PETA Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/peta/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 04 Jul 2024 14:46:30 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Stella McCartney จับมือ PETA ผลักดันให้แบรนด์แฟชั่นหยุดใช้ขนนก https://thestandard.co/stella-mccartney-joins-forces-with-peta/ Sun, 07 Jul 2024 06:00:05 +0000 https://thestandard.co/?p=954306

Stella McCartney ดีไซเนอร์ที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อรณรงค์ […]

The post Stella McCartney จับมือ PETA ผลักดันให้แบรนด์แฟชั่นหยุดใช้ขนนก appeared first on THE STANDARD.

]]>

Stella McCartney ดีไซเนอร์ที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อรณรงค์ด้านความยั่งยืนอยู่เสมอ ได้ออกมาผลักดันให้เหล่าแบรนด์แฟชั่นต่างๆ เซ็นสัญญาทำข้อตกลง Feather-Free Pledge ขององค์กรรณรงค์และปกป้องคุ้มครองสัตว์อย่าง PETA เพื่อการหยุดใช้ขนนกในคอลเล็กชันของพวกเขา

 

เดิมทีแมตทีเรียลขนนกแท้นั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในลิสต์ที่ Stella McCartney แบนอยู่แล้ว แต่การเคลื่อนไหวในครั้งนี้เกิดจากการที่กลุ่มผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิของสัตว์ได้เปิดเผยเบื้องหลังอุตสาหกรรมการทำขนนก ที่เหล่านกจำนวนมากต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างทนทุกข์ อีกทั้งยังถูกฆ่าอย่างทารุณและโหดเหี้ยม 

 

ซึ่ง Stella McCartney ก็ได้โพสต์ทั้งภาพและคลิปวิดีโอผ่าน Instagram Stories ของตัวเอง เพื่อรณรงค์ให้แบรนด์อื่นๆ หยุดใช้ขนนก โดยเธอเผยว่า

 

“ในทุกๆ ปี วงการแฟชั่นทั้งถอนขนและฆ่านกจำนวนหลายล้านตัวเพื่อนำขนของพวกมันไปใช้ ซึ่งการกระทำนี้ไม่ใช่แค่เพียงไร้ซึ่งมนุษยธรรมเท่านั้น แต่มันยังไม่จำเป็นอีกด้วย คอลเล็กชัน Autumn 2024 ของฉัน ได้แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาและความเป็นไปได้สำหรับหนทางอื่นที่ไม่ได้โหดร้าย และมีความเมตตาต่อสัตว์ รวมไปถึงโลกใบนี้ ฉันหวังว่ามันจะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณร่วมมือกับฉันและ PETA ในการสัญญาว่าจะหยุดใช้ขนนกในวงการแฟชั่นและอุตสาหกรรมอื่นๆ”

 

ด้าน PETA ได้เผยชื่อดีไซเนอร์คนอื่นๆ ที่เซ็นสัญญาให้คำมั่นว่าจะหยุดใช้ขนนกในคอลเล็กชันของพวกเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เช่น Felder Felder, Eirinn Hayhow, Richard Malone, Patrick McDowell, VIN + OMI, Pīferi, Sarah Regensburger และ Joshua James Small ในขณะที่แบรนด์อื่นๆ อีกหลายแบรนด์ก็เลือกใช้ขนสัตว์เทียมที่ผลิตจากไม้ไผ่ วัสดุรีไซเคิล และโลหะ แทนการใช้ขนสัตว์จริง

 

ภาพ: Victor VIRGILE / Gamma-Rapho via Getty Images

อ้างอิง: 

The post Stella McCartney จับมือ PETA ผลักดันให้แบรนด์แฟชั่นหยุดใช้ขนนก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Billie Eilish เป็นบุคคลอายุน้อยสุดที่ได้รับรางวัล Person of the Year ขององค์กรพิทักษ์สัตว์ PETA https://thestandard.co/billie-eilish-named-petas-person-of-the-year-2022/ Sat, 04 Dec 2021 07:58:57 +0000 https://thestandard.co/?p=567743 Billie Eilish

PETA หรือ People for the Ethical Treatment of Animals เ […]

The post Billie Eilish เป็นบุคคลอายุน้อยสุดที่ได้รับรางวัล Person of the Year ขององค์กรพิทักษ์สัตว์ PETA appeared first on THE STANDARD.

]]>
Billie Eilish

PETA หรือ People for the Ethical Treatment of Animals เป็นองค์กรชื่อดังที่สร้างขึ้นมาเพื่อรณรงค์และปกป้องคุ้มครองสัตว์ ซึ่งในทุกๆ ปีพวกเขาจะมอบรางวัล Person of the Year ให้กับคนดังผู้ทรงอิทธิพลที่เป็นกระบอกเสียงเรียกร้องสิทธิให้กับสัตว์อย่างโดดเด่น 

 

สำหรับในปีนี้คนที่ได้รางวัลดังกล่าวไปครอบครองก็คือศิลปินสาว Billie Eilish (บิลลี่ อายลิช) วัย 19 ปี สำหรับการที่เธอเชิดชูสิทธิของสัตว์, ไม่เคยนิ่งเฉยต่อความอยุติธรรม และใช้เสียงอันมีค่าของตัวเองผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่น เพื่อให้พวกเขาจดจำได้ว่าความโหดร้ายต่อสัตว์นั้นไม่ใช่สไตล์แต่อย่างใด การได้รับรางวัลในครั้งนี้ส่งผลให้เธอก็กลายเป็นบุคคลอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ได้ครอบครองตำแหน่ง Person of the Year โดยคนดังที่เคยได้รับรางวัลนี้ไปก็มีทั้ง Brian May แห่งวง Queen, Morrissey และนักแสดงชื่อดังเจ้าของรางวัลออสการ์อย่าง Joaquin Phoenix

 

Ingrid Newkirk ประธาน PETA แถลงการณ์อย่างมีสีสันด้วยการใช้เนื้อเพลงของสาว Billie Eilish มาเป็นส่วนประกอบดังนี้ “Billie Eilish ทำให้มั่นใจได้ว่าปาร์ตี้สำหรับเนื้อสัตว์ มื้ออาหารที่ทำจากนม รวมไปถึงหนัง ขนเฟอร์และผ้าไหมได้สิ้นสุดลงแล้ว (Party’s Over) PETA มีความสุขยิ่งกว่าครั้งไหน (Happier Than Ever) ที่จะได้เฉลิมฉลองสำหรับการที่เธอใช้ทุกโอกาสในการชี้ให้เห็นว่าแฟชั่นและอาหารที่ไม่ได้ผลิตจากสัตว์เป็นสิ่งที่ส่งผลดีกว่าต่อสัตว์เหล่านั้นและโลกที่เราแบ่งปันกับพวกมัน” 

 

แน่นอนว่าไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า Billie Eilish ใช้ชื่อเสียงและการที่มีคนติดตามมากมายอย่างเป็นประโยชน์ที่สุดในแง่ของการรณรงค์และเป็นกระบอกเสียงให้เหล่าสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการที่เธอทำข้อเสนอให้แบรนด์ Oscar de la Renta เลิกใช้ขนเฟอร์ก่อนที่จะยอมตกลงใส่เสื้อผ้าของแบรนด์ดังออกงาน Met Gala 2021 หรือการที่เธอออกคอลเล็กชันรองเท้าแบบวีแกน 100% กับ Nike นอกจากนั้นเธอยังเป็นมังสวิรัติ เพราะรับไม่ได้กับระบบของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์อีกด้วย

 

ภาพ: Billie Eilish

อ้างอิง: 

The post Billie Eilish เป็นบุคคลอายุน้อยสุดที่ได้รับรางวัล Person of the Year ขององค์กรพิทักษ์สัตว์ PETA appeared first on THE STANDARD.

]]>
PETA ผุดแคมเปญทดสอบ ‘ความเป็นมนุษย์’ ด้วย CAPTCHA ภาพการกระทำที่โหดร้ายต่อสัตว์ https://thestandard.co/peta-humanity-test-campaign-captcha/ Thu, 06 May 2021 11:33:21 +0000 https://thestandard.co/?p=485053 The Human Check CAPTCHA PETA

ทุกๆ ปีจะมีแคมเปญนับไม่ถ้วนที่สร้างความตระหนักในเรื่องก […]

The post PETA ผุดแคมเปญทดสอบ ‘ความเป็นมนุษย์’ ด้วย CAPTCHA ภาพการกระทำที่โหดร้ายต่อสัตว์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Human Check CAPTCHA PETA

ทุกๆ ปีจะมีแคมเปญนับไม่ถ้วนที่สร้างความตระหนักในเรื่องการทารุณกรรมสัตว์ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะถูกลืมไปอย่างรวดเร็ว PETA ในฐานะองค์กรด้านสิทธิสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดจึงพัฒนาแคมเปญ ‘The Human Check’ โดยใช้ CAPTCHA ซึ่งเป็นการทดสอบที่แยกความแตกต่างระหว่างหุ่นยนต์และมนุษย์ และมักใช้บนเว็บไซต์เพื่อลดสแปมและยืนยันผู้ใช้ที่ถูกต้อง โดยข้อความทั่วไปที่มักจะขึ้นคือ ‘เลือกภาพทั้งหมดที่มีป้ายถนน’

 

อย่างไรก็ตาม แทนที่จะขอให้ผู้ใช้งานค้นหาป้ายถนนบนภาพที่ปรากฏ จึงกลายเป็นภาพการกระทำที่โหดร้ายต่อสัตว์แทน โดยผู้ใช้จะถูกขอให้ระบุรูปภาพที่มีการทารุณกรรมสัตว์ เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาเป็น ‘มนุษย์’ ที่มีความเมตตาต่อสรรพสัตว์

