ผลเสมอ 1-1 ระหว่างบราซิลกับโมร็อกโกในเกมเปิดสนามฟุตบอลโ […]
The post บราซิลในวันที่เสน่ห์ลูกหนังแบบ ‘แซมบ้า’ เลือนลางลง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ผลเสมอ 1-1 ระหว่างบราซิลกับโมร็อกโกในเกมเปิดสนามฟุตบอลโลก 2026 อาจไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเส้นทางในรอบแบ่งกลุ่มมากนัก
แต่รูปเกมที่เกิดขึ้นตลอดทั้งคืนกลับชวนให้ตั้งคำถามกับบราซิลมากกว่าที่หลายคนคาดไว้
เพราะในวันที่บราซิลส่งผู้เล่นระดับแถวหน้าของยุโรปลงสนามหลายคน กลับเป็นโมร็อกโกที่ดูมีเอกลักษณ์ มีความชัดเจน และเล่นฟุตบอลด้วยความมั่นใจมากกว่า
หลายปีที่ผ่านมา บราซิลถูกวิจารณ์อยู่เสมอว่าความเป็น ‘แซมบ้า’ ค่อยๆ เลือนหายไปจากทีมชาติ
ลูกเล่น การดวลตัวต่อตัว จังหวะที่คาดเดาไม่ได้ และความรู้สึกว่าพวกเขาสามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นมาได้ทุกวินาทีในสนาม เริ่มถูกแทนที่ด้วยฟุตบอลที่มีระบบมากขึ้น เป็นระเบียบมากขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น
การเข้ามาของ คาร์โล อันเชล็อตติ ยิ่งทำให้ภาพดังกล่าวชัดเจนขึ้น
กุนซือชาวอิตาลีคือหนึ่งในโค้ชที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลยุโรป เขาเชี่ยวชาญเรื่องการจัดการทีม การสร้างสมดุล และการดึงศักยภาพของนักเตะออกมาใช้งาน
ฟุตบอลของอันเชล็อตติอาจไม่เคยถูกจดจำในฐานะฟุตบอลที่หวือหวา ในทางกลับกัน มันคือฟุตบอลที่เน้นประสิทธิภาพ ความแน่นอน และผลลัพธ์เหนือสิ่งอื่นใด
ในเกมกับโมร็อกโก เราจึงเห็นบราซิลเน้นครองบอล พยายามควบคุมจังหวะของเกม และมีโครงสร้างการเล่นที่ชัดเจนขึ้น
แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิด
เพราะก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่า ฟุตบอลในปี 2026 แตกต่างจากยุคที่บราซิลเคยสร้างความตื่นตาตื่นใจให้โลกด้วยทีมของ เปเล่, โซเครเตส, โรนัลดินโญ หรือ โรนัลโด (R9)
เกมลูกหนังในปัจจุบันเข้มข้นขึ้น เร็วขึ้น และเต็มไปด้วยรายละเอียดทางแท็กติกมากกว่าที่เคย การพึ่งพาความสามารถเฉพาะตัวเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการลุ้นแชมป์รายการใหญ่
การเข้ามาของอันเช่จึงเป็นความพยายามเติมสิ่งที่บราซิลขาดหายมาหลายปี นั่นคือความเป็นระบบ ความสมดุล และความแน่นอนในการเล่น
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา บราซิลมีนักเตะพรสวรรค์อยู่เสมอ แต่หลายครั้งพวกเขากลับจบเส้นทางด้วยความผิดพลาดเพียงไม่กี่จังหวะในเกมสำคัญ
การสร้างโครงสร้างทีมที่แข็งแรงจึงเป็นโจทย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ปัญหาคือเมื่อเกมเดินเข้าสู่พื้นที่อันตราย พวกเขากลับขาดบางอย่างที่เคยเป็นจุดเด่นของชาติแห่งแซมบ้า
ประตูตีเสมอของ วินิซิอุส จูเนียร์ เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด
มันเกิดจากความสามารถเฉพาะตัวล้วนๆ
จังหวะลากตัดเข้าใน ก่อนปั่นบอลเสียบมุมแบบที่ไม่มีแท็กติกใดสร้างขึ้นมาได้
และเมื่อความมหัศจรรย์นั้นผ่านไป บราซิลก็กลับมาอยู่ในรูปแบบเดิม ครองบอลมาก แต่สร้างโอกาสจะแจ้งได้น้อยกว่าที่ควร
ตรงกันข้าม โมร็อกโกยังคงแสดงให้เห็นว่าความสำเร็จในฟุตบอลโลก 2022 ไม่ใช่อุบัติเหตุ
นับตั้งแต่สร้างประวัติศาสตร์เป็นชาติแอฟริกาชาติแรกที่ผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก พวกเขาไม่ได้หายไปจากเวทีใหญ่
โครงสร้างหลักของทีมชุดสร้างประวัติศาสตร์ยังอยู่เกือบครบ นำโดย อัชราฟ ฮาคิมี ยืนแบ็กฝั่งขวา, นูสแซร์ มาซราอุย ยืนซ้าย, ยาสซีน บูนู เฝ้าเสา และ บิลาล เอล คานนูส ในแนวรุก
ขณะที่ผู้เล่นรุ่นใหม่ก็ทยอยก้าวขึ้นมาสร้างความแตกต่างอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ อายยูบ บูอัดดี มิดฟิลด์ดาวรุ่งที่ได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากผลงานในเกมนี้
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือโมร็อกโกรู้ว่าตัวเองเป็นทีมแบบไหน
พวกเขาเล่นอย่างมีวินัย รับต่ำเมื่อจำเป็น ไล่บีบเมื่อถึงเวลา และเปลี่ยนเกมรับเป็นเกมรุกได้อย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือประตูขึ้นนำของ อิสมาเอล ไซบารี เกิดจากการโจมตีพื้นที่หลังแนวรับบราซิลอย่างแม่นยำ และเป็นภาพสะท้อนของทีมที่เข้าใจจุดแข็งของตัวเอง
ตลอดทั้งเกม โมร็อกโกแทบไม่เคยเสียรูปแบบการเล่นของตัวเอง ในขณะที่บราซิลยังอยู่ระหว่างการค้นหาตัวตนภายใต้ยุคของอันเชล็อตติ
ฟุตบอลโลกครั้งนี้ยังมีความหมายพิเศษสำหรับบราซิล เพราะการแข่งขันกลับมาจัดบนแผ่นดินสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง สถานที่ที่พวกเขาเคยคว้าแชมป์โลกเมื่อปี 1994
เวลาผ่านมาแล้ว 32 ปี จากทีมของ ดุงก้า, โรมาริโอ และ เบเบโต มาถึงทีมของ วินิซิอุส จูเนียร์, บรูโน กิมาไรส์ และ ราฟินญา
บราซิลยังคงเป็นชาติที่เต็มไปด้วยนักเตะพรสวรรค์เช่นเดิม
แต่คำถามที่ดังขึ้นเรื่อยๆ คือฟุตบอลแบบที่เคยทำให้คนทั้งโลกตกหลุมรัก ยังอยู่ในตัวตนของบราซิลมากแค่ไหน
แน่นอนว่าอันเชล็อตติเพิ่งเข้ามารับงาน และการเปลี่ยนแปลงระดับทีมชาติย่อมต้องใช้เวลา
แต่เกมนี้ก็สะท้อนคำถามที่แฟนบอลบราซิลพูดถึงกันมาหลายปีอีกครั้ง
ระหว่างฟุตบอลที่เป็นระบบมากขึ้น กับฟุตบอลที่เคยทำให้คนทั้งโลกตกหลุมรัก บราซิลกำลังเดินไปทางไหนกันแน่
เพราะในเกมที่จบลงด้วยผลเสมอ ทีมที่ทำให้คนดูรู้สึกตื่นเต้นกับหลายจังหวะบนสนามในวันนี้ กลับไม่ใช่บราซิล แต่เป็นโมร็อกโก
The post บราซิลในวันที่เสน่ห์ลูกหนังแบบ ‘แซมบ้า’ เลือนลางลง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าพูดถึงฟุตบอลโลก คุณคิดถึงเหตุการณ์ไหนมากที่สุด? &nbs […]
The post 10 โมเมนต์ฟุตบอลโลก ที่โลกไม่มีวันลืม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าพูดถึงฟุตบอลโลก คุณคิดถึงเหตุการณ์ไหนมากที่สุด?
หัตถ์พระเจ้าของมาราโดนา? การเฮดบัตต์ของซีดาน? ค่ำคืนที่บราซิลพ่ายเยอรมนี 1-7 ต่อหน้าแฟนบอลทั้งประเทศ? หรือภาพของเมสซีชูถ้วยแชมป์โลกที่เฝ้ารอมาเกือบทั้งชีวิต?
ตลอดประวัติศาสตร์กว่า 90 ปีของฟุตบอลโลก มีเหตุการณ์มากมายที่ถูกบันทึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของเกมลูกหนัง บางเหตุการณ์สร้างแรงบันดาลใจ บางเหตุการณ์กลายเป็นข้อถกเถียง และบางเหตุการณ์ยังถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปีแล้วก็ตาม
THE STANDARD SPORT ขอพาย้อนดู 10 โมเมนต์ฟุตบอลโลกที่ถูกพูดถึงมากที่สุด และยังคงอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลมาจนถึงทุกวันนี้










The post 10 โมเมนต์ฟุตบอลโลก ที่โลกไม่มีวันลืม appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากงานเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่คาดว่าจะกินเวลาหลายวันหรือ […]
The post เปเล่ ‘ไข่มุกดำ’ ปฐมบทแห่งราชาลูกหนัง บนเวทีบอลโลก 1958 appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากงานเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่คาดว่าจะกินเวลาหลายวันหรืออาจเป็นเดือน ประตูชัยของอัลซิเดส จิกเกีย ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1950 ณ มาราคานา ชามอ่างยักษ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกได้เปลี่ยนงานเฉลิมฉลองให้กลายเป็นงานไว้ทุกข์ที่ถูกเรียกขานว่า ‘มาราคานาโซ’
หัวใจของคนบราซิลทั้งชาติถูกฉีกทิ้งอย่างไร้ความเมตตา น้ำตาหลั่งไหลจากสองตาลงมาอาบแก้มและสัมผัสผืนแผ่นดินในแทบทุกตารางเมตร
หนึ่งในคนที่เสียน้ำตาวันนั้นคือดอนดินโญ
ดอนดินโญ เคยเป็นนักฟุตบอลอาชีพในตำแหน่งศูนย์หน้าของทีมอัตเลติโก มิเนยโรและฟลูมิเนนเซมาก่อน และไม่ต่างอะไรจากชาวบราซิลทุกคนที่หวังจะได้เห็นเหล่า ‘ลา เซเลเซา’ ได้ชูถ้วยชูลส์ ริเมต์ โทรฟีฟุตบอลโลกซึ่งเพิ่งได้รับการตั้งชื่อใหม่อย่างเป็นทางการตามชื่อของประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติในปี 1946 บนแผ่นดินเกิดของพวกเขา ชนชาติที่บ้าคลั่งในเกมลูกหนังและมีวิธีการเล่นที่ไม่เหมือนใคร
ในเวลานั้นเองที่ลูกชายของเขาได้เห็นพ่อร้องไห้ และเดินเข้ามาหา
“พ่อครับ ไม่ต้องห่วง ผมจะเอาแชมป์โลกมาให้เอง”

เด็กคนนั้นคือเอ็ดสัน อรานเตส โด นาสซิเมนโต หรือ ‘ดิโก’ (Dico) ซึ่งเป็นชื่อเรียกที่ลุงของเขาคิดขึ้นมา ตามประสาของชาวบราซิลที่มักจะมีชื่อเล่นของตัวเองเอาไว้เรียกง่ายๆ และสำหรับคนในครอบครัวแล้วเอ็ดสันคือดิโกมาตลอด
แต่สำหรับเพื่อนในโรงเรียนแล้วเขาได้ชื่อเล่นที่แตกต่าง
ความจริงมันเป็นชื่อล้อด้วยซ้ำไม่ใช่ชื่อเล่น เพราะดิโกออกเสียงชื่อของบิเล ผู้รักษาประตูคนโปรดของเขาที่อยู่กับวาสโก ดา กามา ในเวลานั้นเพี้ยนไป จากบิเลเป็นปิเล จึงเป็นที่ล้อเลียนหยอกเอินกันสนุกสนาของเพื่อนๆ
ก่อนที่ชื่อล้อจะเพี้ยนจากปิเล เป็นเปเล (Pelé) และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็กลายเป็นชื่อเล่นของเขาไป
เปเล เป็นเด็กหนุ่มที่ขี้อาย เขาพูดน้อย ถ่อมตัว และไม่ค่อยแสดงออกมากนัก
แต่มันจะเป็นคนละเรื่องเมื่ออยู่ในสนามฟุตบอล ที่แม้เขาจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงบุคลิกตัวตนให้กลายเป็นพวกกร้าวแกร่ง กระโชกโฮกฮาก แต่ในความเงียบและถ่อมตัวนั้นไม่อาจปิดกั้นพรสวรรค์ระดับฟ้าประทานมาให้ได้เลยแม้แต่น้อย
คนที่มองเห็นแววของนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่คนแรกๆคือ วัลเดอมาร์ เดอ บริโต โค้ชของทีมเยาวชนเบารู แอตเลติโก คลับ ซึ่งได้เปเล ช่วยพาทีมพิชิตแชมป์ของรัฐเซา เปาโล ได้ถึง 2 ครั้ง
แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนอกจากจะเล่นฟุตบอลในระดับเยาวชนแล้วเปเล ยังลงแข่งฟุตซอล ซึ่งเป็นกีฬาใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในเมืองเบารู ด้วยความสนุก ตื่นเต้น รวดเร็ว ฉับไว ที่ทำให้ต้องคิดอ่านเร็วยิ่งกว่าการเล่นฟุตบอลมาก
ที่สำคัญคือฟุตซอลอนุญาตให้เด็กที่อายุ 14 ปีอย่างเปเล ลงแข่งขันกับผู้ใหญ่ได้ด้วย แม้ว่าในทีแรกจะถูกคัดค้านเพราะเด็กเกินไปก็ตาม
ถึงเปเลจะสนุกกับฟุตซอลมากแค่ไหน แต่เดอ บริโต มองว่าเขาน่าจะมีศักยภาพที่ไปได้ไกลยิ่งกว่านั้น และไม่ควรถูกจำกัดเอาไว้ในสนามแคบๆที่เบารู
“มาไอ้หนู ไปกับฉัน”
เดอ บริโต พาเปเลไปถึงสโมสรซานโตส เพื่อขอโอกาสให้ได้ทดสอบฝีเท้า
“เชื่อผมเถอะ เด็กคนนี้จะเป็นนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดที่โลกเคยมีมา”
ที่เหลือคือประวัติศาสตร์ที่รอวันถูกขีดเขียน
และประวัติศาสตร์บทที่สวยงามที่สุดเกิดขึ้นในปี 1958
ในปีนั้นฟุตบอลโลกกลับไปจัดที่ยุโรปต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่สวิตเซอร์แลนด์ได้เป็นเจ้าภาพในปี 1954 และโลกได้เห็น ‘ปาฏิหาริย์แห่งแบร์น’ (Miracle of Bern) ที่สนามวังดอล์ฟสตาดิโอน เมื่อฮังการีผู้เก่งกล้า (The Mighty Magyars) ถูกพิชิตได้โดยเยอรมนีตะวันตก และรองเท้ามหัศจรรย์ของอาดิ ดาสเลอร์

