POP Powerful Voices in Crisis Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/pop-powerful-voices-in-crisis/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 15 Oct 2021 14:06:46 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล คุณมีผู้นำหรือรัฐบาลแบบไหน มันก็สะท้อนถึงค่าของคุณ https://thestandard.co/apichatpong-weerasethakul/ Fri, 15 Oct 2021 14:06:39 +0000 https://thestandard.co/?p=548782 เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ด้วยความรักในความเป็นส่วนตัว และอึดอัดทุกครั้งเมื่อต้อง […]

The post เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล คุณมีผู้นำหรือรัฐบาลแบบไหน มันก็สะท้อนถึงค่าของคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ด้วยความรักในความเป็นส่วนตัว และอึดอัดทุกครั้งเมื่อต้องตกเป็นข่าวในพื้นที่สาธารณะ การออกมาปรากฏตัวผ่านสื่อของ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ในแต่ละครั้งจึงสงวนไว้ให้กับเรื่องที่สำคัญเท่านั้น หนึ่ง คือการงานที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์และผลงานศิลปะโปรเจกต์ใหม่ๆ และ สอง คือการแสดงจุดยืนทางการเมือง ไปจนถึงวิพากษ์วิจารณ์รัฐไทย 

 

ด้านการทำงาน เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่าเจ้ยประสบความสำเร็จในฐานะผู้กำกับระดับโลก มีคนมากมายเข้าใจและชื่นชอบผลงานของเขา ภาพยนตร์ยังพาให้เขาได้เดินทางไปในหลายประเทศทั่วโลก ขณะที่เรื่องการเมือง การที่เจ้ยเลือกแสดงออกบนจุดยืนของการวิพากษ์วิจารณ์ ต่อต้านระบอบอำนาจนิยมของรัฐไทย ได้นำมาซึ่งความเกลียดชังต่อเขา รวมถึงการถูกข่มขู่คุกคามที่สร้างความเจ็บปวดจนทำให้ถอดใจ ประกาศเลิกทำหนังในเมืองไทยไปเมื่อปี 2558

 

ในปี 2564 ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาด สถานการณ์ดุเดือดทางการเมือง และการบริหารจัดการของรัฐไทยที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในอีกซีกโลกหนึ่งคือ ภาพยนตร์เรื่องล่าสุด Memoria ที่ถ่ายทำในประเทศโคลอมเบีย ได้พาเจ้ยกลับไปยืนบนเวทีคานส์อีกครั้ง หลังสิ้นเสียงการปรบมือที่ยาวนานจากผู้ชม เจ้ยเลือกที่จะใช้ช่วงเวลาที่สำคัญบนเวทีไปกับการส่งเสียง ‘ปลุก’ รัฐบาลไทยและรัฐบาลโคลอมเบียให้ตื่นขึ้นและทำงานเพื่อประชาชน 

 

อีกหนึ่งเดือนต่อมา เขาส่งจดหมายเปิดผนึกถึงผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม หลังมีมติปลด สุชาติ สวัสดิ์ศรี ออกจากตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ โดยนิยามการกระทำของบุคคลผู้ร่วมตัดสินในกรณีนี้ว่าเป็น ‘ก้าวที่ตกต่ำในการพัฒนาวัฒนธรรมของประเทศไทย’ 

 

“หากเราบอกว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แล้วเรายังได้ผู้นำหรือกลุ่มผู้บริหารประเทศแบบนี้ แปลว่าตัวเรานี่แหละที่ผิด เหมือนคำพูดที่บอกว่า “You get what you deserve.” คุณมีผู้นำหรือรัฐบาลแบบไหน มันก็สะท้อนถึงค่าของคุณ” 

 

นี่คือเหตุผลที่เจ้ยย้ำกับ THE STANDARD POP อย่างหนักแน่นว่า ต่อให้ ‘เสียง’ ที่เราตั้งใจส่งไปถูกมองผ่าน แต่เราจำเป็นต้องแสดงให้พวกเขาได้เห็นว่า เราในฐานะประชาชนไม่ยอมรับผู้นำประเทศที่มีมาตรฐานตกต่ำเช่นนี้ 

 

 

มองย้อนกลับไป อะไรที่ปลุกให้คุณเริ่มต้นตื่นตัวทางการเมือง 

อืม (นิ่งคิด) คงตั้งแต่ตอนที่ใส่เสื้อเหลืองออกไปร่วมชุมนุมกับม็อบขับไล่ทักษิณ โดยปกติเราไม่ค่อยใส่ใจเรื่องมวลชนหรือการขับเคลื่อนทางการเมืองสักเท่าไร แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมด้วย แต่ในขณะเดียวกันเราก็สัมผัสได้ถึงอันตรายของการสะกดจิตหมู่ 

 

หลังจากนั้นก็เกิดสภาวะหลายๆ อย่างขึ้นในตัวเรา รวมถึงสภาวะตาสว่างด้วย ทำให้เข้าใจว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของการค้นหาสิ่งที่เราคิดว่าเป็นข้อมูลความจริง แม้กระทั่งปัจจุบันก็บอกไม่ได้หรอกว่าข้อมูลไหนคือความจริง เรียกได้ว่ามันต้องใช้ความเชื่อล้วนๆ 

 

ตัวเราเองไม่ได้ยึดติดกับสีอะไร เพราะรู้สึกว่าสีก็เป็นภาพลวงและเป็นการสะกดจิตหมู่เหมือนกัน ทำให้เราโน้มเอียงไปทางคนรุ่นใหม่มากขึ้น เพราะรู้สึกว่าเขาไม่ได้ยึดโยงกับสีอะไร ตรงกันข้าม เขาพยายามจะทำลายคอนเซปต์ของการแบ่งคนด้วยเฉดสีลงด้วยซ้ำ และเขาเองก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องของอำนาจทางการเมืองเท่ากับแกนนำม็อบในอดีต แทบจะไม่มีผู้นำม็อบเลยด้วยซ้ำ 

 

จุดเปลี่ยนในเรื่องความเชื่อทางการเมืองของคุณ หรือที่คุณนิยามว่าคือ ‘สภาวะตาสว่าง’ เกิดขึ้นได้อย่างไร 

