OnlyFans Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/onlyfans/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 28 Aug 2026 03:11:31 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 OnlyFans มีรายได้ปี 2025 กว่า 5.23 หมื่นล้านบาท ด้วยพนักงานเพียง 47 คน เผยจ่ายครีเอเตอร์ให้ 2.03 แสนล้านบาท https://thestandard.co/onlyfans-revenue-few-employees/ Fri, 28 Aug 2026 03:02:31 +0000 https://thestandard.co/onlyfans-revenue-few-employees/ ภาพหน้าจอโทรศัพท์มือถือแสดงโลโก้ OnlyFans และข้อมูลรายได้

งบการเงินประจำปีของ Fenix International เจ้าของแพลตฟอร์ […]

The post OnlyFans มีรายได้ปี 2025 กว่า 5.23 หมื่นล้านบาท ด้วยพนักงานเพียง 47 คน เผยจ่ายครีเอเตอร์ให้ 2.03 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหน้าจอโทรศัพท์มือถือแสดงโลโก้ OnlyFans และข้อมูลรายได้

งบการเงินประจำปีของ Fenix International เจ้าของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งสัญชาติอังกฤษอย่าง OnlyFans ที่เตรียมยื่นต่อหน่วยงานทะเบียนบริษัทของอังกฤษในสัปดาห์นี้ เปิดเผยว่าบริษัทจ่ายเงินปันผลให้เจ้าของไปแล้วมากกว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.29 หมื่นล้านบาท) ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

 

 

ผลประกอบการรอบปีสิ้นสุดเดือนพฤศจิกายน 2025 แสดงให้เห็นว่ารายได้เพิ่มขึ้น 10% มาอยู่ที่ 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.23 หมื่นล้านบาท) ขณะที่กำไรก่อนหักภาษีเพิ่มขึ้น 5% เป็น 715 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.34 หมื่นล้านบาท)

 

จุดที่สะดุดตาที่สุดในเชิงธุรกิจคือบริษัทซึ่งสร้างกระแสเงินสดได้สูงมากแห่งนี้มีพนักงานเพียง 47 คนเท่านั้น เนื่องจากรายได้เกือบทั้งหมดมาจากการหักส่วนแบ่งจากผู้สร้างคอนเทนต์ที่ทำงานอยู่บนแพลตฟอร์ม

 

เงินปันผลก้อนใหญ่ก่อนการเปลี่ยนมือ

 

กำไรส่วนใหญ่ในงบปี 2025 ถูกจ่ายออกไปเป็นเงินปันผลให้ ลีโอนิด ราดวินสกี นักธุรกิจชาวยูเครน-อเมริกันซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท และเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา

 

รายละเอียดในบัญชีระบุว่ามีการจ่ายเงินปันผลให้ราดวินสกี 535 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.75 หมื่นล้านบาท) ในรอบปีบัญชี 2025 เพิ่มขึ้นจาก 497 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.62 หมื่นล้านบาท) ในปีก่อนหน้า

 

นอกจากนี้ยังมีการจ่ายเพิ่มอีก 174 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.69 พันล้านบาท) แบ่งเป็นหลายงวดหลังสิ้นสุดรอบปีบัญชีดังกล่าว

 

การเสียชีวิตของราดวินสกีเกิดขึ้นก่อนการขายหุ้นสัดส่วน 16% ของบริษัทให้ Architect Capital บริษัทไพรเวทอิควิตีที่มีฐานอยู่ในซานฟรานซิสโก เมื่อเดือนเมษายน ด้วยมูลค่า 535 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเท่ากับตีมูลค่ากิจการทั้งหมดไว้ที่ 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.05 แสนล้านบาท)

 

ที่ปรึกษาในวอลล์สตรีทบางรายมองว่ามูลค่าดังกล่าวถือว่าต่ำสำหรับบริษัทที่ทำกำไรได้ในระดับนี้ โดยอธิบายว่าเป็นผลจากความลังเลของนักลงทุนที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจซึ่งเป็นที่รู้จักในแง่ของการเชื่อมผู้ผลิตคอนเทนต์สำหรับผู้ใหญ่เข้ากับผู้ติดตามที่จ่ายเงินโดยตรง

 

สำหรับโครงสร้างการถือหุ้นในปัจจุบันนั้น งบการเงินยืนยันว่ากลุ่มบริษัทอยู่ภายใต้การควบคุมของทรัสต์ครอบครัวที่นำโดย เคที ชุดนอฟสกี ภรรยาม่ายของราดวินสกี

 

โมเดลธุรกิจที่โตด้วยส่วนแบ่ง 20%

 

ฐานผู้ใช้ ปี 2025 มีจำนวนบัญชีผู้สร้างคอนเทนต์บน OnlyFans เพิ่มขึ้น 9% เป็น 5 ล้านบัญชี ขณะที่บัญชีผู้ติดตามเพิ่มขึ้น 16% เป็น 437 ล้านบัญชีทั่วโลก

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่สะท้อนการใช้งานจริงนั้นต่ำกว่านั้นมาก โดยจากบัญชีผู้สร้างคอนเทนต์ 5 ล้านบัญชี มีเพียง 2.5 ล้านบัญชีที่จัดว่ายังใช้งานอยู่ในรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 30 พฤศจิกายน 2025 ส่วนบัญชีผู้ติดตามที่ใช้งานจริงอยู่ที่ 132 ล้านบัญชี

 

สำหรับรายได้ที่ส่งถึงมือผู้สร้างคอนเทนต์ แพลตฟอร์มจ่ายเงินให้กลุ่มนี้ราว 6,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.03 แสนล้านบาท) เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวเลขหลังจาก OnlyFans หักส่วนแบ่งของตัวเอง 20% ไปแล้ว

 

เมื่อนับสะสมตั้งแต่ก่อตั้งแพลตฟอร์มในปี 2016 ยอดเงินที่จ่ายให้ผู้สร้างคอนเทนต์รวมแล้วอยู่ที่ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.81 แสนล้านบาท)

 

นอกจากกลุ่มที่แพลตฟอร์มเป็นที่รู้จักแล้ว OnlyFans ยังเป็นที่อยู่ของผู้สร้างคอนเทนต์กลุ่มอื่นด้วย ทั้งนักแสดง, นักดนตรี และนักกีฬาที่ต้องการหารายได้โดยตรงจากผู้ติดตาม ซึ่งมักแลกมาด้วยการรับคำขอคอนเทนต์เฉพาะรูปแบบตามที่ผู้ติดตามต้องการ

 

ตลาดที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่มบริษัทคือสหรัฐฯ ซึ่งสร้างรายได้ 965 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.15 หมื่นล้านบาท) ในรอบปีบัญชีล่าสุด ตามด้วยอังกฤษและยุโรปที่ 347 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.13 หมื่นล้านบาท) และภูมิภาคที่เหลือของโลกอีก 241 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.88 พันล้านบาท)

 

ครบ 10 ปีของแพลตฟอร์มที่ยังปักหลักในอังกฤษ

 

ปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 10 ปีของ OnlyFans ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2016 โดย ทิม สโตกลีย์ นักธุรกิจชาวอังกฤษ ร่วมกับ กาย ผู้เป็นบิดา ก่อนจะขายกิจการให้ราดวินสกีในปี 2018 และยังคงมีฐานอยู่ในอังกฤษจนถึงปัจจุบัน

 

คีลี แบลร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OnlyFans ระบุว่าตลอด 10 ปีนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2016 แพลตฟอร์มจ่ายเงินให้ผู้สร้างคอนเทนต์ทั่วโลกไปแล้วมากกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.81 แสนล้านบาท)

 

เธอเสริมว่าในจำนวนดังกล่าว มีผู้สร้างคอนเทนต์มากกว่า 5,000 รายที่ได้รับเงินเกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.7 ล้านบาท) ต่อคน

 

แบลร์ยังระบุด้วยว่าในฐานะธุรกิจที่มีฐานอยู่ในอังกฤษ บริษัทมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยจ่ายภาษีนิติบุคคลไปแล้วมากกว่า 600 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2.68 หมื่นล้านบาท) นับตั้งแต่ปี 2016 จนถึงปัจจุบัน

 

ภาพ : Wachiwit / Shutterstock

 

หมายเหตุ : 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.69 บาท ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2569

 

อ้างอิง :

The post OnlyFans มีรายได้ปี 2025 กว่า 5.23 หมื่นล้านบาท ด้วยพนักงานเพียง 47 คน เผยจ่ายครีเอเตอร์ให้ 2.03 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sydney Sweeney เป็นคนโน้มน้าวให้ Sam Levinson ใช้ฉากนู้ดของเธอใน Euphoria ซีซัน 3 https://thestandard.co/sydney-sweeney-euphoria-nude-scenes/ Sun, 07 Jun 2026 08:08:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1215459 ภาพ Sydney Sweeney นักแสดงจากซีรีส์ Euphoria

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดประเด็นถกเถียงและเป็นที่วิพากษ์วิจ […]

The post Sydney Sweeney เป็นคนโน้มน้าวให้ Sam Levinson ใช้ฉากนู้ดของเธอใน Euphoria ซีซัน 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Sydney Sweeney นักแสดงจากซีรีส์ Euphoria

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดประเด็นถกเถียงและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากของ Euphoria ซีซัน 3 ก็คือฉากนู้ดและฉากเลิฟซีนของ Sydney Sweeney ที่ปรากฏอยู่ในซีรีส์มากมายหลายครั้ง เนื่องด้วยตัวละคร Cassie Howard ของเธอผันตัวไปเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ OnlyFans

 

ซีนของตัวละคร Cassie Howard ที่ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายก็คือฉากจากอีพี 5 ที่ช่อง OnlyFans ของเธอเริ่มโด่งดังและได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งซีรีส์ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพ Sydney Sweeney เปลือยท่อนบนร่างยักษ์ในจินตนาการของผู้ติดตาม เมื่อซีรีส์จบลงทาง Sam Levinson ที่ทำหน้าที่ทั้งกำกับและเขียนบทจึงได้พูดถึงข้อพิพาทนี้ และเปิดเผยว่าที่จริงแล้ว Sydney Sweeney เป็นคนโน้มน้าวให้เขาใช้ฉากนู้ดของเธออย่างเต็มที่

 

Sam Levinson เผยผ่าน The New York Times ว่า เดิมทีเขาลังเลที่จะใช้ฉากนู้ดในซีรีส์ จนกระทั่ง Sydney Sweeney เปลี่ยนใจเขาได้ “ตอนเราเริ่มเขียนบทกัน ผมคิดว่า ‘เราอาจจะถ่ายทำทั้งหมดนี้โดยไม่ต้องมีฉากนู้ดเลยก็ได้นะ อาจมีวิธีอื่นที่สื่อถึงมันได้’ แต่เธอมองผมและบอกว่า ‘ล้อเล่นหรือเปล่า? ฉันแสดงเป็นนางแบบ OnlyFans นะ คุณจะบอกให้ฉันเลี่ยงๆ มันไปอย่างนี้เหรอ’ ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ดีอยู่”

 

Sam Levinson ชื่นชม Sydney Sweeney ในฐานะนักแสดงด้วยว่า

 

“ผมคิดว่าเธอเป็นนักแสดงที่ไม่เกรงกลัวอะไรเลย อีกทั้งเธอยังมีความเป็นมืออาชีพที่แสนวิเศษและทำงานอย่างเต็มที่ในทุกๆ วัน ผมชอบทำงานกับเธอเพราะเรามีความยืดหยุ่นมากกับแสดง เรามีความเชื่อใจในกันและกันเป็นอย่างมาก”

 

“และฟังนะ ซีรีส์ของเราติดตามเข้าสู่โลกแห่ง OnlyFans ที่ซึ่งผู้หญิงได้รับค่าจ้างให้ทำอะไรแบบ กระซิบใส่ไมโครโฟนรูปหูงี้ นั่นมันน่าขันมากนะ เราสนุกที่ได้พยายามทำสิ่งที่ให้ความรู้สึกสมจริง ตลก และดรามาติกอยู่เสมอ อีกทั้งยังเป็นการถ่ายทอดความต้องการและความหวังของตัวละครให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นด้วย”

 

ภาพ: HBO

 

อ้างอิง: https://www.nme.com/news/tv/sydney-sweeney-persuaded-euphoria-creator-sam-levinson-to-keep-nude-scenes-in-final-season-3948791

The post Sydney Sweeney เป็นคนโน้มน้าวให้ Sam Levinson ใช้ฉากนู้ดของเธอใน Euphoria ซีซัน 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
OnlyFans จ่อขายกิจการมูลค่า 2.6 แสนล้านบาท ท่ามกลางความสำเร็จทางธุรกิจและความท้าทายจากเนื้อหาอนาจาร https://thestandard.co/onlyfans-deal-billion/ Sat, 24 May 2025 08:56:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1078032 onlyfans-deal-billion

เว็บไซต์ OnlyFans แพลตฟอร์มคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมอย่ […]

The post OnlyFans จ่อขายกิจการมูลค่า 2.6 แสนล้านบาท ท่ามกลางความสำเร็จทางธุรกิจและความท้าทายจากเนื้อหาอนาจาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
onlyfans-deal-billion

เว็บไซต์ OnlyFans แพลตฟอร์มคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อ ‘ขายกิจการ’ ให้กับกลุ่มนักลงทุนในมูลค่าสูงถึง 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.6 แสนล้านบาท) ตามรายงานของ Reuters โดยอ้างอิงจากแหล่งข่าวใกล้ชิด

 

OnlyFans ซึ่งเป็นเจ้าของโดย Fenix International ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายในช่วงการระบาดของโควิด โดยเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะ ‘แพลตฟอร์มเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่’ ที่เปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์สามารถสร้างรายได้จากการเก็บค่าสมัครสมาชิกจากผู้ชม ซึ่งแพลตฟอร์มจะหักรายได้ 20% ของครีเอเตอร์ 

 

การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนอย่างมาก ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนพฤศจิกายน 2023 รายได้สุทธิของ OnlyFans เพิ่มขึ้น 20% แตะ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำกำไรได้ 485.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อนหน้าเช่นกัน 

 

นอกจากนี้จำนวนครีเอเตอร์บนแพลตฟอร์มยังเพิ่มขึ้น 29% เป็น 4.1 ล้านคน และจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 28% เป็น 305 ล้านคน

 

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า กลุ่มนักลงทุนที่นำโดย Forest Road Company ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนในลอสแอนเจลิส กำลังเป็นหัวหอกในการเจรจาซื้อกิจการ OnlyFans ซึ่งมีฐานอยู่ในลอนดอน 

 

การเจรจาได้ดำเนินมาตั้งแต่เดือนมีนาคม และแหล่งข่าวคาดว่าข้อตกลงอาจบรรลุได้ภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์ข้างหน้า แม้จะไม่มีการยืนยันถึงความแน่นอนของข้อตกลงนี้ แหล่งข่าวระบุว่า Fenix International ก็กำลังเจรจากับผู้สนใจรายอื่นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ‘การเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ’ (IPO) ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่กำลังพิจารณาอยู่

 

ปัจจุบัน Leonid Radvinsky นักธุรกิจชาวอเมริกันเชื้อสายยูเครน เป็นผู้ถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียวของ Fenix International โดยเขาได้ซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของ OnlyFans มาตั้งแต่ปี 2018 จาก Guy และ Tim Stokely ผู้ก่อตั้งชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์นี้ในปี 2016 

 

เอกสารการยื่นต่อทางการอังกฤษระบุว่า Radvinsky ได้จ่ายเงินปันผลให้ตัวเองไปแล้วอย่างน้อย 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงสามปีที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม การที่ OnlyFans เกี่ยวข้องกับ ‘เนื้อหาอนาจาร’ สร้างความท้าทายอย่างมากในการหาผู้ซื้อรายใหญ่หรือการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ 

 

แพลตฟอร์มนี้กลายเป็น ‘สิ่งที่แตะต้องไม่ได้’ (Untouchable) สำหรับธนาคารและนักลงทุนรายใหญ่ เนื่องจากเมื่อทำการตรวจสอบก่อนลงทุน (Due Diligence) อาจพบเนื้อหาผิดกฎหมาย

 

อาทิเนื้อหาอนาจารเด็ก(child sexual abuse material), เหยื่อการค้ามนุษย์ หรือ ‘เนื้อหาอนาจารโดยไม่ยินยอม’ รายงานสืบสวนของ Reuters ในปี 2024 ได้เคยบันทึกข้อร้องเรียนในบันทึกของตำรวจและศาลสหรัฐฯ ว่ามีการพบเนื้อหาเหล่านี้บนเว็บไซต์มาตั้งแต่ปี 2019 และยังพบกรณีผู้ค้ามนุษย์ใช้แพลตฟอร์มเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากผู้หญิงด้วย

 

การเจรจาซื้อกิจการ OnlyFans ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จทางธุรกิจอันน่าทึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เน้นย้ำถึงความซับซ้อนและความท้าทายที่บริษัทต้องเผชิญ จากลักษณะของเนื้อหาบนแพลตฟอร์มและความกังวลด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้สนใจเข้าลงทุนจะต้องประเมินอย่างรอบคอบต่อไป

 

อ้างอิง:

The post OnlyFans จ่อขายกิจการมูลค่า 2.6 แสนล้านบาท ท่ามกลางความสำเร็จทางธุรกิจและความท้าทายจากเนื้อหาอนาจาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
OnlyFans บริษัทเทคที่มีรายได้ต่อพนักงานสูงสุดของโลก เหนือกว่า Microsoft และ Apple https://thestandard.co/onlyfans-revenue-per-employee/ Wed, 25 Sep 2024 08:52:24 +0000 https://thestandard.co/?p=987920 Revenue Per Employee INFO

บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกอย่าง Alphabet (Google), Met […]

The post OnlyFans บริษัทเทคที่มีรายได้ต่อพนักงานสูงสุดของโลก เหนือกว่า Microsoft และ Apple appeared first on THE STANDARD.

