Opinion Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/opinion/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 24 Sep 2026 04:31:05 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 U.S. Midterm Election 2026 : จุดเปลี่ยนทางการเมือง หรือเพียงความผันผวนระยะสั้นของตลาด? https://thestandard.co/us-midterm-election-market-volatility/ Thu, 24 Sep 2026 04:31:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1258775 ภาพปกบทความการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 พร้อมข้อความ 'จุดเปลี่ยนทางการเมือง หรือเพียงความผันผวนระยะสั้น?'

การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (U.S. Midterm Election) ซึ่ง […]

The post U.S. Midterm Election 2026 : จุดเปลี่ยนทางการเมือง หรือเพียงความผันผวนระยะสั้นของตลาด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกบทความการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 พร้อมข้อความ 'จุดเปลี่ยนทางการเมือง หรือเพียงความผันผวนระยะสั้น?'

การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (U.S. Midterm Election) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองเนื่องจากผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดดุลอำนาจในสภาคองเกรส และอาจส่งผลต่อความสามารถของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายในช่วงครึ่งหลังของวาระประธานาธิบดี

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุน คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า ‘พรรคใดจะชนะ’ แต่คือความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อตลาดอย่างไร และหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ปัจจัยใดจะกลับมาเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุน

 

จากการศึกษาของ Goldman Sachs พบว่า ในอดีตช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมมักมาพร้อมกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น โดยความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจ (Economic Policy Uncertainty) และความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักปรับตัวสูงขึ้นในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง ขณะที่นักลงทุนมีแนวโน้มลดความต้องการถือครองหุ้นสหรัฐฯ ก่อนกลับมาเพิ่มการลงทุนเมื่อความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งเริ่มคลี่คลาย พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนผ่านผลตอบแทนของตลาดหุ้นในอดีต โดยจากการเลือกตั้งกลางเทอม 13 ครั้งนับตั้งแต่ปี 1974 ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย ประมาณ 0% ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมจนถึงวันเลือกตั้ง ก่อนที่ผลตอบแทนจะปรับตัวดีขึ้นเป็นประมาณ 6% ในช่วง 3 เดือนหลังการเลือกตั้ง สะท้อนว่าความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้งอาจกดดันบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น ขณะที่การคลี่คลายของความไม่แน่นอนหลังทราบผลการเลือกตั้งอาจเปิดโอกาสให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น

 

ในอดีต ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในช่วง ‘รัฐบาลต่างขั้ว’ ที่ฝ่ายบริหารและสภาคองเกรสมาจากคนละพรรค เนื่องจากลดโอกาสการออกกฎหมายที่กระทบภาคธุรกิจอย่างรุนแรง อย่างไรก็ดี สถิติในอดีตอาจนำมาตัดสินการเลือกตั้งรอบนี้ไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากความผันผวนของตลาดในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากกระบวนการนิติบัญญัติเพียงอย่างเดียว แต่ยังผูกติดกับปัจจัยมหภาคที่ซับซ้อน เช่น เงินเฟ้อ, ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed), ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนนโยบายสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในสภา คองเกรสจึงไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนทิศทางตลาดหุ้นในทันที

 

ในระยะสั้น สิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญจึงอาจเป็น ‘ความผันผวน’ มากกว่า ‘ผลการเลือกตั้ง’ โดยปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นในดัชนี S&P 500 อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยกดความผันผวนในระดับดัชนี อย่างไรก็ตาม เมื่อฤดูกาลประกาศผลประกอบการผ่านพ้นไป และความสนใจของตลาดกลับมายังปัจจัยมหภาคมากขึ้น ความผันผวนของตลาดในระดับดัชนีจึงมีโอกาสเพิ่มขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ในขณะเดียวกัน ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามควบคู่ไปกับการเลือกตั้ง เนื่องจากข้อมูลในอดีตสะท้อนว่าตลาดหุ้นมักเผชิญแรงกดดันเมื่อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น หากตลาดหุ้นปรับตัวลงในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง นักลงทุนควรพิจารณาที่มาของความผันผวนประกอบกัน ทั้งปัจจัยการเมือง เงินเฟ้อ และทิศทางอัตราดอกเบี้ย มากกว่าตีความว่าการปรับตัวลงทั้งหมดเกิดจากความกังวลต่อผลการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว

 

ในเชิงกลยุทธ์การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 อาจควรถูกมองเป็นปัจจัยที่เพิ่มความผันผวนในระยะสั้น มากกว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแนวโน้มตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากข้อมูลในอดีตยังไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างผลการเลือกตั้งกับผลตอบแทนของตลาดในระยะต่อมา ดังนั้น การปรับพอร์ตลงทุนจากการคาดการณ์ว่าพรรคใดจะเป็นผู้ชนะอาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม นักลงทุนควรใช้ช่วงก่อนการเลือกตั้งในการประเมินปัจจัยพื้นฐานและเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเพิ่มขึ้นมากกว่า สำหรับนักลงทุนระยะยาว หากตลาดปรับฐานจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ช่วงดังกล่าวอาจเป็นโอกาสในการทยอยสะสมการลงทุน ทั้งนี้ ควรติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจควบคู่กัน เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้มักมีอิทธิพลต่อแนวโน้มตลาดในระยะยาวมากกว่าผลการเลือกตั้งเอง

 

ท้ายที่สุด การเลือกตั้งกลางเทอมอาจเป็นเพียง ปัจจัยรบกวนตลาดในระยะสั้น แต่สำหรับนักลงทุน คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียง ‘ใครจะชนะการเลือกตั้ง?’ แต่คือ ‘ความผันผวนที่เกิดขึ้นได้เปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานของการลงทุนหรือไม่?’ หากคำตอบคือยังไม่เปลี่ยนแปลง การอ่อนตัวของตลาดจากความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้งอาจกลายเป็นโอกาสในการทยอยลงทุน เพื่อสร้างโอกาสต่อยอดความมั่งคั่งในระยะยาว โดยเมื่อวันเลือกตั้งผ่านพ้นไปและความไม่แน่นอนลดลง ทิศทางเศรษฐกิจ ผลประกอบการ เงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย จะกลับมาเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญอีกครั้ง

 

ภาพ: bella1105 / Shutterstock

The post U.S. Midterm Election 2026 : จุดเปลี่ยนทางการเมือง หรือเพียงความผันผวนระยะสั้นของตลาด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิงจะได้อะไรจากทริปเยือนสหรัฐฯ ใครจะเป็นผู้ชนะกันแน่ ? https://thestandard.co/xi-jinping-us-visit-power-game/ Thu, 24 Sep 2026 03:16:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1258763 สีจิ้นผิงและโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ

จีนจะได้อะไรจากทริปเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ ? คำตอบคือ สีจิ […]

The post สีจิ้นผิงจะได้อะไรจากทริปเยือนสหรัฐฯ ใครจะเป็นผู้ชนะกันแน่ ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิงและโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ

จีนจะได้อะไรจากทริปเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ ? คำตอบคือ สีจิ้นผิง ได้ชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ตั้งแต่ซีนแรกที่เหยียบแผ่นดินอเมริกา โดยทรัมป์ และภรรยามาต้อนรับที่สนามบินด้วยตัวเอง (ปกติ ผู้นำสหรัฐฯ จะไม่ทำเช่นนี้) และจีนได้รับการปฏิบัติในสถานะ The Great Power ทัดเทียมกับสหรัฐฯ

 

นี่คือ message ที่มีนัยต่อการเมืองภายในของจีนและเวทีระดับโลก พรรคคอมมิวนิสต์จีน ต้องการนำภาพเชิงสัญลักษณ์นี้ไปใช้สื่อสารให้กับคนจีนทั้งประเทศได้ภาคภูมิใจในตัวผู้นำสูงสุดของพรรคฯ (เพื่ออยู่ในอำนาจต่อไปอีกวาระ) และเพื่อให้ทั้งโลกได้รู้ว่า “ประเทศคอมมิวนิสต์จีน ผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจที่ทัดเทียมกับสหรัฐฯ ได้อย่างแท้จริงแล้ว”

 

การเยือนครั้งนี้จึงมี ‘ความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์’ สำหรับสีจิ้นผิง โดยอาจจะไม่จำเป็นต้องมีผลการประชุมที่มีสาระสำคัญอะไรมากนัก

 

ในการเยือนสหรัฐฯครั้งนี้ จีนยังต้องการให้ทรัมป์ยืนยันถึงกรอบความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯที่สีจิ้นผิงเป็นฝ่ายนิยามคำเรียกใหม่ว่า “Constructive Strategic Stability” (中美建设性战略稳定关系 Zhōng měi jiànshè xìng zhànlüè wěndìng guānxì)

 

สำหรับประเด็นสำคัญยิ่งยวดในใจของแต่ละฝ่าย มีดังนี้

 

  • ในมุมทรัมป์ 🇺🇸 ต้องการให้สีจิ้นผิงช่วยพูดเคลียร์กับอิหร่าน เพื่อจะได้จบสงครามที่ยืดเยื้อซะที (คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงระนาวด้วยความผิดพลาดเรื่องอิหร่าน)

 

  • ในมุมสีจิ้นผิง จีนต้องการทำให้ทรัมป์ ไม่ขวางในประเด็นไต้หวัน (เป้าหมายสีจิ้นผิง คือ การทำภารกิจรวมชาติ ให้จบในยุคที่ทรัมป์ยังเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะจีนน่าจะเคลียร์ได้ง่ายกว่าคนอื่นขึ้นเป็นผู้นำสหรัฐฯ)

 

ส่วนประเด็นอื่นๆ เช่น การขยายเวลาพักรบสงครามภาษี ประเด็นแร่หายาก ประเด็น AI และอื่นๆ ก็เป็นแค่เรื่องที่พอจะต่อรองกันได้ จีนอาจจะยอมให้สหรัฐฯ มากหน่อย เพื่อ ‘ซื้อใจ’ ทรัมป์ (จะได้เอาไปอวดโม้เรียกคะแนนนิยม เพื่อผลเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ) แต่เป้าหมายใหญ่ของจีน คือ “อย่ามาขวางภารกิจรวมชาติกับไต้หวัน”

 

 

ความชื่นมื่นที่เห็นเป็นแค่เกมซื้อเวลา มันเป็นไปไม่ได้ที่โลกจะมีพระอาทิตย์สองดวง อยู่บนฟ้าเดียวกัน

 

ประเด็นสำคัญปิดท้าย ในการมาพบปะเจอกันบ่อยระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ แม้จะมีซีนของสองผู้นำที่ดูเสมือนจะชื่นมื่นมากแค่ไหน แต่มันก็เป็นแค่ ‘เกมซื้อเวลา’ ของสองมหาอำนาจเท่านั้น ลึกๆ แล้ว ทั้งคู่ยังมีความหวาดระแวงต่อกัน ต่างฝ่ายต่างต้องการเป็น ‘เบอร์หนึ่ง’ ของโลก และ “มันเป็นไปไม่ได้ที่โลกจะมีพระอาทิตย์สองดวง อยู่บนฟ้าเดียวกัน”

 

Note : สีจิ้นผิงค่อนข้างประสบความสำเร็จในการกล่อมทรัมป์ จากทริปเยือนปักกิ่งในเดือนพฤษภาคม ปีนี้ หลังจบทริป ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Fox ว่า “จีนเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่มีอำนาจมาก ในขณะที่ไต้หวันเป็นเพียงเกาะเล็กๆ เท่านั้น ทรัมป์จึงไม่ต้องการ “เดินทางไกลถึง 9,500 ไมล์เพื่อทำสงคราม” ในขณะที่ไต้หวันอยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ของจีนเพียง 59 ไมล์

 

ทรัมป์กล่าวหาอีกว่า “ไต้หวันแย่งชิงอุตสาหกรรมชิปของเราไป” และหลังจากทริปปักกิ่ง ทรัมป์กำลังชะลอการขายอาวุธให้แก่ไต้หวัน ทั้งๆ ที่ได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสแล้ว มูลค่าราว 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์

The post สีจิ้นผิงจะได้อะไรจากทริปเยือนสหรัฐฯ ใครจะเป็นผู้ชนะกันแน่ ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Crypto-Agility : สูตรรับมือ Q-Day https://thestandard.co/crypto-agility-q-day-quantum/ Wed, 23 Sep 2026 02:51:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1258354 ภาพประกอบแนวคิด Crypto-Agility สูตรรับมือ Q-Day ในโลกดิจิทัล

ลองจินตนาการถึงร้านอาหารร้านหนึ่งที่เสิร์ฟเมนูเดิมมาตลอ […]

The post Crypto-Agility : สูตรรับมือ Q-Day appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด Crypto-Agility สูตรรับมือ Q-Day ในโลกดิจิทัล

ลองจินตนาการถึงร้านอาหารร้านหนึ่งที่เสิร์ฟเมนูเดิมมาตลอดสามสิบปี

 

มันคือเหตุผลที่ผู้คนมาที่นี่ ทุกโต๊ะสั่งเมนูนี้ ทุกอย่างในครัวถูกออกแบบมาสำหรับเมนูนี้ สูตรไม่เคยเปลี่ยน เพราะไม่เคยจำเป็นต้องเปลี่ยน

 

แล้ววันอังคารวันหนึ่ง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป หัวหน้าเชฟเปิดหนังสือพิมพ์แล้วเห็นสูตรของร้านตัวเองพิมพ์อยู่บนหน้าหนึ่ง มีคนถอดรหัสสูตรได้แล้ว ทุกคนบนโลกรู้แล้วว่าจะทำเมนูนี้อย่างไร

 

ร้านต้องเปลี่ยนเมนู แต่ทั้งร้านนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเมนูนี้เมนูเดียว

 

โลกดิจิทัลกำลังอยู่ในจุดเดียวกับร้านอาหารนี้ ณ ตอนนี้

 

ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา ข้อมูลดิจิทัลเกือบทุกชิ้นที่เราพึ่งพาอยู่ ถูกปกป้องด้วย ‘สูตรการเข้ารหัส’ เพียงไม่กี่สูตร ตอนที่คุณล็อกอินเข้าแอปธนาคาร ตอนที่คุณทำธุรกรรมทางการเงิน ตอนที่เว็บไซต์แสดงไอคอนแม่กุญแจเล็กๆ ที่แถบเบราว์เซอร์ หนึ่งในสูตรเหล่านี้กำลังทำงานอยู่เงียบๆ เบื้องหลัง คอยเข้ารหัสข้อมูลไม่ให้ใครนอกจากคนที่ควรอ่านได้อ่าน คุณไม่เคยเห็นมัน แต่มันอยู่ทุกที่

 

ปัญหาคือสูตรทุกสูตรมีวันหมดอายุ บางครั้งนักคณิตศาสตร์ก็ค้นพบวิธีใหม่ที่จะถอดรหัสมัน และบางครั้ง คอมพิวเตอร์ชนิดใหม่ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนก็โผล่ขึ้นมา และเปลี่ยนความเป็นไปได้ทั้งหมด

 

ข้อสุดท้ายนั้นไม่ใช่แค่ทฤษฎี มันมีชื่อว่า Quantum Computing

 

คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ทรงพลังพอจะสามารถแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันไม่สามารถแก้ได้ รวมถึงโจทย์คณิตศาสตร์ที่กำลังปกป้องธุรกรรมดิจิทัล ประวัติการรักษาพยาบาล และข้อมูลลับของรัฐเกือบทุกชิ้นในโลก วงการเรียกวันที่คอมพิวเตอร์แบบนี้เกิดขึ้นจริงว่า Q-Day ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า Q-Day จะมาถึงเมื่อไร แต่เวลานั้นสั้นลงทุกปี

 

และนั่นนำเราไปสู่คำที่คุณจะได้ยินบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า นั่นคือ Crypto-Agility

 

Crypto-Agility คือความสามารถในการเปลี่ยนสูตรการเข้ารหัสได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยไม่ทำให้ทุกอย่างที่พึ่งพาสูตรนั้นพัง มันคือสิ่งที่แยกร้านอาหารที่เปลี่ยนเมนูได้ในคืนเดียว ออกจากร้านที่ต้องปิดปรับปรุงเป็นปี

 

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ใช่ในอนาคต แม้แต่สูตรการเข้ารหัสยุคหลังควอนตัมที่กำลังถูกพัฒนาอยู่ในตอนนี้ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะปลอดภัยตลอดไป ในเดือนกรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา ระบบ AI ตัวหนึ่งถูกส่งไปวิเคราะห์อัลกอริทึมหลังควอนตัมที่ชื่อว่า HAWK ซึ่งผ่านการทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญเป็นเวลาสองปี และเข้าสู่รอบสุดท้ายของการพิจารณาเป็นมาตรฐานใหม่ ในเวลาประมาณ 60 ชั่วโมง AI พบข้อบกพร่องทางคณิตศาสตร์ที่นักวิจัยที่เป็นมนุษย์มองข้าม ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากนั้น ทีมพัฒนา HAWK ก็ถอนอัลกอริทึมนี้ออกจากการพิจารณาทั้งหมด แม้แต่อัลกอริทึมที่โลกกำลังพิจารณาอย่างละเอียดในฐานะตัวเลือกทดแทน ก็สามารถล้มเหลวได้ในเวลาไม่กี่วัน

 

องค์กรที่จะรับมือ Q-Day ได้ดี ไม่ใช่องค์กรที่มีการเข้ารหัสที่ดีที่สุดในตอนนี้ แต่คือองค์กรที่ระบบถูกออกแบบมาให้เปลี่ยนการเข้ารหัสได้โดยไม่กระทบต่อการทำงาน ร้านเดิม เมนูใหม่

 

เรื่องการแข่งขันก็ชัดเจนอยู่แล้ว ลองนึกถึงโลกที่เครือข่ายบัตรระดับโลกอย่าง Mastercard และ Visa อัปเกรดระบบชำระเงินให้ต้านทานควอนตัมได้และมี Crypto-Agility อย่างเต็มรูปแบบอย่างเงียบๆ ถ้าธนาคารไทยยังไม่ได้ทำแบบเดียวกัน ธุรกรรมของเราก็จะกลายเป็นจุดอ่อนที่สุดในห่วงโซ่ ลูกค้าองค์กรจะสังเกตเห็น หน่วยงานกำกับดูแลจะสังเกตเห็น และลูกค้าทั่วไปก็จะสังเกตเห็นในที่สุด การมาช้าไม่ใช่ปัญหาทางเทคโนโลยีอีกต่อไป มันคือปัญหาเรื่องความไว้วางใจ

 

ที่ SCBX นี่คือเรื่องที่เราให้ความสำคัญ ในฐานะหนึ่งในกลุ่มธุรกิจการเงินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ระบบของเราประมวลผลธุรกรรมนับล้านทุกวัน ทุกธุรกรรมถูกปกป้องด้วยการเข้ารหัสที่ต้องทำงานได้อย่างไม่มีสะดุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีกทศวรรษข้างหน้า Crypto-Agility ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการเตรียมพร้อมสำหรับควอนตัม แต่คือการสร้างกล้ามเนื้อที่ปรับตัวได้กับสิ่งที่จะมาหลังจากควอนตัม และสิ่งที่จะมาหลังจากนั้นอีก มันเริ่มต้นด้วยการรู้ว่าการเข้ารหัสของเราอยู่ที่ไหนบ้างในทุกส่วนของการดำเนินงาน และดำเนินต่อด้วยการออกแบบระบบที่สามารถเปลี่ยนสูตรได้โดยที่ลูกค้าไม่ต้องรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเลย

 

กลับมาที่ร้านอาหาร เมนูที่เคยทำให้ร้านโด่งดัง สักวันหนึ่งก็จะกลายเป็นเพียงความทรงจำ ครัวที่อยู่รอด คือครัวที่รู้แล้วว่าจะเสิร์ฟอะไรต่อไป

 

นั่นแหละคือความหมายที่แท้จริงของ Crypto-Agility มันไม่ใช่เทคโนโลยี มันไม่ใช่โปรเจกต์ มันคือความพร้อมที่กลายเป็นนิสัย เรียนรู้เอาไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะจำเป็นต้องใช้ และในโลกที่สูตรถัดไปสามารถล่มสลายได้ในหกสิบชั่วโมง องค์กรที่ซ้อมไว้แล้ว คือองค์กรที่จะยังยืนอยู่ในวันที่เมนูเปลี่ยนไปตลอดกาล

The post Crypto-Agility : สูตรรับมือ Q-Day appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสอนาคตสมาร์ทโฟนยุค AI กับ 4 บทเรียนเปลี่ยนโลกจาก Samsung https://thestandard.co/samsung-ai-smartphone-future/ Tue, 22 Sep 2026 03:00:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1246135 ภาพสมาร์ทโฟน Samsung รุ่นใหม่ในงาน Galaxy Unpacked 2026

งาน Galaxy ที่จัดขึ้น ณ กรุงลอนดอนที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่งา […]

The post ถอดรหัสอนาคตสมาร์ทโฟนยุค AI กับ 4 บทเรียนเปลี่ยนโลกจาก Samsung appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสมาร์ทโฟน Samsung รุ่นใหม่ในงาน Galaxy Unpacked 2026

งาน Galaxy ที่จัดขึ้น ณ กรุงลอนดอนที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่งานเปิดตัวมือถือใหม่ แต่ได้ส่งสัญญาณสำคัญที่บอกเราว่า อุปกรณ์จอสี่เหลี่ยมที่พกติดตัวกันมาร่วม 20 ปี กำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนผ่าน เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ก้าวเข้ามาเคาะประตูหน้าบ้าน บริบทการใช้งานสมาร์ทโฟนไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างเครื่องที่บางลง เร็วขึ้น หรือพับได้ดีขึ้น แต่มันคือการรื้อถอนกรอบความคิดเดิมเพื่อปรับเปลี่ยนบทบาทของโทรศัพท์มือถือให้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งการประมวลผลอัจฉริยะในชีวิตส่วนตัว พร้อมเปิดรับนิเวศดิจิทัลรูปแบบใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คนไปตลอดกาล 

 

และนี่คือ 4 บทเรียนสำคัญในการถอดรหัสอนาคตโลกสมาร์ทโฟนยุค AI ที่ซัมซุงกำลังฉายภาพให้เห็น

 

1. สมาร์ทโฟนยังไม่ตาย แต่เปลี่ยนบทบาทเป็น “Personal Entry Point”

 

ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา เราคุ้นชินกับการยกโทรศัพท์ขึ้นมา ปลดล็อกหน้าจอ แตะเปิดแอปพลิเคชัน และพิมพ์ข้อความเพื่อค้นหาข้อมูล รูปแบบพฤติกรรมเดิมเริ่มเผชิญจุดอิ่มตัว เพราะสมาร์ทโฟนกำลังแปลงสภาพไปสู่การเป็น Personal Entry Point หรือประตูบานแรกที่ทำหน้าที่เป็นสมองส่วนกลางเชื่อมต่อไปยังทุกอุปกรณ์ในชีวิต

 

นวัตกรรมหน้าจอพับอย่างสมาร์ตโฟนทรงหนังสือสัดส่วน 4:3 ที่บางลงและกางออกได้เต็มตา คือสะพานเชื่อมแรกในการเปลี่ยนผ่าน หน้าที่หลักของสมาร์ตโฟนจะเปลี่ยนจากการทำทุกอย่างจบในจอเดียว ไปเป็นการส่งต่อคำสั่งให้อุปกรณ์รอบตัว เช่น แว่นตาอัจฉริยะทำหน้าที่แทนดวงตา นาฬิกาและแหวนช่วยตรวจจับสุขภาพ ส่วนหูฟังรับหน้าที่แปลภาษา ทั้งหมดนี้ทำงานประสานกันโดยมีสมาร์ทโฟนเป็นตัวควบคุมหลัก เพื่อตอบโจทย์ชีวิตที่ลื่นไหลไร้รอยต่อของผู้ใช้งาน

