PTTGC Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/pttgc/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 27 Mar 2025 08:29:43 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 PTTGC – เทรดที่ระดับต่ำมากท่ามกลางผลประกอบการที่ฟื้นตัว https://thestandard.co/market-focus-pttgc-6/ Thu, 27 Mar 2025 08:29:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1057241 PTTGC

เกิดอะไรขึ้น: ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีระดับต่ำในช […]

The post PTTGC – เทรดที่ระดับต่ำมากท่ามกลางผลประกอบการที่ฟื้นตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC

เกิดอะไรขึ้น:

ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีระดับต่ำในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาและขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์จำนวนมากจากการปรับพอร์ตโฟลิโอเพื่อรับมือกับสภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยกดดันให้ราคาหุ้น PTTGC ปรับตัวลดลง 24% YTD เทียบกับ SET ที่ลดลง 15%  

 

InnovestX Research คาดว่า sentiment ตลาดต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะปรับตัวดีขึ้น โดยได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการล่าสุดที่มุ่งกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดแรงกดดันจากการส่งออกของจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นตลาดที่สำคัญของ PTTGC ทั้งนี้รายได้จากตลาดเอเชีย (ไม่รวมจีน) ของ PTTGC คิดเป็น 18% ของรายได้รวมในปี 2567 ขณะที่รายได้จากจีนคิดเป็นสัดส่วนราว 7%

 

ด้านการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจ performance chemicals (22% ของ adjusted EBITDA ในปี 2567) คาดว่ากำไรจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมากในปี 2568 หลังจากขายสินทรัพย์ที่สร้างผลขาดทุนของ Vencorex ออกไปเมื่อปีที่ผ่านมา ดังนั้นกำไรส่วนใหญ่ของกลุ่มธุรกิจนี้จะมาจาก Allnex ซึ่งจะได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ที่ดีขึ้นในยุโรปและเอเชียแปซิฟิก (โดยเฉพาะจีน) PTTGC คาดว่าปริมาณการขายของ Allnex จะเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับกลางในปี 2568 พร้อมกับการปรับปรุงประสิทธิภาพเพิ่มเติมมากกว่า 30 ล้านยูโร 

 

เป้าหมายระยะยาวสำหรับ EBITDA ของ Allnex ถูกตั้งไว้ที่ 600 ล้านยูโรภายในปี 2573 เทียบกับ 272 ล้านยูโรในปี 2567 โดย 78% ของงบลงทุนเพื่อการเติบโตทั้งหมดในปี 2568-2572 ของ PTTGC จะถูกจัดสรรให้กับการขยายธุรกิจของ Allnex

 

สำหรับปี 2568 InnovestX Research คาดว่ากำไรปกติของ PTTGC จะได้รับการสนับสนุนจาก EBITDA margin ที่ฟื้นตัวดีขึ้นของกลุ่มธุรกิจโอเลฟินส์จากการมีสัดส่วนวัตถุดิบอีเทนเพิ่มขึ้นเป็น 38% (เทียบกับ 33% ในปี 2567) และส่วนแบ่งขาดทุนที่ลดลงจาก JV ในธุรกิจผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง (เทียบกับส่วนแบ่งขาดทุน >9.5 พันล้านบาท ในปี 2567) ซึ่งเป็นผลมาจากการตั้งรายการด้อยค่าและสำรองค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องจากการยุติการดำเนินกิจการของ PTTAC 

 

ทั้งนี้ PTTGC น่าจะสามารถรับรู้ผลประโยชน์ราว 4.6 พันล้านบาท จากการปรับพอร์ตโฟลิโอ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากมาจากการยุติการดำเนินกิจการของ PTTAC และการขายกิจการ Vencorex นอกจากนี้การริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันน่าจะทำให้ PTTGC สามารถผ่านพ้นสภาวะอุตสาหกรรมที่ยากลำบากในปี 2568 ไปได้

 

PTTGC จะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนวัตถุดิบเอาไว้ได้ในระยะยาว เนื่องจากบริษัทได้ลงนามในสัญญาจัดหาอีเทนนำเข้าจากบริษัทแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ (Enterprise) เป็นระยะเวลา 15 ปี โดยใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมเพียง 133 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สอดคล้องกับกลยุทธ์ asset light) ซึ่งจะช่วยให้ PTTGC มีปริมาณวัตถุดิบอีเทน เพิ่มขึ้นถึง 400,000 ตันต่อปีตั้งแต่ปี 2572 เป็นต้นไป ผู้บริหารคาดว่าจะได้รับผลประโยชน์ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งหมายถึงระยะเวลาคืนทุนไม่ถึง 4 ปี การจัดหาอีเทนเพิ่มเติมจะช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างอุปทานภายในประเทศ 1.9 ล้านตันต่อปีจาก PTT กับกำลังการผลิตสูงสุดของ PTTGC ที่ 2.5 ล้านตันต่อปีได้บางส่วน

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น PTTGC ปรับขึ้น 5.65% ขณะที่ SET Index ปรับลง 1.35% สู่ 1,190.06 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

InnovestX Research เชื่อว่า PTTGC ผ่านจุดที่แย่ที่สุดในปี 2567 ไปแล้ว valuation ปัจจุบันสำหรับปี 2568 ที่ EV/EBITDA 5.9 เท่า และ PBV 0.3 เท่า ดูน่าสนใจเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของหุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดภูมิภาคที่ 8.9 เท่า และ 0.7 เท่า ตามลำดับ 

 

โดยคงคำแนะนำ OUTPERFORM  สำหรับ PTTGC ให้ราคาเป้าหมายที่ 29 บาทต่อหุ้น อิงกับ PBV (ปี 2568) ที่ 0.5 เท่า (-1.5SD ของค่าเฉลี่ย 5 ปี) เพื่อสะท้อนความกังวลเกี่ยวกับอัตราภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกระแสการค้าสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก ราคาเป้าหมายดังกล่าวคิดเป็น EV/EBITDA (ปี 2568) เพียง 6.9 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 12.6 เท่า

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ราคาน้ำมันดิบและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ผันผวนของธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจปิโตรเคมี,ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากวัตถุดิบก๊าซที่ลดลง, รายการด้อยค่าของสินทรัพย์, การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (<3% ของกำลังการผลิต) และ การเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐบาลในการจัดสรรอุปทานก๊าซภายในประเทศให้แก่ธุรกิจปิโตรเคมี

 

ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ ผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจหมุนเวียน

 

PTTGC – เทรดที่ระดับต่ำมากท่ามกลางผลประกอบการที่ฟื้นตัว

https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/high-conviction/pttgc-hc-20250325

The post PTTGC – เทรดที่ระดับต่ำมากท่ามกลางผลประกอบการที่ฟื้นตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท. เร่งเดินหน้าหาพาร์ตต่างชาติ รับมือวัฏจักรปิโตรเคมีขาลง เน้นกุมฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน PTTGC-TOP-IRPC https://thestandard.co/ptt-profit-drop-petrochemical-partners-2024/ Sun, 23 Feb 2025 05:11:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1044913 ปตท รายงานกำไรลดลง 19.6% พร้อมเดินหน้าหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติรับมือปิโตรเคมีขาลง

ปตท. แจ้งกำไรสุทธิปี 2567 ร่วง 19.6%YoY เหลือ 9 หมื่นล้ […]

The post ปตท. เร่งเดินหน้าหาพาร์ตต่างชาติ รับมือวัฏจักรปิโตรเคมีขาลง เน้นกุมฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน PTTGC-TOP-IRPC appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท รายงานกำไรลดลง 19.6% พร้อมเดินหน้าหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติรับมือปิโตรเคมีขาลง

ปตท. แจ้งกำไรสุทธิปี 2567 ร่วง 19.6%YoY เหลือ 9 หมื่นล้านบาท จากปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1.12 แสนล้านบาท เนื่องจาก EBITDA ที่ลดลง มีรายการด้อยค่าและประมาณการค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตเพิ่มขึ้นของบริษัทในเครือ พร้อมชี้แจงว่าไม่มีการควบรวมกิจการ 3 บริษัท PTTGC-TOP-IRPC

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยใน ‘งานแถลงผลการดำเนินงาน ปตท. ประจำปี 2567’ ระบุว่า ยอมรับว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมของกลุ่มธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) คือกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี กำลังอยู่ในช่วงวัฏจักรขาลง (Downcycle) โดยในช่วง 4 ปีก่อน ทั้งกลุ่ม ปตท. เคยมีกำไรสูงถึงระดับประมาณ 5-7 หมื่นล้านบาท 

 

ทั้งนี้ ถือเป็นช่วงของ Downcycle ของภาพรวมอุตสาหกรรมโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่เกิดขึ้นมายาวนาน ซึ่งมีสาเหตุมาจากสถานการณ์ Oversupply จากจีน รวมทั้งประเทศอื่นๆ ที่มีการผลิตออกมามากเกินความต้องการใช้ ขณะที่การเติบโตความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปกับปิโตรเคมีจะอิงกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของโลก

 

 

บรรยากาศของงานแถลงผลการดำเนินงาน ปตท. ประจำปี 2567

 

เร่งหาพาร์ตเนอร์กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีเสริมความแข็งแกร่ง

 

สำหรับความคืบหน้าในการปรับตัวหรือรับมือ Downcycle ของภาพรวมอุตสาหกรรมโรงกลั่นและปิโตรเคมี ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาอยู่จำนวนหลายราย อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ และหากมีข้อสรุปจะมีการแจ้งข้อมูลกับสื่อมวลชนอีกครั้ง พร้อมยืนยันว่าไม่มีแนวคิดในการเลิกดำเนินธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี 

 

“ในทางตรงกันข้ามเรายังเห็นของความสำคัญในกลุ่มธุรกิจ Downstream หรือปิโตรเคมี ที่เป็นบริษัทแฟลกชิปและ ปตท. ถือหุ้นใหญ่อยู่ เพียงแต่มีความจำเป็นและเป็นเรื่องที่สมควรที่เราจะต้องหาพาร์ตเนอร์ที่แข็งแรงที่มีวัตถุดิบ หรือมีตลาด หรือที่มีเทคโนโลยี มาช่วยเสริม ตอนนี้ก็อยู่ในกระบวนการ ซึ่งถือว่ามีความก้าวหน้าอยู่ และไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะทั่วโลกเขาก็ทำกัน” ดร.คงกระพัน กล่าว

 

ดร.คงกระพัน ซีอีโอของ ปตท. ยังชี้แจงต่อว่า ปตท. จะไม่มีการควบรวมกิจการ 3 บริษัทที่ทำธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี ซึ่งอยู่ในเครือของ ปตท. พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC, บมจ.ไทยออยล์ หรือ TOP และ บมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC แต่จะมีพาร์ตเนอร์ต่างชาติเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับทั้ง 3 บริษัทดังกล่าว ตามแนวทางที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ พร้อมทั้งย้ำ ปตท. จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในทั้ง 3 บริษัทต่อไป 

 

นอกจากกลุ่ม ปตท. ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มกำไรก่อนภาษี ค่าเสื่อม และดอกเบี้ยจ่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3 หมื่นล้านบาทภายใน 3 ปีหรือปี 2570 โดยจะมาจากส่วนของบริษัท ปตท. เอง จำนวน 1 หมื่นล้านบาท และบริษัทในเครืออีก 2 หมื่นล้านบาท โดยมุ่งเน้นปรับโครงสร้างธุรกิจ นำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้เพิ่มรายได้และลดต้นทุน 

 

 

เป้าหมายของ บมจ.ปตท. ในการเพิ่ม EBITDA ในปี 2570

 

แผน 5 ปี ตั้งงบลงทุน 5.5 หมื่นล้านบาท เน้นธุรกิจก๊าซ

 

สำหรับแผนในช่วง 5 ปี ระหว่าง 2568-2572 ในส่วนของ ปตท. และบริษัทลูกที่ถือหุ้นสัดส่วน 100% ไว้ที่ประมาณ 5.5 หมื่นล้านบาท โดยในปีนี้มีแผนจะใช้งบลงทุน 2.5 หมื่นล้านบาท โดยสัดส่วนหลักลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจท่อส่งและโรงแยกก๊าซธรรมชาติ และอีกส่วนลงทุนในธุรกิจเทรดดิ้ง โดยในปีนี้บริษัทยังไม่มีแผนลงทุนในกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มเติม

“ต้องยอมรับว่าโลกยุคปัจจุบันมีความไม่แน่นอนเยอะ ถ้าจะให้เราไปลงทุนสร้างโรงงาน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แล้วรอไปอีก 4 ปีเพื่อให้โรงงานเสร็จ วันนี้เราคงไม่ทำแบบนั้น เพราะกว่าจะสร้างเสร็จภาพตลาดก็อาจเปลี่ยนไป ดังนั้น ปตท. ต้องทำอะไรที่ความเสี่ยงต่ำ” ดร.คงกระพัน กล่าว

 

สำหรับกรณีที่ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาให้ข่าวเกี่ยวกับประเด็นการปรับระบบ Pool Gas เพื่อปรับใช้ลดค่าไฟฟ้า คงกระพันกล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีการเรียกคุย และยังไม่ได้มีการนัด ปตท. เข้าไปเพื่อหารือในประเด็นนี้

 

ปตท. กำไรสุทธิ ปี 2567 ร่วง 19.6% เหลือ 9 หมื่นล้านบาท

 

ทั้งนี้ บมจ.ปตท. แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ รายงานผลประกอบการในปี 2567 ปตท. มีกำไรสุทธิจำนวน 90,072 ล้านบาท ลดลง 21,952 ล้านบาท หรือ 19.6% จากปี 2566 ที่มีกำไร 112,024 ล้านบาท โดยหลักจาก EBITDA ที่ลดลง ประกอบกับค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลง อีกทั้งมีการรับรู้รายการ Non-Recurring Items สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นขาดทุนประมาณ 4.5 พันล้านบาท 

 

โดยหลักจากการด้อยค่าและประมาณการค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตของกลุ่มบริษัท Vencorex และ PTTAC ของ PTTGC ประมาณ 1.05 หมื่นล้านบาท ขณะที่ในปี 2566 มีการรับรู้รายการ Non-Recurring Items สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นกำไรประมาณ 300 ล้านบาท โดยหลักจากการขายสัดส่วนการลงทุนในโครงการ Cash-Maple ของ PTTEP

 

ปตท รายงานกำไรลดลง 19.6% พร้อมเดินหน้าหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติรับมือปิโตรเคมีขาลง

สรุปข้อมูลกำไรสุทธิของ บมจ.ปตท. ประจำปี 2567

          

ขณะที่ในปี 2567 ปตท. มีรายได้จากการขายจำนวน 3,090,453 ล้านบาท ลดลงจากปี 2566 จำนวน 54,431 ล้านบาท หรือลดลง 1.7% โดยกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศมีรายได้จากการขายลดลงจากราคาขายผลิตภัณฑ์ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันที่อ้างอิง แม้ว่าปริมาณขายเพิ่มขึ้น โดยหลักจากปริมาณการค้าน้ำมันสำเร็จรูปและ LNG ระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีรายได้จากการขายลดลง โดยหลักจากธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติจากราคาขายเฉลี่ยปรับลดลงตามราคา Pool Gas รวมทั้งปริมาณขายก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยที่ลดลง

 

พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดผลการดำเนินงานปี 2567 ที่ 2.10 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทน (Dividend Yield) ที่ 6.6% และมี Payout Ratio ที่ 67%

The post ปตท. เร่งเดินหน้าหาพาร์ตต่างชาติ รับมือวัฏจักรปิโตรเคมีขาลง เน้นกุมฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน PTTGC-TOP-IRPC appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท. รับมือปิโตรเคมีขาลง ศึกษาปรับพอร์ตกิจการ PTTGC-TOP-IRPC พร้อมศึกษาลดสัดส่วนแบ่งขายหุ้นทั้ง 3 บริษัทให้พาร์ตเนอร์ต่างชาติ คาดว่าจะมีความชัดเจนปลาย 2Q68 https://thestandard.co/ptt-strategic-plan/ Fri, 14 Feb 2025 02:10:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1041660 ปตท.

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของโลกกำลังอยู่ในภาวะวัฏจักรขาลง ลาม […]

The post ปตท. รับมือปิโตรเคมีขาลง ศึกษาปรับพอร์ตกิจการ PTTGC-TOP-IRPC พร้อมศึกษาลดสัดส่วนแบ่งขายหุ้นทั้ง 3 บริษัทให้พาร์ตเนอร์ต่างชาติ คาดว่าจะมีความชัดเจนปลาย 2Q68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท.

