ดูเหมือนตอนนี้โอกาสคว้า ‘แชมป์พรีเมียร์ลีก’ อยู่ในมือขอ […]
The post ใครจะคว้าแชมป์? โค้งสุดท้าย..เกมเดิมพันแชมป์พรีเมียร์ลีก 2025/26 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ดูเหมือนตอนนี้โอกาสคว้า ‘แชมป์พรีเมียร์ลีก’ อยู่ในมือของอาร์เซนอลแล้ว
หลังแมนฯ ซิตีเก็บได้เพียง 1 แต้มจากเกมบุกเสมอเอฟเวอร์ตันค่ำคืนที่ผ่านมา ส่งให้สถานการณ์ลุ้นแชมป์ขยับมาอยู่ฝั่งเดอะ กันเนอร์สอย่างชัดเจน
หากอาร์เซนอลคว้าชัยได้ครบทั้ง 3 นัดที่เหลือ พวกเขาจะทวงบัลลังก์แชมป์ลีกสูงสุดกลับมาได้อีกครั้ง หลังรอคอยยาวนานถึง 22 ปี นับตั้งแต่ฤดูกาลไร้พ่าย 2003/04
แล้วคุณผู้อ่านล่ะ คิดว่าเมื่อจบฤดูกาล… อาร์เซนอลจะเข้าป้ายคว้าแชมป์ หรือแมนฯ ซิตีจะเร่งเครื่องแซงในโค้งสุดท้าย? มาร่วมคอมเมนต์แชร์ความเห็นกันได้เลย

The post ใครจะคว้าแชมป์? โค้งสุดท้าย..เกมเดิมพันแชมป์พรีเมียร์ลีก 2025/26 appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้กระทั่งเดอะ ค็อป หนึ่งแฟนฟุตบอลที่ได้รับการยกย่องในเ […]
The post ถึงเวลาไป? เหตุผลที่ลิเวอร์พูลควรแยกทางอาร์เนอ สลอต appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้กระทั่งเดอะ ค็อป หนึ่งแฟนฟุตบอลที่ได้รับการยกย่องในเรื่องของความจงรักภักดีและสนับสนุนทีมอย่างสุดหัวใจก็ทนดูไม่ไหว
ภาพของกองเชียร์ที่เดินออกจากสนามแอนฟิลด์เพื่อกลับบ้านทั้งๆ ที่เกมยังไม่จบลง โดยมีแฟนบอลพีเอสวี ไอนด์โฮเฟน ที่ยกพลตามมาเชียร์จากเนเธอร์แลนด์ล้อเลียนด้วยการโบกมือส่ง เป็นภาพที่สะท้อนใจในสถานการณ์ของลิเวอร์พูลในเวลานี้
ความปราชัยต่อแชมป์ลีกดัตช์แบบหมดสภาพถึง 4-1 เป็นการแพ้นัดที่ 3 ติดต่อกันโดยเป็นการแพ้ด้วยผลต่าง 3 ประตูทุกนัด รวมแล้วเสียมากถึง 10 ประตู ซึ่ง 2 เกมหลังสุดเป็นการแพ้คาแอนฟิลด์ด้วย
12 นัดหลังสุดพวกเขาพ่ายแพ้ไปแล้วถึง 9 นัด
และ 12 ยังเป็นตัวเลขอันดับทั้งในพรีเมียร์ลีก และในยูเอฟา แชมเปียนส์ ลีก รอบลีกเฟส
อาร์เนอ สลอต กำลังตกเป็นเป้าที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และคำถามในเวลานี้ดูเหมือนจะถูกตัดออกเหลือเพียงแค่คำถามเดียวเท่านั้น
ถึงเวลาที่ลิเวอร์พูลต้องอำลาผู้จัดการทีมที่เพิ่งพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เมื่อ 6 เดือนก่อนแล้วใช่ไหม?

“หายนะ” น่าจะเป็นหนึ่งในคำที่แทนสิ่งที่เกิดขึ้นกับลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ได้ดีที่สุด
เพราะหลังจากคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 2 ในรอบ 5 ปีได้เมื่อเดือนพฤษภาคม เสริมทัพอย่างน่าตื่นเต้นด้วยผู้เล่นระดับสตาร์ค่าตัวแพงรวมกันด้วยงบประมาณมากกว่า 400 ล้านปอนด์ และคว้าชัยชนะรวดใน 7 เกมแรกของฤดูกาล
ลิเวอร์พูลกลายเป็นคนละทีมอย่างสิ้นเชิง
ความพ่ายแพ้ในช่วงท้ายเกม 3 นัดรวดต่อคริสตัล พาเลซ, เชลซี และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมหาศาล ก่อนที่ทุกอย่างจะล่มสลายลงต่อหน้าด้วยผลงานแพ้ถึง 9 จาก 12 นัดหลังสุด
ผลงานที่เลวร้ายในระดับที่สามารถจะพูดได้ว่าหากเกิดขึ้นที่สโมสรอื่นในพรีเมียร์ลีก และไม่ใช่คนที่เพิ่งพาทีมคว้าแชมป์ใหญ่มาไม่กี่เดือนที่แล้ว
อาร์เนอ สลอต จะกลายเป็นคนตกงานอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ดีเวลานี้ดูเหมือนกุนซือชาวดัตช์ที่เคยมีโลกอันสดใสอยู่ดีๆ กำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล ไม่ใช่เพียงแค่การเสียศรัทธาและความชอบธรรมจากแฟนบอลที่เคยให้การสนับสนุน แต่ดูจากปฏิกิริยาภาษากายของลูกทีมในเกมที่พ่ายยับต่อพีเอสวี ก็น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
มีรายงานข่าวว่าสลอต ได้ถูกเรียกตัวเข้าพบกับฝ่ายบริหารของสโมสรเพื่อหารือถึงปัญหาและวิกฤติที่เกิดขึ้นแล้ว ท่ามกลางการคาดเดาถึงการตัดสินใจสำคัญที่จะเกิดขึ้น
โดยปกติแล้วสโมสรอย่างลิเวอร์พูล เป็นสโมสรที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการสนับสนุนการทำงานของผู้จัดการทีมอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากมากขนาดไหนก็ตาม ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์จำนวนมากยังเชื่อว่าสลอตจะยังได้รับเวลาและโอกาสในการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น
แต่ในเวลาเดียวกัน สัญญาณที่ส่งมาจากทีมและตัวของเขาเองในเวลานี้ ก็มีหลายอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลว

ความล้มเหลวอย่างแรกที่ปฏิเสธไม่ได้ในฐานะการเป็นโค้ชหรือผู้จัดการทีมคือเรื่องแท็กติกการเล่น
ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ชื่อของอาร์เนอ สลอต ได้รับการชื่นชมอย่างมากจากโลกฟุตบอลในฐานะโค้ชที่สามารถทำทีมเล่นฟุตบอลในแบบสมัยใหม่ได้อย่างเป็นระบบ ในแบบที่เรียกว่า ‘Slotball’
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือนับตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว สลอตยังไม่สามารถ ‘ติดตั้ง’ ระบบการเล่นดังกล่าวให้กับลิเวอร์พูลได้เลย
มีเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆในระหว่างเกมพรีซีซันฤดูกาลที่แล้วที่พอจะได้เห็นเค้าลางของ Slotball ที่เคยทำให้เฟเยนอร์ด ร็อตเตอร์ดัมคว้าแชมป์ลีกดัตช์ได้ 1 สมัย แต่หลังจากนั้นสลอตเลือกจะยึดระบบการเล่นในพื้นฐานเดิมคือฟุตบอลเพรสซิงแบบเจอร์เกน คล็อปป์ เพียงแต่มีการปรับจูนเล็กน้อยตามความเหมาะสม
ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าดีเกินคาดสำหรับหลายคนด้วยการพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้
แต่ในฤดูกาลนี้กุนซือชาวดัตช์พยายามที่จะปรับเปลี่ยนสไตล์ของทีมให้เป็นแนวทางของตัวเองมากขึ้น ลดการเพรสซิงลง เน้นการคอนโทรลบอลมากขึ้น ให้อิสระมิดฟิลด์ในการเติมเกม รวมถึงตัวริมเส้น
ปัญหาคือทีมเล่นไม่ได้อย่างที่อยากได้ ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่เล่นช้า ไม่อันตราย และเต็มไปด้วยจุดอ่อนในเกมรับ
ทุกทีมรู้หมดว่าเล่นกับลิเวอร์พูลต้องทำอย่างไรบ้าง 1-2-3-4-5 แต่สลอตไม่รู้ว่าจะให้ทีมเอาชนะแผนการเหล่านั้นได้อย่างไร และนั่นคือปัญหา

ถึงจะผลงานเลวร้ายดูไม่จืดขนาดไหน แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือลิเวอร์พูลเป็นทีมที่เต็มไปด้วยผู้เล่นคุณภาพสูงมากมายแทบทุกตำแหน่ง
พวกเขามีซูเปอร์สตาร์ระดับท็อปอย่าง โม ซาลาห์, เวอร์จีล ฟาน ไดค์, อิบราฮิมา โคนาเต, โฟลเรียน เวียร์ตซ์, อเล็กซานเดอร์ อิซัค รวมถึง โดมินิก โซโบสไล ผู้กลายเป็น ‘เดอะ แบก’ ในฤดูกาลนี้
แต่อาร์เนอ สลอต ล้มเหลวอย่างชัดเจนในการบริหารจัดการทีม โดยเฉพาะในฤดูกาลนี้ที่มีการปรับเปลี่ยนทีมหลายจุด มีผู้เล่นย้ายเข้าและย้ายออกหลายราย
หนึ่งในปัญหาที่ชัดเจนคือจนถึงตอนนี้สลอต ไม่รู้จะใช้งานโฟลเรียน เวียร์ตซ์, อเล็กซานเดอร์ อิซัค และอูโก เอคิติเก 3 ผู้เล่นระดับสตาร์ค่าตัวมหาศาลเกือบ 300 ล้านปอนด์ด้วยกันอย่างไร ไม่นับเจเรมี ฟริมปง และมิลอส เคอร์เคซ สองฟูลแบ็กใหม่ก็ยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับทีมได้เลย (คนแรกเจ็บตลอดเวลาด้วย)
นอกจากนี้สลอต ยังมีปัญหาในการจัดการกับขุมกำลังแนวลึกของทีม
ตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว สลอตแสดงให้เห็นว่าเขาขาดความเชื่อใจในตัวลูกทีมหลายรายที่แทบจะไม่เรียกใช้งานเลยทั้งๆไม่ได้เป็นนักเตะขี้ริ้วขี้เหร่ และหลายคนทำผลงานได้น่าประทับใจด้วยซ้ำเมื่อได้โอกาส
วาตารุ เอ็นโด คือคนแรกที่แฟนบอลสงสาร เช่นกันกับเฟเดริโก คิเอซา ที่แทบไม่มีตัวตนในสายตาของสลอตในฤดูกาลที่แล้ว
รวมถึงดาวรุ่งฝีเท้าดีหลายๆ คนนอกจากจะไม่ได้รับโอกาสยังถูกปล่อยตัวออกไปจากทีมด้วย ไม่ว่าจะเป็น จาเรลล์ ควานซาห์, ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์, ไทเลอร์ มอร์ตัน ขณะที่เด็กชุดใหม่อย่าง ริโอ นูโมฮา และเทรย์ นีโอนี ก็แทบได้โอกาสลงเล่น
ตรงกันข้ามกับคนที่ถูกมองว่าเป็น ‘ลูกรัก’ อย่างโคดี คักโป ที่ได้โอกาสลงสนามต่อเนื่องแม้ว่าผลงานจะไม่เป็นที่น่าประทับใจก็ตาม
นั่นทำให้ระยะห่างระหว่างตัวจริง-ตัวสำรอง ตัวเก่า-ตัวใหม่ เกิดขึ้นชัดจนเกินไป

สภาวะวิกฤติเป็นสิ่งที่ผู้จัดการทีมทุกคนต้องเจออยู่แล้วในโลกฟุตบอลเป็นเรื่องปกติ แต่สลอต แสดงให้เห็นว่าเขายังขาดทักษะในการจัดการกับวิกฤติ (Crisis management) ในทางฟุตบอล
ในขณะที่เห็นได้ชัดว่าลิเวอร์พูลมีปัญหาใหญ่ในหลายจุด แต่ทุกจุดไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วทันท่วงที
หนักกว่านั้นคือยังตะบี้ตะบันที่จะยึดแนวทางการเล่นแบบเดิม โดยใช้ผู้เล่นชุดเดิมๆ แล้วคาดหวังว่าผลลัพธ์จะออกมาแตกต่างไป ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้
ความล้มเหลวในการรับมือกับวิกฤติของเขาทำให้สถานการณ์ของทีมเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ จากตอนแรกแค่สะดุดล้ม มาถึงตอนนี้เหมือนกลิ้งโคโร่กระเด็นตกจากขอบเหว และกำลังดำดิ่งลงไปยังก้นเหวที่มืดมิดมองไม่เห็นแสงสว่าง