]]>
Revenue Per Employee INFO

บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกอย่าง Alphabet (Google), Meta (Facebook), Microsoft หรือ Apple เป็นต้น ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทที่มีรายได้และกำไรมหาศาล มีสัดส่วนรายได้กระจายไปหลายประเทศ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้บริษัทเทคชั้นนำของโลกตั้งสำนักงานและมีพนักงานกระจายอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก

 

แต่รู้หรือไม่ว่า ในบรรดาบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกเหล่านี้ บริษัทใดมี ‘รายได้ต่อพนักงาน’ (Revenue Per Employee) สูงที่สุด ซึ่งเป็นหนึ่งในดัชนีที่ใช้บอกประสิทธิภาพในการสร้างรายได้ของบริษัทหนึ่งๆ ได้เป็นอย่างดี

 

THE STANDARD WEALTH จะพาไปดูตัวเลขด้านการเงิน จำนวนพนักงานในบริษัท และรายได้ต่อพนักงานของแต่ละบริษัทกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปี 2023 บริษัท OnlyFans แพลตฟอร์มที่เน้นขายเนื้อหาแบบเอ็กซ์คลูซีฟให้แก่สมาชิก สามารถสร้างรายได้ต่อพนักงานได้สูงสุด และแซงหน้าบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกไปอย่างมาก แต่ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงช่วงสิ้นปี 2024

 

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

อ้างอิง:

The post OnlyFans บริษัทเทคที่มีรายได้ต่อพนักงานสูงสุดของโลก เหนือกว่า Microsoft และ Apple appeared first on THE STANDARD.

]]>
Lily Allen เผยว่า สามี David Harbour มีข้อปฏิบัติอันเข้มงวดต่อการที่เธอเปิดบัญชี OnlyFans https://thestandard.co/lily-allen-onlyfans/ Wed, 10 Jul 2024 00:14:45 +0000 https://thestandard.co/?p=955758

เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Lily Allen ตัดสินใจ […]

The post Lily Allen เผยว่า สามี David Harbour มีข้อปฏิบัติอันเข้มงวดต่อการที่เธอเปิดบัญชี OnlyFans appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Lily Allen ตัดสินใจเปิดบัญชี OnlyFans ของตัวเองเป็นครั้งแรก และล่าสุดเธอออกมาอัปเดตว่า สามีอย่าง David Harbour มีความคิดเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้

 

Lily Allen เปิดบัญชี OnlyFans เพื่อขายคอนเทนต์ทั้งภาพและคลิปวิดีโอเกี่ยวกับ ‘เท้า’ ของตัวเองโดยเฉพาะ โดยคิดเงินสมาชิกผู้กดติดตามเป็นจำนวนเงินเดือนละ 10 ดอลลาร์ หรือประมาณ 360 บาท ซึ่งในรายการพอดแคสต์ Miss Me? ของทาง BBC Sounds ตอนล่าสุด เธอแชร์ว่า David Harbour คิดอย่างไรต่อการตัดสินใจของเธอ เมื่อพิธีกรร่วมอย่าง Miquita Oliver ตั้งถามว่า สามีของเธอโอเคไหมกับบัญชี OnlyFans ของเธอ โดย Lily Allen ตอบว่า

 

“ตอนแรกเขาไม่ได้มีอารมณ์ร่วมเลย แต่เขาถามฉันว่า ‘นี่มันเป็นรสนิยมทางเพศแบบแปลกๆ ของคุณเหรอ?’ ฉันก็บอกเลยว่า ‘ไม่ใช่ มันไม่ใช่รสนิยมทางเพศของฉันแน่นอน’ แต่บางทีมันอาจมีอะไรเกี่ยวกับพลังของมันในนั้นที่ทำให้ฉันเกิดอารมณ์ขึ้นมา”

 

ทาง Miquita Oliver จึงให้ความเห็นว่า “ฉันว่าการได้รับความสนใจและพลังที่ได้จากมันคงจะเป็นรสนิยมทางเพศแปลกๆ ของคุณไปตลอดนั่นแหละ และเราก็ไหลไปกับทั้งสองอย่างนั้น เพราะฉะนั้นฉันพนันได้เลยว่าคุณกำลังมีช่วงเวลาที่ดีเยี่ยมมากแน่ๆ”

 

Lily Allen ตอบว่า การได้รับความสนใจหรือได้รับขุมพลังเป็นสิ่งที่ขาดหายไปจากชีวิตในวัยเด็กของเธอ แต่ตอนนี้เธอมีความสุขดี อีกทั้งสามีของเธอยังวางกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดให้กับเธอต่อการเปิด OnlyFans ในครั้งนี้ด้วย โดยความคิดที่จะเปิด OnlyFans เกี่ยวกับเท้าของตัวเองเกิดขึ้นเมื่อ Lily Allen ไปทำเล็บ และช่างทำเล็บก็บอกว่าเท้าของเธอได้รับเรตติ้ง 5 ดาวบนเว็บไซต์ wikiFeet พร้อมกับแนะนำว่า เธอน่าจะสามารถทำเงินได้จากการขายคอนเทนต์เกี่ยวกับเท้าของตัวเองบน OnlyFans นั่นเอง

 

ภาพ: Matt Winkelmeyer / MG22 / Getty Images for The Met Museum / Vogue 

อ้างอิง:

The post Lily Allen เผยว่า สามี David Harbour มีข้อปฏิบัติอันเข้มงวดต่อการที่เธอเปิดบัญชี OnlyFans appeared first on THE STANDARD.

]]>
X ปลดล็อกคอนเทนต์ 18+: สนามเด็กเล่นใหม่ของนักการตลาดหรือกับดักมรณะของแบรนด์? https://thestandard.co/x-18-opportunity-or-trap/ Mon, 10 Jun 2024 11:26:10 +0000 https://thestandard.co/?p=943573 แอปพลิเคชัน X หรือชื่อเก่า Twitter

โลกโซเชียลกำลังลุกเป็นไฟ! เมื่อ X (ชื่อเดิมคือ Twitter) […]

The post X ปลดล็อกคอนเทนต์ 18+: สนามเด็กเล่นใหม่ของนักการตลาดหรือกับดักมรณะของแบรนด์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอปพลิเคชัน X หรือชื่อเก่า Twitter

โลกโซเชียลกำลังลุกเป็นไฟ! เมื่อ X (ชื่อเดิมคือ Twitter) ทุบกำแพงแห่งข้อจำกัดเดิมๆ ด้วยการประกาศนโยบายใหม่สุดร้อนแรง อนุญาตให้ผู้ใช้โพสต์และแชร์คอนเทนต์ 18+ ได้อย่างเสรี ตราบใดที่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของผลงานและไม่ขัดต่อกฎระเบียบของแพลตฟอร์ม

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เรียกเสียงฮือฮาจากทั่วโลก จุดประกายความหวังให้กับนักการตลาดสายแซ่บที่มองเห็นโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ และสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่แหวกแนวไม่เหมือนใคร 

 

แต่ในขณะเดียวกัน ก็สร้างความกังวลให้กับแบรนด์ที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์และความเสี่ยงที่จะตามมา

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

หรือต้องการชนกับ OnlyFans?

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ X ภายใต้การนำของ อีลอน มัสก์ แพลตฟอร์มนี้ได้ทลายกรอบเดิมๆ มาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนคลายกฎการเซ็นเซอร์เนื้อหาทางการเมือง หรือการเปิดให้ผู้ใช้มีอิสระในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม การเปิดรับคอนเทนต์ 18+ ถือเป็นก้าวที่ท้าทายที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับศีลธรรม จริยธรรม และกฎหมาย ในหลายประเทศ

 

แม้ที่ผ่านมา หากเป็นผู้ที่ใช้งานเป็นประจำอยู่แล้วก็จะรู้ว่าการหาคอนเทนต์ 18+ บน X นั้นไม่ได้ยากเลย เพราะถือเป็นแพลตฟอร์มที่กลุ่ม Sex Creator ส่วนใหญ่ใช้สำหรับเผยแพร่เนื้อหานั้นๆ เพื่อชักจูงให้ไปสมัครดูคอนเทนต์ต่อบน OnlyFans

 

นี่จึงไม่แปลกใจเลยที่วันหนึ่ง X จะลุกขึ้นมาประกาศผ่อนปรนเสียเอง เพราะรายงานจากเว็บไซต์ Social Media Today เผยว่า ย้อนกลับไปในปี 2022 ทีมบริหาร Twitter เคยพิจารณาความเป็นไปได้ในการอนุญาตให้ผู้สร้างเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ขายการสมัครสมาชิกในแอปพลิเคชัน เพื่อเข้าถึงตลาดคอนเทนต์ของ OnlyFans ที่มีมูลค่ามหาศาลกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 9.2 หมื่นล้านบาท 

 

แต่ในที่สุดก็ล้มเลิกไป เนื่องจากไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะสามารถหยุดการแสวงหาประโยชน์ประเภทนี้ในแอปได้ เนื่องจากมาตรการตรวจจับไม่เพียงพอ ทว่า Reuters นั้นเคยรายงานไว้ในปี 2022 ว่า เนื้อหาวาบหวิวมีสัดส่วนเป็น 13% ของเนื้อหาทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม และจำนวนก็กำลังเติบโตขึ้นนับตั้งแต่ช่วงเวลานั้น

 

Social Media Today ชี้ว่า การที่อนุญาตเนื้อหาวาบหวิวนั้นอาจเป็นเพราะ X ต้องการเงินในตอนนี้ เนื่องจากรายได้จากโฆษณาลดลงประมาณ 50% จากระดับก่อนที่ อีลอน มัสก์ จะเข้ามาบริหาร ขณะที่การสมัครสมาชิก X Premium ไม่สามารถชดเชยส่วนที่หายไปได้ นอกจากนี้เนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่มีรายงานว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากในแอปนับตั้งแต่ที่มัสก์ปลดพนักงาน ซึ่งบ่งชี้ว่า นี่อาจเป็นทิศทางที่ X กำลังมุ่งหน้าไป

 

อีลอน มัสก์

 

นักการตลาดยังใช้ต่อไปไหม

 

แน่นอนกฎใหม่ของ X อาจจะไม่กระทบต่อผู้ใช้แบบเราๆ ยกเว้น Sex Creator ที่อาจจะสามารถสร้างคอนเทนต์โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะโดนแบนบัญชีการใช้งานอีกต่อไป

 

แต่คำถามสำคัญที่ตามมาคือ แล้วนักการตลาดและแบรนด์จะยังลงโฆษณาอยู่ไหมในเมื่อเนื้อหาเปิดกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีกรอบด้านศีลธรรมครอบอยู่

 

แหล่งข่าวในแวดวงการตลาดดิจิทัลรายหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นกับ THE STANDARD WEALTH ไว้ว่า การจะใช้หรือไม่ใช้นั้นขึ้นอยู่กับกฎระเบียบภายในของแบรนด์นั้นๆ แต่ส่วนตัวคงจะใช้ต่อไป เพราะลูกค้าแยกออกอยู่แล้วว่านี่คือโฆษณา ซึ่งจะต่างจากการเข้าไปแตะเรื่องการเมืองหรือความเชื่อที่ละเอียดอ่อนมากกว่า หรือการที่ไปลงในหนังสือโป๊ที่ถือว่าแบรนด์จงใจที่จะเข้าไปยังเนื้อหาเหล่านั้น

 

“กฎดังกล่าวอาจจะเอื้อให้บางแบรนด์สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นไลฟ์สไตล์ เช่น กางเกงในหรือถุงยางอนามัย”

 

แหล่งข่าวยังย้ำต่อไปว่า ดีด้วยซ้ำที่แพลตฟอร์มออกมาย้ำเรื่องนี้อย่างชัดเจน เพราะตอนนี้ลงไปเนื้อหาก็ปะปนกันอยู่ดี อีกทั้งผู้บริโภค 1 คนยังมีมากกว่า 1 บัญชี ขึ้นอยู่กับว่าต้องการเสพเนื้อหาประเภทไหน ซึ่งตัวอัลกอริทึม (Algorithm) ของ X ก็จะดันเนื้อหาเหล่านั้นขึ้นฟีดอยู่แล้ว 

 

โดยตอนนี้งบราว 5-10% จะถูกใช้สำหรับ X โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้หรือคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ยังใช้ X อยู่

 

มีผู้ใช้งานกว่า 14.68 ล้านคน

 

ข้อมูลจาก DataReportal ระบุว่า ข้อมูลจาก X (Twitter) เผยว่า มีผู้ใช้ X ในประเทศไทย 14.68 ล้านคนในช่วงต้นปี 2024 ซึ่งคิดเป็น 20.4% ของประชากรทั้งหมด และ 23.2% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ใช้ที่สามารถเข้าถึงโฆษณาบน X ในประเทศไทยลดลง 1.5 ล้านคน (-9.4%) ระหว่างเดือนตุลาคม 2023 – มกราคม 2024

 

ข้อมูลยังระบุอีกว่า 45.6% ของผู้ใช้ X ในประเทศไทยเป็นผู้หญิง และ 54.4% เป็นผู้ชาย แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้เป็นเพียงการอนุมานจากชื่อและกิจกรรมบนแพลตฟอร์ม ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อนได้ โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก

 

นอกจากนี้ข้อมูลการเติบโตของผู้ใช้ X ในประเทศไทยยังมีความผันผวนสูง โดยเพิ่มขึ้น 83,000 คน (+0.6%) ระหว่างต้นปี 2023 ถึงต้นปี 2024 แต่ก็ลดลง 1.5 ล้านคน (-9.4%) ระหว่างเดือนตุลาคม 2023 – มกราคม 2024

 

“ความท้าทายของการลงโฆษณาใน X คือการที่เป็นแพลตฟอร์มที่ไม่ชัดเจน ต่างจาก IG ที่เน้นเรื่องภาพไปเลย หรือ TikTok ที่ชูเรื่องคลิปสั้น ดังนั้นจึงอาจเป็นส่วนที่ทำให้นักการตลาดลังเลว่าควรลงโฆษณาใน X หรือไม่”

 

อ้างอิงข้อมูลจากสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT พบว่า ในปีนี้คาดว่า X จะมีเม็ดเงินโฆษณาอยู่ที่ 265 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 1% ของคาดการณ์ว่าจะยังคงเติบโตต่อเนื่องที่ 8% จากปีก่อนที่มีมูลค่าของโฆษณาดิจิทัลทั้งหมด 29,282 ล้านบาทด้วยกัน

 

จับตาสัญญาณแบรนด์ใหญ่โบกมือลาแพลตฟอร์ม X?