 

นอกจากนี้ CAPTCHA ดังกล่าวยังมาพร้อมกับข้อความรณรงค์ที่ระบุว่า ‘ถ้าคุณรู้สึกบางอย่าง ให้หยุดสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากการทารุณกรรมสัตว์’ 

 

โดย PETA ประเทศไทยได้เปลี่ยนการทดสอบ CAPTCHA ที่ใช้กันทั่วไปให้กลายเป็นสื่อในการเตือนความจำที่น่าตกใจเกี่ยวกับการทารุณกรรมสัตว์

 

สามารถดาวน์โหลด ‘The Human Check’ สำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการการทดสอบ CAPTCHA ได้ที่ https://bit.ly/3ehGk8f

 

การทดสอบ CAPTCHA แคมเปญนี้ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการทารุณกรรมสัตว์เท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้คนมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในฐานะมนุษย์อีกด้วย ดังนั้นหากคุณเป็นมนุษย์ หยุดสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่มาจากการทารุณกรรมสัตว์

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post PETA ผุดแคมเปญทดสอบ ‘ความเป็นมนุษย์’ ด้วย CAPTCHA ภาพการกระทำที่โหดร้ายต่อสัตว์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กต. แจงข้อมูลสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ยันสมาชิกผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์กะทิไทยไม่ได้ใช้ลิงเก็บมะพร้าวตามที่ PETA รายงาน https://thestandard.co/thai-coconut-milk-product-exporters-do-not-use-monkey-pick-your-coconuts/ Mon, 13 Jul 2020 02:25:04 +0000 https://thestandard.co/?p=379308

เชิดเกียรติ อัตถากร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต […]

The post กต. แจงข้อมูลสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ยันสมาชิกผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์กะทิไทยไม่ได้ใช้ลิงเก็บมะพร้าวตามที่ PETA รายงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เชิดเกียรติ อัตถากร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้เปิดเผยว่า สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยเร่งชี้แจงทำความเข้าใจกับต่างประเทศกรณี PETA นำเสนอรายงานเรื่องการที่ประเทศไทยใช้ลิงในการเก็บมะพร้าว โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้สั่งการสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยให้ทำความเข้าใจกรณีดังกล่าว โดยเฉพาะต่อผู้บริโภคและผู้นำเข้าสินค้าไทย รวมทั้งให้ติดตามสถานการณ์ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) อย่างใกล้ชิด 

 

ทั้งนี้ ข้อมูลการชี้แจงมาจากผลการประชุมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานการหารือร่วมกับภาครัฐ เอกชน และ NGOs ที่เกี่ยวข้อง โดยสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปยืนยันว่าสมาชิกที่เป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์กะทิไทยไม่มีการใช้แรงงานลิงเก็บมะพร้าว และสองบริษัทที่ถูก​ PETA พาดพิง (บ. เทพผดุงพรมะพร้าวฯ และ บ. ไทย อกริ ฟู้ดส์ฯ) ได้จัดทำ MOU กับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายสินค้าไทยในต่างประเทศ เพื่อรับรองว่าปลอดการใช้ลิง รวมทั้งทำ MOU กับล้ง/ผู้ส่งผลผลิตว่า จะไม่รับซื้อมะพร้าวจากสวนที่ใช้แรงงานลิง โดยได้สุ่มตรวจล้งและสวนมะพร้าวเป็นระยะ นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มความมั่นใจของผู้บริโภค ภาคเอกชนจะเพิ่มระบบตรวจสอบย้อนกลับบนบรรจุภัณฑ์ที่สามารถเช็กแหล่งที่มาของวัตถุดิบถึงสวนมะพร้าว 

 

นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญแก่การดูแลสวัสดิภาพของลิง ในปัจจุบันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า และ พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ เป็นต้น สำหรับการใช้แรงงานลิงในบางพื้นที่ทางภาคใต้ของไทยนั้น เป็นไปตามวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่ต้องการความมีประสิทธิภาพและทันสมัย นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยจะพัฒนาแนวทางการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ให้เหมาะสม รวมทั้งข้อร้องเรียนและพร้อมดำเนินคดีหากพบความผิด

 

จากการที่กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานแนวทางการชี้แจงไปยังสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยทุกแห่งทั่วโลก ในชั้นนี้ได้มีการดำเนินการชี้แจงทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวแล้ว เช่น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม ได้ออก Press Release ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวกับสาธารณชนและสื่อท้องถิ่นที่รายงานข่าวเรื่องนี้ พร้อมชี้แจงประเด็นวิถีชีวิตและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมมะพร้าวหรือผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวของไทย ทั้งนี้ การละเมิดหรือทารุณกรรมสัตว์เป็นปัญหากรณีบุคคล ซึ่งไทยมีกฎหมายบังคับใช้และลงโทษผู้ละเมิดเป็นรายกรณีอยู่แล้ว

 

ในส่วนสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ได้ขอให้ทีมประเทศไทยร่วมกันชี้แจงทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเอกอัครราชทูตฯ ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นหารือกับฝ่ายสหราชอาณาจักรในโอกาสต่างๆ และ​ สคต. ณ กรุงลอนดอนได้มีหนังสือแจ้งผู้ประกอบการร้านค้าปลีกรายใหญ่ของสหราชอาณาจักรทุกรายด้วยแล้ว รวมทั้งจะได้เข้าพบกับผู้บริหารธุรกิจร้านค้าและบริษัทผู้นำเข้ารายใหญ่เพื่อชี้แจงเพิ่มเติมด้วย 

 

นอกจากนี้ ในกรณีมีรายงานข่าวว่า ห้างสรรพสินค้าในเยอรมนีบางแห่งจะร่วมแบนกะทิจากไทย โดยเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 นั้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้ติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด ร่วมกับ สคต. และจะเดินหน้าชี้แจงภาคธุรกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเยอรมนีต่อไป

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

  • กระทรวงการต่างประเทศ

The post กต. แจงข้อมูลสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ยันสมาชิกผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์กะทิไทยไม่ได้ใช้ลิงเก็บมะพร้าวตามที่ PETA รายงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุรินทร์ ออก 3 มาตรการ ช่วยกะทิไทย พร้อมตรวจสอบย้อนกลับให้เอกชนระบุที่มาของสวนมะพร้าว https://thestandard.co/jurin-launched-3-measures-helping-thai-coconut-milk/ Wed, 08 Jul 2020 12:27:14 +0000 https://thestandard.co/?p=378400

วันนี้ (8 กรกฎาคม) จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตร […]

The post จุรินทร์ ออก 3 มาตรการ ช่วยกะทิไทย พร้อมตรวจสอบย้อนกลับให้เอกชนระบุที่มาของสวนมะพร้าว appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (8 กรกฎาคม) จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมประชุมกับทุกฝ่ายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบในการส่งออกผลิตภัณฑ์มะพร้าว กรณี PETA เปิดเผยข้อมูลว่ามีการใช้แรงงานลิงเก็บมะพร้าว โดยใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง หลังจากนั้นได้ร่วมแถลงข่าวกับองค์กรพัฒนาเอกชน และตัวแทนจากภาคเอกชน  

 

อาทิ เกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการบริหาร บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด (กะทิชาวเกาะ) และตัวแทนสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ศศิวรรณ นวลศรี ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาดอาวุโส (ยี่ห้ออร่อยดี) บริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) ธีรวุฒิ สุวัธนะเชาว์ ผอ. กองการสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ สมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 

 

จุรินทร์ กล่าวว่า การหารือกันในวันนี้ เนื่องจากผลิตภัณฑ์มะพร้าวจากประเทศไทย เช่น ชาวเกาะ อร่อยดี เป็นต้น ได้ถูกนำออกจากชั้นวางในห้างสรรพสินค้าบางแห่งในประเทศอังกฤษ สันนิษฐานว่ามีความกังวลในเรื่องที่คิดว่า 2 บริษัทนี้ รับซื้อมะพร้าวจากสวนที่ใช้แรงงานลิง และเกรงว่าถ้าไม่มีการดำเนินการใดๆ อาจมีผลกระทบกับผลิตภัณฑ์ยี่ห้ออื่นๆ หรือห้างสรรพสินค้าอื่นๆ 

 

จึงได้มีการหารือร่วมกันกับภาคเอกชน ประกอบด้วยสมาคมอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปของไทย และตัวแทนจากกะทิทั้ง 2 ยี่ห้อ และสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการพิทักษ์สัตว์ในประเทศไทย จนได้ข้อสรุปถึงแนวทางที่ควรจะได้มีการดำเนินการต่อไป 3 ประการ

 

ประการที่ 1 ภาคเอกชนหรือโรงงานผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว ได้ให้ข้อมูลว่าจากนี้ไปจะมีการกำหนดมาตรการที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ชัดเจน ที่ผลิตภัณฑ์กล่องหรือบรรจุภัณฑ์ว่าผลิตจากมะพร้าวที่มาจากสวนไหน มีการใช้แรงลิงหรือไม่ โดยใส่รหัสลงบนบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดลงไปเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

 

ประการที่ 2 เพื่อให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้กระจายสินค้าหรือตัวแทนห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวของประเทศไทยได้รับทราบกระบวนการทางด้านการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ ไปถึงปลายน้ำว่าดำเนินการเช่นไร จะได้มีการเชิญตัวแทนเอกอัครราชทูตของประเทศต่างๆ ที่ประจำอยู่ในประเทศไทย รวมทั้งสื่อมวลชนและองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการพิทักษ์สัตว์เข้าร่วมตรวจสอบด้วย และเมื่อสถานการณ์โควิด-19 หมดไปจะสามารถเชิญผู้นำเข้า ผู้กระจายสินค้า และตัวแทนห้างสรรพสินค้าในต่างประเทศเข้ามาชี้แจงได้