สิ่งเลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นคือสลอตได้เปลี่ยนลิเวอร์พูล จากทีมที่เคยเป็น Believer ที่เชื่อมั่นในทีมเสมอ ให้กลับมาเป็น Doubter ที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดกับทีมเท่านั้น แต่มันส่งต่อไปถึงแฟนบอลด้วย และมันช่วยไม่ได้หากจะมีใครสักคนที่อดคิดถึงอดีตผู้จัดการทีมอย่าง เจอร์เกน คล็อปป์ ขึ้นมาไม่ได้
คล็อปป์เองก็ผ่านช่วงเวลาวิกฤติมาหลายครั้งเช่นกันกับลิเวอร์พูล โดยเฉพาะในฤดูกาล 2020/21 หลังจากคว้าแชมป์ที่กองหลังตัวจริงเจ็บหมดยกแผงตลอดฤดูกาล และในฤดูกาล 2022/23 ที่ทีมหมดสภาพหลังกรำศึกหนักไล่ล่า 4 แชมป์ในฤดูกาลก่อนหน้า
แต่ถึงอย่างนั้นแฟนบอลยังเชื่อมั่นลึกๆว่าคล็อปป์จะพาทีมกลับมาได้
สลอตไม่ได้ทำให้แฟนๆเชื่อแบบนั้นได้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของผลงานในสนาม อีกส่วนคือบุคลิกตัวตนของเขาที่มี ‘ระยะห่าง’ กับแฟนบอลประมาณหนึ่ง ซึ่งชวนให้คิดถึงคล็อปป์ในช่วงแรกที่เข้ามารับงานในแอนฟิลด์และเห็นแฟนบอลเดินกลับจากสนามหลังแพ้คริสตัล พาเลซคาบ้าน
สิ่งที่คล็อปป์ทำคือการแสดงให้รู้ว่าเขาต้องการแฟนๆในสนาม อย่าทิ้งทีมไปแบบนี้ ก่อนที่จะพาทีมไปขอบคุณกับแฟนๆที่ตามไปเชียร์ในเกมต่อมาที่สามารถไล่ตีเสมอเวสต์ บรอมวิช อัลเบียน ได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ
‘ความเชื่อมโยง’ เหล่านี้คือสิ่งที่หายไปในยุคของสลอต ซึ่งสำหรับทีมที่ใช้ ‘ความรู้สึก’ มากกว่า ‘เหตุผล’ อย่างลิเวอร์พูล เรื่องนี้มีผลอย่างมาก
ผู้นำที่ไม่สามารถทำให้คนเชื่อมั่นได้ ไม่สมควรจะเป็นผู้นำ
ทั้งหมดนี้เมื่อจับมามัดรวมๆกันแล้วมันมากพอจะคิดว่า บางที – แม้จะเห็นใจ โดยเฉพาะกรณีการจากไปอย่างกะทันหันของดีโอโก โชตา ที่ไม่มีใครบอกได้ว่ากระทบกับจิตใจของผู้เล่นขนาดไหน – ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้อาจจะมีแค่ทางเดียว
คือการที่ลิเวอร์พูลควรคิดถึงการแยกทางกับอาร์เนอ สลอต
มันอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในวันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่หลักฐานเชิงประจักษ์นั้นน่าจะเพียงพอที่จะบอกได้ว่า ถึงจะพาทีมเป็นแชมป์ได้แต่เขาอาจจะยังไม่ดีพอที่จะพาทีมเดินต่อไป
สำหรับทีมเจ้าพ่อการวางแผนแบบ Moneyball ที่ไม่เคยปลดใครมานานกว่า 10 ปีอย่างลิเวอร์พูล มันอาจจะเป็นสถานการณ์ที่ห่างเหินมานาน และต้องยอมรับว่าผิดแผนไม่ใช่น้อย
แต่อย่างน้อยที่สุดก็ดีกว่าปล่อยให้ทุกอย่างที่สร้างมาพังทลายอย่างรวดเร็วแบบนี้
The post ถึงเวลาไป? เหตุผลที่ลิเวอร์พูลควรแยกทางอาร์เนอ สลอต appeared first on THE STANDARD.
]]>
ว่ากันว่า ไม่มีฤดูกาลไหนที่อาร์เซนอลดูใกล้กับการคว้าแชม […]
The post From Process to Payoff? เมื่อความเชื่อมั่นถึงขีดสุด รถไฟสีแดงของ อาร์เซนอล พร้อมพุ่งชนทุกสิ่ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ว่ากันว่า ไม่มีฤดูกาลไหนที่อาร์เซนอลดูใกล้กับการคว้าแชมป์ยุโรปใบแรก และพรีเมียร์ลีกที่รอคอยมากว่า 21 ปี ได้เท่ากับฤดูกาล 2025/26 นี้อีกแล้ว
แม้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จะมีอยู่หลายช่วงที่แฟนบอลตั้งคำถามว่า ทีมของมิเกล อาร์เตต้า เดินมาถูกเส้นทางจริงหรือไม่ โดยเฉพาะหลังจากจบรองแชมป์พรีเมียร์ลีกถึง 3 ฤดูกาลติดต่อกันแบบสุดเจ็บปวด
แต่ ณ วันนี้ ทุกเสียงสงสัยถูกกลบด้วยผลงานในสนามที่นับวันจะทวีความร้อนแรงขึ้นทุกวัน ด้วยฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดเท่าที่ทีมชุดนี้เคยแสดงออกมา
นั่นทำให้ฤดูกาลนี้ อาร์เซนอลไม่ได้แค่พัฒนาในทุกมิติ แต่พวกเขายังดูเหมือน ‘รถไฟความเร็วสูง’ (ระดับ Maglev จากญี่ปุ่น) ที่ไม่เพียงแค่หยุดยาก แต่พร้อมชนทุกอุปสรรคที่ขวางหนทางสู่ความสำเร็จของเดอะกันเนอร์!
หลังถล่มสเปอร์สในเกมนอร์ทลอนดอนดาร์บี้เพียง 3 วัน
อาร์เซนอลกลับมาที่บ้านตัวเองแล้วส่งสารแรงๆ ไปถึงทั้งยุโรปด้วยชัยชนะเหนือบาเยิร์น มิวนิก ทีมที่เป็นหนามยอกอกของพวกเขาในฟุตบอลยุโรป ด้วยสกอร์ ‘3-1’ แบบที่ครั้งนี้สร้างสถิติอันเลวร้าย ให้กับ แฮร์รี่ เคน เพราะเกมคืนนี้เป็นครั้งแรกในอาชีพของเขาที่แฮร์รี่ เคน ลงเล่นครบ 90 นาทีกับอาร์เซนอลโดยไม่มีโอกาสยิงเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ผลลัพธ์ทำให้อาร์เซนอลยืนหนึ่งบนตารางลีกเฟสยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกอย่างสง่างาม และที่สำคัญกว่า 3 แต้มนี้ คือคำประกาศว่าพวกเขากำลังพร้อมกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ในเวทียุโรปอีกครั้ง
“ผมต้องชื่นชมผู้เล่นของเราจริงๆ เพราะผมคิดว่าพวกเขาเล่นได้สุดยอดมากในเกมที่ต้องเจอกับทีมที่ดีที่สุดในยุโรปตอนนี้” อาร์เตต้ากล่าวหลังเกม
แน่นอนว่า คำพูดนี้ไม่ได้เกินจริงเลย เมื่อมองจากพลังงานที่ทีมใส่ลงไป การบีบพื้นที่อย่างดุดัน และจังหวะสวนกลับที่ทำให้บาเยิร์นดูเหมือนทีมธรรมดาในครึ่งหลัง
ชัยชนะนัดนี้ยังทำให้อาร์เซนอลสร้างสถิติสำคัญด้วยการคว้าชัย 5 นัดแรกในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2005/06 ฤดูกาลเดียวที่พวกเขาเคยทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศ
และตอนนี้พวกเขาคือทีมเดียวที่รักษาสถิติชนะ 100% ในแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลนี้ 
นอกจากนี้ ตามข้อมูลยังพบว่า จาก 13 นัดหลังสุดในทุกรายการ อาร์เซนอลเก็บชัยชนะได้ถึง 12 นัด!
และที่สำคัญกว่านั้น…พวกเขาเป็นทีมที่มีกลเม็ดเคล็ดลับอันหลากหลายในการเอาชนะคู่แข่งด้วย
มาดูชื่อสำรองที่ลงมาในเกมนี้: มาดูเอเก, มาร์ติเนลลี่, คาลาฟิออรี่, เบน ไวต์, โอเดการ์ด
และหากถามว่าในยุโรปมีกี่ทีมที่มีสำรองระดับนี้ คำตอบคือ มีไม่กี่ทีม และตอนนี้อาร์เซนอลคือหนึ่งในนั้น
นี่คือทีมที่มีความพร้อมทุกตำแหน่ง แม้บางส่วนจะเจออาการบาดเจ็บรบกวนตลอดซีซั่นก็ตาม
“ม้านั่งสำรองของอาร์เซนอลทำงานได้ดีทุกด้าน ทั้งคุณภาพและพลังสด ทำให้มาตรฐานของทีมไม่ตกแม้เปลี่ยนใครลงมา” แมทธิว อัพสัน อดีตปราการหลังไอ้ปืนโต ยังมองว่านาทีนี้ พวกเขามีขุมกำลังที่ดีมากๆ
และตอนนี้ อาร์เซนอลกำลังนำ 6 คะแนนในพรีเมียร์ลีก พร้อมเข้าสู่รอบถัดไปของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในฐานะหนึ่งในทีมที่น่ากลัวที่สุดของทวีป
ภาพรวมของทีมตอนนี้ครบทุกอย่าง ไล่ตั้งแต่
ระบบเกมรับแข็งที่สุดในลีก
แดนกลางคุมจังหวะได้เหนือกว่าแทบทุกทีม
เกมรุกหลากหลายและทุกคนในทีมพร้อมใส่สกอร์
ความมั่นใจพุ่งสูงสุดตั้งแต่ยุคเวนเกอร์
และเหนือสิ่งอื่นใด คือ ความเชื่อใจซึ่งกันและกันของทั้งทีมและแฟนบอล
นี่คือจุดที่คำว่า trust the process ที่ตอนนี้ไม่ใช่แค่สโลแกนสวยหรู หากแต่เป็นตัวตนของทีม และเป็นแสงที่พาทีมก้าวจาก process to payoff ในแบบที่เหล่าเดอะกันเนอร์สรอคอยกันมานาน
“เราทำผลงานได้สม่ำเสมอมากๆ ในรายการนี้ แต่ทั้งหมดนี่เพิ่งเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น
“เราดีใจกับสิ่งที่เห็นในวันนี้มาก บรรยากาศที่เราสร้างในสนาม สิ่งที่ทีมถ่ายทอดออกมา พลังงานที่เรานำลงไป และคุณภาพของฟุตบอลที่เราเล่น คือมันเหลือเชื่อจริงๆ และเราต้องรักษาระดับนี้ไว้ให้ได้ เพราะฤดูกาลยังอีกยาวไกล”
นี่คือความรู้สึกของ อาร์เตต้า ที่ตอบสื่อแบบตรงไปตรงมา เกี่ยวกับบรรยากาศของทีมที่มองจากพระประแดงก็รู้ว่าอาร์เซนอลตอนนี้อยู่ในภาวะของทีมที่มั่นใจสุดขีด และเชื่อใจกันในทุกมิติ
เพราะผู้เล่นทุกคนเชื่อในเป้าหมายเดียวกัน คือไปให้ถึงความสำเร็จที่รออยู่เบื้องหน้า โดยเฉพาะแชมป์พรีเมียร์ลีก และยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก
ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนอาร์เซนอลหรือไม่ แต่ถ้าดูฟุตบอลมาตลอดและมองตามเนื้อผ้า คุณจะเห็นตรงกันว่า…นี่คือปีที่อาร์เซนอลมีโอกาสดีที่สุดในยุคอาร์เตต้าที่จะลุ้นแชมป์รายการใหญ่!
The post From Process to Payoff? เมื่อความเชื่อมั่นถึงขีดสุด รถไฟสีแดงของ อาร์เซนอล พร้อมพุ่งชนทุกสิ่ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
“ใครนะ?” โธมัส แฟรงค์ ถามกลับผู้สื่อข่าวในระหว่า […]
The post Mindset นักสู้ลูกหนังแบบเอเรเบชี เอเซ จากเด็กที่ถูกปฏิเสธ สู่ผู้ชนะในเกมชีวิต appeared first on THE STANDARD.
]]>
“ใครนะ?”
โธมัส แฟรงค์ ถามกลับผู้สื่อข่าวในระหว่างการแถลงข่าวก่อนเกมนอร์ธลอนดอน ดาร์บี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากโดนถามเกี่ยวกับเรื่องของเอเรเบชี เอเซ สตาร์อาร์เซนอล ทีมคู่ปรับร่วมเมืองที่จะต้องเจอกัน
ก่อนที่จอมเทคนิคกันเนอร์สจะฝากคำตอบกลับให้โค้ชชาวเดนมาร์กด้วยผลงานมหัศจรรย์ทำ “แฮตทริก” กดคนเดียว 3 ประตูให้อาร์เซนอล ไล่ต้อนท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ได้อย่างสบายเท้า 4-1 ในเกมที่เป็น Statement ครั้งสำคัญว่าพวกเขาจะขอเดินหน้าต่อสู่การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้
แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ชีวิตของเอเซ ผ่านเรื่องราวมาไม่น้อย หลายคนอาจจะพอรู้ว่าครั้งหนึ่งเขาเองก็เคยโดนทีมอย่างอาร์เซนอลปฏิเสธมาก่อน และไม่ใช่ครั้งเดียวด้วย
เอเซจัดการกับ Mindset ตัวเองอย่างไรถึงสามารถก้าวมาอยู่จุดนี้ได้?

สำหรับ เอเรเบชี เอเซ ในวัย 27 ปี เกม ‘NLD’ (นอร์ธ ลอนดอน ดาร์บี) เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาที่เอมิเรตส์ สเตเดียม คือหนึ่งในวันและคืนที่ดีที่สุดในชีวิตของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่เพียงเพราะอาร์เซนอลเป็นฝ่ายกำชัยชนะเหนือสเปอร์สและเดินหน้าไปสู่การลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกในรอบ 21 ปีของสโมสร แต่เขายังระเบิดผลงานได้อย่างสุดอลังการ ทำแฮตทริกได้สำเร็จ ซึ่งเป็นนักเตะคนแรกนับตั้งแต่ปี 1978 ที่ยิงนัดเดียว 3 ประตูในเกมดาร์บี้สุดเดือดของลอนดอนตอนเหนือ
ที่สำคัญที่สุดมันคือ ‘ความฝัน’ สำหรับเขาที่รอคอยมาอย่างยาวนานเหลือเกิน
ย้อนกลับไปเมื่อ 14 ปีที่แล้ว เอเซในวัย 13 ปีเคยถูกอาร์เซนอล ปล่อยตัวออกจากอะคาเดมี่ของสโมสร เพราะเขาดีไม่พอ
“ตอนที่ผมถูกปล่อยตัวจากอาร์เซนอล มันเหมือนกับว่าส่วนหนึ่งในตัวตนของผมได้หายไปด้วย คนที่ผมเคยคิดว่าผมเป็น”
หลังจากนั้นเขายังถูก ‘ปฏิเสธ’ จากสโมสรอื่นๆ อีกไม่ว่าจะเป็น ฟูแลม (ถูกปล่อยตัวหลังอยู่กับสโมสร 2 ปีครึ่ง), เรดดิง (เข้ารับการทดสอบฝีเท้าแต่ไม่ผ่าน) และมิลล์วอลล์ ได้ทุนเป็นนักเตะของสโมสรแต่ถูกปล่อยตัวหลังอยู่ครบ 2 ปี
สำหรับบางคนมันเป็นเรื่องง่ายที่จะถอดใจและหันไปเลือกเส้นทางอื่นที่อาจจะไม่ได้เป็นเส้นทางในความฝันแต่อย่างน้อยก็ยังได้เดินหน้าต่อไปและเก็บทุกอย่างไว้เป็นความทรงจำ
แต่สำหรับเอเซ เขาไม่คิดที่จะยอมแพ้ และพยายามจนทำได้สำเร็จ
จากควีนสปาร์ค เรนเจอร์ส, ไปวีคอมบ์ วันเดอเรอร์ส แบบยืมตัว ก่อนจะแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวกับคริสตัล พาเลซ
ก่อนที่ประตูความฝันจะเปิดและพาเขากลับมาที่อาร์เซนอลอีกครั้งโดยไม่มีอะไรต้องลังเลใจอีก
แต่ในเรื่องราวที่เหมือนเทพนิยายหรือมังงะโชเน็นดีๆ สักเรื่อง ในเบื้องลึกแล้วมันไม่ง่ายเลย ซึ่งสิ่งที่ทำให้เอเซ สามารถมาถึงจุดนี้ได้นั้นตามถ้อยคำและความรู้สึกของเขาแล้วมีอยู่ 2 อย่างด้วยกันที่เป็นแรงขับเคลื่อน (Drive) ที่สำคัญของใจ
ความรักของเอเซ ไม่ได้หมายถึงความรักแบบหนุ่มสาวหรือมิตรภาพระหว่างเพื่อนและครอบครัว แต่เป็นความรักที่มีต่อเกมฟุตบอล
เพราะเขารักเกมฟุตบอลมากเกินกว่าจะทิ้งไว้ข้างหลัง นั่นทำให้เด็กหนุ่มลอนดอนเนอร์แท้ๆคนนี้ไม่เคยยอมแพ้เลยไม่ว่าจะต้องพบกับอุปสรรคมากมายสักแค่ไหนก็ตาม
เอเซ เป็นคริสเตียนที่มีความศรัทธาในพระเจ้าอย่างสูงสุด เขาเชื่อว่าพระเจ้าได้มอบบางสิ่งบางอย่างมาให้กับเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาต้องทำให้ได้ ไม่มีทางเลือกอื่น ไม่มีทางไหนอีก นี่คือเส้นทางที่เขาถูกกำหนดมาให้ก้าวเดินต่อไป
ในช่วงวัย 11-13 ปีที่เขาต้องเจ็บปวดจากการโดนปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เขายังเชื่อว่าเขาจะได้เป็นนักฟุตบอลจริงๆ ในสักวัน ต่อให้ไม่รู้ว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรก็ตาม
อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากนี้เอเซ ยังได้เรียนรู้อีกหลายสิ่งหลายอย่างที่พอจะถอดรหัสมาแบ่งปันกันได้ดังนี้

ในวันที่ผิดหวังซึ่งเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน สิ่งที่เอเซทำคือการหันกลับมาหาครอบครัวและคนที่เขารัก
คนเหล่านี้จะมอบพลังและความเข้มแข็ง ทำให้เขาสามารถก้าวผ่านอุปสรรคและช่วงเวลาที่ยากลำบากได้เสมอ
“การใช้เวลาร่วมกับครอบครัวสำหรับผมคือเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการจะพาตัวเองออกจากโลกฟุตบอล มันเป็นช่วงเวลาที่ผมจะได้ใช้ชีวิตแบบปกติที่สุด และผมก็จะพยายามมีความสุขให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
เอเซ รักการแบ่งปันเรื่องราวความรู้สึกของเขากับครอบครัวและคนที่รัก และเชื่อว่าการปลดปล่อยความคิดและความรู้สึกออกมาจะมีส่วนช่วยให้เดินต่อไปข้างหน้าได้
การเป็นแฮตทริกฮีโร่ในเกม NLD เป็นแค่ภาพสวยงามที่อยู่เบื้องหน้า แต่ในเบื้องหลังนั้นต้องผ่านความพยายามทุ่มเทมากมาย โดยเฉพาะการฝึกซ้อมที่เป็นรากฐานสำคัญของนักฟุตบอล
โชคดีของเอเซที่นอกจากจะเป็นนักฟุตบอลที่มีความมานะพยายาม เขายังรู้สึกสนุกไปกับทุกอย่างในการเป็นนักฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นการตื่นเช้ามาซ้อม การเดินทางไปแข่งขัน
“ผมมีความสุขกับทุกช่วงเวลาที่ผมมี ไม่ว่าจะเป็นในการซ้อม ในเกมแข่งขัน หรือตอนไหนก็ตาม”
ฟุตบอลเป็นเกมกีฬาย่อมมีทั้งวันที่ชนะและแพ้ วันที่ชนะ (เหมือนเมื่อคืนนี้) ก็ดีไป แต่ถ้าวันไหนที่ผิดหวัง สิ่งแรกที่ต้องจัดการให้ได้คือความรู้สึกของตัวเอง ซึ่งมันไม่ง่ายเหมือนพูด
แต่เอเซ เรียนรู้ว่าเขาต้องผ่านมันไปให้ได้ การรับมือกับความพ่ายแพ้คือส่วนหนึ่งของงานในารเป็นนักฟุตบอลอาชีพ
ในวงเล็บว่าขั้นต่ำที่สุดของเขาคืออย่างน้อยต้องได้พยายามอย่างเต็มที่แล้วเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมจนขาหมดแรง หรือทุ่มเทในแมตช์จริงจนหยดสุดท้าย
“เราต้องพยายามทำสิ่งที่เราต้องทำตลอดเวลา ไม่ว่าผลการแข่งขันมันจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม”