 

2. AI Companion คืออะไร จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตเราได้อย่างไร

 

ความรำคาญจากการต้องคอยจัดการตารางชีวิตด้วยตัวเอง คือ Pain Point ที่ปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่ตั้งใจเข้ามาอุดรอยรั่ว ในอีกไม่นาน AI จะขยับขึ้นมาเป็น ‘AI Companion’ หรือเพื่อนคู่คิดที่เข้าใจบริบทและทำงานซ้อนอยู่เบื้องหลังทุกระบบอย่างแนบเนียน เทคโนโลยีนี้สามารถคาดเดาความต้องการล่วงหน้าและยื่นเสนอทางเลือกให้ทันท่วงที

 

ฟีเจอร์อย่าง Now Nudge และ Now Brief ของซัมซุงคือตัวอย่างของการทำงานล่วงหน้าโดยผู้ใช้ไม่ต้องออกปากสั่ง หากมีการพิมพ์สนทนากับเพื่อนเรื่องนัดหมายไปเที่ยว ระบบจะช่วยตรวจสอบปฏิทินงาน สภาพอากาศ พร้อมแนะนำสถานที่พักให้อัตโนมัติ สำหรับเรื่องความเป็นส่วนตัว ข้อมูลทั้งหมดจะเน้นประมวลผลบนตัวเครื่องผ่านระบบความปลอดภัย Knox Security ที่มีการแยกพาร์ทิชันข้อมูลอย่างชัดเจน การยิงข้อมูลสู่คลาวด์จะเกิดขึ้นต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้ใช้เท่านั้น เพื่อมอบความไว้วางใจสูงสุด

 

3. ทำไมแว่นตาอัจฉริยะถึงเป็นหมากใหม่ที่ต้องจับตามอง

 

จุดเริ่มต้นของ Intelligent Eyewear มาจาก Customer Pain Point ที่มองว่าแว่นตาอัจฉริยะในอดีตมักจะหนา เทอะทะ และสวมใส่จริงในชีวิตประจำวันได้ยาก การร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นระดับโลกจึงถูกขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายที่จะดีไซน์ให้แว่นมีความบางลง เบาลง และใช้งานได้จริงในทุกๆ วัน

 

ที่สำคัญคือการตอบโจทย์ Use Case จากความต้องการของลูกค้าจริงๆ เช่น ในวินาทีสำคัญที่คุณอยากบันทึกภาพความประทับใจหรือรอยยิ้มของลูก คุณไม่จำเป็นต้องเสียเวลาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดกล้องให้ขัดจังหวะโมเมนต์นั้นอีกต่อไป แต่สามารถใช้นวัตกรรมอย่าง Multimodal AI และมุมมองแบบ Point of View เพื่อบันทึกภาพความทรงจำผ่านสายตาของคุณได้ทันที ทำให้เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในโลกดิจิทัล แต่ขยับเข้ามาเติมเต็มชีวิตจริงได้อย่างกลมกลืน

 

4. ซัมซุงเอาตัวรอดอย่างไรในสงครามชิปขาดแคลนที่เขย่าราคาไอทีทั่วโลก

 

กระแสความนิยมปัญญาประดิษฐ์ส่งผลให้ Data Center ทั่วโลกมีความต้องการชิปความจำมหาศาล เหตุการณ์นี้ลุกลามจนเกิดวิกฤต Memory Shortage ซึ่งกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์อย่างหนัก ผู้ผลิตหลายรายจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าเนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนสำคัญ

 

การมีธุรกิจ Semiconductor และการผลิตชิปความจำของตนเอง กลายเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยให้จัดสรรวัตถุดิบเข้าสู่สายการผลิตได้ก่อนใคร แม้แนวโน้มราคาสินค้าเทคโนโลยีทั่วโลกจะต้องปรับตัวขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การกุมซัพพลายเชนไว้ในมือช่วยให้สามารถบริหารต้นทุนได้ดีกว่า และสามารถชะลอการปรับขึ้นราคาให้กระทบถึงมือผู้บริโภคน้อยที่สุด

 

สรุป 4 Key Takeaways สำหรับการปรับตัวในยุค AI

 

  1. Shift to Personal Entry Point: สมาร์ทโฟนปรับเปลี่ยนบทบาทจากอุปกรณ์ทำทุกอย่าง มาเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการนิเวศดิจิทัลรอบตัว
  2. Contextual AI Companion: การแข่งขันของปัญญาประดิษฐ์ขยับจากการตอบคำถาม ไปสู่การเข้าใจบริบทและนำเสนอสิ่งที่คุณต้องการได้ล่วงหน้า
  3. Seamless Human-Centric Hardware: เทคโนโลยีล้ำสมัยจะเกิดได้จริง ต้องถูกออกแบบจาก Pain Point ของผู้ใช้เพื่อสร้าง Use Case ที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
  4. Supply Chain Advantage: ในยุคที่ชิปขาดแคลน การเป็นเจ้าของเทคโนโลยีขั้นสูงและบริหารจัดการซัพพลายเชนได้เอง คือปราการความได้เปรียบทางธุรกิจ

 

หัวใจสำคัญของความสำเร็จของ SAMSUNG ไม่ได้อยู่ที่ความคุ้นชินเดิม แต่นำมาซึ่งการยึดค่านิยมองค์กรอย่าง Change หรือการกล้าเปลี่ยนแปลง ในวันที่เทคโนโลยีกำลังรื้อถอนวิถีเดิม ธุรกิจและคนทำงานที่กล้าเปลี่ยนบทบาทและเร่งสร้าง Ecosystem ของตัวเองโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางเท่านั้น จึงจะยืนหยัดเป็นผู้นำในอนาคตได้อย่างมั่นคง

 

The post ถอดรหัสอนาคตสมาร์ทโฟนยุค AI กับ 4 บทเรียนเปลี่ยนโลกจาก Samsung appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภัยพิบัติชายแดน Nepal–Tibet: หรือ “ฝี” ของโลกร้อนกำลังแตก? https://thestandard.co/global-warming-cascading-risk/ Sat, 19 Sep 2026 09:44:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1257114 ภาพถ่ายมุมสูงแสดงเหตุการณ์ดินถล่มและกระแสน้ำพัดพาเศษซากในพื้นที่ภูเขาของเนปาล

เช้าวันที่ 26 สิงหาคม มวลน้ำแข็ง หิน และตะกอนบนเทือกเขา […]

The post ภัยพิบัติชายแดน Nepal–Tibet: หรือ “ฝี” ของโลกร้อนกำลังแตก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายมุมสูงแสดงเหตุการณ์ดินถล่มและกระแสน้ำพัดพาเศษซากในพื้นที่ภูเขาของเนปาล

เช้าวันที่ 26 สิงหาคม มวลน้ำแข็ง หิน และตะกอนบนเทือกเขาหิมาลัยพังลงสู่หุบเขา ก่อนนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลันและความเสียหายต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายแดน Nepal-Tibet

 

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้สรุปว่า Climate Change เป็นสาเหตุโดยตรง เราจึงไม่ควรรีบจับโลกร้อนใส่กุญแจมือ ถ้าหลักฐานยังไม่ครบ

 

แต่เรารู้ว่าธารน้ำแข็ง Himalaya กำลังถอยร่น และ permafrost ที่ช่วยยึดภูเขากำลังเปลี่ยนแปลง

 

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงคำว่า ‘ฝีแตก’

 

ที่ผ่านมาเรามอง Global Warming ผ่านภาพน้ำแข็งขั้วโลกละลาย และระดับน้ำทะเลที่ค่อยๆ สูงขึ้น

 

น่ากลัว แต่ดูไกลตัว

 

ปี 2050… 2100…

 

Unfortunately, Climate Change may not have read our timetable.

 

ความเสี่ยงที่สะสมช้าๆ อาจกลายเป็นภัยพิบัติในเวลาไม่กี่นาที และเมื่อมันเริ่มแล้ว มันอาจไม่หยุดอยู่ที่เหตุการณ์แรก

 

Warming → Glacier instability → Avalanche → Flood → Infrastructure → Energy → Supply Chain → Economy

 

ตำราเรียกว่า Cascading Risk

 

ผมเรียกง่ายๆ ว่า Snowball เพราะมันยิ่งกลิ้ง ยิ่งใหญ่ ยิ่งหนัก และยิ่งหยุดยาก

 

ฝี คือความเสี่ยงที่สะสมก่อนเกิดเหตุ

 

Snowball คือความเสียหายที่ขยายตัวหลังเกิดเหตุ

 

Climate Strategy จึงไม่ใช่แค่การลด Carbon

 

Mitigation ถามว่า เราจะทำให้โลกร้อนช้าลงอย่างไร

 

Resilience ถามว่า ถ้ามันไม่รอเรา เราจะรับมืออย่างไร

 

ถ้าผมนั่งอยู่ในห้องประชุมบอร์ด ผมคงชวนฝ่ายจัดการกลับไปขบคิด 3 คำถาม

 

  • Where are our hidden abscesses?

 

มี Climate Risk อะไรที่กำลังสะสมเงียบๆ ในธุรกิจ สินทรัพย์ Supply Chain หรือชุมชนรอบตัวเรา ที่ยังไม่ปรากฏใน Risk Register?

 

  • Where can the snowball roll?

 

ถ้าจุดหนึ่งล้ม มันจะกลิ้งไปกระทบอะไรต่อ – Supplier, Energy, Logistics, Customer, Finance หรือ Reputation?

 

  • Are we resilient – or merely lucky?

 

ที่เรายังไม่เคยเจอวิกฤต เป็นเพราะระบบเราพร้อมจริง ๆ หรือเพียงเพราะ Snowball ยังไม่เคยกลิ้งมาทางเรา?

 

หน้าที่ของบอร์ดไม่ใช่การทำนายว่า ฝีจะแตกวันไหน

 

แต่คือการชวนฝ่ายจัดการมองให้เห็นว่า ฝีอยู่ตรงไหน Snowball จะกลิ้งไปทางไหน และเราพร้อมแค่ไหนเมื่อมันมาถึง

 

Climate Change may not have read our timetable.

 

The Board had better read the risks.

 

ภาพ: shankar bhujel / Shutterstock

The post ภัยพิบัติชายแดน Nepal–Tibet: หรือ “ฝี” ของโลกร้อนกำลังแตก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุกการตัดสินใจ กำลังเขียนอนาคตของคุณ https://thestandard.co/financial-decision-future-life/ Sat, 19 Sep 2026 09:30:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1257105 ผู้หญิงสวมรองเท้าผ้าใบยืนอยู่บนถนนที่มีลูกศรชี้ไปหลายทิศทาง

หลังจากทำงานมาหลายปีคุณเริ่มมีเงินเก็บก้อนหนึ่ง มันมากพ […]

The post ทุกการตัดสินใจ กำลังเขียนอนาคตของคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้หญิงสวมรองเท้าผ้าใบยืนอยู่บนถนนที่มีลูกศรชี้ไปหลายทิศทาง

หลังจากทำงานมาหลายปีคุณเริ่มมีเงินเก็บก้อนหนึ่ง มันมากพอที่จะเปลี่ยนชีวิต แต่ยังไม่มากพอที่จะทำทุกอย่างพร้อมกัน คุณอาจกำลังคิดว่าจะซื้อบ้านเพื่อให้ครอบครัวมีพื้นที่ใช้ชีวิตมากขึ้น อาจเตรียมลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว วางแผนซื้อประกันเพื่อสร้างหลักประกันให้คนที่รัก หรือเก็บเงินก้อนนั้นไว้ก่อนเพราะยังไม่แน่ใจว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น

 

ทุกทางเลือกล้วนมีเหตุผลของตัวเอง และทุกทางเลือกก็ดูเหมือนจะพาเราไปสู่อนาคตที่ดีกว่า ปัญหาคือเราเลือกได้เพียงทางเดียว ทันทีที่เลือกทางหนึ่งอีกหลายทางก็หายไปพร้อมกัน หลายคนจึงใช้เวลาเปรียบเทียบผลตอบแทน อ่านรีวิว ศึกษาข้อมูล และพยายามหาทางเลือกที่ดีที่สุด

 

แต่ยิ่งศึกษามากขึ้น หลายครั้งกลับยิ่งตัดสินใจยากขึ้น ไม่ใช่เพราะข้อมูลไม่เพียงพอ แต่เพราะข้อมูลส่วนใหญ่กำลังบอกเพียงว่า แต่ละทางเลือกจะให้อะไร โดยไม่ได้บอกว่า แต่ละทางเลือกกำลังเปลี่ยนชีวิตของเราในอนาคตอย่างไร

 

ลองนึกถึงการซื้อบ้านหลังใหม่ สิ่งที่เห็นทันที คือบ้านที่กว้างขึ้น ลูกมีห้องของตัวเอง พ่อแม่มีพื้นที่ใช้ชีวิตมากขึ้น คุณภาพชีวิตของครอบครัวดีขึ้นตั้งแต่วันนี้ แต่ในเวลาเดียวกัน การตัดสินใจครั้งนั้นก็เริ่มเขียนอนาคตของครอบครัวทันที

 

เงินดาวน์ที่จ่ายออกไป อาจทำให้เงินสำรองลดลง ภาระผ่อนบ้านอาจยาวออกไปอีกหลายสิบปี เงินลงทุนเพื่อเป้าหมายอื่นอาจต้องชะลอลง และความยืดหยุ่นในการตัดสินใจเรื่องสำคัญในอนาคตก็อาจลดลงตามไปด้วย

 

บ้านหลังใหม่ไม่ได้เปลี่ยนเพียงสถานที่ที่เราอยู่ แต่มันกำลังเปลี่ยนชีวิตที่เราจะมีในอีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า

 

ทุกการตัดสินใจ คือการแลกเปลี่ยนชีวิตในอนาคต

 

ในทางเศรษฐศาสตร์ หลักคิดนี้เรียกว่า ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) หมายถึง คุณค่าของทางเลือกที่เราต้องยอมสละ เมื่อเลือกอีกทางหนึ่ง

 

แต่สำหรับการวางแผนการเงิน สิ่งที่สำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า วันนี้เราเสียโอกาสอะไร หากคือการมองให้เห็นว่า การตัดสินใจในวันนี้ กำลังสร้างหรือกำลังลดทอนโอกาสอะไรให้กับชีวิตในอนาคต

 

เมื่อเลือกลงทุนในหุ้น เราอาจต้องแลกกับความผันผวนในวันนี้ แต่ก็มีโอกาสสร้างความมั่งคั่งและอิสรภาพทางการเงินในระยะยาว

 

เมื่อเลือกฝากเงินหรือลงทุนในตราสารหนี้ เราอาจได้ความมั่นคงและสภาพคล่องในวันนี้ แต่ก็อาจแลกกับการเติบโตของเงินที่ช้าลง และทางเลือกทางการเงินที่น้อยลงในอนาคต

 

เมื่อเลือกซื้อประกันชีวิต เราอาจมีเงินสำหรับการลงทุนลดลงในวันนี้ แต่ก็อาจช่วยปกป้องอนาคตของครอบครัว หากวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

 

แม้แต่การเลือกยังไม่ลงทุน ก็เป็นการตัดสินใจเช่นกัน เพราะความสบายใจในวันนี้ อาจแลกกับกำลังซื้อที่ลดลงจากเงินเฟ้อ และโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งที่หายไปในระยะยาว

 

ต้นทุนค่าเสียโอกาสจึงไม่ใช่เพียงสิ่งที่เราไม่ได้เลือก แต่คือทางเลือกที่เราจะมี หรืออาจไม่มีในอนาคตเพราะการตัดสินใจในวันนี้

 

เมื่อมองเช่นนี้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าวันนี้เราได้หรือเสียอะไร แต่คือการตัดสินใจครั้งนี้ กำลังสร้างชีวิตแบบไหนให้กับเราในอนาคต

 

การวางแผนการเงินจึงไม่ได้เริ่มจากการเลือกหุ้น กองทุน ประกัน หรือสินทรัพย์ใด ๆ แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจว่า เรากำลังพยายามสร้างชีวิตแบบไหน เพราะเมื่อเป้าหมายของชีวิตต่างกัน คำตอบทางการเงินก็ย่อมต่างกัน

 

คนวัยเริ่มทำงานอาจให้ความสำคัญกับการเติบโตของเงินทุน

 

คนที่กำลังสร้างครอบครัวอาจให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง

 

ส่วนคนที่ใกล้เกษียณอาจให้ความสำคัญกับความมั่นคงและกระแสเงินสดมากกว่า

 

เมื่อคำถามเปลี่ยน วิธีคิดก็มักเปลี่ยนตาม

 

ครั้งต่อไปที่คุณต้องตัดสินใจเรื่องการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน การลงทุน การทำประกัน หรือการใช้เงินก้อนใหญ่ อย่าเพิ่งรีบถามว่า “อะไรดีที่สุด”

 

ลองเริ่มต้นด้วยคำถามที่ต่างออกไป

 

“การตัดสินใจครั้งนี้ กำลังสร้างชีวิตแบบไหนให้กับเราในอนาคต”

 

เราจะไม่ได้มองเพียงสิ่งที่จะได้รับในวันนี้ แต่จะเริ่มมองเห็นผลของการตัดสินใจที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในวันข้างหน้า

 

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการวางแผนการเงิน เพราะการวางแผนการเงินไม่ได้เริ่มจากการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด แต่เริ่มจากการเข้าใจว่า ทุกการตัดสินใจ กำลังกำหนดทั้งคุณภาพชีวิตในวันนี้ และทางเลือกที่เราจะมีในอนาคต

 

โจทย์ที่แท้จริง จึงไม่ใช่การเลือกข้าง

 

ไม่ใช่การเลือกระหว่างความสุขในวันนี้ หรือความมั่นคงในอนาคต แต่คือการหาทางเลือกที่ทำให้ทั้งสองเดินไปด้วยกันได้มากที่สุดภายใต้ทรัพยากรที่เรามี

 

บางครั้งคำตอบอาจเป็นการลดขนาดของเป้าหมายในวันนี้ เพื่อรักษาโอกาสในอนาคต

 

บางครั้งอาจเป็นการชะลอการตัดสินใจออกไป เพื่อให้มีข้อมูลหรือความพร้อมมากขึ้น

 

หรือบางครั้งอาจเป็นการยอมรับผลตอบแทนที่ไม่สูงที่สุด เพราะแลกกับความมั่นคงและความยืดหยุ่นที่เหมาะกับชีวิตของเรา

 

ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกต้องสำหรับทุกคนเพราะไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เราจึงไม่สามารถวางแผนจากข้อมูลที่สมบูรณ์แบบได้

 

การตัดสินใจที่ดีจึงไม่ใช่การพยายามทำนายอนาคตให้ถูกต้อง แต่คือการตัดสินใจบนข้อมูลที่ดีที่สุดที่เรามีในวันนี้ พร้อมกับการรักษาทางเลือกและความยืดหยุ่นไว้มากพอหากวันหนึ่งชีวิตไม่เป็นไปตามที่คาด

 

เพราะสุดท้ายแล้ว การวางแผนการเงินไม่ใช่การทำให้ทุกการตัดสินใจถูกต้อง แต่คือการทำให้ทุกการตัดสินใจในวันนี้ มีโอกาสพาเราไปสู่ชีวิตที่ต้องการ พร้อมยังเหลือทางเลือกให้เรา หากวันพรุ่งนี้ไม่เป็นอย่างที่คิด

 

ภาพ: New Africa / Shutterstock

The post ทุกการตัดสินใจ กำลังเขียนอนาคตของคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก https://thestandard.co/ai-leaders-slow-development-investment/ Sat, 19 Sep 2026 07:50:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1257056 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด AI กับการลงทุนในตลาดหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อ Da […]

The post เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด AI กับการลงทุนในตลาดหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อ Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic ออกโรงเรียกร้องให้อุตสาหกรรม AI ชะลอความเร็วในการพัฒนาโมเดล AI เพื่อให้ระบบความปลอดภัยตามทัน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความเสี่ยงร้ายแรงภายใน 6-12 เดือนข้างหน้า

 

Sam Altman แห่ง OpenAI เห็นด้วยทันที และประกาศเลื่อน IPO ออกไปเป็นปี 2027 ขณะที่ Elon Musk ผู้ก่อตั้ง SpaceX ก็ออกมาสนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน

 

สำหรับนักลงทุน ผมมองว่าคำถามที่แท้จริงไม่ใช่ “อันตรายจาก AI ต่อมนุษย์หรือไม่” เพราะนั่นเป็นคำถามปรัชญาที่ไม่มีใครตอบได้ แต่เราต้องรู้ให้ทันว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าผู้นำการเติบโตหลักของตลาดหุ้นโลกอย่างธีม AI จะต้องถูกควบคุมความเร็วในการพัฒนาจริง

 

เริ่มด้วยเรื่องของความเร็ว การชะลอพัฒนาการไม่ได้มีแต่ข้อเสีย เป็นเรื่องดีในด้านต้นทุน แค่ต้องไม่พัฒนาช้าเกินไปจนเป็นปัญหา

 

ทฤษฎีการลงทุนจะมองการเติบโตของเทคโนโลยีผ่าน S-Curve คือเริ่มช้า เร่งตัวแรง แล้วชะลอเมื่อถึงจุดอิ่มตัว

 

จากประวัติศาสตร์เทคโนโลยี 70 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการของโมเดล AI ตอนนี้เร็วกว่าทุก S-Curve ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไปแล้ว และเร็วกว่าแม้แต่กฎของ Moore ที่เคยเป็นเพดานอุตสาหกรรมชิปมานานหลายทศวรรษด้วย

 

ข้อเสียของการพัฒนาที่เร็วไป คือต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานจะล้าสมัยเร็ว บริษัทจึงต้องเร่งลงทุนไม่หยุด หนุนให้ต้นทุนพุ่งขึ้นไปอีก

 

ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นถ้าพัฒนาการชะลอตัว การลงทุนในชิปและ data center จะมีอายุการใช้งานนานคุ้มค่ากว่าเดิม

 

แต่ในทางกลับกัน ต้องไม่ลืมว่า Valuation ของตลาดอยู่ในระดับสูง หุ้น AI ทุกวันนี้ตีมูลค่าจากสมมติฐานการเติบโตแบบทวีคูณ หากอุตสาหกรรมชะลอความเร็วลงมากเกินไป ตลาดจะต้องปรับสมมติฐานเติบโตใหม่ทั้งหมด อาจสร้างความผันผวนที่รุนแรงกับโลกการเงินกว่าความเสี่ยงจาก AI เองเสียอีก

 

ด้านประเด็นการยกระดับการควบคุม ผมมองว่ามีทั้งต้นทุนที่ต้องจ่ายและเกราะป้องกันความเสี่ยงที่ได้กลับมา

 

เพราะการมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน จะช่วยลดความเสี่ยงที่ AI จะถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ ลดความเสี่ยงที่ตลาดจะถูกแย่งไปโดยผู้เล่นที่ไม่มีกรอบความรับผิดชอบ และลดความเสี่ยงที่โมเดลจะถูกลอกเลียนแบบอย่างรวดเร็วเกินควบคุม

 

ส่วนต้นทุนที่ต้องจ่าย คือค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่สูงขึ้น ความเร็วในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ช้าลง และที่สำคัญที่สุด คือมูลค่าตลาดรวมของอุตสาหกรรม (Total Addressable Market) ที่อาจเล็กลงกว่าที่นักลงทุนเคยประเมินไว้

 

คำถามที่น่าสนใจอีกเรื่อง คือโอกาสที่เหล่าผู้นำด้าน AI จะประเมินผิด

 

ประเด็นนี้เป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนส่วนใหญ่มองข้าม แต่มักเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนตัวผู้นำการเติบโตในอดีต

 