บราซิล แม้จะพลาดหวังในปี 1950 ถึงขั้นมีการเปลี่ยนสีเสื้อทีมชาติใหม่จากสีขาวล้วนเป็นสีเหลืองจนได้รับสมญาว่า ‘ลา กานารินญา’ หรือทีมนกขมิ้น และในปี 1954 ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่พวกเขาก็เป็นหนึ่งในทีมที่น่าจับตามองมาก
วาวา และ ‘เจ้านกน้อย’ การ์รินชา (ซึ่งชื่อของเขาก็แปลว่าเจ้านกน้อยนี่แหละ) เป็นผู้เล่นในระดับสตาร์ที่โดดเด่น โดยเฉพาะคนหลังที่มีลีลาการเล่นแสนมหัศจรรย์ เป็นปีกที่ลอยไปตามสายลม ไม่มีใครเดาทางได้ ไม่มีใครหยุดได้ และต่อให้คิดว่าจะหยุดได้ก็ไม่มีวันหยุดได้
มากกว่านั้นคือสไตล์การเล่นในแบบ ‘แซมบ้าฟุตบอล’ ซึ่งมีรากเหง้าจาก ‘จิงกา’ (Ginga) ปรัชญาในการใช้ชีวิตกับทุกสิ่งทุกอย่างของคนบราซิล ที่ใช้ชีวิตอย่างสนุกและมีจังหวะจะโคน ออกลวดลายใต้แสงตะวัน
นั่นทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่ได้รับความสนใจมากที่สุดทีมหนึ่ง
แต่สิ่งที่ผู้คนไม่รู้และอาจสงสัยคือ ในทีมบราซิลมีเด็กคนหนึ่งที่อยู่ร่วมกับทีมชุดนั้นด้วย เด็กคนนี้คือเปเล ในวัย 17 ปี ซึ่งใน 2 เกมแรกไม่ได้โอกาสในการลงไปสัมผัสเกมแม้แต่นาทีเดียว สิ่งนี้ทำให้ผู้คนฉงนอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ถึงกับเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจอะไร
ความไม่รู้ของทุกคนกลับเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวของเปเลและบราซิล
อันที่จริงแล้วเขาไม่ควรที่จะได้เดินทางมาสวีเดนด้วยซ้ำ เพราะเขามีอาการบาดเจ็บที่เข่าจากเกมอุ่นเครื่องจนดูไม่น่าจะหายทันเวลากลับมาลงสนามได้ และทำให้ไม่ได้ลงสนามเลยใน 2 นัดแรก
อย่างต่อมาคือในการมาฟุตบอลโลกหนนี้ เพื่อชัยชนะที่รอคอยบราซิลพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด แม้กระทั่งในเรื่องดูแลสภาพจิตใจ มีการจ้างจิตแพทย์มาประเมินสภาพจิตใจของผู้เล่นทั้งทีมทุกนัดก่อนลงสนาม ซึ่งเป็นเรื่องล้ำสมัยมากสำหรับเกมฟุตบอลในยุคสมัยนั้น
มาถึงเกมนัดสุดท้ายของรอบแรกที่เจอกับสหภาพโซเวียต ซึ่งบราซิลจำเป็นต้องได้รับชัยชนะเท่านั้นเพื่อเข้ารอบต่อไป และวิเซนเต ฟีโอลา โค้ชบราซิลในเวลานั้นกำลังคิดถึงผู้เล่นที่เขายังไม่ได้ใช้งานสักนาทีคนนั้นอยู่ แต่รายงานผลการตรวจของเปเลไม่เป็นที่น่าพอใจนัก
ไม่สิเรียกว่าเลวร้ายเลยก็ได้
“เขายังเด็กมาก ขาดจิตวิญญาณการต่อสู้ที่จำเป็น เขาเด็กเกินไปที่จะสัมผัสกับความกราดเกี้ยวและตอบสนองต่อกำลัง และนอกเหนือไปจากนั้นเขายังขาดสำนึกของความรับผิดชอบซึ่งจำเป็นสำหรับการเล่นเป็นทีม” รายงานจากดร.ชูเอา การ์วาลเญส ส่งตรงถึงมือของโค้ชใหญ่ของบราซิล
โชคดีที่รายงานจาก ดร.การ์วาลเญส นั้นไม่อาจเปลี่ยนความเชื่อบางอย่างของฟีโอลาที่มีต่อเปเลได้ (และเช่นกันกับการ์รินญา ที่โดนหาว่าเป็น ‘ไอ้งั่ง’ ในรายงานฉบับเดียวกัน) ก่อนที่จะหันไปบอกกับคุณหมอว่า “คุณหมออาจจะพูดถูก แต่เรื่องของเรื่องคือ คุณอาจจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเกมฟุตบอล”
“ถ้าเข่าของเปเลไหว เขาจะได้ลงเล่น”

กระแสข่าวเรื่องนี้หลุดไปถึงหูของพวกรัสเซีย พวกเขาได้ยินว่าบราซิลจะใช้ตัวสำรองลงเล่นในเกมนี้ถึง 3 คน ทันทีที่ล่ามแปลภาษาถอดความส่งต่อให้โค้ชอย่างกาฟริล คาชาลินถึงกับลูบปากว่าหวานเจี๊ยบ
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้คือหนึ่งในตัวสำรองที่ว่าคือเด็กที่ชื่อว่าเปเล
และไม่มีใครจะหยุดเด็กคนนี้ได้
3 นาทีแรกของเกมระหว่างบราซิลกับสหภาพโซเวียต ได้รับการบันทึกจาก ไบรอัน แกลนวิลล์ คัมภีร์ลูกหนังชาวอังกฤษว่าเป็น 3 นาทีแรกที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของเกมฟุตบอล แซมบ้าบราซิลเดินหน้าไล่ต้อนจอมแกร่งอย่างโซเวียตด้วยฟุตบอลที่งดงามและมหัศจรรย์จนไม่มีใครหยุดได้
การ์รินชาและเปเลยิงไปชนเสาคนละครั้ง แต่สุดท้ายวาวาทำสกอร์ได้
เด็กหนุ่มวัย 17 ปี ซึ่งเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลกในเวลานั้น ได้ชื่อว่ามีส่วนร่วมกับการได้ประตูในชัยชนะ 2-0 ของบราซิลด้วย ก่อนที่ในเกมต่อมาเขาจะสำแดงเดชต่อเนื่องด้วยการทำประตูในเกมที่พบกับเวลส์ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย คว้าชัยชนะให้กับทีมได้สำเร็จ
แต่ชื่อของเปเล กลายเป็นชื่อที่ทุกคนพูดถึงในรอบรองชนะเลิศที่บราซิลพบกับฝรั่งเศส ชาติที่กำลังร้อนแรงเกินห้ามใจ โดยเฉพาะพวกเขามีศูนย์หน้าพระกาฬที่ชื่อว่า ชุส ฟงแต็ง ซึ่งยิงไปถึง 8 ประตูในฟุตบอลโลกครั้งนั้น
ปรากฏว่าในเกมนั้นเปเล ทำแฮตทริกได้และช่วยให้บราซิลไล่ถล่มฝรั่งเศสขาดลอยถึง 5-2
`จากเด็กหนุ่มที่ไม่มีใครรู้จัก เขากลายเป็นที่จับจ้อง ความเขินอายนั้นไม่อาจปิดกั้นแววของนักเตะมหัศจรรย์ได้ ไม่ว่าเปเลจะไปที่ไหนในสวีเดนในช่วงก่อนนัดชิงชนะเลิศจะมีผู้คนรอที่จะได้เจอเพื่อขอถ่ายภาพและขอลายเซ็น
เราอาจกล่าวได้ว่า แม้บราซิลจะมีนักฟุตบอลที่เก่งกาจมากมายหลายคน การ์รินชา, ดีดี, วาวา, เลโอนิดาส (ผู้คิดค้นท่าจักรยานอากาศ) แต่เปเลในวัย 17 ปี คือนักฟุตบอลผิวสีคนแรกที่กลายเป็นซูเปอร์สตาร์อย่างแท้จริง
สิ่งที่หลายอาจไม่รู้คือบราซิลแทบไม่ใช้งานนักฟุตบอลผิวสีก่อนหน้านี้ เพิ่งจะมีฟุตบอลโลกหนนี้ที่ฟีโอลา ทลายกำแพงเชื้อชาติด้วยผู้เล่นอย่างการ์รินชาและเปเล ทำให้บราซิลกลายเป็นทีมชาติที่เปิดรับความหลากหลายทางสายเลือดและผิวสีเป็นครั้งแรก
แต่ชื่อเสียงที่มาชั่วข้ามคืนไม่ได้ทำให้เปเลเปลี่ยนไป
เขายังมีสมาธิกับการลงสนามในนัดชิงชนะเลิศ
29 มิถุนายน 1958 เซเลเซาลงสนามที่ราซุนดา สเตเดียม เพื่อพบกับสวีเดนชาติเจ้าภาพที่มาพร้อมกับความหวังว่าจะพิชิตแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยแรกให้ได้ ท่ามกลางกองเชียร์เจ้าถิ่นเต็มสนาม และพวกเขาก็เริ่มต้นได้ดีมากๆด้วยการทำประตูขึ้นนำไปก่อนอย่างรวดเร็วตั้งแต่นาทีที่ 4
ประตูนี้ไม่ได้ทำให้บราซิลวิตกจริต ในทางตรงกันข้ามพวกเขายังคงเยือกเย็นและเล่นในแบบของตัวเองด้วยความเชื่อมั่น เปเลส่งสัญญาณเตือนภัยด้วยการยิงไปชนเสาก่อนครั้งหนึ่ง ก่อนที่วาวาพี่ใหญ่จะเหมาคนเดียว 2 ประตูช่วยให้บราซิลกลับมาแซงนำ 2-1 เมื่อจบครึ่งแรก
45 นาทีสุดท้ายของครึ่งเวลาหลังคือเวลาของเปเลแต่เพียงผู้เดียว
ในนาทีที่ 55 บอลจากนิลตัส ซานโตสถูกเปิดเข้ามาซึ่งดูไม่น่ามีอันตรายอะไร แต่เปเลร่ายมนต์ให้คนทั้งสนามและโลกทั้งใบได้ดูด้วยการใช้อกพักบอลอย่างนุ่มนวลก่อนจะกระดกข้ามหัวกองหลังอีกคนหนึ่งแล้วยิงแบบวอลเลย์ไม่ปล่อยให้บอลตกพื้นผ่านมือผู้รักษาประตูเข้าไปตุงตาข่าย
เสียงเฮดังลั่นสนาม ที่แม้แต่แฟนบอลสวีเดนบางส่วนก็ยังเผลอปรบมือให้กับสิ่งอัศจรรย์ใจที่ได้เห็น