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของโลกกำลังอยู่ในภาวะวัฏจักรขาลง ลามมาถึงกลุ่ม ปตท. เองก็โดนผลกระทบในรอบนี้ จึงจำเป็นต้องขยับตัวเพื่อนำพาธุรกิจให้รอดจากสถานการณ์นี้ หนึ่งในแนวทางที่กำลังศึกษาคือปรับพอร์ตกิจการบริษัทลูกนั่นคือ PTTGC, TOP และ IRPC

 

แหล่งข่าวระดับสูงจากอุตสาหกรรมพลังงานใหม่สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า บมจ.ปตท. หรือ PTT ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC, บมจ.ไทยออยล์ หรือ TOP และ บมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC ซึ่งทั้ง 3 บริษัทดังกล่าวดำเนินธุรกิจในธุรกิจกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี โดยปัจจุบันทีมผู้บริหารของกลุ่ม ปตท. อยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาและปรับโครงสร้างของทั้ง 3 บริษัท เพื่อเป็นกลยุทธ์ในการรับมือกับภาพอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของทั่วโลกที่กำลังอยู่ในช่วงวัฏจักรขาลง (Downcycle) มาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากผลการกระทบที่โรงงานปิโตรเคมีของจีนที่มีสถานการณ์กำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) จำนวนมาก ส่งผลให้มีการผลิตสินค้ากลุ่มปิโตรเคมีออกมาล้นตลาด กดดันให้ราคาปิโตรเคมีทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ PTT อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับโครงสร้างทั้ง 3 บริษัทในเครือ ปัจจุบันมีการศึกษาอยู่ในหลายแนวทาง ดังนี้

 

แนวทางที่ 1 ศึกษาแนวการควบรวมกิจการของทั้ง 3 บริษัท คือ PTTGC, TOP และ IRPC ซึ่งปัจจุบัน ปตท. มีการถือหุ้นอยู่ในแต่ละบริษัทอยู่ที่ประมาณ 45% เพื่อรวมเป็นบริษัทเดียวกัน เพื่อสร้างประโยชน์ร่วม (Synergy) โดยใช้จุดแข็งของแต่ละบริษัททำงานร่วมกันให้กลุ่มธุรกิจ เพราะปัจจุบันในแต่ละบริษัทยังมีธุรกิจที่ยังไม่ครบ Value Chain

 

“แนวคิดการควบรวมกิจการของธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีจะคล้ายกับในอดีตที่ ปตท. ใช้ควบรวมกิจการธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งเดิมก่อนหน้านี้ธุรกิจไฟฟ้าจะแยกไปอยู่กับบริษัทต่างๆ ในเครือ ปตท. แต่มีการปรับโครงสร้างใหม่ โดยนำธุรกิจโรงไฟฟ้าทั้งหมดมาอยู่ภายใต้บริษัทที่ตั้งขึ้นมาใหม่ซึ่งเป็นบริษัทแฟลกชิปธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. ปัจจุบันคือ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC และในอดีต ปตท. ก็เคยควบรวมกิจการของ PTTCH กับ PTTAR มาแล้วคือ PTTGC ในปัจจุบัน” แหล่งข่าวกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH 

 

โรงกลั่นของ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC

 

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าการควบรวม PTTGC, TOP และ IRPC จะมีความซับซ้อนมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับของกรณีที่เคยควบรวมกิจการไฟฟ้าในเครือ ปตท. เพราะปรับโครงสร้างโดยการนำสินทรัพย์คือธุรกิจไฟฟ้าที่แยกอยู่กับแต่บริษัทในเครือ โดยนำสินทรัพย์นำมารวมกันอยู่ภายใต้บริษัทที่ตั้งขึ้นมาใหม่คือ GPSC 

 

ขณะที่การควบรวม PTTGC, TOP และ IRPC จะเป็นการควบรวมบริษัทเดิมที่มีอยู่แล้ว อีกทั้งทุกบริษัทยังเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ 

 

อีกทั้งหากมีการควบรวมกิจการสำเร็จ ในลำดับถัดไปอาจมีการศึกษาเรื่องการขายหุ้นของบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการของทั้ง 3 บริษัทดังกล่าวให้กับ Strategic Partner ต่างประเทศ เพื่อเข้ามาช่วยสร้าง Synergy รวมทั้งเสริมศักยภาพการแข่งขันในการดำเนินธุรกิจรับมือกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่กำลังอยู่ในช่วง Downcycle

 

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากปตท. ทำให้การศึกษาแนวทางที่ 1 ต้องรอข้อสรุปที่ชัดเจนอีกครั้ง ยังไม่สามารถนำไปพิจารณาต่อได้ 

 

เล็งแบ่งขายหุ้น PTTGC-TOP-IRPC เพื่อลดสัดส่วนถือหุ้น

 

แนวทางที่ 2 ศึกษาแนวทางการขายหุ้นเพื่อลดสัดส่วนถือหุ้นในทั้ง 3 บริษัท คือ PTTGC, TOP และ IRPC โดย ปตท. จะพิจารณาขายหุ้นเป็นรายบริษัท เพื่อลดสัดส่วนให้ต่ำกว่าปัจจุบันที่ถือ 45% โดยมีแนวคิดที่จะขายหุ้นให้ Strategic Partner ต่างประเทศเช่นกัน เป้าหมายหลักคือบริษัทพลังงานและปิโตรเคมีในตะวันออกกลาง รวมถึงเปิดกว้างกับพาร์ตเนอร์ต่างชาติรายอื่นๆ ที่มีความสนใจและมีศักยภาพในการลงทุนเพื่อขยายพอร์ตธุรกิจ ในการนำมาช่วยสร้าง Synergy ให้ทั้ง 3 บริษัทในเครือดังกล่าว

“โจทย์สำคัญในการขายหุ้นลดสัดส่วนในทั้ง 3 บริษัทนี้ ปตท. จะต้องไม่สูญเสียอำนาจในการบริหารจัดควบการบริหารงานด้วย” แหล่งข่าวกล่าว

 

นอกจากนี้อาจมีการพิจารณาแนวทางอื่นๆ ที่เหมาะสมเพิ่มเติมควบคู่ไปด้วย รวมทั้งมีการแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ให้มีการศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างของธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีด้วย ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะเห็นความชัดเจนของแนวทางการปรับโครงสร้างธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีออกมาในช่วงปลายไตรมาส 2/68

 

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ Bloomberg รายงานว่า ปตท. ได้ตั้งบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง และยูบีเอส กรุ๊ป เอจี เป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการศึกษาการปรับโครงสร้างในกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีของบริษัทในเครือ ปตท.

 

วงการวาณิชธนกิจคาด ปตท. อยากแบ่งขายหุ้นปิโตรเคมี

 

แหล่งข่าวระดับสูงจากวงการวาณิชธนกิจให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า ที่ผ่านมากลุ่ม ปตท. มีความพยายามในการเจรจาเพื่อลดสัดส่วนด้วยการขายหุ้นของบริษัทในเครือที่ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นปิโตรเคมีให้กับ Strategic Partner ต่างประเทศ แต่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจกลุ่มปิโตรเคมีกำลังเผชิญกับภาวะ Downcycle ส่งผลให้ไม่ได้รับความไว้ใจในการเข้าลงทุนจาก Strategic Partner ต่างประเทศ

 

โครงการ LSP ในประเทศเวียดนามของ SCGC มูลค่าลงทุนราว 1.7 แสนล้านบาท 

 

“ต้องยอมรับภาวะ Downcycle ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลกตอนนี้มีผลกระทบบิ๊กคอร์ปที่อยู่ใน Sector นี้ของไทยหลายแห่ง เพราะก่อนหน้านี้ บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC บริษัทในเครือปูนซิเมนต์ไทย ก็เลื่อนแผนขายหุ้น IPO มาแล้ว โดย SCGC มีโครงการ Long Son Petrochemicals หรือ LSP ในประเทศเวียดนาม มูลค่าลงทุนราว 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งสร้างเสร็จในช่วง Downcycle ส่งผลให้ต้องหยุดการผลิตชั่วคราว เพราะราคาปิโตรเคมีที่กำลังตกต่ำทั่วโลก ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ระหว่างหาพาร์ตเนอร์ที่สนใจ เพื่อแบ่งขายหุ้นในโครงการ LSP ให้ แต่ก็ยังไม่สามารถขายได้เช่นกัน” แหล่งข่าวกล่าว

 

The post ปตท. รับมือปิโตรเคมีขาลง ศึกษาปรับพอร์ตกิจการ PTTGC-TOP-IRPC พร้อมศึกษาลดสัดส่วนแบ่งขายหุ้นทั้ง 3 บริษัทให้พาร์ตเนอร์ต่างชาติ คาดว่าจะมีความชัดเจนปลาย 2Q68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 5 บจ.ไทย ที่คาดว่าจะมีรายได้มากที่สุด ประจำปี 2024 https://thestandard.co/highest-earning-companies-in-thailand-2024/ Wed, 25 Dec 2024 07:38:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1023641

ประเทศไทย หนึ่งในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ […]

The post เปิด 5 บจ.ไทย ที่คาดว่าจะมีรายได้มากที่สุด ประจำปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประเทศไทย หนึ่งในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน แต่ประเทศไทยกลับมีแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่เกาะตัวอยู่ในอุตสาหกรรมยุคเก่า เช่น อสังหา ค้าปลีก ท่องเที่ยว ธนาคาร และน้ำมันและปิโตรเคมี และขาดบริษัทยุคใหม่ๆ ที่มาจากอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีตามกระแสการเติบโตของโลก

 

ในบทความนี้ทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปสำรวจ 5 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (บจ.) ที่คาดว่าจะมีรายได้มากที่สุดในประเทศไทย ว่าเป็นบริษัทใดบ้าง และทำธุรกิจในอุตสาหกรรมประเภทใด รวมไปถึงกำไรและมูลค่าของกิจการของบริษัทเหล่านั้น

 

ทั้งนี้ ข้อมูลนี้เป็นเพียงการประเมินล่วงหน้า จากผลประกอบการงวด 9 เดือน ปี 2024 ที่ประกาศออกมาเท่านั้น

 

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post เปิด 5 บจ.ไทย ที่คาดว่าจะมีรายได้มากที่สุด ประจำปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC – ปลด Overhang ออกไปอีกอย่าง https://thestandard.co/market-focus-pttgc-5/ Thu, 12 Sep 2024 13:20:04 +0000 https://thestandard.co/?p=982929 PTTGC

เกิดอะไรขึ้น: บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ประกาศว […]

The post PTTGC – ปลด Overhang ออกไปอีกอย่าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC

เกิดอะไรขึ้น:

บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ประกาศว่าธุรกิจ Performance Chemical ภายใต้ Vencorex ในฝรั่งเศสเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงโครงสร้างทางธุรกิจในชั้นศาลตามกฎหมายของประเทศฝรั่งเศส (Book VI of the French Commercial Code) โดยประกอบด้วยบริษัทย่อย 2 แห่ง คือ Vencorex France และ Vencorex TDI ซึ่งถือหุ้นโดย Vencorex Holdings ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ PTTGC ถือหุ้นทั้งหมด 

 

การปรับปรุงโครงสร้างทางธุรกิจในชั้นศาลจะใช้เวลาราว 3-4 เดือนจึงจะแล้วเสร็จ แต่ PTTGC จะบันทึกรายการด้อยค่าของสินทรัพย์จำนวน 8 พันล้านบาทใน 3Q67 พร้อมกับตั้งสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโครงสร้างทางธุรกิจจำนวน 1 พันล้านบาท

 

ทั้งนี้ แม้ว่าจะใช้ความพยายามอย่างหนัก ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงการดำเนินงาน การเจรจาสัญญาใหม่ และการปรับโครงสร้างโมเดลธุรกิจ แต่บริษัททั้งสองแห่งนี้ก็ยังไม่สามารถพลิกฟื้นกลับมาได้ เนื่องจากต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงและต้นทุนพลังงานที่สูงในยุโรป ธุรกิจ HDI (ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง) ของ Vencorex ในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาจะยังคงดำเนินต่อไปโดยใช้วัตถุดิบที่จัดหาจากที่อื่นแทนการนำเข้าจากโรงงานในฝรั่งเศส การขายธุรกิจเหล่านี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2567

 

ในการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อเดือนสิงหาคม ผู้บริหารกล่าวว่า บริษัทมีการปรับพอร์ตธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากภูมิทัศน์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป โดยมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจที่กำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน นอกจาก Vencorex แล้ว InnovestX Research คาดว่าจะมีการพิจารณาสินทรัพย์เพิ่มเติมอีก 2-3 รายการ รวมถึง PTTAC (~9 พันล้านบาท) โดยคาดว่าจะมีการบันทึกค่าใช้จ่ายด้อยค่าไม่เกิน 1.1 หมื่นล้านบาทใน 4Q67 แม้ว่ารายการพิเศษจะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิ แต่ผู้บริหารคาดว่าการปรับปรุงโครงสร้างทางธุรกิจครั้งนี้จะส่งผลกระทบเชิงบวก 

 

สำหรับ Vencorex เพียงบริษัทเดียว ผู้บริหารคาดว่าจะมีผลกระทบเชิงบวกต่อกำไรสุทธิ 4 พันล้านบาทในปี 2568 เนื่องจากจะไม่มีการรับรู้ผลขาดทุนจาก Vencorex (อิงกับขาดทุนสุทธิ 56 ล้านยูโร หรือ 2 พันล้านบาทใน 1H67) ในขณะที่คาดว่าส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจของ Vencorex ในประเทศไทยและสหรัฐฯ จะมีจำนวนน้อยมาก

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น PTTGC ปรับขึ้น 14.3% สู่ระดับ 26.75 บาท ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 9.1% สู่ระดับ 1,415.41 จุด  

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567:

แม้ว่าอุปสงค์ที่ชะลอตัวลงและความไม่สมดุลของอุปทานในตลาดปิโตรเคมีจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจปิโตรเคมีอย่างต่อเนื่อง แต่คาดว่ากำไรปกติจะปรับตัวดีขึ้น HoH ใน 2H67 จากการฟื้นตัวของ GRM โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ Middle Distillate นอกจากนี้ อุปทานอีเทนที่เพิ่มขึ้นจาก PTT ก็จะช่วยสนับสนุนให้ความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มธุรกิจโอเลฟินส์ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่แหล่งเอราวัณผลิตก๊าซเต็มกำลัง 

 

อย่างไรก็ตาม กำไรปกติ 2H67 ไม่น่าจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายครั้งเดียว และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงโครงสร้างทางธุรกิจจำนวน 2 หมื่นล้านบาท ดังนั้น จึงปรับประมาณการปี 2567 ลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 7.5 พันล้านบาท เป็นขาดทุนสุทธิ 1.25 หมื่นล้านบาท 

 

นอกจากนี้ InnovestX Research ยังปรับราคาเป้าหมาย (สิ้นปี 2567) ลดลงจาก 35 บาท เป็น 32 บาทต่อหุ้น อ้างอิง P/BV 0.5 เท่า (ปี 2567) หรือ -1.5SD โดยคิดเป็น EV/EBITDA ที่ 7.2 เท่า (2024F) เทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 9 เท่า ซึ่งยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคที่ > 10 เท่า 

 

โดยเชื่อว่าความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้จะช่วยปลดล็อก Overhang ที่มีต่อราคาหุ้นของ PTTGC และ Valuation ไม่แพงที่ P/BV (ปี 2567) เพียง 0.4 เท่า และคงคำแนะนำ Outperform 

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือ 

  • ราคาน้ำมันดิบและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ผันผวนของธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจปิโตรเคมี 
  • ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากวัตถุดิบก๊าซที่ลดลง
  • รายการด้อยค่าของสินทรัพย์
  • การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (< 3% ของกำลังการผลิต)
  • การเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐบาลในการจัดสรรอุปทานก๊าซภายในประเทศให้แก่ธุรกิจปิโตรเคมี 

 

ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือ ผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจหมุนเวียน

The post PTTGC – ปลด Overhang ออกไปอีกอย่าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC เซ็นสัญญาปล่อยกู้เงิน วงเงินรวมไม่เกิน 1.2 พันล้านบาท ช่วยเสริมสภาพคล่องระยะสั้นให้กับ GGC https://thestandard.co/pttgc-sign-a-loan-agreement/ Fri, 31 May 2024 09:29:05 +0000 https://thestandard.co/?p=939807 PTTGC กู้เงิน

บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล เซ็นสัญญาปล่อย กู้เงิน  […]

The post PTTGC เซ็นสัญญาปล่อยกู้เงิน วงเงินรวมไม่เกิน 1.2 พันล้านบาท ช่วยเสริมสภาพคล่องระยะสั้นให้กับ GGC appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC กู้เงิน

บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล เซ็นสัญญาปล่อย กู้เงิน  & Lending กับบริษัทลูก บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล เสริมสภาพคล่องระยะสั้น

 

ภัทรลดา สง่าแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ลงนามสัญญาในรูปแบบของการกู้ยืมเงินระหว่างกัน (Inter-Company Borrowing & Lending) (ICBL) กับ บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล หรือ GGC ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้นอยู่ 72.29% 

 

โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสภาพคล่องระยะสั้นของกลุ่มบริษัทฯ

 

สำหรับสัญญา ICBL มีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้

 

  • การรับความช่วยเหลือทางการเงิน วงเงินสัญญาไม่เกิน 200 ล้านบาท อายุสัญญา 1 ปี (31 พฤษภาคม 2567 – 30 พฤษภาคม 2568) อัตราดอกเบี้ยปกติ อ้างอิงตามตลาด โดยใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระยะสั้น BIBOR (Bangkok Interbank Offered Rate) บวกส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Spread)
  • การให้ความช่วยเหลือทางการเงิน วงเงินสัญญาไม่เกิน 1,000 ล้านบาท อายุสัญญา 1 ปี (31 พฤษภาคม 2567 – 30 พฤษภาคม 2568) อัตราดอกเบี้ยปกติ อ้างอิงตามตลาด โดยใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระยะสั้น BIBOR (Bangkok Interbank Offered Rate) บวกส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Spread)

 

ทั้งนี้ รวมวงเงินการให้ความช่วยเหลือทางการเงินดังกล่าวจะอยู่ที่ไม่เกินวงเงิน 1,200 ล้านบาท

