หลายคนบอกว่าอยากรู้จักใครให้ลองไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกั […]
The post Omakase Test: พิสูจน์เคมีคู่เดตให้รู้เรื่องใน 2 ชั่วโมง ด้วยโอมากาเสะ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลายคนบอกว่าอยากรู้จักใครให้ลองไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน แต่ในทุกวันนี้โลกของความสัมพันธ์ที่หมุนไวขึ้นทุกวัน เราอาจไม่ต้องรอถึงทริปยาวๆ เพราะแค่การนั่งสบตากันหน้าบาร์ไม้ฮิโนกิสัก 2 ชั่วโมง ในบรรยากาศที่ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างประณีตอย่าง ‘โอมากาเสะ’ ก็อาจทำหน้าที่เป็นเครื่องตรวจวัดเคมีและความเข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ
สำหรับเราแล้ว โอมากาเสะจึงไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่มันคือการสร้างพื้นที่จำลองของความสัมพันธ์ ภายใต้แสงไฟนวลตาและช่วงเวลาของมื้ออาหารที่เชฟเป็นผู้กำหนด เราจะได้เห็นตัวตนของอีกฝ่ายผ่านรายละเอียดเล็กๆ ตั้งแต่ความใส่ใจเรื่องสิ่งที่เราทานไม่ได้ก่อนเริ่มจองโต๊ะ ไปจนถึงวิธีที่เขารับมือกับความเงียบในพื้นที่ที่หลบสายตากันไม่ได้
และยังรวมถึงวิธีที่เขาปฏิบัติต่อคนรอบข้างในช่วงที่ต้องรอคำถัดไป เพราะในความสัมพันธ์ที่ดีไม่ควรทำให้ใครต้องเดา และต้องไม่ทำให้ใครรู้สึกตัวเล็กลง แม้ในมื้ออาหารที่หรูหราที่สุดก็ตาม หากจบคอร์สแล้วบทสนทนายังลื่นไหลจนลืมมองนาฬิกา คุณอาจกำลังพบความสัมพันธ์ที่รสชาติกลมกล่อม ยิ่งกว่าอูนิคำสุดท้ายที่เพิ่งทานหมดไป
LIFE เลยคัด 5 ร้านโอมากาเสะที่แตกต่างทั้งบรรยากาศและเรื่องราว มาให้คุณเลือกใช้เป็นพื้นที่เช็กเคมีในเดตถัดไป

หนึ่งในตำนานโอมากาเสะของกรุงเทพฯ ที่ได้รับมิชลินสตาร์ และถูกพูดถึงในฐานะร้านซูชิระดับแถวหน้าของวงการมาอย่างยาวนาน โดยเชฟมาซาโตะ ชิมิสุ ผู้ยึดมั่นในศาสตร์ซูชิสไตล์ Edomae สไตล์เก่าดั้งเดิมอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่การบ่มปลา การปรับอุณหภูมิข้าว ไปจนถึงจังหวะการเสิร์ฟที่คำนวณมาอย่างแม่นยำ
วัตถุดิบส่วนใหญ่ส่งตรงจากตลาดปลาในญี่ปุ่นตามฤดูกาล คอร์สโอมากาเสะจึงถูกจัดเรียงลำดับรสชาติอย่างละเอียด ทุกคำเน้นความสมดุลระหว่างปลาและข้าวในแบบที่เรียบง่าย และกลายเป็นหมุดหมายของคนที่อยากสัมผัสโอมากาเสะแบบจริงจังในไทย
บรรยากาศของร้านค่อนข้างเงียบ มีความเป็นส่วนตัวสูง เคาน์เตอร์ขนาดเล็กทำให้ทุกที่นั่งใกล้ชิดกับเชฟและทุกขั้นตอนของการรังสรรค์อาหาร เป็นร้านที่ไม่เน้นความหวือหวา เน้นความนิ่ง ความแม่นยำ และความตั้งใจในทุกองค์ประกอบ
เหมาะกับเดตที่อยากได้ประสบการณ์โอมากาเสะระดับตำนาน และบทสนทนาที่จริงจังในพื้นที่ที่สงบและโฟกัสกับสิ่งตรงหน้า
Address: ซอยสุขุมวิท 31 (ซอยสวัสดี 1)
Open: เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ มื้อกลางวันเวลา 12.00 น. / มื้อค่ำเวลา 17.00 น. / 19.30 น.
Contact: Sushi Masato
Budget: เริ่มต้น 4,000++ บาทต่อคน

อีกหนึ่งในร้านโอมากาเสะที่อยู่คู่กรุงเทพฯ มาอย่างยาวนาน และมีฐานลูกค้าประจำชัดเจน ซึ่งเป็นร้านที่หลายคนรู้จักในฐานะจุดเริ่มต้นของการทำความรู้จักโอมากาเสะของไทย
เชฟเลือกใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล โดยเน้นความสดและความสมดุลของรสชาติในทุกคำ คอร์สถูกจัดเรียงอย่างเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนเกินไป แต่ยังคงความละเมียดในแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ทำให้เป็นร้านที่ทั้งมือใหม่และคนที่คุ้นเคยกับโอมากาเสะอยู่แล้วสามารถนั่งทานได้อย่างสบายใจ
ด้วยบรรยากาศของร้านให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเองมากกว่าความเคร่งขรึม ตัวเคาน์เตอร์ไม่ใหญ่ ทำให้เกิดบทสนทนาได้ง่าย และไม่กดดันจนเกินไปสำหรับเดตแรก
ก็เหมาะกับคู่เดตที่อยากเช็กเคมีในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย แต่ยังได้มาตรฐานโอมากาเสะที่ไว้ใจได้
Address: มี 2 สาขา ที่ Gaysorn Village และ Velaa Sindhorn Village
Open: เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 12.00-14.00 น. / 17.30-19.30 น.
Contact: Umi
Budget: เริ่มต้น 3,800++ บาทต่อคน

เชฟเลือกใช้วัตถุดิบในสไตล์โอมากาเสะญี่ปุ่นแท้แบบ Edomae สไตล์เก่าดั้งเดิม โดยเสิร์ฟคอร์สซูชิที่เปลี่ยนตามฤดูกาลและเลือกวัตถุดิบระดับพรีเมียมจากญี่ปุ่น เช่น Uni จากฮอกไกโดหรือปลาทูน่าคัดพิเศษ และมีตัวเลือกทั้ง Nigiri Course, Mini Omakase และ Full Omakase ที่ระดับสูงกว่าเดิม
บรรยากาศของร้านออกแบบให้รู้สึกเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง ด้วยสไตล์ญี่ปุ่นแบบมินิมอลและเคาน์เตอร์ที่ไม่ใหญ่ ทำให้เป็นหนึ่งในร้านโอมากาเสะที่ได้รับคำชมว่ามีทั้งคุณภาพวัตถุดิบและการบริการที่ดี ซึ่งต้องจองล่วงหน้าเสมอเพราะจำนวนที่นั่งมีจำกัด
เหมาะกับเดตที่อยากได้ประสบการณ์พิเศษของโอมากาเสะที่สงบและละเมียดละไมแบบญี่ปุ่นแท้
Address: ซอยเพชรบุรี 38/1 (ท้ายซอยสุขุมวิท 39)
Open: เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ มื้อกลางวันเวลา 12.00 น. / 13.00 น. / มื้อค่ำเวลา 17.30 น. / 19.30 น. / 20.00 น.
Contact: Sushi Ichizu
Budget: เริ่มต้น 2,500++ บาทต่อคน

โอมากาเสะระดับพรีเมียมที่ได้รับการแนะนำใน Michelin Guide ของกรุงเทพฯ เชฟ Seiji Sudo จะรังสรรค์ คอร์สโอมากาเสะประมาณ 15 คำ พร้อมวัตถุดิบส่งตรงจากตลาดปลาโทโยสุในโตเกียว
บรรยากาศของร้านออกแบบให้รู้สึกเป็นส่วนตัวและมินิมอล ด้วยเคาน์เตอร์ไม้ฮิโนกิที่เชฟทำอาหารตรงหน้าแขก ทำให้ทุกคำสัมผัสได้ทั้งรสชาติและความตั้งใจของผู้เสิร์ฟ โดยมีที่นั่งจำกัดเพียง 6-8 คนต่อรอบเท่านั้น ดังนั้นการจองล่วงหน้าจึงสำคัญมาก
Address: ชั้น G, Kronos Building Sathorn
Open: เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 18.00-22:00 น.
Contact: Sushi Saryu
Budget: เริ่มต้น 8,000++ บาทต่อคน

ร้านโอมากาเสะที่โดดเด่นในแนวคิด Ittaikan หรือการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างอาหารทะเลและข้าวซูชิ ให้ทั้งสององค์ประกอบกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ที่ก่อตั้งโดยเชฟ เคอิโซ เซกิ ชาวโอซาก้า นำเสนอซูชิแบบเอโดะมาเอะจากโตเกียว ก่อนเดินทางไปเปิดสาขาแรกที่ลอสแอนเจลิส และได้รับการการันตีด้วย มิชลินสตาร์ 2 ดวง จากลอสแอนเจลิส ปี 2009 และนิวยอร์ก ปี 2016
โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ของซูชิแบบเอโดะมาเอะไว้อย่างชัดเจน ทั้งในลำดับคอร์ส รสชาติ และจังหวะของมื้ออาหาร เหมาะกับเดตที่อยากสัมผัสโอมากาเสะแบบจริงจัง
ในบรรยากาศที่เน้นรายละเอียดและความตั้งใจในทุกคำ
Address: ชั้น G, Athenee Tower
Open: เปิดทุกวันจันทร์-เสาร์ เวลา 12:00 น. / 17:30 น. / 19.30 น.
Contact: Sushi Zo
Budget: เริ่มต้น 7,000++ บาทต่อคน
ภาพ: Courtesy of the restaurant
The post Omakase Test: พิสูจน์เคมีคู่เดตให้รู้เรื่องใน 2 ชั่วโมง ด้วยโอมากาเสะ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทุกวันนี้การพักแบบ Long Stay เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับ […]
The post La Clef Bangkok ที่พักลองสเตย์โลเคชั่นดี ที่มีออนเซนไว้แช่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทุกวันนี้การพักแบบ Long Stay เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับนักเดินทางตัวยง เพราะหลายคนมักใช้การเดินทางเพื่อทำงาน ท่องเที่ยว และสำรวจเมืองไปพร้อมๆ กัน ตัวเลือกที่พักแบบเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์จึงกลายเป็นหนึ่งทางเลือกที่นักเดินทางชื่นชอบ ด้วยบรรยากาศการตกแต่ง ข้าวของเครื่องใช้ รวมถึงเซอร์วิสต่างๆ ที่ให้คุณรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน แต่สะดวกสบายเช่นพักในโรงแรม

เมื่อเดือนที่แล้ว เราแวะไปลอง Stay ที่ La Clef Bangkok by The Crest Collection เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ระดับหรูหราในเครือ The Ascott Limited ที่เพิ่งเปิดให้บริการไม่นาน ที่นี่ตั้งอยู่ปากซอยสุขุมวิท 38 ใกล้ BTS ทองหล่อเพียง 1 นาทีเดิน ตัวเรสซิเดนซ์ประกอบด้วยห้องพักทั้งหมด 115 ห้อง มีให้เลือกตั้งแต่ห้องสตูดิโอไปจนถึงแบบ 2 ห้องนอน โดยทั้งหมดออกแบบและตกแต่งภายใต้แนวคิด ‘A Story Behind Every Door’ สะท้อนความใส่ใจรายละเอียดตามฉบับ The Crest Collection ที่มีกลิ่นอายของฝรั่งเศสเล็กๆ ผสมความเป็นไทย บรรยากาศและการบริการจึงเหมาะแก่การพักผ่อนและอยู่อาศัยระยะยาว ห้องนอนกว้างขวาง แบ่งสัดส่วนชัดเจน Amenities ในห้องน้ำใช้ของ Thann เตียงนอนจาก Omazz ฯลฯ และที่เราชอบมากที่สุดคืออุปกรณ์ยิมจาก Technogym และบ่อออนเซ็นส่วนตัวที่แช่เมื่อไรก็ได้ และได้ทุกวันตลอดการเข้าพัก


เราว่า La Clef Bangkok เหมาะกับนักเดินทางแบบธุรกิจหรือ Digital Nomad ที่อยากเที่ยวและทำงาน พร้อมทั้งต้องการสำรวจเมืองในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะมาเดี่ยว มาคู่ หรือมาเป็นครอบครัวได้หมด ที่สำคัญคืออยู่ยาว อยากได้ความสะดวกสบายแบบ
La Clef Bangkok by The Crest Collection
Location: สุขุมวิท 38
Budget: เริ่มต้นคืนละ 3,200 บาท ขั้นต่ำ 30 คืน
Facebook: www.facebook.com/laclefbangkok
Instagram: https://www.instagram.com/laclefbangkok
Website: www.discoverasr.com/en/the-crest-collection/thailand/la-clef-bangkok-by-the-crest-collection
Map:
The post La Clef Bangkok ที่พักลองสเตย์โลเคชั่นดี ที่มีออนเซนไว้แช่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความอร่อยตำรับญี่ปุ่นในแบบฉบับเฉพาะตัวทำให้ NOBU สามารถ […]
The post คุยกับเชฟโนบุ มัตสึอิสะ ในโอกาสครบรอบ 1 ปี NOBU Bangkok กับโอมากาเสะ 8 คอร์สที่ตั้งใจที่สุด appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความอร่อยตำรับญี่ปุ่นในแบบฉบับเฉพาะตัวทำให้ NOBU สามารถมัดใจลูกค้าทั่วโลกได้มากมาย ยิ่งไปกว่านั้นยังสร้างฐานลูกค้าประจำและนำไปสู่การบอกปากต่อปากจนทำให้ร้านเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย จากจุดเริ่มต้นเสิร์ฟความอร่อยครั้งแรกในนิวยอร์กเมื่อปี 1994 สู่จุดที่ประสบความสำเร็จระดับโลกในวันนี้ พร้อมกับการขยายสาขาไปทั่วทุกภูมิภาคกว่า 58 แห่ง
แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็คือ NOBU Bangkok แห่งกรุงเทพมหานครที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้วนั่นเอง สำหรับวาระครบรอบ 1 ปี นอกจากทางร้านจะเตรียมเมนูพิเศษอย่างคอร์สโอมากาเสะแล้ว อีกหนึ่งเซอร์ไพรส์คือการได้รับเกียรติจากเชฟระดับตำนานโนบุ มัตสึอิสะ (Nobu Matsuhisa) ที่กลับมาเยือนกรุงเทพฯ อีกครั้ง เพื่อร่วมเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษนี้ พร้อมพูดคุยกับ THE STANDARD LIFE แบบเอ็กคลูซีฟด้วย

“ผมรู้สึกดีใจมากครับที่ได้กลับมาเยือนกรุงเทพฯ อีกครั้ง และได้มาร่วมฉลองให้กับ NOBU Bangkok ในโอกาสครบรอบ 1 ปีคราวนี้ เมืองนี้ยังคงมีเสน่ห์เหมือนเคย มีอาหารการกินหลากหลาย ผู้คนน่ารัก บรรยากาศดี แล้วผู้คนที่นี่ให้การต้อนรับ NOBU เป็นอย่างดีด้วย อยากขอบคุณทุกคนมากจริงๆ ครับ” เชฟโนบุให้สัมภาษณ์พร้อมรอยยิ้มถึงโอกาสที่ได้กลับมาเยือนกรุงเทพฯ อีกครั้ง

ซึ่งเมนู 8-Course Exclusive Omakase เริ่มต้นเรียกน้ำย่อยด้วยเมนูเย็นอย่าง White Fish Myoga Yuzu Kosho Dressing ปลาเนื้อขาวเสิร์ฟพร้อมดอกขิงญี่ปุ่นเคล้าด้วยซอสเผ็ดยูซุสูตรพิเศษ Lobster and Jicama Dry Miso Salad กุ้งล็อบสเตอร์เนื้อนุ่มทานกับสลัดมันแกวเคล้ามิโสะแห้ง Sushi Selection คอร์สซูชิพรีเมียม 5 คำ ที่คัดสรรวัตถุดิบสดใหม่หลากหลาย

จากนั้นต่อด้วยเมนูร้อนอย่าง Seared Scallop Brussel Sprout and Jalapeno Dressing หอยเชลล์ย่างเคล้าซอสพริกฮาลาเปนโญทานพร้อมกะหล่ำดาว Umami Duck Breast อกเป็ดเนื้อนุ่มสูตรอูมามิทานกับมิโซะแห้งเคล้าเครื่องเคียงรสเปรี้ยวหวาน Inaniwa Chukasoba with Japanese Beef อินานิวะโซบะ (หนึ่งในเส้นโซบะที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น) ปรุงในซุปดาชิร้อนสูตรพิเศษเฉพาะโนบุ ท็อปด้วยเนื้อวากิว

