมีแรงงานลดลงอย่างถาวรในอีก 12 เดือนข้างหน้า

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ผลสำรวจพบว่า 41% ขององค์กรที่คาดการณ์รายได้เชิงบวกคาดว่าธุรกิจจะสามารถเติบโตได้ในขณะที่มีการลดจำนวนพนักงาน (Headcount) ขณะที่ 96% กำลังพิจารณาการเปลี่ยนแรงงานสู่ดิจิทัล โดยนำระบบอัตโนมัติมาใช้กับสถานที่ทำงานในอนาคต (Office of The Future) เพื่อพัฒนารูปแบบการทำงานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานประจำมากเท่าเดิม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการบริหารทรัพยากรขององค์กรไปได้มาก

 

อย่างไรก็ดี ผู้บริหารต้องการสร้างสมดุลระหว่างการลดต้นทุนและการบริหารทรัพยากรบุคคล เพราะเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘บุคลากร’ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร และการเพิ่มพูนทักษะทางด้านดิจิทัลให้กับพนักงานถือเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้พวกเขามีความพร้อมรับมือกับกระแสการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรในยุคดิจิทัล

 

เราจะเห็นว่าธุรกิจที่จะสามารถฝ่ากระแสคลื่นดิสรัปชันที่เข้ามากระทบธุรกิจได้ต้องอาศัยกลยุทธ์ธุรกิจที่มีความยืดหยุ่น และพร้อมที่จะถูกปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า 4 เทรนด์อนาคตโลกธุรกิจหลังโควิดข้างต้นนี้ จะช่วยจุดประกายการกำหนดกลยุทธ์ให้แก่ผู้นำองค์กรทุกๆ ท่านได้ไม่มากก็น้อย แม้ว่าในเวลานี้ทุกธุรกิจจะยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่ผมเชื่อว่าในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส หากเรามีการวางแผนการรับมือที่ดี ควบคู่ไปกับการหมั่นทบทวนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

 

อ้างอิง:

The post เทรนด์ธุรกิจโลกหลังยุคโควิดในมุมมองของผู้บริหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
มีการคาดการณ์ว่า วงการดนตรีสดในอังกฤษจะกลับมารุ่งเรืองเทียบเท่าก่อนยุคโควิดในปี 2025 https://thestandard.co/expect-england-live-music-will-come-back-fruition-in-2025/ Thu, 15 Jul 2021 01:00:35 +0000 https://thestandard.co/?p=512724 วงการดนตรีสด

ถึงแม้ว่านายกรัฐมนตรีอังกฤษ บอริส จอห์นสัน เพิ่งจะประกา […]

The post มีการคาดการณ์ว่า วงการดนตรีสดในอังกฤษจะกลับมารุ่งเรืองเทียบเท่าก่อนยุคโควิดในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วงการดนตรีสด

ถึงแม้ว่านายกรัฐมนตรีอังกฤษ บอริส จอห์นสัน เพิ่งจะประกาศการปลดล็อกดาวน์และลดการเว้นระยะห่างขั้นสุดไป อีกทั้งยังสามารถกลับมาจัดงานคอนเสิร์ต รวมถึงงานอีเวนต์ต่างๆ ได้ซึ่งจะเริ่ม ‘วันแห่งอิสระ’ ในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ แต่จากผลวิจัยล่าสุดได้มีการรายงานว่า อุตสาหกรรมวงการการเล่นดนตรีสดจะกลับมาฟื้นตัวหลังยุคโควิดอย่างเต็มที่อีกครั้งในปี 2025

 

จากรายการการคาดการณ์เกี่ยวกับการบันเทิงและสื่อในปี 2021-2025 ของ PwC นั้น อุตสาหกรรมดนตรีสดในอังกฤษจะกลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มตัวในปี 2025 โดยจะมีรายได้เติบโตขึ้น 17% ภายใน 4 ปีข้างหน้า ขณะที่รายได้ของปี 2020 ลดลงจนแตะ 225 ล้านปอนด์ หรือราวๆ 1 หมื่นล้านบาท แต่ในสิ้นปีนี้ได้มีการคาดการณ์ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นเป็น 846 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 38,000 ล้านบาท

 

ในปี 2025 อุตสาหกรรมดนตรีสดของอังกฤษน่าจะกลับมามีรายได้ถึง 1.56 พันล้านปอนด์ หรือราวๆ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินเกือบเทียบเท่ารายได้ก่อนยุคโควิดในปี 2019 ที่มีวงการดนตรีสดมีรายได้ 1.58 ล้านปอนด์ หรือราว 7.1 หมื่นล้านบาท

 