เช่น Steve Ballmer ซีอีโอ Microsoft เคยบอกว่า iPhone ไม่มีทางมี market share ที่มีนัยสำคัญได้ แต่ปัจจุบันขายไปแล้วกว่า 3 พันล้านเครื่อง ต้นทุนของการเดาผิดครั้งนั้นคือ Microsoft เสียโอกาสครองตลาดมือถือไปทั้งยุค

 

หรือ Sam Altman เองก็เพิ่งกลับคำ หลังเคยเตือนว่า AI จะกวาดงานระดับเริ่มต้นหายไปครึ่งหนึ่ง แต่สุดท้ายยอมรับว่าผิดพลาดเรื่องผลกระทบเศรษฐกิจและสังคมที่สูงเกินจริง

 

ความเสี่ยงของรอบนี้คือการประเมิน timeline พัฒนาการ ถ้าประเมินถูก สหรัฐฯ ก็น่าจะรักษาความเป็นผู้นำด้านโมเดล AI ไว้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าผิด ก็จะเป็นโอกาสให้ผู้พัฒนารายอื่นๆ ก้าวแซงขึ้นมาได้เช่นกัน

 

จากการวิเคราะห์เบื้องต้น จะเห็นว่าทั้งหมดมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง สำหรับนักลงทุน กลยุทธ์ที่ดีที่สุดจึงเป็นการเลือกสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์ไม่ว่า AI จะ Speed up หรือ Slow down

 

(1) โครงข่ายสาธารณูปโภคสำหรับ Data Center

 

ไม่ว่าโมเดลจะพัฒนาต่อเร็วหรือชะลอลง ความต้องการไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะโมเดลที่มีอยู่แล้วก็ต้องใช้พลังงานรันตลอดเวลาอยู่ดี

 

(2) ผู้ผลิตชิปที่มีสัญญาระยะยาวรองรับ

 

เพราะสัญญาที่เซ็นไปแล้ว ไม่ได้ถูกยกเลิกเพียงเพราะบริษัท AI ประกาศชะลอการพัฒนา ความต้องการชิปยังคงมีอยู่จากทั้งการเทรนโมเดลใหม่ และการรันโมเดลเดิมในเชิงพาณิชย์

 

(3) ผู้ให้บริการตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยของ AI

 

หาก AI เร่งพัฒนาต่อ ความต้องการตรวจสอบจะยิ่งเพิ่มตามความซับซ้อน แต่หากอุตสาหกรรมถูกบังคับให้ชะลอด้วยกฎระเบียบ ความต้องการตรวจสอบจะยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกจากแรงกดดันด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์

 

มุมมองของผม เรื่องร้ายมักขายดีกว่าเรื่องดีอยู่แล้วในทุกยุคสมัย แต่ผมเชื่อว่าโอกาสที่โมเดลภาษา จะพัฒนาเร็วจนกลายเป็นภัยคุกคามการดำรงอยู่ของมนุษยชาติในระยะสั้นยังต่ำมาก

 

อย่างไรก็ดี ในมุมของกลยุทธ์การลงทุน ทุกอย่างมีโอกาสเกิดขึ้นได้ เราจึงต้องปรับพอร์ตให้ยืดหยุ่น เพื่อพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงมากกว่าเดิมครับ

 

 

ภาพ: Tero Vesalainen / Shutterstock

The post เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมลงสาบไม่เคยมาตัวเดียว เงินเฟ้อไม่เคยค้างแป้ปเดียว และ เฟดไม่เคยขึ้นดอกเบี้ยครั้งเดียว https://thestandard.co/fed-interest-rate-hikes-inflation-not-done/ Fri, 18 Sep 2026 05:40:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1256664 เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

ณ ขณะที่ผมกำลังพักฟื้นจากการผ่าตัดโพรงจมูก (ไซนัสอักเสบ […]

The post แมลงสาบไม่เคยมาตัวเดียว เงินเฟ้อไม่เคยค้างแป้ปเดียว และ เฟดไม่เคยขึ้นดอกเบี้ยครั้งเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

ณ ขณะที่ผมกำลังพักฟื้นจากการผ่าตัดโพรงจมูก (ไซนัสอักเสบ) ที่รพ. หมอและพยาบาลก็บอกให้พักผ่อน แต่พอเห็นความเคลื่อนไหวของโลกการเงินการลงทุนในช่วงนี้ โดยเฉพาะการกระทำของ Kevin Warsh, การประชุม FOMC รอบล่าสุด

 

ก็คงต้องบอกว่า “นายแน่มาก” และ “สะเด่าไปเลยอีน้อง”

 

ประเด็นแรก คือ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของ Fed มีมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 12-0 ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00%

 

ส่วนรายงาน Dot Plot ซึ่งแสดงการคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่ Fed ระบุว่า เจ้าหน้าที่ 16 รายจากทั้งหมด 18 ราย คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้

 

เท่ากับว่าดอกเบี้ย 4.00-4.25% มาค่อนข้างแน่ เพราะ วางเกม เดินหมาก ไว้รอแล้ว

 

ประเด็นต่อมา ตอกย้ำคำพูดตน นั่นคือ “เงินเฟ้อ 2% คือ อาญาสิทธิ์” โดย เค้าย้ำว่า คณะกรรมการ FOMC มีวัตถุประสงค์ที่แน่วแน่และมีนัยสำคัญ นั่นคือ การจ้างงานที่เต็มศักยภาพ การสร้างเสถียรภาพด้านราคา และ การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สร้างมาตรฐานให้แก่ทั่วโลก

 

เสถียรภาพด้านราคาคือ “รากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

 

อีกประเด็นสุดแสบ และ อาศัยจังหวะชุลมุน โดย เค้ากล่าวว่า

 

ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีส่วนทำให้มุมมองของ Fed เปลี่ยนแปลงไป

 

... ชัดเจนว่าคือสถานการณ์อิหร่านกับสหรัฐฯ

 

ลองดูรูปนี้ที่ผมทำมาก็ชัดแล้วครับ (รูปน้ำมันดิบ Brent และ ดอกเบี้ยนโยบายของ Fed)

 

เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์ 1

 

หนึ่ง ทุกครั้งที่น้ำมันดิบปรับตัวขึ้น (นับตั้งแต่ปี 2001) … Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยตาม

 

สอง มีแค่ปี 2008 เท่านั้นที่น้ำมันดิบขึ้น แล้ว Fed ไม่ตามเนื่องจากเกิดวิกฤตบ้าน (Hamburger crisis)

 

และ สาม เมื่อไหร่ก็ตามที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ย … Fed ไม่เคยขึ้นแค่รอบเดียว

 

ดังนั้น ในบทความนี้ ผมจึงอยากจะมาแชร์ให้ผู้อ่านได้ทราบกันครับว่า สำหรับใครที่มองว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยแบบ “One and Done” … อนุญาตให้คิดใหม่และคิดดีๆ ครับ.

 

“ในมุมมองส่วนตัวของผม ผมมองว่า 4.00-4.25% ค่อนข้างแน่ และ ควรจะจบ หรือ หยุดตรงแถวๆนี้ (4.50%) ไม่เกิน … แต่ถ้าขึ้นไปจนถึง 5.00-5.25% ที่เดิม ผมกึคงต้องขอนอนต่อแล้วกันครับ”

 

เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์ 2

ที่มา: FOMC, Macro & Mr. Market

 

*การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น

The post แมลงสาบไม่เคยมาตัวเดียว เงินเฟ้อไม่เคยค้างแป้ปเดียว และ เฟดไม่เคยขึ้นดอกเบี้ยครั้งเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุนโลกไหลมา แต่ต้องมี “ฝายทางปัญญา” https://thestandard.co/thailand-capital-capability-dams/ Sun, 13 Sep 2026 08:00:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1254287 ภาพปกแสดงตึกระฟ้าในกรุงเทพฯ สื่อถึงการลงทุนและเศรษฐกิจ

เงินทุนก็เหมือนน้ำ คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง น้ำไหลเข้ามาเท […]

The post ทุนโลกไหลมา แต่ต้องมี “ฝายทางปัญญา” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกแสดงตึกระฟ้าในกรุงเทพฯ สื่อถึงการลงทุนและเศรษฐกิจ

เงินทุนก็เหมือนน้ำ คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง น้ำไหลเข้ามาเท่าไร? แต่คือ เมื่อน้ำไหลผ่านแล้ว ผืนดินของเราชุ่มขึ้นหรือไม่?

 

 
 

นี่คือสิ่งที่ผมนึกถึงหลังฟัง Tonson Santitarn Sathirathai – ดร.สันติธาร เสถียรไทย หรือ ‘ดร.ต้นสน’ พูดเรื่องเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย บนเวที Techsauce Global Summit 2026 วันที่ 26 สิงหาคม 2569

 

ครึ่งปีแรก มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ตัวเลขสวยครับ แต่ตัวเลขสวย ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจจะแข็งแรงเสมอไป เหมือนคนถ่ายรูปขึ้นกล้อง ก็ไม่ได้แปลว่าผลตรวจสุขภาพจะดี โจทย์จึงไม่ใช่เพียงว่า ทุนเข้ามาเท่าไร แต่คือเราเก่งขึ้นเพราะทุนเข้ามา หรือเพียงมีของที่เก่งขึ้นมาตั้งอยู่ในประเทศไทย?

 

ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโตด้วยการเพิ่ม Input – คน แรงงาน ทรัพยากร และกำลังการผลิต แต่เมื่อคนเกิดน้อยลง สังคมสูงวัยขึ้น โมเดลเดิมก็เริ่มหมดแรง

 

เราจึงต้อง ‘ทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้น ทำสิ่งเดิมด้วยวิธีใหม่ และทำสิ่งใหม่ที่โลกต้องการ’

 

เทคโนโลยีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของคน Tech แต่คือ วาระเศรษฐกิจของประเทศ

 

ดร.ต้นสน อธิบายว่า โลกกำลังเปลี่ยนจาก ‘Efficiency-first → Security-first’ จาก ‘Just in Time → Just in Case’

 

เมื่อก่อนบริษัทถามว่า ‘ผลิตที่ไหนถูกที่สุด?’ วันนี้ต้องถามเพิ่มว่า ‘ถ้าเกิดวิกฤต ของจะยังส่งมาได้หรือไม่?’

 

โลกจึงเริ่มกระจายฐานการผลิต และนี่คือโอกาสของไทยในการเป็น Trusted Connector

 

แต่เราคงชนะด้วยแรงงานราคาถูกตลอดไปไม่ได้ เพราะถ้ายุทธศาสตร์คือ ‘ถูกกว่า’ วันหนึ่งย่อมมีคนถูกกว่าเรา

 

การลงทุนใหม่กำลังเข้ามาทั้ง AI Infrastructure, Advanced Electronics, Robotics, Bioeconomy และ Green Economy

 

ดร.ต้นสนจึงตั้งคำถามสองข้อที่ผมคิดว่าสำคัญมาก

 

‘ไทยทำอะไรให้ New Economy ได้บ้าง?’ และ ‘New Economy ทำอะไรให้ไทยได้บ้าง?’

 

สองประโยคดูคล้ายกัน แต่ความหมายต่างกันมาก

 

คำถามแรกคือ เราจะดึงการลงทุนเข้ามาอย่างไร

 

คำถามที่สองคือ การลงทุนนั้นจะเปลี่ยนประเทศไทยอย่างไร

 

เราสามารถมี Data Center ระดับโลกตั้งอยู่ในประเทศไทยได้ แต่หาก AI ไม่ได้เพิ่ม Productivity ให้โรงงาน ฟาร์ม SMEs และคนไทย มันก็อาจเป็นเพียง ‘เกาะแห่งความเจริญ’ ที่มาตั้งอยู่บนแผนที่ประเทศไทย

 

เพราะ การมีเทคโนโลยีอยู่ในประเทศ ไม่ได้แปลว่าประเทศมีความสามารถด้านเทคโนโลยี

 

ไทยอาจไม่ต้องแข่งสร้าง LLM ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่สามารถสร้าง AI Applications ในสนามที่เรามีความรู้ ข้อมูล และตลาดอยู่แล้ว เช่น สุขภาพ ท่องเที่ยว เกษตร โลจิสติกส์ และบริการทางการเงิน

 

Longevity Economy ก็เช่นกัน

 

เรามีจุดแข็งด้านการแพทย์และ Wellness แต่เราจะขยับจาก ‘ให้บริการเก่ง’ ไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และ Intellectual Property ได้หรือไม่?

 

เราไม่จำเป็นต้องชนะทุกสนาม แต่ต้องรู้ว่า สนามไหนที่เรามีสิทธิ์ชนะ

 

ประโยคหนึ่งของ ดร.ต้นสน ที่ผมชอบที่สุดคือ

 

“We should not simply count the dollars. We must turn capital into capabilities.”

 

การลงทุนรอบนี้คาดว่าจะสร้างงานประมาณ 82,000 ตำแหน่ง และการจัดซื้อในประเทศราว 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

 

ตัวเลขเหล่านี้สำคัญ แต่ผมคิดว่าเราต้องถามต่อว่า ‘คนไทยเก่งขึ้นหรือไม่?’ ‘บริษัทไทยขยับขึ้นไปอยู่ใน Supply Chain ที่มีมูลค่าสูงขึ้นหรือไม่?’ ‘เราได้สร้าง Technology, Know-how และ IP ของตัวเองหรือไม่?’ และเมื่อสิทธิประโยชน์หมดลง ‘ความสามารถเหล่านั้นยังอยู่หรือไม่?’

 

เพราะสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่เพียง Capital Inflow แต่คือ Capability Left Behind

 

และนี่ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่ประเทศไทยต้องสร้าง ‘ฝายทางปัญญา’ ฝายที่ดีไม่ได้มีไว้หยุดน้ำ แต่มีไว้ ชะลอ กระจาย และเปิดโอกาสให้น้ำซึมลงสู่ผืนดิน

 

ทุนต่างประเทศก็ควรทำงานเช่นเดียวกัน

 

โรงงานเข้ามา — คนไทยได้ทักษะ

 

เทคโนโลยีเข้ามา — บริษัทไทยได้ Know-how

 

Supply Chain เข้ามา — SMEs ไทยเข้าไปมีส่วนร่วม

 

บริษัทระดับโลกเข้ามา — มหาวิทยาลัย Startup และงานวิจัยไทยเติบโตตาม

 

จนเกิดวงจร

 

Capital → Knowledge → Capability → Ecosystem

 

นี่คือความแตกต่างระหว่างประเทศที่เพียง ‘รับการลงทุน’ กับประเทศที่ ‘ใช้การลงทุนสร้างความสามารถของตัวเอง’

 

ฟังจบ ผมเลยคิดว่า ประเทศไทยอาจต้องการ ‘ต้นสน’ แบบนี้อีกสัก 100 ต้น ไม่ใช่เพื่อปลูกป่า แต่เพื่อช่วยกันสร้าง ‘ฝายทางปัญญา’

 

3 คำถามที่บอร์ดควรชวนฝ่ายจัดการขบคิด

 

  • ทุนและเทคโนโลยีที่ไหลผ่านองค์กร กำลังทิ้ง ‘ความสามารถอะไร’ ไว้กับเรา?

 

นอกจากรายได้และกำไร เราได้คนที่เก่งขึ้น Know-how, Technology, Data หรือ IP ที่จะยังอยู่ แม้วันหนึ่งพันธมิตรจะจากไปหรือไม่?

 

  • เรากำลังสร้าง ‘ฝาย’ หรือเพียงยืนดู ‘น้ำไหลผ่าน’?

 

Supplier คน งานวิจัย Startup และ Ecosystem รอบตัวเรา กำลังเติบโตไปพร้อมกับเราหรือไม่?

 

  • อีก 3–5 ปี หากกระแสทุนรอบนี้ผ่านไป เราจะเก่งขึ้นกว่าเดิมตรงไหน?

 

เพราะคำถามของบอร์ดไม่ควรมีเพียง ‘ทุนใหม่จะสร้างกำไรให้เราเท่าไร?’ แต่ต้องถามด้วยว่า ‘เมื่อทุนไหลผ่านไป องค์กรของเราจะเก่งขึ้นกว่าเดิมแค่ไหน?’

 

และสำหรับประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เราไม่ควรวัดความสำเร็จเพียงว่า ‘ทุนไหลเข้ามาเท่าไร?’ แต่อาจต้องวัดว่า ‘ทุกหนึ่งบาทที่ไหลเข้ามา ทิ้งความสามารถไว้กับประเทศไทยเท่าไร?’

 

เพราะทุนโลกก็เหมือนน้ำ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงมีน้ำไหลผ่าน แต่หลังน้ำผ่านไป ผืนดินของเราต้องอุดมสมบูรณ์กว่าเดิม

 

มิฉะนั้น การลงทุนครั้งประวัติศาสตร์อาจเหลือไว้เพียง ‘ตัวเลขระดับน้ำสูงสุด’ บนกำแพงเศรษฐกิจไทย

 

ภาพ: meunierd / Shutterstock

 

The post ทุนโลกไหลมา แต่ต้องมี “ฝายทางปัญญา” appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิธีคิดแบบ PLATFORM การเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ https://thestandard.co/platform-thinking-mechai-pattana-school/ Sat, 12 Sep 2026 03:14:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1253930 ภาพอาคารเรียนหรือกิจกรรมที่โรงเรียนมีชัยพัฒนา

​ในปี 2550 สตีฟ จ็อบส์ เปิดตัว iPhone เป็นครั้งแรก และจ […]

The post วิธีคิดแบบ PLATFORM การเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารเรียนหรือกิจกรรมที่โรงเรียนมีชัยพัฒนา

​ในปี 2550 สตีฟ จ็อบส์ เปิดตัว iPhone เป็นครั้งแรก และจากวันนั้นโลกก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

จากที่คุ้นเคยกับโทรศัพท์ของโนเกีย ที่ครองตลาดมาช้านาน หรือโทรศัพท์ที่มีปุ่มเป็นแป้น

 

คีย์บอร์ดอย่างแบล็กเบอร์รี แอปเปิลกลับสร้างโทรศัพท์ที่มีปุ่มให้กดเพียงปุ่มเดียว และมีหน้าจอแบบทัชสกรีนที่ใช้นิ้วกดไปตรงไหนก็ได้

 

แต่สิ่งที่ปฏิวัติวงการยิ่งกว่ารูปร่างหน้าตาของโทรศัพท์ ก็คือวิธีคิดเรื่องการสร้างฟังก์ชันต่างๆ ในโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง

 

ก่อนจะมีไอโฟน ทุกบริษัทก็พยายามเพิ่มลูกเล่นให้โทรศัพท์ที่ตัวเองผลิต ทั้งถ่ายรูปได้ เล่นเกมได้ จดโน้ตได้ ดูปฏิทินได้ แต่ทุกฟังก์ชันในโทรศัพท์เครื่องนั้นถูกออกแบบและพัฒนาโดยเจ้าของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ทุกสิ่งที่เราเห็นในโทรศัพท์โนเกียล้วนถูกออกแบบโดยบริษัทโนเกีย และทุกสิ่งที่เราเห็นในโทรศัพท์แบล็คเบอร์รีล้วนถูกออกแบบและดูแลโดยบริษัทแบล็คเบอร์รี

 

แต่แอปเปิลนั้นคิดใหม่ทำใหม่ มองว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องออกแบบทุกฟังก์ชั่นในโทรศัพท์อีกต่อไป สิ่งที่แอปเปิลทำคือสร้างโทรศัพท์ที่เปิดพื้นที่ให้ใครก็ได้เข้ามาสร้างแอปพลิเคชัน (application) ที่สามารถใช้งานบนไอโฟนได้

 

ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ห้างสรรพสินค้าไม่ได้เป็น ‘เจ้าของร้านค้า’ ที่มาเปิด แต่เป็น ‘เจ้าของพื้นที่’ ให้ร้านค้าต่างๆ มาขอเช่าเพื่อเปิดร้านในห้างได้

 

ฉันใดฉันนั้น แอปเปิลก็ไม่ได้เป็นเจ้าของแอปทุกแอปที่อยู่บนเครื่องไอโฟน เพียงแต่เป็น ‘เจ้าของพื้นที่’ ที่ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันสามารถสร้างแอปไปโลดแล่นอยู่บนไอโฟนได้

 

สิ่งที่แตกต่างก็คือห้างสรรพสินค้านั้นมีพื้นที่จำกัด แต่โลกออนไลน์มีพื้นที่ไม่จำกัด ทุกวันนี้ App Store ของแอปเปิลจึงมีแอปพลิเคชันถึง 2 ล้านแอปที่ถูกพัฒนาโดยผู้คนจากทั่วโลกและสร้างความมั่งคั่งให้กับแอปเปิลและนักพัฒนาอย่างมากมายมหาศาล

 

คำว่า ‘แพลตฟอร์ม’ หรือ Platform ถ้าแปลตามตัวอักษรก็คือ “ชานชาลา” ในสถานีรถไฟ หรือเวทีที่ยกพื้นขึ้นมา หรือแท่นยิงจรวด

 

มันคือฐานที่มั่นเพื่อการกระทำอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นรถไฟ การขึ้นปาฐกถา หรือการยิงกระสวยอวกาศ

 

สิ่งที่แอปเปิลทำกับไอโฟน คือ ‘วิธีการคิดแบบแพลตฟอร์ม’ เพราะแอปเปิลรู้ตัวว่าเขาไม่ฉลาดและเก่งกาจพอที่จะสามารถสร้างแอปทุกอย่างด้วยตัวเองได้ แอปเปิลจึงสร้างแพลตฟอร์มที่เรียกว่าไอโฟนขึ้นมา และเปิดพื้นที่ให้ใครก็ตามที่เหมาะสมมาร่วมสร้างต่างๆ ที่จะถูกใช้งานอยู่บนแพลตฟอร์มนี้

 

มันคือการ ‘กระจายอำนาจทางปัญญา’ เพื่อระดมมันสมองจากคนทั่วทุกมุมโลก มาทำให้ไอโฟนกลายเป็นโทรศัพท์มือถือที่ทรงพลังมากที่สุดในประวัติศาสตร์

 

การมาของไอโฟน ทำให้เจ้าตลาดเดิมอย่างโนเกียและแบล็คเบอร์รีต้องล่มสลายไป และเปิดศักราชใหม่ให้กับ ‘สมาร์ตโฟน’ ให้กลายเป็นอุปกรณ์ที่ใครก็ขาดไม่ได้

 

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าการทำแพลตฟอร์มเป็นเรื่องยาก ต้องมีเทคโนโลยีล้ำสมัยและต้องมีเงินลงทุนมหาศาล

 

แต่จริงๆ แล้วแก่นสำคัญของแพลตฟอร์มไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องวิธีคิด

 

ถ้ามองว่าแพลตฟอร์ม คืออะไรก็ตามที่เราสร้างขึ้นมาเป็น ‘ฐานที่มั่น’ และเปิดทางให้เรา ‘ต่อยอด’ ได้ เราจะมองเห็น ‘แพลตฟอร์ม’ อยู่เต็มไปหมด

 

Disney เป็นตัวอย่างหนึ่งของแพลตฟอร์มที่ดี เริ่มต้นจากการ์ตูนมิคกี้ เมาส์ ก่อนจะเริ่มสร้างหนังเทพนิยายอย่างสโนว์ไวท์และเจ้าหญิงนิทรา และส่งเทพนิยายจากแผ่นฟิล์มมาสู่โลกแห่งความจริงด้วยการสร้างสวนสนุก Disneyland ก่อนจะออกสินค้าอีกมากมายที่ใช้ตัวละครในการ์ตูนของมาเป็นตัวเพิ่มมูลค่าและทำการตลาด

 

ตัวละครตัวหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดก็คือ ‘เอลซ่า’ เจ้าหญิงน้ำแข็งจากเรื่อง Frozen ที่เด็กผู้หญิงทั่วโลกตกหลุมรัก เสื้อเอลซ่า กระเป๋าเอลซ่า แก้วน้ำเอลซ่า สมุดเอลซ่า แค่แปะรูปเอลซ่าลงไป สินค้าธรรมดาก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