หลังจากนั้นมาทำประตูปิดท้ายให้บราซิลคว้าชัยชนะไปอย่างเด็ดขาดเมื่อจบเกม 5-2
กษัตริย์แห่งสวีเดนเดินลงจากอัฒจันทร์มาเพื่อสัมผัสมือและร่วมแสดงความยินดีกับเจ้าชายคนใหม่ของวงการฟุตบอล
เจ้าชายที่กลายเป็นราชาลูกหนังในเวลาต่อมา และทำให้โลกทั้งใบคลั่งไคล้ในเกมฟุตบอลเพราะทุกคนล้วนอยากมีโอกาสได้เห็นเปเลลงสนามกับเขาด้วยตาสักครั้งหนึ่ง
ทุกอย่างของเกมกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดของโลกจนถึงปัจจุบัน เริ่มจากเรื่องราวที่ฟุตบอลโลก 1958 ที่สวีเดน
ที่ราซุนดา สเตเดียมแห่งนี้
ด้วยฝีเท้าของเด็กคนหนึ่งที่ทำตามคำสัญญาที่ให้กับพ่อได้สำเร็จ
อ้างอิง
The post เปเล่ ‘ไข่มุกดำ’ ปฐมบทแห่งราชาลูกหนัง บนเวทีบอลโลก 1958 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ก่อนเกม ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ ระหว่าง อาร์เซ […]
The post Motivation in the Final appeared first on THE STANDARD.
]]>
ก่อนเกม ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ ระหว่าง อาร์เซนอล กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในคำ่คืนนี้จะเริ่มขึ้น สิ่งหนึ่งที่จำเป็นสำหรับนักกีฬาคือ Motivation ในโพสต์นี้ THE STANDARD SPORT ได้รวบรวมมุมมองของนักกีฬาระดับโลก ที่พวกเขาใช้ก่อนเกมสำคัญ









The post Motivation in the Final appeared first on THE STANDARD.
]]>
ลิโอเนล เมสซี พร้อมเพื่อนร่วมทีม อินเตอร์ ไมอามี เดินทา […]
The post ลิโอเนล เมสซี เข้าพบโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ลิโอเนล เมสซี พร้อมเพื่อนร่วมทีม อินเตอร์ ไมอามี เดินทางเข้าพบ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาว เพื่อร่วมเฉลิมฉลองหลังสโมสรคว้าแชมป์ MLS Cup ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
ทีมของ เดวิด เบ็คแฮม ได้รับเชิญให้เข้าพบผู้นำสหรัฐฯ ก่อนเกมเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ ที่พวกเขามีคิวพบกับ DC United ที่กรุงวอชิงตัน
ระหว่างการต้อนรับ ทรัมป์กล่าวถึงเมสซีว่า ลูกชายของเขาเป็นแฟนตัวยงของดาวเตะชาวอาร์เจนตินา พร้อมยกย่องความสำเร็จของเมสซีที่คว้าโทรฟีที่ 47 ในอาชีพ และเลือกย้ายมาเล่นให้กับอินเตอร์ ไมอามี
“คุณสามารถไปเล่นกับทีมไหนก็ได้ในโลก แต่คุณเลือกไมอามี ผมอยากขอบคุณที่พาพวกเราทุกคนร่วมเดินทางไปกับความสำเร็จครั้งนี้” ทรัมป์กล่าว พร้อมเปรียบเทียบว่า เมสซีอาจยิ่งใหญ่ไม่แพ้ตำนานอย่าง เปเล่
ทั้งนี้ เมสซี วัย 38 ปี เพิ่งต่อสัญญากับอินเตอร์ ไมอามี ไปจนถึงปี 2028 และยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเตะคนแรกใน MLS ที่คว้ารางวัล MVP สองฤดูกาลติดต่อกัน





The post ลิโอเนล เมสซี เข้าพบโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางสายฝนที่โปรยลงมา สนามหญ้าที่เละเทะเป็นโคลน และผ […]
The post The King Is Born เปเล่ กำเนิดตำนาน ราชาลูกหนังโลกวัย 17 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางสายฝนที่โปรยลงมา สนามหญ้าที่เละเทะเป็นโคลน และผู้ชมเต็มความจุสนามราซุนดา สเตเดียม ในประเทศสวีเดน ที่มาเป็นสักขีพยานของนัดชิงฟุตบอลโลก 1958
มีนักฟุตบอลอยู่คนหนึ่งที่โดดเด่นยิ่งกว่าใคร
ไม่ใช่แค่เพราะฝีเท้าการเล่นที่เก่งกาจ แต่เป็นเพราะนักฟุตบอลคนนี้เป็นเด็กวัยรุ่นอายุเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น แต่กลับสามารถเล่นได้เก่งกาจกว่าผู้ใหญ่ทุกคนในทุกนัดที่เขาได้ลงสนาม
นี่คือเรื่องเล่าของตำนานนักเตะคนเดียวในโลกที่พาทีมชาติคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปี
เอ็ดสัน อรานเตส โด นาสซิเมนโต หรือ ‘เปเล่’ ผู้ก้าวสู่การเป็นราชาลูกหนังโลกตลอดกาล ที่จากเราไปในเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

ฟุตบอลโลก 1958 ที่ประเทศสวีเดนนั้นถือเป็นครั้งที่ 4 ที่จัดขึ้นในทวีปยุโรป และเป็นฟุตบอลโลกหนแรกที่จัดขึ้นในประเทศแถบนอร์ดิก (Nordic) ด้วย ซึ่งก็เป็นครั้งเดียวจนถึงปัจจุบันนี้
การจัดในทวีปยุโรปคือสิ่งทำให้ชาวบราซิลรู้สึกไม่สบายใจนัก เพราะนับตั้งแต่เริ่มมีการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1930 ที่ประเทศอุรุกวัย หากจัดขึ้นที่ทวีปใด ชาติในทวีปนั้นก็จะคว้าแชมป์ไปครองได้ ซึ่ง 5 ครั้งแรกเป็นการจัดที่อเมริกาใต้ 2 ครั้ง (อุรุกวัย 1930, บราซิล 1950) และยุโรปอีก 3 ครั้ง (อิตาลี 1934, ฝรั่งเศส 1938 และสวิตเซอร์แลนด์ 1954)
นั่นหมายความว่าถึง ‘ลา เซเลเซา’ จะเป็นทีมที่ดีแค่ไหน พวกเขาก็อาจจะไม่ได้แชมป์โลกกลับมา
ความจริงบราซิลเพิ่งจะได้สมญาใหม่ไม่นานในชื่อ ‘ลา กานารินญา’ (หรือกานารินโญ) ซึ่งมีความหมายถึงนกขมิ้นอันได้จากสีเหลืองสดใสของเสื้อชุดแข่งที่มีการเปลี่ยนแปลงใหม่จากเดิมที่จะเป็นชุดเสื้อสีขาวคอปกสีน้ำเงิน
เหตุผลของการเปลี่ยนเป็นเพราะเสื้อชุดแข่งแบบเดิมนั้นทำให้พวกเขาเจ็บปวดทุกครั้งที่ได้เห็น เสื้อตัวนั้นจะพาทุกคนย้อนกลับไปในวันมหาโลกาวินาศ นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1950 ที่คนบราซิลตั้งท่ารอจะเฉลิมฉลองใหญ่ทั้งประเทศ แต่ความฝันพังทลายเพราะพ่ายอุรุกวัย 1-0 ที่สนามมาราคนา
แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ตั้งใจที่จะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกให้ได้
ทีมชาติบราซิลในเวลานั้นก็ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดทีมหนึ่ง และเป็นหนึ่งในตัวเต็งของการแข่งขัน ด้วยผู้เล่นระดับสุดยอดอย่าง ดีดี้, วาวา, มาริโอ ซากัลโล
และ ‘เจ้านกน้อย’ การ์รินชา ปีกผู้ลอยไปตามสายลม ไม่มีใครจับได้ ไม่มีใครไล่ทัน
แต่คนที่เป็นอาวุธลับสำหรับ วิเซนเต ฟีโอลา โค้ชของทีมนั้นคือผู้เล่นเด็กที่อายุเพียงแค่ 17 ปี

เปเล่ เป็นสมาชิกใหม่ของทีมชาติบราซิล แต่ในความเป็นจริงแล้วก็ไม่ใช่ใหม่แบบแกะกล่องถึงเพียงนั้น เพราะชื่อของเขาเริ่มเป็นที่พูดถึงอย่างมากในบ้านเกิดตั้งแต่ 1 ปีก่อนหน้านั้น
ในปี 1957 เปเล่ แจ้งเกิดในทีมชุดใหญ่ของซานโตส ด้วยวัย 16 ปี โดยคำว่าแจ้งเกิดสำหรับเขาไม่ได้หมายถึงการได้โอกาสลงประเดิมสนามสักครั้ง หรือได้ยิงสักประตู
ด้วยวัยเท่านั้นและไม่เคยมีประสบการณ์การเล่นฟุตบอลอาชีพมาก่อน เปเล่เขย่าวงการฟุตบอลแซมบ้าด้วยผลงาน 41 ประตูจากการลงสนาม 38 นัด
ก่อนที่จะระเบิดฟอร์มโหดในปีต่อมาด้วยผลงาน 66 ประตูจากจำนวนเกม 46 นัด โดยในจำนวนนี้เป็นการทำแฮตทริกได้ถึง 11 ครั้ง ยิง 4 ประตูในเกมเดียวอีก 6 ครั้ง และยิง 5 ประตูในเกมเดียวได้อีก 1 ครั้งด้วย
ในยุคสมัยนั้นเรายังไม่มีการเก็บสถิติแบบค่า xG แต่ค่าเฉลี่ยประตูต่อนัด (Goal ratio) ของเปเล่ในปี 1958 อยู่ที่ 1.43 ประตู ซึ่งถ้าเทียบกับลิโอเนล เมสซี ในฤดูกาลที่ดีที่สุดของเขาในปี 2011/12 ที่ยิงไป 73 ประตูจากการลงสนาม 60 นัด ค่าเฉลี่ยประตูต่อนัดของราชาลูกหนังยุคปัจจุบันอยู่ที่ 1.22
ผลงานดังกล่าวไม่ได้เพียงทำให้ซานโตสครองความยิ่งใหญ่ในบราซิล แต่บราซิลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเรียกตัวเขาติดทีมชาติทันที
เกมแรกของเปเล่ในนามทีมชาติ เป็นการพบกับอาร์เจนตินา คู่แข่งร่วมทวีป ซึ่งแน่นอนว่าเขาทำประตูได้ทันที ทำให้กลายเปนนักฟุตบอลที่ติดทีมชาติน้อยที่สุดและทำประตูแรกได้ด้วยอายุที่น้อยที่สุด ซึ่งยังเป็นสถิติตลอดกาลของบราซิลจนถึงทุกวันนี้
แต่ด้วยความเด็ก ก็ทำให้เกิดประเด็นถกเถียงครั้งใหญ่
บราซิลจะพาเด็กคนนี้ไปฟุตบอลโลกด้วยไหม? เขาไม่เด็กเกินไปหรือ?

