Pentagon Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/pentagon/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 01 Jun 2026 03:42:47 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 CNN ชี้ภาพดาวเทียมเผยอิหร่านกลับมาเปิดฐานยิงขีปนาวุธใต้ดินอีกครั้ง สะท้อนสหรัฐฯ-อิสราเอลทำลายได้แค่อุโมงค์ทางเข้า https://thestandard.co/iran-reopens-underground-missile-bases/ Mon, 01 Jun 2026 03:42:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1213320 ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงฐานยิงขีปนาวุธใต้ดินของอิหร่านที่กำลังถูกซ่อมแซมและเปิดใช้งานอีกครั้ง

สำนักข่าว CNN วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม ที่แสดงให้เห็นว่ […]

The post CNN ชี้ภาพดาวเทียมเผยอิหร่านกลับมาเปิดฐานยิงขีปนาวุธใต้ดินอีกครั้ง สะท้อนสหรัฐฯ-อิสราเอลทำลายได้แค่อุโมงค์ทางเข้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงฐานยิงขีปนาวุธใต้ดินของอิหร่านที่กำลังถูกซ่อมแซมและเปิดใช้งานอีกครั้ง

สำนักข่าว CNN วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม ที่แสดงให้เห็นว่าอิหร่านสามารถเปิดฐานยิงขีปนาวุธใต้ดินในหลายจุดได้อีกครั้งด้วยการใช้เครื่องมือง่ายๆ อย่างรถตักดิน รถดันดินและรถบรรทุกดินในการขุดและเปิดฐานยิงขีปนาวุธใต้ดินที่ถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตี

 

 
 

การกลับมาเปิดฐานยิงขีปนาวุธใต้ดินดังกล่าว สะท้อนว่าการโจมตีที่ผ่านมาของสหรัฐฯ และอิสราเอล สามารถทำลายได้เพียงแค่ถนนและอุโมงค์ทางเข้า แต่ไม่สามารถทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่าน อีกทั้งยังสะท้อนข้อจำกัดของยุทธศาสตร์การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ

 

CNN พบว่าขณะนี้อิหร่านสามารถเปิดอุโมงค์ทางเข้าได้แล้ว 50 แห่งจากทั้งหมด 69 แห่งของฐานยิงขีปนาวุธใต้ดิน 18 ฐาน ที่ถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตี

 

โดยอิหร่านได้ซ่อมแซมส่วนอื่นๆ ของฐานแล้ว รวมถึงถนนที่ถูกทำลายด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าหลุมระเบิดเกือบทั้งหมดถูกถมแล้ว และในสองแห่ง ถนนยังได้รับการปูใหม่แล้วด้วย

 

ภาพถ่ายดาวเทียมที่ CNN ทำการตรวจสอบ หลายภาพถูกบันทึกในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยที่ฐานยิงขีปนาวุธใต้ดินแห่งหนึ่งนอกเมืองอิสฟาฮาน ซึ่งถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลทำการโจมตีอย่างรุนแรงหลายครั้งเพื่อปิดทางเข้าอุโมงค์ 4 แห่ง จนเกิดหลุมระเบิดขนาดใหญ่นับสิบหลุม พบว่า ภาพถ่ายดาวเทียมที่บันทึกไว้ได้ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม แสดงให้เห็นรถบรรทุกดินกำลังถูกใช้ถมหลุมระเบิด ขณะที่ทางเข้าอุโมงค์ 2 แห่งซึ่งถูกปิดกั้นด้วยหลุมและเศษซากต่างๆ ได้เปิดแล้ว และอิหร่านได้สร้างถนนเพื่อเข้าไปยังทางเข้าเหล่าขึ้นใหม่หลังจากถูกทำลายไปก่อนหน้านี้

 

นอกจากนี้ ภาพถ่ายดาวเทียมจากฐานยิงขีปนาวุธใต้ดินนอกเมืองโคมัยน์ (Khomeyn) ที่บันทึกไว้เมื่อกลางเดือนเมษายน ยังแสดงให้เห็นยานพาหนะที่ใช้ในการก่อสร้างอย่างน้อย 10 คัน กำลังเร่งทำงานเพื่อเปิดทางเข้าอุโมงค์

 

ทางด้าน ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมที่ CNN เปิดเผย โดยย้ำคำแถลงก่อนหน้านี้ว่า “กองทัพอเมริกาเป็นกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลกและมีทุกสิ่งที่จำเป็นในการปฏิบัติการในเวลาและสถานที่ที่ประธานาธิบดีเลือก”

 

โจมตีแพง กู้คืนถูก

 

ทั้งนี้ ทิมูร์ คาดีเชฟ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัยสันติภาพและนโยบายความมั่นคงแห่งมหาวิทยาลัยฮัมบูร์ก ผู้ศึกษาขีปนาวุธของอิหร่านชี้ว่าอิหร่าน “เตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี”

 

“พวกเขาเตรียมการสำหรับสงครามแบบนี้มา 20 ปีแล้ว”

 

เขาเชื่อว่าอิหร่านยังคงมีขีปนาวุธประมาณ 1,000 ลูกเก็บไว้ในคลังใต้ดิน ซึ่งไม่น่าจะได้รับความเสียหายมากนักจากการโจมตีบนพื้นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับช่วงสงคราม 12 วันเมื่อปีที่แล้ว ที่กองทัพอิสราเอลได้ทำการโจมตีอุโมงค์ทางเข้าของฐานขีปนาวุธใต้ดินในลักษณะเดียวกัน

 

เขามองว่าแนวทางในการกู้คืนความเสียหายของอิหร่านนั้นถูกมากเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และอิสราเอลระดม ที่โจมตีด้วยขีปนาวุธราคาแพง ซึ่งสะท้อนความยากลำบากในการใช้มาตรการทางทหารต่ออิหร่าน

 

“คุณต้องใช้อาวุธที่ซับซ้อนและมีราคาแพงมากเพื่อสร้างความเสียหายในระดับนี้ แต่การกู้คืนนั้นใช้เทคโนโลยีต่ำมากใช้แค่รถดันดินเท่านั้น”

 

อิหร่านฟื้นศักยภาพทางทหารเร็วกว่าที่คาด

 

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินข่าวกรองของสหรัฐฯ พบว่าอิหร่านได้เริ่มสร้างขีดความสามารถทางทหารที่สำคัญขึ้นใหม่แล้ว ซึ่งรวมถึงเริ่มต้นการผลิตโดรน และเครื่องยิงขีปนาวุธ และเสริมสร้างกำลังการผลิตอาวุธขึ้นอีกครั้ง

 

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยกับ CNN ว่า “อิหร่านทำได้เร็วเกินกว่ากรอบเวลาที่หน่วยข่าวกรองกำหนดไว้สำหรับการฟื้นฟูความเสียหายจากการโจมตีที่เกิดขึ้น”

 

ขณะที่แซม แลร์ (Sam Lair) นักวิจัยจาก James Martin Center for Nonproliferation Studies ซึ่งวิเคราะห์ขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่าน มองว่า “หากการสู้รบปะทุขึ้นอีกครั้ง อิหร่านก็อยู่ในสถานะที่สามารถยิงขีปนาวุธต่อไปได้ตราบใดที่ยังมีฐานยิงและกำลังพลประจำฐานยิง แม้ว่าการผลิตจะหยุดชะงักไปแล้วก็ตาม”

 

“ไม่มีอะไรที่จะป้องกันไม่ให้ฐานยิงเหล่านั้นติดอาวุธด้วยขีปนาวุธจำนวนมากที่อิหร่านยังมีอยู่” เขากล่าว

 

อ้างอิง:

 

The post CNN ชี้ภาพดาวเทียมเผยอิหร่านกลับมาเปิดฐานยิงขีปนาวุธใต้ดินอีกครั้ง สะท้อนสหรัฐฯ-อิสราเอลทำลายได้แค่อุโมงค์ทางเข้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเนื้อหา เฮกเซธ ให้การคองเกรสประเด็นสงครามอิหร่านครั้งแรก ผลาญงบเท่าไหร่ เป้าหมายคืออะไร ทำสงครามโดยประมาทจริงหรือไม่? https://thestandard.co/hegseth-congress-iran-war-budget/ Thu, 30 Apr 2026 04:09:19 +0000 https://thestandard.co/hegseth-congress-iran-war-budget/ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ให้การต่อสภาคองเกรสประเด็นสงครามอิหร่าน

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ให้การต่อส […]

The post เปิดเนื้อหา เฮกเซธ ให้การคองเกรสประเด็นสงครามอิหร่านครั้งแรก ผลาญงบเท่าไหร่ เป้าหมายคืออะไร ทำสงครามโดยประมาทจริงหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ให้การต่อสภาคองเกรสประเด็นสงครามอิหร่าน

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ให้การต่อสภาคองเกรสในการไต่สวนสาธารณะครั้งแรกเกี่ยวกับหัวข้อการทำสงครามในอิหร่าน โดยเผชิญกับการซักถามที่ตึงเครียดในหลายประเด็น

 

 

ตลอดหลายชั่วโมงของการให้การร่วมกับนายแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม เฮกเซธได้ปฏิเสธตอบคำถามเกี่ยวกับเป้าหมายระยะยาวและระยะเวลาของสงคราม ซึ่งเริ่มต้นด้วยการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

 

ขณะที่การให้การครั้งนี้ ยังเป็นครั้งแรกที่กระทรวงกลาโหมยอมเปิดเผยค่าใช้จ่ายของสงครามที่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน

 

และนี่คือรายละเอียดที่สำคัญของคำให้การของรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ

 

สงครามผลาญงบ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์

 

เฮกเซธ เปิดเผยเป็นครั้งแรกว่า ค่าใช้จ่ายในการทำสงครามของสหรัฐฯ นับตั้งแต่เริ่มต้นโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จนถึงปัจจุบัน สูงถึงกว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 8.1 แสนล้านบาท)

 

โดยจูลส์ เฮิร์สต์ ที่ 3 ผู้ควบคุมการเงินรักษาการของเพนตากอน ซึ่งให้การอยู่ข้างๆ เฮกเซธ ระบุว่า ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายด้านกระสุน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการส่งกำลังทหารไปยังตะวันออกกลาง และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่สูญเสียไปในการสู้รบ

 

เฮกเซธไม่ได้ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวรวมถึงความเสียหายต่อฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคหรือค่าใช้จ่ายในการเติมคลังอาวุธของสหรัฐฯ หรือไม่

 

อิหร่านยังไม่ละทิ้งความทะเยอทะยานนิวเคลียร์

 

ระหว่างการไต่สวน เฮกเซธยังเผชิญกับคำถามที่รุนแรง โดยเฉพาะประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ อ้างว่าเป็นเป้าหมายของสงคราม

 

อดัม สมิธ ส.ส. จากพรรคเดโมแครต ได้หยิบยกคำกล่าวที่ดูเหมือนขัดแย้งกันของเฮกเซธ จากที่เคยบอกว่า “โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ถูกทำลายไปแล้ว” หลังสงคราม 12 วันกับอิหร่านในปี 2025 มาเป็น “โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านกำลังเป็นภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามา” ในช่วงก่อนสงครามครั้งล่าสุด

 

“อย่างที่คุณบอกไปเมื่อ 60 วันก่อน เราต้องเริ่มสงครามนี้เพราะอาวุธนิวเคลียร์เป็นภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามา ตอนนี้คุณบอกว่ามันถูกทำลายไปหมดแล้ว” สมิธกล่าว และชี้ว่า “โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านยังคงเหมือนเดิมทุกประการก่อนที่สงครามนี้จะเริ่มต้น”

 

ด้านเฮกเซธ ให้คำตอบว่า “โรงงานของอิหร่านถูกทิ้งระเบิดและทำลายไปหมดแล้ว แต่ความทะเยอทะยานของอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป และพวกเขากำลังสร้างเกราะป้องกัน

 

“อิหร่านยังไม่ละทิ้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ และยังคงมีขีปนาวุธอยู่หลายพันลูก” เขากล่าว

 

อย่าเรียกสงครามอิหร่านว่า ‘บ่อโคลน’

 

ช่วงหนึ่งระหว่างไต่สวน เกิดการโต้เถียงที่ดุเดือด ระหว่างเฮกเซธ กับจอห์น การาเมนดี ส.ส. จากพรรคเดโมแครต โดยเฮกเซธแสดงความไม่พอใจเมื่อ การาเมนดีเรียกสงครามอิหร่านว่าเป็น “บ่อโคลน” และ “หายนะทางการเมืองและเศรษฐกิจในทุกระดับ”

 

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่า การาเมนดี “กำลังมอบโฆษณาชวนเชื่อให้กับศัตรูของเรา” ซึ่งหมายถึงอิหร่าน

 

“ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราเผชิญในขณะนี้ คือคำพูดที่ประมาท ไร้ประสิทธิภาพ และมองโลกในแง่ร้ายของ ส.ส. พรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันบางคน” เขากล่าว

 

ทั้งนี้ เฮกเซธยังยืนยันว่า รัฐบาลทรัมป์ได้ “พิจารณาในทุกแง่มุม” ของความเป็นไปได้ที่อิหร่านอาจปิดช่องแคบฮอร์มุซ และอ้างว่าการปิดกั้นและควบคุมเส้นทางขนส่งเชื้อเพลิงที่สำคัญของเตหะราน ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นจุดต่อรองหลักในสงครามตอนนี้

 

“ไม่ไว้ชีวิต” ศัตรู?

 

เซธ มอลตัน ส.ส. จากพรรคเดโมแครต ยังถามเฮกเซธเกี่ยวกับคำกล่าวในอดีตของเขาที่เคยกล่าวว่า “กองทัพสหรัฐฯ จะไม่ยอมไว้ชีวิต และไม่เมตตาต่อศัตรูของเรา”

 

วลีนี้ในอดีตหมายถึงการสังหารนักรบฝ่ายศัตรู แม้ว่าพวกเขาจะยอมจำนนแล้วก็ตาม ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมสงครามภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรม

 

เมื่อถูกถามว่าเขายังคงยืนยันคำกล่าวนี้หรือไม่ เฮกเซธตอบว่า “กระทรวงสงคราม (กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ) ต่อสู้เพื่อชัยชนะ และเรามั่นใจว่านักรบของเรามีกฎการสู้รบที่จำเป็นเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

 

เฮกเซธ ยังถูกถามเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในปฏิบัติการโจมตีโรงเรียนในเมืองมินาบของอิหร่าน ซึ่งทำให้ครูและเด็กนักเรียนเสียชีวิตอย่างน้อย 120 คน โดยเฮกเซธ ตอบว่า “สถานการณ์ที่น่าเศร้าดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่จะไม่ระบุค่าใช้จ่ายใดๆ”

 

เฮกเซธ ยังถูกถามเกี่ยวกับคำขู่ของทรัมป์ที่ว่า “จะทำลายอารยธรรมทั้งหมดของอิหร่าน” แสดงให้เห็นว่า ทรัมป์มีความพร้อมทางจิตใจที่จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหรือไม่

 

โดยเฮกเซธกล่าวว่าทรัมป์เป็น “ผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่เฉียบแหลมและมีวิสัยทัศน์ที่สุดที่เราเคยมีมาในรอบหลายชั่วอายุคน”

 

ภาพ : REUTERS/Kylie Cooper

อ้างอิง:

 

The post เปิดเนื้อหา เฮกเซธ ให้การคองเกรสประเด็นสงครามอิหร่านครั้งแรก ผลาญงบเท่าไหร่ เป้าหมายคืออะไร ทำสงครามโดยประมาทจริงหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพนตากอนประเมิน สงครามอิหร่านผลาญงบ 8.2 แสนล้านบาท เดโมแครตทักท้วงตัวเลขต่ำเกินจริง? https://thestandard.co/pentagon-iran-war-cost-democrats/ Thu, 30 Apr 2026 03:15:25 +0000 https://thestandard.co/pentagon-iran-war-cost-democrats/ แฟ้มภาพเครื่องบินและกำลังพลของกองทัพสหรัฐฯ ในปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับสงครามอิหร่าน

เมื่อวานนี้ (29 เมษายน) กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาประเมิ […]

The post เพนตากอนประเมิน สงครามอิหร่านผลาญงบ 8.2 แสนล้านบาท เดโมแครตทักท้วงตัวเลขต่ำเกินจริง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฟ้มภาพเครื่องบินและกำลังพลของกองทัพสหรัฐฯ ในปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับสงครามอิหร่าน

เมื่อวานนี้ (29 เมษายน) กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาประเมินตัวเลขอย่างเป็นทางการครั้งแรกว่า สงครามในอิหร่านผลาญงบประมาณไปแล้วกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.2 แสนล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าอาวุธยุทโธปกรณ์ และเทียบเท่ากับงบประมาณของ NASA ทั้งปี

 

 

ทำไมตัวเลขประเมินอาจ ‘ต่ำเกินจริง’

 

ตัวเลข 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่กระทรวงกลาโหมประเมินนั้นถูกมองว่า ‘เป็นตัวเลขที่ต่ำเกินจริง’ โดยแหล่งข่าว CNN ระบุว่าค่าใช้จ่ายจริงอาจสูงถึง 40,000-50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อรวมค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างและการทดแทนทรัพย์สินที่ถูกทำลาย