ปิดท้ายด้วยเมนูของหวาน 2 สไตล์อย่าง Kaffir Lime Cheese Mousse Yuzu Curd and Pineapple Orange Compote ชีสมูสมะกรูดกับเคิร์ดยูซุและแยมส้มสับปะรดโรยหน้าด้วยป๊อปคอร์น เสิร์ฟมาในธีมภาพยนตร์สุดคลาสสิก และ Caramel Chocolate Mochi โมจิเนื้อนุ่มสอดไส้ช็อกโกแลตคาราเมล

“ทุกเมนูล้วนเป็นตำรับพิเศษสไตล์ NOBU ที่เราคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดมาเสิร์ฟให้ลองชิมกัน เราให้ความสำคัญกับวัตถุดิบตลอดจนกรรมวิธีการทำอาหารอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอน เพื่อให้แขกของเราทุกคนได้รับประสบการณ์การทานอาหารที่ดีที่สุดกลับไป” เชฟโนบุกล่าวถึงตำรับพิเศษครั้งนี้
เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้ NOBU แตกต่างอย่างโดดเด่นก็คือการสร้างสรรค์รสชาติในสไตล์ญี่ปุ่นผสมผสานเปรู (Japanese-Peruvian Fusion Cuisine) ซึ่งทุกรายละเอียดล้วนพัฒนาขึ้นมาจากการหลอมรวมประสบการณ์ชีวิตของเชฟโนบุจนกลายเป็นตำรับที่มีเสน่ห์ไม่ซ้ำใคร
นอกจากนี้อัตลักษณ์โดดเด่นอีกด้านของคนญี่ปุ่นก็คือการให้ความสำคัญกับวัตถุดิบ สิ่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เชฟโนบุใส่ใจในการคัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดเสมอ รวมถึงสนใจในการนำวัตถุดิบท้องถิ่นต่างๆ มาสร้างสรรค์จานพิเศษเพื่อให้แต่ละร้านมีจานพิเศษเฉพาะถิ่นที่ไม่เหมือนที่ไหน มาถึงตรงนี้เราเลยอยากทราบถึงเรื่องราวและมุมมองที่มีต่อวัตถุดิบไทยกันดูบ้าง

“วัตถุดิบไทยมีความหลากหลายและน่าสนใจมาก ตอนนี้ผมอาจจะยังรู้อะไรไม่เยอะเท่าไร ถ้าได้ศึกษามากขึ้นกว่านี้ก็น่าจะได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เมนูแปลกใหม่แน่นอนครับ” เชฟโนบุกล่าวพร้อมแสดงความคิดเห็นในทิศทางที่น่าสนใจทีเดียว
สำหรับ NOBU Bangkok นี้ตั้งอยู่ที่ชั้น 57-58 และ 60 ของตึก The Empire ย่านสาทร และถือเป็นร้านในเครือ NOBU ที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในโลกอีกด้วย ใครอยากลิ้มลองตำรับพิเศษที่ทำให้คนทั่วโลกหลงใหลพร้อมเคล้าวิวสวยระดับพรีเมียมก็ลองแวะไปกันได้เลย

ภาพ: NOBU Bangkok
The post คุยกับเชฟโนบุ มัตสึอิสะ ในโอกาสครบรอบ 1 ปี NOBU Bangkok กับโอมากาเสะ 8 คอร์สที่ตั้งใจที่สุด appeared first on THE STANDARD.
]]>
เดินทางกันมาถึงสัปดาห์สุดท้ายแล้ว มีใครคิดเหมือนกันบ้าง […]
The post CALENDAR: กิจกรรมน่าสนใจสัปดาห์นี้ (27 มีนาคม – 2 เมษายน 2568) appeared first on THE STANDARD.
]]>
เดินทางกันมาถึงสัปดาห์สุดท้ายแล้ว มีใครคิดเหมือนกันบ้างไหมว่าทำไมปีนี้เดือนมีนาคมถึงนานกว่าปกติ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเดือนที่สนุกมากจริงๆ ออกไปเต็มที่ส่งท้ายเดือนกันต่อเลยดีกว่า สัปดาห์นี้มีมื้ออร่อยๆ มาให้ลองจากสองเชฟดัง มีละครเวทีและเพลงจากดีเจให้โยกย้าย และจะขาดไปไม่ได้กับงานหนังสือสุดยิ่งใหญ่ที่รอทุกคนไปช้อปกันอยู่
ฝุ่นกลับมาอีกแล้ว ดูแลตัวเองกันด้วยนะ ใครพร้อมสำหรับสัปดาห์นี้แล้วก็หยิบกระเป๋าแล้วไปพร้อมกันเลย

นิทรรศการที่ผสมผสานระหว่างศิลปะและอาหารเข้าด้วยกันจากเซี่ยฟาน ศิลปินที่เสิร์ฟอาหารผ่านมุมมองศิลปะ ครั้งนี้ทุกคนจะได้ลองกินเมนูซิกเนเจอร์ของเซี่ยฟานนั่นคือ Mapo Tofu ด้วยวิธีทำอาหารจีนแบบดั้งเดิมที่ได้รับความยกย่องจากเซี่ยฟานแต่ก็หลีกหนีจากแนวคิดที่สะท้อนปรัชญาที่เซี่ยฟานเชื่อว่าความงามที่แท้จริงของศิลปะคือความไม่จีรัง
สามารถสำรองที่นั่งได้ที่เว็บไซต์ ticketmelon.com
When: วันที่ 30 มีนาคม 2568
Where: หัวลำโพง
More Info: Bangkok Kunsthalle

เตรียมตัวกันให้ดีเพราะ SHYGIRLS นำ CLUB SHY WORLD ดีเจแนวหน้าจากลอนดอนมามิกซ์เพลงให้ทุกคนแดนซ์กันกระจายถึงที่ ทั้งแนวเพลงผสมผสานทั้งแรป ทั้งป๊อป และอิเล็กทริก ไปกับศิลปินมากมายไลน์อัพแน่นๆ ตลอดคืน
When: วันที่ 27 มีนาคม 2568
Where: สุขุมวิท ซอย 55
More Info: SHYGIRL

ละครเวทีเรื่องใหม่จากบทละครกำกับโดย ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ และ ดารัณ เมธาพุทธคุณ เล่าเรื่องราวของตัวละครที่มีความสัมพันธ์ยุ่งเหยิงและไปพัวพันกับการทดลองลึกลับ The Blue Hole ที่ไม่มีทางออกและคดีลักพาตัวเด็กน้อยที่หายตัวไปตั้งแต่ 10 ขวบแต่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในร่างหญิงสาววัย 29 ปี
สามารถร่วมหาทางออกไปพร้อมกันได้ ที่ RCB Forum ชั้น 2 โดยราคาบัตรเข้าชมจะอยู่ที่ 800 บาท ราคาพิเศษ 500 บาท เมื่อแสดงบัตรนักเรียนหรือนักศึกษา
When: วันที่ 29-30 มีนาคม 2568
Where: RCB Forum ชั้น 2 River City Bangkok
More Info: River City Bangkok

นักอ่านชวนเพื่อนได้เลยสัปดาห์หนังสือแห่งชาติจัดยิ่งใหญ่กลับมาให้อ่านอีกรอบ ปีนี้จัดยาวถึง 13 วันมีหนังสือให้เลือกหลากหลายแนวทั้งหนังสือเด็ก นวนิยาย วรรณกรรม สืบสวน ความรัก รอให้ทุกคนไปเช็กอินอยู่
When: วันนี้ – 7 เมษายน 2568
Where: ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
More Info: งานหนังสือ

ชวนทุกคนไปสัมผัสความเป็นไทยที่งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ปีนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยกของดีของเด่นจากทุกสารทิศมาให้แบบจัดเต็มมาก แถมยังยกเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาคมาเสิร์ฟไม่หยุดทั้งอาหาร สินค้า OTOP สินค้าพื้นบ้าน กิจกรรมให้ร่วมสนุก และดนตรีเพราะๆ จากศิลปินมากมาย
When: วันที่ 26-30 มีนาคม 2568
Where: ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
More Info: ททท. สำนักงานกรุงเทพมหานคร : TAT Bangkok Office

ห้องอาหาร YTSB – Yellow Tail Sushi Bar พาทุกคนเปิดประสบการณ์ใหม่ไปกับโอมากาเสะ 14 คอร์สของ เชฟฮิโระฮิสะ ฮายาชิ ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของการปรุงอาหารญี่ปุ่นนานนับ 100 ปี มีศิลปะการปรุงระดับสูงสไตล์คัปปะ จากบ้านเกิดเมืองเอจิเซน ประเทศญี่ปุ่น นอกจากจะได้กินโอมากาเสะจากเชฟเจ้าของมิชลิน 5 ปีซ้อนแล้วนั้น ทุกคนจะได้ดูทุกกระบวนการทำทุกขั้นตอนอีกด้วย
โดยราคา 8,000++ บาท สามารถสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ https://shorturl.at/QkHAa
When: วันที่ 28-29 มีนาคม 2568
Where: BTS สถานีราชเทวี
More Info: YTSB- Yellow Tail Sushi Bar, Bangkok
The post CALENDAR: กิจกรรมน่าสนใจสัปดาห์นี้ (27 มีนาคม – 2 เมษายน 2568) appeared first on THE STANDARD.
]]>
เปิดประตูสู่โลกของ ‘Ryuzu’ ประสบการณ์โอมากาเสะที่ควรลิ้ […]
The post Ryuzu Omakase สวรรค์ของคนรักอูนิและเนื้อพรีเมียม appeared first on THE STANDARD.
]]>
เปิดประตูสู่โลกของ ‘Ryuzu’ ประสบการณ์โอมากาเสะที่ควรลิ้มลองสักครั้ง
มีร้านโอมากาเสะมากมายในเมืองให้เลือก แต่หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์ซูชิโอมากาเสะในย่านทองหล่อ อยากให้ลองแวะมาร้านนี้
Ryuzu Omakase เป็นโอมากาเสะพรีเมียมที่ชวนให้เราลิ้มลองรสชาติแบบเอโดะมาเอะ แต่ปรับให้ทันสมัยยิ่งขึ้น มาพร้อมวัตถุดิบชั้นเลิศนำเข้าจากญี่ปุ่น โดยมี เชฟปีโป้-ชาญชัย มังกรแก้ว รับหน้าที่เชฟใหญ่ของที่นี่


เมื่อเข้าไปในร้าน Ryuzu Omakase เราจะพบกับบรรยากาศที่เงียบสงบและผ่อนคลาย ตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอกได้เป็นอย่างดี การตกแต่งเรียบง่าย ใช้โทนสีอบอุ่นและวัสดุธรรมชาติที่ให้ความรู้สึกสบายตา
เคาน์เตอร์ไม้เป็นจุดที่คุณจะได้เห็นเชฟทำงานอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะนั่งตรงไหนก็มองเห็น


เราได้ลองคอร์ส 18 คำ ที่ถือเป็นคอร์สสูงสุดของที่นี่ แน่นอนว่าเราลองแทบทุกคำที่ทางร้านต้องการนำเสนอ Ryuzu เสิร์ฟซูชิสไตล์เอโดะมาเอะ ซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมจากโตเกียว เน้นความเรียบง่ายที่ทำให้รสชาติของวัตถุดิบโดดเด่น
มีข้าวซูชิเป็นหัวใจสำคัญตรงที่เม็ดข้าวจะเล็ก นุ่ม และเบากว่าข้าวซูชิทั่วไป มีความเปรี้ยวละมุนจากน้ำส้มสายชูหมักพิเศษที่ไม่ฉุนเกินไป เชฟปรุงด้วยเกลือทะเลและน้ำตาลมิรินในสัดส่วนที่พอดี ทำให้ข้าวมีรสชาติสมดุล และเสิร์ฟในอุณหภูมิที่อุ่นพอเหมาะ



จุดเด่นที่น่าสนใจคือ คอร์สนี้มีอูนิถึง 4 คำ ซึ่งทางร้านใช้ 2 สายพันธุ์ ได้แก่ บาฟุนและตากะ ตามความเหมาะสม ทำให้ได้รสชาติที่ต่างกัน
สำหรับคนชอบเนื้อ อีกหนึ่งไฮไลต์ยังเป็นเนื้อวัวพรีเมียมที่มาจากจังหวัดนางาซากิ โดยมาพร้อมอูนิ เวลาเสิร์ฟก็จะมีลูกเล่นสักหน่อย อย่าลืมหยิบมือถือมาเก็บภาพกันให้ทันนะ

เมนูของทางร้านจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล แต่ละช่วงมีวัตถุดิบเด่นต่างกัน ที่แน่ๆ คือเน้นความสด ใหม่ ได้มาตรฐานของทางร้าน อย่างวันที่เราไปมีทั้งปูขนญี่ปุ่น, โอโทโร, อากามิ, หอยแครงยักษ์, ปลาทาจิอุโอะ (ปลาดาบเงิน) และปลาซาโยริ (ปลาหลาวญี่ปุ่น) จุใจคนชอบโอมากาเสะที่มีทั้งซูชิดั้งเดิมและคอร์สที่ครีเอทีฟขึ้นมาหน่อย


คนที่ชื่นชอบซูชิสไตล์เอโดะมาเอะที่เน้นความเรียบง่ายและคุณภาพวัตถุดิบที่ดี อยากลองอูนิหลายๆ คำ รวมถึงคอร์สเนื้อที่ถือเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ ก็ไม่น่าจะหาได้จากที่ไหนอีก
Ryuzu Omakase
Location: โครงการ Marche’ Thonglor
Open: เวลา 12.30 น., 17.30 น. และ 19.30 น.
Contact: 06 2926 6241 และ LINE: @ryuzuomakase
Budget: 14 คอร์ส (มื้อเที่ยง) 3,500 บาท, 16 คอร์ส 5,800 บาท และ 18 คอร์ส 8,900 บาท
Map: https://maps.app.goo.gl/xeScf74CBXBmtUsC8
The post Ryuzu Omakase สวรรค์ของคนรักอูนิและเนื้อพรีเมียม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ต้อนรับเข้าสู่ต้นเดือนพฤษภาคมอย่างเป็นทางการ พวกเรามาพร […]
The post CALENDAR: กิจกรรมน่าสนใจสัปดาห์นี้ (8-15 พฤษภาคม 2567) appeared first on THE STANDARD.
]]>
ต้อนรับเข้าสู่ต้นเดือนพฤษภาคมอย่างเป็นทางการ พวกเรามาพร้อมกับงานนิทรรศการและอีเวนต์น่าสนุก พร้อมเดินเล่นกินลมชมงานสตรีทอาร์ตกับกราฟฟิตี้เดือดๆ ตกเย็นไปรับประทานคอร์สสุดพิเศษจากเชฟชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทยแบบไฟน์ไดนิ่ง หรือร้านโอมากาเสะชื่อดังจากญี่ปุ่น
ถ้าใครพร้อมสนุกและเดินเที่ยวเล่นแล้ว มาดูกันดีกว่ามีงานไหนบ้างที่ทุกคนสนใจและออกไปเที่ยวกัน

นิทรรศการสุดคิวต์ของน้องสุนัขดัชชุน โดยศิลปิน newyear6 ที่เล่าเรื่องผ่านภาพวาดสีสันสดใส ภายในงานทุกคนจะได้พบกับเจ้าสุนัขยักษ์ที่ชื่อว่า Wednesday ผู้มีนิสัยคิดมาก เมื่อวานก็คิดมาก วันนี้ก็กังวล ด้านในนิทรรศการจะแบ่งเป็นหลายโซนให้ทุกคนเดินชมได้ รวมถึงถ่ายรูปเก็บไว้เป็นความทรงจำด้วย ส่วนใครอยากจะได้น้อง Wednesday กลับไปเป็นของที่ระลึก อย่าลืมแวะโซน Souvenir ที่เต็มไปด้วยของน่ารักๆ จนอดใจไม่ควักกระเป๋าเงินขึ้นมาไม่ไหว
When: วันนี้ – 30 มิถุนายน 2567
Where: อ่อนนุช
More Info: Xspace

BKK WALL FEST ครั้งนี้รวบรวมศิลปินไทยมากกว่า 20 คน มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบสตรีทอาร์ตในกรุงเทพฯ บอกเลยว่างานเฟสติวัลนี้มีมุมที่น่าสนใจและน่าถ่ายรูปเพียบ อีกทั้งยังมีกิจกรรมให้ทุกคนได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอีกด้วย
When: วันนี้ – 2 มิถุนายน 2567
Where: ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์
More Info: MMAD – MunMun Art Destination