 

แบรนด์ Disney จึงเป็นแพลตฟอร์มที่เข้มแข็งมากและสามารถต่อยอดได้แทบไม่มีที่สิ้นสุด

 

เมื่อเราเข้าใจวิธีคิดแบบแพลตฟอร์มแล้ว ก็ถึงเวลาทำความรู้จักกับ

 

‘โรงเรียนมีชัยพัฒนา’

​

 

ภาพอาคารเรียนหรือกิจกรรมที่โรงเรียนมีชัยพัฒนา 1

 

แนวคิดของโรงเรียนมีชัยพัฒนา ก็คือการใช้โรงเรียนเป็นแพลตฟอร์มเช่นกัน​ ​

 

โรงเรียนทั่วประเทศมีจำนวน 32,000 แห่ง

 

​มีชุมชนล้อมรอบหมู่บ้าน75,668 แห่ง รวม 7,256 ตำบล ลองประเมินกันดูว่าโรงเรียนหนึ่งแห่งมีสินทรัพย์อะไรบ้าง

 

ที่ดินที่ไม่ได้มีภาระค่าเช่าหรือค่าผ่อน

 

ทำเลที่อยู่ใกล้ชุมชน

 

โรงเรียนมีน้ำ มีไฟฟ้า มีเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ

 

ห้องสมุด ห้องคอมพิวเตอร์ เพื่อการเรียนรู้

 

คณะครูอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถ และมีความผูกพันกับชุมชน

 

เด็กนักเรียนที่มีจิตใจดีงามและมีแรงกายเหลือเฟือ

 

พ่อแม่ผู้ปกครอง

 

ความต้องการทางด้านอาหาร

 

เวลาว่างทั้งก่อนและหลังเลิกเรียน

 

เหล่านี้ล้วนเป็นสินทรัพย์ที่โรงเรียนหนึ่งพึงมี คำถามคือเราจะนำสินทรัพย์นี้ไปต่อยอดอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

คุณมีชัย วีระไวทยะ สร้างโรงเรียนมีชัยพัฒนาขึ้นมาที่ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ด้วยความมุ่งหมายที่จะให้เป็นโรงเรียนต้นแบบของเส้นทางสายใหม่การศึกษาไทย ที่ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองและสังคม และสร้างคนรุ่นใหม่ให้สังคมไทย นับถึงปัจจุบันดำเนินมาได้ถึง 17 ปีแล้ว

 

นอกจากจะสร้างคนแล้ว มีชัยพัฒนายังสร้างโอกาสและรายได้ให้กับโรงเรียน นักเรียน ผู้ปกครอง และคนในชุมชนอีกด้วย

 

ใช้ที่ดินที่มีอยู่ในการทำแปลงเกษตร โดยใช้ความรู้ความสามารถของบุคลากรที่มี และให้นักเรียนช่วยดูแลและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

 

เมื่อนักเรียนมีความรู้แล้ว นักเรียนสามารถกู้เงินไปทำธุรกิจของตนหรือเข้าไปแนะนำและร่วมมือกับชาวบ้านให้ปลูกผักหรือเพาะเห็ด และรับซื้อผลิตผลของชาวบ้านปรุงเป็นอาหารให้ทุกคนในโรงเรียนรับประทาน รวมทั้งขายเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน​​​​​​

 

โรงเรียนยังสามารถ ‘จัดตั้งธนาคาร’ ของโรงเรียน เพื่อสร้างนิสัยการออมให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง และบุคลากรของโรงเรียน และเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยให้ผู้คนในชุมชนหลุดจากวงจรหนี้นอกระบบ

 

โรงเรียนยังร่วมกับโรงพยาบาลลำปลายมาศ ร่วมกับวัดโนนสุวรรณ อำเภอโนนสุวรรณ มาร่วมกันทำแปลงเกษตรในวัด ในโรงพยาบาล จนบัดนี้ กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางการเกษตร เพื่อยกระดับชีวิตของชุมชนได้อย่างเป็นผล

 

เหล่านี้คือตัวอย่างของการคิดแบบแพลตฟอร์ม ที่ใช้ศักยภาพของโรงเรียนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมในวงกว้าง​​​​​​​​

 

ลองจินตนาการดูว่าหากโรงเรียนทั้ง 32,000 แห่งในประเทศไทยใช้ตัวเองเป็นแพลตฟอร์ม จะสร้างคุณูปการเพิ่มคุณภาพชีวิตและรายได้ให้คนในชุมชนไปได้กว้างไกลแค่ไหน

 

ภาพอาคารเรียนหรือกิจกรรมที่โรงเรียนมีชัยพัฒนา 2

 

The post วิธีคิดแบบ PLATFORM การเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026 https://thestandard.co/5-risks-market-2026/ Fri, 11 Sep 2026 06:14:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1253632 ภาพกราฟแท่งและตัวเลขทางการเงินสีฟ้าเรืองแสงบนพื้นหลังสีดำ แสดงแนวโน้มตลาดหุ้น

เรื่องไม่คาดฝันมากมายเกิดขึ้นและดำเนินต่อเนื่องมาในปี 2 […]

The post 5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแท่งและตัวเลขทางการเงินสีฟ้าเรืองแสงบนพื้นหลังสีดำ แสดงแนวโน้มตลาดหุ้น

เรื่องไม่คาดฝันมากมายเกิดขึ้นและดำเนินต่อเนื่องมาในปี 2026 ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางการเมือง บอนด์ยีลด์สูง Valuation แพง แต่ตลาดหุ้นทั่วโลก กลับไต่ระดับแตะจุดสูงสุด พร้อมกับดัชนีวัดความกลัว (VIX Index) ต่ำที่สุดในรอบปี

 

ผมมองว่าภาพที่เราเห็นอยู่ เกิดจากมุมมองของตลาดที่ไม่ตรงกันระดับความเสี่ยง นักลงทุนจึงต้องรู้ให้ทันว่าอะไรคือประเด็นสำคัญและตรรกะที่กำลังย้อนแย้ง เพื่อเตรียมพร้อมวางกลยุทธ์รับมือไว้เพราะตรรกะและมุมมองเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ

 

ความเสี่ยงแรก สงครามการค้า การกีดกันการค้ามีอยู่ต่อเนื่อง แต่ตลาด “ชินชา” เพราะเชื่อว่าผ่านจุดที่น่ากลัวที่สุดไปแล้ว

 

ในทางทฤษฎี สงครามการค้าเป็นความเสี่ยงที่ไม่มีทางจบง่าย แต่ในทางปฏิบัติตลาดผ่านจุดที่เจ็บที่สุดมาแล้วตั้งแต่เมษายน 2025 ตอนที่ภาษีการค้าพุ่งขึ้นไป ถึง 27%

 

ผมเชื่อว่าการยกระดับกีดกันการค้ารอบใหม่มีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึง 60-70% ท้ายปีนี้ แต่ด้วยมุมมองตลาดที่ชินกับความเสี่ยง ผลกระทบต่ออาจเป็นแค่การย่อตัวในกรอบ 5-7% และคาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นได้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

 

ความเสี่ยงที่สอง สงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบ Hormuz เป็นความเสี่ยงที่มาพร้อมกับความหวัง

 

สงครามตะวันออกกลาง ต่างจากความเสี่ยงสงครามการค้าอย่างชัดเจนคือ ตลาดไม่ได้ชินกับสงคราม แต่ “หวัง” ว่าสงครามจะจบเร็วเหมือนทุกครั้ง

 

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่สงครามจะทวีความรุนแรงขึ้นมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ความหวังว่าทุกอย่างจะจบสงบสุขนั้นจะถูกหรือผิด ผมให้โอกาสเกิดการยกระดับสงครามสูงถึง 50-60% ราคาน้ำมันอาจไม่ลดลง กดดันตลาดให้ปรับฐานได้แรงถึง 7-12% แต่ทั้งหมดจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดไวจบไวเช่นกัน

 

เศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อสูง (Stagflation) เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดสูง แต่ตลาดเลือกที่จะ “ไม่สนใจ”

 

โอกาสเกิด Stagflation ปลายปีนี้ยังสูงถึง 30-40% เพราะตัวเลขเศรษฐกิจเร่งไม่ขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อทรงตัวสูง ถ้าการเติบโตอาจลดลงเร็ว แต่เงินเฟ้อไม่ลดลงตาม ตลาดจะมี Downside อย่างน้อย 10-15%

 

อย่างไรก็ดี ผมมองว่าตลาดเลือกที่จะไม่สนใจ Stagflation ในช่วงท้ายปีนี้ เพราะกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกไม่ได้เคลื่อนไหวตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่มาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการลงทุนเหล่านี้คาดว่าจะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้า

 

ความเสี่ยงที่สี่ ยีลด์สูงฉุดไม่อยู่ สำคัญมากแต่กลายเป็นความเสี่ยงตลาด อยู่ได้เพราะ “ความเชื่อ”

 

ยีลด์สูงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับ Valuation ของตลาดเสมอ และยีลด์สูงในครั้งนี้ก็ไม่ได้มาจากแค่เงินเฟ้อ แต่มาจากระดับหนี้ แนวโน้มการขาดดุลการคลัง และการกู้ยืมเพื่อการลงทุน AI ของเอกชน ทำให้สภาพคล่องตึงตัวมากขึ้นไปอีก

 

ที่ตลาดไม่ปรับฐานลงทันที ผมมองว่าเกิดจากความเชื่อว่าสุดท้ายต้องมีนโยบายการเงินเข้ามาช่วยพยุงเหมือนทุกครั้ง

 

ยีลด์ที่สูงอาจจะกลายเป็นความเสี่ยงระดับตลาดหมี (ตลาดปรับตัวลงมากกว่า 20%) ถ้าธนาคารกลางเลือกที่จะเข้มงวดโดยไม่สนใจความเสี่ยงด้านโครงสร้างการคลังและสภาพคล่อง เป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามในช่วงท้ายปี

 

ความเสี่ยงสุดท้าย ฟองสบู่ AI แตก เป็นความเสี่ยงที่ทั่วโลกเคลื่อนที่ด้วย “ความกลัวตกขบวน”

 

เพราะ AI หนุนให้กำไรต่อหุ้นของ S&P 500 เติบโตกว่า 50% จากปีก่อน

 

ขณะที่ส่วนใหญ่มาจากกำไรจากการประเมินมูลค่าเงินลงทุนใน Anthropic และ OpenAI ที่ยังไม่รับรู้เป็นเงินสดจริง ถ้ากำไรที่แท้จริงไม่มาตามที่หวัง ตลาดหมีจะเกิดขึ้นแรงและยาวนาน

 

ปัญหาคือไม่มีใครรู้ว่าฟองสบู่กำไรจะลดขนาดลงตอนไหน นอกจากนั้นยังต้องเดาต่อว่า นักลงทุนจะหมดหวังใน AI เมื่อไหร่ จากเรื่องอะไร สำหรับช่วงท้ายปีนี้ ผมจึงให้โอกาสแค่ 5-10% เพราะมองว่าความเสี่ยงที่นักลงทุนกลัว คือการตกขบวนกำไรมากกว่าฟองสบู่แตก

 

ถึงตรงนี้ทุกคนคงเข้าใจแล้วว่าความเสี่ยงสำคัญไม่ได้หายไป บางเรื่องทวีความรุนแรงขึ้นด้วย แต่สิ่งที่เราประเมินยากคือ ความชินชา ความหวัง ความไม่สนใจ ความเชื่อ และความกลัว ของตลาดที่เอาแน่เอานอนไม่ได้

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนสิ้นปี ผมเลือกสามกลยุทธ์สำคัญคือ

 

(1) กระจายการลงทุนลดการกระจุกตัว (2) ถือสินทรัพย์ที่ราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นพร้อมกับความเสี่ยง และ (3) ทยอยขายทำกำไรสินทรัพย์ที่ปรับขึ้นมาแรงแล้ว เก็บสภาพคล่องรอจังหวะซื้อตอนตลาดปรับฐาน

 

ภาพตลาดที่ย้อนแย้งในวันนี้ ยืนยันกับเราว่า ความเสี่ยง โอกาส ความกลัว และความหวัง กำลังย้อนแย้งกันอยู่ แต่มุมมองไหนจะเปลี่ยนแปลง ไปในทิศทางไหนนั้น เรากำลังจะได้รู้ไปพร้อมกันท้ายปีนี้ครับ

 

ที่มา: FSS

 

ภาพ: Golden Dayz / Shutterstock

 

The post 5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mousetrap: นิทานหนูขโมยร่าง และกับดักตัวตน ที่ย้อนมาสอนคนดูว่า ‘เป็นตัวเองดีที่สุด’ https://thestandard.co/mousetrap-identity-be-yourself/ Tue, 08 Sep 2026 07:01:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1252125 ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*   ในนิทานพื้น […]

The post Mousetrap: นิทานหนูขโมยร่าง และกับดักตัวตน ที่ย้อนมาสอนคนดูว่า ‘เป็นตัวเองดีที่สุด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*

 

ในนิทานพื้นบ้านเกาหลีมีเรื่องเล่าว่าด้วยเรื่องของ “หนูกินเศษเล็บคน” หากปล่อยให้หนูกินเศษเล็บที่ถูกตัดทิ้งเรี่ยราด หนูจะดูดกลืนจิตวิญญาณและกลายร่างเป็นตัวตนของบุคคลผู้นั้นอย่างสมบูรณ์ ก่อนจะเดินเข้าบ้านเพื่อขับไล่เจ้าของร่างตัวจริงออกไป

 

แนวความคิดนี้เคยถูกทำเป็นเว็บตูนเรื่อง Field Mouse ของ Ludovico โดยผู้กำกับ คิมฮงซอน (The Guest, Voice) และมือเขียนบท อีแจกอน ได้หยิบเอามาปัดฝุ่น ปลุกปั้นใหม่ให้กลายเป็นไซโคโลจิคัลทริลเลอร์ยุคใหม่อย่าง Mousetrap เพื่อตอบคำถามที่ว่า ‘หากทุกสิ่งที่ยืนยันว่าเรามีตัวตนอยู่ ลายนิ้วมือ ข้อมูลดิจิทัล หรือสายตาคนรอบข้าง ถูกสวมรอยโดยใครบางคนที่ดูสมบูรณ์แบบกว่า เราจะพิสูจน์ความจริงได้อย่างไรว่าเราคือ ‘ของจริง’’ เรื่องราวเปิดด้วยชีวิตของ เจมุนแจ (รยูจุนยอล) นักเขียนนิยายชื่อดังผู้ประสบภาวะวิตกกังวลและขังตัวเองตัดขาดจากสังคม ทว่าเช้าวันหนึ่ง โลกทั้งใบกลับพังทลายลงเมื่อลายนิ้วมือไม่สามารถปลดล็อกโทรศัพท์ บัญชีธนาคารและสินทรัพย์ถูกยึด ซ้ำร้ายยังมีชายลึกลับหน้าตาเหมือนเขาทุกกระเบียดนิ้วเข้ามานั่งทำงานและใช้ชีวิตแทนที่เขาอย่างแนบเนียน

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน 1

 

เมื่อกฎหมายและกลไกสถาบันมองเขาเป็นเพียงคนเสียสติ มุนแจจึงต้องจับมือกับ โนจา (ซอลคยองกู) เจ้าหนี้นอกระบบที่ตามทวงหนี้เขาอยู่ ทั้งสองกลายเป็นคู่หูจำเป็นในเกมไล่ล่าเพื่อกระชากหน้ากาก “เจ้าหนูขโมยร่าง” ก่อนร่องรอยตัวตนของมุนแจจะถูกลบเลือนไปตลอดกาล

 

จุดแข็งประการแรกคืองานภาพสไตล์ Neo-Noir โทนสีตุ่น และการเล่นกับเงาตกกระทบในมุมอับของตึกรามบ้านช่องในโซล หรือที่อยู่อาศัยที่หรูหราทว่าดูว่างเปล่า ขับเน้นความโดดเดี่ยวและความหวาดระแวงระดับแพนิกของมุนแจออกมาได้อย่างดี คิมฮงซอนคุมบรรยากาศความไม่น่าไว้วางใจได้อย่างแม่นยำ และโรยปมสร้างความสงสัยให้กับคนดูตลอดเวลา เมื่อผนวกเข้ากับฉากแอ็กชันไล่ล่าทำให้ Mousetrap ดูสนุกน่าติดตาม

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน 2

 

แต่สิ่งที่ Mousetrap สื่อสารออกมาได้อย่างแยบคาย คือการเน้นประเด็น “การเป็นตัวเองดีที่สุด” ผ่านรายละเอียดเล็กๆ ในการออกแบบงานสร้างและภาษากายของตัวละคร

 

ตลอดทั้งเรื่อง เราจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างตัวตนดั้งเดิมของมุนแจที่สวมใส่เสื้อยืดตัวโคร่ง กางเกงผ้าเนื้อนิ่มที่แสนจะธรรมดาแต่ผ่อนคลาย กับภาพลักษณ์ใหม่ที่ “ตัวปลอม” หรือแม้แต่ตัวเขาเองในวันที่ต้องพยายามสวมบทบาทเป็นคนอื่น มุนแจมักจะถูกจับยัดเข้าไปในชุดสูทคัตติ้งเนี้ยบ ปกคอเสื้อที่รีดจนแข็งและรัดแน่น

 

ภาษากายอันยอดเยี่ยมที่รยูจุนยอลถ่ายทอดออกมา คือกิริยาที่ตัวละครเอานิ้วดึงรั้งคอปกเสื้อ มันคือการส่งสัญญาณเชิงจิตวิทยาว่า ไม่ว่าเปลือกนอกจะดูดี ได้รับการยอมรับในสังคมเพียงใด แต่การต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ตัวตนที่ไม่ใช่เนื้อแท้ มันสร้างความอึดอัดและหายใจไม่ออกอยู่ทุกลมหายใจ

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน 3

 

ต้องยอมรับว่าพลังทางการแสดงของ รยูจุนยอล พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าเขาคือนักแสดงรุ่นกลางที่มีมิติอารมณ์ลึกซึ้ง การถ่ายทอดสองบทบาททั้งเจมุนแจตัวจริงที่เปราะบาง วิตกจริต ไร้ที่พึ่ง และ “ตัวปลอม” ที่สุขุม เยือกเย็น แฝงความอำมหิตถูกแยกแยะผ่านแววตาและจังหวะการหายใจอย่างคมกริบ

 

ขณะที่ ซอลคยองกู ในบท โนจา คือหนึ่งในองค์ประกอบที่เปล่งประกายที่สุดของเรื่อง การออกแบบคาแรกเตอร์นี้ทำออกมาได้อย่างกลมกล่อม มีมิติทั้งความน่าเกรงขามแบบมาเฟียรุ่นใหญ่ ความอบอุ่นแบบผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาเยอะ และจังหวะตลกร้ายที่เข้ามาเบรกบรรยากาศตึงเครียดได้อย่างลงตัว

 

จริงอยู่ว่าในแง่ของความสมจริง บทของโนจามีจุดบกพร่องเรื่องความ “หนังเหนียว ตายยาก” ระดับยอดมนุษย์ โดนแทง โดนตีหัว รอดตายจากสถานการณ์วิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบจะหลุดจากความดิบเรียลของเรื่อง แต่สิ่งที่ต้องชื่นชมคือ ผู้สร้างดูเหมือนจะรู้ตัวดี ในช่วงท้ายเรื่อง ซีรีส์ไม่ได้พยายามแถเพื่อเอาจริงเอาจังกับความเหนือจริงนี้ แต่กลับพลิกเอาความตายยากของโนจามาขยี้เป็น “มุกตลกหน้าตาย” ให้ตัวละครแซวตัวเอง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดทอนความขัดใจของผู้ชมลงได้แล้ว ยังขับเน้นเสน่ห์และลายเซ็นเฉพาะตัวของซอลคยองกูให้เด่นชัดขึ้นไปอีก

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน 4

 

หมัดฮุกเชิงจิตวิทยาที่เจ็บแสบที่สุดของ Mousetrap ถูกเฉลยออกมาในช่วงท้าย เมื่อซีรีส์ลอกคราบธาตุแท้ของ “หนูขโมยร่าง” ให้เห็นว่า คนประเภทนี้เมื่อถูกลอกเอาเปลือก ชื่อเสียง เงินทอง และตัวตนของคนอื่นที่ตนไปขโมยมาออกไปจนหมด สิ่งที่หลงเหลืออยู่ข้างในมีเพียงแค่ ความกลวงเปล่าและไร้ตัวตนอย่างสิ้นเชิง

 

ฉากช่วงท้ายสะท้อนสันดานของมนุษย์จำพวก “กาฝาก” ได้อย่างน่าสังเวช พวกเขาไม่เคยมีตัวตนของตัวเองตั้งแต่แรก ความภาคภูมิใจเดียวที่มีคือการได้สวมรอยเป็นคนอื่น เมื่อไร้ซึ่งโฮสต์ให้เกาะเกี่ยว คนเหล่านี้จะไม่รู้แม้กระทั่งว่าตัวเองคือใคร ชอบอะไร หรือควรจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร การมีชีวิตอยู่อย่างไร้ตัวตนโดยสิ้นเชิงจึงกลายเป็นบทลงโทษที่สาสมยิ่งกว่าความตาย

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน 5

 

อย่างไรก็ดี บาดแผลใหญ่ของเรื่องตกอยู่ที่เนื้อหาในองก์สุดท้าย เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงตอนที่ 7–8 บทกลับ “ซับซ้อนเกินพอดี” พยายามขยายสเกลไปสู่ปมมาเฟีย การเมืองท้องถิ่น และการหักมุมซ้ำซ้อนจนเกินจำเป็น จนจังหวะการเล่าเรื่องที่ควรจะกระชับกลับสะดุด และบทสรุปทิ้งช่องโหว่เชิงตรรกะไว้หลายจุด ซึ่งหากตัดทอนพล็อตย่อยออกไป และมุ่งไปที่การต่อสู้เชิงจิตวิทยาของคู่หลัก เนื้อหาจะทรงพลังและไร้รอยต่อกว่านี้มาก

 

ในภาพรวม Mousetrap ยังจัดเป็นงานระทึกขวัญที่มีชั้นเชิง กล้าหาญในการดัดแปลงวรรณกรรมพื้นบ้านมาปะทะกับโลกยุคใหม่อย่างชาญฉลาด งานภาพและการแสดงอยู่ในระดับแถวหน้า สัญญะเรื่องความอึดอัดของการสวมรอยทำได้คมคาย แม้บทช่วงท้ายจะติดกับดักความซับซ้อนจนสะดุดขาตัวเองสมชื่อภาษาไทย ‘กับดักจับลวง’ ไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นงานนีโอนัวร์รสเข้มที่คุ้มค่าแก่การรับชม

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน 6

 

ภาพ: Netflix

The post Mousetrap: นิทานหนูขโมยร่าง และกับดักตัวตน ที่ย้อนมาสอนคนดูว่า ‘เป็นตัวเองดีที่สุด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้านอาหารและใบอนุญาตที่กฎหมายกำหนด https://thestandard.co/restaurant-license-law-business/ Tue, 01 Sep 2026 10:44:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1249482 ภาพมุมสูงย่านธุรกิจร้านอาหารและสถานบันเทิงในเมืองซานดิเอโก

สำหรับบทความฉบับนี้ ขอกล่าวถึงภาพรวมของธุรกิจร้านอาหาร […]

The post ร้านอาหารและใบอนุญาตที่กฎหมายกำหนด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงย่านธุรกิจร้านอาหารและสถานบันเทิงในเมืองซานดิเอโก

สำหรับบทความฉบับนี้ ขอกล่าวถึงภาพรวมของธุรกิจร้านอาหาร เพราะสังคมไทยธุรกิจร้านอาหารยังคงเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนไทย

 

 
 