คำถามนี้เป็นคำถามที่วนเวียนมาตลอดสำหรับทีมชาติบราซิลและฟีโอลา ในฐานะผู้ฝึกสอนของทีม ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะฟุตบอลโลกคือสุดยอดรายการแข่งขัน และความฝันของคนบราซิลไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาล้อเล่นกันได้
ถ้าดีไม่พอ หรือคิดว่าเล่นไม่ได้ อย่าพาเด็กไปเลย
แต่โชคดีสำหรับคนบราซิลที่ฟีโอลามองเห็นชัดเจนมาตลอดตั้งแต่แรกว่า ถ้าฟุตบอลโลกคือความฝันของบราซิล เด็กคนนี้แหละคือคนที่จะทำความฝันของทุกคนให้เป็นความจริง
ถึงแม้จะมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนจนลงเล่นไม่ไหวในช่วงแรก แต่ฟีโอลา ยังรอเวลาที่เปเล่จะฟื้นตัวและกลับมาลงสนามได้อีกครั้งเสมอ ซึ่งหลังจากผ่าน 2 นัดแรกไปโดยที่บราซิลยังทำผลงานได้ไม่น่าประทับใจเท่าไร ก็ถึงเวลาของความมหัศจรรย์แล้ว
เปเล่ในวัย 17 ปี กับอีก 234 วัน ได้โอกาสลงสนามในเกมที่ 3 ของรอบแรกโดยมีสหภาพโซเวียตเป็นคู่แข่ง ในเกมนั้นเขาลงจับคู่กับ วาวา ซึ่งเป็นการทดลองใช้คู่ศูนย์หน้าเป็นชุดที่ 3 แล้วหลังจากที่ทดลองมา 2 คู่ก่อนหน้านี้แล้วยังไม่ได้ผลที่ดีพอ
ปรากฏว่าคู่หู เปเล่-วาวา เข้าขากันได้แทบจะทันที
อธิบายเพิ่มเติมอีกนิดว่า เปเล่ แม้จะเล่นเป็นกองหน้าแต่เขาไม่ได้เป็น ‘ศูนย์หน้า’ ที่เป็นสไตรเกอร์ (Striker) ตัวจบสกอร์อย่างเดียว แต่ทำอะไรได้มากกว่านั้นมากนัก สามารถสร้างสรรค์เกมได้อย่างยอดเยี่ยมไม่แพ้ตัวทำเกมดีๆ และพาบอลไปไหนก็ได้ไม่ต่างอะไรจากปีกลอยลม
ไม่นับความสามารถทางกายที่เหนือล้ำกว่านักฟุตบอลในยุคสมัยนั้นมาก ราวกับมาจากอนาคตในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
ระบบการเล่นของบราซิลในเวลานั้นเองก็มีการเปลี่ยนแปลง โดยฟีโอลา ปรับระบบการเล่นใหม่มาใช้กองหลัง 4 คน ในระบบการเล่นแบบ 4-2-4 ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการระบุแผนการเล่นด้วยการใช้ตัวเลข (ก่อนหน้านี้จะใช้ตัวอักษร เช่น WM หรือใช้เป็นชื่อเรียกเลย เช่น พีระมิด)
เปเล่ ผ่านบอลให้วาวาทำประตูได้ในเกมกับโซเวียต พิสูจน์ความเชื่อของฟีโอลา และลบคำครหาคลางแคลงใจของคนบราซิลได้สำเร็จ ทำให้เขาได้โอกาสในการลงสนามต่อเนื่อง
เกมถัดมาบราซิลพบกับเวลส์ ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย คราวนี้เปเล่ ทำประตูแรกของเขาในฟุตบอลโลกซึ่งเป็นประตูโทนที่ช่วยให้ทีมคว้าชัยชนะได้ด้วยวัย 17 ปีกับอีก 239 วัน เป็นสถิติผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูในฟุตบอลโลกได้ ซึ่งยืนยาวถึง 65 ปี
แต่เกมที่สร้างชื่อให้เขามากที่สุดคือรอบรองชนะเลิศที่พบกับฝรั่งเศส
‘เลส์ เบลอส์’ ในเวลานั้นเป็นทีมที่แข็งแกร่งและเป็นหนึ่งในเต็งแชมป์ พวกเขามีโคตรศูนย์หน้าพระกาฬอย่าง ชุส ฟงแต็ง ที่ถล่มประตูอย่างเมามันมาตลอดทัวร์นาเมนต์
ถ้าจะมีสักทีมที่ล้มบราซิลได้ ก็ควรจะเป็นฝรั่งเศสทีมนี้
แต่ปรากฏว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเปเล่แล้ว ฝรั่งเศสก็เป็นแค่ขนมขาไก่เท่านั้น เขาผนึกกำลังกับรุ่นพี่อย่างวาวา และดีดี้ ไล่ถล่มขาดลอยถึง 5-2 โดยที่ในเกมนี้ไอ้หนูมหัศจรรย์ทำแฮตทริกได้ เป็นนักฟุตบอลคนที่ 3 ของโลกเท่านั้นที่ยิงได้ 3 ประตูในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งยังไม่มีใครทำได้อีกเลยนับจากนั้น
ถึงจุดนี้ เปเล่จุดไฟฝันให้คนบราซิลได้อีกครั้งแล้ว และทำให้ทุกคนที่รอคอยอยู่ในบ้านเกิดต่างเฝ้ารอข่าวดี
และเขาก็ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังจริงๆ
ในเกมที่ราซุนดา แม้จะต้องพบกับเจ้าภาพผู้แสนดีที่ช่วยดูแลทีมบราซิลด้วยไมตรีมาตลอดช่วงระยะเวลาการเก็บตัวก่อนลงทำศึกฟุตบอลโลก และแม้สภาพสนามจะดูเป็นใจให้กับสวีเดน ที่ถนัดบอลโด่งมากกว่าบราซิลที่ชอบเล่นบอลบนพื้น
แต่เวลานั้นไม่มีใครหยุดกานารินโญได้แล้ว
ไม่สิ ไม่มีใครหยุดเปเล่ได้แล้วมากกว่า
บราซิลไล่ถล่มสวีเดนขาดลอยด้วยสกอร์เดียวกับฝรั่งเศส 5-2 เปเล่ทำ 2 ประตูในเกมนั้น (หนึ่งในนั้นคือการทำประตูสุดเหนือชั้นด้วยการพักอกในกรอบเขตโทษ กระดกบอลข้ามหัวกองหลัง ก่อนดีดบอลเข้าไปด้วยเท้าขวา)
ในวัย 17 ปีกับ 249 วัน เปเล่ เป็นแชมป์ฟุตบอลโลกโดยที่สถิติของเขายังไม่มีใครทำลายได้
ฝันร้ายและความมืดมนอนธกาลของชาวบราซิลได้จบลงในวันนั้น ด้วยความมหัศจรรย์ของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงโลกฟุตบอลไปตลอดกาล เพราะหลังจากนั้นฟุตบอลกลายเป็นกีฬามหาชน เปเล่คือซูเปอร์สตาร์ท ที่ทำให้ทุกคนสนใจฟุตบอล
แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาในวันนั้น มีเพียงเรื่องเดียว
กับคำสัญญาของเด็กน้อยคนหนึ่งที่บอกกับพ่อไว้ในวันมหาโศก ‘มาราคานาโซ’
“พ่อครับ ผมจะเอาแชมป์โลกมาให้พ่อเอง”
The post The King Is Born เปเล่ กำเนิดตำนาน ราชาลูกหนังโลกวัย 17 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากซัดฟรีคิกสุดสวยช่วยอินเตอร์ ไมอามี เอาชนะเอฟซี ป […]
The post 3 นักเตะที่ยิงประตูด้วยฟรีคิกมากที่สุด appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากซัดฟรีคิกสุดสวยช่วยอินเตอร์ ไมอามี เอาชนะเอฟซี ปอร์โต 2-1 ในนัดล่าสุดของศึก FIFA Club World Cup 2025 ประตูดังกล่าวทำให้ ลิโอเนล เมสซี ดาวเตะวัย 37 ปีจากอาร์เจนตินา ขยับขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลกในทำเนียบดาวยิงฟรีคิกสูงสุดตลอดกาลของวงการฟุตบอล
โดยมีเพียง 2 ตำนานจากบราซิลที่ทำได้มากกว่านั่นคือ จูนินโญ (77 ประตู) และ เปเล่ (70 ประตู)

อ้างอิง:
The post 3 นักเตะที่ยิงประตูด้วยฟรีคิกมากที่สุด appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อวานนี้ (13 ธันวาคม) ESPN รายงานว่า สโมสรซานโตสเตรี […]
The post ซานโตสเตรียมรีไทร์เสื้อหมายเลข 10 ของเปเล่ จนกว่าจะสามารถกลับสู่ลีกสูงสุด appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อวานนี้ (13 ธันวาคม) ESPN รายงานว่า สโมสรซานโตสเตรียมรีไทร์เสื้อหมายเลข 10 ของเปเล่ ยอดนักเตะผู้ล่วงลับ จนกว่าสโมสรจะกลับขึ้นสู่ลีกสูงสุดของประเทศบราซิลได้
มาร์เซโล เทเซรา ประธานสโมสรคนใหม่ของซานโตส กล่าวถึงการตัดสินใจดังกล่าวว่า เป็นการทำเพื่อยกย่องสตาร์นักเตะหมายเลข 1 ของบราซิล ที่เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2022 ด้วยวัย 81 ปี เนื่องจากมะเร็งลำไส้ใหญ่
เทเซรากล่าวว่า “จนกว่าซานโตสจะกลับมาในเซเรียอา ซึ่งเป็นจุดที่เราควรจะอยู่ เราจะเล่นโดยไม่มีเสื้อหมายเลข 10 ในสนาม”
“ลีกบราซิลในปีนี้จะถูกจัดเพื่อเป็นเกียรติให้เปเล่ ราชาของพวกเรา เราจะทำภารกิจนี้ต่อไป เราจะกลับมาอยู่ในดิวิชันสูงสุด แต่จนกว่าจะถึงตอนนั้น เราจะไม่สวมเสื้อหมายเลขที่ดีที่สุดของเรา”
ในเซเรียอา บราซิล ฤดูกาลนี้ ทุกนัดจะมีกิจกรรมที่เป็นการให้เกียรติต่อเปเล่ โดยในนาทีที่ 10 ของแต่ละเกมจะมีการปรบมือให้กับเขา ซึ่งหมายเลข 10 เป็นหมายเลขของเปเล่ผู้ยิ่งใหญ่นั่นเอง
ซานโตสต้องเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก นับตั้งแต่แพ้ฟอร์ตาเลซาในบ้านด้วยสกอร์ 1-2 เมื่อวันพุธ ซึ่งนำไปสู่การตกชั้นครั้งแรกของสโมสร ส่งผลให้แฟนบอลแสดงความไม่พอใจ และแสดงออกด้วยการเผารถยนต์และรถบัสในคืนนั้น นอกจากนี้ยังมีการบุกเข้าไปในสนามกีฬาวิลาเบลมิโรในวันรุ่งขึ้นด้วย
ปัจจุบันซานโตสมีหนี้สินและความแตกแยกทางการเมืองภายใน โดยพวกเขากำลังหาทางผ่านวิกฤตนี้ และเพิ่งได้ประธานสโมสรคนใหม่คือเทเซรา ที่มีนโยบายในการรัดเข็มขัด เนื่องจากต้องเล่นในดิวิชัน 2 ที่มีงบประมาณในการทำทีมน้อยลง
อ้างอิง:
The post ซานโตสเตรียมรีไทร์เสื้อหมายเลข 10 ของเปเล่ จนกว่าจะสามารถกลับสู่ลีกสูงสุด appeared first on THE STANDARD.
]]>
ข่าวการจากไปของเฮนรี คิสซิงเจอร์ นับเป็นความสูญเสียของโ […]
The post เฮนรี คิสซิงเจอร์ กับเกมลูกหนัง จากเปรูสู่เปเล่ และกริมส์บี ทาวน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ข่าวการจากไปของเฮนรี คิสซิงเจอร์ นับเป็นความสูญเสียของโลก เพราะนี่คือนักการทูตระดับตำนานที่มีบทบาทสำคัญทางการต่างประเทศระดับโลก
แต่คิสซิงเจอร์ก็มีอีกมุมหนึ่งที่หลายคนที่เคยได้ยินชื่อเสียงและเรื่องราวของเขาอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน
กับความรักและความหลังที่มีต่อเกมฟุตบอล ที่นำพาเขาไปสู่สแตมฟอร์ดบริดจ์ ห้องแต่งตัวของทีมชาติเปรู ราชาลูกหนังโลกเปเล่ และสโมสรเล็กๆ แห่งหนึ่งในอังกฤษอย่างกริมส์บี ทาวน์
เรื่องราวความรักที่มีต่อเกมลูกหนังของนักการทูตอเมริกันนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงวัยเยาว์
คิสซิงเจอร์ซึ่งเกิดในแคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี หลงใหลในเกมฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก เพียงแต่สโมสรที่เขาติดตามเชียร์นั้นไม่ใช่บาเยิร์น มิวนิก สโมสรดังในยุคสมัยนี้แต่อย่างใด เพราะในยุคของคิสซิงเจอร์นั้นทีมเบอร์หนึ่งของแคว้นคือสโมสรกรอยเธอร์ เฟือร์ธ ซึ่งเป็นแชมป์ฟุตบอลเยอรมนี (ในยุคที่ยังไม่ใช่บุนเดสลีกา) 3 สมัยในระหว่างปี 1926-1929

เฮนรี คิสซิงเจอร์ กลับไปเยือนทีมรักกรอยเธอร์ เฟือร์ธ ในปี 2012
นอกจากจะตามเชียร์แล้วคิสซิงเจอร์ยังเคยเล่นฟุตบอลด้วยเช่นกัน โดยเริ่มจากตำแหน่งผู้รักษาประตู แต่โชคร้ายที่ได้รับบาดเจ็บกระดูกมือหักจึงต้องเปลี่ยนตำแหน่งการเล่นใหม่ โดยตำแหน่งใหม่คือกองหน้าตัวใน (Inside-forward ตำแหน่งฟุตบอลในยุคสมัยก่อน)
ว่ากันว่าคิสซิงเจอร์เป็นหนึ่งในคนที่คิดค้นแท็กติกการเล่นฟุตบอลที่แตกต่างจากทีมอื่นในยุคสมัยนั้น ซึ่งแท็กติกการเล่นที่ว่านั้นคือการเล่นเกมรับให้เหนียวแน่นเอาไว้ก่อนพ่อสอนไว้
“ระบบนี้จะทำให้ทีมคู่แข่งสติแตก เพราะว่าเราจะไม่ยอมให้พวกเขาทำประตูได้เลย ด้วยการให้คนลงไปยืนกองหลังให้มากที่สุด ถ้าเจอคนกองอยู่หน้าประตูสัก 10 คนก็ย่อมยิงประตูได้ยากแน่นอน”
ในเวลาต่อมาโลกฟุตบอลก็มีแท็กติกการเล่นแบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ เป็นตำรับเฉพาะของชาวอิตาลีที่เรียกว่า ‘คาเตนัคโช’ (Catenaccio)
และถ้าเป็นสูตรสมัยใหม่ เด็กรุ่นนี้ก็อาจจะคุ้นเคยกับคำว่า ‘จอดรถบัส’ (Park the bus) ที่มาจากโชเซ มูรินโญ
อย่างไรก็ดี เมื่อโชคชะตาทำให้คิสซิงเจอร์และครอบครัวต้องระเห็จจากบ้านเกิด เพื่อรักษาชีวิตรอดจากการตามฆ่าหมายล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวของกองทัพนาซี ทำให้เขาและเกมฟุตบอลต้องห่างกันไปด้วย
แต่ความรักที่มีต่อเกมฟุตบอลทำให้เขาพยายามหาโอกาสจะเข้ามาข้องเกี่ยวกับโลกฟุตบอลใบเก่าที่คิดถึงเสมอ และบางครั้งฟุตบอลก็นำพาไปสู่เส้นทางใหม่
เช่นในปี 1973 ซึ่งขณะนั้นเขากลายเป็นผู้ช่วยด้านนโยบายการต่างประเทศของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันแล้ว ในการประชุมร่วมกับสหภาพโซเวียต คิสซิงเจอร์ได้ใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือสื่อสารเชื่อมกับเลโอนิด เบรจเนฟ นักการทูตโซเวียตในการประชุมที่กรุงมอสโก
เรื่องที่ทั้งสองพูดคุยกันคือความมหัศจรรย์ของ ‘เจ้านกน้อย’ การ์รินชา ปีกลอยลมในตำนานทีมชาติบราซิล ผู้เป็นดาวดังที่มาก่อนเปเล่
ก่อนหน้าจะพบกับเบรจเนฟ คิสซิงเจอร์ยังล่วงรู้ถึงการให้ความช่วยเหลือคิวบาของรัฐบาลมอสโก เมื่อภาพถ่ายทางอากาศจากกล้องสอดแนมเมื่อปี 1969 พบว่ามีสนามฟุตบอลอยู่บนเกาะในประเทศคิวบา
“คนคิวบาเขาเล่นเบสบอลกัน” คิสซิงเจอร์รีบรายงานบ็อบ ฮาลเดอแมน หัวหน้าเจ้าหน้าที่ของประธานาธิบดีนิกสันทันที
ความสามารถทางการทูตของคิสซิงเจอร์ยังส่งผลต่อโลกของฟุตบอลด้วย ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนในการผลักดันให้ ชูเอา ฮาเวอลานจ์ ขึ้นแท่นเป็นประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA คนใหม่ในการเลือกตั้งประธานเมื่อปี 1974
นอกเหนือไปจากนั้น เขายังมีส่วนในเบื้องหลังการย้ายทีมครั้งประวัติศาสตร์ของ ‘The Black Pearl’ เปเล่ ที่ย้ายมาเล่นฟุตบอลในลีกของสหรัฐอเมริกากับทีมนิวยอร์ก คอสมอสในปี 1975
โดยในเบื้องหลังแล้วการย้ายทีมครั้งนี้มีเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างสหรัฐฯ และบราซิล
ในปี 1976 ในระหว่างการเดินทางไปเยือนอังกฤษเพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตการณ์โรดีเซีย คิสซิงเจอร์ใช้เวลาว่างที่มีในการเดินทางไปเยือนบลันเดลล์พาร์ก เพื่อไปชมเกมฟุตบอลอังกฤษคู่ระหว่างกริมส์บี ทาวน์ พบกับจิลลิงแฮม ร่วมกับโทนี ครอสแลนด์ ซึ่งเป็นแฟนตัวยงของกริมส์บี
วันนั้นกริมส์บี ทาวน์ คว้าชัยชนะได้ด้วย!

