แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกแถลงการณ์ยืนยันการแยกทางกับ รูเ […]
The post แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แถลงปลด รูเบน อโมริม พ้นตำแหน่งเฮดโค้ช appeared first on THE STANDARD.
]]>
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกแถลงการณ์ยืนยันการแยกทางกับ รูเบน อโมริม จากตำแหน่งเฮดโค้ชอย่างเป็นทางการ หลังคุมทีมมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2024 (14 เดือน)
แถลงการณ์ระบุว่า อโมริมพาทีมผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศยูโรปาลีก ที่เมืองบิลเบา เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ปัจจุบันที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รั้งอันดับ 6 ของตารางพรีเมียร์ลีก ฝ่ายบริหารสโมสรเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนแปลง เพื่อเปิดโอกาสให้ทีมมีลุ้นจบอันดับในลีกให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
สโมสรได้กล่าวขอบคุณอโมริมสำหรับผลงานและความทุ่มเทตลอดช่วงเวลาที่ทำงานร่วมกัน พร้อมอวยพรให้ประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพต่อไป
ขณะเดียวกัน Darren Fletcher จะรับหน้าที่คุมทีมชั่วคราวในเกมพรีเมียร์ลีกนัดถัดไป ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเปิดบ้านพบกับเบิร์นลีย์ ในคืนวันพุธนี้
The post แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แถลงปลด รูเบน อโมริม พ้นตำแหน่งเฮดโค้ช appeared first on THE STANDARD.
]]>
2 ประตูในสไตล์การยิงโค้งเสียบเสาไกลของมอร์แกน โรเจอร์ส […]
The post 10 นัดชนะรวด! ความลับในความเก่งเกินของ แอสตัน วิลลา appeared first on THE STANDARD.
]]>
2 ประตูในสไตล์การยิงโค้งเสียบเสาไกลของมอร์แกน โรเจอร์ส (ที่เห็นแล้วตบเข่าฉาดเหมือนได้เห็นลูกยิงของอเลสซานโดร เดล ปิเอโรอีกครั้ง) ไม่ได้เพียงช่วยให้แอสตัน วิลลา คว้าชัยชนะเหนือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในนัดสุดสำคัญได้
3 คะแนนที่ได้ยังทำให้รักษาระยะห่างระหว่างพวกเขากับจ่าฝูงอาร์เซนอลให้อยู่ที่ 3 คะแนน และทำให้เพิ่มสถิติการชนะรวดเป็น 10 นัด (ทุกรายการ) เข้าไปแล้ว
ผลงานของพวกเขาเป็นเรื่องที่ต้องบอกว่าดีอย่างน่าเซอร์ไพรส์ เพียงแต่หากมองให้ลึกลงไปมากกว่าแค่ความรู้สึกประหลาดใจมันก็มีเหตุผลของมันอยู่
อูไน เอเมรี ทำอะไรกับทีมของเขาทั้งๆที่เริ่มต้นฤดูกาลได้สุดเลวร้าย
มอร์แกน โรเจอร์ส ไปกินอะไรมาถึงระเบิดผลงานร้อนแรงแบบนี้
แล้ววิลลาจะได้ลุ้นแชมป์ไหมนะ?
ความจริงย้อนกลับไปไม่ถึง 2 เดือนที่แล้วชื่อของแอสตัน วิลลา ไม่ได้อยู่ในสายตาของใครหลายคนด้วยซ้ำ
สถานการณ์ของพวกเขาเต็มไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะหลังจบเกมไปเยือนซันเดอร์แลนด์ที่สเตเดียม ออฟ ไลต์ ด้วยสกอร์ 1-1 ทั้งๆที่เจ้าบ้านเหลือผู้เล่นน้อยกว่าเป็นเวลาร่วมชั่วโมง ทำให้อูไน เอเมรี นายใหญ่ชาวสเปนเริ่มตกอยู่ใต้ความกดดันเพราะเป็นการค้นหาชัยชนะไม่เจอเป็นเกมที่ 6 ติดต่อกัน
โดยที่ใต้ความกดดันแฝงไปด้วยความไม่เข้าใจว่าทำไมทีมที่ทำผลงานยอดเยี่ยมและดีขึ้นตลอดเวลามา 2 ฤดูกาลจู่ๆถึงฟอร์มดร็อปลงอย่างไม่มีสาเหตุ ทั้งๆที่แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นในทีมอะไรมากมายด้วยซ้ำไป
แต่กุนซือชาวสเปนก็พาทีมกลับมาได้สำเร็จ ด้วยสิ่งเหล่านี้

อย่างที่บอกว่าวิลลาประสบปัญหาเรื่องของฟอร์มการเล่นอย่างหนักถึงขั้นการหาชัยชนะไม่เจอ 6 นัดติดต่อกัน ถึงจะเป็นกุนซือที่พาทีมมาได้ไกลขนาดนี้แต่ก็ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าอูไน เอเมรี จะปลอดภัยตลอดไป
สิ่งที่พวกเขาต้องการเป็นอย่างแรกในช่วงเวลานั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าชัยชนะ
การเก็บชัยชนะเหนือโบโลญญาได้ในเกมยูเอฟา ยูโรปา ลีก ในช่วงปลายเดือนกันยายนสำคัญอย่างมากต่อขวัญและกำลังใจของทีม เพราะหลังจากนั้นวิลลาก็กลับมาเป็นทีมเก่าจอมแกร่งอีกครั้ง และสามารถเก็บชัยชนะได้ถึง 6 จาก 7 นัด
หนึ่งในนั้นคือการชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี ของเป๊ป กวาร์ดิโอลาด้วย (แพ้ช็อตก่อโก อเฮด อีเกิลส์)
และถึงจะถูกคั่นด้วยความพ่ายแพ้อีกนัดต่อลิเวอร์พูล (ที่ก็อาการหนักไม่แพ้กันหรือมากกว่าด้วย) แต่หลังจากนั้นวิลลาก็เก็บชัยชนะได้ต่อเนื่องอีก 10 นัด ซึ่งรวมถึงการเอาชนะคู่แข่งในเกมสุดมันอย่างอาร์เซนอล, ไบรท์ตัน และเวสต์แฮมด้วย
นั่นหมายถึง 18 นัดหลังสุดพวกเขา วิลลาชนะถึง 16 นัดแพ้แค่ 2 นัดเท่านั้น ซึ่งทุกอย่างก็เริ่มจากชัยชนะนัดแรกนั่นแหละที่เป็นจุดเปลี่ยน
ปัญหาใหญ่ของวิลลาในช่วงออกสตาร์ตฤดูกาลคืออาการ ‘แฮงก์โอเวอร์’ จากความผิดหวังที่ชวดไปยูเอฟา แชมเปียนส์ ลีกในฤดูกาลที่แล้วแบบเจ็บปวด
ใกล้แค่นิดเดียวแต่ก็คว้าไม่ได้ นั่นทำให้ทีมของเอเมรี ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการต้องเจอเกมยุโรปควบเกมพรีเมียร์ลีกจนมีอาการสะดุดบ้างประสบปัญหาขึ้นมาในเรื่องของการรับมือกับความผิดหวัง
มากกว่านั้นคือผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมาจากรายได้ที่หายไปเพราะไม่ได้ไป #UCL ส่งผลกระทบต่อทีมอย่างรุนแรง เพราะทีมประสบปัญหาการเงินตามกฎ PSR ทันทีและมีข่าวผู้เล่นหลายคนที่เชื่อมโยงกับการถูกขายออกจากทีมเพื่อบาลานซ์บัญช
กลุ่มนักเตะเหล่านั้นล้วนเป็นผู้เล่นระดับ ‘คีย์แมน’ ของทีม ความไม่มั่นคงในทีมมีผลทางใจต่อทีมอย่างมหาศาล

ในช่วงออกสตาร์ตฤดูกาล เอเมรี พยายามให้โอกาสแก่ผู้เล่นที่ยืมตัวมาอย่าง ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ และ จาดอน ซานโช ที่ย้ายมาจาก ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตามลำดับ
แต่ปรากฏว่าทั้ง 2 ไม่สามารถทำผลงานได้สมกับที่คาดหวัง โดยเฉพาะรายแรกที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “วันเดอร์คิด” ที่ไม่ได้รับโอกาสจากอาร์เนอ สลอต และหวังว่าจะมาพิสูจน์ตัวเองที่วิลลา ปาร์ค ถูกตัดออกจากทีมตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมเป็นต้นมา
แม้จะดูใจร้ายแต่เอเมรี ชัดเจนว่าคนที่จะลงเล่นให้กับทีมของเขาต้องดีพอเท่านั้น
มันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ผู้เล่นชุดดั้งเดิมในทีม ไม่ว่าจะตัวจริงหรือตัวสำรองเริ่มทยอยเรียกฟอร์มการเล่นกลับมาได้ โดยที่เอเมรี แสดงความเชื่อมั่นในผู้เล่นเหล่านี้
ความเชื่อใจ (Trust) นำไปสู่การรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน
แต่ถ้าถามถึงคนที่ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดย่อมหนีไม่พ้นมอร์แกน โรเจอร์ส เพลย์เมคเกอร์คนสำคัญของทีม
ผลงานของโรเจอร์สในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาหากไม่ใช่ก็ต้องบอกว่าใกล้เคียงกับคำว่า “ระดับโลก” ด้วยการทำเกมที่ยอดเยี่ยม เต็มไปด้วยจินตนาการ และเพิ่มเติมทีเด็ดทีขาดในการตัดสินเกมด้วยการทำประตูได้ด้วย
สินค้าตีตรา “Made in City” ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับฟิล โฟเดน และโคล พาลเมอร์ เติบโตขึ้นไปอีกขั้นในฤดูกาลนี้ หลังจากที่เผชิญกับความไม่แน่นอนในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะเป็นลำบากแต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ได้ขัดเกลาจิตใจให้หนักแน่นรวมถึงเรียกความมั่นใจกลับมาได้ด้วย
ตอนนี้โรเจอร์ส คือ ‘พระเอก’ ของทีมในแบบเดียวกับที่แจ็ค กรีลิช เคยเป็น แต่มีความต่างกันนิดหน่อยตรงที่เขาไม่ได้มาคนเดียว

วิลลาไม่ได้มีดีแค่โรเจอร์สคนเดียว เพราะในความเป็นจริงแล้วความแข็งแกร่งที่แท้จริงของวิลลาคือทีมที่แกร่งทุกจุดในทุกตำแหน่ง
ตั้งแต่ผู้รักษาประตูอย่าง เอมิเลียโน มาร์ติเนซ ผู้ที่พลาดหวังการย้ายออกจากทีม มาถึงแนวรับที่แข็งจัด และแดนกลางที่สู้ได้ทุกทีมที่นำมาโดย ยูริ ทีเลอมันส์ ที่เป็น “มันสมอง” และกัปตันจอมแกร่งจอห์น แม็คกินน์ ผู้เป็น “หัวใจ” ของทีม
จนถึงแดนหน้าที่แม้โอลลี วัตกินส์ศูนย์หน้าตัวหลักจะยังไม่ฟื้นฟอร์มหลังเผชิญปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนมายาวนาน แต่ก็มีขุมกำลังทดแทนที่พร้อมลงสนามมาแก้ไขสถานการณ์อย่าง ดอนเยลล์ มาเลน กองหน้าดินระเบิดชาวดัตช์ หรือจอมมหัศจรรย์อย่าง เอมิเลียโน บึนเดีย
พูดง่ายๆคือวิลลาจริงๆมีทีมที่แกร่งอยู่แล้ว และตอนนี้ดูเหมือนจะยิ่งแกร่งกว่าเดิมอีก
สไตล์การเล่นของวิลลาในยุคนี้เป็นทีมที่ต้องบอกว่าไม่ได้บุกแบบบ้าระห่ำ หรือเน้นบอลคอนโทรลแบบสมัยนิยม
พวกเขาเป็นทีมที่เล่นแบบเหนียวแน่นเป็นหลัก แต่ก็ยืดหยุ่นเหมือนไผ่ลู่ลม โดยที่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เอเมรี พยายามสอนตลอดช่วงเวลาที่เขาเริ่มเข้ามาคุมทีมให้เล่นกันอย่างทรงประสิทธิภาพ เด็ดขาด มีโอกาสต้องปลิดชีพคู่แข่งให้ได้
เปรียบเหมือนซามูไรที่ฝึกซ้อมการฟันดาบทุกวันวันละร้อยหน เพื่อให้จดจำการเคลื่อนไหว น้ำหนัก การบิดข้อมือ การจัดระเบียบร่างกาย เมื่อมีโอกาสฟาดใส่คู่ต่อสู้ ขอแค่ครั้งเดียวจบชีวิตได้ทันที
อย่างไรก็ดีเมื่อถามว่าวิลลาจะมีลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกจริงหรือไม่?
เวลานี้เร็วอาจเกินไปที่จะบอก และยังมีจุดที่น่าคิดในเรื่องที่ชัยชนะของพวกเขาในช่วงที่ผ่านมามีถึง 8 นัดที่เป็นการชนะด้วยผลต่างเพียงประตูเดียว และไม่เสียประตูเพียงแค่เกมเดียวเท่านั้น ซึ่งดูแล้วแปลว่ายังมีจุดอ่อนที่ชัดเจนในเกมรับ
แต่หากเอเมรี และทีมของเขารักษามาตรฐานการเล่นไปแบบนี้ต่อไป ต่อให้ล้มก็ลุกกลับมาได้ไวเหมือนที่ผ่านมา
ทุกอย่างเกิดขึ้นได้เสมอ
The post 10 นัดชนะรวด! ความลับในความเก่งเกินของ แอสตัน วิลลา appeared first on THE STANDARD.
]]>
เพื่ออะไร? น่าจะเป็นความรู้สึกของแฟนเดอะ ค็อปจำน […]
The post สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone appeared first on THE STANDARD.
]]>
เพื่ออะไร?
น่าจะเป็นความรู้สึกของแฟนเดอะ ค็อปจำนวนไม่น้อยหลังจากที่ได้เห็นการให้สัมภาษณ์ของ โม ซาลาห์ ที่ระเบิดความรู้สึกออกมาแบบหมดไม่มีกั๊กหลังจบเกมที่ลิเวอร์พูลพลาดท่าโดน ลีดส์ ไล่ตามตีเสมอ 3-3 อย่างสุดเจ็บช้ำ
น้ำคำรุนแรง พุ่งเป้าชัดเจนไปยังอาร์เนอ สลอต นายใหญ่ชาวดัตช์ของทีมที่ตัดสินใจดร็อปเขาพ้นจากทีมตัวจริงเป็นเกมที่ 3 ติดต่อกัน
ไม่มีใครเคยทำกับโม ซาลาห์แบบนี้ที่นี่ และเขาไม่ต้องการจะเป็นฝ่ายที่อดทนข้างเดียวอีกต่อไป
จะพังก็พังไปด้วยกัน
แต่ในความพังที่กำลังเกิดขึ้น อะไรคือเหตุและผลที่ทำให้ซาลาห์และสลอต ต่างอยากให้อีกคนต้อง Walk alone เดินกลับเพียงลำพัง?
ความจริงลิเวอร์พูลก็เจ็บช้ำมากอยู่แล้ว
ในเกมที่เหมือนพวกเขาจะเก็บชัยชนะได้อย่างง่ายดาย ด้วยการออกนำลีดส์ไปก่อนถึง 2-0 ที่เอลแลนด์ โรด จากอูโก เอคิติเก ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าคนที่ควรจะเป็นตัวจริงในแดนหน้าของทีมเวลานี้คือเขา ไม่ใช่อเล็กซานเดอร์ อิซัค
แต่สุดท้ายความผิดพลาดมากมายทำให้เกมจบลงด้วยการโดนไล่ตามตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ
‘Arne Time’ ที่เคยทำให้แฟนลิเวอร์พูลมีความสุข กลับมาเป็นฝันร้ายอีกแล้ว
3 นัดหลังสุดที่เคยมีการมองว่าเป็นโอกาสแก้ตัวครั้งสุดท้ายของสลอต ว่าจะรักษาเก้าอี้ประจำตำแหน่งของเขาไว้ได้หรือไม่ ผ่านไปด้วยผลงานที่ไม่น่าประทับใจนัก ชนะ 1 เสมอ 2 โดยที่ทีมไม่ได้ดูดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสักเท่าไร
ทั้งๆ ที่เขาตัดสินใจเลือกเล่นหมากตาที่เสี่ยงที่สุดแล้วด้วยการดร็อปนักเตะ 1 ใน 2 คนที่อยู่ในสถานะ ‘Indispensable’ หรือ ‘ไม่สามารถแตะต้องได้’ ของทีมอย่างโม ซาลาห์ พ้นจาก 11 ตัวจริงทั้ง 3 นัด
และการเดินหมากตานี้ก็นำมาสู่ฉากที่น่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยคิดว่าอาจจะเกิด แต่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้
แต่แค่ 3 นัดความอดทนของซาลาห์ก็ไม่เหลือแล้ว

ที่เอลแลนด์ โรด บริเวณพื้นที่ Mixed zone หรือพื้นที่ที่จัดให้สื่อมารอเก็บสัมภาษณ์กับนักฟุตบอลในระหว่างการเดินกลับขึ้นรถบัสกลับ คือพื้นที่สมรภูมิที่ ‘Egyptian King’ ตัดสินใจวางระเบิดลูกใหญ่เอาไว้ในแบบเดียวกับ Bomberman
ซาลาห์ เป็นนักเตะที่ขึ้นชื่อว่าแทบไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อโดยเฉพาะบริเวณ Mixed zone ซึ่งบทสนทนาจะค่อนข้าง Raw หรือดิบกว่าการนั่งในห้องแถลงข่าวเพราะจะไม่มีเจ้าหน้าที่สื่อมาประกบติด แต่หลังจบเกมเมื่อคืนนี้เป็นหนแรกที่เขาตัดสินใจให้สัมภาษณ์กับสื่อ หลังจากที่เปิดปากครั้งล่าสุดในช่วงเรียกร้องขอสัญญาฉบับใหม่
สิ่งที่เก็บไว้ในใจถูกระบายออกมาจนหมดไม่เหลือ
ประเด็นสำคัญที่พูด โดยหลักแล้วคือความรู้สึกหงุดหงิดผิดหวังที่ถูกปฏิบัติเหมือนกับให้เป็น ‘แพะรับบาป’ ผลงานที่ตกต่ำระดับดิ่งเหวของลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นความดิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
3 นัดที่ผ่านมาซาลาห์ถูกสลอต ดร็อปให้เป็นตัวสำรอง และมีโอกาสลงเล่นเพียงแค่ 1 นัดคือการถูกเปลี่ยนตัวลงมาในเกมที่พบกับซันเดอร์แลนด์ โดยมีเวลาอยู่ในสนาม 45 นาที
ทั้งๆ ที่ตลอดช่วงระยะเวลา 8 ปีที่อยู่กับลิเวอร์พูลมาเขาได้ลงสนามต่อเนื่องแทบไม่เคยหายหน้าไปไหน
โดยที่เจ้าตัวมองว่าสิ่งที่เขาทำเพื่อสโมสรตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะในฤดูกาลที่แล้วที่เป็นฮีโร่ที่พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ มันมากพอที่จะทำให้เขาควรได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้
“ผมทำเพื่อสโมสรมามาก” คือหนึ่งในคำพูดสำคัญของคิงโม
มันทำให้นึกถึง 2 เหตุการณ์ที่ซาลาห์เคย ‘งัด’ กับสโมสร ครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในปี 2022 ที่จบด้วยการต่อสัญญาฉบับใหม่ของเขาด้วยคำว่า ‘Mo Stay’ และอีกครั้งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมากับการจัดฉากถ่ายทำการต่อสัญญาครั้งยิ่งใหญ่ในแอนฟิลด์
โดยสถานะแล้วซาลาห์ คือหนึ่งในตำนานผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของสโมสร โดยเฉพาะในยุคโมเดิร์น ในระดับที่หากมีสายเลือดสเกาเซอร์ไม่ใช่ชาวต่างชาติ เขาอาจจะถูกยกให้ยิ่งใหญ่กว่าสตีเวน เจอร์ราร์ด กัปตันทีมตลอดกาลของแอนฟิลด์ก็ได้
แต่สิ่งที่เขาทำวันนี้อาจจะเป็นการกระทำที่ทำให้เขาเสียใจในอนาคต
การออกมาพูดแบบตรงไปตรงมาถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอาร์เนอ สลอต ว่าเป็นเหมือนคนไม่รู้จักกัน ถ้าเป็นเกม Bomberman คือการกดปุ่มเพื่อวางลูกระเบิดสีดำที่ถูกจุดชนวนเอาไว้เรียบร้อย
ที่เหลือคือรอเวลาให้ระเบิดทำงาน โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ตัวของกุนซือชาวดัตช์ที่เปลี่ยนจากเจ้านายมาเป็นศัตรู
แต่สิ่งที่ซาลาห์ทำนั้น – ซึ่งเชื่อว่ามันผ่านการคิดมาอย่างถ้วนถี่แล้ว แต่เลือกที่จะทำแบบนี้ – ในอีกด้านมันก็มีโอกาสที่เขาจะตกหลุมพรางและโดนลูกหลงจากสะเก็ดระเบิดและประกายไฟไปด้วย

สำหรับสลอต ลำพังชีวิตของเขาก็ยากพออยู่แล้วและยิ่งนับวันก็ยิ่งอยู่ยากเพราะผลงานมันสวนทางกับความคาดหวังแบบสุดกู่ ต่อให้เป็นเดอะ ค็อปคนที่ใจกว้างดังแม่น้ำฮวงโหก็ย่อมเกิดคำถามว่าลิเวอร์พูลควรจะปล่อยให้เขาคุมทีมต่อไปแบบนี้จริงๆ งั้นหรือ
ทีมเล่นกันแบบไร้แวว เกมรับพังพินาศ หนักสุดคือการบริหารจัดการตัวผู้เล่น ที่ต่อให้มองจากดวงจันทร์ก็เห็นว่ามีระบบ Favouritism ลูกรัก-ลูกชัง
อย่าว่าแต่โมเลย ลองมองนักเตะอย่าง เฟเดริโก คิเอซา, วาตารุ เอ็นโด, โจ โกเมซ สิ ไหนจะเด็กหนุ่มที่อนาคตควรจะสดใสอย่าง ริโอ นูโมฮา, เทรย์ นีโอนี
ไม่นับคนที่ถูกปิดกั้นอย่าง ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์, ไทเลอร์ มอร์ตัน, เบน โด๊ก และกลุ่ม ‘Klopp’s kid’ ที่ถูกขายแทบยกเข่ง ทั้งๆ ที่หลายคนมองว่าเด็กเหล่านี้มีโอกาสจะก้าวขึ้นมาเป็นอนาคตของทีมได้
ปัญหาสารพัดเกิดขึ้นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา โดยที่มันชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าสลอต อาจจะไม่มีความสามารถมากพอที่จะแก้ไขปัญหาและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ไหว เวลาของเขาลดน้อยลงเรื่อยๆ เหมือนกัน
ความเป็นไปได้ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งนายใหญ่ในแอนฟิลด์ – ต่อให้ลิเวอร์พูลจะเป็นทีมที่ภาคภูมิใจกับการ ‘ซัพพอร์ต’ คนในตำแหน่งเสมอ และสลอตเองก็เพิ่งจะพาทีมเป็นแชมป์เมื่อ 7 เดือนก่อน – มีโอกาสสูงมากขึ้นเรื่อยๆ
พูดตามตรง ซาลาห์ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลยก็ได้ เพราะคนที่เขามองว่าเป็นศัตรูก็กำลังจะแพ้ภัยตัวเองอยู่แล้ว
และพูดให้ชัด การที่ซาลาห์ทำแบบนี้ก็เป็นการทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสร้างมา
Legacy ไม่ได้มีความหมายแค่แชมป์หรือจำนวนประตู จำนวนแอสซิสต์ เพราะ Legacy ที่แท้จริงคือสิ่งที่ผู้คนจะตัดสินเองว่าคุณ ‘ทำเพื่อคนอื่น’ มากแค่ไหน
โดยเฉพาะในเวลาที่ทีมต้องการใครสักคนที่ทำเพื่อทุกคน ซาลาห์เป็นคนนั้นได้แต่เขาเลือกที่จะไม่เป็น

แต่หากลองมองย้อนกลับไป ไม่ใช่แค่ในช่วงของการพยายามเรียกร้องสัญญาที่ตัวเองต้องการ แต่ก่อนนั้นเราจะพอมองเห็นเค้าลางอยู่แล้วว่าซาลาห์ เป็นคนที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ก่อนนี้ก็เคยแสดงความไม่พอใจเจอร์เกน คล็อปป์ ที่ดร็อปเขาไว้ข้างสนาม (แม้ว่าคล็อปป์จะยืนยันว่าเรื่องจบไม่มีอะไรก็ตาม)
ซาลาห์ก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว และยิ่งนานอีโก้ของเขาก็สูงเสียดฟ้าขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับสัจธรรมของชีวิตที่สภาพร่างกายโรยราลงเร็วจนน่าใจหาย
มันทำใจได้ยาก แต่มันมีวิธีอีกตั้งมากมายที่จะทำ
เจอร์ราร์ดเองก็เคยตกอยู่ในสภาพคล้ายๆ กันในช่วงฤดูกาลสุดท้ายของเขาที่แอนฟิลด์ แต่ตัดสินใจอดทนอดกลั้นและเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอไปจากสโมสรหลังจบฤดูกาล ทำให้ได้รับการอำลาที่ยิ่งใหญ่สมเกียรติ และยังคงเป็นที่รักของทุกคนจนถึงวันนี้
ส่วนซาลาห์ เขาอยากจะทำแค่โบกมืออำลาแฟนๆในเกมพรีเมียร์ลีกนัดหน้ากับไบรท์ตันอย่างนั้นหรือ?
ถึงเขาจะบอกว่าทำอะไรให้ลิเวอร์พูลมามากมาย แต่สิ่งสุดท้ายที่เขาควรทำคือการเป็น ‘แบบอย่าง’ ที่ดีให้กับทุกคนจนถึงวันสุดท้าย
อยู่ให้รัก จากให้อาลัย
แต่ตอนนี้มันอาจจะเป็นแบบนั้นไม่ได้แล้ว อย่างน้อยความรู้สึกก็ไม่เหมือนเดิม
การออกมาวางระเบิดกันแบบนี้ มันเป็นการเร่งปฏิกิริยาอย่างยิ่งยวดและบีบให้สโมสรจำเป็นต้องตัดสินใจ
เรื่องนี้ไม่ได้แค่วัดความสามารถและบารมีของสลอต ซึ่งโดนท้าทายหนักที่สุด
แต่มันวัดไปถึงการตัดสินใจในสถานการณ์วิกฤติ ฝ่ายบริหารของลิเวอร์พูลจะจัดการ Crisis management ครั้งนี้อย่างไร
ภาพลักษณ์ที่สร้างมาดีมันไม่เหลือแล้ว ทีมแตกเป็นเสี่ยง และไม่รู้ว่าจะประสานรอยร้าวที่เกิดขึ้นได้หรือไม่

Fenway Sports Group จะเลือกทางไหน? ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นในเรื่องนี้มีความเป็นไปได้หลายแบบ
1. ซาลาห์และสลอต ปรับความเข้าใจกันใหม่
2. ซาลาห์ไปจากทีม โดยที่อาจจะย้ายออกในช่วงตลาดการซื้อขายรอบฤดูหนาวในวันที่ 1 มกราคม
3. สลอตไปจากทีม เริ่มมีการพูดถึงการเปลี่ยนแปลง มีชื่อคนที่ถูกโยงเข้ามาเกี่ยวข้องทั้ง เจอร์ราร์ด, จอนนี ไฮติงกา อดีตมือขวาของสลอต และชาบี อลอนโซ ที่กำลังระส่ำกับเรอัล มาดริด
4. อยู่กันไปแบบตึงๆ แบบนี้ โดยที่ซาลาห์ อาจจะไม่ได้กลับเข้ามาสู่ทีมอีกเลยจนกว่าสลอตจะไป และต่อให้สลอตไป คนอื่นในทีมจะเปิดใจยอมรับโมอีกครั้งได้ไหม?
5. ไปเถิดทั้งคู่ ไปสู่ประตูสวรรค์
ไม่ว่ามันจะออกทางไหนก็ตาม ลิเวอร์พูลที่เคยเกรียงไกรในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
แต่คำถามสุดท้ายที่อยากฝากไว้ชวนคิดคือ “ใครบางคนที่อยากให้ผมไปจากทีม” ที่ซาลาห์พูดนั้นหมายถึงใคร
โค้ช
เพื่อนสักคนในทีม
หรือใครสักคนที่อยู่หลังฉาก
เราอาจได้รู้คำตอบที่ชัดเจนหลังสิ้นเสียงกัมปนาท เปลวไฟ ฝุ่นควัน และเศษซากของวันคืนที่ดีในแอนฟิลด์
ในอีกหนึ่งหน้าของประวัติศาสตร์ที่คาดไม่ถึงของลิเวอร์พูล
The post สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วเชลซีจะไม่สามารถคว้าชัยชนะ เก็บ 3 ค […]
The post Painful lessons บทเรียนจากความเจ็บปวด ที่เปลี่ยนรีซ เจมส์ให้เป็นคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วเชลซีจะไม่สามารถคว้าชัยชนะ เก็บ 3 คะแนนเพื่อไล่บี้จ่าฝูงอย่างอาร์เซนอลได้ แต่สำหรับแฟนๆ ‘สิงห์บลูส์’ ทั้งที่ดูอยู่ที่เดอะ บริดจ์ และอีกหลายล้านคนที่นั่งเชียร์อยู่ที่หน้าจอที่บ้าน น่าจะรู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ได้เห็น
เพราะแม้จะเสียเปรียบ จำนวนตัวผู้เล่นตั้งแต่ยังไม่จบครึ่งหลัง จากใบแดงราคาแพงของมอยเซส ไคเซโด กองกลางฮาร์ดแมนตัวสำคัญของทีม แต่เชลซีที่เหลือ 10 คน นอกจากจะยันทีมจ่าฝูงที่กำลังร้อนแรงที่สุดได้จนจบเกม (แถมได้ประตูขึ้นนำก่อนด้วย) ยังยืนหยัดแลกหมัดสู้ได้อย่างสง่าผ่าเผย
หนึ่งในหัวใจสำคัญของเรื่องราวคือฟอร์มการเล่นในระดับที่พรีเมียร์ลีกยกย่องว่าเป็น ‘Masterclass’ ของรีซ เจมส์ กัปตันทีมวัย 25 ปี ที่รับบทหนักทั้งในการทำหน้าที่เกมรับที่แดนกลางแทนไคเซโด และบัญชาทีมเพื่อต่อกรกับนักเตะระดับท็อปอย่าง เดแคลน ไรซ์, มาร์ติน ซูบิเมนดี, มิเกล เมริโน, เอเรเบชี เอเซ และมาร์ติน โอเดอการ์ดได้อย่างน่าดูชม
นี่คือฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดของเจมส์ในรอบหลายปีที่ผ่านมาก็ว่าได้ เรียกว่าเต็ม 10 ต้องได้ 10 เท่านั้น
เพียงแต่การกลับมาของ ‘Captain Fantastic’ แห่งเชลซีคนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงช่วงเวลาที่เกิดอาการบาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำอีกที่กล้ามเนื้อด้านหลังโคนขา (แฮมสตริง) จนหลายคนกังวลว่าเราอาจจะสูญเสียนักเตะฝีเท้าดีไปอีกคนเพราะอาการบาดเจ็บเรื้อรัง
เจมส์ กลับมาได้อย่างไร และเขาเติบโต เปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไรบ้าง?