 

งบ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นั้นไม่ได้รวมความเสียหายจากการที่อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ อย่างน้อย 9 แห่งในอ่าวเปอร์เซีย ทั้งในบาห์เรน คูเวต อิรัก ยูเออี และกาตาร์ ภายในเวลาเพียง 48 ชั่วโมง การโจมตียังทำลายระบบเรดาร์สำคัญๆ เช่น ระบบเรดาร์ THAAD ในจอร์แดน เรดาร์ในยูเออี และเครื่องบินล่วงหน้า E-3 Sentry ในซาอุดีอาระเบีย

 

ทางด้าน โร คานนา สส. สหรัฐฯ พรรคเดโมแครต จารณ์ว่าตัวเลข 25,000 ล้านดอลลาร์นั้น ‘ผิดเพี้ยนไปมาก’ เพราะเพนตากอนเคยประเมินว่าค่าใช้จ่ายใน 6 วันแรกของสงครามก็สูงถึง 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.7 แสนล้านบาท) แล้ว นอกจากนี้ เพนตากอนยังเพิ่งร้องขอให้ทำเนียบขาวอนุมัติการของบสนับสนุนทางทหารเพิ่มเติมจากสภาคองเกรสอีกกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.55. ล้านล้านบาท) สำหรับสงครามที่กำลังดำเนินอยู่

 

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ของบประมาณสูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 49 ล้านล้านบาท) สำหรับปีงบประมาณ 2027 (เพิ่มขึ้นถึง 42%) แต่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมฐานทัพในต่างประเทศที่เสียหาย เนื่องจากทางกระทรวงยังไม่มีตัวเลขสรุปที่ชัดเจน และกำลังประเมินว่าจะสร้างใหม่ในรูปแบบใด รวมถึงกำลังรอดูว่าประเทศพันธมิตรจะช่วยร่วมจ่ายค่าก่อสร้างเหล่านี้ด้วยหรือไม่

 

ภาพรวมการสูญเสียทางทหารและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

 

ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้มีทหารอเมริกันเสียชีวิต 13 นาย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายร้อยนาย แม้ปัจจุบันจะอยู่ในช่วงหยุดยิงที่เปราะบาง แต่กระทรวงกลาโหมก็ยังคงเพิ่มกำลังทหารอีกหลายหมื่นนาย รวมถึงวางกำลังเรือบรรทุกเครื่องบิน 3 ลำในตะวันออกกลาง

 

สงครามทำให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติติดขัด ส่งผลต่อเนื่องให้ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี และยังทำให้สินค้าเกษตรอย่างปุ๋ยมีราคาแพงขึ้น ซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อให้รุนแรงยิ่งขึ้น

 

ค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากสงครามนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่พรรคเดโมแครตนำมาโจมตีพรรครีพับลิกันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในช่วงปลายปีนี้ ขณะเดียวกัน ความนิยมของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ตกลงอย่างมาก โดยชาวอเมริกันที่เห็นด้วยกับสงครามนี้ลดลงเหลือเพียง 34%

 

ทางด้าน พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ได้ออกมาปกป้องการทำสงครามกับอิหร่านอย่างดุเดือด โดยระบุว่า เป็นค่าใช้จ่าย ‘ที่คุ้มค่า’ เพื่อแลกกับการรับประกันว่า อิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมทั้งตำหนิพรรคเดโมแครตที่วิจารณ์สงครามครั้งนี้ว่าเป็นการกระทำที่พ่ายแพ้และขาดความรับผิดชอบ

 

แฟ้มภาพ: U.S. Navy / Handout via Reuters

อ้างอิง:

 

The post เพนตากอนประเมิน สงครามอิหร่านผลาญงบ 8.2 แสนล้านบาท เดโมแครตทักท้วงตัวเลขต่ำเกินจริง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิ หายตัว-เสียชีวิตกว่าสิบคนทั่วสหรัฐฯ เรารู้อะไรเกี่ยวกับคดีลึกลับนี้บ้าง? https://thestandard.co/us-scientists-mystery-cases/ Tue, 28 Apr 2026 08:47:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1201995

คดีนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิหายตัว-เสีย […]

The post นักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิ หายตัว-เสียชีวิตกว่าสิบคนทั่วสหรัฐฯ เรารู้อะไรเกี่ยวกับคดีลึกลับนี้บ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>

คดีนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิหายตัว-เสียชีวิตกว่า 10 คน กำลังสั่นสะเทือนความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาครั้งใหญ่ หลังสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ประกาศตั้งทีมสืบสวนข้อเท็จจริงร่วมกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ยังให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า สถานการณ์ดังกล่าวน่ากังวลอย่างยิ่ง

 

 
 

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการตรวจสอบของสภาคองเกรส นำโดยพรรครีพับลิกัน ก็ได้นำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่สภา พร้อมเตรียมทำรายงานขุดรากถอนโคน โดยพุ่งเป้าไปที่ข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้สูญเสียทั้งหมดล้วนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนระดับชาติ

 

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ อย่างคดีหายตัวของอดีตนายพลทหารอากาศเกษียณอายุ ได้ลุกลามกลายเป็นทฤษฎีสมคบคิดในโซเชียลมีเดีย ที่โยงใยไปถึงเรื่อง UFO เอเลี่ยน และปฏิบัติการของสายลับต่างชาติ หลังมีการตั้งข้อสังเกตของนักสืบออนไลน์ที่พบว่า รายชื่อผู้สูญเสียต่างมีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานระดับแนวหน้า เช่น NASA หรือทำงานด้านนิวเคลียร์

 

เรารู้อะไรเกี่ยวกับคดีลึกลับนี้บ้าง THE STANDARD สรุปข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้

 

ทำไมนักวิทยาศาสตร์หายตัวกลายเป็นเรื่องใหญ่ในสหรัฐฯ

 

  • ประเด็นนักวิทยาศาสตร์หายตัว-เสียชีวิต มีที่มาจากคดีของ พลเอก วิลเลียม นีล แมคแคสแลนด์ (William Neil McCasland) วิศวกรการบินและทหารอากาศเกษียณวัย 68 ปี หลังมีรายงานว่า เขาหายตัวไปพร้อมกับปืนและกระเป๋าเงินในบ้านพัก ณ เมืองอัลบูเคอร์คี รัฐนิวเม็กซิโกในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

  • จากประวัติการทำงาน แมคแคสแลนด์เคยทำงานด้านวิจัยด้านการบินและอวกาศของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ขณะที่ยังเคยเป็นผู้บัญชาการห้องปฏิบัติการวิจัยกองทัพอากาศที่ฐานทัพอากาศไรต์-แพตเทอร์สัน (Wright-Patterson)

 

  • ตามรายงานของ BBC ซูซาน วิลเคอร์สัน (Susan Wilkerson) ภรรยาของแมคแคสแลนด์โทรหาสายด่วน 911 โดยแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า สามีของเธอหายไป พร้อมกับข้อบ่งชี้ว่า เขาวางแผนที่จะ ‘ไม่ต้องการ’ ให้ใครพบตัว เพราะปิดโทรศัพท์และทิ้งไว้ที่บ้าน แต่กลับพกอาวุธปืนไป ทั้งๆ ที่ปกติไม่ทำเช่นนั้น

 

  • ซูซานเล่าเพิ่มเติมว่า สามีของเธอมีอาการวิตกกังวล สูญเสียความทรงจำระยะสั้น นอนไม่หลับ และมักพูดว่า ถ้าสมองและร่างกายเสื่อมถอยลง ก็คงไม่อยากมีชีวิตเช่นนี้แล้ว ก่อนที่เธอจะโพสต์บน Facebook ใน 1 สัปดาห์ให้หลังการหายตัวไปของแมคแคสแลนด์ว่า เป็นไปได้ยากที่เขาจะถูกลักพาตัวไปรีดเค้นความลับ เพราะสามีของเธอเกษียณอายุมาได้ 13 ปีแล้ว

 

  • ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ข่าวการหายตัวไปของอดีตวิศวกรการบินได้แพร่กระจายในโลกโซเชียลมีเดียอย่างเป็นวงกว้าง และถูกเชื่อมโยงกับทฤษฎีสมคบคิดว่า การหายตัวไปของแมคแคสแลนด์อาจเชื่อมโยงกับทฤษฎีอย่าง UFO และมนุษย์ต่างดาว

 

  • สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะซูซานออกมายอมรับว่า แมคแคสแลนด์เคยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาแบบไม่รับค่าตอบแทนให้กับองค์กร To The Stars ของ ทอม เดอลองจ์ (Tom DeLonge) นักร้องนำวง Blink-182 ซึ่งกำลังสืบสวนเรื่อง UFO แต่ก็ปฏิเสธว่า สามีของเธอไม่ได้มีความรู้พิเศษใดๆ เกี่ยวกับร่างมนุษย์ต่างดาวและซาก UFO ที่ฐานทัพอากาศไรต์-แพตเทอร์สันตามทฤษฎีสมคบคิด

 

  • ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ชาวโซเชียลฯ เริ่มทำการเชื่อมโยงคดีหายตัวและการเสียชีวิตของนักวิทยาศาสตร์หลายราย ซึ่งย้อนกลับไปไกลถึงเดือนมิถุนายน 2022 โดยที่ต่อมา The Daily Mail ตีพิมพ์บทความเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พร้อมระบุชื่อนักวิทยาศาสตร์ 5 คนที่หายตัวไปหรือเสียชีวิต พร้อมย้ำว่า มีรูปแบบเหมือนกันจน ‘น่าขนลุก’

 

  • แต่แล้วเรื่องนักวิทยาศาสตร์หายตัวกลายเป็นที่สนใจระดับชาติ หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ถูกถามจากสื่อในวันที่ 16 เมษายนว่า มีนักวิทยาศาสตร์หายตัวไปแล้ว 10 คน ซึ่งเป็นคนที่มีความเชื่อมโยงเหมือนกันทั้งหมด คือ เข้าถึงข้อมูลลับ นิวเคลียร์ การบิน และอวกาศ

 

  • ทรัมป์ตอบคำถามว่า เรื่องนี้ค่อนข้างร้ายแรง โดยคิดว่าเป็นสถานการณ์สุ่ม แต่ได้หารือกับที่ปรึกษาแล้ว ซึ่งทุกคนอาจทราบผลการสอบสวนในสัปดาห์หน้า ขณะที่ แคช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI ก็ให้สัมภาษณ์ในทิศทางเดียวกันว่า กำลังมองหาความเชื่อมโยงอยู่

 

  • นอกจากนี้ FBI ยังแถลงในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กำลังนำทีมสอบสวนความเชื่อมโยงคดีนักวิทยาศาสตร์หายตัวไป 10 คน โดยทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงสงคราม และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

 

  • ขณะที่คณะกรรมาธิการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร นำโดยพรรครีพับลิกัน ก็นำเรื่องนี้เข้าสภาคองเกรส โดยระบุว่า จะทำรายงานสืบสวนการเสียชีวิตและการหายตัวไปของบุคคลที่เกี่ยวข้อง พร้อมย้ำว่า พวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนได้

 

  • คณะกรรมการฯ ยังขอให้มีการบรรยายสรุปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง FBI, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงพลังงาน และ NASA ปรากฏว่า กระทรวงกลาโหมระบุว่า จะตอบกลับคณะกรรมาธิการโดยตรง ขณะที่กระทรวงพลังงานโยนเรื่องไปที่ทำเนียบขาวแทน

 

  • ขณะที่ NASA โพสต์ข้อความบน X ว่า กำลังประสานงานและร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยย้ำว่า ไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ ระหว่าง NASA กับภัยคุกคามแห่งชาติ

 

  • อนึ่ง เจมส์ โคเมอร์ (James Comer) ประธานคณะกรรมาธิการฯ จากพรรครีพับลิกันระบุผ่านรายการ Fox News Sunday ว่า สภาคองเกรสกังวลเรื่องนี้มาก เพราะเป็นภัยคุกคามระดับชาติ และไม่น่าเป็นเรื่องบังเอิญ

 

  • ส่วน เจมส์ วอล์กกินชอว์ (James Walkinshaw) สส.พรรคเดโมแครตและคณะกรรมาธิการฯ ก็เห็นพ้องว่า การสืบสวนเป็นสิ่งที่สมควรทำ แต่ยังไม่ปักใจเชื่อว่า จะมีแรงจูงใจ ถึงขั้นมีขบวนการประสานงานกันอยู่เบื้องหลังคดีเหล่านี้

 

  • วอล์กกินชอว์พยายามเบรกทฤษฎีสมคบคิดว่า สหรัฐฯ มีนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญนิวเคลียร์หลายพันคนมาก หากศัตรูต่างชาติอยู่เบื้องหลังจริง ก็คงไม่มีผลกระทบต่อประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

 

ใครหายตัวและเสียชีวิตไปบ้าง

 

  • ตามรายงานสภาคองเกรส เหตุการณ์นักวิทยาศาสตร์เสียชีวิตและหายตัวไปอย่างลึกลับต่อเนื่อง เริ่มขึ้นในปี 2023 โดยตั้งต้นด้วยกรณีของ ไมเคิล เดวิด ฮิกส์ (Michael David Hicks) นักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานในห้องปฏิบัติการ Jet Propulsion Laboratory (JPL) ของ NASA ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านดาวหางและดาวเคราะห์น้อย แต่ไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิต

 

  • อย่างไรก็ตาม จูเลีย ฮิกส์ (Hicks) ลูกสาวของเขาให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า พ่อของเธอมีปัญหาสุขภาพที่ทราบกันดีอยู่แล้ว การคาดเดาไปต่างๆ นานาของสังคม ทำให้รู้สึกสะเทือนใจ เพราะเธอไม่เห็นความเชื่อมโยงการจากไปของพ่อกับนักวิทยาศาสตร์คนอื่น

 

  • แต่นอกจากนี้ ก็ยังมีบุคลากรอื่นจาก JPL ที่เสียชีวิตหรือหายตัวเหมือนกับฮิกส์ เช่น แฟรงก์ ไมวาลด์ (Frank Maiwald) ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยอวกาศ เสียชีวิตในลอสแองเจลิสเมื่อปี 2024 ด้วยวัย 61 ปี หรือ โมนิกา เรซา (Monica Reza) ผู้อำนวยการฝ่ายวัสดุประจำห้องปฏิบัติการ JPL วิศวกรการบินและอวกาศวัย 60 ปี หายตัวไประหว่างเดินป่าในลอสแองเจลิสเมื่อเดือนมิถุนายน 2025

 

  • ตามคำบอกเล่า เรซาไปเดินป่ากับเพื่อน ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อย เพื่อนของเธอมักหันหลังกลับมาดูว่า เธอหลงทางหรือไม่ เรซาก็ยังคงโบกมือและยิ้มให้ แต่เมื่อหันหลังกลับไปอีกรอบ ปรากฏว่า เธอหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ขณะที่ตำรวจยังค้นหาร่างของเธออยู่

 

  • ส่วนผู้สูญหายอีก 2 คนที่เชื่อมโยงกัน คือ เมลิสซา คาเซียส (Melissa Casias) วัย 53 ปี และ แอนโทนี ชาเวซ (Anthony Chavez) วัย 78 ปี โดยทั้งคู่ทำงานอยู่ที่ Los Alamos National Laboratory ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ในรัฐนิวเม็กซิโก

 

  • คาเซียสถูกพบเห็นครั้งสุดท้ายในเดือนมิถุนายน 2025 ระหว่างเดินอยู่บนทางหลวงในรัฐนิวเม็กซิโก ข้อมูลขี้ว่า เธอทิ้งของไว้ที่บ้านและล้างข้อมูลในโทรศัพท์ทั้งหมด โดยกรมความปลอดภัยสาธารณะของรัฐบอกว่า มีการเปิดสืบสวนคดีแล้ว แต่ไม่น่าใช่คดีฆาตกรรม

 

  • ส่วนซาเวซหายตัวไปในเดือนพฤษภาคม 2025 ไม่มีร่องรอยฆาตกรรม แต่เมื่อค้นหาอย่างละเอียดก็ไม่มีร่องรอยชัดเจน โดยเพื่อนของเขาให้สัมภาษณ์ว่า ถึงเวลาแล้วที่ทางการต้องสอบสวนคดีนี้

 

  • นอกจากนี้ ยังมีรายงานการเสียชีวิตของบุคคลสำคัญอื่นๆ เช่น นูโน เอฟ.จี. ลูเรโร (Nuno F.G. Loureiro) ศาสตราจารย์นักฟิสิกส์และนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ฟิวชันวัย 47 ปี จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) หลังถูกยิงเสียชีวิตที่บ้านพักใกล้บอสตันเมื่อเดือนธันวาคม 2025

 

  • เช่นเดียวกับ แมทธิว เจมส์ ซัลลิแวน (Matthew James Sullivan) อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของกองทัพอากาศสหรัฐฯ วัย 39 ปี เขาเสียชีวิตในปี 2024 ก่อนจะได้ขึ้นให้การในฐานะผู้แจ้งเบาะแสระดับรัฐบาลกลางเรื่อง UFO แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยว่า เขาเสียชีวิตอย่างไร

 

  • ขณะที่ คาร์ล กิลแมร์ (Carl Grillmair) นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์วัย 67 ปี ก็ถูกยิงเสียชีวิตในบ้านพักที่ชานเมืองลอสแองเจลิสในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยเขาเคยทำงานที่ Caltech ร่วมงานกับ NASA และมีชื่อเสียงจากผลงานการศึกษาเรื่องการค้นหาน้ำบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ

 

  • ขณะเดียวกัน ยังมีรายชื่ออื่นๆ เช่น เจสัน โทมัส (Jason Thomas) ผู้บริหารบริษัทยา Novartis และสตีเวน การ์เซีย (Steven Garcia) ผู้รับเหมาของรัฐบาลที่โรงงานผลิตชิ้นส่วนอาวุธปรมาณู รวมถึง เอมี เอสคริดจ์ (Amy Eskridge) ผู้ร่วมก่อตั้ง Institute for Exotic Science ที่เสียชีวิตในปี 2022

 

  • อนึ่ง มีการสรุปความเชื่อมโยงว่า เหตุการณ์หายตัวเกิดขึ้น 4 ครั้งในรัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากันในลอสแองเจลิส รวมถึง 2 ครั้งในรัฐแมสซาชูเซตส์

 

เรื่องบังเอิญ เอเลี่ยนลักพาตัว ต่างชาติแทรกซึม เรื่องจริงหรือทฤษฎีสมคบคิด?