เพราะเขารู้ว่าตัวเองเกิดมาแตกต่างจากคนอื่น มีความเก่งกาจในเชิงของการเล่นฟุตบอล
สิ่งที่เอเซทำคือเขาพยายามรับผิดชอบต่อตัวเองด้วยการทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้พรสวรรค์ที่ได้รับมาจากคนบนฟ้าเสียเปล่า
เพราะเขารู้ว่าถ้าตัวเองเหลาะแหละเหยาะแหยะ โอกาสที่ได้มานั้นมันพร้อมจะหลุดลอยไปและจะมีคนต่อไปที่พร้อมจะแย่งคว้ามันไป ดังนั้นเขาต้องพยายามทำให้ดีที่สุดทุกครั้งเพื่อจะคว้าโอกาสนั้นให้ได้
“ผมมีความรับผิดชอบต่อตัวเองที่จะต้องพยายามทำให้พรสวรรค์ที่ผมได้รับมาได้ถูกใช้อย่างเต็มที่ที่สุด มันขึ้นอยู่กับตัวผมเองที่จะต้องพยายามทำให้ดีที่สุดทุกวัน”
แต่เอเซ ไม่ได้คิดแค่การรับผิดชอบต่อตัวเอง การลงสนามในแต่ละนัดไม่ได้หมายถึงการที่เขาและเพื่อนจะต้องพยายามคว้าชัยชนะเพื่อตัวเองเท่านั้น
เพราะเขาคิดถึงแฟนๆ ที่เสียเงินไม่น้อยเพื่อมาเชียร์กันอยู่บนอัฒจันทร์ด้วย
“มันอาจจะเป็นโอกาสแค่ครั้งเดียวของพวกเขาที่จะได้ดูผมเล่น ไม่ได้หมายความว่าผมวิเศษวิโสมาจากไหน แต่ผมอยากจะให้พวกเขาได้กลับไปโดยรู้สึกว่าผมได้พยายามจะทำอะไรสักอย่างในเกมนั้น เป็นการทำที่มาจากใจของผมจริงๆ”
I swear imma make It and when I do, they’re gunna show this tweet lol
— Ebere (@EbereEze10) April 17, 2015
“I swear imma make it and when I do, they gonna show this tweet”
นี่คือข้อความจากทวีตของนักฟุตบอลดาวรุ่งคนหนึ่งเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2015 ในช่วงเวลาที่ผ่านความผิดหวังมาครั้งแล้วครั้งเล่าและมองไม่เห็นว่าเขาจะก้าวไปสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพอย่างที่ใฝ่ฝันได้อย่างไร
แต่ 10 ปีผ่านมา วันนี้เอเรเบชี เอเซ พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นแล้วว่าเขาทำได้จริงและข้อความทวีตเมื่อ 10 ปีที่แล้วก็ได้ถูกนำมาเผยแพร่อีกครั้งจริงๆ
ในวันที่ชื่อของเขาได้ถูกกล่าวขาน ไม่ใช่แค่ในฐานะนักฟุตบอลที่เก่งกาจ
แต่เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ของใครต่อใครได้อีกมากมายบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นแฟนอาร์เซนอล คริสตัล พาเลซ หรือทีมไหนก็ตาม
อ้างอิง:
The post Mindset นักสู้ลูกหนังแบบเอเรเบชี เอเซ จากเด็กที่ถูกปฏิเสธ สู่ผู้ชนะในเกมชีวิต appeared first on THE STANDARD.
]]>
หนึ่งในประเด็นใหญ่ของวงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ […]
The post Open play vs. Set piece วิเคราะห์เทรนด์พรีเมียร์ลีกผ่านเลขเด็ด 3 ตัว appeared first on THE STANDARD.
]]>
หนึ่งในประเด็นใหญ่ของวงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ (2025/26) ที่ชวนคุยกันสนุกที่สุดคือตกลงแล้วลีกลูกหนังที่ใหญ่ที่สุดของโลกดูสนุกน้อยลงหรือเปล่า
และเหตุผลของมันเป็นเพราะจำนวนประตูจากการเล่นจังหวะเปิด หรือที่เรียกว่า ‘Open-play goal’ มันน้อยลงและถูกแทนที่ด้วยจำนวนประตูจากลูกตั้งเตะ (Set piece) หรือเปล่า?
ก่อนจะไปลงในรายละเอียด ขออนุญาตให้เลขเด็ด 3 ตัว
301, 39 และ 21
มา! มาวิเคราะห์เรื่องนี้กัน
ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก 2025/26 ผ่านมาจนถึงตอนนี้ 11 นัดด้วยกัน แน่นอนว่ามันไวเกินไปหากเราจะใช้สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจนถึง ณ เข็มนาฬิกาเดินไปเป็นข้อสรุปที่ชัดเจน
อย่างไรก็ดีมันมีสถิติตัวเลขบางอย่างที่น่าสนใจและน่าตกใจในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับตัวเลขในฤดูกาลที่แล้วที่จะทำให้เราสามารถมองเห็นภาพกว้างได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ตัวเลขสถิติแรกที่จะหยิบยกขึ้นมาคือ ‘301’
301 คือจำนวนประตูจาก 110 นัดแมตช์แรกของพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025/26 ที่คิดเป็นค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.74 ประตูต่อเกม ซึ่งเหมือนจะไม่น้อย
แต่เมื่อเทียบกับจำนวนประตูในฤดูกาลที่แล้ว (2024/25) ที่มีการยิงไป 314 ประตูจาก 110 แมตช์แรกของฤดูกาลก็จะเห็นว่าจำนวนประตูลดลงไป 13 ประตู โดยที่หากตัวเลขสถิตินี้ดำเนินต่อไปจนจบฤดูกาล แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นคือนี่จะเป็นฤดูกาลที่พรีเมียร์ลีกทำประตูกันน้อยที่สุดในรอบ 5 ปีหลัง โดยมีโอกาสจะน้อยกว่าในฤดูกาล 2020/21 ที่มีค่าเฉลี่ยทำประตูที่ 2.69 ประตูต่อเกม (อย่าลืมว่าเป็นช่วงโควิด-19)
และในจำนวนนี้ จำนวนประตูจากการเล่น Open play ยังลดลงจาก 235 ประตูเหลือแค่ 196 ประตู หรือลดลงไป 39 ประตู (เลขเด็ดตัวที่ 2 ที่บอกไว้ในตอนต้น)

อย่างไรก็ดีตัวเลขสถิตินี้ยังไม่น่าตกใจเท่ากับตัวเลขสถิติโอกาสยิงประตู (Shots)
จาก 11 นัดแรกของฤดูกาล โอกาสในการทำประตูของทั้ง 20 ทีมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากฤดูกาลที่แล้ว 2,955 ครั้งเหลือแค่ 2,594 ครั้ง หรือโอกาสในการลุ้นประตูลดลงไปถึง 361 ครั้ง
ทีนี้ถ้าเจาะไปที่โอกาสการยิงจากจังหวะ Open play ยิ่งลดลงไปอีก โดยจากฤดูกาลก่อนที่มีโอกาสยิง 2,110 ครั้ง เหลือเพียงแค่ 1,740 ครั้ง หายไปถึง 370 ครั้ง!
ตามสถิติดังกล่าว ถูกวิเคราะห์ว่ามีโอกาสที่จำนวนประตูจากจังหวะ Open play ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่เกมละ 1.78 ลูก อาจจะลดลงไปต่ำกว่าในฤดูกาล 2009/10 ซึ่งเป็นปีที่มีการยิงประตูแบบ Open play ต่ำที่สุดของพรีเมียร์ลีกที่ 1.76 ประตูต่อเกม
ทั้งหมดนี้อาจจะแปลได้ความหมายที่เข้าใจง่ายว่า พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้มีแนวโน้มที่จำนวนการทำประตูจากลูก Open play จะลดลง ซึ่งก็มาจากการโอกาสยิงประตูที่ลดน้อยลงจากจังหวะเปิดนั้นลดลงอย่างมาก

แต่มันไม่ได้หมายความว่าโอกาสที่หายไปมันจะเทิร์นไปเป็นโอกาสของลูกตั้งเตะทั้งหมด!
ตามสถิติแล้วโอกาสการลุ้นทำประตูจากลูกเซ็ตพีซจาก 11 เกมแรกของฤดูกาลนี้ เพิ่มจาก 826 ครั้งในฤดูกาลที่แล้ว มาเป็น 828 ครั้งในฤดูกาลนี้ หรือเพิ่มเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น
ขณะที่ลูกจุดโทษจาก 11 นัดแรกเพิ่มจาก 19 ประตูเป็น 26 ประตู
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างน่าสนใจมากกว่าอาจจะเป็นเรื่องของ ‘ประสิทธิภาพ’ (Effective) ของการได้ประตูจากลูกเซ็ตเพลย์ที่จับสัญญาณน่าสนใจได้
จำนวนประตูที่เกิดจากจังหวะเซ็ตพีซใน 11 นัดแรกของฤดูกาล 2025/26 เพิ่มจาก 64 เป็น 85 ประตู หรือ 21 ประตู (เลขเด็ดตัวสุดท้าย)
แน่นอน ทีมที่เป็น ‘พระราชา’ ของลูกเซ็ตเพลย์ยังคงเป็นอาร์เซนอลเจ้าเก่า ที่ไม่ใช่แค่รักษามาตรฐานเดิมได้เท่านั้น แต่ยังทำได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีก
จากตัวเลข 5 ประตูใน 11 นัดแรกของฤดูกาลที่แล้ว ในฤดูกาลนี้อาร์เซนอลได้ประตูจากลูกเซตเพลย์ถึง 10 ประตู เพิ่มขึ้นจากเดิม 5 ประตูหรือเรียกว่า ‘เท่าตัว’ โดยที่จำนวนประตูจากจังหวะลูกตั้งเตะแบบนี้คิดเป็นจำนวนถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประตูที่อาร์เซนอลได้ (ทั้งหมด 20 ประตู)
แต่อาร์เซนอลไม่ได้เป็นทีมเดียวที่ทำได้ยอดเยี่ยมในเรื่องนี้
เชลซี ทำได้ดียิ่งกว่าอาร์เซนอลด้วยในเชิงสถิติ จากที่ได้ประตูด้วยลูกตั้งเตะ 3 ประตูใน 11 นัดแรกของฤดูกาลที่แล้ว ฤดูกาลนี้พวกเขาได้ถึง 8 ประตู เรียกว่าเพิ่มมากกว่าเท่าตัวเลยทีเดียว

อีกทีมที่ดีแบบเซอร์ไพรส์คือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ทำประตูจากจังหวะแบบนี้ได้เพิ่มขึ้นเท่าตัวเช่นกัน จาก 4 ประตูในฤดูกาลที่แล้วสู่ 8 ประตูในฤดูกาลนี้ ขณะที่ทีมอย่างเซาแธมป์ตัน, ซันเดอร์แลนด์ และฟูแลม เองก็ทำประตูจากลูกเซ็ตเพลย์ได้เพิ่มจากเดิม 3 ประตูด้วยกัน
ขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ประตูจากลูกเซตพีซน้อยลง จากที่เคยได้ 4 ประตูใน 11 นัดแรกของฤดูกาลก่อน ในฤดูกาลนี้พวกเขาทำได้เพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้น เพียงแต่ในทางตรงกันข้ามทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอลา คือทีมที่ได้ประตูเพิ่มจากจังหวะ Open play มากที่สุดถึง 5 ประตู (จาก 17 เป็น 22) รองลงมาคือแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ได้ประตูจากจังหวะเกมเปิดจาก 7 เป็น 10 ประตู (ไม่เบานะรูเบน อโมริม!)
ในภาพรวมแล้วทีมที่ได้ประตูจากลูกตั้งเตะมากกว่าจังหวะ Open play มีทั้งหมด 6 ทีมด้วยกัน ประกอบไปด้วย อาร์เซนอล, เชลซี, ฟูแลม, นิวคาสเซิล, ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และเวสต์แฮม ส่วนแมนฯ ซิตี เป็นทีมเดียวที่กลับมาโฟกัสกับการเล่นและได้ประตูจาก Open play มากที่สุด
ย้ำอีกทีว่านี่เป็นตัวเลขสถิติที่ยังไม่สามารถเป็น ‘ข้อสรุป’ ที่ชัดเจนได้เพราะยังไม่จบฤดูกาล
แต่อย่างน้อยมันก็พอจะบ่งบอก ‘เทรนด์’ ได้อยู่ว่าพรีเมียร์ลีกในเวลานี้เป็นอย่างไร ที่ผ่านมามีการพูดกันบ้างว่า ตอนนี้พรีเมียร์ลีกไปเดินตามรอยของ NFL ในการเน้นจังหวะเซ็ตพีซที่มีกลยุทธ์มากกว่าจะให้ความสำคัญกับการเล่นฟุตบอลแบบปกติที่เคยเป็น
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ชวนคุยกันได้ในวงสนทนา ส่วนคำถามสำคัญว่ามันสนุกน้อยลงจริงไหม อันนี้ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของแต่ละคน
สำหรับผู้เขียนเองพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้สนุกน้อยจริง แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องกลยุทธ์การเล่นสักเท่าไร
เกี่ยวกับแชมป์เก่าที่แหกโค้งหลุดวงโคจรเร็วเกิ๊นล้วนๆ! (แฮ่)
อ้างอิง
The post Open play vs. Set piece วิเคราะห์เทรนด์พรีเมียร์ลีกผ่านเลขเด็ด 3 ตัว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ภาพของเดอะ ค็อป ผู้ร้องเพลง ‘You’ll Never Walk Alone’ ก […]
The post 3 นัดตัดสินชะตา อาร์เนอ สลอต? ลิเวอร์พูลฝ่าวิกฤติเหนือวิกฤติ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ภาพของเดอะ ค็อป ผู้ร้องเพลง ‘You’ll Never Walk Alone’ ก่อนลงสนามและหลังจบเกมทุกนัด แต่กลับเดินออกจากสนามแอนฟิลด์ก่อนที่เวลาการแข่งขันจะหมดลงเป็นเครื่องสะท้อนที่น่าตกใจ
แม้แต่พวกเขาเองก็ทนดูไม่ไหวกับทีมของอาร์เนอ สลอต ที่เลือกทีมชุดสำรองก่อนสุดท้ายพ่ายแพ้แบบหมดรูปต่อคริสตัล พาเลซ 3-0 กระเด็นตกรอบฟุตบอลลีก คัพอย่างน่าเศร้า
ความพ่ายแพ้ครั้งนี้เป็นการแพ้เกมที่ 6 จาก 7 นัดหลังสุด ที่ทำให้สถานการณ์ของลิเวอร์พูลอยู่ในขั้นที่ไปไกลกว่า ‘วิกฤติ’ จนอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘วิปริต’ ได้เลยทีเดียว และนั่นแปรผกผันโดยตรงกับความมั่นคงในตำแหน่งของอาร์เนอ สลอต บอสใหญ่ที่เมื่อไม่กี่เดือนก่อนยังเป็นฮีโร่ แต่วันนี้เริ่มมีเสียงต่อต้านดังมากขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งที่น่าสนใจคือหลังจากนี้ลิเวอร์พูลจะเจอเกมโหดระดับ 5 ดาวถึง 3 นัดติดต่อกัน เริ่มจากแอสตัน วิลลา (พรีเมียร์ลีก), เรอัล มาดริด (ยูเอฟา แชมเปียนส์ ลีก) และแมนเชสเตอร์ ซิตี
นี่จะเป็น 3 นัดที่ตัดสินชะตาของกุนซือหัวใสหรือไม่?

ย้อนกลับไปในเกมลีก คัพ เมื่อคืนที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้แฟนๆสงสัยอย่างมากคือการจัดทีมด้วยการใช้ผู้เล่นสำรองทั้งหมด รวมถึงบนม้านั่งสำรองเป็นนักเตะเยาวชนที่แทบไม่มีใครมีประสบการณ์ในการเล่นทีมชุดใหญ่เลย
ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ เรื่องนี้อาจพอเข้าใจได้ว่าต้องการเก็บผู้เล่นชุดหลักไว้ แต่ในสถานการณ์ที่ทีมเสียความมั่นใจไปจนหมด เกมลีก คัพ เมื่อคืนนี้เป็นหนึ่งในโอกาสที่จะกอบกู้ศรัทธากลับมาไม่ใช่หรือ? คือสิ่งที่เดอะ ค็อปจำนวนมากตั้งข้อสงสัย
สุดท้ายแม้นักเตะชุดสำรองที่ความจริงยังมี เฟเดริโก คิเอซา, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, วาตารุ เอ็นโด และอเล็กซิส แม็กคัลลิสเตอร์ จะพยายามประคองทีมแล้วแต่ไม่สามารถต่อกรกับพาเลซ ที่ยังใช้ผู้เล่นชุดหลักเกือบทุกตำแหน่งไม่ไหว
แถมทีมยังเล่นในระบบ ‘หลังสาม’ ที่ไม่เคยใช้มาก่อนด้วย สุดท้ายลิเวอร์พูลโดนสอนบอลคาบ้านไป 3-0 แบบน่าอดสู
สภาพของทีมที่สู้ไม่ได้ทำให้แฟนบอลเริ่มทยอยเดินออกจากสนามกลับบ้านกันตั้งแต่ช่วงนาทีที่ 80 ซึ่งเป็นภาพที่สะเทือนความรู้สึกอย่างมาก และนำมาซึ่งคำถามในการตัดสินใจของอาร์เนอ สลอต ที่เลือกจัดทีมแบบนี้ในเกมนี้
ไม่ให้เกียรติกับแฟนบอลที่เข้ามาเชียร์ในสนามหรือเปล่า?
เรื่องนี้บอสชาวดัตช์ชี้แจงว่าเขาตัดสินใจพักทีมเพราะลิเวอร์พูลกำลังจะมีโปรแกรมหนัก 3 นัดติดต่อกันในช่วง 10 วันหลังจากนี้ เริ่มจากแอสตัน วิลลาในเกมสุดสัปดาห์, เรอัล มาดริด ในกลางสัปดาห์หน้า และปิดท้ายแมนเชสเตอร์ ซิตี ในวันหยุดสุดสัปดาห์ถัดไป
การเก็บตัวหลักทั้งหมดไว้ก็เพื่อถนอมนักเตะไม่ให้มีปัญหาบาดเจ็บอีก เพราะช่วงที่ผ่านมาทีมมีผู้เล่นบาดเจ็บตลอดแทบทุกนัดจนเหลือผู้เล่นให้ใช้งานน้อยลงเรื่อยๆ
เรื่องนี้ฟังแล้วก็พอเข้าใจ แต่สิ่งที่ฟังแล้วหลายคน ‘เอ๊ะ!’ ขึ้นมาคือการบอกว่าลิเวอร์พูลมีโปรแกรมต้องลงสนามติดต่อกันแทบทุก 2-3 วัน ซึ่งความจริงมันไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องเดิมที่เจอกันเป็นปกติอยู่แล้ว
สตีเฟน วอร์น็อค อดีตนักเตะลิเวอร์พูลในยุคมิลเลนเนียม วิเคราะห์สถานการณ์ให้กับทาง BBC ว่าเหตุผลที่กุนซือชาวดัตช์หยิบยกมาใช้นั้นเป็นการ ‘แก้ตัว’ (แม้เจ้าตัวจะพยายามดักด้วยการบอกว่าไม่ได้แก้ตัวก็ตาม) ด้วยการบอกเป็นนัยว่าขุมกำลังของทีมไม่แกร่งพอ รวมถึงการต้องลงสนามต่อเนื่องในแชมเปียนส์ ลีกต่อพรีเมียร์ลีกว่าเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคยนั้นฟังไม่ขึ้น
มันจะเป็นการดีกว่าไหมหากจะใส่ผู้เล่นชุดหลักลงไปอีก อย่างน้อยให้มีผู้เล่นมีประสบการณ์บนม้านั่งสำรองเพื่อแก้ไขสถานการณ์ในเกม ดีกว่าจะส่งนักเตะดาวรุ่งลงไปเจอกับคู่แข่งที่เก่งกว่า แกร่งกว่า เก๋ากว่า และไม่ได้อะไรเลยจากเกมแบบนี้
และมันจะดีกว่าไหมหากจะแสดงให้เห็นว่าพยายามที่จะเอาชัยชนะที่อยู่ตรงหน้าเพื่อหยุดวิกฤติให้ได้ก่อน
ดีกว่าส่งทีมไปแบบยอมยกธงขาวง่ายๆแบบนี้ สุดท้ายแล้วไม่มีใครได้อะไรเลยหรือไม่?