The post PTTGC เซ็นสัญญาปล่อยกู้เงิน วงเงินรวมไม่เกิน 1.2 พันล้านบาท ช่วยเสริมสภาพคล่องระยะสั้นให้กับ GGC appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC – ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน https://thestandard.co/market-focus-pttgc-4/ Thu, 23 May 2024 12:32:53 +0000 https://thestandard.co/?p=936942

เกิดอะไรขึ้น:   ราคาหุ้น PTTGC (ลดลง 5%) ปรับตัว U […]

The post PTTGC – ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

ราคาหุ้น PTTGC (ลดลง 5%) ปรับตัว Underperform SET (ลดลง 2%) อยู่เล็กน้อยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10%YTD สะท้อนถึงความสนใจที่มีต่อ PTTGC มากขึ้น สืบเนื่องมาจากมุมมองที่ว่าบริษัทได้ผ่านพ้นช่วงเวลาเลวร้ายที่สุดไปแล้ว ขณะที่มีปัจจัยบวกกระตุ้น 3 ปัจจัยหลัก ดังนี้

 

ปัจจัยกระตุ้น 1: มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนจะทำให้นักลงทุนกลับมาให้ความสนใจมากขึ้น โดยคาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุดของจีนจะหนุนให้ความเชื่อมั่นที่ตลาดมีต่อหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีปรับตัวดีขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ ท่ามกลางความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานที่ยังคงมีอยู่

 

ผลกระทบของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้อาจมีไม่มากนัก แต่อาจจะเป็นการปูทางไปสู่การออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อฟื้นฟูภาคอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังซบเซา และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยมาตรการนี้จะส่งผลดีต่อผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 20% ในพอร์ตของ PTTGC (รวมถึง Allnex) ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง

 

ปัจจัยกระตุ้น 2: อุปทานอีเทนที่เพิ่มขึ้นจาก PTT EBITDA Margin ของกลุ่มธุรกิจโอเลฟินส์ของ PTTGC คาดว่าปรับตัวดีขึ้นจากการได้รับวัตถุดิบอีเทนจากโรงแยกก๊าซของ PTT (GSP) เพิ่มมากขึ้น หลังจากโครงการ Block G1/61 (เอราวัณ) เพิ่มอัตราการผลิตเต็มกำลังที่ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้นจาก 200-295 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในปี 2566 ซึ่งจะทำให้สัดส่วนวัตถุดิบอีเทนเพิ่มขึ้นจาก 35% ในปี 2566 สู่ระดับเกือบ 40%

 

และจะหนุนให้ Adjusted EBITDA ของกลุ่มธุรกิจโอเลฟินส์กลับมาเป็นบวก เทียบกับติดลบ 880 ล้านบาท ในปี 2566 ปริมาณอีเทนคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมากขึ้นใน 2H67 หลังจากที่มีการหยุดเดินเครื่อง GSP ของ PTT ตามแผนใน 2Q67

 

ปัจจัยกระตุ้น 3: ส่วนต่างราคา PE คาดว่าจะฟื้นตัวเร็วกว่า PP โดยคาดว่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ PE จะฟื้นตัวได้เร็วกว่า PP โดยอัตราการผลิต HDPE จะปรับขึ้นถึงค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 80% ในปี 2568 แนวโน้มเช่นนี้จะส่งผลดีต่อ PTTGC เนื่องจากบริษัทเป็นผู้ผลิตที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบ ทำให้มีความได้เปรียบ

 

ด้านต้นทุนในการผลิตเอทิลีนและ PE มากกว่าคู่แข่ง กำลังการผลิตเอทิลีนและ PE คิดเป็น 33% ของกำลังการผลิตรวมทั้งหมดของ PTTGC และบริษัทร่วมทุน ราคา PE เฉลี่ยใน 2Q67TD เพิ่มขึ้น 4%YoY และ 2%QoQ สู่ 1,065 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาหุ้น PTTGC ปรับขึ้น 1.37% สู่ระดับ 37.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 0.42% สู่ระดับ 1,370.83 จุด

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research ปรับคำแนะนำสำหรับ PTTGC ขึ้นจาก NEUTRAL สู่ OUTPERFORM โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 48 บาทต่อหุ้น ซึ่งอิงกับ PBV (ปี 2567) ที่ 0.8 เท่า เนื่องจากกำไรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น และ Valuation ไม่แพงที่ PBV (ปี 2567) ระดับ 0.6 เท่า ราคาหุ้นปัจจุบันคิดเป็น EV/EBITDA (ปี 2567) ได้ที่ 7.8 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 10.7 เท่า และหุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดภูมิภาคที่ 11.5 เท่า

 

ส่วนแนวโน้มผลประกอบการระยะสั้น คาดว่าผลประกอบการ 2Q67 จะเพิ่มขึ้น YoY และ QoQ ฟื้นตัวจากขาดทุนสุทธิใน 2Q66 และ 1Q67 กำไรสุทธิจะได้รับการสนับสนุนจาก EBITDA Margin ที่ดีขึ้นของกลุ่มธุรกิจโอเลฟินส์และกลุ่มธุรกิจอะโรเมติกส์ ซึ่งจะถูกลดทอนโดย Market GRM ที่ลดลง โดยมีสาเหตุมาจาก Crack Spread ที่ลดลงของผลิตภัณฑ์ Middle Distillate (น้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบิน)

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ

 

  • ราคาน้ำมันดิบและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ผันผวนของธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจปิโตรเคมี
  • อุปสงค์ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีฟื้นตัวช้ากว่าคาด
  • การด้อยค่าของสินทรัพย์
  • การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (<3% ของกำลังการผลิต) 
  • การเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐบาลในการจัดสรรอุปทานก๊าซภายในประเทศให้แก่ธุรกิจปิโตรเคมี

 

ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือ ผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจหมุนเวียน

The post PTTGC – ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่ม ปตท. เผย กำไร 5.9 หมื่นล้านบาท โต 5% ในไตรมาสแรก https://thestandard.co/ptt-group-q1-profit-59-billion-baht-up-5-percent/ Wed, 15 May 2024 12:20:21 +0000 https://thestandard.co/?p=933953 ปตท.

หุ้นในกลุ่มของ บมจ.ปตท. (PTT) รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 […]

The post หุ้นกลุ่ม ปตท. เผย กำไร 5.9 หมื่นล้านบาท โต 5% ในไตรมาสแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท.

หุ้นในกลุ่มของ บมจ.ปตท. (PTT) รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ของปี 2567 ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้ว่ายอดขายของทั้ง 7 บริษัทโดยภาพรวมจะทรงตัวอยู่ที่ 1,409,369 ล้านบาท เติบโตเล็กน้อย 0.9% จากช่วงเดียวเวลากันของปีก่อน แต่กำไรสุทธิเติบโตขึ้น 5.12% มาอยู่ที่ 59,040 ล้านบาท 

 

จักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า กำไรของหุ้นกลุ่ม ปตท. ส่วนมากออกมาใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยจะมีสองบริษัทที่กำไรออกมาดีกว่าที่คาด ได้แก่ บมจ.ไทยออยล์ (TOP) ที่มีกำไร 5,863 ล้านบาท ดีกว่าที่ประเมินไว้ 12% และอีกบริษัทคือ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ที่แม้จะขาดทุน 606 ล้านบาท แต่เป็นผลขาดทุนที่น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ 

 

โดยภาพรวมแนวโน้มกำไรไตรมาส 2 ของทั้งกลุ่มน่าจะอ่อนตัวลง ยกเว้น บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ที่กำไรน่าจะดีขึ้นเล็กน้อยจากทิศทางของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 

 

ส่วนธุรกิจโรงกลั่นน่าจะถูกกดดันจากค่าการกลั่นที่ลดลง 3-4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน PTTGC จะมีกำไรพิเศษจากการขายหุ้นบางส่วนใน PTT Digital Solutions และกำไรจากการซื้อหุ้นกู้คืน รวมประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท 

 

ในมุมของการลงทุน หากพิจารณาจากราคาในปัจจุบัน หุ้นหลายตัวยังค่อนข้างต่ำกว่ามูลค่า อย่างเช่น PTTEP ที่ราคาปัจจุบัน (154 บาท) ยังต่ำกว่าราคาพื้นฐานที่ประเมินไว้ 185 บาท ส่วนหุ้นโรงกลั่นอาจต้องรอให้ผ่านไตรมาส 2 ที่ผลประกอบการน่าจะอ่อนแอ แต่ในระยะกลางถึงยาวแล้วอุตสาหกรรมยังมีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากกำลังการผลิตโดยรวมลดลงและความต้องการใช้น้ำมันยังเพิ่มขึ้น 

 

ส่วน บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) แม้กำไรล่าสุดจะฟื้นตัวดี แต่ภาพรวมยังมีความเสี่ยงจากค่าการตลาดที่อาจไม่ได้ถูกปรับขึ้นให้สะท้อนกับต้นทุนของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากผลขาดทุนของกองทุนน้ำมันในประเทศอยู่กว่า 100,000 ล้านบาท

 

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post หุ้นกลุ่ม ปตท. เผย กำไร 5.9 หมื่นล้านบาท โต 5% ในไตรมาสแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC ประกาศผลซื้อคืนหุ้นกู้ก่อนครบอายุมูลค่า 753.52 ล้านดอลลาร์ หลังนักลงทุนแห่ขายคืนมากกว่าแผนที่ประกาศ Tender Offer https://thestandard.co/pttgc-announces-results-of-bond-repurchase-before-maturity/ Wed, 24 Apr 2024 08:53:59 +0000 https://thestandard.co/?p=926211 PTTGC

บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล ประกาศผลการซื้อคืนหุ้นกู้สกุล […]

The post PTTGC ประกาศผลซื้อคืนหุ้นกู้ก่อนครบอายุมูลค่า 753.52 ล้านดอลลาร์ หลังนักลงทุนแห่ขายคืนมากกว่าแผนที่ประกาศ Tender Offer appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC

บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล ประกาศผลการซื้อคืนหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์ก่อนครบอายุ มากกว่าแผนที่ประกาศ Tender Offer ไว้ที่มูลค่า 700 ล้านดอลลาร์ หลังเข้าเงื่อนไขที่กำหนด

 

ภัทรลดา สง่าแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและพบัญชี บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ชี้แจง เรื่องการซื้อคืนหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์บางส่วน โดยการทำคำเสนอซื้อคืนเป็นการทั่วไป (Tender Offer) ลงวันที่ 17 เมษายน 2567 ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปแล้วนั้น บริษัท จีซี ศูนย์บริหารเงิน จำกัด (GCTC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นสัดส่วน 100% ได้ทำคำเสนอซื้อคืนเป็นการทั่วไป (Tender Offer) เพื่อที่จะซื้อคืนหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์ประเภทไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ (หุ้นกู้) ที่ออกและเสนอขายในต่างประเทศโดย GCTC ในช่วงวันที่ 16-23 เมษายน 2567 จำนวน 3 รุ่น ได้แก่

 

  1. หุ้นกู้จำนวน 1,000 ล้านดอลลาร์ อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.40% ต่อปี ครบกำหนดปี 2575 ซึ่งได้ออกและเสนอขายในเดือนมีนาคม 2565 

 

  1. หุ้นกู้จำนวน 550 ล้านดอลลาร์ อายุ 30 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.30% ต่อปี ครบกำหนดปี 2594 ซึ่งได้ออกและเสนอขายในเดือนมีนาคม 2564

 

  1. หุ้นจำนวน 300 ล้านดอลลาร์ อายุ 30 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.20% ต่อปี ครบกำหนดปี 2595 ซึ่งได้ออกและเสนอขายในเดือนมีนาคม 2565 GCTC ได้กำหนดกรอบการซื้อคืนหุ้นกู้จำนวน 700 ล้านดอลลาร์

 

ทั้งนี้ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการทำคำเสนอซื้อคืนเป็นการทั่วไป GCTC ได้รับการตอบรับคำเสนอซื้อคืนจากนักลงทุนคิดเป็นมูลค่าหุ้นกู้รวมทั้งสิ้น 753.52 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเกินกว่ากรอบที่วางไว้ข้างต้น จึงประสงค์รับคำเสนอซื้อไว้ทั้งจำนวน

 

โดยบริษัทขอแจ้งผลการทำคำเสนอซื้อคืนหุ้นกู้เป็นการทั่วไปดังกล่าว โดยมีรายละเอียดตามตารางด้านล่างนี้

 

PTTGC

 

*หมายเหตุ: ในกรณีที่หุ้นกู้ที่มีการตอบรับคำเสนอซื้อคืนดังที่ระบุในข้อที่ 2 ข้างต้นทั้งหมดได้รับการซื้อคืน

 

ทั้งนี้ เมื่อได้มีการส่งมอบและชำระราคา (Settlement) หุ้นกู้ที่ซื้อคืนเสร็จสิ้นแล้ว บริษัทฯ จะแจ้งผลการซื้อคืน และการยกเลิกหุ้นกู้ที่ซื้อคืนให้ทราบต่อไป

 

The post PTTGC ประกาศผลซื้อคืนหุ้นกู้ก่อนครบอายุมูลค่า 753.52 ล้านดอลลาร์ หลังนักลงทุนแห่ขายคืนมากกว่าแผนที่ประกาศ Tender Offer appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดกำไร 8 หุ้นในเครือ ปตท. ปี 2566 ใครรุ่ง-ใครร่วง https://thestandard.co/8-ptt-group-stocks-profits-2023/ Mon, 19 Feb 2024 11:13:04 +0000 https://thestandard.co/?p=901867

หุ้นในกลุ่ม ปตท. ที่มีการจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แ […]

The post เปิดกำไร 8 หุ้นในเครือ ปตท. ปี 2566 ใครรุ่ง-ใครร่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>

หุ้นในกลุ่ม ปตท. ที่มีการจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถือเป็นหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ มีน้ำหนักต่อการเคลื่อนของ SET Index ปัจจุบันมีจำนวน 8 บริษัท 

 

ล่าสุดรายงานผลประกอบปี 2566 ออกมาครบแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่มีข้อมูลตัวเลขกำไรสุทธิที่ออกมาเติบโตขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

 

โดยบริษัทแม่คือ บมจ.ปตท. หรือ PTT ที่มีกำไรสุทธิออกมาทะลุระดับ 1 แสนล้านบาท เพราะได้รับแรงหนุนรับรู้กำไรจากการถือหุ้นในบริษัทลูกที่มีกำไรโดดเด่น โดยเฉพาะ บมจ.ปตท.สผ. หรือ PTTEP ปี 2566 มีกำไร 2,208 ล้านดอลลาร์ หรือ 7.67 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปี 2565 

 

ไล่เลียงข้อมูลรายตัวของทั้ง 8 บริษัทในกลุ่ม ปตท. ถึงผลการดำเนินงานปี 2566 มีรายละเอียดดังนี้

 

  • บมจ.ปตท. หรือ PTT ในปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1.12 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากปี 2565 โดยหลักจากขาดทุนตราสารอนุพันธ์ลดลง ส่วนรายได้จากการขายจำนวน 3.14 ล้านล้านบาท ลดลง 6.6% จากปี 2565 โดยสัดส่วนกำไรส่วนใหญ่มาจากการลงทุนของบริษัทในกลุ่ม ปตท. โดยแบ่งตามประเภทธุรกิจได้เป็นธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของบริษัทลูก บมจ.ปตท.สผ. หรือ PTTEP สัดส่วน 45%, ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น สัดส่วน 9%, ธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐานและบริษัทย่อยอื่นๆ สัดส่วน 17% และกลุ่มธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก 7% ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจน้ำมันและธุรกิจ Non-Oil ขณะที่เป็นกำไรจากการดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจการค้าระหว่างประเทศของ ปตท. เพียง 22%

 

  • บมจ.ปตท.สผ. หรือ PTTEP ปี 2566 จำนวน 2,208 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10% จากปี 2565 แม้ว่ารายได้จากการขายลดลง แต่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น โดยหลักจากขาดทุนจากสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน และขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์มีจำนวนลดลง รวมถึงปีนี้มีกำไรจากการขายสัดส่วนการลงทุนในโครงการเอซี / อาร์แอล 7 (Cash-Maple)

 

  • บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC มีกำไรสุทธิรวม 999 ล้านบาท เติบโต 111% จากปี 2565 แม้ขาดทุนจากการดำเนินงานปกติ แต่มีกำไรทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยนและกำไรจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงินรวม 790 ล้านบาท นอกจากนี้จากการขายหุ้น GCL ตามที่ได้กล่าวข้างต้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,640 ล้านบาท

 

  • บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก หรือโออาร์ (OR) ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1.11 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากปี 2565 โดยจาก EBITDA ที่เพิ่มขึ้น 598 ล้านบาทจากปี 2565 จากปริมาณขายน้ำมันที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของทั้งประเทศไทยและต่างประเทศในภูมิภาค รวมทั้งการกลับมาของภาคท่องเที่ยว ส่งผลให้ปริมาณจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันอากาศยานเพิ่มขึ้น 

 

  • บมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC ปี 2566 มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 2.92 พันล้านบาท ลดลง 33% จากปี 2565 โดยมีสาเหตุจากราคาขายเฉลี่ยลดลง 22% จากปี 2565 ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง สำหรับธุรกิจปิโตรเลียมมีกำไรขั้นต้นจากการกลั่นราคาตลาด (Market GRM) ที่ลดลงจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เทียบกับราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันดิบดูไบ 

 

  • บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 3.69 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 314% จากปี 2565 มีรายได้ที่ 9.03 หมื่นล้านบาท ลดลง 27% จากปีก่อน สาเหตุหลักจากต้นทุนพลังงานที่ลดลง ทำให้ราคาขายไฟฟ้าและไอน้ำเฉลี่ยลดลง ขณะที่โรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน ได้รับคำสั่งหยุดเดินเครื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม-ธันวาคม 2566 จาก กฟผ. ซึ่งทำให้รายได้ค่าพลังงานไฟฟ้า (EP) ลดลงตามแผนการเรียกรับไฟฟ้า แต่โรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน ยังได้รับรายได้ค่าความพร้อมจ่ายจากความพร้อมในการเดินเครื่องตลอดทั้งปี ทำให้กำไรขั้นต้นของ IPP ยังอยู่ในระดับที่ดี

 

  • บมจ.ไทยออยล์ หรือ TOP ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1.94 หมื่นล้านบาท ลดลง 40% จากปี 2565 ส่วนรายได้จากการขายอยู่ที่ 4.59 แสนล้านบาท ลดลง 9% จากปี 2565 โดยในปี 2566 โรงกลั่นไทยออยล์มีอัตราการใช้กำลังการกลั่นเพิ่มขึ้น โดยมีปริมาณจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยรวมใกล้เคียงเดิม ในขณะที่ราคาขายเฉลี่ยที่ปรับลดลงอย่างมากส่งผลให้มีรายได้จากการขาย

 

  • บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล หรือ GGC ปี 2566 มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 262 ล้านบาท ลดลง 29% จากปี 2565 มีรายได้จากการขาย 1.77 หมื่นล้านบาท ลดลง 29% จากปี 2565 โดยมี Adjusted EBITDA จำนวน 812 ล้านบาท ลดลง 62% จากปี 2565 ทั้งนี้ บริษัทฯ รับรู้ผลกระทบจาก Stock Loss & NRV จำนวน 341 ล้านบาท

 

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post เปิดกำไร 8 หุ้นในเครือ ปตท. ปี 2566 ใครรุ่ง-ใครร่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลก Recession เศรษฐกิจไม่แน่นอน ‘GC’ ชี้อุตฯ ปิโตรเคมีต้องเร่งปรับตัว ดึงนวัตกรรมแทนแรงงานคน มุ่งลงทุนแบบ High Value และ Low Carbon https://thestandard.co/gc-petrochemical-must-adapt/ Tue, 14 Nov 2023 13:45:00 +0000 https://thestandard.co/?p=865709 อุตสาหกรรม ปิโตรเคมี ต้องปรับตัว

‘คงกระพัน’ ซีอีโอ GC เผยกำลังการผลิตปี 2567 ยังเติบโต 1 […]

The post โลก Recession เศรษฐกิจไม่แน่นอน ‘GC’ ชี้อุตฯ ปิโตรเคมีต้องเร่งปรับตัว ดึงนวัตกรรมแทนแรงงานคน มุ่งลงทุนแบบ High Value และ Low Carbon appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุตสาหกรรม ปิโตรเคมี ต้องปรับตัว

คงกระพัน’ ซีอีโอ GC เผยกำลังการผลิตปี 2567 ยังเติบโต 10% ท่ามกลางภาวะโลก Recession ต้องบริหารความเสี่ยงด้วยการบริหารต้นทุน เพิ่มนวัตกรรม เน้นลงทุนแบบ High Value และ Low Carbon และปรับพอร์ตการลงทุนธุรกิจในปี 2567 หาพาร์ตเนอร์ร่วมทุนในเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (CCUS) นำคาร์บอนมาทำเป็นเคมีภัณฑ์ใหม่ๆ พร้อมเผยเทรนด์การบริโภคสินค้าที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ไลฟ์สไตล์กลุ่มคนรุ่นใหม่มีส่วนช่วยให้สินค้าของ GC เติบโต

 

คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยว่า ปี 2567 บริษัทวางแผนปรับพอร์ตการลงทุนทั้งรูปแบบการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) และจะเห็นการลงทุนใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เห็นการซื้อ-ขายของธุรกิจเดิมที่เคยถือหุ้นไว้ ซึ่งสอดคล้องกับงบการลงทุน 5 ปี ตามที่คณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทได้อนุมัติไว้ที่ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นไปตามกลยุทธ์ 3 Steps Plus ได้แก่

 

  • Step Change การยกระดับความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ 
  • Step Out การแสวงหาโอกาสการเติบโตในธุรกิจใหม่ หรือในต่างประเทศ 
  • Step Up การสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจ โดยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593

 

ขณะเดียวกัน บริษัทคาดการณ์ว่าในปีหน้ากำลังการผลิตของทุกผลิตภัณฑ์ (Volume) จะเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีนี้ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในช่วงปิดซ่อมบำรุง ทำให้ธุรกิจโรงกลั่นสามารถเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต ซึ่งในส่วนนี้จะมีส่วนช่วยเพิ่ม Margin 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สำหรับปัจจุบัน ยอดขายกลุ่มพลาสติกยังคงเติบโต รวมถึงกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีขั้นต้น ผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์ และเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ยังคงช่วยขับเคลื่อนองค์กรได้ดี 

 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมอุตสาหกรรมปิโตรเคมียังถือว่าทรงตัวท่ามกลางสถานการณ์ธุรกิจเคมีภัณฑ์ทั่วโลกที่ยังไม่แน่นอน โดยเฉพาะในปี 2567 ยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย (Recession)

 

รวมถึงเศรษฐกิจในประเทศจีนที่ยังมีการชะลอตัวจากภาคอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซา และภาวะสงคราม อาทิ สงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสที่อาจจะขยายวงกว้างขึ้น

 

“ยอมรับว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเปลี่ยนไป GC จึงมองว่า เราควรมุ่งเน้นลดค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งต้องทำตั้งแต่ตอนที่ยังแข็งแรง เมื่อกำลังคนลดลงจะต้องมีเครื่องมือนวัตกรรมเข้ามาเสริม”

 

Soft Landing อานิสงส์รายได้

 

แม้ว่าแนวโน้มธุรกิจจะเริ่มขยับเข้าสู่ขาขึ้น แต่ยอมรับว่ายังไม่เท่าปี 2564 ที่สามารถทำกำไรได้สูงสุดหลังจากผ่านสถานการณ์โควิด แต่เพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

 

บริษัทจึงมีแผนบริหารจัดการต้นทุนด้วยการลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา GC สามารถลดต้นทุนได้ถึง 30,000 ล้านบาท 

 

ทั้งนี้ คาดว่าปี 2566 นี้จะสามารถลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพได้ 5,000-6,000 ล้านบาท และตั้งเป้า 5 ปีจะลดต้นทุนได้เพิ่ม 12,000 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมการส่งออกก็ยังมีอีกหลายประเทศที่จะเป็นโอกาสให้กับบริษัท เช่น กลุ่มประเทศแอฟริกาที่เป็นตลาดที่ดี รวมถึงอินเดีย และตลาดสหรัฐอเมริกาที่มีความพยายามชะลอภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น (Soft Landing) ก็จะทำให้มีโอกาสในการขายสินค้าได้มากขึ้น 

 

จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ส่งผลให้ไตรมาส 3/2566 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,427 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 126% จากไตรมาสที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์และเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ

 

 ยึด 3 เสาหลักในการลงทุนอนาคต 

 

  • ปรับกระบวนการผลิต ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ที่ปัจจุบันบริษัทได้ปรับปรุงการผลิตเพื่อลดการใช้พลังงาน และเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดทั้งหมด 146 โครงการ ช่วยลดการใช้พลังงานลงทั้งหมด 1,794,045 จิกะจูลต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 133,722 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี 
  • บริหารพอร์ตโฟลิโอธุรกิจและผลิตภัณฑ์ของกลุ่มบริษัทผ่านนวัตกรรมและการลงทุน มุ่งสู่ธุรกิจ High Value and Low Carbon ด้วยการลงทุนใน Allnex ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 600-780 กิโลตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
  • ลงทุนในเทคโนโลยี CCUS ผ่านแนวทางต่างๆ เช่น การสร้างพันธมิตรและการร่วมทุนทางธุรกิจ เพื่อนำคาร์บอนมาทำเป็นเคมีภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและวิจัย และด้าน Nature-Based Solutions ปลูกป่าเพื่อลดคาร์บอน ทั้งป่าบนบกและป่าชายเลน

 

คงกระพันกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH อีกว่า สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันสินค้าและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มาจากสิ่งแวดล้อมที่สามารถใช้งานได้จริง กำลังเป็นเทรนด์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่

 

ซึ่งหากดูจากโครงการ GC Upcycling Upstyling ถือว่าได้รับการตอบรับดีมาก เราได้พัฒนาจากปิโตรเคมีมาวิจัยนวัตกรรม แบรนด์แฟชั่นและดีไซเนอร์ไทยชั้นนำได้ออกแบบและสร้างสรรค์ เช่น นำพลาสติกใช้แล้วมาเพิ่มมูลค่าผ่านการออกแบบรักษ์โลกอย่างยั่งยืน Eco-Design หลายๆ โปรดักต์ช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดและการจำหน่ายให้กับธุรกิจ Upcycling ของ GC ในส่วนนี้บริษัทก็มองว่าเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจ และคิดว่าตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z ถือว่ามาแรง

The post โลก Recession เศรษฐกิจไม่แน่นอน ‘GC’ ชี้อุตฯ ปิโตรเคมีต้องเร่งปรับตัว ดึงนวัตกรรมแทนแรงงานคน มุ่งลงทุนแบบ High Value และ Low Carbon appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC – พรีวิว 3Q66 คาดเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี https://thestandard.co/market-focus-pttgc-3q66/ Thu, 19 Oct 2023 10:01:52 +0000 https://thestandard.co/?p=856486

เกิดอะไรขึ้น:   InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคร […]

The post PTTGC – พรีวิว 3Q66 คาดเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 3Q66 ของ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ซึ่งคาดว่าจะประกาศผลประกอบการวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566

 

โดยประเมินผลการดำเนินงาน 3Q66 ว่าจะพลิกกลับมาจากขาดทุนสุทธิ 5.6 พันล้านบาทใน 2Q66 เป็นกำไรสุทธิ 1.7 พันล้านบาท (0.36 บาทต่อหุ้น) โดยได้แรงหนุนจากธุรกิจการกลั่นน้ำมัน เนื่องจากค่าการกลั่น (GRM) ที่แข็งแกร่งที่ 12 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจาก 5.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 2Q66 และกำไรจากสต๊อกน้ำมันที่ 3 พันล้านบาท 

 

แต่ถูกชดเชยด้วยการขาดทุนจากการประกันความเสี่ยง Crack Spread Hedging จำนวน 1.4 พันล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการป้องกันความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซล (ประมาณ 30% ของการผลิตน้ำมันดีเซลทั้งหมด) และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 1 พันล้านบาทจากเงินกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ ผลการดำเนินงานปกติน่าจะเป็นกำไรสุทธิหลักที่ 1.4 พันล้านบาท เทียบกับที่ขาดทุน 2.6 พันล้านบาทใน 2Q66 และเพิ่มขึ้น 66%YoY 

 

ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีน่าจะยังอ่อนแอใน 3Q66 ซึ่งคาดว่ากำไรจะยังคงลดลงเนื่องจาก Spread ที่แคบลงของทั้งสายอะโรเมติกส์และสายโอเลฟินส์ นอกจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลงแล้ว กำไรของธุรกิจอะโรเมติกส์น่าจะได้รับผลกระทบจากการปิดโรงงานตามแผนเป็นเวลา 37 วัน ซึ่งทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงจาก 90% ใน 2Q66 เหลือเพียง 70% ใน 3Q66 

 

โอเลฟินส์และโพลีเมอร์อาจยังคงอ่อนแอใน 3Q66 เนื่องจากสัดส่วนวัตถุดิบอีเทน (34% ของทั้งหมดใน 3Q66) ยังคงต่ำกว่าปกติ (>50%) แม้ว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตของกลุ่มโอเลฟินส์จะเพิ่มขึ้นจาก 81% ใน 2Q66 เป็น 90% ใน 3Q66 เนื่องจาก มีแผนปิดโรงงานโอเลฟินส์ (OLE 2/2) ใน 2Q66 สัดส่วนอีเทนที่ลดลงถูกแทนที่ด้วยการใช้โพรเพนที่สูงขึ้น หลังจากที่โครงการ OMP เริ่มดำเนินการใน 2Q66 ซึ่งทำให้สามารถใช้โพรเพนได้มากขึ้นจาก 29% เป็น 40% และคาดว่ากลุ่มโพลีเมอร์จะฟื้นตัวเล็กน้อย เนื่องจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้นและผลกระทบจากฐานใน 2Q66 ซึ่งได้รับผลกระทบการขายผลิตภัณฑ์ที่ผิดสเปกต่ำกว่าทุน 

 

ด้านกำไรจากธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษน่าจะทรงตัว QoQ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Allnex (เรซินเคลือบและสารเติมแต่ง) คาดว่าจะทรงตัว QoQ แม้ว่าจะอ่อนแอกว่าที่คาดไว้ในตอนแรกเมื่อ PTTGC เข้าซื้อกิจการในปลายปี 2564 เนื่องจากความเชื่อมั่นของตลาดที่ตกต่ำในยุโรป แม้ว่าอัตรากำไร EBITDA ของ Allnex จะยังคงอยู่ในระดับพรีเมียมเมื่อเทียบกับอัตรากำไรโดยรวมของ PTTGC แต่ปริมาณการขายยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับไปอยู่ในระดับก่อนโควิดได้ 

 

ขณะที่ผลการดำเนินงานของ Vencorex (ไอโซไซยาเนตที่ใช้ในการเคลือบและกาวโพลียูรีเทน) อาจยังคงส่งผลลบต่อกำไรจากกลุ่มเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ เนื่องจากอุปสงค์ในยุโรปที่ชะลอตัวลง 

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น PTTGC ปรับลง 1.43%MoM อยู่ที่ระดับ 34.50 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 5.87%MoM อยู่ที่ระดับ 1,437.85 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2566:

 

ใน 4Q66 ยังคงคาดว่ากำไรของ PTTGC จะยังคงอ่อนตัว แม้ว่าส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลจะยังคงแข็งแกร่งเนื่องจากอุปสงค์ตามฤดูกาล InnovestX Research มองว่า อุปสงค์ที่ชะลอตัวและความไม่สมดุลของอุปทานในตลาดปิโตรเคมีน่าจะยังคงส่งผลกระทบต่อรายได้จากธุรกิจปิโตรเคมี ในขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงตามราคาน้ำมัน 

 

ความเสี่ยงด้านลบต่อประมาณการกำไรในปี 2566 คือ ราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างมาก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดผลขาดทุนจากสต๊อกในระดับสูง แม้ว่าจะยังไม่น่าเป็นไปได้ก็ตาม

 

สำหรับปี 2566 คาดว่าผลการดำเนินงานยังคงเป็นผลขาดทุน ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ที่ซบเซาในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและกำลังการผลิตใหม่เพิ่มเติม โดยส่วนใหญ่อยู่ในจีนและตะวันออกกลาง 

 

อย่างไรก็ดี มองว่าขาดทุนจากรายการพิเศษที่ลดลง (ส่วนใหญ่เป็นขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันและขาดทุนจากสินค้าคงเหลือ) จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้กำไรปรับตัวเพิ่มขึ้น YoY ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและอะโรเมติกส์เป็นแรงขับเคลื่อนหลักในปี 2566 ในขณะที่ธุรกิจโอเลฟินส์และโพลีเมอร์อาจยังคงอ่อนแอกว่าปกติ เนื่องจากความเชื่อมั่นที่ตกต่ำและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลง

 

ดังนั้นด้วยการคาดการณ์ผลการดำเนินงานในปี 2566 ที่ยังคงเป็นผลขาดทุน แม้ว่าจะมีการปรับตัวดีขึ้นใน 3Q66 จึงยังคงเรตติ้ง Neutral สำหรับ PTTGC โดยให้ราคาเป้าหมาย 50 บาทต่อหุ้น อิงจาก 0.8x PBV

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ

 

  • ราคาน้ำมันดิบและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ผันผวนของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและธุรกิจปิโตรเคมี
  • ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากวัตถุดิบก๊าซที่ลดลง
  • รายการด้อยค่าของสินทรัพย์
  • การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (<3% ของกำลังการผลิต)
  • การเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐบาลในการจัดสรรอุปทานก๊าซภายในประเทศให้แก่ธุรกิจปิโตรเคมี

The post PTTGC – พรีวิว 3Q66 คาดเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องกำไร 1Q66 ของ ‘7 หุ้นเครือ ปตท.’ ใครรุ่ง-ใครร่วง https://thestandard.co/profit-1q23-of-7-shares-of-ptt-group/ Fri, 12 May 2023 12:17:13 +0000 https://thestandard.co/?p=789117 หุ้นเครือ ปตท 1Q66

หุ้นเครือ ปตท. ที่มีการจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ท […]

The post ส่องกำไร 1Q66 ของ ‘7 หุ้นเครือ ปตท.’ ใครรุ่ง-ใครร่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเครือ ปตท 1Q66

หุ้นเครือ ปตท. ที่มีการจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ถือว่าเป็นหุ้นขนาดใหญ่ ที่น้ำหนักต่อการเคลื่อนของ SET Index ปัจจุบันจำนวน 7 บริษัท รายงานผลประกอบไตรมาส 1/66 ออกมาครบแล้ว ข้อมูลตัวเลขกำไรสุทธิที่ออกมามีคละกันทั้งบริษัทที่กำไรสุทธิเติบโตขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจำนวน 3 บริษัท ซึ่งจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้า ส่วนบริษัทที่กำไรลดลงจำนวน 4 บริษัทเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นน้ำมันที่กำไรทรุดลงค่อนข้างหนัก