“รีซเล่นได้อย่างมหัศจรรย์ เขาเป็นนักเตะในระดับสุดยอด” เอ็นโซ มาเรสกา นายใหญ่ของเชลซี กล่าวชื่นชมผลงานของกัปตันทีมคนเก่ง
ในเกมที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เจมส์ลงสนามเต็มเกมครบ 90 นาที และเป็นคีย์แมนในแดนกลางที่นอกจากจะเป็นกำลังหลักในการต้านทานเกมรุกของอาร์เซนอล ทำลายจังหวะการเล่นไม่ให้จ่าฝูงหาช่องจู่โจมได้สะดวกเพราะได้เปรียบตัวผู้เล่นแล้ว ยังทำหน้าที่ในการสร้างจังหวะเกม ลำเลียงบอล ไปจนถึงเปิดบอลอย่างแม่นยำ
ย้ำว่าเชลซีต้องแบกความเสียบเปรียบเรื่องจำนวนผู้เล่นนานถึงเกือบครบชั่วโมง หรือ 2 ใน 3 ของเกม ซึ่งอย่าว่าแต่การเจอทีมระดับใกล้เคียงหรือเหนือกว่าเลย ต่อให้เจอทีมที่ระดับฝีเท้าเป็นรองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรับมือไหว
แต่เชลซีสู้กับอาร์เซนอลได้อย่างเร้าใจ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะพวกเขามี ‘Leader’ ที่ยอดเยี่ยมอย่าง เจมส์ ที่แสดงความเป็นผู้นำผ่านการกระทำมากกว่าคำพูด
เข้าสุดทุกจังหวะ สู้ทุกจังหวะ ดันเกมขึ้นทุกจังหวะที่มีโอกาส พลังงานเหล่านี้ถูกส่งต่อถึงลูกทีมในสนามทุกคน นักเตะเชลซีจึงเล่นด้วยความฮึกเหิมและแลกหมัดกับอาร์เซนอลได้แบบชนิดดูแทบไม่ออกว่าพวกเขาเหลือตัวผู้เล่นน้อยกว่า
นอกจากความใจสู้แล้ว อีกสิ่งที่สำคัญคือดูเหมือนเจมส์จะกลับมามีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์ที่สุดอีกครั้ง
เรื่องนี้ต้องยกให้เป็นความดีความชอบพิเศษของหลายฝ่ายที่ร่วมมือกัน

คนแรกที่อยู่เบื้องหลังการฟื้นฟูและถนอมสภาพร่างกายของเจมส์คือ ไบรซ์ คาวานาห์ Performance director ของสโมสร
อีกคนคือ เคร็ก โรเบิร์ตส Medical director ผู้ตรวจเช็ก ประเมิน และส่งข้อมูลให้กับโค้ชอย่าง เอ็นโซ มาเรสกา ตัดสินใจว่าใครสามารถลงสนามได้หรือไม่ได้บ้าง
งานปกติของทั้งสองนั้นคือการทำงานร่วมกันในการดูแลสภาพร่างกายของนักเตะเชลซีให้มีสภาพร่างกายที่ดีที่สุด พร้อมที่สุด สมบูรณ์ที่สุด แต่ในกรณีของเจมส์ ซึ่งเป็นกัปตันทีมนั้นอาจจะบอกว่าต้องใช้การดูแลเป็นพิเศษ
เพราะนี่คือนักเตะที่นับตั้งแต่ลงเปิดตัวในปี 2019 เขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่บาดเจ็บและพลาดการลงสนามมากที่สุดของสโมส หรือของพรีเมียร์ลีก
สิ่งที่ทำให้ทั้งสองประเมินได้คือข้อมูลจากฝ่ายวิเคราะห์ที่ติดตามข้อมูลร่างกายของผู้เล่นทุกอย่าง ซึ่งข้อมูลที่เก็บอย่างละเอียดเหล่านี้ นำไปสู่การตัดสินใจร่วมกันได้ว่าจะดูแลสภาพร่างกายของนักเตะอย่างไร วิ่งไปแล้วเท่านี้ หากให้ลงต่อจะได้กี่นาที หรือควรจะพักก่อน
ความใส่ใจในรายละเอียดทำให้เชลซีเปลี่ยนจากทีมที่มีสถิติอาการบาดเจ็บเลวร้ายที่สุดในพรีเมียร์ลีก เป็นทีมที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บน้อยที่สุด
ในกรณีของเจมส์นั้นเจ้าตัวบอกว่า “ทีมหลังบ้านช่วยเหลือผมอย่างมาก พวกเขารู้ดีว่าพวกเขาคือใคร ที่สโมสรผมจะมีคนที่ผมทำงานด้วยอย่างใกล้ชิด เขามีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยให้ผมฟิตลงสนามได้”
จากคนที่บาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำอีกตลอดเวลา ด้วยแนวทางใหม่ทำให้เจมส์ไม่มีอาการบาดเจ็บเลยตลอดช่วงระยะเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา ในวงเล็บว่าเงื่อนไขสำคัญคือการที่มาเรสกา ห้ามใช้งานเจมส์มากกว่า 1 นัดต่อสัปดาห์ (เงื่อนไขเดียวกับสายเปราะอย่าง เวสลีย์ โฟฟานา และโรเมโอ ลาเวีย)
เงื่อนไขนี้ทำให้เขาปราศจากอาการบาดเจ็บอย่างสิ้นเชิงในฤดูกาลที่แล้ว และกลับมามีสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะลงเล่นต่อเนื่องได้ในฤดูกาลนี้
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เจมส์ลงเล่น 45 นาทีแรกในเกมที่พบกับเบิร์นลีย์ ต่อด้วยลงสนามอีก 82 นาทีในเกมกับบาร์เซโลนา และล่าสุดคือลงเต็มเกมในการเจอกับอาร์เซนอล

อย่างไรก็ดีเรื่องร่างกายไม่ใช่อย่างเดียวที่มีการเปลี่ยนแปลง ในแง่ของ ‘บทบาท’ และ ‘ตำแหน่ง’ ก็มีการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน
จากการแจ้งเกิดในฐานะแบ็กขวา ไปจนถึงวิงแบ็กขวา และบางครั้งรับบทเซ็นเตอร์ฮาล์ฟฝั่งขวา เวลานี้เจมส์ กำลังแจ้งเกิดในฐานะของกองกลางทางฝั่งขวาของเชลซีอย่างเต็มตัวโดยเล่นร่วมกับไคเซโด และเอ็นโซ เฟอร์นันเดส
ความจริงเรื่องการโยกย้ายตำแหน่งไปเรื่อยไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเจมส์เป็นนักเตะที่มีคุณสมบัติที่ดีติดตัวอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความเร็วที่จัดจ้านพอตัว ทักษะการเล่นดี การครองบอลดี เลี้ยงบอลดี อ่านเกมดี และโดยเฉพาะทีเด็ดอย่างการครอสบอลที่มีประสิทธิภาพและอันตรายไม่แพ้ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ คู่แข่งในตำแหน่งแบ็กขวาทีมชาติอังกฤษเลย
ความอเนกประสงค์ทำให้เขาเล่นได้หลายตำแหน่ง จนบางครั้งก็สับสนเหมือนกันว่าจะไปอยู่ตรงไหนดี
แต่การที่บอสอย่างมาเรสกา จับลงเล่นในตำแหน่งกองกลางดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพร่างกายและการเติบโตของเจมส์
ปกติแล้วการเล่นในตำแหน่งตัวริมเส้นนั้นใช้พละกำลังและร่างกายอย่างหนักหน่วง ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาประสบปัญหาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อตลอดเวลา ซึ่งเป็นเหมือนสัญญาณเตือนว่าต่อให้เขาเล่นได้ แต่ร่างกายรับไม่ไหว
การปรับมายืนตรงกลางช่วยลดภาระในส่วนนี้ลงได้มาก โดยที่ไม่ได้ลดทอนคุณค่าในตัวของเจมส์ลงไป เขายังตัดบอลได้อย่างยอดเยี่ยม แข็งแกร่ง และสร้างสรรค์เกมได้ในรูปแบบที่แตกต่าง
มากกว่านั้นคือการที่เจมส์ เรียนรู้วิธีการเล่นที่จะถนอมกำลังและร่างกายด้วย ไม่ได้วิ่งพล่านไปมาเกินจำเป็น และไม่ได้ใส่สุดจนเป็นภาระต่อร่างกายที่เปราะบาง การเล่นของเขาเติบโต (Mature) เป็นการเล่นด้วยสมอง อ่านเกมอย่างเด็ดขาด และพัฒนาเรื่องของการตัดสินใจ
ที่สำคัญที่สุดคือบทบาทความเป็น ‘ผู้นำ’ ของทีม ที่ไม่ได้เอาปลอกแขนกัปตันทีมมาสวมเฉยๆ ให้ดูโก้
เจมส์ ไม่ได้เป็นคนที่ชอบพูดเยอะ แต่เขาเป็นผู้นำด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดี (Lead by example) ทั้งความมุ่งมั่นทุ่มเทในสนาม ความเยือกเย็นในการรับมือกับสถานการณ์กดดัน ไปจนถึงหัวใจนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ไม่ว่าจะต้องเจอกับอะไรก็ตาม
สิ่งเหล่านี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เชลซี สามารถต้านทานอาร์เซนอล ที่กำลังมั่นใจในขุมกำลังของทีมได้
และหากจะมีใครสักคนที่เป็น ‘เสาหลัก’ ค้ำยันเชลซีให้มีโอกาสลุ้นประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้
รีซ เจมส์คือคนนั้น
และเป็นไปได้ที่เขาอาจจะกลายเป็น ‘มิสเตอร์เชลซี’ คนใหม่ ในแบบเดียวกับที่จอห์น เทอร์รี เคยเป็นให้ทีมเมื่อนานมาแล้ว
อ้างอิง
The post Painful lessons บทเรียนจากความเจ็บปวด ที่เปลี่ยนรีซ เจมส์ให้เป็นคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้กระทั่งเดอะ ค็อป หนึ่งแฟนฟุตบอลที่ได้รับการยกย่องในเ […]
The post ถึงเวลาไป? เหตุผลที่ลิเวอร์พูลควรแยกทางอาร์เนอ สลอต appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้กระทั่งเดอะ ค็อป หนึ่งแฟนฟุตบอลที่ได้รับการยกย่องในเรื่องของความจงรักภักดีและสนับสนุนทีมอย่างสุดหัวใจก็ทนดูไม่ไหว
ภาพของกองเชียร์ที่เดินออกจากสนามแอนฟิลด์เพื่อกลับบ้านทั้งๆ ที่เกมยังไม่จบลง โดยมีแฟนบอลพีเอสวี ไอนด์โฮเฟน ที่ยกพลตามมาเชียร์จากเนเธอร์แลนด์ล้อเลียนด้วยการโบกมือส่ง เป็นภาพที่สะท้อนใจในสถานการณ์ของลิเวอร์พูลในเวลานี้
ความปราชัยต่อแชมป์ลีกดัตช์แบบหมดสภาพถึง 4-1 เป็นการแพ้นัดที่ 3 ติดต่อกันโดยเป็นการแพ้ด้วยผลต่าง 3 ประตูทุกนัด รวมแล้วเสียมากถึง 10 ประตู ซึ่ง 2 เกมหลังสุดเป็นการแพ้คาแอนฟิลด์ด้วย
12 นัดหลังสุดพวกเขาพ่ายแพ้ไปแล้วถึง 9 นัด
และ 12 ยังเป็นตัวเลขอันดับทั้งในพรีเมียร์ลีก และในยูเอฟา แชมเปียนส์ ลีก รอบลีกเฟส
อาร์เนอ สลอต กำลังตกเป็นเป้าที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และคำถามในเวลานี้ดูเหมือนจะถูกตัดออกเหลือเพียงแค่คำถามเดียวเท่านั้น
ถึงเวลาที่ลิเวอร์พูลต้องอำลาผู้จัดการทีมที่เพิ่งพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เมื่อ 6 เดือนก่อนแล้วใช่ไหม?

“หายนะ” น่าจะเป็นหนึ่งในคำที่แทนสิ่งที่เกิดขึ้นกับลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ได้ดีที่สุด
เพราะหลังจากคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 2 ในรอบ 5 ปีได้เมื่อเดือนพฤษภาคม เสริมทัพอย่างน่าตื่นเต้นด้วยผู้เล่นระดับสตาร์ค่าตัวแพงรวมกันด้วยงบประมาณมากกว่า 400 ล้านปอนด์ และคว้าชัยชนะรวดใน 7 เกมแรกของฤดูกาล
ลิเวอร์พูลกลายเป็นคนละทีมอย่างสิ้นเชิง
ความพ่ายแพ้ในช่วงท้ายเกม 3 นัดรวดต่อคริสตัล พาเลซ, เชลซี และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมหาศาล ก่อนที่ทุกอย่างจะล่มสลายลงต่อหน้าด้วยผลงานแพ้ถึง 9 จาก 12 นัดหลังสุด
ผลงานที่เลวร้ายในระดับที่สามารถจะพูดได้ว่าหากเกิดขึ้นที่สโมสรอื่นในพรีเมียร์ลีก และไม่ใช่คนที่เพิ่งพาทีมคว้าแชมป์ใหญ่มาไม่กี่เดือนที่แล้ว
อาร์เนอ สลอต จะกลายเป็นคนตกงานอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ดีเวลานี้ดูเหมือนกุนซือชาวดัตช์ที่เคยมีโลกอันสดใสอยู่ดีๆ กำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล ไม่ใช่เพียงแค่การเสียศรัทธาและความชอบธรรมจากแฟนบอลที่เคยให้การสนับสนุน แต่ดูจากปฏิกิริยาภาษากายของลูกทีมในเกมที่พ่ายยับต่อพีเอสวี ก็น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
มีรายงานข่าวว่าสลอต ได้ถูกเรียกตัวเข้าพบกับฝ่ายบริหารของสโมสรเพื่อหารือถึงปัญหาและวิกฤติที่เกิดขึ้นแล้ว ท่ามกลางการคาดเดาถึงการตัดสินใจสำคัญที่จะเกิดขึ้น
โดยปกติแล้วสโมสรอย่างลิเวอร์พูล เป็นสโมสรที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการสนับสนุนการทำงานของผู้จัดการทีมอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากมากขนาดไหนก็ตาม ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์จำนวนมากยังเชื่อว่าสลอตจะยังได้รับเวลาและโอกาสในการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น
แต่ในเวลาเดียวกัน สัญญาณที่ส่งมาจากทีมและตัวของเขาเองในเวลานี้ ก็มีหลายอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลว

ความล้มเหลวอย่างแรกที่ปฏิเสธไม่ได้ในฐานะการเป็นโค้ชหรือผู้จัดการทีมคือเรื่องแท็กติกการเล่น
ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ชื่อของอาร์เนอ สลอต ได้รับการชื่นชมอย่างมากจากโลกฟุตบอลในฐานะโค้ชที่สามารถทำทีมเล่นฟุตบอลในแบบสมัยใหม่ได้อย่างเป็นระบบ ในแบบที่เรียกว่า ‘Slotball’
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือนับตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว สลอตยังไม่สามารถ ‘ติดตั้ง’ ระบบการเล่นดังกล่าวให้กับลิเวอร์พูลได้เลย
มีเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆในระหว่างเกมพรีซีซันฤดูกาลที่แล้วที่พอจะได้เห็นเค้าลางของ Slotball ที่เคยทำให้เฟเยนอร์ด ร็อตเตอร์ดัมคว้าแชมป์ลีกดัตช์ได้ 1 สมัย แต่หลังจากนั้นสลอตเลือกจะยึดระบบการเล่นในพื้นฐานเดิมคือฟุตบอลเพรสซิงแบบเจอร์เกน คล็อปป์ เพียงแต่มีการปรับจูนเล็กน้อยตามความเหมาะสม
ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าดีเกินคาดสำหรับหลายคนด้วยการพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้
แต่ในฤดูกาลนี้กุนซือชาวดัตช์พยายามที่จะปรับเปลี่ยนสไตล์ของทีมให้เป็นแนวทางของตัวเองมากขึ้น ลดการเพรสซิงลง เน้นการคอนโทรลบอลมากขึ้น ให้อิสระมิดฟิลด์ในการเติมเกม รวมถึงตัวริมเส้น
ปัญหาคือทีมเล่นไม่ได้อย่างที่อยากได้ ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่เล่นช้า ไม่อันตราย และเต็มไปด้วยจุดอ่อนในเกมรับ
ทุกทีมรู้หมดว่าเล่นกับลิเวอร์พูลต้องทำอย่างไรบ้าง 1-2-3-4-5 แต่สลอตไม่รู้ว่าจะให้ทีมเอาชนะแผนการเหล่านั้นได้อย่างไร และนั่นคือปัญหา

ถึงจะผลงานเลวร้ายดูไม่จืดขนาดไหน แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือลิเวอร์พูลเป็นทีมที่เต็มไปด้วยผู้เล่นคุณภาพสูงมากมายแทบทุกตำแหน่ง
พวกเขามีซูเปอร์สตาร์ระดับท็อปอย่าง โม ซาลาห์, เวอร์จีล ฟาน ไดค์, อิบราฮิมา โคนาเต, โฟลเรียน เวียร์ตซ์, อเล็กซานเดอร์ อิซัค รวมถึง โดมินิก โซโบสไล ผู้กลายเป็น ‘เดอะ แบก’ ในฤดูกาลนี้
แต่อาร์เนอ สลอต ล้มเหลวอย่างชัดเจนในการบริหารจัดการทีม โดยเฉพาะในฤดูกาลนี้ที่มีการปรับเปลี่ยนทีมหลายจุด มีผู้เล่นย้ายเข้าและย้ายออกหลายราย
หนึ่งในปัญหาที่ชัดเจนคือจนถึงตอนนี้สลอต ไม่รู้จะใช้งานโฟลเรียน เวียร์ตซ์, อเล็กซานเดอร์ อิซัค และอูโก เอคิติเก 3 ผู้เล่นระดับสตาร์ค่าตัวมหาศาลเกือบ 300 ล้านปอนด์ด้วยกันอย่างไร ไม่นับเจเรมี ฟริมปง และมิลอส เคอร์เคซ สองฟูลแบ็กใหม่ก็ยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับทีมได้เลย (คนแรกเจ็บตลอดเวลาด้วย)
นอกจากนี้สลอต ยังมีปัญหาในการจัดการกับขุมกำลังแนวลึกของทีม
ตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว สลอตแสดงให้เห็นว่าเขาขาดความเชื่อใจในตัวลูกทีมหลายรายที่แทบจะไม่เรียกใช้งานเลยทั้งๆไม่ได้เป็นนักเตะขี้ริ้วขี้เหร่ และหลายคนทำผลงานได้น่าประทับใจด้วยซ้ำเมื่อได้โอกาส
วาตารุ เอ็นโด คือคนแรกที่แฟนบอลสงสาร เช่นกันกับเฟเดริโก คิเอซา ที่แทบไม่มีตัวตนในสายตาของสลอตในฤดูกาลที่แล้ว
รวมถึงดาวรุ่งฝีเท้าดีหลายๆ คนนอกจากจะไม่ได้รับโอกาสยังถูกปล่อยตัวออกไปจากทีมด้วย ไม่ว่าจะเป็น จาเรลล์ ควานซาห์, ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์, ไทเลอร์ มอร์ตัน ขณะที่เด็กชุดใหม่อย่าง ริโอ นูโมฮา และเทรย์ นีโอนี ก็แทบได้โอกาสลงเล่น
ตรงกันข้ามกับคนที่ถูกมองว่าเป็น ‘ลูกรัก’ อย่างโคดี คักโป ที่ได้โอกาสลงสนามต่อเนื่องแม้ว่าผลงานจะไม่เป็นที่น่าประทับใจก็ตาม
นั่นทำให้ระยะห่างระหว่างตัวจริง-ตัวสำรอง ตัวเก่า-ตัวใหม่ เกิดขึ้นชัดจนเกินไป

สภาวะวิกฤติเป็นสิ่งที่ผู้จัดการทีมทุกคนต้องเจออยู่แล้วในโลกฟุตบอลเป็นเรื่องปกติ แต่สลอต แสดงให้เห็นว่าเขายังขาดทักษะในการจัดการกับวิกฤติ (Crisis management) ในทางฟุตบอล
ในขณะที่เห็นได้ชัดว่าลิเวอร์พูลมีปัญหาใหญ่ในหลายจุด แต่ทุกจุดไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วทันท่วงที
หนักกว่านั้นคือยังตะบี้ตะบันที่จะยึดแนวทางการเล่นแบบเดิม โดยใช้ผู้เล่นชุดเดิมๆ แล้วคาดหวังว่าผลลัพธ์จะออกมาแตกต่างไป ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้
ความล้มเหลวในการรับมือกับวิกฤติของเขาทำให้สถานการณ์ของทีมเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ จากตอนแรกแค่สะดุดล้ม มาถึงตอนนี้เหมือนกลิ้งโคโร่กระเด็นตกจากขอบเหว และกำลังดำดิ่งลงไปยังก้นเหวที่มืดมิดมองไม่เห็นแสงสว่าง