ก่อนออกสตาร์ตฤดูกาล ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ถูกจับตามองอย่างมากในฐานะแชมป์เก่าพรีเมียร์ลีกที่ลงทุนมหาศาลกว่า 400 ล้านปอนด์ในการเสริมทัพช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา
เจเรมี ฟริมปง, มิลอส เคอร์เคซ, โฟลเรียน เวียร์ตซ์, ฮูโก เอคิติเก, จิโอวานนี เลโอนี, อเล็กซานเดอร์ อิซัค รวมถึงประตูสำรองมือ 3 อย่างเฟรดดี วูดแมน ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนเดอะ ค็อปทั่วโลกอย่างมาก เพราะเกือบทุกคนถือว่าเป็น ‘ของดี’ ทั้งสิ้น
นอกจากนี้ นับตั้งแต่ออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่แชมป์เก่าเปิดฉากด้วยการชนะรวดในลีก 5 นัด รวมถึงในแชมเปียนส์ ลีก และลีกคัพอีกอย่างละนัด เป็นการชนะรวด 7 นัดที่ชวนให้คิดว่าพวกเขาช่างแข็งแกร่งและมีศักยภาพที่จะลุ้นความสำเร็จได้ยาวๆ
แต่หลังจากนั้นทุกอย่างก็พลิกผัน สถานการณ์เปลี่ยนแปลงจากแย่เป็นเลวร้ายจนถึงขั้นเลวร้ายเกินทนจะรับไหวในเวลานี้
ใน 7 นัดหลังสุดมีเพียงเกมเดียวที่ลิเวอร์พูลคว้าชัยชนะได้คือการบุกไปชนะไอน์ทรัคต์ แฟรงก์เฟิร์ตในเกมแชมเปียนส์ ลีก ด้วยสกอร์ 5-1 นอกเหนือจากนั้นพวกเขาแพ้ในเกมพรีเมียร์ลีกถึง 4 นัดติดต่อกัน จนทำให้จากการนำโด่งจ่าฝูง 5 คะแนน ตอนนี้ตามหลังอาร์เซนอลไกลถึง 7 คะแนน ในแชมเปียนส์ ลีกแพ้กาลาตาซาราย และล่าสุดคือการโดนพาเลซ ทีมจอมแสบในช่วงหลังบุกมาสอนบอลถึงแอนฟิลด์ในศึกลีกคัพ
สถานการณ์นั้นต้องบอกว่าเลยคำว่าวิกฤติไปไกลมากแล้ว
นี่ไม่ใช่ฟอร์มของทีมแชมป์หรือทีมระดับท็อป แต่เป็นทีมระดับหนีตกชั้น หรือทีมที่พังทลาย
และตรงนี้นี่เองที่ทำให้น่าเป็นห่วง
เพราะคนที่รับผิดชอบโดยตรงอย่างอาร์เนอ สลอต ยอมรับว่าเขาเองก็ไม่มีคำตอบ

ตั้งแต่ลูกเตะทิ้งช่วงท้ายเกมแบบไม่ได้คิดอะไรของมิลอส เคอร์เคซ ในเกมที่พบกับคริสตัล พาเลซ ที่เซลเฮิสต์พาร์ก จนกลายเป็นที่มาของประตูชัย 2-1 สำหรับเจ้าบ้านจากเอ็ดดี เอ็นเคเทียห์ ลิเวอร์พูลก็เริ่มพังทลายราวกับกดปุ่มทำลายตัวเองโดยไม่ตั้งใจ
ปัญหาต่างๆ ที่ถูกซุกไว้ใต้พรมด้วยชัยชนะในช่วง 7 นัดแรก ที่เกือบทุกนัดเป็นการยิงชนะช่วง ‘นาทีบาป’ ตอนนี้ถูกเปิดเปลือยให้เห็นทุกอย่าง ในระดับที่เอานิ้วจิ้มตรงไหนก็ร้องโอย
เกมรุกชุดใหม่มีเพียงแค่เอคิติเก คนเดียวเท่านั้นที่พอจะทำผลงานได้ดี นอกจากนั้น 2 นักเตะค่าตัวแพงระดับสถิติสโมสรอย่างเวียร์ตซ์ และอิซัค ต้องบอกว่าสอบตกอย่างน่าผิดหวัง ขณะที่แกนหลักเดิมอย่างโคดี กักโป และโม ซาลาห์ ก็ไม่ได้ช่วยทีมได้มากนัก
คักโปอาจจะมีสกอร์บ้างแต่การเล่นร่วมกับทีมยังมีปัญหา ขณะที่ซาลาห์นั้นหนักกว่าจากฮีโร่ของทีมแทบทุกนัด วันนี้กลายเป็นนักเตะที่แฟนบอลเรียกร้องให้พักการเล่นก่อนเพราะอย่าว่าแต่ทำประตูหรือสร้างสรรค์เกมเลย แม้แต่การจับบอลก็ยังเอาไม่อยู่ ร่างกายเริ่มช้ากว่าสมองอย่างเห็นได้ชัด
แต่ที่หนักกว่านั้นคือเกมรับที่เสียประตูง่ายๆตลอดเวลา ซึ่งกลายเป็นปัญหาชัดเจนเพราะในเวลาที่ทีมพยายามจะทำประตูอยู่แต่ยังไม่ทันไรเกมรับเสียประตู ทุกอย่างที่วางมาต้องปรับแผนตามหน้างานใหม่หมด
มองจากรูปเกมหลายเสียงเห็นตรงกันว่าลิเวอร์พูลไม่รู้วิธีที่จะรับมือกับบอลยาว (Direct) ของคู่แข่ง รวมถึงลูกเซตเพลย์ และแม้แต่ลูกทุ่มไกลที่เป็นเหตุให้ทีมเสียประตูถึง 2 ลูกในเกมพรีเมียร์ลีกกับพาเลซ และล่าสุดกับเบรนต์ฟอร์ด
ตรงนี้ก็น่าเป็นห่วง แต่มันไม่แย่เท่ากับการที่สลอตจะออกมายอมรับเรื่องนี้ว่าเขาเองไม่มีคำตอบเหมือนกันว่าถึงจะมีการซักซ้อมอย่างไร ทีมกลับไม่สามารถหาวิธีที่จะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้เลย

สิ่งที่นักวิเคราะห์พยายามอ่านสถานการณ์ที่เกิดขึ้นของลิเวอร์พูล เหตุผลหลักๆ มองไปในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงภายในทีมที่มีหลายจุด
การอำลาทีมของเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, ดาร์วิน นูนเยซ, หลุยส์ ดิอาซ, ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์, ควีวิน เคลเลเฮอร์ รวมถึงการจากไปแบบใจสลายของดีโอโก โชตา ทำให้ต้องมีการเติมผู้เล่นเข้ามาหลายตำแหน่ง
2 ในนี้อย่างเทรนต์ และดิอาซ เป็นผู้เล่นในระดับ Key man ของทีมที่มีความสำคัญกับแท็กติกและระบบการเล่นอย่างมาก ซึ่งมาเห็นได้ชัดในฤดูกาลนี้ที่ไม่มีผู้เล่นทั้งสองคนอยู่กับทีมอีกแล้ว เมื่อแดนบนไม่มีใครช่วยเพรสซิงไล่บอลแบบเดิม และไม่มีบอลริมเส้นรวมถึงลูกเปิดมหัศจรรย์ของเทรนต์อีก
ผู้เล่นใหม่อย่าง ฟริมปง,, เวียร์ตซ์, เอคิติเก ยังต้องเรียนรู้กับฟุตบอลในลีกใหม่ที่แตกต่างจากเดิมอย่างมาก ขณะที่คนที่มีประสบการณ์เดิมอย่างเคอร์เคซ และอิซัค ก็ต้องเรียนรู้กับระบบและวิธีการเล่นของทีมใหม่ด้วยเช่นกัน
ภายในทีมงานของสลอตยังมีการเปลี่ยนแปลงอีก 2 ตำแหน่งสำคัญเมื่อ จอห์นนี ไฮติงกา มือซ้ายของเขาได้ข้อเสนอให้คุมทีมอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ขณะที่เคลาดิโอ ทัฟฟาเรล โค้ชประตูระดับตำนานชาวบราซิลขออำลาทีมเพื่อกลับบ้านเกิดหลังอยู่ในอังกฤษมาหลายปี
ดังนั้นการจะบอกว่าลิเวอร์พูลอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านไม่ใช่เรื่องผิด
แต่สิ่งที่มันดูและชวนคิดว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่คือผลงานในสนามของทีม ที่ดูแม้แต่สลอตเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมทีมถึงเจอปัญหาเดิมๆ ซ้ำๆ แบบนี้ และเหมือนขาดความกระหายที่จะลงเล่น จะสู้ จะทำเพื่อทีมเหมือนเดิม
ในเกมกับเบรนต์ฟอร์ด อิบราฮิมา โคนาเต ปล่อยให้เควิน ชาเดอ กระชากหลุดเข้าไปยิงง่ายๆ เหมือนคนถอดใจ
เรื่องการเสียความมั่นใจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่การแพ้ติดๆ กันหลายนัดแบบนี้และมีอาการประมาณนี้มันมีคำถามให้คิดต่อ
นักเตะแค่ขาดความเชื่อมั่นในการเล่น แท็คติกมีปัญหายังแก้ไม่ได้ สูญเสียแนวทางการเล่นไป
หรือมันเป็นแค่อาการ ‘แฮงก์’ หลังปีที่คว้าแชมป์ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับหลายๆทีม
หรือนักเตะไม่เชื่อในตัวผู้นำของเขาอีกแล้ว สลอตได้สูญเสีย ‘ห้องแต่งตัว’ ของเขาไปแล้วหรือ
มีอะไรเกิดขึ้นหลังฉากหรือเปล่า?
แต่ใดๆ ก็ตามตอนนี้ลิเวอร์พูลได้เปลี่ยนจากทีมที่เคยเป็น Believer กลับมาเป็น Doubter อีกครั้งแล้ว