เทศกาลศิลปะแมงโก้ ครั้งที่ 4 เป็นเฟสติวัลที่ให้ศิลปินไทยนำผลงานมาจัดแสดงแลกเปลี่ยนความสร้างสรรค์ ช่วยให้ศิลปินไทยได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ในเทศกาลจะได้พบกับผลงานศิลปะ (Art) งานฝีมือ (Craft) และการแสดง (Performance) โดยแบ่งออกเป็นโซนแกลเลอรี โซนศิลปินอิสระ โซนงานคราฟต์ พร้อมด้วยเวทีการแสดงและดนตรี ถ้าใครสนใจอย่าลืมไปกันล่ะ
When: 7-12 พฤษภาคม 2567
Where: เจริญกรุง 24
More Info: River City Bangkok

นิทรรศการที่จะพาเราข้ามสะพานย้อนวัยกลับไปหาช่วงวัยเด็กที่แสนสนุก ผ่านภาพวาดและลายเส้นที่มีความสดใส สีสันสุดแสนน่ารัก โดยเป็นชิ้นงานสีน้ำที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและเรื่องราว ใครสนใจอยากย้อนเวลาไปในช่วงวัยเด็กไปเดินชมนิทรรศการกันได้เลย
When: วันนี้ – 26 พฤษภาคม 2567
Where: ถนนทรงวาด
More Info: PLAY art house

ห้องอาหารไทยไฟน์ไดนิ่ง TAAN ร่วมกับ Bad Burger กลุ่มคนประยุกต์งานศิลป์สังคม เสิร์ฟคอร์สเมนูพิเศษในชื่อ ‘วิถี (Vi-Thi)’ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากภาพศิลปะ 10 ชิ้นโดย 10 ศิลปิน ซึ่งคัดเลือกโดย Bad Burger ก่อนนำมาตีความผ่านอาหารไทยสไตล์ไฟน์ไดนิ่งโดยเชฟเทพ มนต์เทพ ประจำห้องอาหาร TAAN
ดินเนอร์นี้จัดคืนเดียวในราคา 5,900++ บาทต่อคน โดยจะได้รับเครื่องดื่มแพริ่งพิเศษจากจังหวัดแพร่ 2 แก้ว
When: 11 พฤษภาคม 2567
Where: ตรงข้ามสนามกีฬาแห่งชาติ
More Info: Siam@Siam Design Hotels Bangkok

ร้านโอมากาเสะ 2 ดาวมิชลินจากเกาะคิวชูที่มาเปิดสาขาแรกในประเทศไทยอยู่ที่ย่านสาทร จัดมื้อพิเศษที่ 23 คอร์ส ซึ่งจะนำโดยเชฟผู้สืบทอดจากสาขาต้นตำรับ เชฟเซตสึโอะ ฟูนาฮาชิ ผู้จะบินมาเยี่ยมร้านสาขานี้ตามฤดูกาล นี่จึงเป็นโอกาสที่หาได้ยากสำหรับใครอยากลิ้มลองรสมือระดับมาสเตอร์
โดยมื้อนี้เปิดทั้งช่วงกลางวันและช่วงค่ำ ราคา 8,500++ บาทต่อคน และรับจำนวนจำกัดต่อรอบ
When: 16-18 พฤษภาคม 2567
Where: โรงแรม W Bangkok
More Info: Nikaku Bangkok
The post CALENDAR: กิจกรรมน่าสนใจสัปดาห์นี้ (8-15 พฤษภาคม 2567) appeared first on THE STANDARD.
]]>
โอมากาเสะที่สื่อถึงช่วงเวลาที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของปี &n […]
The post Sushi Sora เปิดเซ็ตเมนูใหม่ ที่สื่อถึงช่วงเวลาอุดมสมบูรณ์ที่สุดของปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
โอมากาเสะที่สื่อถึงช่วงเวลาที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของปี
ช่วงกลางเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน เป็นช่วงเวลาของฤดูใบไม้ผลิของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด และมีชีวิตชีวาที่สุดของปี Sushi Sora จึงออกเซ็ตเมนูโอมากาเสะใหม่ โดยใช้วัตถุดิบที่อยู่ในช่วงอุดมสมบูรณ์ที่สุดเวลานี้มารวมกัน

มีเซ็ตเมนูให้เลือกอยู่หลายแบบ โดยเซ็ตที่เราเลือกจะเป็น Sora Omakase Course (ราคา 4,800 บาท) ประกอบไปด้วย 2 ซาชิมิ, 8 ซูชิ, 4 Seasonal Dishes, Sora Maki, ซุป และของหวาน เชฟ Yamakawa เฮดเชฟของร้าน คัดวัตถุดิบที่จะอร่อยที่สุดในช่วงฤดูใบไม้ผลิมาเป็นส่วนประกอบของเซ็ตนี้ เช่น Shiro Ebi ส่งตรงจากอ่าวโทยามะของญี่ปุ่น จุดเด่นจะอยู่ที่เนื้อมีรสหวาน มีลักษณะโปร่งแสง และช่วงที่ดีที่สุดของกุ้งคือช่วงฤดูใบไม้ผลิ เพราะกุ้งจะมีรสหวานและนุ่มเป็นพิเศษ

หรือจะเป็น Hotaru Ika ปลาหมึกหิ่งห้อยตัวเล็ก ที่เวลาอยู่ในทะเลสามารถผลิตแสงสว่างได้ ในช่วงเวลาฤดูใบไม้ผลิ หมึกเหล่านี้จะว่ายเข้าใกล้ฝั่งเพื่อวางไข่ ทำให้สามารถจับได้ง่ายขึ้น แถมช่วงเวลานี้เนื้อของหมึกจะมีความเข้มข้นเป็นพิเศษ

อีกหนึ่งวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้คือ Meji Maguro หรือลูกปลาทูน่าครีบน้ำเงิน จุดเด่นคือเนื้อนุ่มและมีรสชาติที่อ่อนกว่า Maguro ทั่วไป ยิ่งช่วงฤดูใบไม้ผลิ จำนวน Meji Maguro จะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น และตัวปลาจะมีการพัฒนาไขมันให้อยู่ในปริมาณที่พอดี ทำให้ได้เนื้อสัมผัสและรสชาติที่เหมาะสมที่สุด

ใครสนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Facebook: Sushi Sora
Instagram: @sushi.sora.bkk
Open: เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 11.30-22.30 น. (ปิดวันจันทร์)
Address: ชั้น G โรงแรม SO/ Bangkok
Budget: Lunch 13 คอร์ส 2,800++ บาท / Omakase 16 คอร์ส 3,800++ บาท / Sora Omakase 18 คอร์ส 4,800++ บาท / Chef’s Special Omakase 23 คอร์ส 7,500++ บาท
Facebook: Sushi Sora
Instagram: @sushi.sora.bkk
Map: https://maps.app.goo.gl/titThhzHEatDxVfXA?g_st=ic
The post Sushi Sora เปิดเซ็ตเมนูใหม่ ที่สื่อถึงช่วงเวลาอุดมสมบูรณ์ที่สุดของปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่เคยสัมผัสกับ Umi สาขาเกษรวิลเลจมาแล้วน่าจะพอคุ้นเ […]
The post Umi Velaa โอมากาเสะซูชิระดับพรีเมียมที่อยู่คู่เมืองไทยมากว่า 10 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่เคยสัมผัสกับ Umi สาขาเกษรวิลเลจมาแล้วน่าจะพอคุ้นเคยกับโอมากาเสะซูชิของ Umi ที่สั่งสมประสบการณ์มากว่า 10 ปี เรียกได้ว่าเป็นโอมากาเสะเจ้าแรกๆ ในเมืองไทยที่เสิร์ฟซูชิระดับพรีเมียมเทียบเคียงกับโอมากาเสะระดับท็อปๆ ในประเทศญี่ปุ่น และแม้จะเปิดมาเป็นเวลานาน แต่ทุกวันนี้ Umi ก็ยังมีขาประจำแวะเวียนกลับไปอย่างเนืองแน่น

ดังนั้นเมื่อ Umi ตั้งใจจะขยับขยายสาขาใหม่ ความพิเศษของ Umi Velaa จึงไม่ใช่แค่การถ่ายทอดความดีงามของโอมากาเสะซูชิจากร้านรุ่นพี่ในสาขาเกษรวิลเลจ แต่ ณัฐ พงศ์ธนากร หนึ่งในหุ้นส่วนได้เล่าให้เราฟังว่า Umi Velaa จะเป็นการนำเสนอรสชาติและรสสัมผัสของโอมากาเสะซูชิในอีกมิติหนึ่งที่มาในรูปแบบที่ละมุนขึ้น นำเสนอความเรียบง่ายและเนื้อแท้ของวัตถุดิบ ทั้งรสชาติและเท็กซ์เจอร์ที่ผ่านการปรุงแต่งให้น้อย สามารถกินคำต่อคำได้อย่างลื่นไหล คราฟต์แต่ละคำอย่างตั้งใจก่อนส่งต่อถึงมือของลูกค้าแต่ละคน

เชฟปุ๊-โชคชัย มีมานะ, ณัฐ พงศ์ธนากร และ เชฟพุฒิพงศ์ วิชาชัย

ความพิถีพิถันของ Umi Velaa เริ่มตั้งแต่การออกแบบร้านที่ได้นักออกแบบชาวญี่ปุ่นระดับโลกอย่าง Yoshio Itai ที่เคยออกแบบ Sushi Sho New York มาเนรมิตร้านโดยตกแต่งอย่างเรียบง่าย สามารถนั่งได้ 8 ที่นั่ง ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายๆ ข้าวของต่างๆ ภายในร้านล้วนส่งมาจากญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์ไม้ฮิโนกิ พื้นหินอ่อนนำเข้า บานประตูต่างๆ ฯลฯ เพื่อสร้างบรรยากาศให้ตัดขาดความวุ่นวายภายนอก ทันทีที่ก้าวเข้าร้านเราจึงรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในซูชิบาร์ดีๆ ที่ญี่ปุ่น จนแทบลืมไปเลยว่าที่นี่คือหลังสวน

Umi Velaa ได้ เชฟปุ๊-โชคชัย มีมานะ มายืนประจำการหลังเคาน์เตอร์ร่วมกับ เชฟพุฒิพงศ์ วิชาชัย ที่ทั้งสองไม่ใช่หน้าใหม่แต่อย่างใด แต่อยู่กับ Umi มาตั้งแต่ต้น และอย่างที่บอกว่าโอมากาเสะซูชิสาขานี้มีความนุ่ม เบา เนียน โชว์รสชาติแท้ๆ ของวัตถุดิบ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ข้าวที่ทางร้านได้เบลนด์ทั้งพันธุ์ข้าวญี่ปุ่นและน้ำส้มสายชูหมักให้ข้าวมีเท็กซ์เจอร์และรสชาติเฉพาะตัวที่ค่อนข้างถูกปากเรา

วันนั้นทางร้านเสิร์ฟทั้งหมด 20 คำ ราคา 6,000++ บาท ซึ่งอาจฟังดูเยอะ แต่เรากลับคิดว่าอิ่มกำลังดีและเพลินไปกับทุกคำที่เชฟเสิร์ฟ คำแรกเริ่มจากอิคุระ ไข่ปลาแซลมอนดองโชยุ หอมกลิ่นบ๊วย เรียกความสดชื่นกันก่อน ต่อด้วยหอยแครงญี่ปุ่น ปลา กุ้ง อย่างละคำ

อิคุระเปิดต่อมรับรส เรียกความสดชื่น

ปูขนหรือเคคานิไซส์ใหญ่จากฮอกไกโด ที่เนื้อปูจะเป็นริ้วใหญ่ เนื้อเด้ง หวานธรรมชาติ คำนี้เชฟไม่ได้ปรุงรสเลย แกะปูกันใหม่แล้วจัดเรียงใส่ชามก่อนยกมาเสิร์ฟ เพื่อให้ได้รสชาติของเนื้อปูอย่างแท้จริง

อาวาบิ เป๋าฮื้อตัวใหญ่ให้ความหรูหราและรสสัมผัสของทะเลมากกว่าไซส์เล็ก คำแรกให้กินเปล่าๆ ส่วนคำต่อไปเชฟแนะนำให้โรยเกลือทะเลกินพร้อมตับปลาเพิ่มความหวานมันให้อบอวลในปาก

ตับปลาอังกิโมะมีเท็กซ์เจอร์ให้ได้เคี้ยว มีความอูมามิ มาได ปลาเนื้อขาวธรรมชาติ ซึ่งเป็นอีกจานที่โชว์รสชาติแท้ๆ ของวัตถุดิบ

โฮตาเตะหรือหอยเชลล์ที่บีบมะนาวและเกลือเล็กน้อย เราชอบที่เชฟบั้งด้านบนของหอย ทำให้เท็กซ์เจอร์ต่างไปจากที่เคยกิน คำนี้สดชื่น ช่วยปลุกต่อมรับรสของเราอีกครั้งเมื่อผ่านมาเกือบครึ่งทาง ก่อนต่อด้วยทูน่าธรรมชาติที่เอจจิ้งไว้นาน 1 สัปดาห์ เพื่อให้ปลาละมุน มีรสที่ชัดยิ่งขึ้น


โอโทโร่ชิ้นแรกให้ป้ายวาซาบิ จิ้มเกลือ แค่นี้ก็อร่อยแล้ว ส่วนชิ้นถัดไปให้ป้ายวาซาบิ จิ้มโชยุ ที่ช่วยเป็นตัวจบให้คำนี้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ต่อด้วยอากามิแดงและชูโทโร่ มีรสชาติเนื้อปลาที่เข้มข้น


ปลาอิวาชิหรือซาร์ดีน ทีเด็ดอยู่ที่การเติมรสชาติด้วยต้นหอมญี่ปุ่นบด กุ้งลายเสือ คำนี้ทางร้านพิสูจน์แล้วว่าของสดใช่ว่าจะมอบรสชาติที่ดีที่สุด เพราะเชฟใช้กุ้งแช่แข็งหลังพิสูจน์มาแล้วว่ามีรสชาติที่ดีกว่าจริงๆ

อูนิหวานฉ่ำ ปลาไหลทะเลย่างมาหอมๆ อบอวลไปทั้งร้าน ซุปกระดูกปลาซดคล่องคอ ต่อด้วยทามาโกะยากิหรือไข่หวานที่เป็นสูตรดั้งเดิม ทำใหม่ทุกรอบ คำนี้แม้หน้าตาอาจไม่นวลเนียนแต่รสชาติหวานอ่อนๆ หอมละมุนมาก

ปิดท้ายการเดินทางครั้งนี้ด้วยคำที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Bara Chirashi ที่เชฟได้รวมปลาทั้งหมดที่เสิร์ฟในวันนี้มาทำเป็นมากิหลากรสชาติในหนึ่งคำ ซึ่งค่อนข้างประทับใจอีกแล้ว เพราะส่วนตัวเราก็ชอบรสชาติที่เซอร์ไพรส์เวลากิน Bara Chirashi เช่นกัน

ส่วนขนมหวานเป็นองุ่นไซมัสคัส เนื้อวุ้นดองข้าวหมักญี่ปุ่นทิ้งไว้ 5 วัน เย็นฉ่ำ สดชื่น ต่อด้วยไอศกรีมที่เลือกได้ว่าจะเอารสวาซาบิหรือมันหวาน ที่เซอร์ไพรส์มากทั้งสองรส โดยเฉพาะรสวาซาบิที่ซี้ดขึ้นจมูก รับรองไม่น่าจะหากินได้จากที่ไหนนอกจาก Umi Velaa

นักกินโอมากาเสะที่อยากลิ้มลองซูชิดีๆ ในย่านหลังสวนที่เรียบง่าย มีความ Authentic สูง ไม่ฟิวชัน เน้นใช้วัตถุดิบพรีเมียม คัดจากแหล่งที่ดีที่สุดจากญี่ปุ่น ชื่นชอบความพิถีพิถันในวิถีของเชฟซูชิที่จะสัมผัสได้ตั้งแต่ก้าวเข้าร้าน และซูชิคำแรกจนถึงคำสุดท้าย รวมถึงคนที่อยากให้รางวัลตัวเองด้วยโอมากาเสะซูชิดูสักครั้ง Umi Velaa จะเป็นมื้อที่ยอดเยี่ยมสำหรับคุณทีเดียว
Umi Velaa
Open: เปิดทุกวัน (ปิดวันจันทร์) รอบเวลา 10.00 น., 17.00 น. และ 19.00 น.
Address: โครงการ Velaa หลังสวน
Budget: โอมากาเสะเซ็ต 20 คำ ราคา 6,000++ บาท
Contact: 06 1961 4949
Map:
The post Umi Velaa โอมากาเสะซูชิระดับพรีเมียมที่อยู่คู่เมืองไทยมากว่า 10 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
ค้นพบความยอดเยี่ยมของ Sushi Saito Thailand ด้วยประสบการ […]
The post ประสบการณ์ซูชิระดับโลกที่ Sushi Saito Thailand มิชลิน 3 ดาวจากโตเกียว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ค้นพบความยอดเยี่ยมของ Sushi Saito Thailand ด้วยประสบการณ์โอมากาเสะติดดาวมิชลินจากโตเกียว
สำหรับคนรักซูชิย่อมเคยได้ยินชื่อของ Sushi Saito จากโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่คว้ามาได้ถึง 3 ดาวมิชลิน ถือเป็นหนึ่งในร้านซูชิที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก และจองยากที่สุดในโลกแห่งหนึ่งด้วยเช่นกัน ด้วยที่นั่งที่มีอยู่เพียง 8 ที่เท่านั้น แถมยังเปิดเป็นรอบๆ ซึ่งถ้าใครที่เคยลอง Sushi Saito ที่โตเกียวมาแล้ว ขอบอกว่าคุณเป็นคนที่โชคดีมาก

