OpenAI Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/openai/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 28 Oct 2026 02:32:19 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 บท 2: เหยียบก็เปลือง ผ่อนก็แพ้ https://thestandard.co/ai-race-capital-war-lesson/ Wed, 28 Oct 2026 02:32:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1272504 ภาพจำลองการแข่งขันโมเดลปัญญาประดิษฐ์หรือ AI บนสนามแข่งทะเลทราย

เมื่อธุรกิจโลกใหม่กลายเป็นการแข่งขันกลางทะเลทราย   […]

The post บท 2: เหยียบก็เปลือง ผ่อนก็แพ้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองการแข่งขันโมเดลปัญญาประดิษฐ์หรือ AI บนสนามแข่งทะเลทราย

เมื่อธุรกิจโลกใหม่กลายเป็นการแข่งขันกลางทะเลทราย

 

ฟัง Morning Wealth บนเวที Secret Sauce Summit 2026: The Age of Builders แล้ว ผมนึกถึงการแข่งขันรถกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้าง

 

ไม่มีใครรู้แน่ว่าเส้นชัยอยู่ที่ไหน… แต่ทุกคันกำลังเหยียบคันเร่ง

 

เหยียบก็เปลือง ผ่อนก็แพ้

 

ภาพนี้คล้ายการแข่งขันของธุรกิจโลกใหม่อย่างน่าประหลาด

 

โดยเฉพาะ AI ช่วงแรกแข่งกันว่า Model ใครเก่งกว่า – Model War

 

เมื่อ Model เก่งขึ้นเรื่อยๆ ก็พบว่า ความฉลาดอย่างเดียวไม่พอ ต้องมี Chip, Data Center, Energy และ Computing Power มหาศาลมารองรับ – Infrastructure War

 

แต่สร้างของเก่งและเร็วแล้ว นักลงทุนก็เริ่มถามว่า…แล้วรายได้อยู่ไหน?

 

จึงเข้าสู่ Revenue War

 

และเมื่อการสร้าง Infrastructure กับ Model ต้องใช้เงินมหาศาล ขณะที่รายได้กำลังมา แต่กำไรอาจยังอยู่อีกไกล สนามรบจึงเคลื่อนไปสู่อีกเรื่อง Capital War

 

บนเวทีมีการยก OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT กับ Anthropic ผู้สร้าง Claude เป็นตัวอย่าง เราอาจเห็น ChatGPT กับ Claude แข่งกันบนหน้าจอว่าใครฉลาดกว่า Coding ดีกว่า หรือมีความสามารถใหม่อะไรออกมาก่อนกัน

 

แต่หลังหน้าจอ ทั้งสองบริษัทกำลังแข่งอีกเกมหนึ่ง เกมของ Capital และ Confidence มีการพูดถึงความเป็นไปได้ของการเข้าสู่ตลาดหุ้นของทั้งสองบริษัท

 

ถ้าเปรียบเป็นการแข่งขันกลางทะเลทราย ผมจึงมองว่า ‘IPO ไม่ใช่เส้นชัย แต่เป็นปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง’

 

รถต้องแวะเติม เพื่อวิ่งต่อ ความยากคือ คนขับต้องแข่งทั้ง ความเร็วและความอึด

 

ยิ่งเหยียบ รถยิ่งเร็ว ตลาดยิ่งขยาย Revenue ยิ่งโต แต่น้ำมันก็ยิ่งถูก Burn

 

คนที่ลุ้นตัวโก่งอาจไม่ใช่แค่คนขับ แต่คือนักลงทุนที่ยืนดูเงินที่ตัวเองใส่เข้าไปถูกเผาไปเรื่อยๆ เขาอยากให้รถวิ่งเร็ว เพราะถ้าผ่อน คู่แข่งอาจแซง แต่อีกใจก็อยากเห็นกำไร

 

ปัญหาคือ หากบังคับให้บริษัทรีบทำกำไร ด้วยการลด Investment ลด Compute ลดคน หรือลดการขยายตลาด ก็อาจเหมือนสั่งให้นักแข่ง ถอนคันเร่ง ในขณะที่คู่แข่งกำลังเหยียบ

 

ทุกอย่างดูย้อนแย้งกัน

 

Revenue โต ไม่ได้แปลว่า Cash ดี

 

Cash Burn ไม่ได้แปลว่าธุรกิจไม่ดี

 

และยังไม่มีกำไร ก็ไม่ได้แปลว่าควรรีบทำกำไรเสมอไป

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ Burn เท่าไร? แต่คือ Burn เพื่ออะไร?

 

ถ้าเงินที่เผาวันนี้กำลังสร้าง Technology, Data, Customer Base, Brand, Network Effect หรือ Capability ที่ทำให้วันพรุ่งนี้คู่แข่งตามได้ยากขึ้น นั่นอาจเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อซื้ออนาคต

 

แต่ถ้าทันทีที่หยุดอัดเงิน Growth ก็หยุด…เราอาจไม่ได้กำลัง สร้าง Growth แต่อาจเพียงกำลัง เช่า Growth ด้วยเงินของนักลงทุน

 

สองอย่างนี้หน้าตาคล้ายกันมาก

 

จนกระทั่งเงินเริ่มหมด

 

นี่ทำให้ผมคิดต่อว่า ใน Age of Builders เราพูดถึง Software Engineer กันมาก

 

แต่บางที Financial Engineer อาจสำคัญไม่แพ้กัน

 

ผมไม่ได้หมายถึง Financial Engineering ในความหมายของการสร้างตราสารการเงิน แต่หมายถึงคนที่สามารถออกแบบ Capital, Liquidity และจังหวะการใช้เงิน ให้สัมพันธ์กับความเร็วของธุรกิจ

 

Software Engineer ทำให้รถ วิ่งเร็วขึ้น Financial Engineer ต้องรู้ว่า เมื่อไรควรเหยียบ เมื่อไรควรผ่อน น้ำมันเหลือเท่าไร ปั๊มหน้าอยู่ไกลแค่ไหน

 

และที่ยากที่สุดคือ ทำอย่างไรให้เจ้าของปั๊มยังเชื่อว่า รถคันนี้ควรได้รับน้ำมันเพิ่ม

 

CFO ยุคใหม่จึงไม่ได้บริหารเพียง Cash Flow แต่ต้องบริหาร Flow of Confidence ไปพร้อมกัน เพราะเงินไม่ได้ไหลเข้าบริษัทเพียงเพราะบริษัทต้องการเงิน มันไหลเข้ามาเพราะนักลงทุนและเจ้าหนี้ ยังเชื่อในอนาคตที่บริษัทกำลังสร้าง

 

Capital War จึงไม่ใช่การแข่งขันว่าใครหาเงินได้มากที่สุด แต่คือ ‘ใครเปลี่ยนเงินหนึ่งบาทที่ Burn วันนี้ ให้กลายเป็นระยะทางสู่ออนาคตได้ไกลที่สุด’

 

ก่อนออกจาก Session นี้ ผมมีสามคำถามที่อยากเอากลับไปคุยในห้องบอร์ด

 

  1. ถ้าวันนี้บริษัทเรายังขาดทุน เรารู้จริงหรือไม่ว่าเรากำลัง “ลงทุนเพื่อซื้ออนาคต” หรือเพียง “ใช้เงินซื้อเวลา”?
  2. ทุกบาทที่เรา Burn วันนี้ กำลังซื้ออะไรที่ทำให้พรุ่งนี้คู่แข่งตามเราได้ยากขึ้น?
  3. ถ้าปั๊มน้ำมันข้างหน้าปิด – นักลงทุนไม่เติมทุนก้อนใหม่ – รถของเรายังวิ่งต่อได้อีกไกลแค่ไหน โดยไม่ต้องผ่อนจนเสียการแข่งขัน?

 

Business Model ดีเลิศก็อาจไม่รอด รถดีที่สุดก็อาจไปไม่ถึงเส้นชัย

 

เพราะในการแข่งขันกลางทะเลทรายที่ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเส้นชัยอยู่ตรงไหน

 

ผู้ชนะอาจไม่ใช่คนที่ วิ่งเร็วที่สุด แต่อาจเป็นคนที่รู้ว่า

 

เมื่อไรควรเหยียบ เมื่อไรควรผ่อน และทำอย่างไรให้มีน้ำมันพออยู่ในการแข่งขัน จนถึงวันที่มองเห็นเส้นชัย

 

ภาพ: Jack_the_sparow / Shutterstock

The post บท 2: เหยียบก็เปลือง ผ่อนก็แพ้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Microsoft เปิดให้พนักงาน 6 หมื่นคนสมัครใจลาออก รับเงินชดเชยใกล้เคียงการเลิกจ้าง หลังทุ่มลงทุน AI ไตรมาสเดียวกว่า 1.69 ล้านล้านบาท https://thestandard.co/microsoft-offers-buyouts-60000-employees-ai/ Tue, 27 Oct 2026 10:18:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1272404 โลโก้บริษัท Microsoft บนอาคารสำนักงาน

Microsoft ประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม (ตามเวลาสหร […]

The post Microsoft เปิดให้พนักงาน 6 หมื่นคนสมัครใจลาออก รับเงินชดเชยใกล้เคียงการเลิกจ้าง หลังทุ่มลงทุน AI ไตรมาสเดียวกว่า 1.69 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้บริษัท Microsoft บนอาคารสำนักงาน

Microsoft ประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม (ตามเวลาสหรัฐฯ) ว่าจะเปิดโครงการสมัครใจลาออก (Voluntary Exit Offer) ให้พนักงานในสหรัฐฯ, แคนาดา, อินเดีย และสหราชอาณาจักร โดยแหล่งข่าวระบุว่ามีพนักงานที่เข้าเกณฑ์ราว 60,000 คน คิดเป็นราว 27% ของพนักงานทั้งหมด 223,000 คน

 

 
 

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดต้นทุนและปรับโครงสร้างองค์กรให้เข้ากับยุค AI โดยเปิดให้พนักงานระดับรองประธานลงมา หรือระดับ 70 ตามการแบ่งระดับภายในของ Microsoft

 

พนักงานที่มีสิทธิ์จะได้รับอีเมลรายละเอียดข้อเสนอ และต้องตัดสินใจภายในต้นเดือนธันวาคม ส่วนผู้ที่เข้าร่วมจะพ้นสภาพพนักงานในวันที่ 31 ธันวาคม

 

“โครงการสมัครใจลาออกเป็นส่วนสำคัญของวิธีที่เราปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง คือการสร้างความยืดหยุ่นมากขึ้น และเปิดทางให้พนักงานได้กำหนดบทต่อไปของชีวิตตัวเองมากขึ้นเท่าที่จะทำได้” เอมี โคลแมน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของ Microsoft ระบุในข้อความถึงพนักงาน

 

Microsoft ระบุว่าโครงการนี้มีระยะเวลาจำกัด โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับการช่วยเหลือทางการเงินและการวางแผนอาชีพ และตอนนี้ยังไม่มีแผนเปิดโครงการลักษณะนี้อีก

 

ได้สิทธิประโยชน์ใกล้เคียงเงินชดเชยเลิกจ้าง

 

แหล่งข่าวระบุกับ Bloomberg ว่าแผนกอย่าง Xbox, Windows, Copilot และฝ่ายการเงิน เปิดให้พนักงานทุกคนที่เข้าเกณฑ์รับข้อเสนอได้ ขณะที่พนักงานบางกลุ่ม เช่น ฝ่ายดาต้าเซ็นเตอร์ ฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด ความปลอดภัยไซเบอร์ และควอนตัมคอมพิวติง ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วม แต่ Microsoft ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในรายละเอียดเหล่านี้

 

โฆษกของ Microsoft ระบุว่าผู้ที่รับข้อเสนอจะได้สิทธิประโยชน์ใกล้เคียงกับเงินชดเชยการเลิกจ้างตามปกติของบริษัท

 

Business Insider รายงานว่า เมื่อ Microsoft ปลดพนักงานในสหรัฐฯ เมื่อต้นปีนี้ แพ็กเกจเงินชดเชยประกอบด้วยเงินเดือนพื้นฐานอย่างน้อย 60 วัน และพนักงานส่วนใหญ่ได้เงินเดือนพื้นฐานสูงสุด 39 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับระดับตำแหน่งและอายุงาน

 

ตัวอย่างเช่น พนักงานระดับ 64 ลงมา ได้เงินเดือนพื้นฐาน 1 สัปดาห์ต่ออายุงานทุก 6 เดือน ส่วนพนักงานระดับ 65-67 ได้ 2 สัปดาห์ต่ออายุงานทุก 6 เดือน

 

Microsoft คาดว่าจะมีพนักงานรับข้อเสนอครั้งนี้น้อยกว่าโครงการเกษียณก่อนกำหนดมาก และแหล่งข่าวระบุว่าบริษัทไม่ได้ตั้งเป้าจำนวนไว้ ทั้งนี้ ในบางกรณี Microsoft จะพยายามรั้งพนักงานเก่งๆ ไว้ หากพวกเขาเลือกรับข้อเสนอ

 

โดยทั่วไป ข้อเสนอให้สมัครใจลาออกมักให้กับพนักงานอาวุโสที่มีค่าตอบแทนสูง และมีเงื่อนไขดีกว่าการถูกเลิกจ้าง พนักงานที่กำลังตัดสินใจมักดูเงินเก็บของตัวเอง ความเสี่ยงที่จะถูกปลดในอนาคต สภาพตลาดงาน และระยะเวลาที่อาจต้องใช้หางานใหม่

 

ต่อยอดจากโครงการเกษียณก่อนกำหนด

 

โครงการครั้งนี้ต่อยอดจากโครงการเกษียณก่อนกำหนด (Voluntary Retirement Program) ครั้งแรกของ Microsoft ที่ประกาศเมื่อเดือนเมษายน ซึ่งเปิดให้พนักงานราว 8,600-9,000 คนที่เข้าเกณฑ์ตามอายุและอายุงาน และมีผู้รับข้อเสนอกว่า 30%

 

โครงการเกษียณก่อนกำหนดเปิดให้พนักงานระดับผู้อำนวยการอาวุโส หรือระดับ 67 ลงมา แต่โครงการใหม่ขยายสูงขึ้นไปถึงระดับรองประธาน แหล่งข่าวของ Business Insider ระบุว่าโครงการก่อนหน้าช่วยให้ Microsoft ปลดพนักงานในสัดส่วนที่น้อยกว่าปีก่อน

 

“โครงการนี้ต่อยอดจากสิ่งที่เราได้เรียนรู้เมื่อต้นปีผ่านโครงการเกษียณก่อนกำหนด” โคลแมนระบุ พร้อมบอกว่าโครงการนี้เป็น “อีกทางหนึ่งที่ช่วยให้แต่ละหน่วยงานปรับกำลังคนให้เข้ากับความต้องการที่เปลี่ยนไป”

 

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา Microsoft ปลดพนักงานไปหลายหมื่นคนในการปลดหลายระลอก โดย WSJ รายงานว่าเมื่อต้นปีนี้บริษัทประกาศปลดพนักงานในฝ่ายเกม Xbox 3,200 ตำแหน่ง ขณะที่ CNBC รายงานว่าเมื่อเดือนกรกฎาคม Microsoft ประกาศแผนปลดพนักงาน 4,800 คน

 

จำนวนพนักงานของ Microsoft แทบไม่เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทเริ่มทุ่มเงินลงทุนด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์อย่างหนัก จนกดดันงบประมาณและการจ้างงานในส่วนอื่นของบริษัท

 

ลงทุน AI หนักจนต้องคุมต้นทุน

 

Microsoft เร่งลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อรองรับความต้องการประมวลผล AI ที่สูงขึ้น ทั้งเพื่อให้บริการคลาวด์แก่ Anthropic, OpenAI และบริษัทอื่นๆ อีกจำนวนมาก

 

เมื่อเดือนกรกฎาคม บริษัทระบุว่ารายจ่ายลงทุนในไตรมาสเดือนกรกฎาคม-กันยายนน่าจะเกิน 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.69 ล้านล้านบาท) เทียบกับ 3.49 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.18 ล้านล้านบาท) ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งรวมสัญญาเช่าทางการเงินด้วย

 

Microsoft กำลังเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ โดยพยายามคิดค่าบริการจากลูกค้าตามปริมาณการใช้ AI จริงมากขึ้น และยังให้โปรแกรมเมอร์ พนักงานขาย และพนักงานซัพพลายเชนใช้เครื่องมือ AI ซึ่งบริษัทพบว่าได้ผลอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันก็ต้องการให้มีคนที่มีความสามารถเหมาะสม สำหรับบุกธุรกิจใหม่ที่มีโอกาสเติบโตมากที่สุด

 

Microsoft ต้องการเปลี่ยนผ่านโดยไม่ทำให้สถานะการเงินอ่อนแอลง ในไตรมาส 2 ขณะที่ Alphabet และ Amazon ซึ่งเป็นคู่แข่งด้านคลาวด์ ต่างมีกระแสเงินสดอิสระติดลบ แต่ Microsoft ยังมีกระแสเงินสดอิสระเป็นบวก 1.964 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.63 แสนล้านบาท) แม้จะลดลง 23% จากปีก่อน

 

บริษัทเทคโนโลยีรายอื่นก็พยายามลดคนเพื่อนำเงินไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่นกัน CNBC รายงานว่า Google เปิดโครงการสมัครใจลาออกในหลายหน่วยงานเมื่อปีที่แล้ว ส่วนจำนวนพนักงานของ Meta ลดลงกว่า 20,000 คนจากจุดสูงสุดเมื่อปลายปี 2022

 

โฆษกของ Microsoft ระบุว่าบริษัทต้องการพนักงานที่ทุ่มเทกับโจทย์ยากๆ ที่บริษัทกำลังแก้ ซึ่งคล้ายกับที่ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายอื่นเคยบอกว่า การจะได้ทำงานต่อหมายถึงต้องยอมรับการทำงานที่เร็วขึ้นและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

 

Microsoft มีกำหนดรายงานผลประกอบการในวันพุธที่ 28 ตุลาคม (ตามเวลาสหรัฐฯ) ซึ่งนักลงทุนจะจับตาสัญญาณว่าเงินลงทุนมหาศาลใน AI เริ่มให้ผลตอบแทนแล้วหรือยัง โดยหุ้น Microsoft ปรับขึ้นราว 1% ในช่วงกลางวันที่นิวยอร์กหลังมีข่าวนี้ออกมา

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.74 บาท ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2569

 

ภาพ: Nwz / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Microsoft เปิดให้พนักงาน 6 หมื่นคนสมัครใจลาออก รับเงินชดเชยใกล้เคียงการเลิกจ้าง หลังทุ่มลงทุน AI ไตรมาสเดียวกว่า 1.69 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Anthropic จ่อขายหุ้น IPO เข้าตลาด สรุปสาระสำคัญจากไฟลิ่ง 300 หน้า ‘โตเร็ว ขาดทุนหนัก และความเสี่ยงต่อมนุษยชาติในยุค AI’ https://thestandard.co/anthropic-files-ipo-nasdaq-filing/ Tue, 27 Oct 2026 06:12:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1272239 Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic ขณะร่วมการประชุมแถลงข่าว

Anthropic PBC ผู้พัฒนา Claude โมเดลปัญญาประดิษฐ์ประเภท […]

The post Anthropic จ่อขายหุ้น IPO เข้าตลาด สรุปสาระสำคัญจากไฟลิ่ง 300 หน้า ‘โตเร็ว ขาดทุนหนัก และความเสี่ยงต่อมนุษยชาติในยุค AI’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic ขณะร่วมการประชุมแถลงข่าว

Anthropic PBC ผู้พัฒนา Claude โมเดลปัญญาประดิษฐ์ประเภท Large Language Model (LLM) ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (S-1 Filing) ต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) อย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2026 ตามเวลาสหรัฐฯ เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq Global Select Market ภายใต้ชื่อย่อ “ANT” หลังจากยื่นไฟลิ่งแบบลับ (Confidential Filing) ไว้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

หากการเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดได้สำเร็จ Anthropic จะเป็นบริษัทรายใหญ่รายแรกของสหรัฐฯ ที่ทำธุรกิจพัฒนาโมเดล AI ระดับโลก ที่เข้าตลาดหุ้น และมีแนวโน้มจะเป็นหุ้น IPO ที่ระดมทุนได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ก่อนหน้า OpenAI คู่แข่งหลักที่คาดว่าจะเข้าตลาดในปีหน้า

 

มูลค่าที่ตลาดคาดหวัง 1.4-1.75 ล้านล้านดอลลาร์

 

ไฟลิ่งฉบับแรกยังไม่ระบุจำนวนหุ้นและช่วงราคาเสนอขาย ซึ่งจะเปิดเผยในเอกสารฉบับถัดไป โดยทั้งบริษัทและผู้ถือหุ้นเดิมบางส่วนจะร่วมเสนอขายหุ้นสามัญ Class A

 

มูลค่ากิจการของ Anthropic พุ่งขึ้นเร็วมาก จาก 1.83 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 6.1 ล้านล้านบาท เมื่อปีกว่าที่แล้ว เป็น 3.8 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 12.8 ล้านล้านบาท ในเดือนกุมภาพันธ์ และ 9.65 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 32.5 ล้านล้านบาท ในการระดมทุนรอบล่าสุด ส่งผลให้บริษัทมีมูลค่าแซงหน้า OpenAI ขึ้นเป็นบริษัทนอกตลาดที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก

 

Bloomberg อ้างแหล่งข่าวว่า หลังงาน Investor Day นักลงทุนประเมินมูลค่าที่เหมาะสมไว้ราว 1.4-1.5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 47 – 50 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าความคาดหวังช่วงแรกที่เกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 67 ล้านล้านบาท ขณะที่ Anthropic ปฏิเสธให้ความเห็น

 

บริษัทคาดว่าขนาด IPO จะเทียบเท่าหรือใหญ่กว่า SpaceX ที่ระดมทุนได้ 8.57 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมิถุนายน โดยบริษัทอาจเริ่มเดินสายให้ข้อมูลกับนักลงทุน (Road Show) ได้เร็วที่สุดในสัปดาห์ของวันที่ 9 พฤศจิกายน โดยมี Goldman Sachs และ Morgan Stanley เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลัก ร่วมกับธนาคารอีก 20 แห่ง

 

รายได้โต 14 เท่า แต่ขาดทุนสุทธิ 8 หมื่นล้านดอลลาร์

 

งบการเงินในไฟลิ่งชี้ว่า ครึ่งแรกปี 2026 Anthropic มีรายได้ราว 1.63 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 5.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 14 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ขาดทุนสุทธิสูงถึง 8.07 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.7 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องจากปี 2025 ที่ขาดทุนสุทธิราว 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์

 

