ในที่สุดเชลซีก็กลับมาเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก…เดี๋ยว […]
The post PL Summer Series การทดลองทางวิทยาศาสตร์อีกครั้งของพรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในที่สุดเชลซีก็กลับมาเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก…เดี๋ยว ไม่ใช่ แชมป์นี้มันคือรายการพรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ (Premier League Summer Series) ต่างหาก
แต่ก็เอาเถิด สำหรับทีมที่ประสบปัญหามากมายตลอดฤดูกาลที่แล้ว การเริ่มต้นใหม่ด้วยโทรฟีสักใบภายใต้การนำของ เมาริซิโอ โปเชตติโน กับขุมกำลังคนรุ่นใหม่เกือบยกทีม ก็ถือเป็นความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ที่เก็บเกี่ยวเอาไว้ใช้เป็นต้นทุนสำหรับฤดูกาลหน้าได้
เช่นเดียวกับพรีเมียร์ลีกที่เก็บเกี่ยวความสำเร็จและประสบการณ์จากพรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของทัวร์นาเมนต์เล็กๆ สำหรับช่วงพรีซีซัน ที่เปรียบแล้วก็เหมือนการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของลีกฟุตบอลอันดับหนึ่งของโลก
ผลการทดลองออกมาเป็นอย่างไร และรายการนี้จะนำไปสู่อะไรต่อไปในวันข้างหน้า?
Christopher Nkunku has doubled @ChelseaFC‘s advantage before half time!
#PLSummerSeries
https://t.co/8VoNPCC9ho pic.twitter.com/zq00RLuFGN
— Premier League (@premierleague) July 30, 2023
สำหรับรายการพรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ ในปีปฐมฤกษ์นั้น จะไปแข่งขันกันที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่สำหรับสโมสรฟุตบอลจากยุโรปในช่วงพรีซีซัน
โดยมีทีมตกลงเข้าร่วมรายการทั้งหมด 6 ทีมด้วยกัน ประกอบไปด้วย เชลซี, เบรนท์ฟอร์ด, ไบรท์ตันแอนด์โฮฟอัลเบียน, ฟูแลม, นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด และ แอสตัน วิลลา ซึ่งทั้งหมดลงแข่งขันทีมละ 3 นัด
รวมแล้วจะมีเกมทั้งหมด 9 นัดด้วยกันใน 5 เมืองของสหรัฐอเมริกา อันได้แก่ แอตแลนตา (จอร์เจีย), แฮร์ริสัน (นิวเจอร์ซีย์), ออร์แลนโด (ฟลอริดา), ฟิลาเดลเฟีย (เพนซิลเวเนีย) และ แลนโดเวอร์ (แมริแลนด์)
ระยะเวลาในการแข่งขันคือตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม จนจบเกมสุดท้ายเมื่อคืนวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ผลการแข่งขันมีดังนี้
22 กรกฎาคม (ลินคอล์น ไฟแนนเชียล ฟิลด์, ฟิลาเดลเฟีย)
23 กรกฎาคม (ลินคอล์น ไฟแนนเชียล ฟิลด์, ฟิลาเดลเฟีย)
26 กรกฎาคม (เมอร์เซเดส-เบนซ์ สเตเดียม, แอตแลนตา)
26 กรกฎาคม (เอ็กซ์โพลเรีย สเตเดียม, ออร์แลนโด)
28 กรกฎาคม (เรดบูลอารีนา, นิวเจอร์ซีย์)
30 กรกฎาคม (เฟดเอ็กซ์ฟิลด์, แมริแลนด์)
จากผลการแข่งขันทั้งหมด เชลซีซึ่งชนะ 2 เสมอ 1 จึงได้แชมป์พรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ ครั้งแรกไปครอง เป็นการเอาฤกษ์เอาชัยก่อนเริ่มฤดูกาลใหม่
โดยมีนักเตะที่ทำผลงานในรายการนี้ได้ดีหลายคน ซึ่งรวมถึง คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนคู และ นิโคลัส แจ็คสัน (หวัง?) สองตัวรุกหน้าใหม่ของเชลซีที่ผลงานสะดุดใจอย่างมาก