ความนิยมในการรับประทานอาหารนอกบ้าน การท่องเที่ยว และการเติบโตของช่องทางดิจิทัล ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ธุรกิจร้านอาหารเติบโตอย่างต่อเนื่อง และนับว่าเป็นหนึ่งในช่องทางการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาหลายท่านคงได้ทราบข่าวเกี่ยวกับการยื่นขอเปิดประกอบธุรกิจร้านอาหารผิดประเภท อาทิ การยื่นขอประเภทร้านอาหาร แต่กลับเปิดบริการในรูปแบบสถานบันเทิง ดังนั้น หากจะเปิดดำเนินธุรกิจร้านอาหาร จุดเริ่มต้นคือ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายและใบอนุญาตที่กำหนดสำหรับผู้ประกอบการในประเทศไทย

 

ภาพรวมข้อกฎหมายสำคัญสำหรับร้านอาหาร ร้านที่จำหน่ายสุรา และกิจการที่มีความบันเทิง สำหรับเงื่อนไขการเปิดร้านอาหารในประเทศไทยไม่ได้มีใบอนุญาตเพียงฉบับเดียว แต่ต้องพิจารณาตามขนาดพื้นที่ ลักษณะอาคาร และรูปแบบการให้บริการ โดยใบอนุญาตหลักของร้านอาหารทั่วไปอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ขณะที่ร้านที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือมีลักษณะเป็นสถานบริการ จะมีกฎหมายเฉพาะเพิ่มเติมเข้ามาควบคุม1

 

1. อาคารและการใช้ประโยชน์ที่ดินต้องถูกต้องก่อนลงทุนเปิดร้าน

 

ก่อนก่อสร้างหรือตกแต่งร้าน ควรตรวจสอบว่าการใช้ประโยชน์ที่ดินสอดคล้องกับกฎหมายผังเมือง และอาคารที่จะใช้ประกอบกิจการถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร หากมีการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารในลักษณะที่กฎหมายกำหนด ต้องดำเนินการขออนุญาตหรือรับรองให้ถูกต้องตามกรณี

 

ทั้งนี้ “ใบอนุญาตเปิดใช้อาคาร (“อ.6”) ไม่ใช่ใบอนุญาตที่ทุกร้านอาหารต้องขอใหม่เสมอไป และอาจไม่ใช่ใบอนุญาตเพียงใบเดียวที่ต้องใช้ สิ่งสำคัญคืออาคารและการใช้อาคารต้องชอบด้วยกฎหมายก่อนประกอบกิจการ3

 

2. ใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองการแจ้ง “สถานที่จำหน่ายอาหาร”

 

มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุขกำหนดเกณฑ์ตามขนาดพื้นที่อย่างชัดเจน คือ หากสถานที่จำหน่ายอาหารมี พื้นที่เกิน 200 ตารางเมตร ต้องได้รับ ใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร จากเจ้าพนักงานท้องถิ่น แต่หากมี พื้นที่ไม่เกิน 200 ตารางเมตร ต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและได้รับ หนังสือรับรองการแจ้ง ก่อนเปิดดำเนินการ สำหรับกรุงเทพมหานครยื่นต่อสำนักงานเขตหรือผ่านช่องทางที่ กทม. กำหนด ส่วนต่างจังหวัดยื่นต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบ เช่น เทศบาลหรือ อบต.1

 

นอกจากการได้รับใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองแล้ว สถานที่ยังต้องเป็นไปตามหลักสุขลักษณะ เช่น ความสะอาด การจัดการขยะและน้ำเสีย การปรุงและเก็บอาหาร ภาชนะอุปกรณ์ น้ำใช้ และสุขลักษณะส่วนบุคคล รวมถึงผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหารต้องผ่านการอบรมหลักสูตรสุขาภิบาลอาหารตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด2

 

3. หากขายเบียร์ ไวน์ หรือสุรา ต้องมีใบอนุญาตขายสุรา

 

ร้านอาหารที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องขอ ใบอนุญาตขายสุรา ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยยื่นต่อสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่/สาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่ หรือผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กรมสรรพสามิตกำหนด4 ขณะเดียวกันยังต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยปัจจุบันมีพระราชบัญญัติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งควบคุมเรื่องการขาย การโฆษณา การส่งเสริมการขาย และข้อจำกัดอื่นตามกฎหมาย5

 

4. ผับ บาร์ หรือร้านที่มีความบันเทิง อาจต้องมีใบอนุญาตเพิ่มเติม

 

หากรูปแบบกิจการเข้าลักษณะ “สถานบริการ” ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จะต้องได้รับ ใบอนุญาตตั้งสถานบริการ จากพนักงานเจ้าหน้าที่ และต้องพิจารณาข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ตั้งและเงื่อนไขของสถานบริการด้วย การเป็นร้านอาหารหรือการขายสุราเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ร้านเป็นสถานบริการโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาจากลักษณะกิจการจริงตามนิยามกฎหมาย6 นอกจากนี้ ในบางท้องถิ่นอาจมีกฎเฉพาะเพิ่มเติม เช่น กรุงเทพมหานครกำหนดกิจการจัดให้มีการแสดงดนตรี เต้นรำ ดิสโกเทก หรือคาราโอเกะเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงควรตรวจสอบใบอนุญาตท้องถิ่นเพิ่มเติมก่อนดำเนินกิจการ7

 

บทสรุปสุดท้าย ร้านอาหารทั่วไปต้องมีใบอนุญาต/หนังสือรับรองการแจ้งสถานที่จำหน่ายอาหารและใช้อาคารอย่างถูกต้อง หากขายแอลกอฮอล์ให้เพิ่มใบอนุญาตขายสุราและหากมีรูปแบบความบันเทิงจนเข้าข่ายสถานบริการหรือกิจการที่ท้องถิ่นควบคุม ต้องขอใบอนุญาตเพิ่มเติมตามลักษณะกิจการ โดยเจ้าพนักงานของรัฐจะประเมินจากลักษณะของกิจการ อาทิ รายได้หลักมาจากอาหาร หรือไม่ การดำเนินการมุ่งการดื่มและความบันเทิงหรือไม่ มีการแสดงดนตรี ดีเจ หรือมีการใช้แสงสีเสียงอย่างไร เป็นต้น

 

อย่างไรก็ดี ในมิติของการลงทุนผ่านกองทุนรวม หรือกองทรัสต์ ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ นอกเหนือจากการเข้าตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐแล้ว กองทุนรวม หรือกองทรัสต์ ผู้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว ในการกลั่นกรองและช่วยดูแลให้การใช้พื้นที่ที่กองทุน/ทรัสต์ เข้าลงทุน ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด อาทิ ผู้เช่าพื้นที่จะต้องแสดงใบอนุญาตที่ใช้ประกอบการ ต้องดำเนินธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงผู้ให้เช่าสามารถขอตรวจสอบการใช้พื้นที่ได้อีกด้วย

 

ภาพ: Sean Pavone / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข — พ.ร.บ.การสาธารณสุข มาตรา 38 และเกณฑ์พื้นที่ 200 ตร.ม.
  • กรมอนามัย — กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 และการอบรมผู้สัมผัสอาหาร
  • กรุงเทพมหานคร – คู่มือการขอรับใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร (ตรวจผังเมืองและกฎหมายอาคาร)
  • กรมสรรพสามิต – การขออนุญาตขายสุรา (สำหรับรายใหม่) และกฎกระทรวงการอนุญาตขายสุรา พ.ศ. 2560
  • กรมควบคุมโรค – พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568
  • กรมการปกครอง – สรุปสาระสำคัญ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509
  • กรุงเทพมหานคร – ข้อบัญญัติ/ระเบียบเกี่ยวกับกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประเภทการแสดงดนตรีและคาราโอเกะ

The post ร้านอาหารและใบอนุญาตที่กฎหมายกำหนด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเทศตัวตึงสายแข็ง ‘น้องรักของจีน’ มีใครบ้าง? https://thestandard.co/china-dear-friends-tough-countries/ Tue, 01 Sep 2026 08:03:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1249388 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนและผู้นำคิมจองอึนของเกาหลีเหนือ

ในยุคโลกหันขวา และมีความขัดแย้งต่อสู้ปะทะกันในหลายพื้นท […]

The post ประเทศตัวตึงสายแข็ง ‘น้องรักของจีน’ มีใครบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนและผู้นำคิมจองอึนของเกาหลีเหนือ

ในยุคโลกหันขวา และมีความขัดแย้งต่อสู้ปะทะกันในหลายพื้นที่ของโลก หลายคนเริ่มกังวลกับโอกาสเกิด “สงครามใหญ่” และเกิดคำถามว่า แล้วถ้ารบกัน ประเทศไหนจะอยู่ฝ่ายใด ใครจะเข้าพวกกับใคร จะเอียงข้างไหน

 

บทความนี้จะเน้นวิเคราะห์ประเทศตัวตึงสายแข็งที่เป็น “น้องรัก” พร้อมอยู่เคียงข้างจีน โดยจะไล่เรียงตาม “ความดุดัน” ของแต่ละประเทศ วัดจากความพร้อมชนทางการทหารและต่อต้านขั้วอำนาจตะวันตก การจับมือกับจีนด้านความมั่นคง ความร่วมมือทางการทหาร/ฐานทัพ และการซ้อมรบร่วมกับจีน รวมทั้งความกล้าเลือกข้างจีนอย่างเปิดเผย และแสดงจุดยืนปกป้องผลประโยชน์ของจีน นอกจากนี้บางประเทศก็เป็นสมาชิกกลุ่ม Shanghai Cooperation Organization (SCO) ที่มีจีนเป็นแกนนำ และสีจิ้นผิงบินไปประชุม SCO Summit ด้วยตนเอง

 

1) เริ่มจาก “เกาหลีเหนือ” นอกจากจะเป็นประเทศตัวตึงแสนดุดันที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ครอบครอง เกาหลีเหนือยังเป็นพันธมิตรหลักอย่างเป็นทางการของจีน (Treaty Ally) เป็น “ประเทศเดียว” ในโลกที่จีนมีสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกันอย่างเป็นทางการ (Sino-North Korean Treaty of Friendship, Cooperation, and Mutual Assistance) หากเกาหลีเหนือถูกโจมตี จีนมีพันธกรณีต้องเข้าช่วยรบ เกาหลีเหนือก็พร้อมสนับสนุนช่วยเหลือจีนอย่างเต็มที่ กองทัพของทั้งสองประเทศประสานงานกันอย่างใกล้ชิด

 

2) ถัดมาคือ “อิหร่าน” น้องรักแสนดุดันของจีนในภูมิภาคตะวันออกกลาง กองกำลังของอิหร่านพร้อมต่อสู้ ตอบโต้ และต่อต้านกองทัพของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรอย่างไม่เกรงกลัว

 

ที่ผ่านมา จีนให้การช่วยเหลืออิหร่านในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง จีนช่วยผลักดันให้อิหร่านเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS และกลุ่ม Shanghai Cooperation Organization (SCO) เพื่อช่วยอิหร่านจากการถูกโดดเดี่ยวโดยสหรัฐฯ และชาติตะวันตก จีนพร้อมสนับสนุนทางการทูตให้อิหร่านในเวทีสหประชาชาติ

 

ฝ่ายอิหร่านก็ตอบแทนจีนด้วยการส่งออกน้ำมันดิบขายให้ในราคาถูกพิเศษ ชำระด้วยเงินหยวน และเปิดทางให้จีนมีโอกาสผูกขาดและเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแลกกับการสนับสนุนทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเทคโนโลยีทางการทหารจากจีน และอื่นๆ เช่น สัญญานดาวเทียมเป่ยโต่ว (BeiDou) ของจีน

 

ในปี 2021 ทั้งคู่ลงนามในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระยะยาว 25 ปี ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการทหาร (จีนไม่เคยทำข้อตกลงที่ลึกซึ้งเช่นนี้กับประเทศอื่นในภูมิภาค) จีนต้องการใช้อิหร่านเป็นเครื่องมือคานอำนาจกับสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง โดยที่ไม่จำเป็นต้องประกาศความเป็นพันธมิตรทางทหารอย่างเปิดเผย (แตกต่างกับกรณีเกาหลีเหนือ)

 

ทั้งนี้ เพื่อรักษาดุลอำนาจกับประเทศอื่นในตะวันออกกลาง จีนยังคงต้องรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งประเทศอ่าวอาหรับอื่นๆ ด้วย

 

3) “ปากีสถาน” น้องรักสายแข็งในเอเชียใต้ของจีน ปากีสถานเป็นอีกประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง สีจิ้นผิงใช้คำเรียกปากีสถานว่าเป็น “พี่น้องแนบแน่นดุจเหล็กกล้า” (Iron Brother) ที่ผ่านมา ปากีสถานมีความตึงเครียดชายแดน/สู้รบกับอินเดียหลายครั้ง จีนคบกับปากีสถานเพื่อใช้ถ่วงดุลอำนาจกับอินเดีย

 

แม้ว่าจีนกับปากีสถานไม่มีสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกันอย่างเป็นทางการ แต่คู่นี้มีความสัมพันธ์ในระดับ “หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในทุกสถานการณ์” (All-Weather Strategic Cooperative Partnership) และปากีสถานพึ่งพาจีนด้านเทคโนโลยีทางทหารและยุทโธปกรณ์ ความสัมพันธ์ด้านการทหารของคู่นี้มีทั้งการขายอาวุธให้ในราคามิตรภาพ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการร่วมผลิต เช่น การร่วมผลิตเครื่องบินรบ ภายใต้โครงการ JF-17 Thunder

 

นอกจากนี้ จีนยุคสีจิ้นผิงได้เข้าไปลงทุนมูลค่ามหาศาลในโครงการระเบียงเศรษฐกิจ China- Pakistan Economic Corridor (CPEC) ภายใต้ยุทธศาสตร์สายแถบและเส้นทาง (BRI) เช่น จีนไปช่วยพัฒนาท่าเรือน้ำลึกกวาดาร์ เพื่อใช้ปากีสถานเป็นทางออกสู่ทะเลอาหรับ และใช้เป็นอีกเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญ

 

4) ในทวีปละตินอเมริกา คิวบาเป็นสหายร่วมอุดมการณ์สังคมนิยมกับจีนมาอย่างยาวนาน และเป็นเสมือน “หน้าด่านสายแข็ง” ของจีนที่ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งสหรัฐฯ เพียงไม่กี่ไมล์ คิวบามีประวัติศาสตร์กล้าท้าชนเผชิญกับมหาอำนาจสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สนใจแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองจากสหรัฐฯ

 

จีนคบกับคิวบา เพื่อยืมมือใช้คานอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์กับโลกตะวันตก และช่วยสนับสนุนคิวบาในเวทีระหว่างประเทศ เช่น การประณามและเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับคิวบา และให้การช่วยเหลือคิวบาในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เช่น การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อการค้าและโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการบริจาคให้เปล่า เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ไปจนถึงการขายอาวุธให้ในราคาพิเศษ หรือการให้เงินกู้เพื่อซื้ออาวุธ และช่วยให้คิวบาปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย ในหลายกรณี จีนก็ยกหนี้ให้คิวบา

 

ในเชิงยุทธศาสตร์ จีนให้ความช่วยเหลือเหล่านี้ เพื่อแลกกับการใช้คิวบาเป็นฐานปฏิบัติการเพื่อความมั่นคงของจีน รวมทั้งการจัดตั้งสถานีภาคพื้นดินสำหรับระบบดาวเทียมเป่ยโต่วในคิวบา ซึ่งถูกจับตามองจากสหรัฐฯ ด้วยความกังวลว่า จีนจะใช้คิวบาเป็นฐานปฏิบัติการด้านข่าวกรอง และติดตามความเคลื่อนไหวทางทหารและฐานทัพสำคัญของสหรัฐฯ ในรัฐฟลอริดาอย่างใกล้ชิด

 

5) น้องรักของจีนในยุโรป คือ เซอร์เบีย ประเทศสายแข็งที่ยืนเดี่ยวท้าทายตะวันตก เซอร์เบียมีความดุดันในแง่ของอุดมการณ์และการทูต และเป็นประเทศเดียวในยุโรปที่ปฏิเสธการคว่ำบาตรรัสเซีย รวมทั้งไม่สนใจเข้าร่วมกลุ่ม NATO และพร้อมใช้การทูตที่แข็งกร้าว เพื่อปกป้องอธิปไตยเหนือพื้นที่ข้อพิพาทโคโซโว (Kosovo)

 

อีกจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อความสัมพันธ์จีน-เซอร์เบีย คือ เหตุการณ์ในปี 1999 ฝ่ายกองกำลัง NATO นำโดยสหรัฐฯ มีการโจมตีทิ้งระเบิดในกรุงเบลเกรด (เมืองหลวงของเซอร์เบีย) เพื่อยุติสงครามโคโซโว แต่เกิดเหตุไม่คาดคิด ขีปนาวุธของสหรัฐฯ กลับพุ่งชนสถานทูตจีนประจำกรุงเบลเกรด ส่งผลให้นักข่าวชาวจีนเสียชีวิตและบาดเจ็บอีกจำนวนมาก เหตุการณ์นี้สร้างบาดแผลและความโกรธแค้นให้กับทั้งชาวจีนและชาวเซิร์บ

 

จีนยื่นมือเข้ามาสนับสนุนเซอร์เบียในหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง ในยามที่เซอร์เบียถูกกดดัน/โดดเดี่ยวจากสหภาพยุโรป และโลกตะวันตก เซอร์เบียพึ่งพาจีนทางการทหาร และเป็นประเทศแรกในยุโรปที่สั่งซื้อ “ระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับสูง FK-3”จากจีน รวมทั้งโดรนติดอาวุธ (CH-92A) จากจีน

 

ในแง่ผลประโยชน์ จีนปักหมุดสร้างความใกล้ชิดกับเซอร์เบีย เพื่อใช้เป็นพันธมิตรที่ไว้ใจได้อยู่ใจกลางทวีปยุโรป และใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเข้าสู่คาบสมุทรบอลข่านและยุโรป ภายใต้โครงการ BRI จีนได้ลงทุนสร้างรถไฟเชื่อมกรุงเบลเกรด (เซอร์เบีย) – กรุงบูดาเปสต์ (ฮังการี) ซึ่งเปิดให้บริการขนส่งสินค้าอย่างเป็นทางการแล้ว ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ และช่วยลดระยะเวลาขนส่งจาก 8 ชั่วโมงเหลือเพียง 4-5 ชั่วโมง

 

6) “ทาจิกิสถาน” น้องรักของจีนในเอเชียกลาง จีนใช้เป็นป้อมปราการเพื่อความมั่นคง ด้วยพรมแดนที่ติดกับซินเจียงของจีนและอัฟกานิสถาน ทาจิกิสถานเป็นประเทศเดียวในเอเชียกลางที่ยอมเปิดทางให้จีนเข้ามาตั้ง “ฐานทัพลับ” โดยกองกำลังกึ่งทหารของจีน และหน่วยลาดตระเวนร่วมบริเวณชายแดนจุดตัดของ 3 ประเทศ (ถือเป็นปฏิบัติการทางทหารกึ่งถาวรของจีน) เพื่อความมั่นคงในซินเจียงของจีน และร่วมมือกันลาดตระเวนปราบปรามลัทธิสุดโต่งทางศาสนา ที่ผ่านมาทาจิกิสถานมีความดุดันแข็งกร้าวในการปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย และใช้กำลังปราบกลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนาอย่างเด็ดขาด

 

ล่าสุด ในปี 2026 จีนและทาจิกิสถานยกระดับความสัมพันธ์และลงนามใน “สนธิสัญญามิตรภาพและความเป็นพันธมิตรอย่างถาวร” (Permanent Friendship Treaty) เน้นความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาร การต่อต้านการก่อการร้าย และด้านข่าวกรอง รวมทั้งความร่วมมือด้านพลังงานและอื่นๆ เช่น ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ Central Asia-China Gas Pipeline Line D (ผ่านเติร์กเมนิสถาน-อุซเบกิสถาน-ทาจิกิสถาน-คีร์กีซสถาน-ซินเจียงของจีน) แนวท่อส่งก๊าซสาย D นี้ จะวิ่งผ่านเมืองสำคัญหลายแห่งในทาจิกิสถาน รวมระยะทางกว่า 391 กิโลเมตร

 

7) สำหรับกลุ่มอาเซียน “กัมพูชา” ถือเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดของจีน และเป็นน้องรักสายเหล็กกล้าอีกรายของจีน (Ironclad Friends) ผู้นำตระกูลฮุนของกัมพูชากล้าแสดงออกในการ “เลือกข้างจีน” อย่างชัดเจน ฮุนเซนเคยคัดค้านการออกแถลงการณ์ร่วมของอาเซียนที่มีประเด็นทะเลจีนใต้ เพื่อปกป้องจีนอย่างเปิดเผย

 

กัมพูชาเปิดทางให้กองทัพจีนเข้ามาช่วยปรับปรุงและนำเรือรบเข้าเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม และกองทัพกัมพูชาพึ่งพาการสนับสนุนทางการทหารจากจีนสูงมาก 

อ่านรายละเอียดได้ในบทความ “จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร”

จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร
26 มิ.ย. 2569 | 12:05

ล่าสุด จีนและกัมพูชามีการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง ผ่านกลไก 2+2 คือ การประชุมร่วมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมเป็นครั้งแรก ในเดือนเมษายน 2569

 

8) อีกประเทศน้องรักของจีนในอาเซียน คือ “เมียนมา” เป็นเสมือนรัฐกันชนของจีนที่ติดกับอินเดีย รัฐบาลทหารเมียนมาต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากจีน ทั้งทางเศรษฐกิจ ทางการทหารและการทูต จีนทำหน้าที่เป็นทั้ง “ท่อน้ำเลี้ยงหลัก” และเกราะคุ้มกันทางการทูตที่ช่วยให้รัฐบาลทหารเมียนมาสามารถควบคุมอำนาจรัฐ ท่ามกลางการถูกโดดเดี่ยวจากเวทีสากล

 

ในมุมผลประโยชน์ของจีน เมียนมามีความสำคัญในแง่การเป็นแหล่งพลังงาน และการเป็นด่านหน้าออกสู่มหาสมุทรอินเดีย จีนใช้เมียนมาเป็นทางลัดเลี่ยงช่องแคบมะละกา โดยได้ลงทุนสร้างท่าเรือน้ำลึกจ้าวผิ่ว (Kyaukphyu) หรือท่าเรือ “เจียวเพียว” ในภาษาจีนกลาง ท่าเรือแห่งนี้อยู่ในรัฐยะไข่ รวมทั้งการสร้างท่อส่งน้ำมันและท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ระยะทางเกือบ 800 กิโลเมตร เชื่อมตรงเข้ามณฑลยูนนานของจีน เพื่อเป็นเส้นทางสำรองในการขนส่งสินค้าและพลังงานเชื่อมกับมหาสมุทรอินเดียได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านสิงคโปร์หรือผ่านพื้นที่อิทธิพลของสหรัฐฯ

 

9) ปิดท้ายด้วยอีกประเทศสายแข็งแสนดุดันที่ไม่ใช่น้องรักแต่เป็น “เพื่อนรัก” สุดซี้ของจีน คือ รัสเซีย ทั้งสองประเทศยกระดับความสัมพันธ์ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ไร้ขีดจำกัด” (No-Limits Partnership) ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินมีการแลกเปลี่ยนการเยือนกันอย่างต่อเนื่อง มีความร่วมมือกันในทุกมิติอย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีการซ้อมรบร่วมกันบ่อยครั้ง ทั้งทางทะเลและทางอากาศ

อ่านรายละเอียดได้ในบทความ “ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาท “ซื้อใจจีน” และกลายเป็น “คู่ซี้” สีจิ้นผิง”

ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทซื้อใจจีนและกลายเป็นคู่ซี้สีจิ้นผิง ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทซื้อใจจีนและกลายเป็นคู่ซี้สีจิ้นผิง
20 พ.ค. 2569 | 19:44