 

ด้าน ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จำกัด หรือ MI GROUP ฉายภาพกับ THE STANDARD WEALTH ว่า หลังจากแพลตฟอร์ม X ได้เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถแชร์คอนเทนต์วาบหวิว 18+ ซึ่งในเชิงของเนื้อหาไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะจริงๆ แล้วที่ผ่านมาแพลตฟอร์มก็จะมีคอนเทนต์ประเภทดังกล่าวให้เห็นมาอย่างต่อเนื่อง

 

ภวัต เรืองเดชวรชัย

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร / THE STANDARD

 

ขณะเดียวกันที่ผ่านมาแบรนด์สินค้าทั้งรายเล็กและรายใหญ่ได้เลือกใช้งบโฆษณาบนแพลตฟอร์ม เนื่องจากแบรนด์อาจมีข้อยกเว้นว่า X ไม่ได้เป็นแพลตฟอร์มเชิง 18+ โดยตรง แต่ในทางกลับกันเมื่อ X ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนแบบนี้ ในมุมของเอเจนซีมองว่าอาจจะเป็นดาบสองคมให้กับแพลตฟอร์มได้ไม่มากก็น้อย แต่ขณะนี้ก็ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง

 

และอีกประเด็นหนึ่งต้องมามองว่า เงื่อนไขของคอนเทนต์วาบหวิวเด็กต่ำกว่า 18 ปี เข้าถึงไม่ได้ ซึ่งนัยหลายๆ ประเทศรวมถึงประเทศไทยอาจต่างกัน 

 

ภวัตประเมินต่อไปว่า ถ้ามองแบบโลกสวยอาจจะมีบางแบรนด์ที่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวก็ได้ ทั้งที่ความเป็นจริงคอนเทนต์ในแพลตฟอร์มไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมาก ถ้าเราไม่ได้ไปติดตามพวกคอนเทนต์ครีเอเตอร์สายนี้ก็ไม่ได้เห็นอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์ใหญ่หนึ่งแบรนด์อาจจะบอกว่าขอยกเว้นการลงโฆษณาใน X นะ คีย์เวิร์ดคือไม่ได้เกี่ยวกับคอนเทนต์ แต่เป็นจุดยืนของแบรนด์เอง ก็เลยเลือกที่จะไม่ลงดีกว่า และหันไปเน้นทำการตลาดในแพลตฟอร์มอื่นแทน

 

หรือแม้แต่คนที่เป็นเจ้าขององค์กรคงมองภาพใหญ่กว่านี้ ซึ่งก็คงมองเทรนด์ผู้ใช้งานมากกว่าการมองเม็ดเงินโฆษณาก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะอย่าลืมว่าแพลตฟอร์มเรื่องคอนเทนต์ 18+ โดยตรงคือ OnlyFans ที่ไม่ได้โฟกัสรายได้จากเม็ดเงินจากโฆษณา และเป็นแพลตฟอร์มเฉพาะทางที่ทั่วโลกให้ความนิยม

 

อีกด้านหนึ่ง ถ้ามองภาพในองค์กรหนึ่ง ซีอีโอระดับสูงอาจจะบอกว่าบริษัทจะไม่ยุ่งกับคอนเทนต์ 18+ แต่ระดับคนทำงานการตลาดจะคิดหนัก เพราะผู้ใช้งานใน X หาไม่ได้ในแพลตฟอร์มอื่น

 

ฉะนั้นจึงมองว่า X น่าจะมองประเด็นนี้ใหญ่กว่าการสูญเสียเม็ดเงินโฆษณาจากแบรนด์ ตอนนี้เรายังไม่เห็นสัญญาณ เพราะเป็นช่วงเริ่มต้น มีแบรนด์ไหนที่เคยลงโฆษณาลงแล้วระงับก็จะทำให้มีข้อมูลเพิ่มเติม แต่เชื่อว่าถ้าข่าวกระจายออกไปมากกว่านี้หรือมีเหตุการณ์ที่พูดถึงข่าวเรื่องนี้มากๆ ก็อาจจะมีแบรนด์ใหญ่ที่กังวลแน่นอน 

 

แบรนด์ใหญ่คิดหนัก! หากระงับอาจสูญเสียโอกาสการตลาดให้คู่แข่ง

 

เมื่อมาดูถึงจุดเด่นของ X เป็นแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานลักษณะเฉพาะตัวต่างจากแพลตฟอร์มอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Instagram, Facebook หรือ TikTok ในมุมเอเจนซีเรารู้กันดีว่าการยิงแอดโฆษณาเข้าไปใน X ยอด Engagement ต่ำอยู่แล้ว ด้วยรูปแบบของแพลตฟอร์มที่ไม่ได้เอื้อต่อการ Engage กับแบรนด์ เพราะการลงโฆษณาใน X ค่อนข้างจะเป็นการยัดเยียดเล็กน้อย และผู้ใช้งานมักจะมีเรื่องที่ต้องโฟกัสอยู่แล้ว

 

แต่ในทางกลับกัน หากแบรนด์เปิดตัวสินค้าใหม่ การลงโฆษณาใน X จะตอบโจทย์มาก เพราะจะช่วยสร้าง Awareness ให้กว้างขึ้น ซึ่งหากจะหยุดลงโฆษณา แบรนด์อาจจะต้องคิดหนัก เพราะถ้าระงับไปแล้วแบรนด์คู่แข่งยังใช้อยู่ อาจทำให้สูญเสียโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในคอมมูนิตี้ดังกล่าว

 

อีกมุมหนึ่งแบรนด์อาจต้องใช้เวลาปรับตัว หากสังเกตจะเห็นได้ว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาแบรนด์ใหญ่ปรับตัวอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น คอนเทนต์สายวาย ในอดีตหลายแบรนด์อาจยังไม่เปิดรับมากนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยกระแสที่เปิดรับในวงกว้าง ทำให้แบรนด์เปิดรับมากขึ้น ซึ่งการยอมรับว่าคอนเทนต์ 18+ ก็ถือเป็นอีกขั้นที่เราเชื่อว่าอาจจะมีโอกาสเป็นไปได้

 

 

ระวังการทำตลาดใน X มากขึ้น

 

พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาม่า กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ต้องรอดูนโยบายข้อกำหนดการใช้งานของแพลตฟอร์ม X ในไทยก่อนว่าจะออกมาในรูปแบบไหน จะปล่อยให้เสรีหรือไม่ และถ้าแพลตฟอร์มกลายเป็นสังคมคอนเทนต์วาบหวิวไปเลย ก็อาจจะต้องมาพิจารณากันอีกครั้ง 

 

สำหรับแบรนด์ ‘มาม่า’ จากเดิมเราแทบไม่ได้เน้นการทำตลาดผ่าน X มากนัก เพราะกลุ่มเป้าหมายเราอยู่ใน Facebook แต่ในช่วงเปิดตัวสินค้าใหม่หรือมีแคมเปญชิงโชคก็จะทำตลาดมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา เวลาแบรนด์จะทำการตลาดในแพลตฟอร์มดังกล่าวต้องระวังหลายเรื่อง เพราะถ้ามีการเมนชันในบางคอนเทนต์ ก็มีโอกาสเป็นไวรัลหรือกระแสตามมาได้ เรียกได้ว่าเป็นแพลตฟอร์มที่ต้องระวังมาตั้งแต่ 15 ปีที่ผ่านมา ยิ่งนโยบายใหม่ออกมายิ่งต้องระวังมากขึ้น 

 

บทสรุปที่ต้องติดตามต่อ

 

ที่สุดแล้วความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่บนแพลตฟอร์ม X (หรือชื่อเดิมคือ Twitter) เรียกได้ว่าสร้างแรงสั่นสะเทือนแก่โลกโซเชียลมีเดียและวงการการตลาดดิจิทัล การอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถโพสต์และแชร์คอนเทนต์ 18+ ได้อย่างเสรีภายใต้เงื่อนไขบางประการ ถือเป็นการเปิดประตูสู่โลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย สำหรับนักการตลาดและแบรนด์ต่างๆ นี่อาจเป็นดาบสองคมที่ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี ระหว่างการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ กับความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์และจริยธรรม

 

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ทั่วไปมากนัก แต่สำหรับแบรนด์และนักการตลาด การตัดสินใจว่าจะยังคงใช้แพลตฟอร์ม X ต่อไปหรือไม่ เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ หลายแบรนด์อาจเลือกที่จะถอนตัวเพื่อรักษาภาพลักษณ์ ในขณะที่บางแบรนด์อาจมองเห็นโอกาสทางการตลาดที่ไม่อาจปล่อยให้หลุดลอยไป ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ผู้ที่สามารถปรับตัวและคิดนอกกรอบได้อย่างชาญฉลาดน่าจะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในเกมนี้

 

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงบน X ครั้งนี้ไม่เพียงส่งผลต่อแวดวงการตลาดเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของสังคมและวัฒนธรรมในยุคดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การเปิดกว้างมากขึ้นต่อเนื้อหาที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องต้องห้าม อาจเป็นสัญญาณของการก้าวข้ามขอบเขตและกรอบจริยธรรมแบบเดิมๆ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจนำไปสู่ปัญหาใหม่ๆ ที่สังคมต้องเผชิญ เช่น การคุ้มครองเด็กและเยาวชน การควบคุมเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และการรักษาสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับความรับผิดชอบต่อสังคม

 

บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงต้องรอติดตามกันต่อไปว่าการเดินหมากของ X จะนำพาแพลตฟอร์มและผู้ที่เกี่ยวข้องไปในทิศทางใด แต่ที่แน่ๆ คือ เราทุกคนกำลังเป็นสักขีพยานของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของโลกดิจิทัล การปรับตัวและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งที่ทั้งผู้ใช้ แบรนด์ และนักการตลาด ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง หากไม่อยากตกขบวนในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกขณะเช่นนี้

 

ภาพประกอบ: Fadfebrian, Michele Ursi และ kk1hb / Shutterstock

อ้างอิง:

The post X ปลดล็อกคอนเทนต์ 18+: สนามเด็กเล่นใหม่ของนักการตลาดหรือกับดักมรณะของแบรนด์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าของ OnlyFans โกยกำไร 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งอู้ฟู่จากการมีครีเอเตอร์ 3 ล้านคน และ ‘แฟนๆ’ เกือบ 240 ล้านคนที่ยอมจ่ายเงิน Subscription https://thestandard.co/onlyfans-paid-its-owner-338m/ Sat, 26 Aug 2023 03:44:31 +0000 https://thestandard.co/?p=833966

Fenix International ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแพลตฟอร์ม OnlyF […]

The post เจ้าของ OnlyFans โกยกำไร 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งอู้ฟู่จากการมีครีเอเตอร์ 3 ล้านคน และ ‘แฟนๆ’ เกือบ 240 ล้านคนที่ยอมจ่ายเงิน Subscription appeared first on THE STANDARD.

]]>

Fenix International ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแพลตฟอร์ม OnlyFans ได้รายงานผลกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งนำไปสู่การจ่ายเงินปันผลจำนวนมากถึง 338 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท

 

แพลตฟอร์มดังกล่าวให้บริการแก่ Sex Worker นักดนตรี และคนดัง สำหรับเผยแพร่คอนเทนต์ ซึ่งแรงหนุนจากการล็อกดาวน์ทำให้มีผู้เข้าชมจำนวนมาก ปัจจุบัน OnlyFans มีครีเอเตอร์กว่า 3 ล้านคน ภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2022 เพิ่มขึ้น 47% และ ‘แฟนๆ’ เกือบ 240 ล้านคนที่ยอมจ่ายเงิน Subscription ซึ่งเพิ่มขึ้น 27%

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

ตามรายงานระบุว่า แฟนๆ ใช้จ่ายมากถึง 5.5 พันล้านดอลลาร์กับ OnlyFans จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2022 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ 4.8 พันล้านดอลลาร์ การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้แปลเป็นกำไรก่อนหักภาษีแตะ 525 ล้านดอลลาร์สำหรับบริษัทจดทะเบียนในลอนดอน เพิ่มขึ้นจาก 432 ล้านดอลลาร์ในปี 2021

 

Fenix International กล่าวถึงความสำเร็จนี้ว่า “OnlyFans มีการเติบโตและผลกำไรที่ยั่งยืน ซึ่งสะท้อนถึงการขยายตัวของแพลตฟอร์มในแง่ของผู้สร้างเนื้อหาและแฟนๆ ตลอดจนรายได้ที่เพิ่มขึ้นของผู้สร้างเนื้อหาที่มีอยู่”

 

เป็นที่น่าสังเกตว่ารายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของแพลตฟอร์มในขณะนี้มาจากบริการที่ไม่สมัครสมาชิก เช่น เนื้อหาตามความต้องการและเคล็ดลับจากผู้สร้าง การเติบโตนี้บ่งบอกถึงฐานผู้ใช้ที่ขยายและรายได้ที่เพิ่มขึ้นของครีเอเตอร์ที่มีอยู่

 

แม้ OnlyFans จะโด่งดังจากคอนเทนต์โป๊เปลือย แต่แพลตฟอร์มกำลังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ โดยมุ่งเน้นเนื้อหาประเภทต่างๆ เช่น ตลก การทำอาหาร ฟิตเนส และดนตรี

 

อ้างอิง:

The post เจ้าของ OnlyFans โกยกำไร 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งอู้ฟู่จากการมีครีเอเตอร์ 3 ล้านคน และ ‘แฟนๆ’ เกือบ 240 ล้านคนที่ยอมจ่ายเงิน Subscription appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองโฆษกไทยสร้างไทย ดัน ‘Sex Worker ถูกกฎหมาย’ เปิดรายได้ OnlyFans สูงถึง 6 หลัก ขอสังคมไทยหยุดหลอกตัวเอง https://thestandard.co/pushing-for-legal-sex-worker/ Tue, 07 Feb 2023 07:58:30 +0000 https://thestandard.co/?p=747069

วันนี้ (7 กุมภาพันธ์) ทวีชัย วงไพโรจน์กุล หรือ เบส รองโ […]

The post รองโฆษกไทยสร้างไทย ดัน ‘Sex Worker ถูกกฎหมาย’ เปิดรายได้ OnlyFans สูงถึง 6 หลัก ขอสังคมไทยหยุดหลอกตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (7 กุมภาพันธ์) ทวีชัย วงไพโรจน์กุล หรือ เบส รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย และคณะทำงานด้านความเท่าเทียมทางเพศและเสมอภาคทางสังคม กล่าวถึงกรณีที่เป็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับธุรกิจและการค้าบริการทางเพศในสังคมไทย หลังตำรวจจากสถานีตำรวจนครบาล (สน.) สุทธิสาร นำกำลังบุกจับอาบอบนวดลักลอบเปิด ไม่มีใบอนุญาตย่านรัชดานั้น ขอตั้งคำถามกับสังคมว่า เมื่อไรเราจะหยุดหลอกตัวเองเสียทีว่าไม่มีการค้าบริการ สมัยนี้มีใครที่ยังคิดว่าการเข้าไปอาบอบนวดคือการเข้าไปอาบน้ำเฉยๆ บ้าง 

 

ทวีชัยยังเปิดเผยมูลค่าทางเศรษฐกิจจากธุรกิจทางเพศ เช่น สถานบริการ อาบอบนวด ผับบาร์คาราโอเกะ มีรายได้ประมาณ 2.2 หมื่นล้านต่อปี รายได้คนทำ OnlyFans สูงถึง 6 หลักต่อเดือน สวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ 

 

ทวีชัยกล่าวต่อไปว่า ธุรกิจเหล่านี้สร้างรายได้มหาศาล แต่ถูกมองว่าเป็นเศรษฐกิจใต้ดิน ไม่มีคุณค่าต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ สิ่งเหล่านี้หากเรามีรัฐบาลที่ใส่ใจ ทุ่มเททำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าปัจจุบัน เข้าถึงระบบการศึกษาที่จำเป็นและเหมาะสมกับการประกอบอาชีพ อยู่ดีกินดี มีงานทำ เข้าถึงสวัสดิการรัฐ เลือกประกอบอาชีพที่ตัวเองชอบและถนัดมากขึ้น เช่นนี้ Sex Worker ก็จะลดน้อยลง ไม่ต้องกลายไปเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ประกอบอาชีพอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ก่อให้เกิดเงินใต้โต๊ะ แหล่งมาเฟียและธุรกิจใต้ดินสีเทา การค้ามนุษย์ บังคับให้ค้าประเวณี ธุรกิจทางเพศเป็นความลักปิดลักเปิดของผู้ใช้กฎหมายไทยที่ไม่ถูกกฎหมาย แต่สาวไส้เมื่อไรเจอส่วยตำรวจ ฟอกเงินธุรกิจผิดกฎหมาย คอร์รัปชันข้าราชการ นักการเมือง

 