 

  • อนึ่ง สิ่งที่ทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดร่วมกัน คือ ความคล้ายคลึงหรือความเชื่อมโยงร่วมกันของบุคคลที่หายตัวไป เช่น การทำงานใน NASA หรือการเข้าถึงข้อมูลลับ เช่น คดีของแมคแคสแลนด์ถูกเชื่อมโยงกับ UFO เพราะความใกล้ชิดกับองค์กรที่เกี่ยวข้อง และทำงานในสถานที่ที่ถูกลือว่า เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกโดยตรงอย่างฐานทัพอากาศไรต์-แพตเทอร์สัน

 

  • อย่างไรก็ตาม NBC Washington หมายเหตุว่า บางคดีที่กล่าวถึงมาก็ไม่มีความเชื่อมโยง ขาดแคลนหลักฐาน ไปจนถึงหลักฐานไร้ความน่าเชื่อ เช่น คดีของกิลแมร์จริงๆ แล้ว ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาวัย 29 ปีเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งขณะนี้ ถูกควบคุมตัวโดยศาลได้ตั้งวงเงินประกันตัวไว้สูงถึงหลายล้านดอลลาร์

 

  • ขณะที่กรณีคาเซียส ตามข้อมูลใน Linkedin เธอเป็นเพียงผู้ช่วยฝ่ายบริหาร ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ หรือคดีของศาสตราจารย์ MIT เขาถูกยิงเสียชีวิตจากผู้ก่อเหตุกราดยิง ซึ่งไม่กี่วันต่อมา ผู้ก่อเหตุปลิดชีพตนเอง โดยยังไม่มีมูลเหตุจูงใจแน่นอน แต่ทั้งสองคนรู้จักกันในฐานะเพื่อนร่วมชั้นเรียนฟิสิกส์ที่โปรตุเกส

 

  • จากเหตุการณ์ทั้งหมด ดอนเนลล์ พรอบสต์ (Donnell Probst) ผู้อำนวยการบริหารของสมาคมเพื่อการศึกษาความรู้เท่าทันสื่อแห่งชาติ (National Association for Media Literacy Education) ให้สัมภาษณ์กับ NBC Washington ว่า ผู้คนมักจะมองหารูปแบบและคำอธิบาย มากกว่าที่จะยอมรับความคลุมเครือหรือความบังเอิญ เมื่อต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมหรือความไม่แน่นอน

 

  • ขณะที่ เจน โกลเบค (Jen Golbeck) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ (University of Maryland) ผู้ศึกษาด้านทฤษฎีสมคบคิดกล่าวว่า แนวคิดเชื่อมโยงความเลวร้ายระหว่างโศกนาฏกรรมกับนักวิทยาศาสตร์ ถือเป็น ‘มุกเดิม ’ที่พบบ่อยในกลุ่มผู้เชื่อทฤษฎีสมคบคิด

 

  • โกลเบคระบุว่า มีคนจำนวนมากที่ทำงานให้กับห้องปฏิบัติการระดับชาติ มหาวิทยาลัย และศูนย์วิจัยของรัฐบาล บางคนอาจหายตัวไป ปลิดชีพ หรือเสียชีวิต หากต้องการผูกเรื่องเข้าด้วยกัน ก็สามารถทำได้ไม่ว่าในช่วงเวลาไหน เช่น การหยิบยกเอาเหตุการณ์เหล่านี้มาโยงกัน แล้วตั้งชื่อให้ดูมีเงื่อนงำ

 

ภาพ: Fox News

 

อ้างอิง:

 

The post นักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิ หายตัว-เสียชีวิตกว่าสิบคนทั่วสหรัฐฯ เรารู้อะไรเกี่ยวกับคดีลึกลับนี้บ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมสหรัฐฯ ถึงอยากปลดสเปนออกจากสมาชิก NATO https://thestandard.co/us-spain-nato-iran-tensions/ Sat, 25 Apr 2026 05:33:29 +0000 https://thestandard.co/us-spain-nato-iran-tensions/ ภาพธงชาติ สหรัฐฯ และ สเปน สัญลักษณ์ความขัดแย้งใน NATO กรณี อิหร่าน

ขณะนี้เกิดความตึงเครียดอย่างหนักในกลุ่ม NATO เนื่องมาจา […]

The post ทำไมสหรัฐฯ ถึงอยากปลดสเปนออกจากสมาชิก NATO appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธงชาติ สหรัฐฯ และ สเปน สัญลักษณ์ความขัดแย้งใน NATO กรณี อิหร่าน

ขณะนี้เกิดความตึงเครียดอย่างหนักในกลุ่ม NATO เนื่องมาจากการที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน โดยประเทศในยุโรปมองว่านี่เป็น ‘สงครามที่เลือกเอง’ (War of Choice) ของสหรัฐฯ ซึ่งยุโรปสนับสนุนให้ใช้แนวทางทางการทูตและการคว่ำบาตรมากกว่าการใช้กำลังทหารแต่เพียงฝ่ายเดียว

 

สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานถึงแผนการลงโทษพันธมิตร NATO ของสหรัฐฯ โดยมีอีเมลภายในจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ ‘เพนตากอน’ หลุดออกมา โดยระบุถึงมาตรการตอบโต้ชาติพันธมิตรที่ไม่สนับสนุนสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน หนึ่งในมาตรการนั้นคือ การเสนอให้ระงับการเป็นสมาชิก NATO ของสเปน นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้ทบทวนการสนับสนุนจุดยืนของสหราชอาณาจักรเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ด้วย

 

ทางด้านเจ้าหน้าที่ NATO ระบุชัดเจนว่า ในสนธิสัญญาก่อตั้ง ‘ไม่มีข้อกำหนดใด’ ที่อนุญาตให้ระงับสถานะหรือขับไล่ประเทศสมาชิกออกจากกลุ่มได้ และหากจะดำเนินการเพื่อกีดกันสเปนออกจากบทบาทสำคัญใน NATO จะต้องได้รับมติเอกฉันท์จากทุกประเทศสมาชิก

 

ทำไมสหรัฐฯ ถึงอยากปลดสเปนออกจาก NATO?

 

สาเหตุหลักที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่พอใจและมีแนวคิดที่จะระงับสถานะของสเปน มาจากเหตุผลดังต่อไปนี้

 

1. สเปนไม่อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพโจมตีอิหร่าน

 

เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ‘คัดค้าน’ การโจมตีอิหร่านตั้งแต่ต้น โดยมองว่า ‘เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ’ และที่สำคัญที่สุดคือ สเปนได้สั่งห้ามไม่ให้กองกำลังของสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศในสเปน ได้แก่ ฐานทัพเรือ Rota และฐานทัพอากาศ Morón เพื่อปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน

 

2. สเปน ‘ปฏิเสธ’ การเพิ่มงบประมาณกลาโหม

 

ก่อนหน้านี้ สเปนได้สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างมาก เนื่องจากสเปนเป็นสมาชิก NATO เพียงชาติเดียวที่ ‘ปฏิเสธ’ ข้อเรียกร้องของทรัมป์ ที่ต้องการให้ประเทศสมาชิกเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศให้ถึง 5% ของ GDP

 

3. ทัศนคติของสหรัฐฯ ที่มองว่า พันธมิตรไม่ช่วยเหลือ

 

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และทรัมป์มองว่า พันธมิตรในยุโรป โดยเฉพาะสเปน ไม่ได้ให้การสนับสนุนเท่าที่ควรในยามที่สหรัฐฯ ต้องการ โดยกล่าวหาว่า ที่ผ่านมาประเทศเหล่านี้เอาแต่รับผลประโยชน์จากการปกป้องของสหรัฐฯ (Free Riding) แต่เมื่อถึงเวลาสหรัฐฯ ทำสงครามกลับไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย

 

ขณะที่ผู้นำชาติยุโรปอื่นๆ เช่น เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และอิตาลี ต่างออกมาปกป้องสเปนและยืนยันว่า สเปนยังคงเป็นสมาชิกของ NATO อย่างเต็มรูปแบบต่อไป ในขณะเดียวกัน ท่าทีของสหรัฐฯ ก็ทำให้พันธมิตรยุโรปเริ่มกังวลถึงความมั่นคงของกลุ่ม และเริ่มพิจารณาข้อตกลงป้องกันร่วมกันของ EU เองหากสหรัฐฯ ไม่ช่วยเหลือหรือตัดสินใจถอนตัวออกจาก NATO ตามคำขู่ของทรัมป์ก่อนหน้านี้

 

แฟ้มภาพ: Dominika Zarzycka / NurPhoto via Getty Images

อ้างอิง:

 

The post ทำไมสหรัฐฯ ถึงอยากปลดสเปนออกจากสมาชิก NATO appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพนตากอนเผยผลประเมิน คาดใช้เวลา 6 เดือน กวาดล้างทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ https://thestandard.co/hormuz-strait-mine-clearing/ Thu, 23 Apr 2026 09:13:29 +0000 https://thestandard.co/hormuz-strait-mine-clearing/ ภาพช่องแคบฮอร์มุซและข้อความคาดการณ์การกวาดล้างทุ่นระเบิดโดยเพนตากอน

Washington Post รายงานวานนี้ (22 เมษายน) ว่ากระทรวงกลาโ […]

The post เพนตากอนเผยผลประเมิน คาดใช้เวลา 6 เดือน กวาดล้างทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพช่องแคบฮอร์มุซและข้อความคาดการณ์การกวาดล้างทุ่นระเบิดโดยเพนตากอน

Washington Post รายงานวานนี้ (22 เมษายน) ว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เปิดเผยรายงานผลประเมินการกวาดล้างทุ่นระเบิดที่อิหร่านวางไว้ในช่องแคบฮอร์มุซ โดย คาดว่าอาจต้องใช้เวลาถึง 6 เดือนในการกวาดล้างทุ่นระเบิดทั้งหมดจากเส้นทางเดินเรือในช่องแคบ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังสูงขึ้นต่อเนื่อง

 

จากการประเมินของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ คาดว่า แม้การสู้รบจะยุติลงและการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซจะถูกยกเลิก แต่ก็ยังต้องใช้เวลาหลายเดือนในการกวาดล้างทุ่นระเบิด และไม่น่าเป็นไปได้ที่ปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซจะเริ่มต้นได้ก่อนที่สงครามจะสิ้นสุดลง

 

Washington Post ยังระบุว่า รายงานผลการประเมินดังกล่าว ถูกเปิดเผยต่อคณะกรรมาธิการกิจการกองทัพของสภาผู้แทนราษฎรในระหว่างการบรรยายสรุปแบบลับ ซึ่งนอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยรายละเอียดว่า อิหร่านอาจวางทุ่นระเบิดมากกว่า 20 ลูก ทั้งในและรอบช่องแคบ ซึ่งบางลูกลอยน้ำได้จากระยะไกลโดยใช้เทคโนโลยี GPS ทำให้ตรวจจับได้ยากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ชี้แจงกับ Washington Post ว่า ข้อมูลดังกล่าว ‘ไม่ถูกต้อง’ แต่ไม่ระบุรายละเอียดที่ชัดเจน

 

ที่ผ่านมา กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC )ของอิหร่าน ได้เตือนถึง ‘เขตอันตราย’ ในน่านน้ำของช่องแคบฮอร์มุซที่อาจมีทุ่นระเบิดอยู่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 1,400 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่ากรุงปารีสถึง 14 เท่า

 

ด้านประธานรัฐสภาอิหร่านประกาศผ่านโซเชียลมีเดียก่อนหน้านี้ว่า อิหร่านจะไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซตราบใดที่การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ยังคงอยู่

 

ภาพ : EUROPEAN UNION/COPERNICUS SENTINEL-2/Handout via REUTERS

อ้างอิง:

 

The post เพนตากอนเผยผลประเมิน คาดใช้เวลา 6 เดือน กวาดล้างทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพนตากอนสั่งปลดฟ้าผ่า รมว. ทบวงทหารเรือ กลางสงครามอิหร่าน เกิดอะไรขึ้น https://thestandard.co/pentagon-fires-navy-secretary-iran/ Thu, 23 Apr 2026 05:03:58 +0000 https://thestandard.co/pentagon-fires-navy-secretary-iran/ เรือรบ สหรัฐฯ ปฏิบัติภารกิจในภูมิภาค ตะวันออกกลาง ท่ามกลางความตึงเครียด

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ได้ส […]

The post เพนตากอนสั่งปลดฟ้าผ่า รมว. ทบวงทหารเรือ กลางสงครามอิหร่าน เกิดอะไรขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือรบ สหรัฐฯ ปฏิบัติภารกิจในภูมิภาค ตะวันออกกลาง ท่ามกลางความตึงเครียด

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ได้สั่งปลด จอห์น ฟีแลน ออกจากตำแหน่ง รัฐมนตรีทบวงทหารเรือผ่านการโทรศัพท์แจ้งเพียงไม่กี่นาที ก่อนที่โฆษกเพนตากอนจะโพสต์ประกาศลงบนโซเชียลมีเดียเมื่อวานนี้ (22 เมษายน) โดยแต่งตั้ง ฮุง เกา (Hung Cao) ปลัดทบวงทหารเรือและทหารผ่านศึกที่มีประสบการณ์ในกองทัพเรือกว่า 30 ปี ซึ่งเป็นผู้มีความใกล้ชิดกับเฮกเซธ ขึ้นเป็นรักษาการแทน

 

สาเหตุของความขัดแย้ง

 

เฮกเซธและ สตีฟ ไฟน์เบิร์ก รัฐมนตรีช่วยกลาโหม มองว่า ฟีแลนขับเคลื่อนนโยบายการต่อเรือของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ไม่รวดเร็วพอ อีกทั้งฟีแลนเองก็มีจุดอ่อนในสายตาหลายๆ คนจากการที่ไม่เคยรับราชการทหารมาก่อน

 

นอกจากนี้ ฟีแลนยังมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับทรัมป์อย่างมาก และมักพูดคุยเรื่องนโยบายกันโดยตรง ซึ่งรวมถึงการนำเสนอแนวคิดเรื่องเรือรบแบบใหม่ต่อทรัมป์ โดยข้ามขั้นตอนการรายงานต่อเฮกเซธ ทำให้ผู้นำเพนตากอนเกิดความไม่พอใจ

 

ก่อนหน้านี้ เฮกเซธและไฟน์เบิร์กได้พยายามลดทอนอำนาจของฟีแลน โดยการตั้งผู้รับผิดชอบพิเศษด้านการจัดหาเรือดำน้ำให้รายงานตรงต่อไฟน์เบิร์กแทน และเฮกเซธยังได้ปลดหัวหน้าคณะทำงานของฟีแลนออกไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

 

การปลดครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่กองทัพเรือสหรัฐฯ กำลังใช้เรือรบกว่า 15 ลำ ปฏิบัติภารกิจปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่านในตะวันออกกลาง อีกทั้งยังเกิดขึ้นระหว่างการประชุมใหญ่ประจำปีของกองทัพเรือ และเพียงหนึ่งวันหลังจากการเปิดเผยคำของบประมาณกลาโหม ซึ่งรวมถึงงบต่อเรือมูลค่า 6.58 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

การถอดถอนฟีแลนถือเป็นส่วนหนึ่งของกระแส ‘การกวาดล้างครั้งใหญ่’ ในเพนตากอน โดยเขาเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนที่ 34 ในเพนตากอนที่ถูกเฮกเซธสั่งปลด ท่ามกลางความขัดแย้งและการปลดนายทหารระดับสูงอีกหลายนายอย่างต่อเนื่อง

 

