Pep Guardiola Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/pep-guardiola/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 22 May 2026 12:13:15 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เป๊ป กวาร์ดิโอลา จดหมายรักถึงซิตีเซนส์ จากชายผู้เปลี่ยนแมนฯ ซิตี้ ไปตลอดกาล https://thestandard.co/pep-guardiola-man-city-legacy/ Fri, 22 May 2026 12:13:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1210079 ภาพเป๊ป กวาร์ดิโอลา กุนซือแมนเชสเตอร์ ซิตี้

ในโลกฟุตบอลที่หมุนเร็วอย่างบ้าคลั่ง การจะหา ‘ไอคอน’ ที่ […]

The post เป๊ป กวาร์ดิโอลา จดหมายรักถึงซิตีเซนส์ จากชายผู้เปลี่ยนแมนฯ ซิตี้ ไปตลอดกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเป๊ป กวาร์ดิโอลา กุนซือแมนเชสเตอร์ ซิตี้

ในโลกฟุตบอลที่หมุนเร็วอย่างบ้าคลั่ง การจะหา ‘ไอคอน’ ที่เป็นทุกสิ่งอย่างของสโมสรนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ฝั่งสีแดงของแมนเชสเตอร์เคยมี เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ชายผู้เนรมิตอาณาจักรปีศาจแดงให้ยิ่งใหญ่เหนือใครตลอดเกือบ 3 ทศวรรษ

 

แต่หากเราจะถามหาใครสักคนที่เป็นอีกหนึ่งสุดยอดในร่างมนุษย์ของฝั่งสีฟ้า… วันนี้เรามีคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้ว

 

เป๊ป กวาร์ดิโอลา ไม่ได้เป็นเพียงกุนซือที่พา แมนเชสเตอร์ ซิตี คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกจนกลายเป็นกิจวัตร หรือคนแรกที่พาสโมสรไปแตะถ้วยยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก

 

แต่สำหรับชาวซิตีเซนส์ เขาคือคนที่เปลี่ยน ‘จิตวิญญาณ’ ของสโมสร จากทีมที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงเพื่อนบ้านที่น่ารำคาญ ให้กลายเป็นมหาอำนาจลูกหนังที่โลกต้องยอมรับ

 

ถ้าเซอร์อเล็กซ์คือผู้สร้างรากฐานและอำนาจ

 

เป๊ปก็คือคนที่สร้าง ‘ศิลปะ’ และ ‘มาตรฐาน’ ของฟุตบอลในระดับที่ยากจะมีใครเอื้อมถึง โดยเฉพาะตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

 

และในวันที่เขาตัดสินใจเดินออกจากเอติฮัด เรื่องราวสุดท้ายไม่ได้จบลงด้วยน้ำตาแห่งความเศร้า

 

เพราะเป๊ปเลือกจะเฉลิมฉลองให้กับช่วงเวลาที่เขาพูดออกมาจากใจว่า “It has been so f** fun.” (แม่งโคตรสนุกเลย)

 

เขาเริ่มบทสนทนาสุดท้ายด้วยรอยยิ้ม พร้อมเล่าถึงวันแรกที่ได้สัมภาษณ์กับ โนล แกลลาเกอร์ พี่ใหญ่แห่งวง Oasis พร้อมความรู้สึกที่หยั่งรากลึกลงไปในอิฐทุกก้อนของเมืองแมนเชสเตอร์ เมืองที่ถูกสร้างขึ้นจากการทำงานหนัก จากการต่อสู้ และจากจิตวิญญาณของคนงานในโรงงาน

 

“อย่าถามเหตุผลที่ผมไปเลยครับ” เป๊ปกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งแต่หนักแน่น

 

“มันไม่มีเหตุผลหรอก แต่ลึกๆ ข้างใน ผมรู้ว่ามันถึงเวลาของผมแล้ว ไม่มีสิ่งใดนิรันดร์ ถ้ามี…ผมก็คงจะอยู่ตรงนี้ต่อไป แต่สิ่งที่จะเป็นนิรันดร์คือความรู้สึก ผู้คน ความทรงจำ และความรักที่ผมมีให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้”

 

เขาเล่าถึงความเจ็บปวดในวันที่เสียคุณแม่ไปในช่วงโควิด-19 และการได้รับการโอบกอดจากแฟนบอลและสโมสรที่พยุงเขาให้ผ่านช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุด รวมถึงเหตุการณ์ที่เมืองนี้แสดงให้เห็นว่า ความแข็งแกร่งที่แท้จริงหน้าตาเป็นอย่างไรในวันที่เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดที่แมนเชสเตอร์ อารีน่า

 

ในความรู้สึกของเป๊ป เขารู้สึกว่านี่ไม่ได้เป็นการลาแค่สโมสร แต่มันเหมือนเขากำลังลาบ้านหลังที่สองของเขา

 

“สุภาพบุรุษและสุภาพสตรี… ขอบคุณที่ไว้ใจผม ขอบคุณที่ผลักดันผม และขอบคุณที่รักผม”

 

ก่อนทิ้งท้ายด้วยอารมณ์ขันและชั้นเชิงในสไตล์ของเขาว่า “โนล… ฉันคิดถูกว่ะ แม่งโคตรสนุกเลย!”

 

 

ขอบคุณวิดีโอ: mancity / instagram

 

 

ภาพเป๊ป กวาร์ดิโอลา กุนซือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1ภาพเป๊ป กวาร์ดิโอลา กุนซือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2ภาพเป๊ป กวาร์ดิโอลา กุนซือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3

The post เป๊ป กวาร์ดิโอลา จดหมายรักถึงซิตีเซนส์ จากชายผู้เปลี่ยนแมนฯ ซิตี้ ไปตลอดกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
34 ปี พรีเมียร์ลีก กับ 13 กุนซือผู้พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก https://thestandard.co/premier-league-13-championship-managers/ Thu, 21 May 2026 11:25:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1209785 ภาพปกแสดงกุนซือ 3 คนที่เคยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก

นับตั้งแต่การก่อตั้งพรีเมียร์ลีกในปี 1992 ผ่านมาแล้ว 34 […]

The post 34 ปี พรีเมียร์ลีก กับ 13 กุนซือผู้พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกแสดงกุนซือ 3 คนที่เคยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก

นับตั้งแต่การก่อตั้งพรีเมียร์ลีกในปี 1992 ผ่านมาแล้ว 34 ฤดูกาล แต่มีเพียง 7 สโมสรเท่านั้นที่สามารถก้าวขึ้นครองแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษได้สำเร็จ

 

และยิ่งไปกว่านั้น คือมีกุนซือเพียง 13 คนในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ที่เคยพาทีมชูถ้วยแชมป์ได้

 

ภาพปกแสดงกุนซือ 3 คนที่เคยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 1ภาพปกแสดงกุนซือ 3 คนที่เคยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2ภาพปกแสดงกุนซือ 3 คนที่เคยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3ภาพปกแสดงกุนซือ 3 คนที่เคยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 4ภาพปกแสดงกุนซือ 3 คนที่เคยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5ภาพปกแสดงกุนซือ 3 คนที่เคยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 6ภาพปกแสดงกุนซือ 3 คนที่เคยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 7ภาพปกแสดงกุนซือ 3 คนที่เคยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 8ภาพปกแสดงกุนซือ 3 คนที่เคยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 9ภาพปกแสดงกุนซือ 3 คนที่เคยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 10ภาพปกแสดงกุนซือ 3 คนที่เคยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 11ภาพปกแสดงกุนซือ 3 คนที่เคยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 12ภาพปกแสดงกุนซือ 3 คนที่เคยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 13

The post 34 ปี พรีเมียร์ลีก กับ 13 กุนซือผู้พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถ้ามันจะเป็น ‘สัปดาห์สุดท้าย’ ของเป๊บ กวาร์ดิโอลา ที่แมนฯ ซิตี? https://thestandard.co/pep-guardiola-man-city-last-week/ Mon, 18 May 2026 07:24:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1208437 เป๊บ กวาร์ดิโอลา กุนซือ แมนเชสเตอร์ ซิตี ยืนอยู่ข้างสนามฟุตบอล

ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หนึ่งในคำถามที่ถูกถามกับ เป๊ […]

The post ถ้ามันจะเป็น ‘สัปดาห์สุดท้าย’ ของเป๊บ กวาร์ดิโอลา ที่แมนฯ ซิตี? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เป๊บ กวาร์ดิโอลา กุนซือ แมนเชสเตอร์ ซิตี ยืนอยู่ข้างสนามฟุตบอล

ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หนึ่งในคำถามที่ถูกถามกับ เป๊บ กวาร์ดิโอลา มากที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่องอนาคตของเขากับแมนฯ ซิตี

 

แต่ยิ่งถูกถามมากเท่าไร คำตอบของเป๊บกลับยิ่งคลุมเครือมากขึ้นเท่านั้น

 

หลังพาแมนเชสเตอร์ ซิตี คว้าแชมป์ FA Cup สมัยล่าสุด พร้อมเป็นแชมป์ที่ 20 ในรอบ 10 ปีของตัวเอง นักข่าวถามตรงๆ ว่า “คุณจะไม่ไปไหนใช่ไหม?”

 

เป๊บทำหน้างง ก่อนตอบสั้นๆ ว่า “ข่าวลือเหรอ?” แล้วเดินออกจากบทสัมภาษณ์ทันที

 

มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาตอบแบบนี้

 

ก่อนเกมนัดชิงหนึ่งวัน เขาเพิ่งถูกถามว่า นี่จะเป็นเกมสุดท้ายที่เวมบลีย์ในฐานะกุนซือแมนฯ ซิตี หรือไม่

 

คำตอบคือ “ผมยังเหลือสัญญาอีก 1 ปี”

 

ฟังดูเหมือนคำตอบปกติ แต่สีหน้าและน้ำเสียงของเป๊บ กลับเหมือนคนที่กำลัง “เล่นกับคำถาม” มากกว่าจะปิดประตูข่าวลือจริงๆ

 

และนั่นทำให้ช่วงเวลานี้ กลายเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่แฟนแมนฯ ซิตี เริ่มรู้สึกจริงจังกับคำถามว่า…นี่อาจเป็น “สัปดาห์สุดท้าย” ของเป๊บ กวาร์ดิโอลา ที่แมนเชสเตอร์จริงหรือเปล่า?

 

รายงานจากหลายสื่อในอังกฤษเริ่มไปในทิศทางเดียวกันว่า ภายในสโมสรมีการเตรียมแผนบางอย่างเอาไว้แล้ว หากเป๊บตัดสินใจอำลาทีมหลังจบฤดูกาลนี้

 

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า ซิตีเคยติดต่อ เอนโซ มาเรสกา อดีตมือขวาของเป๊บ เพื่อเตรียมเป็นหนึ่งในตัวเลือกหากเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นจริง

 

แม้สโมสรจะยังยืนยันว่า “ยังไม่มีการตัดสินใจอย่างเป็นทางการ” และทุกอย่างยังทำงานบนสมมติฐานว่าเป๊บจะอยู่ต่อ..

 

แต่อีกด้านหนึ่ง หลายคนภายในสโมสรเริ่มเตรียมใจกับความเป็นไปได้ที่เขาอาจเลือกอำลาทีม โดยเฉพาะภาษากายและท่าทีของกุนซือวัย 55 ปี หลังคว้าแชมป์ FA Cup ที่หลายช่วงเวลาชวนให้รู้สึกว่า เขากำลังค่อยๆ ดื่มด่ำกับช่วงเวลาสำคัญบทสุดท้ายของตัวเองกับสโมสรแห่งนี้

 

และอีกหนึ่งในรายละเอียดเล็กๆ ที่ถูกพูดถึงมาก คือการอำลาทีมของ โลเรนโซ บูเอนาเวนตูรา ฟิตเนสโค้ชคู่ใจและเพื่อนสนิทของเป๊บ ที่อยู่ด้วยกันมายาวนาน ซึ่งบางคนมองว่านี่อาจเป็นอีกสัญญาณหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่

 

คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า เป๊บจะไปไหม? แต่มันอยู่ที่ว่า ถ้าเป๊บตัดสินใจโบกมือลาไปจริง แมนฯ ซิตี จะเป็นยังไงต่อ?

 

เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา นอกจากถ้วยแชมป์ที่คว้ามาเป็นกอบเป็นกำ จนได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของทัพเรือใบสีฟ้า

 

เป๊บได้เปลี่ยนทั้งวัฒนธรรมฟุตบอลของสโมสรไปเยอะมาก ตั้งแต่วิธีการเล่น, มาตรฐานในห้องแต่งตัว, แนวทางพัฒนานักเตะ รวมถึงภาพลักษณ์ของทีมที่กลายเป็นหนึ่งในมหาอำนาจลูกหนังยุโรป

 

20 แชมป์ในรอบทศวรรษ ไม่ได้เกิดจากการมีนักเตะเก่งเพียงอย่างเดียว แต่มันมาจากการสร้างระบบที่แข็งแรงพอจะทำให้ทีมลุ้นทุกแชมป์ได้แทบทุกฤดูกาล

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะมีข่าวลือหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่คนใกล้ตัวเป๊บจำนวนมากกลับเชื่อว่า เขายังลังเล

 

เพราะจริงๆ แล้ว ฤดูกาลนี้คือหนึ่งในซีซันที่เขาภูมิใจกับทีมชุดนี้มาก

 

แมนฯ ซิตี ผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ หลังเสียแกนหลักหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เอแดร์ซอน, ไคล์ วอล์คเกอร์, อิลคาย กุนโดกัน หรือ เควิน เดอ บรอยน์ แต่ทีมยังค่อยๆ พัฒนาตัวเองขึ้นมาได้อีกครั้ง

 

และหนึ่งในภารกิจสำคัญที่สุดของเป๊บในปีนี้ คือการสร้างห้องแต่งตัวใหม่ สร้างผู้นำรุ่นใหม่ รวมถึงสร้างมาตรฐานใหม่ให้ทีมอีกครั้ง ซึ่งว่ากันตามตรงนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขายังรู้สึกผูกพันกับโปรเจกต์นี้อยู่

 

เพราะที่ผ่านมา เป๊บเองก็เคยเกือบอำลาซิตีมาแล้วหลายครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย

 

เมื่อสองปีก่อน เขาเคยวางแผนจะออกจากทีมพร้อม ซิกิ เบกิริสไตน์ แต่สุดท้ายกลับต่อสัญญาใหม่แบบที่แม้แต่คนใกล้ตัวบางคนยังแปลกใจ

 

ดังนั้น ณ ตอนนี้ คงไม่มีใครตอบได้ชัดเจน แม้แต่ตัวเป๊บเอง ว่าสุดท้ายเขาจะเลือกอะไร

 

สิ่งเดียวที่รู้คือ…ถ้าเกมกับแอสตัน วิลลา ในสัปดาห์หน้า กลายเป็นนัดสุดท้ายของเป๊บจริง

 

มันจะกลายเป็นจุดสิ้นสุดของ ‘ยุคสมัย’ อันยิ่งใหญ่ที่สุดบทหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยมือของชายที่ชื่อ ‘เป๊บ กวาร์ดิโอลา’

 

อ้างอิง:

 

The post ถ้ามันจะเป็น ‘สัปดาห์สุดท้าย’ ของเป๊บ กวาร์ดิโอลา ที่แมนฯ ซิตี? appeared first on THE STANDARD.

]]>
แวงซองต์ กอมปานีย์ ผู้พิสูจน์ค่าของความพยายามผ่านผลงาน ลูกศิษย์ที่ดีที่สุดของเป๊ป? https://thestandard.co/vincent-kompany-pep-guardiola-bayern/ Mon, 20 Apr 2026 11:13:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1199284 แวงซองต์ กอมปานีย์ กุนซือสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ขณะคุมทีมฟุตบอล

นอกเหนือจากความสำเร็จอันยิ่งใหญ่มากมายที่เป๊ป กวาร์ดิโอ […]

The post แวงซองต์ กอมปานีย์ ผู้พิสูจน์ค่าของความพยายามผ่านผลงาน ลูกศิษย์ที่ดีที่สุดของเป๊ป? appeared first on THE STANDARD.

]]>
แวงซองต์ กอมปานีย์ กุนซือสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ขณะคุมทีมฟุตบอล

นอกเหนือจากความสำเร็จอันยิ่งใหญ่มากมายที่เป๊ป กวาร์ดิโอลา สามารถทำได้ในฐานะของการเป็นสุดยอดโค้ชแล้ว ก็ยังมีความสำเร็จด้านอื่นที่โลกสมควรยกย่องเช่นกัน

 

นวัตกรรมทางเกมลูกหนังต่างๆที่คิดประดิษฐ์ขึ้น เช่น ฟุตบอลในสไตล์คอนโทรลเกมอย่างสัมบูรณ์ ซึ่งต่อยอดจากฟุตบอลของโยฮัน ครอยฟ์ และแอนเดรีย นิคูเลสคู, การสร้างบทบาทใหม่ของนักเตะอย่าง Inverted full-back และอื่นๆก็ใช่

 

แต่สิ่งที่อาจจะดีงามที่สุดคือการที่ยอดกุนซือชาวคาตาลันหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคตเอาไว้จำนวนไม่น้อย

 

เหล่าศิษย์ของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ซึ่งกลายมาเป็นสุดยอดโค้ชที่ก้าวขึ้นมาเทียบเคียงกับเขามากมายหลายคน อาทิ มิเคล อาร์เตตา, เอ็นโซ มาเรสกา, ชาบี เอร์นานเดซ, ชาบี อลอนโซ, หลุยส์ เอ็นริเก, เอริค เทน ฮาก

 

แต่ในจำนวนนี้คนที่กำลังถูกจับตามองว่าอาจจะมีโอกาสก้าวขึ้นมาแทนที่ได้จริงๆคือ แวงซองต์ กอมปานีย์ ผู้ที่ไม่เพียงพาบาเยิร์น มิวนิคคว้าแชมป์บุนเดสลีกา 2 สมัยติดต่อกัน และมีโอกาสคว้า 3 แชมป์ในฤดูกาลนี้

 

เขายังสร้างทีม ‘เสือใต้’ ให้กลายเป็นหนึ่งในทีมฟุตบอลที่น่าจับตามองมากที่สุดในเวลานี้

 

แวงซองต์ กอมปานีย์ กุนซือสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ขณะคุมทีมฟุตบอล 1

 

บาเยิร์น มิวนิค คว้าแชมป์บุนเดสลีกาสมัยที่ 35 และเป็นแชมป์สมัยที่ 13 จาก 14 ฤดูกาลหลังสุดมาครองได้สำเร็จอย่างงดงามหลังการพลิกสถานการณ์ไล่ถล่มสตุ๊ตการ์ตขาดลอย 4-2 ทั้งๆที่ฤดูกาลยังเหลืออีก 4 นัดด้วยกัน

 

ทีมจากแคว้นบาวาเรียยังสร้างสถิติที่น่าขนลุกด้วยการทำไปแล้วถึง 109 ประตู เฉพาะในบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้ ซึ่งในประวัติศาสตร์แล้วมีเพียงแค่ 2 ครั้งที่มีทีมที่สามารถทำได้เกินกว่า 100 ประตู

 

ครั้งแรกเกิดขึ้นในฤดูกาล 1971/72 ยุคสมัยของผู้ยิ่งใหญ่อย่าง แกร์ด มุลเลอร์, อูลี เฮอเนสส์ และ ‘แดร์ ไกเซอร์’ ฟรานซ์ เบ็คเคนเบาเออร์

 

อีกครั้งไม่นานมานี้ในฤดูกาล 2019/20 ซึ่งฮันซี ฟลิค เข้ามารับช่วงกอบกู้ทีมต่อจากนิโก โควัช และสามารถเปลี่ยนแปลงบาเยิร์นให้กลายเป็นพยัคฆ์ร้ายจอมกระหายประตูได้อย่างมหัศจรรย์ และกลายเป็นทีมชุดที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่คว้า 3 แชมป์ได้ในฤดูกาลเดียว (บุนเดสลีกา, เดเอฟเบ โพคาล และยูเอฟา แชมเปียนส์ ลีก)

 

แต่ในความรู้สึกของใครหลาย บาเยิร์นในยุคปัจจุบันภายใต้การนำของกอมปานีย์ อาจจะเป็นทีมที่ดีกว่าหรือในอีกความหมายคืออาจจะเป็นทีมที่ดีที่สุดตลอดกาลของสโมสรและบุนเดสลีกาก็ว่าได้

 

ความจริงเราพอมองเห็นสัญญาณบางอย่างว่าบาเยิร์นในฤดูกาลนี้จะแตกต่างจากช่วง 3-4 ฤดูกาลก่อนมาตั้งแต่เกมประเดิมสนามฤดูกาลใหม่ 2025/26 ที่พวกเขาไล่ถล่มแอร์เบ ไลป์ซิกขาดลอยถึง 6-0 แล้ว โดยเฉพาะ 3 ประสานในแนวรุก