เชฟทาคาชิ ไซโตะ
ดังนั้น เมื่อได้ข่าวว่า Sushi Saito จะมาเปิดที่เมืองไทย หลายคนจึงอดตื่นเต้นไม่ได้ว่า นี่อาจจะเป็นโอกาสที่เราจะได้ลิ้มลองซูชิโอมากาเสะที่มีความพิถีพิถันสูงมากที่สุดในเมืองไทย
Sushi Saito Thailand ตั้งอยู่ในโรงแรม Four Seasons Hotel Bangkok ร้านตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่น เมื่อเปิดประตูเข้าไปแล้วจะเจอที่นั่งรอเวลา พร้อมบาร์ในโทนเคร่งขรึม แต่เมื่อสไลด์บานเลื่อนสไตล์ญี่ปุ่นเข้าไปยังบริเวณเคาน์เตอร์ไม้ที่มีเพียง 8 ที่นั่งเท่านั้น เราจะพบความสว่างไสว ผ่อนคลาย และเรียบง่ายเอามากๆ ตามสไตล์ซูชิบาร์ที่ญี่ปุ่น

บริเวณนั่งรอ

บริเวณเคาน์เตอร์บาร์
Sushi Saito นำโดยเชฟทาคาชิ ไซโตะ เชฟผู้เชี่ยวชาญและทุ่มเทให้กับการทำซูชิ นำเสนอซูชิสไตล์เอโดะมาเอะที่มีต้นกำเนิดจากโตเกียว เน้นความดั้งเดิมที่เรียบง่าย ใช้วัตถุดิบที่สดใหม่ มีคุณภาพสูง และปรุงรสให้น้อยที่สุด เพื่อเน้นธรรมชาติของวัตถุดิบให้เราได้ลองกัน อีกทั้งซูชิสไตล์เอโดะมาเอะนี้จะปรุงรสข้าวด้วยน้ำส้มสายชูสูตรพิเศษของทางร้าน มีขนาดพอดีคำ ใช้วาซาบิเพียงเล็กน้อย และมาในอุณหภูมิข้าวที่เหมาะสม

เชฟมารุยามะ
แม้เชฟทาคาชิ ไซโตะ จะไม่ได้มาประจำอยู่ที่นี่ แต่ในเมืองไทยก็ได้เชฟมารุยามะ ผู้เคยประจำการอยู่ที่สาขาในโตเกียวมายืนหลังเคาน์เตอร์ ซึ่งเขาก็ยังรักษามาตรฐานของ Sushi Saito ไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งเราค่อนข้างชอบท่าทีของเชฟมารุยามะที่ไม่เคร่งขรึมหรือนิ่งเกินไปจนทำให้บรรยากาศรอบข้างเกร็งกันไปหมด

วันนั้นเชฟเสิร์ฟทั้งหมด 19 คำ ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบประจำฤดูกาลในช่วงฤดูหนาว (เราลองในช่วงกลางเดือนธันวาคม) และวัตถุดิบสดใหม่ในแต่ละวัน จานเรียกน้ำย่อยไล่มาตั้งแต่ ไข่ปลานิชิน, ชิราโกะ, ปูเซโกะ ซึ่งเป็นปูหิมะที่คลุกเคล้าเนื้อปูและไข่ปู มีเฉพาะเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมเท่านั้น ตับปลาอังกิโมะราดซอส รสหวานละมุน นุ่มเหมือนคัสตาร์ด มีวาซาบิด้านบน จานนี้เป็นไฮไลต์ที่หลายคนชอบมากๆ จบงานเรียกน้ำย่อยด้วย ปลาดาบเงินย่าง กินคู่กับซอสพริกและหัวไชเท้าฝนละเอียด แทบไม่ได้ปรุงรส แต่ได้ความหวานจากปลาชัดเจน

ตับปลาอังกิโมะ

ปลาดาบเงินย่าง
ส่วนคอร์สหลักหรือนิกิริซูชิ เริ่มจากปลาเนื้อขาวที่รสอ่อนอย่าง ปลาคะเรหนังสน ปลาหางเหลือง ปลาตะเพียนญี่ปุ่น ไล่ระดับไปถึง อากามิ ปลาทูน่าเนื้อแดงที่ไม่มีไขมัน ต่อด้วย ชูโทโร เนื้อแดงตัดกับท้องทูน่า และ โอโทโร ส่วนท้องทูน่าที่มีความมันที่สุด

อากามิ, ชูโทโร, โอโทโร
จากนั้นเข้าสู่วัตถุดิบจากท้องทะเลอื่นๆ ได้แก่ ซูมิอิกะ หรือหมึกกระดองซูมิที่หลังจากปั้นเสร็จ เชฟจะปรุงรสด้วยการบีบมะนาวสด โรยเกลือเล็กน้อย คุรุมะเอบิ หรือกุ้งลายเสือญี่ปุ่นหวานฉ่ำ ปลาซาบะญี่ปุ่นดอง ที่มีคนขอเบิลหลังจบคอร์ส อูนิ สายพันธุ์บาฟุน หวาน เย็น เนียน ละลายในปาก ซึ่งถ้าใครเลือกคำนี้ต้องจ่ายเพิ่ม 2,000 บาท จบคอร์สหลักด้วย อานาโกะ ปลาไหลทะเลต้ม ทาซอสบางๆ เข้ากันได้ดีกับข้าว

ปิดท้ายด้วย ฟูโตมากิโรล ข้าวปั้นไส้ปลาไหล ตามด้วยซุปมิโซะร้อนๆ ให้ซดคล่องคอ ส่วนขนมหวานเป็น ทามาโกะยากิ ไข่หวานสไตล์ญี่ปุ่นที่สูตรของทางร้านจะคล้ายคัสตาร์ดมากกว่าเนื้อเค้ก และ ซอร์เบตแอปเปิ้ล ล้างปากเพื่อความสดชื่นปิดท้าย ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 1.30 ชั่วโมง

ฟูโตมากิโรล

คนที่อยากไปลอง Sushi Saito ที่ญี่ปุ่นแต่จองไม่ได้สักที คนที่อยากลองชิมซูชิที่ใช้วัตถุดิบที่คัดสรรมาจากแหล่งที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น คนที่อยากลองซูชิจากเชฟที่มีฝีมือและมีความพิถีพิถันสูง รวมถึงคนที่อยากรู้ว่าร้านซูชิที่ดีแบบดีจริงๆ ในมาตรฐานที่สูงแบบญี่ปุ่นนั้นเป็นอย่างไร Sushi Saito Thailand ให้สิ่งเหล่านั้นกับคุณได้แน่นอน
Open: รอบเวลา 12.00 น. 18.00 น. และ 20.00 น.
Address: Four Seasons Hotel Bangkok 300/1 ถนนเจริญกรุง (ระหว่างซอยเจริญกรุง 62 และ 64) กรุงเทพมหานคร
Contact: 0 2060 1999 หรือ [email protected]
Budget: ราคา 5,800 บาท และ 7,800 บาท
Map: https://maps.app.goo.gl/ZWiWXrAjocu1qvZX8
The post ประสบการณ์ซูชิระดับโลกที่ Sushi Saito Thailand มิชลิน 3 ดาวจากโตเกียว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในที่สุดย่านอารีย์ก็มีโอมากาเสะ ร้านมาในบรรยากาศบ้านขุน […]
The post Sushi Koge เดินทางชิมวัตถุดิบทั่วญี่ปุ่น ผ่านคอร์สโอมากาเสะฉบับดั้งเดิม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในที่สุดย่านอารีย์ก็มีโอมากาเสะ ร้านมาในบรรยากาศบ้านขุนนางสมัยเอโดะ ที่นี่จะเสิร์ฟวัตถุดิบชั้นดีจากหลายจังหวัดในญี่ปุ่นให้ทุกคนชิมอย่างเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความละเอียดลออ ฝีมือเชฟชาวไทยที่ร่ำเรียนและทำงานในร้านอาหารประเทศญี่ปุ่นมานาน 15 ปี

‘Sushi Koge’ เปิดอยู่ชั้นล่างในโครงการวานิชเพลซ จำลองการตกแต่งมาจากบ้านขุนนางญี่ปุ่นสมัยก่อน ตั้งแต่ทางเข้าที่เป็นประตูไม้ แท่นหิน ใส่ความทันสมัยเข้าไปด้วยกระเบื้องเงาและโคมไฟ เมื่อเข้ามาด้านในจะพบกับโซนต้อนรับในคอนเซปต์เดียวกัน
เคาน์เตอร์โอมากาเสะอยู่ด้านหลัง ใช้ไม้สีเหลืองอ่อนตัดพื้นสีเข้ม มีการจัดแสงไฟให้ร้านดูมีมิติ รวมถึงโคมไฟดีไซน์โครงไม้เหนือเคาน์เตอร์ที่ดูเข้ากับบรรยากาศดี

Sushi Koge นำโดย เชฟแจ๊ก ชาวไทยผู้เคยทำงานร่วมกับเชฟซูชิฝีมือดีหลายคนในประเทศญี่ปุ่น ทำให้เขาเข้าใจวิถีดั้งเดิมของการทำซูชิสไตล์เอโดะมาเอะ รวมถึงวัตถุดิบตามฤดูกาลที่จะจัดเตรียมให้ทุกคน
ตอนนี้ร้านเสิร์ฟทั้งหมด 18 คอร์ส เรียกความสดชื่นด้วย ‘Jyunsai to Tomato’ มะเขือเทศญี่ปุ่นดอง กินคู่กับยอดอ่อนบัวญี่ปุ่น ก่อนตามด้วย ‘Sashimi’ ที่จะเปลี่ยนไปตามฤดูและปลาที่ได้มาในแต่ละวัน

‘Kamasu Shio Yaki’ ปลาคามาสุย่างเกลือกินคู่ผักดอง เราชอบรสชาติโดยรวมของจานนี้ ‘Chawanmushi’ ไข่ตุ๋นญี่ปุ่นของเชฟแจ๊กมีความพิเศษตรงด้านบนราดด้วยซอสอันคาเคะที่ทำจากดาชิ ส่วนเนื้อไข่ตุ๋นผสมเนื้อปูฮอกไกโด

ต่อไปเป็น ‘Isobe Maki’ ปลาซาบะดองรมควันที่นำมาทำมากิแบบไร้ข้าว รสชาติชัดเจน น่าจะถูกใจหลายคนเลย เช่นเดียวกับ ‘White Fujisan Salmon’ วัตถุดิบไฮไลต์ของร้าน เป็นปลาแซลมอนเนื้อขาวที่เลี้ยงในแหล่งน้ำธรรมชาติแถบภูเขาไฟฟูจิ ทำให้รสชาตินุ่มนวล
หลังจาก ‘Aori Ika’ ซูชิปลาหมึกหอมญี่ปุ่นที่เราชอบเนื้อสัมผัส ‘Aji’ ซูชิปลาทูญี่ปุ่นหนังสีเงินสวย รสชาติเข้มข้น ‘Ama Ebi’ ซูชิกุ้งหวานจากฮอกไกโด ‘Hotate Isobe Yaki’ หอยเชลล์ฮอกไกโดย่างห่อสาหร่าย ก็มาถึง ‘Awabi’ เป๋าฮื้อจากจังหวัดเอฮิเมะ เชฟนำไปนึ่งสาเกให้มีรสหวาน ราดด้านบนด้วยซอสตับหอยเป๋าฮื้อ

จากนี้รสชาติเริ่มเร่งระดับขึ้น ‘Akami’ ซูชิทูน่าส่วนเนื้อแดง เชฟนำไปเอจหนึ่งสัปดาห์และแช่โชยุ ‘Uni Zuwaikani Ankake’ จานไฮไลต์ของร้าน เสิร์ฟอูนิจากฮอกไกโดคู่กับเนื้อปูซูไวและซอสสูตรพิเศษ ‘Chutoro’ เชฟนำเนื้อปลาไปเอจหนึ่งสัปดาห์เช่นกัน จนคำสุดท้าย ‘Toro Taku’ เชฟนำเนื้อทูน่า 3 ส่วนคือ อากามิ โอโทโร่ และชูโทโร่ มาห่อข้าว ไชเท้าดอง และสาหร่ายให้ชิม

แล้วจึงปิดท้ายด้วยไข่หวานย่างสไตล์ญี่ปุ่นและซุปมิโซะตามพิธี โดยของหวานเป็นไอศกรีมวานิลลากับเครื่องเคียง 3 อย่างคือ โมจิ วาราบิโมจิ และถั่วแดง
โอมากาเสะที่ดีขึ้นอยู่กับความสดและฝีมือในการจัดการวัตถุดิบของเชฟเสมอ สิ่งเหล่านี้เราอยากให้ทุกคนไปลองด้วยตัวเอง แต่สิ่งที่เราบอกได้เลยว่าประทับใจจากร้าน Sushi Koge คือความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบของเชฟ ความเข้าใจเกี่ยวกับซูชิสไตล์ดั้งเดิม และความคราฟต์ของร้าน ตั้งแต่บรรยากาศไปจนถึงภาชนะที่สั่งปั้นพิเศษจากภาคเหนือ

Address: โครงการวานิชเพลซ ชั้น B
Open: เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 11.00-21.00 น. (ปิดวันจันทร์)
Contact: Sushi Koge
Budget: 13 คอร์ส 2,700++ บาท / 18 คอร์ส 3,700++ บาท
Map:
The post Sushi Koge เดินทางชิมวัตถุดิบทั่วญี่ปุ่น ผ่านคอร์สโอมากาเสะฉบับดั้งเดิม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความเรียบง่ายแต่พอดิบพอดี การจับคู่วัตถุดิบเสริมรสชาติ […]
The post Sushi Sora 空 โอมากาเสะที่เปรียบวัตถุดิบแต่ละฤดูสวยงามเหมือนท้องฟ้า appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความเรียบง่ายแต่พอดิบพอดี การจับคู่วัตถุดิบเสริมรสชาติ และลีลาท่าทางของเชฟยามาคาวา ชิคาระ เชฟปั้นซูชิชาวญี่ปุ่นที่เสิร์ฟโอมากาเสะในประเทศไทยมาหลายปี เราว่าทั้งหมดนี้คือความเพลิดเพลินของ ‘Sushi Sora’ ที่ทุกคนจะสัมผัสได้เช่นเดียวกัน

Sushi Sora เป็นโอมากาเสะสไตล์เอโดะมาเอะแห่งใหม่ที่ซ่อนตัวอยู่ในโรงแรมย่านสาทร หน้าร้านอาจดูกลมกลืนไปกับโรงแรมสีทึบ แต่เมื่อเปิดประตูเข้ามาด้านในจะพบกับบรรยากาศนิ่งสงบ ผนังห้องล้อมด้วยโครงไม้ และมีอักษรคันจิคำว่า โซระ ซึ่งแปลว่าท้องฟ้า ติดอยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์บาร์ขนาด 12 ที่นั่ง คล้องจองกับการตกแต่งไฟเหนือเคาน์เตอร์บาร์ที่มีความพลิ้วไหว สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโอมากาเสะ

อย่างที่บอกว่า Sushi Sora เป็นโอมากาเสะสไตล์เอโดะมาเอะ ทุกอย่างจึงเต็มไปด้วยความเรียบง่าย เน้นนำเสนอรสชาติที่แท้จริงของวัตถุดิบตามฤดูกาล แต่เชฟยามาคาวาก็ใส่ลูกเล่นนิดๆ หน่อยๆ ในแต่ละคำ เพื่อทำให้ทุกคนกินแล้วรู้สึกสนุก
อันดับแรกเชฟเสิร์ฟ ‘ซาชิมิ’ เป็นปลาประจำฤดูกาลกับโฮตาเตะ เราว่าเชฟจัดการเนื้อหอยเชลล์ญี่ปุ่นได้ดีจนเนื้อสัมผัสค่อนข้างแตกต่าง น่าจดจำ แล้วตามด้วยวัตถุดิบไฮไลต์ ‘เป๋าฮื้อ’ ชิ้นโตเกือบเท่าฝ่ามือ เชฟนำไปนึ่งสาเกให้มีรสหวาน เสิร์ฟคู่กับข้าวและซอส 2 รสชาติ คือซอสไข่และซอสตับเป๋าฮื้อ เมนูนี้เราก็ชอบเป็นพิเศษ