สิ่งเลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นคือสลอตได้เปลี่ยนลิเวอร์พูล จากทีมที่เคยเป็น Believer ที่เชื่อมั่นในทีมเสมอ ให้กลับมาเป็น Doubter ที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดกับทีมเท่านั้น แต่มันส่งต่อไปถึงแฟนบอลด้วย และมันช่วยไม่ได้หากจะมีใครสักคนที่อดคิดถึงอดีตผู้จัดการทีมอย่าง เจอร์เกน คล็อปป์ ขึ้นมาไม่ได้
คล็อปป์เองก็ผ่านช่วงเวลาวิกฤติมาหลายครั้งเช่นกันกับลิเวอร์พูล โดยเฉพาะในฤดูกาล 2020/21 หลังจากคว้าแชมป์ที่กองหลังตัวจริงเจ็บหมดยกแผงตลอดฤดูกาล และในฤดูกาล 2022/23 ที่ทีมหมดสภาพหลังกรำศึกหนักไล่ล่า 4 แชมป์ในฤดูกาลก่อนหน้า
แต่ถึงอย่างนั้นแฟนบอลยังเชื่อมั่นลึกๆว่าคล็อปป์จะพาทีมกลับมาได้
สลอตไม่ได้ทำให้แฟนๆเชื่อแบบนั้นได้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของผลงานในสนาม อีกส่วนคือบุคลิกตัวตนของเขาที่มี ‘ระยะห่าง’ กับแฟนบอลประมาณหนึ่ง ซึ่งชวนให้คิดถึงคล็อปป์ในช่วงแรกที่เข้ามารับงานในแอนฟิลด์และเห็นแฟนบอลเดินกลับจากสนามหลังแพ้คริสตัล พาเลซคาบ้าน
สิ่งที่คล็อปป์ทำคือการแสดงให้รู้ว่าเขาต้องการแฟนๆในสนาม อย่าทิ้งทีมไปแบบนี้ ก่อนที่จะพาทีมไปขอบคุณกับแฟนๆที่ตามไปเชียร์ในเกมต่อมาที่สามารถไล่ตีเสมอเวสต์ บรอมวิช อัลเบียน ได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ
‘ความเชื่อมโยง’ เหล่านี้คือสิ่งที่หายไปในยุคของสลอต ซึ่งสำหรับทีมที่ใช้ ‘ความรู้สึก’ มากกว่า ‘เหตุผล’ อย่างลิเวอร์พูล เรื่องนี้มีผลอย่างมาก
ผู้นำที่ไม่สามารถทำให้คนเชื่อมั่นได้ ไม่สมควรจะเป็นผู้นำ
ทั้งหมดนี้เมื่อจับมามัดรวมๆกันแล้วมันมากพอจะคิดว่า บางที – แม้จะเห็นใจ โดยเฉพาะกรณีการจากไปอย่างกะทันหันของดีโอโก โชตา ที่ไม่มีใครบอกได้ว่ากระทบกับจิตใจของผู้เล่นขนาดไหน – ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้อาจจะมีแค่ทางเดียว
คือการที่ลิเวอร์พูลควรคิดถึงการแยกทางกับอาร์เนอ สลอต
มันอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในวันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่หลักฐานเชิงประจักษ์นั้นน่าจะเพียงพอที่จะบอกได้ว่า ถึงจะพาทีมเป็นแชมป์ได้แต่เขาอาจจะยังไม่ดีพอที่จะพาทีมเดินต่อไป
สำหรับทีมเจ้าพ่อการวางแผนแบบ Moneyball ที่ไม่เคยปลดใครมานานกว่า 10 ปีอย่างลิเวอร์พูล มันอาจจะเป็นสถานการณ์ที่ห่างเหินมานาน และต้องยอมรับว่าผิดแผนไม่ใช่น้อย
แต่อย่างน้อยที่สุดก็ดีกว่าปล่อยให้ทุกอย่างที่สร้างมาพังทลายอย่างรวดเร็วแบบนี้
The post ถึงเวลาไป? เหตุผลที่ลิเวอร์พูลควรแยกทางอาร์เนอ สลอต appeared first on THE STANDARD.
]]>
ว่ากันว่า ไม่มีฤดูกาลไหนที่อาร์เซนอลดูใกล้กับการคว้าแชม […]
The post From Process to Payoff? เมื่อความเชื่อมั่นถึงขีดสุด รถไฟสีแดงของ อาร์เซนอล พร้อมพุ่งชนทุกสิ่ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ว่ากันว่า ไม่มีฤดูกาลไหนที่อาร์เซนอลดูใกล้กับการคว้าแชมป์ยุโรปใบแรก และพรีเมียร์ลีกที่รอคอยมากว่า 21 ปี ได้เท่ากับฤดูกาล 2025/26 นี้อีกแล้ว
แม้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จะมีอยู่หลายช่วงที่แฟนบอลตั้งคำถามว่า ทีมของมิเกล อาร์เตต้า เดินมาถูกเส้นทางจริงหรือไม่ โดยเฉพาะหลังจากจบรองแชมป์พรีเมียร์ลีกถึง 3 ฤดูกาลติดต่อกันแบบสุดเจ็บปวด
แต่ ณ วันนี้ ทุกเสียงสงสัยถูกกลบด้วยผลงานในสนามที่นับวันจะทวีความร้อนแรงขึ้นทุกวัน ด้วยฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดเท่าที่ทีมชุดนี้เคยแสดงออกมา
นั่นทำให้ฤดูกาลนี้ อาร์เซนอลไม่ได้แค่พัฒนาในทุกมิติ แต่พวกเขายังดูเหมือน ‘รถไฟความเร็วสูง’ (ระดับ Maglev จากญี่ปุ่น) ที่ไม่เพียงแค่หยุดยาก แต่พร้อมชนทุกอุปสรรคที่ขวางหนทางสู่ความสำเร็จของเดอะกันเนอร์!
หลังถล่มสเปอร์สในเกมนอร์ทลอนดอนดาร์บี้เพียง 3 วัน
อาร์เซนอลกลับมาที่บ้านตัวเองแล้วส่งสารแรงๆ ไปถึงทั้งยุโรปด้วยชัยชนะเหนือบาเยิร์น มิวนิก ทีมที่เป็นหนามยอกอกของพวกเขาในฟุตบอลยุโรป ด้วยสกอร์ ‘3-1’ แบบที่ครั้งนี้สร้างสถิติอันเลวร้าย ให้กับ แฮร์รี่ เคน เพราะเกมคืนนี้เป็นครั้งแรกในอาชีพของเขาที่แฮร์รี่ เคน ลงเล่นครบ 90 นาทีกับอาร์เซนอลโดยไม่มีโอกาสยิงเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ผลลัพธ์ทำให้อาร์เซนอลยืนหนึ่งบนตารางลีกเฟสยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกอย่างสง่างาม และที่สำคัญกว่า 3 แต้มนี้ คือคำประกาศว่าพวกเขากำลังพร้อมกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ในเวทียุโรปอีกครั้ง
“ผมต้องชื่นชมผู้เล่นของเราจริงๆ เพราะผมคิดว่าพวกเขาเล่นได้สุดยอดมากในเกมที่ต้องเจอกับทีมที่ดีที่สุดในยุโรปตอนนี้” อาร์เตต้ากล่าวหลังเกม
แน่นอนว่า คำพูดนี้ไม่ได้เกินจริงเลย เมื่อมองจากพลังงานที่ทีมใส่ลงไป การบีบพื้นที่อย่างดุดัน และจังหวะสวนกลับที่ทำให้บาเยิร์นดูเหมือนทีมธรรมดาในครึ่งหลัง
ชัยชนะนัดนี้ยังทำให้อาร์เซนอลสร้างสถิติสำคัญด้วยการคว้าชัย 5 นัดแรกในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2005/06 ฤดูกาลเดียวที่พวกเขาเคยทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศ
และตอนนี้พวกเขาคือทีมเดียวที่รักษาสถิติชนะ 100% ในแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลนี้ 
นอกจากนี้ ตามข้อมูลยังพบว่า จาก 13 นัดหลังสุดในทุกรายการ อาร์เซนอลเก็บชัยชนะได้ถึง 12 นัด!
และที่สำคัญกว่านั้น…พวกเขาเป็นทีมที่มีกลเม็ดเคล็ดลับอันหลากหลายในการเอาชนะคู่แข่งด้วย
มาดูชื่อสำรองที่ลงมาในเกมนี้: มาดูเอเก, มาร์ติเนลลี่, คาลาฟิออรี่, เบน ไวต์, โอเดการ์ด
และหากถามว่าในยุโรปมีกี่ทีมที่มีสำรองระดับนี้ คำตอบคือ มีไม่กี่ทีม และตอนนี้อาร์เซนอลคือหนึ่งในนั้น
นี่คือทีมที่มีความพร้อมทุกตำแหน่ง แม้บางส่วนจะเจออาการบาดเจ็บรบกวนตลอดซีซั่นก็ตาม
“ม้านั่งสำรองของอาร์เซนอลทำงานได้ดีทุกด้าน ทั้งคุณภาพและพลังสด ทำให้มาตรฐานของทีมไม่ตกแม้เปลี่ยนใครลงมา” แมทธิว อัพสัน อดีตปราการหลังไอ้ปืนโต ยังมองว่านาทีนี้ พวกเขามีขุมกำลังที่ดีมากๆ
และตอนนี้ อาร์เซนอลกำลังนำ 6 คะแนนในพรีเมียร์ลีก พร้อมเข้าสู่รอบถัดไปของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในฐานะหนึ่งในทีมที่น่ากลัวที่สุดของทวีป
ภาพรวมของทีมตอนนี้ครบทุกอย่าง ไล่ตั้งแต่
ระบบเกมรับแข็งที่สุดในลีก
แดนกลางคุมจังหวะได้เหนือกว่าแทบทุกทีม
เกมรุกหลากหลายและทุกคนในทีมพร้อมใส่สกอร์
ความมั่นใจพุ่งสูงสุดตั้งแต่ยุคเวนเกอร์
และเหนือสิ่งอื่นใด คือ ความเชื่อใจซึ่งกันและกันของทั้งทีมและแฟนบอล
นี่คือจุดที่คำว่า trust the process ที่ตอนนี้ไม่ใช่แค่สโลแกนสวยหรู หากแต่เป็นตัวตนของทีม และเป็นแสงที่พาทีมก้าวจาก process to payoff ในแบบที่เหล่าเดอะกันเนอร์สรอคอยกันมานาน
“เราทำผลงานได้สม่ำเสมอมากๆ ในรายการนี้ แต่ทั้งหมดนี่เพิ่งเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น
“เราดีใจกับสิ่งที่เห็นในวันนี้มาก บรรยากาศที่เราสร้างในสนาม สิ่งที่ทีมถ่ายทอดออกมา พลังงานที่เรานำลงไป และคุณภาพของฟุตบอลที่เราเล่น คือมันเหลือเชื่อจริงๆ และเราต้องรักษาระดับนี้ไว้ให้ได้ เพราะฤดูกาลยังอีกยาวไกล”
นี่คือความรู้สึกของ อาร์เตต้า ที่ตอบสื่อแบบตรงไปตรงมา เกี่ยวกับบรรยากาศของทีมที่มองจากพระประแดงก็รู้ว่าอาร์เซนอลตอนนี้อยู่ในภาวะของทีมที่มั่นใจสุดขีด และเชื่อใจกันในทุกมิติ
เพราะผู้เล่นทุกคนเชื่อในเป้าหมายเดียวกัน คือไปให้ถึงความสำเร็จที่รออยู่เบื้องหน้า โดยเฉพาะแชมป์พรีเมียร์ลีก และยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก
ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนอาร์เซนอลหรือไม่ แต่ถ้าดูฟุตบอลมาตลอดและมองตามเนื้อผ้า คุณจะเห็นตรงกันว่า…นี่คือปีที่อาร์เซนอลมีโอกาสดีที่สุดในยุคอาร์เตต้าที่จะลุ้นแชมป์รายการใหญ่!
The post From Process to Payoff? เมื่อความเชื่อมั่นถึงขีดสุด รถไฟสีแดงของ อาร์เซนอล พร้อมพุ่งชนทุกสิ่ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
“ใครนะ?” โธมัส แฟรงค์ ถามกลับผู้สื่อข่าวในระหว่า […]
The post Mindset นักสู้ลูกหนังแบบเอเรเบชี เอเซ จากเด็กที่ถูกปฏิเสธ สู่ผู้ชนะในเกมชีวิต appeared first on THE STANDARD.
]]>
“ใครนะ?”
โธมัส แฟรงค์ ถามกลับผู้สื่อข่าวในระหว่างการแถลงข่าวก่อนเกมนอร์ธลอนดอน ดาร์บี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากโดนถามเกี่ยวกับเรื่องของเอเรเบชี เอเซ สตาร์อาร์เซนอล ทีมคู่ปรับร่วมเมืองที่จะต้องเจอกัน
ก่อนที่จอมเทคนิคกันเนอร์สจะฝากคำตอบกลับให้โค้ชชาวเดนมาร์กด้วยผลงานมหัศจรรย์ทำ “แฮตทริก” กดคนเดียว 3 ประตูให้อาร์เซนอล ไล่ต้อนท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ได้อย่างสบายเท้า 4-1 ในเกมที่เป็น Statement ครั้งสำคัญว่าพวกเขาจะขอเดินหน้าต่อสู่การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้
แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ชีวิตของเอเซ ผ่านเรื่องราวมาไม่น้อย หลายคนอาจจะพอรู้ว่าครั้งหนึ่งเขาเองก็เคยโดนทีมอย่างอาร์เซนอลปฏิเสธมาก่อน และไม่ใช่ครั้งเดียวด้วย
เอเซจัดการกับ Mindset ตัวเองอย่างไรถึงสามารถก้าวมาอยู่จุดนี้ได้?

สำหรับ เอเรเบชี เอเซ ในวัย 27 ปี เกม ‘NLD’ (นอร์ธ ลอนดอน ดาร์บี) เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาที่เอมิเรตส์ สเตเดียม คือหนึ่งในวันและคืนที่ดีที่สุดในชีวิตของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่เพียงเพราะอาร์เซนอลเป็นฝ่ายกำชัยชนะเหนือสเปอร์สและเดินหน้าไปสู่การลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกในรอบ 21 ปีของสโมสร แต่เขายังระเบิดผลงานได้อย่างสุดอลังการ ทำแฮตทริกได้สำเร็จ ซึ่งเป็นนักเตะคนแรกนับตั้งแต่ปี 1978 ที่ยิงนัดเดียว 3 ประตูในเกมดาร์บี้สุดเดือดของลอนดอนตอนเหนือ
ที่สำคัญที่สุดมันคือ ‘ความฝัน’ สำหรับเขาที่รอคอยมาอย่างยาวนานเหลือเกิน
ย้อนกลับไปเมื่อ 14 ปีที่แล้ว เอเซในวัย 13 ปีเคยถูกอาร์เซนอล ปล่อยตัวออกจากอะคาเดมี่ของสโมสร เพราะเขาดีไม่พอ
“ตอนที่ผมถูกปล่อยตัวจากอาร์เซนอล มันเหมือนกับว่าส่วนหนึ่งในตัวตนของผมได้หายไปด้วย คนที่ผมเคยคิดว่าผมเป็น”
หลังจากนั้นเขายังถูก ‘ปฏิเสธ’ จากสโมสรอื่นๆ อีกไม่ว่าจะเป็น ฟูแลม (ถูกปล่อยตัวหลังอยู่กับสโมสร 2 ปีครึ่ง), เรดดิง (เข้ารับการทดสอบฝีเท้าแต่ไม่ผ่าน) และมิลล์วอลล์ ได้ทุนเป็นนักเตะของสโมสรแต่ถูกปล่อยตัวหลังอยู่ครบ 2 ปี
สำหรับบางคนมันเป็นเรื่องง่ายที่จะถอดใจและหันไปเลือกเส้นทางอื่นที่อาจจะไม่ได้เป็นเส้นทางในความฝันแต่อย่างน้อยก็ยังได้เดินหน้าต่อไปและเก็บทุกอย่างไว้เป็นความทรงจำ
แต่สำหรับเอเซ เขาไม่คิดที่จะยอมแพ้ และพยายามจนทำได้สำเร็จ
จากควีนสปาร์ค เรนเจอร์ส, ไปวีคอมบ์ วันเดอเรอร์ส แบบยืมตัว ก่อนจะแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวกับคริสตัล พาเลซ
ก่อนที่ประตูความฝันจะเปิดและพาเขากลับมาที่อาร์เซนอลอีกครั้งโดยไม่มีอะไรต้องลังเลใจอีก
แต่ในเรื่องราวที่เหมือนเทพนิยายหรือมังงะโชเน็นดีๆ สักเรื่อง ในเบื้องลึกแล้วมันไม่ง่ายเลย ซึ่งสิ่งที่ทำให้เอเซ สามารถมาถึงจุดนี้ได้นั้นตามถ้อยคำและความรู้สึกของเขาแล้วมีอยู่ 2 อย่างด้วยกันที่เป็นแรงขับเคลื่อน (Drive) ที่สำคัญของใจ
ความรักของเอเซ ไม่ได้หมายถึงความรักแบบหนุ่มสาวหรือมิตรภาพระหว่างเพื่อนและครอบครัว แต่เป็นความรักที่มีต่อเกมฟุตบอล
เพราะเขารักเกมฟุตบอลมากเกินกว่าจะทิ้งไว้ข้างหลัง นั่นทำให้เด็กหนุ่มลอนดอนเนอร์แท้ๆคนนี้ไม่เคยยอมแพ้เลยไม่ว่าจะต้องพบกับอุปสรรคมากมายสักแค่ไหนก็ตาม
เอเซ เป็นคริสเตียนที่มีความศรัทธาในพระเจ้าอย่างสูงสุด เขาเชื่อว่าพระเจ้าได้มอบบางสิ่งบางอย่างมาให้กับเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาต้องทำให้ได้ ไม่มีทางเลือกอื่น ไม่มีทางไหนอีก นี่คือเส้นทางที่เขาถูกกำหนดมาให้ก้าวเดินต่อไป
ในช่วงวัย 11-13 ปีที่เขาต้องเจ็บปวดจากการโดนปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เขายังเชื่อว่าเขาจะได้เป็นนักฟุตบอลจริงๆ ในสักวัน ต่อให้ไม่รู้ว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรก็ตาม
อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากนี้เอเซ ยังได้เรียนรู้อีกหลายสิ่งหลายอย่างที่พอจะถอดรหัสมาแบ่งปันกันได้ดังนี้

ในวันที่ผิดหวังซึ่งเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน สิ่งที่เอเซทำคือการหันกลับมาหาครอบครัวและคนที่เขารัก
คนเหล่านี้จะมอบพลังและความเข้มแข็ง ทำให้เขาสามารถก้าวผ่านอุปสรรคและช่วงเวลาที่ยากลำบากได้เสมอ
“การใช้เวลาร่วมกับครอบครัวสำหรับผมคือเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการจะพาตัวเองออกจากโลกฟุตบอล มันเป็นช่วงเวลาที่ผมจะได้ใช้ชีวิตแบบปกติที่สุด และผมก็จะพยายามมีความสุขให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
เอเซ รักการแบ่งปันเรื่องราวความรู้สึกของเขากับครอบครัวและคนที่รัก และเชื่อว่าการปลดปล่อยความคิดและความรู้สึกออกมาจะมีส่วนช่วยให้เดินต่อไปข้างหน้าได้
การเป็นแฮตทริกฮีโร่ในเกม NLD เป็นแค่ภาพสวยงามที่อยู่เบื้องหน้า แต่ในเบื้องหลังนั้นต้องผ่านความพยายามทุ่มเทมากมาย โดยเฉพาะการฝึกซ้อมที่เป็นรากฐานสำคัญของนักฟุตบอล
โชคดีของเอเซที่นอกจากจะเป็นนักฟุตบอลที่มีความมานะพยายาม เขายังรู้สึกสนุกไปกับทุกอย่างในการเป็นนักฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นการตื่นเช้ามาซ้อม การเดินทางไปแข่งขัน
“ผมมีความสุขกับทุกช่วงเวลาที่ผมมี ไม่ว่าจะเป็นในการซ้อม ในเกมแข่งขัน หรือตอนไหนก็ตาม”
ฟุตบอลเป็นเกมกีฬาย่อมมีทั้งวันที่ชนะและแพ้ วันที่ชนะ (เหมือนเมื่อคืนนี้) ก็ดีไป แต่ถ้าวันไหนที่ผิดหวัง สิ่งแรกที่ต้องจัดการให้ได้คือความรู้สึกของตัวเอง ซึ่งมันไม่ง่ายเหมือนพูด
แต่เอเซ เรียนรู้ว่าเขาต้องผ่านมันไปให้ได้ การรับมือกับความพ่ายแพ้คือส่วนหนึ่งของงานในารเป็นนักฟุตบอลอาชีพ
ในวงเล็บว่าขั้นต่ำที่สุดของเขาคืออย่างน้อยต้องได้พยายามอย่างเต็มที่แล้วเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมจนขาหมดแรง หรือทุ่มเทในแมตช์จริงจนหยดสุดท้าย
“เราต้องพยายามทำสิ่งที่เราต้องทำตลอดเวลา ไม่ว่าผลการแข่งขันมันจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม”

เพราะเขารู้ว่าตัวเองเกิดมาแตกต่างจากคนอื่น มีความเก่งกาจในเชิงของการเล่นฟุตบอล
สิ่งที่เอเซทำคือเขาพยายามรับผิดชอบต่อตัวเองด้วยการทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้พรสวรรค์ที่ได้รับมาจากคนบนฟ้าเสียเปล่า
เพราะเขารู้ว่าถ้าตัวเองเหลาะแหละเหยาะแหยะ โอกาสที่ได้มานั้นมันพร้อมจะหลุดลอยไปและจะมีคนต่อไปที่พร้อมจะแย่งคว้ามันไป ดังนั้นเขาต้องพยายามทำให้ดีที่สุดทุกครั้งเพื่อจะคว้าโอกาสนั้นให้ได้
“ผมมีความรับผิดชอบต่อตัวเองที่จะต้องพยายามทำให้พรสวรรค์ที่ผมได้รับมาได้ถูกใช้อย่างเต็มที่ที่สุด มันขึ้นอยู่กับตัวผมเองที่จะต้องพยายามทำให้ดีที่สุดทุกวัน”
แต่เอเซ ไม่ได้คิดแค่การรับผิดชอบต่อตัวเอง การลงสนามในแต่ละนัดไม่ได้หมายถึงการที่เขาและเพื่อนจะต้องพยายามคว้าชัยชนะเพื่อตัวเองเท่านั้น
เพราะเขาคิดถึงแฟนๆ ที่เสียเงินไม่น้อยเพื่อมาเชียร์กันอยู่บนอัฒจันทร์ด้วย
“มันอาจจะเป็นโอกาสแค่ครั้งเดียวของพวกเขาที่จะได้ดูผมเล่น ไม่ได้หมายความว่าผมวิเศษวิโสมาจากไหน แต่ผมอยากจะให้พวกเขาได้กลับไปโดยรู้สึกว่าผมได้พยายามจะทำอะไรสักอย่างในเกมนั้น เป็นการทำที่มาจากใจของผมจริงๆ”
I swear imma make It and when I do, they’re gunna show this tweet lol
— Ebere (@EbereEze10) April 17, 2015
“I swear imma make it and when I do, they gonna show this tweet”
นี่คือข้อความจากทวีตของนักฟุตบอลดาวรุ่งคนหนึ่งเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2015 ในช่วงเวลาที่ผ่านความผิดหวังมาครั้งแล้วครั้งเล่าและมองไม่เห็นว่าเขาจะก้าวไปสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพอย่างที่ใฝ่ฝันได้อย่างไร
แต่ 10 ปีผ่านมา วันนี้เอเรเบชี เอเซ พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นแล้วว่าเขาทำได้จริงและข้อความทวีตเมื่อ 10 ปีที่แล้วก็ได้ถูกนำมาเผยแพร่อีกครั้งจริงๆ
ในวันที่ชื่อของเขาได้ถูกกล่าวขาน ไม่ใช่แค่ในฐานะนักฟุตบอลที่เก่งกาจ
แต่เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ของใครต่อใครได้อีกมากมายบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นแฟนอาร์เซนอล คริสตัล พาเลซ หรือทีมไหนก็ตาม
อ้างอิง:
The post Mindset นักสู้ลูกหนังแบบเอเรเบชี เอเซ จากเด็กที่ถูกปฏิเสธ สู่ผู้ชนะในเกมชีวิต appeared first on THE STANDARD.
]]>
หนึ่งในประเด็นใหญ่ของวงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ […]
The post Open play vs. Set piece วิเคราะห์เทรนด์พรีเมียร์ลีกผ่านเลขเด็ด 3 ตัว appeared first on THE STANDARD.
]]>
หนึ่งในประเด็นใหญ่ของวงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ (2025/26) ที่ชวนคุยกันสนุกที่สุดคือตกลงแล้วลีกลูกหนังที่ใหญ่ที่สุดของโลกดูสนุกน้อยลงหรือเปล่า
และเหตุผลของมันเป็นเพราะจำนวนประตูจากการเล่นจังหวะเปิด หรือที่เรียกว่า ‘Open-play goal’ มันน้อยลงและถูกแทนที่ด้วยจำนวนประตูจากลูกตั้งเตะ (Set piece) หรือเปล่า?
ก่อนจะไปลงในรายละเอียด ขออนุญาตให้เลขเด็ด 3 ตัว
301, 39 และ 21
มา! มาวิเคราะห์เรื่องนี้กัน
ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก 2025/26 ผ่านมาจนถึงตอนนี้ 11 นัดด้วยกัน แน่นอนว่ามันไวเกินไปหากเราจะใช้สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจนถึง ณ เข็มนาฬิกาเดินไปเป็นข้อสรุปที่ชัดเจน
อย่างไรก็ดีมันมีสถิติตัวเลขบางอย่างที่น่าสนใจและน่าตกใจในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับตัวเลขในฤดูกาลที่แล้วที่จะทำให้เราสามารถมองเห็นภาพกว้างได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ตัวเลขสถิติแรกที่จะหยิบยกขึ้นมาคือ ‘301’
301 คือจำนวนประตูจาก 110 นัดแมตช์แรกของพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025/26 ที่คิดเป็นค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.74 ประตูต่อเกม ซึ่งเหมือนจะไม่น้อย
แต่เมื่อเทียบกับจำนวนประตูในฤดูกาลที่แล้ว (2024/25) ที่มีการยิงไป 314 ประตูจาก 110 แมตช์แรกของฤดูกาลก็จะเห็นว่าจำนวนประตูลดลงไป 13 ประตู โดยที่หากตัวเลขสถิตินี้ดำเนินต่อไปจนจบฤดูกาล แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นคือนี่จะเป็นฤดูกาลที่พรีเมียร์ลีกทำประตูกันน้อยที่สุดในรอบ 5 ปีหลัง โดยมีโอกาสจะน้อยกว่าในฤดูกาล 2020/21 ที่มีค่าเฉลี่ยทำประตูที่ 2.69 ประตูต่อเกม (อย่าลืมว่าเป็นช่วงโควิด-19)
และในจำนวนนี้ จำนวนประตูจากการเล่น Open play ยังลดลงจาก 235 ประตูเหลือแค่ 196 ประตู หรือลดลงไป 39 ประตู (เลขเด็ดตัวที่ 2 ที่บอกไว้ในตอนต้น)

อย่างไรก็ดีตัวเลขสถิตินี้ยังไม่น่าตกใจเท่ากับตัวเลขสถิติโอกาสยิงประตู (Shots)
จาก 11 นัดแรกของฤดูกาล โอกาสในการทำประตูของทั้ง 20 ทีมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากฤดูกาลที่แล้ว 2,955 ครั้งเหลือแค่ 2,594 ครั้ง หรือโอกาสในการลุ้นประตูลดลงไปถึง 361 ครั้ง
ทีนี้ถ้าเจาะไปที่โอกาสการยิงจากจังหวะ Open play ยิ่งลดลงไปอีก โดยจากฤดูกาลก่อนที่มีโอกาสยิง 2,110 ครั้ง เหลือเพียงแค่ 1,740 ครั้ง หายไปถึง 370 ครั้ง!
ตามสถิติดังกล่าว ถูกวิเคราะห์ว่ามีโอกาสที่จำนวนประตูจากจังหวะ Open play ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่เกมละ 1.78 ลูก อาจจะลดลงไปต่ำกว่าในฤดูกาล 2009/10 ซึ่งเป็นปีที่มีการยิงประตูแบบ Open play ต่ำที่สุดของพรีเมียร์ลีกที่ 1.76 ประตูต่อเกม
ทั้งหมดนี้อาจจะแปลได้ความหมายที่เข้าใจง่ายว่า พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้มีแนวโน้มที่จำนวนการทำประตูจากลูก Open play จะลดลง ซึ่งก็มาจากการโอกาสยิงประตูที่ลดน้อยลงจากจังหวะเปิดนั้นลดลงอย่างมาก

แต่มันไม่ได้หมายความว่าโอกาสที่หายไปมันจะเทิร์นไปเป็นโอกาสของลูกตั้งเตะทั้งหมด!
ตามสถิติแล้วโอกาสการลุ้นทำประตูจากลูกเซ็ตพีซจาก 11 เกมแรกของฤดูกาลนี้ เพิ่มจาก 826 ครั้งในฤดูกาลที่แล้ว มาเป็น 828 ครั้งในฤดูกาลนี้ หรือเพิ่มเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น
ขณะที่ลูกจุดโทษจาก 11 นัดแรกเพิ่มจาก 19 ประตูเป็น 26 ประตู
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างน่าสนใจมากกว่าอาจจะเป็นเรื่องของ ‘ประสิทธิภาพ’ (Effective) ของการได้ประตูจากลูกเซ็ตเพลย์ที่จับสัญญาณน่าสนใจได้
จำนวนประตูที่เกิดจากจังหวะเซ็ตพีซใน 11 นัดแรกของฤดูกาล 2025/26 เพิ่มจาก 64 เป็น 85 ประตู หรือ 21 ประตู (เลขเด็ดตัวสุดท้าย)
แน่นอน ทีมที่เป็น ‘พระราชา’ ของลูกเซ็ตเพลย์ยังคงเป็นอาร์เซนอลเจ้าเก่า ที่ไม่ใช่แค่รักษามาตรฐานเดิมได้เท่านั้น แต่ยังทำได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีก
จากตัวเลข 5 ประตูใน 11 นัดแรกของฤดูกาลที่แล้ว ในฤดูกาลนี้อาร์เซนอลได้ประตูจากลูกเซตเพลย์ถึง 10 ประตู เพิ่มขึ้นจากเดิม 5 ประตูหรือเรียกว่า ‘เท่าตัว’ โดยที่จำนวนประตูจากจังหวะลูกตั้งเตะแบบนี้คิดเป็นจำนวนถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประตูที่อาร์เซนอลได้ (ทั้งหมด 20 ประตู)
แต่อาร์เซนอลไม่ได้เป็นทีมเดียวที่ทำได้ยอดเยี่ยมในเรื่องนี้
เชลซี ทำได้ดียิ่งกว่าอาร์เซนอลด้วยในเชิงสถิติ จากที่ได้ประตูด้วยลูกตั้งเตะ 3 ประตูใน 11 นัดแรกของฤดูกาลที่แล้ว ฤดูกาลนี้พวกเขาได้ถึง 8 ประตู เรียกว่าเพิ่มมากกว่าเท่าตัวเลยทีเดียว

อีกทีมที่ดีแบบเซอร์ไพรส์คือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ทำประตูจากจังหวะแบบนี้ได้เพิ่มขึ้นเท่าตัวเช่นกัน จาก 4 ประตูในฤดูกาลที่แล้วสู่ 8 ประตูในฤดูกาลนี้ ขณะที่ทีมอย่างเซาแธมป์ตัน, ซันเดอร์แลนด์ และฟูแลม เองก็ทำประตูจากลูกเซ็ตเพลย์ได้เพิ่มจากเดิม 3 ประตูด้วยกัน
ขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ประตูจากลูกเซตพีซน้อยลง จากที่เคยได้ 4 ประตูใน 11 นัดแรกของฤดูกาลก่อน ในฤดูกาลนี้พวกเขาทำได้เพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้น เพียงแต่ในทางตรงกันข้ามทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอลา คือทีมที่ได้ประตูเพิ่มจากจังหวะ Open play มากที่สุดถึง 5 ประตู (จาก 17 เป็น 22) รองลงมาคือแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ได้ประตูจากจังหวะเกมเปิดจาก 7 เป็น 10 ประตู (ไม่เบานะรูเบน อโมริม!)
ในภาพรวมแล้วทีมที่ได้ประตูจากลูกตั้งเตะมากกว่าจังหวะ Open play มีทั้งหมด 6 ทีมด้วยกัน ประกอบไปด้วย อาร์เซนอล, เชลซี, ฟูแลม, นิวคาสเซิล, ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และเวสต์แฮม ส่วนแมนฯ ซิตี เป็นทีมเดียวที่กลับมาโฟกัสกับการเล่นและได้ประตูจาก Open play มากที่สุด
ย้ำอีกทีว่านี่เป็นตัวเลขสถิติที่ยังไม่สามารถเป็น ‘ข้อสรุป’ ที่ชัดเจนได้เพราะยังไม่จบฤดูกาล
แต่อย่างน้อยมันก็พอจะบ่งบอก ‘เทรนด์’ ได้อยู่ว่าพรีเมียร์ลีกในเวลานี้เป็นอย่างไร ที่ผ่านมามีการพูดกันบ้างว่า ตอนนี้พรีเมียร์ลีกไปเดินตามรอยของ NFL ในการเน้นจังหวะเซ็ตพีซที่มีกลยุทธ์มากกว่าจะให้ความสำคัญกับการเล่นฟุตบอลแบบปกติที่เคยเป็น
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ชวนคุยกันได้ในวงสนทนา ส่วนคำถามสำคัญว่ามันสนุกน้อยลงจริงไหม อันนี้ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของแต่ละคน
สำหรับผู้เขียนเองพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้สนุกน้อยจริง แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องกลยุทธ์การเล่นสักเท่าไร
เกี่ยวกับแชมป์เก่าที่แหกโค้งหลุดวงโคจรเร็วเกิ๊นล้วนๆ! (แฮ่)
อ้างอิง
The post Open play vs. Set piece วิเคราะห์เทรนด์พรีเมียร์ลีกผ่านเลขเด็ด 3 ตัว appeared first on THE STANDARD.
]]>
เป็นเวลาหลายปีแล้วที่เกมฟุตบอลถูกตั้งคำถามถึงเรื่องในเร […]
The post Reinventing Football ขอเปลี่ยน 5 กฎนี้ เพื่อให้ฟุตบอลกลับมาสนุกอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
เป็นเวลาหลายปีแล้วที่เกมฟุตบอลถูกตั้งคำถามถึงเรื่องในเรื่องของเกมการแข่งขันที่มันชักดูไม่ค่อยสนุกเหมือนในอดีตสักเท่าไร
โดยเฉพาะในเรื่องของกฎเกณฑ์ในการตัดสินที่ยิ่งเวลาผ่าน ยิ่งมีการออกกฎใหม่มามากเท่าไร แต่กลับยิ่งทำให้ทุกอย่างมันยุ่งเหยิงมากยิ่งขึ้นโดยที่สุดท้ายแล้วก็ยังคงเต็มไปด้วยการตัดสินที่ผิดพลาดและไม่รู้ว่ามาตรฐานอยู่ตรงไหนกันแน่
ด้วยเหตุนี้ทำให้สำนักข่าว BBC ชวนแฟนๆ ฟุตบอลตัวจริงมาร่วมพูดคุยและแสดงออกความเห็นกันผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยคำถามง่ายๆ
“ถ้าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้สักอย่างในเกมฟุตบอล พวกคุณอยากจะเปลี่ยนแปลงอะไร”
นี่คือข้อเสนอแนะทั้ง 5 ที่บางทีอาจจะเป็นการ Reinventing Football ทำให้เกมฟุตบอลที่ทุกคนรักกลับมาสนุกอีกครั้ง