ถึงแม้จะมีการยืนยันว่าฝ่ายบริหารของลิเวอร์พูลยังหนักแน่นสนับสนุนการทำงานของอาร์เนอ สลอตเหมือนเดิม
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า 3 นัดนับจากนี้มีโอกาสจะชี้ชะตาของเจ้าตัวได้เลย
แอสตัน วิลลา คู่แข่งทีมแรกในวันเสาร์นี้กำลังอยู่ในช่วงที่อูไน เอเมรี สามารถเรียกฟอร์มและความมั่นใจของทีมกลับมาได้สำเร็จ ล่าสุดสยบแมนเชสเตอร์ ซิตีได้อย่างน่าประทับใจ
เรอัล มาดริด ภายใต้การนำของชาบี อลอนโซ ยังแกร่งทั่วแผ่นและเต็มไปด้วยผู้เล่นระดับเวิลด์คลาสทั้งทีม โดยเฉพาะแนวรุกที่ไม่รู้จะหยุดใครก่อนเลย ไม่ว่าจะเป็น คิเลียน เอ็มบัปเป, วินิซิอุส จูเนียร์, จู๊ด เบลลิงแฮม, อาร์ดา กูแลร์
และการกลับมาแอนฟิลด์ของเทรนต์ที่จะได้ลงสนามแน่นอนเพราะดานี คาร์บาฮาล บาดเจ็บ
ปิดท้ายด้วยคู่ปรับเดิมอย่างแมนฯ ซิตี ที่แม้จะลุ่มๆ ดอนๆ แต่ในฤดูกาลนี้ก็เริ่มค่อยๆ หาทางกลับมาได้บ้างแล้ว โดยเฉพาะเอร์ลิง ฮาแลนด์ที่ฟอร์มการถล่มประตูร้อนแรง อันตราย
การเดิมพันของสลอตในการทิ้งลีก คัพ เพื่อใช้งาน 3 เกมนี้ ถ้าได้ผลตอบแทนที่ดี อย่างน้อยมีชัยชนะหรือมีสัญญาณบวกให้เห็นบ้างก็อาจจะลดความกดดันหรือต่ออายุการทำงานได้
แต่ถ้าพวกเขายังเป็นแบบที่ผ่านมา บอลไม่มีทรงไม่พอ ยังไม่มีใจในการเล่นด้วย บางทีฝ่ายบริหารอาจจะต้องพิจารณาสถานการณ์และมองหาสาเหตุอย่างจริงจัง
จริงอยู่ที่พาทีมเป็นแชมป์ได้ในฤดูกาลที่แล้ว การจะปลดโค้ชที่คว้าแชมป์เร็วขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย และลิเวอร์พูลก็ไม่ใช่สโมสรที่มีวิถีปฏิบัติแบบนั้น
แต่ฟุตบอลทุกอย่างเกิดขึ้นได้เสมอ อะไรที่ไม่เคยได้เห็น อาจจะได้เห็นก็ได้
The post 3 นัดตัดสินชะตา อาร์เนอ สลอต? ลิเวอร์พูลฝ่าวิกฤติเหนือวิกฤติ appeared first on THE STANDARD.
]]>
พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ร่วมกับ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชัน […]
The post พรีเมียร์ลีก ผนึก JAS เปิดแคมเปญ Boot Out Piracy ดูบอลเถื่อน เสี่ยงภัยไซเบอร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ร่วมกับ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชันแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS และ บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MONO ผู้ถือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ Boot Out Piracy ประจำปี 2025/26 เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงจากการรับชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลผ่านช่องทางที่ละเมิดลิขสิทธิ์
นี่เป็นปีที่ 4 ของการจัดแคมเปญในประเทศไทย โดยมีนักเตะดังจากพรีเมียร์ลีกเข้าร่วมรณรงค์ เช่น มาร์ติน โอเดการ์ด (อาร์เซนอล), อามาด ดิยัลโล (แมนฯ ยูไนเต็ด), ราอูล ฆิเมเนซ (ฟูแลม), แดน เบิร์น (นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด) และ แมตตี้ แคช (แอสตัน วิลลา) ร่วมส่งสารถึงแฟนบอลว่า การดูบอลเถื่อนไม่ใช่เรื่องเท่ แต่คือความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในทุกคลิก
เควิน พลัมบ์ ที่ปรึกษาทั่วไปของพรีเมียร์ลีก กล่าวว่า “การดูถ่ายทอดสดจากช่องทางผิดลิขสิทธิ์อาจดูเหมือนไม่มีอันตราย แต่ในความจริง ความเสี่ยงที่ตามมาร้ายแรงกว่าภาพไม่ชัดแน่นอน จากมัลแวร์ ฟิชชิ่ง ไปจนถึงการโจรกรรมข้อมูลส่วนตัว”
ขณะที่งานวิจัยด้านความปลอดภัยไซเบอร์ชี้ว่า เว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์มักเป็นช่องทางปล่อยมัลแวร์ โฆษณาแฝงสแกม การพนัน และเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจคุกคามความปลอดภัยของแฟนบอลและครอบครัวโดยตรง
ผลการศึกษาพบว่า เว็บไซต์ดูเถื่อนทำให้ผู้ใช้เสี่ยงถูกหลอก มากกว่าเว็บถูกลิขสิทธิ์ถึง 6 เท่า
กว่า 56% ของเว็บเถื่อนมีความเสี่ยงด้านมัลแวร์ ฟิชชิ่ง หรือสแกม และโฆษณาเกือบ 100% มีเนื้อหาที่ไม่ปลอดภัย
ทางด้าน ดร.โสรัชย์ อัศวะประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JAS กล่าวว่า “เราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับพรีเมียร์ลีกและ MONO เพื่อมอบประสบการณ์ดูฟุตบอลระดับโลกอย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย ขณะเดียวกันก็ต้องปกป้องแฟนบอลจากความเสี่ยงทางดิจิทัล”
โดย JAS ร่วมมือกับพรีเมียร์ลีกและหน่วยงานรัฐไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันการบังคับใช้กฎหมายต่อเว็บไซต์และอุปกรณ์สตรีมมิ่งเถื่อน พร้อมเดินหน้าสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัยและยั่งยืน
สำหรับแคมเปญ Boot Out Piracy เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2020 และดำเนินการในหลายประเทศในเอเชีย เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฮ่องกง และไทย โดยตลอด 6 ปีที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีกได้ร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อบล็อกเว็บไซต์และแอปเถื่อนกว่า 25,000 แห่งทั่วภูมิภาค
The post พรีเมียร์ลีก ผนึก JAS เปิดแคมเปญ Boot Out Piracy ดูบอลเถื่อน เสี่ยงภัยไซเบอร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
คุณเคยเอะใจไหมว่า ทำไมพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025/26 ถึงเต็ […]
The post 4 ปัจจัยที่ทำให้พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ เต็มไปด้วย ‘ประตู’ ทดเจ็บท้ายเกม appeared first on THE STANDARD.
]]>
คุณเคยเอะใจไหมว่า ทำไมพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025/26 ถึงเต็มไปด้วยดราม่าท้ายเกม?
ทั้งที่เพิ่งผ่านไปเพียง 7 นัด แต่เรากลับได้เห็น ‘ประตูช่วงทดเจ็บ’ เกิดขึ้นอย่างถล่มทลาย จนแทบทุกนัดกลายเป็นหนังชีวิตที่ต้องลุ้นจนวินาทีสุดท้าย
ฤดูกาลนี้ ตัวเลข 90 นาที ที่ปรากฏบนหน้าจอไม่ได้หมายความว่าเกมจะปิดฉากอีกต่อไป ในทางตรงกันข้าม มันคือช่วงเวลาที่อัดแน่นด้วยความระทึกใจ เพราะผลการแข่งขันสามารถพลิกได้ทุกวินาที
สถิติจาก Opta analyst ชี้ชัดว่า ซีซันนี้มีประตูในช่วง 90+ เกิดขึ้นเฉลี่ยทุก 2.9 เกม ซึ่งเป็นความถี่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก
และน่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือ 41.7% ของประตูเหล่านี้เปลี่ยนผลเสมอให้กลายเป็นชัยชนะ โดยมากถึง 14.3% ของเกมทั้งหมดถูกตัดสินด้วยประตูทดเจ็บ ตัวเลขที่สูงกว่าฤดูกาลก่อนถึงสองเท่า
เรามาดูกันว่า 4 เหตุผลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ใหม่ของพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลที่ทำให้แฟนบอลไม่มีข้ออ้างจะลุกออกจากสนามก่อนหมดเวลาอีกต่อไป เพราะช่วงทดเจ็บกำลังกลายเป็นหัวใจของเกมการแข่งขัน และอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการชี้ชะตาการลุ้นแชมป์ตลอดทั้งซีซัน
หนึ่งในเหตุผลสำคัญมาจาก การเพิ่มเวลาทดเจ็บ ที่เข้มงวดขึ้นนับตั้งแต่ฤดูกาล 2023/24 เพื่อลดการถ่วงเวลา เกมพรีเมียร์ลีกจึงยืดออกไปเฉลี่ยเกิน 100 นาทีบ่อยครั้ง และนั่นทำให้พื้นที่สำหรับดราม่าช่วงท้ายเกมมีมากกว่าเดิม
แต่ความยาวของเกมไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะฤดูกาลนี้ เราเห็นประตูที่เกิดขึ้นในนาที 90+ มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา แม้ค่าเฉลี่ยจำนวนประตูต่อเกม (2.6) จะต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ แต่สัดส่วนของประตูที่เกิดหลังนาที 90 กลับสูงถึง 13.2% ของทั้งหมด
อีกหนึ่งเหตุผลที่นักวิเคราะห์ฟันธงคือ มาตรฐานความฟิตของนักเตะที่สูงขึ้น ประกอบกับกฎการเปลี่ยนตัวได้ 5 คน ทำให้ทีมใหญ่สามารถส่งพลังสดลงมาเติมเกมรุกในช่วงท้าย ขณะที่แนวรับหลายคนยังต้องเล่นครบ 90 นาที ส่งผลให้ร่างกายอ่อนล้า และนำไปสู่ความผิดพลาดได้ง่ายขึ้นในช่วงท้ายเกม
หลายทีมในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ยังมีการให้ความสำคัญกับการซ้อมลูกตั้งเตะมากขึ้นด้วย ผลคือมีประตูจากเซ็ตพีซในช่วงทดเวลาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากหนึ่งลูกในทุก 15 เกม (ฤดูกาลก่อน) กลายเป็นหนึ่งลูกในทุก 10 เกม (ฤดูกาลนี้)
แม้จำนวนประตูรวมจะลดลง แต่ในรายละเอียดเกมกลับสูสีมากขึ้น เพราะไม่มีทีมใดที่ ‘แพ้ง่าย’ หรือเป็นหมูให้ใครถล่ม เห็นได้จากค่าเฉลี่ยผลต่างประตูต่อเกมเหลือเพียง 1.34 ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี นั่นหมายความว่า เกมส่วนใหญ่ยังเปิดกว้างแม้เข้าสู่ช่วงทดเจ็บ ในบรรดาเกมบิ๊กแมตช์ก็เฉือนกันแทบไม่เกิน 1 ประตู ทำให้ทุกทีมยังเดินหน้าลุ้นผลจนถึงวินาทีสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงข้อมูลที่กลุ่นจาก 7 เกมแรกของฤดูกาลเท่านั้น แต่ ‘ประตูนาทีบาป’ ก็โผล่มาให้เห็นแบบไม่เว้นสัปดาห์
หรือนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า ฤดูกาลนี้แฟนบอลพรีเมียร์ลีกควรเตรียมใจ (และเตรียมยาดม) ไว้ให้พร้อม
เพราะในเกมที่เข้มข้นดุจอเมริกาโน่แก้วเข้ม คุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่าทีมรักจะ ‘เสิร์ฟความหวาน’ ด้วยประตูชัย หรือ ‘ทิ้งรสขม’ ด้วยการถูกยิงช่วงทดเจ็บ …จนกว่านกหวีดยาวสุดท้ายจะดังขึ้นจริงๆ 
อ้างอิง:
The post 4 ปัจจัยที่ทำให้พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ เต็มไปด้วย ‘ประตู’ ทดเจ็บท้ายเกม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ครึ่งสัปดาห์ผ่านมาแล้วนับจากความพ่ายแพ้แบบตาเหลือกที่สแ […]
The post การบ้าน 5 ข้อที่สลอตต้องทำ เพื่อพาลิเวอร์พูลตั้งหลักใหม่อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ครึ่งสัปดาห์ผ่านมาแล้วนับจากความพ่ายแพ้แบบตาเหลือกที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ที่ทำให้ลิเวอร์พูล ในยุคของอาร์เนอ สลอต เผชิญกับสถานการณ์ลำบากที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนด้วยการแพ้ติดต่อกันถึง 3 นัด
บทสนทนาและคำถามมากมายเกิดขึ้นตลอดหลายวันที่ผ่านมาว่าเกิดอะไรขึ้นกับทีมที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกแบบสบายๆ ไหนจะลงทุนอีกร่วม 400 ล้านปอนด์ในช่วงตลาดซัมเมอร์ฤดูกาลนี้
นั่นสิ?
แต่ก่อนจะพูดความอะไรกัน นี่คือการบ้าน 5 ข้อที่สลอตต้องแก้โจทย์ให้ลิเวอร์พูลเป็นการเร่งด่วนในช่วงพักเบรกทีมชาติช่วงนี้ เพื่อให้กลับมาตั้งหลักใหม่ได้อีกครั้ง

สิ่งแรกและสำคัญที่สุดที่ทำให้ลิเวอร์พูลมีปัญหาอย่างมากในฤดูกาลนี้คือเกมเพรสซิงที่เคยเป็นเอกลักษณ์ถูกลดทอนประสิทธิภาพลงไป
เกมเพรสซิงที่ดุดันนั้นเป็นเอกลักษณ์ของทีมดังแห่งเมอร์ซีย์ไซด์มาตั้งแต่ยุคของเจอร์เกน คล็อปป์ ภายใต้ยี่ห้อ ‘Gegenpressing’ ซึ่งพื้นฐานการเล่นนั้นได้ถูกขยับปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเมื่อเข้าสู่ยุคของอาร์เนอ สล็อต โดยเป็นการเพรสซิงที่ลดทอนความอลหม่านไม่วิ่งพล่าน แต่จะเป็นการวิ่งอย่างเป็นระบบเน้นประสิทธิภาพแทน
สิ่งที่เกิดขึ้นในฤดูกาลที่แล้วคือลิเวอร์พูลมีเกมเพรสซิงที่ดุดันและแม่นยำมาก แดนบนจะสามารถบีบจนถึงปิดทางทำมาหากินของคู่แข่งได้ หรือต่อให้แกะบอลออกมาได้ด่านแรกก็จะโดนตัดบอลและเสียบอลในด่านสองต่อมาอยู่ดี
ปัญหาคือสิ่งนี้มันไม่ได้ตามมาด้วยในฤดูกาลนี้เพราะมีการเปลี่ยนแปลงในทีม ผู้เล่นเก่าที่เข้าใจระบบดีทยอยจากทีมไป (ทั้งจากเป็นและจากตลอดไป…) ผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา โดยเฉพาะตรง “แกน” อย่างศูนย์หน้าและตัวทำเกม อย่างอเล็กซานเดอร์ อิซัค, อูโก เอคิติเก และฟลอเรียน เวียร์ตซ์
โดยเฉพาะอิซัคและเวียร์ตซ์ยังมีปัญหากับการเล่นเพรสซิงในแบบของลิเวอร์พูลเพราะสภาพความฟิต กำลังวังชายังไม่ถึง และนั่นหมายถึงประสิทธิภาพลดทอนไปทันทีเพราะเพรสซิงเป็นการเล่นที่ต้องเล่นด้วยกันทั้งเซ็ต ไปพร้อมกันถึงจะได้ผล ถ้าใครคนหนึ่งไล่ไม่สุด หรือไล่ไม่เท่าเพื่อน ความพยายามของคนอื่นไร้ความหมายทันที เพราะฟังก์ชันการทำงานของระบบไม่สมบูรณ์
ดังนั้นเรื่องนี้ต้องหาทางแก้ด่วน เหมือนอัปเดตแพตช์ระบบปฏิบัติการแล้วมันไม่สมบูรณ์ แก้ใหญ่ยังไม่ไหว ต้องหาทางแก้เล็กทำ Patch ไวๆ ก่อน

ความเปลี่ยนแปลงภายในทีมลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ถือว่าค่อนข้างมาก ในแง่หนึ่งคือความตื่นเต้นความแปลกใหม่ แต่ในอีกแง่มันก็มาพร้อมกับความไม่แน่ไม่นอนเหมือนกัน
หนึ่งในจุดที่เป็นปัญหาคือมีนักเตะบางคนที่สลอตไม่กล้าตัดใจทิ้งไว้กลางทาง
นักเตะคนดังกล่าวคือโดมินิก โซโบสซ์ไล ที่รับบท “เบอร์ 10” ในฤดูกาลที่แล้ว แม้ว่าจะไม่ได้รับเสียงชื่นชมมากนักแต่คนดูบอลเขารู้กันว่ากัปตันทีมชาติฮังการีมีความสำคัญขนาดไหนในการเล่นของลิเวอร์พูล และดูเหมือนว่าในฤดูกาลนี้จะยิ่งพัฒนาการเล่นและความรับผิดชอบต่อทีมให้สูงขึ้น
แต่ปัญหาคือตำแหน่งที่เคยเป็นของเขา ถูกกำหนดให้เป็นของคนใหม่อย่างเวียร์ตซ์ และนั่นหมายถึงหากสลอตไม่อยากดร็อปเขาไว้ข้างสนามก็ต้องหาที่ทางให้
เล่นกองกลางสลับกับอเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ หรือไรอัน กราเฟนแบร์กไม่เท่าไร แต่พาลไปถึงการยืนแบ็กขวา ซึ่งมีบางนัดที่ทำได้ดีด้วย จนตอนนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่อีกจุด เพราะจะไปเบียดกับฟูลแบ็กธรรมชาติอย่างคอเนอร์ แบรดลีย์ และน้องใหม่อย่างเยเรมี ฟริมปง
เช่น ในเกมที่แพ้กาลาตาซาราย สล็อตเลือกใช้ฟริมปงยืนปีกขวาแทนโม ซาลาห์ และให้โซโบสซ์ไลยืนแบ็กขวา ทั้งๆ ที่คนแรกตำแหน่งถนัดคือวิงแบ็ก และคนหลังก่อนจะมาลิเวอร์พูลคือปีกแท้ๆ และคนที่พลาดทำเสียจุดโทษก็คือเขาเอง
หรือในเกมกับเชลซี โซโบสไล โดนถอยมายืนแบ็กขวาแทนแบรดลีย์ที่ติดใบเหลืองจากครึ่งแรก ซึ่งในช่วงท้ายเกมกลายเป็นจุดอ่อนให้โดนโจมตี เพราะคนที่พอเล่นได้กับคนที่เล่นเป็นไม่เหมือนกัน เซนส์เกมรับของโซโบสไล ไปจนถึงทักษะพื้นฐานบางอย่าง เช่น การกลับตัว การระวังหลัง ไม่เหมือนคนเล่นแบ็กธรรมชาติแน่นอน
บางทีมันอาจจะง่ายกว่าถ้าให้แบ็กขวาสองคนเขาชิงตำแหน่งกันเอง ใครดีกว่าก็ได้ลงไป และให้โซโบสไลไปเบียดกับเวียร์ตซ์ตัวต่อตัว หรือสลับกับแม็คคัลลิสเตอร์แทน หรือแม้แต่การรอเป็นตัวสำรองลงมาเปลี่ยนเกม เพราะตัวสำรองในยุคนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะสามารถวางกลยุทธ์ได้ตั้งแต่ก่อนลงสนามเลยว่าจะเลือกลงมาเมื่อไรในสถานการณ์ไหน
ไม่ใช่โซโบสไลไม่ดี แต่ส่วนหนึ่งของปัญหาคือสลอตไม่รู้จะใช้งานหรือเก็บเขาอย่างไร ดังนั้นต้องกลับไปพื้นฐาน “ใช้คนให้ถูกกับงาน” ดีที่สุด

นับตั้งแต่ฤดูร้อน 2017 เป็นต้นมา ‘Salah Running down the wing’ ให้ลิเวอร์พูลอย่างแข็งขันมาตลอด ไม่เคยหยุด ไม่เคยบ่น ไม่เคยออก (จากสนามด้วย)
ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบ อย่างน้อยสตาร์วัย 33 ปีก็พิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานในระดับมหัศจรรย์มาโดยตลอด โดยเฉพาะในฤดูกาลที่แล้วที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 20 ได้สำเร็จ
แต่ในฤดูกาลนี้ไม่เหมือนเดิม
ซาลาห์ดูกำลังวังชาลดลงจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด อย่าว่าแต่การครีเอตสร้างสรรค์เกมเลย ลำพังแค่การเก็บบอลไม่ให้โดนคู่แข่งไล่บดไล่บี้ชิงบอลกลับไปก็ยากแล้ว ซึ่งบางครั้งไม่ต้องเสียตัวประกบไปตามแบบดับเบิลมาร์ก แค่แบ็กที่มีความเร็วหน่อยก็เก็บเข้ากระเป๋าง่าย ๆ แล้ว
กลายเป็นยิ่งเล่นยิ่งดูแย่ ในขณะที่ทุกคนยังคาดหวังว่าเขาจะสร้างความมหัศจรรย์ได้เหมือนเก่า พาลกลายเป็นเรียกร้องให้ดร็อปไปจากทีมหรือเปลี่ยนตัวออกจากสนามบ้าง
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สลอตต้องหาทางช่วย
จากคำพูดของโมตั้งแต่ออกสตาร์ตฤดูกาล เคยบอกว่าด้วยเพื่อนในทีมที่เปลี่ยนไปจากหลุยส์ ดิอาซ, ดาร์วิน นูนเยซ หรือดีโอโก โชตา มาเป็น เอคิติเก, เวียร์ตซ์, อิซัค เรื่องการปรับตัวเข้าหายังต้องทำอยู่ และต้องใช้เวลาด้วย
ปัญหาคือโมในวัยนี้ไม่น่าอยู่ในวัยที่มีแรงจะปรับตัวเข้าหาใครแล้ว ทีมควรจะปรับตัวเข้าหาเพื่อประคับประคอง เพราะถึงจะโรยราแต่ซาลาห์ยังเป็นหนึ่งในตัวสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์กับทีมเสมอ ขอแค่มีจังหวะเหมาะเหม็งเท่านั้น
นอกเหนือจากนั้นคือระบบสนับสนุน (Support system) ของโมที่หายไป จากแบ็กขวาที่เคยมี “TAA66” และหมายเลข 10 อย่างโซโบสไลที่พร้อมขยับมาช่วย ฤดูกาลนี้แทบมองไปไม่เห็นใครเลย คือมีก็จริงแต่ความเข้าขารู้ใจไม่มี
บอลแทงยาวสวยๆ จากเทรนต์ที่ให้เขาชิงความได้เปบรียบกับกองหลังหายไป
ดังนั้นแทนที่จะปล่อยให้โมเดียวดาย สลอตควรจะต้อง “ใส่ระบบ” เข้าไปช่วยเกมทางฝั่งขวาของเขามากขึ้น มากกว่าจะเน้นขึ้นแค่ทางซ้ายที่ประสิทธิภาพห่างไกลกันมาก
และในบางจังหวะสถานการณ์หากประเมินแล้วว่าโมกำลังวังชาตก การเปลี่ยนตัวเขาออกมาพักเพื่อให้คนอื่นลงมาช่วยทีมบ้างก็เป็นอีกหนึ่งการช่วยเหลือเช่นกัน นั่นคืองานของสลอตที่จะต้องบริหารจัดการให้ได้

ในฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลแสดงให้เห็นถึงความประมาทเลินเล่อในการเล่นให้เห็นโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นในเกมรับที่ผลัดกันก่อความผิดพลาดให้เห็น ไม่ว่าวิ่งถอยไม่ยอมเข้าบอลบ้าง หรือการจ่ายลั่นให้เพื่อนต้องลำบาก ไปจนถึงการยืนคุมตำแหน่งไม่ดีเปิดพื้นที่ให้คู่แข่งจู่โจม
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการรับส่งบอลที่ขาดความแม่นยำไม่เฉียบไม่คมเหมือนก่อน
สิ่งเหล่านี้ต่อให้ไม่ได้ตั้งใจแต่ก็เกิดขึ้นได้สำหรับทีมที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว อาการของความประมาทเลินเล่อ (Complacency) เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งจะสวนทางกับทีมคู่แข่งที่ตั้งใจมาอย่างเต็มที่เพื่อจะล้มแชมป์ให้ได้ และนั่นทำให้ลิเวอร์พูลตกอยู่ใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก ซึ่งก็เริ่มลำบากจริงๆ แล้ว
ในเวลาแบบนี้สิ่งที่จะช่วยให้ผ่านไปได้คือการกลับมาโฟกัสกับการเล่นแบบพื้นฐาน ตั้งแต่การรับส่งบอล การเคลื่อนที่หาตำแหน่ง ไปจนถึงเกมรับที่ต้องคิดเสมอว่าการขยับต่อให้แค่ 1 ก้าว หรือการเทคตัวขึ้นกลางอากาศมีส่วนในการช่วยป้องกันประตูให้ทีมได้
เจมี คาร์ราเกอร์ มองเห็นสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่ช่วงแรกของฤดูกาล ถึงแม้ลิเวอร์พูลจะเก็บชัยชนะได้ตลอดแต่ฟอร์มการเล่นของพวกเขาไม่เหมือนทีมที่จะเป็นแชมป์เลยแม้แต่น้อย และหากเรามองย้อนกลับไปในฤดูกาลที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกันทีมชุดนั้นเล่นได้ดีและแน่นอนกว่านี้มาก (ชนะง่ายจนแฟนบอลบอกไม่ชิน)
ความยากคือการรวบรวมสิ่งเหล่านี้กลับมาไม่ง่ายนักและไม่เคยง่าย มีทีมที่เคยประสบความสำเร็จมากมายที่พร้อมจะล้มเหลวในฤดูกาลถัดไป
เพียงแต่สำหรับลิเวอร์พูลทีมนี้ ดีเกินกว่าที่จะบอกว่าพวกเขาจะเจอกับขวบปีที่ล้มเหลว

หนึ่งในเรื่องเล็กที่เอ็นโซ มาเรสกา นายใหญ่เชลซีบอกก่อนจะลงสนามพบกับลิเวอร์พูลคือการชื่นชมทีมของสลอตที่ทำทุกอย่างได้ดี
เพราะและได้โปรดอย่าลืมว่าพวกเขาทุกคนเพิ่งผ่านความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่มา
ผลกระทบจากการจากไปของดีโอโก โชตา เป็นแผลทางใจที่ไม่ได้หายง่ายๆ เพียงแต่ในเวลาที่ทีมแพ้ความไม่พอใจ ความผิดหวัง ความอะไรหลายอย่างจากแฟนฟุตบอลโดยเฉพาะบนโลกออนไลน์ก็อาจจะลืมไปว่า “พวกเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง”
งานของสลอตอีกอย่างที่ควรทำและอาจทำคือการพยายามสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันกับแฟนฟุตบอลอีกครั้ง ไม่ว่าจะผ่านคำพูดหรือผ่านการกระทำอะไรสักอย่าง
เหมือนครั้งหนึ่งที่คล็อปป์เคยพานักเตะเดินไปขอบคุณแฟน ๆ ที่ตามไปเชียร์ในเกมที่ไล่ตามตีเสมอเวสต์ บรอมวิช อัลเบียน 2-2 ที่คนอื่นมองแล้วขำขันเพราะคิดว่าเป็นสิ่งไร้สาระแต่มันคือโมเมนต์สำคัญที่เปลี่ยนโชคชะตาของลิเวอร์พูลจนถึงวันนี้
ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลไม่ได้มีหน้าที่แค่ดูแลนักเตะในสนามเท่านั้น แฟนฟุตบอลคือคนที่พวกเขาต้องดูแลและทำความเข้าใจ
โดยเฉพาะในวันอ่อนแอแบบนี้ การขอพลังสักหน่อยไม่ใช่เรื่องเสียหาย
เชื่อเถอะว่าเดอะ ค็อปไม่ใจร้ายหรอก พวกเขารู้ดีว่าหน้าที่ของเขาคืออะไร…
The post การบ้าน 5 ข้อที่สลอตต้องทำ เพื่อพาลิเวอร์พูลตั้งหลักใหม่อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
เวลาเหลือเพียงแค่ไม่กี่นาที ถ้าเกมนี้พวกเขาพ่ายแพ้อีกจร […]
The post รางวัลของคนทุ่มสุดใจ ชัยชนะยิ่งใหญ่ในแบบที่อาร์เซนอลมองหา appeared first on THE STANDARD.
]]>
เวลาเหลือเพียงแค่ไม่กี่นาที ถ้าเกมนี้พวกเขาพ่ายแพ้อีกจริงอยู่ที่ระยะห่างระหว่างอาร์เซนอลกับลิเวอร์พูลยังคงหยุดอยู่ที่ 5 แต้มเท่าเดิม ซึ่งไม่ได้มากและไม่ได้น้อยเกินไปก็จริง
แต่สิ่งที่มิเคล อาร์เตตาและลูกทีมจะต้องเผชิญคือคำถามมากมายที่จะถูกโยนเข้าใส่อย่างไม่หยุดหย่อน ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามากหรือน้อยมันก็บั่นทอนหัวใจทั้งนั้น
ในช่วงเวลาที่หัวใจถูกบีบ เพราะบุกเท่าไรก็ไม่สำเร็จสักทีนั้น อาร์เซนอลสามารถพลิกสถานการณ์จากการตามหลังนิวคาสเซิล กลับมาแซงเอาชนะได้ 2-1 ในช่วงเวลาที่คนเรียกว่า ‘นาทีบาป’ โดยทั้ง 2 ประตูมาจากการเล่นลูกเซตเพลย์ที่เป็นอาวุธหนัก
ประตูของมิเกล เมริโน ปลุกความหวังให้กลับมา
และประตูของกาเบรียล มาร์กัลเญส เป็นการตอบคำถามกับทุกคน “กันเนอร์ส” ไม่ยอมยกธงตั้งแต่ยังไม่ครบ 10 นัดแรก
แน่นอนว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ใช่การตัดสินใจของนายใหญ่อย่างอาร์เตตา ที่ปลดล็อกความรู้สึกบางอย่างไม่ใช่แค่กับลูกทีม แต่รวมถึงตัวของเขาเองด้วย

ก่อนที่เกมพรีเมียร์ลีกสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเริ่มต้นขึ้น หนึ่งใน Talking points หรือประเด็นสนทนาที่น่าค้นหาคำตอบไปด้วยกันคือระยะห่างระหว่างลิเวอร์พูลกับอาร์เซนอล เมื่อจบ Matchweek 6 จะอยู่ที่เท่าไร?
จากเดิมก่อนเตะที่ 5 แต้ม จะห่างไปไกลเป็น 8 แต้มหรือไม่หากทีมของอาร์เนอ สลอตบุกไปเอาชนะคริสตัล พาเลซ ได้ที่เซลเฮิร์สต์ ปาร์ค และทีมของมิเคล อาร์เตตา พลาดท่าเสียทีให้กับนิวคาสเซิล ทีมตัวแสบที่เซนต์ เจมเซส ปาร์ค
ที่พูดกันเช่นนี้เพราะฟอร์มของลิเวอร์พูล ถึงจะไม่ได้ยอดเยี่ยมมากเพราะมีการเปลี่ยนแปลงทีมในจุดสำคัญหลายจุด แต่แชมป์เก่ายังดีพอที่จะเอาตัวรอดจากสถานการณ์ยากลำบากได้ทุกนัด โดยเฉพาะการทำประตูในช่วงท้ายเกมที่แทบจะเป็นเอกลักษณ์ประจำทีม (แม้ว่ามันไม่ควรจะเป็นแบบนั้นเลยก็ตาม)
ตรงข้ามกับอาร์เซนอลที่ในฤดูกาลนี้ถูกตั้งคำถามหนักยิ่งกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะกับการตัดสินใจของผู้กุมอำนาจการตัดสินใจอย่างอาร์เตตาที่ถูกมองว่า ‘ไม่กล้า’ ที่จะเสี่ยงเดิมพัน
เรื่องนี้ไม่ได้สะท้อนผ่านการจัดทีมลงสนามของเขาในบางนัด ซึ่งรวมถึงเกมที่พบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี ที่เอมิเรตส์ สเตเดียม ด้วยการส่งกองกลางที่ถูกมองว่าเป็นประเภท ‘ตัวรับ’ ลงสนามพร้อมกันถึง 3 คนในรายของ เดแคลน ไรซ์, มาร์ติน ซูบิเมนดี และมิเกล เมริโน (แม้ว่าทั้ง 3 จะไม่ได้เป็น Defensive midfielder จริงๆก็ตาม)
ทั้งๆ ที่ลงทุนซื้อ เอเรเบชี เอเซ หนึ่งในตัวทำเกมที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีกมาจากคริสตัล พาเลซ
ในเกมนั้นแม้ว่าอาร์เซนอลจะรอดตัวมาได้ด้วยการไล่ตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บจากการหลุดเข้าไปยิงของกาเบรียล มาร์ติเนลลี – ซึ่งก็ได้บอลจากการเปิดด้วยน้ำหนักและทิศทางที่สมบูรณ์แบบจากเอเซ ซึ่งถูกเปลี่ยนตัวลงมาเหมือนกัน – แต่การที่อาร์เตตา เลือกจะ ‘เพลย์เซฟ’ ไปเสียแทบจะทุกอย่างทำให้เขาถูกค่อนแคะและตั้งคำถามมากมาย
ไม่ว่าเจ้าตัวจะพยายามอธิบายอย่างไรว่าจะมีสักกี่ทีมในโลกที่สามารถ ‘กด’ ทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้เป็นครู ได้ขนาดนี้?
แต่ก็ไม่มีใครสนใจอยากจะฟังแล้ว

คำพูดมากมายที่ไม่มีใครอยากฟังมันอาจทำให้อาร์เตตาฉุกคิด
ผ่านเกมลีกคัพที่อาร์เซนอลเอาชนะพอร์ตเวลมาได้อย่างไม่ยากลำบากนักด้วยทีมชุดสำรอง ผสมกับความปราชัยแบบเจ็บปวดของลิเวอร์พูล ที่คราวนี้ตกเป็นเหยื่อ “นาทีบาป” เสียเองเมื่อถูกคริสตัล พาเลซ เล่นงานในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 6 ซึ่งหมายถึงโอกาสที่พวกเขาจะขยับเข้าใกล้ได้ ทำให้กุนซือเชื้อสายบาสก์ตัดสินใจบางอย่าง
เพราะแม้จะเป็นเกมเยือนทีมที่แข็งสุดๆในบ้านอย่างนิวคาสเซิล ที่เล่นงานพวกเขามานักต่อนัก แต่เกมนี้อาร์เตตากลับตัดสินใจที่จะไม่ดึง ‘เบรกมือ’ ของทีมด้วยการใช้มิดฟิลด์ตัวรับลงกันเต็มอีก แต่เลือกใช้ตัวทำเกมอย่าง เอเซ มาคอยสร้างสรรค์อยู่ด้านหลังของแนวรุก เลอันโดร ทรอสซาด์, วิคเตอร์ ยอเคอเรส และบูกาโย ซากา
การตัดสินใจครั้งนี้สำคัญมากกว่าแค่ในเชิงของแท็กติก
มันเป็นการตัดสินใจที่ส่งผลในเชิงของจิตวิทยาด้วย ว่าอาร์เซนอลพร้อมที่จะเดินเกมใส่นิวคาสเซิลอย่างเต็มที่ เป้าหมายอยู่ที่ชัยชนะเท่านั้น
ดังนั้นแม้ในระหว่างเกมจะเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก ไม่เพียงแต่โดนปฏิเสธลูกจุดโทษของยอเคอเรส (ที่โดยส่วนตัวเห็นว่าเป็นการทำฟาวล์ของนิค โป๊ปชัดเจน) ยังถูกนิวคาสเซิลฉวยโอกาสทำประตูนำไปก่อนจากการโหม่งของนิค โวลเทอมาเดอ
ไปจนถึงการเจอกับเกมหนักไล่อัด ไล่บด จนถึงการตั้งโซนรับเป็นกำแพงสีขาวดำจากลูกทีมของเอ็ดดี ฮาว ซึ่งต้องปรบมือให้ถึงวินัยและการฝึกซ้อมที่ต้องดีเยี่ยมเท่านั้นทีมจึงเล่นกันได้แบบ well-organised ขนาดนี้ และต่อให้ผ่านแนวรับไปได้ นายทวารของพวกเขาก็ไม่ยอมให้บอลผ่านมือข้ามเส้นไปได้อยู่ดี
แต่ยามลำบากแบบนี้กลับเป็นจังหวะและโอกาสให้นักเตะอาร์เซนอลทุกคนรวมถึงตัวของอาร์เตตาด้วย
ได้เติบโตและเรียนรู้ชีวิตผ่านหลักสูตรที่เข้มข้น
การพยายามแก้เกมเพื่อเอาชนะโซนของนิวคาสเซิลที่ตรึงกำลังแน่นหนา ไม่สามารถทำได้เพียงแค่บนกระดานแท็คติกอย่างเดียว แต่มันต้องอาศัยเรื่องของหัวจิตหัวใจด้วย
อาร์เตตานั้นทำดีที่สุดแล้วในส่วนของเขาด้วยการเลือกจะเดิมพัน ถอดตัวรับ ส่งตัวรุกลงมาเท่าที่มี ไม่ว่าจะเป็นมาร์ติเนลลี, เมริโน (ผู้เริ่มชื่นชอบบทกองหน้าที่ไม่ใช่กองหน้า) รวมถึงกัปตันทีมอย่างมาร์ติน โอเดอการ์ด ที่มีส่วนสำคัญ
นอกจากนี้คือการกำชับให้ทีมพยายามเร่งจังหวะให้เร็วขึ้น ไม่จำเป็นต้องเน้นความแน่นอนให้มากเกินไป ไม่ต้องชัวร์ทุกจังหวะ แต่ต้องเล่นเสี่ยงขึ้น ท้าทายเกมรับของนิวคาสเซิลให้มากขึ้น อยากได้รางวัลใหญ่ยืนมองอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพยายามเท่านั้นถึงจะได้มา
สิ่งที่เราได้เห็นคือยิ่งเล่น อาร์เซนอลก็ยิ่งกดนิวคาสเซิลจนโงหัวไม่ขึ้น
ทีมที่รับได้เป๊ะโดนบดหนักๆแข้งขาก็อ่อน รวมกับการเสียติโน ลิวราเมนโต ตัวริมเส้นสารพัดประโยชน์ยังกระทบต่อองค์ประกอบของทีมในช่วงท้าย
สุดท้ายนิวคาสเซิลก็พัง พวกเขาโดนย้อนเกล็ดด้วยลูกเตะมุมสั้นที่ไรซ์เปิดให้เมริโน โหม่งในจุดใกล้เคียงกับที่โวลเทอร์มาเดอ โขกทำประตูนำในช่วงครึ่งแรก ก่อนที่จะเป็นเกมที่ 2 ที่อาร์เซนอลมายิงประตูในนาทีบาป ซึ่งก็มาจากลูกสูตรเตะมุมที่เปิดมากลางประตู โป๊ป ถูกวิลเลียม ซาลิบา เกะกะจนออกมาชกบอลไม่ทัน บอลเข้าหัวกาเบรียล – ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่กี่นาทีเกือบทำให้ทีมเสียจุดโทษ – โขกพังประตูชัยเข้าไป