ขณะเดียวกัน ทวีชัยยังแสดงความกังวลต่อผู้ประกอบอาชีพขายบริการทางเพศ (Sex Worker) โดยให้ความเห็นว่า Sex Worker หรือผู้ให้บริการทางเพศที่ต้องกลายเป็นแรงงานใต้ดิน ไม่เป็นส่วนหนึ่งในระบบแรงงาน ถูกรีดไถ เก็บส่วยเพื่อให้ทำงานต่อ เสี่ยงต่ออาชญากรรม เมื่อเกิดอันตรายกับชีวิตและทรัพย์สินก็ไม่สามารถแจ้งความได้ คนเหล่านี้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่บ่อยครั้ง เพราะสังคมสร้างภาพว่าขายตัวแล้ว ใครจะทำอะไรกับร่างกายก็ได้ ซึ่งไม่ถูกต้อง พร้อมเสนอกฎหมายและผลักดัน ‘โสเภณีคือแรงงาน-สถานบริการทางเพศต้องถูกกฎหมาย’ เพราะเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิในการเลือกประกอบอาชีพของตัวเอง และรัฐต้องช่วยอำนวยให้เกิดความเป็นธรรม ลดปัญหาการค้ามนุษย์ มอบสวัสดิการและความเป็นธรรมให้ Sex Worker เช่นเดียวกับทุกอาชีพที่ได้รับ

The post รองโฆษกไทยสร้างไทย ดัน ‘Sex Worker ถูกกฎหมาย’ เปิดรายได้ OnlyFans สูงถึง 6 หลัก ขอสังคมไทยหยุดหลอกตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่อยากเป็นนักเต้นแล้ว…มันเหนื่อย! ถอดบทสัมภาษณ์ โมนิก้า เฮาลต์ Monica Huldt ผู้ผันตัวมาเป็นครีเอเตอร์บน OnlyFans ที่สร้างรายได้กว่า 25 ล้านบาทต่อปี https://thestandard.co/monica-huldt-creator-onlyfans/ Wed, 25 Jan 2023 07:52:33 +0000 https://thestandard.co/?p=741835 Monica Huldt

หลังย้ายจากประเทศสวีเดนไปสหรัฐฯ โมนิก้า เฮาลต์ Monica H […]

The post ไม่อยากเป็นนักเต้นแล้ว…มันเหนื่อย! ถอดบทสัมภาษณ์ โมนิก้า เฮาลต์ Monica Huldt ผู้ผันตัวมาเป็นครีเอเตอร์บน OnlyFans ที่สร้างรายได้กว่า 25 ล้านบาทต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Monica Huldt

หลังย้ายจากประเทศสวีเดนไปสหรัฐฯ โมนิก้า เฮาลต์ Monica Huldt วัย 38 ปี เคยเป็นนักเต้นอยู่ 3 ปี แต่นั่นไม่ใช่อาชีพหลักในปัจจุบัน เพราะเธอได้ผันตัวเองไปเป็นครีเอเตอร์ OnlyFans ที่สร้างรายได้กว่า 7.5 แสนดอลลาร์ หรือราว 25 ล้านบาทต่อปี

 

ในปี 2016 หรือช่วงเริ่มต้นของ OnlyFans บัญชี Instagram ของเธอมีผู้ติดตามค่อนข้างมาก แฟนๆ ถามเธอว่าจะเข้าร่วม OnlyFans หรือไม่ แต่เธอยังไม่รู้จักและคิดอยู่นานว่าควรทำงานบนแพลตฟอร์มนี้ดีหรือไม่ แต่หลังสมัครไปได้ 2 ปี เธอตัดสินใจว่า “ไม่อยากเป็นนักเต้นแล้ว มันเหนื่อย” และได้เริ่มทำงานบน OnlyFans อย่างจริงจัง

 

Monica Huldt เล่าให้สำนักข่าว Insider ฟังว่า ช่วงแรกทำเงินได้ประมาณ 1 แสนดอลลาร์ต่อปีจาก OnlyFans หลังจากนั้นจึงทำผลงานมากขึ้นด้วยอยากมีรายได้เยอะๆ ขณะเดียวกันเธอก็ตั้งใจให้ความรู้และช่วยเหลือผู้หญิงคนอื่นๆ ด้วย  

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

“ฉันรู้ว่าในช่วงที่มีโรคระบาด ผู้คนจำนวนมากต้องตกงาน ผู้หญิงจำนวนมากไม่สามารถเป็นแดนเซอร์ได้เนื่องจากคลับถูกปิด ทำให้หลายคนรีบไปเป็นครีเอเตอร์บน OnlyFans” Monica Huldt กล่าว “ฉันยังใช้ Telegram ด้วย มันเป็นแอปที่มีประโยชน์มากในการหาวิธีใหม่ๆ และเรื่องน่าสนใจ มาปรับใช้กับ OnlyFans ฉันยังซื้อการฝึกสอน (Coaching) จากสาวๆ ที่มีฐานแฟนคลับใหญ่มากบน OnlyFans เช่น Dannii Harwood” 

 

การเรียนรู้ใหม่ๆ ทำให้เธอได้ข้อมูลสำหรับวางแผนและคำแนะนำในการลองทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อดึงดูดผู้ติดตาม

 

“OnlyFans ก็เหมือน Netflix ผู้ชมกำลังเลื่อนดูรายการเดิมทุกวัน และคิดว่า ‘โอ้ ฉันหวังว่าพวกเขาจะมีอะไรใหม่ๆ’ ผู้ติดตามของคุณต้องมีสิ่งที่น่าสนใจให้ดู”

 

เธอเล่าต่อว่า สิ่งสำคัญที่พบในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คือ ประเภทของคอนเทนต์ที่สร้างสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาล OnlyFans ไม่ใช่แพลตฟอร์มแบบเดียวกับ Pornhub ที่มีแต่วิดีโอ เพราะไม่ได้มีเนื้อหาจำนวนมหาศาลทุกวัน

 

หากแต่ OnlyFans เป็นการปฏิสัมพันธ์ส่วนบุคคล แฟนๆ สนใจสิ่งที่เราทำในแต่ละวัน นอกจากนี้ยังเกี่ยวกับการทำเนื้อหาแบบ Custom Content เนื่องจากผู้ติดตามบางคนสามารถบอกได้ว่า “ฉันต้องการให้คุณสวมรองเท้าส้นสูง” หรือ “ฉันต้องการให้คุณอบเค้ก”

 

การเข้าใจสิ่งที่ผู้ติดตามต้องการ ทำให้ Monica Huldt สร้างรายได้กว่า 7.5 แสนดอลลาร์ต่อปี หรือกว่า 25 ล้านบาท แต่นั่นแลกมากับการทำงานหนักที่ต้องประชุมในทุกเช้า การตรวจสอบอีเมล และโพสต์บนโซเชียลมีเดียทั้งหมด ซึ่งนี่เป็นงานที่ต้องทำตลอด 24 ชั่วโมง

 

อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้คาดหวังที่จะเป็นครีเอเตอร์บน OnlyFans อย่างเดียว แต่ยังหารายได้อื่นๆ ด้วยการสอนคนอื่นๆ ซึ่งตอนนี้มีคนที่ปรึกษาด้วยแล้ว 16 คน

 

“ธุรกิจส่วนนั้นของฉันเพิ่งเริ่มทำเงินได้มากขึ้น ซึ่งเงินเหล่านี้จะถูกนำไปลงทุนใหม่ในธุรกิจอื่นๆ เพราะฉันตั้งเป้าหมายไว้ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ฉันอยากมีอิสระทางการเงิน” Monica Huldt กล่าว

 

อ้างอิง:

The post ไม่อยากเป็นนักเต้นแล้ว…มันเหนื่อย! ถอดบทสัมภาษณ์ โมนิก้า เฮาลต์ Monica Huldt ผู้ผันตัวมาเป็นครีเอเตอร์บน OnlyFans ที่สร้างรายได้กว่า 25 ล้านบาทต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tumblr พร้อมกลับมาทวงบัลลังก์! ประกาศอนุญาตให้โพสต์ ‘เนื้อหาโป๊ 18+’ อีกครั้ง หลังโดน Twitter และ Instagram แย่งฐานผู้ใช้ไป https://thestandard.co/tumblr-comeback/ Wed, 30 Nov 2022 06:32:47 +0000 https://thestandard.co/?p=717828

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา Tumblr ประกาศว่าจะกลับ […]

The post Tumblr พร้อมกลับมาทวงบัลลังก์! ประกาศอนุญาตให้โพสต์ ‘เนื้อหาโป๊ 18+’ อีกครั้ง หลังโดน Twitter และ Instagram แย่งฐานผู้ใช้ไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา Tumblr ประกาศว่าจะกลับมาเปลี่ยนแปลงกฎการโพสต์เนื้อหาบนแพลตฟอร์มอีกครั้ง “ตอนนี้เราจะให้การต้อนรับการแสดงออก ความคิดสร้างสรรค์ และงานศิลปะที่กว้างขึ้นบนแพลตฟอร์มของเรา รวมถึงเนื้อหาที่พรรณนาถึงเรือนร่างของมนุษย์ (และใช่ มันรวมถึงร่างเปลือยของมนุษย์ด้วย)” โพสต์จากทีมงานบนเว็บไซต์ Tumblr

 

ซึ่งเนื้อหาที่ประกอบไปด้วย ‘ภาพโป๊เปลือย เรื่องผู้ใหญ่ หรือเรื่องทางเพศ’ ได้รับอนุญาตให้กลับมาโพสต์บนเว็บไซต์ได้อีกครั้ง แต่มันไม่ใช่การย้อนกลับแบบ 100% เพราะมีการกล่าวต่อว่า “ภาพกิจกรรมทางเพศที่โจ่งแจ้งชัดเจนยังไม่ได้รับอนุญาตให้โพสต์บนแพลตฟอร์ม”

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ทำไมการตัดสินใจนี้จึงสำคัญต่อ Tumblr? ในช่วงต้นของปี 2010 Tumblr เป็นหนึ่งในเว็บบล็อกที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก ในฐานะของศูนย์รวมวัฒนธรรมยอดนิยมอย่าง GIF ศูนย์รวมอารมณ์ และศูนย์รวมสื่อลามก

 

สื่อลามกเป็นส่วนสำคัญของผู้ใช้หลายๆ คน แต่ในปี 2018 ภายใต้การคุมบังเหียนของซีอีโอคนใหม่อย่าง เจฟฟ์ ดี’โอโนฟริโอ เว็บไซต์ได้แบนสื่อลามกทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ วิดีโอ ไฟล์ GIF และเนื้อหาที่โจ่งแจ้งทั้งหมด รวมถึงภาพประกอบที่บรรยายกิจกรรมทางเพศ

 

การตัดสินใจดังกล่าวกลายเป็นหายนะสำหรับแพลตฟอร์มที่กำลังรุ่งโรจน์ โดยในปี 2013 ในช่วงที่แพลตฟอร์มได้รับความนิยมสูงสุด Yahoo ซื้อ Tumblr ในราคา 1.14 พันล้านดอลลาร์ และภายในหนึ่งปีของการแบนสื่อลามก Tumblr สูญเสียผู้เข้าชม 30 เปอร์เซ็นต์ และถูกขายไปในราคาเพียง 3.1 ล้านดอลลาร์เท่านั้น สุดท้ายผู้ใช้บนแพลตฟอร์มลดลงจากพันล้านเป็นไม่กี่ล้านใน 6 ปี การแบนภาพอนาจารอาจกลายเป็นการตัดสินใจที่แย่ที่สุดของบริษัท

 

เซฟโซนอีกทางของชาว LGBTQIA+ ณ เวลานั้น ฐานผู้ใช้ส่วนใหญ่ของ Tumblr คือชุมชน LGBTQIA+ และการเลื่อนเพียงไม่กี่ครั้งจะพาให้คุณพบกับไฟล์ GIF หรือภาพแคปหน้าจอจากรายการทีวีและภาพยนตร์ที่มีชาว LGBTQIA+ โดยตัวแพลตฟอร์มเคยเป็นศูนย์กลางสำหรับผู้คนในการสื่อสารกับชุมชนที่นัดเจอกันได้ยากในชีวิตจริง

 

กับบางคนในชุมชน LGBTQIA+ Tumblr เป็นสถานที่สำหรับค้นหาสื่อลามกที่ตรงกับความสนใจของพวกเขา แต่สำหรับกลุ่มคนเปราะบาง มันเป็นสถานที่สำหรับแบ่งปันประสบการณ์ทางเพศที่โจ่งแจ้งของพวกเขา

 

คนข้ามเพศหลายคนพบบ้านของพวกเขาสำหรับการแชร์เรื่องราว แบ่งปันข้อมูล และสำรวจการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน ซึ่งตามกฎใหม่ เนื้อหาจำนวนมากของผู้ใช้ข้ามเพศจะถูกนับเป็นเนื้อหาที่โจ่งแจ้งหรือ Explicit

 

“คำสั่งแบนของ Tumblr เป็นการส่งสัญญาณว่าชุมชนข้ามเพศไม่เป็นที่ต้อนรับอีกต่อไป” โอลิเวอร์ เฮมสัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านสารสนเทศแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน กล่าวในบทความของเขาเกี่ยวกับบทบาทของ Tumblr กับชุมชนคนข้ามเพศ

 

แต่การแบนไม่ได้เกิดจาก Tumblr เพียงรายเดียว เพราะแพลตฟอร์มถูกบีบให้อยู่ในจุดที่ยากลำบากจากการที่ Apple ถอด Tumblr ออกจาก App Store เนื่องจากรายงานเกี่ยวกับภาพลามกอนาจารของเด็กทั้งหลายบนแพลตฟอร์ม

 

Tumblr เริ่มการปราบปรามเนื้อหาที่โจ่งแจ้ง ซึ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากโต้แย้งว่าเนื้อหาของพวกเขาถูกลบอย่างไม่เป็นธรรมทั้งที่ไม่ได้ผิดกฎอะไร ในขณะนั้นมีสื่อจำนวนมากที่ลุกลี้ลุกลนเกี่ยวกับเนื้อหาที่โจ่งแจ้งบนเว็บไซต์ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากยุคนั้นบ่งชี้ว่ามีเพียง 0.1 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อหาในเว็บไซต์เท่านั้นที่ไม่เหมาะสม

 

สุดท้ายนี้ ความเสียหายเกิดขึ้นไปแล้ว และการล่มสลายของ Tumblr ได้ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ผู้ใช้ที่ลดลงเรื่อยๆ จากการย้ายถิ่นฐานไปยัง Twitter และ Instagram เป็นปัญหาของแพลตฟอร์มมานานแล้ว และการแบนสื่อลามกกลายเป็นการตอกฝาโลงให้กับแพลตฟอร์มไปโดยปริยาย

 

อ้างอิง:

The post Tumblr พร้อมกลับมาทวงบัลลังก์! ประกาศอนุญาตให้โพสต์ ‘เนื้อหาโป๊ 18+’ อีกครั้ง หลังโดน Twitter และ Instagram แย่งฐานผู้ใช้ไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิจัยอาวุโสของสหรัฐฯ กล่าวว่า ตอนนี้ยังง่ายมากที่จะค้นหาภาพ ‘การล่วงละเมิดเด็ก’ ที่มีต้นกำเนิดจาก OnlyFans https://thestandard.co/usa-onlyfans-child-harassment/ Sun, 30 Oct 2022 11:22:15 +0000 https://thestandard.co/?p=701983 การล่วงละเมิดเด็ก

BBC ออกรายงานที่เผยว่า นักวิจัยอาวุโสของสหรัฐฯ กล่าวว่า […]

The post นักวิจัยอาวุโสของสหรัฐฯ กล่าวว่า ตอนนี้ยังง่ายมากที่จะค้นหาภาพ ‘การล่วงละเมิดเด็ก’ ที่มีต้นกำเนิดจาก OnlyFans appeared first on THE STANDARD.