จากการอ่านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือต้องห้ามหลายๆ เล่ม รวมถึงการได้เดินทางไปในภาคอีสาน ที่นั่นเราเจอคนหลายกลุ่มมาก ทั้งชาวบ้านที่รักทักษิณ และชาวบ้านที่ไม่ได้รักทักษิณ มันทำให้เราย้อนกลับมาทบทวนและมองเห็นว่าการออกไปร่วมชุมนุมเป็นกระบวนการหนึ่งของการเรียนรู้ เราจึงรู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่มีคนตั้งแง่กับคนที่เคยออกไปร่วมชุมนุมทางการเมืองครั้งอื่นๆ ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นม็อบพันธมิตรหรือกองทัพคนเป่านกหวีดก็ตาม 

 

เราจะรู้สึกไม่ดีเวลาเห็นคนที่ไปขุดรูปเก่าๆ ของคนที่เคยออกไปร่วมชุมนุมในตอนนั้นออกมาแล้วโพสต์ประจาน เพราะมันเป็นการแบ่งแยก ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันคือการเรียนรู้ของทุกๆ คนนั่นแหละ เพียงแต่ว่าการเรียนรู้ของแต่ละคนอาจเกิดในสปีดที่แตกต่างกัน 

 

รวมถึงการนิยามคนว่าเป็น ‘สลิ่ม’ ด้วยใช่ไหม 

เราไม่มายด์ที่จะเรียกใครว่าสลิ่มนะ แต่การไปขุดอดีตของคนอื่นขึ้นมาประณามหรือด้อยค่าเขา เรารู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง คนเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา วันนี้คิดอย่างหนึ่ง พรุ่งนี้ก็อาจจะคิดอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นการพยายามจะตีกรอบว่าคนนั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้จึงดูเป็นการพยายามโจมตีคนอื่นเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเราเองดีกว่าเขา 

 

 

ปัจจุบันคุณไปร่วมชุมนุมทางการเมืองบ้างไหม 

ไปบ่อย ไปถ่ายวิดีโอด้วย เราอยากรู้ว่าม็อบที่ไม่มีแกนนำจะมีหลักในการจัดการอย่างไร หลังจากตาสว่าง เราได้ไปร่วมชุมนุมในหลายๆ ประเทศเลย ที่ประทับใจมากคือบราซิล ตอนนั้นมีการชุมนุมประท้วงที่ได้ยึดเอาพื้นที่ของสำนักงานเทศบาลในเมืองแห่งหนึ่งไว้ มีคนมาร่วมชุมนุมเยอะมาก โดยเฉพาะนักศึกษา แล้วเขามีการจัดการที่เป็นระเบียบมาก มีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ 

 

ตอนนั้นเรายังคิดอยู่เลยว่า เมืองไทยจะมีอย่างนี้ไหม แต่ก็คิดว่าคงไม่มีทาง เพราะว่าพอมีประท้วงทีไร ทหารก็จะออกมาทำรัฐประหารทุกครั้ง สังคมจึงไม่เกิดการเรียนรู้ในการประท้วง แต่พอปีที่แล้วเกิดการชุมนุมทางการเมืองโดยคนรุ่นใหม่ เขาได้พัฒนาระบบการสื่อสารกับกลุ่มผู้ร่วมชุมนุมขึ้นมา โดยใช้สื่อออนไลน์ และมีการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ มีการนำเอาศิลปะมาใช้เยอะมาก เราจึงหลงใหลในม็อบนี้มาก และสงสัยว่าเขาเรียนรู้มาจากไหน เพราะที่ผ่านมาการประท้วงในบ้านเราไม่ได้มีกระบวนการให้เรียนรู้มากนัก 

 

คุณได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กรณีถอดถอน สุชาติ สวัสดิ์ศรี ออกจากศิลปินแห่งชาติ เพราะอะไรประเด็นนี้ถึงสำคัญสำหรับคุณ 

เรามองว่าการพยายามกำจัดคนเห็นต่างหรือการวัดค่าของคนโดยยึดตามมาตรฐานศีลธรรมของตัวเองเป็นพื้นฐานของการทำลายประเทศ ซึ่งในอดีตหลายๆ ประเทศก็ถูกทำลายเพราะวิธีการแบบนี้ เราจึงรู้สึกว่าทั้งๆ ที่มีตัวอย่างมากมายในประวัติศาสตร์โลก แต่คนกลุ่มนี้ที่มีกันอยู่ไม่กี่คนยังจะเลือกทำแบบนี้ แปลว่าพวกเขาช่างมืดบอดเหลือเกิน 

 

เราจึงออกมาถามคำถามว่า วุฒิภาวะของคนที่รับหน้าที่บริหารสิ่งที่มันอยู่ใกล้ตัวเราอย่างเรื่องวัฒนธรรม ทำไมถึงได้มาตรฐานตกต่ำขนาดนี้ โอเค คุณอาจจะบอกว่าในโลกนี้ยังมีประเทศที่การเมืองเลวร้ายอย่างเช่นเมียนมาและเกาหลีเหนืออยู่ แต่ประเทศเหล่านี้ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยไง หากเราบอกว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แล้วเรายังได้ผู้นำหรือกลุ่มผู้บริหารประเทศแบบนี้ แปลว่าตัวเรานี่แหละที่ผิด เหมือนคำพูดที่บอกว่า “You get what you deserve.” คุณมีผู้นำหรือรัฐบาลแบบไหน มันก็สะท้อนถึงค่าของคุณ เหมือนการที่เราได้ประยุทธ์มาบริหารประเทศก็เพราะว่าประชาชนเป็นอย่างนี้ 

 

เราคิดถึงคำพูดนี้ ก็เลยรู้สึกว่าต้องเขียนจดหมายแล้ว เพื่อที่จะบอกตัวเองว่าฉันไม่ใช่ ฉันยังทำอะไรได้อยู่ และเพื่อสะท้อนสิ่งที่หลายๆ คนกำลังออกไปที่ท้องถนนเพื่อจะบอกว่าเรายังมีสิทธิ์มีเสียงอยู่ 

 

 

