online Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/online/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 28 Apr 2026 02:11:07 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘หมอนทองโลละ 50 ไม่มีอยู่จริง’ ตำรวจสอบสวนกลางเตือนภัยเพจมิจฉาชีพหลอกขายทุเรียน แนะวิธีตรวจสอบก่อนโอน https://thestandard.co/cib-warns-durian-scam/ Tue, 28 Apr 2026 02:07:51 +0000 https://thestandard.co/cib-warns-durian-scam/ ภาพประกอบการเตือนภัยมิจฉาชีพหลอกขายทุเรียนออนไลน์

วันนี้ (28 เมษายน) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เตื […]

The post ‘หมอนทองโลละ 50 ไม่มีอยู่จริง’ ตำรวจสอบสวนกลางเตือนภัยเพจมิจฉาชีพหลอกขายทุเรียน แนะวิธีตรวจสอบก่อนโอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการเตือนภัยมิจฉาชีพหลอกขายทุเรียนออนไลน์

วันนี้ (28 เมษายน) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เตือนภัยประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะในช่วงก้าวเข้าสู่ฤดูกาลผลไม้ ซึ่งพบว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพฉวยโอกาสเปิดหน้าเพจเฟซบุ๊กปลอม แอบอ้างชื่อสวนทุเรียนที่มีชื่อเสียงเพื่อหลอกขายทุเรียนในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดอย่างมาก ส่งผลให้มีผู้บริโภคหลงเชื่อและโอนเงินเป็นจำนวนมาก

 

เพื่อเป็นการป้องกันและระงับยับยั้งความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้แนะแนวทางในการสังเกตและจับพิรุธเพจปลอมก่อนตัดสินใจสั่งซื้อ โดยมีข้อสังเกตหลัก 4 ประการ ดังนี้

 

โปรโมชันถูกเกินจริง: มิจฉาชีพมักเสนอราคาที่ต่ำกว่ากลไกตลาดมาก เช่น ทุเรียนหมอนทองกิโลกรัมละ 50 บาท หรือจัดโปรโมชันซื้อ 1 แถม 1 พร้อมส่งฟรีทั่วประเทศ ซึ่งในความเป็นจริงต้นทุนของทุเรียนเกรดพรีเมียมมีราคาสูงกว่านั้นมาก หากพบราคาถูกผิดปกติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่มีอยู่จริง

 

ยอดการมีส่วนร่วมไม่น่าเชื่อถือ: เพจปลอมมักจะมีการใช้โปรแกรมปั๊มยอดผู้ติดตาม (Followers) และจ้างหน้าม้ามาแสดงความคิดเห็น (Comments) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือหลอกลวงผู้บริโภค

 

ชื่อเพจมีความผิดปกติ: มักแอบอ้างใช้ชื่อสวนดัง แต่จะมีการเติมเครื่องหมายอักขระพิเศษ เช่น จุด (.) ขีดล่าง (_) หรือเว้นวรรคต่อท้ายชื่อเพจในลักษณะที่ผิดปกติ

 

ใช้จิตวิทยาเร่งรัดการโอนเงิน: มักใช้ข้อความกระตุ้นให้ผู้ซื้อรีบตัดสินใจโอนเงินโดยไม่ทันตรวจสอบ เช่น เหลือ 2 เข่งสุดท้าย หรือ โปรโมชันนาทีทอง

 

นอกจากนี้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยังได้แนะนำขั้นตอนการตรวจสอบเชิงลึกก่อนทำธุรกรรมโอนเงินทุกครั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจและป้องกันการถูกฉ้อโกง ประกอบด้วย

 

  • ตรวจสอบความโปร่งใสของเพจ : ผู้ซื้อสามารถเข้าไปที่เมนู เกี่ยวกับ (About) เพื่อตรวจสอบประวัติการสร้างเพจ หากพบว่าเป็นเพจที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ หรือเคยเปลี่ยนชื่อจากสินค้าประเภทอื่นมาเป็นขายทุเรียน ให้พึงระวังเป็นพิเศษ ตลอดจนควรตรวจสอบ ตำแหน่งที่ตั้งของผู้ดูแลเพจ (Page Admins Location) ซึ่งหากเป็นเพจขายทุเรียนในไทย ผู้ดูแลเพจหลักก็ควรจะอยู่ในประเทศไทย
  • ตรวจสอบประวัติบัญชีรับโอน: ก่อนโอนเงิน ให้นำชื่อบัญชีหรือเลขที่บัญชีธนาคารไปตรวจสอบประวัติการฉ้อโกงผ่านเว็บไซต์รับแจ้งคนโกงออนไลน์ เช่น [ลิงค์ที่น่าสงสัยถูกลบ]
  • หลีกเลี่ยงการโอนเงินโดยตรง: หากเป็นไปได้ แนะนำให้เลือกสั่งซื้อจากร้านค้าที่มีบริการเก็บเงินปลายทาง (COD) มีหน้าร้านที่ชัดเจน หรือผู้ขายสามารถวิดีโอคอลเพื่อแสดงสินค้าจริงให้ดูก่อนตัดสินใจได้

 

ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอย้ำเตือนด้วยความห่วงใยว่า สินค้าเกษตรโดยเฉพาะทุเรียนเกรดพรีเมียมนั้นมีต้นทุนที่สูง หากประชาชนพบเห็นการเสนอขายในราคาที่ถูกผิดปกติ ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นการหลอกลวง เพื่อป้องกันมิให้ต้องสูญเสียทรัพย์สินฟรีและตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพ

 

อ้างอิง: https://www.facebook.com/share/18XvHEGAZa/

The post ‘หมอนทองโลละ 50 ไม่มีอยู่จริง’ ตำรวจสอบสวนกลางเตือนภัยเพจมิจฉาชีพหลอกขายทุเรียน แนะวิธีตรวจสอบก่อนโอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปัญหาสร้างโอกาส https://thestandard.co/problems-into-opportunities/ https://thestandard.co/problems-into-opportunities/#respond Tue, 05 Dec 2017 01:14:21 +0000 https://thestandard.co/?p=52771

ผมเริ่มสนใจเรื่องออนไลน์อย่างจริงจังด้วย 3 เหตุผล &nbsp […]

The post ปัญหาสร้างโอกาส appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผมเริ่มสนใจเรื่องออนไลน์อย่างจริงจังด้วย 3 เหตุผล

 

และทั้ง 3 เหตุผลล้วนมาจากปัญหา

 