 

ประการที่ 3 ในส่วนของทีมไทยที่ประจำอยู่ต่างประเทศได้ช่วยกันจัดทำคำชี้แจงและนัดพบผู้นำเข้า และห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่เป็นลูกค้าผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวของประเทศไทยเพื่อทำความเข้าใจต่อไป

 

ด้าน เกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการบริหารกะทิชาวเกาะ กล่าวว่า ห้างสรรพสินค้าหลายแห่งเริ่มทยอยเอาสินค้ามะพร้าวจากไทยลงจากชั้นวางแล้ว และบางห้างเริ่มควบคุมสินค้า ซึ่งจะมีผลกระทบนอกจากประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะในโซนยุโรป รวมถึงอเมริกาและออสเตรเลียเริ่มจะถามปัญหานี้กับเรา สำหรับตัวเลขผลกระทบนั้น ยังไม่ทราบข้อมูลที่ชัดเจนในแง่ความเสียหาย และในภาคอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออกมีการทำ MOU กับผู้ส่งวัตถุดิบทุกรายว่าจะไม่รับซื้อมะพร้าวที่ใช้ลิงเก็บ

 

ศศิวรรณ นวลศรี ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาดอาวุโส (ยี่ห้ออร่อยดี) บริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อร่อยดีมีการทำ MOU กับเกษตรกรและเพิ่มเติมทีมงานที่จะไปตรวจสอบที่สวนให้เข้มข้นมากขึ้นเช่นเดียวกัน ส่วนเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับบนบรรจุภัณฑ์ก็จะมีวันที่และเวลาว่ามาจากผู้จัดส่งรายใด โดยโรงงานส่วนใหญ่ยืนยันว่าไม่ได้ใช้ลิงในการเก็บมะพร้าว 

 

บุณยฤทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่มาตรการของรัฐบาลต่างประเทศ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ จึงไม่ใช่การกีดกันทางการค้าที่อยู่ในกรอบกติกาการค้าสากล เป็นเรื่องของภาคเอกชนกับภาคเอกชน

 

ด้าน สมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมที่เราจะนำพาทูตต่างๆ ที่ประจำอยู่ในประเทศไทย รวมถึงองค์กรอิสระต่างๆ ลงพื้นที่เข้าไปดูกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูลว่าจะไปที่ไหนที่มีความเหมาะสม 

 

ส่วนกรมปศุสัตว์ระบุว่า ในเรื่องของการใช้ลิงนั้น ประเทศไทยมี พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรม 2557 มีมาตรการรับข้อร้องทุกข์กล่าวโทษอยู่แล้ว และในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ลิงเกี่ยวกับความทรมาน มีเฉพาะการทำร้ายลิงในธรรมชาติ แต่ก็ถูกดำเนินคดี ถ้ามีการร้องเรียนหรือร้องทุกข์ขึ้นมา กรมก็จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสอบสวน

 

สำหรับยอดการส่งออกกะทิของไทย โดยรวมในปี 2562 รวมอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท โดยส่งไปอังกฤษประมาณ 1,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 8

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post จุรินทร์ ออก 3 มาตรการ ช่วยกะทิไทย พร้อมตรวจสอบย้อนกลับให้เอกชนระบุที่มาของสวนมะพร้าว appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุรินทร์เปิดทำเนียบ 8 ก.ค. นี้ นัดถก PETA กล่าวหาไทยใช้ลิงเก็บมะพร้าว https://thestandard.co/jurin-open-conference-this-8-july-on-peta/ Mon, 06 Jul 2020 11:22:08 +0000 https://thestandard.co/?p=377877

วันนี้ (6 กรกฎาคม) จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตร […]

The post จุรินทร์เปิดทำเนียบ 8 ก.ค. นี้ นัดถก PETA กล่าวหาไทยใช้ลิงเก็บมะพร้าว appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (6 กรกฎาคม) จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์มะพร้าวและผลิตภัณฑ์ส่งออกมะพร้าวซึ่งถูกกล่าวหาจาก PETA ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อพิทักษ์สิทธิ์ของสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เกี่ยวกับการใช้แรงงานลิงว่า สำหรับผลิตภัณฑ์มะพร้าวจากประเทศไทยผลผลิตในปี 2562 หรือปีที่แล้ว ตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 788,000 ตัน และมีโรงงานแปรรูปผลผลิตจากมะพร้าว 15 โรงงาน ซึ่งทั้งหมดเป็นกะทิ 113,000 ตัน โดย 70% เป็นการบริโภคภายในประเทศ ที่เหลือก็ส่งออก และไทยมีความจำเป็นต้องนำเข้ามะพร้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเพิ่มเติมด้วย เพราะว่าไม่เช่นนั้นก็จะไม่พอการส่งออก เช่น นำเข้าจากอินโดนีเซีย เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว ผลิตภัณฑ์ที่สำคัญมี 2 ชนิด 1. กะทิ 2. มะพร้าวอ่อน แต่ประเด็นปัญหาที่มีอยู่ในขณะนี้คือเรื่องของกะทิ ซึ่งกะทินั้นยอดการส่งออกเมื่อปีที่แล้วมีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 12,300 ล้านบาท โดยส่งออกไปยังสหภาพยุโรป 18% มูลค่า 2,250 ล้านบาท และในสหภาพยุโรปเป็นประเทศอังกฤษหรือสหราชอาณาจักร 8% มูลค่า 1,000 ล้านบาท 

 

จุรินทร์กล่าวว่า ประเด็นปัญหาที่เป็นข่าวอยู่ขณะนี้ก็คือมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกิดขึ้นว่า ประเทศไทยมีการใช้แรงงานลิงในการเก็บมะพร้าว เรื่องนี้ได้เคยปรากฏเป็นประเด็นขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้ สุดท้ายก็ชี้แจงทำความเข้าใจ และช่วงนี้ก็เกิดประเด็นนี้ขึ้นมาอีก ก็ได้เคยหารือกับผู้ประกอบการแปรรูปกะทิและอาหารสำเร็จรูปจากมะพร้าวมาก่อนหน้านี้แล้ว 

 

โดยได้รับการชี้แจงในประเด็นนี้มาแล้วครั้งหนึ่งว่า ในเรื่องของการใช้ลิงเก็บมะพร้าวนั้น ส่วนใหญ่เป็นประเด็นในเรื่องทางวัฒนธรรมวิถีชีวิตและการท่องเที่ยวมากกว่า แต่สำหรับในเรื่องของการใช้ลิงเก็บมะพร้าวเพื่อการผลิตภาคอุตสาหกรรมเกือบจะเรียกได้ว่าไม่มีปรากฏแล้ว

 

“แต่ภาพของการใช้ลิงเก็บมะพร้าวที่ใช้ทางการท่องเที่ยว วิถีชีวิตอาจจะยังปรากฏในคลิปอยู่ และทำให้เกิดความเข้าใจผิดและความเข้าใจคลาดเคลื่อน อย่างไรก็ตาม วันพุธที่ 8 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ผมได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เชิญผู้ผลิตกะทิและผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวมาหารือกัน ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อจะได้หาแนวทางร่วมกันในการที่จะชี้แจงทำความเข้าใจกับประเทศผู้นำเข้าที่ยังสงสัยอยู่ รวมทั้งในส่วนองค์กรพิทักษ์สัตว์ ที่ต้องการข้อมูล และขณะเดียวกันก็มีแผนที่จะเชิญทูตที่ประจำอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะประเทศที่ยังมีข้อสงสัยไปดู”

 

จุรินทร์กล่าวต่อว่า การเชิญทูตไปดูการผลิตและการเก็บมะพร้าวของจริง จะได้เห็นภาพว่าเป็นอย่างไร จะได้ไม่เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อไป เพื่อต้องการที่จะคงตัวเลขการส่งออกผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวของไทยในตลาดต่างๆ ในโลกไว้ ซึ่งถ้าเพิ่มได้ก็จะเป็นเรื่องดี 

 

“ตนเคยเยี่ยมซูเปอร์มาร์เก็ตในแถบยุโรปบางประเทศ พบว่าสินค้ากะทิจากประเทศไทย รวมทั้งผลิตภัณฑ์มะพร้าวก็เป็นที่นิยม แบรนด์จากต่างประเทศบางแบรนด์ก็ใช้เป็นมะพร้าวที่ผลิตในประเทศไทย ก็จะนำรายได้เข้าประเทศ” 

 

จุรินทร์กล่าวว่า ในบรรดาตลาดนำเข้า 100% นั้น เป็นซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และโรงแรมของชาวเอเชียประมาณ 70% ซึ่งยังไม่ได้รับผลกระทบ เพราะในโซนเอเชียอาจจะมีความเข้าใจว่าเป็นอย่างไร แต่ที่มีผลกระทบคือ 30% ซึ่งมีเจ้าของเป็น EU หรือสหภาพยุโรป ยังต้องทำความเข้าใจต่อไป โดยการพูดคุยในวันที่ 8 กรกฎาคม คาดว่าจะได้ข้อสรุปร่วมกัน