แต่ดูเหมือนว่าคนที่คุณเขียนจดหมายไปหา เขาไม่ได้ให้ความสนใจเสียงของคุณสักเท่าไร 

เรารู้สึกว่าเขาเหลิงในอำนาจ เขากำลังมีความเข้าใจผิดว่าอำนาจอยู่ที่เขา ทั้งที่จริงๆ แล้วในระบอบประชาธิปไตย อำนาจอยู่ที่ประชาชน เขาต่างหากที่เป็นผู้ต้องรับใช้ประชาชน แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันกลับกัน เขาคิดว่าเขาคือเจ้านาย ส่วนประชาชนคือทาสที่เขาจะทำอะไรก็ได้ ทั้งๆ ที่เขาใช้ภาษีประชาชน เขากำลังทำงานให้ประชาชน

 

ในทางกลับกัน ถ้าประเทศนี้เป็นบริษัท เราในฐานะคนเสียภาษี ถือเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนที่จ่ายเงินเดือนให้เขา หลังจากพิจารณานโยบายต่างๆ ที่เขาทำมา เราคงจะไล่กลุ่มคนพวกนี้ออกไปแล้ว เพราะมันทำให้ประชาชนลำบาก เราต้องใช้เวลาออกมาก่นดาคนกลุ่มเล็กๆ เหล่านี้เพื่อให้เขาเข้าใจว่าเขากำลังทำสิ่งที่มันไม่ถูกต้อง แทนที่จะใช้เวลาไปทำมาหากิน โดยเฉพาะในเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ยุคโควิด 

 

อย่างไรก็ตาม เรามองว่าสังคมกำลังเปลี่ยน เรามองเห็นความหวัง ซึ่งก่อนหน้านี้มันไม่มีความหวัง เพียงแต่ประชาชนอาจจะต้องทำงานหนักกว่าปกติ 

 

 

 

ช่วงไหนที่คุณรู้สึกว่าความหวังในการเปลี่ยนแปลงสังคมริบหรี่ที่สุด 

คงเป็นช่วงที่เราตัดสินใจไปทำหนังที่โคลอมเบีย หลังจากเหตุการณ์รัฐประหารครั้งล่าสุด เราทำหนังเรื่อง รักที่ขอนแก่น แล้วเริ่มถูกทหารเข้ามาแทรกแซง มีคนรอบตัวถูกเรียกไปปรับทัศนคติ และมีหลายครอบครัวที่ปะทะกันเรื่องความคิดทางการเมืองจนนำไปสู่จุดที่ครอบครัวแตกสลาย เรารู้สึกเสียใจเพราะว่ามันอยู่ใกล้ตัวมาก เราอยู่เชียงใหม่ ขับรถผ่านหน่วยราชการ เห็นทหารเกณฑ์ชาวบ้านมานั่งฟัง มาร่วมทำกิจกรรมเพื่อจะเปลี่ยนแปลงความคิด ตรงนั้นติดป้ายไว้หราเลยว่าเป็นกิจกรรมเชิงยุทธศาสตร์จิตวิทยา ไม่มีปิดบังอะไรทั้งสิ้น 

 

นี่มันเป็นความคิดของเผด็จการโดยสันดานอย่างซื่อสัตย์ เราคิดว่ากองทัพไทยกำลังป่วยหนักมาก ทหารถูกฝึกมาให้รู้จักแต่การปราบปราม การสร้างความสงบ เขาจึงเห็นความคิดที่แตกต่างของประชาชนเป็นศัตรูที่ต้องปราบปราม การที่เขามีความคิดความเชื่อแบบนี้ มันจึงยิ่งตอกย้ำว่าไม่มีที่ทางของทหารในการเมืองไทย แต่อย่างไรก็ตามมันเสือกมีในประเทศนี้ 

 

และอีกหลายๆ เรื่องที่ทำให้เรารู้สึกตกใจว่ามันยังมีความคิดแบบนี้อยู่อีกเหรอ เราคุยกับชาวบ้าน เขาเล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้วเขาจะเลือกอีกพรรคหนึ่ง แต่ว่าต้องเลือกพรรคทหาร เพราะว่ามีคนมาที่บ้านแล้วเอาเงินให้เขา 500 บาท ถ้าเขาไม่เลือกแล้วมันจะเป็นบาป เพราะเขารับเงินมาแล้ว นี่คือความคิดของคนที่อาศัยอยู่ในเมืองของจังหวัดขอนแก่นนะ ไม่ใช่ในชนบทเลยด้วย 

 

แล้วคุณตอบชาวบ้านกลับไปว่าอย่างไร 

เราพยายามหักห้ามใจตัวเองไว้ เพราะรู้สึกว่าเราควรเคารพในไอเดียของเขา แน่นอนว่าเราพยายามพูดแหละว่ามันไม่จริง ทำไมคิดอย่างนั้น แต่ว่าพอพูดไปได้ไม่นานเราต้องรีบหุบปากตัวเอง เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะเอาความคิดของเราไปครอบใครได้

 

เราเชื่อว่าคนเราไม่ได้เปลี่ยนกันได้ภายในเวลาหนึ่งหรือสองนาที การที่คุณบอกว่านักการเมืองโกง ทักษิณจะมาซื้อประชาชนด้วยประชานิยม นักการเมืองชอบคอร์รัปชัน เราก็คิดว่าคุณพูดถูกต้อง แต่ในขณะเดียวกันสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้ในสังคมที่คนยังนับถือผีกันอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องเรียนรู้กันไป กว่าทุกคนจะเข้าใจอาจต้องใช้เวลาอีกหลายเจเนอเรชัน 

 

ประชานิยมเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว การกระจายทรัพยากร การกระจายอำนาจ มันต้องผ่านการต่อรอง และชาวบ้านก็ต้องมีอำนาจในการขอด้วย มันต้องให้เวลาคนได้เรียนรู้ กลไกมันกำลังถูกสร้างอยู่ แต่จู่ๆ ทหารเข้ามายึดอำนาจแล้วปัดล้มหมดเลย นี่คือความหายนะที่เราไม่อาจยอมรับได้ 

 

 

 

คุณคิดเห็นอย่างไรกับคนที่ยังฝักใฝ่ในรัฐบาลทหาร ซึ่งพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งที่คอยค้ำยันอำนาจเผด็จการ 

เราพยายามมองเขาเป็นครอบครัวเดียวกัน เพราะว่าคนในครอบครัวเราก็เป็น ไม่ต่างจากคนอื่นเลย เรามองว่ามันเป็นเรื่องของความแตกต่างระหว่างวัย ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสลิ่มคือคนยุคไหนวัยไหน กลไกของโลกจะทำให้คนพวกนี้ค่อยๆ หมดไปอยู่แล้ว ก็อยู่ที่เวลา แต่ในขณะเดียวกันเราต้องเข้าใจด้วยว่า เราต่างคนต่างอยู่ในกะลาของตัวเอง หรืออาจจะเรียกว่าบับเบิลก็ได้ 