เหตุผลข้อแรก คือหลังการประมูลทีวีดิจิทัลแล้ว การสื่อสารไปยังผู้ชมนั้นยากขึ้น เพราะสื่อสิ่งพิมพ์เกือบครบทุกรายมีช่องทีวีเป็นของตัวเองแล้ว โอกาสที่จะให้ช่วยสื่อสารเนื้อหาของสถานีไปหาผู้ชมนั้นจะถูกจำกัดลง ดังนั้นจึงต้องสร้างช่องทางสื่อสารที่ไม่ใช่ทีวีขึ้นมาเพิ่มเติม

 

เราเริ่มต้นจาก ‘ไลน์’ ซึ่งมีคุณสมบัติคล้าย SMS ในวันนั้น และส่งภาพ ส่งสติกเกอร์ ได้ด้วย ผู้คนจำนวนมากใช้ไลน์

 

จากนั้นเราก็ขยายไปที่เฟซบุ๊กเพื่อสื่อสารกับคนดู

 

สุดท้ายก็ไปที่ยูทูบ, แอปฯ, เว็บไซต์ ฯลฯ

 

ทั้งหมดนี้ในช่วงแรกเป้าประสงค์หลักคือเพื่อการสื่อสารกับคนดู และสิ่งที่ได้เรียนรู้ตามมาคือ วิธีการสื่อสารแบบเข้าถึงผู้คนบนโลก online/mobile

 

เหตุผลข้อที่ 2 คือ เมื่อเราทำรายการทีวี สิ่งที่พบเจอคือเสียงสะท้อนจากลูกค้า ลูกค้าโดยมากอาจไม่ใช่คนดูทั้งหมด

 

สิ่งที่ลูกค้าพูดให้ได้ยินบ่อยๆ คือ รายการดีนะแต่ไม่มีเรตติ้ง รายการมีเรตติ้งนะแต่ไม่มีกระแส? รายการมีกระแสนะแต่ไม่มีเรตติ้ง? ฯลฯ

 

ตัดเรื่องรายการดี-ไม่ดีออกไปก่อน เพราะเป็นเรื่องความชอบและรสนิยมส่วนตัวผสมอยู่มาก

 

เอาเรื่องที่จับต้องได้ก่อน

 

เรตติ้งมีคนวัดชัดเจนว่าเป็นใคร เป็นตัวเลขทางวิทยาศาสตร์ที่อุตสาหกรรมใช้ จะเชื่อ/ไม่เชื่อขนาดไหนอยู่ที่ผู้ซื้อ โดยมากที่เจอมักใช้งานตัวเลขเรตติ้งที่ว่า

 

ถัดมาเป็นเรื่องกระแส? กระแสคืออะไร? มาจากไหน? ทำไมบางรายการเรตติ้งดีแต่ไม่มีกระแส? ทำไมบางรายการมีกระแสแต่ไม่มีเรตติ้ง? ทำไมกระแสของผู้คนบางทีเป็นคนละเรื่องกัน?

 

ด้วยเหตุผลข้อนี้ เราจึงรีบขยายแพลตฟอร์มออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มอันหลากหลาย เพราะเป็นพื้นที่ในการถกเถียงและแสดงความคิดเห็น เมื่อพื้นที่กระจายออกไปในวงกว้าง สุดท้ายอาจได้ผลที่เรียกว่า ‘ปากต่อปาก’ จนเป็นกระแสในท้ายที่สุด

 

สิ่งที่ได้เรียนรู้ตามมาคือ ข้อมูลก้อนใหญ่ ใครสนใจอะไร ถกเถียงกันเรื่องอะไร ฯลฯ

 

เหตุผลข้อสุดท้ายคือ ปัญหาที่ว่าทีวีกำลังจะตาย เสียงนี้ได้ยินมาตลอดตั้งแต่เริ่มทำช่องทีวี หลายคนบอกว่า online/mobile/internet คืออนาคต

 

ปัญหาข้อนี้กวนใจมาก ยิ่งได้พูดคุยกับผู้คนที่เต็มไปด้วยความเชื่อแบบนี้ ยิ่งกวนใจ

 

ทางแก้ที่ดีที่สุดคือ หาคำตอบว่าจริงแท้ขนาดไหน?

 

ด้วยเหตุผลข้อนี้ ผมจึงยิ่งต้องลงมือทำออนไลน์ เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นอีกในภาพรวม และภาพแคบ

 

สิ่งที่ได้เรียนรู้มานั้นใหญ่และกว้างไกลเกินกว่าที่คิดไว้ และอาจเป็นกุญแจนำไปสู่อนาคต

 

ถึงวันนี้แล้วผู้คนคงเห็นกันแล้วว่าออนไลน์แพลตฟอร์มทั้งหมดที่เราผสมผสานขึ้นมานั้นกว้างใหญ่ขนาดไหน

 

ทีวีที่ว่าจะตาย แม้จะยังพูดกันหนักขึ้น แต่เรายังไม่ได้ตาย และยังพบว่ามีโอกาสอีกมากมายซ่อนอยู่ เมื่อผสมผสานกันดีๆ ระหว่างโลกใบใหม่และโลกใบเดิม

 

‘ปัญหา’ นำมาซึ่งโอกาสเสมอ

 

เรื่องที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ โอกาสที่มาพร้อมโลกใหม่ที่เรียกกันว่า ‘โลกออนไลน์’ เรียกสวยๆ ก็ใช้คำว่า IoT หรือ Internet of Things มันสวยหรูดูดีขนาดไหน? ในบริบทและสภาพแวดล้อมของประเทศไทยเรา

 

คำนิยมวันนี้ในเรื่องของสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยคือ รวยกระจุก จนกระจาย

 

คำคำนี้น่าจะได้ยินเพิ่มมากขึ้น และบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

 

ช่องว่างระหว่างความรวยและความจนของคนในประเทศนับวันก็จะยิ่งห่างขึ้นเรื่อยๆ

 

สภาพแวดล้อมโดยรวมแบบนี้ จะสร้างความแตกต่างอย่างมากให้กับข้อมูลที่เราพบเจอ หากไม่ไตร่ตรองให้ละเอียดรอบด้าน

 

ตัวอย่างง่ายๆ ที่ผมมักยกตัวอย่างบ่อยๆ เช่น ค่ามือถือและค่าใช้อินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน

 

คุณคิดว่าคนใช้จ่ายกันเดือนละเท่าไร?