 

แฮร์รี เคน ทำแฮตทริกได้ในวันนั้น ขณะที่ไมเคิล โอลิเซ และลุยซ์ ดิอาซ ที่เพิ่งได้ตัวมาจากลิเวอร์พูลก็ช่วยกันทำประตูได้ด้วย

 

3 ประสานชุดนี้กลายเป็นทีเด็ดของบาเยิร์นที่ไม่มีใครหยุดได้ โดยในจำนวน 109 ประตูที่ทำได้ในบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้แบ่งเป็นผลงานของ 3 คนนี้ถึง 59 ประตู หรือเกินกว่าครึ่ง และมีเป้าหมายว่าในช่วงที่เหลือก่อนจบฤดูกาลพวกเขาจะยิงให้ได้ถึง 120 ประตู

 

แต่บาเยิร์นของกอมปานีย์ไม่ได้มีดีแค่เรื่องของเกมรุก เกมรับของพวกเขาก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน โดยเสียไปเพียงแค่ 29 ประตูเท่านั้น

 

แม้แต่ในความเห็นของโยชัว คิมมิช คีย์แมนของทีมที่อยู่กับสโมสรมายาวนานก็มีความรู้สึกว่าทีมชุดนี้ไม่ใช่แค่ยอดเยี่ยม

 

มันมีบางอย่างที่ ‘พิเศษ’ กว่านั้น และสิ่งนั้นเกิดขึ้นได้เพราะโค้ชอย่างกอมปานีย์

 

แวงซองต์ กอมปานีย์ กุนซือสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ขณะคุมทีมฟุตบอล 2

 

“ตอนที่ผมย้ายมาเมื่อ 10 ปีก่อนเราก็มีกลุ่มนักเตะที่ยอดเยี่ยมมากอยู่แล้ว เรามีนักเตะระดับโลกมากถึง 23-25 คน” คิมมิชบอกเมื่อเดือนพฤศจิกายน

 

“แต่ในตอนนี้ผมมองเห็นการทำงานร่วมกันของทีม ความสุขที่มีร่วมกันและเล่นเพื่อกันและกัน ผมได้เห็นเรานำหลักการเหล่านี้มาใช้ในสนามด้วย ได้เห็นการที่ใครคนนึงยอมวิ่งเพื่อเพื่อนอีกคนนึง สิ่งเหล่านี้มันคือสิ่งที่พิเศษ”

 

คิมมิชบอกอีกว่า “มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยนัก มันต่างจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในตอนนั้นเรายังมีอีโก้ในทีมมากกว่านี้”

 

สำหรับสโมสรอย่างบาเยิร์นแล้วคำว่าอีโก้ไม่ใช่คำหยาบคาย ในทางตรงกันข้ามมันคือเรื่องธรรมดาพื้นฐานที่สุดของสโมสรแห่งนี้

 

ด้วยความยิ่งใหญ่และเกรียงไกร ด้วยประวัติศาสตร์และเป้าหมาย ใครก็ตามที่จะได้มาอยู่ที่บาเยิร์น มิวนิค จะต้องเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดเท่านั้น และนั่นทำให้ทุกยุคสมัยพวกเขาจะอุดมไปด้วยกลุ่มนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ทั้งทีมตั้งแต่หลังยันหน้า

 

เรียกว่าอีโก้รวมกันใหญ่เท่าแกแล็กซี่

 

ในยุคสมัยหนึ่งบาเยิร์นเคยได้รับสมญาว่า ‘เอฟซี ฮอลลีวูด” เกิดปัญหาภายในทีม มีความขัดแย้งไม่ลงรอย และบ่อยครั้งที่เรื่องราวมักจบที่หายนะกับการเริ่มต้นสร้างทีมกันใหม่

 

ดังนั้น ‘เรื่องธรรมดา’ ที่คิมมิชบอกอย่างความกลมเกลียว ความเป็นหนึ่งเดียว ความสามัคคี การเล่นเพื่อคนอื่นซึ่งสำหรับสโมสรฟุตบอลแห่งอื่นอาจจะเป็นเรื่องพื้นฐาน สำหรับบาเยิร์นแล้วมันคือ ‘เรื่องพิเศษ’ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ

 

มันคือเครดิตที่ควรปรบมือดังๆให้กับโค้ชอย่างกอมปานีย์ที่รวบรวมทีมที่เต็มไปด้วยอีโก้ให้รวมกันได้อย่างน่ามหัศจรรย์

 

เพียงแต่ความจริงกว่าที่บาเยิร์นจะมาถึงจุดนี้ได้ กุนซือชาวเบลเยี่ยมเองก็ลำบากมาไม่น้อยเหมือนกัน

 

แวงซองต์ กอมปานีย์ กุนซือสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ขณะคุมทีมฟุตบอล 3

 

ย้อนหลังกลับไปในฤดูกาลที่แล้ว (2024/25) ในวันที่บาเยิร์น ต้องตัดสินใจเลือกโค้ชคนใหม่เพื่อแทนที่ของโธมัส ทูเคิลที่ไปกันต่อไม่ได้กับสโมสร พวกเขาสร้างความประหลาดใจด้วยการเลือกโค้ชมือใหม่ที่มีประสบการณ์น้อยมากอย่างกอมปานีย์มาคุมทัพ

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดถึงการที่เบิร์นลีย์ ทีมที่เขาพาขึ้นชั้นมาจากเดอะ แชมเปียนชิพ ต้องกระเด็นตกชั้นภายในฤดูกาลเดียว

 

กุนซือด้อยประสบการณ์จากจากทีมที่ตกชั้นเนี่ยนะ? จากเทิร์ฟ มัวร์สู่อลิอันซ์ อารีนาเนี่ยนะ?

 

แต่บาเยิร์น ยืนยันที่จะกระชากตัวกอมปานีย์มาเป็นนายใหญ่ของพวกเขาโดยจ่ายเงินชดเชยให้กับเบิร์นลีย์ในมูลค่า 10.2 ล้านปอนด์พร้อมกับสัญญา 3 ปีเต็ม ในภารกิจการกอบกู้ทีมที่กำลังตกต่ำที่สุด เสียแชมป์บุนเดสลีกาให้กับไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ทีมชุดมหัศจรรย์ภายใต้การนำของชาบี อลอนโซ

 

ขวบปีแรกของกอมปานีย์กับทีมเบอร์หนึ่งของเยอรมันเต็มไปด้วยอุปสรรค ผลงานของบาเยิร์นแม้จะดีขึ้นและดีพอที่จะทวงแชมป์บุนเดสลีกากลับมาได้อีกครั้งแต่ก็เป็นฤดูกาลที่ลุ่มๆดอนๆน่าผิดหวัง เรียกว่าถ้าเป็นการสอบก็ผ่านแบบ ‘คาบเส้น’

 

กอมปานีย์ในฐานะนายใหญ่ยอมเผชิญกับเสียงวิจารณ์หนักหน่วง เต็มไปด้วยเครืองหมายคำถามในความสามารถของเขา

 

แต่โชคดีสำหรับเขาที่บาเยิร์นยังคงไว้ใจให้ทำงานต่อไป โดยที่เจ้าตัวเองก็เลือกที่จะก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองไป

 

ความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร สิ่งต่างๆที่กอมปานีย์คิดและถ่ายทอดไว้ (บวกกับความช่วยเหลือจากฝ่ายบริหารในการเลือกนักเตะที่กลบจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง) ได้เปลี่ยนบาเยิร์นให้กลายเป็นทีมใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเก่าอย่างมหาศาล

 

กลายเป็น The Best version ในแบบของพวกเขาเอง

 

อย่างที่บอกบาเยิร์น มิวนิคในฤดูกาลนี้ เป็นทีมที่สามารถเปิดเกมรุกบุกได้อย่างสนุกสนาน เร้าใจ เต็มไปด้วยจินตนาการและความสร้างสรรค์ แต่ไม่มีใครเล่นเพื่อตัวเอง ทุกคนเล่นเพื่อกันและกัน

 

วัดกันตามความรู้สึกแล้ว ในเวลานี้พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดของโลก ที่หากจะมีสักทีมที่เทียบเคียงสูสีหน่อยคือปารีส แซงต์-แชร์แมงของหลุยส์ เอ็นริเก ที่จะวัดกันเองในรอบรองชนะเลิศ UCL ที่กำลังจะมาถึงนี้

 

แวงซองต์ กอมปานีย์ กุนซือสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ขณะคุมทีมฟุตบอล 4

 

ความสำเร็จของกอมปานีย์อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนประหลาดใจ

 

แต่สำหรับคนที่รู้จักและเห็นกันมาตลอดอย่างเป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้ที่เคยเป็นเจ้านายในช่วง 3 ฤดูกาลสุดท้ายของอดีตนักเตะทีมชาติเบลเยี่ยมในทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี (2016-2019) เขามองออกมาตั้งนานแล้วว่านี่คือว่าที่โค้ชที่จะยิ่งใหญ่ของวงการ

 

“ผมชื่นชมการทำงานของเขา บุคลิกภาพ และความรู้ความเชี่ยวชาญของเขาอย่างที่สุด” เป๊ปเคยกล่าวไว้ในช่วงที่มีข่าวว่าบาเยิร์นสนใจอยากได้ตัวกอมปานีย์ไปทำงาน “มันไม่สำคัญเลยว่าเบิร์นลีย์ของเขาจะตกชั้นไหม ผมอยากให้บาเยิร์นตัดสินใจให้ดีที่สุด”

 

คำพูดของเป๊ปที่เป็นการการันตีให้ด้วยตัวเอง มีส่วนสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัยต่อการตัดสินใจของบาเยิร์น โดยคาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก หนึ่งในผู้บริหารสูงสุดของสโมสรบอกว่า “เป๊ปช่วยเหลือเราอย่างมาก เขามีแต่คำชื่นชมและความเห็นของเขามีความหมายต่อเราอย่างมาก”

 

ครั้งยังเป็นนักเตะกอมปานีย์ เป็นหนึ่งในกองหลังที่ยอดเยี่ยมที่สุด โดยไม่ได้มีเพียงแค่ความแข็งแกร่ง แต่ยังมีวิสัยทัศน์ในการเล่นที่สูงส่ง มีความเข้าใจเกมสูงมาก และมีประสบการณ์ในการร่วมงานกับสุดยอดโค้ชของโลกมาหลายคน

 

โดยที่เจ้านายทุกคนต่างประทับใจกอมปานีย์ไม่ใช่แค่เพียงความสามารถที่โดดเด่น

 

สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากทุกคนคือความเป็น ‘ผู้นำ’ โดยธรรมชาติ และมากกว่านั้นคือความเป็นนักสู้ที่ซ่อนอยู่ใต้บุคลิกที่เงียบขรึม

 

ความเป็นนักสู้นี้เขาได้มาจากสายเลือดของคุณพ่อ ซึ่งไม่ได้เป็นนักสู้ในสนามฟุตบอล แต่เป็นยอดนักสู้ในสนามการเมือง จากการเป็นนักการเมืองที่ต้องลี้ภัยจากคองโกมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในเบลเยี่ยม ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาบอกเองว่า “ผมได้เรื่องพวกนี้มาจากพ่อ ประสบการณ์ของพ่อมอบความเข้มแข็งให้กับผม”

 

และนั่นอาจมีส่วนทำให้เขาชอบที่จะเป็น ‘ผู้ให้’ สิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคมด้วย ผ่านงานการกุศลต่างๆ

 

สำหรับวิชาความรู้ที่สั่งสมมา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทำงานใกล้ชิดกับเป๊ป มีส่วนอย่างมากในการช่วยกำหนดเส้นทางของกอมปานีย์ เพียงแต่ฟุตบอลในแบบของเขาไม่ได้เป็นฟุตบอลที่ใช้กระดาษลอกลายแล้ววาดตามแบบของเจ้านายเก่าอย่างเดียว

 

กอมปานีย์มีสไตล์ของเขา มีสูตรของเขา มีแนวทางของตัวเองที่ไม่ได้ซ้ำใคร

 

มากกว่านั้นคือเขาเป็น ‘นักเรียน’ ที่ใฝ่รู้ ไม่ใช่แค่เกมในสนาม แต่ครั้งหนึ่งเขาเคยเข้าเรียนหลักสูตร MBA ที่ Manchester Business School และสำเร็จการศึกษาในปี 2017 ด้วย โดยความรู้ที่ได้จากการเรียนครั้งนั้นช่วยทำให้เขาเข้าใจในภาคของการบริหารกิจการสโมสรฟุตบอลมากขึ้น

 

แต่ลึกๆแล้วที่เขายอมไปเรียนนั้น อีกส่วนเป็นเพราะอยากทำให้แม่ – โจเซลีน – ผู้ล่วงลับไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นคนผลักดันให้เขาใฝ่รู้ ใฝ่เรียนให้มากที่สุดได้ภาคภูมิใจอยู่บนฟ้า

 

“แม่ย้ำเตือนกับผมเสมอว่าฟุตบอลมันเป็นแค่เรื่องชั่วคราว ถ้าขาผมหักจะทำอย่างไร? ถ้าผมสูญเสียความสามารถในการล่นไปจะทำอย่างไร? แม่ไม่เคยอยากให้ผมยอมแพ้หรือเลิกฝัน แต่ต้องฉลาดและเลือกเดิมพันให้ถูก”

 

“สิ่งที่แม่อยากบอกคือการศึกษาสำคัญ และเมื่อแม่จากไปแล้วมันยิ่งมีความหมายกับผมมากยิ่งขึ้น ผมอยากจะทำให้แม่ภูมิใจ”

 

นี่คือความลับของคนที่คิดและทำตัวแบบคนธรรมดา แต่สิ่งที่ทำออกมากลายเป็นสิ่งที่พิเศษ

 

สำหรับบาเยิร์น มิวนิค ต้องบอกว่าพวกเขาโชคดีไม่ต่างอะไรจากการเปิดกล่องสุ่มได้ตัวซีเคร็ต หรือเปิดการ์ดวันพีซแล้วได้การ์ดมังงะที่หาได้ยากแสนยาก

 

เพราะกอมปานีย์คือหนึ่งในโค้ชที่ไม่ใช่แค่เก่ง แต่เป็นคนดี ที่มีโอกาสจะกลายเป็นหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่ของโลกฟุตบอลในอนาคต

 

โดยเฉพาะในวันที่ครูของเขาอย่างเป๊ปใกล้ที่จะวางมือ นี่คือคนที่ดูจากผลงานและแนวทางแล้ว มีโอกาสจะก้าวขึ้นมาแทนที่ครูได้เลย

 

และเป๊ปน่าจะภูมิใจด้วย

 

อ้างอิง:

The post แวงซองต์ กอมปานีย์ ผู้พิสูจน์ค่าของความพยายามผ่านผลงาน ลูกศิษย์ที่ดีที่สุดของเป๊ป? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก่อนที่บัลลังก์สีแดงจะว่างเปล่า https://thestandard.co/salah-liverpool-exit-legacy/ Wed, 25 Mar 2026 06:13:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1191077 โมฮัมหมัด ซาลาห์ ในชุดลิเวอร์พูล สะท้อนเรื่องราวการอำลาบัลลังก์สีแดง

ความจริงหากคิดถึงตัวตนและต้นกำเนิด หากจะตั้งยศให้อย่างถ […]

The post ก่อนที่บัลลังก์สีแดงจะว่างเปล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
โมฮัมหมัด ซาลาห์ ในชุดลิเวอร์พูล สะท้อนเรื่องราวการอำลาบัลลังก์สีแดง

ความจริงหากคิดถึงตัวตนและต้นกำเนิด หากจะตั้งยศให้อย่างถูกต้องแล้วบางทีการเรียกเขาว่า ‘ฟาโรห์’ อาจจะถูกต้องมากกว่า

 

และถึงที่นี่จะเป็นเมอร์ซีย์ไซด์ แดนดินของผู้คนที่ไม่ได้อีนังขังขอบกับเรื่องราวของราชวงศ์อังกฤษมากนัก แต่ผู้คนก็ยินดีที่จะขนานนามเขาว่า ‘The Egyptian King’ ราชาชาวอียิปต์ ผู้ได้รับเกียรติให้เป็นราชาคนต่อมาของแอนฟิลด์ต่อจาก ‘King’ เคนนี ดัลกลิช

 

แค่นี้ก็พอที่จะบอกอะไรได้มากมายโดยไม่ต้องเอ่ยเรื่องราวว่าโมฮัมหมัด ซาลาห์ มีความหมายมากแค่ไหนต่อลิเวอร์พูล

 

เพียงแต่การประกาศอำลาทีมหลังสิ้นสุดฤดูกาลของเขา ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นในเวลานี้ ในช่วงเวลาสุกดิบที่หลายอย่างยังคลุมเครือและมีสิ่งที่ต้องทำอีกพอสมควรก่อนจะสิ้นสุดฤดูกาลนี้ เป็นการกระตุกต่อมให้หลายคนได้คิดและทบทวนถึงเรื่องราวของซาลาห์ที่ผ่านมาอีกครั้ง

 

ว่าเราอยากจะจดจำเขาในรูปแบบไหน

 

การบอกรักและบอกลาของซาลาห์ ซึ่งเป็นการประกาศร่วมกันระหว่างตัวของเขาเองและสโมสรในช่วงกลางดึกของคืนวันอังคารที่ผ่านมา (หรือหัวค่ำตามเวลาอังกฤษ) ถือเป็นข่าวใหญ่ที่เซอร์ไพรส์โลกของฟุตบอลอยู่พอสมควร

 

ในวงเล็บว่าความจริงมันก็ไม่ได้ถึงกับเซอร์ไพรส์มากขนาดนั้น เพราะมี ‘สัญญาณ’ หลายอย่างที่บ่งบอกว่าบางทีมันอาจจะถึงเวลาที่เหมาะสมสำหรับซูเปอร์สตาร์ลูกหนังชาวอียิปต์คนนี้แล้ว

 

ซาลาห์แถลงถึงการตัดสินใจ – หรือการตัดใจ – ที่จะอำลาลิเวอร์พูลหลังสิ้นสุดฤดูกาลนี้ โดยที่เห็นร่วมกันกับสโมสรในการที่จะยกเลิกสัญญาที่ยังเหลือจนถึงปี 2027 เอาไว้เพียงแค่นี้

 

ไม่มีพันธะใดๆ ต่อกัน ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยและจะไม่เหนี่ยวรั้งกันไว้ด้วยเรื่องของเงินค่าตัว

 

มองในแง่ของธุรกิจ เรื่องนี้คือดีลในแบบ ‘ข้อตกลงของสุภาพบุรุษ’ (Gentlemen’s agreement) ที่ไม่จำเป็นต้องงัดหลักกฎหมายหรือข้อผูกมัดใดๆ มาให้ปวดหัว คุยกันแบบตรงไปตรงมา ใช้ความรู้สึกและความเป็นสุภาพบุรุษนำ

 

ซาลาห์มองว่าถึงเวลาที่เหมาะสมที่เขาจะต้องไปจากสโมสร และเขาขอเป็นฝ่ายที่จะเลือกเวลาที่จะไปจากสโมสรเอง มากกว่าที่จะปล่อยให้สถานการณ์มาบีบและกำหนดโดยที่เขาอาจจะไม่ได้เต็มใจมากนัก

 

สำหรับลิเวอร์พูลในฐานะต้นสังกัด แม้จะมีสัญญาของซาลาห์ที่ทำกันไว้จนถึงปี 2027 หลังจากเพิ่งต่อสัญญาในช่วงปลายฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งสโมสรมีโอกาสที่จะทำเงินจากการขายเขาออกไปให้กับสโมสรอื่นที่สนใจ แต่ด้วยสิ่งที่นักเตะทำเพื่อทีมตลอด 9 ปีที่ผ่านมา การเปิดทางให้ไปแบบนี้ถือว่าเป็นการบอกลาจากกันด้วยดี

 

ไม่มีอะไรที่ติดค้างต่อกัน

 

โมฮัมหมัด ซาลาห์ ในชุดลิเวอร์พูล สะท้อนเรื่องราวการอำลาบัลลังก์สีแดง 1

 

ในเชิงของการบริหารลิเวอร์พูลจะคล่องตัวมากขึ้น เพราะซาลาห์เป็นผู้เล่นที่ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุดของสโมสรมากกว่า 400,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ โดยไม่นับเงินโบนัสต่างๆ ด้วย เงินจำนวนนี้มหาศาลและสามารถนำไปเล่นแร่แปรธาตุในการลงทุนกับทีมได้อีกมากมาย

 

ยังไม่นับในเรื่องของ ‘อิทธิพล’ (Influence) ที่ซาลาห์มีต่อทีม ซึ่งความสำคัญของเขาสัมพันธ์กับทีมอย่างรุนแรง และเราได้เห็นเรื่องนี้ในการพยายามดร็อปเขาออกจากทีมของอาร์เนอ สลอต ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