]]>
การล่วงละเมิดเด็ก

BBC ออกรายงานที่เผยว่า นักวิจัยอาวุโสของสหรัฐฯ กล่าวว่าตอนนี้ยังง่ายมากที่จะค้นหาภาพการล่วงละเมิดเด็กที่เกิดจาก OnlyFans

 

ทั้งนี้ OnlyFans บอกกับ BBC ว่า ได้จัดการกับเนื้อหาผิดกฎหมายไปแล้ว และมันเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะตรวจสอบการอ้างสิทธิ์โดยไม่มีหลักฐาน แต่นักวิจัยคนหนึ่งกล่าวว่า ภาพที่เด็กถูกล่วงละเมิดสามารถโยงต้นกำเนิดกลับไปที่เว็บไซต์ดังกล่าวได้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เอกสารที่รั่วไหลยังแสดงให้เห็นว่าผู้ดูแลได้รับอนุญาตให้แจ้งเตือนบัญชีที่โพสต์เนื้อหาที่ผิดกฎหมายหลายครั้งก่อนที่จะตัดสินใจปิดพวกมัน

 

ทั้งนี้ ผู้บริหารของเว็บไซต์ได้บอกกับ BBC Newsnight ว่า พวกเขาได้ดำเนินการอย่างจริงจังแล้วหลังจากการสอบสวน

 

อย่างไรก็ตาม Newsnight พบหลักฐานเพิ่มเติมว่าเว็บไซต์ไม่สามารถป้องกันเนื้อหาที่ผิดกฎหมายไม่ให้ปรากฏบนเว็บของตนได้

 

ผู้ตรวจสอบในสหรัฐฯ กล่าวว่า ใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียวก็พบภาพการล่วงละเมิดเด็กกว่า 10 ภาพบนแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่มีต้นกำเนิดจาก OnlyFans ได้ และพวกเขาเชื่อว่าภาพถ่ายถูกสร้างขึ้นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาพร้อมลายน้ำจากเว็บไซต์

 

“เด็กที่อายุน้อยที่สุดอยู่ที่ประมาณ 5 ปี” ผู้สอบสวนกล่าวกับ BBC และเสริมว่าคนอื่นๆ นั้นอยู่ที่ประมาณ 12 ปี “การจัดการปัจจุบันของ OnlyFans มีแต่รอยแตกที่คอนเทนต์พวกนั้นลอดผ่านได้”

 

“ตอนที่ BBC แจ้งข้อเรียกร้องนี้ เราได้ขอหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถสอบสวนเพิ่มเติม” OnlyFans กล่าวผ่านแถลงการณ์ ขณะที่ BBC ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดหรือหลักฐานใดๆ ซึ่งกำลังขัดขวางบริษัทจากการสอบสวนข้อเรียกร้องนี้

 

ซึ่ง BBC ตกลงที่จะปิดชื่อผู้สอบสวนท่านนี้เพื่อป้องกันการสืบสวนของพวกเขา

 

เมื่อเร็วๆ นี้องค์กรการกุศลในสหรัฐฯ พบว่า ยังมีการใช้คำศัพท์ที่ถูกแบนบนเว็บไซต์อยู่ตลอดเวลา รวมถึงคำศัพท์ที่เกี่ยวกับเด็ก ซึ่งในเรื่องนี้ OnlyFans กล่าวว่า ‘บัค’ บางอย่างทำให้สามารถก๊อบปี้คำมาวางบนเว็บไซต์ได้

 

บริษัทไม่เชื่อว่ามีเนื้อหาที่ผิดกฎหมายจำนวนมากบนเว็บไซต์ของตน และกล่าวว่าจะตรวจสอบเนื้อหาทุกชิ้นที่โพสต์บนแพลตฟอร์มของบริษัท ซึ่งรวมถึงวิดีโอ รูปภาพ และข้อความด้วย

 

ภาพ: Diego Thomazini / Shutterstock

อ้างอิง:

The post นักวิจัยอาวุโสของสหรัฐฯ กล่าวว่า ตอนนี้ยังง่ายมากที่จะค้นหาภาพ ‘การล่วงละเมิดเด็ก’ ที่มีต้นกำเนิดจาก OnlyFans appeared first on THE STANDARD.

]]>
มีดีตรงไหน? เปิดนัยสำคัญเรื่องเชื้อชาติผู้บริหาร จาก Microsoft ถึง Starbucks ที่เลือก ‘ซีอีโอใหม่’ เป็น ‘คนอินเดีย’ อย่าง สัตยา นาเดลลา และ ลักซ์แมน นาราซิมฮัน https://thestandard.co/microsoft-starbucks-ceo/ Wed, 21 Sep 2022 14:24:12 +0000 https://thestandard.co/?p=684835 Microsoft Starbucks

หากลองนับให้ดี โลกจะพบว่ากว่า 60 บริษัทในกลุ่มยักษ์ใหญ่ […]

The post มีดีตรงไหน? เปิดนัยสำคัญเรื่องเชื้อชาติผู้บริหาร จาก Microsoft ถึง Starbucks ที่เลือก ‘ซีอีโอใหม่’ เป็น ‘คนอินเดีย’ อย่าง สัตยา นาเดลลา และ ลักซ์แมน นาราซิมฮัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Microsoft Starbucks

หากลองนับให้ดี โลกจะพบว่ากว่า 60 บริษัทในกลุ่มยักษ์ใหญ่ที่ติดอันดับ Fortune 500 นั้นมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นคนอินเดีย ล่าสุดเช่น สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) และ ลักซ์แมน นาราซิมฮัน (Laxman Narasimhan) โดยเฉพาะบริษัทที่มีอิทธิพลสูงอย่าง Alphabet, Microsoft, Mastercard, IBM, Twitter, Adobe, Chanel, PepsiCo รวมถึง OnlyFans 

 

ล่าสุดคือ Starbucks เชนร้านกาแฟรายใหญ่ของโลกที่ดึงตัว Laxman Narasimhan ผู้มีถิ่นกำเนิดในเมืองปูเน ประเทศอินเดีย มานั่งเก้าอี้ ‘ซีอีโอ’ เพื่อพลิกฟื้นธุรกิจ ในวันที่ Starbucks พบวิกฤตยอดขายลดลงและราคาเมล็ดกาแฟโลกพุ่งสูงขึ้น

 

Microsoft Starbucks

ภาพ: Starbucks

 

คำถามที่ตามมาคือ คุณสมบัติอะไรที่ทำให้คนอินเดียถูกยกเป็นผู้นำบริษัทระดับโลกได้มากกว่าคนชาติอื่น ปรากฏการณ์นี้มาจากสิ่งพื้นฐานอย่างทักษะด้านการศึกษา-ด้านการจัดการ? หรือว่ามีปัจจัยอื่นที่เป็นนามธรรมมากกว่า? เช่น ระบบการศึกษา ค่านิยม การปรับตัวรับสิ่งใหม่ วัฒนธรรมการใช้ชีวิต รวมถึงข้อได้เปรียบเรื่องความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับรัฐบาลอินเดียเพื่อเข้าสู่ดินแดนโรตี ซึ่งเป็นตลาดที่สำคัญมากของโลก


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


วันนี้จำนวนคนพลัดถิ่นสัญชาติอินเดียทั่วโลกมีมากกว่า 32 ล้านคน หลายคนแทรกตัวในวงการแพทย์ พยาบาล เทคโนโลยี การศึกษา ภาคบริการ และอีกมากมาย 

 

ยังมีผู้นำทางการเมืองกว่า 200 คนซึ่งมีเชื้อสายอินเดียที่ได้รับการยกย่องในประเทศต่างๆ ทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่าคนอินเดีย ‘มีของ’ ที่ทำให้ได้รับการยอมรับในระดับโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้

 

มีดีหรือการเมือง?

Piyush Gupta ซีอีโอของ DBS Group ผู้มีเชื้อสายอินเดียที่กลายเป็นนายแบงก์ใหญ่ที่สิงคโปร์ ให้ความเห็นในรายการ Global Dialogues ของ Shereen Bhan ทางสถานี CNBC-TV18 ว่าปัจจัยที่ทำให้ผู้บริหารสัญชาติอินเดียเป็นที่ยอมรับในฐานะผู้นำบริษัทมี 3 ส่วนหลัก โดยทุกส่วนเกี่ยวข้องกับตัวตนล้วนๆ ขณะที่ส่วนรองนั้นโยงได้กับการเติบโตและความสำคัญของประเทศอินเดียในเวทีโลก

 

ปัจจัยหลักแรกคือเรื่อง ‘ประชากรศาสตร์’ สถิติระบุว่า 1 ใน 5 ของประชากรโลกเป็นชาวอินเดีย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าสงสัยที่จะมีชาวอินเดียแฝงตัวในภูมิประเทศทั่วโลกจำนวนมาก 

 

ประเด็นนี้แม้จะมีคำโต้แย้งว่าประชากรจีนแผ่นดินใหญ่นั้นก็มีจำนวนมากขึ้นเช่นกัน แต่ความต่างคือเรื่องภาษา เนื่องจากชาวอินเดียเติบโตขึ้นมาโดยพูดภาษาอังกฤษ ดังนั้นในโลกที่ทั้งธุรกิจและการเมืองต่างใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ชาวอินเดียจึงได้เปรียบมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

 

Gupta ยังเล่าประสบการณ์ว่าชาวอินเดียพลัดถิ่นมักมีความรู้สึก ‘หิวโหย’ ในการสร้างคุณค่าให้ตัวเอง โดยที่ผ่านมาชาวอินเดียที่ประสบความสำเร็จมักมาจากพื้นเพชนชั้นกลาง และหากพิจารณาซีอีโอ 60 คนนี้ ก็จะพบว่ามีหลายคนที่มาจากครอบครัวครูอาจารย์และข้าราชการ 

 

ขณะเดียวกัน เยาวชนที่เติบโตขึ้นมาในอินเดียช่วงยุค 60, 70 และ 80 หลายคนรู้สึกว่าต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตเพื่อให้ประสบความสำเร็จ กลายเป็นความรู้สึกว่าไม่มีทางเลือก และต้องทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อแสวงหาที่ยืน

 

ปัจจัยหลักข้อ 2 เชื่อมโยงกับข้อแรก เพราะ Gupta มองว่าความรู้สึกนี้นำไปสู่ความสามารถใน ‘การปรับตัว’ ความน่าสนใจคือแม้คนประเทศอื่นจะคิดว่าชาวอินเดียทุกคนมีความคล้ายคลึงกัน เป็นคนผิวสีเดียวกัน และมาจากเอเชียใต้เหมือนกัน แต่ความจริงแล้วคนอินเดียมองคนอินเดียด้วยกันว่ามีหลากหลายประเภท หลายภาษา มีภูมิลำเนาในหลายภูมิภาค และหลายเชื้อชาติ 

 

Microsoft Starbucks

 

ตัว Gupta เองนั้นเติบโตมากับการเล่นฟุตบอลในทีมที่มีผู้คนจากภูมิหลังทางเศรษฐกิจสังคมทุกประเภท ตั้งแต่คนขับรถ เด็ก ไปจนถึงคนร่ำรวย ทั้งที่เป็นคนหนุ่มสาวไปจนถึงคนชรา เหล่านี้สร้างความรู้สึกของการปรับตัว ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสะสมความสามารถให้คนอินเดียรับได้ในทุกสถานการณ์ รวมถึงผู้คนทุกเชื้อชาติไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ หรือเอเชียอย่างประเทศจีน 

 

ดังนั้นการปรับตัวได้อย่างรวดเร็วจึงเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการขึ้นเป็นผู้บริหารของบริษัทใหญ่

 

ปัจจัยหลักข้อ 3 คือแนวคิดเรื่อง ‘ความทรหดอดทน’ Gupta อธิบายว่าการมาจากระบบที่โครงสร้างพื้นฐานไม่เอื้ออำนวยต่อการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทำให้คนอินเดียรู้ว่ามีทางเดียวเท่านั้นในการสร้างความสำเร็จให้ชีวิต นั่นคือจะต้องมีความอดทนเป็นพิเศษ เพื่อที่จะมองเห็นโอกาสและทำให้สำเร็จ

 

ในมุมปัจจัยแวดล้อม Gupta ยอมรับว่าการขึ้นเป็นผู้นำบริษัทระดับโลกของคนอินเดีย มีความเกี่ยวข้องกับการเติบโตของประเทศอินเดียในเวทีโลก เนื่องจากเวลานี้คือศตวรรษทองของเอเชีย เห็นได้จากความมั่งคั่งที่กำลังก่อตัวขึ้นในเอเชีย ซึ่งเป็นดินแดนที่มีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย รวมถึงประเทศไทย ไม่ใช่แค่อินเดียเท่านั้น 

 

ส่วนนี้ Gupta มองว่าประเด็น ‘ภูมิศาสตร์การเมือง’ และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ดุเดือดที่สุดในรอบ 30 ปีนั้น สร้างความไม่ต่อเนื่องเรื่องการลงทุนด้านสายการประกอบและการผลิต ส่วนตัว Gupta เชื่อว่าการลงทุนสายการผลิตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หลายบริษัทกำลังมองหาฐานการผลิตนอกประเทศจีนเพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งพื้นที่ลักษณะนี้มีเพียง 2 หรือ 3 ประเทศเท่านั้นที่ดึงดูดความสนใจนักลงทุน เช่น เวียดนาม หรือมาเลเซีย รวมถึงอินเดียที่มีความโดดเด่นมาก เพราะเป็นประเทศที่ประชากรมีทักษะด้านวิศวกรรมมากกว่า 2 ล้านคน 

 

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของซีอีโอชาวอินเดีย เพราะในเวลาเดียวกัน ความเป็นชาตินิยมก็มีความเข้มข้นขึ้น เห็นได้จากท่าทีของรัฐบาลและนโยบายที่หลายประเทศประกาศออกมา จึงถือว่าเป็นเรื่องยากที่ซีอีโอจะนำพาบริษัทไปท่ามกลางโลกที่มีทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของลัทธิชาตินิยมไปพร้อมๆ กัน

 

Gupta ยอมรับว่าตัวเขาที่เป็นซีอีโอเชื้อชาติอินเดีย มีส่วนทำให้บริษัทได้อยู่ในพื้นที่ที่อาจร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อปฏิบัติการในด้านต่างๆ ก็จริง อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์หลักในการทำงานของซีอีโอนั้นคือการตอบโจทย์ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งจะนำไปสู่บทบาทของความร่วมมือที่แท้จริง 

 

ขณะเดียวกัน ซีอีโอจะต้องให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคม ภาคประชาคมโดยรวม และผู้คน จุดนี้หากมองในระยะยาวเกิน 10 ปี จะพบว่าผลดีต่อธุรกิจในระยะยาวมักไม่เกิดขึ้นเมื่อมีการมอบบริการที่โดดเด่นให้กับลูกค้าจนทำกำไรได้เท่านั้น แต่จะต้องควบคู่ไปกับการบริจาคกำไรนั้นให้กับชุมชนที่ทำธุรกิจอยู่ด้วย ซึ่งจะทำให้ซีอีโอตอบคำถามได้ว่า จะสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในช่วง 20, 30 หรือ 40 ปีข้างหน้าได้อย่างไร

 

ไม่เปิดบริษัทเอง

แม้จะมีชาวอินเดียที่เลือกเป็นเจ้านายตัวเองด้วยการทำธุรกิจส่วนตัว แต่ Gupta มองว่าคนอินเดียในยุคของเขามีความสามารถในการรับความเสี่ยงที่จำกัด ดังนั้นชาวอินเดียส่วนใหญ่ในยุคนั้นจึงเลือกที่จะเข้าสู่บริษัทมืออาชีพ และไม่เข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการเอง ทำให้อินเดียเป็นประเทศที่มี ‘ซีอีโอมืออาชีพ’ ซึ่งสร้างชื่อเสียงระดับโลกด้วยการเข้าร่วมกับบริษัทข้ามชาติและเติบโตในพื้นที่โปรเฟสชันแนลแทน

 

คุณสมบัติที่มือโปรด้านซีอีโอต้องมีคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง ประเด็นนี้ Prem Watsa ผู้ก่อตั้ง ประธาน และซีอีโอของ Fairfax Financial Holdings ซึ่งย้ายถิ่นจากอินเดียไปเป็นมหาเศรษฐีที่แคนาดาด้วยเงินติดกระเป๋าไม่กี่ดอลลาร์ กล่าวในรายการเดียวกันว่า ชาวอินเดียมีความได้เปรียบอย่างมากเรื่องการมาจากระบอบประชาธิปไตยที่มีค่านิยมที่ดี ทั้งค่านิยมเชิงประชาธิปไตย ค่านิยมครอบครัวอบอุ่น และความสามารถในการดูแลใส่ใจผู้คน ทุกสิ่งถือเป็นหัวใจของการตัดสินใจที่ดี ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสูงสำหรับคนอินเดียที่หาโอกาสในชีวิตด้วยการย้ายประเทศ เพื่อจะได้พัฒนาคุณสมบัติที่ไม่เคยคิดว่าจะมี หรือไม่เคยมีอยู่เลย

 

Watsa ชี้ว่าคนอินเดียยังมีวัฒนธรรมเรื่องการปฏิบัติต่อเพื่อนบ้านให้เหมือนกับท่าทีที่ต้องการได้รับจากผู้อื่น หลักคิดนี้ทำให้คนอินเดียปฏิบัติเชิงบวกต่อลูกค้า ชุมชน พนักงาน รวมถึงความร่วมมือกับภาครัฐ ซึ่งตัวอย่างของซีอีโอเชื้อชาติอินเดียที่มีครบทั้งวัฒนธรรมแห่งความร่วมมือ วัฒนธรรมแห่งการค้นคิดนวัตกรรม และวัฒนธรรมแห่งความเป็นเลิศในความคิดของ Watsa คือซีอีโอของ Microsoft อย่าง Satya Nadella รวมถึงแม่ทัพใหญ่ Mastercard อย่าง Ajay Banga และ Shantanu Narayen แห่งบริษัท Adobe รวมถึงตัวเขาเองที่มีความเหมือนกันอยู่ 1 เรื่อง คือซีอีโอกลุ่มนี้ได้เข้าศึกษาโรงเรียนเดียวกัน นั่นคือ The Hyderabad Public School ซึ่งคุณพ่อของ Watsa ที่เสียชีวิตไปนานแล้วก็เคยเป็นครูใหญ่ของโรงเรียนนี้ด้วย

 

Microsoft Starbucks

Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft (ภาพ: Drew Angerer / Getty Images)

 

หลังโควิด เวิร์กฟรอมอินเดีย?