หนึ่งในกฎที่เข้าใจยากที่สุดทั้งที่ควรเข้าใจง่ายที่สุดคือกฎล้ำหน้า (Offside rule)
ในอดีตกฎล้ำหน้านั้นชัดเจนว่าหากผู้เล่นฝ่ายรุกอยู่ล้ำผู้เล่นฝ่ายรับคนสุดท้าย ไม่ว่าจะแค่ไหนก็ถือว่าเป็นการล้ำหน้า ผู้ช่วยผู้ตัดสินจะยกธง ผู้ตัดสินจะเป่านกหวีดให้เกมหยุดลงและกลับมาเริ่มกันใหม่อีกครั้ง
แต่ในปัจจุบันเมื่อมีการนำเทคโนโลยีอย่าง VAR ไปจนถึง SAOT เข้ามาช่วยตรวจจับ แต่ปัญหาเกี่ยวกับกฎนี้ก็ยังพอมีให้เห็นเหมือนเดิม
ที่เพิ่มเติมคือวิธีการยกธงของผู้ช่วยผู้ตัดสินที่จะใช้วิธีการยกธงแบบ Reactive คือจะไม่ยอมยกธงเพื่อจะปล่อยให้จังหวะของเกมไหลไปก่อน แต่สุดท้ายก็ยกธงอยู่ดี ซึ่งวิธีแบบนี้เหมือนจะเพื่อทำให้เกมสนุกขึ้น และอาจจะเซฟผู้ช่วยผู้ตัดสินเพราะยังมี VAR รองรับอีกชั้นด้วย เพราะตามกฎถ้าธงยกทุกอย่างคือจบลงตรงนั้น VAR ไม่สามารถย้อนกลับมาตัดสินได้
แต่มันเคยมีกรณีที่ ‘ปล่อยไหล’ แล้วทำให้ผู้เล่นได้รับบาดเจ็บมาแล้ว เช่น ไทโว อโวนียี กองหน้าน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ที่ได้รับบาดเจ็บในช่วงเดือนพฤษภาคม จากการเล่นในลูกที่ล้ำหน้าไปก่อนแล้วแต่ไลน์แมนไม่ยกธง
เรื่องนี้จึงเป็นหนึ่งในสิ่งที่แฟนๆ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ล้ำก็คือล้ำ ถ้าล้ำก็ยกธงไปเลย
และถ้ามันไม่ได้เหลื่อมกันชัดเจนระหว่างตัวรุกกับตัวรับคนสุดท้ายก็ให้ถือว่าไม่ล้ำหน้า ไม่ต้องมาดูหยุมหยิมกันถึงชายเสื้อหรือปลายรองเท้าสตั๊ด
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอว่า ยกเลิกล้ำหน้าไปเลย ฮอกกี้ก็ยกเลิกกฎล้ำหน้าและประสบความสำเร็จอย่างมาก หรือไม่ก็จะมีการล้ำหน้ากันเฉพาะเลยกรอบ 18 หลาไปเท่านั้น
น่าสนใจอยู่นะ

อีกหนึ่งปัญหาคือการที่เกมฟุตบอลเจอในช่วงหลายปีหลังคือความพยายามในการถ่วงเวลา ไปจนถึงการที่เกมถูกทำให้เฉื่อยและช้าหลายครั้ง
เรื่องนี้แฟนๆ ให้ข้อเสนอที่ชัดเจนและสามารถแก้ปัญหาได้ทันที นั่นคือหากมีการทำฟาวล์ บอลออกจากเส้น แทนที่จะปล่อยให้เวลาไหลไปตามปกติ ก็ให้นาฬิกาจับเวลาหยุดเวลาไว้ก่อน (Stop clock) เมื่อเกมกลับมาแข่งกันต่อก็ค่อยกดให้นาฬิกาเดิน เหมือนบาสเก็ตบอล, รักบี้ หรือฟุตซอล
แบบนี้ปัญหาเรื่องระยะเวลาเกมการแข่งขันจริงในสนามที่ลดลงก็จะหายไป ทุกคนจะได้ชมเกมแบบเต็มจำนวนนาที (เช่น 60 นาที) ซึ่งก็จะแก้ปัญหาในเรื่องของการทดเวลาด้วยเพราะไม่จำเป็นอีกต่อไป เกมครบเวลาเมื่อไรก็เป่าจบได้ทันที
แต่ปัญหาใหญ่คือถ้าเป็นเกมที่แข่งในสนามที่ไม่มีสกอร์บอร์ด แฟนๆ ในสนามจะไม่รู้ว่าเกมยังเหลือเวลาอีกกี่นาทีที่จะให้เล่น
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอในการเร่งรัดการเล่นจังหวะเตะจากประตู, ลูกทุ่ม และลูกเตะมุม ซึ่งเป็น 3 สิ่งที่จะมีการถ่วงเวลามากที่สุด

สำหรับบางคนมันอาจเป็นศิลปะ แต่การตบตาผู้ตัดสินเพื่อหวังผลประโยชน์ในการแข่งขันเป็นสิ่งที่แฟนบอลรับไม่ค่อยไหว
ไม่ว่าจะเป็นสายจอมพุ่งล้ม จอมนอนโอดโอย หรือจอมโวยวายใส่ผู้ตัดสิน คนเหล่านี้ทำให้ ‘Vibe’ ของการแข่งขันมันเสียไป ซึ่งแม้จะมีบทลงโทษกำกับเอาไว้อยู่แล้วโดยเฉพาะการพุ่งล้ม (Simulation) ว่าจะต้องโดนใบเหลือง แต่หลังๆ ดูไม่ค่อยเข้มงวดกันมากนัก
ด้วยเหตุนี้ข้อเสนอแนะจากแฟนๆ คือ เพื่อตัดกำจัดปัญหาส่วนนี้อย่างเด็ดขาด ใครที่มารยา ตบตาผู้ตัดสิน (และเพื่อนนักเตะในสนาม) ขอให้มีอันเป็นไป เอ้ย ขอให้โดนลงโทษอย่างเด็ดขาดจะได้เข็ดหลาบด้วยการแจกใบแดงไปเลย
แดงไม่พอ ขอให้โดนแบนไปอีก 3-4 นัด เป็นโทษสถานหนัก จะได้ไม่มีใครกล้าทำอีก!
อย่างไรก็ดี FIFA พยายามทดลองใช้กฎ Sin-bin อยู่ ซึ่งอาจจะนำมาใช้ในกรณีแบบนี้ได้เหมือนกัน

กฎที่เคยเข้าใจง่ายมากแต่ถูกทำให้เข้าใจยากมากในปัจจุบันคือกฎแฮนด์บอล
ปัจจุบันกฎแฮนด์บอลนั้นกลายเป็นพื้นที่สีเทาที่ต้องใช้การตีความด้วยความอิลักอิเหลื่อทุกครั้งแม้ว่าจะมีการพยายามเขียนกฎเอาไว้ชัดเจนว่าแบบไหนแฮนด์ แบบไหนไม่แฮนด์ ซึ่งระบุไปยันลักษณะท่าทางของแขน หรือจุดที่โดนบอล
แต่สุดท้ายสถานการณ์ ความกดดัน และวิจารณญาณของผู้ตัดสินในเวลานั้นจะเป็นสิ่งที่ตัดสินในจังหวะนั้น และประเด็นที่น่าหงุดหงิดคือมันไม่สม่ำเสมอชัดเจนพอที่จะทำให้รู้สึกว่ามันเป็นการตัดสินที่ยุติธรรม
เสียงเรียกร้องที่หลายคนอยากเห็นคือการทำให้กฎล้ำหน้ามันกลับมาง่ายๆ เหมือนเดิมได้ไหม?
มือ/แขน ไปโดนบอล = แฮนด์บอล
บอลมาโดน มือ/แขน = บอลทูแฮนด์
ใช้สามัญสำนึกง่ายๆ (Common sense) ดูเจตนาพอ
อีกอย่างที่มีการเสนอคือถ้ามีการแฮนด์บอลในกรอบเขตโทษ แทนที่จะให้จุดโทษก็อาจจะเปลี่ยนเป็นลูกฟรีคิก 2 จังหวะ (Indirect free-kick) แทน แบบนี้ก็น่าจะลดความดราม่าได้เยอะเหมือนกัน

มาถึงตัวปัญหาที่ใหญ่และวุ่นวายที่สุดแล้ว จะเป็นอะไรได้อีกนอกจาก VAR!
นับตั้งแต่ที่ VAR ถูกนำมาใช้ในพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2019/20 มีแฟนฟุตบอลจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่ามันได้ทำลายเสน่ห์และช่วงเวลาต้องมนต์ของเกมฟุตบอลโดยเฉพาะในช่วงการทำประตูไป
นอกจากนั้นมันยังทำหน้าที่ของตัวเองได้ไม่ดีเลย เมื่อการตัดสินยังเต็มไปด้วยความผิดพลาดของมนุษย์เหมือนเดิมเป๊ะ โดยที่ถึงจะมีความพยายามลดความผิดพลาดลงแต่สุดท้ายมันก็ยังมีอยู่ดี และไม่มีความสม่ำเสมอในการตัดสินด้วย
ตรงนี้เองที่แฟนๆ คิดว่า ถ้า VAR ยังไม่ชัวร์ เป็นไปได้ไหมที่เราจะมีสิทธิ์ในการโต้แย้งการตัดสิน หรือเป็นฝ่ายเรียกเพื่อใช้งานเอง
เหมือนในเกมรักบี้ที่กัปตันทีมแต่ละทีมจะขอใช้ VAR ทีมละ 3 ครั้งต่อเกม
หรือ VAR จะถูกเรียกใช้งานจากการร้องขอของผู้ตัดสิน ซึ่งจะเป็นการสวนทางกับกระบวนการปัจจุบันที่ VAR จะแทรกแซงการตัดสินหากเห็นความผิดปกติ
นอกจากนี้การพิจารณาเหตุการณ์ควรจะใช้เวลาไม่เกิน 1 นาที เพราะถ้าเกินนั้นแปลว่าคลุมเครือไม่ชัดเจน ผิดกับที่บอกว่า VAR จะใช้ตัดสินจังหวะที่ Clear and obvious เท่านั้น
รวมถึงการคืนอำนาจเต็มให้ผู้ตัดสินเลือกตัดสินตามวิจารณญาณของตัวเอง ไม่ว่าจะได้คำแนะนำจาก VAR อย่างไรก็ตาม
และสุดท้ายที่แฟนจำนวนไม่น้อยอยากเห็นคือ เก็บ VAR กลับบ้านไป… (แบบในลีกนอร์เวย์)
อ้างอิง
The post Reinventing Football ขอเปลี่ยน 5 กฎนี้ เพื่อให้ฟุตบอลกลับมาสนุกอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังชัยชนะในเกมพรีเมียร์ลีกเหนือทีมแกร่งระดับหัวตารางอย […]
The post เออร์ลิง ฮาแลนด์ ในวันที่เติบโตขึ้นอีกขั้น จนเป๊ปฟันธงเก่งเท่าเมสซี-โรนัลโด? appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังชัยชนะในเกมพรีเมียร์ลีกเหนือทีมแกร่งระดับหัวตารางอย่างบอร์นมัธ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ถูกยิงคำถามถึงผลงานของลูกทีมคนสำคัญ
“เป๊ป ตอนนี้คุณคิดว่าเขาเก่งเท่ากับ (ลิโอเนล) เมสซีและ (คริสเตียโน) โรนัลโดหรือยัง?”
ความจริงแล้วมันเป็นคำถามที่สามารถตอบแบบเลี่ยงได้เพื่อเป็นการให้เกียรติต่อสองสุดยอดนักเตะระดับตำนานมีชีวิตที่เป็นแรงบันดาลใจแห่งยุคสมัยของโลกโมเดิร์นฟุตบอล แต่ในวันนี้ยอดกุนซือชาวคาตาลันตอบแบบชวนคิด
“คุณเห็นตัวเลขของเขาหรือยัง? แน่นอนเขาเก่งถึงในระดับนั้นแล้ว”
นี่คือคำกล่าวชมที่ดีที่สุดสำหรับเอร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ ศูนย์หน้ามหากาฬของแมนเชสเตอร์ ซิตี ที่นับรวม 2 ประตูจากเกมเมื่อคืนนี้ที่เอติฮัด สเตเดียม ทำไปแล้ว 26 ประตู (รวมทั้งสโมสรและทีมชาติ) และนำดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกด้วยจำนวน 13 ประตูจากการลงสนาม 10 นัด
แต่ตัวเลขอย่างเดียวอาจไม่ได้ตอบทุกเรื่องบนโลก เพราะความจริงแล้วฮาแลนด์ในเวลานี้ได้แสดงให้เห็นว่าเขาเติบโตขึ้นอีกขั้นจากเดิมแล้ว

55 หลาคือระยะห่างระหว่างจุดที่ฮาแลนด์ได้บอลกับเส้นประตู ความจริงมันเป็นระยะที่ไกลไม่น้อยสำหรับนักฟุตบอลไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม
แต่สำหรับศูนย์หน้ามหาประลัยแล้วเขามั่นใจในความเร็ว ทักษะ และสัญชาตญาณการล่าตาข่าย และเขาก็ไม่พลาดจริงๆ บอลจากจังหวะการจ่ายให้ของรายาน เชร์กี (ทดเด็กคนนี้เอาไว้ก่อนสักวันเราคงได้กลับมาพูดถึงเขา) ฮาแลนด์ควบตะบึงเอาบอลไปโดยที่ไม่มีใครไล่ตามได้ทัน ก่อนที่จะกดด้วยซ้ายข้างถนัดเข้าประตูไปแบบเฉียบขาด
มันเป็นประตูที่ทำเอาเป๊ป กวาร์ดิโอลา ต้องชมเปาะ
“ประตูแรกของเขา ด้วยวิธีที่เขายิงบอลเรียดไปกับพื้นหญ้าเหมือนเป็นการบอกว่า ‘ข้าจะยิงประตูนี้ให้ได้’”
ขณะที่ฮาแลนด์เลือกฉลองประตูด้วยท่าใหม่ แต่ความจริงเก่าแล้วด้วยการทำท่าหุ่นยนต์ (ที่ทำเอาต้นตำรับอย่างปีเตอร์ เคราช์ ต้องขอแซว) ในอีกทางหนึ่งมันกลับชวนให้คิดถึงหุ่นนักล่าในตำนานจากหนังเรื่อง ‘Terminator’ หรือ ‘ฅนเหล็ก’ ที่เคยโด่งดังในอดีตมากกว่า
หุ่นสังหาร T-1000 ที่จะไม่ยอมยุติปฏิบัติการในการไล่ล่าจนกว่าจะทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ ศูนย์หน้าชาวนอร์เวย์คนนี้ให้ความรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ยามลงสนามในตอนนี้

แต่ในอีกด้านหนึ่งงานของฮาแลนด์ไม่ได้มีเพียงแค่หน้าที่ในการรอโอกาสเพื่อสังหารประตูเพียงอย่างเดียวเหมือนหุ่น T-1000
เขาอาจจะเหมือนหุ่น T-800 มากกว่าด้วยซ้ำเพราะสิ่งที่ทำอีกด้านคือการพยายาม ‘ปกป้อง’ ทีมด้วย
โอเค! สถิติการทำประตูในฤดูกาลนี้ของฮาแลนด์นั้นกลับมาน่าสะพรึงกลัวอีกครั้ง
• 13 ประตูในพรีเมียร์ลีกจากการลงเล่น 10 นัด (เทียบเท่ากับเลส เฟอร์ดินานด์, นิวคาสเซิล 1995/96 แต่ก็น้อยกว่าที่ตัวเองเคยทำไว้ 15 ประตูในปี 2022 )
• ยิงรวมทุกรายการให้แมนฯ ซิตีจนถึงตอนนี้ 17 ประตู
• ถ้ารวมทีมชาติด้วยยิงไปแล้ว 26 ประตูรวมตั้งแต่เปิดฤดูกาล
• ค่า xG การได้ประตูโดยไม่รวมลูกจุดโทษสูงที่สุด (9.20)
• จำนวนประตูที่ยิงได้คิดเป็น 65 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประตูที่แมนฯ ซิตียิงได้ในฤดูกาลนี้
แต่ฮาแลนด์ไม่ได้ทำแค่นี้เพราะเขายังช่วยลงไปเล่นเกมรับอย่างเต็มกำลัง ขึงขังแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ชิลล์หรือทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายเฉื่อยชาเหมือนก่อนหน้านี้
“เป้าหมายของผม มีแค่การพยายามช่วยให้ทีมชนะก็แค่นั้นเอง” ฮาแลนด์กล่าวหลังเกม “ไม่ว่าจะเป็นการทำประตู การเอาชนะในการปะทะ หรืออะไรก็ตามมันไม่สำคัญเลยตราบใดที่เราชนะในการแข่งขัน ผมอยากช่วยให้ทีมเป็นทีมที่ดีขึ้น นี่แหละคืองานของผม”
คำพูดคำจาของเขารู้สึกได้ทันทีว่ามีน้ำหนักและทรงพลัง
นี่ไม่ใช่การพูดในฐานะนักฟุตบอลคนหนึ่งในทีม แต่เป็นการพูดและการแสดงออกถึงการเป็น ‘ผู้นำ’ คนใหม่ของทีม โดยเฉพาะในวันที่ไม่มีอดีตฮีโร่ของทีมอย่างเควิน เดอ บรอยเนอ อยู่ในถิ่นเอติฮัดอีกแล้ว

ความเปลี่ยนแปลงของฮาแลนด์นั้นส่วนหนึ่งมาจากการเป็น ‘นักเรียน’ ที่ดีของเขาเอง
นักฟุตบอลในปัจจุบัน หรือแม้แต่ในอดีตก็ตาม ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ทุกคนจะฟังในสิ่งที่โค้ชพยายามแนะนำหรือสอน หลายต่อหลายคนเชื่อมั่นในทักษะและความสามารถของตัวเองมากกว่าจนละเลยคำแนะนำที่ได้รับ
แต่เรื่องนี้ไม่เกิดขึ้นกับฮาแลนด์ และเป็นสิ่งที่ทำให้เป๊ป รู้สึกชื่นชมเขามากที่สุด
“ผมเคยบอกหลายครั้งแล้วว่าเขาเป็นคนที่สอนได้ง่ายมาก ผมเองก็ยังเข้มงวดกับเขาในหลายครั้ง”
“ผมพยายามที่จะเปิดใจกว้างกับเขา ซึ่งนักฟุตบอลบางคนอาจจะมองว่า ‘พูดอะไรเนี่ย?’ แต่เขาเป็นคนที่ติดดินมาก เขาต้องการที่จะรับฟังและเขามีชีวิตอยู่เพื่อการล่าประตู ถ้าไม่มีเขาชีวิตของพวกเราก็ลำบาก”
นอกจากนี้ฮาแลนด์ยังเป็นนักฟุตบอลที่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกินที่เลือกรับประทานแต่สิ่งที่มีประโยชน์ รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนเพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพพร้อมที่สุดสำหรับการลงทำการแข่งขันด้วย
สิ่งที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเขาจนถึงตอนนี้น่าจะไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้าย แต่ยังอยู่ในระหว่างกระบวนการพัฒนาที่เป๊ป กวาร์ดิโอลา พยายามทำอยู่ในเวลานี้

อย่างไรก็ดีแมนฯ ซิตีไม่ได้มีดีแค่ฮาแลนด์ หรืออย่างน้อยพวกเขาก็พยายามที่จะไม่ได้มีดีแค่นี้
การอำลาของเดอ บรอยเนอ, การยังไม่คืนฟอร์มของโรดรี และความโรยราของแบร์นาโด ซิลวา ทำให้เป๊ป ต้องพยายามที่จะสร้างทีมขึ้นมาใหม่อีกครั้งซึ่งหลังผ่านมา 10 นัดในพรีเมียร์ลีก เราพอมองเห็นทิศทางความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ
‘เรือใบสีฟ้า’ ยุคใหม่ได้เปลี่ยนแปลงระบบและวิธีการเล่นแบบใหม่เพื่อให้เข้ากับจุดแข็งของกองหน้าอย่างฮาแลนด์มากยิ่งขึ้น โดยจะไม่เน้นการคอนโทรลเกมด้วยการครองบอลไปมาที่ทำให้สุดท้ายคู่แข่งลงไปตั้งรับลึกแบบ Low block ที่แน่นไปหมดจนทำอะไรไม่ได้
แต่เป็นการเล่นให้เร็วขึ้น ไวขึ้น กล้าได้กล้าเสียมากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสให้ฮาแลนด์
“สิ่งที่เราทำคือการสร้างโอกาสและผ่านบอลให้กับเขา” เป๊ปบอก
โดยที่หนึ่งในนักเตะที่กำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆคือ เชร์กี ตัวทำเกมดาวรุ่งทีมชาติฝรั่งเศสที่ซื้อมาจากโอลิมปิก ลียง ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา โดยในเกมล่าสุดกับบอร์นมัธนักเตะวัย 22 ปีคนนี้เป็นคนผ่านบอลให้ฮาแลนด์หลุดเข้าไปยิงได้ 2 ประตู
“ผมรู้จักเอร์ลิง เขาก็รู้จักผม เวลาที่เราเล่นด้วยกันมันเลยง่ายมาก” เชร์กีบอก “งานของผมคือการส่งบอลให้เขา เดี๋ยวเขาจะยิงเอง”
อย่างไรก็ดีแมนฯ ซิตี ยังมีเฌเรมี โดกู ปีกจอมกระชากที่ในฤดูกาลนี้เป็นอีกคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองเยอะมากในสไตล์การเล่น ไม่ได้ปักหลักรอกระชากยึกๆยักๆที่ริมเส้นอย่างเดียว แต่สามารถเล่นได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้นรวมถึงการหุบเข้ามาด้านในด้วย
ฟิล โฟเดน โกลเดนบอยของซิตี ก็อยู่ในช่วงการเรียกฟอร์มการเล่นกลับมาเช่นกัน รวมถึงโอมาร์ มามูช และซาวินโญ ที่กำลังอยู่ระหว่างทางกลับ ไม่นับทิยานี ไรน์เดอร์ส กองกลางไดนาโมที่มีส่วนสำคัญกับทีมอย่างมาก
และอีกคนที่ฝากช่วยกันจับตาดูคือ นิโค โอไรลี แบ็กซ้ายดาวรุ่งจอมเติมที่ยิ่งเล่นก็ยิ่งโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ
นี่คือแมนฯ ซิตี สำหรับอนาคตที่ยิ่งใหญ่ที่มีนักล่าไวกิ้งเป็นศูนย์กลางของทีม
ผลงานที่อาจเป็นชิ้นสุดท้ายสำหรับเป๊ป กวาร์ดิโอลา ก่อนที่จะหมดสัญญากับซิตีในปี 2027
The post เออร์ลิง ฮาแลนด์ ในวันที่เติบโตขึ้นอีกขั้น จนเป๊ปฟันธงเก่งเท่าเมสซี-โรนัลโด? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ภาพของเดอะ ค็อป ผู้ร้องเพลง ‘You’ll Never Walk Alone’ ก […]
The post 3 นัดตัดสินชะตา อาร์เนอ สลอต? ลิเวอร์พูลฝ่าวิกฤติเหนือวิกฤติ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ภาพของเดอะ ค็อป ผู้ร้องเพลง ‘You’ll Never Walk Alone’ ก่อนลงสนามและหลังจบเกมทุกนัด แต่กลับเดินออกจากสนามแอนฟิลด์ก่อนที่เวลาการแข่งขันจะหมดลงเป็นเครื่องสะท้อนที่น่าตกใจ
แม้แต่พวกเขาเองก็ทนดูไม่ไหวกับทีมของอาร์เนอ สลอต ที่เลือกทีมชุดสำรองก่อนสุดท้ายพ่ายแพ้แบบหมดรูปต่อคริสตัล พาเลซ 3-0 กระเด็นตกรอบฟุตบอลลีก คัพอย่างน่าเศร้า
ความพ่ายแพ้ครั้งนี้เป็นการแพ้เกมที่ 6 จาก 7 นัดหลังสุด ที่ทำให้สถานการณ์ของลิเวอร์พูลอยู่ในขั้นที่ไปไกลกว่า ‘วิกฤติ’ จนอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘วิปริต’ ได้เลยทีเดียว และนั่นแปรผกผันโดยตรงกับความมั่นคงในตำแหน่งของอาร์เนอ สลอต บอสใหญ่ที่เมื่อไม่กี่เดือนก่อนยังเป็นฮีโร่ แต่วันนี้เริ่มมีเสียงต่อต้านดังมากขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งที่น่าสนใจคือหลังจากนี้ลิเวอร์พูลจะเจอเกมโหดระดับ 5 ดาวถึง 3 นัดติดต่อกัน เริ่มจากแอสตัน วิลลา (พรีเมียร์ลีก), เรอัล มาดริด (ยูเอฟา แชมเปียนส์ ลีก) และแมนเชสเตอร์ ซิตี
นี่จะเป็น 3 นัดที่ตัดสินชะตาของกุนซือหัวใสหรือไม่?

ย้อนกลับไปในเกมลีก คัพ เมื่อคืนที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้แฟนๆสงสัยอย่างมากคือการจัดทีมด้วยการใช้ผู้เล่นสำรองทั้งหมด รวมถึงบนม้านั่งสำรองเป็นนักเตะเยาวชนที่แทบไม่มีใครมีประสบการณ์ในการเล่นทีมชุดใหญ่เลย
ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ เรื่องนี้อาจพอเข้าใจได้ว่าต้องการเก็บผู้เล่นชุดหลักไว้ แต่ในสถานการณ์ที่ทีมเสียความมั่นใจไปจนหมด เกมลีก คัพ เมื่อคืนนี้เป็นหนึ่งในโอกาสที่จะกอบกู้ศรัทธากลับมาไม่ใช่หรือ? คือสิ่งที่เดอะ ค็อปจำนวนมากตั้งข้อสงสัย
สุดท้ายแม้นักเตะชุดสำรองที่ความจริงยังมี เฟเดริโก คิเอซา, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, วาตารุ เอ็นโด และอเล็กซิส แม็กคัลลิสเตอร์ จะพยายามประคองทีมแล้วแต่ไม่สามารถต่อกรกับพาเลซ ที่ยังใช้ผู้เล่นชุดหลักเกือบทุกตำแหน่งไม่ไหว
แถมทีมยังเล่นในระบบ ‘หลังสาม’ ที่ไม่เคยใช้มาก่อนด้วย สุดท้ายลิเวอร์พูลโดนสอนบอลคาบ้านไป 3-0 แบบน่าอดสู
สภาพของทีมที่สู้ไม่ได้ทำให้แฟนบอลเริ่มทยอยเดินออกจากสนามกลับบ้านกันตั้งแต่ช่วงนาทีที่ 80 ซึ่งเป็นภาพที่สะเทือนความรู้สึกอย่างมาก และนำมาซึ่งคำถามในการตัดสินใจของอาร์เนอ สลอต ที่เลือกจัดทีมแบบนี้ในเกมนี้
ไม่ให้เกียรติกับแฟนบอลที่เข้ามาเชียร์ในสนามหรือเปล่า?
เรื่องนี้บอสชาวดัตช์ชี้แจงว่าเขาตัดสินใจพักทีมเพราะลิเวอร์พูลกำลังจะมีโปรแกรมหนัก 3 นัดติดต่อกันในช่วง 10 วันหลังจากนี้ เริ่มจากแอสตัน วิลลาในเกมสุดสัปดาห์, เรอัล มาดริด ในกลางสัปดาห์หน้า และปิดท้ายแมนเชสเตอร์ ซิตี ในวันหยุดสุดสัปดาห์ถัดไป
การเก็บตัวหลักทั้งหมดไว้ก็เพื่อถนอมนักเตะไม่ให้มีปัญหาบาดเจ็บอีก เพราะช่วงที่ผ่านมาทีมมีผู้เล่นบาดเจ็บตลอดแทบทุกนัดจนเหลือผู้เล่นให้ใช้งานน้อยลงเรื่อยๆ
เรื่องนี้ฟังแล้วก็พอเข้าใจ แต่สิ่งที่ฟังแล้วหลายคน ‘เอ๊ะ!’ ขึ้นมาคือการบอกว่าลิเวอร์พูลมีโปรแกรมต้องลงสนามติดต่อกันแทบทุก 2-3 วัน ซึ่งความจริงมันไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องเดิมที่เจอกันเป็นปกติอยู่แล้ว
สตีเฟน วอร์น็อค อดีตนักเตะลิเวอร์พูลในยุคมิลเลนเนียม วิเคราะห์สถานการณ์ให้กับทาง BBC ว่าเหตุผลที่กุนซือชาวดัตช์หยิบยกมาใช้นั้นเป็นการ ‘แก้ตัว’ (แม้เจ้าตัวจะพยายามดักด้วยการบอกว่าไม่ได้แก้ตัวก็ตาม) ด้วยการบอกเป็นนัยว่าขุมกำลังของทีมไม่แกร่งพอ รวมถึงการต้องลงสนามต่อเนื่องในแชมเปียนส์ ลีกต่อพรีเมียร์ลีกว่าเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคยนั้นฟังไม่ขึ้น
มันจะเป็นการดีกว่าไหมหากจะใส่ผู้เล่นชุดหลักลงไปอีก อย่างน้อยให้มีผู้เล่นมีประสบการณ์บนม้านั่งสำรองเพื่อแก้ไขสถานการณ์ในเกม ดีกว่าจะส่งนักเตะดาวรุ่งลงไปเจอกับคู่แข่งที่เก่งกว่า แกร่งกว่า เก๋ากว่า และไม่ได้อะไรเลยจากเกมแบบนี้
และมันจะดีกว่าไหมหากจะแสดงให้เห็นว่าพยายามที่จะเอาชัยชนะที่อยู่ตรงหน้าเพื่อหยุดวิกฤติให้ได้ก่อน
ดีกว่าส่งทีมไปแบบยอมยกธงขาวง่ายๆแบบนี้ สุดท้ายแล้วไม่มีใครได้อะไรเลยหรือไม่?