 

คนรุ่นใหม่พยายามจะเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เพราะว่าเป็นสถาบันที่ไม่สามารถถูกพูดถึงอย่างตรงไปตรงมาได้ ต้องพูดกันด้วยความระมัดระวัง ซึ่งหากพูดเรื่องสถาบัน นอกจากเรื่องกฎหมายแล้วยังมีเรื่องของความเชื่อเข้ามาอีกด้วย ไหนจะสื่อต่างๆ ที่รายล้อมระหว่างที่เราเติบโตขึ้นมา ซึ่งล้วนกลั่นกรองภาพพจน์ของสถาบันมาแล้วทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราจึงมองว่าสถาบันกษัตริย์ในมุมมองของคนไทยหลายๆ คนไม่ต่างกับความเชื่อทางศาสนา เวลาเราพูดคุยกันเรื่องศาสนา หลายครั้งเราจึงไม่สามารถคุยกันด้วยเหตุผลได้ 

 

แม้แต่ในศาสนาเดียวกันยังมีนิยามที่แตกต่างกันออกไป “ฉันเชื่อในพระเจ้า” “ฉันเชื่อในพระเยซู” “พระเยซูของฉันคืออย่างนี้” “คุณไม่เข้าใจหรอกถ้าคุณไม่ได้ประสบอย่างฉัน” เพราะฉะนั้นเราจึงมองว่าเราไม่สามารถจะไปอธิบายเขาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ได้เพราะตรรกะมันคนละพื้นฐานกัน  

 

จริงไหมที่การเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ ทำให้ได้เรียนรู้ชีวิตที่แตกต่างในพื้นที่อื่นๆ ช่วยให้มองโลกกว้างขึ้น เข้าใจความเป็นพลเมืองโลก และเข้าใจว่าประเทศไทยไม่ได้ดีที่สุด 

พูดยาก ถ้าดูจากคนรอบตัวแล้ว แม้แต่คนที่เรียนศิลปะมาด้วยกันที่ชิคาโก จบปริญญาโท เห็นโลกมามากมาย สุดท้ายยังเป็นสลิ่ม หรืออย่างคนใกล้ตัว ทำงานด้วยกัน ซึ่งเรารักเขามากและเขาก็เดินทางไปในหลายประเทศมากกว่าเราด้วยซ้ำ เป็นคนที่จิตใจสวยงามมาก แต่ก็ยังเป็นสลิ่มอยู่ดี เพราะฉะนั้นเราคงพูดไม่ได้จริงๆ ว่าการเดินทางมันช่วยได้ขนาดนั้น 

 

เราคิดว่าการเดินทางไม่ใช่ประเด็นแล้ว คุณนั่งอยู่ที่บ้านตอนนี้ คุณเข้าถึงข้อมูลในต่างประเทศได้เยอะมาก รวมถึงการได้มาซึ่งความรู้สึกว่าเราต้องรับผิดชอบร่วมกัน หรือเราอยู่ร่วมกันได้ในเสียงที่แตกต่างกัน ของแบบนี้มันคงต้องเจอด้วยตัวเอง หรือเจออะไรสักอย่างที่ทำให้ตาสว่างเอง 

 

 

 

 

จริงไหมที่ประเทศเราเป็นประเทศเล็กๆ ไม่ค่อยมีผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ การจะหวังให้ประเทศต่างๆ ในโลกช่วยกดดันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงไม่ใช่เรื่องง่าย 

หมายถึงการแทรกแซงของสหรัฐอเมริกาใช่ไหม ก็จริงในแง่ที่ว่าไม่ว่าประเทศไหนก็ตามที่เขาเข้าไปแทรกแซง ย่อมจะต้องมีผลประโยชน์ เขาอาจจะพูดว่าเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่เราต้องช่วยกัน หรือเรื่องของสิทธิสตรีก็ตาม แต่จริงๆ แล้วโดยพื้นฐานสหรัฐอเมริกาก็เป็นเหมือนบริษัทหนึ่งนั่นแหละ ในการที่เขาจะก้าวขาเข้าไปในประเทศไหนก็ตาม บริษัทก็จะต้องได้ประโยชน์อะไรสักอย่าง เพราะฉะนั้นกับประเทศไทยก็เหมือนกัน 

 

สิ่งที่เราห่วงก็คือ การเข้ามาของจีน มหาอำนาจอีกประเทศหนึ่งหรืออีกบริษัทหนึ่งซึ่งกำลังเข้ามามีสัมพันธ์ทางอำนาจกับไทย เวลาพูดถึงจีน เราไม่ควรพูดถึงในแง่พื้นที่ทางกายภาพเท่านั้น แต่เรามองว่ามันคือประเทศที่กำลังแผ่ขยายอิทธิพลครอบงำประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งไทยก็เป็นส่วนหนึ่ง ไม่ต่างจากการเข้ามาของสหรัฐอเมริกาในยุคสงครามเย็น เพียงแต่ช่วงนี้สหรัฐอเมริกาไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเทศไทยมากแล้ว แถลงข่าวแต่ละครั้งก็ดูจะเป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติมันน่าผิดหวังอยู่ 

 

ดังนั้นถ้าจะตอบคำถามว่าประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ ไม่ค่อยมีใครสนใจจริงไหม เราว่าไม่นะ เรายังเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพมาก แต่ว่ามันจะถูกกุมโดยใครเท่านั้นแหละ ซึ่งการที่เราเขียนจดหมายถึงผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมเพราะความรู้สึกนี้ด้วย สิ่งที่คุณทำมันไม่ถูกต้อง มันเป็นการพยายามปลูกฝังประชาชนด้วยว่าประชาชนต้องฟัง ประชาชนจะต้องถูกกดไปตลอด เรื่องการปลูกฝังการใช้อำนาจของผู้นำประเทศไทยในตอนนี้ อีกนัยหนึ่งเหมือนเป็นการเตรียมตัวเพื่อให้จีนได้เข้ามาปกครองอย่างง่ายดายขึ้น ซึ่งมันเกิดขึ้นแล้วที่ฮ่องกง ที่นั่นมีกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเป็นข้ออ้างในการปราบปรามประชาชน ซึ่งเป็นคำคำเดียวกับที่ทางรัฐบาลไทยกำลังใช้อยู่ตอนนี้เลย สะท้อนว่ารัฐบาลนี้กำลังพยายามกดประชาชนให้เป็นคนที่สยบยอมต่ออำนาจ ซึ่งมันก็มาพร้อมกับการเตรียมพร้อมทางเศรษฐกิจอย่างเช่น ทางรถไฟที่เชื่อมไปจีน หรือทางรถไฟในมเมียนมาที่กำลังสร้างอยู่ด้วย 