จริงอยู่ที่ชัยชนะเกมนี้มีความหมายเท่ากับ 3 คะแนนไม่ต่างจากนัดอื่น
แต่ด้วยวิธีการที่ทำให้ได้มา ด้วยสถานการณ์พลิกผันจากที่เกือบจะเพลี่ยงพล้ำที่จะทำให้หมดไฟ และความหอมหวานของชัยชนะในช่วงท้ายเกม ซึ่งเป็นสิ่งที่พูดกันว่าเป็น ‘คุณสมบัติของแชมป์’
ชัยชนะครั้งนี้สำหรับอาร์เซนอลจึงมีความหมายอย่างมาก และอาจเป็นครั้งแรกจริงๆที่พวกเขาทำให้เราหลายคนเริ่มรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในทีมกันเนอร์สชุดนี้
พวกเขากำลังเติบโตขึ้นไปอีกขั้น แกร่งขึ้นอีกขั้น และในเวลานี้รู้แล้วว่าหากต้องการชัยชนะในแต่ละเกมไปเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอต้องทำอย่างไร
สิ่งที่ดีที่สุดอีกอย่างคือการที่อาร์เซนอลรู้ตัวแล้วว่าพวกเขามีขีดความสามารถและศักยภาพที่จะทำแบบนั้นได้
ขออย่างเดียว อย่าฉุดรั้งตัวเองไว้ด้วยความไม่แน่ใจก็พอ
The post รางวัลของคนทุ่มสุดใจ ชัยชนะยิ่งใหญ่ในแบบที่อาร์เซนอลมองหา appeared first on THE STANDARD.
]]>
ย้อนกลับไปในเกมบิ๊กแมตช์ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ความดราม่าเร […]
The post เปิดเหตุผลมาเรซกา ทำไมเปลี่ยนแนวรุกตั้งแต่ 20 นาทีแรก? เกมพ่ายแมนฯ ยูไนเต็ด appeared first on THE STANDARD.
]]>
ย้อนกลับไปในเกมบิ๊กแมตช์ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ความดราม่าเริ่มขึ้นตั้งแต่นาทีที่ 5 เมื่อ โรเบิร์ต ซานเชซ ผู้รักษาประตูเชลซีโดนใบแดงหลังพุ่งชนใส่ไบรอัน เอ็มบูโมของยูไนเต็ด
ทำให้แผนที่ เอ็นโซ่ มาเรซกา วางไว้อย่างละเอียดต้องพังทลายในพริบตา จากนั้นสถานการณ์ยิ่งยากขึ้นเมื่อเขาต้องเปลี่ยนผู้เล่นแนวรุกออกตั้งแต่ 20 นาทีแรก และตามมาด้วยการตัดสินใจในครึ่งหลังที่ขัดใจแฟนบอลจำนวนไม่น้อย
หลังเกม มาเรซกาอธิบายถึงจุดเริ่มต้นของปัญหา เขามองว่าช็อตที่ซานเชซฟาวล์เอ็มบูโม คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทีมเสียเปรียบทันที
“มันเป็นเรื่องที่หนักมาก… ใบแดงแบบนี้ไม่ใช่แค่เชลซีหรอกที่เจอปัญหา สโมสรไหนก็เจอปัญหาเหมือนกัน” มาเรซกากล่าวหลังเกม
“หลังจากโดนใบแดง แผนการทั้งหมดก็ไม่เหลืออยู่อีกแล้ว ถ้าย้อนกลับไปได้ ผมยอมเสียหนึ่งประตูตั้งแต่นาทีที่ 3 ดีกว่าต้องเสียผู้รักษาประตู เพราะเรายังมีเวลาเล่นอีก 95 นาที ผมคิดว่าโรเบิร์ตก็รู้เรื่องนี้ แต่เขาต้องตัดสินใจในเสี้ยววินาที”
แท็กติกปกติของเชลซีในยุคมาเรซกาคือการขึ้นเกมด้วยผู้เล่นแนวรุกห้าคน แต่เมื่อเหลือผู้เล่นน้อยกว่า เขาจำเป็นต้องถอยมาเล่นเกมรับเต็มตัว โดยถอด เปโดร เนโต้ และ เอสเตวาโอ วิลเลียน ออก เพื่อส่งผู้รักษาประตูสำรอง ฟิลิป ยอร์เกนเซน และกองหลัง โตซิน อดาราบิโอโย ลงสนาม แผนจึงเปลี่ยนเป็นกองหลัง 5 คน กองกลาง 3 คน และเหลือเพียง เจา เปโดร ในแดนหน้า
“ในสภาพ 11 ต่อ 11 เราอาจเล่นรับด้วย 4 คนได้ แต่พอเหลือ 10 คน เราจำเป็นต้องถอยมาเล่นไลน์ 5 เพื่อความแน่นอน”
อย่างไรก็ตาม การปรับเกมรับเช่นนี้กลับดูเหมือนตัดพลังเกมรุกออกไป และไม่นานยูไนเต็ดก็ขึ้นนำจาก บรูโน แฟร์นันด์ส ก่อนที่ โคล พาล์มเมอร์ จะต้องถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 21 จากอาการเจ็บที่ยังไม่หายขาด ทำให้เชลซีใช้โควต้าเปลี่ยนตัวครบ 3 คนเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกเพียง 21 นาทีแรก
มาเรซกาเปิดเผยว่า พาล์มเมอร์เพิ่งผ่านการทดสอบร่างกายในตอนเช้าและยืนยันอยากช่วยทีม แม้จะยังไม่สมบูรณ์ 100% แต่สุดท้ายก็ฝืนไม่ไหว
“โคลอยากช่วยทีม เขาทดสอบร่างกายในตอนเช้าและบอกว่าพอเล่นได้ แต่หลังจากผ่านไป 20 นาที เขาเริ่มเจ็บขึ้นมาอีก เราเลยต้องเปลี่ยนออก”
การเสียพาล์มเมอร์ตั้งแต่ต้นเกมทำให้เชลซีขาดคนเชื่อมแดนกลางโดยตรง และเมื่อ กาเซมิโร่ มาซัดเพิ่มให้ยูไนเต็ดนำ 2-0 ก่อนพักครึ่ง สถานการณ์ของทีมก็ยิ่งย่ำแย่ แม้ครึ่งหลังเชลซีจะได้เปรียบตัวผู้เล่นหลังยูไนเต็ดเหลือ 10 คนเท่ากัน แต่พวกเขากลับแทบไม่มีจังหวะเร่งเกมไล่ตาม
เสียงวิจารณ์จาก เวย์น รูนีย์ หลังเกมสะท้อนมุมมองแฟนบอลได้ชัดว่า “ตอนที่เหลือ 10 คนเท่ากัน ผมไม่เห็นความเร่งรีบจากเชลซีเลย พวกเขาเล่นช้าไปมา ถ้าคุณเป็นแฟนเชลซี คุณต้องอยากเห็นทีมมีความดุดันกว่านี้”
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจในครึ่งหลังก็ยังเป็นที่วิจารณ์ เมื่อมาเรซกาเลือกถอด เวสลีย์ โฟฟานา แล้วส่ง ไทริก จอร์จ ลงสนาม แทนที่จะเป็น อเลฮานโดร การ์นาโช่ ทั้งที่ก่อนเกม เขาเพิ่งยอมรับว่าได้คิดถึง “แรงจูงใจพิเศษ” ของการ์นาโช่สำหรับแมตช์นี้
“มันเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง เขายังหนุ่ม คุณไม่รู้หรอกว่าเขาจะตอบสนองอย่างไร ถ้าเราตัดสินใจส่งเขาลงตัวจริง เราจะมีการพูดคุยกับเขาเพื่อดูว่าเขารู้สึกยังไงกับเกมนี้”
แต่สุดท้าย เมื่อถึงเวลาต้องเลือก มาเรซกากลับไม่ใช้โอกาสนั้น และเลือกทางที่ปลอดภัยกว่าแทน
ถัดจากนั้น แม้เชลซีจะได้ประตูตีไข่แตกจาก เทรโวห์ ชาโลบาห์ ในนาทีที่ 80 แต่ก็ไล่ไม่ทัน จบเกมเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เปิดบ้านเฉือนชนะ 2-1 คว้า 3 แต้มสำคัญ ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 10 ของตาราง มี 7 คะแนน ส่วนเชลซีหล่นไปอยู่อันดับ 6 มี 8 คะแนนเท่าเดิม
อ้างอิง:
The post เปิดเหตุผลมาเรซกา ทำไมเปลี่ยนแนวรุกตั้งแต่ 20 นาทีแรก? เกมพ่ายแมนฯ ยูไนเต็ด appeared first on THE STANDARD.
]]>
สโมสรลิเวอร์พูลและ adidas เปิดตัวชุดแข่งที่ 3 สำหรับฤดู […]
The post ลิเวอร์พูล เปิดตัวชุดแข่งที่ 3 โทนเขียวทะเลสุดคลาสสิก appeared first on THE STANDARD.
]]>
สโมสรลิเวอร์พูลและ adidas เปิดตัวชุดแข่งที่ 3 สำหรับฤดูกาล 2025/26 ภายใต้ดีไซน์ที่ผสานกลิ่นอายความคลาสสิกกับความทันสมัย เพื่อเป็นเกียรติแก่หนึ่งในยุคทองของสโมสร
เสื้อแข่งใหม่มาในโทนสีเขียวทะเลสุดโดดเด่น ได้แรงบันดาลใจจากดีไซน์ LFC x adidas ในยุค 1990s และต้น 2000s พร้อมการกลับมาของ โลโก้ adidas Originals Trefoil บนเสื้อลิเวอร์พูลครั้งแรกในรอบเกือบ 35 ปี โดยจะมีให้เลือกทั้งแขนสั้น แขนยาว และเวอร์ชันครอปใหม่ล่าสุด
รายละเอียดพิเศษยังรวมถึง สัญลักษณ์เลข 97 และเปลวไฟนิรันดร์ ที่ด้านหลังคอเสื้อ ขาสีขาวลายเขียว และถุงเท้าสีเขียวล้วน เสริมความวินเทจด้วยการนำ ตราสโมสรแบบคลาสสิกช่วงปี 1987-1992 กลับมาใช้อีกครั้ง
นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัว คอลเลกชันเพิ่มเติม ทั้งเสื้อผู้รักษาประตูสีดำล้วน เสื้อผ้าเทรนนิง แฟชั่นสตรีทแวร์ หมวก แอ็กเซสซอรี และรองเท้า LFC Gazelle รุ่นพิเศษ
การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากความสำเร็จของความร่วมมือครั้งใหม่ระหว่างลิเวอร์พูลกับ adidas ที่เพิ่งเริ่มต้นสัญญา 10 ปี โดยชุดเหย้าและเยือนทำสถิติยอดขายสูงสุดในเดือนแรก มีการสั่งซื้อจากกว่า 150 ประเทศ และ 70% มาจากแพลตฟอร์มออนไลน์ของสโมสร
โดยทีมชุดใหญ่ชายของลิเวอร์พูลจะใส่ชุดนี้ประเดิมสนามเกมเยือนเบิร์นลีย์วันอาทิตย์นี้ ขณะที่ทีมหญิงจะใส่ครั้งแรกในเกมพบเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด วันที่ 22 พฤศจิกายน

The post ลิเวอร์พูล เปิดตัวชุดแข่งที่ 3 โทนเขียวทะเลสุดคลาสสิก appeared first on THE STANDARD.
]]>
เป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่ทุกสายตาทั่วโลกจับจ้อง พรีเมียร์ลี […]
The post Squad Guide ทีมดังพรีเมียร์ลีก 2025/26 appeared first on THE STANDARD.
]]>
เป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่ทุกสายตาทั่วโลกจับจ้อง พรีเมียร์ลีก ที่ฤดูกาลใหม่ได้เริ่มต้นอย่างเข้มข้น พร้อมการเสริมทัพครั้งใหญ่จากบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นลิเวอร์พูลที่ทุบสถิติการซื้อนักเตะแพงที่สุด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ยังคงขุมกำลังแน่นปึ้ก, อาร์เซนอลที่เดินหน้าล่าความสำเร็จ รวมถึงเชลซีที่หวังกลับมาท้าทายแชมป์
ใน Squad Guide ครั้งนี้ เราจะพาไปเจาะลึกว่า หลังผ่านตลาดนักเตะซัมเมอร์ 2025/26 แต่ละทีมดังของพรีเมียร์ลีกมี “ไลน์อัพ” เป็นอย่างไร ใครคือคีย์แมน, นักเตะใหม่ที่จะเข้ามาเติมเต็ม และทิศทางของพวกเขาจะเป็นอย่างไรในการล่าแชมป์ฤดูกาลนี้

อ้างอิง: Premier League
The post Squad Guide ทีมดังพรีเมียร์ลีก 2025/26 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ซัมเมอร์นี้ ทีมในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ใช้เงินไปมากที่สุด […]
The post 5 สโมสรพรีเมียร์ลีกใช้เงินสูงสุดในตลาดนักเตะซัมเมอร์นี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ซัมเมอร์นี้ ทีมในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ใช้เงินไปมากที่สุดโดยรวมแล้วมีการใช้จ่ายมากกว่า 3 พันล้านปอนด์ หรือกว่า 1.3 แสนล้านบาท
แล้วสโมสรไหน คือทีมที่ใช้เงินสูงสุดในตลาดนักเตะซัมเมอร์ที่ผ่านมากันบ้าง?