 

สิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องนี้คือการที่ทั้งสองฝ่ายยินดีที่จะหาทางออกร่วมกัน มากกว่าจะแตกหักกันซึ่งไม่มีประโยชน์อันใด

 

ในอดีตเคยมีหลายสโมสรที่ประสบปัญหาในรูปแบบคล้ายคลึงกัน นักฟุตบอลยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเอาลงได้ง่าย และบทสรุปสุดท้ายคือความเจ็บปวด

 

ซาลาห์ตระหนักในเรื่องนี้ และเขารู้ตัวดีว่าหากอยู่ต่อไปนานกว่านี้ ทุกสิ่งดีๆ ที่เคยทำมาอาจจะถูกลดทอนลงไปจนแทบไม่เหลืออะไรให้จดจำ

 

ความงดงามที่สุดของความรักคือการรู้จักที่จะปล่อยมือ เพื่อให้อีกฝ่ายได้เดินต่อไปข้างหน้า

 

เขาเลือกที่จะทำแบบนี้

 

และเพราะการเลือกแบบนี้ของซาลาห์ มันจึงทำให้เขาคู่ควรที่จะได้รับความรักตอบแทนกลับมาจากแฟนบอลที่เขารักเช่นกัน

 

โมฮัมหมัด ซาลาห์ ในชุดลิเวอร์พูล สะท้อนเรื่องราวการอำลาบัลลังก์สีแดง 2

 

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาซาลาห์ เผชิญกับกระแสวิจารณ์อย่างรุนแรง ด้วยผลงานของเขาตกต่ำลงแบบน่าใจหาย เฉพาะในฤดูกาลนี้ผลประกอบการของเขาเหลือเพียงแค่การทำได้ 10 ประตูและอีก 9 แอสซิสต์ ซึ่งแม้เทียบกับนักเตะคนอื่นมันจะเป็นผลงานที่ดีมากแล้ว แต่สำหรับคนที่เคยทำได้ดีกว่านี้มาก มันเป็นตัวเลขที่สะท้อนความจริงของชีวิต

 

ว่าแม้แต่ราชาชาวอียิปต์ผู้ที่เป็นบุคคลต้นแบบในเรื่องของความเป็นมืออาชีพ ดูแลร่างกายและเตรียมจิตใจของตัวเองเอาไว้อย่างดีที่สุดตลอดอาชีพการค้าแข้ง เขาเองก็หนีวงล้อของชีวิตที่ร่างกายย่อมเสื่อมตามกาลเวลาไม่พ้น

 

ไม่ใช่แค่ความเร็วและพละกำลังที่ลดลง

 

ผมขาวที่แซมขึ้นมา ผมที่เคยหนากลับบางลงไป รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า

 

ซาลาห์ต้องพบเจอความจริงของชีวิตในทุกนัดที่ลงสนามในฤดูกาลนี้ และในระยะหลังสิ่งที่เขาทำคือการส่ายหน้าที่ไม่ได้แปลว่าไม่เห็นด้วย แต่เป็นการยอมรับความจริงว่าเขาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว และนั่นคือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลงานของลิเวอร์พูลตกลง

 

เพราะที่ผ่านมาพวกเขามีคนที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงผลการแข่งขันให้กับทีมได้เสมอ

 

เมื่อซาลาห์ไม่สามารถทำแบบนั้นได้อีกแล้ว ลิเวอร์พูลก็เจอกับความจริงที่ยากจะยอมรับได้เช่นเดียวกันว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้เป็นทีมที่ดีขนาดนั้น เพราะสุดท้ายคนที่เป็นคนแบก เป็นคนตัดสินทุกอย่างให้กับทีมก็คือนักเตะหมายเลข 11 ที่ดูเล่นเห็นแก่ตัวและอีโก้สูงคนนี้

 

คนที่ถูกซื้อตัวมาร่วมทีม ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นตัวเลือกแรกด้วยซ้ำไป

 

โมฮัมหมัด ซาลาห์ ในชุดลิเวอร์พูล สะท้อนเรื่องราวการอำลาบัลลังก์สีแดง 3

 

ย้อนกลับไปในปี 2017 ลิเวอร์พูลกำลังมองหาผู้เล่นแนวรุกที่จะเข้ามาเสริมกำลังของทีม หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับการได้ตัวซาดิโอ มาเน มาเล่นร่วมกับโรแบร์โต เฟียร์มิโน

 

คนที่พวกเขาหมายตาก่อนและเป็นคนที่เยอร์เกน คล็อปป์อยากได้คือ ยูเลียน บรันดท์ ดาวเด่นจากบุนเดสลีกา แต่ความพยายามของทีมวิเคราะห์หลังบ้านทำให้สุดท้ายซาลาห์ถูกผลักดันขึ้นมาจนเจรจาคว้าตัวมาจากโรมาได้สำเร็จด้วยเงินค่าตัวไม่มากไม่มาย 34.3 ล้านปอนด์

 

โดยที่เดอะ ค็อปทั่วโลกไม่มั่นใจนัก เพราะซาลาห์ ซึ่งเคยมีข่าวเชื่อมโยงกับลิเวอร์พูลมีช่วงเวลาที่ล้มเหลวกับเชลซีมาก่อน

 

ไม่มีใครรู้ในเวลานั้นว่าลิเวอร์พูลกำลังจะถูกหวยรางวัลใหญ่

 

ซาลาห์สร้างปรากฏการณ์ในฤดูกาล 2017/18 ด้วยการทำคนเดียว 44 ประตู และเป็นองค์ประกอบสุดท้ายที่ของ ‘SMF’ 3 ประสานในแนวรุกที่เร็วและอันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์แอนฟิลด์ ความเร็วจัดจ้านของเขาเข้ากันได้ดีกับความดิบและแกร่งของมาเน และมันสมองกับเซนส์ฟุตบอลของเฟียร์มิโน

 

ปีนั้นเขาพาลิเวอร์พูลไปไกลถึงการเข้าชิงแชมเปียนส์ ลีก แม้จะจบลงแบบเจ็บปวดเพราะถูกเซร์จิโอ รามอส เล่นงานจนเจ็บไหล่ต้องเปลี่ยนตัวออกมาทั้งน้ำตา สุดท้ายทีมพ่ายแพ้ด้วย

 

หลายคนปรามาสว่าซาลาห์จะเป็น ‘One season wonder’ หรือความมหัศจรรย์ชั่วคราวเพียงฤดูกาลเดียวเหมือนนักเตะดาวดังในอดีตหลายคน แต่เขาแสดงให้เห็นว่าความมหัศจรรย์นั้นไม่ได้เป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ

 

ฤดูกาลแล้วฤดูกาลเล่าที่เขาสำแดงเดชให้เห็นว่านี่คือของจริง

 

ซาลาห์ เป็นผู้เล่นในแบบ Wing-forward ที่ดีที่สุดของโลก ที่อาจจะไม่ได้มีลีลาหรือการเล่นหวือหวาในทุกนัดที่ลงสนาม แต่เขาสร้างโอกาสและทำประตูให้กับทีมได้ เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีผลประกอบการสูงที่สุดของโลกในทศวรรษที่ผ่านมา

 

แต่ความมหัศจรรย์ที่สุดของเขาคือการที่พร้อมจะลงสนามเสมอ (Availability) ตลอด 9 ปีที่ในแอนฟิลด์แทบจะไม่มีอาการบาดเจ็บเลย ร่างกายฟิตพร้อมที่จะลงเล่นแทบตลอดทั้งเกมได้ทุกนัด จนเป็นการการันตีตำแหน่งไปโดยปริยาย

 

ในรายชื่อของทีมจะมีซาลาห์เสมอ คือสิ่งที่คุ้นชิน

 

 

9 ปีที่ผ่านมาซาลาห์ยังทำหน้าที่ในฐานะความหวังของทีมได้อย่างยอดเยี่ยม ในแบบที่คนไม่เคยแบกความคาดหวังมาก่อนย่อมยากจะเข้าใจว่าสิ่งนี้มันยากและหนักหนาสักแค่ไหน

 

ประตูสำคัญมากมายเกิดขึ้นจากเขา

 

โดยเฉพาะประตูในเกมแดงเดือด ที่เขาได้บอลเปิดยาวจากอลีซง เบ็คเกอร์ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บก่อนจะลากเดี่ยวเข้าไปยิงผ่านดาวิด เด แฮ ให้ลิเวอร์พูลชนะ 2-0

 

มันคือประตูที่ทำให้เดอะ ค็อปในแอนฟิลด์ได้ร้องเพลง “We’re gonna win the league” กันเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี

 

ซาลาห์ยังมีประตูระดับสุดยอดอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการลากเลาะแนวรับไปแบบดื้อๆ หลายครั้ง เช่นในเกมกับเอฟเวอร์ตัน, สเปอร์ส, วัตฟอร์ด

 

หรือแม้แต่แมนเชสเตอร์ ซิตี ในช่วงเวลาที่เป๊ป กวา์ดิโอลา ขันเกมรับมาแน่นหนาเป็นพิเศษ แต่เขาก็แหวกฝ่าดงนักเตะสุดยอดของคู่แข่งเข้าไปยิงได้อย่างสุดมหัศจรรย์

 

ต่อให้ไม่ได้ลงสนาม เขาก็เป็นแรงบันดาลใจของทีมได้เหมือนการใส่เสื้อที่มีข้อความ ’Never Give Up’ ในเกมกับบาร์เซโลนา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเกมสำคัญในความทรงจำของยุคสมัยที่ผ่านมา

 

รวมถึงในฤดูกาลที่แล้วที่ซาลาห์ตั้งใจที่สุดในการที่จะพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้อีกสักสมัย

 

ไม่ใช่เพียงเพื่อการเฉลิมฉลองด้วยกันอีกสักครั้ง แต่เพื่อ ‘ส่งต่อ’ สิ่งสำคัญให้กับคนรุ่นต่อไป

 

หัวใจของคนที่จะได้ชัยชนะ มันต้องใหญ่แบบนี้

 

การจากลาของซาลาห์ ในทางหนึ่งจึงเป็นความสูญเสียที่แอบน่าเศร้า

 

นักฟุตบอลระดับนี้ ถ้างดงามที่สุดควรได้อยู่กับสโมสรจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตการเล่น

 

แต่เพราะเกมฟุตบอลสมัยใหม่ เรื่องความภักดีสุดหัวใจเป็นเรื่องยาก การตัดสินใจและตัดใจบอกลากันวันนี้เป็นการส่งต่อความปรารถนาดีอย่างที่สุดให้แก่กัน

 

คุณไปเริ่มต้นยุคใหม่เถอะ ผมจะไปตามทางของผม

 

แล้วเรามาทำช่วงเวลาที่เหลือให้ดีที่สุดไปด้วยกัน

 

ซาลาห์อยากบอกแบบนี้และอยากทำแบบนี้ เพื่อเป็นการบอกรักและบอกลากันเป็นครั้งสุดท้าย

 

สิ่งที่เดอะ ค็อปจะทำได้ดีที่สุดคือร้องเพลงของเขาให้ดังที่สุดไปจนถึงเวลานั้นที่บัลลังก์สีแดงจะว่างเปล่า

 

Mo Salah, Mo Salah, Mo Salah running down the wing!

 

Salah, la, la, la, the Egyptian King!

The post ก่อนที่บัลลังก์สีแดงจะว่างเปล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฉลองแชมป์คาราบาว คัพ 2025/26 และสมัยที่ 9 ของสโมสร https://thestandard.co/manchester-city-carabao-cup-champion/ Mon, 23 Mar 2026 01:00:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1190076 ภาพนักเตะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฉลองแชมป์คาราบาว คัพ 2025/26 สมัยที่ 9

จากชัยชนะเหนืออาร์เซนอล 2-0 ในนัดชิงชนะเลิศ ส่งให้แมนเช […]

The post แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฉลองแชมป์คาราบาว คัพ 2025/26 และสมัยที่ 9 ของสโมสร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักเตะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฉลองแชมป์คาราบาว คัพ 2025/26 สมัยที่ 9

จากชัยชนะเหนืออาร์เซนอล 2-0 ในนัดชิงชนะเลิศ ส่งให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์คาราบาว คัพ ฤดูกาล 2025/26 พร้อมเป็นสมัยที่ 9 ของสโมสร

 

แชมป์ครั้งนี้ยังทำให้ เป๊ป กวาร์ดิโอลา สร้างสถิติใหม่ คว้าแชมป์ลีกคัพเป็นสมัยที่ 5 มากที่สุดในประวัติศาสตร์รายการ แซงหน้า ไบรอัน คลัฟ, เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และ โชเซ มูรินโญ

 

ขณะเดียวกัน ทัพเรือใบสีฟ้ายังเก็บชัยชนะที่สนามเวมบลีย์ได้เป็นนัดที่ 15 นับตั้งแต่เปิดใช้ในปี 2007 มากที่สุดของทุกทีม แซงหน้าเชลซีที่เคยทำไว้ 14 นัด

 

ภาพนักเตะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฉลองแชมป์คาราบาว คัพ 2025/26 สมัยที่ 9 1ภาพนักเตะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฉลองแชมป์คาราบาว คัพ 2025/26 สมัยที่ 9 2ภาพนักเตะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฉลองแชมป์คาราบาว คัพ 2025/26 สมัยที่ 9 3ภาพนักเตะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฉลองแชมป์คาราบาว คัพ 2025/26 สมัยที่ 9 4ภาพนักเตะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฉลองแชมป์คาราบาว คัพ 2025/26 สมัยที่ 9 5ภาพนักเตะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฉลองแชมป์คาราบาว คัพ 2025/26 สมัยที่ 9 7

The post แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฉลองแชมป์คาราบาว คัพ 2025/26 และสมัยที่ 9 ของสโมสร appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Tactical Brain ทำไมยอดกุนซือยุคปัจจุบัน ต้องเคยเป็น ‘กองกลาง’ มาก่อน? https://thestandard.co/midfielders-coaches-success/ Fri, 20 Mar 2026 04:37:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1189455 รูปโค้ชฟุตบอล 3 คน เช่น เป๊ป กวาร์ดิโอลา, มิเคล อาร์เตตา และเซสก์ ฟาเบรกาส กำลังยืนอยู่หน้ากระดานแท็กติก

ในขณะที่กำลังแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อมูลเกี่ยวกับสไตล์การ […]

The post The Tactical Brain ทำไมยอดกุนซือยุคปัจจุบัน ต้องเคยเป็น ‘กองกลาง’ มาก่อน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูปโค้ชฟุตบอล 3 คน เช่น เป๊ป กวาร์ดิโอลา, มิเคล อาร์เตตา และเซสก์ ฟาเบรกาส กำลังยืนอยู่หน้ากระดานแท็กติก

ในขณะที่กำลังแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อมูลเกี่ยวกับสไตล์การทำทีมของ เซสก์ ฟาเบรกาส ที่กำลังนำ โคโม 1907 ขยับขึ้นมาลุ้นไปยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ได้อย่างน่าสนใจ

 

“เออ ทำไมโค้ชเก่งๆ มันต้องเป็นกองกลางทุกทีเลยนะพี่” เจ้าหนูจำไมโยนคำถามมาให้

 

แล้วเราก็ไล่ชื่อกัน…

 

นอกจาก เซสก์ ฟาเบรกาส ยังมี ชาบี อลอนโซ, ไมเคิล คาร์ริค, มิเคล อาร์เตตา, ชาบี เอร์นานเดซ, หลุยส์ เอ็นริเก, โรแบร์โต เด แซร์บี ในกลุ่มเจนใหม่ ซึ่งเราอาจจะรวม รูเบน อโมริม ในเวอร์ชัน สปอร์ติง ลิสบอน และ อาร์เนอ สลอต ด้วยก็ได้อยู่เหมือนกัน

 

และถ้าเราย้อนกลับไปอีกก็จะพบว่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา, อันโตนิโอ คอนเต, ดีเอโก ซิเมโอเน หรือแม้แต่ ซีเนอดีน ซีดาน แและ คาร์โล อันเชล็อตติ

 

ยอดโค้ชมือดีเหล่านี้ก็ล้วนเป็นผู้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์มาก่อนทั้งสิ้น

 

หรือมันจะมีความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่?

 

ในปี 2022 CIES สถาบันความรู้ทางเกมลูกหนังจากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านสถิติและการวิเคราะห์ของเกมฟุตบอล รวมถึงลงลึกในเรื่องของเชิงคอนเซปต์ เปิดเผยตัวเลขข้อมูลที่น่าสนใจ

 

ท่ามกลาง 1,866 สโมสรจาก 126 ลีกใน 89 ประเทศ มีสโมสรที่มีโค้ชที่เคยเล่นเป็นผู้เล่นในตำแหน่งต่างๆ เรียงตามลำดับดังนี้

 

  1. กองกลาง 42.4 เปอร์เซ็นต์
  2. กองหลัง 34.5 เปอร์เซ็นต์
  3. กองหน้า 19.6 เปอร์เซ็นต์
  4. ผู้รักษาประตู 3.5 เปอร์เซ็นต์
  5. ผู้รักษาประตู 3.5 เปอร์เซ็นต์

 

จริงอยู่ที่กองกลางถือเป็นผู้เล่นที่มีจำนวนมากที่สุดอยู่แล้วโดยธรรมชาติ รองลงมาคือกองหลังและกองหน้า แต่นั่นไม่ได้เป็นเหตุผลสำคัญทั้งหมดที่ทำให้มีผู้เล่นกองกลางที่ผันตัวเองมาเป็นโค้ชแล้วสามารถทำผลงานได้ดี

 

ย้อนกลับไปอีกในปี 2019 เป๊ป กวาร์ดิโอลา ยอดโค้ชอันดับหนึ่งของโลกในยุค 2 ทศวรรษที่ผ่านมาได้ให้เหตุผลอธิบายได้อย่างน่าสนใจว่าทำไมกองกลาง – โดยเฉพาะกองกลางตัวกลาง (Central midfielder) ซึ่งรวมถึงกองกลางในแบบตัวรับและตัวโฮลดิ้ง – ถึงมาเอาดีทางนี้ได้ง่ายกว่า

 

“ปกติแล้วกองกลางตัวรับ พวกเขาจะมีวิสัยทัศน์ (Vision) ที่มองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสนาม” เป๊ปบอก

 

“ถ้าเป็นกองหน้าสิ่งที่กองหน้าคิดก็จะมีแต่เรื่องการทำประตู หรือถ้าเป็นผู้รักษาประตูก็จะคิดแค่การป้องกันประตู แต่สำหรับกองกลางตัวโฮลด์บอลมันเหมือนเราได้ผ่านบทเรียนที่ยอดเยี่ยมมาในสนาม”

 

ขยายความให้เพิ่มเติมคือผู้เล่นในตำแหน่งกองกลางนั้นจะเหมือนผ่านการอบรมหลักสูตรการเป็นโค้ชมาแบบอ้อมๆ จากการทำหน้าที่ในสนามอยู่แล้ว และได้พัฒนาทักษะ (Skill) สำหรับการเป็นโค้ชหรือผู้จัดการทีมที่ดีในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น

 

 

ความเข้าใจเกม (Understanding of the Game)

 

เพราะผู้เล่นกองกลางเป็นคนที่ต้องควบคุมเกมทั้งหมด เปรียบเสมือนมันสมองของทีม ดังนั้นพวกเขาจะเข้าใจวิธีในการเล่นเกมรับและเล่นเกมรุกอย่างดี

 

กองกลางจะต้องมองเกมทั้งเกม ไม่ใช่แค่มองเห็นแต่ต้องเข้าใจ และพยายามที่จะสร้างอิทธิพลในสนามให้ได้ เพราะถ้ากองกลางเล่นสู้ไม่ได้ นั่นหมายถึงโอกาสที่ทีมจะคว้าชัยชนะได้ก็มีน้อยลงไปทุกที

 

ความเข้าในเกมอย่างถ่องแท้จึงเป็นทักษะที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับการเป็นโค้ช เพราะจะผ่านการฝึกคิดถึงเกมตลอดในทุกมิติ ไม่ว่าจะรับหรือรุก จะรุกแบบไหน จะรับแบบไหน ตอนนี้ทีมมีขีดความสามารถแค่ไหน

 

วิสัยทัศน์และความสร้างสรรค์ (Vision and creativity)

 

โดยหัวใจของกองกลางทุกคนไม่ว่าจะยืนตำแหน่งตรงไหนคือวิสัยทัศน์และความคิดสร้างสรรค์และจำเป็นจะต้อง “อ่านเกม” ให้เป็น

 