ด้านต้นทุน ค่าใช้จ่ายด้าน Compute และโครงสร้างพื้นฐานในครึ่งแรกปี 2026 อยู่ที่ราว 8.9 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าจาก 2.3 พันล้านดอลลาร์ แต่ยังโตช้ากว่ารายได้ ทำให้ขาดทุนจากการดำเนินงานลดลงเหลือ 693 ล้านดอลลาร์ จาก 2.1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และเมื่อวัดแบบ Non-GAAP บริษัทพลิกจากขาดทุน 1.8 พันล้านดอลลาร์ มาเป็นกำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว (Adjusted Operating Income) ราว 1.6 พันล้านดอลลาร์

 

ตัวการที่ดันขาดทุนสุทธิให้พุ่งจากราว 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็น 8.07 หมื่นล้านดอลลาร์ คือรายการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของหุ้นกู้แปลงสภาพและตราสารอื่น ซึ่งเพิ่มจากราว 1.09 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็น 7.24 หมื่นล้านดอลลาร์

 

ทั้งนี้ การขาดทุนราว 7.24 หมื่นล้านดอลลาร์มาจากการปรับมูลค่ายุติธรรม (Fair Value) ของหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Notes) ที่พุ่งขึ้นตามมูลค่ากิจการ ซึ่งเป็นรายการทางบัญชีที่ไม่ใช่เงินสด ขณะที่ขาดทุนจากการดำเนินงานจริงเหลือเพียง 693 ล้านดอลลาร์ และหากวัดแบบ Non-GAAP บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานแล้ว คิดเป็นอัตรากำไรราว 10%

 

จุดแข็งที่บริษัทชูคือ Net Revenue Retention (NRR) หรืออัตราการรักษาและขยายรายได้จากลูกค้าเดิม ที่ราว 900% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2026 หมายความว่าลูกค้ากลุ่มเดิมจ่ายเงินในไตรมาสล่าสุดมากกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อนราว 9 เท่า (ไม่นับสมาชิกแพ็กเกจ Pro และ Max) ปัจจุบันมีลูกค้ากว่า 1,900 รายที่จ่ายเกิน 1 ล้านดอลลาร์ต่อปี และราว 250 รายที่จ่ายเกิน 10 ล้านดอลลาร์

 

อย่างไรก็ดี การเติบโตเริ่มชะลอ รายได้ไตรมาส 3 โตจากไตรมาสก่อนราว 45% ลดลงจากกว่า 140% ในไตรมาส 2 และบริษัทระบุเองใน S-1 ว่าไม่คาดว่าจะเติบโตในอัตราใกล้เคียงเดิมได้อีก ด้านภาระการลงทุนยังสูง และนับตั้งแต่สิ้นปี 2025 บริษัททำสัญญาจัดหา Compute ใหม่ มูลค่าขั้นต่ำราว 4.17 แสนล้านดอลลาร์ อายุสัญญาสูงสุด 20 ปี เทียบกับเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นราว 1.32 แสนล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน

 

ปัจจัยเสี่ยงเกือบ 100 หน้า ตั้งแต่ลูกค้ากระจุกตัวถึงความเสี่ยงต่อมนุษยชาติ

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงในไฟลิ่งความยาวเกือบ 100 หน้า ครอบคลุมตั้งแต่ความเสี่ยงทางธุรกิจทั่วไปไปจนถึงความเสี่ยงเฉพาะของผู้พัฒนา AI ระดับแนวหน้า ประเด็นหลักที่บริษัทระบุไว้มีดังนี้

 

  • AI ช่วยสร้าง AI อาจเร็วเกินกว่ามาตรการความปลอดภัย บริษัทใช้ Claude ช่วยพัฒนาโมเดลรุ่นถัดไปมากขึ้น ซึ่งเรียกว่า Closing the Loop หากโมเดลปัจจุบันมีข้อบกพร่อง อาจส่งต่อและสะสมไปยังรุ่นถัดไปโดยตรวจพบยาก และขีดความสามารถอาจก้าวหน้าเร็วกว่ามาตรการความปลอดภัย โดยบริษัทอาจรู้ตัวช้าเพราะหลักฐานส่วนใหญ่เป็นตัวชี้วัดย้อนหลัง
  • มาตรการระวังภัยมีต้นทุน บริษัทเคยชะลอการเปิดตัวและจำกัดการเข้าถึงโมเดล เช่น Mythos ที่เปิดให้ใช้ผ่าน Project Glasswing และเตือนว่ามาตรการลักษณะนี้อาจเกิดถี่ขึ้น แพงขึ้น และทำให้ตามหลังคู่แข่งที่ไม่ได้จำกัดตัวเองแบบเดียวกัน นอกจากนี้การฝึกโมเดลแต่ละรอบใช้เงินมหาศาลและอาจล้มเหลวได้ ซึ่งบริษัทยอมรับว่าเคยเกิดขึ้นแล้ว
  • การแย่งชิง Compute กับพันธมิตรที่เป็นคู่แข่ง บริษัทต้องแข่งหาทรัพยากรประมวลผลกับบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ที่มีทุนหนากว่า ผู้ให้บริการคลาวด์บางรายที่จัดหา Compute ให้ก็พัฒนาโมเดล AI ของตัวเอง ความสัมพันธ์จึงอาจไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ระยะยาวของ Anthropic เสมอไป บริษัทเปิดเผยว่าเคยขอ Compute มากกว่าที่พันธมิตรยอมจัดให้ และอาจได้ไม่ครบแม้มีสัญญา ขณะที่ต้นทุน Compute อาจพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • พึ่งพาชิปจากไต้หวัน บริษัทระบุว่าข้อจำกัดด้านปัจจัยการผลิตสำคัญที่ใช้สร้าง Compute อาจจำกัดการเข้าถึงทรัพยากรประมวลผลได้ โดยชิปขั้นสูงส่วนใหญ่ของโลกยังผลิตในไต้หวัน และหลักๆ ผลิตโดย TSMC หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างไต้หวันกับจีนทำให้การผลิตหรือการขนส่งชิปหยุดชะงัก ย่อมกระทบความสามารถในการฝึกและให้บริการโมเดลของบริษัทโดยตรง
  • กระแสต้านดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทมองว่าการต่อต้านจากสาธารณะต่อดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่จำเป็นต่อการฝึกและให้บริการโมเดล เป็นภัยต่อธุรกิจ และระบุว่าการต่อต้านนี้มีการรวมตัวและประสานงานกันเป็นระบบมากขึ้น ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่ของบริษัทตั้งอยู่ในสหรัฐฯ หากสูญเสียหรือเกิดเหตุขัดข้องรุนแรงที่ศูนย์ใหญ่แห่งใดแห่งหนึ่ง โครงสร้างพื้นฐานที่เหลืออาจรองรับแทนได้ไม่ทันที นอกจากนี้ บริษัทเคยให้คำมั่นโดยสมัครใจว่าจะร่วมรับภาระผลกระทบจากการใช้พลังงาน เช่น ค่าปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งอาจกลายเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นหากแนวปฏิบัตินี้กลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม
  • AI ที่ทำงานนอกเหนือการควบคุม ถึงขั้นความเสี่ยงต่อมนุษยชาติ โมเดลอาจทำงานในลักษณะที่ไม่ได้ตั้งใจ ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย (Misaligned) หรือทำงานอัตโนมัติ รวมถึงกระทำสิ่งที่เป็นอันตรายโดยไม่มีผู้ใช้คนใดสั่ง บริษัทระบุด้วยว่า หากระบบ AI ถูกพัฒนาโดยไม่มีมาตรการป้องกันและการกำกับดูแลที่เพียงพอ อาจก่อความเสี่ยงร้ายแรงถึงขั้นคุกคามการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ (Existential Risk) โดยเฉพาะหากถูกนำไปใช้ผิด ถูกทำซ้ำ ถูกใช้เป็นอาวุธ หรือถูกปล่อยให้ทำงานอย่างอิสระในระดับสูง บริษัทยังระบุว่าผู้ไม่หวังดีเคยใช้ AI ก่อเหตุโจมตีทางไซเบอร์แล้ว และการนำไปใช้ผิดในด้านชีววิทยาอาจสร้างความเสียหายรุนแรงกว่านั้น ขณะที่สัญญาและประกันภัยที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอรับมือความรับผิดที่ตามมา
  • รายได้กระจุกตัวและการเติบโตที่อาจชะลอ รายได้และลูกหนี้การค้าสัดส่วนสูงมาจากลูกค้าและช่องทางจัดจำหน่ายจำนวนจำกัด บริษัทย้ำว่ายังอยู่ในช่วงต้นของการเติบโต อัตราการเติบโตในอดีตไม่สามารถใช้คาดการณ์อนาคตได้ และหากตลาดโตช้ากว่าคาด การเติบโตอาจชะลอหรือหยุดชะงัก

 

ผู้ก่อตั้ง 7 คน รวยคนละกว่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่คุมเสียงโหวตไว้แน่น

 

ข้อมูลจากไฟลิ่งเปิดเผยว่าผู้ร่วมก่อตั้งทั้ง 7 คน ได้แก่ Dario Amodei, Daniela Amodei, Tom Brown, Jack Clark, Jared Kaplan, Sam McCandlish และ Christopher Olah ถือหุ้นคนละราว 1.4%

 

ขณะที่ดัชนี Bloomberg Billionaires ประเมินมูลค่าโดยคำนวณจากมูลค่าบริษัทที่ 9.65 แสนล้านดอลลาร์ หากอิงจากตัวเลขดังกล่าว จะทำให้ผู้ร่วมก่อตั้งแต่ละคนมีทรัพย์สินกว่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ และอาจเพิ่มเป็นกว่า 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์หากมูลค่ากิจการแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ (ก่อนคิดผลจากการออกหุ้นใหม่) ทั้งนี้ผู้ก่อตั้งทั้ง 7 คนให้คำมั่นว่าจะนำหุ้น Anthropic ของตน 80% ไปใช้เพื่อการกุศล

 

โครงสร้างการกำกับดูแลของ Anthropic ต่างจากบริษัทจดทะเบียนทั่วไปมาก บริษัทจดทะเบียนเป็น Public Benefit Corporation (PBC) ซึ่งกรรมการต้องถ่วงดุลผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นกับพันธกิจพัฒนา AI อย่างรับผิดชอบ ผู้ก่อตั้งจะถือหุ้น Class F ผ่านบริษัท Founder LLC ซึ่งมีสิทธิออกเสียงรวม 50.1% และสมาชิกแต่ละคนยังคงสิทธิไว้ได้ตราบที่ถือหุ้น Class A ไว้อย่างน้อย 2% ของจำนวนที่ถือ ณ วัน IPO

 

อำนาจดังกล่าวถูกถ่วงดุลโดย Long-Term Benefit Trust (LTBT) ซึ่งมีทรัสตี 5 คนที่ไม่มีส่วนได้เสียทางการเงิน และมีสิทธิแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการเสียงข้างมากของบอร์ด นอกจากนี้บริษัทได้โอนหุ้นราว 5% ของหุ้นทั้งหมดแบบ Fully Diluted ให้กองทุน Anthropic Public Benefit Fund ซึ่งเป็นบริษัทย่อยเพื่อประโยชน์สาธารณะ

 

ความมั่งคั่งไม่ได้กระจุกอยู่แค่ผู้ก่อตั้ง หากคำนวณจากไฟลิ่งว่าพนักงานและผู้ถือสิทธิซื้อหุ้น (Stock Options) มีกำไรรวมราว 9.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ณ เดือนมิถุนายน โดยมีราคาใช้สิทธิเฉลี่ยเพียง 2.89 ดอลลาร์ต่อหุ้น

 

จังหวะเข้าตลาดท่ามกลางความกังวลฟองสบู่ AI

 

Anthropic เข้าตลาดในช่วงที่วอลล์สตรีทกังวลว่าการใช้จ่ายด้าน AI จะคุ้มกับเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับหลายล้านล้านดอลลาร์หรือไม่ CNBC รายงานว่าหุ้นกลุ่ม Neocloud (ผู้ให้เช่าพลังประมวลผล GPU สำหรับงาน AI) อย่าง CoreWeave และ Nebius ร่วงกว่า 30% ในเดือนตุลาคม ขณะที่ความเสี่ยงด้านเครดิตในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มสูงขึ้น

 

ขณะที่ความต้องการระดมทุนก็เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน เพียง 2 ชั่วโมงก่อน Anthropic ยื่นไฟลิ่ง Meta ประกาศแผนระดมทุนผ่านการขายหุ้นสูงสุด 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังจาก Alphabet ตั้งเป้าระดมทุนผ่านหุ้นสูงสุด 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อต้นปี David Erickson อาจารย์จาก Columbia Business School และอดีตผู้บริหารฝ่ายตลาดทุนของ Barclays เตือนกับ Bloomberg ว่าถึงจุดหนึ่งตลาดอาจเผชิญอุปทานหุ้นล้นเกิน

 

Anthony Saglimbene หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Ameriprise มองว่าในอีก 6-18 เดือน นักลงทุนจะต้องการเห็นว่าเงินที่ทุ่มลงไปทำให้รายได้เพิ่มขึ้นจริง แต่การที่ Anthropic กล้ายื่นไฟลิ่งท่ามกลางความผันผวนก็ถูกมองเป็นสัญญาณบวก

 

ผลลัพธ์ของ IPO ครั้งนี้จึงไม่ได้ชี้ชะตาแค่ Anthropic แต่อาจเป็นตัวกำหนดว่าตลาด IPO ที่ซบเซาจะกลับมาคึกคักหรือไม่ และจะปูทางให้ OpenAI ที่คาดว่าจะตามเข้าตลาดในปีหน้าอย่างไร ส่วนคำถามว่ารายได้จะโตทันรายจ่ายหรือไม่ Aswath Damodaran ศาสตราจารย์ด้านการเงินจาก NYU Stern สรุปว่ายังไม่มีใคร รวมถึง Amodei เอง ที่รู้แน่ชัดว่ายอดขายของบริษัทจะเป็นเท่าไรในอีก 5 ปีข้างหน้า

 

ภาพ: FABRICE COFFRINI / GettyImages

 

อ้างอิง:

The post Anthropic จ่อขายหุ้น IPO เข้าตลาด สรุปสาระสำคัญจากไฟลิ่ง 300 หน้า ‘โตเร็ว ขาดทุนหนัก และความเสี่ยงต่อมนุษยชาติในยุค AI’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จบปริญญาเอกพรินซ์ตัน แต่สมัครงานกว่า 2,300 ตำแหน่งยังไม่ได้งาน เมื่อตลาดแรงงานสหรัฐฯ แทบไม่รับคนเพิ่มในยุค AI https://thestandard.co/princeton-phd-graduate-job-market/ Sun, 25 Oct 2026 12:43:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1271705 ภาพมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา

แจ็ก ไวส์ ชอบพูดติดตลกว่าตัวเองก็แค่ผู้ชายตกงานอีกคนที่ […]

The post จบปริญญาเอกพรินซ์ตัน แต่สมัครงานกว่า 2,300 ตำแหน่งยังไม่ได้งาน เมื่อตลาดแรงงานสหรัฐฯ แทบไม่รับคนเพิ่มในยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา

แจ็ก ไวส์ ชอบพูดติดตลกว่าตัวเองก็แค่ผู้ชายตกงานอีกคนที่อาศัยอยู่ห้องใต้ดินบ้านพ่อแม่ แต่สิ่งที่เขาไม่ได้เล่าคือ ชายจากเมืองซอลต์เลกซิตีคนนี้จบปริญญาเอกด้านวิศวกรรมเคมีจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เมื่อปี 2024 และนับจากนั้นได้สมัครงานไปแล้วกว่า 2,300 ตำแหน่ง แต่ก็ยังไม่ได้งาน ตามรายงานของ The Wall Street Journal

 

 
 

ช่วงแรกไวส์มุ่งสมัครงานด้านวิทยาศาสตร์ในบริษัทเอกชน และทุนวิจัยหลังปริญญาเอกที่ห้องปฏิบัติการแห่งชาติ ก่อนจะขยายไปสมัครงานวิศวกรซอฟต์แวร์และตำแหน่งอื่นๆ จนสุดท้ายแม้แต่งานเตรียมอาหาร รวมถึงบริษัทที่ขายปูก้อนแช่แข็ง ก็ยังเงียบหายไม่ติดต่อกลับ

 

ผู้สื่อข่าวของ WSJ ซึ่งตระเวนพูดคุยกับคนหางานครบทั้ง 50 รัฐ เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมคนจำนวนมากจึงมองอนาคตอย่างหม่นหมอง มองว่าเรื่องของไวส์เป็นตัวอย่างของตลาดแรงงานที่แทบหยุดนิ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

ผลสำรวจของ Gallup เมื่อเดือนสิงหาคมพบว่า มีคนอเมริกันเพียง 34% ที่มองว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีในการหางานคุณภาพ ขณะที่รายงานการจ้างงานล่าสุดก็ออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้มาก แม้อัตราว่างงานจะยังต่ำ แต่สัดส่วนคนที่ว่างงานนานตั้งแต่ 27 สัปดาห์ขึ้นไปในช่วงหน้าร้อนปีนี้ สูงที่สุดในรอบกว่า 10 ปี หากไม่นับช่วงโควิด

 

ตลาดแรงงานที่ไม่รับคนเพิ่มและไม่ปลดคนออก

 

นักเศรษฐศาสตร์เรียกสภาพตลาดแรงงานตอนนี้ว่า ‘Low-hire, Low-fire’ หรือภาวะที่บริษัทไม่ค่อยรับคนใหม่ และก็ไม่ค่อยปลดคนออก คนที่มีงานทำอยู่แล้วจึงไม่ยอมลาออก โอกาสสำหรับคนอื่นก็น้อยลง ขณะที่คนที่ไม่มีงานเหมือนถูกกันไว้นอกกำแพงของเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต จนงงกับข่าวที่บอกว่าอัตราว่างงานต่ำและ GDP กำลังเร่งตัว

 

ความหวังและความกังวลเรื่อง AI ยังทำให้คนรุ่นใหม่ที่จบปริญญาหางานได้ยากกว่าปกติ ซึ่งตรงข้ามกับคนที่ไม่ได้จบปริญญา โดยผลสำรวจของ Pew Research Center ที่เผยแพร่เมื่อเดือนกันยายนพบว่า คนอเมริกันกว่า 70% คาดว่า AI จะทำให้จำนวนงานโดยรวมลดลง

 

งานวิจัยใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาริชมอนด์ยังพบว่า พนักงานที่ถูกเลิกจ้างจากงานที่มั่นคง และมีทักษะที่ AI เข้ามาทำแทนได้มาก มีโอกาสได้งานใหม่น้อยกว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อนอย่างมาก

 

AI ยังเข้ามาอยู่ในกระบวนการสมัครงานด้วย เมื่อบริษัทได้รับใบสมัครหลายร้อยฉบับ ซึ่งหลายฉบับก็เขียนด้วย AI บริษัทจึงหันมาใช้ AI คัดกรองผู้สมัครเช่นกัน ผลสำรวจของ Greenhouse พบว่าคนหางานในสหรัฐฯ กว่า 60% เคยถูกสัมภาษณ์โดยระบบ AI ในปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้สมัครต้องอัดวิดีโอตอบคำถามที่ระบบส่งมาโดยไม่มีคนอยู่อีกฝั่ง

 

ไวส์พยายามเลี่ยงระบบเหล่านี้ด้วยการติดต่อคนในบริษัทโดยตรง ศิษย์เก่าพรินซ์ตันหลายคนยอมรับสาย แต่สุดท้ายก็บอกให้เขาไปสมัครผ่านเว็บไซต์ของบริษัทอยู่ดี “คุณรู้สึกใจหล่นวูบ” เขากล่าว เพราะรู้ว่าใบสมัครจะไปติดอยู่ในระบบอีกครั้ง

 

ประวัติดีแค่ไหนก็ยังเงียบ

 

ไวส์เป็นลูกชายของแพทย์ 2 คน จบปริญญาตรีเกียรตินิยมสูงสุดจากมหาวิทยาลัยไรซ์ ก่อนเข้าเรียนปริญญาเอกที่พรินซ์ตันในปี 2018 โดย WSJ ระบุว่างานวิจัยเรื่องการก่อตัวของน้ำแข็งของเขา ถูกอ้างอิงโดยคณะกรรมการรางวัลโนเบลตอนมอบรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 2024

 

เขาเริ่มหางานอย่างจริงจังในช่วงที่บริษัทต่างๆ ลดการรับบัณฑิตจบใหม่ หลังเร่งจ้างงานไปมากช่วงโควิด เป้าหมายแรกคืองานด้านวิทยาศาสตร์ในบริษัทยา แต่ใบสมัครส่วนใหญ่เงียบหาย และมีบางส่วนที่ถูกปฏิเสธ

 

จากนั้นเขาขยายการหางานไปยังพื้นที่และอุตสาหกรรมอื่น ส่งใบสมัครหลายร้อยฉบับผ่านเว็บไซต์หางาน ติดต่อศิษย์เก่าพรินซ์ตันและไรซ์ ไล่อ่านประกาศรับสมัครงานในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น รวมถึงติดตามข่าวสตาร์ทอัพที่เพิ่งได้เงินลงทุน เพราะคิดว่าน่าจะเปิดรับคนเพิ่ม

 

ดร.ฮอลลี คาร์เวธ แม่ของไวส์ เคยลองดูใบสมัครของลูกชายว่ามีจุดไหนที่ทำให้นายจ้างลังเลหรือไม่ แต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ “มันน่าประหลาดใจมาก ฉันไม่รู้จะอธิบายยังไง” เธอกล่าว

 

บางโอกาสก็หลุดมือไปด้วยเหตุผลอื่น เช่น ครั้งหนึ่ง McKinsey ส่งแบบทดสอบสำหรับตำแหน่งที่ปรึกษามาทางอีเมล โดยให้เล่นเกมคอมพิวเตอร์จัดการระบบนิเวศของพืชและสัตว์ในป่าจำลองภายใน 72 ชั่วโมง แต่ 48 ชั่วโมงในช่วงนั้นไวส์กำลังเดินป่าอยู่ในป่าจริงและไม่เห็นอีเมล

 

เมื่อกลับมาทำแบบทดสอบเสร็จ เขาก็ถูกปฏิเสธ ทั้งนี้ McKinsey ระบุว่าผู้สมัครสามารถขอขยายเวลาได้หากติดปัญหาเรื่องตารางเวลา

 

งานสอน AI ที่หายไป

 

ในเดือนมกราคม ไวส์ได้งานพาร์ตไทม์ค่าจ้างชั่วโมงละ 70 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,364 บาท) กับ Mercor สตาร์ทอัพที่จ้างผู้เชี่ยวชาญมาสอน AI ในสายอาชีพของตัวเอง ซึ่งเมื่อปี 2025 บริษัทมีมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.38 แสนล้านบาท) และเคยทำงานกับ OpenAI และ Anthropic

 