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post จุรินทร์เปิดทำเนียบ 8 ก.ค. นี้ นัดถก PETA กล่าวหาไทยใช้ลิงเก็บมะพร้าว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สวนสัตว์พาต้า กับคำถามถึงประเด็นด้านสิทธิสัตว์ https://thestandard.co/pata-pinklao-zoo-animal-rights/ Tue, 26 Nov 2019 13:32:11 +0000 https://thestandard.co/?p=307546 สวนสัตว์พาต้า

สวนสัตว์พาต้า สวนสัตว์ลอยฟ้าแห่งแรกของไทย สถานที่ท่องเท […]

The post สวนสัตว์พาต้า กับคำถามถึงประเด็นด้านสิทธิสัตว์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สวนสัตว์พาต้า

สวนสัตว์พาต้า สวนสัตว์ลอยฟ้าแห่งแรกของไทย สถานที่ท่องเที่ยวในความทรงจำของใครหลายคน ที่ดำเนินกิจการมานานเกือบ 40 ปี

 

ล่าสุด นักกิจกรรมจากองค์กรพิทักษ์สัตว์ PETA ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง แสดงจุดยืนต่อต้านการนำสัตว์มากักขังในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ พร้อมเน้นย้ำว่า การกักขังทรมานสัตว์ไม่ใช่ความบันเทิง

 

สำหรับคุณ อะไรคือทางออกที่ดีที่สุด สำหรับทั้งสัตว์ เจ้าของกิจการ และกลุ่มนักเคลื่อนไหว

The post สวนสัตว์พาต้า กับคำถามถึงประเด็นด้านสิทธิสัตว์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
องค์กรพิทักษ์สัตว์ PETA ประท้วงพาต้า เลิกกักขังสัตว์เพื่อความบันเทิง https://thestandard.co/peta-boycott-pata-zoo/ Mon, 25 Nov 2019 07:32:41 +0000 https://thestandard.co/?p=307108 PETA

นักกิจกรรมจากองค์กรพิทักษ์สัตว์ PETA (People for the Et […]

The post องค์กรพิทักษ์สัตว์ PETA ประท้วงพาต้า เลิกกักขังสัตว์เพื่อความบันเทิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
PETA

นักกิจกรรมจากองค์กรพิทักษ์สัตว์ PETA (People for the Ethical Treatment of Animals) แต่งกายน้อยชิ้นและทาสีทั้งตัว พร้อมถือป้ายข้อความประท้วงเป็นสัญลักษณ์เรียกร้องให้สัตว์ที่ถูกขังได้แสดงสีสันที่แท้จริง 

 

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อประท้วงต่อต้านการนำสัตว์มากักขังในสภาพที่ย่ำแย่ ในสวนสัตว์เก่าชั้น 6 และชั้น 7 บนห้างสรรพสินค้าพาต้า

 

PETA

PETA

 

PETA ระบุว่า ต้องการให้เจ้าของสวนสัตว์พาต้าควรจะต้องตระหนักว่า การนำสัตว์มากักขังจัดแสดงเพื่อความบันเทิงเป็นสิ่งที่ผิด โดยรองประธานอาวุโสของ PETA กล่าวว่า หากเจ้าของสวนสัตว์พาต้าใส่ใจสวัสดิภาพของสัตว์มากกว่าผลกำไร จะต้องยินยอมเคลื่อนย้ายสัตว์ภายในสวนสัตว์ รวมถึง ‘บัวน้อย’ กอริลลาที่ถูกขังเดี่ยวมาตั้งแต่ปี 1983 และ ‘แคท’ อุรังอุตังที่ถูกขังปราศจากสิ่งกระตุ้นทางปัญญาและการออกกำลังกาย ไปยังสถานสงเคราะห์สัตว์ป่า ซึ่ง PETA ได้เสนอความช่วยเหลือไปแล้วหลายครั้ง แต่เจ้าของสวนสัตว์กลับเพิกเฉยต่อข้อเสนอนี้

 

PETA

PETA

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post องค์กรพิทักษ์สัตว์ PETA ประท้วงพาต้า เลิกกักขังสัตว์เพื่อความบันเทิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Benedict Cumberbatch ประกาศขอเป็นวีแกนเต็มตัว https://thestandard.co/benedict-cumberbatch-vegan/ https://thestandard.co/benedict-cumberbatch-vegan/#respond Sat, 02 Jun 2018 00:00:17 +0000 https://thestandard.co/?p=94596

เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ (Benedict Cumberbatch) ยังอยู่ใ […]

The post Benedict Cumberbatch ประกาศขอเป็นวีแกนเต็มตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ (Benedict Cumberbatch) ยังอยู่ในช่วงเดินสายโปรโมตภาพยนตร์ Avengers: Infinity War ซึ่งมีรายงานจากเว็บไซต์ PETA (องค์กรพิทักษ์สัตว์) ที่ได้ทำการรวบรวมบทสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ของเขากับสื่อต่างๆ ซึ่งเป็นการบอกใบ้ว่าเขากำลังจะกลายเป็นวีแกนเต็มตัว

เริ่มจาก Time Out London ที่สัมภาษณ์เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์เกี่ยวกับการไดเอตเพื่อรับบทเป็น Dr.Strange ซึ่งเบเนดิกต์บอกว่าเขาใช้การควบคุมอาหารโดยการกินผักเป็นหลัก

อีกหนึ่งการสัมภาษณ์ของยูทูเบอร์วัย 14 โซเฟีย เกรซ (Sophia Grace) เธอได้ถามคำถามเบเนดิกต์ว่า เขาชอบทานอาหารของร้าน Nando’s หรือเปล่า (ร้านอาหารแฟรนไชส์ชื่อดังในอังกฤษ) ซึ่งเขาก็ตอบไปว่า “ชอบ ถ้าร้านนี้มีอาหารสำหรับวีแกนด้วยนะ” ซึ่งแม้ Nando’s จะดังเรื่องไก่ แต่ก็มีเมนูสำหรับวีแกนอยู่ด้วย โดยในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ เบเนดิกต์ยังพูดถึงการให้เกียรติและเคารพผู้หญิง รวมถึงการต่อสู้กับปัญหา Bully ด้วย

และล่าสุดกับการเดินทางไปเยือนประเทศสิงคโปร์ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ ก็ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNA Lifestyle ของสิงคโปร์ เมื่อถูกถามถึงอาหารการกินในสิงคโปร์ โดยเบเนดิกต์ได้ตอบว่า “ลองกินอาหารท้องถิ่นเท่าที่วีแกนคนหนึ่งจะสามารถลองได้”

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ ยังเคยขึ้นปกแมกกาซีน British GQ ในชุดสูทจากผ้าวูลสังเคราะห์ และรองเท้าบู๊ตวีแกนจากแบรนด์ Brave GentleMan ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายสุดหรูที่ใช้วัสดุที่วีแกนทั้งหมดเป็นแบรนด์แรกของโลก

The post Benedict Cumberbatch ประกาศขอเป็นวีแกนเต็มตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/benedict-cumberbatch-vegan/feed/ 0
Michael Kors และ Jimmy Choo ประกาศเลิกใช้ขนสัตว์ในทุกผลิตภัณฑ์ปีหน้า! https://thestandard.co/michael-kors-jimmy-choo-stop-using-fur-in-2018/ https://thestandard.co/michael-kors-jimmy-choo-stop-using-fur-in-2018/#respond Mon, 18 Dec 2017 11:40:06 +0000 https://thestandard.co/?p=56073

  Michael Kors Fall 2015 (Photo: aws.amazon.com) ร […]

The post Michael Kors และ Jimmy Choo ประกาศเลิกใช้ขนสัตว์ในทุกผลิตภัณฑ์ปีหน้า! appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

Michael Kors Fall 2015 (Photo: aws.amazon.com)

รองเท้าขนสุนัขจิ้งจอกและซับในด้วยขนกระต่าย จาก Jimmy Choo (Photo: www.jimmychoo.com)

 

ถือเป็นกระแสในวงการแฟชั่นที่น่าจับตามองและน่าสนับสนุน เมื่อแบรนด์ใหญ่ๆ ต่างพากันตามเทรนด์ ‘Fur-Free’ หรือการเลิกใช้ขนสัตว์ในทุกผลิตภัณฑ์ โดยล่าสุดแบรนด์แฟชั่นสัญชาติอเมริกันอย่าง Michael Kors ที่เพิ่งซื้อแบรนด์รองเท้า Jimmy Choo ไปเมื่อต้นปี ได้ตกลงใจประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่ขอใช้ขนสัตว์ในการผลิตสินค้า และเข้าร่วมขบวนการ Fur-Free ด้วยเช่นกัน

 

Photo: www.peta.org

 

อาจเพราะมีกลุ่มผู้ต่อต้านการใช้ขนสัตว์ตั้งขบวนประท้วงประจำอยู่ที่ London Fashion Week เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา รวมไปถึงรสนิยมของผู้บริโภคที่ไม่ได้นิยมขนสัตว์จริงอีกต่อไป ทำให้แบรนด์แฟชั่นใหญ่ๆ ต่างหันมาเปลี่ยนทิศทางการผลิตสินค้าของตนเอง โดยก่อนหน้านี้ Michael Kors แบรนด์ของดีไซเนอร์ปากจัดจากรายการ Project Runway ก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ถูกโจมตีอยู่บ่อยครั้งจากกลุ่ม PETA นักเคลื่อนไหวที่รณรงค์ให้เลิกใช้ขนสัตว์จริง โดยกลุ่ม PETA ไปโผล่ทั้งรันเวย์ของ Michael Kors งานเปิดหน้าร้าน ไปจนถึงอีเวนต์อื่นๆ ที่แบรนด์จัด อย่างในเดือนกุมภาพันธ์ ได้มีกลุ่มผู้เรียกร้องไปประท้วงหน้าร้าน Michael Kors สาขาโซโห ในนิวยอร์กอีกด้วย