Shobana Kamineni รองประธานองค์กรด้านสาธารณสุข Apollo Hospitals ซึ่งเป็นสมาชิกของครอบครัวผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลและบริษัทยารายใหญ่ของอินเดีย กล่าวถึงโลกยุคใหม่ที่รูปแบบการย้ายถิ่นฐานของคนอินเดียอาจเปลี่ยนไป จนมีโอกาสเกิดการผกผันในวงการซีอีโออินเดีย ทั้งเรื่องโลกาภิวัตน์ และกระแสการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลขององค์กรโลกที่ข้อมูลจะไหลไปทั่ว โดยมองว่าการปฏิวัติครั้งต่อไปที่มาจากอินเดียจะไม่ใช่การส่งออกบริการ แต่จะเป็นการขับเคลื่อนอย่างหมดจดในด้านการดูแลสุขภาพ ข้อมูล และ IoT

 

Kamineni เชื่อว่า หลังโควิดเป็นช่วงเวลาแห่งโอกาสยิ่งใหญ่ที่แพทย์อินเดียจะให้บริการจากอินเดีย เพราะเวลานี้อินเดียต้องการบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมาก แต่ประเทศที่ขาดแคลนก็ยินดีจ่ายเพิ่มให้กับคุณหมออินเดียที่พูดภาษาอังกฤษ นำไปสู่โอกาสที่ชาวอินเดียจะเติมเต็มงานด้านสาธารณสุขในพื้นที่ทั่วโลกได้เช่นกัน

 

ไม่แน่เรื่องราวเส้นทางของผู้บริหารชาวอินเดียอาจจะเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยมีการศึกษาไว้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยสถิติปัจจุบันพบว่า เกินครึ่ง (59%) ของกลุ่มซีอีโอเชื้อชาติอินเดียในบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 นั้นเดินทางมาสหรัฐฯ ด้วยการขอวีซ่าทำงานแบบมืออาชีพ 

 

ประเด็นนี้อาจมาจากสังคมโดยรวมซึ่งมีการมองว่าไม่มีประเทศอื่นใดในโลกที่ ‘ฝึกฝน’ พลเมืองจำนวนมากในแบบนักสู้เหมือนที่อินเดียทำ เห็นได้จากรถโดยสารสาธารณะในอินเดียที่ไม่เคยหยุดที่ป้ายรถเมล์ รถจะเต็มเสมอ 

 

ดังนั้นคนขับจึงต้องหยุดก่อนหรือหลังจุดจอดหลายหลา เพื่อขับไล่ผู้โดยสารที่ล้นอยู่แล้ว ดังนั้นในการขึ้นรถบัส คนอินเดียจะต้องรีบวิ่งไม่ต่ำกว่า 50 เมตรจากด้านใดด้านหนึ่ง ผิดกับที่สหรัฐฯ ซึ่งรถบัสมาตรงเวลา รถว่างกว่า และอีกหลายสิ่งที่ดีงามกว่า

 

นอกจากการขอวีซ่า การสำรวจพบว่า 20% ในกลุ่มซีอีโอเชื้อชาติอินเดียของบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 เท่านั้นที่เดินทางมาสหรัฐฯ ในฐานะนักเรียน ส่วนนี้น่าสนใจเมื่อเทียบกับสถิติที่ชี้ว่า หากไม่นับจีนแล้ว อินเดียถือเป็นประเทศที่ส่งนักเรียนจำนวนมากที่สุดไปศึกษาที่ประเทศซีกโลกตะวันตก (โดยเฉพาะสหรัฐฯ รองลงมาคือแคนาดา) 

 

แปลว่าซีอีโอหัวกะทิส่วนใหญ่ผ่านระบบการศึกษาอินเดียที่มีการแข่งขันสูงที่สุดติดอันดับโลก เช่น สถาบัน Indian Institute of Technology หรือ IIT ซึ่งมีอัตราการรับนักศึกษาน้อยกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่ซีอีโอหลายคน ทั้ง Sundar Pichai ของ Google, Arvind Krishna ของ IBM, Raj Subramaniam ของ FedEx และ Vivek Sankaran ของ Albertsons ต่างก็เป็นศิษย์เก่า IIT

 

นอกจากความรู้ภาษาอังกฤษที่โดดเด่น และภาวะที่ต้องทำให้ตัวเองผ่านฉลุยในกระบวนการสรรหาสุดโหด คนอินเดียยังมีค่านิยมโดดเด่นเรื่องการเดินทางไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ หนังสือหลายเล่มชี้ว่าคนอินเดียส่วนใหญ่ไม่ใช้ชีวิตเกินรายได้ จบหลักสูตรอย่างรวดเร็ว ใช้เงินให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และพร้อมที่จะกระโจนเข้าสู่การทำงาน 

 

Microsoft Starbucks

 

ขณะเดียวกัน คนอินเดียยังขึ้นชื่อเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตน ความจงรักภักดี และการสร้างฉันทามติ เนื่องจากชีวิตส่วนใหญ่เต็มไปด้วยสถานการณ์ขัดแย้งและความยากลำบาก ผู้บริหารชาวอินเดียจึงมักจะแสดงความยินยอม ใจดี และไม่ค่อยเผชิญหน้า ตัวอย่างที่ได้รับการยอมรับที่สุดคือ Satya Nadella ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เปลี่ยนวัฒนธรรม Hard-Charging Culture สุดรุนแรงของ Microsoft ไปอย่างสิ้นเชิง

 

จาก Microsoft ถึง Starbucks

เมื่อได้รับตำแหน่งจาก Bill Gates และ Steve Ballmer อีเมลฉบับแรกของ Satya Nadella ในฐานะซีอีโอที่ส่งให้พนักงานของ Microsoft นั้นขึ้นต้นว่า “วันนี้เป็นวันแห่งการถ่อมตัวสุดๆ ของผม” (Today is a very humbling day for me.) 

 

มีการรายงานว่า Nadella นำความสงบแบบเซนมาให้ห้องประชุมโดยไม่มีการขึ้นเสียง ไม่ทุบโต๊ะ ผลลัพธ์ของความเป็นผู้นำของ Nadella คือการพา Microsoft เติบโตจากบริษัทที่มีมูลค่า 4 แสนล้านดอลลาร์เมื่อเข้ารับตำแหน่งในปี 2014 มาเป็นมูลค่ามากกว่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน

 

มีการมองด้วยว่าชาวอินเดียจงรักภักดีต่องานที่ทำอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น Arvind Krishna ที่ร่วมงานกับ IBM ตั้งแต่ปี 1990 และ Satya Nadella ที่เข้าร่วม Microsoft ตั้งแต่ปี 1992 ทั้งคู่เป็นพนักงานแบบยิงยาวสามทศวรรษในบริษัทเดียว เช่นเดียวกับ Raj Subramaniam ซึ่งไม่เคยทำงานที่อื่นเลยหลังจากที่เข้าร่วมกับ FedEx ในปี 1992 ในช่วงเพิ่งออกจากมหาวิทยาลัย

 

Nadella ยังเป็นซีอีโอตัวอย่างที่มีครอบครัวเข้มแข็ง พ่อของ Nadella เป็นเจ้าหน้าที่ Indian Administrative Service: IAS ขณะที่แม่เป็นแม่บ้านที่มีเวลาดูแล ปลูกฝังค่านิยมและวินัยให้ลูกชาย ขณะที่พ่อของ Arvind Krishna เกษียณอายุในฐานะพลตรี ยังมีพ่อของ Sundar Pichai ที่เป็นวิศวกรของบริษัท GEC ในเครืออังกฤษ ทุกคนไม่ได้ยากจนหรือไม่ได้ร่ำรวยและมีสิทธิพิเศษ เพียงแต่มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นสูงในสังคมอินเดียที่รู้เส้นทางแห่งความสำเร็จแล้วเดินทางไปสู่ฝัน

 

สำหรับกรณีของ Starbucks การแจ้งอย่างเป็นทางการว่าบริษัทได้แต่งตั้ง Laxman Narasimhan เข้าดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ เพื่อเริ่มเข้ามาศึกษางานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2022 และทำงานจริงในเดือนเมษายน 2023 ต่อจาก Howard Schultz ที่เป็นรักษาการอยู่นั้น ถือเป็นการตอกย้ำอีกครั้งถึงการเปิดกว้าง และมุมมองต่อโลกอย่างยอมรับความจริงขององค์กรสัญชาติอเมริกัน 

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงเรื่องธุรกิจ เพราะองค์กรสหรัฐฯ นั้นไม่เพียงแต่อนุญาตให้การแต่งตั้งเกิดขึ้น แต่ยังช่วยให้คนที่มีความสามารถดี สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ สัญชาติ หรือสำเนียงที่ไม่คุ้นเคย

 

เคสของ Starbucks และ Laxman Narasimhan จึงเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีถึงโอกาสที่สหรัฐฯ มอบให้กับผู้อพยพย้ายถิ่น และความจริงที่ว่ามีไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่ชาวอินเดียจะมีเวทีแสดงความเก่งได้มากเท่ากับในสหรัฐฯ แปลว่าไม่เพียงการศึกษา ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความอุตสาหะ รวมถึงสิ่งที่ดีงามทั้งหมด แต่ยังต้องมีระบบองค์กรที่เปิดกว้างมากสุดๆ ด้วย

 

อ้างอิง: 

The post มีดีตรงไหน? เปิดนัยสำคัญเรื่องเชื้อชาติผู้บริหาร จาก Microsoft ถึง Starbucks ที่เลือก ‘ซีอีโอใหม่’ เป็น ‘คนอินเดีย’ อย่าง สัตยา นาเดลลา และ ลักซ์แมน นาราซิมฮัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าของ OnlyFans มีรายได้ ‘2 หมื่นล้านบาท’ ในช่วง 2 ปีมานี้ ผลจากเนื้อหาของ Sex Workers ที่เฟื่องฟูจนทำกำไรแซงหน้า Pornhub แล้ว https://thestandard.co/onlyfans-500-million-profits/ Fri, 02 Sep 2022 04:59:32 +0000 https://thestandard.co/?p=675361

เจ้าของ OnlyFans มีรายได้รวมกว่า 550 ล้านดอลลาร์ หรือกว […]

The post เจ้าของ OnlyFans มีรายได้ ‘2 หมื่นล้านบาท’ ในช่วง 2 ปีมานี้ ผลจากเนื้อหาของ Sex Workers ที่เฟื่องฟูจนทำกำไรแซงหน้า Pornhub แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

เจ้าของ OnlyFans มีรายได้รวมกว่า 550 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2 หมื่นล้านบาท ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อันเป็นผลจากความนิยมที่เฟื่องฟูของแพลตฟอร์มสำหรับผู้ให้บริการทางเพศและคนดังในการขายเนื้อหาให้กับผู้ติดตามบนอินเทอร์เน็ต

 

การจ่ายเงินปันผลให้กับ Leo Radvinsky นักธุรกิจชาวยูเครน-อเมริกัน ได้รับการเปิดเผยโดยบริษัทในสหราชอาณาจักร ขณะที่เปิดเผยผลกำไรที่เพิ่มขึ้น 7 เท่าของ OnlyFans

 

Radvinsky ได้รับเงิน 284 ล้านดอลลาร์ ในปี 2021 และ 233 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ทำให้เขาเป็นหนึ่งในเจ้าของธุรกิจอินเทอร์เน็ตสตาร์ทอัพที่ได้รับค่าตอบแทนดีที่สุดในสหราชอาณาจักร และตอกย้ำการเติบโตอย่างรวดเร็วของ OnlyFans นับตั้งแต่เกิดโรคระบาด

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

OnlyFans อนุญาตให้ครีเอเตอร์ เช่น ครูสอนฟิตเนส นักดนตรี และดาราดังขายคลิปวิดีโอ ข้อความ และบทความโดยตรงให้กับแฟนๆ ที่จ่ายเงินระหว่าง 5-50 ดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งแพลตฟอร์มจะหักรายได้ 20%

 

ในรายงานประจำปี OnlyFans เผยว่า กำไรก่อนหักภาษีถึงเดือนพฤศจิกายน 2021 เพิ่มขึ้นจาก 61 ล้านดอลลาร์ เป็น 433 ล้านดอลลาร์ ขณะที่รายรับเพิ่มขึ้นจาก 358 ล้านดอลลาร์ เป็น 932 ล้านดอลลาร์

 

ผู้ใช้ OnlyFans ทั้งหมดใช้จ่ายเกือบ 4.8 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1.76 แสนล้านบาท บนแพลตฟอร์มในปี 2021 ซึ่งการที่ OnlyFans เฟื่องฟูเป็นเพราะอนุญาตให้ครีเอเตอร์สร้างรายได้จากเนื้อหาโดยไม่ต้องพึ่งพาโฆษณา

 

ผลกำไรของ OnlyFans ในตอนนี้นั้นเหนือกว่า MindGeek อาณาจักรความบันเทิงสำหรับผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ เช่น Pornhub และ YouPorn

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา OnlyFans ได้พยายามสร้างแบรนด์ให้เป็นกระแสหลักมากขึ้น โดยอ้างว่าครีเอเตอร์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ขายเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเพศ แต่ยังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขเกี่ยวกับรายได้

 

เมื่อปีที่แล้ว OnlyFans เผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเยาะเย้ย เมื่อมีการห้ามโพสต์ภาพอนาจารบนเว็บไซต์ โดยอ้างว่ามาจากคำสั่งของธนาคารที่จะรับชำระเงิน ซึ่งที่สุดแล้ว OnlyFans ก็ได้ยกเลิกคำสั่งนั้นไป

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line คลิก https://lin.ee/xfPbXUP

The post เจ้าของ OnlyFans มีรายได้ ‘2 หมื่นล้านบาท’ ในช่วง 2 ปีมานี้ ผลจากเนื้อหาของ Sex Workers ที่เฟื่องฟูจนทำกำไรแซงหน้า Pornhub แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
OnlyFans ประกาศหยุดรับการชำระเงินในรัสเซียชั่วคราว กระทบครีเอเตอร์โดยเฉพาะกลุ่ม Sex Workers ที่ต้องสูญเสียหนทางในการหารายได้ https://thestandard.co/onlyfans-announced-temporary-prohibit-russian-transaction/ Sat, 23 Apr 2022 07:12:47 +0000 https://thestandard.co/?p=620509 OnlyFans

แพลตฟอร์ม OnlyFans ซึ่งเป็นที่นิยมของกลุ่ม Sex Workers […]

The post OnlyFans ประกาศหยุดรับการชำระเงินในรัสเซียชั่วคราว กระทบครีเอเตอร์โดยเฉพาะกลุ่ม Sex Workers ที่ต้องสูญเสียหนทางในการหารายได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
OnlyFans