ตอนนี้ทีมได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ตอนนี้บุกอยู่แต่ยังเจาะไม่เข้า ตอนนี้คู่แข่งกำลังจะโถมเกมบุกใส่จะต้องทำอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่กองกลางจะต้องประเมินสถานการณ์หน้างานอยู่ตลอดเวลา และคอยให้การสนับสนุนเพื่อทั้งกองหน้าและกองหลัง

 

ภาพทุกอย่างจะถูกประมวลเอาไว้ในหัวในช่วงเวลาสั้นๆ ระดับวินาที เพื่อจะนำไปสู่การตัดสินใจ

 

และนั่นก็เป็นสิ่งที่โค้ชดีๆ ต้องทำให้เป็น

 

ความยืดหยุ่นทางแท็คติก (Tactical Flexibility)

 

คนที่เป็นกองกลางจะมีความยืดหยุ่นในการเล่นค่อนข้างสูง ในความหมายคือสามารถที่จะเล่นในระบบการเล่นได้หลายรูปแบบ

 

4-3-3, 4-2-3-1, 4-4-2 หรือ 3-2-4-1 โดยหลักการและหัวใจในการเล่นไม่แตกต่าง สิ่งที่จะแตกต่างไปคือรายละเอียดในแท็คติกซึ่งขึ้นอยู่กับการบ้านจากโค้ชที่ให้มาว่าวันนี้อยากให้ทำอะไรหรือไม่ทำอะไรเป็นพิเศษ

 

ความยืดหยุ่นในการเล่นในสนามสำคัญต่อการเป็นโค้ช เพราะหมายถึงทักษะความคิด (Mindset) ที่พร้อมจะยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนระบบหรือแผนการเล่นได้ตลอดวเลา โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเล่นแบบเดียว ทำแบบเดิมตลอด

 

โค้ชที่เก่งไม่ใช่โค้ชที่ใช้แผนเดียวเที่ยวทุกสนาม แต่เป็นโค้ชที่สามารถปรับเปลี่ยนทีมตามคู่แข่งและสถานการณ์ได้ เพราะแม้แต่เป๊ป กวาร์ดิโอลา ก็ยังกล้าที่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนกัน

 

 

ทักษะความเป็นผู้นำ (Leadership)

 

ถ้าสังเกตกองกลางจะเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มักจะได้รับหน้าที่สำคัญอย่างการเป็นกัปตันทีมสวมปลอกแขนเดินนำลงสนาม

 

หรือต่อให้ไม่ได้สวมปลอกแขนก็ตาม หนึ่งในสิ่งที่นักเตะกองกลางจะถูกขัดเกลาเองโดยธรรมชาติคือความเป็นผู้นำ การสื่อสาร การบริหารจัดการเพื่อนร่วมทีม เช่น สื่อสารกับปีกว่าอยากให้วิ่งแบบไหน ไปตรงจุดไหน หรือสั่งการกองหลังให้จัดระเบียบแนวรับใหม่เพราะมองเห็นว่า shape ของทีมเริ่มเสียกระบวน

 

พูดง่ายๆ คือพวกเขาก็เหมือนเป็นโค้ชอีกคนที่อยู่ในสนาม ซึ่งบางครั้งไม่ได้แค่ถ่ายทอดสิ่งที่โค้ชสั่ง แต่หมายถึงสิ่งที่พวกเขามองเห็นหน้างานเองด้วย ซึ่งเป็นการฝึกความเป็นผู้นำที่จะต้องชี้ทางให้คนอื่นได้

 

สิ่งเหล่านี้คือ Skill set ที่สำคัญของการเป็นโค้ช ทีนี้ในมุมผู้เชี่ยวขาญ นักวิเคราะห์จากทีมชาร์ลตัน แอธเลติก โอเรน โรซันสกี ยังขยายความให้ต่อว่า “มันเป็นเพราะพวกเขามีส่วนร่วมในทุกมุมของเกม”

 

“พวกเขามีส่วนกับช่วงของการตั้งเกม (Build-up phase), ขยับขึ้นสูงมาในพื้นที่กองกลาง หรือถอยลงไปยืนระหว่างเซ็นเตอร์แบ็ก พวกเขาขยับเติมขึ้นไปสูงในแดนบนเพื่อสู้กับแนวรับต่ำ (Low block) พวกเขาต้องวิ่งตามตัววิ่งความเร็วสูงและคอยสกรีนให้กองหลัง”

 

ขณะที่คัลลัม เอลลิส นักวิเคราะห์จากสโมสรในระดับพรีเมียร์ลีกเปรียบว่ากองกลางนั้นมี “มุมมองที่ดีที่สุดในสนาม”

 

“การเล่นกองกลางเป็นตำแหแน่งที่ยากที่สุดในสนามด้วยเพราะความรับผิดชอบที่มีมากมาย พวกเขายังต้องคอยโค้ชชิ่งในสนามขณะที่กำลังลงเล่นอยู่ด้วยผ่านการสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีม แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องพยายามนิ่งเข้าไว้ไม่ว่าจะเจอกับสถานการณ์แบบไหนก็ตาม แและนั่นคือสิ่งที่การเป็นโค้ชระดับหัวแถวต้องมี”

 

ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วกองกลางคือคนที่มีคุณสมบัติพร้อมสรรพที่สุดสำหรับการเป็นโค้ชหรือผู้จัดการทีม

 

ที่เหลือคือเรื่องของ “สไตล์” ที่จะสะท้อนบุคลิกและตัวตนของพวกเขาออกมาผ่านการเล่นของลูกทีมอีกที

 

 

ยกตัวอย่างเช่น เป๊ป เป็นกองกลางตัวรับคุมจังหวะเกม สิ่งที่เขาเชื่อมั่นที่สุดคือการครองเกม (Possession) ดังนั้นไม่ว่าจะคุมทีมอะไรก็ตาม จังหวะจะโคนจะเป็นแบบไหนก็ดี สิ่งที่จะเป็นหัวใจในแผนการเล่นของเขาคือต้องครองบอลให้ได้มากที่สุด

 

เช่นกันกับอาร์เตตา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ในลา มาเซียในระยะเวลาสั้นๆ และมองเห็นเป๊ปในฐานะรุ่นพี่ ก่อนจะได้เรียนรู้งานต่ออีกทีในทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี และหันมาเอาดีทางการเป็นโค้ชเอง สไตล์ของอาร์เซนอลในยุคเขามีการเติบโตและเรียนรู้ตลอดเวลา แต่ก็คล้ายกับสไตล์การเล่นของอาร์เตตา ที่ไม่ได้เน้นความสวยงามจัด แต่มีวิสัยทัศน์และไว้ใจได้

 

ซีดาน เป็นอัครศิลปินลูกหนังในวันที่ยังเป็นผู้เล่น เมื่อผันตัวมาเป็นโค้ชสิ่งที่เขาถ่ายทอดทีมไม่ใช่เรื่องของรายละเอียดยิบย่อยต่างๆ ในการเล่นแต่ละตำแหน่ง หากแต่เป็นการให้อิสระกับผู้เล่นได้คิดและทำในสิ่งที่พวกเขาอยากจะทำ ด้วยความเชื่อมั่นในความสามารถของทีม เรียกว่าเป็นแนวทางของศิลปินอย่างแท้จริง

 

หรือเซสก์ เป็นกองกลางตัวทำเกมระดับอัจฉริยะในครั้งเป็นผู้เล่น พอมาทำหน้าที่คุมทีม เขาจึงคิดค้นระบบและวิธีการเล่นฟุตบอลในแบบของตัวเองที่ไม่ได้ซ้ำใคร และมันทำให้โคโม 1907 ถึงจะเป็นทีมเล็กแต่ก็เล่นแบบทีมใหญ่ มีรูปแบบ แบบแผนที่ชัดเจน มีรายละเอียดในการเล่นสูง

 

โค้ชที่เป็นกองกลางคนอื่นๆ ก็ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น อันเชล็อตติ, คอนเต, สลอต, อโมริม ซีเมโอเน, เอ็นริเก หรือคาร์ริค พวกเขาก็จะมีสไตล์ที่สะท้อนตัวตนของตัวเองออกมา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ได้รับการขัดเกลาจากช่วงเวลาที่ยังเป็นผู้เล่นอยู่ รวมถึงความรู้จากครูบาอาจารย์ ซึ่งก็อยู่กับแต่ละคนอีกว่าเคยร่วมงานกับยอดโค้ชคนไหนมาบ้างและเก็บเกี่ยวอะไรมาได้บ้าง

 

แต่โดยรวมแล้วผู้เล่นกองกลางถือว่ามีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมสำหรับการทำงานเป็นโค้ช และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ถ้าเรามองหาโค้ชฝีมือดีแล้วส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นกองกลางมากกว่าตำแหน่งอื่น

 

เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้

 

อ้างอิง:

The post The Tactical Brain ทำไมยอดกุนซือยุคปัจจุบัน ต้องเคยเป็น ‘กองกลาง’ มาก่อน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เออร์ลิง ฮาแลนด์ ในวันที่เติบโตขึ้นอีกขั้น จนเป๊ปฟันธงเก่งเท่าเมสซี-โรนัลโด? https://thestandard.co/haaland-equals-messi-ronaldo/ Mon, 03 Nov 2025 10:23:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1139280 เออร์ลิง ฮาแลนด์ ในวันที่เติบโตขึ้นอีกขั้น จนเป๊ปฟันธงเก่งเท่า เมสซี-โรนัลโด? 1

หลังชัยชนะในเกมพรีเมียร์ลีกเหนือทีมแกร่งระดับหัวตารางอย […]

The post เออร์ลิง ฮาแลนด์ ในวันที่เติบโตขึ้นอีกขั้น จนเป๊ปฟันธงเก่งเท่าเมสซี-โรนัลโด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เออร์ลิง ฮาแลนด์ ในวันที่เติบโตขึ้นอีกขั้น จนเป๊ปฟันธงเก่งเท่า เมสซี-โรนัลโด? 1

หลังชัยชนะในเกมพรีเมียร์ลีกเหนือทีมแกร่งระดับหัวตารางอย่างบอร์นมัธ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ถูกยิงคำถามถึงผลงานของลูกทีมคนสำคัญ

 

“เป๊ป ตอนนี้คุณคิดว่าเขาเก่งเท่ากับ (ลิโอเนล) เมสซีและ (คริสเตียโน) โรนัลโดหรือยัง?”

 

ความจริงแล้วมันเป็นคำถามที่สามารถตอบแบบเลี่ยงได้เพื่อเป็นการให้เกียรติต่อสองสุดยอดนักเตะระดับตำนานมีชีวิตที่เป็นแรงบันดาลใจแห่งยุคสมัยของโลกโมเดิร์นฟุตบอล แต่ในวันนี้ยอดกุนซือชาวคาตาลันตอบแบบชวนคิด

 

“คุณเห็นตัวเลขของเขาหรือยัง? แน่นอนเขาเก่งถึงในระดับนั้นแล้ว”

 

นี่คือคำกล่าวชมที่ดีที่สุดสำหรับเอร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ ศูนย์หน้ามหากาฬของแมนเชสเตอร์ ซิตี ที่นับรวม 2 ประตูจากเกมเมื่อคืนนี้ที่เอติฮัด สเตเดียม ทำไปแล้ว 26 ประตู (รวมทั้งสโมสรและทีมชาติ) และนำดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกด้วยจำนวน 13 ประตูจากการลงสนาม 10 นัด

 

แต่ตัวเลขอย่างเดียวอาจไม่ได้ตอบทุกเรื่องบนโลก เพราะความจริงแล้วฮาแลนด์ในเวลานี้ได้แสดงให้เห็นว่าเขาเติบโตขึ้นอีกขั้นจากเดิมแล้ว

 

เออร์ลิง ฮาแลนด์ ในวันที่เติบโตขึ้นอีกขั้น จนเป๊ปฟันธงเก่งเท่า เมสซี-โรนัลโด? 2

 

Terminator ฅนเหล็ก 2025

 

55 หลาคือระยะห่างระหว่างจุดที่ฮาแลนด์ได้บอลกับเส้นประตู ความจริงมันเป็นระยะที่ไกลไม่น้อยสำหรับนักฟุตบอลไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

 

แต่สำหรับศูนย์หน้ามหาประลัยแล้วเขามั่นใจในความเร็ว ทักษะ และสัญชาตญาณการล่าตาข่าย และเขาก็ไม่พลาดจริงๆ บอลจากจังหวะการจ่ายให้ของรายาน เชร์กี (ทดเด็กคนนี้เอาไว้ก่อนสักวันเราคงได้กลับมาพูดถึงเขา) ฮาแลนด์ควบตะบึงเอาบอลไปโดยที่ไม่มีใครไล่ตามได้ทัน ก่อนที่จะกดด้วยซ้ายข้างถนัดเข้าประตูไปแบบเฉียบขาด

 

มันเป็นประตูที่ทำเอาเป๊ป กวาร์ดิโอลา ต้องชมเปาะ

 

“ประตูแรกของเขา ด้วยวิธีที่เขายิงบอลเรียดไปกับพื้นหญ้าเหมือนเป็นการบอกว่า ‘ข้าจะยิงประตูนี้ให้ได้’”

 

ขณะที่ฮาแลนด์เลือกฉลองประตูด้วยท่าใหม่ แต่ความจริงเก่าแล้วด้วยการทำท่าหุ่นยนต์ (ที่ทำเอาต้นตำรับอย่างปีเตอร์ เคราช์ ต้องขอแซว) ในอีกทางหนึ่งมันกลับชวนให้คิดถึงหุ่นนักล่าในตำนานจากหนังเรื่อง ‘Terminator’ หรือ ‘ฅนเหล็ก’ ที่เคยโด่งดังในอดีตมากกว่า

 

หุ่นสังหาร T-1000 ที่จะไม่ยอมยุติปฏิบัติการในการไล่ล่าจนกว่าจะทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ ศูนย์หน้าชาวนอร์เวย์คนนี้ให้ความรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ยามลงสนามในตอนนี้

 

เออร์ลิง ฮาแลนด์ ในวันที่เติบโตขึ้นอีกขั้น จนเป๊ปฟันธงเก่งเท่า เมสซี-โรนัลโด? 3

 

คำสั่งใหม่ไม่ใช่แค่สังหาร แต่เป็นการปกป้องด้วย

 

แต่ในอีกด้านหนึ่งงานของฮาแลนด์ไม่ได้มีเพียงแค่หน้าที่ในการรอโอกาสเพื่อสังหารประตูเพียงอย่างเดียวเหมือนหุ่น T-1000

 

เขาอาจจะเหมือนหุ่น T-800 มากกว่าด้วยซ้ำเพราะสิ่งที่ทำอีกด้านคือการพยายาม ‘ปกป้อง’ ทีมด้วย

 

โอเค! สถิติการทำประตูในฤดูกาลนี้ของฮาแลนด์นั้นกลับมาน่าสะพรึงกลัวอีกครั้ง

 

• 13 ประตูในพรีเมียร์ลีกจากการลงเล่น 10 นัด (เทียบเท่ากับเลส เฟอร์ดินานด์, นิวคาสเซิล 1995/96 แต่ก็น้อยกว่าที่ตัวเองเคยทำไว้ 15 ประตูในปี 2022 )

 

• ยิงรวมทุกรายการให้แมนฯ ซิตีจนถึงตอนนี้ 17 ประตู

 

• ถ้ารวมทีมชาติด้วยยิงไปแล้ว 26 ประตูรวมตั้งแต่เปิดฤดูกาล

 

• ค่า xG การได้ประตูโดยไม่รวมลูกจุดโทษสูงที่สุด (9.20)

 

• จำนวนประตูที่ยิงได้คิดเป็น 65 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประตูที่แมนฯ ซิตียิงได้ในฤดูกาลนี้

 

แต่ฮาแลนด์ไม่ได้ทำแค่นี้เพราะเขายังช่วยลงไปเล่นเกมรับอย่างเต็มกำลัง ขึงขังแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ชิลล์หรือทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายเฉื่อยชาเหมือนก่อนหน้านี้

 

“เป้าหมายของผม มีแค่การพยายามช่วยให้ทีมชนะก็แค่นั้นเอง” ฮาแลนด์กล่าวหลังเกม “ไม่ว่าจะเป็นการทำประตู การเอาชนะในการปะทะ หรืออะไรก็ตามมันไม่สำคัญเลยตราบใดที่เราชนะในการแข่งขัน ผมอยากช่วยให้ทีมเป็นทีมที่ดีขึ้น นี่แหละคืองานของผม”

 

คำพูดคำจาของเขารู้สึกได้ทันทีว่ามีน้ำหนักและทรงพลัง

 

นี่ไม่ใช่การพูดในฐานะนักฟุตบอลคนหนึ่งในทีม แต่เป็นการพูดและการแสดงออกถึงการเป็น ‘ผู้นำ’ คนใหม่ของทีม โดยเฉพาะในวันที่ไม่มีอดีตฮีโร่ของทีมอย่างเควิน เดอ บรอยเนอ อยู่ในถิ่นเอติฮัดอีกแล้ว

 

เออร์ลิง ฮาแลนด์ ในวันที่เติบโตขึ้นอีกขั้น จนเป๊ปฟันธงเก่งเท่า เมสซี-โรนัลโด? 4

 

นักเรียนดีเด่น

 

ความเปลี่ยนแปลงของฮาแลนด์นั้นส่วนหนึ่งมาจากการเป็น ‘นักเรียน’ ที่ดีของเขาเอง

 

นักฟุตบอลในปัจจุบัน หรือแม้แต่ในอดีตก็ตาม ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ทุกคนจะฟังในสิ่งที่โค้ชพยายามแนะนำหรือสอน หลายต่อหลายคนเชื่อมั่นในทักษะและความสามารถของตัวเองมากกว่าจนละเลยคำแนะนำที่ได้รับ

 

แต่เรื่องนี้ไม่เกิดขึ้นกับฮาแลนด์ และเป็นสิ่งที่ทำให้เป๊ป รู้สึกชื่นชมเขามากที่สุด

 

“ผมเคยบอกหลายครั้งแล้วว่าเขาเป็นคนที่สอนได้ง่ายมาก ผมเองก็ยังเข้มงวดกับเขาในหลายครั้ง”

 

“ผมพยายามที่จะเปิดใจกว้างกับเขา ซึ่งนักฟุตบอลบางคนอาจจะมองว่า ‘พูดอะไรเนี่ย?’ แต่เขาเป็นคนที่ติดดินมาก เขาต้องการที่จะรับฟังและเขามีชีวิตอยู่เพื่อการล่าประตู ถ้าไม่มีเขาชีวิตของพวกเราก็ลำบาก”

 

นอกจากนี้ฮาแลนด์ยังเป็นนักฟุตบอลที่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกินที่เลือกรับประทานแต่สิ่งที่มีประโยชน์ รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนเพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพพร้อมที่สุดสำหรับการลงทำการแข่งขันด้วย

 

สิ่งที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเขาจนถึงตอนนี้น่าจะไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้าย แต่ยังอยู่ในระหว่างกระบวนการพัฒนาที่เป๊ป กวาร์ดิโอลา พยายามทำอยู่ในเวลานี้

 

 

เออร์ลิง ฮาแลนด์ ในวันที่เติบโตขึ้นอีกขั้น จนเป๊ปฟันธงเก่งเท่า เมสซี-โรนัลโด? 5

 

 

เรือใบสไตล์โจรสลัด

 

อย่างไรก็ดีแมนฯ ซิตีไม่ได้มีดีแค่ฮาแลนด์ หรืออย่างน้อยพวกเขาก็พยายามที่จะไม่ได้มีดีแค่นี้

 

การอำลาของเดอ บรอยเนอ, การยังไม่คืนฟอร์มของโรดรี และความโรยราของแบร์นาโด ซิลวา ทำให้เป๊ป ต้องพยายามที่จะสร้างทีมขึ้นมาใหม่อีกครั้งซึ่งหลังผ่านมา 10 นัดในพรีเมียร์ลีก เราพอมองเห็นทิศทางความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ

 

‘เรือใบสีฟ้า’ ยุคใหม่ได้เปลี่ยนแปลงระบบและวิธีการเล่นแบบใหม่เพื่อให้เข้ากับจุดแข็งของกองหน้าอย่างฮาแลนด์มากยิ่งขึ้น โดยจะไม่เน้นการคอนโทรลเกมด้วยการครองบอลไปมาที่ทำให้สุดท้ายคู่แข่งลงไปตั้งรับลึกแบบ Low block ที่แน่นไปหมดจนทำอะไรไม่ได้

 

แต่เป็นการเล่นให้เร็วขึ้น ไวขึ้น กล้าได้กล้าเสียมากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสให้ฮาแลนด์

 

“สิ่งที่เราทำคือการสร้างโอกาสและผ่านบอลให้กับเขา” เป๊ปบอก

 

โดยที่หนึ่งในนักเตะที่กำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆคือ เชร์กี ตัวทำเกมดาวรุ่งทีมชาติฝรั่งเศสที่ซื้อมาจากโอลิมปิก ลียง ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา โดยในเกมล่าสุดกับบอร์นมัธนักเตะวัย 22 ปีคนนี้เป็นคนผ่านบอลให้ฮาแลนด์หลุดเข้าไปยิงได้ 2 ประตู