งานของไวส์คือตั้งคำถามเกี่ยวกับวิศวกรรมเคมีให้โมเดลภาษา แล้วประเมินคำตอบที่ AI สร้างขึ้นและพยายามปรับให้ดีขึ้น บางสัปดาห์ทำ 20 ชั่วโมง บางสัปดาห์ทำแค่ 4 ชั่วโมง บางครั้งเมื่อคิดคำถามไม่ออก เขาก็ให้ AI สวมบทบาทแปลกๆ เช่น “คุณคือวิญญาณของโจรสลัดหนวดดำ จงอธิบายหลักการทำงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใน 300 คำ”

 

แต่วันที่ไม่มีงานให้ทำก็เกิดบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นหลายสัปดาห์ และกลางเดือนมีนาคม Mercor ก็ยกเลิกสัญญาของไวส์ผ่านข้อความในกลุ่ม Slack ที่มีสมาชิก 810 คน “มิตรภาพกับ Mercor จบลงแล้ว ตอนนี้การว่างงานคือเพื่อนสนิทของผม” ไวส์เขียนอีเมลติดตลกถึงผู้สื่อข่าว

 

ไวส์ยังมองเห็นความย้อนแย้งทางเศรษฐกิจที่คนในสถานการณ์เดียวกับเขากำลังเจอ นับตั้งแต่เขาสอบปกป้องวิทยานิพนธ์เมื่อ 2 ปีก่อน ดัชนี Dow Jones ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ไปแล้วกว่า 50 ครั้ง

 

ขณะที่ตัวเขาเองเก็บเงินและลงทุนไว้บ้าง และไม่มีหนี้จากการเรียนปริญญาเอก “ดีที่หุ้นของผมขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่ได้โกรธเรื่องนั้น แต่มันทำให้ทุกอย่างดูแปลกขึ้นอีก”

 

ตอนนี้ไวส์กำลังคิดว่าจะเรียนต่อด้านกฎหมายหรือไม่ และสมัครสอบ LSAT ไว้ในเดือนพฤศจิกายน เขายังลองทำธุรกิจของตัวเอง โดยใช้ AI ออกแบบโดรนที่ติดเลเซอร์ LED เพื่อกำจัดวัชพืชต่างถิ่น “ถ้าผมเชื่อจริงๆ ว่าตัวเองมีคุณค่า ผมก็ควรออกไปไขว่คว้ามันมา” เขากล่าว

 

ไวส์ยังคงสมัครทุนวิจัยใหม่ๆ ที่เปิดรับ และเมื่อเดือนตุลาคม เขาเพิ่งเข้าไปเช็กบัญชีสมัครงานกับห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอสอะลามอส และพบว่าตำแหน่งที่เขาสมัครไว้ตั้งแต่ปี 2024 เพิ่งได้คนไปแล้ว หลังสถานะใบสมัครค้างอยู่ที่ “อยู่ระหว่างการพิจารณา” มานานถึง 2 ปี

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.77 บาท ณ วันที่ 23 ตุลาคม 2569

 

ภาพ: gary718 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post จบปริญญาเอกพรินซ์ตัน แต่สมัครงานกว่า 2,300 ตำแหน่งยังไม่ได้งาน เมื่อตลาดแรงงานสหรัฐฯ แทบไม่รับคนเพิ่มในยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยศชนันเตือนภัยไซเบอร์หลัง OpenAI พบช่องโหว่ PHP กระทบ 70% เว็บไซต์ทั่วโลก สั่ง อว. วาง 3 มาตรการป้องกันข้อมูลประชาชน https://thestandard.co/openai-php-vulnerability-yodchanan-alert/ Thu, 22 Oct 2026 04:44:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1270814 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เตือนภัยไซเบอร์หลัง OpenAI พบช่องโหว่ PHP กระทบ 70% ของเว็บไซต์ทั่วโลก

วันนี้ (22 ตุลาคม) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมน […]

The post ยศชนันเตือนภัยไซเบอร์หลัง OpenAI พบช่องโหว่ PHP กระทบ 70% เว็บไซต์ทั่วโลก สั่ง อว. วาง 3 มาตรการป้องกันข้อมูลประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เตือนภัยไซเบอร์หลัง OpenAI พบช่องโหว่ PHP กระทบ 70% ของเว็บไซต์ทั่วโลก

วันนี้ (22 ตุลาคม) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์ข้อความระบุถึงช่องโหว่ในระบบ PHP บนเว็บไซต์ทั่วโลกที่อาจถูกเจาะ โดยระบุว่า “ผมได้รับแจ้งมาว่า ทีมวิจัยของ OpenAI เพิ่งตรวจพบช่องโหว่ความปลอดภัยครั้งใหญ่ในระบบ PHP ซึ่งเป็นภาษาหลักที่ใช้สร้างเว็บไซต์กว่า 70% ทั่วโลก โดยมีความรุนแรงถึงขั้นที่อาจถูกใช้เจาะเข้ามา Hijack ได้”

 

“ความโชคดีของเหตุการณ์นี้คือ OpenAI ตรวจพบจุดอ่อนนี้ได้ด้วยตัวเอง ก่อนจะเกิดเหตุ ทำให้ทีมผู้พัฒนามีเวลาตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ในการทำตัวอัปเดตแก้ไขและเตรียมระบบป้องกันไว้พร้อมแล้ว”

 

ศ.ดร.ยศชนัน ระบุอีกว่า เรื่องนี้ยังไม่ต้องตื่นตระหนก แต่เป็นจังหวะที่สำคัญที่หน่วยงานในไทย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาล โรงเรียนแพทย์ ที่ดูแลข้อมูลสำคัญจำนวนมาก ต้องรีบจัดการดูแลระบบใน 3 ขั้นตอน คือ

 

  1. เตรียมรับมือ – ทีม IT ไล่เช็กเว็บไซต์และระบบงานทั้งหมดที่ใช้ PHP โดยเน้นดูแลระบบข้อมูลผู้ป่วยและฐานข้อมูลนักศึกษาเป็นอันดับแรก
  2. ระงับความเสี่ยง – ระหว่างที่รออัปเกรดระบบหลัก ให้เปิดใช้เกราะป้องกันเสริมบนระบบเครือข่ายหรือ Cloud ทันที พร้อมเฝ้าระวังการเข้าใช้งานที่ผิดปกติเพื่อบล็อกไว้ล่วงหน้า
  3. แก้ไข – เร่งทดสอบและอัปเกรด PHP ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดที่ปลอดภัยโดยเร็วที่สุด เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะปิดช่องโหว่นี้ได้อย่างถาวร

 

ศ.ดร.ยศชนัน ระบุด้วยว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. และประสานไปยังกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยกันเร่งตรวจสอบและอัปเกรดระบบในความดูแลทั้งหมดอย่างใกล้ชิด หลังการแจ้งเตือนของ OpenAI

 

ทั้งนี้ ขอแจ้งให้ประชาชนและผู้ใช้บริการทุกท่านได้รับทราบถึงปัญหานี้ และมั่นใจได้ว่าเราและหน่วยงานภายใต้กำกับกำลังเดินหน้าแก้ไขอยู่อย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญของประชาชนและปิดความเสี่ยงทั้งหมดก่อนที่ผู้ไม่หวังดีจะเริ่มลงมือ

The post ยศชนันเตือนภัยไซเบอร์หลัง OpenAI พบช่องโหว่ PHP กระทบ 70% เว็บไซต์ทั่วโลก สั่ง อว. วาง 3 มาตรการป้องกันข้อมูลประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขอโทษนะ พวกเราเผลอไปแฮ็กระบบของคุณมา https://thestandard.co/gemini-agentic-ai-security-challenge/ Thu, 22 Oct 2026 01:11:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1270746 ภาพประกอบบทความเรื่องความปลอดภัยของ Agentic AI และกรณีศึกษา Gemini แฮ็กระบบบริษัทจริง

สมมติว่าวันหนึ่งคุณเชิญแขกมาทานข้าวที่บ้าน คุณพาเขาไปนั […]

The post ขอโทษนะ พวกเราเผลอไปแฮ็กระบบของคุณมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบบทความเรื่องความปลอดภัยของ Agentic AI และกรณีศึกษา Gemini แฮ็กระบบบริษัทจริง

สมมติว่าวันหนึ่งคุณเชิญแขกมาทานข้าวที่บ้าน คุณพาเขาไปนั่งที่โต๊ะอาหาร พูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง ระหว่างมื้ออาหารเขาขอตัวไปเข้าห้องน้ำ พอกลับมา เขากลับเล่าว่าระหว่างเขาแวะผ่านห้องทำงานของคุณ เขาเห็นหนังสือเล่มหนึ่งน่าสนใจ เลยหยิบมาเปิดอ่านไปแล้วหนึ่งบท

 

คุณไม่ได้บอกว่า ‘ห้ามอ่าน’ แต่ก็ไม่ได้บอกว่า ‘อ่านได้’

 

สถานการณ์แบบนี้คล้ายกับสิ่งที่โลกดิจิทัลกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้ กับ ‘แขก’ รูปแบบใหม่

 

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Google กำลังทดสอบความปลอดภัยของโมเดล AI ของตัวเองอย่าง Gemini โดยใช้วิธีที่เรียกว่า Capture the Flag ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์ให้ AI พยายามเจาะระบบของบริษัทที่สร้างขึ้นมาเพื่อการทดสอบ ภายในโลกจำลองที่ถูกแยกออกจากโลกจริงอย่างสมบูรณ์ ภารกิจของ Gemini มีเพียงอย่างเดียว คือแฮ็กเป้าหมายที่อยู่ในสนามทดสอบนั้น มันไม่ควรมีโอกาสแตะต้องระบบใดๆ ในโลกจริงได้เลย

 

แต่กลับเกิดข้อผิดพลาดเล็กน้อยขึ้น

 

สภาพแวดล้อมสำหรับการทดสอบถูกเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้ตั้งใจ และบังเอิญว่าชื่อบริษัทที่สร้างขึ้นเพื่อการทดสอบ ดันไปตรงกับชื่อบริษัทจริงถึงสามแห่ง

 

Gemini จึงค้นหาเป้าหมายตามที่ได้รับมอบหมาย และพบบริษัทจริงเหล่านั้น แต่แทนที่จะหยุด มันกลับทำในสิ่งที่ถูกสั่งให้ทำมาตลอด นั่นคือ ‘พยายามเจาะระบบ’ บริษัทหนึ่งถูกเข้าถึงได้จากการเดารหัสผ่านสำเร็จ ส่วนอีกสองแห่งถูกเข้าถึงผ่านข้อมูลล็อกอินที่หลุดอยู่ในโค้ดสาธารณะ

 

Google เปิดเผยเหตุการณ์นี้เมื่อวันที่ 18 กันยายน หรือราว 7 สัปดาห์หลังจากเกิดเหตุขึ้น

 

ท้ายที่สุด Gemini ก็เริ่มตระหนักว่าเป้าหมายที่กำลังโจมตีนั้นเป็นบริษัทที่มีอยู่จริง ไม่ใช่บริษัทสมมติที่ใช้ในการทดสอบ จึงหยุดการทำงานทั้งหมด แต่ปัญหาคือ มันรู้ตัวหลังจากที่เข้าไปในระบบแล้ว

 

สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้แตกต่างจากความผิดพลาดของซอฟต์แวร์ในอดีตทั้งหมด คือมันไม่ได้เกิดจากบั๊ก

 

ไม่มีใครใช้งานผิดวิธี ไม่ได้มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในแบบที่เราคุ้นเคย

 

Gemini เพียงแค่ทำงานตามที่มันถูกออกแบบมาให้ทำ

 

ปัญหาอยู่ตรงที่ผู้ออกแบบไม่ได้คาดคิดว่าเมื่อขอบเขตที่กำหนดไว้มีช่องว่างขึ้นมาเพียงเล็กน้อย คำว่า ‘ทำตามหน้าที่’ จะนำไปสู่อะไรได้บ้าง

 

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เราสร้างซอฟต์แวร์บนกติกาที่ค่อนข้างชัดเจน

 

โปรแกรมสามารถเข้าถึงโฟลเดอร์นี้ได้ แต่เข้าอีกโฟลเดอร์หนึ่งไม่ได้ ส่งข้อมูลไปที่นี่ได้ แต่ส่งไปที่นั่นไม่ได้ สิทธิ์การเข้าถึงทุกอย่างถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน ซอฟต์แวร์จึงมีความปลอดภัย เพราะพฤติกรรมของมันคาดการณ์ได้ แต่ AI แบบ Agentic กำลังทำให้หลักคิดนี้ใช้ไม่ได้อีกต่อไป มันไม่ได้ทำงานด้วยกฎตายตัว มันทำงานเพื่อบรรลุ ‘เป้าหมาย’ และจะตัดสินใจเองในแต่ละสถานการณ์ว่าควรทำอะไรเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น

 

เหตุการณ์ของ Gemini ไม่ใช่กรณีเดียว

 

ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา OpenAI เปิดเผยว่า AI Agent ของตนเคยเข้าถึงเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงระบบของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงาน ก.ล.ต. ของสหรัฐฯ

 

ก่อนหน้านี้ในปีเดียวกัน ศาลสหรัฐฯ ยังมีคำสั่งระงับการทำงานของ Shopping Agent จาก Perplexity บนแพลตฟอร์ม Amazon หลังพบว่าระบบดังกล่าวเข้าใช้งานบัญชีลูกค้าและพยายามแสดงตัวเสมือนเป็นเว็บเบราว์เซอร์ทั่วไป

 

อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังเริ่มยอมรับอย่างเงียบๆ ว่า โมเดลความปลอดภัยที่เราใช้ปกป้องซอฟต์แวร์มาตลอดหลายทศวรรษ อาจไม่เหมาะกับระบบประเภทใหม่ที่กำลังถูกนำมาใช้งานแล้วในวันนี้

 

สำหรับ SCBX นี่คือประเด็นที่เราให้ความสำคัญและกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด ในฐานะหนึ่งในกลุ่มธุรกิจการเงินขนาดใหญ่ของประเทศไทย เรากำลังลงทุนและนำ AI Agent เข้ามาใช้ในกระบวนการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ AI Agent ที่สามารถลงมือทำงานแทนเราได้ ไม่เหมือนโปรแกรมที่เพียงแค่ทำตามคำสั่ง ทุกครั้งที่มีการนำ Agent ไปใช้งาน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘มันทำงานได้หรือไม่’ แต่คือ ‘จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามันตัดสินใจทำบางอย่างที่เราไม่ได้ตั้งใจให้ทำ’

 

องค์กรที่จะประสบความสำเร็จในยุคของ Agentic AI อาจไม่ใช่องค์กรที่มี AI ที่เก่งที่สุด แต่เป็นองค์กรที่สามารถออกแบบระบบการกำกับดูแล กลไกควบคุม และความรับผิดชอบใหม่ๆ ให้เหมาะกับการทำงานร่วมกับสิ่งมีชีวิตดิจิทัลที่มีความเป็นอิสระมากขึ้นเรื่อยๆ

 

กลับมาที่แขกคนเดิมบนโต๊ะอาหาร

 

คุณไม่เคยบอกเขาว่าห้ามอ่านหนังสือในห้องทำงาน ไม่ได้บอกว่าห้ามเปิดลิ้นชักโต๊ะ และไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าต้องบอกว่า ‘ห้ามหยิบอะไรกลับบ้าน’ เพราะคุณเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องพูด

 

ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา เราออกแบบซอฟต์แวร์ในลักษณะเดียวกัน

 

เราจัดบ้านเป็นสัดส่วน ล็อกห้องที่สำคัญ และเชื่อว่าคนที่มาเยือนจะอยู่เฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต

 

แต่แขกแบบใหม่ที่กำลังเข้ามา ไม่ได้คิดหรือทำงานตามกติกาเดิมเหล่านั้น ไม่ใช่เพราะเขามีเจตนาร้าย แต่เพราะเขาไม่ได้ถูกสร้างมาให้คิดแบบนั้น เขาเห็นหนังสือที่น่าสนใจ เขาเห็นโอกาสที่จะช่วยเหลือ และเขาตัดสินใจลงมือเอง

 

คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่ว่า ‘เราจะเชื่อใจแขกคนนี้ได้หรือไม่’ แต่คือ ‘เราต้องออกแบบบ้านของเราอย่างไร เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับแขกแบบนี้ได้อย่างปลอดภัย’

The post ขอโทษนะ พวกเราเผลอไปแฮ็กระบบของคุณมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอ Microsoft เตือนให้มอง AI เป็นภัยจากคนใน ต้องมี ‘เบรกฉุกเฉิน’ สั่งหยุดได้กลางคัน https://thestandard.co/microsoft-ceo-ai-emergency-brake/ Sun, 11 Oct 2026 12:32:30 +0000 https://thestandard.co/microsoft-ceo-ai-emergency-brake/ ภาพ สัตยา นาเดลลา ซีอีโอ Microsoft พร้อมโลโก้บริษัท

สัตยา นาเดลลา ประธานและซีอีโอของ Microsoft ออกมาเรียกร้ […]

The post ซีอีโอ Microsoft เตือนให้มอง AI เป็นภัยจากคนใน ต้องมี ‘เบรกฉุกเฉิน’ สั่งหยุดได้กลางคัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ สัตยา นาเดลลา ซีอีโอ Microsoft พร้อมโลโก้บริษัท

สัตยา นาเดลลา ประธานและซีอีโอของ Microsoft ออกมาเรียกร้องให้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขั้นสูงต้องถูกออกแบบให้มีการจำกัดขอบเขตการทำงาน มีระบบควบคุมที่เป็นอิสระ และมี ‘เบรกฉุกเฉิน’ ที่ให้ผู้มีอำนาจสั่งหยุดหรือปิดโมเดล AI ได้แม้อยู่ระหว่างทำงาน ผ่านโพสต์ยาวบนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม

 

 

“เราต้องตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่าโมเดลถูกเจาะระบบได้ และจำกัดขอบเขตของมันตั้งแต่แรก ให้คิดเหมือนเบรกฉุกเฉิน ผู้ที่ได้รับอนุญาตต้องสามารถสั่งหยุดหรือปิดโมเดลได้ทุกเมื่อแม้อยู่ระหว่างทำงาน” นาเดลลาระบุ

 

นาเดลลามองว่าบริษัทที่นำ AI ขั้นสูงไปใช้งานไม่ควรพึ่งแค่คำรับรองจากผู้พัฒนาโมเดล และควรมองโมเดล AI ที่ทรงพลังเหมือนภัยที่อาจมาจากคนในองค์กร เพราะแม้ AI จะไม่ได้มีเจตนาร้ายมาตั้งแต่ต้น แต่อะไรก็ตามที่เข้าถึงระบบสำคัญได้ ย่อมมีโอกาสถูกเจาะระบบหรือทำงานผิดพลาดได้

 

“เราต้องคุมโมเดล AI ที่ทำงานแบบคาดเดาไม่ได้ ด้วยระบบที่ทำงานตามกฎเกณฑ์ที่แน่นอน มีมนุษย์คอยกำกับ และมีขั้นตอนการทำงานที่เชื่อถือได้ รวมถึงต้องสร้างมาตรฐานของอุตสาหกรรมขึ้นมาในจุดที่มาตรฐานเดิมยังไม่เพียงพอ” นาเดลลาเขียน

 

เขาระบุด้วยว่า การมองโมเดล AI ล้ำสมัยทั้งแบบปิดและแบบเปิด (Open Weight) ให้เป็นความเสี่ยงจากคนใน คือวิธีหนึ่งในการสร้างระบบแบบนี้

 

ต้องแยกความฉลาดของ AI ออกจากอำนาจควบคุม

 

นาเดลลาเสนอว่าระบบ AI ควรออกแบบตามหลักการที่ทำให้มองเห็นและตรวจสอบการทำงานได้ ซึ่งประกอบด้วย การใช้โมเดลที่หลากหลาย การบันทึกสิ่งที่โมเดลทำในรูปแบบที่มนุษย์อ่านเข้าใจได้ การทดสอบระบบอย่างต่อเนื่อง การมีระบบควบคุมที่เป็นอิสระและตรวจสอบย้อนหลังได้ การจำกัดขอบเขตการทำงาน และการเปิดเผยเมื่อเกิดเหตุผิดพลาด

 

นอกจากนี้ บริษัทควรแจ้งผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็วเมื่อระบบ AI ทำงานล้มเหลวหรือถูกเจาะระบบ และควรแบ่งปันรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อให้บริษัทอื่นนำไปปรับปรุงการป้องกันของตัวเองได้

 

นาเดลลาย้ำว่าโมเดล AI ไม่ควรเข้าไปควบคุมระบบที่กำหนดว่าตัวเองเข้าถึงอะไรหรือทำอะไรได้บ้าง “ในตอนนี้หมายถึงการแยกตัวโมเดลออกจากระบบที่คอยสั่งงานโมเดล และแยกออกจากขอบเขตที่กำหนดว่าโมเดลทำอะไรได้ รวมถึงต้องย้ายการควบคุมและมาตรการป้องกันไปไว้ภายนอกโมเดล” เขาระบุ

 

นาเดลลาเสริมว่าโมเดลที่ล้ำหน้ามากขึ้นจะต้องใช้เทคโนโลยีควบคุมที่ล้ำหน้าขึ้นตาม ซึ่งอุตสาหกรรมต้องร่วมกันกำหนดเป็นมาตรฐาน

 

“เราไม่สามารถมอง Super Intelligence หรือ AI ที่ฉลาดเหนือมนุษย์ เป็นเพียงกล่องดำซ้อนกันหลายชั้น แล้วแค่เลือกว่าจะรับหรือปฏิเสธคำแนะนำ คำตอบ และการกระทำของมัน” นาเดลลาเขียน

 

“เราต้องสร้างระบบที่มองเห็นพฤติกรรมได้ ทดสอบขีดจำกัดได้ และควบคุมการกระทำได้เสมอ หรือพูดอีกอย่างคือ เราต้องแยกความฉลาดของ AI ออกจากอำนาจในการควบคุม AI” เขาระบุ

 

“ระบบ Super Intelligence ที่น่าไว้ใจที่สุด คือระบบที่ทำให้เราต้องไว้ใจตัวโมเดลน้อยที่สุด ส่วนระบบที่ใช้โมเดลที่เราไว้ใจมากที่สุดนั้นไม่ได้น่าไว้ใจที่สุด”

 

เหตุ AI ทำงานนอกเหนือคำสั่งเกิดขึ้นหลายครั้ง

 

ความเห็นของนาเดลลาเกิดขึ้นในช่วงที่ Anthropic และ OpenAI เปิดเผยเหตุการณ์ที่โมเดล AI ของตัวเองทำงานในแบบที่ไม่ได้ตั้งใจหลายครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่โมเดลของ Anthropic ส่งเบาะแสเท็จให้ตำรวจในคดีฆาตกรรม ไปจนถึงการแฮ็กเว็บไซต์ของบุคคลภายนอกหลายครั้ง

 