แพลตฟอร์ม OnlyFans ซึ่งเป็นที่นิยมของกลุ่ม Sex Workers ได้ทำการระงับบัญชีครีเอเตอร์จากฝั่งรัสเซียชั่วคราว และได้แจ้งว่าไม่สามารถให้การช่วยเหลือได้อีกต่อไป ซึ่งทางบริษัทได้ยืนยันการเปลี่ยนแปลงผ่านแถลงการณ์ในวันที่ 21 เมษายน 2022

 

ก่อนหน้านี้แพลตฟอร์มเคยอนุญาตให้ครีเอเตอร์ชาวรัสเซียรับเงินและใช้บริการต่อแม้หลังจากมีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ Rolling Stone รายงานว่า ครีเอเตอร์ภายในรัสเซียสูญเสียการเข้าถึงบัญชีของพวกเขาชั่วคราว โดยมีเพียงคำเตือนสั้นๆ หลังจากนั้นไม่นาน OnlyFans ประกาศว่าได้กู้คืนการเข้าถึงแล้ว และ ‘บัญชีผู้ใช้จะมีการเข้าถึงแบบเต็มรูปแบบตราบเท่าที่มีวิธีการชำระเงินรองรับ’

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

แต่การชำระเงินที่เข้มงวดขึ้นดูเหมือนจะมาบีบบังคับ OnlyFans ทำให้บริษัทต้องตัดสินใจหยุดรับการชำระเงินในรัสเซียชั่วคราว

 

ในแถลงการณ์ของ OnlyFans กล่าวว่า “เราได้เสาะหาตัวเลือกมากมายเพื่อให้บริการแก่ครีเอเตอร์ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซียและยูเครน แต่ข้อจำกัดการชำระเงินที่เข้มงวดขึ้นทั้งจากรัสเซียและภายนอก ได้ขัดขวางการให้บริการบัญชีเหล่านั้น”

 

Engadget รายงานว่า ไม่เป็นที่ชัดเจนว่าผู้ใช้ OnlyFans ในรัสเซียจะยังคงเข้าถึงบัญชีของตนเองและชำระค่าบริการบนแพลตฟอร์มได้หรือไม่ โดยได้ยื่นขอคำชี้แจ้งและจะอัปเดตให้ทราบหากมีการตอบกลับ 

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครน เหล่าครีเอเตอร์ในรัสเซียต่างพบว่าแพลตฟอร์มที่พวกเขาใช้ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องหลังจากที่รัสเซียถูก Instagram ระงับการใช้งาน และการที่ Google หยุดการขายโฆษณา ทำให้ยูทูเบอร์ในรัสเซียต้องหาวิธีใหม่ในการรับเงิน

 

การเปลี่ยนแปลงนโยบายล่าสุดของ OnlyFans เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ทำให้ครีเอเตอร์ในรัสเซียที่สูญเสียหนทางในการหารายได้ หลังจากบริษัทต่างๆ ได้หยุดดำเนินการภายในรัสเซีย

 

ภาพ: Thiago Prudêncio / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post OnlyFans ประกาศหยุดรับการชำระเงินในรัสเซียชั่วคราว กระทบครีเอเตอร์โดยเฉพาะกลุ่ม Sex Workers ที่ต้องสูญเสียหนทางในการหารายได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เนเธอร์แลนด์ ประเทศที่ Sex Worker ถูกกฎหมายตั้งแต่ปี 2000 https://thestandard.co/netherlands-legalise-sex-worker-since-2000/ Tue, 15 Feb 2022 11:30:33 +0000 https://thestandard.co/?p=594876 เนเธอร์แลนด์ ประเทศที่ Sex Worker ถูกกฎหมายตั้งแต่ปี 2000

“กวาง เดียร์ลอง ที่น่ารักของเราไปอยู่ฮอลแลนด์ยาวๆ แล้วน […]

The post เนเธอร์แลนด์ ประเทศที่ Sex Worker ถูกกฎหมายตั้งแต่ปี 2000 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เนเธอร์แลนด์ ประเทศที่ Sex Worker ถูกกฎหมายตั้งแต่ปี 2000

“กวาง เดียร์ลอง ที่น่ารักของเราไปอยู่ฮอลแลนด์ยาวๆ แล้วนะครับ ไม่ได้ไปเที่ยวแต่ไปแบบจะไม่กลับมาอีก เปลี่ยนสัญชาติ เปลี่ยนชื่อ เริ่มชีวิตใหม่แล้ว ประเทศนี้ไม่เหมาะกับน้องสาวผม ถึงขนาดต้องหนีไปที่ที่ดีกว่า บทบาทใหม่ของน้องสาวพี่ พี่จะติดตามเสมอ แม้จะอยู่คนละซีกโลกยังไงก็ตาม”

 

นี่เป็นเพียงบางส่วนของข้อความที่ ‘เบลล์ ขอบสนาม’ ยูทูเบอร์และครีเอเตอร์ด้านกีฬา เจ้าของเพจ ‘ขอบสนาม’ ที่มีผู้ติดตามเกือบ 5 ล้านคน โพสต์ถึง ‘กวาง เดียร์ลอง’ ยูทูเบอร์สาย ASMR และ Sex Creator บนแพลตฟอร์ม OnlyFans ที่ก่อนหน้านี้ถูกมือดีละเมิดลิขสิทธิ์ดูดคลิปมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ จนทำให้ถูกภาครัฐเพ่งเล็ง และกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอีกครั้งถึงอาชีพ Sex Worker

 

เราไม่ขอฟันธงหรือให้เหตุผลว่าทำไมเดียร์ลองถึงตัดสินใจเลือกเนเธอร์แลนด์เป็นบ้านหลังต่อไป แต่ถ้าให้เอ่ยถึงในแง่ของ Sex Worker เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่เปิดกว้างและให้เสรีภาพด้านเซ็กส์แก่ประชาชนมากเป็นอันดับต้นของโลก พวกเขามี Red Light District ที่ให้บริการเซ็กส์อย่างถูกกฎหมาย มีกฎหมายเซ็กส์ที่เอื้ออำนวยต่อคนพิการ และ LGBTQ นั่นยังไม่รวมถึงการอนุญาตให้ผู้คนมีเซ็กส์กันในสวนสาธารณะได้ยามค่ำคืนอีก แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เนเธอร์แลนด์พานพบปัญหามากมาย ทั้งเรื่องเซ็กส์ ยาเสพติด และอาชญากรรม และสุดท้ายเขาก็พบว่าทางออกที่ดีที่สุดของปัญหาทั้งหมดคือ การจัดระเบียบ

 

 

รับรอง Sex Worker เป็นอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมาย 

 

ในปี ค.ศ. 2000 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ประกาศรับรองให้อาชีพบริการทางเพศเป็นอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ประกอบการทางเพศจะลงทะเบียนกับกรมการค้า Dutch Chamber of Commerce เพื่อขอใบอนุญาต เมื่อขึ้นทะเบียนแล้วจึงสามารถนำใบอนุญาตนั้นไปเช่าพื้นที่ทำธุรกิจได้ แต่ต้องได้รับความยิมยอมจากเทศบาลท้องถิ่นอีกครั้งหนึ่ง

 

ก่อนอาชีพ Sex Worker จะถูกกฎหมายเฉกเช่นปัจจุบัน ประเทศเนเธอร์แลนด์เคยประสบปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจสีเทามาก่อน องค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าประเวณี ยาเสพติด และค้ามนุษย์ มีผู้คนอพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายเพื่อเข้าร่วมอุตสาหกรรมทางเพศ ความรุนแรงและการต่อสู้ระหว่างแก๊งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นปัญหาบานปลาย รัฐบาลตระหนักว่าสิ่งที่แก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ทั้งยังสามารถคุ้มครองดูแลหญิงสาวในอุตสาหกรรม คือการทำทุกอย่างให้ถูกต้อง เพื่อรัฐจะได้มีอำนาจในการควบคุมและดูแลได้อย่างเต็มที่

 

แต่ถึงแม้จะทำให้ทุกอย่างถูกกฎหมายแล้วก็ตาม ในทางปฏิบัติมีรัฐบาลท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยที่ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเมินเฉยต่อใบอนุญาต ในปี 2005 มีรายงานว่าโสเภณีจำนวนมากในอัมสเตอร์ดัมถูกบังคับให้ทำงาน พวกเธอถูกทารุณกรรมและถูกบังคับให้เข้าแก๊งอาชญากรเพื่อทำให้กฎหมายล้มเหลว การต่อสู้ของสองฟากฝั่งระหว่างผู้ที่อยากทำให้ถูกต้องกับผู้ที่อยากล้มกฎหมายทำให้เกิดความตึงเครียดมากมาย ท้ายที่สุดในปี 2009 สภาผู้แทนราษฎรของเนเธอร์แลนด์เสนอให้มีการจัดระเบียบผู้ค้าประเวณี โดยจำกัดอายุของผู้ให้บริการต้องอายุมากกว่า 21 ปี และต้องขึ้นทะเบียนกับภาครัฐ พร้อมรูปถ่ายและหมายเลขทะเบียน ไม่จำเป็นต้องระบุชื่อหรือข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งลูกค้าสามารถตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ได้ก่อนเข้ารับบริการทุกเมื่อ นั่นรวมไปถึงบริษัทหรือธุรกิจกิจเกี่ยวกับเซ็กส์ทั้งหมดต้องมีใบอนุญาตและลงทะเบียนภายใต้หน่วยงานที่ดูแล 

 

แม้กฎหมายฉบับนั้นจะถูกเลื่อนมาหลายครั้ง ทั้งการจัดระเบียบธุรกิจทางเพศยังเกิดปัญหาและยังไม่เรียบร้อยเพริศพริ้ง แต่ในท้ายที่สุดเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การจัดระเบียบเกี่ยวกับ Sex Worker ในเนเธอร์แลนด์ก่อให้เกิดเสรีภาพทางด้านเซ็กส์แก่ประชาชนมากมาย 

 

 

เซ็กส์และเสรีภาพของผู้คน

 

ประเทศเนเธอร์แลนด์รับรองให้เซ็กส์ระหว่างเพศเดียวกันเป็นเรื่องถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ปี 1811 ถ้านับเวลาก็ราว 200 กว่าปี ถือเป็นประเทศที่เปิดกว้างมากในเรื่องเซ็กส์

 

ในปี 2013 ผ่านกฎหมายอนุญาตให้บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป สามารถเลือกเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อตนเองตามเพศสภาพได้ ทั้งยังอนุญาตให้คนเพศเดียวกันแต่งงานจดทะเบียนสมรสได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายในอีก 2 ปีต่อมา

 

นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีนโยบายออกเงินสนับสนุนการซื้อบริการทางเพศให้แก่ผู้พิการ เพราะพวกเขามองว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็นสิ่งธรรมดาสามัญ และดีต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ

 

การโป๊เปลือยในที่สาธารณะเป็นสิ่งไม่ผิด ถ้าการกระทำนั้นไม่ส่งผลกระทบหรือสร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่น เราจึงเห็นเหล่า Sex Worker และคนทำงานด้านเซ็กส์ อพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่นั่นกันอยู่เนืองๆ แม้การจากบ้านเกิดจะทำให้บุคคลเหล่านั้นต้องปรับตัวกับอะไรหลายอย่าง แต่การอยู่อย่างสบายใจในประเทศที่มองเห็นประชาชนในทุกมิติ พยายามสนับสนุนและส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชากรในหลายอาชีพ อาจเป็นหนทางที่ดีกว่าสำหรับบุคคลในอุตสาหกรรมเซ็กส์ที่มักถูกจารีตและค่านิยมทางสังคมชี้วัด

 

ภาพ: Shutterstock

อ้างอิง:

The post เนเธอร์แลนด์ ประเทศที่ Sex Worker ถูกกฎหมายตั้งแต่ปี 2000 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กวาง เดียร์ลอง’ ย้ายประเทศ ไปเริ่มชีวิตใหม่ที่เนเธอร์แลนด์ หลังต้องเผชิญมรสุมชีวิตในไทย https://thestandard.co/deerlong-permanent-relocation/ Tue, 15 Feb 2022 10:19:15 +0000 https://thestandard.co/?p=594779 กวาง เดียร์ลอง

จากประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา สำหรับ ก […]

The post ‘กวาง เดียร์ลอง’ ย้ายประเทศ ไปเริ่มชีวิตใหม่ที่เนเธอร์แลนด์ หลังต้องเผชิญมรสุมชีวิตในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กวาง เดียร์ลอง

จากประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา สำหรับ กวาง-อาริศา เสียงลือชา หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘เดียร์ลอง’ ยูทูเบอร์-สตรีมเมอร์ชื่อดัง และหนึ่งใน Sex Creator บน OnlyFans ถูกผู้ไม่ประสงค์ดีนำคอนเทนต์ของเธอไปเผยแพร่นอกแพลตฟอร์มให้ผู้อื่นชม จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโซเชียลมีเดีย และอาจส่งผลให้เธอถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย 

 

ล่าสุด (15 กุมภาพันธ์) เบลล์ ขอบสนาม ออกมาโพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “กวาง เดียร์ลอง ที่น่ารักของเราไปอยู่ฮอลแลนด์ยาวๆ แล้วนะครับ

 

“ไม่ได้ไปเที่ยวแต่ไปแบบจะไม่กลับมาอีก ประเทศนี้ไม่เหมาะกับน้องสาวผมถึงขนาดต้องหนีไปที่ที่ดีกว่า บทบาทใหม่ของน้องสาวพี่ พี่จะติดตามเสมอ แม้จะอยู่คนละซีกโลกยังไงก็ตาม

 

“ใจนึงเสียดายที่จะไม่ได้เจอน้องที่เมืองไทยอีกแล้ว บรรยากาศที่น้องมาที่บ้านแล้วสนุกสนานจะไม่มีอีกต่อไป แต่ใจนึงก็ดีใจที่น้องจะไปมีชีวิตใหม่ที่ไม่มีอะไรทำร้ายน้องได้ กวางเลือกที่จะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อื่นแล้ว ยินดีกับทางเลือกนี้พี่จะไปเยี่ยมบ่อยๆ นะ”

 

ทั้งนี้ สิ่งที่ เบลล์ ขอบสนาม โพสต์บอกกับแฟนคลับได้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวล่าสุดบน Story Instragram ของ กวาง เดียร์ลอง (@arisahomgroon) ซึ่งเธอได้โพสต์ภาพมีนัยสื่อว่า ขณะนี้เธออยู่ที่ฮอลแลนด์ (เนเธอร์แลนด์) แต่ยังไม่มีการโพสต์ข้อความหรืออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมแต่อย่างใด ถ้าหากมีการเคลื่อนไหวใดๆ เพิ่มเติม THE STANDARD จะรายงานให้ทราบต่อไป 

 

สำหรับปรากฏการณ์ย้ายประเทศ ถูกพูดถึงในกลุ่มคนรุ่นใหม่มาอย่างต่อเนื่อง เคยมีการตั้งกรุ๊ปในเฟซบุ๊กเพื่อถกประเด็นเรื่องนี้ หลายคนมองหาอนาคตและความหวังในประเทศไม่เจอ ขณะที่บางคนต้องการอนาคตและพื้นที่แห่งความหวังให้กับชีวิตของตนเอง 

 

อ้างอิง:

The post ‘กวาง เดียร์ลอง’ ย้ายประเทศ ไปเริ่มชีวิตใหม่ที่เนเธอร์แลนด์ หลังต้องเผชิญมรสุมชีวิตในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็กสถานะแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใดบ้างที่กำลังสนใจ NFT Profile Picture https://thestandard.co/nft-profile-picture/ Fri, 11 Feb 2022 09:31:50 +0000 https://thestandard.co/?p=593195 NFT Profile Picture

กระแส NFTs นั้นมาแรงมากในปีนี้ ผนวกกับเทคโนโลยี Web3 ที […]

The post เช็กสถานะแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใดบ้างที่กำลังสนใจ NFT Profile Picture appeared first on THE STANDARD.