เฮนรี คิสซิงเจอร์ ที่สแตมฟอร์ดบริดจ์
หลังจากนั้นอีก 8 เดือนถัดมา ครอสแลนด์พาคิสซิงเจอร์มาดูเกมฟุตบอลอังกฤษอีกครั้ง คราวนี้เป็นเกมฟุตบอลระดับดิวิชัน 2 ระหว่างเชลซีที่พบกับวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ที่สนามสแตมฟอร์ดบริดจ์
เกมวันนั้นจบลงด้วยการเสมอกันอย่างสุดมัน 3-3 โดยที่หลังเกมจบลงครอสแลนด์พาคิสซิงเจอร์เข้าไปเยี่ยมนักเตะในห้องแต่งตัวด้วย
สตีฟ ฟินนีสตัน ศูนย์หน้าเชลซียังจำเหตุการณ์ในวันดังกล่าวได้ “เขาบอกว่าเขารักฟุตบอล” เพียงแต่คนอื่นๆ ในทีมก็ได้แต่คิดและสงสัยว่าไอ้หมอนี่มันเป็นใคร เข้ามาได้อย่างไร
นั่นไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งเดียวที่คิสซิงเจอร์ไปดูเกมฟุตบอลและมีโอกาสเข้าไปในห้องแต่งตัว ซึ่งความจริงแล้วเป็น ‘ดินแดนศักดิ์สิทธิ์’ ของทีม เพราะในฟุตบอลโลก 1978 ที่ประเทศอาร์เจนตินา เขาก็หาโอกาสเข้าไปในห้องแต่งตัวด้วยเช่นกัน
แต่คราวนี้ไปในแบบที่น่าเกรงขามกว่าเยอะ เพราะเขาเข้าไปในห้องแต่งตัวของทีมชาติเปรู พร้อมกับฮอร์เก วิเดลา ผู้นำคณะปฏิวัติที่เพิ่งยึดอำนาจในประเทศอาร์เจนตินาได้
การปรากฏตัวของผู้นำปฏิวัติอาร์เจนตินากับนักการทูตชาวสหรัฐฯ ในห้องแต่งตัวทีมชาติเปรู ฟังแอบดูไม่ค่อยเข้ากันอย่างไรไม่รู้
นักเตะทีมชาติเปรูเองก็คิดเหมือนกัน เฮคตอร์ ชุมปิตาซ กัปตันทีมชุดนั้นเล่าว่า “มันเหมือนว่าพวกเขาจะมาทักทายและกล่าวยินดีต้อนรับพวกเรา
“นอกจากนี้ พวกเขายังบอกว่าหวังว่ามันจะเป็นเกมที่ดี เพราะจะเป็นการดีที่ชาวอาร์เจนตินาจะเข้าร่วมด้วย ก่อนจะอวยพรขอให้พวกเราโชคดี”
นักเตะเปรูฟังจบประโยคก็ได้แต่หันมามองหน้ากัน พลางคิดว่าพวกเขามาผิดห้องหรือเปล่า มันควรจะเป็นห้องแต่งตัวของทีมชาติอาร์เจนตินาไหม?
สิ่งที่น่าสนใจคือสถานการณ์ก่อนเกมนั้นอาร์เจนตินาจำเป็นต้องชนะเปรูให้ได้มากกว่า 4 ประตูขึ้นไปหากหวังจะเข้ารอบชิงชนะเลิศ เพราะก่อนหน้านั้นบราซิลเอาชนะโปแลนด์ไปแล้ว 3-1
ปรากฏว่าอาร์เจนตินาชนะไปในเกมนั้น 6-0 และถูกมองว่ามีการทำทุจริตหรือไม่ เพราะพบว่ารัฐบาลอาร์เจนตินาได้ส่งออกเมล็ดพันธุ์พืชจำนวน 35,000 ตัน และอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนหนึ่งให้แก่เปรู อีกทั้งธนาคารกลางยังได้ยกเลิกการอายัดทรัพย์สินจำนวน 50 ล้านดอลลาร์คืนให้แก่เปรูด้วย
ไม่มีใครบอกได้ว่าการเข้าไปในห้องแต่งตัวทีมชาติเปรูของคิสซิงเจอร์ในวันนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับผลการแข่งขันหรือไม่ เพราะฟากของคนใกล้ชิดคิสซิงเจอร์ก็ยืนยันว่า “เขาจำเหตุการณ์นี้ไม่ได้” ในขณะที่เกมการแข่งขันจริงๆ ในสนามก็ไม่ใช่เปรูจะเล่นแบบหงอๆ รอโดนยิง ในทางตรงกันข้ามมีโอกาสยิงชนเสาด้วย ส่วนอาร์เจนตินาก็ฮึกเหิมเล่นตามเสียงเชียร์ที่ปลุกเร้าของแฟนบอล
เรื่องนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าถึงความรักและหลงใหลในเกมฟุตบอลของนักการทูตระดับตำนาน
คนที่อาจจะเป็นคนแรกที่ทำให้เราได้เห็นว่ากีฬาและการเมืองมันก็เรื่องเดียวกัน
อ้างอิง:
The post เฮนรี คิสซิงเจอร์ กับเกมลูกหนัง จากเปรูสู่เปเล่ และกริมส์บี ทาวน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากที่รัฐบาลบราซิลประกาศให้มีการไว้อาลัยต่อการเสียช […]
The post แฟนบอลนับพันชีวิต ร่วมพิธีเคารพศพ ‘เปเล่’ ราชาลูกหนังโลก ขณะขึ้นขบวนแห่ทั่วเมืองซานโตส appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากที่รัฐบาลบราซิลประกาศให้มีการไว้อาลัยต่อการเสียชีวิตของราชาลูกหนังโลก ‘เปเล่’ เป็นเวลา 3 วัน
ล่าสุด (3 มกราคม) นับตั้งแต่ช่วงเวลา 08.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศบราซิล ที่สนามฟุตบอลของซานโตส ได้มีการจัดพิธีให้แฟนบอลได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเคารพศพของ ‘เปเล่’ ที่เสียชีวิตด้วยวัย 82 ปี หลังต่อสู้กับอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้มานานร่วมปี
หลังจากนั้นจะเริ่มเข้าสู่พิธีพาเหรดขบวนแห่ศพของ ‘เปเล่’ เคลื่อนตัวออกจากสนามฟุตบอลผ่านไปยังถนนจุดต่างๆ ในเมืองซานโตส ก่อนจะส่งต่อให้ครอบครัวได้จัดงานพิธีศพแบบส่วนตัว โดยร่างของ เปเล่ จะถูกฝังอย่างเป็นส่วนตัวร่วมกับสมาชิกครอบครัวที่ล่วงลับคนอื่นๆ ณ อนุสรณ์สถาน เนโครโปล อีซูเมนิกา เมืองซานโตส
สำหรับ ‘เปเล่’ ชื่อเต็มว่า เอดซง อารังชีส ดู นาซีเมงตู หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘เปเล่’ ตอนยังเป็นนักเรียน เขาเกิดเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 1940 ที่รัฐมีนัชเจไรช์ ประเทศบราซิล เติบโตและเริ่มเล่นฟุตบอลอยู่ในชุมชนท้องถิ่นตั้งแต่วัยเยาว์ และเมื่ออายุได้ 13 ปี วัลเดมาร์ จี บรีตู นักเตะชื่อดังของบราซิล มองเห็นความสามารถในฝีเท้าของเปเล่ จึงชวนไปอยู่ทีมฟุตบอลสมัครเล่นแห่งหนึ่ง และคว้าแชมป์ประจำรัฐติดต่อกันถึง 3 ปี จนกระทั่งอายุ 15 ปี เปเล่ได้เซ็นสัญญาเข้าสังกัดทีมเยาวชนของสโมสรซานโตส หนึ่งในทีมดังของประเทศบราซิล และใช้เวลาเพียง 1 ปีในการก้าวเข้าสู่ทีมชุดใหญ่ด้วยวัยเพียง 16 ปี พร้อมสร้างผลงานยิง 4 ประตู ตั้งแต่การลงสนามนัดแรกในการเล่นฟุตบอลอาชีพ
หลังจากนั้นพัฒนาการด้านฝีเท้าของเปเล่แกร่งกล้ามากขึ้นเรื่อยๆ จนสร้างผลงานให้กับตนเอง ระดับสโมสร โดยเฉพาะกับทีมชาติที่อยู่ในชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกถึง 3 สมัย จนก้าวมาเป็นหนึ่งในไอคอนของวงการฟุตบอลที่สร้างความนิยมให้กับกีฬาฟุตบอลในการลงเล่นให้กับทีมชาติบราซิล โดยเขาลงสนามไปทั้งหมด 1,363 นัด ยิงไป 1,281 ประตู ตลอดช่วงเวลาค้าแข้ง 21 ปี โดยลงเล่นให้กับทีมชาติบราซิลทั้งหมด 92 นัด และยิงไป 77 ประตู
อ่านบทความ: เปเล่ ‘ราชาของเกมฟุตบอล’ นิทานลูกหนังที่เล่าได้มิรู้จบ