เหตุผลนั้นเป็นเพราะขนาดของตลาดที่ใหญ่จนไม่สามารถมองข้ามได้ในความบ้ากีฬาของชาวอเมริกัน ที่นับวันก็ยิ่งปันใจรักกีฬา ‘ซอกเกอร์’ มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ชาวอเมริกันเครซีเกมลูกหนังมากขึ้นไปอีกหลังจากที่ ลิโอเนล เมสซี มาเปิดตำนานบทสุดท้ายของเขากับอินเตอร์ ไมอามี
ที่ผ่านมาพรีเมียร์ลีกเองพยายามจะเปิดตลาดที่สหรัฐอเมริกาผ่านการมาทัวร์ของสโมสรต่างๆ แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกจริงๆ ที่พวกเขาเดินหน้าลุยอย่างเต็มตัว
แต่อีกเหตุผลที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เรื่องของความเพียบพร้อมและความเป็นส่วนตัวของทีมที่จะใช้สำหรับการตระเตรียมทีมเพื่อสู้ศึกก่อนฤดูกาลใหม่ ก็มีส่วนสำคัญ ซึ่งสหรัฐอเมริกามีความพร้อมครบทุกด้าน แต่ละสโมสรสามารถวางแผนได้ล่วงหน้าว่าจะเลือกเก็บตัวที่ไหน เพราะทุกรัฐ ทุกเมืองมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบพร้อมมาก บางแห่งอยู่ในมาตรฐานระดับโลกเลยด้วย
พูดกันตรงไปตรงมา ให้เลือกระหว่างการมาทัวร์สหรัฐฯ กับการมาทัวร์เอเชีย ถ้าเลือกได้ ตัวเลือกแรกเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในแง่ของการเตรียมทีม
อย่างไรก็ดี จุดเริ่มต้นจริงๆ ของทัวร์นาเมนต์นี้เกิดขึ้นในเอเชีย และเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

เชลซี แชมป์พรีเมียร์ลีก เอเชีย โทรฟี ครั้งแรก
จุดเริ่มต้นของการออกทัวร์ของพรีเมียร์ลีกที่เป็นการนำจากพรีเมียร์ลีกจริงๆ ต้องย้อนกลับไปไกลถึงปี 2003 เลยทีเดียว
จากกระแสความคลั่งไคล้ของแฟนฟุตบอลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้พรีเมียร์ลีกตัดสินใจนำทีมฟุตบอลเดินสายทัวร์เพื่อสร้างฐานแฟนฟุตบอล ซึ่งการมาทัวร์ครั้งแรกเกิดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย โดยมี 3 ทีมจากพรีเมียร์ลีกอังกฤษ (ในฤดูกาลนั้น) ที่เข้าร่วม ได้แก่ เชลซี, นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด และเบอร์มิงแฮม และทีมชาติมาเลเซีย
ปรากฏว่ารายการครั้งนั้นถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร ทำให้มีการสานต่ออีกครั้ง ซึ่งครั้งที่ 2 จัดขึ้นในอีก 2 ปีต่อมาที่ประเทศไทยของเรา โดยมี โบลตัน วันเดอร์เรอร์ส, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เอฟเวอร์ตัน และทีมชาติไทย ชุด U-23 เข้าร่วม
เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จนักเพราะทีมที่มาไม่ใช่แม่เหล็กมากพอ ทำให้พรีเมียร์ลีกต้องปรับกลยุทธ์บ้าง โดยจะต้องมีทีมใหญ่ที่มีฐานแฟนฟุตบอลมาเรียกแขกหน่อย ซึ่งก็ทำได้ดีในปี 2007 ที่ฮ่องกง ซึ่งมีทีมท็อปสุดอย่างลิเวอร์พูลนำทัพ มาพร้อมกับปอร์ทสมัธ, ฟูแลม และทีมสโมสรท้องถิ่นเซาท์ไชนาของฮ่องกง
รายการในปี 2007 ผมเองมีประสบการณ์ตรงเพราะได้ไปทำข่าวในรายการนี้ด้วย และต้องบอกว่าประสบความสำเร็จพอสมควร แฟนบอลเข้ามาชมกันเต็มความจุสนามเลยทีเดียว ในบรรยากาศที่ถือว่าดีมาก
หลังจากนั้นก็มีการเดินทางมาอีกทุก 2 ปี แต่จะไปทางฮ่องกงเป็นหลัก ซึ่งได้เป็นเจ้าภาพอีกถึง 3 ครั้ง (รวม 4 ครั้ง) ในปี 2011, 2013 และ 2017 มีไปที่จีน 2 ครั้งคือปี 2009 ที่ปักกิ่ง และในปี 2019 ที่เซี่ยงไฮ้ ส่วนที่สิงคโปร์ที่เป็น ‘ฮับ’ ของอาเซียนได้เป็นเจ้าภาพ 1 ครั้งในปี 2015