หลังจาก ‘หมึกหิ่งห้อย’ ที่นำไปย่าง ก็เข้าสู่เมนูซูชิที่เชฟมาพร้อมลีลาท่าทางชวนเรารู้สึกกินสนุกไปด้วย เริ่มจากปลาโฮโบ ปลามาได คั่นด้วยตับปลาอังกิโมะที่เสิร์ฟในแป้งโมนากะให้เราประกบกินคล้ายแซนด์วิช ต่อด้วยซูชิอากามิ ชูโทโร โอโทโร และสองคำที่เราชอบเป็นพิเศษคือปลาซาดีนรสเข้มข้นกับโบตันเอบิเนื้อสดหวาน ด้านบนเป็นมันกุ้ง

ต่อมาเป็น ‘อูนิ’ จากฮอกไกโด เชฟเสิร์ฟคู่กับสาหร่ายเทมปุระกรอบๆ แล้วตามด้วย ‘ปลาไหล’ ที่ยั่วยวนตั้งแต่ซอสข้นหนืด คนรักปลาไหลอย่างเรารักเมนูนี้แน่นอน หลังจากนั้นเป็น ‘มากิ’ รวมเนื้อปลาหลายส่วน และปิดท้ายด้วยไข่หวาน ซุป ไอศกรีม เป็นอันจบคอร์ส

คอร์สที่เราชิมวันนี้เป็นซิกเนเจอร์ Sora Omakase แต่ละคอร์สจะมีวัตถุดิบพิเศษต่างกันไป ถ้าใครอยากลองโอมากาเสะครั้งแรกหรือหามื้อพิเศษ เราว่าที่นี่เป็นอีกตัวเลือกที่ดีเลย แถมยังค่อนข้างเป็นส่วนตัวด้วย รวมถึงเชฟยามาคาวาเองก็เฟรนด์ลีมากๆ รับรองว่าไม่เกร็งแน่นอน

Address: โรงแรม SO/ Bangkok ชั้น G
Open: เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 11.30-22.30 น. (ปิดวันจันทร์)
Contact: Sushi Sora 空
Budget: Lunch 13 คอร์ส 2,800++ บาท / Omakase 16 คอร์ส 3,800++ บาท / Sora Omakase 18 คอร์ส 4,800++ บาท / Chef’s Special Omakase 23 คอร์ส 7,500++ บาท
Map:
The post Sushi Sora 空 โอมากาเสะที่เปรียบวัตถุดิบแต่ละฤดูสวยงามเหมือนท้องฟ้า appeared first on THE STANDARD.
]]>
คนชอบซูชิต้องตาลุกวาวแล้วแน่ๆ เพราะนี่คือร้านโอมากาเสะแ […]
The post Sushi Koge ร้านโอมากาเสะเปิดใหม่ย่านอารีย์ สาวกซูชิต้องรีบไปลอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
คนชอบซูชิต้องตาลุกวาวแล้วแน่ๆ เพราะนี่คือร้านโอมากาเสะแห่งใหม่ ‘Sushi Koge’ ที่มาพร้อมกลิ่นอาย รสสัมผัส และบรรยากาศแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมสไตล์เอโดะ แถมร้านยังเปิดอยู่ในย่านสุดฮิปอย่างอารีย์ด้วย
Sushi Koge เป็นโอมากาเสะจากเครือเดียวกับร้านอาหารญี่ปุ่น Kabocha Sushi แต่สำหรับร้านโอมากาเสะจะเน้นความพรีเมียมขึ้นมากกว่า ตั้งแต่วัตถุดิบที่นำเข้าตามฤดูกาลจากญี่ปุ่น เช่น ข้าวจากแหล่งดีที่สุด นำมาหุงน้ำแร่ใช้ทำข้าวปั้น, แซลมอนเนื้อสีขาวจากแถบภูเขาไฟฟูจิ, อูนิและกุ้งหวานจากฮอกไกโด
เช่นเดียวกับสาเกที่น่าสนใจ เพราะร้านมีสาเกที่เสิร์ฟในพิธีแจกรางวัลโนเบล และเสิร์ฟเฉพาะสายการบิน Japan Airlines ระดับ First Class เท่านั้นให้ลิ้มลองด้วย
บรรยากาศร้านจะเป็นแนวเซนตามสไตล์โอมากาเสะญี่ปุ่น คอนเซปต์ของที่นี่คือบ้านขุนนางสมัยเอโดะที่มีความสงบนิ่ง และใช้เครื่องปั้นฝีมือคนไทยที่เป็นงานคราฟต์ทุกชิ้น
Sushi Koge อยู่ที่โครงการวานิช วิลเลจ เปิดให้บริการวันละ 4 รอบ รอบละ 12 ที่นั่งเท่านั้น โดยราคา 18 คอร์ส 2,900++ บาท สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Sushi Koge
ภาพ: Sushi Koge
The post Sushi Koge ร้านโอมากาเสะเปิดใหม่ย่านอารีย์ สาวกซูชิต้องรีบไปลอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้คำว่าบาร์ลับจะไม่มีจริง แต่สำหรับบาร์ใหม่แห่งนี้ที่เ […]
The post Omakase Dessert เปิดประสบการณ์กินของหวานแพริ่งค็อกเทลได้ที่บาร์ Behind the Curtain appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้คำว่าบาร์ลับจะไม่มีจริง แต่สำหรับบาร์ใหม่แห่งนี้ที่เราจะพาทุกคนไปนั่งจิบค็อกเทลแพริ่งขนมหวาน ก็มีความลึกลับน่าค้นหาอยู่พอตัว เพราะบาร์ซ่อนตัวอยู่หลังผ้าม่านในร้านอาหารไฟน์ไดนิ่ง Mia ซอยสุขุมวิท 26 อีกทั้งเปิดรับได้เพียงรอบละ 6 ที่นั่งเท่านั้น


Behind the Curtain เป็นค็อกเทลบาร์ในคอนเซปต์ชวนน่าค้นหาตามชื่อ ซึ่งนอกจากเสิร์ฟเครื่องดื่มเป็นแก้ว ที่นี่มีอีกไฮไลต์น่าสนใจคือ ‘Omakase Dessert’ เสิร์ฟขนมหวานฝีมือเชฟมิเชล โก เชฟขนมหวานประจำร้าน Mia แพริ่งกับค็อกเทลฝีมือบาร์เมเนเจอร์
และถ้าหากใครเคยมาชิมอาหารที่ร้าน Mia ต้องรู้ดีแน่นอนว่าขนมฝีมือเชฟมิเชลยอดเยี่ยมแค่ไหน
โดยเชฟมิเชลจะบอกเล่าประสบการณ์บนเส้นทางเชฟสายหวานของเธอออกมาเป็นของหวาน 5 คอร์ส เสิร์ฟจับคู่อย่างลงตัวกับเครื่องดื่ม 5 แก้ว ที่ทุกอย่างเชื่อมโยงกันทั้งสีสัน เรื่องราว รสชาติ และวัตถุดิบ อาทิ จานแรกเป็นมะม่วงซอร์เบตที่ได้แรงบันดาลใจมาจากยำปลาดุกฟู เสิร์ฟคู่กับแชมเปญที่มีส่วนผสมของมะม่วง


หรืออีกคอร์สหนึ่ง เป็นไอศกรีมผสมไอริชวิสกี้ (Baileys) แมคาเดเมีย และช็อกโกแลต เสิร์ฟแพริ่งกับค็อกเทลเบสวอดก้า ที่มีส่วนผสมของลิเคียวร์เฮเซลนัทและน้ำมะพร้าว ทำให้จับคู่กันแล้วได้รสชาติความหอม หวาน มัน

Omakase Dessert เปิดรับได้เพียงรอบละ 6 ที่นั่ง ราคา 3,200++ บาทต่อคน คอร์สหนึ่งประกอบด้วยของหวาน 5 เมนู และค็อกเทลหรือม็อกเทล 5 แก้ว เปิดให้บริการวันพฤหัสบดี-เสาร์ เวลา 18.00-21.00 น. เท่านั้น
แต่สำหรับใครที่อยากแวะมาจิบเครื่องดื่มอย่างเดียว สามารถนั่งเล่นตรงส่วนอื่นๆ ได้เลย โดยบาร์ Behind the Curtain เปิดให้บริการทุกวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 17.00-00.00 น. สอบถามหรือสำรองที่นั่งได้ที่เบอร์ 09 8862 9659 หรือ Mia restaurant

ภาพ: วริทธิ์ ลิ้มเจริญ
The post Omakase Dessert เปิดประสบการณ์กินของหวานแพริ่งค็อกเทลได้ที่บาร์ Behind the Curtain appeared first on THE STANDARD.
]]>
พจนานุกรมชื่อดังและน่าเชื่อถืออย่าง ‘Merriam-Webster’ ไ […]
The post ‘Omakase’ เพิ่งถูกเพิ่มในพจนานุกรมชื่อดัง Merriam-Webster พร้อมคำศัพท์เกี่ยวกับอาหารมากมาย appeared first on THE STANDARD.
]]>
พจนานุกรมชื่อดังและน่าเชื่อถืออย่าง ‘Merriam-Webster’ ได้ประกาศคำศัพท์เกี่ยวกับอาหารขึ้นมาใหม่ในงานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา
โดยคำศัพท์ที่ถูกเพิ่มในพจนานุกรมถือเป็นคำที่ทุกคนคุ้นเคยอยู่แล้ว เพียงแต่พวกมันเพิ่งมีความหมายแบบชัดเจนอย่าง ‘เครื่องเทศฟักทอง (Pumpkin Spice)’
ตั้งแต่ปี 2003 เครื่องเทศที่ผสมผสานระหว่างซินนามอน ลูกจันทน์เทศ และขิง ได้เป็นที่กล่าวขานในโลกของอาหาร ซึ่งเมนูที่สร้างชื่อให้กับเครื่องเทศฟักทองคือ Pumpkin Spice Latte หรือที่รู้จักกันในชื่อ PSL เปิดตัวในร้าน Starbucks แห่งหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง จากนั้นก็มีเมนูที่ทำมาจากเครื่องเทศฟักทองตามมามากมาย โดยในพจนานุกรมได้บัญญัติ Pumpkin Spice ว่าคือส่วนผสมของอบเชย ลูกจันทน์เทศ ขิง กานพลู และเป็นเครื่องเทศที่มักใช้ในพายฟักทอง
คำศัพท์อย่าง ‘โอมากาเสะ (Omakase)’ ก็เพิ่งถูกเพิ่มในพจนานุกรมเช่นเดียวกัน แฟนอาหารญี่ปุ่นคงคุ้นเคยกับคำนี้เป็นอย่างดี ซึ่งตอนนี้ Merriam-Webster ได้บัญญัติว่ามันคือชุดอาหารขนาดเล็กที่นำเสนอในราคาคงที่ และมีตัวเลือกโดยขึ้นอยู่กับเชฟ
นอกจากสองคำนี้ยังมีคำอื่นๆ อีกมากมาย เช่น บั๋นหมี่ (Banh Mi), โมโจ (Mojo), นมข้าวโอ๊ต (Oat Milk), ผลิตภัณฑ์จากพืช (Plant-Based) เป็นต้น
Peter Sokolowski บรรณาธิการของ Merriam-Webster กล่าวว่า “คำเหล่านี้บางคำอาจสร้างความสนุกสนานหรือสร้างแรงบันดาลใจ หน้าที่ของเราคือกำหนดความหมายที่ชัดเจนและสามารถใช้ได้อย่างสากล”
อ้างอิง:
The post ‘Omakase’ เพิ่งถูกเพิ่มในพจนานุกรมชื่อดัง Merriam-Webster พร้อมคำศัพท์เกี่ยวกับอาหารมากมาย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ช่วงที่ผ่านมาในเมืองไทยมีร้านอาหารทำนองกินตามใจเชฟเกิดข […]
The post เปิดประสบการณ์โอมากาเสะเนื้อ 12 คอร์ส จาก เชฟแพม เน้นสายเนื้อ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ช่วงที่ผ่านมาในเมืองไทยมีร้านอาหารทำนองกินตามใจเชฟเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะมาในรูปแบบโอมากาเสะ ไคเซกิ หรือ Chef’s Table ที่เชฟจะเป็นผู้คัดสรรเมนูแต่ละจานเพื่อเสิร์ฟให้กับลูกค้าด้วยตัวเอง อย่าง The Table by Chef Pam ของ เชฟแพม-พิชญา อุทารธรรม ก็ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจเชฟส่วนตัว ที่ให้บริการอาหารไฟน์ไดนิ่งแบบไพรเวต ด้วยการเปิดบ้านให้แขกเหรื่อเข้ามารับประทานอาหารภายในบ้านอย่างเป็นกันเอง เพราะจะเปิดรับเพียงวันละ 1 โต๊ะ จำนวน 6-16 ที่นั่งเท่านั้น ส่งผลให้คิว Chef’s Table ของที่นี่ต้องรอนานนับเดือน
ล่าสุดเชฟแพมได้สร้างสรรค์เมนูใหม่ให้กับคนชอบกินเนื้อ ด้วย Beef Omakase หรือโอมากาเสะเนื้อ 12 คอร์ส ที่มีเนื้อวัวสัญชาติต่างๆ เป็นพระเอก ซึ่งต่างจากซูชิโอมากาเสะที่เน้นไปที่ปลาดิบ หรือ Chef’s Table ที่โดยทั่วไปมักจะใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย ไม่ได้เฉพาะเจาะจงเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง โอมากาเสะเนื้อของเชฟแพมจึงนับเป็นสวรรค์ของคนรักเนื้อ เพราะนี่คือโอกาสที่คุณจะได้กินเนื้ออย่างจุใจโดยฝีมือเชฟแพม รวมถึงคนที่เคยติดใจฝีมือการทำอาหารของเธอมาก่อน ครั้งนี้ก็จะได้ลิ้มลองลูกเล่นต่างๆ ที่เธอนำมาใช้ในเมนูจานเนื้อ ที่นำเสนอออกมาทั้งหมด 10 จาน (อีก 2 จานเป็นขนมหวาน)

เชฟแพม-พิชญา อุทารธรรม

ครัวเปิดในบ้าน
The Dishes

สำหรับโอมากาเสะเนื้อของเชฟแพม เธอได้ใช้เนื้อจากแหล่งกำเนิดที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นภาคอีสานของไทย สายพันธุ์จากประเทศออสเตรเลีย รวมถึงเนื้อวัวสายพันธุ์ญี่ปุ่นที่คนไทยชื่นชอบ หลายจานอาศัยเทคนิคการสโมก (Smoke) หรือการรมควันเนื้อเข้ากับไม้ลิ้นจี่และไม้มะขาม (ก่อนหน้านี้เชฟได้ทำเนื้อรมควัน Smoked ขายแบบเดลิเวอรี https://thestandard.co/smoked-secret-stake-recipe-of-chef-pam/) ส่วนเนื้อที่เธอหยิบมาใช้เป็นส่วนที่ได้รับความนิยมในหมู่นักกิน เช่น สันใน ริบอาย เนื้อส่วนไหล่ หรือ Flat Iron ฯลฯ แต่ก็มีบางจานที่เซอร์ไพรส์ด้วยการใช้เครื่องในอย่างหัวใจและลิ้นวัว

เริ่มจานแรกด้วยบริยอช (Brioche) หรือขนมปังชุ่มเนยของฝรั่งเศส ที่เชฟเปลี่ยนจากการใส่เนยเป็นน้ำมันที่ได้จากการนำเนื้อไปรมควันกับไม้ลิ้นจี่และไม้มะขาม จานนี้จึงไม่เสิร์ฟพร้อมเนย เพื่อให้น้ำมันจากเนื้อได้ทำงานอย่างเต็มที่ ก่อนโรยหน้าด้วยพริกไทยกำปอตแดง (Red Kampot Pepper) ยกมาพร้อมซุปใสเนื้อที่ใช้เวลาตุ๋นนานกว่า 24 ชั่วโมงจนได้รสเนื้อที่เข้มข้นแต่ไม่มันเลี่ยน

ต่อด้วยทาทาร์ซึ่งเป็นเนื้อดิบ เชฟใช้เนื้อโกเบส่วนสันในที่มีความนุ่มเป็นพิเศษมาสับให้ละเอียด เพิ่มรสชาติด้วยการเสิร์ฟมาในโคนปรุงรสซีอิ๊ว และปิดท้ายด้วยรสเค็มๆ มันๆ จากไข่ปลาคาเวียร์ด้านบน จานนี้เชฟแนะนำว่าควรกินให้หมดในสองคำ