The post แฟนบอลนับพันชีวิต ร่วมพิธีเคารพศพ ‘เปเล่’ ราชาลูกหนังโลก ขณะขึ้นขบวนแห่ทั่วเมืองซานโตส appeared first on THE STANDARD.
]]>
“เปเล่ ฉันเชื่อว่านายจะเป็นนักกีฬาอาชีพที่เก่งมากๆ ได้ […]
The post เปเล่ ‘ราชาของเกมฟุตบอล’ นิทานลูกหนังที่เล่าได้มิรู้จบ appeared first on THE STANDARD.
]]>
“เปเล่ ฉันเชื่อว่านายจะเป็นนักกีฬาอาชีพที่เก่งมากๆ ได้ แต่อย่าได้คิดว่านายจะเป็นคนที่เก่งที่สุด อย่าได้คิดว่านายคือพระเจ้า ถ้านายหาเงินมาได้ จงเก็บเงินนั้นไว้สำหรับในอนาคต อย่าได้ริซื้อบุหรี่หรือลูกกวาด นายจะต้องเป็นเด็กน้อยจากเบารูเสมอ”
ข้อความดังกล่าวคือสิ่งที่เปเล่ต้องการเขียนถึงตัวของเขาเองในวัยเยาว์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความถ่อมตนของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นราชาลูกหนังคนนี้เป็นอย่างดี
เอดซง อารังชีส ดู นาซีเมงตู หรือที่ผู้คนจดจำเขาในชื่อของ ‘เปเล่’ ไม่ได้ตั้งใจที่จะเป็นนักฟุตบอลที่เก่งกาจที่สุดตลอดกาล เพียงแต่เขาเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ที่ไม่ใช่แค่ฟ้าประทานพรมาให้เท่านั้น
เปเล่คือนักฟุตบอลที่ธรรมชาติยังได้มอบพลังอันยิ่งใหญ่ให้แก่เขาด้วย
เด็กน้อยจากเบารูผู้ที่ทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างในเกมฟุตบอล ยิงเท้าซ้าย ยิงเท้าขวา เหินหาวขึ้นฟ้าเพื่อกระโดดโหม่งได้สูงกว่าใคร วิ่งได้รวดเร็วประหนึ่งเสือชีตาห์ เลี้ยงลูกฟุตบอลได้เหมือนติดแม่เหล็กไว้ที่ปลายเท้า มีเทคนิคการเล่นที่ทั้งเหนือชั้นและนุ่มนวล
เหนือกว่านั้นคือความคิดความอ่านในการเล่นฟุตบอลของเขาไปไกลกว่าใครทั้งนั้น
เวลาอยากรู้ว่าใครเก่งแค่ไหน คนที่จะบอกได้ดีที่สุดคือเหล่าคนที่อยู่ในระดับเดียวหรือใกล้เคียงกัน เช่น โยฮัน ครัฟฟ์ นักฟุตบอลผู้ได้รับสมญา ‘นักเตะเทวดา’ จากการเล่นที่สุดจะเหนือชั้นของเขาเคยกล่าวถึงเปเล่เอาไว้ว่า “เปเล่คือนักฟุตบอลคนเดียวที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ใดๆ”
เฟเรนซ์ ปุสกัส หนึ่งในยอดนักเตะตลอดกาลผู้นำของทีม ‘มหัศจรรย์แม็กยาร์’ ฮังการีที่เคยเกือบครองโลกได้กล่าวถึงเปเล่ว่า “ผมขอปฏิเสธที่จะให้มาจัดประเภทของเปเล่ เขาเป็นนักเตะที่อยู่เหนือไปกว่านั้น”
เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน กล่าวถึงเปเล่ว่า “บางครั้งผมก็คิดว่าฟุตบอลนั้นถูกประดิษฐ์มาเพื่อนักฟุตบอลที่เหมือนมีเวทมนตร์คนนี้”
คำสรรเสริญนี้มีอีกมากมายนับไม่ถ้วน ที่พอจะเป็นเครื่องยืนยันถึงความสุดยอดของราชาลูกหนังผู้นี้ได้เป็นอย่างดี
เพียงแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนานว่าใครคือนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาบนโลกใบนี้
ก่อนหน้านี้คำถามนี้เคยกินระยะเวลาร่วม 20-30 ปีนับจากที่ ดิเอโก อาร์มันโด มาราโดนา ถือกำเนิดและกลายเป็นเทพเจ้าลูกหนังของอาร์เจนตินา ซึ่งก็มีการพูดกันถึงเรื่องของฝีเท้าการเล่นของจอมทัพหมายเลข 10 ของทีมเบียงคิเชเลสเตว่าอาจจะยอดเยี่ยมเหนือยิ่งกว่าเปเล่
ในปัจจุบันคำถามใหม่เกิดขึ้นโดยมี ลิโอเนล เมสซี ที่สร้างตำนานของตัวเองได้สำเร็จด้วยการนำอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยแรกของเขาเองได้เท่ากับที่มาราโดนาทำได้
หลายคนมองว่าเปเล่ก็แค่นักฟุตบอลที่เก่งในประเทศ เพราะแทบทั้งชีวิตเปเล่เล่นอยู่กับสโมสรซานโตสเท่านั้น ไม่เคยไปค้าแข้งในยุโรป และจำนวนประตูกว่า 1,283 ประตูที่เขาทำได้นั้นจำนวนไม่น้อยก็มาจากเกม Exibition หรือเกมโชว์ตัวเสียมาก
สิ่งเหล่านี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็ส่งผลให้การเปรียบเทียบดูมีน้ำหนัก
อย่างไรก็ดี หากได้ลองศึกษาเรื่องราวแล้วจะทราบว่า การที่เปเล่ไม่ได้ย้ายไปค้าแข้งในยุโรปอันเป็นสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นรอยด่างพร้อยที่สุดนั้นไม่ได้แปลว่าจะไม่มีใครไม่อยากได้ตัวเขาไปร่วมทีม ในทางตรงกันข้ามสโมสรจากยุโรปต่างรอคอยที่จะได้ตัวเขามาร่วมทีม และพร้อมจ่ายไม่อั้นเพื่อจะแย่งตัวกัน
เพียงแต่เพราะเปเล่ สำหรับชาวบราซิลเขาไม่ได้เป็นแค่นักฟุตบอลธรรมดา หากแต่มีความสำคัญในระดับประเทศ เป็นบุคคลที่ชาวบราซิลรักมากที่สุด
ความรักของชาวบราซิลที่มีต่อเปเล่นั้นเริ่มตั้งแต่ที่เด็กน้อยวัย 17 ปี สร้างปรากฏการณ์ด้วยการพาทีมชาติคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยแรกได้ที่ประเทศสวีเดน ลบล้างฝันร้ายของคนทั้งประเทศที่เคยหัวใจสลายจากเหตุการณ์ ‘มาราคานาโซ’ ที่บราซิลอกหักถูกอุรุกวัยบุกมาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกบนแผ่นดินของพวกเขาได้ที่สนามมาราคานา
นับจากนั้นมาเด็กน้อยจากเบารูคนนี้คือคนที่แตะต้องไม่ได้ และนั่นทำให้ไม่มีฝ่ายการเมืองคนไหนของประเทศที่ต้องการจะได้รับการจดจำว่า ‘เปเล่ย้ายออกไปในยุคสมัยของเขา’

เปเล่ถูกแห่ในเกมนัดสุดท้ายในชีวิตการเล่นของเขาระหว่างนิวยอร์ก คอสมอส และซานโตส
เช่นนั้นเองที่ประตูสู่ยุโรปของเขาไม่เคยได้รับการเปิดอีก โดยเฉพาะในยุคสมัยเผด็จการครองอำนาจในบราซิล ที่ทำแม้กระทั่งการบีบให้เขาต้องกลับมารับใช้ทีมชาติบราซิลอีกครั้งในฟุตบอลโลก 1970 ทั้งๆ ที่เคยประกาศอำลาไปแล้ว
อีกด้านหนึ่งเกมฟุตบอลในอดีต ลูกหนังลาตินอเมริกาไม่เคยเป็นรองยุโรปเหมือนในปัจจุบัน โคตรบอลของโลกล้วนมาจากแดนดินฝั่งนี้ทั้งสิ้น
เปเล่ยังเป็นซูเปอร์สตาร์ลูกหนังคนแรกที่ถึงขั้นมีประเทศมากมายที่พร้อมจ่ายเงินมหาศาลเพื่อให้เขาเดินทางมาโชว์เพลงแข้งในสนาม ใครก็อยากเห็น ‘The Black Pearl’ ไข่มุกดำเม็ดเดียวของโลก เรียกว่าเปเล่โด่งดังไม่ได้น้อยไปกว่าวงดนตรีระดับตำนานอย่าง The Beatles เป็นนักฟุตบอลคนแรกที่มีสถานะในระดับนี้
ในเชิงของผลงานสถิติ นอกจากจำนวนประตู 1,283 ประตูแล้ว สิ่งที่ยังไม่มีใครล้มเขาได้คือการเป็นนักฟุตบอลคนแรก และคนเดียวของโลกที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ 3 สมัย
แม้ในวงเล็บว่าหนึ่งในแชมป์โลกของเขาจะได้มาอย่างไม่สง่างามนักเพราะบาดเจ็บหนักตั้งแต่รอบแรก แต่การบาดเจ็บนั้นก็เกิดจากการโดนคู่แข่งไล่เตะจนน่วมไม่สามารถลงเล่นต่อได้ไหว
ฟุตบอลในอดีตนั้นไม่ได้มีการให้ใบแดงมาก่อน ฟุตบอลในยุคของเปเล่คือเกมที่เล่นกันด้วยความแข็งแกร่งและไหวพริบล้วนๆ จนกระทั่งเริ่มมีการคิดกฎการให้ใบแดงขึ้น เพราะนักเตะอย่างเปเล่ถูกคู่แข่งไล่เก็บจนบาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำอีก
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ควรจะนำมาตัดสินคุณค่าของใครสักคน บางครั้งเราไม่ควรสนใจแค่เรื่องของสถิติหรือผลงานเท่านั้น
สำหรับเปเล่ นอกเหนือจากผลงานเหนือธรรมชาติแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดที่เขาได้มอบให้แก่โลกใบนี้คือ การที่สอนให้โลกใบนี้ได้ทำความรู้จัก หลงรัก และคลั่งไคล้ไปกับเกมฟุตบอล จากปรัชญา ‘Ginga’ ถึง ‘Joga Bonito’ หรือการเล่นอย่างงดงามของเขา ที่ไม่ว่าลูกเล่นใดที่เคยเห็นสตาร์คนไหนทำ สิ่งเหล่านั้นเปเล่ทำมาหมดก่อนตั้งนานแล้ว ไม่นับในเรื่องของความมีน้ำใจนักกีฬาที่ทำให้ไม่เคยมีใครเป็นศัตรูกับเขา
เปเล่คือคนที่ทำให้เกิดคำว่า ‘The Beautiful Game’ ที่เป็นการเปรียบเปรยถึงเกมฟุตบอลว่าเป็นกีฬาที่มีแง่งามมากมาย
เขาคือคนที่เปลี่ยนแปลงฟุตบอลได้เหมือนผู้เปลี่ยนแปลงโลกด้วยสิ่งประดิษฐ์ของตัวเองอย่าง โทมัส อัลวา เอดิสัน ยอดนักประดิษฐ์ซึ่งเป็นคนที่พ่อของเขานำชื่อมาตั้งชื่อลูก แต่ตัดตัวอักษรออกไปหนึ่งตัวจึงได้เป็น เอ็ดสัน (เอดซง)
เปเล่ – ผู้ที่ได้รับชื่อนี้จากความเข้าใจผิดของเด็กน้อยเอ็ดสันที่พูดชื่อของผู้รักษาประตูคนโปรดอย่าง ‘บิเล่’ ผิดเป็น ‘ปิเล่’ ก่อนจะกลายเป็น เปเล่ ในเวลาต่อมา – คือคนที่ทำให้ฟุตบอลกลายเป็นกีฬามหาชนของคนทั้งโลก
และเพราะเหตุนี้เองที่ทำให้ เปเล่ จึงคู่ควรแก่การได้รับสมญาของเขา
“ราชาแห่งโลกฟุตบอล”
The post เปเล่ ‘ราชาของเกมฟุตบอล’ นิทานลูกหนังที่เล่าได้มิรู้จบ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (30 ธันวาคม) เปเล่ หนึ่งในตำนานของวงการฟุตบอล แล […]
The post เกียรติยศของ ‘เปเล่’ ยอดกองหน้าตำนานลูกหนังโลก appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (30 ธันวาคม) เปเล่ หนึ่งในตำนานของวงการฟุตบอล และอดีตศูนย์หน้าทีมชาติบราซิลเจ้าของแชมป์โลก 3 สมัย ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบด้วยวัย 82 ปี นับเป็นข่าวเศร้าของวงการลูกหนังระดับโลกส่งท้ายปี 2022
และแม้วันนี้เปเล่จะจากโลกนี้ไป แต่ผลงานและสิ่งที่ดาวยิงระดับตำนานทีมชาติบราซิลได้สร้างไว้ตลอด 21 ปีในชีวิตการเป็นนักฟุตบอล จะถูกจารึกและจดจำอยู่ในหัวใจของแฟนบอลทั้งโลกอย่างไม่ลืมเลือน
THE STANDARD ขอพาแฟนบอลทุกท่าน ร่วมย้อนชมความสำเร็จและเกียรติยศที่ถูกสร้างขึ้นจากฝีเท้าของ ‘เปเล่’ บุรุษผู้เป็นดั่งตำนานสำคัญของวงการลูกหนังโลก

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร
The post เกียรติยศของ ‘เปเล่’ ยอดกองหน้าตำนานลูกหนังโลก appeared first on THE STANDARD.
]]>
นับเป็นข่าวเศร้าของวงการลูกหนังระดับโลกส่งท้ายปี 2022 เ […]
The post ‘ไข่มุกดำ’ เปเล่ ตำนานลูกหนังโลก ผู้พิสูจน์ให้เห็นคุณค่าของ ‘ความพยายาม’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
นับเป็นข่าวเศร้าของวงการลูกหนังระดับโลกส่งท้ายปี 2022 เมื่อวันนี้ (30 ธันวาคม) เปเล่ หนึ่งในตำนานของวงการฟุตบอล และอดีตศูนย์หน้าทีมชาติบราซิลเจ้าของแชมป์โลก 3 สมัย ได้เสียชีวิตลงแล้วอย่างสงบด้วยวัย 82 ปี
หลังจากช่วงปีที่ผ่านมา เปเล่ตรวจพบอาการมะเร็งลำไส้ใหญ่ และใช้เวลาต่อสู้กับโรคร้ายมาอย่างยาวนาน และรับการรักษาอย่างต่อเนื่องด้วยเคมีบำบัดมาตลอด แต่ในระยะหลังอาการทรุดลงไปมาก จนต้องถูกย้ายเข้าสู่การรักษาแบบประคับประคองเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม หลังร่างกายหยุดตอบสนองการรักษามะเร็งลำไส้ด้วยเคมีบำบัด ณ โรงพยาบาลในเซาเปาโล ประเทศบราซิล
เปเล่ชื่อเต็มว่า เอดซง อารังชีส ดู นาซีเมงตู เขาได้รับนิคเนมว่า ‘เปเล่’ ตอนยังเป็นนักเรียน เขาเกิดเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 1940 ที่รัฐมีนัชเจไรช์ ประเทศบราซิล เติบโตและเริ่มเล่นฟุตบอลอยู่ในชุมชนท้องถิ่นตั้งแต่วัยเยาว์ และเมื่ออายุได้ 13 ปี วัลเดมาร์ จี บรีตู นักเตะชื่อดังของบราซิล มองเห็นความสามารถในฝีเท้าของเปเล่ จึงชวนไปอยู่ทีมฟุตบอลสมัครเล่นแห่งหนึ่ง และคว้าแชมป์ประจำรัฐติดต่อกันถึง 3 ปี จนกระทั่งอายุ 15 ปี เปเล่ได้เซ็นสัญญาเข้าสังกัดทีมเยาวชนของสโมสรซานโตส หนึ่งในทีมดังของประเทศบราซิล และใช้เวลาเพียง 1 ปีในการก้าวเข้าสู่ทีมชุดใหญ่ด้วยวัยเพียง 16 ปี พร้อมสร้างผลงานยิง 4 ประตู ตั้งแต่การลงสนามนัดแรกในการเล่นฟุตบอลอาชีพ
หลังจากนั้นพัฒนาการด้านฝีเท้าของเปเล่แกร่งกล้ามากขึ้นเรื่อยๆ จนสร้างผลงานให้กับตนเอง ระดับสโมสร โดยเฉพาะกับทีมชาติที่อยู่ในชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกถึง 3 สมัย จนก้าวมาเป็นหนึ่งในไอคอนของวงการฟุตบอล ที่สร้างความนิยมให้กับกีฬาฟุตบอลในการลงเล่นให้กับทีมชาติบราซิล โดยเขาลงสนามไปทั้งหมด 1,363 นัด ยิงไป 1,281 ประตู ตลอดช่วงเวลาค้าแข้ง 21 ปี โดยลงเล่นให้กับทีมชาติบราซิลทั้งหมด 92 นัด และยิงไป 77 ประตู
สำหรับเปเล่ ไม่ได้มีเพียงผลงานในสนามเท่านั้นที่สร้างชื่อ และเป็นแรงบันดาลใจแก่นักฟุตบอลในยุคหลัง แต่ยังมีอยู่หลายครั้งที่ประโยคคำพูดของเขาได้สร้างอิมแพ็กภายในใจผู้คนมากมาย อย่างเช่นประโยคที่ว่า…
“ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นจากการทำงานอย่างหนัก ความทุ่มเทอย่างต่อเนื่อง การเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด การศึกษา การเสียสละ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความรักในสิ่งที่คุณทำ หรือกำลังเรียนรู้ที่จะทำ”
นับเป็นหนึ่งในประโยคคำพูดที่ก่อเกิดแรงบันดาลใจ และสร้างพลังใจให้กับผู้คนเล็งเห็นว่า ‘ทุกความมานะและพยายาม’ ล้วนเป็นกุญแจสำคัญที่ใช้เพื่อฝ่าฟันทุกอุปสรรค และก้าวไปถึงความสำเร็จของชีวิต