ก่อนออกสตาร์ตฤดูกาล ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ถูกจับตามองอย่างมากในฐานะแชมป์เก่าพรีเมียร์ลีกที่ลงทุนมหาศาลกว่า 400 ล้านปอนด์ในการเสริมทัพช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา
เจเรมี ฟริมปง, มิลอส เคอร์เคซ, โฟลเรียน เวียร์ตซ์, ฮูโก เอคิติเก, จิโอวานนี เลโอนี, อเล็กซานเดอร์ อิซัค รวมถึงประตูสำรองมือ 3 อย่างเฟรดดี วูดแมน ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนเดอะ ค็อปทั่วโลกอย่างมาก เพราะเกือบทุกคนถือว่าเป็น ‘ของดี’ ทั้งสิ้น
นอกจากนี้ นับตั้งแต่ออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่แชมป์เก่าเปิดฉากด้วยการชนะรวดในลีก 5 นัด รวมถึงในแชมเปียนส์ ลีก และลีกคัพอีกอย่างละนัด เป็นการชนะรวด 7 นัดที่ชวนให้คิดว่าพวกเขาช่างแข็งแกร่งและมีศักยภาพที่จะลุ้นความสำเร็จได้ยาวๆ
แต่หลังจากนั้นทุกอย่างก็พลิกผัน สถานการณ์เปลี่ยนแปลงจากแย่เป็นเลวร้ายจนถึงขั้นเลวร้ายเกินทนจะรับไหวในเวลานี้
ใน 7 นัดหลังสุดมีเพียงเกมเดียวที่ลิเวอร์พูลคว้าชัยชนะได้คือการบุกไปชนะไอน์ทรัคต์ แฟรงก์เฟิร์ตในเกมแชมเปียนส์ ลีก ด้วยสกอร์ 5-1 นอกเหนือจากนั้นพวกเขาแพ้ในเกมพรีเมียร์ลีกถึง 4 นัดติดต่อกัน จนทำให้จากการนำโด่งจ่าฝูง 5 คะแนน ตอนนี้ตามหลังอาร์เซนอลไกลถึง 7 คะแนน ในแชมเปียนส์ ลีกแพ้กาลาตาซาราย และล่าสุดคือการโดนพาเลซ ทีมจอมแสบในช่วงหลังบุกมาสอนบอลถึงแอนฟิลด์ในศึกลีกคัพ
สถานการณ์นั้นต้องบอกว่าเลยคำว่าวิกฤติไปไกลมากแล้ว
นี่ไม่ใช่ฟอร์มของทีมแชมป์หรือทีมระดับท็อป แต่เป็นทีมระดับหนีตกชั้น หรือทีมที่พังทลาย
และตรงนี้นี่เองที่ทำให้น่าเป็นห่วง
เพราะคนที่รับผิดชอบโดยตรงอย่างอาร์เนอ สลอต ยอมรับว่าเขาเองก็ไม่มีคำตอบ

ตั้งแต่ลูกเตะทิ้งช่วงท้ายเกมแบบไม่ได้คิดอะไรของมิลอส เคอร์เคซ ในเกมที่พบกับคริสตัล พาเลซ ที่เซลเฮิสต์พาร์ก จนกลายเป็นที่มาของประตูชัย 2-1 สำหรับเจ้าบ้านจากเอ็ดดี เอ็นเคเทียห์ ลิเวอร์พูลก็เริ่มพังทลายราวกับกดปุ่มทำลายตัวเองโดยไม่ตั้งใจ
ปัญหาต่างๆ ที่ถูกซุกไว้ใต้พรมด้วยชัยชนะในช่วง 7 นัดแรก ที่เกือบทุกนัดเป็นการยิงชนะช่วง ‘นาทีบาป’ ตอนนี้ถูกเปิดเปลือยให้เห็นทุกอย่าง ในระดับที่เอานิ้วจิ้มตรงไหนก็ร้องโอย
เกมรุกชุดใหม่มีเพียงแค่เอคิติเก คนเดียวเท่านั้นที่พอจะทำผลงานได้ดี นอกจากนั้น 2 นักเตะค่าตัวแพงระดับสถิติสโมสรอย่างเวียร์ตซ์ และอิซัค ต้องบอกว่าสอบตกอย่างน่าผิดหวัง ขณะที่แกนหลักเดิมอย่างโคดี กักโป และโม ซาลาห์ ก็ไม่ได้ช่วยทีมได้มากนัก
คักโปอาจจะมีสกอร์บ้างแต่การเล่นร่วมกับทีมยังมีปัญหา ขณะที่ซาลาห์นั้นหนักกว่าจากฮีโร่ของทีมแทบทุกนัด วันนี้กลายเป็นนักเตะที่แฟนบอลเรียกร้องให้พักการเล่นก่อนเพราะอย่าว่าแต่ทำประตูหรือสร้างสรรค์เกมเลย แม้แต่การจับบอลก็ยังเอาไม่อยู่ ร่างกายเริ่มช้ากว่าสมองอย่างเห็นได้ชัด
แต่ที่หนักกว่านั้นคือเกมรับที่เสียประตูง่ายๆตลอดเวลา ซึ่งกลายเป็นปัญหาชัดเจนเพราะในเวลาที่ทีมพยายามจะทำประตูอยู่แต่ยังไม่ทันไรเกมรับเสียประตู ทุกอย่างที่วางมาต้องปรับแผนตามหน้างานใหม่หมด
มองจากรูปเกมหลายเสียงเห็นตรงกันว่าลิเวอร์พูลไม่รู้วิธีที่จะรับมือกับบอลยาว (Direct) ของคู่แข่ง รวมถึงลูกเซตเพลย์ และแม้แต่ลูกทุ่มไกลที่เป็นเหตุให้ทีมเสียประตูถึง 2 ลูกในเกมพรีเมียร์ลีกกับพาเลซ และล่าสุดกับเบรนต์ฟอร์ด
ตรงนี้ก็น่าเป็นห่วง แต่มันไม่แย่เท่ากับการที่สลอตจะออกมายอมรับเรื่องนี้ว่าเขาเองไม่มีคำตอบเหมือนกันว่าถึงจะมีการซักซ้อมอย่างไร ทีมกลับไม่สามารถหาวิธีที่จะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้เลย

สิ่งที่นักวิเคราะห์พยายามอ่านสถานการณ์ที่เกิดขึ้นของลิเวอร์พูล เหตุผลหลักๆ มองไปในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงภายในทีมที่มีหลายจุด
การอำลาทีมของเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, ดาร์วิน นูนเยซ, หลุยส์ ดิอาซ, ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์, ควีวิน เคลเลเฮอร์ รวมถึงการจากไปแบบใจสลายของดีโอโก โชตา ทำให้ต้องมีการเติมผู้เล่นเข้ามาหลายตำแหน่ง
2 ในนี้อย่างเทรนต์ และดิอาซ เป็นผู้เล่นในระดับ Key man ของทีมที่มีความสำคัญกับแท็กติกและระบบการเล่นอย่างมาก ซึ่งมาเห็นได้ชัดในฤดูกาลนี้ที่ไม่มีผู้เล่นทั้งสองคนอยู่กับทีมอีกแล้ว เมื่อแดนบนไม่มีใครช่วยเพรสซิงไล่บอลแบบเดิม และไม่มีบอลริมเส้นรวมถึงลูกเปิดมหัศจรรย์ของเทรนต์อีก
ผู้เล่นใหม่อย่าง ฟริมปง,, เวียร์ตซ์, เอคิติเก ยังต้องเรียนรู้กับฟุตบอลในลีกใหม่ที่แตกต่างจากเดิมอย่างมาก ขณะที่คนที่มีประสบการณ์เดิมอย่างเคอร์เคซ และอิซัค ก็ต้องเรียนรู้กับระบบและวิธีการเล่นของทีมใหม่ด้วยเช่นกัน
ภายในทีมงานของสลอตยังมีการเปลี่ยนแปลงอีก 2 ตำแหน่งสำคัญเมื่อ จอห์นนี ไฮติงกา มือซ้ายของเขาได้ข้อเสนอให้คุมทีมอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ขณะที่เคลาดิโอ ทัฟฟาเรล โค้ชประตูระดับตำนานชาวบราซิลขออำลาทีมเพื่อกลับบ้านเกิดหลังอยู่ในอังกฤษมาหลายปี
ดังนั้นการจะบอกว่าลิเวอร์พูลอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านไม่ใช่เรื่องผิด
แต่สิ่งที่มันดูและชวนคิดว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่คือผลงานในสนามของทีม ที่ดูแม้แต่สลอตเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมทีมถึงเจอปัญหาเดิมๆ ซ้ำๆ แบบนี้ และเหมือนขาดความกระหายที่จะลงเล่น จะสู้ จะทำเพื่อทีมเหมือนเดิม
ในเกมกับเบรนต์ฟอร์ด อิบราฮิมา โคนาเต ปล่อยให้เควิน ชาเดอ กระชากหลุดเข้าไปยิงง่ายๆ เหมือนคนถอดใจ
เรื่องการเสียความมั่นใจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่การแพ้ติดๆ กันหลายนัดแบบนี้และมีอาการประมาณนี้มันมีคำถามให้คิดต่อ
นักเตะแค่ขาดความเชื่อมั่นในการเล่น แท็คติกมีปัญหายังแก้ไม่ได้ สูญเสียแนวทางการเล่นไป
หรือมันเป็นแค่อาการ ‘แฮงก์’ หลังปีที่คว้าแชมป์ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับหลายๆทีม
หรือนักเตะไม่เชื่อในตัวผู้นำของเขาอีกแล้ว สลอตได้สูญเสีย ‘ห้องแต่งตัว’ ของเขาไปแล้วหรือ
มีอะไรเกิดขึ้นหลังฉากหรือเปล่า?
แต่ใดๆ ก็ตามตอนนี้ลิเวอร์พูลได้เปลี่ยนจากทีมที่เคยเป็น Believer กลับมาเป็น Doubter อีกครั้งแล้ว

ถึงแม้จะมีการยืนยันว่าฝ่ายบริหารของลิเวอร์พูลยังหนักแน่นสนับสนุนการทำงานของอาร์เนอ สลอตเหมือนเดิม
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า 3 นัดนับจากนี้มีโอกาสจะชี้ชะตาของเจ้าตัวได้เลย
แอสตัน วิลลา คู่แข่งทีมแรกในวันเสาร์นี้กำลังอยู่ในช่วงที่อูไน เอเมรี สามารถเรียกฟอร์มและความมั่นใจของทีมกลับมาได้สำเร็จ ล่าสุดสยบแมนเชสเตอร์ ซิตีได้อย่างน่าประทับใจ
เรอัล มาดริด ภายใต้การนำของชาบี อลอนโซ ยังแกร่งทั่วแผ่นและเต็มไปด้วยผู้เล่นระดับเวิลด์คลาสทั้งทีม โดยเฉพาะแนวรุกที่ไม่รู้จะหยุดใครก่อนเลย ไม่ว่าจะเป็น คิเลียน เอ็มบัปเป, วินิซิอุส จูเนียร์, จู๊ด เบลลิงแฮม, อาร์ดา กูแลร์
และการกลับมาแอนฟิลด์ของเทรนต์ที่จะได้ลงสนามแน่นอนเพราะดานี คาร์บาฮาล บาดเจ็บ
ปิดท้ายด้วยคู่ปรับเดิมอย่างแมนฯ ซิตี ที่แม้จะลุ่มๆ ดอนๆ แต่ในฤดูกาลนี้ก็เริ่มค่อยๆ หาทางกลับมาได้บ้างแล้ว โดยเฉพาะเอร์ลิง ฮาแลนด์ที่ฟอร์มการถล่มประตูร้อนแรง อันตราย
การเดิมพันของสลอตในการทิ้งลีก คัพ เพื่อใช้งาน 3 เกมนี้ ถ้าได้ผลตอบแทนที่ดี อย่างน้อยมีชัยชนะหรือมีสัญญาณบวกให้เห็นบ้างก็อาจจะลดความกดดันหรือต่ออายุการทำงานได้
แต่ถ้าพวกเขายังเป็นแบบที่ผ่านมา บอลไม่มีทรงไม่พอ ยังไม่มีใจในการเล่นด้วย บางทีฝ่ายบริหารอาจจะต้องพิจารณาสถานการณ์และมองหาสาเหตุอย่างจริงจัง
จริงอยู่ที่พาทีมเป็นแชมป์ได้ในฤดูกาลที่แล้ว การจะปลดโค้ชที่คว้าแชมป์เร็วขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย และลิเวอร์พูลก็ไม่ใช่สโมสรที่มีวิถีปฏิบัติแบบนั้น
แต่ฟุตบอลทุกอย่างเกิดขึ้นได้เสมอ อะไรที่ไม่เคยได้เห็น อาจจะได้เห็นก็ได้
The post 3 นัดตัดสินชะตา อาร์เนอ สลอต? ลิเวอร์พูลฝ่าวิกฤติเหนือวิกฤติ appeared first on THE STANDARD.
]]>
10 ปีมันนานแค่ไหนนะ? ว่าด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Rel […]
The post ‘นกเค้าแมว’ ในคืนเดือนมืด แต่มองเห็นแสงดาว วันนี้ เมื่อวาน และวันพรุ่งนี้ของเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
10 ปีมันนานแค่ไหนนะ?
ว่าด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Relativity theory) บอกเราว่าเวลาเป็นสิ่งที่ไม่เคยคงที่ แต่ ‘เวลาสัมพัทธ’ กับความเร็วและแรงโน้มถ่วง ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์การขยายเวลา (Time Dilation) โดยเวลาจะเดินช้าลงสำหรับผู้สังเกตที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง หรืออยู่ในบริเวณที่มีแรงโน้มถ่วงมาก
แต่บางครั้งเวลาก็อาจจะเดินช้าลงจนเหมือนถูกหยุดไว้ในเวลาที่อะไรๆ มันดูเลวร้ายไปหมดจนแทบมองไม่เห็นความหวัง
เป็นเวลาหนึ่งทศวรรษเต็ม ที่ เดชพล จันศิริ นักธุรกิจชาวไทยเข้ามาครอบครองสโมสรเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ หรือทีม ‘นกเค้าแมว’ หนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษ กลายเป็นช่วงเวลาที่มืดมนอนธการที่สุดของสโมสร ไม่ต่างอะไรจากคืนเดือนมืดที่มองไม่เห็นแสงดาว
แฟนเวนส์เดย์ได้แต่คิดและสงสัยว่าเมื่อไรเจ้าของสโมสรคนนี้จะไปจากทีมที่รักของพวกเขาเสียที
ในที่สุดวันนี้สิ่งนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยอนาคตที่ยากลำบากของสโมสรที่ไม่รู้ว่าจะเปนอย่างไรต่อไป แต่อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็พอมองแสงดาวบ้าง
เรื่องราวการต่อสู้ที่น่ายกย่องในการทวงคืนสมบัติล้ำค่าที่รักและหวงแหนกลับมาครั้งนี้ เริ่มต้นอย่างไร เกิดอะไรขึ้นในเมื่อวาน และวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น?

ไม่มีใครรู้ว่ามันจะเป็นชัยชนะบนความพ่ายแพ้ หรือความพ่ายแพ้บนชัยชนะ
แต่อย่างน้อยที่สุดสำหรับแฟนเวนส์เดย์ทุกคน นี่คือช่วงเวลาที่พวกเขาอดทนรอคอยมาอย่างยาวนาน และต่อสู้มาอย่างหนักหน่วงมากพอที่จะเป็น ‘ตัวอย่าง’ ที่เป็นกรณีศึกษาของวงการฟุตบอลอังกฤษได้เลยทีเดียว
เพราะการต่อสู้นั้นหนักหน่วงถึงขั้นขอเอาอนาคตของสโมสรในวันพรุ่งนี้มาเดิมพันเลยทีเดียว
เป็นเวลายาวนานที่แฟนเวนส์เดย์พยายามประท้วงการบริหารสโมสรภายใต้ยุคของเดชพล จันศิริ ที่กลายเป็นหนึ่งในเจ้าของสโมสรผู้ได้รับการยกย่องในทางลบว่าเป็นเจ้าของทีมที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ในระดับที่เหนือกว่า ไมค์ แอชลีย์ อดีตเจ้าของนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด
แต่ไม่ว่าจะพยายามส่งเสียงดังแค่ไหน ไม่ว่าจะเพรียกร้องแค่ไหน ก็ไม่เคยมีอะไรที่ดีขึ้นมา ในทางตรงกันข้าม ทุกอย่างกลับเลวร้ายลงเรื่อยๆ
จนในที่สุดแฟนบอลได้ตัดสินใจที่จะร่วมมือกันต่อสู้กับเจ้าของสโมสรในแบบที่พวกเขาพอจะทำได้
นั่นคือการไม่เข้ามาเชียร์ในสนาม และไม่ซื้อสินค้าใดๆ ของสโมสรอีกจนกว่าเดชพลจะไปจากทีมของพวกเขา เพราะการอุดหนุนสโมสรไม่ว่าจะมากหรือน้อยมันคือการต่อลมหายใจให้เจ้าของสโมสรมีเงินมาหมุนในการบริหารกิจการต่อไป แม้ว่าจะติดค้างเงินค่าจ้างทั้งนักเตะและสตาฟฟ์ของสโมสรมายาวนานก็ตาม
การต่อสู้นั้นไม่ว่าจะมีผลน้อยหรือมากก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนในการนำไปสู่จุดที่เจ้าของสโมสรชาวไทยไม่สามารถทำอะไรได้อีก นอกจากการยอมรับสภาพให้สโมสรถูกเข้าควบคุมกิจการ (Administration) หรือพูดให้เข้าใจง่ายที่สุดคือการถูก ‘บังคับขาย’
ถึงแม้ว่าผลของมันจะทำให้สโมสรต้องถูกลงโทษตัดแต้มจากการกระทำผิดกฎทางการเงินสูงถึง 12 คะแนน และหมายถึงโอกาสในการอยู่รอดในเดอะ แชมเปียนชิพ ในฤดูกาลนี้แทบจะเป็นเรื่องเหนือปาฏิหาริย์ก็ตาม เพราะโดนตัดแต้มจนทำให้ตอนนี้คะแนนติดลบเป็น -6
แต่อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็ทำภารกิจใหญ่ร่วมกันสำเร็จ นั่นคือการไล่เจ้าของสโมสรที่เลวร้ายออกไป
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการพยายามร่วมไม้ร่วมมือช่วยกันกอบกู้สโมสรอย่างรวดเร็ว เริ่มจากการกลับเข้ามาชมเกมในสนามอีกครั้ง ทำให้ยอดผู้ชมที่เคยต่ำลงไปถึงราว 7,000 คนกลับมาที่ 27,261 คนอีกครั้งในเกมล่าสุดที่พบกับอ๊อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด
และในส่วนของการจำหน่ายสินค้าของสโมสรที่ถูกบอยคอตก่อนหน้านี้จากแฟนบอลที่นำโดยกลุ่ม The Sheffield Wednesday Supporters Trust (SWST) เมื่อไม่มีเงาของเจ้าของชาวไทย ทุกคนก็กลับมาอีกครั้งจนสามารถทำยอดขายได้สูงถึง 200,000 ปอนด์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา
รวมแล้วแค่สุดสัปดาห์เดียวสโมสรทำรายได้ถึง 500,000 ปอนด์
ไม่นับการนำโลโก้สโมสรเดิมกลับมา การโละเก้าอี้ชื่อ ‘CHANSIRI’ ออกไปจากสนามฮิลส์โบโรห์ และวิดีโอ ‘Reboot’ ที่เปิดในสนามก่อนเกมที่เปรียบเทียบเจ้าของชาวไทยเป็นเหมือนไวรัสคอมพิวเตอร์ที่ถูกกำจัดในที่สุดและสโมสรกำลังจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

ความจริงแล้วเมื่อตอนที่เดชพล จันศิริ เข้ามาซื้อกิจการของสโมสรในปี 2015 ด้วยเงิน 30 ล้านปอนด์นั้น ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปด้วยดี
ความสำเร็จของ ‘King Power’ ของคนไทยในการเข้าซื้อกิจการเลสเตอร์และเปลี่ยนโชคชะตาของสโมสร (จนสร้างเทพนิยายจิ้งจอกคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2015/16) ทำให้เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ มีความหวังว่าพวกเขาจะเป็นแบบเดียวกัน
นั่นคือเลื่อนชั้นกลับไปสู่ลีกสูงสุดอีกครั้งและกลับไปเป็นทีมระดับหัวแถวของวงการฟุตบอลอังกฤษอีก
เคยมีช่วงเวลาสั้นๆที่เวนส์เดย์มีความหวังจะทำแบบนั้นได้ แต่เมื่อไม่สามารถเลื่อนชั้นได้สำเร็จ สถานการณ์ทุกอย่างก็ค่อยๆเลวร้ายลงเรื่อยๆ อีเอฟแอล (EFL – English Football League) ลงดาบเรื่องทางการเงินของสโมสรครั้งแรกในปี 2019
ก่อนที่ในปี 2020 จะมีการลงโทษปรับ 12 คะแนนจากความผิดเกี่ยวกับการตกแต่งบัญชีที่เดชพล พยายามอ้างเกี่ยวกับสปอนเซอร์ในเครือของตัวเองที่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจจริงจนเรื่องแดงและกลายเป็นความผิดขึ้นมา ก่อนจะมีการอุทธรณ์เพื่อขอลดโทษเหลือ 6 คะแนน แต่ก็ทำให้สโมสรต้องกระเด็นตกไปสู่ลีก วัน ในที่สุด
ในปี 2023 ทีมเลื่อนชั้นกลับมาเดอะ แชมเปียนชิพได้อีกครั้ง แต่ประสบปัญหาในการซื้อขายผู้เล่นเนื่องจากติดค้างเงินกับ HMRC และทำให้ต้องถูกลงโทษตัดแต้มอีกในฤดูกาลต่อมา
เดชพล เคยถึงขั้นบอกให้แฟนฟุตบอลช่วยกันออกเงินคนละ 2 ปอนด์เพื่อปลดภาระทางการเงินของสโมสร ซึ่งเขาไม่สามารถจะอัดฉีดเงินเข้ามาอีกจากปัญหาธุรกิจส่วนตัว และจะไม่จ่ายเงินใดๆ อีกแล้ว ส่งผลให้สตาฟฟ์ ลูกจ้าง นักเตะของสโมสรก็ไม่ได้รับเงินค่าจ้าง
ลำบากกันไปหมด
จนถึงฤดูกาลนี้ที่ปัญหาทางการเงินรุมเร้าหนัก เวนส์เดย์ถูกดำเนินคดีถึง 5 ข้อหา ทั้งถูกตัดแต้มและถูกสั่งห้ามซื้อผู้เล่นอีก 3 รอบตลาด และในที่สุดก็มาถึงจุดที่บังคับให้เดชพลไม่มีทางเลือกอื่นอีกนอกจากการยอมให้ถูกควบคุมกิจการและเตรียมนำสโมสรขายทอดตลาดให้แก่นักลงทุนที่สนใจอีกที

“วันนี้คือวันที่ทั้งหวานและขมที่สุดในรอบประวัติศาสตร์ 158 ปีของสโมสรเรา” แถลงการณ์จากกลุ่ม SWST
“การถูกควบคุมกิจการไม่ใช่เรื่องที่น่าฉลอง มันไม่จำเป็นที่เรื่องจะต้องจบลงแบบนี้เลย แต่เรายินดีอย่างยิ่งที่เดชพล จันศิริ ไปจากสโมสรของพวกเราสักที”
ในหมู่แฟนเวนส์เดย์แล้วพวกเขาทำใจว่าฤดูกาลนี้คงยากที่จะรอดพ้นจากการตกชั้นได้ชนิดที่ค่อนข้างจะแน่นอนจากปัญหาที่รุมเร้ามาตลอด แต่ความหวังของพวกเขาอยู่ในฤดูกาลหน้าที่หวังว่าจะสามารถก่อร่างสร้างทีมใหม่ขึ้นมาในฤดูกาล 2026/27 และใช้เวลาไม่นานในการกลับมายืนที่เก่า
ไปจนถึงถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะไปให้ถึงพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง
ใดๆ ก็ตาม ช่วงเวลาสำคัญอยู่ที่กระบวนการสรรหาเจ้าของใหม่ด้วยว่าพวกเขาจะได้เจ้าของใหม่แบบไหน ซึ่งในเวลานี้ผู้ที่ดูแลเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าวเปิดเผยว่ามีกลุ่มนักลงทุนที่ให้ความสนใจติดต่อเข้ามาแล้ว
ในจำนวนคนติดต่อซึ่งมีจำนวนมากที่ไม่ผ่านเกณฑ์พิจารณา อย่างน้อยก็มีถึง 4-5 รายที่เข้าข่ายและให้ความสนใจอย่างจริงจัง
เพราะแม้เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์จะห่างเหินจากลีกสูงสุดและสายตาของแฟนฟุตบอลทั่วโลกมานาน แต่อย่างน้อยพวกเขามีชื่อเสียงจากวันเก่าๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งฐานแฟนฟุตบอลที่แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาเข้มแข็งและรักสโมสรของพวกเขามากแค่ไหน
ความรักนี้ประเมินค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ก็จริง แต่มันเป็นหนึ่งในเหตุผลดีๆ สำหรับนักลงทุนในการจะเดินหน้าคว้าสโมสรที่มีแฟนฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้มาครอบครอง
และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรก็ตาม พวกเขาพร้อมจะยอมรับและเผชิญหน้ากับมัน
ด้วยเชื่อว่าไม่มีอะไรจะแย่และเลวร้ายกว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาอีกแล้ว
อ้างอิง:
The post ‘นกเค้าแมว’ ในคืนเดือนมืด แต่มองเห็นแสงดาว วันนี้ เมื่อวาน และวันพรุ่งนี้ของเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตอนนี้คุณสามารถเรียกได้ว่า นี่คือ ‘เออร์ลิง ฮาลันด์’ เว […]
The post ฮาลันด์เวอร์ชันใหม่! ยิงดุเหมือนเดิม แต่เข้าใจเกมมากขึ้นกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตอนนี้คุณสามารถเรียกได้ว่า นี่คือ ‘เออร์ลิง ฮาลันด์’ เวอร์ชันใหม่ ที่แข็งแกร่งเหมือนเดิม แต่เข้าใจเกมมากกว่าเดิม
แม้ยังคงเป็น ‘เพชฌฆาตเงียบ’ ที่จบสกอร์ได้อย่างดุดัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป คือการเล่นที่ละเอียดและมีจังหวะมากขึ้น
ฮาลันด์ไม่ได้พุ่งเข้าหาประตูทุกครั้งเหมือนซีซันก่อน เขาเริ่มรู้จังหวะ ‘รอ’ ให้ถูกเวลา อ่านเกมให้มากกว่าใช้กำลัง แล้วเลือกจุดยืนที่สร้างโอกาสให้ทีมมากกว่าตัวเอง
หลายครั้งเราเห็นเขา ล่าถอยลงมาเชื่อมบอล หรือถ่างตำแหน่งเพื่อเปิดพื้นที่ให้เพื่อน นั่นคือการพัฒนาในแบบของกองหน้าที่ไม่ได้อยู่ในสนามเพียงเพื่อรอยิงประตู
เบื้องหลังสถิติที่ร้อนแรง 15 ประตูจาก 11 นัด รวมถึงยิงต่อเนื่อง 12 เกมติด คือความเข้าใจในบทบาทใหม่ที่สมบูรณ์ขึ้นของกองหน้าชาวนอร์เวย์ เขาไม่ได้แค่เป็นจุดจบของเกมรุก แต่กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ระบบของเป๊ป กวาร์ดิโอลา
เดินอย่างลื่นไหลไร้รอยต่อ
ฮาลันด์ตอนนี้ยิงไปแล้ว 96 ประตูจากการลงเล่น 105 นัดในพรีเมียร์ลีก และกำลังเข้าใกล้ 100 ประตูอย่างรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ลีก
หากรักษาฟอร์มนี้ไว้ได้ เขามีโอกาสทำลายสถิติของ อลัน เชียเรอร์ ที่เคยใช้ถึง 124 นัดในการยิงครบ 100 ประตูได้เลย