 

คำตอบที่ได้จากโอเปอเรเตอร์คือ มีการใช้อินเทอร์เน็ตดาต้ามากขึ้น ซึ่งจริงนะครับ มีการใช้ดาต้ากันมากขึ้น เพราะมีคอนเทนต์ให้เลือกดูเลือกอ่านบนออนไลน์มากขึ้นอย่างมากมายมหาศาล

 

แต่ค่าใช้จ่ายและความสามารถในการจ่ายของคนไทยโดยรวมทั้งประเทศ ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นขนาดไหนในวันนี้?

 

ยังต้องลองหาคำตอบกันต่อไป

 

ในวันที่จีดีพีเราโตน้อยลงมาก การใช้จ่ายของผู้บริโภคค่อนข้างกระจุกตัว เรามีหนี้เฉลี่ยต่อหัวเพิ่มมากขึ้น เรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไปพร้อมๆ กับที่ยังไม่ค่อยได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า ผู้สูงอายุเราส่วนมากในประเทศมีเงินสะสมหลังเกษียณน่าจะยังไม่เพียงพอกับโลกในอนาคตที่ดอกเบี้ยเงินฝากในธนาคารเริ่มไม่พอใช้ โครงการประกันสังคม โครงการบัตรประกันสุขภาพ หรือกระทั่งล่าสุด บัตรคนจน จึงยังคงเป็นประเด็นร้อนอยู่เสมอ

 

ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ความหลากหลาย และความแตกต่างอย่างมากในประเทศนั้น สร้างความแตกต่างอย่างสุดขั้ว ซึ่งทำให้เกิดข้อมูลชวนเชื่อกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่เสมอ

 

ประกอบกับข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตโดยส่วนมากนั้นจะกระจุกตัวตามความสนใจเป็นหลัก เราสนใจอะไรจะถูกหล่อหลอมให้เชื่อข้อมูลแต่เพียงแบบนั้น

 

เราจะเสิร์ชหาแต่เรื่องที่เราเลือกที่จะเชื่อ เลือกอ่าน เลือกฟัง เพียงแต่เรื่องที่เราเชื่อ

 

เรื่องเดียวกันกับที่ว่าทำไมรายการทีวีหรือละครบางเรื่องเรตติ้งดีมาก แต่ไม่มีกระแสผ่านตา

 

ส่วนรายการทีวีหรือละครหลายเรื่องกระแสดีมาก แต่กลับมีเรตติ้งไม่มาก

 

หลายครั้งเราโยนความผิดไปที่การตรวจวัดเรตติ้ง เพราะผลไม่ตรงใจและไม่เปิดเผยถึงกระบวนการตรวจวัดในวงกว้าง

 

เราเลือกที่จะเชื่อตัวเลขบนอินเทอร์เน็ตแทน เพราะเราเชื่อว่ามันเป็นตัวเลขสะท้อนความเป็นจริง เนื่องจากส่วนหนึ่งเราใช้มันอยู่ทุกวันในเกือบทุกๆ เรื่อง ทั้งๆ ที่บนโลก อินเทอร์เน็ตนั้นมันก็สามารถสร้างตัวเลขประชากรให้ใหญ่ขึ้นมาเกินจริงได้

 

เรามีประชากรชาวอินเทอร์เน็ตในหลากหลายแพลตฟอร์ม น่าจะมากกว่าจำนวนประชากรจริงในประเทศ หากแบ่งตามเพศ อายุ ภูมิภาค ของผู้ที่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้จริงๆ ในเรื่องนี้เรากลับยังไม่เคยตั้งคำถาม?

 

ถ้ายกตัวอย่างให้ชัดเจนขึ้นอีกหน่อย

 

หนังไทยหรือหนังฝรั่งหลายเรื่องทำรายได้ดีมากในสังคมเมือง และมีเสียงชื่นชมมากบนโลกออนไลน์ แต่เมื่อไปฉายออกนอกเมืองนั้น รายได้กลับไม่สวยงามนัก

 

ในขณะที่หนังไทยหลายเรื่องนั้นรายได้และเสียงวิจารณ์บนโลกออนไลน์เข้าขั้นย่ำแย่

แต่รายได้นอกสังคมเมืองกลับเติบโตเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับรายได้ในสังคมเมือง

 

หรือถ้ายกตัวอย่างในทางการเมืองจากอดีตจนปัจจุบัน จะพบว่าโดยส่วนมากสังคมเมืองมักเลือกแบบหนึ่ง สังคมนอกเมืองมักเลือกอีกแบบหนึ่ง สังคมบางพื้นที่ก็จะเลือกอีกแบบหนึ่ง

 

ถ้าเราเปิดใจกว้างๆ จะพบข้อมูลอันหลากหลายบนความแตกต่างที่ซ่อนอยู่ ไม่ใช่เรื่องของความฉลาดหรือไม่ฉลาด แต่เป็นพื้นฐานข้อมูลบนความแตกต่างของการรับรู้และความสนใจอันหลากหลายในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างและเหลื่อมล้ำ

 

ความแตกต่างอย่างสุดขั้วนี้เองของทั้งรายได้ รสนิยม ความชอบ ความสามารถในการจ่าย ฯลฯ นำมาซึ่งความหลากหลายของข้อมูล

 

หลายคนเริ่มเลือกใช้วิธีจำกัดวงการสื่อสารให้แคบลงไปเรื่อยๆ

 

เมื่อก่อนมีคำว่า target segment ตามมาด้วย niche target

 

มาถึงวันนี้เราพูดกันเรื่อง micro influencer ย่อให้เล็กลงไปอีก เพราะเราไม่สามารถสังเคราะห์ข้อมูลในภาพใหญ่กันได้เพียงพอ เราเลยเลือกที่จะจับกลุ่มให้เล็กลงไปอีกหลายๆ กลุ่ม

 

คำถามคือ ในวันนี้เมื่อเทคโนโลยีดีขึ้นมาก ทุกอย่างมีราคาถูกลง ต้นทุนในการผลิตถูกลง สินค้าและบริการมีราคาถูกลง การพุ่งไปที่ niche อาจไม่สร้างกำไรเพียงพอต่อธุรกิจ

 

สังเกตดีๆ จะพบว่า สินค้าลักซูรีแบรนด์ต่างๆ ในอดีตถึงวันนี้ เริ่มกลับมามีราคาที่จับต้องได้ ใครๆ ก็สามารถซื้อได้ หรือใช้ระบบเงินผ่อนดอกเบี้ย 0% ได้