มาร์ก เมทแลนด์ หัวหน้าใหญ่ของ PwC ให้เหตุผลว่า ในระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่คนทั้งโลกต้องใช้ชีวิตแบบ New Normal ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยคนส่วนใหญ่เริ่มคุ้นชินกับการเสพสื่อและเสียงเพลง รวมไปถึงการใช้ชีวิตในด้านต่างๆ ผ่านทางดิจิทัล ซึ่งก็ทำให้ตอนนี้เหล่าออร์แกไนเซอร์ต้องรีบกลับมาจัดงานให้ผู้คนได้มาสัมผัสงานอีเวนต์ งานคอนเสิร์ต และงานบริการต่างๆ ด้วยตัวเองอีกครั้ง

 

ภาพ: Burak Cingi / Redferns 

อ้างอิง:

The post มีการคาดการณ์ว่า วงการดนตรีสดในอังกฤษจะกลับมารุ่งเรืองเทียบเท่าก่อนยุคโควิดในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
PwC คาด อุตสาหกรรมสื่อ-บันเทิงไทยปีนี้กวาดรายได้รวม 5.5 แสนล้าน เติบโต 6.3% https://thestandard.co/pwc-global-entertainment-media-industry-grows-6-3-percent/ Wed, 27 Jan 2021 07:16:41 +0000 https://thestandard.co/?p=447905 อุตสาหกรรมสื่อ

PwC ได้เปิดเผยผลสำรวจข้อมูลด้านรายได้และคาดการณ์ทิศทางก […]

The post PwC คาด อุตสาหกรรมสื่อ-บันเทิงไทยปีนี้กวาดรายได้รวม 5.5 แสนล้าน เติบโต 6.3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุตสาหกรรมสื่อ

PwC ได้เปิดเผยผลสำรวจข้อมูลด้านรายได้และคาดการณ์ทิศทางการเติบโตของ 14 กลุ่มอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงใน 53 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ผ่านรายงาน Global Entertainment & Media (E&M) Outlook 2020-2024


ธิตินันท์ แว่นแก้ว หุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี และหัวหน้าสายงานสื่อและบันเทิง บริษัท PwC ประเทศไทย ระบุว่ารายได้รวมของกลุ่มอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงของไทยปี 2564 จะอยู่ที่ 547,640 ล้านบาท หรือเติบโตราว 6.3% จากปี 2563 ที่คาดว่าอยู่ที่ 515,243 ล้านบาท และคาดว่ารายได้ของอุตสาหกรรมนี้ในประเทศไทยจะสูงกว่า 6 แสนล้านบาทภายในปี 2567

 

“สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 ได้ส่งผลต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทย โดยจากรายงานของเราพบว่ารายได้ของกลุ่มอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงไทยเติบโตลดลง 2% ในปีที่แล้วเปรียบเทียบกับปี 2562 อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าตลาดจะกลับมาฟื้นตัวได้ในปีนี้ โดยธุรกิจภาพยนตร์ ธุรกิจเพลง วิทยุ พอดแคสต์ และธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้าน จะเป็น 3 เซกเมนต์ที่น่าจะเห็นการเติบโตที่โดดเด่น สวนทางกับธุรกิจหนังสือ ธุรกิจทีวีแบบดั้งเดิม หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร ที่คาดว่าจะเห็นการเติบโตติดลบ” ธิตินันท์กล่าว

 

ทั้งนี้ การใช้จ่ายของ 3 อันดับสื่อและบันเทิงของไทยที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในปี 2564 ได้แก่

 

1. ธุรกิจภาพยนตร์ โดยเติบโต 54% จากปีก่อนมาอยู่ที่ 7,604 ล้านบาท 

2. ธุรกิจเพลง วิทยุ และพอดแคสต์ เติบโต 27% จากปีก่อนมาอยู่ที่ 12,280 ล้านบาท 

3. ธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้าน เติบโต 25% จากปีก่อนมาอยู่ที่ 12,944 ล้านบาท 

 

ในทางกลับกัน ผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 จะส่งผลให้การใช้จ่ายของ 3 อันดับสื่อและบันเทิงของไทยมีอัตราการเติบโตติดลบในปีนี้ ได้แก่

1. ธุรกิจหนังสือ ลดลง 1.59% มาอยู่ที่ 25,278 ล้านบาท

2. สื่อโทรทัศน์แบบดั้งเดิม ลดลง 0.42% มาอยู่ที่ 19,949 ล้านบาท 

3.หนังสือพิมพ์และนิตยสาร ลดลง 0.03% มาอยู่ที่ 34,002 ล้านบาท

 

เมื่อเปรียบเทียบกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงทั่วโลก พบว่าในปี 2563 การใช้จ่ายผ่านสื่อและบันเทิงปรับตัวลดลง 5.6% จากปีก่อน โดยถือเป็นการปรับตัวลดลงที่รุนแรงที่สุดในรอบ 21 ปี นับตั้งแต่มีการจัดทำรายงานฉบับนี้ 