นักวิเคราะห์มองว่า การกวาดล้างครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นเพราะเฮกเซธและทีมบริหารมองว่า เพนตากอนเป็นแหล่งรวมของกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐและนายทหารระดับสูงที่ยึดติดกับระบบเดิม ที่มักถูกเรียกว่า ‘Deep State’ หรือกลุ่มผลประโยชน์ในระบบงานของรัฐ พวกเขาเชื่อว่า คนกลุ่มนี้เป็นอุปสรรคต่อการนำนโยบายใหม่ของรัฐบาลมาปฏิบัติ โดยเฉพาะการปฏิรูปโครงสร้างกองทัพที่ล่าช้า อีกทั้งยังเป็นการจัดระเบียบโครงสร้างและรวมศูนย์อำนาจใหม่ในเพนตากอน

 

แฟ้มภาพ: Jessica Koscielniak / Reuters

อ้างอิง:

 

The post เพนตากอนสั่งปลดฟ้าผ่า รมว. ทบวงทหารเรือ กลางสงครามอิหร่าน เกิดอะไรขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่าปฏิบัติการ 36 ชั่วโมง ช่วยชีวิตนักบินสหรัฐฯ เครื่องบินรบตกในอิหร่าน เกิดอะไรขึ้นบ้าง? https://thestandard.co/iran-us-pilot-rescue/ Mon, 06 Apr 2026 10:49:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1195241 ภาพกราฟิกประกอบข่าว 'ผ่าปฏิบัติการ 36 ชั่วโมง ช่วยชีวิตนักบินสหรัฐฯ เครื่องบินรบตกในอิหร่าน'

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันความสำเร็จในภารกิจค้นแ […]

The post ผ่าปฏิบัติการ 36 ชั่วโมง ช่วยชีวิตนักบินสหรัฐฯ เครื่องบินรบตกในอิหร่าน เกิดอะไรขึ้นบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกประกอบข่าว 'ผ่าปฏิบัติการ 36 ชั่วโมง ช่วยชีวิตนักบินสหรัฐฯ เครื่องบินรบตกในอิหร่าน'

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันความสำเร็จในภารกิจค้นและช่วยเหลือนักบิน 1 นาย ของเครื่องบินขับไล่ F-15E ที่สูญหายไปหลังเครื่องบินถูกยิงตกเหนือจังหวัดอิสฟาฮาน ในพื้นที่ห่างไกลทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน

 

เหตุการณ์ถือเป็นครั้งแรกที่เครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกโดยฝ่ายศัตรูในรอบกว่า 20 ปี

 

โดยนักบินยศพันเอกรายนี้ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระบบอาวุธแห่งกองทัพอากาศสหรัฐฯ รอดชีวิตมาได้ หลังจากดีดตัวออกจากเครื่องบิน ก่อนจะเอาตัวรอดด้วยการหลบซ่อนอยู่บนภูเขานานกว่า 36 ชั่วโมง

 

ปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือนี้ เกิดขึ้นทันทีท่ามกลางความเร่งด่วนและความเสี่ยงสูง โดยมีการส่งหน่วยคอมมานโดกว่า 100 นาย พร้อมเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์กว่าสิบลำเข้าร่วม

 

ภารกิจสุดระทึกนี้ เกือบจะพบกับความล้มเหลว ในขณะที่อิหร่านพยายามขัดขวางและตั้งค่าหัวกว่า 6 หมื่นดอลลาร์ เพื่อล่าตัวนักบินอเมริกันแบบเป็นๆ

 

และนี่คือเบื้องหลังปฏิบัติการสุดอันตรายที่เกิดขึ้น

 

ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในอิหร่านที่ยังตึงเครียด ปรากฏรายงานที่ทำให้รัฐบาลวอชิงตันต้องตกตะลึง หลังเครื่องบินขับไล่ F-15E ของกองทัพสหรัฐฯ ถูกยิงตกในพื้นที่เทือกเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน เมื่อช่วงเช้าของวันศุกร์ (3 เมษายน) โดยนักบิน 2 นาย ถูกบังคับให้ดีดตัวออกจากเครื่อง ซึ่งกองทัพสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินพร้อมด้วยเฮลิคอปเตอร์ ปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือในทันที

 

นักบิน 1 นายได้รับการช่วยเหลือภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ แม้เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยที่นำนักบินไปส่งยังที่ปลอดภัยจะได้รับความเสียหายจากการถูกยิงด้วยอาวุธขนาดเล็ก จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ในที่สุดก็ลงจอดอย่างปลอดภัยในดินแดนที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ

 

ขณะที่เครื่องบินอีกลำ คือ A-10 Thunderbolt II หรือเรียกสั้นๆ ว่า Warthog ก็ถูกโจมตีได้รับความเสียหาย ทำให้นักบินต้องดีดตัวออกจากเครื่องบินเหนืออ่าวเปอร์เซียและได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย

 

อย่างไรก็ตาม กองทัพสหรัฐฯ กลับไม่พบตัวพันเอกผู้เป็นนักบิน F-15E อีก 1 นาย โดยเขาสูญหายในดินแดนของศัตรู และมีอาวุธเป็นปืนพก พร้อมกับเครื่องส่งสัญญาณสื่อสารและระบุตำแหน่งแบบเข้ารหัส

 

สถานะของเขาถูกกำหนดให้เป็น ‘DUSTWUN’ ซึ่งเป็นศัพท์ทางการทหารที่หมายถึง สถานะในการการปฏิบัติหน้าที่คือ “ไม่ทราบที่อยู่ (Whereabouts Unknown)”

 

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง CIA จึงได้เริ่มปฏิบัติการปล่อยข่าวหลอก โดยเผยแพร่ข่าวภายในอิหร่านว่า กองทัพสหรัฐฯ พบตัวนักบินแล้วและกำลังเคลื่อนย้ายเขาออกจากประเทศ

 

นอกจากนี้ กองทัพสหรัฐฯ ยังได้ดำเนินการเพิ่มเติมด้วยการส่งสัญญาณรบกวนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และทิ้งระเบิดถนนสายสำคัญรอบๆ บริเวณที่นักบินหายตัวไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนเข้าใกล้

 

ในวันต่อมา ประธานาธิบดีทรัมป์ ใช้เวลาช่วงเช้าอยู่ในห้องติดตามสถานการณ์กับพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ก่อนที่ทรัมป์ จะได้รับข้อมูลอัปเดตจาก CIA ว่าสามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนของนักบิน ที่สูญหายหลังตกลงไปในพื้นที่เทือกเขาทางใต้ของเมืองอิสฟาฮานได้

 

ความเร่งด่วนของภารกิจช่วยเหลือทำให้ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านอื่นๆ ที่วางแผนไว้ถูกระงับชั่วคราว และหันไปทุ่มความพยายามในภารกิจช่วยเหลือนักบินอเมริกันเพื่อไม่ให้กลายเป็นตัวประกันของอิหร่าน

 

ขณะที่นักบินรายนี้ ซึ่งได้รับการฝึกฝนเทคนิคการเอาชีวิตรอด การหลบหนี การต่อต้าน และการหลบเลี่ยง (Survival, Evasion, Resistance and Escape : SERE) หากถูกยิงตกหลังแนวข้าศึก พยายามหาทางรอดจากอิหร่านด้วยการหลบซ่อนตัว

 

โดยเขาข้อเท้าแพลงและต้องซ่อนตัวอยู่ในรอยแยกบนยอดเขา และเมื่อมีโอกาสจึงได้ส่งข้อความขอความช่วยเหลือ ด้วยการติดต่อทางวิทยุไปยังกองทัพสหรัฐและยืนยันตัวตน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อให้แน่ใจว่า หน่วยคอมมานโดที่เข้าไปช่วยเหลือจะไม่ตกอยู่ในกับดัก

 

ภารกิจสุดอันตรายเกือบล้มเหลว

 

ปฏิบัติการค้นหาเดินหน้าอย่างตึงเครียดและแข่งกับเวลา โดยเฮกเซธโทรศัพท์รายงานความคืบหน้าให้ทรัมป์ทราบเป็นระยะ ในขณะที่หน่วยคอมมานโดสหรัฐฯ และกองทัพอิหร่านพร้อมด้วยกองกำลังติดอาวุธ ต่างแข่งกันหาตัวนักบินรายนี้

 

อิหร่านแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่า ต้องการจับตัวนักบินอเมริกันแบบเป็นๆ และตั้งเงินรางวัลค่าหัวเขาสูงถึง 66,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2.1 ล้านบาท)

 

โดยคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งไม่ได้รับการยืนยัน ปรากฏให้เห็นกลุ่มติดอาวุธขณะกำลังพยายามค้นหาตัวนักบินอเมริกัน

 

ทางด้าน CIA ได้ติดตามจนทราบพิกัดที่แน่นอนของนักบิน ซึ่งอยู่ในพื้นที่รอยแยกบนภูเขา และได้ส่งข้อมูลต่อไปยังเพนตากอน

 

ทรัมป์เผยว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่วางแผนปฏิบัติการช่วยเหลือครั้งนี้ ได้เฝ้าติดตามตำแหน่งของนักบิน ‘ตลอด 24 ชั่วโมง’

 

“เจ้าหน้าที่ (นักบิน) คนดังกล่าว ถูกศัตรูของเราไล่ล่า และพวกเขากำลังเข้ามาใกล้ขึ้นทุกชั่วโมง” ทรัมป์ กล่าว

 

ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดใส่ขบวนรถของกลุ่มติดอาวุธอิหร่านเพื่อสกัดกั้นการรุกคืบไปใกล้พิกัดของนักบินรายนี้

 

ปฏิบัติการค้นหาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน ภายใต้ความมืดมิด หน่วยคอมมานโดสหรัฐฯ ที่แทรกซึมเข้าไปในอิหร่านอย่างลับๆ ปีนขึ้นไปบนสันเขาความสูง 2,100 เมตร ก่อนจะเข้าช่วยเหลือนักบินชาวอเมริกันที่ซ่อนตัวอยู่ออกมาได้อย่างปลอดภัยและนำตัวเขาไปยังจุดนัดพบลับก่อนรุ่งสางของวันอาทิตย์ (5 เมษายน)

 

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเครื่องบินขนส่ง MC-130 จำนวน 2 ลำ ที่ใช้ขนส่งหน่วยคอมมานโดเข้าไปในอิหร่าน และจอดอยู่ในสนามบินร้างแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากเมืองอิสฟาฮาน ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 50 กิโลเมตร กลับประสบปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้องจนทำให้ไม่สามารถบินขึ้นได้

 

จุดที่เครื่องบินจอดอยู่นั้น เรียกได้ว่าแทบจะอยู่ใต้จมูกของกองทัพอิหร่านเลยทีเดียว ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้หน่วยคอมมานโดและนักบินอเมริกันที่ได้รับการช่วยเหลือ เผชิญความเสี่ยงที่จะติดอยู่หลังแนวข้าศึก

 

วินาทีคับขันดังกล่าว ทำให้ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ตัดสินใจเดิมพันด้วยความเสี่ยงสูง สั่งการให้ส่งเครื่องบินเพิ่มเข้าไปในอิหร่านเพื่อช่วยเหลือหน่วยคอมมานโดและนักบิน ซึ่ง Reuters รายงานข้อมูลจากแหล่งข่าว ว่าเครื่องบินที่ถูกส่งไปเพิ่มเป็นเครื่องบินแบบใบพัดที่มีขนาดเล็กกว่า MC-130 มาก และมีน้ำหนักเบา สามารถลงจอดในสนามบินขนาดเล็กได้

 

ขณะที่การนำตัวหน่วยคอมมานโดและนักบินออกจากอิหร่าน ใช้วิธีแบ่งเป็นกลุ่มย่อยและทยอยนำตัวออกมาทีละกลุ่มเป็นระยะๆ ซึ่งการตัดสินใจนี้ทำให้หน่วยคอมมานโดต้องรออยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดเป็นเวลาหลายชั่วโมง

 

“ถ้าจะมีช่วงเวลาที่แบบ ‘ตกใจสุดขีด’ ก็คือช่วงนั้นแหละ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งให้สัมภาษณ์ Reuters โดยให้เครดิตกับการตัดสินใจที่ฉับไวว่าเป็นสิ่งที่ช่วยกอบกู้สถานการณ์ไว้ได้

 

การเดิมพันดังกล่าวได้ผล หน่วยคอมมานโดพร้อมทั้งนักบินได้รับการช่วยเหลือออกมาจากอิหร่านได้ทั้งหมด ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ จำเป็นต้องทำลายเครื่องบิน MC-130 2 ลำ ที่ขึ้นบินไม่ได้ พร้อมด้วยเฮลิคอปเตอร์อีก 4 ลำ แทนที่จะเสี่ยงทิ้งอุปกรณ์สำคัญไว้เบื้องหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของระบอบการปกครองอิหร่าน

 

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีการเปิดเผยชื่อนักบินที่ได้รับการช่วยเหลือ แต่มีรายงานจากแหล่งข่าวว่าเขาถูกส่งตัวไปรักษาที่คูเวต โดยทรัมป์เปิดเผยว่า “นักบินรายนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส” แต่มั่นใจว่า “เขาจะปลอดภัย”

 

ด้านผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าต้นทุนของภารกิจช่วยเหลือครั้งนี้ อาจสูงถึง 300-500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 9.7 พันล้านบาท – 1.6 หมื่นล้านบาท) จากความเสียหายของเครื่องบินที่ถูกทำลาย ซึ่งเครื่องบิน MC-130 นั้นมีมูลค่าลำละกว่า 100 ล้านดอลลาร์

 

ทางด้านสื่อของรัฐบาลอิหร่าน ยังได้เผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอที่อ้างว่า เป็นซากเครื่องบินอเมริกันหลายลำที่ถูกทำลายโดยกองทัพอากาศสหรัฐฯ

 

โดยวิดีโอที่เผยแพร่โดยสำนักข่าว Fars ของอิหร่าน แสดงให้เห็นซากที่ไหม้เกรียมของเครื่องบิน MC-130 2 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ MH-6 Little Bird อีก 4 ลำ

 

ขณะที่กองทัพอิหร่านอ้างว่า “ภารกิจล่อลวงและหลบหนีของทหารอเมริกันที่สนามบินร้างทางตอนใต้ของอิสฟาฮานนั้นถูกขัดขวางอย่างสิ้นเชิง”

 

โดยสื่อทางการอิหร่านรายงานเมื่อวันอาทิตย์ว่า กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้ยิงโดรนของสหรัฐฯ ตกเหนืออิสฟาฮาน ในขณะที่กำลังค้นหานักบินที่หายไป

 

ภาพ : Social Media/via REUTERS

 

อ้างอิง:

 

The post ผ่าปฏิบัติการ 36 ชั่วโมง ช่วยชีวิตนักบินสหรัฐฯ เครื่องบินรบตกในอิหร่าน เกิดอะไรขึ้นบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์จัดหนัก! เสนอเพิ่มงบทหารปี 2027 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ สูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 https://thestandard.co/trump-2027-defense-spending/ Sat, 04 Apr 2026 07:07:58 +0000 https://thestandard.co/trump-2027-defense-spending/ ภาพ โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอเพิ่มงบกลาโหม 1.5 ล้านล้านดอลลาร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เสนองบประมาณด้า […]

The post ทรัมป์จัดหนัก! เสนอเพิ่มงบทหารปี 2027 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ สูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอเพิ่มงบกลาโหม 1.5 ล้านล้านดอลลาร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เสนองบประมาณด้านการป้องกันประเทศสูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับปี 2027 ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 40% ในปีเดียว และถือเป็นการเพิ่มงบประมาณทางทหารที่สูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

 

ส่วนแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ตัดสินใจเพิ่มงบประมาณครั้งนี้ เป็นผลมาจาก ‘ต้นทุนของสงครามกับอิหร่าน’ ที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน นอกจากนี้ เพนตากอนยังได้แยกขออนุมัติงบต่างหากอีก 2 แสนล้านดอลลาร์สำหรับสงครามอิหร่านโดยเฉพาะ รวมถึงความจำเป็นในการเติมเต็มคลังอาวุธที่ร่อยหรอและเพื่อรักษาคำมั่นสัญญาด้านความมั่นคงทั่วโลก

 

งบการทหารนี้จะถูกนำไปใช้อย่างไร

 

งบประมาณนี้จะถูกนำไปใช้ในโครงการสำคัญ ได้แก่ ระบบป้องกันขีปนาวุธ ‘Golden Dome’ ซึ่งอาจมีมูลค่าสูงถึง 5.42 แสนล้านดอลลาร์ในระยะเวลา 20 ปี และ การอัดฉีดงบ 6.58 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อต่อเรือรบ

 

รวมถึงกองเรือ ‘Golden Fleet’ และเรือประจัญบานชั้น ‘Trump-Class’ เพื่อแข่งขันกับขีดความสามารถในการต่อเรือของประเทศจีน นอกเหนือจากนี้ยังรวมถึงการขึ้นเงินเดือนให้กับทหารด้วย

 

ตัดลดงบประมาณภายในประเทศ เพื่อชดเชยค่าใช้จ่าย

 

เพื่อนำเงินมาสนับสนุนงบประมาณกลาโหม ทำเนียบขาวเสนอให้ตัดลดงบประมาณที่ไม่ใช่ด้านการป้องกันประเทศลง 10% (ประมาณ 7.3 หมื่นล้านดอลลาร์) โดยมุ่งเป้าตัดงบโครงการด้านสภาพภูมิอากาศ ที่อยู่อาศัย การศึกษา และโครงการที่มองว่า ‘สิ้นเปลือง’