 

“ผมรู้จักเอร์ลิง เขาก็รู้จักผม เวลาที่เราเล่นด้วยกันมันเลยง่ายมาก” เชร์กีบอก “งานของผมคือการส่งบอลให้เขา เดี๋ยวเขาจะยิงเอง”

 

อย่างไรก็ดีแมนฯ ซิตี ยังมีเฌเรมี โดกู ปีกจอมกระชากที่ในฤดูกาลนี้เป็นอีกคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองเยอะมากในสไตล์การเล่น ไม่ได้ปักหลักรอกระชากยึกๆยักๆที่ริมเส้นอย่างเดียว แต่สามารถเล่นได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้นรวมถึงการหุบเข้ามาด้านในด้วย

 

ฟิล โฟเดน โกลเดนบอยของซิตี ก็อยู่ในช่วงการเรียกฟอร์มการเล่นกลับมาเช่นกัน รวมถึงโอมาร์ มามูช และซาวินโญ ที่กำลังอยู่ระหว่างทางกลับ ไม่นับทิยานี ไรน์เดอร์ส กองกลางไดนาโมที่มีส่วนสำคัญกับทีมอย่างมาก

 

และอีกคนที่ฝากช่วยกันจับตาดูคือ นิโค โอไรลี แบ็กซ้ายดาวรุ่งจอมเติมที่ยิ่งเล่นก็ยิ่งโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ

 

นี่คือแมนฯ ซิตี สำหรับอนาคตที่ยิ่งใหญ่ที่มีนักล่าไวกิ้งเป็นศูนย์กลางของทีม

 

ผลงานที่อาจเป็นชิ้นสุดท้ายสำหรับเป๊ป กวาร์ดิโอลา ก่อนที่จะหมดสัญญากับซิตีในปี 2027

 

 

The post เออร์ลิง ฮาแลนด์ ในวันที่เติบโตขึ้นอีกขั้น จนเป๊ปฟันธงเก่งเท่าเมสซี-โรนัลโด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮาลันด์เวอร์ชันใหม่! ยิงดุเหมือนเดิม แต่เข้าใจเกมมากขึ้นกว่าเดิม https://thestandard.co/haaland-upgrade-game-intelligence/ Wed, 22 Oct 2025 10:06:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1134155 ฮาลันด์ เวอร์ชันใหม่ ยิงดุเหมือนเดิม แต่เข้าใจเกมมากขึ้นกว่าเดิม 1

ตอนนี้คุณสามารถเรียกได้ว่า นี่คือ ‘เออร์ลิง ฮาลันด์’ เว […]

The post ฮาลันด์เวอร์ชันใหม่! ยิงดุเหมือนเดิม แต่เข้าใจเกมมากขึ้นกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮาลันด์ เวอร์ชันใหม่ ยิงดุเหมือนเดิม แต่เข้าใจเกมมากขึ้นกว่าเดิม 1

ตอนนี้คุณสามารถเรียกได้ว่า นี่คือ ‘เออร์ลิง ฮาลันด์’ เวอร์ชันใหม่ ที่แข็งแกร่งเหมือนเดิม แต่เข้าใจเกมมากกว่าเดิม

 

แม้ยังคงเป็น ‘เพชฌฆาตเงียบ’ ที่จบสกอร์ได้อย่างดุดัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป คือการเล่นที่ละเอียดและมีจังหวะมากขึ้น

 

ฮาลันด์ไม่ได้พุ่งเข้าหาประตูทุกครั้งเหมือนซีซันก่อน เขาเริ่มรู้จังหวะ ‘รอ’ ให้ถูกเวลา อ่านเกมให้มากกว่าใช้กำลัง แล้วเลือกจุดยืนที่สร้างโอกาสให้ทีมมากกว่าตัวเอง

 

หลายครั้งเราเห็นเขา ล่าถอยลงมาเชื่อมบอล หรือถ่างตำแหน่งเพื่อเปิดพื้นที่ให้เพื่อน นั่นคือการพัฒนาในแบบของกองหน้าที่ไม่ได้อยู่ในสนามเพียงเพื่อรอยิงประตู

 

เบื้องหลังสถิติที่ร้อนแรง 15 ประตูจาก 11 นัด รวมถึงยิงต่อเนื่อง 12 เกมติด คือความเข้าใจในบทบาทใหม่ที่สมบูรณ์ขึ้นของกองหน้าชาวนอร์เวย์ เขาไม่ได้แค่เป็นจุดจบของเกมรุก แต่กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ระบบของเป๊ป กวาร์ดิโอลา
เดินอย่างลื่นไหลไร้รอยต่อ

 

ฮาลันด์ตอนนี้ยิงไปแล้ว 96 ประตูจากการลงเล่น 105 นัดในพรีเมียร์ลีก และกำลังเข้าใกล้ 100 ประตูอย่างรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ลีก

 

หากรักษาฟอร์มนี้ไว้ได้ เขามีโอกาสทำลายสถิติของ อลัน เชียเรอร์ ที่เคยใช้ถึง 124 นัดในการยิงครบ 100 ประตูได้เลย

 

ฮาลันด์ เวอร์ชันใหม่ ยิงดุเหมือนเดิม แต่เข้าใจเกมมากขึ้นกว่าเดิม 2

The post ฮาลันด์เวอร์ชันใหม่! ยิงดุเหมือนเดิม แต่เข้าใจเกมมากขึ้นกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เป๊ป จอมแท็กติก ชายผู้พร้อมเปลี่ยนสไตล์เกม เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด https://thestandard.co/pep-guardiola-results-driven/ Mon, 22 Sep 2025 03:54:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1121305

ในโลกของฟุตบอลสมัยใหม่ ชื่อของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ในวัย 5 […]

The post เป๊ป จอมแท็กติก ชายผู้พร้อมเปลี่ยนสไตล์เกม เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในโลกของฟุตบอลสมัยใหม่ ชื่อของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ในวัย 54 ปี แทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “กุนซือจอมแท็กติก” ชายผู้พร้อมจะทดลอง ปรับเปลี่ยน และทำทุกอย่างเพื่อผลลัพธ์ในเกม ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบ Tiki-Taka อันโด่งดัง หรือแม้กระทั่งการ ‘จอดรถบัส’ ที่หลายคนไม่คิดว่าจะได้เห็นจากทีมของเขา…ก็มีให้เห็น

 

ในศึกบิ๊กแมตช์กับอาร์เซนอล เป๊ปตัดสินใจเลือกใช้วิธีการที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาเป็นที่รู้จัก หลังได้ประตูนำตั้งแต่นาทีที่ 9 จาก เออร์ลิง ฮาลันด์ เขากลับเลือกปิดเกม แทนที่จะเดินหน้าไล่ยิงเหมือนที่คุ้นเคย

 

การถอดฮาลันด์ออกแล้วส่งมิดฟิลด์ตัวรับลงมาในนาที 76 เพื่อปรับทีมเป็น 5-5-0 คือสิ่งที่แฟนบอลเรียกว่า ‘รถบัสสไตล์มูรินโญ่’ มากกว่าสไตล์กวาร์ดิโอลา แต่ทั้งหมดล้วนเกิดจากการอ่านสถานการณ์ตรงหน้า

 

ในนาทีนั้น อาร์เซนอลกำลังโหมบุกอย่างหนัก เสี่ยงต่อการเสียประตูสูง อีกทั้งแนวรุกของแมนฯ ซิตี้ในฤดูกาลนี้ก็ไม่ได้เฉียบคมเหมือนเดิม ผนวกกับสภาพร่างกายลูกทีมที่อ่อนล้าหลังผ่านโปรแกรมถี่ยิบ ทั้งพรีเมียร์ลีก, แชมเปียนส์ลีก และบอลถ้วยในอังกฤษ ทำให้เป๊ปเลือกตัดสินใจอย่างระมัดระวังเพื่อรักษาสกอร์มากกว่าให้ทีมเล่นเกมรุกต่อไป

 

ผลลัพธ์คือ แมนฯ ซิตี ครองบอลเพียง 32.8% ต่ำสุดนับตั้งแต่เขาคุมทีมมา แต่ทุกอย่างล้วนมีเหตุผลเชิงแท็กติก

 

เพราะเป๊ปเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนคือสิ่งจำเป็นเมื่อสถานการณ์บังคับ แม้ท้ายที่สุดจะโดน มาร์ติเนลลี ยิงตีเสมอนาที 90+3 แต่การเลือกครั้งนี้ยังสะท้อนว่า เขาพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อคว้าสามแต้ม แม้ต้องแลกด้วยการละทิ้งสไตล์ที่ยึดถือมาตลอด

 

สิ่งนี้ค่อนข้างตรงกันข้ามกับ รูเบน อโมริม กุนซือแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ยึดมั่นในระบบ 3-4-2-1 ของตัวเองแบบไม่สั่นคลอน ต่อให้มีกระแสวิจารณ์ถาโถม เขาก็ตอบอย่างหนักแน่นว่า

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

“ไม่ ไม่ ไม่… ไม่มีใครหรอกที่จะเปลี่ยนได้ แม้แต่สมเด็จพระสันตะปาปาก็ไม่สามารถเปลี่ยนได้… นี่คืองานของผม นี่คือความรับผิดชอบของผม นี่คือชีวิตของผม เพราะฉะนั้น ผมจะไม่เปลี่ยนมัน” นี่คือสิ่งที่อโมริม กล่าวหลังจบเกมชนะเชลซีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

 

ดังนั้น หากเป๊ปคือโค้ชที่พร้อมยืดหยุ่นเพื่อผลลัพธ์เฉพาะหน้า อโมริมก็คือโค้ชที่เลือกจะยืนหยัดกับระบบและหลักการของตัวเองอย่างมั่นคง (รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง)

 

แต่สิ่งที่ทำให้เป๊ปแตกต่างจากโค้ชทั่วไป คือความเข้าใจว่า ฟุตบอลไม่ใช่ศิลปะที่สวยงามเสมอไป แต่คือเกมที่ต้องหาทางชนะ หากวันนั้นการครองบอล 70% ไม่ใช่คำตอบ เขาก็พร้อมจะถอยลงไปตั้งรับลึก เพื่อสร้างโอกาสเก็บผลการแข่งขันที่ต้องการให้ได้มากที่สุด

 

นั่นสะท้อนให้เห็นถึงความเป็น “Pragmatist” (ปฏิบัตินิยม) ของเขา คนที่มองภาพรวมของฤดูกาลมากกว่าแค่เกมเดียว ในวันที่ผู้เล่นหมดแรงหรือสภาพทีมไม่สมบูรณ์ เขาก็จะไม่ลังเลที่จะปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

 

ตลอดเส้นทางกว่า 600 เกมในลีก กวาร์ดิโอลาเคยบอกว่า “ไม่ว่ากี่ยุคสมัย การเจาะแผงรับ 5-5 มันคือสิ่งที่ยากที่สุดในโลก” แต่เขาเองก็พิสูจน์ให้เห็นว่า หากวันหนึ่งจำเป็นต้องเล่นด้วยแท็กติกแบบนั้น เขาก็พร้อมทำ

 

นี่คือเหตุผลที่ทำให้เป๊ปแตกต่าง เขาไม่ได้เป็นแค่โค้ชที่สร้างทีมให้เล่นสวยงาม แต่คือ โค้ชที่ไม่หยุดเรียนรู้ และพร้อมทำทุกอย่างเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

The post เป๊ป จอมแท็กติก ชายผู้พร้อมเปลี่ยนสไตล์เกม เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เป๊ป กวาร์ดิโอลา รับปริญญากิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ https://thestandard.co/pep-guardiola-honorary-degree/ Tue, 10 Jun 2025 04:19:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1083519 pep-guardiola-honorary-degree

เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้รับเก […]

The post เป๊ป กวาร์ดิโอลา รับปริญญากิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
pep-guardiola-honorary-degree

เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้รับเกียรติมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ เพื่อยกย่องผลงานอันยอดเยี่ยมที่สร้างไว้ให้กับเมืองแมนเชสเตอร์ทั้งใน และนอกสนามตลอดช่วงเวลา 9 ปีที่ผ่านมา

 

โดยพิธีมอบปริญญาเกียรตินิยมนี้จัดขึ้นอย่างเป็นทางการที่หอประชุม Whitworth Hall โดยมี Nazir Afzal อธิการบดีของมหาวิทยาลัย เป็นผู้มอบปริญญาบัตร

 

ไม่เพียงแต่ความสำเร็จด้านกีฬาเท่านั้นที่ เป๊ปได้รับการยกย่อง แต่ยังรวมถึงบทบาทในงานด้านสังคมผ่านมูลนิธิของครอบครัวอย่าง Guardiola Sala Foundation ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในด้านความรับผิดชอบต่อสังคม

 

“แมนเชสเตอร์มีความหมายกับผมมาก ผมอยู่ที่นี่มา 9 ปี และที่นี่กลายเป็นบ้านของผมไปแล้ว

 

“เมื่อผมมาถึงในปี 2016 ผมไม่รู้ว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน แต่เมืองนี้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ทุกอย่างจึงเป็นเรื่องง่าย การได้รับเกียรติจากมหาวิทยาลัยที่มีประวัติศาสตร์ด้านการค้นคว้าวิจัยและวิทยาการระดับโลก ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง” เป๊ปกล่าวในพิธี

 

ทางด้าน ศาสตราจารย์ Duncan Ivison อธิการบดีมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ กล่าวว่า “เป๊ปอาจไม่ได้เกิดที่แมนเชสเตอร์ แต่เมืองนี้ได้ต้อนรับเขาเสมือนเป็นบ้าน เขาไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนผ่านความสำเร็จในสนาม แต่ยังช่วยยกระดับชื่อเสียงของแมนเชสเตอร์ในเวทีโลก”

 

สำหรับผลงานกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป๊ปคือผู้นำคนสำคัญที่พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัย รวมถึงสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นสโมสรแรกที่คว้าแชมป์ 4 ฤดูกาลติดต่อกัน

 

นอกจากนี้ เขายังพาทัพเรือใบสีฟ้า กวาดถ้วย เอฟเอคัพ, ลีกคัพ, คอมมูนิตีชิลด์ และแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาล 2022/23 ซึ่งกลายเป็น ‘เทรเบิลแชมป์’ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร

 

อ้างอิง:

The post เป๊ป กวาร์ดิโอลา รับปริญญากิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เควิน เดอ บรอยน์ กับค่ำคืนอำลาแฟนแมนฯ ซิตี้ ในถิ่นเอติฮัดเป็นครั้งสุดท้าย https://thestandard.co/de-bruyne-farewell-man-city-etihad/ Wed, 21 May 2025 02:22:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1076501 เควิน เดอ บรอยน์ โบกมือลาแฟนบอลในสนามเอติฮัด

เควิน เดอ บรอยน์ ได้รับการอำลาจากแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี […]

The post เควิน เดอ บรอยน์ กับค่ำคืนอำลาแฟนแมนฯ ซิตี้ ในถิ่นเอติฮัดเป็นครั้งสุดท้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เควิน เดอ บรอยน์ โบกมือลาแฟนบอลในสนามเอติฮัด

เควิน เดอ บรอยน์ ได้รับการอำลาจากแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่างอบอุ่นในเกมเหย้านัดสุดท้ายที่เอติฮัดสเตเดียม เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ในเกมที่ซิตี้เอาชนะบอร์นมัธ 3-1 โดยมีการประกาศสร้างรูปปั้น และตั้งชื่อถนนภายในอะคาเดมีเพื่อเป็นเกียรติแก่แข้งวัย 33 ปี

 

หลังจบเกม เจ้าตัวกล่าวขอบคุณแฟนบอลด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “ผมอยากเล่นฟุตบอลด้วยความสร้างสรรค์ ความหลงใหล และหวังว่าทุกคนจะสนุกกับมันเหมือนที่ผมรู้สึก”

 

ขณะที่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ พร้อมกล่าวว่า “เขาจะจากไปพร้อมกับความรักและความเคารพจากทุกคน มันยิ่งใหญ่กว่าทุกแชมป์ที่เขาเคยได้มา”

 

แม้จะมีข่าวเชื่อมโยงกับการย้ายออกในช่วงซัมเมอร์ แต่บรรยากาศในคืนดังกล่าวยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างเดอ บรอยน์ กับสโมสร โดยแฟนบอลต่างพร้อมใจกันร้องเพลง ‘We want you to stay’ ท่ามกลางการแสดงความยกย่องต่อดาวเตะเบลเยียมตลอดทั้งสนาม

 

เควิน เดอ บรอยน์ โบกมือลาแฟนบอลในสนามเอติฮัด

The post เควิน เดอ บรอยน์ กับค่ำคืนอำลาแฟนแมนฯ ซิตี้ ในถิ่นเอติฮัดเป็นครั้งสุดท้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิ้นยุคกวาร์ดิโอลา? เทรนด์ฟุตบอลเปลี่ยน เป๊ปจะสร้าง แมนฯ ซิตี้ 2.0 ไหวหรือไม่ https://thestandard.co/pep-and-his-man-city-2-point-0/ Mon, 19 May 2025 09:00:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1075847

“ผมเคยบอกกับเขาหลังการพบกันครั้งหลังสุดว่า คุณอย่าใช้แผ […]

The post สิ้นยุคกวาร์ดิโอลา? เทรนด์ฟุตบอลเปลี่ยน เป๊ปจะสร้าง แมนฯ ซิตี้ 2.0 ไหวหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ผมเคยบอกกับเขาหลังการพบกันครั้งหลังสุดว่า คุณอย่าใช้แผนแบบเดิมกับผมอีกนะ เพราะผมจะหาทางแก้ได้”

 

คำพูดนี้ของ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ บอสใหญ่ที่กลายเป็นบุคคลประวัติศาสตร์ของคริสตัล พาเลซ หลังพาทีม ‘ดิ อีเกิลส์’ (ที่ไม่ใช่วงดนตรี) ผงาดคว้าแชมป์ใหญ่รายการแรกตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร 120 ปีด้วยการเอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ในนัดชิงเอฟเอคัพ กลายเป็นคำพูดที่มีการหยิบยกขึ้นมาอย่างน่าสนใจ

 

ถึงแม้จะมีข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ อย่างแรกคือกลาสเนอร์พูดเรื่องนี้ในช่วงก่อนเกมนัดชิงเอฟเอคัพ ไม่ใช่หลังจบเกมการแข่งขันที่ชนะไปแล้ว อย่างที่สองคือการจัดทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ในเกมที่พวกเขาเฉือนเอาชนะคริสตัล พาเลซ เมื่อเดือนเมษายนด้วยสกอร์ 5-2 เป็นการเล่นในระบบ 4-2-2-2 ไม่ใช่ระบบ 4-3-3 (และรูปแบบการเล่นจริงคือ 3-6-1) แบบในเกมที่เวมบลีย์

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือนี่เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปีที่เราต่างเริ่มรู้สึกว่าทีมแมนฯ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ถูกคู่แข่งจับทางได้ไล่ตามทัน และการที่พวกเขาจบฤดูกาลด้วยมือเปล่าก็เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดี

 

ฟุตบอลของยอดอัจฉริยะกำลังจะกลายเป็นสิ่งล้าสมัยไปแล้วหรือ?