 

อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายผ่านสื่อและบันเทิงทั่วโลกจะกลับมาฟื้นตัวและเติบโต 6.4% ที่ 67,129,279 ล้านบาทในปี 2564 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีในช่วง 5 ปี (2562-2567 Compound Annual Growth Rate: CAGR) ที่ 2.83% ต่ำกว่าไทยที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3.38%

จับตาตลาดวิดีโอเกมและอีสปอร์ตไทย
รายงานของ PwC ยังคาดการณ์ว่าตลาดวิดีโอเกมและอีสปอร์ตของไทยมีแนวโน้มการเติบโตที่โดดเด่น โดยจะมีมูลค่าการใช้จ่ายแตะ 35,387 ล้านบาทภายในปี 2567 เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 29,749 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีในช่วง 5 ปี (2562-2567 CAGR) ที่ 7.2% ซึ่งนับเป็นตลาดที่เติบโตสูงสุดเป็นอันดับที่ 6 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รองจากปากีสถาน อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ตามลำดับ

ปัจจุบันวงการอีสปอร์ตในประเทศไทยนั้นกำลังมาแรงและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะอีสปอร์ตนั้นไม่ใช่แค่การเล่นเกมออนไลน์อย่างที่หลายๆ คนเข้าใจอีกต่อไป แต่ถือเป็นกีฬาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับการรับรองจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้บรรจุเป็นกีฬาอีกชนิดหนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ธุรกิจอีสปอร์ตยังก่อให้เกิดอาชีพมากมายสำหรับคนที่อยู่ในแวดวง ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬา นักพากย์ หรือนักสตรีมมิง และยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ปัจจุบันจะเห็นว่ามีภาคธุรกิจหันมาสนใจเป็นสปอนเซอร์และเข้ามาลงทุนในเซกเมนต์นี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นธุรกิจที่เหมาะกับเศรษฐกิจยุคดิจิทัลเป็นอย่างยิ่ง

รายงานของ PwC ระบุว่าการเติบโตของเกมบนมือถือในไทยยังได้เปิดประตูไปสู่ตลาดผู้บริโภควิดีโอเกมหน้าใหม่ๆ ที่ในอดีตอาจจะไม่มีเงินทุนหรือไม่เคยสนใจที่จะเป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์ส่วนตัวและเครื่องเล่นเกมมาก่อน โดยรายได้ของเกมโซเชียลหรือเกมเมอร์ประเภทฆ่าเวลา (Social/Casual Gaming) ได้แซงหน้ารายได้เกมในรูปแบบดั้งเดิมในปี 2560 และขยายตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่นั้นมา

เมื่อถามถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงไทยในปี 2564 ธิตินันท์กล่าวสรุปว่า “ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ท้าทายของอุตสาหกรรม E&M และเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก เพราะสถานการณ์โควิด-19 แต่เรามองว่ามูลค่าการใช้จ่ายของอุตสาหกรรมโดยรวมจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นได้ในปีนี้ โดยการที่ผู้บริโภคหันมาตอบรับเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลอย่างรวดเร็วจะก่อให้เกิดทั้งผลบวกและผลลบกับสื่อแต่ละประเภทในระดับที่แตกต่างกันไป ผู้ประกอบการสื่อที่ปรับตัวได้เร็วและมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการไปสู่ดิจิทัลจะมีความได้เปรียบและสามารถเอาตัวรอดได้ในภาวะแบบนี้ ขณะที่ผู้ประกอบการที่ยังคงให้บริการในรูปแบบดั้งเดิมจะเผชิญกับความยากลำบากในการประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอด หรืออาจถึงกับต้องล้มเลิกกิจการไปในที่สุด” 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post PwC คาด อุตสาหกรรมสื่อ-บันเทิงไทยปีนี้กวาดรายได้รวม 5.5 แสนล้าน เติบโต 6.3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
PwC แนะจับตา ‘7 ข้อผ่อนปรนทางบัญชี’ เสี่ยงกระทบงบการเงิน บจ. ในระยะข้างหน้า https://thestandard.co/pwc-advice-on-7-accounting-relief/ Wed, 18 Nov 2020 08:27:51 +0000 https://thestandard.co/?p=422528 PWC แนะจับตา ‘7 ข้อผ่อนปรนทางบัญชี’ เสี่ยงกระทบงบการเงิน บจ. ในระยะข้างหน้า

PwC ชวนจับตา 7 มาตรการผ่อนปรนทางบัญชี ที่จะสิ้นสุดลงในป […]

The post PwC แนะจับตา ‘7 ข้อผ่อนปรนทางบัญชี’ เสี่ยงกระทบงบการเงิน บจ. ในระยะข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
PWC แนะจับตา ‘7 ข้อผ่อนปรนทางบัญชี’ เสี่ยงกระทบงบการเงิน บจ. ในระยะข้างหน้า