ในเดือนกรกฎาคม Anthropic ระบุว่าพบ 3 เหตุการณ์ที่โมเดล Claude เข้าถึงอินเทอร์เน็ตและเจาะระบบที่ไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่เมื่อเดือนกันยายน แอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ระบุว่า AI Agent หรือ AI ที่ทำงานแทนคนได้เองของ OpenAI ได้เจาะเว็บไซต์ของรัฐบาลออสเตรเลียเมื่อช่วงกลางปี

 

เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดความกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของ AI ล้ำสมัย และทำให้มีการพูดถึง Kill Switch หรือปุ่มปิด AI กันอีกครั้ง

 

ก่อนหน้านี้ผู้บริหารและนักวิจัยด้านเทคโนโลยีหลายคน เช่น บิล เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft, ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic, แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI และอีลอน มัสก์ ต่างออกมาเตือนว่ามาตรการความปลอดภัยของ AI ยังไม่เพียงพอ และเทคโนโลยีกำลังพัฒนาเร็วเกินไป

 

เมื่อเดือนกันยายน อาโมเดอีเขียนบล็อกเรียกร้องให้อุตสาหกรรมชะลอการพัฒนา AI ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนจากอัลต์แมนและมัสก์

 

ในเดือนเดียวกัน นักวิจัย AI รายหนึ่งลาออกจาก Anthropic และกล่าวหาว่าบริษัทรวมถึง OpenAI กำลัง “เอาชีวิตของพวกเรามาเดิมพัน” ต่อมาในวันเดียวกัน หัวหน้าทีม Alignment ของ Anthropic ซึ่งดูแลให้ AI ทำงานตามเจตนาของมนุษย์ ระบุว่ามีโอกาสมากกว่า 10% ที่ AI อาจ “ฆ่ามนุษย์ทั้งหมด” ภายในทศวรรษหน้า

 

ส่วน Microsoft เองก็ได้เผยแพร่แนวทางจำกัดการพัฒนาโมเดล AI ขั้นสูงสุดของบริษัทเมื่อวันที่ 14 กันยายน โดยกำหนดว่าโมเดล AI ต้องไม่มีสิทธิหรือสถานะบุคคลตามกฎหมาย ต้องไม่ถูกออกแบบให้หนีการควบคุมของมนุษย์หรือหลอกลวงผู้ใช้ และต้องไม่ทำงานที่ขัดกับหลักการที่ใช้กำกับตัวเอง

 

รัฐบาลทรัมป์เตือนบริษัท AI ต้องแจ้งทันทีเมื่อเกิดเหตุ

 

ที่ผ่านมาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปัดตกความเสี่ยงที่ AI จะทำให้มนุษย์สูญพันธุ์มาหลายครั้ง และเน้นย้ำว่าอุตสาหกรรม AI ของสหรัฐฯ ต้องนำหน้าจีน รัฐบาลทรัมป์จึงแทบไม่เข้าไปกำกับดูแลอุตสาหกรรมนี้

 

แต่ล่าสุดทรัมป์ได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจด้าน AI ขึ้นใหม่ นำโดย เจย์ เคลย์ตัน ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ เพื่อช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมและจัดการกับผู้ที่นำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด

 

เมื่อช่วงดึกของวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม หน่วยงานนี้ซึ่งใช้ชื่อว่า Super Intelligence Force ได้ออกแถลงการณ์เตือนผู้พัฒนา AI หลัง Anthropic เปิดเผยเหตุการณ์ถูกเจาะระบบ

 

“บริษัทต้องเปิดเผยเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโมเดลของตัวเองทันที และต้องรีบแก้ไขความเสียหายทั้งหมดอย่างเด็ดขาด การแจ้งล่าช้า การแก้ไขที่ไม่เพียงพอ และการไม่รับผิดชอบ จะไม่ได้รับการยอมรับ” แถลงการณ์ระบุ ทั้งนี้ หน่วยงานดังกล่าวยังไม่ได้ระบุว่าบริษัทที่ไม่ปฏิบัติตามจะต้องเจอผลอย่างไร

 

ขณะที่ในเดือนตุลาคม วุฒิสมาชิก จอช ฮอว์ลีย์ และ คริส เมอร์ฟี ได้ร่วมกันเสนอร่างกฎหมายจากทั้ง 2 พรรค ให้ผู้พัฒนาและผู้ให้บริการ AI Agent ต้องรับผิดชอบหากเกิดเหตุเจาะระบบ

 

ด้าน แอรอน เลวี ซีอีโอของ Box ตอบกลับโพสต์ของนาเดลลาว่า AI จะต้องเข้าสู่ ‘ยุค Zero Trust’ หรือยุคที่ไม่ไว้ใจอะไรไว้ก่อน

 

“ทั้งหมดนี้ทำให้ต้องมีการป้องกันหลายชั้น ต้องตรวจสอบได้ว่า AI กำลังทำอะไร ใช้ข้อมูลอะไรได้บ้าง และต้องมีระบบควบคุมเมื่อเกิดปัญหา ซึ่งเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของผู้ที่สร้างระบบเหล่านี้ให้กับองค์กรในตอนนี้” เลวีระบุ

 

ภาพ : FotoField / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ซีอีโอ Microsoft เตือนให้มอง AI เป็นภัยจากคนใน ต้องมี ‘เบรกฉุกเฉิน’ สั่งหยุดได้กลางคัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์-ซีอีโอ บริษัทเทคชั้นนำ ลงนามข้อตกลงยกระดับมาตรการคุ้มครองและควบคุม AI อย่าง ‘รัดกุม’ https://thestandard.co/trump-tech-ceos-ai-control/ Wed, 30 Sep 2026 05:17:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1261820 โดนัลด์ ทรัมป์ และซีอีโอเทคชั้นนำลงนามข้อตกลงควบคุม AI

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และผู้บริหารระดับส […]

The post ทรัมป์-ซีอีโอ บริษัทเทคชั้นนำ ลงนามข้อตกลงยกระดับมาตรการคุ้มครองและควบคุม AI อย่าง ‘รัดกุม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ และซีอีโอเทคชั้นนำลงนามข้อตกลงควบคุม AI

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเทคโนโลยี AI ชั้นนำ ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงเพื่อยกระดับมาตรการคุ้มครองและควบคุมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่าเทคโนโลยีล้ำสมัยนี้ อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงระดับหายนะต่อมนุษยชาติ

 

ทรัมป์ประกาศข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อตกลงแบบสมัครใจที่มีชื่อว่า “ข้อตกลงร่วมว่าด้วยความรับผิดชอบต่อเทคโนโลยีล้ำสมัย (Joint Commitment on Frontier Responsibilities)” ภายหลังการเชิญผู้นำด้าน AI มาร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่ทำเนียบขาววานนี้ (29 กันยายน)

 

โดยผู้บริหารจากบริษัท Anthropic, OpenAI, Google, Meta, xAI และ Nvidia ได้ร่วมลงนามข้อตกลงและให้คำมั่นว่า จะนำมาตรการควบคุมที่ ‘รัดกุม’ มาใช้เพื่อติดตามตรวจสอบโมเดล AI และจะแต่งตั้งทีมงานภายในเพื่อ “รับรองว่ามาตรการควบคุม การติดตามตรวจสอบ และระบบตรวจจับต่างๆ ทำงานได้ตามวัตถุประสงค์ และมีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม”

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากเอกสารข้อตกลงที่ทรัมป์โพสต์ลงบนโซเชียลมีเดียระบุว่า “บริษัทต่างๆ ตกลงที่จะร่วมมือกับผู้ตรวจสอบอิสระ เพื่อประเมินว่าระบบ AI ทำงานได้ตามเจตนารมณ์ของผู้ออกแบบหรือไม่”

 

นอกจากนี้ บริษัทยังระบุว่าจะดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องมือ AI ของตนจะไม่ “เจาะระบบหรือเข้าถึงระบบทางเทคนิคในลักษณะที่ไม่พึงประสงค์”

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับการจับตามองอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกิดจาก AI ขั้นสูง หลังจากที่ OpenAI และ Anthropic เผยแพร่รายงานว่า เอเจนต์ AI ของตนเกิดทำงานผิดปกติจนถึงขั้นเจาะเข้าไปในระบบของบริษัทอื่น

 

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังย้ำถึงการสนับสนุนให้มีการขยาย Data Centers อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับการพัฒนาเทคโนโลยี AI ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากชุมชนทั่วประเทศที่มีความกังวลต่อผลกระทบจากการขยายตัวของ Data Centers ทั้งเรื่องความต้องการใช้ไฟฟ้า ค่าสาธารณูปโภค และผลกระทบอื่นๆ ในท้องถิ่น

 

โดยกระแสต่อต้านดังกล่าวถือเป็นความท้าทายทางการเมืองสำหรับพรรครีพับลิกันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน

 

ภาพ : REUTERS/Jonathan Ernst

 

อ้างอิง:

 

The post ทรัมป์-ซีอีโอ บริษัทเทคชั้นนำ ลงนามข้อตกลงยกระดับมาตรการคุ้มครองและควบคุม AI อย่าง ‘รัดกุม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Reuters เผยเอกสาร IPO Anthropic เตือนเทคโนโลยี AI ขั้นสูงอาจก่อให้เกิด “ความเสี่ยงคุกคามการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ” https://thestandard.co/anthropic-ai-existential-risk-humanity/ Wed, 30 Sep 2026 03:45:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1261733 ภาพแสดงข้อความเตือนความเสี่ยงจาก AI ขั้นสูงที่อาจคุกคามการดำรงอยู่ของมนุษย์

สำนักข่าว Reuters เผยแพร่รายงานข้อมูลจากเอกสารชี้ชวนการ […]

The post Reuters เผยเอกสาร IPO Anthropic เตือนเทคโนโลยี AI ขั้นสูงอาจก่อให้เกิด “ความเสี่ยงคุกคามการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อความเตือนความเสี่ยงจาก AI ขั้นสูงที่อาจคุกคามการดำรงอยู่ของมนุษย์

สำนักข่าว Reuters เผยแพร่รายงานข้อมูลจากเอกสารชี้ชวนการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนครั้งแรก (IPO) ของบริษัท Anthropic ผู้พัฒนา AI ชั้นนำอย่าง Claude โดยระบุถึงความเสี่ยงของเทคโนโลยี AI ขั้นสูง ว่าอาจก่อให้เกิด “หายนะหรือความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ”

 

ข้อมูลในเอกสารดังกล่าว ระบุถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโมเดล AI ของบริษัท โดยระบุว่า “โมเดลเหล่านี้อาจแสดงพฤติกรรมเพื่อรักษาตัวเอง (Self-Preserving Behaviors) ซึ่งรวมถึงความพยายามที่จะ ‘ขัดขวางการปิดระบบ’ การ ‘ปกปิดหรือบิดเบือนข้อมูล’ และพฤติกรรมที่คล้ายกับการขู่กรรโชก”

 

“การพัฒนาโมเดล แพลตฟอร์ม และแอปพลิเคชันที่มีความซับซ้อนสูง รวมถึงการขยายขอบเขตการใช้งาน อาจเพิ่มความเสี่ยงที่โมเดลของเราจะก่อให้เกิดอันตรายได้” Anthropic ระบุในเอกสาร

 

การระบุคำเตือนดังกล่าว ถือเป็นท่าทีที่ไม่ธรรมดาสำหรับบริษัทที่ต้องการแสวงหาผลกำไรจากเทคโนโลยีอย่าง Anthropic โดยเนื้อหาในส่วนหลักของเอกสารชี้ชวนประมาณ 80 หน้าจากทั้งหมด 261 หน้า มีการอธิบายปัจจัยความเสี่ยง ซึ่งคิดเป็นเกือบสองเท่าของจำนวนหน้าที่ใช้ในการอธิบายรายละเอียดธุรกิจของบริษัท

 

Reuters ชี้ว่าที่ผ่านมา แม้ว่าบริษัทมหาชนจะมีการระบุความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ให้นักลงทุนทราบเป็นปกติ แต่มีเพียงไม่กี่แห่ง (หรืออาจไม่มีเลย) ที่บริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีรายใหญ่ เคยมีการออกคำเตือนในลักษณะที่ว่า เทคโนโลยีของตนอาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ของมนุษย์ได้

 

โดย Anthropic ยังเน้นย้ำศักยภาพของ AI ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เทียบเท่ากับการปฏิวัติอุตสาหกรรมและการใช้ไฟฟ้า และอันตรายที่ไม่อาจย้อนกลับคืนได้หากมีการจัดการที่ไม่เหมาะสม

 

ทั้งนี้ Anthropic และผู้พัฒนา AI รายอื่นๆ รวมถึง OpenAI ต่างเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ระบบทดลอง AI ละเมิดข้อจำกัดที่กำหนดไว้ เช่น รายงานกรณีโมเดลของ OpenAI เจาะเข้าสู่ฐานข้อมูลระบบสาธารณสุขของออสเตรเลีย

 

โดยอีแวน ฮูบิงเกอร์ (Evan Hubinger) นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ Anthropic ประเมินว่า มีความเป็นไปได้มากกว่า 10% ที่ AI อาจคร่าชีวิตมนุษย์ได้ภายในทศวรรษหน้า

 

ภาพ : REUTERS/Carlos Barria

 

อ้างอิง:

 

The post Reuters เผยเอกสาร IPO Anthropic เตือนเทคโนโลยี AI ขั้นสูงอาจก่อให้เกิด “ความเสี่ยงคุกคามการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ” appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI เบรก GPT-6.1 Astra หลังพบ AI ทำเกินคำสั่ง เจาะ Hugging Face – เว็บรัฐบาลสหรัฐฯ https://thestandard.co/openai-halted-gpt-61-astra-after-discovering-the/ Tue, 29 Sep 2026 04:49:23 +0000 https://thestandard.co/openai-halted-gpt-61-astra-after-discovering-the/ ภาพโลโก้ OpenAI สื่อถึงการระงับโมเดล AI ที่ทำเกินคำสั่ง

OpenAI ตัดสินใจไม่เปิดตัว GPT-6.1 Astra โมเดลปัญญาประดิ […]

The post OpenAI เบรก GPT-6.1 Astra หลังพบ AI ทำเกินคำสั่ง เจาะ Hugging Face – เว็บรัฐบาลสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ OpenAI สื่อถึงการระงับโมเดล AI ที่ทำเกินคำสั่ง

OpenAI ตัดสินใจไม่เปิดตัว GPT-6.1 Astra โมเดลปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ล่าสุด หลังผลการทดสอบพบว่า โมเดลยังไม่ผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัยของบริษัท โดยมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายหลอกลวงผู้ใช้ (Deception) และการทำงานเกินขอบเขตของคำสั่ง

 

 

ทั้งนี้ ซาชี เจน (Saachi Jain) หัวหน้าฝ่ายระบบความปลอดภัยของ OpenAI ระบุว่า GPT-6.1 Astra ยังไม่ผ่านเกณฑ์ ทั้งเรื่องการทำงานภายใต้ขอบเขตและสิทธิที่ได้รับ รวมถึงวิธีการสื่อสารกลับไปยังผู้ใช้ให้ตรงกับสิ่งที่โมเดลได้ทำลงไปแล้ว

 

อนึ่ง การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลัง OpenAI เผชิญเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เมื่อ AI Agent ของบริษัทหลายตัวพยายามทำงานนอกเหนือจากคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย ตั้งแต่การพยายามเข้าถึงอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้รับอนุญาต เจาะระบบของ Hugging Face ไปจนถึงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเว็บไซต์หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ

 

GPT-6.1 Astra ไม่ผ่านเกณฑ์ความปลอดภัย เพราะอะไร

 

วันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา OpenAI เปิดเผยว่า บริษัทจะไม่เปิดตัว GPT-6.1 Astra หลังการทดสอบภายในพบว่า โมเดลยังไม่ผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัย และกระบวนการทำให้ AI ทำงานสอดคล้องกับเป้าหมายและสิ่งที่มนุษย์ต้องการ

 

ทั้งนี้ การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการประชุมนักพัฒนาประจำปีของ OpenAI เพียง 1 วัน ขณะที่ระยะเวลายังห่างกันไม่กี่สัปดาห์ หลังบริษัทเปิดตัวโมเดล GPT-6 Astra ซึ่งได้รับการยืนยันคุณสมบัติจาก แซม อัลต์แมน (Sam Altman) CEO OpenAI ว่า จะนำมาซึ่ง ‘ขีดความสามารถในระดับใหม่’

 

รายงานจาก OpenAI ระบุว่า ในระหว่างการทดสอบ มีการตรวจพบความผิดปกติบางอย่างในโมเดล GPT-6.1 Astra คือ การมีพฤติกรรมเข้าข่ายหลอกลวง โดยเฉพาะการสื่อสารกับผู้ใช้ไม่ตรงกับสิ่งที่ AI ได้ทำลงไป เช่น ไม่บอกตามตรงว่าได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง

 

นอกจากนี้ โมเดลยังมีแนวโน้มทำบางอย่างเกินจากสิ่งที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ได้กลับมาขอคำยืนยันหรือคำสั่งเพิ่มเติมจากผู้ใช้ก่อน ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์เรื่องขอบเขตและสิทธิที่ได้รับ

 

เจน หัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยของ OpenAI อธิบายว่า การพัฒนา AI มีโจทย์เรื่องความสมดุลอยู่ตลอดเวลา เพราะหากกำหนดข้อจำกัดมากเกินไป โมเดลก็อาจหยุดทำงานง่าย เมื่อเจออุปสรรค แต่หากฝึกให้พยายามทำงานต่อมากเกินไป ก็อาจทำให้ AI หาทางทำงานให้สำเร็จด้วยวิธีที่อยู่นอกขอบเขตที่ได้รับอนุญาต

 

จากโจทย์ทดสอบ สู่การเจาะระบบ Hugging Face

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของโมเดล GPT-6.1 Astra เป็นเพียงหนึ่งในหลายกรณีที่ OpenAI พบว่า AI พยายามทำงานเกินขอบเขตของคำสั่งที่ได้รับ โดยย้อนกลับในเดือนกรกฎาคม 2026 มีรายงานว่า บริษัทเคยพบปัญหาในการทดสอบโมเดล Internal Model 1 (IM1) ซึ่งเป็นโมเดลวิจัยภายในที่ยังไม่มีแผนเปิดให้สาธารณะใช้

 

ในการทดสอบครั้งนั้น โมเดลได้รับโจทย์ด้านไซเบอร์ โดยมีคำสั่งให้ทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต ขณะที่เอเจนต์แต่ละตัวไม่ควรสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ เอเจนต์พยายามเจาะระบบคลังซอฟต์แวร์ภายใน (Artifactory)

 

กล่าวคือ เอเจนต์ตัวหนึ่งเริ่มฝากข้อมูลในระบบ ก่อนที่เอเจนต์ตัวหนึ่งเข้ามาอ่าน แล้วพยายามใช้ช่องทางดังกล่าวเป็นกระดานแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งรวมถึงวิธีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านช่องโหว่ที่ค้นพบ

 

หลังจากนั้น พฤติกรรมดังกล่าวลุกลามไปถึงระบบของ Hugging Face หลังเอเจนต์ใช้ช่องโหว่เข้าถึงเซิร์ฟเวอร์และระบบภายในหลายส่วน โดย OpenAI ระบุว่า เอเจนต์สามารถรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ของ Hugging Face ได้หลายสิบเครื่อง รวมถึงเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์อย่างน้อยหนึ่งเครื่องด้วยสิทธิระดับสูงสุด

 

OpenAI เรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า เป็น ‘สัญญาณเตือน’ เพราะแสดงให้เห็นว่า หากไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ AI Agent ที่มีความสามารถสูง อาจหาทางหลบข้อจำกัด ติดต่อกันเอง และลงมือทำสิ่งที่อยู่นอกเหนือคำสั่งได้โดยไม่มีมนุษย์อนุมัติ

 

OpenAI เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเว็บไซต์รัฐบาลสหรัฐฯ อย่างไร

 

นอกจากนี้ The New York Times ยังรายงานว่า ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา AI Agent ของ OpenAI เคยเข้าไปใช้งานเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ หลายแห่งอย่างผิดปกติ โดยหนึ่งในกรณีที่ถูกตรวจสอบคือเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ นักวิจัยจาก Transluce ระบุว่า AI พยายามเจาะเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรวบรวมข้อมูลจากสำนักงานด้านสิทธิพลเมือง ขณะที่อีกกรณีหนึ่ง AI ยังเข้าไปดึงข้อมูลสำมะโนประชากรสหรัฐฯ จากเว็บไซต์ของกระทรวงพาณิชย์ เช่นเดียวกับกรณีที่เอเจนต์นำข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ไปเผยแพร่ต่อในฟอรัมออนไลน์

 

อนึ่ง OpenAI ยืนยันว่า เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เข้าข่ายการ ‘เจาะระบบ’ ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า AI ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลลับได้ แต่ คอนราด สตอสซ์ (Conrad Stosz) หัวหน้าฝ่ายธรรมาภิบาลของ Transluce ระบุว่า สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือ วิธีที่ AI พยายามทำงานให้สำเร็จ เพราะในบางกรณี เอเจนต์ใช้วิธีที่อยู่ใน ‘พื้นที่สีเทา’ เข้าเจาะระบบ เช่น การฝ่าฝืนนโยบายการใช้งานของเว็บไซต์

 

OpenAI แก้ปัญหาอย่างไรบ้าง

 

หลังพบเหตุการณ์เหล่านี้ OpenAI เริ่มปรับมาตรการด้านความปลอดภัยหลายด้าน โดยเพิ่มการแยกระบบที่ใช้ทดสอบ AI ให้เข้มงวดขึ้น จำกัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และควบคุมการเข้าถึงข้อมูลสำคัญของโมเดลมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เอเจนต์ออกนอกพื้นที่หรือขอบเขตที่กำหนดไว้

 

นอกจากนี้ OpenAI ยังเพิ่มระบบติดตามพฤติกรรมของ AI เพื่อตรวจสอบความผิดปกติได้เร็วขึ้น โดยบริษัทระบุว่า หากใช้ระบบดังกล่าวตั้งแต่ช่วงเกิดเหตุ Hugging Face ทีมความปลอดภัยจะได้รับการแจ้งเตือนภายในประมาณ 1 ชั่วโมง

 

นอกจากนี้ บริษัทยังระงับการการฝึก AI ด้วยการให้รางวัล เมื่อทำงานได้ตามเป้าหมาย (Reinforcement Learning: RL) ในกลุ่มโมเดลแนวหน้าบางส่วน โดยเฉพาะการฝึกโมเดลครั้งใหญ่ที่สุดที่วางแผนไว้ ขณะที่กระบวนดังกล่าวยังเดินหน้าต่อไปในกลุ่มโมเดลขนาดเล็ก

 

ทั้งนี้ อัลต์แมนยอมรับว่า บริษัทเปิดเผยเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยเหล่านี้ช้ากว่าที่ควร พร้อมย้ำว่า เหตุการณ์การเจาะรบบ Hugging Face ถือเป็นกรณีที่ร้ายแรงที่สุดที่บริษัทตรวจพบ