The post ฮาลันด์เวอร์ชันใหม่! ยิงดุเหมือนเดิม แต่เข้าใจเกมมากขึ้นกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.
]]>
พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ร่วมกับ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชัน […]
The post พรีเมียร์ลีก ผนึก JAS เปิดแคมเปญ Boot Out Piracy ดูบอลเถื่อน เสี่ยงภัยไซเบอร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ร่วมกับ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชันแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS และ บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MONO ผู้ถือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ Boot Out Piracy ประจำปี 2025/26 เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงจากการรับชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลผ่านช่องทางที่ละเมิดลิขสิทธิ์
นี่เป็นปีที่ 4 ของการจัดแคมเปญในประเทศไทย โดยมีนักเตะดังจากพรีเมียร์ลีกเข้าร่วมรณรงค์ เช่น มาร์ติน โอเดการ์ด (อาร์เซนอล), อามาด ดิยัลโล (แมนฯ ยูไนเต็ด), ราอูล ฆิเมเนซ (ฟูแลม), แดน เบิร์น (นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด) และ แมตตี้ แคช (แอสตัน วิลลา) ร่วมส่งสารถึงแฟนบอลว่า การดูบอลเถื่อนไม่ใช่เรื่องเท่ แต่คือความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในทุกคลิก
เควิน พลัมบ์ ที่ปรึกษาทั่วไปของพรีเมียร์ลีก กล่าวว่า “การดูถ่ายทอดสดจากช่องทางผิดลิขสิทธิ์อาจดูเหมือนไม่มีอันตราย แต่ในความจริง ความเสี่ยงที่ตามมาร้ายแรงกว่าภาพไม่ชัดแน่นอน จากมัลแวร์ ฟิชชิ่ง ไปจนถึงการโจรกรรมข้อมูลส่วนตัว”
ขณะที่งานวิจัยด้านความปลอดภัยไซเบอร์ชี้ว่า เว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์มักเป็นช่องทางปล่อยมัลแวร์ โฆษณาแฝงสแกม การพนัน และเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจคุกคามความปลอดภัยของแฟนบอลและครอบครัวโดยตรง
ผลการศึกษาพบว่า เว็บไซต์ดูเถื่อนทำให้ผู้ใช้เสี่ยงถูกหลอก มากกว่าเว็บถูกลิขสิทธิ์ถึง 6 เท่า
กว่า 56% ของเว็บเถื่อนมีความเสี่ยงด้านมัลแวร์ ฟิชชิ่ง หรือสแกม และโฆษณาเกือบ 100% มีเนื้อหาที่ไม่ปลอดภัย
ทางด้าน ดร.โสรัชย์ อัศวะประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JAS กล่าวว่า “เราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับพรีเมียร์ลีกและ MONO เพื่อมอบประสบการณ์ดูฟุตบอลระดับโลกอย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย ขณะเดียวกันก็ต้องปกป้องแฟนบอลจากความเสี่ยงทางดิจิทัล”
โดย JAS ร่วมมือกับพรีเมียร์ลีกและหน่วยงานรัฐไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันการบังคับใช้กฎหมายต่อเว็บไซต์และอุปกรณ์สตรีมมิ่งเถื่อน พร้อมเดินหน้าสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัยและยั่งยืน
สำหรับแคมเปญ Boot Out Piracy เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2020 และดำเนินการในหลายประเทศในเอเชีย เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฮ่องกง และไทย โดยตลอด 6 ปีที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีกได้ร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อบล็อกเว็บไซต์และแอปเถื่อนกว่า 25,000 แห่งทั่วภูมิภาค
The post พรีเมียร์ลีก ผนึก JAS เปิดแคมเปญ Boot Out Piracy ดูบอลเถื่อน เสี่ยงภัยไซเบอร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
อย่าให้มีครั้งที่ 5! คือคำพูดแบบขำๆ (แต่ไม่ขำเท่ […]
The post ฝ่าวิกฤติลิเวอร์พูล เปิด 5 แผลใหญ่ที่ต้องผ่าตัดด่วนหลังเกมแดงเดือด (เลือดสาด!) appeared first on THE STANDARD.
]]>
อย่าให้มีครั้งที่ 5!
คือคำพูดแบบขำๆ (แต่ไม่ขำเท่าไร) สำหรับเดอะ ค็อป หลังจากที่ทีมพลาดท่าพ่ายแพ้ให้แก่คู่ปรับตลอดกาลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมแดงเดือดแบบน่าละเหี่ยใจ ซึ่งนับเป็นการพ่ายแพ้เกมที่ 4 ติดต่อกันรวมทุกรายการเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2014 ในยุคของเบร็นแดน ร็อดเจอร์ส เลยทีเดียว
โดยที่ตลอด 90 นาทีที่แอนฟิลด์ ลิเวอร์พูลไม่ได้แสดงให้เห็นถึงประกายของความหวังให้เห็นเลยว่าพวกเขาจะหาทางกลับมาเป็นทีมที่มีฐานะเป็นแชมป์เก่าพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลที่แล้ว
ถ้าเป็นผู้ป่วยตอนนี้ต้องบอกว่าเข้าขั้น ‘โคม่า’ ต้องเข้ารับการรักษาเป็นการเร่งด่วน
และนี่คือแผลใหญ่ 5 จุดที่มองเห็นที่หวังว่าอาร์เนอ สลอต จะรีบทำการผ่าตัดรักษาโดยเร็วที่สุด!

8 นัดแรกของฤดูกาล 2024/25 ลิเวอร์พูลออกสตาร์ทได้อย่างสวยหรู แม้จะแพ้ต่อน็อตติงแฮม ฟอเรสต์แบบสุดช็อกก็ตาม แต่พวกเขาเสียแค่ 3 ประตูเท่านั้น
แต่ในฤดูกาลนี้เกมรับของลิเวอร์พูลเสียไปแล้วถึง 11 ประตูจาก 8 นัดแรก โดยในจำนวนนี้เป็นการเสียประตูจากลูกเซ็ตเพลย์ถึง 5 ประตู หรือพูดง่ายๆคือใน 8 นัดมีถึง 5 นัดที่เสียประตูเพราะป้องกันลูกตั้งเตะไม่ได้ ซึ่งในฤดูกาลที่แล้วไม่มีเรื่องพวกนี้เลย
ตัวเลขที่น่าตกใจอีกอย่างคือเปอร์เซ็นต์การเซฟของผู้รักษาประตูลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะความจริงแล้วใน 8 นัดแรกของฤดูกาลที่แล้วกับฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลถูก ‘ล่อเป้า’ (Shot on target faced) เท่ากันคือ 26 ครั้ง แต่เสียประตูมากกว่าถึงเกือบ 4 เท่า
เปอร์เซ็นต์การเซฟของผู้รักษาประตูอยู่ที่ 57.7 เปอร์เซ็นต์ในฤดูกาลนี้ น้อยกว่าฤดูกาลที่แล้วที่ 88.5 เปอร์เซ็นต์อย่างมาก
ในภาพรวมแล้วเกมรับของลิเวอร์พูลมีปัญหาอย่างมาก ไม่หนักแน่น ไม่มั่นคง และเต็มไปด้วยความประมาท พวกเขาพร้อมจะโดนเกมบอมบ์กลางอากาศ โดยเฉพาะการเปิดเสาไกลจากคู่แข่งที่มักจะเล่นงานได้เสมอ เช่น ในเกมล่าสุดแฮร์รี แม็กไกวร์ สอดขึ้นไปโขกทำประตูได้โดยที่นอกจากกองหลังจอมแกร่งก็ยังมีเพื่อนอีก 2 คนอยู่ประจำการที่จุดนั้น (ซึ่งแปลว่าเตรียมการมา) ขณะที่ลิเวอร์พูลมีแค่อิบราฮิมา โคนาเตแค่คนเดียว
เวอร์จิล ฟาน ไดค์ กัปตันทีมเองก็ผิดพลาดในหลายเกมที่เล่นค่อนข้างหละหลวมเปิดช่องและโอกาสให้คู่แข่งเล่นงาน เช่น ในเกมกับเชลซีที่ไม่เข้าขวางมอยเซส ไคเซโด จนโดนส่องไกลง่ายๆ และในเกมเมื่อคืนที่ผ่านมาวิ่งเหยาะๆ ไม่ได้สังเกตว่า (มายเนมอิส) ไบรอัน (แอมฟรอมโคเรีย) เอ็มโบโม วิ่งสอดจากจุดอับสายตาเข้าหาเขตโทษ
การเสียประตูง่ายๆ แบบนี้ตลอดเวลา เป็นเหมือนการย้ำแผลทางใจให้ทีมไปเรื่อยๆ และเป็นจุดที่สล็อตต้องหาทางแก้ไขเป็นการเร่งด่วน

ปกติแล้วลิเวอร์พูลเป็นทีมที่มีทีมเวิร์กที่ดีที่สุดทีมหนึ่งในพรีเมียร์ลีก มีการต่อบอลประสานงานที่ลื่นไหล ดุดัน รวดเร็ว
แต่นับตั้งแต่เข้าฤดูกาลใหม่สิ่งเหล่านี้หายไปจากทีมอย่างสิ้นเชิง การออกบอลอย่าว่าแต่ลูกยาวๆ (ที่พลาดประจำ) การต่อบอลสั้นๆ เองก็ขาดความแม่นยำ หรือแม้แต่เรื่องของ ‘น้ำหนัก’ ในการออกบอลก็ขาดๆ เกินๆ
ลิเวอร์พูลเล่นกันเหมือนคนไม่เคยรู้จักกัน เล่นเหมือนไม่เคยซ้อมมาด้วยกัน หากไม่รีบร้อนจนเกินไป ก็ลังเลและเชื่องช้าเกินไป
เรื่องนี้น่าคิดว่าเกิดจากการพยายามที่จะปรับแท็กติกกลยุทธ์การเล่นใหม่ให้แน่นอนและหลากหลายเกินไป หรือเป็นเพราะอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆคือตอนนี้ลิเวอร์พูลต่างคนต่างเล่นค่อนข้างชัดเจน และเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจแทน

ในยุคของเจอร์เกน คล็อปป์ ช่วงหนึ่งลิเวอร์พูลเคยเป็นทีมที่มีฟูลแบ็กสองข้างที่ดุดันที่สุดในโลกในรายของ แอนดี โรเบิร์ตสัน และเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์
แต่ยุคสมัยนั้นมันผ่านไปแล้วเมื่อเทรนต์ตัดสินใจไปผจญภัยครั้งใหม่กับเรอัล มาดริดแทน ขณะที่โรเบิร์ตสันอายุมากขึ้นการเล่นตกลงอย่างน่าใจหาย และกลายเป็นตัวสำรองอดทนแทน
ปัญหาคือผู้เล่นรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็น มิลอส เคอร์เคซ, เจเรมี ฟริมปง หรือคอเนอร์ แบรดลีย์ฺ ไม่สามารถทดแทน ‘คุณภาพ’ ของโรเบิร์ตสัน หรือเทรนต์ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะทั้ง 3 ยังไม่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพหรือทีเด็ดทีขาดที่เทียบเท่า
ทางฝั่งซ้ายเคอร์เคซ แม้จะเป็นแบ็กที่โดดเด่นระดับติดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก แต่เมื่อย้ายมาลิเวอร์พูลกลับเล่นไม่ออกเหมือนเดิม เล่นแบบกล้าๆ กลัวๆ ละล้าละลัง และไม่ได้ใช้จุดเด่นในเรื่องของการเติมเกมรุกไปช่วยในแดนสุดท้ายไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง Underlap หรือการวิ่ง Overlap (เพราะคักโปไม่ยอมจ่ายให้!)
สุดท้ายก็ขาดความมั่นใจ กลายเป็นลนลาน ทำเสียไปหมด แม้กระทั่งลูกทุ่มง่ายๆ ก็ยังพลาด
ฝั่งขวาก็พอกัน แบรดลีย์แม้จะเป็นแบ็กที่ดี ขยัน ทุ่มเท แต่ต้องยอมรับว่าไม่มีสกิลพิเศษเหมือนเทรนต์ (ซึ่งบอลเปิดยาวที่หายไปส่งผลต่อลิเวอร์พูลมาก) ขณะที่ฟริมปงยังปรับตัวได้ไม่ดีนัก และกลายเป็นถูกเอาไปใช้เป็นปีกขวาสำรองเฉย ระดับที่สล็อตเลือกใช้โดมินิก โซโบสไล มากกว่าเป็นเรื่องที่ต้องคิดแล้ว
แผลนี้บอกตรงๆว่าแก้ยาก ทางซ้ายอาจจะต้องพักเคอร์เคซก่อนบ้าง เช่นกันกับฝั่งขวาที่อาจจะต้องกลั้นใจเลือกแบรดลีย์, ฟริมปง หรือโซโบสไล (ที่อาจจะต้องยอมเสียสละ) ไปเลยคนนึงเป็นหลัก

ในเกมแดงเดือดผู้เล่น 2 คนที่ขัดใจแฟนมากที่สุดคือโคดี คักโป และโม ซาลาห์
โดยเฉพาะรายหลังที่เป็นฮีโร่ของทีมมาตลอด แต่ฟอร์มการเล่นในฤดูกาลนี้ถูกตั้งคำถามอย่างหนักหน่วงว่าถึงเวลาที่ควรจะดร็อปให้เป็นตัวสำรองบ้างหรือยัง?
ซาลาห์ในวัย 33 ปี เริ่มต้นฤดูกาลนี้ได้แบบย่ำแย่ที่สุด แตกต่างจากฟอร์มในระดับมหัศจรรย์เมื่อฤดูกาลที่แล้วอย่างมาก อย่าว่าแต่การทำประตูหรือการสร้างสรรค์เกมเลย แม้แต่การจับบอลให้อยู่กับตัวยังดูเป็นเรื่องที่ยากลำบาก และแน่นอนว่าการดวลกับคู่แข่งไม่ว่าจะเป็นตัวต่อตัว หรือ 2 ต่อ 1 ไม่เคยชนะ
เรื่องนี้มาจากทั้งสภาพร่างกายของนักฟุตบอล ซึ่งซาลาห์มาถึงวัย Decline แล้ว และปัญหาใหญ่คือเมื่อถึงจุดนี้ของชีวิตร่างกายมันไม่ส่งสัญญาณเตือนชัดเจนนัก รู้ตัวอีกทีคือร่างกายไม่เหมือนเดิม ทำอะไรได้ไม่คล่องตัวเหมือนเก่าแล้ว
แต่เพราะซาลาห์คือซาลาห์ที่เคยเป็นฮีโร่มาตลอด เขายังพยายามจะสร้างความแตกต่างด้วยตัวเองเสมอ แต่เมื่อไม่สำเร็จยิ่งเล่นก็กลายเป็นยิ่งกดดันและพยายามมากจนเกินไปที่จะทำประตู ซึ่งถ้านับรวมเกมล่าสุดโมยิงในการเล่นแบบโอเพนเพลย์ไม่ได้มา 7 นัดติดต่อกันแล้ว
ในเกมแดงเดือดมีโอกาสทองฝังเพชรที่ได้บอลเปิดมาถึงเสาไกล ซึ่งมีชอยส์ที่ดีกว่าด้วยการไหลเข้ากลางให้โฟลเรียน เวียร์ตซ์ ที่อยู่ตรงกลางประตูแต่กลับเลือกที่จะยิงเอง และยิงพลาดออกไป
สีหน้าอาการของซาลาห์หลังจังหวะนี้บ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง
ขณะที่คักโป ยังสดกว่า แกร่งกว่า และยังพอยิงประตูได้บ้าง แต่ปัญหาคือเล่นซ้ำซากไม่ประสานงานกับเพื่อน โดยเฉพาะกับเคอร์เคซที่ไม่รู้ไม่ชอบอะไรกันหรือเปล่าแต่ไม่มีการเล่นร่วมกันปล่อยให้แบ็กตีรถเปล่าตลอดทั้งเกม และชอบที่จะลากตัดในเพื่อหาโอกาสยิงเอง ซึ่งก็ยิงดีบ้างไม่ดีบ้าง หรือเปิดไปเสาไกลหวังกดสูตร แต่มันก็แทบไม่ติดเลยในฤดูกาลนี้
สลอตต้องจัดการ 2 คนนี้โดยด่วน ซึ่งอาจจะมีตั้งแต่การปรับแท็คติกคำสั่งใหม่ หรือการพักไว้บนม้านั่งสำรองบ้าง

ปัญหาอีกอย่างสำหรับลิเวอร์พูลคือความไม่มั่นคงทางใจของสลอต ที่พยายามปรับและเปลี่ยนหลายอย่างตลอดเวลาจนกลายเป็นทีมไม่นิ่ง ไม่มีเสถียรภาพ และไม่มีความชัดเจน
โดยเฉพาะจุดใหญ่ที่อยากชี้ให้เห็นคือการที่ทีมไม่มีศูนย์กลางที่ชัดเจนในการเล่น
ปกติแล้วลิเวอร์พูลมีซาลาห์เป็น Focal point ในการเล่นตลอด แต่ในฤดูกาลนี้มีการเปลี่ยนแปลงใหม่เพื่อลดภาระของ ‘The Egyptian King’ ลง ด้วยการซื้อผู้เล่นอย่าง อเล็กซานเดอร์ อิซัค, เวียร์ตซ์ และอูโก เอคิติเก เข้ามา
ก่อนเปิดฤดูกาลมีการมองว่าเวียร์ตซ์ คือคนที่จะเป็นศูนย์กลางของทีม แต่เมื่อรู้สึกว่ามีปัญหาเล่นไม่ออกเพราะปรับตัวกับเกมหนักของอังกฤษไม่ได้ก็เลือกกลับมาใช้โซโบสไล เจ้าเก่ายืนแทนเพราะคิดว่าเล่นเกมเพรสซิงได้ดีกว่า
แต่กลายเป็นว่านอกจากเพรสซิงได้ไม่เต็มระบบเหมือนเดิม (เพราะกองหน้าอย่างอิซัคก็ยังไม่เข้าใจและไม่ฟิตมากพอ) ทีมก็เสียสมดุลตรงกลางไปด้วย
บางทีสลอตอาจจะต้องให้ความมั่นใจกับเวียร์ตซ์มากกว่านี้ด้วยการพยายามให้โอกาสลงสนามต่อเนื่อง เพื่อให้จับจังหวะการเล่นได้เร็วที่สุด และเพื่อที่ทีมจะได้ก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยระบบและวิธีการเล่นแบบใหม่จริงๆ (ซึ่งรวมถึงบางทีแบ็กขวาก็อาจจะใช้ฟริมปงด้วย)
ถ้าตัดสินใจแล้วว่าทีมจะเปลี่ยน ปีนี้คือปีของการเปลี่ยนผ่านก็เดินหน้าให้เต็มที่เลย
จะไปข้างหน้าอย่าคิดหันหลังกลับมาข้างหลัง!
The post ฝ่าวิกฤติลิเวอร์พูล เปิด 5 แผลใหญ่ที่ต้องผ่าตัดด่วนหลังเกมแดงเดือด (เลือดสาด!) appeared first on THE STANDARD.
]]>
แต่ไหนแต่ไรมาหากขึ้นชื่อว่าเป็นของที่ตีตรา ‘Made in Ger […]
The post ทำไมนักเตะ ‘Made in German’ ช่วงหลังถึงแจ้งเกิดยากในพรีเมียร์ลีก? appeared first on THE STANDARD.
]]>
แต่ไหนแต่ไรมาหากขึ้นชื่อว่าเป็นของที่ตีตรา ‘Made in German’ แล้วของนั้นจะถูกมองว่าเป็นของดี มีความทนทานและประสิทธิภาพในการใช้งานสูง เรียกว่าซื้อมาใช้งานการันตีไม่มีคำว่าผิดหวัง
เหมือนในอดีตที่แฟนลูกหนังอังกฤษได้ตื่นเต้นกับ ‘ฉลามขาว’ เจอร์เกน คลินส์มันน์ ตำนานหัวหอกระดับพระกาฬที่ย้ายมาอยู่กับท็อตแนม ฮอตสเปอร์แบบสั้นๆ ในช่วงกลางยุค 90 ที่แม้ ‘คลินซี่’ จะไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุด แต่ก็ยังแสดงถึงฝีเท้าระดับสุดยอดให้เป็นที่ประจักษ์ จนเป็นที่รักและคิดถึงของแฟนสเปอร์สจนถึงวันนี้
เมื่อคิดแบบนั้นแล้ว มันก็แอบน่าสงสัยอยู่ไม่ใช่น้อยว่าทำไม๊…ทำไม ระยะหลังนักเตะชื่อชั้นดีๆที่อิมพอร์ตมาเยอรมัน ถึงดูไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากสักเท่าไรนักในพรีเมียร์ลีก
มาลองไขปริศนาไปด้วยกัน!
ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีกมีการใช้จ่ายเงินมากมายมหาศาลเกินกว่า 3,000 ล้านปอนด์ โดยที่เงินก้อนใหญ่ในนั้นเป็นการจ่ายให้กับสโมสรหลายแห่งในบุนเดสลีกา
ยกตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น ลิเวอร์พูลใช้เงินเกือบ 200 ล้านปอนด์เพื่อคว้าตัว โฟลเรียน เวียร์ตซ์ และ อูโก เอคิติเก มาเพื่อเติมเกมรุกจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซน กับไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต
ขณะที่นิวคาสเซิลควักเงินอีก 69 ล้านปอนด์เพื่อตัดหน้าบาเยิร์น มิวนิค คว้า นิค โวลเทอมาเดอ มาจากสตุ๊ตการ์ต และสเปอร์สยอมจ่าย 51 8 ล้านปอนด์เพื่อแลกตัว ชาบี ซิมอนส์ เพลย์เมกเกอร์ดาวเด่นจากแอร์เบ ไลป์ซิก
เรียกได้ว่าพรีเมียร์ลีกเป็น ‘ปลายทาง’ สำหรับนักเตะฝีเท้าดีที่แจ้งเกิดเป็นดาวเด่นของลีกฟุตบอลเยอรมัน ซึ่งความจริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร เพราะตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมามีนักเตะของดีทั้ง Import from German และ Made in German จำนวนมากที่ย้ายมาโชว์เพลงแข้งมากมาย

หากจะย้อนไกลหน่อยนักเตะ Made in German ระดับตำนานคนแรกๆที่ได้ย้ายมาพรีเมียร์ลีกคือ เจอร์เกน คลินส์มันน์ ในฤดูกาล 1994/95 เพียงแต่ในตอนนั้นไม่ถึงกับเป็นการย้ายตรงจากเมืองเบียร์มาอยู่ในประเทศฟิชแอนด์ชิปส์โดยตรง เพราะสตาร์ทีม ‘อินทรีเหล็ก’ ย้ายมาจากโมนาโก (หลังย้ายออกจากอินเตอร์ มิลาน ลีกอันดับหนึ่งของโลกอีกที)
คลินส์มันน์ แม้จะอยู่กับสเปอร์สแค่ฤดูกาลเดียวในตอนแรกแต่ก็สร้างผลงานที่น่าประทับใจโดยทำไปถึง 20 ประตูจากการลงสนาม 41 นัด
และแม้ว่าจะย้ายออกไปแล้วแต่ในช่วงบั้นปลายของชีวิตการเล่นได้มีโอกาสกลับมาที่ไวต์ ฮาร์ต เลน อีกครั้งในสัญญายืมตัวจากซามพ์โดเรีย ในช่วงกลางฤดูกาล 1997/98 และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยทำให้สเปอร์ส ที่กำลังย่ำแย่ในเวลานั้นรอดพ้นจากการตกชั้นได้
ศูนย์หน้าเจ้าของสมญาฉลามขาวจึงกลายเป็น Cult hero ในใจของแฟนตราไก่มานับตั้งแต่นั้น และมีส่วนในการทำให้เกิดภาพจำ
ถ้าเป็นนักเตะจากเยอรมัน รับประกันว่าเป็นของดีจริง

หลังจากนั้นเป็นต้นมามีนักเตะของดีเยอรมันย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกหลายต่อหลายคน
แฟนเชลซี คงจำกันได้กับ ‘ไกเซอร์น้อย’ มิชาเอล บัลลัค ที่ย้ายมาจากบาเยิร์น มิวนิกแบบฟรีๆ ที่แม้จะไม่ถึงกับเปรี้ยงปร้างจัดแต่ก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่พอจะบอกได้ว่าประสบความสำเร็จพอสมควรในพรีเมียร์ลีก
แฟนแมนเชสเตอร์ ซิตีเองใครจะลืม 2 เสาหลักของทีมอย่างแวงซองต์ กอมปานีย์ และเควิน เดอ บรอยน์ โดยคนแรกเป็นนักเตะระดับสตาร์ดาวรุ่งอนาคตไกลที่ตัดสินใจเชื่อในแนวทางของแมนฯ ซิตี ย้ายจากฮัมบูร์กมาร่วมทีมในปี 2008 ทั้งๆ ที่เวลานั้นซิตี ถูกมองว่าเป็นแค่ทีมตกอับที่เผอิญได้เจ้าของใหม่เป็นเศรษฐี
ขณะที่ ‘KDB’ กำลังระเบิดฟอร์มเทพกับโวล์ฟสบวร์ก ก็ถูกซิตีคว้าตัวมาร่วมทีมในปี 2015 และเป็นคนสำคัญที่ช่วยพาทีมประสบความสำเร็จกวาดแชมป์ทุกรายการมากมาย
นอกจากนี้ยังมี ลีรอย ซาเน ปีกจรวดในยุคแรกของเป๊ป กวาร์ดิโอลา, ยอสโก กวาร์ดิโอล กองหลังระดับท็อป ไปจนถึงในปัจจุบันกับเอร์ลิง ฮาแลนด์ ศูนย์หน้าระดับจอมมารก็ย้ายมาจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์
สำหรับแฟนสเปอร์ส พวกเขาค้นพบเพชรเม็ดงามจากบุนเดสลีกาเช่นกันโดยเฉพาะจากทีมเลเวอร์คูเซน ไม่ว่าจะเป็น ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ หรือซน ฮึง-มิน ที่เป็นดาวเด่นระดับสูงสุดของสโมสร และในแนวรับก็ได้ มิกกี ฟาน เดอ เฟน ที่เป็นเสาหลักในปัจจุบันจากโวล์ฟสบวร์กเช่นกัน

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านักเตะจากเยอรมันจะประสบความสำเร็จในอังกฤษเสมอไป
ไม่เชื่อถามแฟนลิเวอร์พูลรุ่นลายครามได้ หากใครทันในช่วงยุคกลาง 90s คงจะพอคุ้นๆ กับชื่อของ คาร์ล-ไฮนซ์ รีดเลอ, ฌอน ดันดี และเอริค ไมเยอร์ได้
รีดเลอ นั้นความจริงแล้วเป็นกองหน้าระดับอ๋องคนหนึ่งของวงการฟุตบอลเยอรมัน เป็นส่วนสำคัญในทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยุคเรืองรองที่เคยพิชิตแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีกมาได้ และในเมืองไทยเองก็จะคุ้นกันในสมญา ‘ฉลามล้อคลื่น’ ผู้โลดแล่นกลางนาวา (ความจริงคือเก่งกาจนักเรื่องลูกกลางอากาศ)
แต่เมื่อย้ายมาอยู่ในแอนฟิลด์ในปี 1997 รีดเลอกลับทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวัง ไม่สมกับสิ่งที่เดอะ ค็อปมองหาเลย แม้ว่าจะพอได้เครดิตอยู่บ้างกับการเป็น ‘พี่เลี้ยง’ ให้กับไมเคิล โอเวน น้องใหม่ที่กำลังพุ่งมาแรงเกินห้ามใจในตอนนั้น (ซึ่งก็เป็นอีกเหตุผลที่รีดเลอในวัยโรยราต้องยอมคลื่นลูกใหม่ที่แรงกว่า)
อย่างไรก็ดีความเจ็บช้ำไม่เท่ากับในรายของ ชอน ดันดี ศูนย์หน้าที่ว่ากันว่าน่าจับตามองของทีมคาร์ลสรูเออร์ เอสซี ซึ่งลิเวอร์พูลคว้าตัวมาร่วมทีมท่ามกลางความตื่นเต้น แต่กลับกลายเป็นการเซ็นสัญญาที่ล้มเหลวจัดๆ
2 ฤดูกาลที่อยู่ในแอนฟิลด์ ดันดีได้โอกาสลงสนามเพียงแค่ 3 นัดเท่านั้น จืดจางจนแทบจะไม่เหลือที่ว่างในความทรงจำของใคร
โดยที่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันในปี 1996 ลิเวอร์พูลพยายามลองของจากบุนเดสลีกา โดยนำเข้าเอริค ไมเยอร์ กองหน้าเจ้าเวหาจากทีมไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ซึ่งแม้จะไม่ถึงกับล้มเหลวเท่าดันดี แต่ก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรมากนัก
ความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฏคล้ายๆ อังเดร โวโรนิน กองหน้าทีมชาติยูเครนที่นำเข้าจากเลเวอร์คูเซนอีกเหมือนกันที่ย้ายมาในปี 2007 แต่ก็ได้โอกาสลงเล่นน้อยนิด
ลิเวอร์พูลยัง ‘จั่ว’ นักเตะจากบุนเดสลีกามาอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น โรแบร์โต เฟอร์มิโน, อิบราฮิมา โกนาเต, นาบี เกอิตา, ติอาโก อัลกันตารา, โดมินิก โซโบสซ์ไล, วาตารุ เอ็นโด, ไรอัน คราเฟนแบร์ก และล่าสุดคือเวิร์ตซ์ กับเอกิติเก
ผลประกอบการนั้นออกมาดีบ้างไม่ดีบ้างคละเคล้ากันไป

เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะที่ผ่านมานักเตะนำเข้าจากบุนเดสลีกานั้นมีราคาที่สมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับคุณภาพ น้อยมากที่จะย้ายด้วยค่าตัวแพง และด้วยพื้นฐานของบุนเดสลีกา ถือเป็นหนึ่งในลีกระดับท็อปของยุโรปติด 1 ใน 5 อยู่แล้ว
ดังนั้นหมายถึงการันตีได้พอสมควรในเรื่องของคุณภาพ
บวกกับ ‘ประวัติ’ ที่ผ่านมาหลายสโมสรได้ของดีคุ้มราคามาจากเยอรมัน ทำให้ค่อนข้างติดใจ ไหนจะเรื่องของการเจรจาที่ง่ายไม่ซับซ้อน ไม่เหลี่ยมเยอะ พูดคุยกันตรงไปตรงมา พอใจก็ขาย ไม่พอใจก็เอาไว้ก่อนไม่มีตุกติกจัด
เปรียบเป็นร้านค้าในตลาดก็เหมือนร้านประจำที่เชื่อมือกัน รู้ว่าไม่โดนเอาเปรียบหรือย้อมแมวขายแน่นอน

อย่างไรก็ดี ปฏิเสธได้ยากว่าในระยะหลังนักเตะที่ย้ายมาจากบุนเดสลีกา ไม่ได้การันตีความสำเร็จเสมอไป
ภาพหลอนมันอาจจะเริ่มตั้งแต่รายของ ติโม แวร์เนอร์ หัวหอกตัวท็อปในเยอรมนีที่เชลซีตัดหน้าลิเวอร์พูล คว้าตัวมาได้จากไลป์ซิก ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในการเซ็นสัญญาที่ล้มเหลวที่สุดตลอดกาลของทีมสิงห์น้ำเงิน
ภาพนั้นยิ่งถูกตอกย้ำขึ้นไปอีกในรายของ ไค ฮาเวิร์ตซ์ นักเตะระดับเพชรยอดมงกุฎของบุนเดสลีกา ที่เชลซีตัดสินใจทุ่มเงินอีกครั้งเพื่อคว้าตัวมาจากเลเวอร์คูเซน ที่ก็ไม่สามารถแจ้งเกิดได้สมกับที่คาดหวังไว้ ยังดีที่ปล่อยไปให้อาร์เซนอลได้ในราคาโอเค (และก็ยังไม่สามารถแจ้งเกิดเต็มตัวกับกันเนอร์สได้เหมือนกัน)
ก่อนที่จะมาถึงรายที่โดนเพ่งเล็งอย่างหนักกับโฟลเรียน เวียร์ตซ์ ที่นับจากเกมเปิดสนามกับบอร์นมัธในเดือนสิงหาคม ซูเปอร์สตาร์เจ้าของสมญา ‘ร้อยปีจะมีสักคน’ ยังไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้กับลิเวอร์พูลได้เลย
เรื่องนี้มันเลยทำให้ดูน่าสงสัยว่าทำไม ‘ตัวท็อป’ ของบุนเดสลีกาถึงล้มเหลว
ความจริงย้อนกลับไปอีกนิดยังมี เจดอน ซานโช ที่น่าผิดหวังด้วยกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทั้งๆ ที่ก่อนย้ายกลับมาเล่นในบ้านเกิดคือหนึ่งในนักเตะที่โดดเด่นและน่าจับตามองมากที่สุดของวงการฟุตบอล ด้วยลีลาการเล่นสุดอัศจรรย์
คำถามทั้งหมดนี้ในเยอรมนีเองก็สงสัยเหมือนกัน

ในวงการฟุตบอลเยอรมันมีการวิเคราะห์ถึงเหตุและผลว่าทำไมนักเตะจากบุนเดสลีกาหลายรายที่ควรจะไปได้ดีในพรีเมียร์ลีกถึงล้มเหลว
เหตุผลแรกที่มีการพูดถึงใน DW สื่อดังเมืองเบียร์คือเรื่องอิทธิพลของบาเยิร์น มิวนิค ที่สูงเกินไปและสูงมานาน เรียกว่าอยากจะซื้อใครก็ได้ทั้งนั้นในเยอรมนี ทำให้ลีกเกิดการผูกขาดยาวนาน ไม่มีการแข่งขันที่ดีพอ และทำให้บุนเดสลีกาค่อยๆอ่อนแอลงอย่างช้าๆ
แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือในฤดูกาลนี้บาเยิร์น โดนหักหน้าถึง 2 รายติดอย่างเวียร์ตซ์ และโวลเทอมาเดอ ที่หากเป็นปกติแล้วควรจะเลือกย้ายไปอยู่กับพวกเขาในแคว้นบาวาเรียมากกว่า แต่กลับเลือกจะย้ายไปพรีเมียร์ลีกที่ดึงดูดกว่าแทน
แปลว่าบาเยิร์นกำลังเสื่อม และมันคือความเสื่อมของวงการฟุตบอลเยอรมันด้วย
โดยนับจากปี 2022 เป็นต้นมาไม่มีสโมสรในบุนเดสลีกาคว้าแชมป์ระดับทวีปได้เลย ขณะที่ทีมชาตินั้นตกต่ำต่อเนื่องหลังจากคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 ได้ที่ประเทศบราซิล คุณภาพนักเตะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในระดับที่แพ้ญี่ปุ่นถึง 2 ครั้ง
ในทางตรงกันข้ามพรีเมียร์ลีกเองก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากเม็ดเงินมหาศาลในเรื่องค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด โดยบุนเดสลีกาทำเงินรายได้รวมทั้งโลกได้ 4.8 พันล้านยูโรในฤดูกาล 2023/24 น้อยกว่าพรีเมียร์ลีกที่ทำเงินได้ 7.4 พันล้านยูโรถึงเกือบ 3 พันล้านยูโร
เงินที่ต่างกันมากขนาดนี้มีผลอย่างมาก โดยจะสังเกตจากสโมสรในระดับรองของพรีเมียร์ลีกมีศักยภาพในการแข่งขันสูงมาก สามารถดึงผู้เล่นชั้นดีเข้ามาเสริมทัพได้รวมถึงบุคลากรฟุตบอลระดับท็อป ยกระดับสู้กับทีมหัวแถวได้อย่างสนุก
การแข่งขันที่เข้มข้นก็ทำให้คุณภาพของพรีเมียร์ลีกสูงขึ้นไปด้วย และน่าดึงดูดสำหรับนักเตะจากทั่วโลกที่อยากจะมาท้าทายตัวเอง และแน่นอนเงินทองรายได้ก็มากมายมหาศาลด้วยเช่นกัน
ฟอร์มหนืดของเวียร์ตซ์ ที่ปรับตัวกับความหนักหน่วงรวดเร็วของฟุตบอลอังกฤษไม่ได้ เป็นหนึ่งในหลักฐานคาตาที่ชัดเจน สวนทางกับฟอร์มของหลุยส์ ดิอาซ หรือแฮร์รี เคน ที่ย้ายจากลีกอังกฤษไปเป็นนักเตะเทวดาในลีกเยอรมัน (หรือแม้แต่ซานโช ในช่วงตกต่ำก็ยังฉายแววกับดอร์ทมุนด์ได้)

แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องบอกว่าคำตอบสุดท้ายในเรื่องนี้ต้องวนกลับไปที่ตัวนักเตะเอง
เพราะไม่ได้ใครล่วงรู้หรือการันตีได้ว่าซื้อใครแล้วจะประสบความสำเร็จ เพราะมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบอีกมากมายหลายอย่าง
เช่นรายของโวลเทอมาเดอ สามารถแจ้งเกิดได้อย่างสวยงามกลายเป็นขวัญใจของแฟนสาลิกาดงแทนที่อเล็กซานเดอร์ อิซัคได้อย่างรวดเร็ว ทั้งๆที่ก่อนมาไม่ได้ถูกคาดหวังว่าจะปรับตัวได้รวดเร็วและเล่นได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้ก็ตาม
แต่แน่นอนว่าบุนเดสลีกาเองก็มีงานของพวกเขาที่ต้องรีบยกระดับคุณภาพขึ้นด้วยเหมือนกัน เพราะค่อนข้างชัดเจนว่ากำลังเป็นรองลาลีกา หรือเซเรีย อาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ว่าแต่มีนักเตะจากเยอรมันคนไหนที่คิดถึงและโผล่มาในความทรงจำกันบ้างไหม?
อ้างอิง:
The post ทำไมนักเตะ ‘Made in German’ ช่วงหลังถึงแจ้งเกิดยากในพรีเมียร์ลีก? appeared first on THE STANDARD.
]]>
44.41 เปอร์เซ็นต์คือความเป็นไปได้ที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แ […]
The post เหตุผล 7 ข้อที่กำลังบอกเราว่า ปีนี้ (แหละ) อาร์เซนอลเข้าใกล้แชมป์ที่สุดแล้ว appeared first on THE STANDARD.
]]>
44.41 เปอร์เซ็นต์คือความเป็นไปได้ที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งสำนัก The Analyst (aka Opta) คำนวณโอกาสในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ของอาร์เซนอล
โดยการคำนวณล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจบ Matchweek 7 ที่เกิดความพลิกผันขึ้นเมื่อลิเวอร์พูลแชมป์เก่าพลาดท่าพ่ายเป็นเกมที่ 2 ติดต่อกัน (และเกมที่ 3 เมื่อรวมทุกรายการ) จนทำให้จากที่เคยนำ 5 แต้มตอนนี้กลับกลายเป็นโดนทีมของมิเคล อาร์เตตา แซงหน้าไปแล้ว 1 แต้มด้วยกัน
จริงอยู่ที่มันเป็นแค่ ‘แต้มเดียว’ แต่เป็นแต้มใหญ่ที่มาพร้อมกับความมั่นใจใส่เต็มกระเป๋าไม่น้อย
เพราะหากมองลึกลงไปในรายละเอียด เราจะพบว่ามีเหตุผลดีๆ ที่ชวนให้เชื่อว่าปีนี้แหละคือปีที่อาร์เซนอลเข้าใกล้คำว่าแชมป์มากที่สุดแล้ว

หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ทำให้อาร์เซนอลสะดุดต่อเนื่องในฤดูกาลที่แล้วจนทำให้จบด้วยการเป็นรองแชมป์แบบทำใจคือเรื่องอาการบาดเจ็บของผู้เล่นระดับคีย์แมนที่ผลัดกันหายหน้าหายตาไปจากทีม ไม่ว่าจะเป็น มาร์ติน โอเดอการ์ด, บูกาโย ซากา, กาเบรียล เชซุส, กาเบรียล มาร์ติเนลลี, เบน ไวต์ และไค ฮาเวิร์ตซ์
แต่ในฤดูกาลนี้อาร์เซนอล ภายใต้การสนับสนุนของฝ่ายบริหารและความทุ่มเทของผู้อำนวยการเทคนิคคนใหม่ อันเดรีย แบร์ตา ได้เสริมทัพเข้าทีมแบบเน้นคุณภาพและปริมาณอย่างเต็มที่
วิคเตอร์ ยอเคอเรส, มาร์ติน ซูบิเมนดี, โนนี มาดูเอเก, เอเรเบชี เอเซ, คริสเตียน มอสเกวรา นักเตะเหล่านี้เป็นสตาร์ที่มีประสบการณ์พร้อมใช้งานได้ทันที
ดังนั้นแม้ทีมจะมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนต่อเนื่องในฤดูกาลนี้ ตั้งแต่มาดูเอเก (ที่ฟอร์มกำลังดี), ซากา (ออดๆ แอดๆ), ซาลิบา, โอเดอการ์ด (ล่าสุดเจ็บเอ็นหัวเข่า) แต่ทีมยังเหลือตัวผู้เล่นในระดับที่ดีพอจะทดแทนได้อย่างสบายๆ ระดับที่ดาวรุ่งที่เคยโลดแล่นอย่าง อีธาน วาเนรี, ไมล์-ลูอิส สเคลลี หรือแม็กซ์ ดาวแมน เพชรเม็ดงามในช่วงพรีซีซันยังต้องรอโอกาสในการลงสนาม
ขุมกำลังระดับนี้ทรุดยาก

3 ฤดูกาลที่ผ่านมาอาร์เซนอล ตกอยู่ในสภาพ ‘ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง’ อยู่ร่ำไปด้วยการเป็นรองแชมป์ทุกปี
เพียงแต่หากเก็บความเจ็บปวดมาเป็นบทเรียน แต่ละครั้งที่ผิดหวังก็สอนอะไรที่แตกต่างกันออกไปสำหรับทีมของอาร์เตตา ไม่ว่าจะเป็น
ความอ่อนประสบการณ์ (ฤดูกาล 2022/23)
ความลังเล (ฤดูกาล 2023/24)
ความซวยและการตัดสินใจผิดพลาด (ฤดูกาล 2024/25)
ถึงอย่างนั้นดูเหมือนอาร์เตตาและลูกทีมต่างได้รับบทเรียนมามากพอแล้ว และทำให้ในฤดูกาลนี้พวกเขาเริ่มแสดงให้เห็นว่าเป็นทีมที่โต (Mature) ขึ้นจากเดิม โดยเฉพาะบรรดาเสาหลักทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น เดแคลน ไรซ์, ซากา, กาเบรียล มาร์กัลเญส หรือดาวิด รายา ที่ยืนหยัดแสดงให้คนในทีมได้เห็นว่าไม่คิดที่จะยอมแพ้และผิดหวังอีกแล้ว
เป็นความรู้สึกคล้ายกับลิเวอร์พูลในฤดูกาล 2019/20 ที่เคยผิดหวังในฤดูกาลก่อนหน้า ก่อนจะกลับมาเร่งฟอร์มจนคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในฤดูกาลนั้น

ไม่ต่างจากลิเวอร์พูลในฤดูกาลที่แล้ว อาร์เซนอลที่ข้น แน่น ปึ๊ก ทุกขุมกำลังก็เหมือนอาจจะได้เปรียบอะไรบางอย่างเล็กๆ น้อยๆ จากสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจนักของคู่แข่ง
โดยเฉพาะ “หงส์แดง” ในฤดูกาลนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงทีมค่อนข้างมากและทำให้เริ่มเผยจุดอ่อนให้เห็นตั้งแต่แนวรุกจนถึงแนวรับที่อาร์เนอ สลอตอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับจูนแก้ไขกันอีกพอสมควร
ขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี อยู่ในระหว่างการสร้างทีมใหม่ของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่แม้จะเริ่มกลับมาเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้นแล้วโดยเฉพาะเอร์ลิง ฮาแลนด์ ที่กลับมาเข้าฝักเป็น ‘จอมมาร’ อีกครั้ง แต่ทีมยังเต็มไปด้วยความไม่แน่ไม่นอนอยู่ดี
มองแค่ 2 ทีมนี้กับสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ อาร์เซนอลมีโอกาสและความได้เปรียบมากกว่าหลายฤดูกาลที่ผ่านมามาก

หนึ่งจุดที่มิเคล อาร์เตตาถูกวิพากษ์หนักมากในช่วงที่ผ่านมาคือการพยายามทำให้ทีมเล่นแบบปลอดภัยและเน้นผลการแข่งขันมากเกินไป (ตั้งแต่ในฤดูกาลที่แล้วที่เสมอกับแมนฯ ซิตี ทั้งๆ ที่ศักยภาพดีพอจะชนะได้)
โดยเฉพาะเกมในบ้านกับแมนเชสเตอร์ ซิตี ทีมระดับท็อปด้วยกันแต่กลับจัดทีมแบบเน้นความ ‘สมดุล’ เป็นหลัก จนสุดท้ายต้องมาเร่งเกมเพื่อไล่ตามตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ
แต่หลังจากนั้นดูเหมือนอาร์เตตาจะกลับมาทบทวนและลองให้ทีมเล่นแบบเปิดใจมากขึ้น ตั้งแต่เกมที่พบกับนิวคาสเซิลเป็นต้นมา โดยให้เอเซ ลงสนามเป็นตัวจริงในบทตัวทำเกมแดนกลาง
แม้จะเจอกับความยากลำบากในการเจาะเกมรับของทีมสาลิกาดงที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งแถมทำประตูขึ้นนำไปก่อน แต่สุดท้ายกันเนอร์สกลับมาแซงเอาชนะได้ 2-1
เช่นกันในเกมล่าสุดกับเวสต์แฮม ที่คราวนี้ส่งทั้งโอเดอการ์ด และเอเซ ลงปั้นเกมพร้อมกันไปเลย แม้กัปตันจะโชคร้ายบาดเจ็บซ้ำอีกครั้งแต่ก็มีตัวแทนอย่างซูบิเมนดีที่ลงมามีส่วนกับ 2 ประตูที่ได้ในเกมนี้
ที่สำคัญคือความลื่นไหลในเกมเริ่มดีขึ้น ทีมกลับมาเล่นคล้ายกับช่วงที่เคยเล่นสนุกมีอิสระอีกครั้ง
การปลดล็อกทางใจครั้งนี้เชื่อเถอะว่าสำคัญ เพราะถ้าอยากจะได้อะไรสักอย่างแล้ว มันต้องทุ่มสุดตัวถึงจะได้!

ถึงจะต้องรอนานหนึ่งปี แต่การได้ตัวซูบิเมนดี มาร่วมทีมในที่สุดสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ทีมอาร์เซนอลอย่างช้าๆ
กองกลางสายเลือดบาสก์ไม่ได้เป็นนักเตะที่มีลีลาการเล่นหวือหวา แต่เป็นนักฟุตบอลในแบบพิเศษที่เล่นฟุตบอลเหมือนมีรีโมตคอนโทรลเกมอยู่กับตัว ทำให้ควบคุมจังหวะการเล่นของเกมได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่ดีมากกว่านั้นคือซูบิเมนดี แทบไม่ต้องปรับตัวกับทีมมากนัก แค่ไม่กี่นัดก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเอาตัวรอดในเกมพรีเมียร์ลีกได้อย่างสบายๆ ด้วยมันสมอง การอ่านเกม และทักษะการเล่น โดยเฉพาะการสร้างเกมรุกที่ทำได้ดีกว่าที่คาดเอาไว้มาก ทั้งจังหวะการสอดขึ้นไปหาโอกาสยิงประตู หรือการผ่านบอลให้เพื่อนทำประตู
การมีซูบิเมนดีอยู่ในแดนกลางร่วมกับเดแคลน ไรซ์ ทำให้แดนกลางของกันเนอร์สแน่นและหลากหลายกว่าเดิมมาก และทีมที่จะประสบความสำเร็จมันต้องเกิดจากแดนกลางแบบนี้แหละ

เกมรุกจะทำให้ทีมชนะ เกมรับจะทำให้ทีมเป็นแชมป์ คำนี้การันตีเสมอว่าเชื่อได้
ในฤดูกาลนี้เกมรับของอาร์เซนอลไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเดิม แต่เหมือนจะแกร่งกว่าเดิมด้วย นักเตะอย่างกาเบรียล มาร์กัลเญส ตอนนี้พัฒนาตัวเองขึ้นมามากทั้งในการเล่นและบทบาทความเป็นผู้นำ ขณะที่ซาลิบายังรักษามาตรฐานการเล่นได้ดี โดยที่ยังมีน้องใหม่อย่างมอสเกวราที่ทำให้หลายคนอุ่นใจว่าถ้าจะพักตัว หรือมีใครเจ็บกองหลังจะไม่ยวบแบบเดิมอีกแน่นอน
ไม่ใช่แค่นี้ ริคคาร์โด คาลาฟิออรี และทิมเบอร์ ค้นพบสไตล์และจังหวะการเล่นที่ชอบ เติมเกมกันสนุกดุดันอย่างมาก ทั้งเร็วและอันตรายแม้จะไม่ใช่ฟูลแบ็กแท้ๆ ก็ตาม
ไลน์แบ็กโฟร์ของอาร์เซนอลในปีนี้เรียกว่าน้องๆ แบ็กโฟร์ชุดตำนานในยุค 80-90 เลยทีเดียว

สุดท้ายถึงใครจะว่าอย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ยังอยู่ในกติกา ลูกเตะมุมและลูกตั้งเตะของอาร์เซนอลเป็นอาวุธอันตรายที่ทำลายคู่ต่อสู้ได้เสมอ
ในวันที่คิดอะไรไม่ออก บอกอะไรไม่ถูก การได้เตะมุมก็เหมือนได้ลูกจุดโทษครึ่งหนึ่งสำหรับพวกเขา เพราะการเตะมุมที่ผ่านการออกแบบและซักซ้อมมาเป็นอย่างดีโดยนิโคลัส โจเวอร์ Specialist มือหนึ่งของวงการในตอนนี้
โดยที่อย่าคิดว่าง่าย หัวใจมันอยู่ที่ว่าใครเตะมุมด้วย ซึ่งกว่าที่ไรซ์, ซากา หรือโอเดอการ์ด จะเตะได้ขนาดนี้ให้กลับไปคิดดูว่าต้องซ้อมเตะมากี่ร้อยกี่พันลูก
แต่ปีนี้ไม่ได้มีแค่อย่างเดียว เทรนด์การทุ่มไกลกำลังกลับมาซึ่งอาร์เซนอลก็ไม่ตกกระแส สังเกตเวลาได้ทุ่มในระยะ 20 หลาจะมีการลองทุ่มบอมบ์เข้ามา โดยเฉพาะทางฝั่งของคาลาฟิออรี ที่แรงดี ตรงนี้น่าสนใจมากว่าจะเป็นทีเด็ดใหม่ได้อีกอย่างเลย
แต่ทั้งหมดนี้เป็นแค่เหตุผลในวันนี้เท่านั้น ฤดูกาลยังอีกยาวไกล อาร์เซนอลในฐานะจ่าฝูงต้องเจอกับอะไรอีกมาก ทุกอย่างเกิดขึ้นได้เสมอ
เพียงแต่อย่างน้อยตอนนี้ก็นำแล้ว และรู้นะว่า Gooners หลายคนน่าจะแอบคิดอยู่ในใจ
“ม้วนเดียวจบไหวไหมนะ”
The post เหตุผล 7 ข้อที่กำลังบอกเราว่า ปีนี้ (แหละ) อาร์เซนอลเข้าใกล้แชมป์ที่สุดแล้ว appeared first on THE STANDARD.
]]>
คุณเคยเอะใจไหมว่า ทำไมพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025/26 ถึงเต็ […]
The post 4 ปัจจัยที่ทำให้พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ เต็มไปด้วย ‘ประตู’ ทดเจ็บท้ายเกม appeared first on THE STANDARD.
]]>
คุณเคยเอะใจไหมว่า ทำไมพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025/26 ถึงเต็มไปด้วยดราม่าท้ายเกม?
ทั้งที่เพิ่งผ่านไปเพียง 7 นัด แต่เรากลับได้เห็น ‘ประตูช่วงทดเจ็บ’ เกิดขึ้นอย่างถล่มทลาย จนแทบทุกนัดกลายเป็นหนังชีวิตที่ต้องลุ้นจนวินาทีสุดท้าย
ฤดูกาลนี้ ตัวเลข 90 นาที ที่ปรากฏบนหน้าจอไม่ได้หมายความว่าเกมจะปิดฉากอีกต่อไป ในทางตรงกันข้าม มันคือช่วงเวลาที่อัดแน่นด้วยความระทึกใจ เพราะผลการแข่งขันสามารถพลิกได้ทุกวินาที
สถิติจาก Opta analyst ชี้ชัดว่า ซีซันนี้มีประตูในช่วง 90+ เกิดขึ้นเฉลี่ยทุก 2.9 เกม ซึ่งเป็นความถี่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก
และน่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือ 41.7% ของประตูเหล่านี้เปลี่ยนผลเสมอให้กลายเป็นชัยชนะ โดยมากถึง 14.3% ของเกมทั้งหมดถูกตัดสินด้วยประตูทดเจ็บ ตัวเลขที่สูงกว่าฤดูกาลก่อนถึงสองเท่า
เรามาดูกันว่า 4 เหตุผลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ใหม่ของพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลที่ทำให้แฟนบอลไม่มีข้ออ้างจะลุกออกจากสนามก่อนหมดเวลาอีกต่อไป เพราะช่วงทดเจ็บกำลังกลายเป็นหัวใจของเกมการแข่งขัน และอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการชี้ชะตาการลุ้นแชมป์ตลอดทั้งซีซัน
หนึ่งในเหตุผลสำคัญมาจาก การเพิ่มเวลาทดเจ็บ ที่เข้มงวดขึ้นนับตั้งแต่ฤดูกาล 2023/24 เพื่อลดการถ่วงเวลา เกมพรีเมียร์ลีกจึงยืดออกไปเฉลี่ยเกิน 100 นาทีบ่อยครั้ง และนั่นทำให้พื้นที่สำหรับดราม่าช่วงท้ายเกมมีมากกว่าเดิม
แต่ความยาวของเกมไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะฤดูกาลนี้ เราเห็นประตูที่เกิดขึ้นในนาที 90+ มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา แม้ค่าเฉลี่ยจำนวนประตูต่อเกม (2.6) จะต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ แต่สัดส่วนของประตูที่เกิดหลังนาที 90 กลับสูงถึง 13.2% ของทั้งหมด
อีกหนึ่งเหตุผลที่นักวิเคราะห์ฟันธงคือ มาตรฐานความฟิตของนักเตะที่สูงขึ้น ประกอบกับกฎการเปลี่ยนตัวได้ 5 คน ทำให้ทีมใหญ่สามารถส่งพลังสดลงมาเติมเกมรุกในช่วงท้าย ขณะที่แนวรับหลายคนยังต้องเล่นครบ 90 นาที ส่งผลให้ร่างกายอ่อนล้า และนำไปสู่ความผิดพลาดได้ง่ายขึ้นในช่วงท้ายเกม
หลายทีมในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ยังมีการให้ความสำคัญกับการซ้อมลูกตั้งเตะมากขึ้นด้วย ผลคือมีประตูจากเซ็ตพีซในช่วงทดเวลาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากหนึ่งลูกในทุก 15 เกม (ฤดูกาลก่อน) กลายเป็นหนึ่งลูกในทุก 10 เกม (ฤดูกาลนี้)
แม้จำนวนประตูรวมจะลดลง แต่ในรายละเอียดเกมกลับสูสีมากขึ้น เพราะไม่มีทีมใดที่ ‘แพ้ง่าย’ หรือเป็นหมูให้ใครถล่ม เห็นได้จากค่าเฉลี่ยผลต่างประตูต่อเกมเหลือเพียง 1.34 ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี นั่นหมายความว่า เกมส่วนใหญ่ยังเปิดกว้างแม้เข้าสู่ช่วงทดเจ็บ ในบรรดาเกมบิ๊กแมตช์ก็เฉือนกันแทบไม่เกิน 1 ประตู ทำให้ทุกทีมยังเดินหน้าลุ้นผลจนถึงวินาทีสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงข้อมูลที่กลุ่นจาก 7 เกมแรกของฤดูกาลเท่านั้น แต่ ‘ประตูนาทีบาป’ ก็โผล่มาให้เห็นแบบไม่เว้นสัปดาห์
หรือนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า ฤดูกาลนี้แฟนบอลพรีเมียร์ลีกควรเตรียมใจ (และเตรียมยาดม) ไว้ให้พร้อม
เพราะในเกมที่เข้มข้นดุจอเมริกาโน่แก้วเข้ม คุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่าทีมรักจะ ‘เสิร์ฟความหวาน’ ด้วยประตูชัย หรือ ‘ทิ้งรสขม’ ด้วยการถูกยิงช่วงทดเจ็บ …จนกว่านกหวีดยาวสุดท้ายจะดังขึ้นจริงๆ 
อ้างอิง:
The post 4 ปัจจัยที่ทำให้พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ เต็มไปด้วย ‘ประตู’ ทดเจ็บท้ายเกม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ครึ่งสัปดาห์ผ่านมาแล้วนับจากความพ่ายแพ้แบบตาเหลือกที่สแ […]
The post การบ้าน 5 ข้อที่สลอตต้องทำ เพื่อพาลิเวอร์พูลตั้งหลักใหม่อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ครึ่งสัปดาห์ผ่านมาแล้วนับจากความพ่ายแพ้แบบตาเหลือกที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ที่ทำให้ลิเวอร์พูล ในยุคของอาร์เนอ สลอต เผชิญกับสถานการณ์ลำบากที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนด้วยการแพ้ติดต่อกันถึง 3 นัด
บทสนทนาและคำถามมากมายเกิดขึ้นตลอดหลายวันที่ผ่านมาว่าเกิดอะไรขึ้นกับทีมที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกแบบสบายๆ ไหนจะลงทุนอีกร่วม 400 ล้านปอนด์ในช่วงตลาดซัมเมอร์ฤดูกาลนี้
นั่นสิ?
แต่ก่อนจะพูดความอะไรกัน นี่คือการบ้าน 5 ข้อที่สลอตต้องแก้โจทย์ให้ลิเวอร์พูลเป็นการเร่งด่วนในช่วงพักเบรกทีมชาติช่วงนี้ เพื่อให้กลับมาตั้งหลักใหม่ได้อีกครั้ง