PwC ชวนจับตา 7 มาตรการผ่อนปรนทางบัญชี ที่จะสิ้นสุดลงในปลายปีนี้ อาจส่งผลกระทบต่องบการเงิน บจ. ในปี 2564 พร้อมแนะนักบัญชี บจ. ควรจัดทำบัญชี-งบการเงิน สะท้อนผลกระทบจากโควิด-19 ให้มากที่สุด ป้องกันการเกิดภาวะ ‘ช็อก’ 

 

สำรวจข้อมูลพบ ‘กลุ่มอาหารและเครื่อง-แบงก์-สถาบันการเงิน’ นำใช้มาตรการผ่อนปรน 100% 

 

PwC ประเทศไทย นำโดย สินสิริ ทังสมบัติ หัวหน้าสายงานตรวจสอบบัญชีและหุ้นส่วน และ วันดี ลีวรรัตน์ ผู้อำนวยการ นำเสนอข้อมูลเรื่อง ‘ผลกระทบต่องบการเงิน บจ. ไทยปี 2564 หลังมาตรการผ่อนปรนทางบัญชีสิ้นสุดปลายปีนี้’ ซึ่งครอบคลุม 7 เรื่องต่อไปนี้ 

 

  1. การวัดมูลค่าผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น โดยวิธีอย่างง่าย (TFRS 9)
  2. การวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในตราสารทุนที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาด (TFRS 9)
  3. การวัดมูลค่ายุติธรรมสำหรับรายการสินทรัพย์ทางการเงิน และสินทรัพย์ที่ไม่ใช่สินทรัพย์ทางการเงิน (TFRS 13)
  4. การเปลี่ยนแปลงสัญญาเช่า (TFRS 16)
  5. การกลับรายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (TAS 12)
  6. การประเมินข้อบ่งชี้การด้อยค่าของสินทรัพย์ (TAS 36)
  7. การประมาณการหนี้สิน (TAS 37)

 

PwC ระบุว่า หากมาดูในรายละเอียดซึ่งผ่อนปรนที่ให้ ส่วนใหญ่กระทบกับการประมาณการ ซึ่งขึ้นกับเหตุการณ์ในอนาคต และการประมาณการดังกล่าวส่วนใหญ่กระทบกับการแสดงมูลค่าของสินทรัพย์ในงบการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคิดค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ซึ่งปกติในการประมาณการจะต้องใช้ข้อมูลในอดีต สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และต้องคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดในอนาคต ซึ่งในข้อยกเว้นกำหนดทางเลือกที่จะไม่ต้องนำข้อมูลที่มีการคาดการณ์ในอนาคต (Forward-looking information) มาใช้ในการคิดมูลค่าของผลขาดทุนทางด้านเครดิต 

 

นอกจากนั้น ยังมีข้อผ่อนปรนสำหรับการวัดมูลค่ายุติธรรม เช่น การที่กิจการสามารถเลือกวัดมูลค่ายุติธรรมของตราสารทุนในแต่ละรอบระยะเวลาสิ้นไตรมาสและสิ้นปีของปี พ.ศ. 2563 ด้วยมูลค่ายุติธรรม ณ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 แทนการวัดมูลค่ายุติธรรมใหม่ทุกไตรมาส ซึ่ง ณ เวลานั้นในการคาดการณ์มูลค่ายุติธรรม อาจยังไม่ได้มีผลกระทบจากโควิด-19 มากนัก รวมทั้งในการจัดทำมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ที่ไม่ใช่สินทรัพย์ทางการเงิน และสินทรัพย์ทางการเงินบางประเภทที่ต้องใช้การประมาณการ กิจการสามารถให้น้ำหนักของข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 เป็นน้ำหนักน้อย 

 

ส่วนในเรื่องของการประเมินการด้อยค่าได้ให้ข้อผ่อนปรนสองส่วน ส่วนแรกเป็นการให้ทางเลือกที่จะไม่นำสถานการณ์โควิด-19 มาถือเป็นข้อบ่งชี้ของการด้อยค่า ซึ่งหากไม่มีข้อผ่อนปรนดังกล่าว การเกิดสถานการณ์โควิด-19 ถือเป็นสถานการณ์ทางด้านลบ ซึ่งถือเป็นเหตุให้กิจการต้องทำการทดสอบการด้อยค่า การให้ข้อยกเว้นในข้อนี้ ทำให้กิจการไม่ต้องทำการทดสอบการด้อยค่า 

 