โดยสรุป ประเทศสายแข็งเหล่านี้กลายเป็นน้องรักที่จีนให้การอุปการะ “เลี้ยงต้อย” มาอย่างยาวนาน จีนซุ่มให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเงินทุน ยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีทางการทหาร และการคุ้มครองทางการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องพึ่งพาจีนด้วยผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ หลายประเทศได้มีที่ยืนบนเวทีโลก แม้จะถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก ในขณะเดียวกัน ประเทศน้องรักเหล่านี้ก็พร้อมตอบแทนบุญคุณ และตอบสนองผลประโยชน์ของจีน รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะยืนเคียงข้างจีนใน “สมรภูมิรบ” และพร้อมเป็น “เสียงของจีน” ในเวทีต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก

 

ภาพ: Kremlin Press Office / Anadolu via Getty Images

The post ประเทศตัวตึงสายแข็ง ‘น้องรักของจีน’ มีใครบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Q-Day: การนับถอยหลังสู่ยุคควอนตัมได้เริ่มขึ้นแล้ว https://thestandard.co/opinion-q-day-quantum-countdown/ Sun, 30 Aug 2026 06:51:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1248456 ภาพประกอบแสดงถึงการนับถอยหลังสู่ยุคควอนตัมและภัยคุกคามต่อข้อมูลดิจิทัล

ลองจินตนาการว่า คุณตื่นขึ้นมาในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2 […]

The post Q-Day: การนับถอยหลังสู่ยุคควอนตัมได้เริ่มขึ้นแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงการนับถอยหลังสู่ยุคควอนตัมและภัยคุกคามต่อข้อมูลดิจิทัล

ลองจินตนาการว่า คุณตื่นขึ้นมาในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2487 ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรหลายพันนายกำลังจะยกพลขึ้นบกที่ชายหาดนอร์ม็องดี และโลกกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

 

ปฏิบัติการบุกโจมตีใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่การเตรียมการกินเวลานานหลายปี

 

งานที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นก่อนเรือจะแล่นถึงชายฝั่งนานแล้ว เมื่อ Alan Turing และทีมของเขาสามารถถอดรหัส Enigma ของเยอรมนีได้สำเร็จ เมื่อ D-Day มาถึง การเคลื่อนไหวที่ชี้ขาดได้เกิดขึ้นไปแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน ภายในห้องอันเงียบสงบ โดยกลุ่มคนที่ทหารบนชายหาดเหล่านั้นไม่มีวันได้พบ

 

เกือบหนึ่งศตวรรษต่อมา โลกกำลังเตรียมรับมือกับ D-Day อีกรูปแบบหนึ่ง ครั้งนี้ไม่มีชายหาด ไม่มีกองเรือ และไม่มีวันที่ระบุไว้บนปฏิทิน แต่แนวคิดยังคงเหมือนเดิม งานที่สำคัญที่สุดจะต้องเกิดขึ้นก่อนวันนั้นจะมาถึง

 

Q-Day คือช่วงเวลาที่ quantum computer ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงเพียงพอสามารถทำลาย encryption ที่ปกป้องข้อมูลดิจิทัลแทบทุกชิ้นบนโลกได้ เช่น การโอนเงินผ่านธนาคาร เวชระเบียน ความลับของรัฐ “แม่กุญแจ” ที่ค้ำจุนเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งหมด อาจใช้การไม่ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

 

เหตุใด quantum จึงเป็นภัยคุกคามร้ายแรง? ลองนึกภาพว่า encryption ที่ปกป้องแทบทุกสิ่งบนอินเทอร์เน็ตเป็นถังสี ที่มีหลายสีผสมเข้าด้วยกัน การนำสีสองเฉดมาผสมเพื่อสร้างสีใหม่ด้วยตัวเองเป็นเรื่องง่าย แต่หากมีใครยื่นสีที่ผสมเสร็จแล้วให้คุณ และถามคุณว่า สีนั้นเกิดจากการผสมสีอะไร คุณอาจใช้เวลาทั้งชีวิตโดยยังหาคำตอบไม่ได้ ความไม่สมมาตรนี้ถูกเรียกว่า asymmetry และนี้เองคือสิ่งที่ปกป้องบัญชีธนาคาร เวชระเบียน และทุกรหัสลายเซ็นที่คุณพึ่งพาอยู่

 

ไม่ว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปจะทรงพลังเพียงใด มันก็ไม่สามารถย้อนกระบวนการผสมนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อ quantum computer ทำงานด้วย algorithm ที่ถูกต้อง มันสามารถตรวจจับจังหวะหรือรูปแบบที่ซ่อนอยู่ภายในส่วนผสมนั้นได้ และเมื่อพบรูปแบบดังกล่าว แม่สีก็จะถูกค้นพบตามไปด้วย สิ่งที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปต้องใช้เวลาหลายล้านปี อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงสำหรับ quantum computer ที่มีประสิทธิภาพสูงเพียงพอ

 

เราไม่รู้ว่า Q-Day จะมาถึงเมื่อใด แต่สิ่งที่เรารู้คือ มันกำลังเข้าใกล้เร็วกว่าที่เราเคยคาดการณ์ไว้

 

เมื่อไม่กี่ปีก่อน การประเมินที่น่าเชื่อถือระบุว่า Q-Day อาจเกิดขึ้นในช่วงกลางทศวรรษที่ 2030 ถึง 2040 ในปี 2019 Google Quantum AI ประเมินว่า การทำลาย encryption key ที่ใช้กันทั่วไปจะต้องอาศัย noisy physical qubits ประมาณ 20 ล้าน qubits แต่ในเดือนพฤษภาคม 2025 ตัวเลขประมาณการดังกล่าวถูกปรับลดลงเหลือน้อยกว่า 1 ล้าน qubits ภายในเวลาราวห้าปีความต้องการด้านจำนวน qubits ลดลงถึง 20 เท่า

 

ความแตกต่างระหว่าง qubit แต่ละประเภทมีความสำคัญอย่างยิ่ง “physical qubit” คือ hardware qubit ที่มีอยู่จริง เนื่องจาก physical qubits มีแนวโน้มเกิดข้อผิดพลาด จึงต้องนำ qubits หลายร้อยหรือหลายพันตัวมารวมกัน เพื่อสร้าง “logical qubit” ที่มีความเสถียรเพียงหนึ่งตัว ซึ่ง algorithm สามารถเชื่อถือได้ เมื่อเราพูดถึง qubits หลายล้านตัว แทบทุกครั้งเรากำลังหมายถึง physical qubits และนี่คือตัวเลขที่เพิ่งลดลงอย่างมหาศาล

 

หากแต่ความก้าวหน้าครั้งนี้ไม่ได้เกิดจาก hardware ที่เร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจาก algorithm ที่ชาญฉลาดขึ้นและการแก้ไขข้อผิดพลาด (error correction) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น กล่าวในอีกนัย คือมันเกิดจากความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ที่พัฒนาไปเร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้

 

แต่ภัยคุกคามที่เร่งด่วนกว่านั้นกลับเงียบกว่า และมันได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ภัยคุกคามนี้มีชื่อว่า Harvest Now, Decrypt Later

 

ในวันนี้ผู้ร้ายฝ่ายตรงข้ามกำลังรวบรวมข้อมูลที่เข้ารหัส (encrypted data) และจัดเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้ เพื่อรอวันที่ quantum machine สามารถปลดล็อกมันได้ ไม่ว่าข้อมูลทางการเงิน ประวัติทางการแพทย์ และความลับของรัฐ ที่ถูกส่งผ่านอินเทอร์เน็ตอยู่ในขณะนี้ อาจถือได้ว่าถูกคุกคามไปแล้ว หากแต่ไม่ใช่เพราะ encryption ถูกทำลายในวันนี้ แต่เป็นเพราะมีคนเก็บกล่องใบนั้นไว้ และกำลังรอวันที่กุญแจจะถือกำเนิดขึ้น

 

นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลต่าง ๆ ไม่เลือกที่จะรอ และกรอบเวลาก็กำลังหดสั้นลงเรื่อย ๆ ในเดือนมิถุนายน 2026 สหรัฐอเมริกาเร่งการกำหนดเส้นตายของรัฐบาลกลางให้เร็วขึ้นห้าปี โดยสั่งให้หน่วยงานต่าง ๆ เปลี่ยนระบบที่มีความอ่อนไหวสูงสุด รวมถึงการแลกเปลี่ยนกุญแจเข้ารหัสลับ (key exchange) ไปใช้ post-quantum encryption ภายในปี 2030 และระบบลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (digital signatures) ให้แล้วเสร็จภายในปี 2031

 

สหราชอาณาจักรกำลังเดินหน้าตามกรอบเวลาที่ใกล้เคียงกัน ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Google, Microsoft และ Cloudflare กำหนดเป้าหมายภายในไว้ที่ปี 2029

 

สำหรับประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (SEC) ได้ออก roadmap “Quantum-Ready 2030” ขณะที่สำนักงาน ก.ล.ต. ไทยได้เตือนให้สถาบันการเงินเริ่มเตรียมความพร้อมแล้ว

 

สิ่งที่น่าจับตามองไม่ใช่แผนของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่คือการที่รัฐบาลและบริษัทต่าง ๆ ที่แทบไม่เคยเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ได้เห็นพ้องเรื่องกรอบเวลาเดียวกัน และยังเร่งกรอบเวลานั้นให้เร็วขึ้นอีก

 

สำหรับ SCBX นี่คือประเด็นที่เราให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ในฐานะหนึ่งในกลุ่มธุรกิจการเงินขนาดใหญ่ของประเทศไทย ความไว้วางใจที่เราได้รับถูกจารึกอยู่ใน encryption ซึ่งปกป้องทุกธุรกรรม ทุกบัญชี และข้อมูลลูกค้าทุกชิ้นที่เราเป็นผู้ดูแล

 

Quantum readiness หรือการเตรียมความพร้อม ไม่ใช่โครงการ IT ที่อยู่อย่างห่างไกล แต่เป็นความรับผิดชอบหลักของเรา และมันเริ่มต้นจากขั้นตอนพื้นฐานที่สุด นั่นคือการทำ inventory assessment สำหรับ digital assets เพื่อให้เราทราบอย่างชัดเจนว่า encryption อยู่ที่จุดใดบ้างภายในระบบของเรา และส่วนใดจำเป็นต้องได้รับการโอนถ่ายระบบก่อน

 

จากนั้น เรากำลังเดินหน้ายกระดับ legacy encryption ด้วยการนำ hybrid post-quantum cryptography มาใช้กับ digital banking applications และวางรากฐานแบบ quantum-safe ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของภูมิภาคจะต้องพึ่งพาก่อนที่ quantum hardware จะมาถึง เพราะในโลกของ Harvest Now, Decrypt Later งานปกป้องข้อมูลของวันพรุ่งนี้จำเป็นต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้

 

ย้อนกลับไปที่นอร์ม็องดี เหตุผลที่ D-Day ถูกจดจำในฐานะจุดเปลี่ยน ไม่ได้มีเพียงความกล้าหาญที่เกิดขึ้นบนชายหาด แม้ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่เป็นการเตรียมการที่เสร็จสิ้นไปแล้ว รหัสถูกถอดสำเร็จ แผนการถูกวางไว้อย่างพร้อมสรรพ และเมื่อเรือยกพลขึ้นบกเดินทางถึงชายฝั่ง การเตรียมการทั้งหมดก็เป็นอดีตไปแล้ว

 

Q-Day จะเป็นช่วงเวลาในลักษณะเดียวกัน เมื่อวันนั้นมาถึง ผลลัพธ์จะไม่ได้ถูกตัดสินจากสิ่งที่เกิดขึ้นภายในวันนั้น แต่จะถูกตัดสินจากสิ่งที่เราได้ลงมือทำในช่วงหลายปีก่อนหน้า

 

การนับถอยหลังได้เริ่มขึ้นแล้ว

The post Q-Day: การนับถอยหลังสู่ยุคควอนตัมได้เริ่มขึ้นแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย่าใช้ความสำเร็จด้านเดียว วัดคุณภาพทั้งชีวิตของเรา https://thestandard.co/opinion-life-quality-beyond-money/ Sat, 29 Aug 2026 08:55:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1248149 ภาพคอลลาจแสดงองค์ประกอบชีวิตหลายด้าน เช่น การเงิน สุขภาพ และความสัมพันธ์

หลักการลงทุนข้อหนึ่งที่เราได้ยินกันอยู่เสมอคือ อย่านำเง […]

The post อย่าใช้ความสำเร็จด้านเดียว วัดคุณภาพทั้งชีวิตของเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคอลลาจแสดงองค์ประกอบชีวิตหลายด้าน เช่น การเงิน สุขภาพ และความสัมพันธ์

หลักการลงทุนข้อหนึ่งที่เราได้ยินกันอยู่เสมอคือ อย่านำเงินทั้งหมดไปวางไว้ในสินทรัพย์เพียงประเภทเดียว เพราะไม่ว่าสินทรัพย์นั้นจะเคยให้ผลตอบแทนดีเพียงใด การกระจุกตัวก็ทำให้พอร์ตเปราะบาง หากสิ่งที่เราเชื่อมั่นมากที่สุดไม่เป็นไปตามคาด

 

น่าแปลกที่เราระมัดระวังเรื่องนี้กับเงิน แต่กลับใช้ชีวิตในทางตรงกันข้าม หลายคนทุ่มเวลา พลังงาน และความใส่ใจเกือบทั้งหมดให้กับงานและการสร้างฐานะ โดยเชื่อว่า หากมีเงินมากพอ ชีวิตด้านอื่นจะค่อยๆ ดีตามมา เราทำงานหนักขึ้นเพื่อให้ครอบครัวสบาย แต่กลับมีเวลาอยู่กับครอบครัวน้อยลง ยอมแลกการพักผ่อนกับความก้าวหน้า และเลื่อนการดูแลตัวเองออกไป เพราะคิดว่าวันหนึ่งเมื่อพร้อมกว่านี้ เราจะนำสิ่งที่สะสมไว้กลับมาซื้อสิ่งเหล่านั้นคืน

 

แต่ชีวิตไม่เหมือนพอร์ตการลงทุน เพราะสินทรัพย์บางอย่างไม่มีตลาดรอง และบางสิ่งเมื่อสูญเสียไปแล้ว อาจซื้อคืนไม่ได้ในราคาเดิม คนคนหนึ่งจึงอาจมีงบดุลการเงินที่แข็งแรง มีเงินสำรองและเตรียมเงินเกษียณไว้อย่างรอบคอบ แต่ในเวลาเดียวกันกลับมี “ฐานะของชีวิต” ที่เปราะบาง สุขภาพเริ่มถดถอย จิตใจเหนื่อยล้า ความสัมพันธ์กับคนสำคัญห่างเหิน และไม่แน่ใจว่าความสำเร็จที่สะสมมาทั้งหมดมีไว้เพื่ออะไร

 

สุขภาพดีและมีเงินพร้อมย่อมเป็นส่วนสำคัญของชีวิต แต่สองสิ่งนี้เพียงลำพังยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า เรามีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะชีวิตที่ดีไม่ได้วัดจากด้านที่เราทำได้ดีที่สุด หากต้องมองว่า สุขภาพ จิตใจ การเงิน และความสัมพันธ์ ยังเกื้อหนุนให้เราใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการได้หรือไม่

 

คุณภาพชีวิตไม่มีตัวเลขเพียงตัวเดียว

 

สิ่งที่วัดได้ง่ายมักได้รับความสำคัญมากกว่าสิ่งที่วัดได้ยาก เรามองเห็นรายได้ มูลค่าทรัพย์สิน ผลตอบแทนจากการลงทุน น้ำหนักตัว หรือผลตรวจสุขภาพได้ค่อนข้างชัด แต่ความสงบภายใน ความรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย หรือคุณภาพของความสัมพันธ์ ไม่สามารถสรุปออกมาเป็นตัวเลขเดียวได้ง่ายนัก

 

นั่นไม่ได้แปลว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญน้อยกว่า เพียงแต่ไม่ปรากฏอยู่ในรายงานที่เราคุ้นเคย องค์การอนามัยโลกไม่ได้อธิบายคุณภาพชีวิตว่าเป็นเพียงการไม่มีโรค หากรวมถึงการที่บุคคลรับรู้สถานะของตนเองภายใต้บริบทชีวิต คุณค่า เป้าหมาย ความคาดหวัง และสิ่งที่ตนกังวล ขณะที่ OECD Well-being Framework ก็มองความเป็นอยู่ที่ดีเป็นเรื่องหลายมิติ ครอบคลุมตั้งแต่รายได้และความมั่งคั่ง สุขภาพ ไปจนถึงความสัมพันธ์ทางสังคม จึงไม่อาจใช้รายได้หรือสุขภาพเพียงด้านเดียวเป็นตัวแทนของคุณภาพชีวิตทั้งหมดได้

 

การมองชีวิตผ่านตัวเลขเพียงตัวเดียวจึงไม่ต่างจากการประเมินกิจการจากรายได้ โดยไม่ดูต้นทุน หนี้สิน หรือความสามารถในการดำเนินต่อไปในอนาคต รายได้สูงอาจสะท้อนความสำเร็จทางอาชีพ แต่ไม่บอกว่าเราต้องใช้สุขภาพ เวลา หรือความสัมพันธ์มากเพียงใดเพื่อแลกมา สิ่งที่ดูดีเมื่อพิจารณาแยกออกมาด้านเดียว จึงไม่ได้หมายความว่า ชีวิตโดยรวมกำลังไปได้ดีเสมอไป

 

เราทุกคนมีทุนมากกว่าเงิน

 

ในโลกการเงิน “ทุน” คือทรัพยากรที่สามารถนำไปใช้เพื่อสร้างคุณค่าในอนาคต แต่ชีวิตของเรามีทุนมากกว่าหนึ่งประเภท สุขภาพคือทุนที่ทำให้เรามีพลังใช้ชีวิต จิตใจคือทุนที่ช่วยให้เรารับมือกับความไม่แน่นอนและยังมองเห็นความหมายของสิ่งที่ทำ การเงินคือทุนที่สร้างความมั่นคงและเปิดทางเลือก ส่วนความสัมพันธ์คือทุนที่ทำให้เรามีคนร่วมแบ่งปันความสำเร็จและพยุงกันในวันที่ยากลำบาก

 

ทุนทั้งสี่ด้านต้องอาศัยเวลาสะสม เติบโตจากการดูแลอย่างสม่ำเสมอ และค่อยๆ เสื่อมลงเมื่อถูกละเลย แต่ไม่สามารถทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์

 

เงินช่วยให้เราเข้าถึงการรักษาที่ดี แต่ซื้อร่างกายเดิมกลับมาไม่ได้ทั้งหมด เงินซื้อวันหยุดได้ แต่ไม่อาจรับประกันว่าเราจะนอนหลับอย่างสบายใจ และเงินจัดงานเลี้ยงครอบครัวได้ แต่ไม่อาจซื้อความสนิทสนมที่ไม่ได้สร้างมานานหลายปีกลับคืนมาในทันที ในทางกลับกัน ความรักจากคนรอบตัวก็ไม่อาจชำระหนี้แทนเราได้ทั้งหมด จิตใจที่เข้มแข็งไม่ได้ทำให้ค่ารักษาพยาบาลหายไป และสุขภาพที่ดีไม่ได้หมายความว่า เราจะรับมือกับเหตุการณ์ทางการเงินที่ไม่คาดคิดได้เสมอไป

 

Harvard Study of Adult Development ซึ่งติดตามชีวิตผู้เข้าร่วมอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1938 พบว่า ความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและมั่นคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของทั้งความสุข สุขภาพ และการมีชีวิตที่ดี ขณะเดียวกัน งานทบทวนการศึกษาแบบติดตามระยะยาว 58 เรื่องในสหรัฐอเมริกา พบว่า งานวิจัยส่วนใหญ่รายงานผลไปในทิศทางเดียวกันว่า ความตึงเครียดทางการเงินมีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้น

 

ข้อค้นพบเหล่านี้สะท้อนว่า สุขภาพ จิตใจ การเงิน และความสัมพันธ์ไม่ได้แยกขาดจากกัน ปัญหาการเงินอาจสร้างความเครียด ความเครียดกระทบสุขภาพ สุขภาพที่ถดถอยลดความสามารถในการทำงาน ขณะที่ความสัมพันธ์ที่เปราะบางทำให้เรารับมือกับปัญหาทั้งหมดได้ยากขึ้น ไม่มีด้านใดสามารถแบกรับชีวิตทั้งหมดแทนด้านอื่นได้ตลอดไป

 

บางครั้งความสำเร็จคือการกู้ยืมจากชีวิตในอนาคต

 

เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นหรือทรัพย์สินเติบโต เรามักเห็นผลตอบแทนที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน แต่ไม่ค่อยบันทึกต้นทุนที่ถูกหักออกจากชีวิตด้านอื่น

 

การทำงานวันละสิบสองชั่วโมงอาจทำให้รายได้สูงขึ้น แต่เวลานอนที่หายไป ความเครียดที่สะสม และความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ห่างเหิน ไม่เคยปรากฏอยู่ในงบการเงิน เราจึงอาจเข้าใจว่า ตัวเองกำลังสร้างความมั่งคั่ง ทั้งที่ส่วนหนึ่งเกิดจากการ “กู้ยืม” มาจากสุขภาพ จิตใจ และเวลาของคนที่เรารัก

 

การแลกเปลี่ยนเช่นนี้ไม่ได้ผิดเสมอไป หากเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว มีเหตุผลชัดเจน และเรารู้ว่าจะหยุดเมื่อใด ชีวิตแต่ละช่วงย่อมมีเรื่องที่ต้องให้น้ำหนักไม่เท่ากัน คนที่เริ่มทำงานอาจต้องทุ่มเทสร้างฐานะ พ่อแม่ที่มีลูกเล็กอาจเหลือเวลาส่วนตัวน้อยลง หรือคนที่ดูแลผู้ป่วยในครอบครัวอาจต้องชะลอเป้าหมายบางอย่างออกไป

 

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ชีวิตเคยเสียสมดุล แต่อยู่ที่เราปล่อยให้ภาวะชั่วคราวกลายเป็นโครงสร้างถาวร โดยไม่กลับมาทบทวนว่า เหตุผลที่เคยทำให้เรายอมแลกนั้นยังคงอยู่หรือไม่

 

เมื่อเราถอนทุนจากสุขภาพ จิตใจ หรือความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ต้นทุนอาจกลับมาเรียกเก็บพร้อมดอกเบี้ย สุขภาพที่เสียไปทำให้ต้องใช้เงินและเวลารักษามากขึ้น ความเหนื่อยล้าลดคุณภาพการตัดสินใจ ส่วนความสัมพันธ์ที่ขาดการดูแลอาจไม่เหลืออยู่ในวันที่เราพร้อมจะกลับไปหา นี่คือหนี้สินที่ไม่ปรากฏในงบดุล แต่มีผลต่อฐานะที่แท้จริงของชีวิต

 

เป้าหมายไม่ใช่สูงสุด แต่คือเพียงพอและไปด้วยกันได้

 

หากชีวิตมีทุนหลายด้าน เป้าหมายก็คงไม่ใช่การทำให้ด้านใดด้านหนึ่งเติบโตสูงสุด เพราะการมุ่งไปสู่จุดสูงสุดในเรื่องหนึ่ง มักมาพร้อมความเสี่ยงและต้นทุนในอีกเรื่องหนึ่ง

 

คนที่ให้ความสำคัญกับการเงินเพียงอย่างเดียวอาจมีทรัพย์สินมากขึ้น แต่ไม่มีสุขภาพหรือเวลาเพียงพอที่จะใช้สิ่งที่สะสมมา คนที่ทุ่มเทให้ทุกคนจนลืมดูแลตัวเองอาจมีความสัมพันธ์ที่ดี แต่ไม่มีพลังเหลือสำหรับชีวิตของตน ส่วนคนที่ระมัดระวังทุกความเสี่ยงอาจรักษาความมั่นคงไว้ได้มาก แต่พลาดโอกาสบางอย่างที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย

 

เป้าหมายที่เหมาะสมกว่าจึงอาจไม่ใช่คำว่า “สูงสุด” แต่เป็นคำว่า “เพียงพอและไปด้วยกันได้” มีสุขภาพเพียงพอที่จะใช้ชีวิตตามที่ต้องการ มีความมั่นคงทางใจเพียงพอที่จะรับมือกับวันที่ไม่เป็นอย่างที่คิด มีเงินเพียงพอที่จะไม่ถูกบีบให้เลือกทางที่ไม่ต้องการ และมีความสัมพันธ์ที่ดีพอที่จะมีใครบางคนร่วมอยู่ในความหมายของชีวิตนั้น

 

ความเพียงพอของแต่ละคนย่อมไม่เท่ากันและเปลี่ยนไปตามช่วงชีวิต สมดุลจึงไม่ได้หมายถึงการแบ่งเวลาให้ทั้งสี่ด้านเท่ากัน แต่คือการรู้ว่า เวลานี้ด้านใดต้องการความใส่ใจมากขึ้น และด้านใดกำลังถูกละเลยมานานเกินไป

 

การวางแผนการเงินจึงไม่ควรเริ่มต้นและจบลงที่ตัวเลข เป้าหมายเกษียณไม่ควรถามเพียงว่า ต้องมีเงินกี่ล้านบาท แต่ต้องถามต่อว่า เราต้องการใช้ชีวิตแบบใด สุขภาพจะเอื้อให้ทำสิ่งนั้นหรือไม่ เราอยากใช้เวลาร่วมกับใคร และอะไรจะทำให้ยังรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าเมื่อไม่มีตำแหน่งงานเดิม

 

แผนการเงินที่ดีจึงไม่ใช่แผนที่ทำให้เรามีเงินมากที่สุด หากเป็นแผนที่ทำให้เงินสนับสนุนชีวิตด้านอื่น และช่วยให้เรามีทางเลือกมากพอที่จะไม่ต้องนำสิ่งสำคัญออกไปแลกโดยไม่จำเป็น เพราะคงไม่มีประโยชน์นัก หากงบดุลการเงินแข็งแรงขึ้นทุกปี แต่ชีวิตด้านอื่นค่อยๆ ล้มละลายลงทีละด้าน

 

เริ่มจากปรับหนึ่งด้านก่อน ไม่ใช่เปลี่ยนทั้งชีวิต

 

เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสุขภาพ จิตใจ การเงิน และความสัมพันธ์พร้อมกันทั้งหมด

 

เพราะอาจทำให้การดูแลชีวิตกลายเป็นภาระเพิ่มขึ้นอีกชุดหนึ่ง เช่นเดียวกับการวางแผนการเงิน เราไม่จำเป็นต้องแก้ทุกอย่างในวันเดียว แต่ควรเริ่มจากมองเห็นสถานะที่แท้จริงก่อน ลองถามตัวเองด้วยคำถามสี่ข้อ

 

  • วันนี้ด้านใดของชีวิตกำลังไปได้ดี เพื่อให้เห็นทุนที่เรามีอยู่ ไม่ใช่มองแต่สิ่งที่ขาด
  • ด้านใดกำลังถูกละเลยหรือเริ่มส่งสัญญาณเตือน หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปอีกสามปี ด้านใดจะกลายเป็นความเสี่ยงต่อชีวิตโดยรวมมากที่สุด
  • ความสำเร็จที่กำลังเกิดขึ้น ได้มาจากการถอนทุนด้านใดออกมาใช้ การมองเห็นต้นทุนจะช่วยให้รู้ว่า การแลกเปลี่ยนนั้นยังคุ้มค่าและควรดำเนินต่อไปหรือไม่
  • วันนี้เราสามารถจัดสรรอะไรกลับไปให้ด้านที่ถูกละเลยได้บ้าง อาจเป็นการตรวจสุขภาพ วางระบบเงินสำรอง พูดคุยกับคนสำคัญ หรือยอมรับว่า ความเหนื่อยบางอย่างต้องการการดูแล ไม่ใช่เพียงความอดทน

 

สิ่งสำคัญคือ ต้องระบุให้ได้ว่าจะทำอะไรและเมื่อใด เพราะความตั้งใจที่ไม่มีพื้นที่อยู่ในปฏิทินหรืองบประมาณ มักถูกเรื่องเร่งด่วนกว่าเบียดออกไปเสมอ จากนั้นจึงกลับมาทบทวนในอีกสามหรือหกเดือนว่า สิ่งที่เริ่มทำช่วยให้ชีวิตด้านนั้นดีขึ้นหรือไม่ เราไม่จำเป็นต้องทำให้ทั้งสี่ด้านสมบูรณ์พร้อมกัน เป้าหมายแรกอาจเป็นเพียงการไม่ปล่อยให้ด้านที่เปราะบางที่สุดทรุดลง จนดึงชีวิตส่วนที่เหลือตามไปด้วย

 

ไม่ต้องรอให้พร้อม จึงค่อยเริ่มดูแลชีวิต

 

เราอาจคุ้นเคยกับการเลื่อนบางเรื่องออกไปจนกว่าจะมีเวลามากขึ้น มีเงินมากขึ้น หรืองานเบาลง แต่ชีวิตมักมีเรื่องใหม่เข้ามาแทนเรื่องเดิมเสมอ วันที่ทุกอย่างพร้อมจึงอาจไม่เคยมาถึงจริง

 

ในโลกการเงิน การเริ่มต้นเร็วทำให้พลังของการสะสมทำงานได้มากขึ้น ทุนด้านอื่นของชีวิตก็ไม่ต่างกัน การดูแลเพียงเล็กน้อยแต่ต่อเนื่องในวันนี้ มักใช้ต้นทุนน้อยกว่าการรอซ่อมแซมเมื่อปัญหาเติบโตขึ้นแล้ว

 

สุขภาพดีและมีเงินพร้อมอาจทำให้ชีวิตมั่นคงขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าเรามีคุณภาพชีวิตที่ดี หากจิตใจไม่มีความสงบ หรือไม่มีความสัมพันธ์ที่ทำให้ความมั่นคงนั้นมีความหมาย

 

ท้ายที่สุด ความมั่งคั่งที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่เราสะสมทุนด้านใดไว้มากที่สุด แต่อยู่ที่ทุนทั้งสี่ด้านยังช่วยให้เราใช้ชีวิตในแบบที่เลือกได้หรือไม่

 

เพราะฐานะทางการเงินที่ดีควรทำให้ฐานะของชีวิตดีขึ้นด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงตัวเลขด้านเดียวที่เติบโต ท่ามกลางการขาดทุนของชีวิตส่วนที่เหลือ

 

และหากพบว่าวันนี้ชีวิตบางด้านกำลังถูกละเลย เวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะเริ่มดูแล อาจไม่ใช่วันที่เราพร้อมกว่านี้ แต่อาจเป็นวันนี้ ขณะที่เรายังมีโอกาสทำให้ทุกด้านค่อยๆ กลับมาเดินไปด้วยกัน

 

ภาพ: Roman Samborskyi / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • Harvard T.H. Chan School of Public Health. “The Good Life: A Discussion with Dr. Robert Waldinger.” Harvard Study of Adult Development.
  • Ryu, S. & Fan, L. (2023). “The Relationship Between Financial Worries and Psychological Distress Among U.S. Adults.” Journal of Family and Economic Issues, 44, 16–33.
  • Ettman, C.K. et al. (2023). “Financial Strain and Depression in the U.S.: A Scoping Review.” Translational Psychiatry, 13.

The post อย่าใช้ความสำเร็จด้านเดียว วัดคุณภาพทั้งชีวิตของเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อเซ็กส์ไม่ใช่แค่เรื่องบนเตียง แต่เป็นภาษาของจิตใจในซีรีส์ญี่ปุ่น ‘S&X’ https://thestandard.co/s-x-japanese-series-sex-mind/ Fri, 28 Aug 2026 10:05:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1247777 ภาพโปรโมตซีรีส์ญี่ปุ่น S&X ทาง Netflix

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*     ในวั […]

The post เมื่อเซ็กส์ไม่ใช่แค่เรื่องบนเตียง แต่เป็นภาษาของจิตใจในซีรีส์ญี่ปุ่น ‘S&X’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปรโมตซีรีส์ญี่ปุ่น S&X ทาง Netflix

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*

 

ภาพโปรโมตซีรีส์ญี่ปุ่น S&X ทาง Netflix 1

 

ในวัฒนธรรมร่วมสมัยของญี่ปุ่นที่เซ็กส์ถูกแปรรูปให้กลายเป็นความบันเทิงอย่างดาษดื่น สังคมญี่ปุ่นกลับยังมีเส้นแบ่งทางวัฒนธรรมที่ชัดเจนระหว่าง ‘ความบันเทิงทางเพศ’ กับ ‘การพูดคุยเรื่องเพศอย่างเปิดเผยในชีวิตจริง’

 

ในงานวิจัยของ Durex Global Sex Survey ระบุว่า ญี่ปุ่นครองแชมป์ประเทศที่มีความถี่และความพึงพอใจในกิจกรรมทางเพศ ‘ต่ำที่สุดในโลก’ สอดรับกับวิกฤตอัตราการเกิดต่ำและปรากฏการณ์ความสัมพันธ์ไร้เซ็กส์ (Sexless) ที่ขยายตัวเป็นวงกว้าง ทว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องของฮอร์โมนลดลง หากแต่เป็นดัชนีชี้วัดความกดดันเชิงโครงสร้าง สังคมที่เรียกร้องความสมบูรณ์แบบและการเก็บงำความรู้สึกจนถึงขีดสุด บีบให้ผู้คนตัดวงจรการเชื่อมโยงกับมนุษย์ด้วยกันเอง

 

S&X ซีรีส์ 7 ตอนจาก Netflix ภายใต้การกำกับของ คุซาโนะ โชโกะ ดัดแปลงจากมังงะของ โมโตโอะ ทาดะ วางหมุดหมายไว้อย่างชาญฉลาดโดยไม่เดินตามขนบการขายความวาบหวิว แต่หยิบเอาภาวะผิดรูปของเรื่องเพศมาเป็นเครื่องมือผ่าตัดสภาพจิตใจของคนเมือง

 

ภาพโปรโมตซีรีส์ญี่ปุ่น S&X ทาง Netflix 2

 

เรื่องราวโฟกัสไปที่ ชิโมโตริ อิจิโตะ (เคนโตะ นากาจิมะ) นักบำบัดด้านเพศ ผู้คอยรับฟังและบำบัดปัญหาทางเพศที่ลึกซึ้งและซับซ้อนของผู้ป่วยหลากหลายเคส แม้ภายนอกเขาจะดูเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุขุมและเข้าอกเข้าใจคนอื่นอย่างดี แต่ตัวเขาเองกลับเก็บซ่อนปมความเจ็บปวดและความผิดปกติในใจบางอย่างที่ไม่เคยเปิดเผยให้ใครรู้ กระทั่งเขาได้กลับมาพบกับ ยูมิ (ยูโกะ อาระกิ) เพื่อนร่วมชั้นสมัยเรียน ทำให้เส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัว ความรัก และจรรยาบรรณวิชาชีพของเขาเริ่มถูกท้าทาย

 

สังคมญี่ปุ่นมักถูกมองจากภายนอกด้วยความประหลาดใจกับรูปแบบความรักและการระบายออกที่แปลกแยก ไม่ว่าจะเป็นการตกหลุมรักตัวละคร 2 มิติ วัฒนธรรมไอดอล ไปจนถึงการมีเพศสัมพันธ์ในโลกเสมือนจริงผ่านอุปกรณ์ VR ซีรีส์เรื่องนี้ตอบคำถามนั้นได้อย่างคมคายว่า พฤติกรรมเหล่านี้คือ “หลุมหลบภัย” ของคนที่มีชีวิตสองร่าง ร่างหนึ่งคือฟันเฟืองที่ประสบความสำเร็จ ทำงานหนัก ใส่หน้ากากตามความคาดหวังของสังคม แต่เนื้อแท้ข้างในว่างเปล่าและไม่ได้เป็นตัวเอง

 

ภาพโปรโมตซีรีส์ญี่ปุ่น S&X ทาง Netflix 3

 

เมื่อความสัมพันธ์กับมนุษย์จริงมีความเสี่ยงสูง ต้องแบกรับความผิดหวังและการถูกตัดสิน การถอยไปสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งจำลองที่ควบคุมได้จึงปลอดภัยกว่า ในโลกปัจจุบันที่เซ็กส์ไม่ได้ผูกติดอยู่กับการสืบพันธุ์อีกต่อไป แต่ขยายไปสู่การตอบสนองความต้องการทางจิตวิทยาที่ซับซ้อน ปัญหาจึงทวีความยุ่งยากตามไปด้วย

 

จุดเด่นสำคัญของบทคือการให้ความรู้ด้านจิตวิทยาเรื่องเพศ และรสนิยมเฉพาะกลุ่ม พร้อมตั้งหลักคิดสำคัญทางการแพทย์ว่า “ไม่มีรสนิยมทางเพศใดที่ถือว่า ‘วิปริต’ ตราบใดที่พฤติกรรมนั้นไม่ละเมิดผู้อื่น และไม่สร้างความทุกข์ทรมานใจให้กับตัวเจ้าของเอง” นี่คือการทลายอคติต่อเรื่องเพศและวิชาชีพเพศบำบัดอย่างตรงไปตรงมา

 

มิติที่น่าสนใจอีกด้านคือการแตะประเด็นพื้นที่ของผู้หญิงในสังคมปิตาธิปไตยของญี่ปุ่น ผู้หญิงยังคงถูกตีกรอบระหว่าง ‘ภรรยาและแม่ในอุดมคติ’ กับ ‘วัตถุทางเพศ’ ความขัดแย้งนี้ส่งผลให้ผู้หญิงจำนวนมากไม่กล้าสื่อสารความต้องการทางสรีระของตนเอง ภาวะความเย็นชาทางเพศหรือความเจ็บปวดขณะร่วมเพศที่ซีรีส์หยิบยกมา จึงไม่ได้เป็นความผิดปกติทางกายภาพ หากแต่เป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่ส่งสัญญาณปฏิเสธการถูกลดทอนคุณค่า

 

ภาพโปรโมตซีรีส์ญี่ปุ่น S&X ทาง Netflix 4

 

ความย้อนแย้งที่ทรงพลังที่สุดในเรื่องตกอยู่ที่ตัวละครนำ ชิโมโตริ อิจิโตะ ผู้เป็นนักบำบัดด้านเพศที่เชี่ยวชาญ ทว่าคนที่ให้คำแนะนำเรื่องเซ็กส์ได้ลึกซึ้งที่สุด กลับกลายเป็นคนที่ไม่เคยมีเซ็กส์ และมีภาวะเกลียดกลัวเรื่องเพศอย่างรุนแรง

 

บาดแผลทางใจในอดีตทำให้ชิโมโตริปิดกั้นตัวเองและใช้ทฤษฎีทางการแพทย์เป็นเกราะกำบัง ทว่าตลอดทั้ง 7 ตอน เส้นทางไม่ได้ถูกวางให้นักบำบัดเป็นผู้ช่วยชีวิตแต่เพียงฝ่ายเดียว หากแต่เป็นกระบวนการที่คนไข้แต่ละเคสทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนปมของเขา โจทย์ปัญหาและความกล้าหาญของคนไข้ในการเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด ได้กลายมาเป็นบทเรียนย้อนกลับที่สอนให้ตัวเขาเองค่อยๆ ปลดล็อกความกลัวในจิตใจ

 

การประกบคู่กับ ยูโกะ อาระกิ ในบท ยูมิ หญิงสาวจากอดีต ช่วยสร้างแรงตึงเครียดที่สำคัญให้กับเรื่อง เคมีระหว่างทั้งสองคนไม่ได้หวานเลี่ยนแบบละครรักทั่วไป แต่เต็มไปด้วยความอึดอัด ความโหยหา และความกลัวต่อการล้ำเส้นจรรยาบรรณวิชาชีพ ส่วนงานกำกับภาพของ โชโกะ คุซาโนะ โดดเด่นด้วยการใช้โทนแสงธรรมชาติและพื้นที่ปิดเพื่อขับเน้นความรู้สึกโดดเดี่ยว การจัดวางบล็อกกิ้งในห้องบำบัดสะท้อนระยะห่างทางใจของตัวละครได้อย่างคมคาย โดยเฉพาะการไม่ประดิษฐ์ฉากเซ็กส์ให้ดูเร่าร้อนเกินจริง แต่ถ่ายทอดออกมาด้วยความเงียบและภาษาท่าทางที่สะท้อนถึงความเกร็ง ความกลัว หรือความแปลกแยก

 

ภาพโปรโมตซีรีส์ญี่ปุ่น S&X ทาง Netflix 5

 

แม้เจตนาของเรื่องจะน่าสนใจ แต่ S&X ยังมีข้อบกพร่องที่เห็นได้ชัด โดยเฉพาะลักษณะ “ทฤษฎีจัด” จนเกินพอดี บทสนทนาในห้องบำบัดหลายช่วงฟังดูเหมือนการอ่านตำราจิตบำบัดมาใส่ปากตัวละคร มากกว่าจะเป็นการพูดคุยอย่างเป็นธรรมชาติของมนุษย์

 

นอกจากนี้ ด้วยความยาวเพียง 7 ตอน ทำให้ช่วงท้ายที่เส้นเรื่องต้องคลี่คลายทั้งปมชีวิตส่วนตัวของชิโมโตริ ความสัมพันธ์กับยูมิ และการรักษาคนไข้ดำเนินไปอย่างรวบรัด การบำบัดที่ควรใช้เวลานานและซับซ้อนกลับถูกแก้ได้ด้วยบทสนทนาเพียงไม่กี่ฉาก ซึ่งลดทอนพลังความสมจริงลงไป

 

S&X ก้าวข้ามความเป็นการค้าลามกอนาจาร แล้วทำหน้าที่เป็นบันทึกทางสังคมวิทยาที่ซื่อตรง สารสำคัญที่ซีรีส์ต้องการสื่อคือ เรื่องเซ็กส์ไม่เคยเป็นแค่เรื่องของอวัยวะหรือสรีรวิทยา หากแต่เป็นภาษาที่เปลือยความเปราะบางที่สุดของจิตใจมนุษย์ และการเยียวยาไม่ได้เริ่มต้นที่การทำให้ร่างกายทำงานได้สมบูรณ์แบบ แต่เริ่มต้นจากการกล้ายอมรับความบกพร่อง และกล้าที่จะสื่อสารความจริงกับคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างจริงใจ

 

ดู S&X ได้แล้วทาง Netflix

 

ภาพ: Netflix

The post เมื่อเซ็กส์ไม่ใช่แค่เรื่องบนเตียง แต่เป็นภาษาของจิตใจในซีรีส์ญี่ปุ่น ‘S&X’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยาศาสตร์ในเศรษฐศาสตร์: Veblen in Plain English ธอร์สไตน์ เวเบลน ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน https://thestandard.co/thorstein-veblen-institutional-economics/ Fri, 28 Aug 2026 04:58:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1247573 ภาพปกหนังสือ ธอร์สไตน์ เวเบลน ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน

“เศรษฐศาสตร์นั้นมีความเป็นวิทยาศาสตร์ (scientific) มากก […]

The post วิทยาศาสตร์ในเศรษฐศาสตร์: Veblen in Plain English ธอร์สไตน์ เวเบลน ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกหนังสือ ธอร์สไตน์ เวเบลน ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน

“เศรษฐศาสตร์นั้นมีความเป็นวิทยาศาสตร์ (scientific) มากกว่าสังคมศาสตร์อื่นๆ” คำกล่าวเช่นนี้สร้างความหมั่นไส้ให้กับประชาคมสังคมศาสตร์ แต่นักเศรษฐศาสตร์ก็คิดเช่นนี้จริงๆ

 

ท่ามกลางความหลากหลายของความคิดทางอุดมการณ์ของเศรษฐศาสตร์ ในฝั่งหนึ่งมีแนวคิดที่มาจากมาร์กซในเรื่องวิทยาศาสตร์สังคมนิยม (scientific socialism) ส่วนในฝั่งที่นิยมตลาด นักเศรษฐศาสตร์หลายๆ คนไม่เคยจะคิดว่าเศรษฐศาสตร์อยู่ในสังคมศาสตร์เลยด้วยซ้ำ

 

นี่ตั้งคำถามกับเราว่าวิชาเศรษฐศาสตร์นั้นพิเศษกว่าใครเขาจริงหรือ?