 

ทรัมป์ยังระบุด้วยว่าโครงการสวัสดิการระดับชาติ เช่น การดูแลเด็ก, Medicaid และ Medicare ควรถูกโอนความรับผิดชอบไปให้แต่ละรัฐเป็นผู้จัดการ เพื่อให้รัฐบาลกลางมุ่งเน้นไปที่ ‘การปกป้องทางการทหาร’ เพียงอย่างเดียว

 

ส่วนกลไกการผ่านร่างงบประมาณนั้น ทรัมป์ต้องการให้สภาคองเกรสอนุมัติงบ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ตามกระบวนการปกติ และวางแผนใช้กลไกพิเศษ (Budget Reconciliation) เพื่อผ่านงบอีก 3.5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยให้กฎหมายผ่านวุฒิสภาได้โดยไม่ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรคเดโมแครต

 

เสียงตอบรับทางการเมือง และผลกระทบทางเศรษฐกิจ

 

พรรคเดโมแครตวิจารณ์ร่างงบประมาณนี้อย่างหนัก โดยระบุว่าทรัมป์ให้ความสำคัญกับการทำ ‘สงครามในต่างแดนที่ขาดความยั้งคิด’ มากกว่าการดูแลครอบครัวชาวอเมริกัน

 

แกนนำด้านการป้องกันประเทศของพรรครีพับลิกันบาง งส่วนสนับสนุนแนวทางนี้’ โดยมองว่าเป็นการผลักดันงบกลาโหมให้แตะระดับ 5% ของ GDP เพื่อสร้างความเกรงขามต่อพันธมิตรและศัตรู

 

อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภานิติบัญญัติจากทั้งสองพรรคยังมีความกังวลอย่างยิ่งต่อ สถานะทางการคลังของสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันมีหนี้สาธารณะทะลุ 39 ล้านล้านดอลลาร์ และขาดดุลงบประมาณรายปีเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งการอนุมัติงบมหาศาลนี้อาจสร้างหนี้เพิ่มอีกหลายล้านล้านดอลลาร์ในทศวรรษหน้า

 

แฟ้มภาพ: Kevin Lamarque / Reuters

อ้างอิง:

 

The post ทรัมป์จัดหนัก! เสนอเพิ่มงบทหารปี 2027 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ สูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลดฟ้าผ่า! เฮกเซธปลดผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐฯ เซ่นปมขัดแย้งในเพนตากอน https://thestandard.co/us-army-commander-fired-pentagon/ Fri, 03 Apr 2026 03:42:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1194249 พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ผู้สั่งปลดผู้บัญชาการกองทัพบก

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ปลด พลเอก แรนดี […]

The post ปลดฟ้าผ่า! เฮกเซธปลดผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐฯ เซ่นปมขัดแย้งในเพนตากอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ผู้สั่งปลดผู้บัญชาการกองทัพบก

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ปลด พลเอก แรนดี จอร์จ (Randy George) ผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐ ลงจากตำแหน่ง แหล่งข่าวภายในชี้ เกิดความขัดแย้งไม่ลงรอยส่วนบุคคลที่สะสมมาอย่างยาวนาน

 

เมื่อคืนนี้ (3 เมษายน) New York Times รายงานว่า เฮกเซธปลดพลเอกจอร์จออกจากตำแหน่ผู้บัญชาการกองทัพบก หลังเกิดความขัดแย้งภายในเพนตากอนจากปัญหาส่วนบุคคลที่สะสมมาเป็นเวลายาวนาน

 

ทั้งนี้ ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกเพนตากอนระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า จอร์จจะเกษียณจากตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพบกคนที่ 41 และมีผลโดยทันที ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่

 

อนึ่ง เจ้าหน้าที่กลาโหมระดับสูงรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ CBS ว่า ขอขอบคุณจอร์จที่รับใช้ชาติมาตลอด แต่ถึงเวลาแล้วที่กองทัพบกสหรัฐฯ ต้องเปลี่ยนผู้นำ ขณะที่สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า คริสโตเฟอร์ ลาเนฟ (Christopher LaNeve) รักษาการผู้บัญชาการกองทัพบก จะขึ้นดำรงตำแหน่งแทน หลังได้รับความไว้วางใจจากเฮกเซธ

 

ทำไมเฮกเซธจึงปลดผบ.สูงสุด?

 

อนึ่ง รายงานของ New York Times ระบุว่า สาเหตุที่เฮกเซธปลดจอร์จออก ไม่ได้เป็นเพราะความขัดแย้งเชิงนโยบาย แต่เกิดความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยส่วนบุคคลและข้อขัดแย้งทางบุคลากร หลังเฮกเซธตัดสินใจระงับการเลื่อนยศนายทหารกองทัพบก 4 นาย ขึ้นเป็นนายพลระดับ 1 ดาว ซึ่งในกลุ่มทหารดังกล่าว ได้แก่ ชายผิวดำ 2 คน และผู้หญิงอีก 2 คน

 

รายงานระบุว่า การตัดสินของเฮกเซธผิดปกติมาก เพราะทหารที่ได้รับการเลื่อนยศอีก 29 นาย เป็นผู้ชายผิวขาวทั้งหมด ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงตั้งคำถามว่า นายทหาร 4 นายถูกเลือกปฏิบัติ ขณะที่จอร์จและ แดเนียล พี. ดริสคอลล์ (Daniel P. Driscoll) รัฐมนตรีกองทัพบกสหรัฐฯ ไม่ยอมถอดรายชื่อตามคำสั่งของเฮกเซธ โดยให้เหตุผลว่า พวกเขามีผลงานรับใช้ชาติที่โดดเด่น

 

คาดว่า เฮกเซธวางแผนปลดจอร์จมาสักระยะ หลัง ลอรา บูมเมอร์ นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดที่ใกล้ชิดกับทรัมป์และเฮกเซธระบุว่า เพนตากอนกำลังพิจารณาปลดจอร์จอย่างจริงจัง ขณะที่ยังโจมตีดริสคอลล์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพบกระบุว่า การปลดครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกองทัพ เพราะในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นายทหารระดับ 3 และ 4 ดาว ที่มีประสบการณ์จากสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน ถูกปลดหรือลดบทบาทในกองทัพ

 

สำหรับบทบาทของจอร์จ เขาเคยปฏิบัติหน้าที่ในสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน ถือเป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องว่า มีความคิดสร้างสรรค์​ โดยผลงานที่ผ่านมา เขาเคยสั่งให้กองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากพื้นที่ห่างไกลในสงครามอัฟกานิสถาน เพราะเชื่อว่าไม่คุ้มค่า แต่หันกลับมาปกป้องพื้นที่ที่มีประชาชน พร้อมทั้งยังกำจัดกลุ่มตาลีบันและเจ้าหน้าที่รัฐที่คอร์รัปชันไปพร้อมกัน

 

นอกจากนี้ จอร์จยังริเริ่มโครงการ Transformation in Contact โดยให้หน่วยรบขนาด 3,000 นาย ทดลองใช้งานโดรนรูปแบบใหม่ ยุทธวิธีใหม่ และระบบโจมตีและกำหนดเป้าหมายที่ใช้ AI ในกองทัพสหรัฐฯ

 

ภาพ: Evan Vucci / Reuters

อ้างอิง:

 

The post ปลดฟ้าผ่า! เฮกเซธปลดผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐฯ เซ่นปมขัดแย้งในเพนตากอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ วางแผนบุกภาคพื้นดินอิหร่าน ปากีสถานเสนอตัวเป็นเจ้าภาพเจรจาสันติภาพ https://thestandard.co/us-iran-ground-invasion-peace-talks/ Mon, 30 Mar 2026 03:26:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1192607 ภาพประกอบสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ และ อิหร่าน โดยมี ปากีสถาน เสนอตัวเป็นเจ้าภาพเจรจาสันติภาพ

The Washington Post รายงานว่า สหรัฐฯ เตรียมใช้กองกำลังท […]

The post สหรัฐฯ วางแผนบุกภาคพื้นดินอิหร่าน ปากีสถานเสนอตัวเป็นเจ้าภาพเจรจาสันติภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ และ อิหร่าน โดยมี ปากีสถาน เสนอตัวเป็นเจ้าภาพเจรจาสันติภาพ

The Washington Post รายงานว่า สหรัฐฯ เตรียมใช้กองกำลังทหารบุกภาคพื้นดินอิหร่าน โดยมีเป้าหมายโจมตี เกาะคาร์กและพื้นที่ชายฝั่งใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ปากีสถานเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน

 

ปากีสถานเสนอตัวเป็นเจ้าภาพเจรจาสันติภาพ

 

เมื่อวานนี้ (29 มีนาคม) รัฐบาลปากีสถานระบุว่า กำลังเตรียมการเป็นเจ้าภาพเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดย อิสฮัก ดาร์ (Ishaq Dar) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ปากีสถานได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศในภูมิภาคแล้ว เพื่อหาแนวทางยุติสงครามอย่างรวดเร็วและยั่งยืน

 

ดาร์ระบุว่า เป็นไปได้ที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะเปิดการเจรจาที่ปากีสถาน พร้อมย้ำว่า ทางการรู้สึกเป็นเกียรติที่จะอำนวยความสะดวกในการพูดคุยครั้งนี้ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะเข้าร่วมหรือไม่ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศและทำเนียบขาวของสหรัฐฯ ยังไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้

 

อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังแสดงท่าทีต่อต้าน หลัง โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาระบุว่า สหรัฐฯ ต้องการเจรจา แต่ยังวางแผนส่งทหารบุกภาคพื้นดิน พร้อมย้ำว่า ตราบใดที่สหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านยอมจำนน พวกเขาจะไม่มีวันยอมรับความอัปยศ

 

Washington Post รายงาน สหรัฐฯ เตรียมบุกภาคพื้นดินอิหร่าน

 

Washington Post เผยแพร่รายงานพิเศษว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังเตรียมแผนปฏิบัติการภาคพื้นดินในอิหร่านเป็นเวลาหลายสัปดาห์ หลังทหารและนาวิกโยธินหลายพันนายเดินทางเข้าสู่ตะวันออกกลาง

 

รายงานชี้ว่า แผนดังกล่าวยังไม่ถึงขั้นการบุกเต็มรูปแบบ แต่จะเป็นปฏิบัติการจู่โจม โดยใช้ทั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษและทหารราบทั่วไป ขณะที่ท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ ‘ไม่แน่นอน’ หลังส่งสัญญาณว่า สงครามจะจบลง แต่ก็ขู่ยกระดับความรุนแรง

 

เหล่านี้สะท้อนจากการที่ทรัมป์ต้องการเจรจายุติสงคราม ทว่า แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวเตือนว่า หากรัฐบาลเตหะรานไม่ยุติโครงการนิวเคลียร์และหยุดคุกคามสหรัฐฯ ทรัมป์ก็พร้อมจะใช้กำลังเต็มรูปแบบกับอิหร่าน

 

“หน้าที่ของเพนตากอนคือเตรียมทางเลือกให้ผู้บัญชาการสูงสุด ไม่ได้หมายความว่าประธานาธิบดีได้ตัดสินใจแล้ว” เธอระบุ

 

สำหรับแผนการบุกของสหรัฐฯ ที่เป็นไปได้ มีการหารือในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หนึ่งในนั้นคือการบุกยึดเกาะคาร์ก ศูนย์ส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน และพื้นที่ชายฝั่งใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีเป้าหมายเพื่อค้นหาและทำลายอาวุธที่ใช้โจมตีเรือพาณิชย์หรือเรือทหาร ซึ่งคาดว่าอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือ 1-2 เดือน

 

อย่างไรก็ดี ผู้บัญชาการทหารเรืออิหร่านเตือนว่า USS Abraham Lincoln เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ จะตกเป็นเป้าหมาย หากเข้ามาในระยะยิง ขณะที่แหล่งข่าวด้านความมั่นคงระบุว่า อิหร่านอาจเปิดแนวรบใหม่ที่ช่องแคบบับเอลมันเดบทางตอนใต้ของทะเลแดง โดยมีกลุ่มฮูตีเข้ามามีบทบาทในการควบคุมเส้นทางการเดินเรือ

 

ขณะที่รายงานตั้งข้อสังเกตว่า แม้ปฏิบัติการจะไม่ใช่การบุกเต็มรูปแบบ แต่ก็เต็มไปด้วยความเสี่ยงสูง เนื่องจากกำลังพลสหรัฐฯ อาจต้องเผชิญกับภัยคุกคามหลากหลาย เช่น โดรนติดอาวุธ ขีปนาวุธระยะไกล การยิงจากภาคพื้นดิน ไปจนถึงระเบิดแสวงเครื่อง (IED) ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่ฝ่ายอิหร่านและกองกำลังพันธมิตรมีความเชี่ยวชาญ

 

ทั้งนี้ ไมเคิล ไอเซนสตัดท์ (Michael Eisenstadt) นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงมองว่า แผนการยึดเกาะคาร์กมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากเป็นพื้นที่ขนาดเล็กที่อาจตกเป็นเป้าโจมตีได้อย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐฯ อาจพิจารณาทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า เช่น การวางทุ่นระเบิดรอบพื้นที่ หรือการโจมตีทำลายฐานทัพบริเวณชายฝั่งที่เป็นภัยต่อการเดินเรือ

 

ภาพ: Soo-hyeon Kim

อ้างอิง:

 

The post สหรัฐฯ วางแผนบุกภาคพื้นดินอิหร่าน ปากีสถานเสนอตัวเป็นเจ้าภาพเจรจาสันติภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามอิหร่านวันที่ 21 อิสราเอลสังหารโฆษก IRGC เพนตากอนชี้ “ไม่มีกรอบเวลาทำสงคราม” https://thestandard.co/iran-israel-war-irgc-pentagon-timeframe/ Fri, 20 Mar 2026 11:21:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1189694 ภาพเหตุการณ์ความขัดแย้งในสงครามอิหร่าน-อิสราเอล

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศในกรุงเตหะรานของอิหร่านหลาย […]

The post สงครามอิหร่านวันที่ 21 อิสราเอลสังหารโฆษก IRGC เพนตากอนชี้ “ไม่มีกรอบเวลาทำสงคราม” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเหตุการณ์ความขัดแย้งในสงครามอิหร่าน-อิสราเอล

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศในกรุงเตหะรานของอิหร่านหลายระลอก ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ (20 มีนาคม) หลังจากที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ตอบรับคำขอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ว่าจะไม่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติของอิหร่านซ้ำอีก ในขณะที่กองทัพอิสราเอล ระบุในแถลงการณ์ว่า กำลังมุ่งโจมตี “โครงสร้างพื้นฐานของระบอบการปกครองก่อการร้ายอิหร่าน”

 

 

 

สงครามที่ปะทุจนถึงวันนี้เป็นวันที่ 21 คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วหลายพันคน โดยรายงานจากสำนักข่าวสิทธิมนุษยชน (Hrana) ในสหรัฐฯ ระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตจากสงครามในอิหร่านเพิ่มเป็น 3,186 คนแล้ว ในจำนวนนี้เกือบ 1,400 คน เป็นพลเรือน และเป็นเด็กอย่างน้อย 210 คน

 

ขณะที่สภาเสี้ยววงเดือนแดงอิหร่านรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ที่ราว 1,400 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 204 คน และมีพลเรือนได้รับบาดเจ็บกว่า 18,000 คน

 

อิสราเอลเดินหน้ายุทธศาสตร์ลอบสังหาร

 

อิสราเอลยังคงมุ่งเป้ากำจัดผู้นำหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน โดยวันนี้มีรายงานจากสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน ที่ยืนยันว่า อาลี โมฮัมหมัด ไนญี ( Ali Mohammad Naini) โฆษกและรองหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) แห่งอิหร่าน ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศที่ดำเนินการโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล

 

นับตั้งแต่เปิดฉากสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อิสราเอลได้สังหารผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านไปแล้วกว่า 20 คน โดยหนึ่งในรายล่าสุดคืออาลี ลาริจานี ผู้นำฝ่ายความมั่นคง และเอสมาอิล คาติบ (Esmaeil Khatib) รัฐมนตรีข่าวกรอง ที่ถูกสังหารในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ความเป็นไปได้ของปฏิบัติการภาคพื้นดิน

 

ในการแถลงของเนทันยาฮู ต่อสื่อต่างประเทศวานนี้ เขายังชี้ถึงความเป็นไปได้ของปฏิบัติการภาคพื้นดินในอิหร่าน ซึ่งถูกตั้งคำถามเรื่องแนวทางและความเสี่ยงในการส่งกำลังทหารบุกเข้าไปในอิหร่าน

 

“คนมักกล่าวกันว่า คุณไม่สามารถชนะ คุณไม่สามารถทำการปฏิวัติได้จากทางอากาศ นั่นเป็นความจริง คุณไม่สามารถทำได้จากทางอากาศเพียงอย่างเดียว คุณสามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างจากทางอากาศได้ และเรากำลังทำอยู่ แต่ต้องมีองค์ประกอบภาคพื้นดินด้วย” เนทันยาฮู กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับสหรัฐฯ ประธานาธิบดีทรัมป์ บอกกับผู้สื่อข่าวอย่างชัดเจนว่า “เขาจะไม่ส่งกองกำลังภาคพื้นดินของสหรัฐฯ ไปยังอิหร่าน”