The post ‘ไข่มุกดำ’ เปเล่ ตำนานลูกหนังโลก ผู้พิสูจน์ให้เห็นคุณค่าของ ‘ความพยายาม’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ 30 ธันวาคม เปเล่ หนึ่งในตำนานของวงการฟุตบอล และอ […]
The post เปเล่ ตำนานวงการฟุตบอลเสียชีวิตแล้วด้วยวัย 82 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ 30 ธันวาคม เปเล่ หนึ่งในตำนานของวงการฟุตบอล และอดีตศูนย์หน้าทีมชาติบราซิลเจ้าของแชมป์โลก 3 สมัย ได้เสียชีวิตลงในวัย 82 ปี
THE STANDARD ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของนักกีฬาระดับตำนานของโลก ที่ได้สร้างแรงบันดาลใจ และฝากความทรงจำที่ยิ่งใหญ่ไว้ให้กับโลกฟุตบอลตลอดมา
อ้างอิง
The post เปเล่ ตำนานวงการฟุตบอลเสียชีวิตแล้วด้วยวัย 82 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
สื่อต่างประเทศรายงานว่า เปเล ตำนานนักเตะทีมชาติบราซิลที […]
The post เปเล ไม่ตอบสนองการรักษาด้วยคีโม ตอนนี้เข้ารับการรักษาแบบประคองแล้ว appeared first on THE STANDARD.
]]>
สื่อต่างประเทศรายงานว่า เปเล ตำนานนักเตะทีมชาติบราซิลที่ก่อนหน้าที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในเซาเปาโล ประเทศบราซิล ล่าสุดได้ถูกย้ายเข้าสู่การรักษาแบบประคับประคอง หลังร่างกายหยุดตอบสนองการรักษามะเร็งลำไส้ด้วยเคมีบำบัด (คีโม)
โดยก่อนหน้านี้อาการของอดีตศูนย์หน้าของทีมชาติบราซิลสร้างความกังวลให้แฟนบอลทั่วโลก เมื่อเขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แม้ว่าลูกสาวของเปเลจะออกมายืนยันว่าไม่มีอาการที่น่าเป็นห่วง ส่วนทางโรงพยาบาลได้ออกแถลงการณ์ว่า เปเลถูกตรวจพบว่ามีการติดเชื้อที่ทางเดินหายใจและกำลังรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ
แต่เมื่อช่วงค่ำของวันนี้ (3 ธันวาคม) Folha de S.Paulo สำนักข่าวในบราซิลได้รายงานว่า เปเลไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัดเพื่อรักษาโรคมะเร็งลำไส้ ซึ่งเขาจะไม่รับการรักษาเพิ่มเติมที่ส่งผลต่อร่างกาย และถูกย้ายเข้าสู่การรักษาแบบประคับประคองแล้วเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดของผู้ป่วย
อ้างอิง:
The post เปเล ไม่ตอบสนองการรักษาด้วยคีโม ตอนนี้เข้ารับการรักษาแบบประคองแล้ว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ช่วงค่ำวันนี้ (30 พฤศจิกายน) สื่อต่างประเทศรายงานว่า เป […]
The post เปเล ตำนานทีมชาติบราซิลถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ลูกสาวเปเลเผย สถานการณ์ไม่ฉุกเฉิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ช่วงค่ำวันนี้ (30 พฤศจิกายน) สื่อต่างประเทศรายงานว่า เปเล ราชาลูกหนังตลอดกาลชาวบราซิลวัย 82 ปี ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในเซาเปาโล ประเทศบราซิล เพื่อเข้ารับการรักษาอาการป่วย โดย ESPN บราซิล รายงานว่า เปเลต้องเข้ารับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดในช่วงที่ต่อสู้กับโรคมะเร็ง
ขณะที่ เคลี่ นาสซิเมนโต้ ลูกสาวของเปเล ได้โพสต์ข้อความผ่าน Instagram เปิดเผยว่า เปเลเข้าโรงพยาบาล แต่สถานการณ์ล่าสุดไม่ฉุกเฉินและไม่น่ากังวล
โดย เคลี่ นาสซิเมนโต้ โพสต์ข้อความหลังจากที่ ESPN บราซิล ได้รายงานว่า เจ้าหน้าที่พยาบาลมีความกังวลต่อสุขภาพของตำนานทีมชาติบราซิล
“ตอนนี้มีรายงานจากสื่อที่ทำให้หลายฝ่ายมีความกังวลต่อสุขภาพของคุณพ่อ” เคลี่ นาสซิเมนโต้ โพสต์ข้อความ
“เขาอยู่ในโรงพยาบาล กำลังได้รับการรักษา ตอนนี้มีญาติเดินทางมาเยี่ยมที่ประเทศบราซิล สถานการณ์ตอนนี้ไม่ฉุกเฉินหรือน่ากังวลแต่อย่างใด
“ฉันจะอยู่ที่นี่สำหรับปีใหม่ และสัญญาว่าจะโพสต์รูปบ้าง
“ตอนนี้ฉันอยากจะขอบคุณทุกความเป็นห่วงและความรักที่มีเข้ามา”
สำหรับเปเลในวัย 82 ปี ได้รับการผ่าตัดเอาเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ออก ที่โรงพยาบาลอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ในเซาเปาโล ประเทศบราซิล เมื่อเดือนกันยายน ปี 2021 ซึ่งหลังจากนั้นต้องเดินทางเข้าออกโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
อดีตศูนย์หน้าทีมชาติบราซิลนับเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล เขานำทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์โลกทั้งหมด 3 สมัย ในปี 1958, 1962 และ 1970 และเป็นผู้ยิงประตูสูงสุดให้กับทีมชาติที่ 77 ประตู จาก 92 เกม
อ้างอิง:
The post เปเล ตำนานทีมชาติบราซิลถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ลูกสาวเปเลเผย สถานการณ์ไม่ฉุกเฉิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
เปเล ราชาลูกหนังตลอดกาลชาวบราซิล เปิดเผยว่าได้เข้ารับกา […]
The post ‘เปเล’ เผยเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.
]]>
เปเล ราชาลูกหนังตลอดกาลชาวบราซิล เปิดเผยว่าได้เข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกที่ลำไส้ใหญ่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเวลานี้อาการปลอดภัยและอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ตำนานผู้ยิ่งใหญ่วัย 80 ปี เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลมาตั้งแต่เมื่อ 5 วันก่อนหน้านี้ โดยได้แจ้งว่าเป็นการตรวจสุขภาพประจำปีตามปกติ แต่ล่าสุดเปเลได้โพสต์ข้อความเล่าถึงการผ่าตัดเนื้องอกที่ตรวจพบล่าสุดในลำไส้ใหญ่ออกไป
เจ้าของแชมป์ฟุตบอลโลก 3 สมัย โพสต์ข้อความบน Instagram ว่า “เพื่อนๆ ของผม ขอบคุณสำหรับข้อความที่แสดงความห่วงใยมา ผมขอขอบคุณพระเจ้าที่ผมรู้สึกดี และสามารถให้คุณหมอฟาบิโอและคุณหมอมิเกลได้ดูแลสุขภาพของผม เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมได้เข้ารับการผ่าตัดชิ้นเนื้อที่น่าสงสัยที่ลำไส้ใหญ่ขวา ชิ้นเนื้อนี้ถูกตรวจพบในการตรวจสุขภาพที่ผมแจ้งเมื่อสัปดาห์ก่อน
“โชคดี ผมคุ้นเคยกับการฉลองชัยชนะเคียงข้างคุณ ผมจะเผชิญหน้ากับการแข่งขันนัดนี้ด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า การมองในแง่ดี และมีความสุขกับชีวิตที่ได้อยู่รอบข้างครอบครัวและเพื่อนที่ผมรัก”
สุขภาพของเปเลเป็นที่วิตกกังวลสำหรับแฟนฟุตบอลทั่วโลก โดยเมื่อมีข่าวการป่วยเป็นระยะเมื่อปีกลาย เอดินโญ ผู้เป็นลูกชาย ได้เผยว่าพ่อรู้สึกอับอายไม่กล้าออกจากบ้าน เนื่องจากตอนนี้ไม่แข็งแรงพอที่จะสามารถเดินเหินได้เองโดยไม่มีคนช่วยพยุง
อ้างอิง:
The post ‘เปเล’ เผยเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.
]]>
เอ็ดสัน อรันเตส โด นาสซิเมนโต หรือ เปเล ราชาลูกหนังตลอด […]
The post “ขอแสดงความยินดีด้วยที่ทำลายสถิติของผมได้” ข้อความจากเปเลถึงโรนัลโด ผู้ทำครบ 770 ประตูและไม่คิดจะหยุดแค่นี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เอ็ดสัน อรันเตส โด นาสซิเมนโต หรือ เปเล ราชาลูกหนังตลอดกาลชาวบราซิลร่วมแสดงความยินดีต่อ คริสเตียโน โรนัลโด ซูเปอร์สตาร์รุ่นปัจจุบันที่สามารถทำลายสถิติการทำประตูตลอดกาลของเขาได้สำเร็จ หลังทำครบ 770 ประตู
โรนัลโดในวัย 36 ปียังคงทำลายสถิติในวงการฟุตบอลต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยล่าสุดหลังจากที่ทำ ‘แฮตทริกแบบสมบูรณ์แบบ’ (ทำประตูด้วยเท้าซ้าย, เท้าขวา และการโหม่งได้ในช่วงครึ่งเวลาเดียว) ทำให้สถิติการทำประตูรวมอยู่ที่ 770 ประตู
ผลงานดังกล่าวเป็นการทำลายสถิติตลอดกาลของเปเลที่เคยทำไว้ 767 ประตู ซึ่งราชาลูกหนังที่ปัจจุบันอายุ 80 ปีได้ออกมาร่วมแสดงความยินดีต่อโรนัลโดบนอินสตาแกรม
“ชีวิตคือการเดินทางเพียงลำพัง ทุกคนต่างมีการเดินทางของตัวเอง และคุณก็มีการเดินทางที่แสนงดงาม ผมชื่นชมคุณอย่างมาก ผมเฝ้าดูคุณลงเล่นเสมอ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ความลับ ขอแสดงความยินดีด้วยที่คุณสามารถทำลายสถิติในเกมอย่างเป็นทางการของผมได้” ข้อความแสดงความยินดีจากเปเล
ทั้งนี้แม้ว่าจะมีการระบุว่าสถิติ 767 ประตูของเปเลนั้นเป็นสถิติโลก แต่เรื่องสถิติการทำประตูตลอดกาลนั้นจะมีข้อโต้แย้งอย่างมากโดยเฉพาะกับกรณีของ โจเซฟ ไบคาน อดีตศูนย์หน้าในตำนานทีมชาติออสเตรียและเชโกสโลวาเกียที่มีการอ้างว่าเป็นเจ้าของสถิติตลอดกาลตัวจริงที่ทำไป 821 ประตู แต่ตามบันทึกสถิติโดย Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation (RSSSF) มีการระบุว่าในจำนวนประตูดังกล่าวนั้น 27 ประตูเป็นการยิงให้กับทีมสำรองและทีมสมัครเล่นของสโมสรราปิด เวียนนา รวมถึงยังมีประตูที่ไม่ได้เกิดขึ้นในเกมอย่างเป็นทางการ หากตัดประตูเหล่านี้ไปจะทำให้ไบคานมีสถิติที่ 759 ประตูเท่านั้น
View this post on Instagram
ด้าน โรนัลโด เจ้าของสถิติตลอดกาลคนใหม่ได้กล่าวตอบข้อความแสดงความยินดีจากเปเล โดยเปิดเผยว่าก่อนนี้ไม่เคยทราบเรื่องสถิติเหล่านี้มาก่อน
“ตลอด 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวเรื่องของสถิติเกี่ยวกับการที่ผมเป็นดาวซัลโวตลอดกาลในประวัติศาสตร์ของโลกฟุตบอลที่แซงหน้าสถิติ 757 ประตูของเปเล” โรนัลโดกล่าว “แม้ผมจะขอขอบคุณที่มีคนจดจำ แต่ตอนนี้ผมอยากอธิบายก่อนว่าผมไม่เคยรู้เรื่องสถิติพวกนี้เลยจนกระทั่งถึงตอนนี้