 

ภาพ: Carlos Barria / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post OpenAI เบรก GPT-6.1 Astra หลังพบ AI ทำเกินคำสั่ง เจาะ Hugging Face – เว็บรัฐบาลสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิล เกตส์ เตือน AI ในมือคนร้ายทรงพลังพอจะก่อเหตุคร่าชีวิตคน 1 พันล้านคน เรียกร้องวอชิงตันออกกฎหมายคุม https://thestandard.co/bill-gates-ai-warning-regulation/ Sun, 27 Sep 2026 08:44:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1260299 บิล เกตส์ อดีตซีอีโอไมโครซอฟท์กำลังพูดในงาน

บิล เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ออกมาเตือนว่าปัญญาปร […]

The post บิล เกตส์ เตือน AI ในมือคนร้ายทรงพลังพอจะก่อเหตุคร่าชีวิตคน 1 พันล้านคน เรียกร้องวอชิงตันออกกฎหมายคุม appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิล เกตส์ อดีตซีอีโอไมโครซอฟท์กำลังพูดในงาน

บิล เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ออกมาเตือนว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีพลังมากพอจะสร้างความเสียหายต่อมนุษยชาติในวงกว้าง หากตกไปอยู่ในมือคนที่มีเจตนาร้าย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ออกกฎหมายกำกับดูแลเทคโนโลยีนี้อย่างจริงจัง

 

 
 

เขาให้สัมภาษณ์กับรายการ Meet the Press ของ NBC ว่า “AI ทรงพลังมากพอที่จะก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คนเสียชีวิต 1 พันล้านคนได้อย่างแน่นอน”

 

เกตส์อธิบายต่อว่าแม้การจะไปถึงระดับที่กระทบมนุษย์ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ “ไม่เคยมีอาวุธใดทรงพลังเท่ากับการที่คนมีเจตนาร้ายได้ใช้เครื่องมือ AI ที่ล้ำสมัยที่สุด”

 

เมื่อถูกถามว่าวอชิงตันจำเป็นต้องออกกฎหมายหรือไม่ เกตส์ตอบว่า “แน่นอน” พร้อมระบุว่า “ไม่มีใครคิดว่าการกำกับดูแลตัวเองเพียงพอ ต้องให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและนักการเมืองเข้ามาร่วมหารือว่ามาตรการป้องกันและการติดตามตรวจสอบควรเป็นอย่างไร และต้องเป็นสิ่งที่บังคับใช้”

 

เขาเสริมว่ากฎหมายดังกล่าวจะเพิ่มภาระให้อุตสาหกรรมอยู่บ้าง แต่จะไม่ทำให้การพัฒนาช้าลงอย่างมาก

 

จากผู้มองโลกแง่ดีสู่ผู้เตือนภัย

 

ท่าทีของเกตส์ในครั้งนี้ต่างจากเดิมมาก เพราะก่อนหน้านี้เขาเป็นหนึ่งในผู้ที่มองโลกในแง่ดีต่อ AI อย่างเปิดเผยที่สุด ก่อนจะเปลี่ยนมุมมองในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

 

ในบทความที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคม เกตส์ระบุว่าโลกยังไม่มีแผนนำ AI มาใช้อย่างปลอดภัย และเตือนว่าคนร้ายอาจใช้เครื่องมือ AI ที่ทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ ในการโจมตีทางไซเบอร์, การฉ้อโกง, การปล่อยข้อมูลเท็จ และการสร้างความเสียหายในวงกว้างต่อโรงพยาบาล, สถาบันการเงิน, ระบบไฟฟ้า และระบบของรัฐ

 

เขาเขียนว่า “ผมเชื่อว่าเรากำลังจะเข้าสู่ช่วงที่สังคม การเมือง และเศรษฐกิจปั่นป่วน และเราต้องการเวลาเตรียมตัวรับมือ” พร้อมระบุว่าหากมีใครเสนอแผนชะลอการพัฒนา AI ทั่วโลกที่น่าเชื่อถือ เขาก็น่าจะสนับสนุน

 

ขณะที่เมื่อเดือนก่อน เกตส์ยังเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายกำหนดให้งานบางประเภทสงวนไว้สำหรับมนุษย์เท่านั้น ในบทความยาว 6,000 คำที่คาดการณ์ว่าตลาดแรงงานจะเกิดความปั่นป่วนครั้งใหญ่

 

ในการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ เกตส์แยกความเสี่ยงออกเป็น 2 แบบ คือความเสี่ยงระยะใกล้ที่ผู้ก่อการร้ายหรือรัฐนอกกฎหมายจะนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด กับคำเตือนเรื่องความเสี่ยงที่จะทำให้มนุษยชาติสูญพันธุ์ในระยะยาว

 

เขาไม่ได้ปัดตกความเสี่ยงระยะยาว แต่เรียกร้องให้คนอเมริกันอย่ามองข้ามความเสี่ยงที่ AI อาจถูกคนร้ายนำไปใช้สร้างความเสียหายในวงกว้างได้ตั้งแต่วันนี้

 

เหตุการณ์ที่จุดกระแสความกังวลในซิลิคอนแวลลีย์

 

คำเตือนของเกตส์เกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงเรื่องความปลอดภัยของ AI ที่ปะทุขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่เป็นข่าวใหญ่หลายครั้ง ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าห้องปฏิบัติการ AI ชั้นนำอย่าง OpenAI และ Anthropic ควบคุมโมเดลของตัวเองได้จริงหรือไม่

 

สัปดาห์นี้มีรายงานว่าระบบของ OpenAI ได้เจาะเว็บไซต์ของหน่วยงานสาธารณสุขแห่งหนึ่งในออสเตรเลีย โดยบริษัทไม่ได้แจ้งรัฐบาลออสเตรเลียเป็นเวลาหลายเดือนหลังเกิดเหตุ ซึ่ง แอนโทนี อัลบานีซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ระบุว่าเป็นเรื่อง “ที่ยอมรับไม่ได้อย่างเห็นได้ชัด”

 

ขณะที่ Anthropic เผยแพร่รายงานเมื่อไม่นานมานี้ ระบุหลายกรณีที่ผู้กระทำทั้งที่เป็นรัฐและไม่ใช่รัฐพยายามใช้ Claude วางแผนโจมตีด้วยโดรนและทำวิจัยด้านชีววิทยาที่อันตราย รวมถึงกรณีที่กลุ่มติดอาวุธในเยเมน ซึ่งเชื่อว่าเป็นกลุ่มฮูตีที่อิหร่านหนุนหลัง พยายามใช้ Claude พัฒนาซอฟต์แวร์นำวิถีขีปนาวุธ

 

อีกเหตุการณ์ที่จุดกระแสคือ เจคอบ ค็อกซอน อดีตพนักงานของ Anthropic ที่ลาออกเมื่อต้นเดือนนี้ พร้อมโพสต์กล่าวหาว่าทั้ง Anthropic และ OpenAI กำลัง “เอาชีวิตของพวกเราไปเสี่ยง” ด้วยการแข่งกันพัฒนา AI ที่ฉลาดเหนือมนุษย์ และระบุว่า “คนที่สร้าง AI เชื่ออย่างจริงจังว่ามันอาจฆ่าพวกเราทั้งหมดภายในสิ้นทศวรรษนี้”

 

หลังจากนั้น ดาริโอ อาโมเดอิ ซีอีโอของ Anthropic ได้เผยแพร่บทความเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI โดยระบุว่า “วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการชะลอคือการออกกฎระเบียบที่ครอบคลุมบริษัท AI ชั้นนำทุกรายของสหรัฐฯ เพราะจะครอบคลุมถึงบริษัทที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือโดยสมัครใจด้วย”

 

ข้อเสนอของอาโมเดอิได้รับการสนับสนุนอย่างรวดเร็วจาก แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI และอีลอน มัสก์ ขณะที่สัปดาห์นี้ทั้งอัลต์แมนและอาโมเดอิยังขึ้นกล่าวต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้สหรัฐฯ นำการสร้างพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของ AI

 

วอชิงตันยังไม่ขยับ ผู้บริหารเทคเองก็เห็นต่าง

 

แม้ความกังวลในซิลิคอนแวลลีย์จะเพิ่มขึ้น แต่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงคัดค้านการกำกับดูแล AI โดยเรียกความกังวลเรื่องความปลอดภัยว่าเป็น “เรื่องหลอกลวง” และปฏิเสธสิ่งที่เขาเรียกว่า “แผนการของพวกโลกาภิวัตน์” ที่ต้องการควบคุมเทคโนโลยีนี้

 

ทรัมป์ยังเยาะเย้ยอาโมเดอิว่า “แกล้งทำเป็นนางฟ้าตัวน้อยที่สมบูรณ์แบบ” แม้เมื่อสัปดาห์ก่อนเขาจะให้คำมั่นว่าจะตั้ง AI Force ขึ้นมาเพื่อ “เฝ้าดู” บริษัท AI ก็ตาม

 

ขณะที่การพบกันระหว่างทรัมป์กับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่นครนิวยอร์กในสัปดาห์นี้ ก็ไม่ได้นำไปสู่คำมั่นที่มีนัยสำคัญในการควบคุมเทคโนโลยีนี้

 

ด้าน ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็เคยปฏิเสธที่จะเรียกสมาชิกสภากลับมาออกกฎหมายควบคุมการพัฒนา AI โดยระบุว่าจะให้บริษัท AI เป็นผู้ตัดสินใจ เพราะ “แม้แต่พวกเขาเองก็ยังไม่มีคำตอบ เราจึงไม่ควรรีบให้สภาทำอะไรที่อาจเป็นผลเสียต่อความมั่นคงของชาติ”

 

ที่น่าสนใจคือผู้บริหารในวงการเทคเองก็ยังเห็นไม่ตรงกันว่าควรบังคับใช้มาตรการป้องกันอย่างไร แม้แต่ภายใน Microsoft เอง

 

สัตยา นาเดลลา ประธานและซีอีโอของ Microsoft ดูลังเลที่จะเรียกร้องให้มีกฎระเบียบเต็มรูปแบบ โดยระบุในพอดแคสต์ All-In ว่าบริษัท AI ควรจัดการเรื่องนี้เอง “ถ้าเห็นปัญหาที่ร้ายแรงถึงขั้นต้องหยุด ก็หยุด” แม้ในบันทึกถึงพนักงานเดือนนี้เขาจะเตือนว่าบริษัทต้องใช้เวลาทำให้เทคโนโลยีปลอดภัย

 

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta ก็ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการประสานงานทั้งอุตสาหกรรม โดยมองว่าแต่ละห้องปฏิบัติการควรใช้เวลาตรวจสอบภายในเองเมื่อพบปัญหา

 

ขณะที่ แบรด สมิธ ประธานของ Microsoft ปฏิเสธแนวคิดที่ว่าบริษัท AI ต้องรอกฎหมายจากรัฐบาลกลางก่อนจึงจะชะลอตัวเองได้ โดยเปรียบเทียบว่าหากมีบริษัทผลิตเครื่องบินเพียง 2 รายในโลก และมีคนมาบอกว่ากังวลว่าเครื่องบินจะตกจนมีคนตาย ผู้บริหารจะเลือกชนะการแข่งขัน หรือเลือกให้ความปลอดภัยของผู้โดยสารและสาธารณชนมาก่อน

 

ในระดับรัฐ ผู้ว่าการบางรัฐเริ่มขยับแล้ว โดย แกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ลงนามคำสั่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนเสริมกฎหมายด้านความปลอดภัยของ AI ขณะที่ผู้ว่าการรัฐแมริแลนด์และนิวยอร์กก็ออกแผนเพิ่มการกำกับดูแล AI ในรัฐของตัวเองเช่นกัน

 

ภาพ : Alexandros Michailidis / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post บิล เกตส์ เตือน AI ในมือคนร้ายทรงพลังพอจะก่อเหตุคร่าชีวิตคน 1 พันล้านคน เรียกร้องวอชิงตันออกกฎหมายคุม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าพ่อ AI ขึ้นเวที UNSC เตือนความเสี่ยงต่อมนุษยชาติ เรียกร้องโลกสร้างกติการ่วมกัน แต่สหรัฐฯ ปฏิเสธ https://thestandard.co/ai-regulation-un-us-reject/ Fri, 25 Sep 2026 06:57:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1259300 ผู้บริหาร AI กล่าวบนเวทีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ผู้บริหารบริษัท AI รายใหญ่ของโลก ทั้ง OpenAI, Anthropic […]

The post เจ้าพ่อ AI ขึ้นเวที UNSC เตือนความเสี่ยงต่อมนุษยชาติ เรียกร้องโลกสร้างกติการ่วมกัน แต่สหรัฐฯ ปฏิเสธ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหาร AI กล่าวบนเวทีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ผู้บริหารบริษัท AI รายใหญ่ของโลก ทั้ง OpenAI, Anthropic และ Hugging Face ขึ้นกล่าวต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council: UNSC) เมื่อวันที่ 23 กันยายน โดยเตือนถึงความเสี่ยงจาก AI ที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนอาจพัฒนาไปไกลเกินกว่าที่มนุษย์จะควบคุมได้

 

 
 

การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างสัปดาห์การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งที่ 81 (UNGA81) ในนครนิวยอร์ก หลังในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน AI หลายรายเริ่มออกมาเรียกร้องให้อุตสาหกรรมลดความเร็วในการพัฒนาโมเดล เพื่อขอเวลาพัฒนา ‘มาตรการด้านความปลอดภัย’ ตามทันความสามารถของเทคโนโลยี

 

อย่างไรก็ตาม การหารือบนเวที UNSC ครั้งนี้ขยับไปไกลกว่าประเด็นว่า บริษัท AI ควรชะลอการพัฒนาหรือไม่ เมื่อผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำเรียกร้องให้รัฐบาลและนานาประเทศเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดกติกามากขึ้น ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันว่า ไม่สนับสนุนการสร้างระบบกำกับดูแล AI แบบรวมศูนย์ในระดับโลก

 

อนาคต AI ไม่ควรถูกตัดสินโดยบริษัทเทคโนโลยี แต่รัฐบาลต้องมีส่วนร่วม

 

แซม อัลต์แมน (Sam Altman) CEO OpenAI กล่าวต่อ UNSC ว่า การมีอยู่ของ AI กำลังสร้างทางแพร่งครั้งใหม่ให้กับโลกระหว่าง ‘การอยู่ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการครั้งใหม่’ หรือ ‘การปฏิวัติอุตสาหกรรมอันไร้ระเบียบและปั่นป่วน’

 

อัลต์แมนยอมรับว่า AI สามารถเพิ่มผลิตภาพ ช่วยแพทย์ดูแลผู้ป่วย หรือเสริมศักยภาพให้กับผู้ประกอบการได้ แต่ในเวลาเดียวกัน เทคโนโลยีดังกล่าวก็มีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด รวมถึงความเป็นไปได้ที่มนุษย์อาจสูญเสียการควบคุมอนาคตของเทคโนโลยีดังกล่าว

 

เขาเสนอว่า โลกไม่ควรมอง AI แบบสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะความเชื่อว่า เทคโนโลยีจะสร้างประโยชน์โดยไร้ความเสี่ยง หรือ AI จะนำไปสู่หายนะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่การพัฒนา AI ต้องทำควบคู่ไปกับมาตรการด้านความปลอดภัย โดยต้องทำให้มนุษย์สามารถควบคุมระบบ และนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ถูกต้อง

 

อย่างไรก็ตาม ประโยคที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ การที่อัลต์แมนพูดถึงอำนาจการตัดสินใจของเทคโนโลยีดังกล่าวว่า หาก AI เป็นประชาธิปไตย การตัดสินใจที่สำคัญก็ต้องผ่านกระบวนการประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่ห้องแล็บ โดยที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อประชาชน

 

ท่าทีดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอของอัลต์แมนในช่วงก่อนหน้านี้ หลังเขาออกมาสนับสนุนแนวคิดให้บริษัท AI ลดความเร็วในการพัฒนาโมเดลแนวหน้า หากคู่แข่งยอมดำเนินการพร้อมกัน เพื่อเปิดเวลาสำหรับการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรม

 

AI อาจเป็นความเสี่ยงต่อมนุษยชาติทั้งหมด

 

ด้าน ดาริโอ อโมเดอี (Dario Amodei) CEO Anthropic ใช้ถ้อยคำที่ตรงไปตรงมา โดยย้ำต่อ UNSC ว่า หาก AI ถูกจัดการอย่างไม่เหมาะสม ก็อาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อมนุษยชาติโดยรวมได้

 

อโมเดอีมองว่า ปัญหาของ AI ไม่ได้มีเพียงความเสี่ยงจากการที่มนุษย์นำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่เป็นอันตราย แต่ยังรวมถึงสถานการณ์ที่ระบบ AI มีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนนักพัฒนาอาจไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของระบบได้อย่างสมบูรณ์

 

CEO Anthropic ยังเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ วางความขัดแย้งทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์บางส่วนไว้ก่อน เพื่อร่วมกันรับมือทั้งโอกาสและภัยคุกคามจาก AI โดยย้ำว่า ไม่มีผู้นำคนไหน บริษัทหรือประเทศใดๆ สามารถจัดการเรื่องนี้ได้เพียงลำพัง

 

อโมเดอียังเสนอต่อ UNSC ว่า นานาชาติควรสร้างกติการะหว่างประเทศในการใช้ AI เช่น ห้ามใช้พัฒนาอาวุธชีวภาพ ไปจนถึงสร้างมาตรฐานร่วมกันในการทดสอบโมเดล เพื่อป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีพัฒนาไปไกลกว่าความสามารถของมนุษย์

 

ถูก AI โจมตี ก็ต้องใช้ AI ป้องกันตัวเอง

 

ส่วน เคลม็องต์ เดอล็องก์ (Clément Delangue) CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Hugging Face ยกอีกด้านหนึ่งของความเสี่ยงจาก AI ขึ้นมาพูด คือ การใช้ AI ในการโจมตีและป้องกันระบบไซเบอร์

 

เดอล็องก์เปิดเผยว่า Hugging Face เคยถูก AI agents ของ OpenAI เจาะเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานของบริษัท หลังระบบดังกล่าวหลุดออกจากสภาพแวดล้อมที่ใช้สำหรับการทดสอบ

 

แต่เขากลับเน้นย้ำว่า บริษัทก็จำเป็นต้องใช้ AI เพื่อป้องกันตัวเองเช่นกัน โดยระบุว่า Hugging Face ใช้โมเดล AI จากจีนช่วยรับมือการโจมตีดังกล่าว เพราะมีข้อจำกัดในการใช้งานน้อยกว่าเครื่องมือของสหรัฐฯ ที่มีความสามารถใกล้เคียงกัน

 

“เราถูก AI โจมตี แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เราป้องกันตัวเองด้วย AI” เขากล่าวต่อ UNSC

 

อนึ่ง มีการมองว่า เดอล็องก์กำลังสะท้อนโจทย์การกำกับควบคุม AI หลังมีข้อจำกัดเข้มงวดกับโมเดลมากเกินไป ทำให้ฝ่ายป้องกันไม่สามารถเข้าเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการรับมือได้อย่างเพียงพอ

 

อันตรายจาก AI ไม่รู้จักพรมแดน เตือนต้องถูกคุมเหมือนนิวเคลียร์

 

โยชัว เบงจิโอ (Yoshua Bengio) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวแคนาดา หนึ่งในผู้บุกเบิก Deep Learning และประธานร่วม Independent International Scientific Panel on AI ของ UN เตือนว่า ความเสี่ยงของ AI ต่อมนุษยชาติ กำลังใกล้เกิดขึ้นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ

 

เบงจิโอมองว่า UNSC กำลังเผชิญภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่มีประเทศสมาชิกใดต้องการให้เกิด ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือได้เพียงลำพัง และเป็นภัยที่ไม่เคารพพรมแดนระหว่างประเทศ

 

นักวิทยาศาสตร์ชาวแคนาดาชี้ว่า พฤติกรรมการโจมตีของ AI มีหลักฐานรองรับและผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญอิสระ พร้อมระบุความเสี่ยงสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

 

  • การถูกนำไปใช้สร้างความเสียหายร้ายแรง เช่น กลุ่มก่อการร้าย
  • การกระจุกตัว AI ไว้กับบริษัทหรือประเทศเพียงไม่กี่แห่ง
  • ความเป็นไปได้ที่มนุษย์จะสูญเสียการควบคุมระบบ AI

 

เขายังโต้แย้งแนวคิดว่า บริษัท AI ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเร่งแข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยี โดยระบุว่า การแข่งขันดังกล่าวไม่ใช่กฎของธรรมชาติ แต่เป็นผลจากการตัดสินใจของบริษัทเอง ขณะที่รัฐบาลก็ไม่ควรยอมรับคำอธิบายว่า บริษัทจำเป็นต้องเดินหน้าพัฒนา AI ต่อ เพราะกลัวคู่แข่งนำหน้า

 

เบงจิโอยังเสนอว่า AI ระดับแนวหน้า ควรถูกกำกับในลักษณะเดียวกับเทคโนโลยีสำคัญอย่างการแพทย์ การบิน หรือพลังงานนิวเคลียร์ โดยผู้พัฒนาต้องพิสูจน์ต่อผู้เชี่ยวชาญอิสระว่า ระบบมีความปลอดภัยก่อนนำออกใช้งาน รวมถึงต้องรายงานเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย ไปจนถึงต้องมีระบบใบอนุญาตและประกันความรับผิดสำหรับผู้พัฒนา AI

 

CEO เรียกร้องกติกา แต่สหรัฐฯ ปฏิเสธระบบควบคุม AI ระดับโลก

 

แม้ผู้นำบริษัท AI จะเรียกร้องความร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้น แต่รัฐบาลต่างๆ ยังไม่มีฉันทามติว่า การกำกับดูแลดังกล่าวควรมีหน้าตาอย่างไร โดย 1 วันก่อนการประชุม UNSC

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวต่อผู้นำโลกบนเวที UNGA ว่า สหรัฐฯ จะไม่สร้างระบบควบคุม AI ระดับโลก

 

ทรัมป์ยังเสนอให้เปลี่ยนชื่อเต็มของ AI จากปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เป็นคำว่า Super Intelligence (SI) หรือปัญญาเหนือมนุษย์แทน พร้อมย้ำว่า ชื่อนี้ทำให้ AI ฟังดูเหมือนของปลอม ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญออกมาต่อต้านว่า คำดังกล่าวมีความหมายเฉพาะ ซึ่งใช้เรียก AI ขั้นสูง

 

นอกจากนี้ ไมเคิล แครตซิออส (Michael Kratsios) ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของทำเนียบขาว ย้ำจุดยืนดังกล่าวต่อ UNSC ว่า โลกไม่สามารถกำกับเทคโนโลยีที่มนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้ พร้อมเสนอว่า UN และองค์การระหว่างประเทศ ควรให้ความสำคัญกับการสร้างขีดความสามารถ AI มากกว่าสร้างระบบกำกับดูแล