 

แต่ตอนนี้ เสียงเหล่านั้นได้ดังไปถึง John Idol ผู้เป็น CEO ของแบรนด์ รวมถึงตัว Michael Kors เอง ในที่สุดทางแบรนด์ก็ได้ออกมาประกาศว่าจะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์โดยเลือกใช้ขนสัตว์ปลอม นวัตกรรม รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการสร้างวัสดุที่ยังคงความหรูหราของแบรนด์ได้เช่นเดิม และคอลเล็กชันใหม่ Free-Fur ที่ไร้ขนสัตว์จริงจะพร้อมโชว์บนรันเวย์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 ที่จะถึง

 

นอกจากนี้ แบรนด์รองเท้า Jimmy Choo ที่อยู่ในเครือเดียวกันก็ประกาศจะร่วมทำสิ่งดีๆ นี้ด้วย รวมทั้งแบรนด์ Stella McCartney ที่จะไม่ใช้ขนสัตว์ และหนังสัตว์ในทุกคอลเล็กชันนับต่อจากนี้

 

Photo: www.businessinsider.com

 

ที่ผ่านมาทาง PETA เปิดเผยว่าพวกเขาเคยติดต่อแบรนด์ไปเพื่อคุยเรื่องดังกล่าวเมื่อ 15 ปีที่แล้ว จนล่าสุดพวกเขาก็ตื่นเต้น และดีใจมากที่ทีมงาน Michael Kors ได้ติดต่อมาเพื่อนัดประชุมเรื่องการเลิกใช้ขนสัตว์อย่างเป็นทางการ โดยเป็นการเดินตามรอยแบรนด์ที่นำร่องไปล่วงหน้าอย่าง Gucci

 

ในปี 2018 ผู้บริโภคก็จะได้เห็นสินค้าในช็อปหรูที่ทำจากขนสัตว์จริงน้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะร้านของแบรนด์ Michael Kors และ Jimmy Choo (ที่อาจจะยังคงมีสต็อกคงเหลือจากคอลเล็กชันก่อนๆ อยู่บ้าง) ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่ช่วยตอกย้ำความก้าวหน้าแนวคิดการออกแบบของแบรนด์แฟชั่นชั้นนำต่อไปในอนาคต

The post Michael Kors และ Jimmy Choo ประกาศเลิกใช้ขนสัตว์ในทุกผลิตภัณฑ์ปีหน้า! appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/michael-kors-jimmy-choo-stop-using-fur-in-2018/feed/ 0
‘ลิงเซลฟี’ ถูกยกให้เป็นบุคคลแห่งปีขององค์กรพิทักษ์สัตว์ PETA https://thestandard.co/peta-person-of-the-year-2017/ https://thestandard.co/peta-person-of-the-year-2017/#respond Thu, 07 Dec 2017 09:27:22 +0000 https://thestandard.co/?p=53619

เจ้า ‘นารูโตะ’ ลิงแสนรู้ผู้รักการเซลฟีได้รับการยกย่องให […]

The post ‘ลิงเซลฟี’ ถูกยกให้เป็นบุคคลแห่งปีขององค์กรพิทักษ์สัตว์ PETA appeared first on THE STANDARD.

]]>

เจ้า ‘นารูโตะ’ ลิงแสนรู้ผู้รักการเซลฟีได้รับการยกย่องให้เป็น ‘Person of the Year’ หรือบุคคลแห่งปี โดยการคัดเลือกขององค์กรพิทักษ์สัตว์ PETA ที่ต้องการย้ำให้มนุษย์ตระหนักว่าสัตว์ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ

 

ย้อนกลับไปในปี 2011 เจ้านารูโตะบังเอิญไปพบเข้ากับกล้องถ่ายภาพที่ตั้งทิ้งเอาไว้บนเกาะสุลาเวสีของอินโดนีเซีย และกดชัตเตอร์จนได้เป็นภาพเซลฟีสัตว์ที่โด่งดังไปทั่วโลก

 

แต่นอกจากชื่อเสียงแล้ว ภาพดังกล่าวยังตามมาด้วยการยื่นฟ้องร้องขององค์กรพิทักษ์สัตว์ PETA ต่อศาลสหรัฐฯ เพื่อหาคำตอบว่าใครควรจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพเซลฟีภาพนี้กันแน่ ระหว่างลิงอายุ 6 ปีที่กดชัตเตอร์ถ่ายภาพตัวเอง หรือนายเดวิด สเลเตอร์ ช่างภาพชาวอังกฤษเจ้าของไอเดียที่ทิ้งกล้องไว้ในป่าเพื่อให้ลิงออกมาเล่นกับกล้อง ทำให้นายเดวิดเป็นมนุษย์คนแรกที่ถูกสัตว์ฟ้องร้อง

 

ภายหลังศาลอุทธรณ์ในซานฟรานซิสโก ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้นายเดวิดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพดังกล่าว โดยเขาได้แสดงความประสงค์จะมอบเงินรายได้ 25% ที่จะได้จากภาพในอนาคตให้กับองค์กรการกุศลที่ทำงานเกี่ยวกับการปกป้องสวัสดิภาพและที่อยู่อาศัยของเจ้านารูโตะต่อไป

 

“ภาพเซลฟีประวัติศาสตร์ของเจ้านารูโตะได้ท้าทายความคิดที่ว่า ใครเป็นบุคคล หรือใครที่ไม่ใช่บุคคล และนี่เป็นครั้งแรกในการตัดสินคดีความเพื่อพยายามค้นหาความชอบธรรมให้กับสัตว์” อิงกริด นิวเคิร์ค ผู้ก่อตั้ง PETA ระบุเหตุผลที่ยกให้เจ้านารูโตะเป็นบุคคลแห่งปีไว้ในท้ายแถลงการณ์

The post ‘ลิงเซลฟี’ ถูกยกให้เป็นบุคคลแห่งปีขององค์กรพิทักษ์สัตว์ PETA appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/peta-person-of-the-year-2017/feed/ 0
Ryan Gosling กับการสร้างนิยามใหม่ของนักแสดงฮอลลีวูดที่ไม่ขอเดินตามใคร https://thestandard.co/ryan-gosling/ https://thestandard.co/ryan-gosling/#respond Sat, 11 Nov 2017 23:00:39 +0000 https://thestandard.co/?p=43907

Drake คือหนึ่งในแรปเปอร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอด […]

The post Ryan Gosling กับการสร้างนิยามใหม่ของนักแสดงฮอลลีวูดที่ไม่ขอเดินตามใคร appeared first on THE STANDARD.

]]>

Drake คือหนึ่งในแรปเปอร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาล, The Weeknd คือคนที่ยอดเพลงถูกสตรีมมากกว่าห้าพันล้านครั้งปีที่แล้ว, จิม แคร์รีย์ คือนักแสดงตลกที่เรียกว่าเป็น ‘ตำนาน’, เซลีน ดิออน คือนักร้องสาวดิวาที่ยังขายตั๋วหมดทุกคอนเสิร์ต, จัสติน ทรูโด เป็นประธานาธิบดีแบบอย่างของโลกยุค 4.0, ส่วนอีกหนึ่งจัสตินอย่าง จัสติน บีเบอร์ ก็ไม่ต้องพูดเยอะเรื่องความสำเร็จ

     

ทำไมถึงต้องพูดถึงคนเหล่านี้? เหตุผลง่ายๆ พวกเขาคือชาวแคนาดาทั้งหมดที่ต่างเป็นตัวแปรสำคัญบนเวทีโลกในหลากหลายแขนง แต่ก็มีอีกหนึ่งคนที่ต้องพูดถึง นั่นก็คือ ไรอัน กอสลิง (Ryan Gosling) นักแสดงชายระดับแถวหน้าของฮอลลีวูดที่ผู้ชายหลายคนอยากเป็นเพื่อน ส่วนผู้หญิงทั่วโลกก็ได้ตั้งรูปเขาเป็นวอลล์เปเปอร์มือถือ และอยากถาม อีวา เมนเดส (Eva Mendes) ว่า “ชาติที่แล้วเธอทำบุญมาด้วยอะไร?”

 

รายการ The Mickey Mouse Club (ไรอันอยู่ซ้ายล่างติดกับบริตนีย์ สเปียร์ส)

 

 

ไรอัน กอสลิง เกิดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 1980 เมืองลอนดอน รัฐออนโตริโอ ประเทศแคนาดา คุณพ่อทำงานเป็นเซลขายกระดาษ ชีวิตในวัยเด็กของไรอันถือได้ว่ามีความซับซ้อนและมีความเคร่งครัด เพราะครอบครัวนับถือนิกายมอรมอนของศาสนาคริสต์ พอไปโรงเรียน ไรอันก็เจอปัญหาโดนกลั่นแกล้งจากเพื่อนๆ ทั้งยังเคยเป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD) จนตอนหลังแม่เขาตัดสินใจสอนหนังสือไรอันเองที่บ้าน

     