นั่นอาจเป็นเพราะว่า niche target อาจไม่เพียงพอต่อการทำกำไรให้ธุรกิจ หลายธุรกิจจึงต้องเริ่มกระจายสู่วงที่กว้างขึ้น

 

บางสินค้าพุ่งไปที่ทางเลือกในการลิมิเต็ดเอดิชัน ที่สามารถสร้างราคาและดีมานด์ในระยะสั้นได้ เพื่อที่จะยังคงพยายามรักษาระดับราคา และระดับกำไรของธุรกิจไว้

 

ทั้งหมดที่ว่ามานี้ เป็นตัวอย่างของความแตกต่างอย่างสุดขั้วในภาพรวมของประเทศ

 

ความแตกต่างที่ว่า นำมาซึ่งความแตกต่างของข้อมูลข่าวสาร นำมาซึ่งความแตกต่างในการรับรู้ นำมาซึ่งความแตกต่างในความคิดเห็น นำมาซึ่งความแตกต่างในพฤติกรรมการบริโภค และนำมาซึ่งสารพัดความแตกต่าง

 

ความแตกต่างอย่างสุดขั้วเหล่านี้เอง จะเป็นปัญหาใหญ่ให้ขบคิดในทุกธุรกิจในอนาคต

 

ความรู้ความเข้าใจในภาพกว้างและภาพแคบอย่างละเอียดลออ จะช่วยให้เชื่อมโยงและแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้ และจะสร้างโอกาสที่ดีในอนาคต

The post ปัญหาสร้างโอกาส appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/problems-into-opportunities/feed/ 0
สปท. เสนอคุมโซเชียล! สแกนหน้า-นิ้ว ใช้บัตรปชช. ลงทะเบียนเฟซบุ๊ก สร้างเยาวชนเน็ตไอดอล https://thestandard.co/news-thailand-social-media-measures/ https://thestandard.co/news-thailand-social-media-measures/#respond Mon, 03 Jul 2017 12:22:35 +0000 https://thestandard.co/?p=11804

     ผ่านความเห็นชอบไปเรียบร้อยแล้ว สำหร […]

The post สปท. เสนอคุมโซเชียล! สแกนหน้า-นิ้ว ใช้บัตรปชช. ลงทะเบียนเฟซบุ๊ก สร้างเยาวชนเน็ตไอดอล appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ผ่านความเห็นชอบไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับรายงานเรื่อง ‘ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปการใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media)’ ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนได้เสนอต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ในวันนี้ (3 กรกฎาคม) ด้วยคะแนนเสียง 144 ต่อ 1

     ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ จะทำการส่งให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป

     แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น THE STANDARD ได้ทำการสำรวจข้อมูลจากรายงานดังกล่าว เพื่อสแกนดูว่ามีมาตรการอะไรบ้างที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้โซเชียลมีเดียในอนาคต และสิ่งที่ควรรู้ไว้ก่อนที่มาตรการนี้จะถูกบังคับใช้คืออะไร นี่คือ 10 ประเด็นที่ควรจับตามองอย่างใกล้ชิด

     1. เหตุที่ต้องปฏิรูป เพราะผู้ใช้ขาดความรู้เท่าทัน และสื่อออนไลน์ถูกนำไปใช้ทางการเมือง

     ตามรายงานส่วนหนึ่งระบุถึงหลักการและเหตุผลที่จำเป็นต้องมีแผนการปฏิรูปว่า

     สื่อออนไลน์เป็นสื่อที่ให้ข้อมูลข่าวสารไปถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว และการทำกิจกรรมต่างๆ ผ่านสื่อออนไลน์มีอัตราเติบโตอย่างก้าวกระโดด

     แต่ปัจจุบันกลับมีการใช้ที่ไม่เหมาะสม เพราะผู้ใช้สื่อขาดความรู้เท่าทันสื่อ ขาดความรู้และความเข้าใจในการใช้สิทธิเสรีภาพการสื่อสารบนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสังคม หรือขาดมาตรฐานจริยธรรมในการใช้สื่อออนไลน์

     สิ่งที่น่าวิตกในปัจจุบันก็คือ การที่สื่อกระแสหลักใช้สื่อออนไลน์มาแข่งขันในการนำเสนอข่าวเกินไปจนลืมนึกถึงการกำหนดวาระทางสังคม ทำให้เกิดกระแสสังคมในทางลบ เช่น กรณีที่เกิดเหตุ ‘ฆ่าหั่นศพ’ ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2560 ซึ่งได้รับความสนใจจากสังคมอย่างมาก

     นอกจากนี้ ในรายงานฉบับดังกล่าวยังระบุถึงความกังวลในการเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ โดยขาดการตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ สื่อโซเชียลถูกใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อจนกลายเป็นคดีหลอกลวงฉ้อโกง รวมถึงมีการเผยแพร่ข้อมูลสื่อลามกอนาจารอย่างเปิดเผยและกว้างขวางอีกด้วย

     ปัญหาข้างต้นนี้ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หากไม่ได้รับการแก้ไขก็จะส่งผลกระทบในด้านอื่นๆ ตามมา โดยเฉพาะเมื่อสื่อออนไลน์ได้ถูกนำไปใช้ทางการเมือง มีการปล่อยข้อมูลข่าวสารในลักษณะเพื่อสร้างความวุ่นวาย เพื่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและการบริหารราชการของรัฐบาล หรือต่อสถาบันหลักของประเทศ

     ด้วยเหตุผลเหล่านี้เองที่ทำให้จำเป็นต้องมีการปฏิรูปการใช้โซเชียลมีเดีย โดยดำเนินการเป็น 2 ระยะ คือระยะเร่งด่วนภายในปี 2560-2562 และระยะยาวที่จะสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี

     2. เตรียมลงทะเบียนซิมเติมเงินด้วยลายนิ้วมือและใบหน้าทั่วประเทศ

     หนึ่งในมาตรการที่ สปท. เสนอในรายงานคือ ให้ กสทช. ใช้ลายนิ้วมือและใบหน้าควบคู่ไปกับการลงทะเบียนมือถือด้วยบัตรประชาชน จากเดิมที่จะเริ่มต้นบังคับใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ภายในปี 2560 ควรปรับเปลี่ยนเป็นการบังคับใช้ทั่วประเทศ โดยเริ่มทุกจังหวัด ยกเว้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วค่อยมาบังคับในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