 

คุณร่วมงานกับชาวต่างชาติเยอะ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการเมืองกันบ้างไหม 

ไม่ค่อยบ่อยหรอก แต่จะมีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่เรายังจำได้จนถึงทุกวันนี้ ช่วงที่เราทำหนังเรื่อง แสงศตวรรษ มีเพื่อนต่างชาติถามเราเกี่ยวกับสถาบันต่างๆ รวมถึงการมีอยู่ของทหารในการเมืองไทยด้วย เราก็ตอบเขาไปด้วยตรรกะที่ถูกป้อนมา ก็คือเรื่องของความสงบเรียบร้อย ประเทศไทยไม่เหมือนประเทศอื่น ประชาธิปไตยของไทยต่างจากของประเทศอื่น ส่วนใหญ่เวลาเขาได้ยินแบบนี้เขาจะเงียบนะ แล้วพอเราเติบโตขึ้นทางความคิด นึกย้อนกลับไปเราก็ได้เข้าใจว่า อ๋อ เพราะเขาเคารพในความคิดของเรา ถึงแม้เขาอาจจะคิดว่าไอ้นี่มันเอาไม่อยู่ กู่ไม่กลับแล้วก็ตาม แต่เขาก็ไม่พูดมันออกมา หรือต่อให้ตอนนั้นเขาจะอธิบายอะไรให้เราฟัง เราก็คงไม่มีทางเข้าใจ และคงจะดื้อดึงในความคิดที่ว่าประเทศไทยพิเศษกว่าใครอยู่ดี ตอนนี้พอเราเจอคนอื่นที่ยังมีความคิดแบบนี้ เราก็พยายามจะเคารพในความคิดของเขาแบบเดียวกับที่เราเคยได้รับมา ไม่ไปกดดันหรือสั่งสอนให้เขาต้องเปลี่ยนแปลง

 

ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของคุณ Memoria ได้รับการ Standing Ovation ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์นานถึง 14 นาที อยากถามว่าแล้วสำหรับคุณ ใครคือคนที่คุณอยาก Standing Ovation ให้มากที่สุด 

อืม (นิ่งคิด) คงจะต้องเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่นี่แหละ คือเราไม่สามารถจะหาอะไรที่ unexpected ได้เท่าพวกเขา เราชอบในการที่เขาออกมาถามคำถาม เพราะเราเชื่อเสมอว่า คำถามก่อให้เกิดการเติบโต เพราะคำตอบเปลี่ยนไปได้เสมอเมื่อโลกเปลี่ยน แต่คำถามนี่แหละที่จะเป็นจุดเคลื่อนโลก เพราะฉะนั้นเราต้องขอบคุณที่คนกลุ่มนี้กล้าออกมาตั้งคำถาม

 

ภาพ: t_Burning 

The post เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล คุณมีผู้นำหรือรัฐบาลแบบไหน มันก็สะท้อนถึงค่าของคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: 4EVE POP Powerful Voices in Crisis https://thestandard.co/4eve-pop-powerful-voices-in-crisis/ Tue, 07 Sep 2021 10:18:09 +0000 https://thestandard.co/?p=534039

‘วัดปะหล่ะ?’ ว่าเสียง ‘เด็กรุ่นใหม่’ ดังแค่ไหน 7 สาวเกิ […]

The post ชมคลิป: 4EVE POP Powerful Voices in Crisis appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘วัดปะหล่ะ?’ ว่าเสียง ‘เด็กรุ่นใหม่’ ดังแค่ไหน 7 สาวเกิร์ลกรุ๊ปเลือดใหม่ 4EVE กับการแสดงความคิดเห็น และร่วมกันส่งเสียงให้กับ ‘ปัญหา’ ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน และในฐานะผู้หญิงและเด็กรุ่นใหม่ทั้ง 7 คน ใน POP Live Special: POP Powerful Voices in Crisis

The post ชมคลิป: 4EVE POP Powerful Voices in Crisis appeared first on THE STANDARD.

]]>
Drama-addict ดราม่าเอย จงซับซ้อน ส่งเสียงและช่วยเหลือผู้คนให้มากยิ่งขึ้น! https://thestandard.co/drama-addict-pop-powerful-voices-in-crisis/ Fri, 03 Sep 2021 11:50:14 +0000 https://thestandard.co/?p=532877 Drama-addict

ก่อนหน้านี้หลายคนรู้จักเพจ Drama-addict ในฐานะสังคมอุดม […]

The post Drama-addict ดราม่าเอย จงซับซ้อน ส่งเสียงและช่วยเหลือผู้คนให้มากยิ่งขึ้น! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Drama-addict

ก่อนหน้านี้หลายคนรู้จักเพจ Drama-addict ในฐานะสังคมอุดมดราม่า (ตอนนี้ก็เป็นอยู่!) แต่ตอนนี้หากมีใครเจ็บป่วยขึ้นมา หาเตียงไม่ได้ ต่อสายด่วนแล้วไม่มีใครตอบรับ อย่างน้อยภายใต้ความดราม่าจะยังมีเพจของเขาเป็นอีกหนึ่งช่องทางคอยให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่  

 

THE STANDARD POP สนทนากับ จ่าพิชิต ขจัดพาลชน หรือ วิทวัส ศิริประชัย เจ้าของเพจ Drama-addict หนึ่งในเสียงจากโปรเจกต์ POP Powerful Voices in Crisis ถึงเหตุผลจำเป็นในการเปิดพื้นที่เพจเพื่อเผยแพร่ข้อมูลความรู้เพื่อการรับมือกับโควิด บทบาทของการเป็นข้อต่อระหว่างผู้ป่วยกับกลุ่มจิตอาสา รวมถึงการใช้ ‘เสียง’ ในการสะกิดเตือนให้คนในสังคมเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และทวงถามความรับผิดชอบต่อความเสียหายจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของภาครัฐ 

 

หลายคำตอบในบทสนทนาสะท้อนให้เห็นว่า ความเพิกเฉยต่อหลากหลายชีวิตที่ต้องเจ็บป่วยล้มตายของใครบางคนคือเรื่องอำมหิตจนยากที่เขาจะให้อภัย 

 

ดราม่าเอย…จงซับซ้อน ส่งเสียงและช่วยเหลือผู้คนให้มากยิ่งขึ้น!