ส่วนที่สองของการให้ข้อผ่อนปรนที่เกี่ยวข้องกับการด้อยค่า คือการผ่อนปรนในเรื่องของการที่กิจการสามารถเลือกที่จะไม่ต้องนำข้อมูลจากสถานการณ์โควิด-19 ที่อาจกระทบต่อการพยากรณ์ทางการเงินในอนาคตมาใช้ประกอบการทดสอบการด้อยค่าได้ สำหรับสินทรัพย์บางกลุ่มที่ต้องทำการทดสอบการด้อยค่าเป็นประจำทุกปี ถึงแม้ว่าจะไม่มีข้อบ่งชี้ของการด้อยค่าก็ตาม 

 

ซึ่งสินทรัพย์ดังกล่าว ครอบคลุมถึงค่าความนิยม สินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่มีอายุการให้ประโยชน์ไม่ทราบแน่นอน และสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่ยังไม่พร้อมใช้งาน นอกจากนั้น ข้อผ่อนปรนดังกล่าวยังให้ทางเลือกกับกิจการในการที่จะไม่นำข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ที่มีความไม่แน่นอน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการประมาณกำไรทางภาษีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมาเป็นข้อมูลในการประมาณความเพียงพอของกำไรทางภาษีที่จะเกิดขึ้น เพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี และรับรู้เป็นสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีได้

 

จากข้อมูลข้างต้นจะพบว่า การให้ข้อผ่อนปรนดังกล่าว ส่งผลกระทบกับมูลค่าสินทรัพย์รายการใหญ่หลายรายการในงบการเงิน เช่น ลูกหนี้การค้า ลูกหนี้สัญญาเช่า ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ สินทรัพย์ไม่มีตัวตน สินทรัพย์ทางการเงินทั้งตราสารหนี้ ตราสารทุน ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี และค่าความนิยม ซึ่งมักเป็นรายการที่มีสาระสำคัญในงบการเงิน 

 

ดังนั้น หากการผ่อนปรนหมดอายุลง ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 นั่นแปลว่า ในการจัดทำงบการเงินสำหรับรอบระยะเวลาสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564 จะต้องทำให้กิจการหยุดการปฏิบัติตามข้อผ่อนปรน และต้องกลับไปใช้หลักการตามปกติที่กำหนดอยู่ในมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ซึ่งอาจส่งผลให้มูลค่าของสินทรัพย์ที่แสดงอยู่เปลี่ยนแปลงไป 

 

“ฉะนั้น ผู้จัดทำงบการเงินควรประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่ากระทบกิจการมากที่สุดแค่ไหน อะไรบ้าง และบันทึกส่วนผลกระทบไป เพื่อให้ผู้อ่านงบการเงินได้พิจารณาจากข้อเท็จจริง และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะช็อก หลังจากมาตรการผ่อนปรนต่างๆ สิ้นสุดลง และต้องกลับไปจัดทำงบบัญชีการเงินตามกฎระเบียบเดิมแบบไม่มีข้อผ่อนปรน” 

 

ทั้งนี้ PwC ได้สำรวจสถิติการใช้มาตรการผ่อนปรนของ TFAC 2 ฉบับของ SET100 ในงบการเงินไตรมาส 2/63 พบว่า กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มสถาบันการเงิน และกลุ่มการเงินและหลักทรัพย์ ต่างใช้มาตรการผ่อนปรนครบ 100% (นัยว่าใช้ทุกข้อผ่อนปรน) ขณะที่กลุ่มอื่น เช่น ไอทีและสื่อสาร กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ กลุ่มพาณิชย์ ก็มีการใช้ข้อผ่อนปรนทางบัญชีเช่นเดียวกัน ดังตาราง

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post PwC แนะจับตา ‘7 ข้อผ่อนปรนทางบัญชี’ เสี่ยงกระทบงบการเงิน บจ. ในระยะข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโออาเซียนมองแนวโน้มเศรษฐกิจไม่ดี เชื่อ AI จะปฏิวัติธุรกิจ อินโดนีเซียเนื้อหอมน่าลงทุนที่สุด https://thestandard.co/pwcs-22nd-annual-global-ceo-survey/ https://thestandard.co/pwcs-22nd-annual-global-ceo-survey/#respond Fri, 22 Feb 2019 11:04:25 +0000 https://thestandard.co/?p=205454

PwC ประเทศไทย รายงานผลสำรวจความคิดเห็นของประธานเจ้าหน้า […]

The post ซีอีโออาเซียนมองแนวโน้มเศรษฐกิจไม่ดี เชื่อ AI จะปฏิวัติธุรกิจ อินโดนีเซียเนื้อหอมน่าลงทุนที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

PwC ประเทศไทย รายงานผลสำรวจความคิดเห็นของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอทั่วโลก ครั้งที่ 22 ประจำปี 2562 (PwC’s 22nd Annual Global CEO Survey) โดยผู้บริหารในภูมิภาคอาเซียนมากกว่า 50% เห็นว่า แนวโน้มเศรษฐกิจของโลกปีนี้จะเติบโตลดลงและมีมุมมองที่เป็นลบต่อทิศทางเศรษฐกิจมากกว่าซีอีโอทั่วโลก