     ซึ่งในรายงานให้เหตุผลว่าเป็นผลทางจิตวิทยา เพราะประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความรู้สึกว่าถูกตรวจสอบและกำกับสูงกว่าพื้นที่อื่น ทำให้เกิดแรงต่อต้านภาครัฐ และมาตรการนี้จะเป็นผลดีต่อการวางแผนการรักษาความปลอดภัยทุกพื้นที่ทั่วประเทศให้มีความเข้มข้นมากขึ้นด้วย

     ในทางปฏิบัติ สปท. เสนอให้ กสทช. ร่วมมือกับสำนักบริหารทะเบียนของกรมการปกครอง หรือควรออกหลักเกณฑ์ให้บริษัทโอเปอเรเตอร์หาวิธีจัดเก็บรูปภาพของผู้ลงทะเบียนซิมไว้เป็นหลักฐาน

     3. ตั้งศูนย์จัดการข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์

     เนื่องจากปัจจุบันข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์มือถืออยู่ในความครอบครองของโอเปอเรเตอร์ที่ต่างคนต่างเก็บ ต่างจากข้อมูลบัตรเครดิตที่มีหน่วยงานกลางในการเก็บข้อมูล

     ดังนั้น สปท. จึงเสนอให้ กสทช. จัดตั้งศูนย์กลางเพื่อการบริหารข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นของตนเอง ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้บริการมือถือต้องส่งข้อมูลให้กับศูนย์ดังกล่าวทุกครั้งที่มีการจดทะเบียนและยกเลิกการใช้งาน อีกทั้งยังต้องมีการจัดเก็บข้อมูลทางเทคนิค เช่น ข้อมูล IMEI และ IMSI ด้วย

     ที่สำคัญยังเสนอให้ปรับแก้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เพื่อให้พนักงานสืบสวนสามารถตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวได้ตลอดเวลาและจากทุกพื้นที่ โดยมีระบบในการควบคุม รักษาความปลอดภัยในการใช้งาน และตรวจสอบเพื่อไม่ให้มีการนำไปใช้ในทางส่วนตัว

     4. จำกัดการลงทะเบียนการใช้งานที่เหมาะสม

     จากกรณีการกว้านซื้อซิมมือถือเติมเงินเพื่อนำมาสร้างยอดไลก์ในโซเชียลมีเดีย สปท. เสนอให้มีการจำกัดการลงทะเบียนใช้งานมือถือแบบเติมเงินตามจำนวนที่เหมาะสม

     โดยเสนอให้ กสทช. เป็นผู้กำหนดว่าจำนวนเท่าใดถึงจะเหมาะสม อีกทั้งยังชี้ให้เห็นความสำคัญของศูนกลางบริหารจัดการข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่จะสามารถควบคุมและตรวจสอบได้ว่าบุคคลใดลงทะเบียนซิมมือถือจำนวนเท่าใด พร้อมเสนอให้กำหนดโทษสำหรับบริษัทโอเปอเรเตอร์ ในกรณีที่มีการละเมิดกฎเกณฑ์ดังกล่าวเพื่อไม่ให้เป็นภาระของผู้ค้ารายย่อยด้วย  

     5. เปิดข้อมูลพื้นฐานผู้ครอบครองมือถือ

     เพื่อผลทางจิตวิทยา และเป็นการป้องปรามมิให้ผู้ใช้สื่อออนไลน์กล้ากระทำผิด หรือแสดงออกอย่างไม่เหมาะสม สปท. ยังเสนอในรายงานให้ กสทช. กำหนดหลักเกณฑ์ในการเปิดเผยข้อมูลพื้นฐานของผู้ใช้มือถือ ทั้งชื่อผู้ลงทะเบียนทุกประเภท และหมายเลขโทรศัพท์ พร้อมหลักฐานแสดงตัวตน

     ทั้งนี้ข้อมูลพื้นฐานดังกล่าวควรต้องมีการปรับปรุงให้ทันสมัยเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้ครอบครองด้วย  

     6. เร่งรัดเก็บภาษีกับผู้ให้บริการออนไลน์ต่างประเทศ

     อีกหนึ่งมาตรการที่จะนำมาใช้ปฏิรูปการใช้โซเชียลมีเดีย คือการเร่งรัดให้ใช้มาตรการทางภาษีกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศ เพื่อใช้ควบคู่กับการเก็บภาษีผู้บริโภค (VAT) กับการใช้โฆษณา หรือการซื้อสินค้าผ่านสื่อออนไลน์

     โดยเสนอให้กรมสรรพากรเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ โดยให้ถือว่าการประกอบธุรกิจออนไลน์ในไทยของต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษี

     ในกรณีที่ไม่สามารถเก็บ VAT จากผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ได้ จะต้องดำเนินการเรียกเก็บจากผู้บริโภคโดยตรง และ กสทช. ต้องมีมาตรการบังคับใช้กับบริษัทโอเปอเรเตอร์ให้แสดงข้อมูลดังกล่าวด้วย  

     7. เสนอเฟซบุ๊กให้ใช้บัตรประชาชนลงทะเบียน

     แม้ปัจจุบันสื่อออนไลน์ต่างประเทศอย่างเฟซบุ๊กจะพยายามให้สมาชิกระบุตัวตนจริงในการใช้งานอยู่แล้ว แต่ สปท. มองว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ

     จึงเสนอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย และ กสทช. เจรจากับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์เพื่อให้มีการลงทะเบียนการใช้งานโดยใช้ข้อมูลทางราชการ เช่น หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน

     ซึ่งนอกจากจะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันแล้ว ยังเป็นการสร้างผลทางจิตวิทยาทำให้ผู้ไม่หวังดีไม่กล้าใช้สื่อออนไลน์ในการทำผิดกฎหมายด้วย  

     8. เตรียมตั้งศูนย์กลางเฝ้าระวังเนื้อหาออนไลน์

     จากศูนย์ประสานงานการปฏิบัติงานการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security Coordination Center – CSCC) ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และศูนเฝ้าระวังสื่อสังคมออนไลน์ ของกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ปอท.