 

 

Q: คุณเริ่มตื่นตัวกับเรื่องโควิดตั้งแต่เมื่อไร 

Drama-addict: ตั้งแต่ตอนที่เริ่มมีข่าวไข้หวัดลึกลับปริศนาที่เมืองอู่ฮั่น เพราะเห็นสัญญาณว่ามันน่าจะเป็นโรคระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลก หลังจากนั้นพอเริ่มมีการแพร่ระบาดตามพื้นที่ต่างๆ ขึ้นมา เราก็คอยให้ข้อมูลข่าวสารกับลูกเพจ

 

การระบาดระลอกล่าสุดมีปัญหามาก แต่ละวันจะมีลูกเพจส่งข้อความมาบอกว่า มีปัญหาจากการติดเชื้อแล้วไม่ได้รับความช่วยเหลือ ติดต่อผ่านช่องทางของหน่วยงานรัฐไม่ได้ โทรไปแล้วคู่สายเต็ม หรือบางคนส่งเรื่องไปแล้วแต่ไม่มีคนติดต่อกลับมา ซึ่งเป็นจำนวนที่เยอะมาก จนตอนหลังเริ่มมีการล้มตายที่บ้านกันแล้ว เราจึงคิดว่า เฮ้ย อย่างนี้คงต้องมาช่วยกัน เราพอจะรู้จักกับผู้บริหารของหลายๆ หน่วยงานอยู่ จึงใช้ช่องทางนี้ในการช่วยเหลือประสานงาน เสนอกับทาง สปสช. บ้าง ทำงานร่วมกับกลุ่มจิตอาสาบ้าง 

 

Q: อะไรคือสิ่งที่คุณต้องการให้เกิดขึ้นมากที่สุด

Drama-addict: สิ่งสำคัญตอนนี้คือระบบการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ สถานการณ์ของโรคระบาดวิกฤตมาถึงขั้นนี้ ควรจะต้องมีการจัดตั้งวอร์รูมขนาดใหญ่กันได้แล้ว นายกฯ ผู้มีอำนาจ ควรจะออกมาสั่งการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องคนล้มป่วยตายคาบ้าน หรือตายกันอยู่ข้างถนน แต่แทนที่จะตั้งวอร์รูม พวกเขากลับออกมาสร้างกระแสโจมตีคนที่เผยแพร่เรื่องราวการเจ็บป่วยล้มตายของคนว่าเป็นข่าวปลอม ใครโพสต์ข่าวนี้จะดำเนินคดี เฮ้ย มันไม่ใช่ข่าวปลอม มันคือเรื่องจริง (เสียงสูง) ถึงตอนนี้ยังจะมีใครที่ไหนออกมาพูดไหมว่า ข่าวคนตายคาบ้านคือข่าวปลอมน่ะ 

 


 

 

Q: สำหรับคุณ อะไรคือสิ่งที่ย่ำแย่ที่สุดในช่วงนี้

Drama-addict: ตอนนี้สิ่งที่แย่ที่สุดคือคนที่หลับหูหลับตาเชื่อรัฐบาล โดยไม่ได้ดูภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตรงหน้าเลย สถานการณ์สังคมมาถึงจุดนี้ อย่างน้อยคุณต้องกล้าวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่หลับหูหลับตาอวย ดีที่สุด ยอดที่สุด ท่ามกลางคนมากมายที่กำลังล้มตายลงทีละคนๆ

 

เอาจริงนะ กับคนกลุ่มนี้ผมรู้สึกว่าไม่มีทางหูตาสว่างได้อยู่แล้ว ผมไม่สนใจเลย ผมคิดว่าเรานำเสนอให้ประชาชนคนอื่นๆ ทั่วไปที่ไม่ใช่พวกเขาดีกว่า ผมไม่อยากคุยอะไรกับคนที่ยังเพิกเฉยต่อความตายของคนร่วมสังคมอีกต่อไปแล้ว คุยไม่รู้เรื่อง ไม่มีความหวังอะไรทั้งสิ้นกับคนกลุ่มนี้ 

 

ครั้งหนึ่งผมเคยมีความหวังว่าพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงได้ แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า (ถอนหายใจ) ยังไงดีล่ะ เหมือนเข็นครกขึ้นสวรรค์ ยากยิ่งกว่าเข็นขึ้นภูเขาเสียอีก ดังนั้นเราอย่ามัวเสียเวลาสื่อสารกับคนพวกนี้เลย สู้เราไปสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนทั่วไปและกลุ่มที่เขาต้องการความช่วยเหลือยังจะดีกว่า 

 


 

 

Q: เหตุผลที่ทำให้คุณต้องออกมาส่งเสียงเรียกร้องหรือขับเคลื่อนสังคมคืออะไร 

Drama-addict: ถ้าคุณได้เจอคนหลังไมค์เข้ามาตั้งแต่สอบถามข้อมูล ขอความช่วยเหลือ ขอให้เราช่วยประสานงานเรื่องความเจ็บป่วย จนวันหนึ่งได้รู้ข่าวว่าคนคนนั้นเสียชีวิตไปแล้ว ขอบคุณที่เราได้ให้ความช่วยเหลือเขาไปในวันนั้นนะ คุณจะรู้เลยว่าทำไมเราถึงต้องทำสิ่งนี้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมากว่าทำไมนายกฯ ทำไมรัฐมนตรีต่างๆ ที่มีอำนาจสั่งการ ถึงไม่มีความรู้สึกแบบนี้บ้างเลย 

 

คนที่ลงมาแก้ไขปัญหานี้จริงๆ อย่างน้อยเขาต้องมีความรู้สึกอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับเขาบ้าง แต่การที่คุณกลับยังนิ่งเฉยได้ อันนี้ผมก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้วเหมือนกัน