 

ธอร์สไตน์ เวเบลน: ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน โดย เคน แมคคอร์มิก แปลไทยโดย นภนต์ ภุมมา อธิบายและพยายามสรุปแนวคิดของ ธอร์สไตน์ เวเบลน ที่ตั้งคำถามถึงหลักวิธีคิดของวิชาเศรษฐศาสตร์ และเสนอแนวทางเศรษฐศาสตร์สถาบัน เพื่อตอบคำถามถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ของเศรษฐศาสตร์ โดยชี้ไปถึงวิธีการคิดแบบวิวัฒนาการ (evolution)

 

หนังสือพยายามรวบรวมและแปลความหมายของงานเขียนเวเบลนอย่างเป็นระบบ เนื่องจากงานเขียนของเขานั้นอ่านยาก กระจัดกระจายและไม่สามารถอ่านอย่างเรียงลำดับได้ จึงสร้างความลำบากต่อผู้อ่านในการเชื่อมโยงให้เป็นระบบ หนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากที่รวบรวมภาพใหญ่ของความคิดเวเบลนให้ผู้อ่านได้เห็น แต่ทั้งนี้หนังสือก็เสริมเติมแต่งและนำเอาองค์ความรู้จากนักคิดเศรษฐศาสตร์สถาบันสมัยใหม่เข้ามาช่วยอธิบาย

 

หนังสือเริ่มจากข้อวิจารณ์ของเวเบลนที่ติเตียนเศรษฐศาสตร์กระแสหลักซึ่งใช้กรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์แบบตายตัวอิง ดุลยภาพ ว่าเป็นวิธีการจำแนกแบบอนุกรมวิธาน (taxonomy) วิธีของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเป็นกระบวนการแยกแยะแจกแจงสิ่งที่เกิดขึ้นในจุดๆ หนึ่ง โดยไม่คำนึงถึงพลวัติที่เป็นจริง วิธีเช่นนี้ทำให้เศรษฐศาสตร์อยู่ในกรอบแคบๆ ไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงและละเลยพลวัติที่มาจากการเติบโต สังคมมนุษย์ไม่ได้หยุดนิ่ง และมีการเปลี่ยนแปลงทางสถาบันอยู่ตลอดเวลา วิธีการดุลยภาพของกระแสหลักจึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ของเศรษฐศาสตร์

 

ดังนั้น เศรษฐศาสตร์จึงต้องใช้วิธีการแบบ วิวัฒนาการ เป็นกระบวนการระเบียบวิธีเชิงวิทยาศาสตร์ ต้องกล่าวก่อนว่าแม้วิธีการนี้จะมาจาก ชาล์ส ดาวิน ที่เล่าถึงวิวัฒนาการของสัตว์ แต่เมื่อมาปรับใช้กับสังคมมนุษย์แล้ว เราต้องสำเหนียกว่ามนุษย์นั้นมีสติที่จะเลือก ไม่ได้มีพฤติกรรมที่กำหนดโปรแกรมไว้แล้วเช่นสัตว์ สังคมมนุษย์จึงวิวัฒน์ตามทางเลือกสองขั้วของสัญชาตญาณและกมลสันดาน (instinct and traits) ที่มีในธรรมชาติของมนุษย์เราทุกคน เรามีธรรมชาติขั้วหนึ่งที่ทำงานเพื่อเอาตัวรอด และอีกขั้วที่เอาเปรียบเพื่อให้รอดอยู่สบาย เวเบลนเรียกธรรมชาติของมนุษย์สองขั้วนี้แตกต่างกันไปตามแต่บริบท ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือการเปรียบเทียบระหว่าง สัญชาติญาณการล่า (predatory instinct) ในฐานะคู่ตรงข้ามกับสัญชาติญาณการผลิต (instinct of workmanship)

 

นี่ทำให้สถาบันในสังคมของเราเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมมนุษย์ ธรรมชาติของมนุษย์ผลักดันให้เราปรับตัวเอาตัวรอดตามกมลสันดานสองขั้ว ระบบตลาด ระบบกฎหมาย ประเพณี ศาสนา ความเชื่อ ความคิดความเข้าใจทางศีลธรรม ฯลฯ คือสถาบันซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากแรงผลักดันทางวิวัฒนาการ ในแง่นี้หนังสือได้สรุปการให้เหตุปัจจัยของเวเบลนอย่างตรงไปตรงมา ชี้ให้เห็นว่าสถาบันเกิดมาจากการวิวัฒน์ของสังคมตามธรรมชาติที่มีตามสัญชาตญาณสองขั้วในมนุษย์

 

หนังสือชี้ว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของการวิวัฒน์มาจากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยี พลวัติในสัญชาตญาณสองขั้วของมนุษย์และเทคโนโลยีเป็นตัวกำหนดทิศทางของสถาบันในสังคม หนังสือนำเอาองค์ความรู้สมัยใหม่จากนักวิชาการที่ดำเนินรอยตามเวปเบลนมาใช้ เพื่อประกอบการอธิบายพลวัติของเทคโนโลยี เนื่องเพราะเวปเบลนไม่ได้วิจารณ์เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงสังคมเราเช่นในสมัยนี้ โดยหนังสือหยิบเอาตัวอย่าง เทคโนโลยีทางการแพทย์ นวัตกรรมการกำหนดเวลา การผลิตทางอุตสาหกรรม ฯลฯ ซึ่งสร้างพลวัติการเปลี่ยนแปลง หนังสือต้องอาศัยกรอบการอธิบายเชิงสถาบันตามงานของ Joel Mokyr ที่เพิ่งได้รางวัลโนเบลในปี 2025 ในการนำเสนอ เพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเข้ามารวมกับรากฐานการวิวัฒนาการสถาบัน และไหนจะมีเรื่องของ AI ปัญญาประดิษฐ์ซี่งไม่มีในหนังสือที่ยังต้องมีการทำความเข้าใจถึงผลกระทบของมันอีกมาก

 

กระนั้นครึ่งแรกของหนังสือประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำให้ผู้อ่านเข้าใจความคิดภาพรวมที่เป็นแนวทางของเวเบลนและเศรษฐศาสตร์สถาบัน พลวัติในธรรมชาติของมนุษย์และเทคโนโลยีที่วิวัฒน์ออกมาเป็นสถาบันในสังคม เรียกว่าอธิบายโมเดลทางเศรษฐศาสตร์สถาบันให้ผู้อ่านเข้าใจออกมาเป็นภาพใหญ่โดยไม่ได้ใช้คณิตศาสตร์แต่อย่างใด

 

ในส่วนที่เหลือ หนังสือได้นำโมเดลทางความคิดที่อธิบายไว้ในครึ่งแรกไปขยายและเจาะลึกในประเด็นต่างๆ ตั้งแต่ ความก้าวหน้าในประวัติศาสตร์ (progress) ที่สันดานสองขั้วของมนุษย์ปะทะกัน แต่ไหนแต่ไรจากสังคมบุพกาลมายังยุคอุตสาหกรรมและการค้า ความหมายและคำอธิบายของคำว่า ทุน ที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้กันอย่างห้วนๆโดยไม่มีทฤษฎีมารองรับ การบริโภคโอ้อวด ของชนชั้นสูงแสดงความสุนทรีย์ที่มาจากธรรมชาติตามกมลสันดานอีกด้านของมนุษย์ซึ่งชอบมองบน กลไกนี้ควบคุมพฤติกรรมเพื่อการปกครองแบบลำดับขั้น และ การศึกษา ที่เวบเบลนเห็นว่าอาจจะถูกนำมาใช้ในการกำหนดลำดับขั้นมากกว่าการแสวงหาปัญญาอย่างที่ควรจะเป็น

 

เวเบลนนั้นมีชื่อเสียงจากบทวิจารณ์ความเป็นวิทยาศาสตร์ในเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ตั้งคำถามและเสนอว่าเศรษฐศาสตร์ควรใช้วิธีการทางวิวัฒนาการในการมองภาพรวม ตรงกันข้ามกับการวิเคราะห์ดุลยภาพ หนังสือเล่มนี้สรุปแนวคิดของเวเบลนและอธิบายให้ทำความเข้าใจได้ง่าย พร้อมกับเจาะลึกไปในประเด็นทางพฤติกรรมต่างๆที่เกิดจากธรรมชาติสองขั้วของมนุษย์ที่แสดงออกมาในสถาบันของสังคม

 

กระนั้น แม้ ธอร์สไตน์ เวเบลน: ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน จะสื่อความคิดของเวบเบลนออกมาให้เข้าใจง่าย พร้อมกับอธิบายโมเดลวิธีการคิดแบบวิวัฒนาการออกมา แต่การอธิบายก็เสริมเติมแต่งแนวทางสมัยใหม่เข้าไป อาจจะไม่เถรตรงถูกใจผู้ศึกษาความคิดของเวเบลนอย่างเป็นวิชาการนัก รวมถึงไม่ได้อ้างอิงและอธิบายบทความทั้งหมดของเวบเบลนอย่างครบถ้วน อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้อ่านที่กำลังแสวงหาแนวความคิดที่สามารถตอบโจทย์เศรษฐกิจสังคมที่มีอยู่จริง โดยเฉพาะการทำความเข้าใจโลกที่ผันผวนและวิวัฒน์ไปอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นความปั่นป่วนรอบตัวเรา ท่านผู้อ่านสามารถเริ่มที่หนังสือเล่มนี้ ตั้งคำถามถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ในเศรษฐศาสตร์ เรียนรู้วิธีมองสังคมมนุษย์ผ่านกรอบวิวัฒนาการในเศรษฐศาสตร์สถาบันซึ่งมีต้นธารมาจาก ธอร์สไตน์ เวเบลน

 

หมายเหตุ :

 

  • ผู้เขียนอยากแย้งว่าจริงๆ แล้วไม่เห็นด้วยกับการตีความเช่นนี้ หนังสือชี้ว่าทั้งสันดานของมนุษย์และเทคโนโลยีทำงานอย่างเป็นพลวัต ส่งผลให้เกิดการวิวัฒนาการในสังคม การตีความนี้ให้เหตุปัจจัย (causality ) ชัดเจนว่า สถาบัน = f (มนุษย์, เทคโนโลยี) โดยเทคโนโลยีเป็นตัวแปรภายนอก ผู้เขียนอยากแย้งว่าควรจะมองเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันต่างหาก มนุษย์กำหนดทั้งเทคโนโลยีที่จะใช้และตัวสถาบันที่ดำเนินการใช้เทคโนโลยี
  • เวเบลน ติเตียน ทฤษฎีมูลค่าทุน ของเศรษฐศาสตร์ทั้งสองฝ่าย อาจารย์ของเขาเอง John Bate Clark ผู้ริเริ่มแนวคิด marginal product of capital และ คาร์ล มาร์กซ ที่ใช้ทฤษฎีมูลค่าแรงงาน ในเชิงที่พวกเขามองเศรษฐศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์ที่ตายตัว ทฤษฎีมูลค่าทุนของทั้งสองฝ่ายนั้นก็ไม่สามารถแก้ไขทางคณิตศาสตร์ได้
  • เอาให้จริงเราก็สามารถวิจารณ์เวเบลนได้ว่า วิธีการแบบวิวัฒนาการในเศรษฐศาสตร์ ก็ไม่เป็นวิทยาศาสตร์เช่นกัน เพราะไม่มีตัวชี้วัด (measurement) เพราะเวเบลนก็ไม่มี ทฤษฎีมูลค่าทุน ซึ่งเป็นตัวเลข

The post วิทยาศาสตร์ในเศรษฐศาสตร์: Veblen in Plain English ธอร์สไตน์ เวเบลน ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Next Bigshot = Bitcoin (BTC) ? … Hear me out. https://thestandard.co/bitcoin-next-bigshot/ Thu, 20 Aug 2026 10:45:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1244219 ภาพมือถือแสดงโลโก้ Bitcoin และเหรียญ Bitcoin วางอยู่บนโต๊ะ

ทุกวันนี้สินทรัพย์แต่ละตัวเคลื่อนไหวเร็วและแรงมาก ̷ […]

The post The Next Bigshot = Bitcoin (BTC) ? … Hear me out. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมือถือแสดงโลโก้ Bitcoin และเหรียญ Bitcoin วางอยู่บนโต๊ะ

ทุกวันนี้สินทรัพย์แต่ละตัวเคลื่อนไหวเร็วและแรงมาก … ทั้งหุ้นสหรัฐฯที่ทำ All-time high, หุ้นเกาหลีที่วิ่งขึ้นและลงแบบรถไฟเหาะจากการ leverage ของนักลงทุนยุคใหม่, ราคาทองคำที่รีบาวน์กลับมาใกล้ US$4500/oz ขนาดหุ้นไทยยังทำทรงจะไปทดสอบ 1,700 จุด … ตอนนี้ยังมีอะไรถูก / มีอะไรยังพอซื้อได้บ้าง ?

 

คำตอบผมนะ ผมคิดว่ามันคือ Bitcoin (BTC)

 

Not Financial Advice แบบฟินฟลูการเงินนะครับ อิอิ แต่ Hear me Out.

 

ประการแรก: Downcycle ของ Bitcoin (ขึ้น 3 ปี ลง 1 ปี) ผ่านมาแล้วกว่าครึ่งทาง

 

หากใครเป็นสาย Crypto น่าจะทราบถึง Crypto Winter หรือ วัฎจักร 4 ปี ของ Bitcoin (ขึ้น 3 ปี ลง 1 ปี)

 

และ ใช่ครับปี 2026 คือ ปีที่ลง 1 ปี พอดิบพอดี และ ผ่านมากว่าครึ่งทางของปี 2026 เรียบร้อยแล้ว

 

มากไปกว่านั้น หากดูอีกมุม ถ้าเราพิจารณาจากรูป Bitcoin Holder Realized Price หรือ ต้นทุนราคาการถือครอง Bitcoin ของแต่ละประเภทบุคคล, นักลงทุน (ราคาต้นทุนของนักลงทุนระยะสั้น ราคาต้นทุนของนักลงทุนระยะยาว และ ราคาต้นทุนของนักลงทุนทั้งหมด)

 

เราจะพบว่า ราคาของ Bitcoin ปัจจุบัน เทียบเท่าหรือแทบจะใกล้กับราคาต้นทุนของนักลงทุนระยะสั้น และ ห่างจากราคาต้นทุนของนักลงทุนระยะยาวอีกไม่ไกลเท่าไหร่ หรือ ราว US$10K+/-

 

ถือว่าถูกมากครับ เมื่อเทียบกับช่วงปี 2024 และ 2025 ที่ส่วนต่างราคา Bitcoin กับราคาต้นทุนของนักลงทุนระยะยาวห่างกับเกือบราว US$50K+/-

 

ประการที่สอง: BTC/Gold Ratio ต่ำสุดในรอบ 3 ปี (เทียบเท่าปี 2022, 2023)

 

เราดูในเชิงของตนเองไปแล้ว (ราคา และ Pattern ของ Bitcoin เองในอดีต)

 

คราวนี้เรามาดูกันในเชิงเปรียบเทียบกันบ้าง … แน่นอนครับ ต้องเปรียบกับคู่แข่งตลอดกาลอย่าง “ทองคำ” … ดูสิ้ ทองคำ กับ ทองคำดิจิทัล ใครจะแน่กว่ากัน

 

ผมนำภาพ BTC/Gold ratio มาให้ดูครับ หรือ ภาพสัดส่วนที่กำลังจะบอกว่า Bitcoin เทียบกับราคาทองคำ … อะไร และ ใคร ถูกแพงกว่ากันแค่ไหน …

 

… ซึ่งเราจะเห็นว่า Ratio ดังกล่าวต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี หรือ พูดง่ายๆ ราคา Bitcoin ถูกมากเมื่อเทียบกับ ราคา ทองคำ และ ถูกที่สุดใน รอบ 3 ปี

 

ประการสุดท้าย: US Yields 30 ปี สหรัฐฯ ทะลุ 5.25% ทำ New high รอบ 19 ปี

 

และ สุดท้าย หนีไม่พ้น คือ ประเด็นเศรษฐกิจครับ เพราะ ปัจจุบัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯทะลุ 5.25% ทำจุดสูงสุดใหม่ หรือ New high รอบ 19 ปี ตั้งแต่ปี 2007 เรียบร้อยแล้ว

 

… สะท้อนความไม่เชื่อมั่นต่อการถือพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของสหรัฐฯ และ ชัดเจนครับว่าถึงแม้จะให้ Yields 5%++ … คนก็ไม่ถืออยู่ดี

 

จนล่าสุด กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ถึงขนาดต้องประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลมากกว่าสองเท่า เพื่อดูดซับแรงขายพันธบัตรตัวยาว

 

ซึ่งผมว่าขอนี้ชัดนะครับ เพราะว่าเหตุการณ์นี้

 

คนไม่มั่นใจพันธบัตรตัวยาว ย้ำว่าตัวยาว ของสหรัฐฯ และ เพื่อนๆลองถามตัวเองดูว่า สินทรัพย์ใดเกิดมาเพื่อแทนที่การถือเงินดอลลาร์, พันธบัตรสหรัฐฯ… มันก็คือ Bitcoin ยังไงล่ะ … Bitcoin เกิดมาเพราะไม่ชอบที่รัฐแทรกแซงไง !

 

ดังนั้น ใครตกรถสินทรัพย์อะไรในปีนี้ … Hear me Out ครับ

 

และ ลองไปพินิจพิเคราะห์ ตัดสินใจกันดูเองครับ (Not Financial Advice) (Just Hear me Out)

 

ภาพมือถือแสดงโลโก้ Bitcoin และเหรียญ Bitcoin วางอยู่บนโต๊ะ 1

ภาพมือถือแสดงโลโก้ Bitcoin และเหรียญ Bitcoin วางอยู่บนโต๊ะ 2

 

*ที่มา: MacroMicro/ CBOND

 

หมายเหตุ:

  • การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ ทั้งสิ้น

 

ภาพ: Phongphan / Shutterstock

The post The Next Bigshot = Bitcoin (BTC) ? … Hear me out. appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2) https://thestandard.co/yen-odyssey-intervention-future/ Wed, 19 Aug 2026 07:29:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1243669 The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2)

บทความก่อนเราได้เรียนรู้จากมหากาพย์การเดินทางของค่าเงิน […]

The post The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2) appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2)

บทความก่อนเราได้เรียนรู้จากมหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยนหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ระดับราคาของเงินที่มีผลต่อทิศทางในอนาคต การกลับทิศที่มักเกิดขึ้นเมื่อมีวิกฤตเศรษฐกิจ และเป้าหมายของอัตราแลกเปลี่ยนที่ขยับไปตามยุคสมัย

 

เราทิ้งท้ายไว้ด้วยคำถามว่าแรงส่งของเงินเยนจากการเข้าแทรกแซง จะทำให้เงินเยนแข็งค่าได้จริงหรือ

 

เริ่มจากฝ่ายที่มองว่าการเปลี่ยนทิศรอบนี้จะไม่สำเร็จ ให้เหตุผลว่าลึกๆ ในใจผู้กำหนดนโยบายอาจไม่ได้ต้องการให้เยนแข็งทันที

 

การแทรกแซงครั้งนี้เป็นแบบ Sterilized Intervention คือกระทรวงการคลังนำเงินสำรองไปซื้อเยนแต่ปริมาณเงินในระบบเท่าเดิม จึงเป็นเพียงการเปลี่ยนมือผู้ถือสินทรัพย์ระยะสั้น

 

ข้อที่สอง การแทรกแซงเกิดขึ้นแทนที่การขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง คาดว่าเป็นเพราะญี่ปุ่นระวังกับระดับหนี้สาธารณะ/GDP ที่สูงกว่า 200% ทำให้ผลจากการพยุงค่าเงินเกิดขึ้นแค่ในช่วงเวลาจำกัด

 

ข้อที่สามคือการเมือง รัฐบาล Takaichi ยังคงต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจและควบคุมเงินเฟ้อ ปริมาณเงินเยนที่เพิ่มขึ้นจะสร้างความกังวลด้านความยั่งยืนของนโยบายภาษี หรือกดดันให้เยนอ่อนค่าลงเร่งเงินเฟ้อได้อีก

 

ระยะสั้นถึงสิ้นปี 2026 กรณีที่เป็นไปได้มากที่สุดคือกรอบ 150-165 เยนต่อดอลลาร์

 

สำหรับมุมมองด้านแข็ง การจะลงไปต่ำกว่า 150 เยน/ดอลลาร์ ผมมองว่าโอกาสมีน้อย เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจญี่ปุ่นคงเดิม ดอกเบี้ยโดยรวมต่ำกว่าสหรัฐ เยนแข็งเร็วอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีเดียวคือ Fed ต้องกลับเข้าสู่รอบการลดดอกเบี้ย เพราะเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะชะลอตัวพร้อมกับเงินเฟ้อลดลง

 

ในทางกลับกัน การปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนทะลุ 165 เยน/ดอลลาร์ ก็มีความเป็นไปได้ต่ำ เนื่องจากทั้งสองประเทศเพิ่งประกาศจุดยืนร่วมกันว่าเยนต่ำกว่ามูลค่าอย่างมีนัยสำคัญ การปล่อยเยนอ่อนจากจุดแทรกแซงเดิม เท่ากับยอมรับว่าปฏิบัติการล้มเหลว เป็นต้นทุนทางการเมืองที่สูงมากสำหรับทั้งสองประเทศ

 

นอกจากนี้ ในระยะยาว โครงสร้างของเศรษฐกิจโลกปัจจุบันชี้ว่าจุดที่เหมาะสมจริงอาจไม่จำเป็นต้องใกล้จุดเริ่มต้นของการเดินทางเสมอไป

 

แม้แบบจำลองมูลค่าที่เหมาะสมของสถาบันวิจัยชั้นนำหลายแห่งชี้ตรงกันว่าเยนถูกกว่าพื้นฐานอยู่ราว 30-40% ค่ากลางอยู่ในช่วง 110-115 เยน/ดอลลาร์

 

แต่ในมุมมองของผม จุดสมดุลใหม่ที่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันไม่จำเป็นต้องอ้างอิงอดีต เพราะโครงสร้างที่เปลี่ยนไปเช่นญี่ปุ่นตอนนี้ต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด ดุลบริการก็หดตัวจากธุรกิจ digital นอกจากนั้นบริษัทญี่ปุ่นก็ย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศไปแล้วเป็นส่วนใหญ่

 

เป้าหมายดอลลาร์​/เยนใหม่จะปรากฏชัดเจน เมื่อญี่ปุ่นสามารถปลดล็อกสามเงื่อนไขสำคัญได้

 

เงื่อนไขแรก คือส่วนต่างดอกเบี้ยนโยบายต้องกลับสู่จุดที่สมดุล

 

ไม่ใช่แคบลงเพียงเพราะ BOJ ขึ้นดอกเบี้ย แต่ Fed ต้องลดดอกเบี้ยควบคู่ไปด้วย เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยเป็นเหตุผลสำคัญที่เงินทุนของสถาบันขนาดใหญ่จะถูกปรับสัดส่วนกลับมาถือสินทรัพย์ญี่ปุ่นอย่างถาวร ไม่ใช่แค่ปิดสถานะเก็งกำไรชั่วคราว

 

เงื่อนไขที่สอง คือทิศทางนโยบายการคลังต้องกลับเข้าสู่สมดุล

 

ในทางทฤษฎีมีสามทางคือ ตัดลดรายจ่าย เก็บภาษีเพิ่ม หรือปล่อยให้เงินเฟ้อและการเติบโตช่วยลดสัดส่วนหนี้ แต่ในทางปฏิบัติ ผมมองว่ารัฐบาล Takaichi อยากเลือกแค่ทางเลือกที่ 3 แต่อาจต้องรอจนกว่าจะมีจุดเปลี่ยนสำคัญ เช่นวิกฤตเศรษฐกิจโลกเกิดขึ้นก่อน

 

เงื่อนไขที่สาม คืออัตราแลกเปลี่ยนต้องสร้างสมดุลใหม่ให้กับธุรกิจญี่ปุ่นได้ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

 

หมายความว่าเงินเยนต้องอยู่ในระดับที่ทำให้เงินเฟ้อไม่สูงเกินไป ขณะเดียวกันก็ต้องไม่แข็งจนลดความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไปพร้อมกัน ซึ่งอาจไม่ใช่ตัวเลขคงที่ตัวเดียวเหมือนในอดีต

 

สำหรับนักลงทุนไทย สิ่งที่ผมมองว่าจะเกิดขึ้นจริงคือ เยนอาจไม่แข็งค่าเร็ว ขณะเดียวกัน BOJ ก็อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยช้ากว่าที่ตลาดคาด

 

แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือมุมมองเรื่องความสัมพันธ์

 

ในอดีต เยนแข็งเป็นสัญญาณลบเสมอ เพราะมักเกิดจากวิกฤตที่ผลักเงินทุนถอยกลับเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย ในยุค Abenomics ความสัมพันธ์ระหว่างเยนอ่อนกับตลาดหุ้นที่ขึ้นสูงถึงระดับ 0.8

 

แต่ช่วงนี้ Correlation ลดเหลือเพียง 0.2 ถ้าการแข็งค่ารอบนี้เกิดจากความตั้งใจของนโยบายเหมือนช่วง Plaza Accord พร้อมดอกเบี้ยที่กลับสู่ระดับปกติ และกำลังซื้อในประเทศที่ฟื้น เยนแข็งจะเปลี่ยนสถานะจากศัตรูของตลาดหุ้นญี่ปุ่น มาเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติได้เป็นครั้งแรกในรอบสามทศวรรษ

 

ท้ายที่สุด บทเรียนจากมหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน อาจเป็นเรื่องการพิสูจน์ความตั้งใจของผู้กำหนดนโยบายญี่ปุ่นเอง

 

โอดิสซิอุสมีทางเลือกที่จะเป็นอมตะอยู่บนเกาะของนางคาลิปโซตลอดไป แต่เขาเลือกที่จะกลับบ้านแม้ต้องเสี่ยงตายอีกหลายครั้ง

 

ญี่ปุ่นก็มีทางเลือกไม่ต่างกัน ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาเยนอ่อนคือทางที่สบายที่สุด จนวันนี้ที่ผลข้างเคียงเริ่มกลายเป็นความเสี่ยง

 

อย่างไรก็ดี การตั้งเป้าหมายกลับตัวไม่ใช่จุดจบ เหมือนโอดิสซิอุสที่ต้องยิงธนูพิสูจน์ตัวเองก่อนจะได้บ้านคืนจริง ญี่ปุ่นก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง และนั่นคือบททดสอบที่ยากกว่าการตัดสินใจกลับตัวเสียอีกครับ

 

The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2) 1

ทิศทางตลาดหุ้นญี่ปุ่นและความสัมพันธ์กับค่าเงินเยนช่วง 60ปีที่ผ่านมา

ที่มา: BOJ, Bloomberg และ FSS

 

ภาพ: Dragon Claws / Shutterstock

 

 

The post The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2) appeared first on THE STANDARD.

]]>