 

“ถ้าผมส่ง ผมคงไม่บอกพวกคุณหรอก แต่ผมจะไม่ส่งทหารไป”

 

ไม่มี ‘กรอบเวลา’ สำหรับสงครามกับอิหร่าน

 

ทางด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าของบประมาณเพิ่มเติมอีก 2 แสนล้านดอลลาร์ จากสภาคองเกรส เพื่อสนับสนุนการทำสงครามกับอิหร่าน โดยพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตือนว่าสงครามที่เกิดขึ้นนี้ ยังไม่มี ‘กรอบเวลา’ ที่จะยุติลง

 

“สำหรับ 2 แสนล้านดอลลาร์ ผมคิดว่าตัวเลขนั้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ เห็นได้ชัดว่าต้องใช้เงินในการกำจัดผู้ร้าย เราจะกลับไปยังสภาคองเกรสและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้แน่ใจว่า เราจะได้รับงบประมาณอย่างเหมาะสมสำหรับสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว และสำหรับสิ่งที่เราอาจต้องทำในอนาคต” เฮกเซธ กล่าว และยืนยันว่า “ไม่ต้องการกำหนดกรอบเวลาที่แน่นอน”

 

“ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจว่าจะยุติเมื่อใด ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของประธานาธิบดี”

 

อิหร่านเตือน ‘ยับยั้งชั่งใจเป็นศูนย์’ เดินหน้าโจมตีอิสราเอล-ประเทศอ่าว

 

ส่วนท่าทีของอิหร่านในวันนี้ มีการใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีไปยังเป้าหมายด้านพลังงานของอิสราเอล คือโรงกลั่นน้ำมันในเมืองไฮฟา ซึ่งเป็นการตอบโต้หลังจากที่อิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส ของอิหร่าน

 

โดยอับบาส อะรอกชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเตือนว่า “การยับยั้งชั่งใจจะเป็นศูนย์” และอิหร่านจะ “ไม่ยั้งมืออีก” หากโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศถูกโจมตีอีกครั้ง

 

ส่วนสถานการณ์ในประเทศอ่าวเปอร์เซีย พบว่ายังมีการโจมตีด้วยขีปนาวุธไปยังหลายพื้นที่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวต ซึ่งระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดกั้นไว้ได้ เช่นเดียวกับในซาอุดีอาระเบีย มีรายงานว่าทางการซาอุฯ สามารถสกัดกั้นและทำลายโดรน 10 ลำได้ในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศ และอีก 1 ลำทางภาคเหนือ

 

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากสำนักข่าว WAM ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่าทางการ UAE ได้จับกุมสมาชิกอย่างน้อย 5 คนของ ‘เครือข่ายก่อการร้าย’ ที่เชื่อมโยงกับอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้ธุรกิจเป็นฉากบังหน้าเพื่อแทรกซึมระบบเศรษฐกิจ โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการภายนอกที่มีการประสานงานกัน

 

ภาพ : Majid Asgaripour/WANA (West Asia News Agency) via REUTERS

 

อ้างอิง:

 

The post สงครามอิหร่านวันที่ 21 อิสราเอลสังหารโฆษก IRGC เพนตากอนชี้ “ไม่มีกรอบเวลาทำสงคราม” appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เกาะคาร์ก’ ของอิหร่านสำคัญอย่างไร ทำไมถึงตกเป็นเป้าโจมตีของกองทัพสหรัฐฯ https://thestandard.co/kharg-island-iran-us-attack/ Sat, 14 Mar 2026 03:32:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1187316 ภาพถ่ายดาวเทียมเกาะคาร์ก จุดยุทธศาสตร์น้ำมันของอิหร่าน หลังถูกสหรัฐฯ โจมตี

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศผ่านแพลตฟ […]

The post ‘เกาะคาร์ก’ ของอิหร่านสำคัญอย่างไร ทำไมถึงตกเป็นเป้าโจมตีของกองทัพสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายดาวเทียมเกาะคาร์ก จุดยุทธศาสตร์น้ำมันของอิหร่าน หลังถูกสหรัฐฯ โจมตี

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social วันนี้ (14 มีนาคม) ตามเวลาประเทศไทยว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ โดยทำลายเป้าหมายทางทหาร ‘ทั้งหมด’ บนเกาะคาร์ก (Kharg Island) ของอิหร่านจนราบคาบ พร้อมทั้งเรียกร้องให้อิหร่านวางอาวุธ

 

‘เกาะคาร์ก’ สำคัญอย่างไร

 

เกาะคาร์กเป็นเกาะขนาดเล็ก มีความยาวเพียง 5 ไมล์ ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งของอิหร่านประมาณ 15 ไมล์ทะเล เกาะแห่งนี้ถูกขนานนามว่าเป็น ‘เส้นเลือดใหญ่ด้านน้ำมัน’ ของอิหร่าน

 

เกาะคาร์กเป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดต่อเศรษฐกิจของอิหร่าน เนื่องจากน้ำมันดิบสำหรับส่งออกถึง 90% ต้องผ่านเกาะแห่งนี้ เพื่อเดินทางผ่านอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ ไปยังลูกค้าหลักอย่างประเทศจีน หากเกาะนี้ถูกตัดขาด เศรษฐกิจของอิหร่านจะถึงขั้น ‘เป็นอัมพาต’

 

ทำไม ‘เกาะคาร์ก’ ถึงตกเป็นเป้าโจมตีของกองทัพสหรัฐฯ

 

นอกจากเกาะแห่งนี้จะเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายทางเศรษฐกิจของอิหร่านแล้ว สหรัฐฯ ยังใช้เกาะแห่งนี้เป็นเครื่องมือต่อรอง เพื่อควบคุมความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ โดยการโจมตีครั้งนี้ ทรัมป์มุ่งเป้าไปที่การทำลายเป้าหมายทางทหารทั้งหมด แต่จงใจ ‘ละเว้น’ โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันไว้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่และยื่นคำขาดว่า หากอิหร่านพยายามแทรกแซงการเดินเรืออย่างเสรีและโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ จะทบทวนการตัดสินใจนี้และอาจทำลายแหล่งน้ำมันของอิหร่านทันที

 

ความเป็นไปได้ในการยึดครองเกาะ

 

ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์เพิ่งให้สัมภาษณ์ทางวิทยุ Fox News เพียง 24 ชั่วโมงก่อนหน้าว่า แผนการยึดเกาะคาร์กนั้น ‘ไม่ได้อยู่ในลำดับความสำคัญต้นๆ’ แม้เขาจะเสริมว่าเขาสามารถเปลี่ยนใจได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีก็ตาม

 

มีการคาดเดาว่าสหรัฐฯ อาจพยายามเข้ายึดครองเกาะคาร์กเพื่อตัดการส่งออกน้ำมันของอิหร่านอย่างถาวร และอาจใช้เกาะนี้เป็นฐานทัพสำหรับโจมตีแผ่นดินใหญ่อิหร่านในอนาคต

 

ข้อสันนิษฐานนี้ยิ่งมีน้ำหนักขึ้น เมื่อสื่อสหรัฐฯ รายงานว่ากำลังมีการส่งเรือสะเทินน้ำสะเทินบก พร้อมนาวิกโยธินอย่างน้อย 2,000 นายไปยังภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียแล้ว แม้ทางเพนตากอนจะปฏิเสธที่จะให้ความเห็น แต่หากการส่งกำลังพลครั้งนี้เป็นเรื่องจริง จะถือเป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่ๆ ในเชิงยุทธศาสตร์ให้กับเหล่านักวางแผนการรบของสหรัฐฯ อย่างแน่นอน

 

แฟ้มภาพ: Planet Labs PBC / Handout via Reuters

อ้างอิง:

The post ‘เกาะคาร์ก’ ของอิหร่านสำคัญอย่างไร ทำไมถึงตกเป็นเป้าโจมตีของกองทัพสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ ทุ่มเงินทำสงครามกับอิหร่านไปแล้วเท่าไร กระทบพลเมืองอเมริกันมากแค่ไหน https://thestandard.co/us-iran-war-cost/ Tue, 10 Mar 2026 03:44:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1186078 ภาพกองทัพเรือสหรัฐฯ (U.S. Navy) สื่อถึงค่าใช้จ่ายสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่พุ่งสูง

แม้เพนตากอนจะยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขค่าใช้จ่ายล่าสุดที […]

The post สหรัฐฯ ทุ่มเงินทำสงครามกับอิหร่านไปแล้วเท่าไร กระทบพลเมืองอเมริกันมากแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกองทัพเรือสหรัฐฯ (U.S. Navy) สื่อถึงค่าใช้จ่ายสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่พุ่งสูง

แม้เพนตากอนจะยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขค่าใช้จ่ายล่าสุดที่ใช้ไปในสงครามกับอิหร่านอย่างเป็นทางการ แต่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ส่อเค้าบานปลายนี้ คำถามสำคัญที่ตามมาคือ สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียงบประมาณไปมากเท่าไร

 

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แหล่งข่าวในสภาคองเกรสสองแห่งเผยกับสำนักข่าว MS NOW ว่าสงครามครั้งนี้ทำให้อเมริกาต้องจ่ายเงินสูงถึงวันละ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.16 หมื่นล้านบาท) ขณะที่วันถัดมา Politico รายงานว่า สส. พรรครีพับลิกันกังวลเป็นการภายในว่า เพนตากอนอาจกำลังผลาญงบประมาณพุ่งสูงถึงเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวันในช่วงเริ่มต้น (ราว 6.33 หมื่นล้านบาท)

 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ตัวเลขนี้อาจลดลงมาทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 800 ล้านถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวันในระยะยาว โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้รายงานต่อสภาคองเกรสว่าในช่วงสัปดาห์แรกของสงครามว่า สหรัฐฯ ใช้เงินไปแล้วถึง 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.9 แสนล้านบาท)

 

สาเหตุหลักที่ทำให้ค่าใช้จ่ายพุ่งสูง

 

ค่าใช้จ่ายมหาศาลนี้เป็นผลมาจากการระดมกำลังทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามอิรักปี 2003 โดยมีการส่งเครื่องบินรบและยุทโธปกรณ์กว่า 120 ลำไปยังตะวันออกกลาง

 

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายไปกับอาวุธราคาแพง โดยเฉพาะขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐต่อลูก สถาบันวิจัย CSIS ระบุว่าเพียง 100 ชั่วโมงแรก สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดและขีปนาวุธไปกว่า 2,000 ลูก คิดเป็นมูลค่าการใช้งานถึง 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.17 แสนล้านบาท)

 

งบประมาณฉุกเฉินและปัญหาหนี้สาธารณะ

 

ค่าใช้จ่ายกว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.1 แสนล้านบาท)ในช่วง 100 ชั่วโมงแรกเป็น ‘รายจ่ายที่ไม่ได้อยู่ในงบประมาณที่วางแผนไว้’ มีรายงานว่า เพนตากอนเตรียมยื่นเรื่องของบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมอีก 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.58 ล้านล้านบาท) เพื่อนำมาทดแทนขีปนาวุธอย่าง Tomahawk, Patriot และ THAAD ที่ถูกใช้งานไป

 

การขอเงินจำนวนมหาศาลนี้อาจทำให้สภาคองเกรสกังวลเกี่ยวกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะของประเทศ โดยมีการคาดการณ์ว่า หากนับรวมทั้งหมด สงครามครั้งนี้อาจทำให้ผู้เสียภาษีชาวอเมริกันต้องแบกรับภาระสูงถึง 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.06 ล้านล้านบาท)

 

วิกฤตคลังอาวุธและการปรับกลยุทธ์

 

ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องงบประมาณ แต่เป็น ‘คลังขีปนาวุธสกัดกั้น’ ที่กำลังร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว เพื่อแก้ปัญหานี้ สหรัฐฯ กำลังหาทางลดต้นทุน เช่น การพิจารณาจัดหาระบบสกัดกั้นราคาถูกที่ผลิตจำนวนมากจากยูเครน และเปลี่ยนยุทธวิธีไปมุ่งเน้นการทำลายฐานปล่อยขีปนาวุธ/โดรนของศัตรู แทนที่จะพยายามใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นโดรนทุกตัวที่ลอยเข้ามา

 

ผลกระทบทางการเมืองของรัฐบาลทรัมป์ 2.0

 

การทำสงครามครั้งนี้ส่งผลให้คะแนนความนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ‘ลดลง’ เนื่องจากเขาชนะการเลือกตั้งด้วยนโยบายลดค่าครองชีพ แต่กลับถูกวิจารณ์ว่า กำลังทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐไปกับสงครามในตะวันออกกลาง แทนที่จะนำมาช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลหรือลดค่าอาหารให้ชาวอเมริกัน

 

นอกจากนี้ ส.ส. พรรคเดโมแครตได้ยื่นเรื่องให้สำนักงบประมาณรัฐสภา (CBO) ประเมินต้นทุนและผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ

 

แฟ้มภาพ: U.S. Navy / Handout via Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post สหรัฐฯ ทุ่มเงินทำสงครามกับอิหร่านไปแล้วเท่าไร กระทบพลเมืองอเมริกันมากแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI บรรลุข้อตกลงกับเพนตากอน หลังรัฐบาลทรัมป์สั่งแบน Anthropic เพียงไม่กี่ชั่วโมง https://thestandard.co/openai-pentagon-deal-trump-anthropic/ Sat, 28 Feb 2026 07:46:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1182743 ภาพกราฟิกข่าว OpenAI บรรลุข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หลังรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งแบน Anthropic

แซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI ประกาศเมื่อ […]

The post OpenAI บรรลุข้อตกลงกับเพนตากอน หลังรัฐบาลทรัมป์สั่งแบน Anthropic เพียงไม่กี่ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข่าว OpenAI บรรลุข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หลังรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งแบน Anthropic

แซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI ประกาศเมื่อช่วงดึกวันศุกร์ (27 กุมภาพันธ์) ตามเวลาสหรัฐฯ ว่า บริษัทได้ลงนามในข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) เพื่อนำเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าไปใช้ในระบบชั้นความลับ (classified systems) ของกองทัพ เพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังรัฐบาลทรัมป์สั่งแบน Anthropic เพียงไม่กี่ชั่วโมง

 

ข้อตกลงกับ OpenAI เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศให้หน่วยงานรัฐบาลกลางทุกแห่งระงับการใช้เครื่องมือ AI ของ Anthropic ซึ่งเป็นบริษัทปัญญาประดิษฐ์สัญชาติอเมริกันรายใหญ่ และผู้พัฒนา Claude ขณะที่ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า Anthropic ดังกล่าวถือเป็น ‘ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน’ (supply chain risk) สาเหตุเนื่องมาจาก Anthropic ปฏิเสธที่จะอ่อนข้อในการเจรจากับเพนตากอน เกี่ยวกับข้อจำกัดที่บริษัทเรียกร้องเพื่อป้องกันไม่ให้ระบบ AI ถูกนำไปใช้ในอาวุธยุทโธปกรณ์อัตโนมัติ และการสอดแนมประชาชนชาวอเมริกันในวงกว้าง

 

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของอัลต์แมนชี้ให้เห็นว่า เพนตากอนได้ยอมรับข้อจำกัดที่คล้ายคลึงกันสำหรับโมเดลของ OpenAI

 

“หลักการด้านความปลอดภัยที่สำคัญที่สุด 2 ประการของเราคือ ข้อห้ามในการสอดแนมมวลชนภายในประเทศ และการที่มนุษย์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการใช้กำลัง ซึ่งรวมถึงระบบอาวุธยุทโธปกรณ์อัตโนมัติด้วย กระทรวงสงคราม (Department of War) เห็นพ้องกับหลักการเหล่านี้ ซึ่งสะท้อนอยู่ในกฎหมายและนโยบาย และเราได้ระบุไว้ในข้อตกลงของเราแล้ว” อัลต์แมนระบุผ่านแพลตฟอร์ม X “นอกจากนี้ เราจะสร้างระบบป้องกันทางเทคนิคเพื่อให้มั่นใจว่าโมเดลของเราทำงานตามที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงสงครามต้องการเช่นกัน”

 

อัลต์แมนกล่าวเสริมว่า บริษัทจะส่งวิศวกรเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่ที่เพนตากอน เพื่อดูแลความปลอดภัยในการใช้งานโมเดลอย่างใกล้ชิด

 

“เรากำลังขอให้กระทรวงสงครามเสนอข้อกำหนดเดียวกันนี้แก่บริษัท AI ทุกแห่ง ซึ่งในความเห็นของเรา เราคิดว่าทุกคนควรยินดีที่จะยอมรับ เราได้แสดงเจตจำนงอย่างแรงกล้าที่จะเห็นสถานการณ์คลี่คลายลง โดยเปลี่ยนจากการดำเนินการทางกฎหมายและมาตรการจากภาครัฐ ไปสู่ข้อตกลงที่สมเหตุสมผลแทน” อัลต์แมนตั้งข้อสังเกต

 