     สปท. เสนอให้ บก.ปอท. เป็นผู้ดำเนินการแทนเพื่อเป็นศูนย์กลางการเฝ้าระวังสื่อออนไลน์ โดยเพิ่มบุคลากรจาก 170 อัตรา เป็น 300 อัตรา (เต็มอัตรา 700 ตำแหน่ง) และนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการทำงาน เช่น เทคโนโลยีติดตามและตรวจสอบข้อความ รูปภาพ คลิปเสียงในสื่อออนไลน์ทุกประเภท โดยเฉพาะเฟซบุ๊กและยูทูบ​, เทคโนโลยีด้านการรู้จำใบหน้า (Face Recognition) โดยเปรียบเทียบใบหน้าจากรูปภาพและวิดีโอในสื่อออนไลน์, เทคโนโลยี Web Crawler หรือ Data Analytics ด้านการตรวจจับถ้อยคำ ฯลฯ  

     9. สร้างต้นแบบเยาวชน Net Idol

     ในระยะยาว สปท. ยังมีแผนปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลด้วยมาตรการเสริมสร้างปลูกจิตสำนึกที่ดี มีจริยธรรมในการใช้สื่อออนไลน์ โดยหนึ่งในมาตรการที่ว่านี้ก็คือ ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นหน่วยงานหลักในการจัดการประกวดโครงการ มอบรางวัลระดับชาติให้กับหน่วยงาน องค์กร เครือข่าย กลุ่มบุคคล บุคคล เพื่อเป็นต้นแบบแก่สังคมในการนำสื่อสร้างสรรค์ไปใช้งาน

     เช่น ต้นแบบเยาวชน Net Idol, ต้นแบบเครือข่ายร่วมด้วยช่วยกันออนไลน์,  ต้นแบบเครือข่ายเฝ้าระวังการกระทำความผิดของภาครัฐและเอกชน

     นอกจากนี้ยังมีแผนให้สำนักงานพระพุทธศาสนา สำนักจุฬาราชมนตรี หรือองค์กรทางศาสนา จัดทำโครงการฝึกอบรมให้กับพระภิกษุ สามเณร เพื่อให้เป็นต้นแบบในการช่วยเผยแพร่การใช้สื่อออนไลน์ในทางที่เหมาะสมด้วย  

     10. จัดทำคู่มือการใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์

     สปท. เสนอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกสทช. ร่วมกันจัดทำคู่มือเผยแพร่การใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ เพื่อใช้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม และแจกจ่ายให้กับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

     นอกจากนี้ยังเสนอให้ใช้มาตรการทางกฎหมายนอกเหนือจาก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เช่น กฎหมายปกป้องคุ้มครองกลุ่มเด็กและเยาวชน เหมือนกฎหมาย COPPA ของสหรัฐอเมริกา ฯลฯ

     ทั้งนี้ในที่ประชุมได้มีการใช้สิทธิอภิปราย ซึ่งหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีบางมาตรการของรายงานฉบับนี้ที่ไปกระทบต่อหลักสิทธิมนุษยชน โดย พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช กล่าวว่า การที่ กมธ.ฯ เสนอให้ประชาชนต้องสแกนลายนิ้วมือและใบหน้าในระหว่างการซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่เหมือนกับการทำหนังสือเดินทาง ส่วนตัวไม่แน่ใจว่ามีประเทศใดใช้แนวทางนี้อยู่บ้าง หากมีการนำมาตรการนี้มาใช้ทั่วประเทศจะเป็นการดำเนินการเกินสมควรหรือไม่ และจะขัดต่อสิทธิมนุษยชนหรือไม่อย่างไร

     “ลำพังเพียงแค่มีบัตรประชาชนก็สามารถบอกอะไรได้ทุกอย่างแล้ว เช่นเดียวกับข้อเสนอที่มีการตั้งศูนย์กลางบริหารจัดการข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อดูว่าใครเป็นเจ้าของบ้าง คิดว่าเหมือนขี่ช้างจับตั๊กแตน เพราะผู้ให้บริการได้ให้ผู้ใช้ลงทะเบียนและมีการควบคุมผู้ใช้อยู่แล้ว” พลเอกเลิศรัตน์ให้ความเห็น

     ด้านนายกษิต ภิรมย์ กล่าวว่า การที่ไทยจะไปเจรจากับบริษัทกูเกิล หรือแอปเปิ้ล ต้องยอมรับว่าเป็นไปได้ลำบาก เพราะอำนาจต่อรองของประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสายตาของพวกเขา

     “ผมอยากให้ทบทวนทั้งหมด เพราะผมอ่านเอกสารแล้ว ผมจับไม่ได้ว่าหัวใจของเรื่องจริงๆ นั้นจะแก้ปัญหาการใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างไร” นายกษิตอภิปรายในที่ประชุม

     คงต้องจับตามองกันต่อไปว่าบทสรุปของมาตรการเหล่านี้จะเป็นอย่างไร เสียงตอบรับต่อเรื่องนี้ของภาคประชาสังคมต่างๆ จะออกมาในทิศทางไหน และที่สำคัญคือจะสามารถแก้ปัญหาการใช้โซเชียลมีเดียในทางที่ผิดอย่างที่หวังไว้ได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ รายงานฉบับนี้น่าจะช่วยสะท้อนมุมมองของภาครัฐที่มีต่อเทคโนโลยียุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

 

The post สปท. เสนอคุมโซเชียล! สแกนหน้า-นิ้ว ใช้บัตรปชช. ลงทะเบียนเฟซบุ๊ก สร้างเยาวชนเน็ตไอดอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-thailand-social-media-measures/feed/ 0
จริงหรือไม่ที่ความโด่งดังบนโลกอินเทอร์เน็ต 15 นาทีก็เพียงพอแล้ว https://thestandard.co/opinion-double-tab-acceptable-famous-for-15-minutes/ https://thestandard.co/opinion-double-tab-acceptable-famous-for-15-minutes/#respond Tue, 27 Jun 2017 10:18:32 +0000 https://thestandard.co/?p=10433

Internet Famous การมีชื่อเสียงในยุคก่อนอินเทอร์เน็ต &nb […]

The post จริงหรือไม่ที่ความโด่งดังบนโลกอินเทอร์เน็ต 15 นาทีก็เพียงพอแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

Internet Famous

การมีชื่อเสียงในยุคก่อนอินเทอร์เน็ต

     “In the future, everyone will be world-famous for 15 minutes” ในอนาคต เราทุกคนจะมีชื่อเสียงระดับโลกได้เป็นเวลา 15 นาที