ทั้งนี้ จากการเป็นภูมิภาคที่พรีเมียร์ลีกให้ความสำคัญมาโดยตลอด แน่นอนว่ามีโอกาสที่พรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ จะกลับมาเอเชียอีกครั้ง ซึ่งอาจจะไม่ได้วนเวียนอยู่แค่ในอาเซียน หรือฮ่องกงและจีน แต่อาจได้ออกไปโซนญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือไปไกลกว่านั้นที่อินโดนีเซีย
หรืออาจจะเป็นการ ‘ทัวร์’ ไปเรื่อยในหลายประเทศติดต่อกันก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน

พรีเมียร์ลีกอยากทำได้แบบ NFL ที่เดินสายทัวร์ทุกปี
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับรายการพรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ อยู่ที่การมองไปยังอนาคตข้างหน้า
โมเดลของรายการนี้มีความคล้ายคลึงกับการออกเดินสายของศึกอเมริกันฟุตบอล NFL ที่มีการมาแข่งขันที่ลอนดอนในประเทศอังกฤษด้วย ซึ่งได้รับความนิยมสูงมาก ซึ่งนอกจาก NFL ก็มี NBA ที่เคยออกมาทัวร์ที่ประเทศจีนแบบเป็นเรื่องเป็นราว
ความจริงพรีเมียร์ลีกเองเคยคิดการใหญ่ที่จะทำอะไรแบบนี้มานาน ภายใต้โปรเจกต์ที่เรียกว่า ‘เกมที่ 39’ (Game 39) ซึ่งมีการเสนอแนวคิดนี้มาตั้งแต่ปี 2008 โดยนอกเหนือจากการแข่งขันลีกปกติแบบเหย้า-เยือน 38 นัดแล้ว จะให้มีเกมที่ 39 ซึ่งจะจัดขึ้นตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยจะให้ผลการแข่งขันมีผลต่อคะแนนในฤดูกาลด้วย
อย่างไรก็ดี ปัญหาเรื่องของหลักการ (Integrity) ของเกมที่ 39 ที่ขัดต่อหลักการแข่งขันที่บริสุทธิ์ยุติธรรมของฟุตบอลลีก ซึ่งมีคำถามที่ตอบไม่ได้ เช่น ใครจะเจอใคร ใครจะเป็นทีมเหย้า-เยือน แล้วมันจะยุติธรรมได้อย่างไร จะมีการเอื้อประโยชน์ทีมใหญ่หรือไม่ ฯลฯ ทำให้เรื่องนี้ถูกชะลอไว้และค่อยๆ เงียบหายไป
แต่การเกิดขึ้นของพรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ อาจเรียกได้ว่าเป็นการกลับมาเกิดใหม่ของเกมที่ 39 ได้เช่นเดียวกัน แต่เป็นรูปแบบที่แตกต่าง และอาจเรียกได้ว่าเป็น Lite Version ของเกมที่ 39 เพื่อชิมลางและ ‘ทดลองให้ดู’ ก่อนว่า การออกมาทัวร์ต่างประเทศพร้อมๆ กันหลายๆ ทีมนั้นสามารถประสบความสำเร็จได้มากแค่ไหน และส่งผลดีต่อการขยายฐานแฟนฟุตบอลใหม่ๆ ได้อย่างไร
เพราะแม้ทุกทีมจะมีประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่แฟนฟุตบอลทั่วโลกมีอีกจำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นใหม่ทุกวัน และด้วยพลานุภาพของสื่อยุคใหม่ โซเชียลมีเดียทำให้กระชากใจแฟนบอลได้อย่างง่ายดาย ซึ่งก็มีตัวอย่างทีมอย่าง เร็กซ์แฮม สโมสรเล็กๆ ในลีกล่างๆ ที่มีการสร้างสตอรีจากเจ้าของที่เป็นดาราฮอลลีวูดอย่าง ไรอัน เรย์โนลด์ส ที่ต่อยอดจากโซเชียลมีเดียมาสู่การทัวร์สหรัฐฯ เช่นกันในช่วงฤดูร้อนนี้
รายการพรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ ที่เพิ่งจบลงไปจึงเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่พอจะได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ได้ผลดีและมีโอกาสที่จะต่อยอดทำอะไรได้อีกมาก
และพอจะบอกปิดท้ายได้ว่า กู๊ดบายซัมเมอร์ เอ้อเหอไม่ได้มีแค่เทอมเดียวแน่นอน (ใครทันมุกนี้ถือว่ามีอายุแล้วนะครับ!)
อ้างอิง:
The post PL Summer Series การทดลองทางวิทยาศาสตร์อีกครั้งของพรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.
]]>