ทางด้าน Anthropic แถลงเมื่อวันศุกร์ว่า มีแผนจะดำเนินการทางกฎหมายเพื่อคัดค้านการถูกระบุว่าเป็น ‘ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน’ ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นสถานะที่สงวนไว้สำหรับบริษัทที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับปฏิปักษ์ต่างชาติ มาตรการนี้จะส่งผลให้คู่สัญญาของกองทัพทุกรายต้องพิสูจน์ว่า งานด้านการทหารของตนไม่มีความเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของ Anthropic

 

ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าข้อตกลงของ OpenAI กับเพนตากอน มีความแตกต่างจากสิ่งที่ Anthropic เรียกร้องอย่างไร

 

ขณะเดียวกัน พีท เฮกเซธ ได้แชร์โพสต์ประกาศของอัลต์แมนลงในบัญชี X ของตน ส่วน อีมิล ไมเคิล ปลัดกระทรวงกลาโหมฝ่ายเทคโนโลยี ได้โพสต์ข้อความแยกต่างหากว่า “เมื่อเป็นเรื่องของความเป็นความตายของเหล่านักรบ การมีพันธมิตรที่เชื่อถือได้ มั่นคง และดำเนินงานด้วยความจริงใจ ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในขณะที่เราก้าวเข้าสู่ยุค AI”

 

อ้างอิง

The post OpenAI บรรลุข้อตกลงกับเพนตากอน หลังรัฐบาลทรัมป์สั่งแบน Anthropic เพียงไม่กี่ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปปมขัดแย้ง Anthropic vs. Pentagon: หลังทรัมป์สั่งห้ามหน่วยงานรัฐใช้เทคโนโลยีทั้งหมดจาก Anthropic https://thestandard.co/trump-bans-anthropic-ai-pentagon/ Sat, 28 Feb 2026 05:30:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1182701 ภาพประกอบความขัดแย้งระหว่าง Anthropic และ Pentagon หลังทรัมป์สั่งแบนเทคโนโลยี AI

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ […]

The post สรุปปมขัดแย้ง Anthropic vs. Pentagon: หลังทรัมป์สั่งห้ามหน่วยงานรัฐใช้เทคโนโลยีทั้งหมดจาก Anthropic appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบความขัดแย้งระหว่าง Anthropic และ Pentagon หลังทรัมป์สั่งแบนเทคโนโลยี AI

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ตนได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของรัฐบาลกลาง ยุติการใช้เทคโนโลยีจากบริษัท Anthropic บริษัทปัญญาประดิษฐ์สัญชาติอเมริกันรายใหญ่ และผู้พัฒนา Claude โดยทันที หลังเกิดปมขัดแย้งด้านความมั่นคง

 

โดยทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า “เราไม่จำเป็นต้องใช้ เราไม่ต้องการ และจะไม่มีการทำธุรกิจกับพวกเขาอีกต่อไป!”

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างบริษัท Anthropic และทำเนียบขาว หลังจากทางบริษัทปฏิเสธข้อเรียกร้องของรัฐบาลที่ต้องการให้กองทัพสหรัฐฯ สามารถเข้าถึงเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ของบริษัทได้อย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งการปฏิเสธในครั้งนี้ส่งผลให้ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกมาประกาศยกระดับสถานะของ Anthropic ให้เป็น “ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน” (Supply Chain Risk)

 

การระบุชื่อในลักษณะดังกล่าว ส่งผลให้ Anthropic กลายเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันรายแรกในประวัติศาสตร์ที่ถูกตีตราว่าเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศอย่างเป็นทางการ

 

ขณะที่ทางตัวแทนของ Anthropic ได้ออกแถลงการณ์ในช่วงคืนวันศุกร์ว่า บริษัทเตรียมที่จะดำเนินการต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อคัดค้านการกำหนดสถานะความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานในชั้นศาลต่อไป ซึ่งถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งระหว่างห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ (AI lab) แห่งนี้กับรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

 

โดยหลังจากทรัมป์ได้กำหนดระยะเวลา 6 เดือนก่อนที่จะตัด Anthropic ออกจากสัญญารัฐบาลทั้งหมด ในแถลงการณ์ Anthropic กล่าวว่ามีความประสงค์ที่จะยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อคัดค้านคำสั่งดังกล่าว โดยระบุว่า “การข่มขู่หรือการลงโทษใดๆ จากกระทรวงสงคราม (Department of War) จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจุดยืนของเราในเรื่องการสอดแนมมวลชนภายในประเทศ หรือการใช้อาวุธพิฆาตอัตโนมัติเต็มรูปแบบได้ เราจะดำเนินการคัดค้านการระบุว่าเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานในชั้นศาล” บริษัทระบุในช่วงเย็นวันศุกร์

 

ย้อนรอยปมขัดแย้ง Anthropic-เพนตากอน

 

ย้อนกลับไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Anthropic บริษัทปัญญาประดิษฐ์สัญชาติอเมริกันผู้พัฒนา Claude ประกาศจุดยืนไม่ยอมถอยหลังให้แก่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DoD) ในกรณีความขัดแย้งด้านขอบเขตการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

โดยดาริโอ อโมเดอี (Dario Amodei) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Anthropic ระบุเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (26 กุมภาพันธ์) ว่า บริษัทเลือกจะยุติการร่วมงานกับเพนตากอน ดีกว่าที่จะยินยอมให้มีการนำเทคโนโลยีไปใช้ในลักษณะที่อาจ “บ่อนทำลายแทนที่จะปกป้องคุณค่าทางประชาธิปไตย”

 

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นเพียง 2 วันหลังจากการประชุมร่วมกับ พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เกี่ยวกับข้อเรียกร้องให้ Anthropic ยอมรับเงื่อนไขการใช้งานเครื่องมือ AI ใน ‘ทุกกรณี’ ที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยการหารือดังกล่าวสิ้นสุดลงด้วยการข่มขู่ว่าจะถอด Anthropic ออกจากห่วงโซ่อุปทานของ DoD

 

อโมเดอีเน้นย้ำว่า “คำขู่เหล่านี้ไม่สามารถเปลี่ยนจุดยืนของเราได้ เราไม่สามารถยอมรับข้อเรียกร้องดังกล่าวได้โดยไม่ละทิ้งมโนธรรม”

 

ประเด็นหลักที่ Anthropic วิตกกังวลคือความเป็นไปได้ในการนำโมเดล AI อย่าง ‘Claude’ ไปใช้ในสองวัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ “การสอดแนมมวลชนภายในประเทศ” (Mass domestic surveillance) และ ‘อาวุธที่มีระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ’ (Fully autonomous weapons)

 

โดยอโมเดอีระบุว่า กรณีการใช้งานเหล่านี้ไม่เคยระบุอยู่ในสัญญาที่ทำกับกระทรวงสงคราม (Department of War) และไม่ควรถูกบรรจุเพิ่มในขณะนี้ ทั้งนี้ ‘กระทรวงสงคราม’ เป็นชื่อเรียกรองของกระทรวงกลาโหมภายใต้คำสั่งบริหารที่ลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

 

โฆษกของ Anthropic เพิ่มเติมว่า แม้ทางกระทรวงจะส่งร่างสัญญาที่มีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำมาให้เมื่อคืนวันพุธ แต่กลับ ‘ไม่มีความคืบหน้าในทางปฏิบัติ’ ในการป้องกันไม่ให้มีการใช้ Claude เพื่อการสอดแนมชาวอเมริกันหรือใช้ในระบบอาวุธอัตโนมัติ โดยระบุว่าภาษาใหม่ที่อ้างว่าเป็น ‘การประนีประนอม’ นั้น ถูกพ่วงมาด้วยศัพท์ทางกฎหมายที่เปิดช่องให้ผู้ใช้งานสามารถละเลยมาตรการความปลอดภัยได้ตามอำเภอใจ

 

ในบล็อกโพสต์ของบริษัท อโมเดอีอธิบายเสริมว่า AI สามารถถูกใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายและดูไม่มีพิษมีภัย ให้กลายเป็นภาพรวมชีวิตของบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้อย่างละเอียดโดยอัตโนมัติและในระดับมหาศาล พร้อมยืนยันว่าบริษัทสนับสนุนการใช้ AI เพื่อภารกิจข่าวกรองต่างประเทศที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การใช้เพื่อสอดแนมประชาชนในประเทศนั้นขัดต่อหลักการประชาธิปไตย

 

ในส่วนของระบบอาวุธ อโมเดอีให้ความเห็นว่า AI ในปัจจุบันยังไม่มีความเสถียรเพียงพอที่จะควบคุมอาวุธอัตโนมัติเต็มรูปแบบได้ “หากปราศจากการกำกับดูแลที่เหมาะสม อาวุธอัตโนมัติจะไม่สามารถใช้การตัดสินใจที่สำคัญได้เหมือนกับทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี และเราจะไม่ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ทำให้กำลังพลหรือพลเรือนชาวอเมริกันต้องตกอยู่ในความเสี่ยงโดยเจตนา”

 

อ้างอิง:

The post สรุปปมขัดแย้ง Anthropic vs. Pentagon: หลังทรัมป์สั่งห้ามหน่วยงานรัฐใช้เทคโนโลยีทั้งหมดจาก Anthropic appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมทรัมป์ถึงส่งเรือพยาบาลไปยังเกาะกรีนแลนด์ https://thestandard.co/trump-hospital-ship-greenland-influence/ Sun, 22 Feb 2026 09:05:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1180769 เรือพยาบาล USNS Mercy ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งไปกรีนแลนด์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาประกาศเมื่อวานนี […]

The post ทำไมทรัมป์ถึงส่งเรือพยาบาลไปยังเกาะกรีนแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือพยาบาล USNS Mercy ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งไปกรีนแลนด์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาประกาศเมื่อวานนี้ (21 กุมภาพันธ์) ว่า เขากำลังส่งเรือโรงพยาบาลไปยัง ‘กรีนแลนด์’ ซึ่งเป็นดินแดนของเดนมาร์กในแถบอาร์กติกที่ทรัมป์พยายามจะขอซื้อมาโดยตลอด แต่ก็ถูกปฏิเสธทุกครั้ง

 

ทรัมป์ส่งเรือพยาบาลไปกรีนแลนด์ เพราะอะไร

 

ทรัมป์โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมรูปภาพประกอบเป็นเรือพยาบาล USNS Mercy โดยระบุว่า เราได้ร่วมมือกับ เจฟฟ์ แลนดรี ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนาที่ยอดเยี่ยม เพื่อส่งเรือพยาบาลลำใหญ่ไปยังกรีนแลนด์ พร้อมอ้างว่า เพื่อดูแลผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่ได้รับการรักษาที่นั่น ตอนนี้เรือกำลังเดินทางไปแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ‘ยังไม่มีความชัดเจน’ ว่าทรัมป์อ้างถึงสถานการณ์ใด ขณะที่สาเหตุที่แท้จริง ‘ก็ยังคงมีความคลุมเครือ’ เนื่องจากทั้งกรีนแลนด์และเดนมาร์กมีระบบรัฐสวัสดิการด้านสุขภาพที่ให้การรักษาฟรีแก่ประชาชนอยู่แล้ว

 

นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่า การส่งเรือพยาบาลไปยังกรีนแลนด์อาจเป็นส่วนหนึ่งของความพยายาม ‘แสดงอิทธิพลของสหรัฐฯ’ เหนือเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทรัมป์ให้ความสำคัญอย่างมาก

 

ทรัมป์พยายามผลักดันการเข้าควบคุมหรือครอบครองกรีนแลนด์มาโดยตลอด โดยระบุว่าเกาะแห่งนี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ นอกจากนี้ เขายังได้แต่งตั้ง เจฟฟ์ แลนดรี ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนาที่ร่วมภารกิจส่งเรือพยาบาลครั้งนี้ ให้เป็น ‘ทูตพิเศษประจำกรีนแลนด์’ ด้วย

 

มีรายงานว่าทรัมป์โพสต์ประกาศเรื่องนี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากที่กองบัญชาการอาร์กติกร่วมของเดนมาร์กได้ทำการอพยพลูกเรือจากเรือดำน้ำของสหรัฐฯ ในน่านน้ำกรีนแลนด์ ซึ่งต้องการการรักษาทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน แม้จะยังไม่มีการยืนยันชัดเจนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับการส่งเรือพยาบาลในครั้งนี้หรือไม่

 

เบื้องต้น ทำเนียบขาว เพนตากอน และกองทัพเรือ ยังไม่มีการยืนยันหรือให้รายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับคำสั่งนี้ ทำให้ถูกมองว่า อาจเป็นการประกาศฝ่ายเดียวของทรัมป์ผ่านโซเชียลมีเดีย ท่ามกลางความกังวลของประชาชนชาวกรีนแลนด์ส่วนใหญ่ที่ไม่ต้องการให้เกาะแห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

 

แฟ้มภาพ: Happy Photography / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ทำไมทรัมป์ถึงส่งเรือพยาบาลไปยังเกาะกรีนแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์เผย กำลังพิจารณาโจมตีอิหร่านแบบจำกัดวง หวังกดดันทำข้อตกลงนิวเคลียร์ https://thestandard.co/trump-iran-limited-strike-nuclear-deal/ Sat, 21 Feb 2026 07:36:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1180590

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เผยว่าเขากำลังพ […]

The post ทรัมป์เผย กำลังพิจารณาโจมตีอิหร่านแบบจำกัดวง หวังกดดันทำข้อตกลงนิวเคลียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เผยว่าเขากำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการโจมตีทางทหารแบบจำกัดวงต่ออิหร่าน เพื่อกดดันให้อิหร่านยอมรับข้อตกลงด้านนิวเคลียร์ ซึ่งผู้แทนของทั้งสองประเทศกำลังอยู่ในระหว่างการหารือผ่านคนกลาง โดยกองทัพสหรัฐฯ พร้อมปฏิบัติการทางทหารได้ทันที หากได้รับคำสั่งจากทรัมป์ ซึ่งทรัมป์ได้ขีดเส้นตายไว้ว่า หากไม่มีข้อตกลงภายใน 10 วัน อาจเกิดเหตุการณ์ ‘เลวร้าย’ ขึ้น

 

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เพนตากอนได้ระดมกำลังทางเรือและทางอากาศในจุดที่ใกล้กับอิหร่าน ซึ่งถือเป็นการเสริมกำลังทหารสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสองทศวรรษ โดยทรัมป์ได้ขู่ซ้ำหลายครั้งว่า สหรัฐฯ จะเปิดฉากโจมตีอีกระลอก หากอิหร่านไม่ยอมยุติโครงการนิวเคลียร์

 

ทรัมป์เคยขู่จะใช้กำลังทหารเพื่อหยุดยั้งอิหร่านจากการปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรง ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่ามีผู้เสียชีวิตนับพันคน แต่ในตอนนั้นสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆ

 

ล่าสุด ทรัมป์กล่าวว่าจุดประสงค์ของการโจมตีครั้งใหม่คือ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยเขาพูดถึงความต้องการที่จะบรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลอิหร่านในประเด็นนี้ แต่ยังไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ เพิ่มเติม

 

ความขัดแย้งเรื่องเงื่อนไข ‘การเสริมสมรรถนะยูเรเนียม’

 

อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านอ้างว่า ในการเจรจารอบสองของปี 2026 ที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐฯ ไม่ได้เรียกร้องให้อิหร่านยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมโดยสิ้นเชิง (Zero Enrichment)

 

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวได้ออกมาโต้แย้ง โดยยืนยันจุดยืนของทรัมป์ว่า อิหร่าน ‘ต้องไม่มีขีดความสามารถ’ ในการสร้างอาวุธ หรือเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งผู้แทนพิเศษด้านตะวันออกกลางถือว่า เรื่องนี้เป็น ‘เส้นแดง’ (Red Line) ที่ไม่อาจยอมรับได้

 

ความคืบหน้าในการเจรจา

 

มีการหารือ ‘ทางอ้อม’ ผ่านนักการทูตโอมานที่นครเจนีวา โดยอิหร่านแสดงท่าทีพร้อมที่จะระงับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นเวลา 3-5 ปี ครอบคลุมช่วงวาระการดำรงตำแหน่งของทรัมป์ เพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน การธนาคาร และการห้ามส่งออกน้ำมัน ทั้งสองฝ่ายระบุว่า การเจรจามีความคืบหน้า และรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านคาดว่า จะสามารถนำเสนอร่างข้อตกลงได้ในเร็วๆ นี้

 

สถานการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 8 เดือนหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันใช้ระเบิดเจาะทำลายบังเกอร์ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่านในเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน การที่สหรัฐฯ อาจจะตัดสินใจโจมตีอิหร่านซ้ำอีกครั้งในอนาคตอันใกล้นี้ จึงอาจ ‘มีความเสี่ยง’ ที่จะถูกอิหร่านตอบโต้กลับได้

 

ก่อนหน้านี้อิหร่านเคยประกาศเตือนว่า หากอิหร่านถูกโจมตี บรรดาฐานทัพของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางจะตกเป็นเป้าโจมตีของอิหร่าน ซึ่งนั่นอาจทำให้สงครามและความขัดแย้งขยายตัวมากกว่าที่สหรัฐฯ คาดการณ์ไว้

 