]]>
NFT Profile Picture

กระแส NFTs นั้นมาแรงมากในปีนี้ ผนวกกับเทคโนโลยี Web3 ที่กำลังมาดิสรัปต์แพลตฟอร์มเก่า ทำให้บรรดาเหล่าโซเชียลมีเดียต่างตื่นตัวกันถ้วนหน้า มีหลายแพลตฟอร์มพยายามนำเทคโนโลยีและเทรนด์ในโลก Decentralized มาผนวกเข้ากับตนเอง ซึ่งหนึ่งในก้าวแรกคือการเปิดฟีเจอร์ใหม่ที่อนุญาตให้ผู้ถือ NFT โปรเจกต์ต่างๆ สามารถนำภาพ NFT ตัวโปรดมาตั้งเป็น Profile Picture ได้ พร้อมทั้งมีลิงก์ที่นำไปสู่ข้อมูลของโปรเจกต์นั้นๆ

 

แน่นอนว่า NFT Profile Picture กำลังเป็นที่สนใจและเป็นที่จับตาของหลายแพลตฟอร์ม มาดูสิว่าแพลตฟอร์มไหนบ้างที่เปิดให้ใช้แล้ว หรือแพลตฟอร์มไหนกำลังพัฒนา

 

NFT Profile Picture

 

ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

ภาพ: Courtesy of Brands

The post เช็กสถานะแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใดบ้างที่กำลังสนใจ NFT Profile Picture appeared first on THE STANDARD.

]]>
OnlyFans ปล่อยฟีเจอร์ ‘NFT Profile Picture’ ให้ผู้ใช้สามารถนำ NFT มาตั้งเป็นรูปโปรไฟล์ได้ https://thestandard.co/onlyfans-nft-profile-picture-feature/ Fri, 11 Feb 2022 08:42:46 +0000 https://thestandard.co/?p=593177 OnlyFans

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า แพลตฟอร์มครีเอตคอนเทนต์ที่ด […]

The post OnlyFans ปล่อยฟีเจอร์ ‘NFT Profile Picture’ ให้ผู้ใช้สามารถนำ NFT มาตั้งเป็นรูปโปรไฟล์ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
OnlyFans

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า แพลตฟอร์มครีเอตคอนเทนต์ที่ดูได้เฉพาะแฟนคลับ  ‘Only Fans’ ปล่อยฟีเจอร์ใหม่ให้ผู้ใช้งานสามารถตั้ง NFT Profile Picture เป็นภาพโปรไฟล์ได้ 

 

โดยแพลตฟอร์มจะสนับสนุนเฉพาะ NFT ที่สร้างขึ้นบนบล็อกเชน Ethereum และผ่านการ Verified แล้วเท่านั้น ซึ่งจะมีภาพไอคอน Ethereum ติดบนรูป NFT Profile Picture เพื่อทำเครื่องหมายว่าเป็นของแท้

 

Ami Gan ซีอีโอของ OnlyFans แสดงความคิดเห็นต่อ Reuters ว่า แพลตฟอร์มกำลังสนใจเทคโนโลยีบล็อกเชนและโลก NFTs เพื่อช่วยสนับสนุนครีเอเตอร์ให้ได้มากที่สุด

 

“ภารกิจของเราคือการส่งเสริมให้ครีเอเตอร์มีศักยภาพสูงสุด ฟีเจอร์นี้เป็นก้าวแรกในการสำรวจบทบาทที่ NFT สามารถทำงานได้บนแพลตฟอร์มของเรา” 

 

OnlyFans เปิดตัวฟีเจอร์นี้ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ Gan ซีอีโอคนใหม่มารับช่วงต่อ ซึ่งเขาแถลงการณ์ว่า OnlyFans จะมุ่งเน้นด้านความปลอดภัย ด้วยการผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับทุนอย่างสร้างสรรค์ 

 

ไม่ใช่แค่ OnlyFans ก่อนหน้านี้มีโซเชียลมีเดียหลายแพลตฟอร์มเริ่มสนใจ และเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ NFT Profile Picture ตัวโปรดมาตั้งเป็นรูปโปรไฟล์ได้ ไม่ว่าจะเป็น Twitter, Facebook หรือ Reddit เป็นต้น

 

ภาพ: Shutterstock

อ้างอิง:

The post OnlyFans ปล่อยฟีเจอร์ ‘NFT Profile Picture’ ให้ผู้ใช้สามารถนำ NFT มาตั้งเป็นรูปโปรไฟล์ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป 10 ประเด็นสำคัญ #เดียร์ลอง Sex Creator บน OnlyFans กับความเข้าใจในอาชีพ Sex Creator ที่ต้องพูดคุยกันอีกครั้ง https://thestandard.co/dearlong-sex-creator-onlyfans-summary/ Thu, 03 Feb 2022 08:49:04 +0000 https://thestandard.co/?p=590168 เดียร์ลอง

เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ประเด็นของอาชีพ Sex Creator บนแพลตฟ […]

The post สรุป 10 ประเด็นสำคัญ #เดียร์ลอง Sex Creator บน OnlyFans กับความเข้าใจในอาชีพ Sex Creator ที่ต้องพูดคุยกันอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดียร์ลอง

เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ประเด็นของอาชีพ Sex Creator บนแพลตฟอร์มออนไลน์ OnlyFans ถูกหยิบยกมากล่าวถึง หลังจาก กวาง-อาริศา เสียงลือชา หรือ เดียร์ลอง สตรีมเมอร์ชื่อดัง และหนึ่งใน Sex Creator บน OnlyFans ถูกบุคคลนำคอนเทนต์ของตนเองไปเผยแพร่นอกแพลตฟอร์มให้ผู้อื่นชมแบบฟรีๆ จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโซเชียลมีเดีย และอาจส่งผลให้เธอถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย  

 

THE STANDARD POP ได้สรุป 10 ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้

 

1. เดียร์ลอง หรือ กวาง-อาริศา เสียงลือชา เริ่มเป็นที่รู้จักจากการเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันรายการ Thailand Got Talent Season 4 โดยใช้เพลง ครั้งแรกที่รอมาเนิ่นนาน เพลงประกอบภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Frozen (2013) ในการแข่งขัน จนได้รับฉายาว่า ‘เจ้าหญิงดิสนีย์เมืองไทย’

 

2. ต่อมา กวางได้ผันตัวเป็นสตรีมเมอร์ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก เดียร์ลอง โดยมีทั้งการสตรีมเกมและการสตรีม ASMR เพื่อให้ผู้ฟังผ่อนคลาย รวมถึงเป็น Sex Creator บนแพลตฟอร์ม OnlyFans

 

3. OnlyFans คือแพลตฟอร์มที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนเข้ามาสร้างสรรค์คอนเทนต์บนช่องของตนเองทั้งในรูปแบบของภาพถ่ายและคลิปวิดีโอ ซึ่งผู้ติดตามจะต้องเสียเงินค่าสมาชิกแบบรายเดือนหรือตามที่ครีเอเตอร์กำหนด โดยส่วนใหญ่จะเน้นไปในคอนเทนต์ทางเพศ 18+ หรือ Sex Content

 

4. ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีบุคคลนำคอนเทนต์ของกวางบน OnlyFans ไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์มอื่น ซึ่งสามารถชมได้แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังมีการนำคอนเทนต์ไปโพสต์ลงกลุ่มต่างๆ เพื่อเก็บเงินค่าเข้าชม 

 

5. จากกรณีดังกล่าว จึงเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ผ่านทางแฮชแท็ก #เดียร์ลอง ส่วนใหญ่มองว่าการนำคอนเทนต์บน OnlyFans มาเผยแพร่นอกแพลตฟอร์มถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้ผลิตคอนเทนต์ เพราะการจะเข้าถึงคอนเทนต์บน OnlyFans ได้จำเป็นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างถูกต้องตามที่แพลตฟอร์มกำหนด และถือเป็นรายได้ที่ผู้ผลิตคอนเทนต์ควรจะได้รับ 

 

6. เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พล.ต.ต. จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ออกมาแถลงข่าวต่อกรณีดังกล่าวว่า เบื้องต้นกำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบและรวบรวมหลักฐานว่าเข้าข่ายความผิดใดบ้าง ซึ่งหากพบว่าเข้าข่ายความผิดก็จะต้องมีการเรียกตัวให้ปากคำ พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งผู้ที่โพสต์และผู้ที่เผยแพร่  

 

7. นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประเด็นของ Sex Creator บน OnlyFans ถูกหยิบยกมาพูดถึง ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2564 ทางตำรวจไซเบอร์ได้มีการเข้าจับกุมตัว ‘ไข่เน่า’ หนึ่งใน Sex Creator บน OnlyFans พร้อมแฟนหนุ่ม ในข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่ได้ผลิตสื่อลามกอนาจารและเผยแพร่ผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์ 

 

หลังจากการสืบสวน พนักงานสอบสวนจากกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 (บก.สอท.2) ระบุว่า ไข่เน่าและแฟนหนุ่มยอมรับเงื่อนไขและสำนึกผิด พร้อมรับปากในชั้นพนักงานสอบสวนว่า ถ้าได้รับการปล่อยชั่วคราวจะไม่กลับไปมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการยุยงหรือส่งเสริมให้มีการกระทำผิดศีลธรรมอันดีงามอีก จึงพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อผู้ถูกกล่าวหาสำนึกผิดและยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว พนักงานสอบสวนจึงพิจารณาให้ปล่อยตัวชั่วคราว วงเงินประกันคนละ 100,000 บาท  

 

โดยทางตำรวจได้แจ้งข้อหาไข่เน่าใน 2 ข้อหา ได้แก่



1) ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาร่วมกันทำผลิต มีไว้ หรือนำเข้า หรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร หรือทำให้แพร่หลายโดยประการใดๆ อันลามก เพื่อความประสงค์แห่งการค้า เพื่อแจกจ่าย หรือเพื่อการแสดงโอวาทแก่ประชาชน

 

2) ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้

 

ทางไข่เน่าได้รับสารภาพในข้อหาแรก ส่วนข้อหาที่ 2 ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เธอยืนยันว่าไม่ได้เปิดเผยให้แก่บุคคลทั่วไปได้เข้าชม เนื่องจาก OnlyFans เป็นแพลตฟอร์มที่ไม่ได้เปิดเผยให้แก่บุคคลทั่วไปได้เข้าชม 

 

8. ต่อมาในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 ทางคณะเจริญ Porn นำโดย เบลล์-อรรถพล ไข่ทอง หรือ เบลล์ ขอบสนาม พร้อมด้วย ลูกนัท-ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย และ ไข่เน่า ได้เดินทางมายังอาคารรัฐสภาเพื่อยื่นเอกสารร่างกฎหมายมาตรา 287 พร้อมรายชื่อผู้สนับสนุนในการแก้ไขให้สื่อบันเทิงทางเพศและวัตถุบันเทิงทางเพศถูกกฎหมาย

 

9. ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 กุมภาพพันธ์ที่ผ่านมา เคท ครั้งพิบูลย์ อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ไข่เน่า ได้มาร่วมพูดคุยผ่านรายการ THE STANDARD NOW เกี่ยวกับกรณีของกวาง 

 

โดยอาจารณ์เคทได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับระบบการจัดการในเรื่อง Sex Creator รวมถึง Sex Worker ในต่างประเทศว่า “ถ้าพูดถึงเรื่องนี้ก็จะมีเรื่องหนึ่งที่กำลังพูดคุยกันอยู่ในสังคมไทย เช่น เรื่องของการมีกฎหมายรับรองและคุ้มครองคนที่เป็นพนักงานบริการทางเพศ หรือว่าการทำให้ Sex Worker ถูกกฎหมาย ประเทศไทยกำลังพูดอยู่ ซึ่งในขณะที่เรากำลังพูดกันถึงเรื่องนี้นะคะ ในประเทศแถบสแกนดิเนเวียเปิดให้สามารถทำอาชีพ Sex Worker ได้อย่างถูกกฎหมายแล้ว ในสหรัฐอเมริกาบางรัฐ หรือในออสเตรเลียบางรัฐ ในนิวซีแลนด์ ในเยอรมนี เป็นต้น ที่เป็นต้นแบบในการพูดถึงจะสามารถออกแบบนโยบายหรือกฎหมายในการคุ้มครองคนที่เลือกทำงานอาชีพ Sex Worker ได้อย่างไร

 

“กลับมาที่ OnlyFans เนื่องจาก OnlyFans เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดให้คนสามารถทำคอนเทนต์ในสิ่งที่ตนเองสนใจและอยากจะทำโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำ ดังนั้น OnlyFans จึงถูกกฎหมายในอเมริกา ถูกกฎหมายในสหราชอาณาจักร ถูกกฎหมายในแคนาดาด้วย ฉะนั้นทั้งสามที่ก็ถือว่าเป็นประเทศใหญ่ๆ และมีประชากรเยอะมากที่ OnlyFans ได้รับอนุญาตอย่างถูกกฎหมาย 

 

“แต่อย่างที่บอกว่าที่ OnlyFans ถูกกฎหมายเพราะว่าคุณสามารถทำคอนเทนต์อะไรก็ได้ เมื่อเปรียบเทียบกันกับแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Facebook, Instagram, Twitter ช่องทางอื่นๆ มันสามารถสร้างเป็น Sexual Content ได้หมด มันไม่ใช่แค่ OnlyFans ฉะนั้นการมาจับ การมาเชือดไก่ให้ลิงดู การถือสิ่งที่เรียกว่าจริยธรรมทางสังคม ต้องบอกว่ามันไม่สอดคล้องกันกับความเปลี่ยนแปลงไปและการทำความเข้าใจ การไปจับไม่ได้ช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่การไปจับยิ่งจะทำให้คนสนใจเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น และจะเห็นช่องว่างของการจับตรงนี้มากขึ้นว่า คุณยึดเอาแค่ความเห็นในเรื่องจริยธรรมเฉพาะกลุ่มมาตัดสินการแสดงออกในลักษณะความสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศของคนอีกกลุ่มหนึ่งไปด้วยค่ะ”

 

10. ในขณะที่ ไข่เน่า ได้ฝากข้อความถึงกลุ่มคนที่มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงสังคม รวมถึงกลุ่มคนที่อาจจะยังไม่เปิดรับในอาชีพ Sex Creator ว่า “หนูก็อยากจะฝากให้เขาค่อยๆ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำความเข้าใจว่าทำไมคนกลุ่มนี้ถึงเลือกที่จะทำแบบนี้ เขาอาจจะมีสาเหตุบางอย่างที่เขาจะต้องเลือกทำเป็นอาชีพนี้ หรือว่าเขาจะทำด้วยความชอบ หนูอยากให้ลองมาศึกษาคนที่ทำในอาชีพนี้ดูค่ะ อาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่ทำให้คุณค่าของคนลดลง เขาก็ยังมีความเป็นคนเหมือนเดิม มันไม่ได้ทำให้คนอื่นเกิดความเสียหายค่ะ แต่ต้องบอกว่าหนูไม่ได้สนับสนุนให้ทุกคนต้องมาทำงานเป็น Sex Creator หรือว่า Sex Worker นะคะ แค่เป็นทางเลือกหนึ่ง ไม่ได้สนับสนุนให้ใครต้องมาทำค่ะ”

 

สามารถรับชมรายการ THE STANDARD NOW คุยกับ ‘ไข่เน่า’ อีกครั้งที่ Sex Worker ต้องปะทะกฎหมายและศีลธรรม ย้อนหลังได้ที่นี่

 

 

ภาพ: deerlongasmr / Facebook

อ้างอิง:

The post สรุป 10 ประเด็นสำคัญ #เดียร์ลอง Sex Creator บน OnlyFans กับความเข้าใจในอาชีพ Sex Creator ที่ต้องพูดคุยกันอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: อ.เคท วิพากษ์ปม OnlyFans เมื่อเพศวิถีเปลี่ยนไป แต่กฎหมายและศีลธรรมยังเหมือนเดิม https://thestandard.co/thestandardnow020265-2/ Thu, 03 Feb 2022 00:41:59 +0000 https://thestandard.co/?p=589911

เคท ครั้งพิบูลย์ อาจารย์ประจำ คณะสังคมสังเคราะห์ มหาวิท […]

The post ชมคลิป: อ.เคท วิพากษ์ปม OnlyFans เมื่อเพศวิถีเปลี่ยนไป แต่กฎหมายและศีลธรรมยังเหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>

เคท ครั้งพิบูลย์ อาจารย์ประจำ คณะสังคมสังเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิพากษ์ปม OnlyFans จาก ‘ไข่เน่า’ ถึง ‘เดียร์ลอง’

 

จะทำอย่างไรเมื่อเพศวิถีเปลี่ยนไป แต่กฎหมายและศีลธรรมอันดีของสังคมยังเหมือนเดิม

ชมบทสัมภาษณ์เต็มที่นี่

 

 
 
 
 

The post ชมคลิป: อ.เคท วิพากษ์ปม OnlyFans เมื่อเพศวิถีเปลี่ยนไป แต่กฎหมายและศีลธรรมยังเหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>