 

ศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหารและหุ้นส่วน บริษัท PwC ประเทศไทย ให้รายละเอียดว่า การสำรวจความคิดเห็นซีอีโอเกือบ 1,400 ราย ใน 91 ประเทศ มีซีอีโอจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนจำนวน 78 ราย โดยซีอีโออาเซียนถึง 46% เชื่อว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปีนี้จะโตลดลงจากปีก่อน ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและรายได้มากที่สุดในปี 2562 ได้แก่ ความขัดแย้งทางการค้า ความไม่แน่นอนทางภูมิศาสตร์การเมือง ความไม่แน่นอนของนโยบาย กฎระเบียบข้อบังคับที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อการเติบโตของรายได้ (Revenue growth) ของซีอีโออาเซียนในปีนี้พบว่า ลดลงจาก 44% ในปี 2561 เหลือเพียง 33% ในปีนี้

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้บรรดาผู้บริหารเชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะเข้ามาปฏิวัติธุรกิจของพวกเขาในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่ปัญหาใหญ่ยังเป็นเรื่องความพร้อมในการนำ AI เข้ามาใช้งาน ปัจจุบันภาคธุรกิจขาดแคลนแรงงานและมีช่องว่างทางทักษะภายในองค์กร จากผลสำรวจพบว่า ธุรกิจอาเซียนเกือบ 40% ยังไม่มีการนำ AI เข้ามาใช้งานในปัจจุบัน ขณะที่อีก 32% มีแผนที่จะนำ AI เข้ามาใช้งานในอีก 3 ปีข้างหน้า 28% มีการใช้งาน AI ในวงจำกัด และมีเพียง 4% ที่มีการใช้ AI อย่างกว้างขวางและเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติงานในองค์กร

 

จากกรณีของสงครามการค้า ซีอีโออาเซียนจำนวน 29% เลือกปรับกลยุทธ์การบริหารห่วงโซ่อุปทานโดยหันไปส่งออกและหาแหล่งวัตถุดิบจากประเทศอื่นแทน นอกจากนี้ยังชะลอการใช้จ่ายด้านการลงทุนออกไปก่อนเพื่อรอดูสถานการณ์ ขณะที่อีก 17% เลือกที่จะเปลี่ยนกลยุทธ์ไปเติบโตในตลาดอื่นๆ ที่มีศักยภาพ เช่น ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียอย่างอินโดนีเซียและเวียดนาม เป็นต้น  

 

ผลการสำรวจนี้ชี้ว่า อุปสรรคสำคัญที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่วนตลาดที่น่าเข้าลงทุนมากที่สุดในสายตาของซีอีโออาเซียน ได้แก่ จีน (42%) รองลงมาคือ อินโดนีเซีย (24%) และอันดับที่ 3 คือ สหรัฐอเมริกา (21%) ตามลำดับ

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

  • PwC ประเทศไทย

The post ซีอีโออาเซียนมองแนวโน้มเศรษฐกิจไม่ดี เชื่อ AI จะปฏิวัติธุรกิจ อินโดนีเซียเนื้อหอมน่าลงทุนที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/pwcs-22nd-annual-global-ceo-survey/feed/ 0
PwC ชี้ธุรกิจครอบครัวจ้างมืออาชีพบริหารเติบโตดีกว่า กงสีไทยครอง 80% ของระบบเศรษฐกิจ https://thestandard.co/global-family-business-survey-2018-grow-up/ https://thestandard.co/global-family-business-survey-2018-grow-up/#respond Tue, 04 Dec 2018 09:01:20 +0000 https://thestandard.co/?p=159066

PwC Thailand แถลงผลการสำรวจธุรกิจครอบครัวทั่วโลกปี 2018 […]

The post PwC ชี้ธุรกิจครอบครัวจ้างมืออาชีพบริหารเติบโตดีกว่า กงสีไทยครอง 80% ของระบบเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>

PwC Thailand แถลงผลการสำรวจธุรกิจครอบครัวทั่วโลกปี 2018 (Global Family Business Survey 2018) โดยเก็บข้อมูลจากผู้บริหารระดับสูง 2,953 ตัวอย่างใน 53 ประเทศและเขตการปกครองรวมถึงประเทศไทย โดยพบว่าธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่จะเติบโตสูงสุดในรุ่นของผู้บุกเบิกธุรกิจ หรือคนรุ่น 1 และลดหลั่นลงมา ใครผู้บริหารรุ่นถัดไป เนื่องจากขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จึงเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าก้าวกระโดด เจ้าของธุรกิจที่เป็นคนรุ่นหลานหรือรุ่นที่ 3 ซึ่งมีระดับการศึกษาและความรู้ความเข้าใจโลกธุรกิจ มักจะเปิดทางให้ผู้บริหารมืออาชีพจากภายนอกเข้ามาดำเนินกิจการ