แฟ้มภาพ: U.S. Navy / Mass Communication Specialist 1st Class Jesse Monford / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ทรัมป์เผย กำลังพิจารณาโจมตีอิหร่านแบบจำกัดวง หวังกดดันทำข้อตกลงนิวเคลียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเอกสารยุทธศาสตร์กลาโหมเพนตากอน ถอนจีนจาก ‘ภัยคุกคามอันดับ 1’ มีผลอย่างไรต่อพันธมิตรของสหรัฐฯ? https://thestandard.co/pentagon-china-defense-strategy/ Mon, 26 Jan 2026 07:39:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1169577 ภาพประกอบเพนตากอนและธงชาติสหรัฐฯ สื่อถึงยุทธศาสตร์กลาโหมใหม่ที่ปรับท่าทีต่อ จีน และพันธมิตร

เอกสารยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติ ( National Defense Strat […]

The post เปิดเอกสารยุทธศาสตร์กลาโหมเพนตากอน ถอนจีนจาก ‘ภัยคุกคามอันดับ 1’ มีผลอย่างไรต่อพันธมิตรของสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบเพนตากอนและธงชาติสหรัฐฯ สื่อถึงยุทธศาสตร์กลาโหมใหม่ที่ปรับท่าทีต่อ จีน และพันธมิตร

เอกสารยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติ ( National Defense Strategy : NDS) ของสหรัฐฯ ฉบับปี 2026 ที่เพนตากอน หรือกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยแพร่ออกมาเมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ (23 มกราคม) ที่ผ่านมา ระบุอย่างชัดเจนว่า “สหรัฐฯ ไม่ได้มองจีนเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงอันดับต้นๆ อีกต่อไป” และรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ จะมุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับซีกโลกตะวันตกมากขึ้น

 

ท่าทีดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่น่าจับตามอง เนื่องจากนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มองว่าปักกิ่งเป็นภัยคุกคามอันดับ 1 ต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มาโดยตลอด

 

เนื้อหาเอกสารจำนวน 34 หน้า ชี้ว่า “พันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐฯ เช่น เกาหลีใต้ ควรต้องแบกรับภาระด้านกลาโหมร่วมกันอย่างยุติธรรม” ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของทรัมป์ ที่เรียกร้องให้พันธมิตรของสหรัฐฯ ทั้งในยุโรปและเอเชียแปซิฟิก เพิ่มงบกลาโหมเพื่อรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคง โดยเฉพาะจากรัสเซียและเกาหลีเหนือ

 

เป้าหมายของยุทธศาสตร์ฉบับนี้ คือ“ ฟื้นฟูความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตก” ด้วยการเสริมสร้างหลักการมอนโร (Monroe Doctrine) ซึ่งเป็นนโยบายของสหรัฐฯ ในศตวรรษที่ 19 ที่ต่อต้านการล่าอาณานิคมและการแทรกแซงของยุโรปในทวีปอเมริกา

 

นโยบายและจุดยืนใหม่ๆ ในยุทธศาสตร์กลาโหมฉบับนี้คืออะไร? และจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อพันธมิตรของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

 

ยุทธศาสตร์กลาโหมของทรัมป์มีอะไรบ้าง?

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในยุทธศาสตร์กลาโหมดังกล่าว คือแนวทางที่เปลี่ยนไปของเพนตากอน ซึ่งมีหลักยึดว่า “ความมั่นคงของแผ่นดินสหรัฐฯ และซีกโลกตะวันตก” เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก

 

เอกสารฉบับนี้ ระบุว่ากองทัพสหรัฐฯ จะยึดหลักสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

 

  • การปกป้องแผ่นดิน
  • การผลักดันให้พันธมิตรทั่วโลกลดการพึ่งพากองทัพสหรัฐฯ
  • การเสริมสร้างฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
  • การหันมาป้องปรามจีน แทนการใช้นโยบายสกัดกั้น (Policy of Containment)

 

เนื้อหาเอกสาร NDS ยังระบุว่า “ความสัมพันธ์กับจีนจะถูกจัดการผ่าน ความแข็งแกร่ง ไม่ใช่การเผชิญหน้า”

 

“ไม่ใช่หน้าที่ของอเมริกาหรือผลประโยชน์ของชาติ ที่จะดำเนินการในทุกหนแห่งด้วยตัวของเราเองตามลำพัง และเราจะไม่ชดเชยข้อบกพร่องด้านความมั่นคงของพันธมิตร จากทางเลือกที่ขาดความรับผิดชอบของผู้นำของพวกเขา” เอกสารระบุ

 

ขณะที่สหรัฐฯ เลือกจะให้ความสำคัญอันดับแรกกับ “ภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน”

 

เพนตากอนยังระบุในเอกสารว่า จะให้ “การเข้าถึงทางทหารและเชิงพาณิชย์” ในสถานที่สำคัญ เช่น กรีนแลนด์ และสร้างระบบป้องกันขีปนาวุธ Golden Dome สำหรับอเมริกาเหนือ

 

ทั้งนี้ เอกสาร NDS ในเวอร์ชันที่ไม่เป็นความลับ และเผยแพร่ทุก 4 ปีนั้น มีภาพถ่ายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและประธานาธิบดีอยู่เป็นจำนวนมากและยังมีเนื้อหาโจมตีรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

โดยในยุคไบเดน เพนตากอนระบุถึง มหาอำนาจที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลก เช่น จีนและรัสเซีย ว่าเป็น ‘ความท้าทายหลัก’ ต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ

 

เอกสาร NDS นี้เผยแพร่ตามหลังเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Strategy) ที่เผยแพร่ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่ายุโรปกำลังเผชิญกับการล่มสลายของอารยธรรม และไม่ได้มองว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

 

ขณะที่เอกสาร NDS ชี้ว่า “เศรษฐกิจของเยอรมนีมีขนาดใหญ่กว่ารัสเซียมาก ดังนั้นจึงอยู่ในตำแหน่งที่แข็งแกร่งพอที่จะเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการป้องกันประเทศแบบดั้งเดิมของยุโรป โดยได้รับการสนับสนุนที่สำคัญจากสหรัฐฯ แต่มีขอบเขตจำกัด”

 

นอกจากนี้ เนื้อหาของ NDS ยังระบุถึงการเป็นผู้นำในการสนับสนุนการป้องกันประเทศของยูเครนด้วย และระบุถึงประเด็นอิหร่าน โดยย้ำจุดยืนของสหรัฐฯ ว่า “รัฐบาลเตหะรานไม่สามารถพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้” ขณะที่ย้ำท่าทีต่ออิสราเอล ในฐานะที่เป็น ‘พันธมิตรต้นแบบ’ ของสหรัฐฯ

 

“เรามีโอกาสที่จะเสริมสร้างศักยภาพให้อิสราเอลสามารถปกป้องตนเองและส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกันของเรา โดยต่อยอดจากความพยายามครั้งประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีทรัมป์ในการสร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง” เอกสารระบุ

 

ผลกระทบต่อพันธมิตรของสหรัฐฯ คืออะไร?

 

รายงานของ Al Jazeera มองว่าผลกระทบประการแรก คือพันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐฯ อย่างชาติยุโรป ที่จะถูกลดความสำคัญลง และต้องแบกรับความรับผิดชอบด้านกลาโหมของตนเองมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา มีพันธมิตร NATO ในยุโรปหลายประเทศที่เพิ่มงบประมาณป้องกันประเทศแล้ว อีกทั้งยังเสนอให้การรับประกันความมั่นคงแก่ยูเครนเพื่อต่อต้านภัยคุกคามจากรัสเซียด้วย

 

สำหรับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ตระหนักถึง “ภัยคุกคามทางทหารโดยตรงจากเกาหลีเหนือ ที่นำโดยคิม จองอึน ผู้นำสูงสุด” โดยเอกสาร NDS ระบุว่า “กองกำลังนิวเคลียร์ของเปียงยางมีความสามารถมากขึ้นในการคุกคามแผ่นดินสหรัฐฯ”

 

ปัจจุบัน มีทหารอเมริกันราว 28,500 นายประจำการอยู่ในเกาหลีใต้ ภายใต้สนธิสัญญาป้องกันประเทศเพื่อยับยั้งภัยคุกคามทางทหารจากเกาหลีเหนือ ขณะที่รัฐบาลโซลได้เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศขึ้นอีก 7.5% ในปีนี้ หลังจากถูกทรัมป์ กดดันให้แบ่งเบาภาระด้านการป้องกันประเทศมากขึ้น

 

เอกสาร NDS ยังระบุว่า เกาหลีใต้ “มีความสามารถในการเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการยับยั้งเกาหลีเหนือ โดยได้รับการสนับสนุนที่สำคัญจากสหรัฐฯ แต่มีข้อจำกัด” ซึ่งอาจส่งผลให้กองกำลังสหรัฐฯ ในคาบสมุทรเกาหลีลดลง

 

เอกสารยังระบุว่า “การเปลี่ยนแปลงสมดุลความรับผิดชอบนี้ สอดคล้องกับความสนใจของสหรัฐฯ ในการปรับปรุงท่าทีของกองกำลังทางทหารของตนในคาบสมุทรเกาหลี”

 

ฮาร์ช แพนต์ (Harsh Pant) นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ประจำกรุงนิวเดลี และรองประธานของสถาบันวิจัย Observer Research Foundation ให้ความเห็นว่า “ยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติของสหรัฐฯ ฉบับนี้ สอดคล้องกับความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ที่จะให้พันธมิตร จัดการเรื่องความมั่นคงของตนเอง”

 

“รัฐบาลทรัมป์สนับสนุนให้ความสัมพันธ์ในแง่ของความร่วมมือด้านความมั่นคงกับพันธมิตรในปัจจุบันนั้น เป็นความสัมพันธ์ที่พันธมิตรจะต้องแบกรับภาระที่หนักขึ้นและจ่ายส่วนแบ่งของตนเอง” เขากล่าว และชี้ว่า

 

“พันธมิตรของสหรัฐฯ ในอินโดแปซิฟิก จะต้องตระหนักถึงบทบาทของตนเองในการกำหนดโครงสร้างความมั่นคงในภูมิภาคมากขึ้น”

 

“อเมริกาจะอยู่ที่นั่น และจะยังคงมีบทบาทครอบคลุม แต่จะไม่รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดเหมือนในอดีต” แพนต์กล่าว

 

ผลกระทบต่อไต้หวัน?

 

เนื้อหาเอกสารยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติฉบับปี 2022 ในยุครัฐบาลไบเดน ระบุว่า ความท้าทายที่ครอบคลุมและร้ายแรงที่สุดต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ คือ “ความพยายามของจีนในการใช้การบีบบังคับและท่าทีอันก้าวร้าวที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อปรับเปลี่ยนภูมิภาคอินโดแปซิฟิกและระบบระหว่างประเทศให้เหมาะสมกับผลประโยชน์และความต้องการแบบเผด็จการของตนเอง”

 

รัฐบาลไบเดน ชี้ว่า ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์นั้นเกี่ยวกับความทะเยอทะยานของปักกิ่งในเรื่องไต้หวัน

 

เพนตากอน

 

โดยเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เพนตากอนแสดงท่าทีว่า “จะสนับสนุนการป้องกันตนเองของไต้หวัน ให้สอดคล้องกับภัยคุกคาม (จากจีน) ที่เปลี่ยนแปลงไป และสอดคล้องกับนโยบายจีนเดียว”

 

“จีนถือว่าไต้หวันเป็นมณฑลที่แยกตัวออกไป และขู่ว่าจะยึดครองโดยใช้กำลังหากจำเป็น” ซึ่งในสุนทรพจน์วันปีใหม่ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีนให้คำมั่นว่าจะบรรลุการรวมชาติระหว่างจีนและไต้หวัน และชี้ว่าเป็นเป้าหมายที่ “ไม่อาจหยุดยั้งได้”

 

อย่างไรก็ตาม ในเอกสารยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติของสหรัฐฯ ประจำปีนี้ เพนตากอนไม่ได้ระบุถึงไต้หวันโดยตรง

 

เนื้อหาเอกสารในส่วนที่อาจเกี่ยวข้องระบุว่า “ความมั่นคง เสรีภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของประชาชนชาวอเมริกันนั้น เชื่อมโยงโดยตรงกับความสามารถของเราในการค้าขายและมีส่วนร่วมจากตำแหน่งที่ตั้งที่แข็งแกร่งในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก”

 

โดยเพนตากอนย้ำว่า “จะรักษาสมดุลอำนาจทางทหารที่เอื้ออำนวยในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก เพื่อยับยั้งภัยคุกคามจากจีน”

 

ขณะที่เอกสาร NDS ระบุว่า “สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการครอบงำ ดูถูก หรือบีบคั้นจีน แต่ต้องการให้แน่ใจว่าทั้งจีนและใครก็ตาม ไม่สามารถครอบงำเราหรือพันธมิตรของเราได้”

 

โดยในทางกลับกัน สหรัฐฯ ต้องการ ‘สันติภาพที่ดี’ ในเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อชาวอเมริกัน แต่จีนก็สามารถยอมรับและอยู่ร่วมได้

 

“ดังนั้น สหรัฐฯ จะป้องปรามจีนด้วยความแข็งแกร่ง ไม่ใช่การเผชิญหน้า” เอกสารระบุ

 

อย่างไรก็ตาม แพนต์ชี้ว่า “นี่จะเป็นความผิดพลาดของจีนหากตีความว่า เนื้อหาเอกสาร NDS ดังกล่าวคือการที่อเมริกาละทิ้งพันธมิตร”

 

เขาตั้งข้อสังเกตว่า “มีคลื่นใต้น้ำ (ในนโยบายต่างประเทศของทรัมป์) ที่ว่าอเมริกาต้องการเห็นความสมดุลของอำนาจที่มั่นคงในอินโดแปซิฟิก โดยที่จีนต้องไม่ใช่ผู้มีอำนาจเหนือกว่า”

 

“สำหรับจีน หากตีความว่านี่คือการลดความมุ่งมั่นของอเมริกาต่อพันธมิตร นั่นจะไม่สอดคล้องอย่างแท้จริงกับเจตนารมณ์ของยุทธศาสตร์กลาโหมฉบับนี้”

 

อ้างอิง :

The post เปิดเอกสารยุทธศาสตร์กลาโหมเพนตากอน ถอนจีนจาก ‘ภัยคุกคามอันดับ 1’ มีผลอย่างไรต่อพันธมิตรของสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพนตากอนสั่งปลดหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง เหตุประเมินผลลัพธ์กรณีสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านผิดพลาด https://thestandard.co/pentagon-fires-intelligence-chief/ Sun, 24 Aug 2025 06:18:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1110590

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา สั่งปลด พล […]

The post เพนตากอนสั่งปลดหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง เหตุประเมินผลลัพธ์กรณีสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านผิดพลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา สั่งปลด พลโท เจฟฟรี ครูซ หัวหน้าสำนักงานข่าวกรองกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DIA) โดยการปลดครั้งนี้เกิดขึ้น หลังรายงานข่าวกรองของ DIA ที่ประเมินว่า การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ ทำให้โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านล่าช้าเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ‘สวนทาง’ กับคำกล่าวอ้างของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ยืนยันว่า โครงการอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน ‘ถูกทำลายอย่างสมบูรณ์’

 

ทรัมป์ยังชี้ว่า รายงานฉบับนี้และสื่อหลายสำนัก พยายามด้อยค่าหนึ่งในปฏิบัติการทางทหารที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ ทางด้านทำเนียบขาวระบุว่า การประเมินของหน่วยงานนี้ ‘ผิดพลาดโดยสิ้นเชิง’

 

DIA เป็นหน่วยงานข่าวกรองทางทหารในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งรวบรวมข่าวสารทางเทคนิคจำนวนมาก แยกจากหน่วยงานอื่น เช่น สำนักข่าวกรองกลาง (CIA) โดยแหล่งข่าวสื่อต่างประเทศยังเผยว่า เฮกเซธยังได้สั่งปลดหัวหน้ากองสำรองกองทัพเรือสหรัฐฯ และผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษกองทัพเรืออีกด้วย

 

ทางด้าน มาร์ค วอร์เนอร์ สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ แสดงความกังวลว่า การสั่งปลดครูซเป็นสัญญาณที่สะท้อนว่า ทรัมป์มีนิสัยอันตรายในการใช้ข่าวกรองเป็น ‘เครื่องมือในการทดสอบความจงรักภักดี’ มากกว่าจะเป็นเครื่องมือปกป้องประเทศ

 

โดยทรัมป์เคยปลดเจ้าหน้าที่หลายคนที่มีการวิเคราะห์ข้อมูลขัดแย้งกับเขา เช่น เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขาสั่งปลดผู้ว่าการสำนักงานสถิติแรงงานทันที หลังรายงานการเติบโตของการจ้างงานในสหรัฐฯ ชะลอตัว และในเดือนเมษายน ทรัมป์สั่งปลดผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (NSA) พร้อมเจ้าหน้าที่กว่า 10 คนที่สภาความมั่นคงแห่งชาติในทำเนียบขาว

 

แฟ้มภาพ: Demetrius Freeman / The Washington Post via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post เพนตากอนสั่งปลดหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง เหตุประเมินผลลัพธ์กรณีสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านผิดพลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>