แต่สิ่งที่ไรอันหลงรักและมีความสามารถคือการแสดงออก ซึ่งตอนอายุ 8 ขวบ ไรอันได้เริ่มทำงานเป็นนักร้องสมัครเล่นตามงานแต่งงาน ร้องคู่กับพี่สาวและคุณน้าที่เป็นเอลวิส เพรสลีย์ตัวปลอม พออายุ 12 ขวบ ไรอันก็ได้ไปออดิชันรายการวาไรตี้โชว์ The Mickey Mouse Club ของ Disney Channel และก็ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในสมาชิกของรายการ ร่วมกับบริตนีย์ สเปียร์ส, คริสตินา อากีเลรา และจัสติน ทิมเบอร์เลก ในปี 1993 ด้วยความที่รายการถ่ายทำกันที่ Walt Disney World Resort ที่รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ไรอันกับแม่จึงต้องย้ายมาที่นี่ ระหว่างนั้นไรอันกับจัสติน ทิมเบอร์เลกก็สนิทกันมาก จน 6 เดือนหลังของรายการ แม่ของจัสตินต้องเป็นผู้ปกครองตามกฎหมาย (Legal Guardian) ให้ไรอัน เพราะช่วงนั้นคุณแม่ของเขาต้องย้ายกลับไปทำงานที่ประเทศแคนาดา

     

พอรายการ The Mickey Mouse Club จบลง ไรอันกลับไม่ได้เลือกเส้นทางสายดนตรีทีนป๊อปเหมือนสมาชิกคนอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย แต่เขาเลือกงานแสดง และสนใจจะเป็นนักแสดงเต็มตัว ไรอันเริ่มไปแสดงรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก ทั้ง Goosebumps (1996) ที่ดัดแปลงจากหนังสือยอดฮิตของ R.L. Stine และซีรีส์เรื่อง Young Hercules (1998-1999) ที่ไปถ่ายทำไกลถึงประเทศนิวซีแลนด์ จนมาถึงช่วงหนึ่งที่ไรอันเจอปัญหาว่าผู้คนติดภาพลักษณ์การเป็นนักแสดงเด็กของเขา ทำให้พลาดบทบาทที่ดูโตเป็นผู้ใหญ่

 

The Notebook (2004)

Half Nelson (2006)

 

หลังปี 2000 เข้าสหัสวรรษใหม่ ไรอันก็วิวัฒนาการตัวเองและเริ่มโชว์ชั้นเชิงกับบทบาทที่เขาเลือกเล่น โดยไม่ได้เลือกไปทางหนังใหญ่ทุนหนาที่เป็นบันไดทางลัดสำหรับนักแสดงฮอลลีวูด (ซึ่งแน่นอนว่าพลาดก็ตกลงมาง่ายเช่นกัน) ในปี 2001 ไรอันเลือกรับบทนีโอนาซีเชื้อสายยิวในหนังเรื่อง The Believer พอปี 2002 ก็รับบทเป็นมือสังหารในหนัง Murder by Numbers ที่เล่นคู่กับ แซนดรา บูลล็อก ซึ่งทั้งคู่คบหากันในชีวิตจริงด้วย

     

ในปี 2004 ไรอันก็โชว์อีกมิติหนึ่งกับการเล่นเป็นพระเอกหนังโรแมนติกเรื่อง The Notebook คู่กับราเชล แม็กอาดัมส์ ที่ดัดแปลงจากหนังสือของนิโคลัส สปาร์ก หนังเรื่องนี้มาพร้อมฉากจูบในสายฝนสุดคลาสสิก และเป็นจุดเปลี่ยนในฐานะนักแสดงของไรอันที่ทำให้เขาเริ่มขยับจากปลายแถวของฮอลลีวูดมาอยู่หน้าแถวและเริ่มเป็นที่หมายปองในวงการ

     

แต่สิ่งที่น่าชื่นชม คือ พอจบเรื่อง The Notebook ไรอันกลับไม่ยอมเล่นเกมดั้งเดิมของฮอลลีวูด ด้วยการรับบทพระเอกหล่อและภูมิฐาน ย้ายไปอยู่บ้านใหญ่โตย่าน Bel-Air หรือรับเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าทำเงินเป็นร้อยๆ ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไรอันกลับเลือกเล่นหนังทุนต่ำแค่ 700,000 เหรียญสหรัฐ เรื่อง Half Nelson ในปี 2006 กับบทบาทอาจารย์ที่มีอาการติดยา ซึ่งเรื่องนี้ไรอันก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์เป็นครั้งแรกในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

     

ส่วนในชีวิตจริง ไรอันก็เลือกใช้ชีวิตอยู่ย่าน Skid Row ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านที่ยากจนที่สุดและเต็มไปด้วยโฮมเลส โดยไรอันให้เหตุผลว่าเลือกที่จะอยู่แถวนี้เพราะรู้สึกว่าคนมีความจริงใจมากกว่า

 

La La Land (2016)

Drive (2011)

 

อีกอย่างหนึ่งที่ไรอันเลือกทำอยู่เสมอ คือ การใช้พลังชื่อเสียงของตัวเองไปในทางที่เป็นประโยชน์ แม้ว่าช่วงก่อนที่จะมาโด่งดังสุดๆ ในช่วง 6 ปีหลัง กับหนังเรื่อง La La Land, Crazy, Stupid, Love, Drive หรือ Blade Runner 2049 ไรอันเป็นนักแสดงที่รักสัตว์และเคยออกมาต่อว่า McDonald’s และ KFC ฐานะตัวแทนกลุ่มพิทักษ์สัตว์ Peta ต่อต้านเรื่องการนำไก่ที่ผ่านการฆ่าแบบผิดหลักการด้วยการใช้เครื่องถอนขน รวมถึงปัญหาต่างๆ ในประเทศทวีปแอฟริกาก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ไรอันมีส่วนช่วยเหลืออยู่ตลอด อาทิ การไปถ่ายทำสารคดีเรื่องผู้ลี้ภัย Darfur ในประเทศชาด ปี 2005 และการไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกกับองค์กร Enough Project เพื่อไปศึกษาผลกระทบของผู้รอดชีวิตจากสงครามในประเทศ

     

แต่ถ้าต้องเดาบทบาทที่ไรอันชื่นชอบที่สุดตลอดชีวิต ก็คือบทพ่อของลูกสาว 2 คน เอสเมอรัลดา อแมดา กอสลิง และอแมดา ลี กอสลิง ในชีวิตจริงของเขากับคู่ชีวิต อีวา เมนเดส นักแสดงสาวเชื้อสายคิวบา

     

ไรอันกับอีวาถือได้ว่าเป็นคู่ดาราฮอลลีวูดที่มีความส่วนตัวสูงสุดในวงการก็ว่าได้ เสิร์ชใน Google เราจะไม่เห็นรูปที่ครอบครัวนี้ถ่ายลงนิตยสารหรือลงในอินสตาแกรมตัวเอง (มีแต่รูปของเหล่าปาปารัซซีที่ไปแอบถ่ายลูกๆ) ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง เพราะในสมัยนี้ดาราเซเลบต่างมาร์เก็ตติ้งลูกตัวเองกันตั้งแต่ก่อนเกิด และทำเงินกันมหาศาล เห็นได้ตั้งแต่ แอนเจลินา โจลี กับ แบรด พิตต์ จนถึง บียอนเซ่ และ เจย์-ซี ที่เป็นเจ้าแม่การโปรโมตช่องทางอินสตาแกรม

     

แน่นอนว่าไรอันกับอีวาเป็นคนของประชาชน แต่ถ้ามองจริงๆ การที่พวกเขาเลือกที่จะไม่โปรโมตลูกตัวเองก็เหมือนเป็นการให้เกียรติลูกๆ เพราะเขาไม่ได้เลือกเกิดเป็นดารา และเขาก็ควรมีสิทธิ์เลือกเหมือนมนุษย์ทุกคนว่าอยากหรือไม่อยากออกสื่อ ซึ่งเราเชื่อว่าพอลูกๆ ของพวกเขาโตขึ้น และถ้าอยากทำงานวงการบันเทิง เราก็คงจะได้เห็นพวกเขาในที่สุด

     

สิ่งที่ทำให้ไรอันได้รับความนิยมมาโดยตลอด คือ เขาเป็นนักแสดงที่มีเปลือกหลายชั้นและผ่านช่วงชีวิตมาหลากหลายเหมือนมนุษย์ทุกคน ไรอันมีทั้งความแข็ง ตลก นุ่มนวล เซนซิทีฟอยู่ในตัว นั่นทำให้เขาเป็นนักแสดงที่ทำให้คนดูไม่เบื่อ และคิดล่วงหน้าไม่ได้ว่าจะเล่นบทอะไร

     

ในเดือนตุลาคมปีหน้า เราจะได้เห็นไรอัน กอสลิง ในหนังเรื่อง First Man ที่กำกับโดยเดเมียน ชาเซลล์ ผู้กำกับจาก La La Land หนังเล่าเรื่องราวการเดินทางไปดวงจันทร์ครั้งแรกของ นีล อาร์มสตรอง นักบินอวกาศนาซาในยุค 60s นี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ที่ช่วยส่งให้ไรอันโดดเด่นยิ่งขึ้นในอุตสาหกรรมฮอลลีวูด และเราก็น่าจะได้เห็น meme ต่างๆ ผุดขึ้นมาเป็นว่าเล่นว่า ‘Thank God for Ryan Gosling’

 

อ้างอิง:

The post Ryan Gosling กับการสร้างนิยามใหม่ของนักแสดงฮอลลีวูดที่ไม่ขอเดินตามใคร appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/ryan-gosling/feed/ 0
รหัสนัยของความแพง https://thestandard.co/bitchtalk-valuation/ https://thestandard.co/bitchtalk-valuation/#respond Fri, 22 Sep 2017 07:53:09 +0000 https://thestandard.co/?p=29137

       น้องปอยเล่าถึงเหตุการณ์ที่เป […]

The post รหัสนัยของความแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

     น้องปอยเล่าถึงเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนว่า วันหนึ่งเธอไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ที่เป็นมหาเศรษฐีของฮ่องกง วันนั้นเธอหิ้วกระเป๋าหนังจระเข้ไป แต่เพื่อนๆ ที่เป็นมหาเศรษฐีพากันหิ้วกระเป๋าผ้าลดโลกร้อน รักสิ่งแวดล้อม ทั้งที่พวกเพื่อนๆ รวยกว่าปอยไม่รู้กี่เท่า แล้วเธอถือกระเป๋าหนังจระเข้ไป มันดูเหมือนเราจนแล้วพยายามรวย เราเห็นเพื่อนเราที่รวยๆ เขาไม่ได้พยายามจะโชว์เลย ปอยเลยรู้สึก ช่วงหลังเลยเริ่มต้นที่จะไม่ถือก่อน เพื่อจะทำให้เขามองว่าเราไม่ได้อวดรวย แต่จากนั้นพอเราชิน เราก็จะรู้สึกว่า เราไม่ถือก็ได้ ก็ประหยัดเงินไปได้เยอะมาก

     “ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า พวกหนังแท้เราไม่ถือดีกว่า ตอนนี้ถือกระเป๋าที่ไม่ต้องฆ่าสัตว์ แม้แต่การแต่งตัวก็เปลี่ยน แต่งตัวง่ายๆ ไม่คิดเยอะค่ะ”

ที่มา: “ปอย ตรีชฎา” เล่าเหตุการณ์จุดเปลี่ยนชีวิตติดหรู เห็น.. เลิกหิ้วเลยกระเป๋าแบรนด์เนม!