 

เมื่อไล่เรียงข้อมูลรายตัวของทั้ง 7 บริษัทของผลการดำเนินงานไตรมาส 1/66 มีรายละเอียดดังนี้

 

  • บมจ.ปตท. หรือ PTT รายงานกำไรสุทธิ 27,855 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.4% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้อยู่ที่ 756,690 ลดลง 0.2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นมาจากเหตุผลหลักที่ผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันลดลงมากกว่าหมื่นล้านบาท อีกทั้งกำไรจากขายปลีกน้ำมันและไฟฟ้าเพิ่มขึ้น   

 

  • บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ PTTEP รายงานกำไรสุทธิ 19,281 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้อยู่ที่ 78,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.86% โดยกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น รวมถึงไตรมาส 1/65 มีบันทึกผลขาดทุนจากสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันจำนวนมาก

 

  • บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC รายงานกำไรสุทธิ 82 ล้านบาท ลดลง 97% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้อยู่ที่ 147,248 ล้านบาท ลดลง 13.86% โดยกำไรที่ลดลงมีสาเหตุจากการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการดำเนินงานปกติ ได้แก่ ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันและรายการกำไรจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Stock Loss Net NRV) รวม 1,359 ล้านบาท และผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงินรวมเป็นกำไร 696 ล้านบาท

 

  • บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก หรือ OR รายงานกำไรสุทธิ 2,975 ล้านบาท ลดลง 22.6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้อยู่ที่ 197,414 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.4% โดยสาเหตุหลักที่กำไรของบริษัทลดลงมาจากราคาน้ำมันในไตรมาส 1/66 ที่ปรับตัวลดลงสู่ภาวะปกติเปรียบกับช่วงไตรมาส 1/66 ที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ในไตรมาสนี้บริษัทกำไรจากสต๊อกน้ำมันที่ลดลง

 

  • บมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC รายงานกำไรสุทธิ 301 ล้านบาท ลดลง 80% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้อยู่ที่ 197,414 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.4% สาเหตุหลักที่กำไรลดลงมาจากไตรมาส 1/66 มี Net Inventory Loss จำนวน 1,742 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 1/65 ที่มี Net Inventory Gain จำนวน 5,786 ล้านบาท ส่งผลให้ Accounting GIM ลดลง 4,549 ล้านบาท หรือ 46% ส่งผลให้มี EBITDA จำนวน 2,020 ล้านบาท ลดลง 4,580 ล้านบาท หรือ 69% ขณะที่มีกำไรจากการลงทุนลดลง 119 ล้านบาท หรือ 92% 

 

  • บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC รายงานกำไรสุทธิ 1,118 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 257% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้อยู่ที่ 27,905 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% สาเหตุหลักที่กำไรเพิ่มขึ้นมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของค่า Ft ในจาก 0.0139 บาทต่อหน่วย เป็น 1.5492 บาทต่อหน่วย ทำให้ Margin จากการขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้นจากที่ถูกควบคุมให้ต่ำกว่าปกติในช่วงก่อนหน้านี้ 

 

  • บมจ.ไทยออยล์ หรือ TOP รายงานกำไรสุทธิ 4,554 ล้านบาท ลดลง 36.6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้อยู่ที่ 115,943 ล้านบาท ลดลง 1.25% สาเหตุหลักที่กำไรลดลงมาจากราคาน้ำมันดิบไตรมาส 1/66 รวมถึง Crude Premium ที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน 3,339 ล้านบาทในไตรมาส 1/66 เทียบกับไตรมาส 1/65 ที่มีกำไรจากสต๊อกน้ำมันจำนวน 14,472 ล้านบาท อีกทั้งมีผลกระทบจากรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปลดลง 2,402 ล้านบาท จากไตรมาส 1/65 เมื่อรวมกับผลกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริงสุทธิ ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์มี EBITDA ลดลง 4,852 ล้านบาทจากไตรมาส 1/65

 

ด้าน เบญจพล สุทธิ์วนิช ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ยังคงแนะนำ ‘ซื้อ’ PTT ให้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 39 บาท ปรับลดลงจากเดิม 42.4 บาท โดยราคาเป้าหมายที่ปรับลดลงจากเดิม ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลง Target Price ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม คือ PTTEP และธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นคือ TOP และ PTTGC ลง 

 

อย่างไรก็ดียังมองว่าราคาหุ้น PTT ยังน่าสนใจ จาก Valuation และ Dividend โดยราคาหุ้น PTT ในปี 2566 ปรับลดลง 8.7% เปรียบเทียบกับ SET Index ที่ปรับ

 

ลดลง 6.2% ขณะที่ PTT ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยในช่วง 3 ปีข้างหน้าสูงถึง 6.8% โดยในปี 2566 คาดว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 2 บาท อ้างอิง Dividend Pay-out Ratio ที่ 60%

 

หุ้นกลุ่ม ปตท 1Q66


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

The post ส่องกำไร 1Q66 ของ ‘7 หุ้นเครือ ปตท.’ ใครรุ่ง-ใครร่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC ลุยซื้อคืนหุ้นกู้รอบสองอีก 25.84 ล้านดอลลาร์ ในตลาดรอง ระบุได้ประโยชน์ 2 ต่อ หนุน ROA ดีขึ้น แถมช่วยลดภาระหนี้ https://thestandard.co/pttgc-buying-back-debenture/ Wed, 03 May 2023 05:22:43 +0000 https://thestandard.co/?p=784522 PTTGC

พีทีที โกลบอล เคมิคอล ซื้อคืนหุ้นกู้ 25.84 ล้านดอลลาร์ […]

The post PTTGC ลุยซื้อคืนหุ้นกู้รอบสองอีก 25.84 ล้านดอลลาร์ ในตลาดรอง ระบุได้ประโยชน์ 2 ต่อ หนุน ROA ดีขึ้น แถมช่วยลดภาระหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC

พีทีที โกลบอล เคมิคอล ซื้อคืนหุ้นกู้ 25.84 ล้านดอลลาร์ ในตลาดรองต่างประเทศเป็นรอบที่ 2 จับจังหวะนักลงทุนเทขายได้ Discount สูงถึง 10-15% ช่วยหนุน ROA และลดภาระหนี้ แต่ยืนยันไม่มีแผนซื้อคืนทั้งก้อน ส่วนดอกเบี้ยสหรัฐฯ ขึ้นไม่กระทบต้นทุนการเงิน หลังพอร์ตหนี้ล็อกต้นทุนการเงินเป็น Fixed Rate สัดส่วน 60-70%

 

ภัทรลดา สง่าแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า กรณีล่าสุดที่บริษัทแจ้งการซื้อคืนหุ้นกู้บางส่วนจำนวน 25.84 ล้านดอลลาร์ ในตลาดรองต่างประเทศ จากจำนวนหุ้นกู้มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ อายุ 30 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.20% ต่อปี ซึ่งได้ออกและเสนอขายให้กับนักลงทุนและสถาบันต่างประเทศในเดือนมีนาคม 2565 ที่ผ่านมา

 

เนื่องจากราคาหุ้นกู้ชุดดังกล่าวของบริษัทที่ซื้อ-ขายในตลาดรองมีการปรับลดลง ส่งผลให้มีส่วนลด (Discount) เกิดขึ้นในระยะสั้นประมาณ 10-15% ซึ่งถือเป็นระดับที่มี Discount สูงกว่าภาวะปกติ เพราะนักลงทุนส่วนหนึ่งมีการเทขายออกมาเพื่อถือเงินสดเนื่องจากความเสี่ยงจากความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว รวมถึงปัญหาวิกฤตสถาบันการเงินล้ม และความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในภาคการเงินของยุโรปกับสหรัฐฯ ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2566 ที่ผ่านมา ดังนั้นบริษัทจึงเห็นโอกาสในการทำธุรกรรมดังกล่าวเพื่อเป็นการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากสภาพคล่องส่วนเกินที่มี รวมถึงเป็นการลดภาระหนี้และดอกเบี้ยลงได้บางส่วน

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

โดยการซื้อหุ้นกู้คืนดังกล่าวนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 หลังจากในช่วงปลายปี 2565 ที่ผ่านมา บริษัทมีการซื้อคืนหุ้นกู้บางส่วนครั้งแรกมาจำนวนประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ เพราะราคาหุ้นกู้ของบริษัทในช่วงดังกล่าวมี Discount ใกล้เคียงประมาณ 10-15% ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบริหารจัดการโครงสร้างภาระหนี้สิน (Liability)

 

“บริษัทใช้เงินสดสภาพคล่องส่วนเกินที่สิ้นปี 2565 มีอยู่ราว 3.5 หมื่นล้านบาท หากฝากไว้ในธนาคารอาจได้ดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำ แต่ถ้าแบ่งมาซื้อคืนหุ้นกู้บางส่วนในตลาดรองบริษัทก็จะได้ประโยชน์ 2 ส่วน เรื่องแรกคือราคาหุ้นกู้ของบริษัทที่ซื้อคืนไป 2 ครั้ง มี Discount ประมาณ 10-15% ใช้เงินไปรวมราว 3 พันล้านบาท จึงเป็นโอกาสในการสร้าง ROA กลับมาให้สูงขึ้นบนเงินที่ซื้อไป เรื่องที่สองคือบริษัทก็จะประหยัดดอกเบี้ยไปบางส่วน เพราะภาระหนี้ลดลง ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยในส่วนหุ้นกู้ที่ซื้อคืนมาด้วย แต่การทำในรูปแบบนี้จะมี Window ให้ทำได้ในช่วงสั้นๆ เท่านั้น”

 

ทั้งนี้ บริษัทมีมูลค่าหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐที่จะครบกำหนดในปี 2595 ที่ออกขายในช่วงเดือนมีนาคมปีนี้คงเหลือทั้งสิ้นจำนวน 274.16 ล้านดอลลาร์

 

อย่างไรก็ดี บริษัทไม่มีแผนที่จะซื้อคืนหุ้นกู้ส่วนที่เหลือในสกุลดอลลาร์กลับมาทั้งจำนวน เพราะยังต้องการรักษาสถานะเงินสดภายในบริษัทไว้ที่ระดับ 3-3.5 หมื่นล้านบาท รวมทั้งไม่ต้องการสร้างความสับสนให้นักลงทุนผู้ถือหุ้นของบริษัท อีกทั้งปัจจุบันบริษัทยังมีวงเงินสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติจากสถาบันการเงินที่พร้อมเบิกใช้อีกวงเงินรวม 4-5 หมื่นล้านบาท หากมีความต้องการจำเป็นในการใช้เงิน

 

สำหรับแนวโน้มดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่มีโอกาสเห็นการปรับขึ้นในอนาคต เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อต้นทุนการเงินของบริษัท เนื่องจากปัจจุบันบริษัทได้มีการล็อกต้นทุนทางการเงินของบริษัทไว้แล้ว โดยการออกหุ้นกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยเแบบคงที่ (Fixed Rate) มีสัดส่วนถึงประมาณ 60-70% ของพอร์ตหนี้รวมทั้งหมดของบริษัท

The post PTTGC ลุยซื้อคืนหุ้นกู้รอบสองอีก 25.84 ล้านดอลลาร์ ในตลาดรอง ระบุได้ประโยชน์ 2 ต่อ หนุน ROA ดีขึ้น แถมช่วยลดภาระหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC ทุ่มงบ 1 หมื่นล้านบาทปีนี้ เน้นขยายโครงการลงทุนต่อเนื่องให้เสร็จตามแผน เตรียมยกการ์ดสูงรับมือ Recession https://thestandard.co/pttgc-cope-with-recession/ Mon, 20 Feb 2023 11:59:25 +0000 https://thestandard.co/?p=753040

พีทีที โกลบอล เคมิคอล คาดว่ารายได้ปีนี้โตจากปีก่อน จากป […]

The post PTTGC ทุ่มงบ 1 หมื่นล้านบาทปีนี้ เน้นขยายโครงการลงทุนต่อเนื่องให้เสร็จตามแผน เตรียมยกการ์ดสูงรับมือ Recession appeared first on THE STANDARD.

]]>

พีทีที โกลบอล เคมิคอล คาดว่ารายได้ปีนี้โตจากปีก่อน จากปริมาณขายที่ขยายตัว 15% หลังไม่มีการปิดซ่อมโรงกลั่น บวกกับผลงาน Allnex ดีขึ้น พร้อมประเมินสถานการณ์ธุรกิจดีขึ้นรับอานิสงส์จีนเปิดประเทศ เดินหน้าลงทุน 1 หมื่นล้านบาท เน้นโครงการต่อเนื่องให้แล้วเสร็จ รับ ‘ระมัดระวังการลงทุน’ เตรียมแผนรับมือ Recession

 

คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC เปิดเผยว่า แนวโน้มรายได้ของบริษัทในปีนี้มีโอกาสเติบโตขึ้นตามปริมาณการขายที่เพิ่ม โดยในปี 2566 บริษัทตั้งเป้าปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 15% เนื่องจากธุรกิจโรงกลั่นในปีนี้จะสามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิต โดยไม่มีการปิดซ่อมบำรุง หลังจากได้มีการปิดซ่อมบำรุงไปเมื่อปี 2565 

 

อีกทั้งในปีนี้บริษัทจะรับรู้ผลการดำเนินงานของบริษัท Allnex Holding GmbH (Allnex) ซึ่งทำธุรกิจกลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Business) เป็นผู้ผลิต Coating Resins และ Crosslinkers ที่ปิดดีลซื้อกิจการมาในช่วงปลายปี 2564 โดยเชื่อว่าผลการดำเนินงาน Allnex ปีนี้จะดีกว่าปีก่อน รวมถึงรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของ บมจ.วีนิไทย (VNT) เข้ามาต่อเนื่องด้วยหลังจาก PTTGC ถือหุ้นราว 35% 

          

นอกจากนี้คาดการณ์ว่า ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในปีนี้ เช่น กลุ่มอะโรเมติกส์, โพลิเมอร์ มีแนวโน้มที่จะดีกว่าปีก่อน หลังจากจีนเริ่มกลับมาเปิดประเทศ ทำให้มีความต้องการใช้เพิ่มสูงขึ้น โดยความต้องการจากจีนจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้อัตรากำไร (มาร์จิ้น) ในแต่ละผลิตภัณฑ์ปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย 

 

สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมปลายทางที่จะมีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ฟื้นตัวดีขึ้น ทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์, สิ่งทอ, บรรจุภัณฑ์ และก่อสร้าง เป็นต้น 

 

คงกระพันกล่าวว่า ลงทุนปีนี้จัดสรรไว้ 300 ล้านดอลลาร์ หรือราว 10,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะใช้ขยายการลงทุนตามแผนในโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให้แล้วเสร็จ รวมถึงงบในการซ่อมบำรุงและปรับปรุงประสิทธิภาพ โดยบริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ดังนี้

 

  • โครงการปรับปรุงโรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 2 (Olefins 2 Modification Project) ซึ่งจะทำให้โรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 2 สามารถใช้โพรเพนเป็นวัตถุดิบในการผลิตได้เพิ่มขึ้น โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ของ GC ในการเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว คาดว่าเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 1/66

 

  • โครงการขยายกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกโพลิโพรพิลีนสายการผลิตที่ 4 (HMC PP Line 4) ของบริษัท HMC Polymers กำลังการผลิต 250,000 ตันต่อปี เดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนธันวาคม 2565

 

  • โครงการก่อสร้างโรงงานไบโอพลาสติก PLA แห่งที่ 2 กำลังการผลิต 75,000 ตันต่อปีของบริษัท NatureWorks ที่จังหวัดนครสวรรค์ คาดว่าจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2567

 

  • โครงการผลิตพลาสติกวิศวกรรมชั้นสูงของบริษัท Kuraray GC Advanced Material (KGC) ที่ GC ร่วมทุนกับบริษัท Kuraray และบริษัท Sumitomo ของประเทศญี่ปุ่น เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 1/66 เพื่อผลิต High Heat Resistant Polyamide-9T (PA-9T) จำนวน 13,000 ตันต่อปี และ Hydrogenated Styrenic Block Copolymer (HSBC) จำนวน 16,000 ตันต่อปี นับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อรองรับเมกะเทรนด์โลก

          

ทั้งนี้ งบลงทุนดังกล่าวยังไม่รวมกับงบที่บริษัทจะใช้ในการเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการ (M&A) หากมีโอกาสเข้ามา และไม่รวมงบลงทุนของ Allnex 

 

ปัจจุบันบริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาลงทุนในโครงการเม็ดพลาสติกรีไซเคิลในสหรัฐฯ และโครงการท่าเรือขนส่งก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ โดยพิจารณาทั้งในรูปแบบการซื้อกิจการ (M&A) หรือลงทุนสร้างโรงงานใหม่ ซึ่งเป็นรูปแบบของโครงการที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากรัฐบาลของสหรัฐฯ มีการให้สิทธิประโยชน์จูงใจให้เกิดการลงทุน ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปความชัดเจนของรูปแบบการลงทุนในโครงการดังกล่าวได้ภายในปีนี้ 

 