 

Q: วันที่รู้ข่าวว่าคนที่เข้ามาขอความช่วยเหลือจากเราเสียชีวิตลง มันเป็นความรู้สึกแบบไหน

Drama-addict: หดหู่นะ (นิ่งคิด) คือรู้สึกว่า เฮ้ย ชีวิตคนไทยมันไม่มีค่าเลยเหรอ ชีวิตของคนในประเทศเรามันไม่ควรจะเป็นแบบนี้ เราควรจะหยุดความรุนแรงของเหตุการณ์ไปได้ตั้งแต่ระลอกก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่ก่อนสงกรานต์ด้วยซ้ำ แต่ตอนนั้นใครกันที่บอกว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด นี่ไง อะไรที่จะเกิดก็ให้มันเกิด เป็นยังไงล่ะ 

 


 

 

Q: เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างไร 

Drama-addict: อย่างน้อยต้องให้นายกฯ ลาออก ยุบสภา แล้วเลือกตั้งใหม่ ผมคิดว่าในการจะแก้ไขปัญหา อย่างน้อยต้องเริ่มจากการยอมรับปัญหาเสียก่อน แต่ที่ผมรู้สึกตอนนี้คือ หนึ่ง รัฐบาลมองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น สอง รัฐบาลไม่มีความสามารถเพียงพอในการแก้ไขปัญหา เขาจึงไม่ควรอยู่ในตำแหน่งนี้อีกต่อไป ควรจะลาออกไป เพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่นที่มีความสามารถ มีใจจะแก้ไขปัญหาเข้ามาทำแทน ทุกวันนี้ผมไม่เข้าใจเลยว่าเขายังดันทุรังอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ยังไง ทั้งที่คนตายกันเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง โดยที่เขาไม่มีความสามารถในการทำให้วิกฤตมันดีขึ้น 

 


 

 

Q: อยากพูดอะไรกับบุคลากรทางการแพทย์ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ร่วมวิชาชีพของเรา

Drama-addict: อยากบอกว่าช่วยเต็มที่เลยนะ ประชาชนและแอดมินเพจต่างๆ พร้อมซัพพอร์ตเต็มที่ คือเราต้องการให้หมอและพยาบาลมีกำลังใจ มีความปลอดภัยในการที่จะเอาชนะโรคนี้ให้ได้ ยกตัวอย่างเรื่องวัคซีน ตอนนั้นใครก็ไม่รู้ออกมาบอกว่า ฉีด Sinovac ให้หมอด่านหน้าก็เพียงพอแล้ว ผมไม่เห็นด้วยเลย แล้วก็รณรงค์มาเรื่อยๆ ในที่สุดก็ได้ฉีด mRNA ซึ่งค่อยยังชั่วหน่อย แต่ผมคิดว่าคนที่บอกว่าให้หมอและพยาบาลฉีด Sinovac สองโดส แทนที่จะฉีด AstraZeneca คนคนนี้ควรจะรับผิดชอบต่อการตายของหมอและพยาบาลด้วย 

 

Q: จริงไหมที่ ‘สังคมไทยขับเคลื่อนด้วยการด่า’  

Drama-addict: ก็ใช่ มันก็ประมาณนี้แหละ คือเราต้องพยายามส่งเสียงออกมาให้ชัดเจนว่าเรื่องที่มันเฮงซวยมากๆ เราไม่เอาด้วย คงไม่ถึงกับต้องไปตีรันฟันแทง หรือใช้ความรุนแรงต่อกันหรอก แต่เราต้องแสดงท่าทีออกมาให้ชัดเจน เพราะหลายๆ เรื่องทุกวันนี้ เขาก็ทำเหมือนโยนหินถามทาง พอมีเสียงก่นด่ากลับไป แม่งก็ถอย

 

Q: คิดว่าเพจของคุณมีบทบาทในการขับเคลื่อนสังคมมากแค่ไหน

Drama-addict: คือผมไม่หน้าด้านพอที่จะให้คะแนนตัวเองสิบเต็มสิบเหมือนใครบางคนหรอกครับ เพราะทุกวันนี้ยังมีคนขอความช่วยเหลือเข้ามาแล้วยังช่วยไม่ทันอยู่เลย แต่เอาเป็นว่าจะทำเท่าที่ทำได้ก็แล้วกัน 

 


 

 

Q: การที่ภาคประชาสังคมมีบทบาทเป็นอย่างมากในการให้ความช่วยเหลือคนไทยยามประสบภาวะวิกฤต เป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ 

Drama-addict: บางทีผมก็ว่ามันเยอะเกินไป จนเราไม่รู้ว่าจะมีรัฐบาลไว้ทำไม คือภาคประชาสังคมอาจช่วยได้แค่บางส่วนเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วหน้าที่ในการขับเคลื่อนสังคมคือหน้าที่หลักของรัฐบาล ประเทศชาติไม่ควรจะให้อาสาสมัครหรือกลุ่มจิตอาสาต่างๆ มาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

 

ทุกวันนี้กลายเป็นว่าพอประชาชนโทรไปหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เข้าไปรับคนป่วย เขากลับส่งต่อไปให้กลุ่มเส้นด้าย กลุ่มเราต้องรอด เฮ้ย มันผิดหรือเปล่า ภาคประชาสังคมเป็นแค่ส่วนเสริมเท่านั้น หน้าที่หลักมันคือของคุณนะรัฐบาล ซึ่งอันนี้ผมว่าเรากำลังใกล้เข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลวเต็มที 

 

วิกฤตโควิดทำให้ผมเข้าใจแล้วกับการที่มีคนบอกว่า การวิ่งหาเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลไม่เป็นผลดีในระยะยาว อ๋อ มันคืออย่างนี้นี่เอง ถึงจุดหนึ่งเราจะรู้ว่าสิ่งที่เราช่วยได้มันน้อยมาก แล้วกลายเป็นว่าสิ่งที่รัฐควรจะทำจริงๆ ซึ่งจะช่วยคนได้มากมายมหาศาลกลับไม่ได้รับการขับเคลื่อนไปในทางที่ถูกที่ควร ก่อให้เกิดผลร้ายตามมา อย่างเช่นที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ 

 


 

 

Q: ท่ามกลางเรื่องราวดราม่ามากมายในปัจจุบัน อะไรที่เราควรใส่ใจจริงๆ และอะไรที่เราไม่ควรดราม่ามากเกินไป 