 

ย้อนกลับไปในช่วงกลางปี 2022 ภายหลังจากการเข้ารับตำแหน่งของ เอริก เทน ฮาก ผู้จัดการทีมคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้กล่าวประโยคหนึ่งซึ่งกลายเป็นเหมือนดัง ‘คำทำนาย’ อนาคตที่แม่นยำอย่างไม่น่าเชื่อถึง เจอร์เกน คล็อปป์ และ เป๊ป กวาร์ดิโอลา สองสุดยอดกุนซือผู้ครองวงการฟุตบอลอังกฤษ

 

“ในช่วงเวลานี้ผมชื่นชมพวกเขาทั้งสอง พวกเขาทำทีมเล่นฟุตบอลที่มหัศจรรย์ แต่สิ่งที่เราแน่ใจได้คือยุคสมัยต่างๆ ล้วนมีวันสิ้นสุด”

 

ถึงแม้ว่า เทน ฮาก จะไม่ได้ทำในทางตรงด้วยการนำแมนฯ ยูไนเต็ด โค่นบัลลังก์ของทั้งคู่ แต่สิ่งที่เขาพูดได้กลายเป็นความจริงแบบอ้อมๆ เพราะคล็อปป์อำลาลิเวอร์พูลหลังจบฤดูกาลที่ 2 ที่เขาคุมทีมในโอลด์แทรฟฟอร์ด ด้วยเหตุผลของคนหมดไฟ 

 

ขณะที่เป๊ปแม้จะยังอยู่ในตำแหน่งและเพิ่งต่อสัญญาใหม่ไปอีก 2 ปี แต่จับสัญญาณเวลานี้มันชวนให้คิดว่ายุคสมัยของเขากำลังจะสิ้นสุดลงจริงๆ

 

จริงอยู่ที่การสูญเสีย โรดรี เสาหลักของเรือใบไปตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาลได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของแมนฯ ซิตี้ในฤดูกาลนี้ เรียกว่าเป็นหายนะที่รุนแรงที่สุดเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด 

 

แต่เวลาผ่านมาเรามองเห็นแล้วว่าปัญหานั้นอาจจะใหญ่เกินกว่าการโยนทุกอย่างให้กับโรดรีคนเดียว

 

ปัญหาที่ใหญ่ที่น่าสนใจมากกว่านั้นอยู่ในคำพูดของกลาสเนอร์ ที่บอกแบบมั่นใจว่าทีมเป็นรองอย่างคริสตัล พาเลซ ที่แพ้ขาดลอยมา 5-2 ในเกมที่เอติฮัดสเตเดียมจะหยุดแมนฯ ซิตี้ได้ ซึ่งพวกเขาก็ทำได้จริงๆ ด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมคู่ควรแก่การได้รับชัยชนะและแชมป์แรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร

 

คริสตัล พาเลซ ไม่ได้เป็นทีมแรกและทีมเดียวที่แก้ทางแมนฯ ซิตี้ได้ในฤดูกาลนี้ มีอีกหลายทีมที่สร้างปัญหาให้แก่เป๊ป โดยที่หาคำตอบหรือทางออกได้ยากเหลือเกิน 

 

เรื่องนี้เกิดจากอะไรบ้าง?

 

 

‘เกมครองบอล’ (Juego de posicion) กลายเป็นของล้าสมัย

 

ตั้งแต่ตัดสินใจเดินหน้างานในสายการเป็นโค้ชฟุตบอล ปรัชญาการเล่นในแบบของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา คือฟุตบอลที่เน้นการครองบอล (Juego de posicion) เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นกับบาร์เซโลนา, บาเยิร์น มิวนิก หรือแม้แต่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ตาม

 

ปรัชญานี้เป็นสิ่งที่เจ้าตัวได้เรียนรู้จากครูผู้ยิ่งใหญ่อย่าง โยฮัน ครอยฟ์ ‘นักเตะเทวดา’ ผู้วางรากฐานฟุตบอลให้แก่บาร์เซโลนา และวางฐานรากของโมเดิร์นฟุตบอลด้วย ซึ่งแม้จังหวะจะโคนในการเล่นจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง จากการเล่นรวดเร็วเน้นได้เสียอย่างสไตล์ที่ถูกเรียกว่า ‘Tiki-taka’ สู่การครองบอลแบบหมดจดในยุคหลังของแมนฯ ซิตี้

 

แต่สุดท้ายหัวใจของมันก็คือการครองบอลให้ได้มากกว่าคู่แข่ง เพราะถ้าบอลอยู่กับเรา เขาจะชนะได้อย่างไร

 

อย่างไรก็ดีในฤดูกาลนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นว่าฟุตบอลสไตล์เน้นครองบอลของเป๊ปไม่ได้ผล พวกเขามักจะเสียท่าให้กับคู่แข่งที่วางแผนการตั้งรับมาได้ดี และมีเกมสวนกลับที่อันตราย

 

ในวันที่พ่ายให้กับเรอัล มาดริดในศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เป๊ปยอมรับว่า “ฟุตบอลของเรามันไม่ได้ผลเหมือนที่เคยทำได้”

 

ฟุตบอลของซิตี้ช้าเกินไป ครองบอลนานเกินไป แต่สร้างความอันตรายได้น้อยเกินไป จับทางง่ายเกินไป และมันเป็นแบบนี้มานานเกินไปแล้ว

 

หากเปรียบให้เห็นภาพง่ายๆ เหมือนกับเป๊ปคืออัจฉริยะผู้วาดภาพด้วยจินตนาการและฝีแปรงที่หาใครเทียม แต่ต้องใช้เวลาในการค่อยๆ วาดภาพขึ้นมา ในขณะที่คู่แข่งใช้วิธีในการป้อนคำสั่งให้กับปัญญาประดิษฐ์ และสามารถวาดภาพที่สวยกว่าได้ด้วยคำสั่งลัดเพียงประโยคเดียว

 

สิ่งเหล่านี้ทำให้เป๊ปตกอยู่ใต้ภาวะเครียดและกดดันอย่างเห็นได้ชัดตลอดฤดูกาล (จำรอยแผลขีดข่วนบนใบหน้าได้ใช่ไหม?) โดยที่แม้จะมีช่วงที่สามารถเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่องบ้างแต่ไม่มีสักช่วงในฤดูกาลที่รู้สึกว่าเป๊ปสามารถค้นหาคำตอบหรือแนวทางใหม่ๆ ได้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เช่น ตอนที่ เซร์จิโอ อเกวโร เจ็บก็ดันกุนโดวานขึ้นไปยืนเป็น False9 จนทีมกลับมาเป็นแชมป์ลีกในฤดูกาล 2020/21

 

 

จุดแข็ง = จุดอ่อน

 

ท่ามกลางคำถามมากมายที่เป๊ปเผชิญในฤดูกาลนี้ หนึ่งในเรื่องที่เขาไม่สามารถค้นหาคำตอบได้เลยคือการใช้งานคนที่ควรจะเป็นจุดศูนย์กลางของทีมอย่าง เอร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์

 

ในฤดูกาลที่ไร้โรดรี ทำให้ปัญหาที่ถูกซุกไว้ในพรมมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วได้ถูกขุดขึ้นมา โดยเฉพาะ 3 แกนหลักที่เคยพาทีมครองความยิ่งใหญ่มาโดยตลอดอย่าง เควิน เดอ บรอยเนอ, แบร์นาโด ซิลวา และอิลคาย กุนโดวาน เริ่มโรยราและทำผลงานตกลงจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด

 

นักเตะอย่าง ฟิล โฟเดน, เฌเรมี โดกู,​ ซาวินโญ, แจ็ค กรีลิช หรือแม้แต่ โอมาร์ มามูช กองหน้าตัวใหม่ก็ไม่สามารถก้าวขึ้นมาทดแทนได้

 

คนที่ควรจะเป็นความหวังมากที่สุดของทีมคือฮาแลนด์ แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งเล่นศูนย์หน้าที่เคยถูกเรียกว่าเป็น ‘จอมมาร’ กลับกลายเป็นตัวประกอบของทีมไปด้วยอีกคน

 

ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากแท็กติกการเล่นของแมนฯ ซิตี้ ที่เน้นการครองบอลนานเกินไปจนทำให้คู่แข่งสามารถกลับมาปักหลักตั้งรับรอได้ทั้งทีมด้วยการเล่นรับลึก (Low Block) และนั่นหมายถึงการที่ฮาแลนด์ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่โดนประกบติดจนกระดิกแทบไม่ออกมาโดยตลอด

 

ทั้งๆ ที่จุดแข็งของเขาคือความแข็งแกร่ง ความเร็ว และการเล่นหลังไลน์แนวรับ ซึ่งเหมาะกับฟุตบอลในสไตล์ที่เข้าทำรวดเร็วมากกว่า

 

ในเกมนัดชิงเอฟเอคัพกับพาเลซ คนเดียวที่ผ่านบอลให้ฮาแลนด์ได้ลุ้นโอกาสบ้างคือ เดอ บรอยเนอ และจะว่าไปก็เป็นคนเดียวที่รู้ทางกันมาตั้งแต่ย้ายมาจากดอร์ทมุนด์ แต่ปัญหาคือเพลย์เมกเกอร์ในตำนานชาวเบลเยียมโรยราลงไปมากแล้วจึงไม่สามารถป้อนบอลให้ได้เหมือนเดิม

 

 

แมนฯ ซิตี้ 2.0 ต้องใช้พลังและเวลา

 

สิ่งที่น่าสนใจคือตอนนี้เป๊ปรู้ (และทุกคนก็รู้)​ ว่าแมนฯ ซิตี้จำเป็นที่จะต้องสร้างทีมขึ้นมาใหม่

 

แน่ละว่างบประมาณของเขามีไม่จำกัด ต่อให้สโมสรเผชิญกับคดีทางการเงิน 115 (+15) คดีซึ่งการพิจารณาคดีเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่เดือนธันวาคมปีกลาย แต่ยังไม่มีการประกาศคำตัดสินออกมา แมนฯ ซิตี้ก็ใช้งบประมาณมากร่วม 200 ล้านปอนด์สำหรับช่วงตลาดการซื้อขายรอบฤดูหนาวที่ผ่านมาในการเสริมทัพด้วยนักเตะหลายราย นำโดย โอมาร์ มามูช, นิโก กอนซาเลซ และอับดูโคเดียร์ คูชานอฟ 

 

อีกทั้งคาดว่าจะมีการเสริมทัพอีกชุดใหญ่ในช่วงปิดฤดูกาลนี้ ซึ่งมีชื่อนักเตะอย่าง ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ รวมถึง ทิยานี เรนเดอร์ส โผล่ขึ้นมาในฐานะนักเตะเป้าหมาย

 

แต่คำถามคือการจะสร้าง ‘แมนฯ ซิตี้ 2.0’ ขึ้นมาอีกครั้งต้องใช้พลังและเวลา 

 

เป๊ปจะมีกำลังมากพอที่จะทำทุกอย่างใหม่อีกครั้งหรือไม่? และเวลา 2 ปีในสัญญานั้นยาวนานพอที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วไหม โดยเฉพาะในเมื่อมันเริ่มสังเกตได้ว่ามนตร์ขลังฟุตบอลของเขานั้นเริ่มจางลงไป

 

มันชวนให้คิดถึงกรณีของ ‘The Special One’ โชเซ มูรินโญ ที่หลังพาเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2014/15 มาตรฐานของผลงานก็ตกลงไปอย่างเห็นได้ชัด แท็กติกฟุตบอลไปจนถึงสไตล์การทำทีมของมูรินโญกลายเป็นของล้าสมัยอย่างรวดเร็ว จนในเวลานี้ไปอยู่ในลีกรองอย่างตุรกีกับเฟเนร์บาห์เช (และไม่ได้แชมป์ด้วย)

 

อย่างไรก็ดีในการให้สัมภาษณ์หลังจบเกมนัดชิงเอฟเอคัพ เป๊ปถูกตั้งคำถามถึงแรงบันดาลใจของเขาที่จะพาทีมกลับมาอีกครั้งว่าจะเป็นไปได้ไหม

 

“แรงบันดาลใจของผมงั้นหรือ?” เป๊ปยิ้มที่มุมปาก

 

“ผมเป็นโค้ชที่มีพรสวรรค์ไง” 

 

อย่าลืมว่านี่คือคนที่กำหนดเทรนด์ฟุตบอลของโลกทั้งใบมาแล้วในช่วงเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ที่ไม่ว่าจะทีมไหนก็อยากจะเล่นให้ได้แบบ ‘ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา

 

ฤดูกาลนี้คือบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ แต่ฤดูกาลหน้าคือความท้าทายที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า สุดท้ายเป๊ปจะพาทีมและพาตัวเองกลับมาได้อีกครั้งไหม

 

หรือเขาจะกลายเป็นของตกยุคแบบมูรินโญจริงๆ

 

อ้างอิง:

The post สิ้นยุคกวาร์ดิโอลา? เทรนด์ฟุตบอลเปลี่ยน เป๊ปจะสร้าง แมนฯ ซิตี้ 2.0 ไหวหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปรแกรมลีก 5 นัดต่อไปของแมนฯ ซิตี้ https://thestandard.co/man-city-next-5-matches-2/ Sun, 02 Feb 2025 03:00:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1036727 man-city-next-5-matches

เริ่มกลับเข้าฟอร์มที่ตามหามานานอีกครั้งสำหรับแมนเชสเตอร […]

The post โปรแกรมลีก 5 นัดต่อไปของแมนฯ ซิตี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
man-city-next-5-matches

เริ่มกลับเข้าฟอร์มที่ตามหามานานอีกครั้งสำหรับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา โดยเฉพาะในเกมพรีเมียร์ลีกที่โกยแต้มจนกลับมายึด Top 4 บนตารางคะแนนได้อีกครั้ง

 

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเช็กโปรแกรม 5 นัด (เกมลีก) ถัดไปของแมนฯ ซิตี้ พบว่ามีเกมใหญ่หลายเกมรอพวกเขาอยู่ไม่น้อย

 

และนี่คือโปรแกรมพรีเมียร์ลีก 5 นัดต่อไปของแมนฯ ซิตี้

 

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post โปรแกรมลีก 5 นัดต่อไปของแมนฯ ซิตี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความสำเร็จตลอด 18 ปีในฐานะกุนซือของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา https://thestandard.co/guardiola-18-years/ Sat, 18 Jan 2025 06:00:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1031561 guardiola-18-years

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เป๊ป กวาร์ดิโอลา […]

The post ความสำเร็จตลอด 18 ปีในฐานะกุนซือของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
guardiola-18-years

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เป๊ป กวาร์ดิโอลา คือหนึ่งในกุนซือที่ประสบความสำเร็จอย่างมากบนเส้นทางอาชีพกุนซือที่ยาวนานร่วม 18 ปี

 

และเนื่องในวันนี้ (18 มกราคม) ถือเป็นวันคล้ายวันเกิดของเป๊ปและจะมีอายุครบ 54 ปี เราจึงรวบรวมผลงานความสำเร็จของยอดกุนซือสมองเพชรผู้นี้มาให้ชมกัน แล้วจะเห็นว่าตลอดการทำงานกับ 3 สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งยุโรป ความสำเร็จที่เป๊ปสร้างไว้เป็นอย่างไรบ้าง

 

 เป๊ป กวาร์ดิโอลา Mac City

 เป๊ป Bayen

 เป๊ป Barcelona

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post ความสำเร็จตลอด 18 ปีในฐานะกุนซือของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Football Fact of the Year 2024 โลกฟุตบอลเกิดอะไรขึ้นบ้าง…ในปี 2024 https://thestandard.co/football-fact-of-the-year-2024/ Sun, 29 Dec 2024 03:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1025148

ในวันที่โลกกำลังโคจรเข้าสู่ปี 2025   หากได้นั่งคิด […]

The post Football Fact of the Year 2024 โลกฟุตบอลเกิดอะไรขึ้นบ้าง…ในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในวันที่โลกกำลังโคจรเข้าสู่ปี 2025

 

หากได้นั่งคิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกฟุตบอล (ระดับโลก) ตลอดปี 2024 จะเห็นว่าตลอดปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น

 

  • เลเวอร์คูเซนคว้าแชมป์ลีกสมัยแรกแบบไร้พ่าย
  • แมนฯ ซิตี้ แชมป์ลีก 4 สมัยติด…ก่อนเผชิญวิกฤตหนักในปัจจุบัน
  • เมสซียังท็อปฟอร์มกับอาร์เจนตินา
  • โรดรีได้บัลลงดอร์ไปครอง

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงโมเมนต์สำคัญบางส่วนเท่านั้น เพราะเหตุการณ์สำคัญๆ ที่น่าสนใจ THE STANDARD SPORT มัดรวมเอาไว้ให้ทุกท่านแล้ว

 

แมนฯ ซิตี้

 

แมนฯ ซิตี้ ทีมแรกของอังกฤษคว้าแชมป์ลีก 4 สมัยติด

 

ย้อนกลับไปช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา แมนฯ ซิตี้ ในฐานะแชมป์เก่า ถูกอาร์เซนอลของ มิเกล อาร์เตตา ท้าทายบัลลังก์แชมป์ลีกอย่างหนัก จนกระทั่งถึง MatchDay ที่ 33 ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่ท็อปฟอร์มมาตลอดนับตั้งแต่เดือนมกราคม มาแซงขึ้นจ่าฝูงได้ในที่สุด

 

แม้ต้องไปลุ้นแชมป์ถึงนัดสุดท้ายของฤดูกาล แต่ชัยชนะของแมนฯ ซิตี้ เหนือเวสต์แฮม 3-1 ทำให้พวกเขาได้ชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก และนับเป็นทีมแรกแห่งเกาะอังกฤษที่ได้แชมป์สมัยที่ 4 ติดต่อกัน

 

อย่างไรก็ตาม ถัดจากวันชื่นคืนสุขไม่กี่เดือน… แมนฯ ซิตี้ในทีมงานเดียวกันนี้ กลับไม่สามารถเร่งเครื่องทำผลงานได้ดีเหมือนเก่า หลังจากไร้ชัยชนะเป็นเวลาหลายนัด จนสร้างสถิติที่ไม่น่าจดจำมากมาย ซึ่งยังต้องติดตามต่อไปว่าในระยะยาวนี้ เป๊ปที่เพิ่งสลัดน้ำหมึกต่อสัญญากับทีมไป จะทำทัพเรือใบให้กลับมาแล่นฉิวเหมือนเดิมได้หรือไม่

 


 

ชาบี อลอนโซ

 

ชาบี อลอนโซ เสกให้เลเวอร์คูเซนกลายเป็นแชมป์ไร้พ่าย

 

การกระชากแชมป์มาจากพี่เสือ ‘บาเยิร์น มิวนิก’ หนึ่งในทีมดังที่ครองแชมป์บุนเดสลีกามายาวนานกว่า 11 ฤดูกาลนั้นเป็นเรื่องยากมาก

 

แต่ ชาบี อลอนโซ ทำได้! และไม่ได้ทำแค่การพาไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ครองแชมป์ลีก ซึ่งนับเป็นแชมป์สมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ชาบียังทำให้ทัพนายห้างขายยาทีมนี้กลายเป็นทีมไร้พ่าย กับผลงานชนะ 28 เสมอ 6 จากทั้งหมด 34 แมตช์ นับว่าสุดยอดมากๆ

 


 

สเปน

 

สเปนกลับมาทวงบัลลังก์เจ้าแห่งยุโรป!