“บริษัทไม่ประมาท ยังต้องมีความระมัดระวังในการทำธุรกิจ ในปีที่แล้วเรามีแผน Frame Book เป็นวิธีการทำงานรับมือภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือ Recession ไว้ล่วงหน้าในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความผันผวน ซึ่งก็ได้มีการนำมาใช้เร็วกว่าที่คิดไว้ ทั้งแผนการลดค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนต่างๆ รวมถึงการมีเงินสดเก็บไว้เป็นเรื่องที่ดี ส่วนปีนี้ก็จะยังใช้แผน Frame Book ต่อเนื่อง แม้ภาพรวมดูดีขึ้นหลังจีนเริ่มเปิดประเทศ ส่วนในประเทศเราคงไม่มีการลงทุนโรงกลั่นหรือโรงโอเลฟินส์ใหญ่ๆ แต่จะเน้นลงทุนในธุรกิจที่เข้าไปให้บริการใกล้กับลูกค้าที่มีการแข่งขันต่ำ ส่วนการลงทุนในต่างประเทศก็จะดูโอกาสการลงทุนในธุรกิจรีไซเคิลพลาสติก” คงกระพันกล่าว 

 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบริษัทมีการทำ M&A แล้วมีธุรกิจอื่นที่ติดมาด้วย ซึ่งธุรกิจใดไม่ใช่ Core Business ของบริษัท จะมีการปรับพอร์ตทั้งการขายออกและลดสัดส่วนการถือหุ้นลงด้วย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ เพื่อจะได้หันไปโฟกัสได้ในธุรกิจที่ดีเป็น Core Business

 

PTTGC ยังตั้งเป้าหมายกำไรก่อนภาษี ค่าเสื่อม และดอกเบี้ยจ่าย (EBITDA) ระหว่างปี 2566-2573 จะเติบโตเฉลี่ยต่อปี 4% จากแผนที่มีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเดินหน้าปรับสัดส่วนพอร์ตธุรกิจ โดยจะมุ่งสู่ธุรกิจที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำผ่านการลงทุนในธุรกิจกลุ่ม High Value Business (HVB) และธุรกิจที่สอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมแสวงหาโอกาสในการสร้าง Synergy (Leverage Synergy) ให้เกิดมูลค่าสูงสุดจากธุรกิจ ตลาด และเทคโนโลยี เช่น Allnex ที่ PTTGC ได้เข้าซื้อกิจการ ซึ่งมีความสามารถในการทำกำไรระดับสูง และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคภายใต้เมกะเทรนด์

 

โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม หรือ HVP เพิ่มเป็น 56% ในปี 2573 จากปีก่อน 36%, ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพและผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 1 ล้านตัน และกำลังการผลิต Recycling เป็น 75,000 ตันในปี 2568 ส่วนผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน Performance Chemical เป็น 35% ของ EBITDA รวมภายในปี 2573 จากปัจจุบันอยู่ที่ 22% 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post PTTGC ทุ่มงบ 1 หมื่นล้านบาทปีนี้ เน้นขยายโครงการลงทุนต่อเนื่องให้เสร็จตามแผน เตรียมยกการ์ดสูงรับมือ Recession appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘PTTGC’ ผลงานปี 65 พลิกขาดทุนหนัก 8.75 พันล้านบาท พิษสงครามรัสเซีย-ยูเครน ป่วนราคาน้ำมัน-ปิโตรเคมี ประกาศจ่ายปันผลอีก 0.25 บาทต่อหุ้น https://thestandard.co/pttgc-turnover-65-loss/ Tue, 14 Feb 2023 02:12:19 +0000 https://thestandard.co/?p=749965 PTTGC ราคาน้ำมัน

‘พีทีที โกลบอล เคมิคอล’ ประกาศงบปี 2565 ขาดทุนอ่วม 8.75 […]

The post ‘PTTGC’ ผลงานปี 65 พลิกขาดทุนหนัก 8.75 พันล้านบาท พิษสงครามรัสเซีย-ยูเครน ป่วนราคาน้ำมัน-ปิโตรเคมี ประกาศจ่ายปันผลอีก 0.25 บาทต่อหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC ราคาน้ำมัน

‘พีทีที โกลบอล เคมิคอล’ ประกาศงบปี 2565 ขาดทุนอ่วม 8.75 พันล้านบาท หลังขาดทุนตราสารอนุพันธ์ฯ กว่า 2.31 หมื่นล้านบาท โดนผลกระทบสงครามรัสเซียกับยูเครน ทำราคาน้ำมัน-ปิโตรเคมีผันผวนแรง มองปีนี้ธุรกิจยังท้าทาย ยังมีความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว มองราคาน้ำมันปีนี้อยู่ที่ 85-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ภัทรลดา สง่าแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ผลประกอบการของบริษัทในปี 2565 พลิกขาดทุนสุทธิ 8,752 ล้านบาท ลดลง 119% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิจำนวน 44,982 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศรัสเซียและยูเครน ได้ส่งผลกระทบต่อความผันผวนอย่างรุนแรงของทั้งราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ทำให้ส่วนต่างผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2/65 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ส่งผลให้บริษัทมีการบันทึกผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยงในปีนี้จำนวน 23,057 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจริงสูงกว่าราคาที่ทำประกันความเสี่ยงไว้ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 ที่เริ่มเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศรัสเซียและยูเครน

 

อีกทั้งมีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันและรายการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Stock Loss Net NRV) รวม 3,657 ล้านบาท รวมทั้งผลขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยนและผลกำไรจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน รวมเป็นขาดทุน 313 ล้านบาท 

 

บริษัทมีส่วนแบ่งเงินกำไรจากเงินลงทุนที่รับรู้ในปีนี้จำนวน 2,908 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าเนื่องจากผลประกอบการของธุรกิจปิโตรเคมีที่อ่อนตัวลงในปีนี้ ทั้งนี้ ในปีนี้บริษัทมีการบันทึกรายการพิเศษรวม 893 ล้านบาท

 

ในปี 2565 บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 678,267 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 46% จากปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวขึ้นจากการเปิดประเทศทั่วโลก ทำให้ความต้องการในการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศรัสเซียและยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ราคาขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในปีนี้ปรับตัวขึ้นอย่างมาก เช่นเดียวกับราคาขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ นอกจากนี้ยังมีการรับรู้ผลประกอบการของ Allnex เข้ามาเต็มปี 

 

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 4/65 บริษัทพลิกขาดทุนสุทธิรวม 968 ล้านบาท ลดลง 130% เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3,248 ล้านบาท เนื่องจากในไตรมาส 4/65 บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 124,780 ล้านบาท ลดลง 31% จากไตรมาส 3/65 และปรับตัวลดลง 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยรายได้รวมปรับตัวลดลงโดยมีสาเหตุหลักจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของโรงกลั่นเป็นเวลา 49 วันในไตรมาสนี้ 

 

ประกอบกับอุปสงค์ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ยังคงอ่อนตัว ทำให้ราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวลดลงตามทิศทางส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีส่วนใหญ่ที่ปรับลดลง เนื่องจากอุปสงค์ผลิตภัณฑ์ที่ยังอ่อนตัว เป็นผลจากมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดปี 2562 ในประเทศจีน การเข้ามาของกำลังการผลิตใหม่ในตลาด รวมถึงความกังวลต่อภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจโลก

 

บริษัทมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน และรายการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ ผลกำไรทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยน และขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน ผลกำไรจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยง รายการพิเศษอื่นๆ) จำนวน 1,769 ล้านบาท

 

ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่กล่าวไปข้างต้นได้ส่งผลให้เกิดความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ทำให้บริษัทรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการดำเนินงานปกติ ได้แก่ ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน และรายการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Stock Loss Net NRV) รวม 3,518 ล้านบาท และผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน รวมเป็นกำไร 3,990 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทมีส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนที่รับรู้ในไตรมาสนี้จำนวน 381 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากธุรกิจปิโตรเคมีที่อ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า 

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) มีมติอนุมัติประกาศจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีหลังของปี 2565 จำนวน 0.25 บาทต่อหุ้น โดยจะขึ้น XD ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566 โดยเป็นการจ่ายเงินปันผลจากงวดผลการดำเนินงานปี 2565 รวม 1 บาทต่อหุ้น

 

มองแนวโน้มธุรกิจปีนี้ยังท้าทาย

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2566 ยังคงมีความท้าทายจากสถานการณ์ต่างๆ ทั้งการยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศรัสเซียและยูเครน นำมาซึ่งมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและพลังงานต่อประเทศรัสเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งอุปทานและราคาพลังงานทั่วโลก และนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อและความกังวลทางเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลก ในขณะที่มีปัจจัยสนับสนุนจากการเปิดประเทศของประเทศจีนอย่างเป็นทางการ จากภาพรวมดังกล่าว IMF ได้ปรับประมาณการอัตราการเติบโตของ GDP โลกในปี 2566 ลงเหลือ 2.9% (ณ เดือนมกราคม 2566) 

 

ขณะที่คาดการณ์ว่าความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่น่าจะยังสามารถเติบโตได้ แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนจากปัญหาเศรษฐกิจและนโยบายทางการเงินของแต่ละประเทศ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้น บริษัทคาดการณ์แนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2566 อยู่ที่เฉลี่ย 85-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยสำนักงานพลังงานสากล (IEA) คาดการณ์การเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันของโลก (ณ เดือนตุลาคม 2565) ในปี 2566 เพิ่มขึ้น 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปริมาณความต้องการใช้ในปีนี้ไปอยู่ที่ระดับ 101.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน

 

ทั้งนี้ ตลาดน้ำมันดิบยังคงมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในปีหน้า ทั้งสถานการณ์ขาดแคลนพลังงานของโลก การฟื้นตัวของอุปสงค์ โดยเฉพาะในประเทศจีนภายหลังการเปิดประเทศเพิ่ม

The post ‘PTTGC’ ผลงานปี 65 พลิกขาดทุนหนัก 8.75 พันล้านบาท พิษสงครามรัสเซีย-ยูเครน ป่วนราคาน้ำมัน-ปิโตรเคมี ประกาศจ่ายปันผลอีก 0.25 บาทต่อหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มโรงกลั่น โตกระโดด ‘TOP-ESSO’ กำไรพุ่งกว่า 1,000% อานิสงส์ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้น https://thestandard.co/top-esso/ Mon, 15 Aug 2022 13:09:37 +0000 https://thestandard.co/?p=667334 TOP-ESSO

หุ้นกลุ่มโรงกลั่น โชว์กำไรในไตรมาส 2/65 อู้ฟู่ ‘TOP-ESS […]

The post หุ้นกลุ่มโรงกลั่น โตกระโดด ‘TOP-ESSO’ กำไรพุ่งกว่า 1,000% อานิสงส์ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
TOP-ESSO

หุ้นกลุ่มโรงกลั่น โชว์กำไรในไตรมาส 2/65 อู้ฟู่ ‘TOP-ESSO’ เผยกำไรสุทธิโตกว่า 1,000% อานิสงส์ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นและกำไรสต๊อกน้ำมันพุ่ง ด้านโบรกมองแนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังส่ออ่อนตัวลงตามค่าการกลั่นที่ลดลง และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่แคบลง 

 

กลุ่มโรงกลั่นรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/65 ส่วนใหญ่มีกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว โดยมีเพียง บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC ที่รายงานกำไรสุทธิลดลง 94% มาอยู่ที่ 1.38 พันล้านบาท และ บมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC ที่มีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/65 จำนวน 3,833.04 ล้านบาท ลดลง 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

 

PTTGC กำไรวูบ 94% เหตุขาดทุนตราสารอนุพันธ์

บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 2/65 มีกำไรสุทธิ 1,388.26 ล้านบาท ลดลง 94% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 25,034.73 ล้านบาท โดยบริษัทมีรายได้จากการขายรวม 196,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน เป็นผลมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามราคาน้ำมันดิบ เช่นเดียวกับราคาขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางราคาวัตถุดิบ รวมถึงยังมีปัจจัยสนับสนุนด้านอุปทานที่ตึงตัวจากการหยุดซ่อมบำรุง และการปรับลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตบางรายในภูมิภาค เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงทำให้ไม่คุ้มค่าในการผลิต

 

PTTGC ขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยง 12,734 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจริงสูงกว่าราคาที่ทำประกันความเสี่ยงไว้ โดยเป็นการรับรู้ที่เกิดขึ้นแล้ว (Realized) จำนวน 11,598 ล้านบาท และที่ยังไม่เกิดขึ้น (Unrealized) จำนวน 1,136 ล้านบาท ผลขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) 4,378 ล้านบาท กำไรจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน 1,712 ล้านบาท

 

ในไตรมาส 2/65 บริษัทเดินเครื่องกำลังการผลิตที่ระดับ 98% ลดลงจากไตรมาส 1/65 โดยส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกับน้ำมันดิบดูไบ ส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากทั้งไตรมาสก่อนหน้าและไตรมาส 2/64 ส่งผลให้ค่าการกลั่น (Market GRM) ของธุรกิจโรงกลั่นในไตรมาสนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 21.09 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เทียบกับ 7.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสก่อนหน้า

 

นอกจากนี้ จากการที่ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทรับรู้ผลกำไรจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Gain) ที่ 4.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่บริษัทรับรู้ผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยงสุทธิ 20.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

PTTGC มีผลขาดทุนโดยหลักจากทิศทางราคาน้ำมันดิบ และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจริงสูงกว่าราคาที่ทำประกันความเสี่ยงไว้ ส่งผลให้มีกำไรขั้นต้นทางบัญชี (Accounting GRM) ในส่วนของโรงกลั่นอยู่ที่ 5.24 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากทั้งไตรมาส 1/65 และไตรมาส 2/64 และมี Adjusted EBITDA และ Adjusted EBITDA Margin อยู่ที่ 10,297 ล้านบาท และ 12% ตามลำดับ ปรับเพิ่มขึ้นจาก 3,342 ล้านบาท และ 5% ในไตรมาส 1/65 ตามลำดับ

 

IRPC ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน 1,298 ล้านบาท

ส่วน บมจ.ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 2/65 มีกำไรสุทธิ 3,833 ล้านบาท ลดลง 16% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 4,574 ล้านบาท เนื่องจากขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันรวม 1,298 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/64 ที่มีกำไรจากสต๊อกน้ำมันสุทธิ 3,507 ล้านบาท ส่งผลให้ Accounting GIM ลดลง 970 ล้านบาท หรือลดลง 8%

 

IRPC มีรายได้จากการขายสุทธิ 99,395 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42,537 ล้านบาท หรือโต 75% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีสาเหตุจากราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 72% ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับสูงขึ้นและปริมาณขายเพิ่มขึ้น 3% 

 

โดยโรงกลั่นน้ำมันมีอัตราการกลั่นอยู่ที่ 198,000 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 2% Market GIM เพิ่มขึ้น 3,835 ล้านบาท หรือ 44% โดยมีสาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินที่ปรับตัวดีขึ้น

 

ขณะที่ค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง 416 ล้านบาท หรือลดลง 12% ส่งผลให้ EBITDA ลดลง 874 ล้านบาท หรือลดลง 10% และบริษัทมีการบันทึกค่าเสื่อมราคาลดลง 194 ล้านบาท และขาดทุนจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมันที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงลดลง 528 ล้านบาท ขณะที่ขาดทุนจากการทำสัญญาอนุพันธ์ทางการเงินเพิ่มขึ้น 88 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 119% ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 180 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 180% เนื่องจากค่าเงินบาทอ่อนค่า นอกจากนี้บริษัทมีกำไรจากการลงทุนลดลง 7 ล้านบาท

 

TOP กำไรโต 1,093% ตามราคาน้ำมันดิบ

ด้าน บมจ.ไทยออยล์ หรือ TOP รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/65 กำไรสุทธิ 25,326.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,093% จากงวดเดียวกันปี 2564 ที่กำไร 2,122.67 ล้านบาท โดยไตรมาสนี้บริษัทมีรายได้จากการขาย 65,772 ล้านบาท ตามราคาขายที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ ขณะที่กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 20.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากส่วนต่างราคาน้ำมัน หลังหลายประเทศผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง อีกทั้งธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาดมีกำไรขั้นต้นสูงขึ้นจากอุปสงค์ของสาร LAB ที่ดีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์มีกำไรจากสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น 3,774 ล้านบาท

 

ขณะที่ บมจ.เอสโซ่ (ประเทศไทย) หรือ ESSO แจ้งว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/65 มีกำไร 8,298.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 866.12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2564 ที่มีกำไร 858.11 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายของบริษัทในไตรมาสนี้อยู่ที่ 76,092 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 85.27% โดยมีสาเหตุหลักจากราคาตลาดที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น

 

น้ำมันดิบดูไบในไตรมาส 2/65 มีราคาเฉลี่ยที่ 108.1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้น 41.2 ดอลลาร์ เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้ากลั่นในไตรมาสนี้อยู่ที่ 1.32 แสนบาร์เรลต่อวัน สูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุปสงค์จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 

 

ส่วนค่าการกลั่นโดยรวมอยู่ที่ 26.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 19.9 ดอลลาร์ ค่าการกลั่นพื้นฐานอยู่ที่ 19.4 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17.0 ดอลลาร์

 

BCP กำไรโต 199% อานิสงส์ค่าการกลั่นเพิ่ม

บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น หรือ BCP แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/65 บริษัทมีกำไร 5,276.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 199% จากงวดเดียวกันปี 2564 ที่มีกำไร 1,764.54 ล้านบาท โดยบริษัทมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 83,796 ล้านบาท (+21%QoQ) มี EBITDA 12,572 ล้านบาท (-8%QoQ) โดย EBITDA ที่ปรับลดลง เนื่องจากไตรมาสก่อน BCPG รับกำไรจากการจำหน่ายหุ้นทั้งหมดใน SEGHPL 2,031 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการดังกล่าวพบว่า EBITDA ปรับเพิ่มขึ้น 889 ล้านบาท (+8%QoQ) โดยหลักมาจากกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน ได้รับปัจจัยบวกจาก Operating GRM ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