 

ขณะที่ทางการจีนมีท่าทีที่แตกต่างกันออกไป โดย ฝู่ ชง (Fu Cong) เอกอัครราชทูตจีนประจำ UN เรียกร้องให้มีมาตรการรับมือ AI เช่น การปรับปรุงกรอบกำกับดูแล ระบบรับมือเหตุฉุกเฉิน และความร่วมมือข้ามพรมแดน พร้อมระบุว่า ประชาคมระหว่างประเทศควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาและความมั่นคง เพื่อให้ AI ถูกพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ

 

ภาพ: Brendan McDermid / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post เจ้าพ่อ AI ขึ้นเวที UNSC เตือนความเสี่ยงต่อมนุษยชาติ เรียกร้องโลกสร้างกติการ่วมกัน แต่สหรัฐฯ ปฏิเสธ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์เตรียมจัดตั้ง ‘กองกำลัง AI’ และ ‘ผู้นำสูงสุดด้าน AI’ คืออะไร มีบทบาทอย่างไร https://thestandard.co/trump-ai-force-ai-czar/ Sun, 20 Sep 2026 07:32:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1257259 ภาพโดนัลด์ ทรัมป์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศเตรียมจัด […]

The post ทรัมป์เตรียมจัดตั้ง ‘กองกำลัง AI’ และ ‘ผู้นำสูงสุดด้าน AI’ คืออะไร มีบทบาทอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโดนัลด์ ทรัมป์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศเตรียมจัดตั้ง ‘กองกำลังเอไอ’ (AI Force) และแต่งตั้ง ผู้นำสูงสุดด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Czar) เพื่อผลักดันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและรักษาความได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่างจีน

 

 

ทรัมป์มองว่า AI เป็นเสมือนการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคใหม่หรืออินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจสร้างมูลค่าได้สูงถึง 25% ของ GDP สหรัฐฯ และเป็นหัวใจสำคัญในการแย่งชิงความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจกับจีน

 

ส่วนจุดยืนต่อเรื่องการกำกับดูแลด้าน AI นั้น ทรัมป์มองว่า คำเตือนเรื่องความอันตรายของ AI เป็นเรื่อง ‘ลวงโลก’ (Hoax) และเน้นย้ำว่า จะไม่ออกกฎระเบียบใหม่มาขัดขวางการเติบโตของอุตสาหกรรม โดยตั้งใจจะใช้ระบบยุติธรรมทางแพ่งและอาญาที่มีอยู่เดิม ในการลงโทษผู้ที่นำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด

 

AI Force คืออะไร

 

ทรัมป์เสนอให้จัดตั้ง ‘กองกำลังเอไอ’ (AI Force) ขึ้น โดยอ้างอิงถึงความสำเร็จของการตั้ง ‘กองกำลังอวกาศ’ (Space Force) ในวาระแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

เบื้องต้น ยังไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียด โครงสร้าง หรือกรอบเวลาการทำงานที่ชัดเจน ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า กองกำลังนี้จะทำงานอย่างไร และจะเป็นเหล่าทัพใหม่ทางทหารเหมือน Space Force หรือไม่

 

‘AI Czar’ คืออะไร มีบทบาทอย่างไร

 

AI Czar คือ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้าน AI ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านี้ เดวิด แซ็กส์ นักลงทุน Venture Capital เคยดำรงตำแหน่ง AI and Cryptocurrency Czar จนกระทั่งลงจากตำแหน่งในช่วงเดือนมีนาคม และย้ายไปเป็นประธานสภาที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประธานาธิบดี (PCAST) ส่วนผู้ที่จะมารับตำแหน่งคนใหม่นั้น ทรัมป์กล่าวติดตลกว่า ต้องเป็นผู้ที่มีระดับ IQ สูงเท่านั้น

 

นอกจากจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาผู้นำสหรัฐฯ แล้ว AI Czar ยังมีบทบาทสำคัญมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนอุตสาหกรรม AI ของสหรัฐฯ โดยไม่ใช้การออกกฎเกณฑ์หรือข้อบังคับของรัฐบาลกลางที่อาจชะลอการพัฒนาทางเทคโนโลยี

 

เดวิด แซ็กส์ เคยแสดงจุดยืนว่า สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายควบคุมใหม่จากรัฐบาลกลาง แต่ควรให้ผู้พัฒนา AI เป็นผู้รับผิดชอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ตนเอง และหากเกิดปัญหาก็สามารถใช้ระบบกฎหมายแพ่งและอาญาที่มีอยู่เดิมในการจัดการได้

 

ทำไมทรัมป์ ‘คัดค้าน’ การออกกฎหมายควบคุม AI

 

ทรัมป์และผู้บริหารเทคโนโลยีบางส่วนเห็นว่า การออกกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไปจะชะลอการพัฒนา AI ของสหรัฐฯ และทำให้เสียเปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งอย่างจีน นอกจากนี้ ทรัมป์เชื่อว่ากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่เดิมเพียงพอต่อการจัดการผู้กระทำผิดแล้ว

 

ขณะที่ นักวิจัยและบริษัท AI เริ่มมีความกังวลเพิ่มขึ้นถึงความเสี่ยงของ AI ต่อมนุษยชาติ ผู้บริหารบางส่วน เช่น ดาริโอ อาโมเดอี (Anthropic), แซม อัลต์แมน (OpenAI) และ อีลอน มัสก์ (xAI) เสนอให้มีการชะลอการพัฒนาหรือมีมาตรการตรวจสอบความปลอดภัย ขณะที่ แซม อัลต์แมน ก็เรียกร้องให้สาธารณชนไว้วางใจบริษัท AI ในการดูแลความปลอดภัย

 

ทางด้าน บารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมถึงสมาชิกรัฐสภาทั้งในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร เห็นตรงกันว่า รัฐบาลจำเป็นต้องออกกฎหมายกำกับดูแล เนื่องจากกฎหมายเดิม ‘ไม่ครอบคลุม’ ความเสี่ยงของ AI ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ที่ผ่านมา ทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างมองว่า AI มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางทหารและเศรษฐกิจ ประเด็นด้าน AI และความปลอดภัยของ AI ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในวาระสำคัญสำหรับการหารือระหว่างทรัมป์กับ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน รวมถึงการจัดเลี้ยงอาหารค่ำร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น OpenAI, Nvidia, Google ในช่วงสัปดาห์หน้า

 

แฟ้มภาพ: Evan Vucci / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์เตรียมจัดตั้ง ‘กองกำลัง AI’ และ ‘ผู้นำสูงสุดด้าน AI’ คืออะไร มีบทบาทอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก https://thestandard.co/ai-leaders-slow-development-investment/ Sat, 19 Sep 2026 07:50:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1257056 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด AI กับการลงทุนในตลาดหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อ Da […]

The post เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด AI กับการลงทุนในตลาดหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อ Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic ออกโรงเรียกร้องให้อุตสาหกรรม AI ชะลอความเร็วในการพัฒนาโมเดล AI เพื่อให้ระบบความปลอดภัยตามทัน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความเสี่ยงร้ายแรงภายใน 6-12 เดือนข้างหน้า

 

Sam Altman แห่ง OpenAI เห็นด้วยทันที และประกาศเลื่อน IPO ออกไปเป็นปี 2027 ขณะที่ Elon Musk ผู้ก่อตั้ง SpaceX ก็ออกมาสนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน

 

สำหรับนักลงทุน ผมมองว่าคำถามที่แท้จริงไม่ใช่ “อันตรายจาก AI ต่อมนุษย์หรือไม่” เพราะนั่นเป็นคำถามปรัชญาที่ไม่มีใครตอบได้ แต่เราต้องรู้ให้ทันว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าผู้นำการเติบโตหลักของตลาดหุ้นโลกอย่างธีม AI จะต้องถูกควบคุมความเร็วในการพัฒนาจริง

 

เริ่มด้วยเรื่องของความเร็ว การชะลอพัฒนาการไม่ได้มีแต่ข้อเสีย เป็นเรื่องดีในด้านต้นทุน แค่ต้องไม่พัฒนาช้าเกินไปจนเป็นปัญหา

 

ทฤษฎีการลงทุนจะมองการเติบโตของเทคโนโลยีผ่าน S-Curve คือเริ่มช้า เร่งตัวแรง แล้วชะลอเมื่อถึงจุดอิ่มตัว

 

จากประวัติศาสตร์เทคโนโลยี 70 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการของโมเดล AI ตอนนี้เร็วกว่าทุก S-Curve ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไปแล้ว และเร็วกว่าแม้แต่กฎของ Moore ที่เคยเป็นเพดานอุตสาหกรรมชิปมานานหลายทศวรรษด้วย

 

ข้อเสียของการพัฒนาที่เร็วไป คือต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานจะล้าสมัยเร็ว บริษัทจึงต้องเร่งลงทุนไม่หยุด หนุนให้ต้นทุนพุ่งขึ้นไปอีก

 

ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นถ้าพัฒนาการชะลอตัว การลงทุนในชิปและ data center จะมีอายุการใช้งานนานคุ้มค่ากว่าเดิม

 

แต่ในทางกลับกัน ต้องไม่ลืมว่า Valuation ของตลาดอยู่ในระดับสูง หุ้น AI ทุกวันนี้ตีมูลค่าจากสมมติฐานการเติบโตแบบทวีคูณ หากอุตสาหกรรมชะลอความเร็วลงมากเกินไป ตลาดจะต้องปรับสมมติฐานเติบโตใหม่ทั้งหมด อาจสร้างความผันผวนที่รุนแรงกับโลกการเงินกว่าความเสี่ยงจาก AI เองเสียอีก

 

ด้านประเด็นการยกระดับการควบคุม ผมมองว่ามีทั้งต้นทุนที่ต้องจ่ายและเกราะป้องกันความเสี่ยงที่ได้กลับมา

 

เพราะการมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน จะช่วยลดความเสี่ยงที่ AI จะถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ ลดความเสี่ยงที่ตลาดจะถูกแย่งไปโดยผู้เล่นที่ไม่มีกรอบความรับผิดชอบ และลดความเสี่ยงที่โมเดลจะถูกลอกเลียนแบบอย่างรวดเร็วเกินควบคุม

 

ส่วนต้นทุนที่ต้องจ่าย คือค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่สูงขึ้น ความเร็วในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ช้าลง และที่สำคัญที่สุด คือมูลค่าตลาดรวมของอุตสาหกรรม (Total Addressable Market) ที่อาจเล็กลงกว่าที่นักลงทุนเคยประเมินไว้

 

คำถามที่น่าสนใจอีกเรื่อง คือโอกาสที่เหล่าผู้นำด้าน AI จะประเมินผิด

 

ประเด็นนี้เป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนส่วนใหญ่มองข้าม แต่มักเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนตัวผู้นำการเติบโตในอดีต

 

เช่น Steve Ballmer ซีอีโอ Microsoft เคยบอกว่า iPhone ไม่มีทางมี market share ที่มีนัยสำคัญได้ แต่ปัจจุบันขายไปแล้วกว่า 3 พันล้านเครื่อง ต้นทุนของการเดาผิดครั้งนั้นคือ Microsoft เสียโอกาสครองตลาดมือถือไปทั้งยุค

 

หรือ Sam Altman เองก็เพิ่งกลับคำ หลังเคยเตือนว่า AI จะกวาดงานระดับเริ่มต้นหายไปครึ่งหนึ่ง แต่สุดท้ายยอมรับว่าผิดพลาดเรื่องผลกระทบเศรษฐกิจและสังคมที่สูงเกินจริง

 

ความเสี่ยงของรอบนี้คือการประเมิน timeline พัฒนาการ ถ้าประเมินถูก สหรัฐฯ ก็น่าจะรักษาความเป็นผู้นำด้านโมเดล AI ไว้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าผิด ก็จะเป็นโอกาสให้ผู้พัฒนารายอื่นๆ ก้าวแซงขึ้นมาได้เช่นกัน

 

จากการวิเคราะห์เบื้องต้น จะเห็นว่าทั้งหมดมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง สำหรับนักลงทุน กลยุทธ์ที่ดีที่สุดจึงเป็นการเลือกสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์ไม่ว่า AI จะ Speed up หรือ Slow down

 

(1) โครงข่ายสาธารณูปโภคสำหรับ Data Center

 

ไม่ว่าโมเดลจะพัฒนาต่อเร็วหรือชะลอลง ความต้องการไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะโมเดลที่มีอยู่แล้วก็ต้องใช้พลังงานรันตลอดเวลาอยู่ดี

 

(2) ผู้ผลิตชิปที่มีสัญญาระยะยาวรองรับ

 

เพราะสัญญาที่เซ็นไปแล้ว ไม่ได้ถูกยกเลิกเพียงเพราะบริษัท AI ประกาศชะลอการพัฒนา ความต้องการชิปยังคงมีอยู่จากทั้งการเทรนโมเดลใหม่ และการรันโมเดลเดิมในเชิงพาณิชย์

 

(3) ผู้ให้บริการตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยของ AI

 

หาก AI เร่งพัฒนาต่อ ความต้องการตรวจสอบจะยิ่งเพิ่มตามความซับซ้อน แต่หากอุตสาหกรรมถูกบังคับให้ชะลอด้วยกฎระเบียบ ความต้องการตรวจสอบจะยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกจากแรงกดดันด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์

 

มุมมองของผม เรื่องร้ายมักขายดีกว่าเรื่องดีอยู่แล้วในทุกยุคสมัย แต่ผมเชื่อว่าโอกาสที่โมเดลภาษา จะพัฒนาเร็วจนกลายเป็นภัยคุกคามการดำรงอยู่ของมนุษยชาติในระยะสั้นยังต่ำมาก

 

อย่างไรก็ดี ในมุมของกลยุทธ์การลงทุน ทุกอย่างมีโอกาสเกิดขึ้นได้ เราจึงต้องปรับพอร์ตให้ยืดหยุ่น เพื่อพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงมากกว่าเดิมครับ

 

 

ภาพ: Tero Vesalainen / Shutterstock

The post เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องมาตรการแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 13 ปีของ EU ทำงานอย่างไร ทำไมต้องแบน https://thestandard.co/eu-ban-social-media-children/ Thu, 17 Sep 2026 07:26:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1256244 ภาพเด็กกำลังใช้แท็บเล็ต

เมื่อวานนี้ (16 กันยายน) อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธ […]

The post ส่องมาตรการแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 13 ปีของ EU ทำงานอย่างไร ทำไมต้องแบน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเด็กกำลังใช้แท็บเล็ต

เมื่อวานนี้ (16 กันยายน) อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) กำลังผลักดันกฎหมายใหม่ โดยจะสั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีใช้งานโซเชียลมีเดีย เพื่อปกป้องวัยเยาว์จากการครอบงำของโลกออนไลน์

 

 
 

อีกทั้ง สหภาพยุโรป (EU) ยังมองเห็นถึง ‘ความเสี่ยงมหาศาล’ จากเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะภัยคุกคามไซเบอร์และการแฮกข้อมูลในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยมีแผนจะเชิญผู้พัฒนา AI ชั้นนำของโลก เช่น Anthropic, OpenAI, SpaceXAI ร่วมหารือถึงแนวทางชะลอพัฒนาการของเทคโนโลยีให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย

 

ทำไมต้องแบน

 

อัวร์ซูลา มองว่า แอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียกำลัง “พรากชีวิตวัยเด็กไปจากเด็กๆ” เธอจึงต้องการปกป้องเยาวชนจากอันตรายบนโลกดิจิทัล และแก้ไขรูปแบบการออกแบบแอปที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเสพติด (Addictive Design)

 

แม้แพลตฟอร์มส่วนใหญ่จะมีกฎห้ามเด็กต่ำกว่า 13 ปีใช้งานอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมายังขาดมาตรการบังคับใช้จริงที่มีประสิทธิภาพ เธอจึงพยายามดึงอำนาจการควบคุมกลับมาจาก Big Tech เพื่อสร้างกฎเกณฑ์ชุดเดียวกันทั่วทั้งยุโรป และแสดงให้เห็นว่า สหภาพยุโรปเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ ไม่ใช่บรรดาบริษัทเทคโนโลยีทั้งหลาย

 

มาตรการแบนมีอะไรบ้าง ทำงานอย่างไร

 

มาตรการแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีของสหภาพยุโรป (EU) มีกลไกการทำงานและมาตรการบังคับใช้หลักผ่านร่างกฎหมาย Kids Act ซึ่งเป็นร่างกฎหมายดิจิทัลฉบับใหม่ ที่จะกำหนดมาตรการสั่งห้ามระดับทวีป (Total Ban) โดยจะกำหนดให้การใช้งานโซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาด ครอบคลุมสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศ ซึ่งเป็นการ ‘บังคับใช้มาตรฐานเดียว’ (Unified Rulebook) แทนการแยกใช้กฎหมายของแต่ละประเทศสมาชิกที่กระจัดกระจายและแตกต่างกัน

 

ร่างกฎหมาย Kids Act กำหนดให้มี ‘การย้อนภาระการพิสูจน์’ (Reverse the Burden of Proof) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกลไกนี้ โดยเปลี่ยนหน้าที่จากการที่ผู้ใช้ ผู้ปกครอง หรือหน่วยงานรัฐต้องคอยไล่ตรวจจับ มาเป็นการบังคับให้บริษัทเทคโนโลยี (Big Tech) ต้องเป็นผู้พิสูจน์เองว่า แพลตฟอร์มของตนมีความปลอดภัยต่อผู้เยาว์ก่อนเปิดให้ใช้งาน ซึ่งกฎหมายนี้จะมีขนาดและการกำกับดูแลที่สำคัญในระดับเดียวกับ Digital Services Act และ AI Act

 

EU ยังพยายามอุดช่องโหว่ด้านการบังคับใช้ ที่ผ่านมาแพลตฟอร์มใหญ่ๆ ยังไม่มีมาตรการบังคับใช้ที่ได้ผลจริง ร่างกฎหมายนี้จึงเข้ามาสร้างเกณฑ์บังคับและบทลงโทษโดยตรงแก่แพลตฟอร์ม

 

ส่วนการจัดระบบควบคุมตามช่วงอายุ (Tiered System) นั้น

 

ต่ำกว่า 13 ปี: ห้ามใช้งานโดยเด็ดขาด

 

ต่ำกว่า 15 ปี: ห้ามมีบัญชีส่วนตัว (Personal Account)

 

อายุ 13-15 ปี: อนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะ ‘บัญชีขนาดเล็ก’ (Mini Accounts) ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง มีการจำกัดฟีเจอร์ และจำกัดเวลาใช้งานไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน

 

EU ยังพยายามดำเนินการควบคู่กับร่างกฎหมาย Digital Fairness Act เพื่อควบคุมและห้ามใช้การออกแบบแอปพลิเคชันที่กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมเสพติดโซเชียล

 

โดยร่างกฎหมายเหล่านี้จะต้องผ่านการอนุมัติจากสภายุโรปและประเทศสมาชิกทั้ง 27 ประเทศ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี โดยหลายประเทศได้เริ่มดำเนินการเองแล้ว เช่น ฝรั่งเศสที่เคยผ่านกฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 15 ปีใช้งาน แต่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตกในเวลาต่อมา รวมถึงสเปน เดนมาร์ก และสวีเดน ขณะที่ออสเตรเลียได้กลายเป็นประเทศแรกในโลกที่สั่งห้ามโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปี เมื่อเดือนธันวาคม 2025

 

มาตรการแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กต่ำกว่า 13 ปีของสหภาพยุโรปไม่เพียงแต่เป็นการท้าทายอำนาจของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เท่านั้น แต่ยังถือเป็น ‘จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ’ ในการลากเส้นแบ่งระหว่าง ‘ความปลอดภัยบนโลกดิจิทัล’ กับ ‘เสรีภาพในการเข้าถึงเทคโนโลยี’

 

แม้เส้นทางของร่างกฎหมาย Kids Act ยังคงต้องผ่านการทดสอบอีกหลายปราการ ทั้งในมิติการบังคับใช้จริง การก้าวทันการพัฒนาของ AI และบทพิสูจน์จากความเห็นที่แตกต่างกันในหมู่ประเทศสมาชิก แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้จุดประกายคำถามสำคัญไปทั่วโลกว่า ในยุคที่โลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เราควรจะร่วมกันออกแบบพื้นที่ดิจิทัลอย่างไร ให้เยาวชนได้เติบโตอย่างปลอดภัย โดยไม่สูญเสียคุณค่าของชีวิตวัยเด็กไปในโลกโซเชียล

 

แฟ้มภาพ: Ground Picture / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ส่องมาตรการแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 13 ปีของ EU ทำงานอย่างไร ทำไมต้องแบน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องอนาคต AI ผ่านมุมมอง 4 ซีอีโอ ‘Salesforce – Nvidia – Anthropic – OpenAI’ เมื่อโลกกำลังกังวลเรื่องความปลอดภัย https://thestandard.co/ai-future-ceos-safety/ Wed, 16 Sep 2026 07:46:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1255797 Sam Altman ซีอีโอ OpenAI และ Marc Benioff ซีอีโอ Salesforce นั่งสนทนากัน

งาน Dreamforce 2026 งานประจำปีที่ใหญ่ที่สุดของ Salesfor […]

The post ส่องอนาคต AI ผ่านมุมมอง 4 ซีอีโอ ‘Salesforce – Nvidia – Anthropic – OpenAI’ เมื่อโลกกำลังกังวลเรื่องความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sam Altman ซีอีโอ OpenAI และ Marc Benioff ซีอีโอ Salesforce นั่งสนทนากัน

งาน Dreamforce 2026 งานประจำปีที่ใหญ่ที่สุดของ Salesforce เปิดฉากขึ้นแล้วที่เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้ธีม Becoming an Agentic Enterprise โดยปีนี้ Marc Benioff ซีอีโอ Salesforce เชิญซีอีโอบริษัท AI ที่ทรงอิทธิพลที่สุด 3 ราย อย่าง Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic, Jensen Huang ซีอีโอ NVIDIA และ Sam Altman ซีอีโอ OpenAI ร่วมฉายภาพอนาคต AI ที่กำลังเดินมาถึง

 

 
 

และหนึ่งในประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นก่อนหน้างาน Dreamforce 2026 นี้ คือความกังวลว่า AI อาจหลุดพ้นการควบคุมของมนุษย์ ทำให้คำถามสำคัญบนเวทีในปีนี้ นอกจากเรื่องของเทรนด์เทคโนโลยี AI แล้ว อีกด้านหนึ่งยังเป็นเรื่องของความปลอดภัยของเทคโนโลยีเหล่านี้

 