 

     ใครๆ ก็รู้ว่าบ้านไม่ใช่แค่ที่คุ้มกะลาหัว เสื้อผ้าไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องผิวหนังเราจากความร้อน ความเย็น หรือแสงแดด กระเป๋าไม่ได้มีไว้แค่ใส่ของ กาแฟไม่ได้มีไว้เพื่อเสพกาเฟอีน รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ไม่ได้เป็นแค่ยานพาหนะ ต่างๆ เหล่านี้ทำหน้าที่สื่อสารกับสังคมรอบๆ ตัวเราว่าเราเป็นใคร และเราอยากให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นใครด้วย

     การถอดรหัสการบริโภคมีทั้งที่เป็นสมการชั้นเดียว เช่น ใช้กระเป๋าแบรนด์เนม เท่ากับไฮโซ เท่ากับรวย เท่ากับมีรสนิยม (?)

     แต่การถอดรหัสนั้นซับซ้อนและมีหลายชุด ขึ้นอยู่กับสถานะทางเศรษฐกิจ-สังคมของตัวเราและผู้คนที่เราอยาก associate (ข้องแวะ เกี่ยวพัน) ด้วย

 

     กรณีที่คลาสสิกมากในสังคมไทยคือวิวาทะเรื่อง สตาร์บัคส์

     รหัสชุดที่ 1: ดื่มสตาร์บัคส์ = รวย เก๋ มีรสนิยม

     รหัสการต่อต้านชุดที่ 1.1: ดื่มสตาร์บัคส์แล้วถ่ายรูป = การอวดรวย น่าหมั่นไส้  

     รหัสการต่อต้านชุดที่ 1.2: ถ้างดดื่มสตาร์บัคส์ ในหนึ่งเดือนจะเก็บเงินได้ 5,000 บาท (สมมติ) ปีหนึ่งจะเก็บเงินได้เท่าไร

     รหัสชุดที่ 2: จะบ้าเหรอ กินสตาร์บัคส์แล้วอวด มันอวดได้ด้วยเหรอ? ใครเขากินกาแฟร้านแฟรนไชส์แล้วอวด บ้าหรือเปล่า?

     รหัสต่อต้านชุดที่ 2.1: คนที่นิยามตนเองว่าศิวิไลซ์ทางรสนิยมกลุ่มหนึ่ง นั่งอยู่หน้ากาแฟดริปในร้านกาแฟเล็กๆ ที่บาริสตาหยิ่งและดุร้ายเหลือกำลัง แถมยังทำตัวเป็นกาแฟฟาสซิสต์ เช็กความถูกต้องของการกินกาแฟ สิ่งนี้ห้ามใส่น้ำตาล สิ่งนี้ห้ามใส่นม สิ่งนี้ห้ามใส่น้ำแข็ง ต้องจดจำชื่อกาแฟ ประเทศที่ปลูกต่อไปอีก จึงจะได้รับการต้อนรับเข้าสู่สมาคมกาแฟที่แท้ทรู

     รหัสต่อต้านชุดที่ 2.2: อีเหี้ย อีดัดจริต อยากแดกอะไรก็แดก กูจะแดกคาปูฯ นมข้น ใส่น้ำแข็งก็เรื่องของกู กูจะถ่ายรูปอวดกี่รูปก็เรื่องของกู อย่าเสือก

 

     นี่แค่กาแฟนะ ยังมีการเข้ารหัสตั้งหลายชุด ขึ้นอยู่กับ ‘ชนชั้น’ ของพวกเขา

     นักสังคมวิทยาอย่าง บูร์ดิเยอ อธิบายความยอกย้อนของการบริโภคกับชนชั้นไว้น่าสนใจและเป็นสิ่งที่นักการตลาดนำมาปรับใช้ในการทำการตลาดและโฆษณาด้วย เช่น นักธุรกิจที่มีเงินมากๆ อาจบริโภคไวน์ที่แพงที่สุด ผู้ดีเก่าอาจมีไร่ไวน์ และโรงบ่มไวน์ของครอบครัว มีไวน์ที่ทำเพื่อกินกันเองในหมู่มวลสมาชิก ไม่มีขายให้คนภายนอก ส่วนชนชั้นแรงงานก็บริโภคไวน์ราคาถูก ส่วนปัญญาชนนั้นถือเป็นผู้ยากจนทางการเงิน แต่รุ่มรวยด้วยความรู้และความดัดจริตทางวัฒนธรรม อ่านมาก รู้มาก  พวกนี้จะเลือกไวน์ออร์แกนิก มีเรื่องราว มีความเป็นแฟร์เทรด ช่วยโลก ช่วยสังคม ช่วยประเทศโลกที่สามและผู้ลี้ภัย ต่อต้านบรรษัทข้ามชาติหรืออะไรก็ว่าไป การบริโภคที่มีสัญญะทาง ‘ชนชั้น’ เช่นนี้จึงเหมือนเกมวิ่งไล่จับกัน

     คนที่ไม่ต้องวิ่งไล่จับใครเลยคือคนที่รวยมากๆๆๆ และเป็นเงินเก่า หรือ old money ที่มีทุนทางวัฒนธรรมอยู่เต็มเปี่ยม กับคนที่จนมากๆๆๆ หรือชนชั้นล่างไปเลย ที่ไม่ ‘give a shit’ (ไม่แยแส) กับสัญญะ bullshit อะไรเหรอ? แถมยังเหยียดหยามทั้งคนรวยเก่า ใหม่ ปัญญาชน คนชั้นกลาง พร้อมสรรพ

     คนที่อยู่ในเกมวิ่งไล่จับคือชนชั้นกลาง เพราะชนชั้นกลางเป็นชนชั้นเดียวที่ไม่มี วัฒนธรรมเป็นของตนเอง เนื่องจากเป็นชนชั้นเกิดใหม่ การกินอยู่ แต่งตัว ไลฟ์สไตล์จึงต้องการแบบแผน หรือแนวทางให้ลอกเลียนแบบ

     ดังนั้น สิ่งที่ชนชั้นกลางทำมาโดยตลอดเมื่อเริ่มมีเงินมีทองกับเขาบ้างคือ เลียนแบบวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และมารยาทของชนชั้นสูง แต่ก็ทำได้แค่เพียงไกลๆ และจากจินตนาการ เพราะเอาเข้าจริงๆ ในชีวิตของชนชั้นกลางก็ไม่มีวันได้แผ้วพานไปสัมผัสกับชนชั้นสูงจริงๆ จึงอาศัยอ่านและดูจากรูปภาพ หรือหนัง ละคร อะไรไปตามเรื่อง

     นิตยสารไลฟ์สไตล์ทั้งหมดตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นมาก็คือตัวกลางที่ช่วยชนชั้นกลางสร้าง ‘สไตล์’ การกินอยู่ เป็นเหมือนครูและโค้ช จึงไม่ต้องแปลกใจว่าในยุคต้นของนิตยสารนั้นจะมีการไปถ่ายบ้าน ถ่ายคฤหาสน์ใครต่อใครที่ร่ำรวยมาก ไปบ้านท่านเคานต์ ท่านเอิร์ล ไปดูไร่ ดูสวน ไปดูเขาล่าสัตว์ ซึ่งนิตยสารพวกนี้ ‘ชนชั้นสูง’ ไม่อ่าน แต่ทำออกมาให้ชนชั้นกลางดูเพื่อเป็นแรงบันดาลใจและลอกเลียนแบบตามอัตภาพของตนเอง

     เราจึงเห็นชนชั้นกลางที่พอมีสตางค์จับลูกขี่ม้า หรืออะไรตามที่เห็น ‘ผู้ดีเก่า’ เขาทำกันในคฤหาสน์ และ ‘ป่า’ ของตระกูล

     สิ่งที่ตามมาคือ ชนชั้นกลางรวยขึ้นเรื่อยๆ เข้าถึงการบริโภคได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ท่านเคานต์ ท่านเอิร์ล Prince of Wales ตัดสูทที่ไหนฉันก็ตามไปตัดได้ทั้งนั้นแหละ ก็มีเงิน

     ทีนี้ พวกผู้ดีเก่า เงินเก่า ก็ต้องเร่งสปีดหนี ไม่อยากเป็นเหมือนชนชั้นกลางที่มากิน มาใช้ มาอยู่เลียนแบบตน และต้องหลีกเร้นการบริโภคของตนเองให้เอ็กซ์คลูซีฟมากขึ้นไปอีก