ปัจจัยดังกล่าวช่วยบรรเทาผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบจากราคาขายก๊าซธรรมชาติ (Gas Price) ไปจำหน่ายในประเทศอังกฤษปรับลดลงอย่างมาก รวมทั้งการอ่อนค่าของสกุลเงินโครนนอร์เวย์ (NOK) เทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ไตรมาสนี้มีกำไรสำหรับงวดส่วนของบริษัทใหญ่ 5,276 ล้านบาท (+21%QoQ) คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 3.79 บาท

 

SPRC กำไรเพิ่มจากสต๊อกน้ำมันและค่าการกลั่น

บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า ผลดำเนินงานไตรมาส 2/65 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 206 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (7,156 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,872 ล้านบาท) ซึ่งนอกเหนือจากประเด็นเรื่องราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจนเป็นผลให้บริษัทมีกำไรจากสต๊อกน้ำมันแล้ว ค่าการกลั่นก็ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งมีปัจจัยหลักจากกลไกอุปสงค์อุปทานน้ำมันในตลาดโลก โดยความขัดแย้งระหว่างยูเครน-รัสเซียและมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันจากรัสเซียของ EU ส่งผลให้อุปทานในผลิตภัณฑ์น้ำมันตึงตัว การผ่อนคลายมาตรการการเดินทางในช่วงโควิดในหลายประเทศก็ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้นด้วย

 

ในประเทศไทยเอง การฟื้นตัวในภาคการผลิตและอุตสาหกรรมเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้อุปสงค์น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ส่วนต่างของราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานและน้ำมันดีเซล ซึ่งส่วนใหญ่มาจากข้อจำกัดด้านอุปทาน ส่งผลให้ค่าการกลั่นตลาดของ SPRC เพิ่มขึ้นจาก 8.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 1/65 เป็น 18.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 2/65

 

TOP-BCP มองครึ่งหลังน้ำมันดิบย่อตัว 

TOP ระบุในเอกสารที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า ในครึ่งปีหลังประเมินว่าราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 3/65 มีแนวโน้มปรับลดลงจากไตรมาส 2/65 หลังได้รับแรงกดดันจากความต้องการใช้น้ำมันที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงตามสภาวะเศรษฐกิจโลกและเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอผลกระทบของเงินเฟ้อที่ปรับเพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่เติบโตช้าลงกระทบกับราคาน้ำมันในไตรมาส 4/65 เช่นกัน

 

ส่วนธุรกิจโรงกลั่นในไตรมาส 3/65 มีแนวโน้มปรับลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/65 ตามภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่การแพร่ระบาดของโควิดในจีนยังมีความไม่แน่นอน แต่ไตรมาส 4/65 มีแนวโน้มจะได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันโลก โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวและเทศกาลท่องเที่ยวปลายปี

 

ขณะที่ BCP ระบุว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง 2565 คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลง เนื่องจากอุปสงค์การใช้น้ำมันได้รับแรงกดดันจากความกังวลเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มจะเข้าสู่ภาวะถดถอย จากอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นค่อนข้างเร็ว และธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้อ 

 

ทั้งนี้ คาดว่าราคาน้ำมันยังคงได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อ ประกอบกับกลุ่ม OPEC+ ไม่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับแผนธุรกิจให้เหมาะสม รวมถึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนให้เพียงพอกับการดำเนินธุรกิจและแผนการลงทุน โดยบริษัทมีแผนที่จะทำการออกและเสนอขายหุ้นกู้ในช่วงไตรมาส 3/65 เพื่อให้บริษัทมีความพร้อมและสามารถตั้งรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยและราคาน้ำมันที่ผันผวน

 

สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันไตรมาส 3/65 สำนักงานพลังงานสากล (IEA) คาดว่าอุปสงค์น้ำมันดิบทั่วโลกปี 2565 จะแตะระดับ 99.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยขยายตัว 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวันจากปี 2564 ซึ่งลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันดิบลดลง อย่างไรก็ตาม IEA คาดการณ์ว่าตลาดน้ำมันโลกเข้าสู่ภาวะอุปทานส่วนเกิน (Over Supplied) จากอุปทานน้ำมันดิบที่ทยอยปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วง Q2-Q4 ของปี 2565

 

ทั้งนี้ จากการประเมินคาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยดูไบในไตรมาส 3/65 จะเคลื่อนไหวในกรอบ 90-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากคาดว่าอุปทานส่วนเกินในช่วงครึ่งปีหลังตามการคาดการณ์ของ IEA ยังเผชิญกับความไม่แน่นอน แม้การผลิตและส่งออกของลิเบียกลับมาเพิ่มขึ้น แต่กำลังการผลิตสำรองของกลุ่ม OPEC+ ที่อยู่ในระดับต่ำ และการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้อุปทานน้ำมันจากอิหร่านยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ตลาดได้ อีกทั้งคาดว่าโรงกลั่นจะใช้กำลังการผลิตในระดับสูงเพื่อตอบสนองความต้องการน้ำมันสำเร็จรูปที่ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นฤดูท่องเที่ยว

 

นอกจากนี้ คาดว่าในไตรมาส 3/65 ค่าการกลั่นของโรงกลั่นประเภท Cracking ที่สิงคโปร์มีแนวโน้มปรับลดลงจากไตรมาส 2/65 เนื่องจากการเปิดดำเนินการของโรงกลั่นใหม่และโรงกลั่นที่เลื่อนมาเปิดดำเนินการในปีนี้ อีกทั้งโรงกลั่นทั่วโลกใช้กำลังการกลั่นในระดับสูง รวมถึงโรงกลั่นจีนได้รับโควตาการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น ด้านอุปสงค์น้ำมันเบนซินเริ่มได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง 

 

อย่างไรก็ตาม คาดว่าค่าการกลั่นจะยังคงได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาน้ำมันกลุ่ม Middle Distillates (น้ำมันดีเซล น้ำมันเจ็ต (เคโรซีน)) หากรัสเซียลดหรือหยุดการจัดส่งก๊าซไปยังยุโรป ทำให้อุปสงค์การใช้น้ำมันดีเซลของยุโรปเพิ่มขึ้น อีกทั้งอุปสงค์น้ำมันเจ็ต (เคโรซีน) มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกที่กลับมาเปิดดำเนินการมากขึ้น

 

โบรกคาดกำไรครึ่งปีหลัง ‘อ่อนตัว’ ตามค่าการกลั่น

ฝ่ายวิจัย บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า PTTGC รายงานกำไรไตรมาส 2/65 ลดลงเหลือราว 1.4 พันล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาด โดยเป็นผลจากการขาดทุน Hedging Loss กว่า 1.3 หมื่นล้านบาท และมี Stockgain ราว 3 พันล้านบาท

 

ทั้งนี้ คาดการณ์แนวโน้มครึ่งปีหลังปี 2565 กำไรปกติอ่อนตัวจากทั้งธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี โดยเราคาดว่าค่าการกลั่นจะกลับมาอยู่ในระดับ 10-15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากระดับ 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปัจจุบัน และธุรกิจปิโตรเคมีคาดว่าจะยังมี Spread ที่อยู่ในระดับต่ำจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอลง เพราะผลของการขึ้นดอกเบี้ย โดยยังคงประมาณการกำไรปกติของ PTTGC (ไม่รวม Hedging และ Stockgain) ที่ราว 2.6 หมื่นล้านบาท

 

ขณะเดียวกัน ฝ่ายวิจัย บล.ทรีนีตี้ ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2565 ของ IRPC ที่ 7.4 พันล้านบาท -49%YoY โดยครึ่งปีแรกปี 2565 คิดเป็น 70% ของประมาณการ ซึ่งประเมินว่าแนวโน้มครึ่งปีหลังปี 2565 น่าจะเริ่มอ่อนตัว โดยโรงกลั่น GRM เริ่มปรับลดลง แม้ว่าไตรมาส 3 จะเป็น Seasonal Demand ของปิโตรเคมี แต่ด้วยความเสี่ยงการขึ้นดอกเบี้ยอาจจะส่งผลต่อเศรษฐกิจให้ชะลอตัวลง โดย QTD ส่วนต่างผลิตภัณฑ์ Olefin และ Aromatic ปรับลดลงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อตัน 

 

และสำหรับ BCP คาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 3/65 น่าจะอยู่ราว 3-4 พันล้านบาท ลดลง QoQ ตามค่าการกลั่นที่เริ่มปรับตัวลง ทั้งนี้  ฝ่ายวิจัย บล.ทรีนีตี้ ได้ปรับประมาณการกำไรปี 2565-2566 ขึ้นเป็น 1.6 หมื่นล้านบาท และ 9 พันล้านบาท ตามลำดับ โดยปี 2565 สมมติฐานค่าการกลั่นใหม่ที่ 15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Adjust กำไรจากการขาย Geothermal และปี 2566 ปรับ EBITDA ขึ้น จาก OKEA เพิ่มขึ้นประมาณ 3 พันล้านบาท ตามสมติฐานราคาน้ำมันที่ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

 

ตลาดคลายกังวล ‘รัฐแทรกแซงค่าการกลั่น’

จักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า จากความกังวลเรื่องรัฐบาลได้ขอความร่วมมือกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ลดค่าการกลั่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน ซึ่งเป็นกระแสร้อนแรงและกดดันราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นในช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้น เชื่อว่าขณะนี้ตลาดได้คลายกังวลเรื่องนี้ไปแล้ว เนื่องจากปัจุบันราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับลดลง

 

ขณะที่กำไรในไตรมาส 2/65 ของธุรกิจโรงกลั่น ส่วนใหญ่กำไรปรับเพิ่มขึ้นตามคาดการณ์ สาเหตุหลักมาจากค่าการกลั่นที่ปรับเพิ่มขึ้นและราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 2 ทั้งนี้ ประเมินแนวโน้มกำไรในไตรมาส 3 อาจจะปรับลดลงตามค่าการกลั่นที่เริ่มปรับลดลง โดยปัจจุบันค่าการกลั่นที่สิงคโปร์อยู่ที่ 8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงจากระดับ 21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงก่อนหน้า ส่วนราคาค่าการกลั่นที่ไทยจะสูงกว่าที่สิงคโปร์เล็กน้อย แต่ก็เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน 

 

“ราคาที่ลดลงก่อนหน้านี้มาจากความกังวลเรื่องรัฐบาลอาจจะแทรกแซงค่าการกลั่น ซึ่งเมื่อเห็นผลประกอบการไตรมาส 2/65 และทิศทางราคาน้ำมัน รวมถึงค่าการกลั่นที่น่าจะลดลง ก็ประเมินว่าความกังวลเรื่องการถูกแทรกแซงค่าการกลั่นน่าจะลดลง เพราะเทรนด์กำไรของกลุ่มโรงกลั่นในไตรมาส 3 น่าจะลดลงตามค่าการกลั่นและราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลง และการเข้าแทรกแซงค่าการกลั่น อยากให้มองแนวโน้มกำไรของกลุ่มโรงกลั่นระยะยาวด้วย ซึ่งเชื่อว่าจะไม่ได้สูงมากจนสามารถช่วยเหลือตามที่รัฐบาลขอความร่วมมือได้” จักรพงศ์กล่าว

 

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post หุ้นกลุ่มโรงกลั่น โตกระโดด ‘TOP-ESSO’ กำไรพุ่งกว่า 1,000% อานิสงส์ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC – แนวโน้มกำไร 2Q65 คาดลดลง แม้คาดว่ากลุ่มโรงกลั่นน้ำมันจะช่วยขับเคลื่อนกำไรจากการดำเนินงานให้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก QoQ https://thestandard.co/market-focus-pttgc-3/ Tue, 26 Jul 2022 12:55:10 +0000 https://thestandard.co/?p=659250 PTTGC

เกิดอะไรขึ้น: SCBS ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ […]

The post PTTGC – แนวโน้มกำไร 2Q65 คาดลดลง แม้คาดว่ากลุ่มโรงกลั่นน้ำมันจะช่วยขับเคลื่อนกำไรจากการดำเนินงานให้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก QoQ appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC

เกิดอะไรขึ้น:

SCBS ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 2Q65 ของ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล ( PTTGC ) ซึ่งคาดว่าจะรายงานผลประกอบการวันที่ 10 สิงหาคม 2565

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น PTTGC ปรับตัวลดลง 1.68%MoM อยู่ที่ระดับ 44.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับตัวลดลง 0.75%MoM อยู่ที่ระดับ 1,556.93 จุด

 

พรีวิวผลประกอบการ 2Q65:

SCBS คาดว่ากำไรสุทธิ 2Q65 จะลดลง 6.7%QoQ และ 84%YoY สู่ 3.9 พันล้านบาท แม้คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก QoQ ขณะที่กำไรสุทธิที่ลดลงมาก YoY สะท้อนถึงการรับรู้กำไรพิเศษจากการขายหุ้น GPSC บางส่วน และจัดประเภทเงินลงทุนส่วนที่เหลือใหม่ใน 2Q64 (2.2 หมื่นล้านบาท)

 

การขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยง (เกิดจาก Crack Spread ที่กว้างขึ้น) และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (เกิดจากการอ่อนค่าของเงินบาท) จะส่งผลกระทบต่อกำไร ซึ่งกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนผลประกอบการใน 2Q65 เมื่อพิจารณาจาก Market GRM ที่พุ่งขึ้น

 

สำหรับธุรกิจกลุ่มโอเลฟินส์ คาดว่าการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานอีเทนแครกเกอร์ขนาดใหญ่ที่สุด (OLE3) เป็นเวลา 39 วัน ใน 2Q65 จะทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตโอเลฟินส์โดยรวมปรับลดลง ซึ่งก็น่าจะส่งผลกระทบทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตสำหรับบผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ปรับลดลงด้วย

 

ผลผลิตเอทิลีนที่ลดลงจากโรงแครกเกอร์ที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบ ส่งผลทำให้ PTTGC เดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์แครกเกอร์โดยใช้แนฟทาเป็นวัตถุดิบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างราคา PE-แนฟทาที่ดีขึ้น ทำให้คาดว่า PTTGC จะสามารถรักษา EBITDA Margin ของกลุ่มธุรกิจโอเลฟินส์เอาไว้ได้ที่ 10-11% แม้ว่ายังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ 21% อย่างมาก

 

ส่วนธุรกิจกลุ่มอะโรเมติกส์ คาดกำไรจะเพิ่มขึ้น QoQ โดยส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากราคา PX ปรับขึ้น (เพราะอุปทานตึงตัวขึ้น) มากกว่าต้นทุนวัตถุดิบ (คอนเดนเสท) ซึ่งปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน

 

ขณะที่กลุ่มธุรกิจ Performance Materials & Chemicals (PC) กำไรจาก Allnex น่าจะช่วยสนับสนุนกำไรของกลุ่มธุรกิจ PC ใน 2Q65 โดยผู้บริหารกล่าวว่า EBITDA จาก Allnex น่าจะอยู่ที่ราว 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อไตรมาส โดยอิงกับข้อมูลใน 1Q65 ซึ่ง SCBS คาดว่ากำไรที่ลดลงจากธุรกิจฟีนอลจะส่งผลทำให้ EBITDA ของกลุ่มธุรกิจ PC ปรับตัวลดลง 24%QoQ

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2565:

ผลการดำเนินงานของ PTTGC จะปรับตัวดีขึ้นมากในปี 2564 โดยได้รับการสนับสนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ดีและกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์ (หุ้นบางส่วนใน GPSC) ขณะที่กำไรปี 2565 มีแนวโน้มลดลงจากฐานสูงในปี 2564

 

SCBS คาดว่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์สายโอเลฟินส์จะยังคงแข็งแกร่งในปี 2565 แม้ว่าจะลดลงเล็กน้อย YoY และ Margin จากการกลั่นน้ำมันจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก เพราะความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปจะเพิ่มขึ้นกลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดโควิด

 

ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษคาดว่าจะเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป หลังจากเข้าซื้อกิจการ Allnex เสร็จในช่วงต้นปี 2565 การขยายธุรกิจสู่ผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษและผลิตภัณฑ์รีไซเคิลเพิ่มมากขึ้นจะช่วยลดความผันผวนของกำไรเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่เป็น Commodity Grade

 

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น PTTGC ปรับตัวลดลงมาแล้ว 24% YTD แย่กว่า SET ที่ลดลง 6% อย่างมาก เนื่องจากตลาดยังคงมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มผลประกอบการปี 2565 ท่ามกลางการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานหลายแห่งตามแผน ซึ่ง SCBS มองว่าราคาหุ้นลดลงแรงเกินไปจนมาเทรดที่ PBV 0.6 เท่า (ปี 2565) แม้ทำการปรับราคาเป้าหมายลดลงสู่ 72 บาทต่อหุ้น โดยอิงกับ PBV 1 เท่า (ปี 2565) แต่คงเรตติ้งไว้ที่ NEUTRAL เนื่องจากยังมองไม่เห็นปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้น

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือความผันผวนของราคาน้ำมัน อุปสงค์ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ลดลง และความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการสั่งห้ามใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (< 3% ของกำลังการผลิตทั้งหมด)

The post PTTGC – แนวโน้มกำไร 2Q65 คาดลดลง แม้คาดว่ากลุ่มโรงกลั่นน้ำมันจะช่วยขับเคลื่อนกำไรจากการดำเนินงานให้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก QoQ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น ‘โรงกลั่น’ ร่วงระนาว หวั่นรัฐบาลจี้ลดค่ากลั่น ด้านโบรกเกอร์มองทำได้ยาก เหตุตลาดน้ำมันในไทยเป็นเสรี https://thestandard.co/distillery-stocks-drop-worry-government-request-lower-price/ Mon, 13 Jun 2022 10:01:44 +0000 https://thestandard.co/?p=641252 โรงกลั่น