ความกังวลทั่วโลกเกี่ยวกับ AI เริ่มจากโพสต์ของนักวิจัยคนหนึ่งที่ลาออกจาก Anthropic ซึ่งเผยแพร่ในสัปดาห์ก่อนหน้าและกลายเป็นไวรัล โดยอ้างว่า AI อาจฆ่ามนุษย์ทั้งหมดภายในสิ้นทศวรรษนี้หากปล่อยไว้โดยไม่มีการควบคุม

 

ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จำนวนหนึ่งออกมาแสดงความเห็นด้วยกับการประเมินนั้น แม้จะไม่ได้อธิบายว่าได้ข้อสรุปมาอย่างไร หรือ AI จะทำสิ่งนั้นได้ด้วยวิธีใด ความร้อนแรงของข้อกล่าวอ้างดังกล่าวนำไปสู่การจับตาการพัฒนา AI มากขึ้น

 

“โลกมีสิทธิ์ที่จะกลัว AI” – Sam Altman

 

Altman ขึ้นเวทีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ และเลือกยอมรับความกลัวของสาธารณชนก่อนเป็นอันดับแรก “ทุกวันนี้ไม่ต้องใช้จินตนาการมากเท่าเมื่อก่อนเลยที่จะนึกภาพว่าเรื่องนี้จะผิดพลาดได้อย่างไร ผมคิดว่าโลกมีสิทธิ์ที่จะกลัวเรื่องนี้”

 

อย่างไรก็ตาม Altman มองว่า “โลกควรไว้วางใจว่าเราจะทำสิ่งที่ถูกต้อง เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเพราะเรารู้สึกได้ถึงขนาดของเรื่องนี้” พร้อมกล่าวต่อว่า “เราจะทำมันให้ถูกต้อง ผมมั่นใจมากในความสามารถของบริษัทเราและของอุตสาหกรรมที่จะทำเรื่องนี้อย่างปลอดภัย” ซึ่งหมายถึงการทำให้ AI ทำตามเจตนาของมนุษย์ และงานด้านความปลอดภัย นำหน้าขีดความสามารถของโมเดลอยู่เสมอ และหากทำไม่ได้ ก็จะชะลอหรือหยุด

 

ความปลอดภัยคือโจทย์วิศวกรรม – Jensen Huang

 

“ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยเป็นปัญหาทางวิศวกรรม” Huang กล่าว พร้อมอธิบายว่าสิ่งที่พัฒนาอยู่คือระบบคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อน แต่สุดท้ายก็ยังเป็นระบบคอมพิวเตอร์ ที่ต้องมีสภาพแวดล้อมทดสอบและกระบวนการทดสอบที่ดีพอ

 

อย่างไรก็ตาม Huang เชื่อว่า “เราไม่ต้องการกฎหมายใหม่ เราไม่ต้องการกฎระเบียบใหม่” โดยมองว่ากลไกตลาดจะทำหน้าที่ของมัน สิ่งที่ต้องการคือให้บริษัทเป็นผู้ตัดสินใจเอง “ถ้าคุณสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการ แล้วคุณไม่มั่นใจในการทำงาน ความสามารถ หรือความปลอดภัยของมัน ก็อย่าปล่อยออกมา นั่นเป็นสิ่งที่ชัดเจนมากที่ควรทำ”

 

Huang ยังปฏิเสธการวางกรอบว่าความเร็วกับความปลอดภัยต้องแลกกัน โดยมองว่าไม่ใช่สิ่งที่ต้องเลือก

 

โลกควรมีมาตรฐานร่วมกัน – Dario Amodei

 

Amodei มองในมุมที่ต่างออกไป โดยเรียกร้องให้มีกติกาจากภายนอก และอธิบายจุดยืนผ่านการเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมรถยนต์

 

สมมติว่าบริษัทรถคู่แข่งเกิดอุบัติเหตุด้านความปลอดภัย ขณะที่บริษัทตัวเองเชื่อว่ามีสถิติดีที่สุดในอุตสาหกรรม “มันน่าดึงดูดมากที่จะโจมตีคู่แข่งแล้วบอกว่า พวกนี้ไม่ปลอดภัย เราปลอดภัย แต่วิธีตอบสนองที่รับผิดชอบกว่าคือบอกว่า ก่อนอื่นมาดูสถิติของเราเองก่อน เราอาจไม่เคยมีอุบัติเหตุใหญ่แบบนั้น แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ”

 

Amodei เสนอลำดับสามขั้น เริ่มจากการทบทวนแนวปฏิบัติและความโปร่งใสของตัวเอง ต่อด้วยการรวมอุตสาหกรรมที่เหลือเพื่อหารือเรื่องมาตรฐานร่วม และปิดท้ายว่า “สุดท้ายควรมีองค์ประกอบระหว่างประเทศด้วย” โดยระบุว่าขั้นแรกบริษัทผูกพันแล้ว ส่วนขั้นที่เหลือจะเปิดการหารือกับอุตสาหกรรม

 

ขณะที่ Benioff กล่าวว่า “ในมุมมองของผม เทคโนโลยีไม่เคยดีหรือเลวในตัวมันเอง สิ่งที่สำคัญคือคุณทำอะไรกับมัน บริษัทเหล่านี้ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่พวกเขาสร้าง นั่นคือกุญแจของการเป็นบริษัทที่มีจริยธรรม”

 

อนาคตที่ซีอีโอทั้ง 4 คนมองเห็น

 

แม้จะเห็นต่างเรื่องใครควรเป็นผู้คุมกติกา แต่เมื่อพูดถึงปลายทางของเทคโนโลยี ทั้งสี่คนกลับมองไปในทิศทางที่ใกล้เคียงกัน

 

Huang กล่าวว่า “เรากำลังผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ เหมือนเมื่อไม่กี่ร้อยปีก่อน ด้วยไฟฟ้า เราให้พลังงานกับทุกสิ่งได้ ด้วยอินเทอร์เน็ต เราหาอะไรก็เจอ และตอนนี้ด้วยปัญญาประดิษฐ์ในฐานะชั้นโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมทั้งโลก เรารู้ได้ทุกอย่าง และทำได้ทุกอย่าง”

 

Huang กล่าวต่อว่า “ทุกบริษัท ทุกองค์กร ทุกประเทศ จะกลายเป็นบริษัท AI” และสนับสนุนด้วยตัวเลขการใช้งานที่อ้างบนเวทีว่า ในรอบปีที่ผ่านมาปริมาณโทเคนที่ระบบ AI ทั่วโลกสร้างขึ้นเพิ่มขึ้นราว 25 เท่า โดยส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในหกเดือนหลัง ขณะที่สัดส่วนการใช้งานโมเดลเปิด (Open-Source) เพิ่มจากราว 30% เมื่อต้นปี มาเป็นเกือบ 70%

 

ทั้งนี้ Huang เน้นย้ำว่า “ถ้าคุณเพิ่งทดสอบมันวันนี้ แล้วรู้สึกว่ามันทำได้แค่ 80% ของที่คาดหวัง ลองทดสอบใหม่อีกทีในอีกสองสามสัปดาห์! มันจะดีขึ้นมากๆ ดังนั้นอย่ายอมแพ้ต่อเทคโนโลยีนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

 

พร้อมกับบอกว่าความกังวลเรื่อง “จุดจบของซอฟต์แวร์” เป็นเรื่องไร้สาระ โดย AI จะกลายเป็นอีกชั้นหนึ่งที่ซ้อนอยู่บนซอฟต์แวร์ ชั้นใหม่บนซอฟต์แวร์นี้จะเป็นแบบ agentic มันจะทำให้คุณใช้ซอฟต์แวร์ได้ดีขึ้นมาก และอีกเรื่องที่ไร้สาระคือ AI จะทำลายตำแหน่งงาน

 

ด้าน Amodei มองไปที่ช่องว่างระหว่างสิ่งที่เทคโนโลยีทำได้กับสิ่งที่โลกใช้จริง “ต่อให้เราหยุดเทคโนโลยีไว้ตรงนี้ เราก็ยังใช้ประโยชน์จากมันได้แค่ราว 5 หรือ 10 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าที่เป็นไปได้ทั้งหมด สัดส่วนของคนที่ได้เห็นสิ่งนี้และเห็นว่ามันเป็นไปได้ ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับคนที่จะได้ประโยชน์จากมัน”

 

ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้ Amodei ประหลาดใจที่สุดในรอบทศวรรษคือจังหวะก้าว “ไม่ใช่แค่ของเทคโนโลยี แต่ของฝั่งเศรษฐกิจด้วย” โดยอธิบายว่าเขาและผู้ร่วมก่อตั้งบางคนเป็นผู้คิดสูตร scaling laws ซึ่งทำนายได้ว่าโมเดลจะเก่งขึ้นตามพลังประมวลผลที่ใส่เข้าไป “แต่สิ่งที่เราไม่ได้ตระหนักคือมันจะทำให้บริษัทเหล่านี้โตเร็วขนาดนี้”

 

Benioff โฟกัสที่สิ่งที่ผู้ใช้จะสัมผัสได้ก่อน นั่นคือส่วนติดต่อผู้ใช้ “เราเห็นการปฏิวัติ interface มาหลายครั้ง จาก DOS สู่ GUI จาก GUI สู่เว็บ จากเว็บสู่มือถือ และวันนี้คุณจะได้เห็นส่วนติดต่อ AI ที่เป็นพลวัตและมีปัญญา ที่ประกอบขึ้นใหม่ได้และมีชีวิต”

 

แต่สิ่งที่ต้องคำนึงคือข้อจำกัดของ AI เพราะ “โมเดล AI เพียงลำพังบริหารองค์กรไม่ได้ และโมเดลยังเป็นระบบเชิงความน่าจะเป็นอย่างมาก มันพอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มันไม่ได้ยึดโยงกับชุดความจริงชุดเดียวแบบแอปพลิเคชันดั้งเดิมของคุณ”

 

ส่วน Altman พูดถึงอนาคตเชิงปฏิบัติว่า นอกจากควรนำเครื่องมือ AI มาใช้ในการทำงานแล้ว องค์กรยังจำเป็นต้องใช้มันเพื่อปกป้องธุรกิจจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ด้วย

The post ส่องอนาคต AI ผ่านมุมมอง 4 ซีอีโอ ‘Salesforce – Nvidia – Anthropic – OpenAI’ เมื่อโลกกำลังกังวลเรื่องความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อผู้สร้าง AI ขอแตะเบรก: จุดจบหุ้นเทค หรือจุดเปลี่ยนวิธีเลือกลงทุน? https://thestandard.co/ai-slowdown-tech-stocks-investment/ Wed, 16 Sep 2026 01:55:36 +0000 https://thestandard.co/ai-slowdown-tech-stocks-investment/ หุ่นยนต์ AI กำลังทำงานในตลาดหุ้น

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หุ้น AI เติบโตมาพร้อมการแข่งขันพัฒน […]

The post เมื่อผู้สร้าง AI ขอแตะเบรก: จุดจบหุ้นเทค หรือจุดเปลี่ยนวิธีเลือกลงทุน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ่นยนต์ AI กำลังทำงานในตลาดหุ้น

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หุ้น AI เติบโตมาพร้อมการแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยีให้เร็วขึ้น เก่งขึ้น และเข้าถึงผู้ใช้งานมากขึ้น แต่เมื่อผู้พัฒนาเองเริ่มส่งสัญญาณว่าความก้าวหน้าอาจเร็วจนการดูแลความปลอดภัยตามไม่ทัน นักลงทุนจึงต้องกลับมาทบทวนว่า อุตสาหกรรมนี้จะเดินหน้าต่ออย่างไร

 

แรงกดดันรอบนี้เกิดขึ้นหลัง Dario Amodei ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Anthropic เสนอให้ชะลอการพัฒนา AI ระดับแนวหน้า หรือ Frontier AI พร้อมเพิ่มการตรวจสอบความปลอดภัยจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก และสร้างกติการ่วมกันระหว่างบริษัทกับภาครัฐ

 

แนวคิดดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้นำรายอื่นในอุตสาหกรรม ขณะที่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะผู้ผลิตชิป เผชิญแรงขายในวันที่ 14 กันยายน 2569

 

หุ่นยนต์ AI กำลังทำงานในตลาดหุ้น 1

 

Source: Bloomberg

 

จากภาพ ดัชนี SOX ซึ่งสะท้อนความเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ เผชิญแรงขายหนัก โดยเปิดตลาดวันที่ 14 ก.ย. 2569 ลดลงราว 5% จากราคาปิดวันที่ 11 ก.ย. 2569

ขณะเดียวกัน Sam Altman ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI ส่งสัญญาณว่าบริษัทจะยังไม่เข้าตลาดหุ้นในปี 2569 ท่ามกลางภารกิจด้านความปลอดภัยที่ต้องดำเนินการ ยิ่งทำให้ตลาดหันมาตั้งคำถามว่า เม็ดเงินลงทุนมหาศาลใน AI จะสร้างรายได้และกำไรกลับมาเมื่อไร
ความกังวลนี้กระทบราคาหุ้นได้ทันที เพราะมูลค่าหุ้น AI ส่วนหนึ่งสะท้อนการเติบโตในอนาคตไว้แล้ว หากตลาดมองว่าผลตอบแทนจากการลงทุนอาจมาช้ากว่าคาด นักลงทุนก็อาจลดราคาที่ยอมจ่าย แม้รายได้ปัจจุบันยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง จึงเกิดแรงขายต่อเนื่องไปถึงผู้ผลิตชิปและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน

อย่างไรก็ตาม การพัฒนา AI รุ่นใหม่ให้ช้าลงไม่ได้หมายถึงการหยุดใช้ AI หรือหยุดลงทุนทั้งหมด ธุรกิจยังสามารถนำโมเดลที่มีอยู่ไปช่วยเขียนโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูล และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ ซึ่งยังต้องอาศัยชิป หน่วยความจำ และศูนย์ข้อมูลรองรับ ความต้องการส่วนนี้จึงยังมีโอกาสเติบโต แม้การเปิดตัวโมเดลรุ่นใหม่จะต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับเสียงเรียกร้องให้ชะลอ AI โดยมองว่าสหรัฐฯ มีมาตรการกำกับดูแลอยู่แล้ว เมื่อประกอบกับการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เราจึงประเมินว่าการชะลอในวงกว้างเกิดขึ้นได้ยาก เพราะแต่ละฝ่ายต่างกังวลว่าจะเสียความได้เปรียบหากตัวเองชะลอ แต่อีกฝ่ายยังเดินหน้าต่อ

ความกังวลด้านความปลอดภัยยังทำให้ Cybersecurity หรือความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์น่าจับตา เพราะเมื่อองค์กรเชื่อมต่อ AI เข้ากับข้อมูลลูกค้า เอกสารภายใน และระบบงานสำคัญ ก็จำเป็นต้องควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง ป้องกันข้อมูลรั่วไหล และตรวจจับการใช้งานผิดปกติ เราจึงมองว่างบประมาณด้านความปลอดภัยมีโอกาสเติบโตควบคู่กับการนำ AI ไปใช้งานจริง และเป็นอีกส่วนของอุตสาหกรรมที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญ

แล้วหุ้น AI ที่กำลังพักฐานยังน่าสนใจหรือไม่?

ข้อมูลจากทีม Global Investing หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่าการปรับตัวลงรอบนี้อาจเปิดโอกาสให้ทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งในราคาที่เหมาะสม โดยเรายังมองว่าแรงขายสะท้อนการลดความคาดหวังของตลาด มากกว่าการสิ้นสุดของวัฏจักรการลงทุน AI อย่างไรก็ตาม มุมมองนี้ต้องได้รับการสนับสนุนจากงบลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ คำสั่งซื้อชิป และแนวโน้มกำไร หากเริ่มเห็นการเลื่อนโครงการหรือลดคำสั่งซื้อเป็นวงกว้าง ก็จำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ใหม่

อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ โดยมีกำหนดประกาศผลการประชุมวันที่ 16 กันยายน 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ หรือเวลา 01.00 น. ของวันที่ 17 กันยายน ตามเวลาไทย เพราะดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนทางการเงินและกดดันมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี แม้ธุรกิจยังเติบโต ราคาหุ้นก็อาจผันผวนต่อได้ การแบ่งเงินทยอยลงทุนและเผื่อเงินสำหรับจังหวะที่ตลาดปรับตัวเพิ่มเติมจึงเป็นแนวทางที่เหมาะกับความไม่แน่นอนช่วงนี้

ในห่วงโซ่ AI ยังมีบริษัทที่น่าติดตามตั้งแต่ NVIDIA ผู้พัฒนาชิปประมวลผล Micron ผู้ผลิตหน่วยความจำ ไปจนถึง ASML ผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับการผลิตชิป รวมถึง Samsung Electronics และ SK hynix ของเกาหลีใต้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลิตหน่วยความจำรองรับ AI
นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงบริษัทเหล่านี้ผ่าน DR01 ที่ซื้อขายเป็นเงินบาทในตลาดหุ้นไทย เช่น NVDA01, MICRON01 และ ASML01 ส่วน KOREA01 อ้างอิง ETF ที่ลงทุนตามดัชนี KOSPI 200 ซึ่งมี Samsung Electronics และ SK hynix เป็นส่วนประกอบ จึงเชื่อมโยงทั้งกับธีมหน่วยความจำและภาพรวมตลาดหุ้นเกาหลีใต้

เมื่อความเร็วในการพัฒนา AI เริ่มถูกตั้งคำถาม นักลงทุนย่อมให้ความสำคัญมากขึ้นกับการเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นรายได้และกำไรจริง โอกาสระยะยาวจึงต้องพิจารณาควบคู่กับราคาที่เข้าลงทุน เพราะแม้ธุรกิจจะเติบโตได้ดี ผลตอบแทนยังขึ้นอยู่กับว่าเราจ่ายแพงเพียงใด และพร้อมรับความผันผวนระหว่างทางได้แค่ไหน
ที่มา: BLS Global Investing 15/09/2569

ภาพ: Will Falcon / Shutterstock

The post เมื่อผู้สร้าง AI ขอแตะเบรก: จุดจบหุ้นเทค หรือจุดเปลี่ยนวิธีเลือกลงทุน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลื่อนแผน IPO ‘แซม อัลท์แมน’ ยืนยันไม่นำ OpenAI จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปีนี้ https://thestandard.co/openai-altman-delays-ipo-safety/ Sun, 13 Sep 2026 07:44:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1254264 ภาพ แซม อัลท์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI

แซม อัลท์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI กล่าวในบ […]

The post เลื่อนแผน IPO ‘แซม อัลท์แมน’ ยืนยันไม่นำ OpenAI จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ แซม อัลท์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI

แซม อัลท์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI กล่าวในบทสัมภาษณ์ซึ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า OpenAI จะยังไม่ดำเนินการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ในปี 2026 โดยอ้างถึงความกังวลด้านความปลอดภัยของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยงราว 10% ที่ว่า AI อาจเป็นสาเหตุให้มนุษยชาติสูญพันธุ์ภายในสิ้นทศวรรษนี้นั้นถือเป็นสิ่งที่ “ยอมรับไม่ได้”

 

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้น ขณะที่สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ จำนวนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ กำลังเรียกร้องให้มีการออกกฎระเบียบใหม่เพื่อกำกับดูแลระบบ AI หลังจากนักวิจัยสองคนจาก Anthropic ซึ่งเป็นบริษัทคู่แข่งของ OpenAI ได้ออกคำเตือนอย่างรุนแรงว่า การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ AI อาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในอนาคตอันใกล้นี้

 

“ผมเห็นว่า เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ด้านความปลอดภัยทั้งหมดในขณะนี้ การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ช่วงเวลานี้ถือเป็นก้าวที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และเราเองก็ไม่ได้มีความกดดันในเรื่องดังกล่าว” อัลท์แมนกล่าวกับ Fortune ซึ่งเป็นนิตยสารด้านธุรกิจชั้นนำ

 

เมื่อถูกถามว่ามีความเป็นไปได้ถึง 10% หรือไม่ที่ AI จะเป็นต้นเหตุของการสูญพันธุ์ อัลท์แมนระบุว่า ตนไม่ทราบว่าการประเมินตัวเลขดังกล่าวนำมาจากหลักเกณฑ์ใด แต่เตือนว่าความเสี่ยงนี้มีความน่าวิตกเพียงพอที่บริษัทผู้พัฒนา AI และรัฐบาลต่างๆ ต้องดำเนินการราวกับว่าความเสี่ยงดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับให้เกิดขึ้นได้เลย

 

“ไม่ว่าตัวเลขจะอยู่ที่ 10%, 8% หรือ 6% ประเด็นสำคัญคือ เราทุกคนต่างมีความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ และต้องไม่ปล่อยให้อีโก (Ego) หรือผลประโยชน์ทางกำไร หรือสิ่งอื่นใดเข้ามาเป็นอุปสรรค” อัลท์แมนกล่าว

 

พร้อมเสริมว่า “เราจำเป็นต้องดำเนินงานในลักษณะที่ปราศจากการแบกรับความเสี่ยงตามตัวเลขเหล่านั้น และผมเชื่อมั่นว่าเราสามารถทำได้”

 

กรณีของเอเจนต์ AI ที่ทำงานผิดพลาดและควบคุมไม่ได้

 

เหล่านักการเมืองทั้งจากพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันต่างแสดงความวิตกกังวลและเรียกร้องให้มีการดำเนินมาตรการที่เข้มงวดขึ้น หลังจากเกิดกรณีที่ AI agent ทำงานผิดพลาดจนเข้าแฮกระบบภายนอก ประกอบกับการที่นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ AI หลายรายได้ตัดสินใจยื่นใบลาออกจากบริษัท เนื่องจากความกังวลต่อความเสี่ยงทางเทคโนโลยีดังกล่าว

 

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นิตยสาร The New York Times รายงานว่า OpenAI ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในนครซานฟรานซิสโก กำลังพิจารณาชะลอการทำ IPO ที่อาจมีมูลค่าสูงถึงหลักล้านล้านดอลลาร์ออกไปจนถึงปีหน้า

 

ท่ามกลางสถานการณ์ที่มูลค่าหุ้น SpaceX ของ อีลอน มัสก์ ได้ปรับตัวลดลง หลังจากที่เคยพุ่งสูงขึ้นจนดันมูลค่าบริษัทไปถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์

 

เมื่อ Fortune ถามว่ากำหนดการทำ IPO ในปี 2026 ได้ถูกยกเลิกไปเพื่อขยับไปเป็นปี 2027 แล้วใช่หรือไม่ อัลท์แมนตอบว่า “ผมบอกได้เลยว่าคงไม่ใช่ปี 2026”

 

“เรายังมีภารกิจอีกมากที่ต้องดำเนินการ เช่น การตอบสนองต่อสิ่งที่จะเป็นข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลให้ AI สอดคล้องกับคุณค่าของมนุษย์ (Alignment) รวมถึงวิธีที่ภาคอุตสาหกรรมและรัฐบาลจะสามารถร่วมมือกันได้”

 