 

นิพันธ์ ศรีสุขุมบวรชัย หัวหน้าสายงานธุรกิจครอบครัวและหุ้นส่วนสายงานภาษีและกฎหมาย PwC Thailand ให้ข้อมูลว่า มูลค่าธุรกิจครอบครัวของประเทศไทยแตะ 30 ล้านล้านบาท คิดเป็น 80% ของทั้งระบบเศรษฐกิจ ติดอันดับ 8 ของโลก และอันดับ 7 ของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีธุรกิจที่รายได้เกิน 200 ล้านบาทต่อปี ถึง 2.5 หมื่นแห่ง จึงถือเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจ โดย 75% ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นธุรกิจครอบครัว ซึ่งถือหุ้นใหญ่โดยคนในตระกูลและเครือญาติ หลายบริษัทใช้การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อประโยชน์ด้านภาพลักษ์ทางธุรกิจ และดึงดูดพนักงานเก่งๆ มากกว่าความตั้งใจในการระดมทุนด้วยซ้ำ เนื่องจากใช้ทุนที่มีอย่างมหาศาลในการประกอบธุรกิจอยู่แล้ว

 

สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญของธุรกิจครอบครัวที่ประสบความสำเร็จคือคุณค่าและจุดมุ่งหมาย (Value and Purpose) ของครอบครัว ซึ่งควรจะสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ (Business Objects) หากไม่ไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อมืออาชีพหรือผู้บริหารที่มีฝีมือจากภายนอกมารับช่วงต่อจะทำงานด้วยลำบากและยากที่จะเติบโตไปได้อย่างยั่งยืน เป็นเรื่องจำเป็นในช่วงที่ครอบครัวยังสามัคคีเป็นปึกแผ่นที่จะประชุมเพื่อสรุปคุณค่าและจุดมุ่งหมายของตระกูล ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านการเงินหรือไม่ก็ได้ จากนั้นต้องเขียนหรือบันทึกออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อใช้ในการอ้างอิง และนำไปสู่การกำหนดวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ จากนั้นจึงสื่อสารออกไปเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกัน โดยมีหลักธุรกิจและจริยธรรมที่เป็นรูปธรรมและสรรหาพนักงานที่มีความสามารถมาร่วมงาน

 

นอกจากนี้ธุรกิจครอบครัวที่ประสบความสำเร็จถึง 49% จะวางแผนและกลยุทธ์ทางธุรกิจระยะกลางที่เป็นรูปธรรมชัดเจน (3-5 ปี) ไว้เสมอ ซึ่งมักจะเกิดในธุรกิจที่คนรุ่น 3 บริหารจัดการและใช้มืออาชีพในองค์กร ขณะที่ธุรกิจครอบครัว 21% กลับไม่มีแผนดังกล่าว

 

PwC Thailand ชี้ว่า สิ่งท้าทายสำคัญของธุรกิจครอบครัวไทยในปัจจุบันยังเป็นเรื่องช่องว่างระหว่างวัยของผู้บริหารต่างรุ่น บ่อยครั้งที่คนรุ่น 1 หรือ 2 จะไม่เชื่อถือลูกหรือคนรุ่นถัดมาทั้งที่ตั้งใจจะให้เข้ามาช่วยบริหารงาน ขณะเดียวกันการส่งมอบอำนาจการบริหารงานจากรุ่นสู่รุ่นมักจะไม่มีแผนที่ชัดเจน นอกจากนี้การกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Governance) ยังเป็นส่วนที่ธุรกิจไทยต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของธุรกิจครอบครัวคือการสร้างนวัตกรรมใหม่และการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะเพื่อเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

  • PwC Thailand

The post PwC ชี้ธุรกิจครอบครัวจ้างมืออาชีพบริหารเติบโตดีกว่า กงสีไทยครอง 80% ของระบบเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/global-family-business-survey-2018-grow-up/feed/ 0
PwC ย้ำ ธุรกิจเตรียมพร้อมมาตรฐานบัญชีใหม่ เข้าตลาดหุ้นต้องใช้ไม่น้อยกว่า 3 ปี บริษัทไทยบัญชียังน่าห่วง https://thestandard.co/pwc-thailands-symposium-2018/ https://thestandard.co/pwc-thailands-symposium-2018/#respond Thu, 18 Oct 2018 05:31:55 +0000 https://thestandard.co/?p=133768

ชาญชัย ชัยประสิทธิ์ หัวหน้าสำนักงานตรวจสอบบัญชี PwC Tha […]