 

ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ยูโร 2024 ทีมชาติสเปนในมือของ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ เป็นม้านอกสายตาของแฟนบอลพอสมควร จนถูกยกให้เป็นตัวเต็งแชมป์ลำดับ 5-6 ตั้งแต่ก่อนการแข่งขันจะเริ่ม

 

แต่เมื่อเกมเริ่ม…และผ่านรอบแบ่งกลุ่มมา สเปนกลับมาอยู่ในความสนใจของแฟนๆ อีกครั้ง จนหลายคนยกให้ทัพกระทิงดุที่โดดเด่นไม่น้อยในทัวร์นาเมนต์นี้ มีโอกาสเป็นแชมป์สูงไม่แพ้ทีมใด

 

จนในที่สุดทีมชาติสเปนหักด่านอังกฤษในเกมรอบชิงฯ 2-1 พร้อมคว้าแชมป์ยูโรไปครองสุดยิ่งใหญ่

 


 

โธมัส ทูเคิล

 

โธมัส ทูเคิล นายใหญ่คนใหม่แห่งทีมชาติอังกฤษ

 

หลังจากพลาดโอกาสพาทีมชาติอังกฤษคว้าแชมป์ยูโรอย่างน่าผิดหวัง ทั้งที่มาถึงนัดชิงฯ ได้ 2 ครั้งติดต่อกัน สำหรับทัพสิงโตคำรามในมือของ แกเร็ธ เซาท์เกต ซึ่งเจ้าตัวเลือกก้าวลงจากตำแหน่งกุนซือในเวลาต่อมา

 

และนับจากนั้นไม่กี่เดือน ทีมชาติอังกฤษได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยการแต่งตั้ง โธมัส ทูเคิล เข้ามารับงานกุนซือคนใหม่ของทีม ทำให้กลายเป็นกุนซือชาวเยอรมนีคนแรกที่จะได้คุมทีมชาติอังกฤษ และเป็นชาวต่างชาติในรอบ 12 ปี ถัดจาก ฟาบิโอ คาเปลโล ที่ได้ขึ้นหลังสิงโตในฐานะกุนซือของทีม

 

โดยภารกิจใหญ่ของทูเคิลกับทัพสิงโตคำราม (เบื้องต้น) คือการพาทีมฝ่าด่านรอบคัดเลือกเพื่อไปเล่นในศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เป็นเจ้าภาพร่วม

 


 

เอ็มบัปเป

 

สานฝันประธานเป้! ในที่สุดเอ็มบัปเปก็ได้สวมเสื้อราชันชุดขาว

 

เคสนี้เป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจ แต่เกิดขึ้นกับตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์ 2024/25 เมื่อ คีเลียน เอ็มบัปเป ดาวยิงทีมชาติฝรั่งเศส ได้ฤกษ์เปิดตัวกับเรอัล มาดริด สุดยิ่งใหญ่ ในสนามซานติอาโกเบร์นาเบว หลังปฏิเสธต่อสัญญากับปารีส แซงต์ แชร์กแมง นั่นทำให้การย้ายทีมครั้งนี้ของเขาเป็นการย้ายแบบไร้ค่าตัว พร้อมเซ็นสัญญายาว 5 ปี (ถึงปี 2029) ฟันค่าเหนื่อย 15 ล้านยูโรต่อปี

 


 

เจอร์เกน คล็อปป์ อำลาลิเวอร์พูล

 

ปิดฉาก 9 ปี เจอร์เกน คล็อปป์ อำลาลิเวอร์พูล เปิดทางสู่ยุคสมัยแห่งความร้อนแรงของ อาร์เน สลอต

 

นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในถิ่นแอนฟิลด์ช่วงปีที่ผ่านมา นั่นคือการอำลาทีมของ เจอร์เกน คล็อปป์ นายใหญ่ชาวเยอรมนีที่ตัดสินใจพักงานจากวงการฟุตบอล หลังคุมทีมหงส์แดงมายาวนานกว่า 9 ปี พาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และแชมป์พรีเมียร์ลีกที่สโมสรรอคอยกันมานานกว่า 30 ปี

 

อย่างไรก็ตาม อาร์เน สลอต กุนซือชาวดัตช์วัย 46 ปี ที่ตัดสินใจแยกทางกับเฟเยนูร์ด เพื่อมาเซ็นสัญญารับงานคุมทีมลิเวอร์พูลแบบไม่ได้ถูกคาดหวัง กลับทำผลงานได้อย่างร้อนแรง ชนิดที่กลายเป็นทีมที่ยากต่อการต่อกรในเวลานี้

 

เพราะอาร์เนพาทีมบินสูงด้วยการยึดอันดับ 1 ใน UCL และพรีเมียร์ลีก กับฟอร์มขั้นเทพ ทั้งที่เสริมทัพในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์ไม่กี่คนเท่านั้น แต่ขุมกำลังที่เป็นมรดกจากคล็อปป์ อาร์เนสามารถปลูกปั้นและเรียกศักยภาพนักเตะในภาพรวมให้ทำผลงานอย่างยอดเยี่ยม และกลายเป็นทีมเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกในเวลานี้

 


 

ดราม่าบัลลงดอร์

 

ดราม่าบัลลงดอร์ ที่สุดท้ายตกเป็นของโรดรี และวินิได้นักเตะยอดเยี่ยมฟีฟ่าท้ายปี

 

นับเป็นอีกหนึ่งการประกาศผลรางวัลบัลลงดอร์ที่มีดราม่าใหญ่ครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้

 

ท่ามกลางการลุ้นอย่างหนักว่าใครจะได้รางวัลลูกบอลทองคำไปครอง ระหว่าง ‘วินิซิอุส จูเนียร์’ แห่งเรอัล มาดริด และ ‘โรดรี’ จอมทัพผู้เป็นหัวใจของแมนฯ ซิตี้และทีมชาติสเปน

 

ที่สุดท้ายแล้วบัลลงดอร์ปี 2024 ตกเป็นของโรดรี ที่ได้รับผลโหวตเหนือวินิเพียง 41 คะแนนเท่านั้น โดยตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา กองกลางรายนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่พาแมนฯ ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก (สมัยที่ 4 ติดต่อกัน), แชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพ, แชมป์สโมสรโลก และพาทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ยูโร รวมถึงรางวัลส่วนบุคคลอย่างนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์

 

และจากเหตุการณ์นี้พบปมที่ทำให้เห็นเหตุดราม่าตั้งแต่ก่อนงานประกาศรางวัล เพราะฝั่งเรอัล มาดริด ไม่ส่งนักเตะหรือคนของสโมสรเข้าร่วมแม้แต่คนเดียว เหตุเพราะไม่พอใจในเกณฑ์ตัดสิน และมองว่าผู้จัดไม่ให้เกียรติกับทีม เพราะสโมสรมองว่าหากวินิไม่ได้เป็นผู้ชนะ รางวัลนี้ก็ควรจะตกเป็นของ ดานี การ์บาฆาล ที่ประสบความสำเร็จไม่น้อยไปกว่าโรดรี ทั้งในนามสโมสรและทีมชาติสเปน

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ วินิซิอุส จูเนียร์ เป็นผู้ชนะรางวัลนักฟุตบอลชายยอดเยี่ยมจากเวที The Best FIFA Football Awards 2024 เช่นเดียวกับ คาร์โล อันเชลอตติ กุนซือของเรอัล มาดริด ที่ซิวรางวัลโค้ชยอดเยี่ยมไปครอง

 


 

เทนฮากไป อโมริมมา และวิกฤตทางผลงานที่รอวันแก้ไขของแมนฯ ยูไนเต็ด

 

เทนฮากไป อโมริมมา และวิกฤตทางผลงานที่รอวันแก้ไขของแมนฯ ยูไนเต็ด

 

นับจาก เอริก เทน ฮาก พาทีมโค่นอริร่วมเมืองคว้าแชมป์เอฟคัพ 2023/24 ไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา พร้อมได้สัญญาจาก INEOS และเงินเสริมทัพจำนวนหนึ่งสำหรับคุมทัพต่อในฤดูกาลนี้

 

ผลงานของทัพปีศาจแดงในฤดูกาล 2024/25 กลับไม่สู้ดี แทบจะไม่ได้ขยับตัวออกจากโซนครึ่งล่างของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก จน เทน ฮาก ไปไม่รอด…ถูกปลดพ้นตำแหน่งหลังเกมแพ้เวสต์แฮม 1-2 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

 

นั่นทำให้ไม่กี่วันต่อมาทีมหันไปเซ็นสัญญากับกุนซือหนุ่มไฟแรงจากแดนฝอยทองอย่าง รูเบน อโมริม ที่กำลังไปได้สวยกับสปอร์ติง ลิสบอน เข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ของทีม ท่ามกลางความคาดหวังของแฟนบอล ไม่ต่างจากฉากที่ซูเปอร์แมนอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่รอคอยความหวังแห่งการเปลี่ยนแปลง

 

ทว่า…การเปลี่ยนแปลงทีมที่ดูเหมือนอยู่ในวงล้อมของปัญหาหลายๆ มิติจะยังเป็นงานหินไม่น้อยสำหรับอโมริม กับแผน 3-4-3 ที่หยิบมาใช้แบบไม่เผื่อใจ

 

เพราะหลังผ่านไป 9 นัดพวกเขาทำผลงานชนะ 4 เสมอ 1 แพ้ 4 เกม ยังหาความลงตัวไม่เจอ และทำให้อันดับในลีกจมอยู่ที่ 13 ของตารางในปัจจุบัน

 


 

แฮร์รี เคน ราชาไร้บัลลังก์

 

แฮร์รี เคน ราชาไร้บัลลังก์ ได้ทุกอย่างยกเว้นถ้วยแชมป์ และโคมันเสียสถิติชูถ้วยแชมป์ต่อเนื่อง

 

44 ประตูจาก 45 นัดในทุกรายการ นี่คือผลงานในฤดูกาลแรกของ แฮร์รี เคน กับบาเยิร์น มิวนิก ที่เจ้าตัวมาอยู่กับทีมได้เพียงฤดูกาลแรกเท่านั้น และทำให้เขาได้รางวัลส่วนตัวอย่างรองเท้าทองคำแห่งทวีปยุโรปและดาวซัลโวของบุนเดสลีกา

 

แต่จะด้วยวาสนาหรืออะไรก็ตามที่เล่นตลกกับเขา เพราะผลงานอันยอดเยี่ยมนี้ไม่สามารถทำให้เคนคว้าแชมป์กับทีมได้เลยสักรายการเดียว

 

ขณะเดียวกัน คิงสเลย์ โคมัน แนวรุกของบาเยิร์น มิวนิก เป็นอีกคนที่เสียสถิติกับทีมเมื่อฤดูกาล 2023/24 เพราะนั่นนับเป็นครั้งแรกในอาชีพการค้าแข้งของเจ้าตัวที่เขาไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกได้ หลังแชมป์บุนเดสลีกาตกเป็นไบเออร์ เลเวอร์คูเซน

 

โดยก่อนหน้านี้โคมันทำสถิติเป็นนักเตะคนแรกของ 5 ลีกใหญ่ยุโรปที่คว้าแชมป์ลีกได้ทุกปี นับตั้งแต่เล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกกับปารีส แซงต์ แชร์กแมง เมื่อฤดูกาล 2012/13 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเขาลงเล่นให้ 3 ทีมดังอย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมง, ยูเวนตุส และบาเยิร์น มิวนิก พร้อมกวาดถ้วยแชมป์ลีกต่อเนื่องได้มากถึง 12 ใบ

 


 

เมสซี และ อาร์เจนตินา

 

ลิโอเนล เมสซี ยังไม่แผ่ว พาอาร์เจนตินาป้องกันแชมป์โคปาอเมริกาสุดยิ่งใหญ่

 

แม้จะปล่อยใจ ค้าแข้งแบบชิลๆ กับอินเตอร์ ไมอามี พร้อมด้วยผองเพื่อน (อดีตนักเตะบาร์ซา) ที่ขนทัพไปเล่นในลีกลุงแซม จนช่วยทีมคว้าแชมป์ซัพพอร์เตอร์สชิลด์ (ทีมที่มีอันดับดีที่สุดในช่วงฤดูกาลปกติ)

 

แต่ ลิโอเนล เมสซี ในสีเสื้อทีมชาติอาร์เจนตินา ยังเป็นที่พึ่งของทีมอยู่เสมอแม้อายุจะล่วงเข้าวัย 37 ปี ภายหลังสวมปลอกแขนกัปตันนำทีมป้องกันแชมป์โคปาอเมริกาได้สำเร็จในช่วงกลางปีที่ผ่านมา และนับเป็นแชมป์สมัยที่ 16 ของทัพฟ้าขาว

 

และถึงนาทีนี้เหลือเวลาไม่ถึง 2 ปีเท่านั้น ก่อนฟุตบอลโลก 2026 จะเวียนกลับมาฟาดแข้งอีกครั้ง เมสซีที่ยังคงเล่นกับสโมสรและทีมชาติต่อเนื่องแบบนี้ ทำให้แฟนๆ เริ่มมีใจและคาดหวังว่าจะได้เห็นเขาในฟุตบอลโลกอีกครั้ง แม้เจ้าตัวจะเคยประกาศว่าเล่นครั้งสุดท้ายตอนได้แชมป์โลกที่กาตาร์เมื่อปี 2022 ไปแล้วก็ตาม

The post Football Fact of the Year 2024 โลกฟุตบอลเกิดอะไรขึ้นบ้าง…ในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทียบผลงาน 5 นัดหลังสุด ก่อนเกมแมนเชสเตอร์ดาร์บี้ https://thestandard.co/manchester-derby-last-5-matches-comparison/ Sat, 14 Dec 2024 13:34:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1019704

ก่อนเกมแมนเชสเตอร์ดาร์บี้คืนนี้ 🔥   เราไปย้อนดูผลง […]

The post เทียบผลงาน 5 นัดหลังสุด ก่อนเกมแมนเชสเตอร์ดาร์บี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ก่อนเกมแมนเชสเตอร์ดาร์บี้คืนนี้ 🔥

 

เราไปย้อนดูผลงานแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในมือของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา รวมถึงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุคของกุนซือหนุ่มไฟแรง รูเบน อโมริม เพื่อดูว่าตลอด 5 นัดหลังสุด แต่ละทีมเป็นอย่างไรบ้าง

 

แล้วชาว THE STANDARD SPORT คิดว่าคืนนี้…แมนเชสเตอร์จะเป็นสีอะไร?

 

manchester-derby-last-5-matches-comparison

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post เทียบผลงาน 5 นัดหลังสุด ก่อนเกมแมนเชสเตอร์ดาร์บี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรีวิว: แมนฯ ซิตี้ vs. แมนฯ ยูไนเต็ด ‘เป๊ปดวลอโมริม’ บิ๊กแมตช์ที่แฟนบอลรอคอย https://thestandard.co/man-city-vs-man-united-pep-vs-amorim-preview/ Sat, 14 Dec 2024 10:08:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1019632 man-city-vs-man-united-pep-vs-amorim-preview

วันนี้ (15 ธันวาคม) ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล […]

The post พรีวิว: แมนฯ ซิตี้ vs. แมนฯ ยูไนเต็ด ‘เป๊ปดวลอโมริม’ บิ๊กแมตช์ที่แฟนบอลรอคอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
man-city-vs-man-united-pep-vs-amorim-preview

วันนี้ (15 ธันวาคม) ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2024/25 มีเกมบิ๊กแมตช์ระหว่างทัพ ‘เรือใบสีฟ้า’ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบกับ ‘ปีศาจแดง’ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สนามเอติฮัด สเตเดียม ในเวลา 23.30 น. ถ่ายทอดสดทางช่อง True Premier Football HD 1 และ 2

 

และเช่นเคย THE STANDARD SPORT รวบรวมข้อมูลสำคัญๆ เพื่อพาแฟนบอลไปอุ่นเครื่องและส่องความพร้อมของนักเตะทั้งฝั่งแมนฯ ซิตี้และแมนฯ ยูไนเต็ด รวมถึงสถิติต่างๆ ที่น่าสนใจมาฝากก่อนเกมสำคัญของทั้งสองทีม ซึ่งเราจะได้เห็นการวัดกึ๋นกันของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา และ รูเบน อโมริม ในเวอร์ชันแมนเชสเตอร์ดาร์บี

 

ความพร้อมของแมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

ความพร้อมของแมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

10 นัดหลังที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา กำลังเผชิญกับวิกฤตเรื่องของผลงานในสนามอย่างหนัก เนื่องจากพวกเขาเก็บชัยชนะได้เพียง 1 นัด จาก 10 นัด

 

สำหรับนัดนี้แมนฯ ซิตี้มีปัญหาเรื่องของสภาพความพร้อมพอสมควร โดยเฉพาะในแผงเกมรับ เพราะพวกเขาจะขาด ออสการ์ บ็อบบ์, โรดรี, จอห์น สโตนส์, มานูเอล อาคานจี และ นาธาน อาเก ที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บ รวมถึง ริโก ลูอิส ที่ติดโทษแบน ขณะที่ผู้เล่นที่เหลือเชื่อว่าเป๊ปจะยังยึดผู้เล่นตัวเก่งลงสนามกันแบบครบทีม

 

คาดการณ์ 11 ตัวจริง

 

เอแดร์ซอน (ผู้รักษาประตู), ไคล์ วอล์กเกอร์, ซิมป์สัน-พูซีย์, รูเบน ดิอาส, ยอสโก กวาร์ดิโอล, มาเตโอ โควาซิช, แบร์นาโด ซิลวา, มาเตอุส นูเนส, ซาวินโญ, เควิน เดอ บรอยน์ และ เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์

 

ผลงาน 5 นัดหลังสุด | ชนะ 1 เสมอ 2 แพ้ 2

 

  • แพ้ ยูเวนตุส 0-2 (UEFA Champions League)
  • เสมอ คริสตัล พาเลซ 2-2 (Premier League)
  • ชนะ ฟอเรสต์ 3-0 (Premier League)
  • แพ้ ลิเวอร์พูล 0-2 (Premier League)
  • เสมอ เฟเยนูร์ด 3-3 (UEFA Champions League)

 

คาดการณ์ 11 ตัวจริง

 

ความพร้อมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

เปิดฤดูกาลไม่ค่อยสวยเท่าไรนักสำหรับทัพปีศาจแดงตั้งแต่ในยุคของ เอริก เทน ฮาก แม้จะเก็บชัยได้มากขึ้นในยุคของ รูเบน อโมริม แต่นั่นคือผลงานในยูโรปาลีก เพราะหากมองผลงานในลีก 4 เกม อโมริมพาทีมชนะได้เพียง 1 นัด และ 2 นัดหลังสุดต้องปราชัยให้กับอาร์เซนอลและฟอเรสต์ จมอยู่อันดับ 13 ของตารางในตอนนี้

 

นักเตะทัพปีศาจแดงยังอยู่ในช่วงปรับตัวเข้ากับระบบของอโมริมที่หันมาใช้ 3-4-3 เป็นหลักในเวลานี้ ซึ่งหลายเกมที่ผ่านมายังคงเห็นจุดที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างการประสานงานระหว่างนักเตะที่ต้องเน้นความเข้าใจขึ้นในทุกตำแหน่ง โดยเฉพาะเกมรับที่ต้องขันให้แน่น หลังเสียไปแล้ว 8 ลูก จาก 5 เกมล่าสุด

 

ส่วนปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บตอนนี้มีเพียง 2 คน ประกอบด้วย ลุค ชอว์ และ จอนนี อีแวนส์ ขณะที่ผู้เล่นคนสำคัญในตำแหน่งอื่นๆ พร้อมลงสนามในเกมแห่งศักดิ์ศรีกันทุกคน

 

คาดการณ์ 11 ตัวจริง

 

อังเดร โอนานา (ผู้รักษาประตู), นูสแซร์ มาซราอุย, มัทไธจ์ส เดอ ลิกต์, ลิซานโดร มาร์ติเนซ, ดิโอโก ดาโลต์, มานูเอล อูการ์เต, ค็อบบี ไมนู, อาหมัด ดิยัลโล, อเลฮานโดร การ์นาโช, บรูโน แฟร์นันด์ส และ ราสมุส ฮอยลุนด์

 

ผลงาน 5 นัดหลังสุด | ชนะ 3 แพ้ 2

 

  • ชนะ วิคตอเรีย พัลเซน 2-1 (UEL)
  • แพ้ ฟอเรสต์ 2-3 (Premier League)
  • แพ้ อาร์เซนอล 0-2 (Premier League)
  • ชนะ เอฟเวอร์ตัน 4-0 (Premier League)
  • ชนะ โบโดกลิมต์ 3-2 (UEL)

 

ผลการดวลกัน 5 นัดหลังสุด

 

ผลการดวลกัน 5 นัดหลังสุด

 

ผลการดวลกัน 5 นัดหลังที่พบกันในแมนเชสเตอร์ดาร์บี เป็นฝั่งแมนฯ ซิตี้ ที่มีสถิติเหนือกว่าชัดเจน โดยนัดล่าสุดที่แมนฯ ยูไนเต็ด สามารถเอาชนะแมนฯ ซิตี้ เกิดขึ้นเมื่อฤดูกาลก่อน ในเกม FA Cup รอบชิงชนะเลิศ ที่ทัพปีศาจแดงเฉือนชนะแมนฯ ซิตี้ 2-1

 

และนี่คือผลการแข่งขันที่ดวลกัน 5 นัดหลังสุด

 

  • แมนฯ ซิตี้ 1-1 แมนฯ ยูไนเต็ด (จุดโทษ 7-6 / Community Shield 2024)
  • แมนฯ ซิตี้ 1-2 แมนฯ ยูไนเต็ด (FA Cup 2023/24)
  • แมนฯ ซิตี้ 3-1 แมนฯ ยูไนเต็ด (Premier League 2023/24)
  • แมนฯ ยูไนเต็ด 0-3 แมนฯ ซิตี้ (Premier League 2023/24)
  • แมนฯ ซิตี้ 2-1 แมนฯ ยูไนเต็ด (FA Cup 2022/23)

 

 

 

The post พรีวิว: แมนฯ ซิตี้ vs. แมนฯ ยูไนเต็ด ‘เป๊ปดวลอโมริม’ บิ๊กแมตช์ที่แฟนบอลรอคอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะแท็กติก 3 จุดสำคัญ อาร์เนสยบเป๊ปราบคาบ (+10 นัดอันตรายชุดใหม่ของลิเวอร์พูล) https://thestandard.co/arnes-3-key-tactics-against-pep/ Mon, 02 Dec 2024 13:58:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1015294

เป๊ป กวาร์ดิโอลา ได้แค่ชูนิ้วทั้ง 6 เป็นการตอบโต้ต่อแฟน […]

The post เจาะแท็กติก 3 จุดสำคัญ อาร์เนสยบเป๊ปราบคาบ (+10 นัดอันตรายชุดใหม่ของลิเวอร์พูล) appeared first on THE STANDARD.