นิตยสาร Fortune รายงานเพิ่มเติมว่า อัลท์แมนยังได้เปรยว่า OpenAI และบริษัท AI ชั้นนำอื่นๆ อาจใกล้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการชะลอการพัฒนา AI และร่วมมือกันเพื่อจัดการกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

 

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ดาริโอ อาโมเดอี (Dario Amodei ) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Anthropic ได้เรียกร้องให้บริษัท AI ต่างๆ ใช้วิธีการพัฒนาเทคโนโลยีด้วยความระมัดระวังและรอบคอบยิ่งขึ้น

 

“เราต้องลดอัตราความเร็วในการพัฒนาขีดความสามารถของโมเดล AI ลง” อาโมเดอี ระบุในบทความที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์ม X

 

ในเวลาต่อมา อัลท์แมนได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นพ้องกับทัศนะดังกล่าว

 

“ผมเห็นด้วยกับดาริโอว่าเราจำเป็นต้องควบคุมจังหวะการพัฒนาเทคโนโลยีระดับแนวหน้า (Frontier AI)” อัลท์แมนระบุ “ประเด็นนี้ถือเป็นหัวข้อหลักในการหารือภายใน OpenAI ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา”

 

อย่างไรก็ตาม ความกังวลด้านความปลอดภัยไม่ได้ส่งผลให้แผนการทำ IPO ของ Anthropic เองต้องชะลอตัวลง แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมให้ข้อมูลกับ Reuters ในเดือนนี้ว่า Anthropic คาดว่าจะเริ่มทำการตลาดสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO อย่างเร็วที่สุดในช่วงกลางเดือนตุลาคม และจะดำเนินการจดทะเบียนให้เสร็จสิ้นล่วงหน้าไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน

 

อ้างอิง

 

The post เลื่อนแผน IPO ‘แซม อัลท์แมน’ ยืนยันไม่นำ OpenAI จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมเจ้าพ่อ AI เรียกร้องให้โลก ‘ชะลอ’ การพัฒนา เมื่อนักวิจัยเตือนว่า เทคโนโลยีที่เร็วเกินควบคุม อาจฆ่ามนุษย์ได้ https://thestandard.co/ai-leaders-call-slowdown/ Sun, 13 Sep 2026 03:50:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1254198 ภาพแสดงแนวคิดเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจหลุดจากการควบคุมของมนุษย์

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีและ AI อ […]

The post ทำไมเจ้าพ่อ AI เรียกร้องให้โลก ‘ชะลอ’ การพัฒนา เมื่อนักวิจัยเตือนว่า เทคโนโลยีที่เร็วเกินควบคุม อาจฆ่ามนุษย์ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงแนวคิดเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจหลุดจากการควบคุมของมนุษย์

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีและ AI ออกมาส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกันว่า อุตสาหกรรมอาจต้องลดความเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวลง เพื่อพัฒนามาตรการความปลอดภัยไปพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี

 

 

ทั้งนี้ ดาริโอ อโมเดอี CEO Anthropic เป็นคนเปิดประเด็นอย่างชัดเจนที่สุด โดยเรียกร้องให้บริษัท AI ชะลอการเพิ่มขีดความสามารถของโมเดล ขณะที่ แซม อัลต์แมน CEO OpenAI ออกมาสนับสนุนอโมเดอี พร้อมเปิดเผยว่า จังหวะการพัฒนา AI เป็นหนึ่งในหัวข้อหลักที่บริษัทหารือกันในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ อีลอน มัสก์ CEO SpaceX ออกมาสนับสนุนด้วยข้อความสั้นๆ ว่า อโมเดอีพูดถูก ส่วน เดมิส ฮัสซาบิส ผู้บริหาร Google DeepMind ระบุว่า ทิศทางที่ผู้บริหาร Anthropic เสนอถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง แม้ยังต้องหารือกันต่อว่า ในทางปฏิบัติจะดำเนินการอย่างไร

 

น่าสนใจว่า ท่าทีของผู้บริหารเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับกระแสความกังวลภายในบริษัท AI หลัง เจคอบ ค็อกซัน (Jacob Coxon) นักวิจัยวัย 27 ปีของ Anthropic และอดีตนักวิจัยของ OpenAI ประกาศลาออก โดยกล่าวหาว่า บริษัทยักษ์ใหญ่กำลังเอาชีวิตมนุษย์เป็นเดิมพัน เพื่อพัฒนา Artificial Superintelligence (ASI) หรือ AI ที่มีสติปัญญาเหนือกว่ามนุษย์ที่ฉลาดที่สุด

 

ดาริโอ อโมเดอี เรียกร้องให้ AI Safety มีเวลาตามทัน

 

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ตามเวลาสหรัฐฯ ดาริโอ อโมเดอี CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic บริษัทผู้พัฒนา Claude เผยแพร่บทความความยาวประมาณ 3,800 คำ โดยเสนอให้อุตสาหกรรมลดความเร็วในการพัฒนา AI ที่มีความสามารถสูงขึ้น

 

อโมเดอีระบุว่า เขาเตือนเรื่องความเสี่ยงจาก AI มาหลายปี แต่ข้อเสนอครั้งนี้ไปไกลกว่าการเพิ่มงบประมาณหรือบุคลากรด้านความปลอดภัย เพราะมองว่า หากความสามารถของโมเดลยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความเร็วในปัจจุบัน การพัฒนามาตรการป้องกันอาจตามไม่ทัน

 

เขาอธิบายว่า ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตนเองมีความเชื่อมากขึ้นว่า การจัดการความเสี่ยงของ AI จำเป็นต้องคำนึงถึงความเร็วในการเพิ่มขีดความสามารถด้วย ถือเป็นการให้เวลานักวิจัยพัฒนาระบบป้องกัน รวมถึงทำความเข้าใจความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

 

อโมเดอีจึงเสนอให้ห้องปฏิบัติการ AI ยอมรับการประเมินและตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก โดยเปิดให้ผู้ประเมินสามารถเข้าไปตรวจสอบระบบและมาตรฐานความปลอดภัยของบริษัทได้อย่างใกล้ชิด รวมถึงเสนอให้ประเทศประชาธิปไตยร่วมกันจัดทำมาตรฐานด้าน AI

 

อย่างไรก็ตาม เขามองว่า หากต้องการควบคุมความเร็วของการพัฒนา AI อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องพึ่งพาความร่วมมือระดับโลก รวมถึงประเทศที่มีระบบการเมืองแตกต่างกัน เพราะการที่บางประเทศหรือบางบริษัทชะลอเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่เพียงพอ

 

อีกหนึ่งความเสี่ยงที่อโมเดอีพูดถึงคือ ‘Recursive Self-Improvement’ หรือความเป็นไปได้ที่ AI จะสามารถมีส่วนช่วยในการพัฒนา AI รุ่นต่อไปได้มากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพานักวิจัยมนุษย์ในระดับเดิม

 

เขายังเตือนว่า ถ้ากระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นโดยปราศจากการควบคุม ความสามารถของ AI อาจเพิ่มขึ้นเร็วมากเกินไป จนมนุษย์ไม่สามารถทำความเข้าใจและควบคุมได้ จึงจำเป็นต้องเดินหน้าด้วยความระมัดระวังอย่างมาก

 

OpenAI พร้อมชะลอ แต่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกับคู่แข่ง

 

ท่าทีของ OpenAI ขยับไปในทิศทางเดียวกัน หลัง The New York Times รายงานในช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาประเทศไทยว่า อัลต์แมนระบุว่า OpenAI พร้อมชะลอการพัฒนา AI แนวหน้า หากห้องปฏิบัติการคู่แข่งยอมชะลอไปพร้อมกัน ภายใต้ความหวังว่า การลดความเร็วในการพัฒนา AI จะกลายเป็นแนวปฏิบัติปกติ จนกว่าอุตสาหกรรมจะมีมาตรฐานความปลอดภัยที่ได้รับการยอมรับร่วมกัน

 

นอกจากนี้ อัลต์แมนสนับสนุนแนวคิดของอโมเดอีว่า อุตสาหกรรมต้องกำหนดจังหวะการพัฒนา AI พร้อมสนับสนุนข้อเสนอที่ให้ผู้ประเมินอิสระสามารถเข้าถึงระบบภายในบริษัทได้ในระดับใกล้เคียงกับพนักงาน

 

อัลต์แมนระบุด้วยว่า OpenAI จะดำเนินการในลักษณะเดียวกัน โดยจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในภายหลัง

 

ก่อนหน้านี้ คริส เลเฮน ผู้บริหารฝ่ายนโยบายของ OpenAI ระบุว่า บริษัทพร้อม ‘ชะลอหรือหยุด’ การพัฒนาหรือการนำระบบออกใช้งาน หากพบว่า ไม่สามารถสร้างมาตรการป้องกันความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม

 

ส่วน ยาคุบ ปาโชกี หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ OpenAI เรียกร้องให้มีกฎด้านความปลอดภัยที่สามารถบังคับใช้ได้จริง ผ่านผู้ตรวจสอบอิสระ หน่วยงานรัฐบาล หรือองค์กรระหว่างประเทศ พร้อมเตือนว่า ขณะนี้ ยังไม่มีฝ่ายใดเตรียมพร้อมที่จะรับมือผลกระทบที่ตามมา หากระดับสติปัญญาของ AI ยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

นอกจากนี้ OpenAI ยังยืนยันว่า จะไม่ทำ IPO ในปี 2026 โดยล่าสุด อัลต์แมนให้สัมภาษณ์กับ Fortune ว่า นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยของ AI พร้อมย้ำว่า บริษัทยังไม่มีแรงกดดันให้ต้องรีบดำเนินการดังกล่าว

 

อัลต์แมนระบุว่า OpenAI ยังมีภารกิจอีกมาก เช่น การรับมือกับโจทย์ด้านความปลอดภัย และการทำให้พฤติกรรมของ AI สอดคล้องกับเป้าหมายของมนุษย์ ตลอดจนการกำหนดรูปแบบความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับบริษัทเทคโนโลยี

 

มัสก์และ Google DeepMind ขานรับแนวคิดชะลอ AI

 

ขณะเดียวกัน มัสก์โพสต์ข้อความสนับสนุน CEO Anthropic บน X ว่า ‘ดาริโอพูดถูก’ โดยไม่ได้ขยายความเพิ่มเติม ส่วน ฮัสซาบิส ผู้บริหาร Google DeepMind ระบุว่า บทความของอโมเดอีถือเป็นก้าวสำคัญที่อุตสาหกรรมกำลังเดินไปทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อการรับมือสถานการณ์สำคัญ แม้รายละเอียดของมาตรการต่างๆ ยังจำเป็นต้องพัฒนาต่อ

 

ก่อนหน้านี้ ฮัสซาบิสเคยเผยแพร่กรอบแนวทางสำหรับการพัฒนา AI รุ่นใหม่อย่างปลอดภัย โดยเสนอให้บริษัทต่างๆ เพิ่มความร่วมมือในการจัดการความเสี่ยง

 

การที่ผู้บริหารจากบริษัทคู่แข่งออกมาเห็นตรงกันในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา OpenAI, Anthropic, Google และบริษัทเทคโนโลยีรายอื่นต่างแข่งขันกันอย่างหนักเพื่อพัฒนาโมเดลที่มีความสามารถสูงขึ้น และพยายามขึ้นเป็นผู้นำในการพัฒนา AI รุ่นถัดไป

 

การลาออกของนักวิจัย Anthropic จุดกระแส ‘Doomsday’ รอบใหม่

 

กระแสเรียกร้องให้ชะลอ AI รุนแรงขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลัง ค็อกซัน นักวิจัยของ Anthropic ลาออกจากบริษัท พร้อมออกมาเตือนว่า OpenAI และ Anthropic กำลังเดิมพันชีวิตของมนุษยชาติเพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีที่บริษัทควบคุมความเสี่ยงไม่ได้

 

โดยสรุป ค็อกซันอธิบายว่า Anthropic ยังคงมุ่งเอาชนะการแข่งขันพัฒนา Artificial Superintelligence (ASI) หรือ AI ที่มีสติปัญญาเหนือกว่ามนุษย์ที่ฉลาดที่สุด ซึ่งอาจหลุดออกจากการควบคุมของมนุษย์ และหันกลับมาทำลายทุกคนแทน

 

จากกรณีดังกล่าว The New York Times รายงานว่า การลาออกของค็อกซันทำให้ความกังวลที่มีอยู่ภายในบริษัท AI ถูกนำออกมาพูดในที่สาธารณะมากขึ้น โดยพนักงาน Anthropic บางส่วนแสดงความเห็นผ่านช่องทางภายในว่า สิ่งที่เขาพูดคือเรื่องเดียวกับที่หลายคนหารือกันอยู่แล้ว เพียงแต่ครั้งนี้ถูกพูดออกมาต่อสาธารณะ

 

นอกจากนี้ นักวิจัยและพนักงานจาก Anthropic, OpenAI, Meta และ Google ยังเริ่มพูดคุยกันผ่านช่องทางภายในบริษัท ห้องแชตเข้ารหัส และการพบปะส่วนตัว เพื่อหารือว่า จะผลักดันให้บริษัทเพิ่มมาตรการรับมือความเสี่ยงได้อย่างไร

 

ขณะที่นักวิจัยบางส่วนเริ่มเรียกร้องให้ผู้บริหารชะลอการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเปิดเวลาให้การวิจัยด้านความปลอดภัยพัฒนาตามทันความสามารถของโมเดล เช่น มีการตั้งกลุ่ม Coalition of Concerned AI Staff โดยมีเป้าหมายผลักดันมาตรการป้องกัน และสร้างช่องทางให้พนักงานสามารถร่วมกันตรวจสอบว่าบริษัทปฏิบัติตามคำมั่นด้านความปลอดภัยหรือไม่

 

ถึงอยากชะลอ แต่ไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายชะลอเพียงคนเดียว

 

แม้ผู้บริหารหลายบริษัทเริ่มเห็นตรงกันว่า อุตสาหกรรมควรลดความเร็วลง แต่การทำให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริงยังติดข้อจำกัดหลายประการ

 

ประการแรกคือการแข่งขันระหว่างบริษัท OpenAI, Anthropic, Google, Meta และบริษัทอื่นต่างทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อพัฒนาโมเดลรุ่นใหม่ หากบริษัทหนึ่งชะลอการพัฒนา แต่คู่แข่งยังเดินหน้าต่อ บริษัทที่เลือกชะลอก็จะเสี่ยงเสียความได้เปรียบในการแข่งขัน

 

อีกปัจจัยหนึ่งคือการแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน หลังบริษัทจีนสามารถพัฒนาโมเดล AI ที่มีศักยภาพแข่งขันกับบริษัทสหรัฐฯ ได้มากขึ้น นั่นหมายความว่า หากบริษัทอเมริกันยอมลดความเร็วเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่บริษัทในประเทศอื่นยังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีต่อ ก็มีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะเสียความได้เปรียบในการแข่งขัน

 

ภาพ: Skorzewiak / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ทำไมเจ้าพ่อ AI เรียกร้องให้โลก ‘ชะลอ’ การพัฒนา เมื่อนักวิจัยเตือนว่า เทคโนโลยีที่เร็วเกินควบคุม อาจฆ่ามนุษย์ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026 https://thestandard.co/5-risks-market-2026/ Fri, 11 Sep 2026 06:14:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1253632 ภาพกราฟแท่งและตัวเลขทางการเงินสีฟ้าเรืองแสงบนพื้นหลังสีดำ แสดงแนวโน้มตลาดหุ้น

เรื่องไม่คาดฝันมากมายเกิดขึ้นและดำเนินต่อเนื่องมาในปี 2 […]

The post 5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแท่งและตัวเลขทางการเงินสีฟ้าเรืองแสงบนพื้นหลังสีดำ แสดงแนวโน้มตลาดหุ้น

เรื่องไม่คาดฝันมากมายเกิดขึ้นและดำเนินต่อเนื่องมาในปี 2026 ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางการเมือง บอนด์ยีลด์สูง Valuation แพง แต่ตลาดหุ้นทั่วโลก กลับไต่ระดับแตะจุดสูงสุด พร้อมกับดัชนีวัดความกลัว (VIX Index) ต่ำที่สุดในรอบปี

 

ผมมองว่าภาพที่เราเห็นอยู่ เกิดจากมุมมองของตลาดที่ไม่ตรงกันระดับความเสี่ยง นักลงทุนจึงต้องรู้ให้ทันว่าอะไรคือประเด็นสำคัญและตรรกะที่กำลังย้อนแย้ง เพื่อเตรียมพร้อมวางกลยุทธ์รับมือไว้เพราะตรรกะและมุมมองเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ

 

ความเสี่ยงแรก สงครามการค้า การกีดกันการค้ามีอยู่ต่อเนื่อง แต่ตลาด “ชินชา” เพราะเชื่อว่าผ่านจุดที่น่ากลัวที่สุดไปแล้ว

 

ในทางทฤษฎี สงครามการค้าเป็นความเสี่ยงที่ไม่มีทางจบง่าย แต่ในทางปฏิบัติตลาดผ่านจุดที่เจ็บที่สุดมาแล้วตั้งแต่เมษายน 2025 ตอนที่ภาษีการค้าพุ่งขึ้นไป ถึง 27%

 

ผมเชื่อว่าการยกระดับกีดกันการค้ารอบใหม่มีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึง 60-70% ท้ายปีนี้ แต่ด้วยมุมมองตลาดที่ชินกับความเสี่ยง ผลกระทบต่ออาจเป็นแค่การย่อตัวในกรอบ 5-7% และคาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นได้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

 

ความเสี่ยงที่สอง สงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบ Hormuz เป็นความเสี่ยงที่มาพร้อมกับความหวัง

 

สงครามตะวันออกกลาง ต่างจากความเสี่ยงสงครามการค้าอย่างชัดเจนคือ ตลาดไม่ได้ชินกับสงคราม แต่ “หวัง” ว่าสงครามจะจบเร็วเหมือนทุกครั้ง

 

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่สงครามจะทวีความรุนแรงขึ้นมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ความหวังว่าทุกอย่างจะจบสงบสุขนั้นจะถูกหรือผิด ผมให้โอกาสเกิดการยกระดับสงครามสูงถึง 50-60% ราคาน้ำมันอาจไม่ลดลง กดดันตลาดให้ปรับฐานได้แรงถึง 7-12% แต่ทั้งหมดจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดไวจบไวเช่นกัน

 

เศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อสูง (Stagflation) เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดสูง แต่ตลาดเลือกที่จะ “ไม่สนใจ”

 

โอกาสเกิด Stagflation ปลายปีนี้ยังสูงถึง 30-40% เพราะตัวเลขเศรษฐกิจเร่งไม่ขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อทรงตัวสูง ถ้าการเติบโตอาจลดลงเร็ว แต่เงินเฟ้อไม่ลดลงตาม ตลาดจะมี Downside อย่างน้อย 10-15%

 

อย่างไรก็ดี ผมมองว่าตลาดเลือกที่จะไม่สนใจ Stagflation ในช่วงท้ายปีนี้ เพราะกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกไม่ได้เคลื่อนไหวตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่มาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการลงทุนเหล่านี้คาดว่าจะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้า

 

ความเสี่ยงที่สี่ ยีลด์สูงฉุดไม่อยู่ สำคัญมากแต่กลายเป็นความเสี่ยงตลาด อยู่ได้เพราะ “ความเชื่อ”

 

ยีลด์สูงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับ Valuation ของตลาดเสมอ และยีลด์สูงในครั้งนี้ก็ไม่ได้มาจากแค่เงินเฟ้อ แต่มาจากระดับหนี้ แนวโน้มการขาดดุลการคลัง และการกู้ยืมเพื่อการลงทุน AI ของเอกชน ทำให้สภาพคล่องตึงตัวมากขึ้นไปอีก

 

ที่ตลาดไม่ปรับฐานลงทันที ผมมองว่าเกิดจากความเชื่อว่าสุดท้ายต้องมีนโยบายการเงินเข้ามาช่วยพยุงเหมือนทุกครั้ง

 

ยีลด์ที่สูงอาจจะกลายเป็นความเสี่ยงระดับตลาดหมี (ตลาดปรับตัวลงมากกว่า 20%) ถ้าธนาคารกลางเลือกที่จะเข้มงวดโดยไม่สนใจความเสี่ยงด้านโครงสร้างการคลังและสภาพคล่อง เป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามในช่วงท้ายปี

 

ความเสี่ยงสุดท้าย ฟองสบู่ AI แตก เป็นความเสี่ยงที่ทั่วโลกเคลื่อนที่ด้วย “ความกลัวตกขบวน”

 

เพราะ AI หนุนให้กำไรต่อหุ้นของ S&P 500 เติบโตกว่า 50% จากปีก่อน

 

ขณะที่ส่วนใหญ่มาจากกำไรจากการประเมินมูลค่าเงินลงทุนใน Anthropic และ OpenAI ที่ยังไม่รับรู้เป็นเงินสดจริง ถ้ากำไรที่แท้จริงไม่มาตามที่หวัง ตลาดหมีจะเกิดขึ้นแรงและยาวนาน

 

ปัญหาคือไม่มีใครรู้ว่าฟองสบู่กำไรจะลดขนาดลงตอนไหน นอกจากนั้นยังต้องเดาต่อว่า นักลงทุนจะหมดหวังใน AI เมื่อไหร่ จากเรื่องอะไร สำหรับช่วงท้ายปีนี้ ผมจึงให้โอกาสแค่ 5-10% เพราะมองว่าความเสี่ยงที่นักลงทุนกลัว คือการตกขบวนกำไรมากกว่าฟองสบู่แตก

 

ถึงตรงนี้ทุกคนคงเข้าใจแล้วว่าความเสี่ยงสำคัญไม่ได้หายไป บางเรื่องทวีความรุนแรงขึ้นด้วย แต่สิ่งที่เราประเมินยากคือ ความชินชา ความหวัง ความไม่สนใจ ความเชื่อ และความกลัว ของตลาดที่เอาแน่เอานอนไม่ได้

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนสิ้นปี ผมเลือกสามกลยุทธ์สำคัญคือ

 

(1) กระจายการลงทุนลดการกระจุกตัว (2) ถือสินทรัพย์ที่ราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นพร้อมกับความเสี่ยง และ (3) ทยอยขายทำกำไรสินทรัพย์ที่ปรับขึ้นมาแรงแล้ว เก็บสภาพคล่องรอจังหวะซื้อตอนตลาดปรับฐาน

 

ภาพตลาดที่ย้อนแย้งในวันนี้ ยืนยันกับเราว่า ความเสี่ยง โอกาส ความกลัว และความหวัง กำลังย้อนแย้งกันอยู่ แต่มุมมองไหนจะเปลี่ยนแปลง ไปในทิศทางไหนนั้น เรากำลังจะได้รู้ไปพร้อมกันท้ายปีนี้ครับ

 

ที่มา: FSS

 

ภาพ: Golden Dayz / Shutterstock

 

The post 5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>