The post PwC ย้ำ ธุรกิจเตรียมพร้อมมาตรฐานบัญชีใหม่ เข้าตลาดหุ้นต้องใช้ไม่น้อยกว่า 3 ปี บริษัทไทยบัญชียังน่าห่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ชาญชัย ชัยประสิทธิ์ หัวหน้าสำนักงานตรวจสอบบัญชี PwC Thailand ให้ข้อมูลในงาน PwC Thailand’s Symposium 2018 ว่า ทุกธุรกิจขณะนี้กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เทคโนโลยีจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกิจอย่างสิ้นเชิง หากพิจารณาจาก 5 เมกะเทรนด์สำคัญ คือ 1. การเข้าสังคมผู้สูงอายุ 2. พลังเศรษฐกิจเอเชียที่มีมากขึ้น 3. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 4. การเข้าสู่สังคมเมืองมากขึ้น และ 5. บทบาทของเทคโนโลยีที่กระทบกับทุกชีวิต ค่อนข้างชัดเจนว่าจะมีเงินทุนไหลเข้ามาในประเทศแถบเอเชียมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนที่เศรษฐกิจขยายตัวอย่างร้อนแรง คำถามสำคัญคือ ภาคธุรกิจมีความพร้อมเพียงใดในการยกระดับสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะประเด็นมาตรฐานทางบัญชีใหม่ที่จะเริ่มใช้บางส่วนในปี 2562 นี้

 

 

การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานทางบัญชีที่สำคัญและเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องตื่นตัว ซึ่งข้อมูลทางบัญชีจะต้องวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analysis) และการคาดการณ์ไปยังอนาคต (Forward Looking) ได้ เป็นต้น มาตรฐานใหม่ที่น่าจะมีผลกระทบในวงกว้าง ได้แก่ มาตรฐานรายงานทางการเงินสำหรับเครื่องมือทางการเงิน (IFRS9) ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ มาตรฐานการรายงานทางการเงินเรื่องรายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า (TFRS15) และมาตรฐานการรายงานทางการเงินเรื่องสัญญาเช่า (TFRS16)

 

สำหรับ IFRS9 ถูกเลื่อนการบังคับใช้ออกไปเป็นวันที่ 1 มกราคม 2563 เนื่องจากผู้ประกอบการไทยยังมีปัญหาด้านความพร้อมของระบบบัญชี หลักสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงการจัดประเภทและการวัดมูลค่าของทรัพย์สิน หนี้สินทางการเงิน การปรับปรุงวิธีการรับรู้การด้อยค่า (Impairment) และการป้องกันความเสี่ยงทางบัญชี ซึ่งทุกธุรกิจจะต้องกันเงินสำรองจากการให้กู้ยืมเร็วขึ้น และตั้งประมาณด้อยค่าตั้งแต่วันแรกที่เกิดรายการขึ้น ซึ่งแตกต่างจากกระบวนการทางบัญชีเดิมที่ใช้กันในทุกวันนี้อย่างชัดเจน

 

ชาญชัยให้ความเห็นว่า ธุรกิจกลุ่มสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีความพร้อมด้านข้อมูลและระบบที่รองรับ IFRS9 เกือบสมบูรณ์แล้ว แต่ที่น่ากังวลคือ ธุรกิจอื่นๆ ทั่วไปจำนวนมากยังไม่ได้เตรียมความพร้อมยกระดับสู่มาตรฐานทางบัญชีใหม่ ซึ่งอาจไม่ทันเวลาที่เริ่มบังคับใช้ได้ ทั้งที่ประเด็นนี้จะมีผลกระทบต่อธุรกิจของทุกองค์กรอย่างชัดเจน

 

สิ่งที่น่าจับตาคือ หลักเกณฑ์ใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ที่ประกาศเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ให้กิจการที่ยื่นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะต้องจัดทำรายงานทางการเงินตามมาตรฐานบัญชีใหม่เป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี ซึ่งจะต้องถูกตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีที่ กลต.ให้ความเห็นชอบเท่านั้น ซึ่งหลักเกณฑ์นี้จะบังคับใช้ในปี 2567 นี้ นั่นคือ ธุรกิจที่จะเข้าตลาดหุ้นต้องเริ่มใช้มาตรฐานบัญชีใหม่อย่างช้าในปี 2564 จึงน่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่จะต้องเร่งปรับตัวเรื่องนี้ เพราะเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

  • PwC Thailand

The post PwC ย้ำ ธุรกิจเตรียมพร้อมมาตรฐานบัญชีใหม่ เข้าตลาดหุ้นต้องใช้ไม่น้อยกว่า 3 ปี บริษัทไทยบัญชียังน่าห่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/pwc-thailands-symposium-2018/feed/ 0