หุ้นกลุ่มโรงกลั่นปรับลดลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ไทย […]

The post หุ้น ‘โรงกลั่น’ ร่วงระนาว หวั่นรัฐบาลจี้ลดค่ากลั่น ด้านโบรกเกอร์มองทำได้ยาก เหตุตลาดน้ำมันในไทยเป็นเสรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงกลั่น

หุ้นกลุ่มโรงกลั่นปรับลดลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ไทยออยล์-บางจาก นำทีมดิ่งกว่า 6% นักลงทุนผวารัฐบาลแทรกแซงค่าการกลั่นกระทบกำไร ด้านนักวิเคราะห์ประเมินการสั่งลดการค่าการกลั่นทำได้ยาก เหตุเป็นตลาดเสรี ชี้หากแทรกแซงราคาในประเทศ โรงกลั่นอาจหันไปส่งออกน้ำมันแทน มองสูตรช่วยเหลือยุครัฐบาลสมัครมีความเป็นไปได้มากสุด 

 

ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นวันนี้ (13 มิถุนายน) ยังปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากปลายสัปดาห์ที่แล้ว ด้วยแรงกดดันจากกรณีที่รัฐบาล นำโดย สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาระบุว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาที่จะเข้าแทรกแซงค่าการกลั่น โดยอาจปรับลดค่าการกลั่นลง เพื่อลดราคาขายน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซินที่หน้าสถานีบริการน้ำมัน เนื่องจากขณะนี้ค่าการกลั่นอยู่ในระดับ 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งโรงกลั่นน้ำมันมีกำไรสูง และล่าสุดได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริการจัดการราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงวิกฤตขึ้นมาศึกษากรณีดังล่าว

 

การแต่งตั้งคณะทำงานข้างต้นสะท้อนถึงความเอาจริงเอาจังของรัฐบาล ทำให้นักลงทุนวิตกว่าผลประกอบการกลุ่มโรงกลั่นจะได้รับผลกระทบ จึงเทขายหุ้นกลุ่มโรงกลั่นอย่างต่อเนื่อง โดย TOP ลดลง 6.61%, BCP ลดลง 6.57%, SPRC ลดลง 4.62%, ESSO ลดลง 1.64%, IRCP ลดลง 2.86% และ PTTGC ลดลง 3.70% 

 

จักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า สาเหตุที่ราคาหุ้นโรงกลั่นปรับตัวลดลงทั้งกลุ่ม มาจากความกังวลกรณีที่กระทรวงพลังงานกำลังอยู่ระหว่างศึกษาที่จะขอความร่วมมือปรับลดค่าการกลั่น ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาครัฐยกมาเจรจากับกลุ่มโรงกลั่นในประเทศมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และเมื่อวันศุกร์ (10 มิถุนายน) มีการแต่งตั้งคณะทำงาน ซึ่งสะท้อนถึงความคืบหน้าและเอาจริงเอาจังของภาครัฐ ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความวิตกมากขึ้น และเทขายหุ้นกลุ่มโรงกลั่น

 

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยประเมินว่าความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะเข้าไปแทรกแซงหรือบิดเบือนค่าการกลั่นนั้นมีน้อยมาก เนื่องจากอุตสาหกรรมโรงกลั่นเป็นตลาดเสรี และหากรัฐบาลจะเข้ามาแทรกแซงราคาจริง อาจเป็นการบีบให้โรงกลั่นเลือกที่จะขายน้ำมันสู่ต่างประเทศแแทน เนื่องจากมีราคาขายที่เสรี เป็นไปตามดีมานด์และซัพพลายมากกว่า ซึ่งจะทำให้ราคาบริโภคน้ำมันในประเทศไทยสูงขึ้นในท้ายที่สุด 

 

ทั้งนี้ ประเมินว่ารูปแบบการช่วยเหลือและลดภาระเรื่องราคาน้ำมันครั้งนี้น่าจะใกล้เคียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2551 ซึ่งเป็นปีของรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช มากกว่า โดยในปีดังกล่าวกระทรวงพลังงานได้ขอความร่วมมือกับกลุ่มโรงกลั่นให้ช่วยในส่วนของราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งตอนนั้นผู้ที่เข้าร่วมประกอบด้วย TOP, PTTGC, IRPC และ BCP โดยยอมขายน้ำมันดีเซลในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด 3 บาทต่อลิตร เป็นจำนวน 122 ล้านลิตรต่อเดือน เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อจะให้กระทรวงพลังงานจัดสรรน้ำมันราคาถูกให้กับกลุ่มที่เป็นผู้มีรายได้น้อยและขนส่งสาธารณะ

 

“ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น รัฐบาลจะหยิบยกประเด็นลดค่าการกลั่น หรือตรึงค่าการกลั่นขึ้นมาเป็นเครื่องมือลดภาระภาคประชาชนและกองทุนน้ำมัน รอบนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่เชื่อว่ารอบนี้ทำได้ดีที่สุดก็คือ รูปแบบของรัฐบาลสมัคร แต่ปริมาณน้ำมันที่โรงกลั่นจะนำมาออกขายในราคาต่ำอาจจะมากกว่ารอบที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามความคืบหน้าของทางภาครัฐบาล ซึ่งน่าจะได้ข้อสรุปเรื่องนี้ก่อนสิ้นเดือนมิถุนายน” จักรพงศ์กล่าว 

 

ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานว่า รัฐบาลเจรจาให้โรงกลั่นแบ่งปริมาณน้ำมันมาขายในราคาต่ำให้แก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและขนส่งสาธารณะดังที่กล่าว จะทำให้กำไรของโรงกลั่นปรับลดลงโดยเฉลี่ยไม่เกิน 5% และเมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงรับข่าวร้ายครั้งนี้ จึงแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นกลุ่มโรงกลั่นจากอานิสงส์ความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ฝ่ายวิจัย บล.ทรีนีตี้ มีความเห็นว่า ประเด็นการที่รัฐจะเข้ามาแทรกแซงค่าการกลั่น จะเป็น Sentiment เชิงลบต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตลาดน้ำมันในประเทศไทยเป็นตลาดเสรี ใช้กลไกตลาดโลกตามดีมานด์และซัพพลาย ดังนั้นแล้วมองว่ารัฐจะเข้ามาควบคุมค่าการกลั่นโดยตรงนั้นอาจจะเป็นไปได้ยาก และประเมินว่ารัฐบาลอาจจะมีกลไกอย่างอื่นในการขอความร่วมมือ เช่น ขอความร่วมมือให้สถานีน้ำมันพยุงราคาดีเซลในช่วงที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยได้ทำ Sensitivity Analysis ถ้ามีการลดค่าการกลั่น 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นระยะเวลา 6 เดือน จะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิของโรงกลั่น 3-10% ทั้งนี้ ประมาณการกำไรปี 2564 ยังตั้งอยู่บนสมมติฐานของค่าการกลั่นที่ 7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดังนั้นถ้าค่าการกลั่นในช่วงที่เหลือของปียังสูงเกินกว่า 15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบต่อกำไรจะต่ำกว่านี้

 

ด้าน เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า หากพิจารณาในรายละเอียดของธุรกิจโรงกลั่น พบว่าในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันเป็นระบบการค้าแบบเสรี ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ไม่มีการแทรกแซงโดยภาครัฐ กระทรวงพลังงานไม่ได้ควบคุมค่าการกลั่น ซึ่งก็มีทั้งช่วงที่โรงกลั่นได้กำไรและขาดทุน 

 

ในมุมมองของฝ่ายวิจัย ค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบันมาจากสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ทำให้ซัพพลายโดยรวมของตลาดโลกปรับตัวลดลง ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในภาวะผิดปกติ และอาจจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น อีกทั้งค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นก็มีเพียงประเภทดีเซลและเบนซิน แต่โรงกลั่นผลิตผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ อีกด้วย ทำให้ต้องถัวค่าการกลั่นเฉลี่ยตามสัดส่วนการผลิต รวมถึงค่าการกลั่นยังไม่ได้สะท้อนกำไรที่แท้จริงของโรงกลั่น เพราะยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้น 

 

ดังนั้นหากภาครัฐเข้ามาแทรกแซงบังคับให้ปรับลดราคาขายปลีกหน้าโรงกลั่น ก็อาจทำให้ผู้ประกอบการหันไปส่งออกมากขึ้น เพราะได้ราคาสูงกว่าการขายในประเทศ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาทุกครั้งที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงก็จะมีประเด็นการแทรกแซงค่าการกลั่น แต่ยังไม่เคยทำได้ 

 

“จึงถือเป็นประเด็นที่ต้องติดตามว่าภาครัฐจะเข้ามาแทรกแซงและทำลายระบบกลไกตลาดเสรีของโรงกลั่นที่มีมาหรือไม่ ซึ่งหากยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน จะเป็นแรงกดดันต่อกลุ่มโรงกลั่น” เทิดศักดิ์กล่าว 

 

ทั้งนี้ โครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศไทย หลักๆ ประกอบไปด้วยราคาหน้าโรงกลั่น, ภาษีสรรพสามิตร, ภาษีเทศบาล, กองทุนน้ำมัน, ภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าการตลาด ซึ่งในช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับสูงจากผลกระทบของสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ทำให้รัฐบาลเกรงว่าหลายภาคส่วนจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น จึงเข้าแทรกแซงในการกำหนดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลให้อยู่ในระดับต่ำกว่าโครงสร้างราคาน้ำมันที่ควรจะเป็นตามสูตรราคา เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ

 

โดยในช่วงที่ผ่านมาตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30, 32 และล่าสุด 33 บาทต่อลิตร และมีแผนที่จะตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกินลิตรละ 35 บาท ผ่านการปรับลดการจัดเก็บกองทุนน้ำมันประเภทดีเซล ส่งผลให้สถานะกองทุนน้ำมันติดลบกว่า 8 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน รวมถึงการปรับลดภาษีสรรพสามิตรน้ำมันดีเซลเหลือเพียง 1.3 บาทต่อลิตร จากเดิม 5.9 บาทต่อลิตรในปัจจุบัน เพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้

 

และล่าสุดหลังจากสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยได้ยื่นหนังสือถึงภาครัฐ เพื่อขอให้ทบทวนการปรับลดค่าการกลั่นน้ำมัน (GRM) ของผู้ประกอบการโรงกลั่น เพื่อลดราคาขายหน้าโรงกลั่นตามสูตรโครงสร้างราคาน้ำมัน ซึ่งจะเป็นอีกทางที่ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลดลงได้ (หลังจากมีการปรับลดกองทุนน้ำมันและภาษีสรรพสามิต) ซึ่งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริการจัดการราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงวิกฤตขึ้นมา เพื่อศึกษาประเด็นเรื่องค่าการกลั่นน้ำมันที่กำลังเป็นประเด็นในสังคม 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post หุ้น ‘โรงกลั่น’ ร่วงระนาว หวั่นรัฐบาลจี้ลดค่ากลั่น ด้านโบรกเกอร์มองทำได้ยาก เหตุตลาดน้ำมันในไทยเป็นเสรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC – แนวโน้มผลประกอบการ 4Q64 มาร์จิ้นที่ลดลง QoQ จะส่งผลกระทบต่อกำไร https://thestandard.co/market-focus-pttgc-2/ Wed, 26 Jan 2022 14:08:37 +0000 https://thestandard.co/?p=587119 PTTGC

เกิดอะไรขึ้น: SCBS ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ […]

The post PTTGC – แนวโน้มผลประกอบการ 4Q64 มาร์จิ้นที่ลดลง QoQ จะส่งผลกระทบต่อกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC

เกิดอะไรขึ้น:

SCBS ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 4Q64 ของ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) คาดว่าจะรายงานผลประกอบการวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น PTTGC ปรับตัวลง 2.56%MoM อยู่ที่ระดับ 57.00 บาท แย่กว่า SET Index ที่ปรับตัวขึ้น 0.38%MoM สู่ระดับ 1,643.44 จุด (ข้อมูล ณ วันที่ 26 มกราคม 2565)

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS คาดว่า PTTGC จะรายงานกำไรสุทธิ 4Q64 ลดลง 25%YoY และ 31%QoQ สู่ 4.8 พันล้านบาท เพราะธุรกิจโอเลฟินส์และธุรกิจอะโรเมติกส์อ่อนแอลง เนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์แคบลงและอัตราการใช้กำลังการผลิตลดลง ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันจะได้รับการสนับสนุนจาก Market GRM ที่สูงขึ้นสำหรับน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาที่มีกำมะถันต่ำ

 

กำไรปกติจะลดลง 18.3%YoY และ 60.9%QoQ สู่ 3.4 พันล้านบาท จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่แคบลงของธุรกิจโอเลฟินส์และธุรกิจอะโรเมติกส์ อย่างไรก็ดี กำไรปกติจะได้รับการสนับสนุนส่วนหนึ่งจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน อันเป็นผลมาจากอัตราการใช้กำลังการผลิตสูงและ GRM ที่เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจาก 3Q64 โดยเกิดจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของ Crack Spread ผลิตภัณฑ์ Middle Distillate (70% ของผลผลิตทั้งหมด) และ LSFO (16%) 

 

นอกจากนี้ SCBS ยังคาดว่า PTTGC จะบันทึกกำไรสต๊อกจำนวน 700 ล้านบาท เมื่อพิจารณาจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2564 หลังจากลดลงจากจุดสูงสุดในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2564

 

ด้านธุรกิจโอเลฟินส์คาดว่า Adjusted EBITDA Margin จะลดลงต่อเนื่อง QoQ โดยมีสาเหตุมาจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ลดลงของโรงโอเลฟินส์แครกเกอร์ อันเป็นผลมาจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ดีน้อยลง เพราะราคาแนฟทาสูงขึ้น ส่งผลทำให้บริษัทลดอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงแครกเกอร์ที่ใช้แนฟทาเป็นวัตถุดิบ รวมถึง Olefins Reconfiguration Project (ORP) ลง 

 

อย่างไรก็ดี โรงโอเลฟินส์แครกเกอร์ที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบน่าจะเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต เพราะต้นทุนวัตถุดิบแข่งขันได้มากขึ้น ซึ่งน่าจะเพียงพอสนับสนุนการดำเนินงานของโรงงานผลิต PE ที่เป็นผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ ซึ่งดำเนินงานที่อัตราการใช้กำลังการผลิต >100% ซึ่งคาดว่า Adjusted EBITDA ของธุรกิจโอเลฟินส์จะลดลงจาก 18% ใน 3Q64 สู่ 16% ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ 3Q63 

 

ธุรกิจอะโรเมติกส์คาดว่ากำไรจะลดลงครึ่งหนึ่งจาก 3Q64 ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ลดลงใน 4Q64 เพราะราคาผลิตภัณฑ์ลดลงและต้นทุนวัตถุดิบ (คอนเดนเสท) เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบทำให้ Product-to-Feed Margin ใน 4Q64 ลดลงจาก 188 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ใน 3Q64 สู่ 111 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ต่ำที่สุดในปี 2564 นอกจากนี้ PTTGC ยังลดอัตราการใช้กำลังการผลิตลงจาก 100% ใน 3Q64 สู่ 95-97% ใน 4Q64 เพราะอุปสงค์จากผู้ผลิต PTA และ SM ที่เป็นผลิตภัณฑ์ปลายน้ำชะลอตัวลง โดยมีสาเหตุมาจากระดับสินค้าคงคลังสูง 

 

ส่วนธุรกิจ Performance Materials & Chemicals อ่อนแอลง QoQ เพราะหยุดซ่อมบำรุง ธุรกิจฟีนอลเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจ PMC ใน 9M64 โดยเกิดจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม กำไรจากธุรกิจฟีนอลจะลดลงอย่างมาก QoQ ใน 4Q64 โดยมีสาเหตุมาจากการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานฟีนอล 1 เป็นเวลา 1 เดือน 

 

แม้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ยังแข็งแกร่ง (เพิ่มขึ้น 31%QoQ) โรงงาน PO/โพลีออล ก็หยุดซ่อมบำรุงใน 4Q64 ในขณะที่อัตราการดำเนินงานยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 60%± ดังนั้นจึงคาดว่ากำไรจากกลุ่มธุรกิจ PMC จะลดลง 35%QoQ แม้ว่ายังคงเพิ่มขึ้น 29%YoY 

 

มุมมองระยะยาว:

SCBS คาดว่า กำไรปี 2565 มีแนวโน้มลดลงจากฐานสูงในปี 2564 (ได้รับการสนับสนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ดีและกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์ (หุ้นบางส่วนใน GPSC)) และการหยุดซ่อมบำรุงโรงโอเลฟินส์แครกเกอร์หลักตามแผนในปี 2565 จะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานปี 2565 แม้ว่าจะได้รับการชดเชยบางส่วนจากกำไรจาก Allnex ซึ่งบริษัทเข้าซื้อกิจการเมื่อสิ้นปี 2564 

 

อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาน้ำมัน อุปสงค์ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ลดลง และความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการสั่งห้ามใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (<3% ของกำลังการผลิตทั้งหมด) จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อผลประกอบการด้วย ซึ่งคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

The post PTTGC – แนวโน้มผลประกอบการ 4Q64 มาร์จิ้นที่ลดลง QoQ จะส่งผลกระทบต่อกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>