สิ่งแรกและสำคัญที่สุดที่ทำให้ลิเวอร์พูลมีปัญหาอย่างมากในฤดูกาลนี้คือเกมเพรสซิงที่เคยเป็นเอกลักษณ์ถูกลดทอนประสิทธิภาพลงไป
เกมเพรสซิงที่ดุดันนั้นเป็นเอกลักษณ์ของทีมดังแห่งเมอร์ซีย์ไซด์มาตั้งแต่ยุคของเจอร์เกน คล็อปป์ ภายใต้ยี่ห้อ ‘Gegenpressing’ ซึ่งพื้นฐานการเล่นนั้นได้ถูกขยับปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเมื่อเข้าสู่ยุคของอาร์เนอ สล็อต โดยเป็นการเพรสซิงที่ลดทอนความอลหม่านไม่วิ่งพล่าน แต่จะเป็นการวิ่งอย่างเป็นระบบเน้นประสิทธิภาพแทน
สิ่งที่เกิดขึ้นในฤดูกาลที่แล้วคือลิเวอร์พูลมีเกมเพรสซิงที่ดุดันและแม่นยำมาก แดนบนจะสามารถบีบจนถึงปิดทางทำมาหากินของคู่แข่งได้ หรือต่อให้แกะบอลออกมาได้ด่านแรกก็จะโดนตัดบอลและเสียบอลในด่านสองต่อมาอยู่ดี
ปัญหาคือสิ่งนี้มันไม่ได้ตามมาด้วยในฤดูกาลนี้เพราะมีการเปลี่ยนแปลงในทีม ผู้เล่นเก่าที่เข้าใจระบบดีทยอยจากทีมไป (ทั้งจากเป็นและจากตลอดไป…) ผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา โดยเฉพาะตรง “แกน” อย่างศูนย์หน้าและตัวทำเกม อย่างอเล็กซานเดอร์ อิซัค, อูโก เอคิติเก และฟลอเรียน เวียร์ตซ์
โดยเฉพาะอิซัคและเวียร์ตซ์ยังมีปัญหากับการเล่นเพรสซิงในแบบของลิเวอร์พูลเพราะสภาพความฟิต กำลังวังชายังไม่ถึง และนั่นหมายถึงประสิทธิภาพลดทอนไปทันทีเพราะเพรสซิงเป็นการเล่นที่ต้องเล่นด้วยกันทั้งเซ็ต ไปพร้อมกันถึงจะได้ผล ถ้าใครคนหนึ่งไล่ไม่สุด หรือไล่ไม่เท่าเพื่อน ความพยายามของคนอื่นไร้ความหมายทันที เพราะฟังก์ชันการทำงานของระบบไม่สมบูรณ์
ดังนั้นเรื่องนี้ต้องหาทางแก้ด่วน เหมือนอัปเดตแพตช์ระบบปฏิบัติการแล้วมันไม่สมบูรณ์ แก้ใหญ่ยังไม่ไหว ต้องหาทางแก้เล็กทำ Patch ไวๆ ก่อน

ความเปลี่ยนแปลงภายในทีมลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ถือว่าค่อนข้างมาก ในแง่หนึ่งคือความตื่นเต้นความแปลกใหม่ แต่ในอีกแง่มันก็มาพร้อมกับความไม่แน่ไม่นอนเหมือนกัน
หนึ่งในจุดที่เป็นปัญหาคือมีนักเตะบางคนที่สลอตไม่กล้าตัดใจทิ้งไว้กลางทาง
นักเตะคนดังกล่าวคือโดมินิก โซโบสซ์ไล ที่รับบท “เบอร์ 10” ในฤดูกาลที่แล้ว แม้ว่าจะไม่ได้รับเสียงชื่นชมมากนักแต่คนดูบอลเขารู้กันว่ากัปตันทีมชาติฮังการีมีความสำคัญขนาดไหนในการเล่นของลิเวอร์พูล และดูเหมือนว่าในฤดูกาลนี้จะยิ่งพัฒนาการเล่นและความรับผิดชอบต่อทีมให้สูงขึ้น
แต่ปัญหาคือตำแหน่งที่เคยเป็นของเขา ถูกกำหนดให้เป็นของคนใหม่อย่างเวียร์ตซ์ และนั่นหมายถึงหากสลอตไม่อยากดร็อปเขาไว้ข้างสนามก็ต้องหาที่ทางให้
เล่นกองกลางสลับกับอเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ หรือไรอัน กราเฟนแบร์กไม่เท่าไร แต่พาลไปถึงการยืนแบ็กขวา ซึ่งมีบางนัดที่ทำได้ดีด้วย จนตอนนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่อีกจุด เพราะจะไปเบียดกับฟูลแบ็กธรรมชาติอย่างคอเนอร์ แบรดลีย์ และน้องใหม่อย่างเยเรมี ฟริมปง
เช่น ในเกมที่แพ้กาลาตาซาราย สล็อตเลือกใช้ฟริมปงยืนปีกขวาแทนโม ซาลาห์ และให้โซโบสซ์ไลยืนแบ็กขวา ทั้งๆ ที่คนแรกตำแหน่งถนัดคือวิงแบ็ก และคนหลังก่อนจะมาลิเวอร์พูลคือปีกแท้ๆ และคนที่พลาดทำเสียจุดโทษก็คือเขาเอง
หรือในเกมกับเชลซี โซโบสไล โดนถอยมายืนแบ็กขวาแทนแบรดลีย์ที่ติดใบเหลืองจากครึ่งแรก ซึ่งในช่วงท้ายเกมกลายเป็นจุดอ่อนให้โดนโจมตี เพราะคนที่พอเล่นได้กับคนที่เล่นเป็นไม่เหมือนกัน เซนส์เกมรับของโซโบสไล ไปจนถึงทักษะพื้นฐานบางอย่าง เช่น การกลับตัว การระวังหลัง ไม่เหมือนคนเล่นแบ็กธรรมชาติแน่นอน
บางทีมันอาจจะง่ายกว่าถ้าให้แบ็กขวาสองคนเขาชิงตำแหน่งกันเอง ใครดีกว่าก็ได้ลงไป และให้โซโบสไลไปเบียดกับเวียร์ตซ์ตัวต่อตัว หรือสลับกับแม็คคัลลิสเตอร์แทน หรือแม้แต่การรอเป็นตัวสำรองลงมาเปลี่ยนเกม เพราะตัวสำรองในยุคนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะสามารถวางกลยุทธ์ได้ตั้งแต่ก่อนลงสนามเลยว่าจะเลือกลงมาเมื่อไรในสถานการณ์ไหน
ไม่ใช่โซโบสไลไม่ดี แต่ส่วนหนึ่งของปัญหาคือสลอตไม่รู้จะใช้งานหรือเก็บเขาอย่างไร ดังนั้นต้องกลับไปพื้นฐาน “ใช้คนให้ถูกกับงาน” ดีที่สุด

นับตั้งแต่ฤดูร้อน 2017 เป็นต้นมา ‘Salah Running down the wing’ ให้ลิเวอร์พูลอย่างแข็งขันมาตลอด ไม่เคยหยุด ไม่เคยบ่น ไม่เคยออก (จากสนามด้วย)
ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบ อย่างน้อยสตาร์วัย 33 ปีก็พิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานในระดับมหัศจรรย์มาโดยตลอด โดยเฉพาะในฤดูกาลที่แล้วที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 20 ได้สำเร็จ
แต่ในฤดูกาลนี้ไม่เหมือนเดิม
ซาลาห์ดูกำลังวังชาลดลงจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด อย่าว่าแต่การครีเอตสร้างสรรค์เกมเลย ลำพังแค่การเก็บบอลไม่ให้โดนคู่แข่งไล่บดไล่บี้ชิงบอลกลับไปก็ยากแล้ว ซึ่งบางครั้งไม่ต้องเสียตัวประกบไปตามแบบดับเบิลมาร์ก แค่แบ็กที่มีความเร็วหน่อยก็เก็บเข้ากระเป๋าง่าย ๆ แล้ว
กลายเป็นยิ่งเล่นยิ่งดูแย่ ในขณะที่ทุกคนยังคาดหวังว่าเขาจะสร้างความมหัศจรรย์ได้เหมือนเก่า พาลกลายเป็นเรียกร้องให้ดร็อปไปจากทีมหรือเปลี่ยนตัวออกจากสนามบ้าง
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สลอตต้องหาทางช่วย
จากคำพูดของโมตั้งแต่ออกสตาร์ตฤดูกาล เคยบอกว่าด้วยเพื่อนในทีมที่เปลี่ยนไปจากหลุยส์ ดิอาซ, ดาร์วิน นูนเยซ หรือดีโอโก โชตา มาเป็น เอคิติเก, เวียร์ตซ์, อิซัค เรื่องการปรับตัวเข้าหายังต้องทำอยู่ และต้องใช้เวลาด้วย
ปัญหาคือโมในวัยนี้ไม่น่าอยู่ในวัยที่มีแรงจะปรับตัวเข้าหาใครแล้ว ทีมควรจะปรับตัวเข้าหาเพื่อประคับประคอง เพราะถึงจะโรยราแต่ซาลาห์ยังเป็นหนึ่งในตัวสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์กับทีมเสมอ ขอแค่มีจังหวะเหมาะเหม็งเท่านั้น
นอกเหนือจากนั้นคือระบบสนับสนุน (Support system) ของโมที่หายไป จากแบ็กขวาที่เคยมี “TAA66” และหมายเลข 10 อย่างโซโบสไลที่พร้อมขยับมาช่วย ฤดูกาลนี้แทบมองไปไม่เห็นใครเลย คือมีก็จริงแต่ความเข้าขารู้ใจไม่มี
บอลแทงยาวสวยๆ จากเทรนต์ที่ให้เขาชิงความได้เปบรียบกับกองหลังหายไป
ดังนั้นแทนที่จะปล่อยให้โมเดียวดาย สลอตควรจะต้อง “ใส่ระบบ” เข้าไปช่วยเกมทางฝั่งขวาของเขามากขึ้น มากกว่าจะเน้นขึ้นแค่ทางซ้ายที่ประสิทธิภาพห่างไกลกันมาก
และในบางจังหวะสถานการณ์หากประเมินแล้วว่าโมกำลังวังชาตก การเปลี่ยนตัวเขาออกมาพักเพื่อให้คนอื่นลงมาช่วยทีมบ้างก็เป็นอีกหนึ่งการช่วยเหลือเช่นกัน นั่นคืองานของสลอตที่จะต้องบริหารจัดการให้ได้

ในฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลแสดงให้เห็นถึงความประมาทเลินเล่อในการเล่นให้เห็นโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นในเกมรับที่ผลัดกันก่อความผิดพลาดให้เห็น ไม่ว่าวิ่งถอยไม่ยอมเข้าบอลบ้าง หรือการจ่ายลั่นให้เพื่อนต้องลำบาก ไปจนถึงการยืนคุมตำแหน่งไม่ดีเปิดพื้นที่ให้คู่แข่งจู่โจม
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการรับส่งบอลที่ขาดความแม่นยำไม่เฉียบไม่คมเหมือนก่อน
สิ่งเหล่านี้ต่อให้ไม่ได้ตั้งใจแต่ก็เกิดขึ้นได้สำหรับทีมที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว อาการของความประมาทเลินเล่อ (Complacency) เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งจะสวนทางกับทีมคู่แข่งที่ตั้งใจมาอย่างเต็มที่เพื่อจะล้มแชมป์ให้ได้ และนั่นทำให้ลิเวอร์พูลตกอยู่ใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก ซึ่งก็เริ่มลำบากจริงๆ แล้ว
ในเวลาแบบนี้สิ่งที่จะช่วยให้ผ่านไปได้คือการกลับมาโฟกัสกับการเล่นแบบพื้นฐาน ตั้งแต่การรับส่งบอล การเคลื่อนที่หาตำแหน่ง ไปจนถึงเกมรับที่ต้องคิดเสมอว่าการขยับต่อให้แค่ 1 ก้าว หรือการเทคตัวขึ้นกลางอากาศมีส่วนในการช่วยป้องกันประตูให้ทีมได้
เจมี คาร์ราเกอร์ มองเห็นสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่ช่วงแรกของฤดูกาล ถึงแม้ลิเวอร์พูลจะเก็บชัยชนะได้ตลอดแต่ฟอร์มการเล่นของพวกเขาไม่เหมือนทีมที่จะเป็นแชมป์เลยแม้แต่น้อย และหากเรามองย้อนกลับไปในฤดูกาลที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกันทีมชุดนั้นเล่นได้ดีและแน่นอนกว่านี้มาก (ชนะง่ายจนแฟนบอลบอกไม่ชิน)
ความยากคือการรวบรวมสิ่งเหล่านี้กลับมาไม่ง่ายนักและไม่เคยง่าย มีทีมที่เคยประสบความสำเร็จมากมายที่พร้อมจะล้มเหลวในฤดูกาลถัดไป
เพียงแต่สำหรับลิเวอร์พูลทีมนี้ ดีเกินกว่าที่จะบอกว่าพวกเขาจะเจอกับขวบปีที่ล้มเหลว

หนึ่งในเรื่องเล็กที่เอ็นโซ มาเรสกา นายใหญ่เชลซีบอกก่อนจะลงสนามพบกับลิเวอร์พูลคือการชื่นชมทีมของสลอตที่ทำทุกอย่างได้ดี
เพราะและได้โปรดอย่าลืมว่าพวกเขาทุกคนเพิ่งผ่านความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่มา
ผลกระทบจากการจากไปของดีโอโก โชตา เป็นแผลทางใจที่ไม่ได้หายง่ายๆ เพียงแต่ในเวลาที่ทีมแพ้ความไม่พอใจ ความผิดหวัง ความอะไรหลายอย่างจากแฟนฟุตบอลโดยเฉพาะบนโลกออนไลน์ก็อาจจะลืมไปว่า “พวกเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง”
งานของสลอตอีกอย่างที่ควรทำและอาจทำคือการพยายามสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันกับแฟนฟุตบอลอีกครั้ง ไม่ว่าจะผ่านคำพูดหรือผ่านการกระทำอะไรสักอย่าง
เหมือนครั้งหนึ่งที่คล็อปป์เคยพานักเตะเดินไปขอบคุณแฟน ๆ ที่ตามไปเชียร์ในเกมที่ไล่ตามตีเสมอเวสต์ บรอมวิช อัลเบียน 2-2 ที่คนอื่นมองแล้วขำขันเพราะคิดว่าเป็นสิ่งไร้สาระแต่มันคือโมเมนต์สำคัญที่เปลี่ยนโชคชะตาของลิเวอร์พูลจนถึงวันนี้
ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลไม่ได้มีหน้าที่แค่ดูแลนักเตะในสนามเท่านั้น แฟนฟุตบอลคือคนที่พวกเขาต้องดูแลและทำความเข้าใจ
โดยเฉพาะในวันอ่อนแอแบบนี้ การขอพลังสักหน่อยไม่ใช่เรื่องเสียหาย
เชื่อเถอะว่าเดอะ ค็อปไม่ใจร้ายหรอก พวกเขารู้ดีว่าหน้าที่ของเขาคืออะไร…
The post การบ้าน 5 ข้อที่สลอตต้องทำ เพื่อพาลิเวอร์พูลตั้งหลักใหม่อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในปี 1996 ด้วยผลของกฎบอสแมนที่เพิ่งบังคับใช้ได้ไม่นาน ด […]
The post The Wizard จิอันฟรังโก โซลา (Part 2) ตำนานพ่อมดแห่งเดอะ บริดจ์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในปี 1996 ด้วยผลของกฎบอสแมนที่เพิ่งบังคับใช้ได้ไม่นาน ด้วยวิสัยทัศน์ของเคน เบตส์ รวมถึงแมทธิว ฮาร์ดิง มือขวาคนสำคัญ (ผู้จากไปก่อนวัยอันควรจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก) และด้วยบารมีของรุด กุลลิท นักเตะซูเปอร์สตาร์จากต่างแดนคนแรกในสแตมฟอร์ด บริดจ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Foreign Revolution”
การปฏิวัติจากนักเตะต่างชาติในเกมฟุตบอลอังกฤษจึงเกิดขึ้น และไม่มีทีมใดที่จะเปลี่ยนแปลงมากเท่ากับเชลซี
จิอันลูกา วิอัลลี หัวหอกพระกาฬระดับตำนานอีกคนของวงการฟุตบอลอิตาลีถูกดึงตัวมาจากยูเวนตุสในเดือนพฤษภาคม ตามด้วย โรแบร์โต ดิ มัตเตโอ กองกลางมันสมองของดีจากลาซิโอ
แต่ไม่มีการเซ็นสัญญาใดจะยิ่งใหญ่เท่ากับการที่พวกเขาได้ จิอันฟรังโก โซลา มาจากปาร์มา ด้วยสนนราคา 4.5 ล้านปอนด์ โดยเป็นการได้ตัวมาในระหว่างฤดูกาลช่วงเดือนพฤศจิกายน
โดยที่เหล่าแฟนสิงห์บลูไม่รู้เลยว่าในวันนั้นพวกเขาไม่ใช่ได้ตัวจิตรกรลูกหนังมาจากอิตาลี
เพราะตัวตนที่แท้จริงของศิลปินคนนี้คือผู้วิเศษที่ทำอะไรก็ได้ในสนาม

“ผมรู้เรื่องของเชลซีมาบ้างเพราะร็อบบี (ดิ มัตเตโอ) กับลูกา (วิอัลลี) เล่าให้ผมฟังเยอะมาก” โซลาบอกถึงเหตุผลที่ช่วยให้การตัดสินใจย้ายออกจากเซเรีย อา นั้นง่ายขึ้น ถึงแม้ว่าพรีเมียร์ลีก – หรือพรีเมียร์ชิพในเวลานั้น – จะไม่ได้เป็นลีกฟุตบอลที่อยู่ในระดับสูงสุดเหมือนที่เขาเคยอยู่ก็ตาม
ในความรู้สึกของผู้คน การย้ายจากอิตาลีมาเล่นในอังกฤษอาจจะเป็นการเดินถอยหลัง
แต่สำหรับโซลามันเป็นการเดินหน้าสู่ความท้าทายใหม่ในรูปแบบที่แตกต่าง
การมีอยู่ของเพื่อนนักเตะร่วมชาติอย่างวิอัลลี และดิ มัตเตโอ รวมถึงรุ่นพี่มากบารมีอย่างกุลลิท ที่จำใจรับตำแหน่งผู้เล่น-ผู้จัดการทีมต่อจากเกล็นน์ ฮอดเดิล ซึ่งถูกปลดก่อนจากทีมจะไปรับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษต่อจากเทอร์รี เวนาเบิลส์ มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้ชีวิตใหม่ของโซลาไม่ได้โหดร้ายนัก
อีกทั้งเขาเองก็พอรู้จักพรีเมียร์ชีพอยู่บ้างจากการเป็นคนเปิดหูเปิดตา
โดยที่เมื่อได้มาสัมผัสของจริงแล้ว ทุกอย่างมันดีกว่าที่เคยดูหรือเคยได้ยินเสียอีก
“ผมอยากได้ประสบการณ์ใหม่ๆ และผมก็รอจะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ในต่างแดนมาตลอด เชลซีมีดิ มัตเตโอ, วิอัลลี และกุลลิท ผมจำได้ว่าตอนที่เจอกับลูกาในทีมชาติเขาพูดถึงประสบการณ์การเล่นที่นี่เอาไว้ดีมากๆ ทั้งทีม ทั้งลีก และแฟนบอลทุกคน” โซลาบอกในเวลาต่อมาถึงการตัดสินใจในวันนั้นในการแจ้งกับปาร์มาว่าขอย้ายไปเชลซี ซึ่งกลายเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา
ในทางกลับกันมันก็เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดของเชลซีด้วยเหมือนกัน

แม้จะเป็นนักฟุตบอลรูปร่างเล็กสูงเพียง 5 ฟุต 6 นิ้ว แต่ในนั้นเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์อยู่ทุกอณูรูขุมขน
โซลาไม่ได้เป็นแค่ “Trequalista” หรือนักฟุตบอล “หมายเลข 10” แต่เป็นนักเตะในระดับ “Fantatista” ผู้สร้างสิ่งเหลือเชื่อให้เกิดขึ้นได้ในสนาม
หนึ่งในบทพิสูจน์เรื่องนี้เกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 1997 เมื่อโซลา “เริงระบำ” ท่ามกลางแนวรับของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในกรอบเขตโทษก่อนที่จะยิงผ่านปีเตอร์ ชไมเคิล เข้าไปชนิดที่เหล่าปีศาจแดงอ้าปากค้างกันทั้งสนามด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา
เพราะมันเป็นการเล่นที่น่าเหลือเชื่อ ซึ่งมีขึ้นได้แต่เฉพาะเหล่านักเตะผู้เอกอุทางศิลปะการเล่นลูกหนังเท่านั้นที่ทำได้ เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากตำราไม่มีใครสอน แต่โซลาทำได้ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขาคือศิษย์ผู้ใกล้ชิดกับดีเอโก อาร์มันโด มาราโดนา ผู้ยิ่งใหญ่ด้วย
แต่สำหรับแฟนเชลซี ความมหัศจรรย์นี้พวกเขาเริ่มคุ้นชินแล้ว เพราะสตาร์คนใหม่จากอิตาลีสำแดงให้เห็นตั้งแต่เกมนัดแรกที่ลงสนามพบกับแบล็คเบิร์น โรเวอร์สเลยทีเดียว
ก่อนที่โซลาจะมีส่วนสำคัญในการช่วยพาเชลซี พิชิตแชมป์เอฟเอ คัพ ด้วยการเอาชนะมิดเดิลสโบรห์ 2-0 (ดิ มัตเตโอ ยิงประตูขึ้นนำตั้งแต่ 43 วินาทีแรก ซึ่งเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ณ ขณะนั้น) ซึ่งเป็นการคว้าโทรฟีใบแรกในรอบ 28 ปีของสโมสร และลบความเจ็บปวดจากการพลาดแชมป์รายการนี้ในปี 1994 เมื่อพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศต่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดขาดลอยถึง 4-0
โดยที่ระหว่างทางโซลา ยังสร้างความมหัศจรรย์ต่อเนื่องรวมถึงลูกปั่นโค้งจากระยะ 25 หลาในเกมที่พบกับลิเวอร์พูลที่ช่วยให้เชลซีพลิกจากตามหลัง 0-2 กลับมาเอาชนะได้ 4-2 และประตูตอกส้นใส่วิมเบิลดันในรอบรองชนะเลิศ
จบฤดูกาลนั้นเขาได้รับการโหวตให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีจากสมาคมนักข่าวฟุตบอลอังกฤษ (FWA) ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงคุณค่าเพราะคนที่ลงคะแนนให้คือเหล่านักข่าวและนักเขียนผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสิ้น

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาโซลากลายเป็นคนสำคัญที่เชลซีไม่อาจขาดได้ ในฤดูกาล 1997/98 เขาพาเชลซีคว้าแชมป์ได้อีก 3 รายการทั้งลีก คัพ, ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ (แม้ว่าจะบาดเจ็บจนอดลงนัดชิงที่พบกับสตุ๊ตการ์ตก็ตาม) และยูเอฟ ซูเปอร์ คัพ
ต่อด้วยการเป็นแกนหลักค้ำยันทีมในการผจญภัยในยูเอฟา แชมเปียนส์ ลีก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรในฤดูกาล 1999/00
แม้ว่าเชลซี จะไปไม่ถึงปลายทางในรายการระดับสโมสรยุโรป แต่น้องใหม่อย่างพวกเขาก็ไปได้ถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายเลยทีเดียว (ยิงฟรีคิกใส่บาร์เซโลนาด้วย!) และจบฤดูกาลนั้นโซลา ก็ยังมีส่วนในการพาทีมเป็นแชมป์อีกครั้งในรายการเอฟเอ คัพ ด้วยการเอาชนะแอสตัน วิลลาได้สำเร็จ
โดยที่ในเกมนั้นเขาทั้งยิงประตูด้วยลูกปั่นฟรีคิกสุดสวย และถวายพานให้ดิ มัตเตโอ ทำอีกประตูด้วย
อย่างไรก็ดีไม่มีอะไรที่จีรังและยั่งยืน แม้แต่นักเตะอย่างโซลาเองก็เริ่มถูกลดบทบาทลง จากนโยบายการหมุนเวียนผู้เล่น (โรเทชัน) ของวิอัลลี และการเข้ามาของกองหน้าคนใหม่อย่าง ไอเดอร์ กุดยอห์นเซน ที่บทบาททับซ้อนกันและหนุ่มแน่นกว่า ทำให้ได้จับคู่กับจิมมี ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ หัวหอกพระกาฬยุคใหม่
ก่อนที่ทุกอย่างเหมือนจะแย่ลงเมื่อเคลาดิโอ รานิเอรี เข้ามาคุมทีมเชลซีในฤดูกาล 2001/02 พร้อมกับนโยบายในการผ่องถ่ายนักเตะอายุมากออกจากทีมเพื่อเปิดทางให้นักเตะรุ่นใหม่มากขึ้น แม้โซลาจะยังได้อยู่กับทีมต่อไปแต่บทบาทของเขาก็ถูกลดทอนลงเรื่อยๆ
ถึงอย่างนั้นพ่อมดแห่งเดอะ บริดจ์ก็ยังสำแดงเดชให้เห็นบ้างยามมีโอกาสให้แฟนๆได้หายคิดถึง
จนถึงฤดูกาล 2002/03 ในยามที่ทุกคนคิดว่าเขาคงจะ “หมด” แล้ว
ผู้วิเศษคนนี้เลือกที่จะร่ายมนตร์ชุดใหญ่สุดตระการตาให้เห็นตลอดฤดูกาล ด้วยการกลับมาคืนฟอร์มเก่งอีกครั้ง ในฤดูกาลนี้โซลาทำไปถึง 16 ประตู ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับเชลซี จนได้รับการโหวตให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร และช่วยพาทีมกลับไปแชมเปียนส์ ลีกได้อีกครั้งด้วย
ประตูสุดท้ายของเขากับเชลซีคือลูกชิพโด่งจากริมกรอบเขตโทษเข้าไปอย่างสุดเหนือชั้นในเกมกับเอฟเวอร์ตันในวันอีสเตอร์

และในช่วงเวลาสุดท้ายของเขาในเสื้อสีน้ำเงิน โซลาซึ่งลงสนามในช่วง 20 นาทีสุดท้ายในเกมกับลิเวอร์พูล แสดงให้เห็นถึง “คลาส” ของนักเตะระดับสุดยอดของโลกผู้บรรลุศาสตร์ของการเล่นลูกหนังด้วยการเลี้ยงหลบนักเตะลิเวอร์พูล 4 คนในช่วงสุดท้ายของเกม
ลีลานั้นทำให้ไม่ใช่แค่แฟนบอลเชลซีต้องลุกขึ้นเพื่อปรบมือให้ แม้แต่แฟนเดอะ ค็อปเองก็ลุกขึ้นเพื่อปรบมือให้เกียรติและขอบคุณนักฟุตบอลจอมมหัศจรรย์ผู้นี้ที่จะอำลาเชลซีหลังจบฤดูกาล และกลับไปใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตการเล่นกับกายารีในบ้านเกิด
แต่ถึงจะยิ่งใหญ่แค่ไหน สิ่งที่ทำให้โซลาเป็นที่รักของแฟนเชลซีมากที่สุดไม่ได้อยู่แค่ผลงานในสนาม
ความอ่อนน้อมถ่อมตน รอยยิ้ม ความซื่อ ความเป็นคนง่ายๆ ความเป็นคนเชยๆ บ้านๆ และที่สำคัญคือไมตรีที่มีให้กับแฟนบอลคือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นนักฟุตบอลที่แฟนเชลซีรักมากที่สุดคนหนึ่ง
และจนถึงทุกวันนี้ความรักนั้นก็ยังคงอยู่เสมอไม่เคยเปลี่ยนแปลง
นั่นอาจเป็นเวทมนตร์บทสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุดจากผู้วิเศษลูกหนังคนนี้
The post The Wizard จิอันฟรังโก โซลา (Part 2) ตำนานพ่อมดแห่งเดอะ บริดจ์ appeared first on THE STANDARD.
]]>