]]>

เป๊ป กวาร์ดิโอลา ได้แค่ชูนิ้วทั้ง 6 เป็นการตอบโต้ต่อแฟนบอลลิเวอร์พูลที่ร้องเพลงเสียดสีแทงใจดำว่า “Sacked in the Morning!” หรือเดี๋ยวเช้าก็โดนเด้งแล้ว ภายหลังจากที่แมนฯ ซิตี้ไม่สามารถต้านทานจ่าฝูงผู้ร้อนแรง พ่ายที่แอนฟิลด์ไป 2-0 ในเกมบิ๊กแมตช์เมื่อคืนที่ผ่านมา

 

ความจริงแล้วอัจฉริยะลูกหนังผู้เป็นเจ้าพ่อนวัตกรรมของเกมฟุตบอลในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาพยายามแล้วที่จะหาทางเพื่อทั้งหยุดลิเวอร์พูลให้ได้ เพราะหากพ่ายแพ้ขึ้นมาจะโดนทิ้งห่างถึง 11 แต้ม แทบไม่เหลือความหวังสำหรับการป้องกันแชมป์สมัยที่ 5

 

แต่ตลอดทั้งเกมแท็กติกของเขาไม่สามารถสู้กับการวางหมากของ อาร์เน สลอต บอสใหญ่คนใหม่ได้แม้แต่น้อย

 

นี่คือ 3 จุดสำคัญที่กุนซือชาวดัตช์ทำได้เหนือกว่า และทำให้ลิเวอร์พูล – ต่อให้ครองบอลรวมน้อยกว่า – เป็นฝ่ายเอาชนะได้อย่างสง่างาม จบ 10 นัดที่เขาว่าอันตรายได้สวยงาม

 

ว่าแต่ 10 นัดอันตรายข้างหน้าพวกเขาจะต้องเจอใครต่อ?

 

 

ไม่ต้องมากพิธี ต่อยตีกันเลย!

 

การพบกันระหว่างลิเวอร์พูลกับแมนฯ ซิตี้ ในช่วงหลายปีหลังไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม หลายนัดจะเป็นการต่อสู้เชิงแท็กติกที่เคร่งเครียด ผู้เล่นไม่ได้เล่นในแบบที่เป็นตัวของตัวเองมากนักเพราะต้องระมัดระวังคู่แข่งสุดอันตราย

 

เปรียบก็เหมือนเล่นกันแบบกิเลนประลองเชิง ใครทะเล่อทะล่าออกท่วงท่ารำก่อนอาจจะโดนเล่นงานกลับถึงแพ้ได้

 

แต่เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเกมเมื่อคืนที่แอนฟิลด์ เพราะเปิดฉากมาลิเวอร์พูลภายใต้แบรนด์ ‘Slot Machine’ กดปุ่มติดเครื่องเดินหน้าใส่ทันทีแบบไม่สนใจด้วยว่าเป๊ปจะวางหมากให้แมนฯ ซิตี้แบบไหน

 

การเพรสซิงที่หนักหน่วงโดยเฉพาะแดนบนซึ่งหัวใจคือการใส่ผู้เล่นที่มีความเร็วจัดจ้านและเพรสดุดันอย่าง หลุยส์ ดิอาซ ที่ตอนนี้สามารถเล่นในบทกองหน้าตัวกลางได้เพิ่มด้วย กับ โดมินิก โซโบสไล ทำให้ลิเวอร์พูลเหมือนมี False 9 (หรือ Double 10) อยู่ 2 คนที่จะวิ่งไล่บีบใส่จนซิตี้รวนทั้งทีม

 

อีกทั้งวิธีการเพรสซิงในยุคของสลอตเป็นการเพรสซิงแบบละเอียด เปรียบเหมือนการใช้เครื่องบดเมล็ดกาแฟแบบไฟฟ้าที่สามารถปรับความละเอียดได้ดีกว่าการบดโดยใช้เครื่องแบบแมนวลในยุคของ เจอร์เกน คล็อปป์ (ที่อาจจะได้ฟีลกว่าเล็กน้อยถึงความละเมียดละไม)

 

ในช่วง 25 นาทีแรกของเกม ลิเวอร์พูลไล่บดจนทีมอย่างซิตี้ไปไม่เป็น ตั้งกระบวนไม่ถูก มีโอกาสสัมผัสบอลในแดนสุดท้าย (Final Third) ของลิเวอร์พูลแค่ 5 ครั้งเท่านั้น และเปอร์เซ็นต์การผ่านบอลสำเร็จ (Pass Accuracy) ต่ำแค่ 82 เปอร์เซ็นต์

 

ถ้าเกมรุกจะเฉียบคมกว่านี้ ลิเวอร์พูลมีโอกาสจะนำขาดถึง 4-5 ลูกได้ตั้งแต่ 20 นาทีแรกเลยทีเดียว

 

และการเพรสซิงนี้ถึงจะลดความหนักหน่วงในครึ่งหลัง แต่การไล่บอลของ ดาร์วิน นูนเญซ ตัวสำรองที่ลงมาก็มีส่วนในการทำให้ทีมได้จุดโทษที่นำไปสู่ประตูฝัง 2-0 ของ โม ซาลาห์ ด้วย

 

 

หักเสาเผาใบเรือ

 

แต่แท็กติกของลิเวอร์พูลไม่ได้มีแค่การเพรสซิงอย่างเดียวเท่านั้น พวกเขายังหักเสาแล้วเผาใบเรือของแมนฯ ซิตี้ให้ราบคาบ

 

เกมนี้เป๊ปมีการ Tweak หรือ ‘เขย่า’ แท็กติกการเล่นของทีมเล็กน้อยด้วยการจัดผู้เล่นในระบบ 4-2-4 โดยคู่กลางตัวหลักคือ แบร์นาโด ซิลวา และ อิลคาย กุนโดกัน สองผู้เล่นตัวเก๋าของทีม ด้วยหวังจะใช้ประสบการณ์ของทั้งคู่ควบคุมจังหวะความลื่นไหลของเกม

 

แต่ปรากฏว่าแท็กติกนี้ทำให้ซิตี้ตกเป็นรอง เพราะแพ้ 3 ผู้เล่นแดนกลางของลิเวอร์พูลทันทีด้วย ‘จำนวน’ (Outnumbered) พวกเขาเจอสถานการณ์ 3 ต่อ 2 ตลอด อีกทั้งต่อให้เก๋าแค่ไหนก็สู้ลูกสดของ ไรอัน กราเฟนแบร์ก, อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และตัวไฮบริดอย่างโซโบสไลไม่ไหว

 

กว่าจะขยับเอา มานูเอล อาคานจี มาเติมตรงนี้ก็ช่วงครึ่งหลังแล้ว ซึ่งทำให้ทีมกลับมาเป็นฝ่ายครองบอลได้มากกว่า แต่ก็ยังไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นนัก

 

 

Running Down the Wing

 

ปกติแล้วลิเวอร์พูลยุคของ อาร์เน สลอต เป็นทีมที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของการ Build Up ค่อยๆ เคาะต่อบอลขึ้นมาจากแดนหลัง โดยจะมีผู้เล่นที่ขยับหาช่องทั้งริมเส้นหรือตรงกลางสนามเพื่อจะรอพลิกบอลและเปลี่ยนจังหวะการเล่นเร็วในการเข้าทำ (โดยที่ถ้าทำไม่ได้ก็จะวนกลับมาเริ่มต้นกันใหม่)

 

แต่ในเกมกับซิตี้ หนึ่งใน ‘ทีเด็ด’ ที่นำไปสู่การได้ประตูแรกด้วยคือการเล่นบอลยาว (Long Ball) วางข้ามแนวรับของซิตี้

 

การวางบอลยาวของลิเวอร์พูลมีหลายรูปแบบ เจาะได้ทั้งซ้าย ขวา และตรงกลาง แต่บอลที่มีประสิทธิภาพสูงและได้ประสิทธิผลที่ดีที่สุดคือการวางบอลทแยงมุม (Diagonal Ball) ออกทางฝั่งขวาที่จะมี โม ซาลาห์ คอยอยู่ตรงนั้น

 

ความจริงการเลือกเพลย์แบบนี้จริงๆ แล้วก็มีความเสี่ยงอยู่ เพราะเป็นการเปิดช่องว่างระหว่างพื้นที่มากเกินไป ซึ่งหากจ่ายพลาดหรือรับบอลแล้วทำเสียมีโอกาสจะโดนโต้กลับที่อาจเป็นอันตรายได้สูงเหมือนกัน

 

แต่เพราะคนที่เปิดบอลยาวให้คือ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และคนที่สปรินต์ไปเอาบอลคือซาลาห์ ลูกเปิดยาวที่พิเศษ – ซึ่งเป็นการเปิดแบบ Drive ลูกพุ่งเร็ว – ของแบ็กขวาทีมชาติอังกฤษที่ขยับมาตรงกลางและมองเห็นพื้นที่หลังแบ็กที่ว่างอยู่เพราะซิตี้กำลังเพรสแดนบนพอดี บอลไปถึง ‘The Egyptian King’ วิ่งโกยแน่บไปเอาบอล ก่อนจะหาจังหวะเปิดไปจุดนัดพบที่เสาไกลให้ โคดี กักโป ที่อาศัยจังหวะเผลอของ ไคล์ วอล์กเกอร์ วิ่งแอบมาเข้าฮอสสบายๆ เป็นประตูขึ้นนำ

 

ลูกนี้ซาลาห์ยังบอกหลังเกมด้วยว่าเป็นลูกซ้อม (และยังบ่นเรื่องอนาคตของตัวเองอีกเล็กน้อย…) ซึ่งก่อนจะแอสซิสต์ลูกนี้ก็มีการเล่นลูกลักษณะนี้ก่อน 2-3 ครั้ง แปลว่าลิเวอร์พูลมีการเตรียมจุดนี้มาจริง โดยเฉพาะการเจาะทางซาลาห์เพื่อเล่นงานแบ็กซ้ายของซิตี้

 

 

สำหรับในช่วงเวลาที่เหลือลิเวอร์พูลประคับประคองสถานการณ์ได้และความจริงมีโอกาสใกล้เคียงจะได้ประตูเพิ่มอีกหลายลูกด้วยซ้ำแต่พลาดไปหมด

 

ส่วนแมนฯ ซิตี้ โอกาสเข้าทำที่ชัดเจนมีน้อยมาก นอกจากโอกาสยิงของ ริโก ลูอิส ในช่วงท้ายครึ่งแรกที่เป็นโอกาสยิงหนเดียวใน 45 นาทีแรก โอกาสใกล้เคียงที่สุดคือจังหวะที่ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ไปพลาดโดน เควิน เดอ บรอยน์ ฉกบอลไปจากหน้ากรอบเขตโทษแต่ยิงไม่ผ่าน ควีวิน เคลเลเฮอร์ ที่ออกมาเซฟได้อย่างยอดเยี่ยม

 

โดยที่ลิเวอร์พูลครองบอลน้อยกว่าเพราะเป๊ปปรับแท็กติกมาเล่น 3-2-2-3 ในช่วงครึ่งหลังที่ทำให้ครองบอลในครึ่งหลังได้ 66 เปอร์เซ็นต์ (ครึ่งแรก 46.5 เปอร์เซ็นต์) และไม่ได้เล่นเพรสซิงหนักแบบช่วง 20 นาทีแรก แต่ก็ต้านทานได้หมด แม้เป๊ปจะส่งตัวรุกอย่างเดอ บรอยน์, เยเรมี โดกู, ซาวินโญ หรือ แจ็ค กรีลิช ลงมาก็ตาม

 

ส่วนนักเตะจอมมารอย่าง เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์ ในเกมนี้แทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ค่า Expected Goals น้อยกว่า เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ที่โหม่งลูกเตะมุมไป 3 หน (ชนเสา 1) เสียอีก

 

คำถามคือฟอร์มการเล่นแบบนี้ลิเวอร์พูลพร้อมสำหรับการลุ้นแชมป์จริงๆ แล้วไหม? พวกเขาควรจะคิดแบบนั้นแม้ฤดูกาลจะเพิ่งผ่านมาแค่ 13 นัดหรือเปล่า?

 

คำตอบจากนักวิเคราะห์ของพรีเมียร์ลีก Alex Keble บอกไว้แบบนี้ว่า

 

“ลืมเรื่องปัญหาของซิตี้ไปก่อน ทั้งหมดที่บอกมาคือเหตุผลว่าทำไมลิเวอร์พูลถึงเป็นตัวเก็งเต็งจ๋าสำหรับตำแหน่งแชมป์ในฤดูกาลนี้”

 

แต่ช้าก่อน ขอให้ดูโปรแกรม 10 นัดต่อไปก่อน…

 

10 นัดอันตรายของจริง?

 

ก่อนหน้านี้มีการมองว่าลิเวอร์พูลที่เริ่มต้นฤดูกาลได้สวยงามอาจจะตกที่นั่งลำบากได้เพราะต้องเจอกับ 10 นัดอันตราย ปรากฏว่า 10 นัดที่ผ่านมาพวกเขาชนะไปถึง 9 และเสมอแค่เกมเดียว โดยมีผลดังต่อไปนี้

 

 

ส่วนอีก 10 นัดต่อจากนี้ก็อันตราย ประมาทไม่ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อ อาร์เน สลอต เริ่มเจอปัญหาอาการบาดเจ็บของผู้เล่นบ้างแล้วจากการเสีย อิบราฮิมา โกนาเต และ คอเนอร์ แบรดลีย์ สองกองหลังไปพร้อมกันที่ต้องพักยาวถึงปีใหม่

 

นี่คือโปรแกรมที่ลิเวอร์พูลจะต้องเจอกับใครบ้างในช่วงหลังจากนี้?

 

 

เอาไว้ถ้าผ่านตรงนี้ได้แบบฉลุย รักษาระยะห่างกับทีมที่ไล่ตามมาอย่างอาร์เซนอล, เชลซี รวมถึงแมนฯ ซิตี้ได้ก่อน นั่นแหละจะเป็นจุดที่เราพูดได้ว่าลิเวอร์พูลมีโอกาสจะลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้งจริงๆ

 

พรี่ๆ เดอะ ค็อป ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งจองรถแห่อะไรกันตอนนี้นะ…

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

อ้างอิง:

The post เจาะแท็กติก 3 จุดสำคัญ อาร์เนสยบเป๊ปราบคาบ (+10 นัดอันตรายชุดใหม่ของลิเวอร์พูล) appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรีวิว: ลิเวอร์พูล vs. แมนฯ ซิตี้ ‘อาร์เนดวลเป๊ป’ ใครจะชนะ? https://thestandard.co/liverpool-v-mancity-pl-2024-25/ Sat, 30 Nov 2024 05:00:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1014397

วันนี้ (1 ธันวาคม) ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล […]

The post พรีวิว: ลิเวอร์พูล vs. แมนฯ ซิตี้ ‘อาร์เนดวลเป๊ป’ ใครจะชนะ? appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (1 ธันวาคม) ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2024/25 มีเกมบิ๊กแมตช์ระหว่างทัพ ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูล พบกับ ‘เรือใบสีฟ้า’ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่สนามแอนฟิลด์ ในเวลา 23.00 น. ถ่ายทอดสดทางช่อง True Premier Football HD 1 และ 2

 

และเช่นเคย THE STANDARD SPORT รวบรวมข้อมูลสำคัญๆ เพื่อพาแฟนบอลไปอุ่นเครื่องและส่องความพร้อมของนักเตะทั้งฝั่งลิเวอร์พูลและแมนฯ ซิตี้ รวมถึงสถิติต่างๆ ที่น่าสนใจมาฝากก่อนเกมสำคัญของทั้งสองทีม ซึ่งเราจะได้เห็นการวัดกึ๋นกันของ อาร์เน สลอต และ เป๊ป กวาร์ดิโอลา

 

 

ความพร้อมของลิเวอร์พูล

 

ลิเวอร์พูลในยุค อาร์เน สลอต ยังคงสานต่อฟอร์มอันร้อนแรงได้ตลอดในช่วงต้นฤดูกาล แม้มีสะดุดแพ้น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ 0-1 แค่เกมเดียวในฤดูกาลนี้ แต่ภาพรวมผลงานในลีกจัดว่ายอดเยี่ยมกว่าทีมไหนๆ โดยเฉพาะเกมล่าสุดที่เปิดบ้านทุบเรอัล มาดริด ได้ 2-0

 

ลิเวอร์พูลเซ็ตนี้แทบไม่ได้เปลี่ยนไลน์อัพผู้เล่นจากฤดูกาลก่อน แต่ผลงานในแผงกองกลางและเกมรุกยังคงรักษามาตรฐานได้อย่างดี ส่วนสภาพความพร้อมก่อนเกมนี้พวกเขาจะขาด คอเนอร์ แบรดลีย์, อลิสสัน เบ็คเกอร์, คอสตาส ซิมิคาส, ดีโอโก โชตา และ เฟเดริโก เคียซา ที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บ ส่วนผู้เล่นที่เหลือเชื่อว่าอาร์เนจะยังยึดผู้เล่นตัวเก่งลงสนามกันแบบครบทีม

 

คาดการณ์ 11 ตัวจริง

 

ควีวิน เคลเลเฮอร์ (ผู้รักษาประตู), เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, อิบราฮิมา โกนาเต, เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เคอร์ติส โจนส์, ไรอัน กราเวนเบิร์ช, โดมินิก โซโบสไล, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, หลุยส์ ดิอาซ และ ดาร์วิน นูนเญซ

 

ผลงาน 5 นัดหลังสุด | ชนะ 5 นัดรวด

 

  • ชนะ เรอัล มาดริด 2-0 (UEFA Champions League)
  • ชนะ เซาแธมป์ตัน 3-2 (Premier League)
  • ชนะ แอสตัน วิลลา 2-0 (Premier League)
  • ชนะ เลเวอร์คูเซน 4-0 (UEFA Champions League)
  • ชนะ ไบรท์ตัน 2-1 (Premier League)

 

 

ความพร้อมของแมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา เวลานี้กำลังเผชิญกับวิฤตเรื่องของผลงานในสนามอย่างหนัก เนื่องจากพวกเขาไม่ชนะใครมาเป็นเวลา 6 นัดติดต่อกัน รวมถึงเกมลีกที่แพ้ 3 นัดติดเช่นกัน

 

โดยนัดนี้แนวรุกของแมนฯ ซิตี้ จะได้ดวลกับแนวรับของลิเวอร์พูลที่ทำงานได้อย่างแข็งแกร่งในช่วงหลัง ซึ่งต้องรอดูกันว่าหลังจากจบเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกที่พวกเขาเสมอเฟเยนูร์ด 3-3 ทีมของเป๊ปมีการพูดคุยหรือปรับแผนสำคัญเกมบิ๊กแมตช์อย่างไรบ้าง

 

ส่วนสภาพความพร้อมก่อนเกมนี้พวกเขาจะขาด ออสการ์ บ็อบบ์, โรดรี และ มาเตโอ โควาซิช ที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บ ขณะที่ผู้เล่นที่เหลือเชื่อว่าเป๊ปจะยังยึดผู้เล่นตัวเก่งลงสนามกันแบบครบทีม

 

คาดการณ์ 11 ตัวจริง

 

เอแดร์ซอน (ผู้รักษาประตู), ไคล์ วอล์กเกอร์, นาธาน อาเก, รูเบน ดิอาส, ยอสโก กวาร์ดิโอล, มานูเอล อาคานจี, อิลคาย กุนโดกัน, ฟิล โฟเดน, แบร์นาโด ซิลวา, เควิน เดอ บรอยน์ และ เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์

 

ผลงาน 5 นัดหลังสุด | เสมอ 1 แพ้ 4

 

  • เสมอเฟเยนูร์ด 3-3 (UEFA Champions League)
  • แพ้ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ 0-4 (Premier League) 
  • แพ้ ไบรท์ตัน 1-2 (Premier League) 
  • แพ้ สปอร์ติง ลิสบอน 1-4 (UEFA Champions League)
  • แพ้ บอร์นมัธ 1-2 (Premier League) 

 

 

ผลการดวลกัน 5 นัดหลังสุด

 

ผลการดวลกัน 5 นัดหลังที่พบกัน ทั้งสองทีมมีสถิติที่ค่อนข้างสูสีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะฤดูกาลล่าสุดทั้งคู่ต่างเสมอกัน 1-1 ทั้งสองเกม โดยครั้งล่าสุดที่แมนฯ ซิตี้ ชนะได้คือการเล่นเกมลีกในบ้างฤดูกาล 2022/23 ที่ชนะไป 4-1 ส่วนลิเวอร์พูลในยุค เจอร์เกน คล็อป ก็สามารถชนะแมนฯ ซิตี้ 1-0 ได้ในฤดูกาลเดียวกัน

 

และนี่คือผลการแข่งขันที่ดวลกัน 5 นัดหลังสุด

 

  • ลิเวอร์พูล 1-1 แมนฯ ซิตี้ (Premier League 2023/24)
  • แมนฯ ซิตี้ 1-1 ลิเวอร์พูล (Premier League 2023/24)
  • แมนฯ ซิตี้ 4-1 ลิเวอร์พูล (Premier League 2022/23)
  • แมนฯ ซิตี้ 3-0 ลิเวอร์พูล (EFL Cup 2022/23)
  • ลิเวอร์พูล 1-0 แมนฯ ซิตี้ (Premier League 2022/23)

The post พรีวิว: ลิเวอร์พูล vs. แมนฯ ซิตี้ ‘อาร์เนดวลเป๊ป’ ใครจะชนะ? appeared first on THE STANDARD.

]]>