Drama-addict: โควิดไงล่ะที่เราควรจะใส่ใจ เอาเป็นว่าได้หมดทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะดราม่าเรื่องอะไรก็ตาม ทั้งการบริหารจัดการของรัฐบาล เรื่องตัวเลขผู้ติดเชื้อ เรื่องประสิทธิภาพของชุดตรวจ ATK เรื่องสต๊อกยา ทุกอย่างมันอยู่ในหัวข้อโควิดทั้งหมด เราไม่สามารถจะเลือกใส่ใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วละทิ้งประเด็นอื่นๆ ไปได้ เพราะว่ามันเชื่อมโยงถึงกันทั้งนั้น แต่ไม่ว่าจะเราจะลงลึกไปในประเด็นไหนก็ตามนะ สุดท้ายมันก็จะวกกลับมาเจอปัญหาเรื่องการบริหารจัดการของรัฐบาลอยู่ดี 

 

ในการจะส่งเรียกร้อง คุณไม่จำเป็นต้องเป็นอินฟลูเอนเซอร์เพจใหญ่ๆ หรือต้องมีคนรู้จักเยอะๆ เท่านั้นหรอก หากได้รับผลกระทบจากโควิด ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม หมอ พยาบาล ชาวบ้าน คนเก็บขยะ พนักงานขับรถ หรือพ่อค้าแม่ค้า เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้น ชีวิตของคุณ ความเสียหายของคุณ คือเรื่องสำคัญ คุณควรจะออกมาพูด เราพร้อมจะรับฟัง แล้วเอาไปขยายต่อเป็นประเด็นให้สังคมได้ทราบว่ามีคนได้รับความเดือดร้อนเพราะการบริหารจัดการที่ส้นตีนของรัฐบาลนี้ 

The post Drama-addict ดราม่าเอย จงซับซ้อน ส่งเสียงและช่วยเหลือผู้คนให้มากยิ่งขึ้น! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: คำ ผกา โกรธใครมากที่สุด? คิดอย่างไรกับฉายา ‘เครื่องด่าแห่งชาติ’? https://thestandard.co/kam-phaka-pop-powerful-voices-in-crisis/ Fri, 03 Sep 2021 10:38:05 +0000 https://thestandard.co/?p=532851

คำ ผกา โกรธใครมากที่สุด? คิดอย่างไรกับฉายา ‘เครื่องด่าแ […]

The post ชมคลิป: คำ ผกา โกรธใครมากที่สุด? คิดอย่างไรกับฉายา ‘เครื่องด่าแห่งชาติ’? appeared first on THE STANDARD.

]]>

คำ ผกา โกรธใครมากที่สุด? คิดอย่างไรกับฉายา ‘เครื่องด่าแห่งชาติ’

 

คือสองคำถามสำคัญที่ THE STANDARD POP ชวน แขก คำ ผกา (ลักขณา ปันวิชัย) หนึ่งในรายชื่อจากโปรเจกต์ POP Powerful Voices in Crisis มาช่วยกันหาคำตอบ ในฐานะหนึ่งในคนที่ใช้ ‘เสียง’ ของตัวเองทำให้วัฒนธรรมการด่าเป็นรูปธรรมจับต้องได้ขึ้นมาจริงๆ

 

ตั้งแต่เรื่องสากกะเบือยัน ‘เรือดำน้ำ’, วิกฤตผู้ป่วย, เตียงพอ, คอร์รัปชัน, วัคซีน VIP, สารพัดความล้มเหลวในการแก้ปัญหาของรัฐบาล ไปจนถึง ‘ภาวะความเป็นผู้นำ’ ของคนระดับสั่งการที่มีน้อยเหลือเกิน

 

และไม่ใช่แค่ฝั่งรัฐบาล แต่ใครก็ตามที่มีพฤติกรรมหรือแนวคิดน่าสงสัย (บางคนอาจจะเรียกว่า ‘บูด’ หรือ ‘บ้ง’ แขก คำ ผกา ก็พร้อมที่จะเดินเครื่องชวนให้ผู้คนคิด วิเคราะห์ แยกแยะ สร้างวัฒนธรรมของการวิพากษ์วิจารณ์ให้ทุกคนทำได้เป็นเรื่องปกติ

 

จาก ‘การด่า’ ที่บางคนอาจตั้งคำถาม จนตอนนี้กลายเป็นว่า ทุกครั้งที่เกิดปัญหา เราจะนึกถึง ‘เสียง’ ของเครื่องจักรแห่งการด่าคนนี้ขึ้นมาทันที

The post ชมคลิป: คำ ผกา โกรธใครมากที่สุด? คิดอย่างไรกับฉายา ‘เครื่องด่าแห่งชาติ’? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ถ้าไม่ใช่ลุงตู่แล้วจะเป็นใคร? อยากบอกอะไรกับประยุทธ์? – ไอซ์ รักชนก https://thestandard.co/pop-powerful-voices-in-crisis-rakchanok/ Mon, 30 Aug 2021 12:00:36 +0000 https://thestandard.co/?p=530877

ถ้าไม่ใช่ลุงตู่แล้วจะเป็นใคร? อยากบอกอะไรกับประยุทธ์? & […]

The post ชมคลิป: ถ้าไม่ใช่ลุงตู่แล้วจะเป็นใคร? อยากบอกอะไรกับประยุทธ์? – ไอซ์ รักชนก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถ้าไม่ใช่ลุงตู่แล้วจะเป็นใคร? อยากบอกอะไรกับประยุทธ์?

 

2 คำถามสำคัญ ที่ THE STANDARD POP ชวน ไอซ์-รักชนก ศรีนอก ‘ดาวคลับเฮาส์’ ยุคบุกเบิก หนึ่งในรายชื่อจากโปรเจกต์ POP Powerful Voices in Crisis มาช่วยกันหาคำตอบที่หลายคนสงสัย

 

และเราอยากให้ ‘คน’ ที่เธอพูดถึง มาได้ยิน ‘เสียง’ ของเธอบ้างจริงๆ

The post ชมคลิป: ถ้าไม่ใช่ลุงตู่แล้วจะเป็นใคร? อยากบอกอะไรกับประยุทธ์? – ไอซ์ รักชนก appeared first on THE STANDARD.

]]>