“สำหรับผมความชื่นชมที่มีต่อ เอ็ดสัน อรันเตส โด นาสซิเมนโต รวมถึงการเคารพต่อฟุตบอลในช่วงยุคกลางศตวรรษที่ 20 เป็นสิ่งที่ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ในสถิติ 767 ประตูของเขา ซึ่งรวมถึง 9 ประตูกับทีมรัฐเซาเปาโล และอีก 1 ประตูในเกมกับทีมกองทัพของบราซิล จากวันนั้นถึงวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เกมฟุตบอลก็เช่นกัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถลบประวัติศาสตร์เพื่อประโยชน์ของเราได้
“วันนี้ผมทำได้ครบ 770 ประตูในการเล่นฟุตบอลอาชีพ สิ่งที่ผมอยากพูดอย่างแรกคือการกล่าวถึงเปเล ผู้ที่ไม่มีนักฟุตบอลคนใดในโลกที่เติบโตขึ้นมาโดยไม่เคยได้ยินเรื่องราวของเขา สถิติการทำประตูของเขาและความสำเร็จของผม ผมเองก็เช่นกัน และเพราะเหตุนี้จึงทำให้ผมรู้สึกมีความสุขและภูมิใจที่ผมได้รู้ว่าผมได้เป็นผู้อยู่บนจุดสูงสุดของสถิติการทำประตูของโลก ก้าวผ่านสถิติของเปเล ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมไม่เคยคิดถึงมาก่อนในตอนที่ยังเป็นเด็กที่เติบโตในเกาะมาเดรา”
สำหรับเส้นทางในอนาคต แม้จะมีกระแสข่าวเรื่องโอกาสจะโยกย้ายทีมอีกครั้งหลังจบฤดูกาลนี้โดยเฉพาะกับเรอัล มาดริด สโมสรเก่า แต่ทางด้านโรนัลโดมีเป้าหมายที่ชัดเจนมากกว่านั้น
“ตอนนี้ผมรอถึงเกมถัดไปและความท้าทายครั้งใหม่ไม่ไหวแล้ว! สถิติต่อไป ถ้วยแชมป์ใบต่อไป! เชื่อผมว่าเรื่องนี้ยังห่างไกลจากตอนจบอีกมาก อนาคตคือวันพรุ่งนี้และผมยังสามารถประสบความสำเร็จอีกมากกับยูเวนตุสและโปรตุเกส”
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
อ้างอิง:
The post “ขอแสดงความยินดีด้วยที่ทำลายสถิติของผมได้” ข้อความจากเปเลถึงโรนัลโด ผู้ทำครบ 770 ประตูและไม่คิดจะหยุดแค่นี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากเอ่ยชื่อของ เอ็ดสัน อรันเตส โด นาสซิเมนโต หลายคนอาจจ […]
The post ‘Pelé’ สารคดีลูกหนังที่จะทำให้คุณได้รู้จักราชาของโลกฟุตบอลตัวจริง มากกว่าแค่เรื่องเล่าที่เคยได้ยินมา appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากเอ่ยชื่อของ เอ็ดสัน อรันเตส โด นาสซิเมนโต หลายคนอาจจะทำหน้าฉงน แต่หากบอกว่า ‘เปเล’ คงไม่มีใครที่รักเกมฟุตบอลที่ไม่รู้จักอย่างแน่นอน
เพราะนี่คือนักฟุตบอลผู้ได้รับการขนานนามว่า ‘ราชาของโลกฟุตบอล’ ตำนานมีลมหายใจที่ครองความเป็นหนึ่งตลอดกาลมาอย่างยาวนาน เป็นนักฟุตบอลคนเดียวในโลกที่ครองแชมป์ฟุตบอลโลกถึง 3 สมัย และเป็นเจ้าของสถิติผู้ที่ทำประตูในเกมฟุตบอลมากที่สุดในโลก 1,279 ประตู จากการลงสนาม 1,363 นัด ซึ่งเป็นสถิติที่ได้รับการจดบันทึกไว้โดยกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์
แต่หากถามว่ามีใครเคยได้เห็นเปเลลงเล่นจริงๆ จังๆ ไหม? ปัจจุบันคงเหลือน้อยคนนักที่จะเคยได้ดู เหตุผลเพราะในยุคสมัยของราชาลูกหนังผู้นี้ การถ่ายทอดฟุตบอลยังเป็นเรื่องที่ยากลำบาก โดยการถ่ายทอดสดฟุตบอลแบบจริงจังบนโทรทัศน์สีเพิ่งจะเริ่มต้นในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1970 ที่ประเทศเม็กซิโก ซึ่งเป็นฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของเปเลกับทีมชาติบราซิลชุดที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดตลอดกาล
ดังนั้น สิ่งที่เราสามารถสืบค้นหลักฐานวิดีโอการเล่นของเปเลจึงมีไม่มากนักบนโลกออนไลน์ และไม่แปลกหากจะมีใครที่เคลือบแคลงสงสัยว่าตกลงแล้วเขาคือสุดยอดนักเตะที่อยู่เหนือโคตรบอลอย่าง ดิเอโก มาราโดนา, ลิโอเนล เมสซี, คริสเตียโน โรนัลโด หรือ ซีเนดีน ซีดานจริงหรือไม่
และตัวตนของชายผู้ได้รับสมญาว่า The Black Pearl หรือ ‘ไข่มุกดำ’ จริงๆ นั้นเขาเป็นคนอย่างไรกัน
โชคดีสำหรับแฟนฟุตบอลทุกคนที่เราจะได้ชมสารคดีฟุตบอลเรื่องใหม่ Pelé ที่ฉายแล้วทาง Netflix ตั้งแต่เมื่อวันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ในสารคดีเรื่องนี้ซึ่งมีความยาว 1 ชั่วโมงกับอีก 48 นาที (ในระบบภาพ HD และบันทึกเสียงในระบบ Dolby Vision) เราจะได้ร่วมเดินทางย้อนกาลเวลาไปยังทศวรรษที่ 1950 กับจุดตกต่ำที่สุดของชาวบราซิลในโศกนาฏกรรมที่ชื่อว่า ‘มาราคานาโซ’ ที่ทีมชาติอันน่าภาคภูมิใจของพวกเขาพ่ายแพ้ต่ออุรุกวัย ในนัดชิงชนะเลิศที่สนามชามอ่างยักษ์มาราคานาบนแผ่นดินตัวเอง
ก่อนที่จะปรากฏความหวังใหม่ของชาติ ซึ่งเป็นเพียงเด็กน้อยอายุ 17 ปี แต่สามารถลบฝันร้ายของคนทั้งประเทศได้ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยแรกได้ในการแข่งขันที่ประเทศสวีเดนเมื่อปี 1958
ลองจินตนาการว่าเด็กอายุแค่นี้ แต่ทำ 6 ประตูในรอบน็อกเอาต์ โดยยิงประตูชัยในเกมกับเวลส์ รอบ 8 ทีมสุดท้าย, ซัดแฮตทริกใส่ฝรั่งเศสในรอบรองชนะเลิศ และทำอีก 2 ประตูให้บราซิลล้มสวีเดนเจ้าภาพบนสนามของตัวเอง
เพียงแต่เราไม่ได้จะเห็นแค่เพียงตำนานความมหัศจรรย์ในสนามของเปเลเท่านั้น ในสารคดีเรื่องนี้จะเปิดมุมมองชีวิตอีกด้านของเขาในฐานะ ‘ไอคอน’ ของชาติ นักฟุตบอลผู้ไม่ได้เป็นสมบัติของสโมสรฟุตบอลหรือทีมชาติ แต่เป็นสมบัติของคนทั้งประเทศ
ในมุมจากภายนอกมันคือความสวยงามกับสถานะอันยิ่งใหญ่ แต่ในมุมภายในมันคือความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง
ใหญ่ในระดับที่ไม่มีใครจินตนาการได้ว่าเปเลแบกรับอะไรอยู่บ้าง
เรายังจะได้เห็นช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของประเทศบราซิล เมื่อเกิดการรัฐประหารโดยกองทัพในปี 1964 และนำไปสู่การเป็นประเทศเผด็จการซึ่งอยู่ยืนยงถึงปี 1985 โดยในช่วงเวลาของการรัฐประหารนั้น เปเลถูกกดดันอย่างหนักให้แสดงจุดยืนว่าเขาเลือกข้างใด
และการตัดสินใจของเขาทำให้เพื่อนเก่าบางคนถึงขั้นไม่อาจให้อภัยได้ (และมันทำให้เราได้รู้ว่ากีฬาฟุตบอลมีความเชื่อมโยงกับการเมืองได้อย่างไม่น่าเชื่อ)
เราจะได้เห็นเปเลและขุนพลรอบกายเขาอย่าง แกร์สัน, ทอสเทา, ริเวลลิโน, แจร์ซินโญ ในฟุตบอลโลก 1970 และความรู้สึกของตัวเขาจริงๆ หลังการคว้าแชมป์สมัยที่ 3 มาครองได้
รวมถึงมุมส่วนตัวของชีวิต สมาชิกครอบครัว และแรงบันดาลใจ ซึ่งเขาเป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ด้วยตัวเอง
เป็นการเล่านิทานของราชาลูกหนังโดยตัวของราชาในวัยชรา
ในวัย 80 ปี ร่างกายเสื่อมถอยไปมากแล้ว แต่ความทรงจำยังคงชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับคนที่มีหัวใจรักในเกมฟุตบอลทุกคนที่จะได้รู้จักเปเลมากกว่าที่ผ่านมา
พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล
อ้างอิง:
The post ‘Pelé’ สารคดีลูกหนังที่จะทำให้คุณได้รู้จักราชาของโลกฟุตบอลตัวจริง มากกว่าแค่เรื่องเล่าที่เคยได้ยินมา appeared first on THE STANDARD.
]]>
เอ็ดสัน อรันเตส โด นาสซิเมนโต หรือ เปเล ตำนานราชาลูกหนั […]
The post ลูกชายเผย ‘เปเล’ สภาพจิตใจย่ำแย่ ไม่กล้าออกจากบ้าน หลังอ่อนแอจนเดินไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เอ็ดสัน อรันเตส โด นาสซิเมนโต หรือ เปเล ตำนานราชาลูกหนัง กำลังประสบปัญหาภาวะสภาพจิตใจย่ำแย่ ไม่กล้าที่จะออกจากบ้าน เนื่องจากมีสุขภาพร่างกายที่อ่อนแอลงอย่างมากจนไม่สามารถที่จะเดินได้ด้วยตัวเอง
เรื่องดังกล่าวได้รับการเปิดเผยจาก เอดินโญ บุตรชายของตำนานนักเตะผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกตลอดกาล โดยขณะนี้เปเลในวัย 79 ปีไม่อยากออกจากบ้าน เนื่องจากสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง และมีปัญหาเกี่ยวกับสะโพกมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้ไม่สามารถเดินได้ด้วยตัวเอง ต้องใช้เครื่องช่วยพยุงหรือต้องนั่งรถเข็น
“เขาอายมาก และเก็บตัว” เอดินโญเผย “ลองจินตนาการว่าเขาคือราชา เขาเคยเป็นคนที่สง่างาม แต่วันนี้เขาไม่สามารถจะเดินได้อย่างปกติ เขาอับอายมาก เขาไม่อยากจะออกไปข้างนอก ไม่อยากถูกผู้คนพบเห็นหรือทำอะไรเลยที่จะต้องออกจากบ้าน
“เขาเปราะบางมาก เขาผ่าตัดเปลี่ยนสะโพกไปแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้รับการทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูอย่างเหมาะสม ดังนั้นเขาจึงมีปัญหาเรื่องของการเคลื่อนไหว และนั่นทำให้เกิดความเศร้าเช่นนี้”
ปัญหาเรื่องสุขภาพของเปเลยังเป็นที่น่ากังวลตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยนอกจากการผ่าตัดเปลี่ยนสะโพก ยังต้องเข้ารับการผ่าตัดต่อมลูกหมากเมื่อปี 2015 และเมื่อปีกลายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังมีอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบอีกด้วย
เปเล เจ้าของสถิติทำ 1,281 ประตูจากการเล่น 1,363 นัดตลอดชีวิตการเล่นฟุตบอลอาชีพ 21 ปี และอีก 77 ประตูจาก 91 นัดให้กับทีมชาติบราซิล เป็นนักฟุตบอลคนเดียวในโลกที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาครองได้ถึง 3 สมัยในปี 1958, 1962 และ 1970 โดยในเดือนมิถุนายนนี้จะครบรอบ 50 ปีหลังจากที่เปเลคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยสุดท้ายได้สำเร็จที่เม็กซิโก
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
อ้างอิง:
The post ลูกชายเผย ‘เปเล’ สภาพจิตใจย่ำแย่ ไม่กล้าออกจากบ้าน หลังอ่อนแอจนเดินไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.
]]>