มาถึงจานที่สร้างความเซอร์ไพรส์ด้วยการใช้หัวใจวัวคู่กับขนมปังซาวร์โด (Sourdough) ส่วนความหวานได้มาจากน้ำผึ้ง และแทนที่จะใช้เบคอนเหมือนปกติทั่วไป เชฟเลือกใช้หัวใจวัวของไทยที่นำมาย่างถ่าน จนได้ความสุกระดับมีเดียม ทำให้ไม่แข็งกระด้าง ก่อนตัดเลี่ยนด้วยแตงกวาดองที่อยู่ด้านบน ด้วยหน้าตาและรสชาติ ถ้าไม่บอกก็คงไม่รู้ว่ามันคือหัวใจวัว


จานนี้เสิร์ฟมาในสไตล์สเต๊กเนื้อ เชฟใช้เนื้อวากิวของออสเตรเลียส่วนหัวไหล่ (Flat Iron) ที่มีไขมันแทรกค่อนข้างเยอะ เนื้อส่วนนี้นักเลงเนื้อจะชอบกันมาก เพราะไม่เหนียว ออกไปทางนุ่มหอม (จะเป็นรองความนุ่มก็แค่สันใน) และมีรสเนื้อที่ชัดเจน เชฟแพมนำเนื้อมาคลุกกับผงชาร์โคล ก่อนนำไปย่างด้วยเนย ส่วนซอสสีดำที่เห็นในจาน ได้แก่ พูเรกระเทียมดำ (Black Garlic Puree) ที่มีความหวานโดยธรรมชาติ


ถัดไปเป็นอีกจานที่น่าสนใจ นั่นคือ ลิ้นวัววากิว ที่ได้มาจากฟาร์มในโคราช ความพิเศษคือ เชฟจะใช้ส่วนโคนลิ้นที่ทั้งหนาและมีมันแทรกสูง ในวัวหนึ่งตัวจึงมีลิ้นส่วนนี้อยู่ไม่มาก ก่อนนำไปซูวีด์นาน 48 ชั่วโมง เพื่อให้ได้ระดับความสุกที่ยังคงแดงอยู่ด้านใน ก่อนนำมาย่างเพื่อเรียกความหอม กินคู่กับซอสยูซุ ที่ทั้งรสชาติและหน้าตาคล้ายพริกน้ำส้ม เพราะมีความเผ็ดจางๆ เสริมความเด้งและมันของลิ้นได้ดี


มาถึงเนื้อสัญชาติญี่ปุ่นกันบ้าง เชฟแพมเลือกใช้เนื้อมัตสึซากะส่วนริบอาย หรือซี่โครง นำมาสไลด์ให้บาง จากนั้นนำไปพันฟัวกราส์ โรยเกลือ และเพิ่มรสชาติด้วยซอส Amaretto ที่มีส่วนผสมของเหล้าหวาน มาถึงจานนี้หลายคนก็เริ่มแน่นๆ บ้างแล้ว

ผ่านมาครึ่งทางก็มาถึงเมนูหนักท้องอย่าง ข้าวอบทรัฟเฟิล ที่กินคู่กับเนื้อวากิวไทยส่วนซี่โครงจากจังหวัดสุรินทร์ ที่ผ่านการรมควันด้วยไม้ลิ้นจี่และไม้มะขามนาน 14 ชั่วโมง เพื่อให้เนื้อนุ่มเต็มที่ ก่อนกินต้องขูดทรัฟเฟิลสดโรยหน้าเพิ่มเข้าไป ใครที่ติดว่ากินอาหารแล้วต้องมีข้าว จานนี้น่าจะทำให้คุณฟินได้

เข้าสู่สามจานหลักสุดท้าย จานนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากฮอตด็อก แต่เปลี่ยนไส้กรอกเป็นเนื้อสันในสายพันธุ์แบล็กแองกัสที่กินหญ้า คาแรกเตอร์ของเนื้อวัวสายพันธุ์นี้คือมีมันแทรกค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับเนื้อญี่ปุ่น แต่จุดเด่นอยู่ที่รสชาติอันเข้มข้นและหนักแน่น ได้รสเนื้ออย่างเต็มอิ่ม นอกจากนั้นยังขอพลิกแพลงด้วยการเสิร์ฟพร้อมผักดองและซอสพริกขี้หนูที่เชฟลงมือทำเอง ถือเป็นการตัดเลี่ยนได้ดี และเปลี่ยนรสชาติมาจิ้มเนื้อกับซอสเผ็ดๆ ดูบ้าง

ยังคงอยู่กับเนื้อวากิวจากออสเตรเลีย แต่คราวนี้เชฟแพมนำเสนอ แก้มวัว ที่นำไปรมควันกับไม้ลิ้นจี่และไม้มะขามนาน 6 ชั่วโมงจนแก้มเปื่อยได้ที่ แทบไม่ต้องเคี้ยว นำมาห่อด้วยแป้งตอร์ติญาและผักสด ชวนให้นึกถึงอาหารเม็กซิกันอย่างทาโก้ ก่อนเพิ่มรสชาติด้วยซาวครีมและซอสซัลซ่า เชฟแนะนำว่าก่อนกินจานนี้ อยากให้ดมกลิ่นกันก่อนเพื่อเพิ่มอรรถรส

ปิดท้ายของคาวในคอร์สด้วย หมั่นโถวเนื้อ ที่เชฟลงมือทำแป้งหมั่นโถวเองแทนขนมปัง ส่วนเนื้อที่ใช้เป็นเนื้อวัวสายพันธุ์ญี่ปุ่นจากแถบฮอกไกโด เลือกส่วนติดมันอย่างริบอายที่ผ่านการดรายเอจ 65 วัน ตัวเนื้อจึงมีความหอมชุ่มมัน ตัดรสด้วยซอสมัสตาร์ดและรสพริกฮาลาพิโน รสชาติไม่เหมือนกินเบอร์เกอร์ เพราะด้วยเท็กซ์เจอร์ของหมั่นโถวที่เหนียวและแน่นกว่าขนมปังเบอร์เกอร์ทั่วไป บวกกับความพิเศษของเนื้ออีก ถือเป็นการจบคอร์สที่ดี

ในคอร์สมีเมนูของหวานสองจาน จานแรกเลมอนเคิร์ด (Lemon Curd) ที่เชฟใช้แม่พิมพ์ที่ได้จากมะระขี้นก เพื่อใส่ตัวเลมอนเคิร์ดและน้ำมะนาวดองของจีน ส่วนแท่งยาวด้านข้างคือเมอแรงก์พริกเกลือ แนะนำว่าเวลากินให้ตักมะระมาจิ้มเมอแรงก์แล้วค่อยกินในคำเดียว ขนมหวานอีกจานเป็นช็อกโกแลตทาร์ตได้รสถั่วเฮเซลนัต ที่ช่วยล้างปากหลังผ่านจานเนื้อมาทั้งหมดกว่า 10 เมนู
จะเห็นว่าโอมากาเสะเนื้อของเชฟมีความหลากหลาย ทั้งสายพันธุ์เนื้อวัวที่เธอเลือกใช้ เทคนิคในการทำอาหาร และการร้อยเรียงอาหารแต่ละจานให้ออกมาคล้ายกับการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เพราะมาทั้งฮอตด็อก ทาโก้ หมั่นโถว ฯลฯ ที่ทำให้ตลอด 12 คอร์สไม่น่าเบื่อ เพราะต่างเฝ้ารอว่าเชฟแพมจะยกอะไรออกมาเป็นจานถัดไป และไม่ต้องกลัวว่าจะไม่อิ่ม เพราะหลายคนที่ร่วมโต๊ะอาหารด้วยกันในค่ำวันนั้นเริ่มแน่นกันตั้งแต่จานที่ 7-8 แล้ว
ใครสนใจสามารถจองผ่านทางเว็บไซต์ของ The Table by Chef Pam ได้ตามปกติ เพียงแต่ให้ระบุว่าอยากกินโอมากาเสะเนื้อ 12 คอร์ส (9,000+ บาท) หรือหากใครกลัวว่าเยอะไป สามารถเลือกเป็น 7 คอร์ส (5,000+ บาท) แทนได้ แต่จะไม่มีจานที่เป็นเนื้อมัตสึซากะ ลิ้นวัว แก้มวัว ฮอตด็อก และขนมมะระขี้นก นอกนั้นมาครบทั้งรสชาติและวัตถุดิบที่เลือกใช้
The Table by Chef Pam
Address: 80 ในซอยสุขุมวิท 33
Budget: 9,000+ บาท สำหรับ 12 คอร์ส ขั้นต่ำ 4-16 คน และ 5,000+ บาท สำหรับ 7 คอร์สขั้นต่ำ 6-16 คน
Contact: 08 1854 5544
เว็บไซต์ https://www.bychefpam.com/the-table
Map:
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
The post เปิดประสบการณ์โอมากาเสะเนื้อ 12 คอร์ส จาก เชฟแพม เน้นสายเนื้อ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชื่อเสียงเรียงนามของร้าน Meruto นั่นโด่งดังมากในหมู่ลูก […]
The post Meruto ร้านโอมากาเสะเบอร์ต้นที่แตกต่าง ฉีกทุกข้อจำกัด คุยกับ เชฟอาร์ม กีรติ และคุ้กกี้ จุมพฎา สองนักธุรกิจผู้ใช้ความหลงใหลขับเคลื่อน [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชื่อเสียงเรียงนามของร้าน Meruto นั่นโด่งดังมากในหมู่ลูกค้าผู้หลงใหลในศิลปะแห่งรสชาติของโอมากาเสะ (Omakase) วัฒนธรรมการกินชนิดหนึ่งของแดนอาทิตย์อุทัยที่มอบความไว้วางใจทั้งหมดไว้ที่เชฟ ผู้ชิมไม่มีทางรู้เลยว่าตนเองจะได้ลิ้มลองสิ่งใดจนกว่าเชฟจะปั้นปรุงเสิร์ฟให้ชิม แม้คอร์สโอมากาเสะของร้าน Meruto จะมีราคาค่างวดสูงไปจนถึง 15,900++ บาท สำหรับคอร์สล่าสุด ‘Sophisticated by Meruto’ ถึงกระนั้นคุณก็ไม่สามารถเดินเข้าไปจ่ายเงินชิมได้ดื้อๆ ด้วยเพราะคิวเต็มแน่นเอี้ยดตลอดเวลา ต้องโทรจองล่วงหน้าเท่านั้นถึงได้สัมผัสโลกโอมากาเสะแห่ง Meruto
ความเนืองแน่นอย่างต่อเนื่องทำให้ Meruto อยู่เหนือลมบนของสงครามโอมากาเสะในตลาดไทย มีหลายร้านพยายามปั้นแต่งคอร์สโอมากาเสะให้ถูกลงเพื่อหมายดึงลูกค้าเข้าร้านมากที่สุด ทว่า Meruto กลับทำในสิ่งตรงข้าม แต่พยายามเฟ้นหาวัตถุดิบล้ำค่ายิ่งขึ้นและวิธีการที่แตกต่างออกไปจากทั่วญี่ปุ่นมาตอบสนองลูกค้า เพราะเชื่อว่าหัวใจหลักของโอมากาเสะคือสุดยอดวัตถุดิบและรสชาติอันประณีตที่เชฟตั้งใจปรุงเพื่อตอบสนองความไว้วางใจ
เอ่ยมาถึงขั้นนี้ เราไม่ได้ตั้งใจจะพาคุณไปลิ้มลองรสชาติคอร์สโอมากาเสะของร้าน Meruto ที่มีหลายสื่อรีวิวไว้แล้ว แต่จะชวนคุณไปรู้จักกับสองบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ เชฟอาร์ม-กีรติ บุตดีวงษ์ และ คุ้กกี้-จุมพฎา สรวงท่าไม้ เจ้าของร้านและนักธุรกิจรุ่นใหม่ผู้ขับเคลื่อน Meruto ด้วยความหลงใหลในรสชาติจนกลายเป็นร้านโอมากาเสะอันดับต้นๆ ของไทย

เรานัดพูดคุยกับเชฟอาร์มและคุ้กกี้ที่ร้าน Meruto สาขาใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคาร Sathorn Gardens ถนนสาทรใต้ ตัวร้านสะอาดสะอ้าน ตกแต่งเรียบง่าย น้อยชิ้น ทว่าดูโก้หรูฉบับญี่ปุ่น บทสนทนาแรกระหว่างเราเป็นคำถามที่เชื่อว่าหลายคนคงสงสัยว่าเหตุใดนายธนาคารอนาคตไกลอย่างเชฟอาร์มจึงผันตัวมาเป็นเชฟโอมากาเสะ ซึ่งอยู่คนละศาสตร์กับงานประจำ

จากนายธนาคาร ทำไมจึงสนใจเปิดร้านอาหารญี่ปุ่น แถมยังเป็นโอมากาเสะ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนสูงสุดด้วย
เชฟอาร์ม: ทั้งหมดเกิดจากความชอบของผมล้วนๆ ตอนเด็กๆผมจะชอบอ่านการ์ตูนทำอาหาร พวกเจ้าหนูซูชิ ไอ้หนุ่มซูชิ ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีโอกาสได้ลองรับประทานของจริง เลยไม่รู้ว่าที่ในการ์ตูนมันว้าวจนน้ำตาไหล หรืออร่อยจนต้องอุทานว่าผ่าง! มันเป็นยังไง ได้แค่จินตนาการเอาเองถึงรสชาติในอุดมคติ
พอโตมา ผมและคุณคุ้กกี้มีโอกาสได้เดินทางไปตระเวนกินร้านเด็ดที่ญี่ปุ่นบ่อยมาก ใครว่าเด็ดตรงไหนก็ตามไปกินมาหมด แต่ก็พบว่ารสชาติมันไม่ได้ว้าวไปซะทุกอย่างเหมือนรสชาติในอุดมคติของเรา
เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้ศึกษาถึงศาสตร์ของรสชาติที่แท้จริงเพื่อตอบสนองการแสวงหารสชาติในอุดมคติของตนเอง
ช่วงแรกก่อนออกมาทำเต็มตัว ผมทำคู่กับงานประจำอยู่ประมาณ 9 เดือน ทำส่งเดลิเวอรีราว 2 เดือน ลูกค้าก็ไล่ไปเปิดร้าน เพราะอร่อยมาก อยากให้เชฟเสิร์ฟให้กินสดๆ ก็เลยตัดสินใจใช้บ้านตัวเองนี่ล่ะเปิด Meruto สาขาแรกที่ซอยนวลจันทร์ เป็นร้านเล็กๆ เสิร์ฟแค่ 4 ที่นั่ง เปิดเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ เพราะวันจันทร์-ศุกร์ต้องไปทำงานประจำเป็นผู้บริหารธนาคาร พอลูกค้าที่มาชิมเขาชอบก็บอกต่อ จึงจำเป็นต้องขยายพื้นที่จาก 4 ที่ขยายเป็น 8 ที่ และด้วยความที่สถานที่เป็นเรือนกระจกห้อมล้อมด้วยสวน ลูกค้าจึงมีชื่อเรียกกันเล่นๆ ว่า Sushi In The Garden ถึงจะไกลแค่ไหนลูกค้าก็ยังเดินทางมากิน เปิดได้สัก 7 เดือนก็ย้ายร้านมาที่สาทร เพราะมีผู้ใหญ่ที่เคารพแนะนำว่าควรเปิดใจกลางเมือง
ถ้าถามว่าทำไมถึงเป็นโอมากเสะ อาจเป็นเพราะผมหลงใหลในซูชิ หลงใหลในวัตถุดิบ


คนไม่เคยชิมโอมากาเสะของ Meruto จะรู้สึกว่าแพงมาก แต่อัตรารีเทิร์นของลูกค้าที่มากกว่า 90% สามารถบอกเราได้ว่าลูกค้าของคุณส่วนใหญ่พึงพอใจกับรสชาติ งานบริการ และราคา อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จนั้น
เชฟอาร์ม: กุญแจความสำเร็จของร้านเรามีอยู่หลายอย่าง อย่างแรกเลยคือการชิม ผมและคุณกี้ตระเวนชิมอาหารญี่ปุ่นทั้งในและต่างประเทศ และพยายามเอาประสบการณ์ความว้าวในแต่ละที่ที่ได้รับมาผสมผสานออกมาเป็นสไตล์ของตัวเอง ผมไม่ใช่เชฟมืออาชีพที่มีเทคนิคเก่งกาจ แต่เรื่องการหาข้อมูลและศึกษา ผมเชื่อว่าผมไม่แพ้ใคร เพื่อพยายามตอบคำถามตัวเองว่ารสชาติในอุดมคติของเราคืออะไร แล้วสรรสร้างและส่งต่อในแบบนั้น
คุ้กกี้ จุมพฎา: อย่างที่สองคือวัตถุดิบค่ะ ถ้าของไม่ดีจริง เราไม่มีทางเสิร์ฟถึงลูกค้าเลย ลูกค้า 99.99% ที่มาร้านเราไม่เคยเจอปลาคาวหรืออูนิขมเลย เราเลือกสรรอย่างพิถีพิถันและคำนึงเสมอว่าลูกค้าไว้ใจเราด้วยการจองมารับประทาน เราจะต้องไม่ทำให้ลูกค้าเสียเวลา เสียความรู้สึก