     ที่ชวนให้ปวดหัวต่อก็คือ ในบรรดาชนชั้นกลางก็ยังมีหลายสเปกตรัม เช่น ชนชั้นกลางที่สามารถเลียนแบบชนชั้นสูงได้อย่างไร้รอยต่อ ไร้ตะเข็บ และมีเงินมากพอจะรักษาไลฟ์สไตล์เช่นนั้นได้ สามารถสร้างเครือข่ายคอนเน็กชันกับชนชั้นสูงได้จริง จนใน ‘รุ่น’ ต่อไปของพวกเขาอาจขยับเป็นชนชั้นสูง ผ่านการสมาคม หรือแม้แต่การแต่งงาน เช่น ครอบครัวของ เคท มิดเดิลตัน

     ชนชั้นกลางที่สถาปนาไลฟ์สไตล์ของตนเองแบบไม่ไปทับไลน์ชนชั้นผู้ดีเก่า old money ใช้เงินซื้อเรือยอร์ช เครื่องบินเจ็ต มีบ้าน 30 ห้องนอน สระว่ายน้ำ 8 สระ รถทำจากทองคำแท้ทั้งคันอะไรก็ว่าไป คนเหล่านี้บางทีก็ถูกเย้ยหยันว่า “มีเงินอย่างเดียวทำไม่ได้นะ ต้องโง่ด้วย”

     อีกสเปกตรัมหนึ่งของชนชั้นกลางคือ พวกที่มองชนชั้นกลางที่มีโถส้วมทองคำล้วนเป็นไอดอล และเข้าใจว่าคนเหล่านี้คือไฮโซ คือผู้ดี คือแลนด์มาร์กแห่งความสำเร็จ และได้รับการยอมรับจากโลกทั้งใบ

     คนชั้นกลางสเปกตรัมนี้ ในกรณีของเมืองไทยอาจวางเป้าหมายในชีวิตของตนเองไว้ที่การมีกระเป๋าแบรนด์เนม เริ่มจาก Louis Vuitton ขยับไป Chanel ขยับไป Hermès ดังนั้น เราจึงเห็น ‘คนชั้นกลาง’ ไทยจำนวนมาก พากันถ่ายรูปตัวเองกับกระเป๋า Hermès ทุกสีทุกรุ่น บ้างเอาวางแวดล้อมตัวเองเป็นวงกลม บ้างก็จับกลุ่มกันไปทำบุญโดยที่ทุกคนหิ้ว Hermès คนละสี จากนั้นก็ถ่ายรูปอัพลงอีก กลายเป็นชนเผ่า Hermès ไป เหมือนใส่เครื่องแบบไปเดินทางไกลในวิชาลูกเสือ

     เกมวิ่งไล่จับก็จะเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อชนชั้นกลางที่ทำการ established มาก่อนจนสั่งสมเครือข่ายและคอนเน็กชันกับ ‘elite’ ได้ครบจบกระบวนแล้ว มาเจอคนชั้นกลางสเปกตรัมล่าสุด พากันเลียนแบบสินค้าโภคทรัพย์ของตนด้วยการกว้านซื้อ Hermès รัวๆ จะเงินสดหรือผ่อนก็ตามแต่ แถมยังมาเลียนแบบเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย อะไรต่อมิอะไร โอ๊ยยย ลมจะใส่

     ชนชั้นกลางกลุ่ม ‘เก่า’ นี้จึงเลิกหิ้ว เลิกใช้ของแบรนด์เนมที่เป็นแบรนด์โฉ่งฉ่าง อันชนชั้นกลาง ‘ใหม่’ เหล่านี้บ้าคลั่งกันเสีย ทำให้เกิดเทรนด์ที่นักการตลาดต้องมานั่งวิจัย เราจะผ่านตาชื่อบทความประมาณ The Rich Don’t Drive the Luxury Sector

     หรือ Which are the luxury brands that the super-wealthy actually wear?

     พวกเขาเริ่มพบว่า ชนชั้นกลาง (เก่า) ที่พยายามหนีชนชั้นกลาง (ใหม่) เริ่มซื้อ ‘ประสบการณ์’ มากกว่า ‘สินค้า’ พวกเขาไม่หิ้วกระเป๋าหนังจระเข้แล้ว หันไปหิ้วถุงผ้าแทน แต่ขณะเดียวกันก็ใช้เงินไปซื้อเครื่องบินเจ็ตและเรือสำราญแทน แถมยังย้ายพอร์ตเรือสำราญของพวกเขาออกจากแถบเมดิเตอร์เรเนียนที่อีพวกชนชั้นกลางใหม่ชักจะมาวอแว หันไปแถวแอนตาร์กติกแทน ซึ่งพวกชนชั้นกลางใหม่ยังตามไม่ทัน

     การกระทำเช่นนี้ทำให้พวกเขาดู ‘ดี’ ดูไม่โอ้อวดความร่ำรวย ดูสมถะ หิ้วถุงผ้าช่วยโลกร้อน ทั้งนี้เพราะความร่ำรวยของพวกเขาถูกนำไปซ่อนไว้ให้ลับตาชนชั้นกลางใหม่ ‘ขี้ลอก’ แถมยังรอดพ้นจากการถูกประณามว่ารวยอยู่ได้ ในท่ามกลางความเหลื่อมล้ำมหาศาลในโลก ไม่ต้องเสี่ยงถูกพวก PETA บ้าๆ บอๆ เอาเลือดมาสาดเสื้อเฟอร์ คนเหล่านี้หันไปโอบกอดเทรนด์รักโลก รักธรรมชาติ แต่ยังกินดีอยู่หรูในโครงสร้างอันรีดนาทาเร้นคนจนเหมือนเดิมนั่นแหละ

     โอ๊ย เอาเรือสำราญไปแอนตาร์กติกแล้วก็ใส่เสื้อยืดย้วย หิ้วถุงผ้า เดินจ่ายตลาดในฟาร์เมอร์มาร์เก็ตเก๋ๆ ไลฟ์สไตล์แบบฝ่าย ‘ซ้าย’ กลายเป็นความคูล ที่สอยเอามาไว้กับตัวง่ายจะตาย

     ถามว่า เกมวิ่งไล่จับแบบนี้ ประเดี๋ยวคนชั้นกลาง (ใหม่) ก็วิ่งไล่ตามได้อีก แล้วเมื่อไรจะหนีพ้น?

     คำตอบคือ เทรนด์นี้เลียนแบบยากนิดหนึ่ง กระเป๋าใบละล้านยังพอไขว่คว้าตามได้ แต่เรือสำราญและแอนตาร์กติกา หรือป่าสักผืนในยุโรปไว้ไปเก็บเห็ดนี่มันคงตามยากจริงๆ

     ไม่นับทุนทางวัฒนธรรมที่ต้องสะสมกันนานพอสมควร เช่น การไปอยู่ในป่า เพื่อล่าสัตว์ เก็บเห็ด ชนชั้นกลางที่มัวแต่ผ่อนกระเป๋าอยู่คง ‘เรียน’ และ ‘เลียน’ ไม่ทัน

     เสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องประดับนานานั้นก็ขยับไปสู่แบรนด์ที่ subtle และอาจผลิตน้อยชิ้นเฉพาะลูกค้าที่ต้องมีการแนะนำกันต่อๆ มาจริงๆ แถมยังแพงเลือดซิบ

     คนชั้นกลาง (ใหม่) ไม่กล้าซื้อของพวกนี้ เพราะมันจะดูเหมือนไม่มีอะไรเลย มันอาจเป็นกระเป๋าหน้าตาพื้นบ้านที่สุด ดูธรรมดาที่สุด ดูไม่มีอะไรที่สุด สำหรับชนชั้นกลาง (ใหม่) ที่ไม่มีเงินเหลือเฟือขนาดนั้น จะอดไม่ได้ที่จะเห็นว่า “เฮ้ยยย มันไม่คุ้มกับราคาเลย กระเป๋าผ้าปุๆ ปะๆ ใบนี้เหรอ ราคานี้เหรอ?” สำคัญกว่านั้นความที่มันถูก ‘ใช้’ ในหมู่คนที่แคบมากๆ ชนชั้นกลางใหม่ที่ยังไม่สามารถคอนเน็กต์กับเครือข่าย  old money ได้ ย่อมมองไม่เห็นฟังก์ชันของกระเป๋าแบบนี้ เพราะหิ้วไป คนรอบๆ ตัวเราก็ไม่มีใครรู้ว่ากระเป๋าใบนี้มันแพง เผลอๆ อาจคิดว่าเป็นกระเป๋าลดโลกร้อน!

     ดังนั้น ชนชั้นกลาง (ใหม่) ยังต้องหิ้วกระเป๋าที่ตะโกนราคาของมันออกมาดังๆ อยู่ดี เพราะไม่มีความฟุ่มเฟือยในชีวิตพอที่จะหิ้วกระเป๋าที่ซ่อนความแพงเอาไว้อย่างมิดชิดสุดจะ subtle เพื่อให้รู้จักกันเฉพาะคนที่ ‘รวยมาก’ ที่เป็น ‘สมาคม’ เดียวกันเท่านั้น

     ไอ้ที่คิดว่าหิ้วกระเป๋าหนังจระเข้แล้วเขาจะเห็นว่าเป็น ‘ชั้น’ เดียวกันนั้นจึงผิดถนัด

 

ภาพประกอบ: Pichamon Wannasan

The post รหัสนัยของความแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/bitchtalk-valuation/feed/ 0