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร
อ้างอิง:
The post 5 สโมสรพรีเมียร์ลีกใช้เงินสูงสุดในตลาดนักเตะซัมเมอร์นี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชัยชนะเหนือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ที่เอติฮัด สเตเดียม ไม […]
The post Spurs Reborn หรือโธมัส แฟรงค์ ทำให้แฟนไก่กล้าฝันอีกครั้ง? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชัยชนะเหนือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ที่เอติฮัด สเตเดียม ไม่เพียงทำให้ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์เก็บคลีนชีตติดต่อกันสองนัดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ แต่ยังทำให้กุนซือคนใหม่อย่าง โธมัส แฟรงค์ ได้ใจแฟนบอลไปเต็มๆ หลังเจ้าตัวเอ่ยปากว่า “กำลังตกหลุมรักสเปอร์ส” และเชื่อว่าบรรดาสาวกไก่เดือยทองก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน
แม้ซีซันก่อน สเปอร์สเพิ่งคว้าแชมป์ยูโรปาลีกในยุคของ อังเก้ ปอสเตโคกลู แต่บรรยากาศภายในสโมสรก็เต็มไปด้วยความตึงเครียด พวกเขาจบฤดูกาลด้วยอันดับ 17 ของตาราง แถมยังเผชิญกระแสต่อต้านประธานสโมสร แดเนียล เลวี อย่างหนัก
ทว่า การตัดสินใจดึงแฟรงค์จากเบรนท์ฟอร์ดเข้ามากลับกลายเป็น การเสริมทัพที่ดีที่สุดของทีมเสียด้วยซ้ำ
เพราะแม้สเปอร์สจะถูกมองว่าล้มเหลวในตลาดนักเตะ คว้ามาได้เพียง โมฮัมเหม็ด คูดุส (50 ล้านปอนด์) และ เจา ปาลินญา (ยืมจากบาเยิร์น มิวนิก) ขณะที่ดีลใหญ่ๆ อย่าง มอร์แกน กิ๊บส์-ไวต์ และ เอเบเรชี เอเซ่ ล่มไม่เป็นท่า แถมยังต้องปล่อยกัปตันทีม ซน ฮึง-มิน ออกไปหาความท้าทายใหม่ และต้องเจอข่าวร้ายจากอาการบาดเจ็บยาวของ เจมส์ แมดดิสัน
แต่แฟรงค์กลับพาทีมออกสตาร์ทได้อย่างมั่นใจ ด้วยการผสมผสานรายละเอียดเชิงแท็กติกที่เข้มข้น เข้ากับอิสระในเกมรุกของผู้เล่น ซึ่งต่างกันอย่างชัดเจนจากยุคปอสเตโคกลู ที่มักยึดติดกับปรัชญา ‘เราเล่นแบบนี้เสมอ’ จนถูกวิจารณ์ว่าขาดความยืดหยุ่นเมื่อต้องเจอกับคู่แข่งที่หลากหลาย
สิ่งที่เด่นชัดที่สุดในยุคของโธมัส แฟรงค์ คือความยืดหยุ่นทางแท็กติกที่ทีมแสดงออกมาในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลนี้
สองเกมแรกในพรีเมียร์ลีก แฟรงค์เลือกใช้ 4-3-3 ยามเจอกับเบิร์นลีย์เพื่อครองเกมรุก แต่หันไปเน้นเกมรับด้วยการส่ง เจา ปาลินญา และ โรดริโก เบนทานกูร์ ลงยืนคู่กลางในเกมบุกเยือนแมนฯ ซิตี้ เพื่ออุดช่องโหว่ตรงกลางสนาม ผลลัพธ์คือเก็บคลีนชีตพร้อมชัยชนะที่เอติฮัด สิ่งที่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทีมใดก็ตาม…แต่พวกเขาทำได้
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ในศึกยูฟ่า ซูเปอร์คัพกับปารีส แซงต์ แชร์กแมง แฟรงค์ยังโชว์วิสัยทัศน์ด้วยการปรับเป็น 3-5-2 เพื่อปิดพื้นที่แนวรุกของคู่แข่งโดยเฉพาะ การตัดสินใจที่เด็ดขาดและกล้าหาญเหล่านี้ ทำให้เห็นชัดว่าเขาแตกต่างจากอังเก้ ที่เคยถูกวิจารณ์เรื่องความดื้อแพ่งทางแท็กติก
และหนึ่งในกุญแจสู่ความสำเร็จคือ ปาลินญา มิดฟิลด์ทีมชาติโปรตุเกส ที่เข้ามายกระดับแดนกลางทันที เกมชนะแมนฯ ซิตี้ เขาคว้ารางวัลแมนออฟเดอะแมตช์ จากการชนะดวลถึง 8 ครั้ง และแท็กเกิลสำเร็จมากที่สุดในสนาม (4 ครั้ง) ไม่เพียงเพิ่มพลังเกมรับ แต่ยังกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่แฟรงค์ต้องการเพื่อปลดล็อกให้สเปอร์สกลับมาสู่เส้นทางแห่งชัยชนะ
อย่างไรก็ตาม นี่เพิ่งเป็นเพียง 2 เกมแรกของพรีเมียร์ลีก ยังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่า โธมัส แฟรงค์ จะพาสเปอร์สกลับมาลุ้นพื้นที่ท็อปโฟร์ได้หรือไม่ในบั้นปลายฤดูกาล
แต่สิ่งที่พิสูจน์แล้วชัดเจนคือ การแก้เกมเฉียบคม, ความเข้มข้นทางแท็กติก และการสื่อสารที่ทำให้นักเตะเชื่อมั่น ล้วนเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนว่าไก่เดือยทองกำลังมาถูกทาง
คำถามสำคัญคือ เมื่อฤดูกาลยาวออกไป 38 เกมเต็ม พร้อมความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บและความกดดันของโปรแกรมอันถี่ยิบ แฟรงค์จะยังคงรักษาพลังบวกและความยืดหยุ่นนี้ไว้ได้หรือไม่?
แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้คือ แฟนสเปอร์สกลับมามีความหวังใหม่ และอาจเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่พวกเขากล้าที่จะฝันไกลเกินกว่าแค่การจบท็อปโฟร์…
The post Spurs Reborn หรือโธมัส แฟรงค์ ทำให้แฟนไก่กล้าฝันอีกครั้ง? appeared first on THE STANDARD.
]]>
เชลซี และ ไนกี้ เปิดตัวชุดแข่งที่สามประจำฤดูกาล 2025/26 […]
The post เชลซีรำลึกยุคทอง ด้วยสไตล์ T90 ผ่านชุดแข่งที่สาม ของฤดูกาล 2025/26 appeared first on THE STANDARD.
]]>
เชลซี และ ไนกี้ เปิดตัวชุดแข่งที่สามประจำฤดูกาล 2025/26 อย่างเป็นทางการในวันนี้ ภายใต้คอนเซ็ปต์ การผสานพลังระหว่างความสำเร็จในอดีตกับความรุ่งโรจน์ของยุคใหม่
การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทัพสิงห์บลูส์เพิ่งประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ ทั้งทีมชายที่คว้าแชมป์ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ และ ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก เมื่อกลางปี รวมถึงทีมหญิงที่กวาด ‘เทรเบิลแชมป์’ ในประเทศได้อย่างยิ่งใหญ่ในฤดูกาลที่ผ่านมา
แรงบันดาลใจของดีไซน์ต้องย้อนกลับไปยังฤดูกาล 2004/05 ปีที่เชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พร้อมกับแชมป์ลีกคัพ ขณะที่ทีมหญิงในเวลานั้น (Chelsea Ladies) เพิ่งก้าวขึ้นมาเล่นลีกสูงสุดและเริ่มต้นการเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรอย่างเต็มตัว
สำหรับดีไซน์สีดำและเงิน เป็นสีชุดที่ครั้งหนึ่งเคยถูกตำนานอย่าง จอห์น เทอร์รี และแฟรงก์ แลมพาร์ด ฉีกเสื้อฉลองชัยเหนือแบล็กเบิร์นใน ‘Battle of Blackburn’ ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง โดยครั้งนี้สีดำเป็นหลัก ตัดด้วยแถบเงินบริเวณคอ แขนเสื้อ และถุงเท้า พร้อมแถบสีน้ำเงินรอยัลบลูที่สื่อถึงอัตลักษณ์ของสโมสร
ที่สำคัญ ตราสโมสรเวอร์ชันปี 2004/05 ถูกนำกลับมาประดับบนหน้าอกเสื้อ เพื่อเชื่อมโยงระหว่างความทรงจำกับความทะเยอทะยานของทีมยุคปัจจุบัน
นอกจากนี้ ไนกี้ย้ำว่า นี่ไม่ใช่แค่การย้อนอดีต แต่คือการปลุกจิตวิญญาณของ ยุค Total 90 ช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความกล้า ความดิบ และพลังแห่งการเปลี่ยนเกมฟุตบอลให้ต่างออกไป และวันนี้ เชลซีพร้อมถ่ายทอดความรู้สึกนั้นสู่ยุคใหม่ ผ่านนักเตะอย่าง เอลลี คาร์เพนเตอร์, เจา เปโดร, นาโอมิ เกอร์มา, เจมี กิทเทนส์, เอสเตวาโอ และเลียม ดีแลป ที่ร่วมเปิดตัวชุดแข่งในครั้งนี้

The post เชลซีรำลึกยุคทอง ด้วยสไตล์ T90 ผ่านชุดแข่งที่สาม ของฤดูกาล 2025/26 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ศึกพรีเมียร์ลีกกำลังมุ่งหน้าสู่นัดที่ 2 ในสุดสัปดาห์นี้ […]
The post Fantasy Premier League Team Guide – Gameweek 2 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ศึกพรีเมียร์ลีกกำลังมุ่งหน้าสู่นัดที่ 2 ในสุดสัปดาห์นี้ 

THE STANDARD SPORT ขอหยิบคู่มือ Fantasy Premier League Guide สำหรับ Gameweek 2 มาฝากแฟนๆ เผื่อจะช่วยเป็นอีกหนึ่งไอเดียหรือแรงบันดาลใจในการจัดทีมให้ลงตัวมากขึ้น
แล้วแฟน FPL ล่ะ…สัปดาห์นี้คุณจัดทีมแบบไหน? มาแชร์ให้เพื่อนๆ ดูกันเลย!

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร
The post Fantasy Premier League Team Guide – Gameweek 2 appeared first on THE STANDARD.
]]>
เดิมที…สิ่งที่เรียกว่า ‘ศึกนอร์ทลอนดอนดาร์บี’ คือหนึ่งใ […]
The post ศึกนอร์ทลอนดอน..นอกสนาม! 3 เหตุผลที่ อาร์เซนอล เร่งปาดหน้าสเปอร์ส เซ็น เอเซ่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เดิมที…สิ่งที่เรียกว่า ‘ศึกนอร์ทลอนดอนดาร์บี’ คือหนึ่งในเกมที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ความแค้น และศักดิ์ศรีระหว่างสองสโมสรอริตลอดกาลอย่าง อาร์เซนอล และ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์
แต่ล่าสุด ความขัดแย้งระหว่างทั้งคู่ได้ลุกลามออกไปไกลเกินกว่าสนามแข่งขัน เมื่อตลาดนักเตะกลายเป็นเวทีใหม่ของการห้ำหั่น หลังจาก อาร์เซนอล ลงมือชิงตัดหน้า “ไฮแจ็ก” ดีลของ เอเบเรชี เอเซ่ แนวรุกฟอร์มร้อนแรงจาก คริสตัล พาเลซ ที่กำลังอยู่ในอ้อมแขนของสเปอร์ส
ดีลนี้ไม่เพียงทำให้แฟนไก่เดือยทองต้องเจ็บแสบ แต่ยังทำให้ความบาดหมางของสองทีมยิ่งเดือดระอุขึ้นไปอีกขั้น …
แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ ‘เดอะ กันเนอร์ส’ เร่งเครื่องปิดดีล เอเซ่ ในเวลานี้?
และการแย่งชิงครั้งนี้กำลังสะท้อนอะไรในศึกนอร์ทลอนดอนนอกสนามบ้าง?
ทำไมต้องเป็นเอเซ่?
สำหรับ เอเบเรชี เอเซ่ นี่คือจังหวะที่พีคที่สุดของอาชีพค้าแข้ง ในวัย 27 ปี คือช่วงที่นักฟุตบอลกำลังสุกงอม ทั้งเรื่องพละกำลัง ประสบการณ์ และความเข้าใจเกมในสนาม
แม้เขาอาจไม่ได้ถูกมองว่าเป็นแข้ง ‘พรสวรรค์เหนือใคร’ แบบที่โลกต้องยกย่อง แต่ผลงานที่เพิ่งฝากไว้ในฤดูกาล 2024/25 คือเครื่องพิสูจน์ชัดเจน 14 ประตูในพรีเมียร์ลีก บวกกับบทบาทสำคัญในการพา คริสตัล พาเลซ โค่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และคว้าแชมป์เอฟเอคัพ รายการแรกในประวัติศาสตร์สโมสร
สิ่งที่ทำให้ เอเซ่ น่าสนใจยิ่งกว่าสถิติคือ ‘ความยืดหยุ่น’ เขาสามารถปรับเล่นได้ทั้งมิดฟิลด์ตัวรุก ปีก หรือกองหน้าตัวต่ำ ซึ่งคุณสมบัตินี้ตรงใจ มิเกล อาร์เตตา อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อ อาร์เซนอล เพิ่งเสีย ไค ฮาแวร์ตซ์ จากอาการบาดเจ็บหัวเข่า ที่ส่งผลให้แผนการโจมตีขาดความลื่นไหลไปมาก
แทนที่ อาร์เตตา จะหาทางออกด้วยการโรเตชั่นนักเตะแก้ขัดระยะสั้น แต่รอบนี้เขากลับเลือก ทุ่มทุนมหาศาล เพื่อคว้าคนที่เข้ามายกระดับทีมได้ทันที การเดินเกมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเสริมทัพธรรมดา แต่คือการส่งสัญญาณออกไปแบบชัดเจนว่า ฤดูกาลนี้ อาร์เซนอล จะไม่ยอมพลาดอีกแล้ว
การเจรจาแบบไวเหนือแสง
แม้ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่ออังกฤษแทบทุกสำนักรายงานตรงกันว่า ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส คือทีมที่อยู่ใกล้เคียงที่สุดกับการได้ลายเซ็น เอเบเรชี เอเซ่ หลังเดินหน้าเจรจากับ คริสตัล พาเลซ อย่างต่อเนื่อง โดยหวังจะปิดดีลสำคัญเพื่อเสริมทีมให้ทันก่อนตลาดซัมเมอร์ปิดตัวลง
ขณะที่นักเตะวัย 27 ปีเอง ก็มีทีท่าชัดเจนว่าอยากก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซน ไปเผชิญความท้าทายใหม่ในสโมสรที่มีขนาดทีมใหญ่กว่า และมีบรรยากาศการลุ้นแชมป์เข้มข้นกว่าเดิม แม้ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ กุนซือของทีมอยากจะฉุดรั้งไว้ให้อยู่กับทีมต่อก็ตาม
แต่สิ่งที่สเปอร์สไม่คาดคิดก็คือ ความล่าช้าในการปิดดีล กลายเป็น ‘ช่องว่าง’ ที่ทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้… เพราะในจังหวะชี้เป็นชี้ตายนี้ อาร์เซนอลโฉบเข้ามาด้วยการเจรจาแบบ ‘สายฟ้าแลบ’ ใช้ความเด็ดขาดที่มากกว่าเพื่อปิดเกมให้ได้ก่อน
ตามรายงานของ The Guardian ระบุว่า ทีมงาน เดอะ กันเนอร์สตัดสินใจยอมจ่ายค่าตัวมหาศาลถึง 67.5 ล้านปอนด์ เพื่อการันตีการได้ตัวทันที แบบไม่ปล่อยให้ดีลยืดเยื้ออีกต่อไป และนั่นทำให้ เอเซ่ กลายเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญในภารกิจลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกของอาร์เซนอลในฤดูกาลนี้
มิติทางจิตวิทยา
สำหรับ ‘ฟุตบอล’ ไม่เคยเป็นเพียงเกมที่วัดกันด้วยแท็กติกในสนามเท่านั้น แต่ยังเป็น สงครามทางความรู้สึกและจิตวิทยานอกสนาม ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไม่แพ้ผลการแข่งขันจริง
การที่อาร์เซนอลสามารถปาดหน้าคู่ปรับสำคัญอย่างท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส เพื่อคว้าตัว เอเบเรชี เอเซ่ มาครองได้ ถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงอำนาจว่า ‘ไอ้ปืนใหญ่’ พร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อปิดช่องว่างกับตำแหน่งแชมป์ที่เคยเป็นมาตลอด 3 ฤดูกาล และเหนือกว่านั้นคือการตอกย้ำความเป็นเจ้าลอนดอนเหนือในสายตาแฟนบอล
แต่เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ดราม่าระหว่างสองสโมสร หากยังซ่อน พล็อตที่แฝงด้วยความโรแมนติก ของเส้นทางลูกหนังเอเซ่เอาไว้ด้วย เพราะย้อนกลับไปเมื่อครั้งเขาอายุเพียง 13 ปี เจ้าตัวเคยอยู่ในอะคาเดมี่ของอาร์เซนอลมาก่อนจะถูกปล่อยตัวออกไปในเวลาต่อมา จนถึงขั้นที่เจ้าตัวยอมรับภายหลังว่า “ร้องไห้เป็นสัปดาห์” หลังถูกตัดออกจากทีม
และวันนี้ เรื่องราวกลับหมุนวนให้เขาได้โอกาสกลับคืนสู่ถิ่นเก่า แต่ไม่ใช่ในฐานะเด็กดาวรุ่งที่เคยถูกเมินอีกต่อไป หากเป็นการกลับมาในฐานะ นักเตะทีมชุดใหญ่ที่มีคุณค่าพอจะช่วยไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ลีก
นี่จึงไม่ใช่เพียงแค่การย้ายทีมธรรมดา แต่เป็นการเดินหมากที่อาจกำหนดทิศทางการลุ้นแชมป์ระยะยาวของอาร์เซนอลในฤดูกาลนี้ก็ว่าได้
อ้างอิง:
The post ศึกนอร์ทลอนดอน..นอกสนาม! 3 เหตุผลที่ อาร์เซนอล เร่งปาดหน้าสเปอร์ส เซ็น เอเซ่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
🔥นับเป็นฤดูกาลสุดคุ้มสำหรับแฟนบอลชาวไทย หลังได้รับการยื […]
The post ครบ 5 ลีกใหญ่! ฟุตบอลลีกยุโรปจัดเต็มในเมืองไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
นับเป็นฤดูกาลสุดคุ้มสำหรับแฟนบอลชาวไทย หลังได้รับการยืนยันแล้วว่า ศึกฟุตบอล 5 ลีกใหญ่ของยุโรป พร้อมด้วยลีกดังอีกมากมาย จะถูกถ่ายทอดสดให้ชมกันแบบจัดเต็มในประเทศไทย
และนี่คือโฉมหน้า 5 ลีกใหญ่ยุโรป ที่อยู่ในมือของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งชั้นนำในบ้านเราเวลานี้

The post ครบ 5 ลีกใหญ่! ฟุตบอลลีกยุโรปจัดเต็มในเมืองไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
อเล็กซานเดอร์ อีซัค กองหน้าทีมชาติสวีเดนของนิวคาสเซิล ย […]
The post อีซัค แถลงการณ์ นิวคาสเซิล ผิดสัญญา พร้อมยืนยันต้องการย้ายทีม appeared first on THE STANDARD.
]]>
อเล็กซานเดอร์ อีซัค กองหน้าทีมชาติสวีเดนของนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ออกแถลงการณ์แสดงความไม่พอใจต่อสโมสร โดยระบุว่า ต้นสังกัดเป็นฝ่ายทำลายคำสัญญา และยืนยันว่าการย้ายทีมคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย
ดาวยิงวัย 24 ปี ปฏิเสธเข้าร่วมพิธีมอบรางวัลของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ หรือ PFA เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ทั้งที่มีชื่ออยู่ในทีมยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล 2024/25 โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์ปัจจุบัน “ไม่เหมาะที่จะไปร่วมงาน”
อีซัค ระบุในแถลงการณ์ว่า “ผมเงียบมานานในขณะที่คนอื่นพูด และความเงียบนี้ทำให้บางคนบิดเบือนความจริง ทั้งที่รู้ว่ามันไม่ได้สะท้อนสิ่งที่ตกลงไว้จริงๆหลังฉาก
“ข้อเท็จจริงคือ มีการให้สัญญากันไว้แล้ว และสโมสรรู้จุดยืนของผมมานาน การทำเหมือนว่าปัญหาเพิ่งเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
“เมื่อคำสัญญาถูกทำลายและความเชื่อใจก็พังลง ความสัมพันธ์ก็ไม่สามารถเดินต่อไปได้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นผลดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่ตัวผม”
ขณะที่ทาง นิวคาสเซิล ก็มีการแถลงตอบโต้ว่า มีที่ผ่านมาไม่เคยมีสัญญาใดๆ ระหว่างสโมสรกับนักเตะ และจะไม่มีการปล่อยตัวนักเตะออกไปจากทีมในซัมเมอร์นี้อย่างแน่นอน
จนถึงขณะนี้ นิวคาสเซิลยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอใดจากลิเวอร์พูล ซึ่งคาดว่าจะยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ ขณะที่อีซัคยังคงแสดงความต้องการจะย้ายทีมก่อนตลาดซัมเมอร์ปิดวันที่ 1 กันยายน
อ้างอิง:
The post อีซัค แถลงการณ์ นิวคาสเซิล ผิดสัญญา พร้อมยืนยันต้องการย้ายทีม appeared first on THE STANDARD.
]]>