     ประโยคดังกล่าวเขียนไว้ในแค็ตตาล็อกประกอบการจัดแสดงผลงานต่างประเทศครั้งแรกของแอนดี้ วอร์ฮอล ที่พิพิธภัณฑ์โมดาร์นา (Moderna Museet) กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในปี 1968 และกลายเป็นประโยคคลาสสิกที่ดังที่สุดของเขาในการคาดการณ์แนวโน้มสังคมโลกอนาคตไว้อย่างแม่นยำ หากเราได้ยินคำพูดนี้ในยุคนั้น ก่อนที่จะมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ยูทูบ เฟซบุ๊กไลฟ์ และโซเชียลมีเดียต่างๆ ประโยคดังกล่าวอาจจะฟังดูเกินจริง แต่ถ้าลองคิดดูใหม่ในตอนนี้ มันไม่ได้ไกลเกินความเป็นจริงเลยแม้แต่น้อย

     เราอยู่ในยุคที่ใครๆ ก็เป็นที่รู้จักได้โดยไม่ต้องผ่านการคัดเลือกตัวแสดงจากค่ายยักษ์ใหญ่ ไม่ต้องเป็นศิลปินที่ชนะการประกวดจากหลายเวที ไม่ต้องเป็นนักกีฬาที่ได้ถ้วยรางวัลจากการแข่งขันระดับโลก ไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่ใช้สมาร์ทโฟนถ่ายตัวเองตอนนั่งกินข้าวก็อาจเป็นคนดังข้ามประเทศขึ้นมาได้ แน่นอน คุณเองก็รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นไปแล้วจริงๆ

 

ทำไมคนเราถึงอยากมีชื่อเสียง

     เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมคนเราจึงอยากมีชื่อเสียงนัก?

     จริงๆ แล้วความ ‘อยากดัง’ เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ทุกคน ถ้าใช้คำที่ครอบคลุมกว่านั้นก็ต้องอธิบายว่า ความต้องการที่จะ ‘เป็นที่ยอมรับ’ ถือเป็น 1 ใน 6 ความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ตามทฤษฎีของแอนโทนี รอบบินส์ (Anthony Robbins) นักธุรกิจและนักพูดชื่อดังของสหรัฐอเมริกา 6 ความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์นั้นคือ Certainty ความรู้สึกมั่นคง, Variety ความหลากหลาย, Significance การเป็นที่ยอมรับ, Love & Connect ความรัก, Growth ความก้าวหน้า และ Contribution การให้

     ในยุคปัจจุบันที่อินเทอร์เน็ตเป็นตัวเชื่อมทุกคนบนโลกเข้าหากัน มนุษย์จึงต่อยอดความต้องการของตัวเองตามไปด้วย จากต้องการเป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อน กลายเป็นต้องการเป็นที่ยอมรับจากคนหมู่มากทั้งที่ตัวเองรู้จักและไม่รู้จัก เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเผลอรู้สึกดีทุกครั้งที่มีคนกดไลก์รูป มีคนกดแชร์โพสต์ของเราในเฟซบุ๊ก หรือมีคนกดติดตามในอินสตาแกรม เรามักมองหาการยอมรับในสังคมโดยไม่รู้ตัว ถึงแม้ว่าเราจะไม่ใช่คนที่ชื่นชอบการเซลฟี หรือนำเสนอภาพลักษณ์บางอย่างเพื่อเรียกหายอดไลก์ก็ตามที

     การประสบความสำเร็จในด้านการทำงานหรือความสามารถพิเศษใดๆ ก็ตาม จะเรียกความสนใจจากสื่อต่างๆ มากขึ้น ทั้งมีสื่อมาสัมภาษณ์ มีรายการมาขอตามติดชีวิตประจำวัน รวมถึงบทความที่เผยเคล็ดลับความสำเร็จของคนเหล่านั้น สิ่งนี้ทำให้เราแทบจะแยก ‘การประสบความสำเร็จ’ กับ ‘การมีชื่อเสียง’ ออกจากกันไม่ได้เสียทีเดียว เพราะถึงแม้ ‘ความสำเร็จ’ และ ‘ชื่อเสียง’ จะไม่ใช่อย่างเดียวกัน แต่เรากลับรู้สึกว่าคุณค่าของชื่อเสียงมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันช่วยพิสูจน์ความสำเร็จบางอย่างในตัวเราได้ด้วยเช่นกัน

 

ชื่อเสียงบนโลกออนไลน์ก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

     เมื่อเราต่างโหยหาชื่อเสียง และหามันได้ง่ายขึ้นบนโลกออนไลน์ ข้อเสียก็จะมีตามมาได้ง่ายเช่นเดียวกัน อย่างข่าวเมื่อต้นปีที่พูดถึงคู่สามี-ภรรยาชาวอเมริกันในนาม DaddyOFive พวกเขาถ่ายวิดีโอแกล้งลูกชายของตัวเองในรูปแบบต่างๆ ตามเทรนด์แพรงก์ (Prank – การแกล้งกันแบบแรงๆ) และมีผู้เข้าชมหลายล้านคน เช่น การสร้างสถานการณ์ให้ลูกชายรู้สึกผิด ทำร้ายลูกชายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ในคลิปวิดีโอบางส่วนยังแสดงภาพสองสามี-ภรรยาซื้อของขวัญให้ลูก และบอกกับลูกว่าเงินที่ใช้ซื้อสิ่งเหล่านี้คือรายได้จากการแพรงก์ที่พวกเขาทำ สิ่งนี้ส่งผลให้สังคมออนไลน์ออกมาแสดงความเห็นกันกว้างขวางว่าเป็นการบั่นทอนจิตใจของเด็ก และอาจส่งผลต่อการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ได้

     เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทั้งคู่ตัดสินใจโพสต์วิดีโอแสดงความเสียใจ และลบวิดีโอที่มีการแพรงก์ออกทั้งหมดเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ทั้งคู่ก็ได้เสียสิทธิการดูแลบุตรทั้งสองคนของตนไปแล้ว

     อีกหนึ่งด้านมืดของโลกออนไลน์คืออิสระที่ไม่ต้องรับผิดชอบตัวตนของตัวเอง แต่ตัวตนเสมือนที่เราสร้างขึ้นและมีจำนวนเท่าไรก็ได้ต่างหากที่เป็นผู้รับผิดชอบ เพราะเราไม่ได้คอมเมนต์ข้อความนั้น แต่ @jack1991 ต่างหากที่เป็นคนพิมพ์ เราไม่รู้ไม่เห็นเกี่ยวกับโพสต์นั้น เพราะ @anon1234 ต่างหากเป็นคนอัพโหลด

     ความหอมหวานข้อนี้ช่วยสร้างเส้นทางสู่ชื่อเสียงบนโลกออนไลน์เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง ทั้งยังเป็นทางที่ง่ายและยังสะดวกกว่าเดิม เพราะเราไม่ต้องพกความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ความไม่มั่นใจ หรือข้อห้ามบางอย่างที่เคยผูกติดกับตัวตนในสังคมจริงๆ ของเราไปด้วย

     ด้วยความง่ายดายของการมีชื่อเสียงบนโลกอินเทอร์เน็ตนี้เอง เราจึงสามารถสร้างสรรค์ ไม่สร้างสรรค์ หรือบางครั้งอาจทำลายอะไรก็ได้ ขอเพียงแค่ดึงดูดความสนใจของคนในสังคม ถึงจะเป็นเวลาแค่ 15 นาทีก็เพียงพอ

 

อุตสาหกรรมเน็ตไอดอลทั่วโลก

     บุคคลที่เรามักเรียกว่าเป็น ‘เน็ตไอดอล’ หรือศัพท์อื่นๆ ที่ใช้เรียกคนที่มีชื่อเสียงจากโลกอินเทอร์เน็ต พวกเขาเหล่านี้มีอิทธิพลอย่างมากบนโลกออนไลน์ปัจจุบัน และมีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนี้ต่อไปในอนาคต

     มีบริษัทยุคใหม่หลายรายที่ตั้งขึ้นเพื่อเจาะตลาดการทำประชาสัมพันธ์ผ่านโลกออนไลน์และสื่อโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะ บริษัทเหล่านี้จะคัดเลือกบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือเน็ตไอดอลจากประเทศต่างๆ ติดต่อหาบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือบริการมาเป็นลูกค้า จับคู่คอนเทนต์ที่เหมาะสมให้เข้ากับเน็ตไอดอลที่มีผู้ติดตามตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างกลุ่มอุตสาหกรรมของตัวเอง และต่อยอดอาชีพนี้ให้เป็นอาชีพที่มั่นคงยั่งยืนในระยะยาว ยิ่งในประเทศฝั่งเอเชียที่มียอดจำนวนผู้ใช้โซเชียลมีเดียสูงลิ่ว เน็ตไอดอลชาวไทยบางคนอาจมียอดผู้ติดตามในอินสตาแกรมเยอะกว่าดาราระดับฮอลลีวูดเสียอีก

     ทางฝั่งตะวันตกเองก็มีคนดังจากอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นมากมาย มีการพูดถึงคำว่า Micro-Fame และ Nano-Fame บนโลกออนไลน์มานานแล้ว ในปี 2008 New York Magazine ได้นำเสนอบทความที่ชื่อว่า ‘The Microfame Game’ พูดถึงการมีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์ไว้อย่างน่าสนใจ

     Micro-Fame และ Nano-Fame หมายถึง การเป็นที่รู้จักในกลุ่มคนจำนวนน้อย อาจแค่ในวงสังคมหนึ่งๆ ของโลกออนไลน์ ซึ่งเปรียบเทียบได้กับการที่สื่อต่างๆ มีขนาดเล็กลงและถูกแบ่งย่อยมากขึ้น การเป็นที่รู้จักหรือมีชื่อเสียงแค่เพียงในวงสังคมใดสังคมหนึ่งจึงเป็นชื่อเสียงที่มีขนาดเล็กแบบ Micro-Fame หรืออาจจะเล็กมากถึงขนาด Nano-Fame

     ยังมีคำว่า Micro-Celebs ที่ใช้เรียกผู้ที่มีชื่อเสียงผ่านสื่อออนไลน์ อย่างเช่น ยูทูเบอร์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง คริส คร็อกเกอร์ (Chris Crocker) เจ้าของคลิปวิดีโอ Leave Britney Alone ในปี 2007 หรือคอรี เคนเนดี (Cory Kennedy) วัยรุ่นสาวชาวอเมริกันที่โดดเด่นเรื่องสไตล์ และมาพร้อมกับนามสกุลที่ทำให้คนสนใจ เป็นต้น (แม้แท้จริงแล้วเธอจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลเคนเนดีเลยก็ตาม) ชื่อเสียงขนาดจิ๋วบนโลกอินเทอร์เน็ตเหล่านี้มักจะอยู่ได้ไม่นาน แต่ก็ยังเป็นที่ต้องการของคนจำนวนมากอยู่ดี

     ในบทความยังกล่าวอีกว่า Micro-Fame ช่วยลบช่องว่างของดาราและฟอลโลเวอร์ ทำให้คนมองว่าการมีชื่อเสียงเป็นเรื่องง่ายขึ้น และผู้ติดตามก็เข้าถึงคนมีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์ได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

     อุตสาหกรรมเน็ตไอดอลเติบโตขึ้นทุกวัน อีกทั้งยอดผู้เข้าชมและข้อมูลของผู้ติดตามที่เป็นกลุ่มเป้าหมายชัดเจน ทำให้บริษัทที่วางกลยุทธ์ทางการตลาดหันมาให้ความสนใจกับการประชาสัมพันธ์ผ่าน Micro-Celebs เหล่านี้มากขึ้น อย่างเกมเมอร์ชาวสวีเดนที่ใช้ชื่อในโลกออนไลน์ว่า PewDiePie มีค่าตัวเฉลี่ยในปี 2016 อยู่ที่ประมาณ 15 ล้านเหรียญสหรัฐ เขามีผู้ติดตามในยูทูบราว 55.6 ล้านคน ส่งผลให้บริษัทต่างๆ กล้าที่จะลงทุนจ่ายเงินค่าจ้างจำนวนไม่น้อยให้กับอินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้ด้วยความเชื่อมั่นในผลตอบแทนที่จะได้รับ

     หากในอนาคต การเล่นอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ไม่ใช่แค่ ‘การเล่น’ อีกต่อไป เราอาจจะต้องเริ่มหันมาให้น้ำหนักกับประเด็นนี้กันมากขึ้น สร้างจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพดังกล่าวอย่างจริงจัง เพราะมันอาจกลายเป็นอีกหนึ่งอาชีพในฝันที่ลูกหลานเราในอนาคตจะเอาไว้ตอบคำถามคุณครูในชั้นเรียนก็ได้

The post จริงหรือไม่ที่ความโด่งดังบนโลกอินเทอร์เน็ต 15 นาทีก็เพียงพอแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/opinion-double-tab-acceptable-famous-for-15-minutes/feed/ 0