เชฟอาร์ม: นอกจากนี้ลูกค้าทุกท่านจะได้ฟังข้อมูลของวัตถุดิบ เวลาปรุงเราจะเล่าให้ฟังไปด้วยว่าเขากำลังได้กินอะไรจากแหล่งวัตถุดิบไหน และเหตุผลว่าทำไมเราถึงเลือกวัตถุดิบนั้น เช่น ที่ร้านจะใช้วาซาบิสดจากเมืองอิซึ เลือกจากไร่ที่ปลูกในน้ำตกซึ่งมีน้ำสะอาดไหลผ่านจากภูเขา น้ำพวกนี้จะเต็มไปด้วยแร่ธาตุ และทำให้วาซาบิมีรสชาติอร่อย หอมกว่าปกติ
และอย่างสุดท้ายสำคัญมากคือเราไม่มีอีโก้ ด้วยความที่ผมไม่ใช่เชฟที่ร่ำเรียนศาสตร์จากอาจารย์ชื่อดัง แต่เรียนรู้เองผ่านการลองผิดลองถูกมาเยอะ Meruto ในปัจจุบันคือการตกผลึกระยะยาวซึ่งผ่านการเคี่ยวกรำจากตัวผมและลูกค้า เขาชอบและสนับสนุนเราที่แพสชันในอาหารญี่ปุ่น หากมีแต่แพสชัน ไม่มีความอร่อย ลูกค้าคงไม่กลับมาเช่นกัน ดังนั้นลูกค้าตำหนิอะไร แนะนำอย่างไร ผมจะนำมาคิดวิเคราะห์และปรับปรุงหมด เมื่อเทียบกับเชฟที่เป็นเชฟญี่ปุ่นหรือเชฟอื่นๆ เขาจะมีตำรับที่อาจารย์สั่งสอนมา ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ต้องทำตามสูตรเป๊ะๆ แต่เราไม่ใช่ เราไม่มี ทำให้ผมกล้าทำ กล้าลองอะไรใหม่ๆ เยอะมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี



คุณบอกว่า Meruto เสิร์ฟเฉพาะของสดและดีที่สุดเท่านั้น คุณมีวิธีหาของเหล่านี้อย่างไร
คุ้กกี้ จุมพฎา: ณ ปัจจุบัน เราเชื่อว่าทุกร้านชั้นน้ำในประเทศสามารถนำเข้าวัตถุดิบสดจากตลาดสึกิจิ แต่สำหรับเรา เราเฟ้นหาวัตถุดิบสดรวมถึงทุกองค์ประกอบของความเป็นโอมากาเสะมาจากเกือบทุกพื้นที่ของญี่ปุ่น
เชฟอาร์ม: เวลาสร้างความสัมพันธ์ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับคนญี่ปุ่น ยอมรับว่ายากมาก เราต้องสั่งซื้ออย่างสม่ำเสมอและตลอดเวลาจนกว่าเขาจะเชื่อใจ ถึงจะยอมปล่อยสินค้าเกรด Ultra Premium มาให้ อย่างช่วงแรกเวลาผมจะสั่งซื้อเนื้อมากุโรบางส่วน เขาไม่ให้เราเลย ต้องเหมาสถานเดียว ทั้งที่ทั้งชิ้นเรามีส่วนที่ต้องใช้แค่ฝ่ามือก็ต้องซื้อมา ที่เหลือทำอะไรไม่ได้ก็ต้องกินเอง ถ้าเราอยากได้วัตถุดิบชั้นยอดก็ต้องยอมจ่าย เวลาเขาเสนอวัตถุดิบใด ถ้ามันดีเยี่ยม ไม่ว่าแพงแค่ไหนก็สั่งมา เมื่อเขาเห็นว่าเราตั้งใจที่จะใช้วัตถุดิบชั้นยอด เขาจะค่อยๆ ปล่อยวัตถุดิบหายากมาเรื่อยๆ อย่างอูนิไข่หอยเม่นพันธุ์มุราซากิจากแบรนด์อันดับ 1 ใน 3 ของโลก ซึ่งต้องประมูลแข่งกับร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วโลก ราคากล่องละหลายหมื่นบาท มันจึงพิเศษมากที่ร้านเราได้มาทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละหลายกล่อง มีเสิร์ฟลูกค้าแทบทุกวัน
ตั้งแต่ร้านที่ซอยนวลจันทร์ จนถึงตอนนี้เรามีคอนเน็กชันจากตลาดปลาทั่วญี่ปุ่น อย่างเมื่อปีที่แล้วเราได้รับเชิญจากเมืองอาคาชิ ซึ่งเป็นแหล่งปลามาไดที่ดีที่สุดในโลก น้ำทะเลในอ่าวนั้นแรงมาก ปลาที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นจะต้องแข็งแรงและว่ายทวนน้ำอยู่ตลอดเวลา กล้ามจึงเป็นมัดๆ เวลากินแล้วรสอูมามิจะระเบิดในปากมาเลย ต่างจากปลามาไดแหล่งอื่นอย่างเห็นได้ชัด คุณคิดเอาสิว่าวันหนึ่งจะมีปลามาไดแบบนี้อยู่กี่ตัวกัน แล้วลูกค้าของเราสามารถสัมผัสรสชาติแบบนั้นได้ ซึ่งเป็นเรื่องสุดยอดมากสำหรับเรา

เห็นได้ชัดว่าคุณทั้งสองมีความพยายามอย่างยิ่งยวด ไม่ใช่แค่ทำธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังเอาความหลงใหลของตนเองผสานลงไปด้วย มีคำแนะนำใดบ้างที่อยากบอกกับคนที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจ
คุ้กกี้ จุมพฎา: อย่างแรกเลยคือคุณต้องมีเป้าหมายและต้องชอบในธุรกิจนั้น ต้องมีความเข้าใจ ใส่ใจในรายละเอียด และพยายามพัฒนาหาความรู้อย่างต่อเนื่อง อย่าหยุดอยู่กับที่ เท่าที่สังเกตเห็นจากหลายคนที่ทำธุรกิจประสบความสำเร็จมักชอบโปรดักต์ตัวเองถึงในระดับคลั่งไคล้ ทุ่มเทให้กับมันอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย มีอย่างหนึ่งที่เชฟอาร์มและกี้คิดเห็นตรงกันคือไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจไหน วงการอะไร ถ้าคุณเป็นตัวจริงที่รู้และสนใจเรื่องนั้นจริงๆ คุณจะรอดและผ่านพ้นทุกอุปสรรคไปได้
เชฟอาร์ม: ความจริงใจก็เป็นสิ่งสำคัญครับ ถ้าอยากให้ลูกค้าอยู่กับเรานานๆ เราต้องเอาความจริงใจแก่เขาเป็นที่ตั้ง เดี๋ยวนี้ลูกค้ารอบรู้และเชี่ยวชาญกว่าเรามาก เราหลอกเขาไม่ได้หรอกครับว่าอะไรเป็นอะไร อย่างลูกค้าผมบางคนกินมาเยอะกว่าผมอีก เราหลอกเขาไม่ได้เลยว่าวัตถุดิบตัวไหนดี ตัวไหนแย่ ลูกค้าเขาดูออกหมด อย่างถ้าวันไหนมีวัตถุดิบที่ราคาไม่ถึงคอร์สที่ลูกค้าต้องการจอง ทางทีมจะแจ้งลูกค้าตามตรง เขาต้องคาดหวังต่อสิ่งที่เขาได้รับ ถ้าเราไม่สามารถปฏิบัติได้ก็ไม่สมควรจะโกหก เพราะสุดท้ายแล้วการไม่จริงใจต่อลูกค้าเพียงครั้งเดียวอาจทำให้สูญเสียลูกค้าคนสำคัญไป

นอกจากเปิดร้านด้วยความหลงใหลแล้ว ในแง่ธุรกิจคุณวางแผนไว้เช่นไรบ้าง
เชฟอาร์ม: เรามั่นใจว่า Meruto ไปได้ไกลระดับโลก เป้าหมายสูงสุดคือการเปิดที่ประเทศญี่ปุ่น หลายคนถามว่าทำไมต้องเปิดอีกล่ะ ลำบากเปล่าๆ คุณไม่รู้สึกดีเหรอที่คนไทยสามารถเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่นแล้วคนญี่ปุ่นยอมรับ และคงสนุกดีถ้ามีโอกาสได้ลองคิดค้นเมนูใหม่ๆ จากวัตถุดิบสดๆ แปลกๆ ตลอดเวลา นอกจากนี้ผมกับคุณกี้ยังมีแผนขยายไปทั่วโลก โดยหาพาร์ตเนอร์ผู้มีความหลงใหลในโอมากาเสะและมีแพสชันเช่นเดียวกันกับเรา
เพิ่งได้รับรางวัลใหญ่มา เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าคือรางวัลอะไรและสำคัญอย่างไร
เชฟอาร์ม: เป็นรางวัลที่ผมและคุณกี้ภูมิใจมากที่ได้รับการประกาศให้เป็นหนึ่งในผู้ได้รับรางวัล Franchise Standard Best Practice ของประเทศไทยในปีล่าสุด ซึ่งเป็นรางวัลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ หรือ DBD คนที่ทำธุรกิจจะรู้เลยว่ารางวัลนี้ได้ยากมาก และเมื่อได้แล้วจะถูกนำไปเป็นโมเดลในการพัฒนารูปแบบของประเทศ
คุ้กกี้ จุมพฎา: เราดีใจมาก เพราะเราเพิ่งเปิดขาย Licence ไม่ถึงปี แต่สามารถได้รางวัล

ความฝันสูงสุดในตอนนี้
เชฟอาร์ม: ผมและคุณกี้อยากทำให้ประเทศไทยเป็น Hub ของอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในเอเชียเทียบเท่าฮ่องกงและสิงคโปร์ เราให้คนไทยได้รู้จักอาหารญี่ปุ่นจริงๆ ได้กินบลูฟินทูน่าแท้ๆ ได้รู้จักอูนิดีๆ ว่ารสชาติเป็นเช่นไร นั่นคืออีกหนึ่งเหตุผลที่เราพยายามรักษาคอนเน็กชันและขยายเครือข่ายกับทางญี่ปุ่นออกไป เพื่อที่ว่าวันหนึ่งมาตรฐานอาหารญี่ปุ่นในบ้านเราจะดีที่สุด
คิดว่าศักยภาพบ้านเราในตอนนี้ใกล้จุดเป็น Hub มากน้อยแค่ไหน
เชฟอาร์ม: ผมว่าตอนนี้วัฒนธรรมการกินอาหารในบ้านเรากำลังเติบโตอย่างมาก หลายคนกำลังค้นหาว่าโอมากาเสะแท้ๆ คืออะไร ผมมีลูกค้าหลายคนที่เขามากินแบบไม่รู้จักโอมากาเสะมาก่อน ไม่ใช่ว่าไม่มีเงินนะ เวลาจ่ายเขากำเงินมาเป็นฟ่อนเลย เพียงแต่ไม่เคยกินมาก่อน พอกินแล้วเขาเปิดโลกมากแบบเบิกเนตรเลย นั่นแหละคือสิ่งที่ผมต้องการให้เขารู้ว่าของที่ดีเป็นเช่นไร ไม่ใช่ว่าไปกินซูชิมาแล้วก็เท่านั้น มันล้ำลึกกว่านั้นมาก มีรายละเอียดร้อยแปดพันประการที่สร้างสรรค์รสชาติความอร่อย นี่คือความปรารถนาที่ทั้งผม คุณกี้ และผู้บริหารทุกคนในเครือ Meruto ต้องการ
3 ชั่วโมงกับการพูดคุย เราสัมผัสถึงความหลงใหลในซูชิและวัตถุดิบของเชฟอาร์มและคุณกี้ถึงขั้น ‘Geek’ สำหรับใครที่อ่านแล้วอยากลองชิมโอมากาเสะของร้าน Meruto สามารถสอบถามราคาและจองล่วงหน้าได้ที่ www.merutosushi.com ส่วนใครที่ใจรักในโอมากาเสะและอยากซื้อแฟรนไชส์ Hon by Meruto ไปเปิดบ้างก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เว็บไซต์ของร้านเช่นเดียวกัน
The post Meruto ร้านโอมากาเสะเบอร์ต้นที่แตกต่าง ฉีกทุกข้อจำกัด คุยกับ เชฟอาร์ม กีรติ และคุ้กกี้ จุมพฎา สองนักธุรกิจผู้ใช้ความหลงใหลขับเคลื่อน [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บ้านเรามีอาหารญี่ปุ่นแบบ ‘โอมากาเส […]
The post Sushi Kappou Kitaohji เปิดประสบการณ์การกินโอมากาเสะที่นอกเหนือคำว่าซูชิ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บ้านเรามีอาหารญี่ปุ่นแบบ ‘โอมากาเสะ’ (Omakase) ผุดขึ้นราวดอกเห็ด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักเป็นร้านซูชิ ทำให้ภาพจำสำหรับโอมากาเสะต้องเป็นซูชิ และซูชิที่อร่อยล้ำเท่ากับโอมากาเสะ คำว่า ‘โอมากาเสะ’ มีความหมายว่า ‘แล้วแต่เชฟ’ หรือ ‘ตามใจเชฟ’ ถ้าจะพูดง่ายๆ คือเป็นวิถีการกินแบบ Chef’s Table ที่มีอยู่มาแต่เดิมของญี่ปุ่น ฉะนั้นโอมากาเสะจึงครอบคลุมอาหารทุกประเภท ตั้งแต่เทปปันยากิ ซูชิ รวมไปถึงเทมปุระ ซึ่งอย่างหลังยังไม่มีให้กินในเมืองไทย หรือถ้ามีก็น้อยมากถึงมากที่สุด
ร้านที่เราจะพาคุณไปชิมวันนี้ชื่อว่า ‘Sushi Kappou Kitaohji’ เป็นอาหารญี่ปุ่นแบบคัปโปะ (Kappou) ซึ่งแตกไลน์มาจากร้านระดับตำนานอายุกว่า 70 ปี ในย่านกินซ่านาม ‘Kitaohji’ ด้วยพื้นฐานเดิม Kitaohji เป็นร้านอาหารที่เชี่ยวชาญด้านไคเซกิ (Kaiseki)โดยเฉพาะ หรือวัฒนธรรมแห่งอาหารที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘ขั้นสุด’ ของอาหารญี่ปุ่น ถือเป็นศิลปะที่ผสานกันทั้งรูป รส กลิ่น และสัมผัส เมื่อคิดจะทำร้านแบบโอมากาเสะ จุดร่วมกันจึงตกอยู่ที่อาหารสไตล์คัปโปะ+โอมากาเสะ ที่ครบทุกเงื่อนไข เป็นทั้งโอมากาเสะคือ ตามใจเชฟ ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล ไม่เน้นที่ซูชิเพียงอย่างเดียว แต่ครบทั้งจานเย็น นึ่ง ต้ม ย่าง ทั้งเชฟยังสามารถวาดลวดลายการปรุงได้ราวกับนักแสดงชั้นเอก ผู้อ่านคงพอนึกภาพออกบ้างแล้วใช่ไหมว่าอาหารที่เราพาไปชิมวันนี้จะเป็นในรูปแบบใด หากยังนึกไม่ออกเราขอสรุปง่ายๆ ว่าคุณกำลังกินเมนูไคเซกิในรูปแบบโอมากาเสะ โดยมีซูชิเป็นตัวชูโรง

บรรยากาศร้านแบบครัวเปิด
The Vibe
เอกลักษณ์ของร้านอาหารแนวโอมากาเสะคือ ครัวเปิดโล่งและเคาน์เตอร์บาร์ที่ทำหน้าที่เป็นเวทีให้เชฟเฉิดฉาย ซึ่ง Sushi Kappou Kitaohji ก็จัดวางไว้ได้ในจุดที่มองเห็นได้เด่นชัดที่สุด ไม่ว่าคุณจะนั่งอยู่ส่วนใดก็สามารถส่องเชฟปรุงได้ทุกเมื่อ การตกแต่งร้านได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชวังเกียวโต หลังประตูบานเขื่องกักเก็บบรรยากาศแบบญี่ปุ่นไว้ครบทุกรายละเอียด โต๊ะเก้าอี้ไม้สีเข้ม ยกเว้นบริเวณเคาน์เตอร์ซึ่งเป็นสีอ่อน ประตูเลื่อนปุกระดาษแบบญี่ปุ่น ของประดับและงานประติมากรรมแบบเซน แสงไฟโทนเหลืองเพิ่มลูกเล่นและคุมโทน กลิ่นชาเขียวอ่อนๆ สัมผัสจมูกเป็นระยะ “อิรัชชัยมะเซ” คำทักทายถูกเอื้อนเอ่ยจากทุกมุมของร้าน บรรยากาศอันหรูหราสไตล์ Kitaohji ยังคงมีไว้เป็นเอกลักษณ์ ทว่าไม่รู้สึกเกร็งจนเกินไปเฉกเช่นร้านญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม


บรรยากาศร้านและการตกแต่งที่อิงพระราชวังเกียวโตเป็นต้นแบบ

เชฟชิมุตะ
The Dishes
สารภาพตามตรงว่าเมนูอาหารเป็นอะไรที่เราคาดหวังไว้มาก และพบว่าช่างน่าตื่นตาและชวนให้กลับมาอีก
เริ่มต้นจานแรกด้วย Katsuo Dashi ซุปใสปรุงรสที่ผ่านการเคี่ยวกับสาหร่ายคอมบุและคัตสึโอะบุชิ เสิร์ฟให้ดื่มประมาณ 1 จอก รสชาติเค็มจางๆ หวานเล็กๆ กลมกล่อมมาก ทำหน้าที่ปรับอุณหภูมิกระเพาะและเรียกน้ำย่อยในเวลาเดียวกัน ความพิเศษของซุปใสนี้เป็นกรรมวิธีเตรียมน้ำสะอาดก่อนนำไปทำเป็นน้ำสต็อก เชฟจะนำถ่านบินโจไปแช่ในน้ำสะอาดเป็นเวลา 1 คืนเพื่อปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ให้เหมาะแก่การทำอาหารมากที่สุด ซึ่งผลที่ได้ก็คุ้มค่า เพราะน้ำซุปรสช่างกลมกล่อม จนเราอยากดื่มมากกว่าจอกเดียว


บน: Katsuo Dashi
ล่าง: จานเรียกน้ำย่อยที่มีให้กินหลายเมนู
ดื่มซุปเสร็จแล้วต่อด้วยจานเรียกน้ำย่อย ซึ่งแต่ละวันจะเปลี่ยนไม่ซ้ำกัน อย่างวันที่เราไปเป็นเทมปุระผักตามฤดูกาล สลัดมันมือเสือ และอื่นๆ อีกประมาณ 4 อย่าง เสิร์ฟพร้อมกันในสำรับเดียว ไม่จำเป็นต้องกินเรียงลำดับ อยากกินอย่างไหนก่อนก็ได้ทั้งนั้น แต่ละจานมีรสชาติโดดเด่นแตกต่างกันไป ชิมไปดูเชฟปรุงไป อุ่นกระเพาะจนได้ที่ ก็เตรียมรับความอร่อยส่งตรงจากตลาดปลาซึกิจิ (Tsukiji) กับเมนู Sashimi ปลาดิบคัดพิเศษประจำฤดูกาล 3 อย่าง ได้แก่ ปลาคินเมได ปลาฮาตะ และปลาซาวาระ เสิร์ฟมาในจานเปลแก้วขลิบทองพร้อมโชยุโฮมเมดสูตรเฉพาะทางร้าน แต่ละคำอัดแน่นด้วยคุณภาพเหลือประมาณ เนื้อปลาสด แน่น หวานอร่อย โชยุเข้มนุ่ม ไม่จัดจนเกินไป ไร้ซึ่งกลิ่นคาว 6 ชิ้น ไม่มีคำไหนไม่เปรมกระเพาะ


บน: Sashimi ปลาดิบคัดพิเศษประจำฤดูกาล 3 อย่าง ได้แก่ ปลาคินเมได ปลาฮาตะ และปลาซาวาระ
ล่าง: เชฟชิมุตะกำลังแล่ปลามากุโระ
เชฟยังคงขับเคลื่อนมื้ออาหารให้คุณฟินไม่หยุด ด้วยเมนู Nigiri Sushi ซูชิปลามากุโระ 3 คำ จาก 3 ส่วน ได้แก่ Akami ส่วนเนื้อแดง Chutoro เนื้อที่มีไขมันปานกลาง และ Otoro เนื้อส่วนท้องที่มีไขมันเยอะเป็นพิเศษ เวลากินแนะนำให้ไล่เลียงจาก Akami, Chotoro, Otoro ไล่ลำดับจากอ่อนไปสู่เข้ม เป็นการไต่รสชาติการกินราวกับจังหวะดนตรี


Nigiri Sushi ซูชิปลามากุโระ 3 คำ จาก 3 ส่วน เรียงจากนอก Akami, Chotoro, Otoro

Awabi Shabu
อิ่มกระเพาะเอมใจกันไปเต็มพิกัดกับยกแรก มาอร่อยกันต่อกับช่วงของเมนคอร์ส ซึ่งแต่ละอย่างเป็นอะไรที่สุดจริงๆ ยกตัวอย่างเช่น Awabi Shabu ชาบูหอยเป๋าฮื้อที่หน้าตาดูเรียบง่ายแต่อร่อยมากอย่างไม่น่าเชื่อ ผู้เขียนเป็นคนไม่ชอบกินหอย และหอยเป๋าฮื้อส่วนใหญ่มักไม่เจอที่อร่อยโดนใจ เหนียวบ้าง ไร้รสบ้าง แต่สำหรับ Awabi Shabu นั้นต่างออกไป เชฟชิมุตะ (Shimuta) เลือกใช้เป๋าฮื้อสดส่งตรงจากเกาะฮอกไกโด สถานที่ซึ่งเอกอุในด้านเป๋าฮื้อของญี่ปุ่น ขั้นตอนการปรุงเชฟจะนำน้ำ Katsuo Dashi ที่เราชิมเมื่อตอนแรกมาตั้งไฟจนเดือด จากนั้นจึงใส่สาหร่ายวากาเมะ หน่อไม้จากเกียวโต ตับ และเนื้อเป๋าฮื้อลงไปต้มจนพอสุก ใช้เวลาเพียงอึดใจก็ตักเสิร์ฟในถ้วยขนาดหนึ่งคนกิน เนื้อเป๋าฮื้อหวานอร่อย ไม่เหนียว เหนือกว่าอะไรทั้งมวล เราประทับหน่อไม้เป็นพิเศษ หน่อไม้ป่าตามฤดูกาลจากกรุงเกียวโต ทุกครั้งที่เคี้ยวจะได้กลิ่นดินกลิ่นหญ้า กลิ่นของธรรมชาติและสภาวะแวดล้อมที่หน่อไม้เติบใหญ่ เป็นวัตถุดิบตามฤดูกาลที่หากินไม่ได้ที่ไหน ขับรสเป๋าฮื้อให้โดดเด่น กลมกล่อม

Awabi Shabu
สำหรับคอ Uni หรือ ไข่หอยเม่น เราเชื่อว่าคุณต้องชอบคำนี้เอามากๆ กับ Bafun Uni หอยเม่นพันธุ์ Bafun ที่มีรสชาติเด่นเป็นความหวานอร่อย นำมาประกบคู่กับข้าวคลุกน้ำส้มแดงร้อนๆ ปั้นพอดีคำ วางด้านบนด้วยวาซาบิสด เวลากินใช้ช้อนเล็กตักเข้าปากภายในคำเดียว หอยเม่นสดและหวานธรรมชาติ เข้ากันได้ดีกับรสเปรี้ยวของน้ำส้ม คำเดียวก็ฟินไปถึงรูขุมขน

Bafun Uni

Anago
อีกคำห้ามพลาดและห้ามกินอย่างอิดออดคือ Anago เนื้อปลาไหลทะเลขนาดกลาง นำมาย่างบนถ่านบินโจทันจนสุกหอม ประกบคู่กับข้าวปั้นแบบซูชิ ราดด้วยซอสปลาไหลสูตรเฉพาะ โรยด้วยผิวเปลือกส้ม Yuzu เชฟเสิร์ฟเมื่อไรให้กินโดยทันที รสชาติเข้มข้น เค็มอมหวานแผ่ซ่านกระจายได้ทั่วปาก อบอวลด้วยกลิ่นไหม้และความสดชื่นจากผลส้ม อร่อยไร้คำบรรยาย

Sawara
ปรับอารมณ์เข้าสู่ช่วงท้ายของมื้ออาหาร ด้วยจานปลาทอดสูตรพิเศษ Sawara เนื้อปลาซาวาระ นำมาม้วนจนกลมสวย ชุบไข่ และขนมเซมเบ้ป่น แล้วนำไปทอดจนเหลืองหอม จัดเสิร์ฟในซอสสาหร่ายสด ท็อปด้วยต้นหอมญี่ปุ่นซอยและดอกซากุระทอด กัดทีให้สัมผัสกรอบนอกนุ่มใน รสชาติกลมกล่อม กลางๆ ไม่มีรสใดเด่นโดด ไร้ซึ่งความเลี่ยนปุ
สองคำสุดท้ายเป็นซูชิปลา 2 ชนิด คำแรกเป็น Kinmadai หรือปลากะพงแดงตาโต ปลาน้ำลึกจากเขตทะเลมุโรโตะ จังหวัดโคจิ นำมาสะดุ้งไฟให้หนังเกรียมเล็กๆ แล้วแล่เป็นชิ้นประกบข้าวปั้นปรุงน้ำส้ม ทาทับด้วยซอสเทริยากิสูตรเฉพาะ รสชาติซอสเข้มทว่าชวยดึงรสธรรมชาติปลาได้เป็นอย่างดี มีกลิ่นหอมไหม้อ่อนๆ เพิ่มอรรถรสในการกินให้อร่อยยิ่งขึ้น อีกคำเป็น Unagi Temaki ข้าวห่อสาหร่ายไส้ปลาไหลสไตล์เทมากิ Unagi ปลาไหลน้ำจืด นำมาย่างคู่กับซอสจนขึ้นสีห่อด้วยข้าวและสาหร่ายแผ่นใหญ่ซึ่งผ่านการสะดุ้งไฟ ตัดรสด้วยวาซาบิสดเล็กๆ คำนี้รสชาติไม่อร่อยโดด ทว่าไม่เป็นสองรองใคร ถือเป็นการปิดจบของคาวที่สมบูรณ์ ประทับใจมาก


บน: Kinmedai
ล่าง: Unagi Temaki

จากซ้ายไปขวา Sake Pudding, Ichigo Daifuku และส้ม Setoka
จาน Dessert ประกอบด้วยของหวาน 3 อย่าง ได้แก่ Sake Pudding พุดดิ้งเนื้อเนียนละเอียดนุ่ม ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญเป็นสาเก จะกินเดี่ยวเปล่าๆ หรือกินคู่กับโชยุในปริมาณพอเหมาะก็อร่อยไปอีกแบบ อย่างที่สองเป็น Ichigo Daifuku แป้งไดฟุกุเหนียวนุ่มสอดไส้สตรอว์เบอร์รีสดและถั่วแดงเชื่อม รสชาติหวานหอมมีรสเปรี้ยวจากสตรอว์เบอร์รีตัดรส เหนียวหยุ่นสู้ฟัน ใครกินเป็นต้องชอบ อย่างสุดท้าย Setoka ผลส้มพันธุ์พิเศษของญี่ปุ่น มีความหวานมากถึง 12-13°Bx หวานมากที่สุดในบรรดาส้มญี่ปุ่นทั้งหมด นิยมปลูกมากในจังหวัดเอฮิเมะ (Ehime)

The Drink
ดำรงตนเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น แน่นอนว่าเครื่องดื่มจากแดนอาทิตย์อุทัยมีให้เลือกหลากหลายชนิด ทั้งสาเกแบบดั้งเดิม เหล้าบ๊วย โซจู และเบียร์ต่างๆ
What You Should Know
Sushi Kappou Kitaohji
Address: โครงการ Boulevard 39 ถนนสุขุมวิท 39 ซอยพร้อมจิต คลองเตยเหนือ วัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110
Open: ทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 17.00-23.00 น.
Budget: มี 2 คอร์สให้เลือก ราคา 4,500++ บาท และ 8,000++ บาท
Telephone: 098 882 4768, 0 2160 0308
Fanpage: www.facebook.com/sushikappou.kitaohji
Website: www.kitaohji.net/sushi-kappou-kitaohji
Map:
The post Sushi Kappou Kitaohji เปิดประสบการณ์การกินโอมากาเสะที่นอกเหนือคำว่าซูชิ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง […]
The post รู้ไว้ก่อนไป Omakase พร้อม 2 พิกัดร้านซูชิ 2 สไตล์กับความอร่อยละลายในปาก appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง Jiro Dreams of Sushi ที่เผยให้เห็นถึงวิถีแห่งความประณีตและพิถีพิถันในการทำซูชิ ซึ่งออกฉายไปเมื่อปี ค.ศ. 2011 และส่งผลให้ผู้คนมากมายจากทั่วโลกต่างพากันบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังแดนอาทิตย์อุทัยเพื่อเปิดประสบการณ์กินโอมากาเสะ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยของเราเอง ซึ่งสังเกตุเห็นได้ว่ามีร้านซูชิแบบโอมากาเสะเริ่มเปิดตัวมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ทั้งยังมีอีกหลายร้านที่จะตามมา
จนกลายเป็นกระแสที่หลายคนนึกอยากจะลองสัมผัสลิ้มรสโอมากาเสะกันดูบ้าง สำหรับหลายคนที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์รับประทานซูชิดังกล่าวมาก่อน หรือเคยมีมาบ้างแล้วแต่อยากจะเข้าใจให้มากขึ้น เรารวบรวมข้อมูลน่ารู้ที่เป็นทั้งธรรมเนียม มารยาท และเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการรับประทานซูชิแบบนี้มาให้คุณได้เตรียมไปชิม พร้อม 2 พิกัดร้าน โอมากาเสะ 2 สไตล์ ที่เป็น ‘ตัวจริง’ และนักกินไม่ควรพลาด
‘Omakase’ มอบความไว้วางใจเอาไว้ที่เชฟ
ในภาษาญี่ปุ่นนั้น ‘โอมากาเสะ’ (Omakase) มีความหมายว่า ‘แล้วแต่เชฟ’ หรือ ‘ตามใจเชฟ’ ถ้าจะพูดง่ายๆ คือเป็นวิถีการกินแบบ Chef’s Table ที่มีอยู่มาแต่เดิมของญี่ปุ่นก็คงไม่ผิดนัก อย่างที่หลายคนน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า การกินอาหารแบบ Chef’s Table นั้น มีข้อดีตรงที่เชฟจะปรุงอาหารจากวัตถุดิบที่ดีที่สุดซึ่งมีอยู่ในวันนั้น เมื่อเรามารับประทานโอมากาเสะเองก็เช่นกัน เราได้มอบความไว้วางใจ และยกประสบการณ์ในการรับประทานอาหารมื้อนั้นของเราให้อยู่ในมือของเชฟ ความดีงามอย่างหนึ่งของการกินโอมากาเสะคือ เมื่อไม่ต้องคิดว่าจะกินอะไร ก็จะรู้สึกสนุกและผ่อนคลาย และรู้สึกเซอร์ไพรส์ว่าเชฟจะเอาอะไรมาเสิร์ฟ ซึ่งเชฟโอมากาเสะที่ดีจะต้องทำหน้าที่อันทรงเกียรติที่ได้รับมอบหมายมาอย่างดีที่สุด ให้สมกับที่ลูกค้าได้มอบความไว้วางใจ

และนอกจากวัตถุดิบและการปรุงนั้น สิ่งที่เชฟโอมากาเสะยังต้องคำนึงถึงอีกอย่างก็คือ ลำดับก่อนหลังในการเสิร์ฟอันจะส่งผลต่อสุนทรียะและประสบการณ์ของผู้รับประทาน ซึ่งนั่นก็ขึ้นอยู่กับการตีความของร้านโอมากาเสะแต่ละแห่งว่าอยากจะมอบประสบการณ์แบบไหนให้กับลูกค้า ในขณะที่บางร้านอาจจะเป็นการไต่ระดับบันไดความซับซ้อนของรสชาติไปทีละขั้น บางร้านอาจจะเป็นเหมือนกับการนั่งรถไฟเหาะก็ได้
ก่อนจะไปโอมากาเสะ
ความรู้เกี่ยวกับซูชิที่มือใหม่ควรรู้ใน 2 นาที


8 ข้อควรรู้ก่อนไปกินโอมากาเสะ ซูชิ
1. โอมากาเสะ ซูชิ บุฟเฟต์ all you can eat ที่เคยมีกรณีเคลมๆ กันนั้น ไม่มีจริงหรอกนะเธอ เนื่องจากต้องการควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบและมีขั้นตอนพิถีพิถันสุดพลัง ทำให้โอมากาเสะมักจะเป็นร้านที่มีขนาดไม่ใหญ่โตมาก รองรับลูกค้าได้ในจำนวนจำกัด
2. นั่งชิดติดขอบ จุดเด่นของร้านโอมากะเสะอีกอย่างคือ บรรยากาศของความใกล้ชิดระหว่างเชฟกับลูกค้า ซึ่งนอกจากเราจะได้ใกล้ชิดติดขอบชมกระบวนการปรุงอาหาร โดยเชฟมักจะกล่าวแนะนำอาหารแต่ละจานแล้ว ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าซูชิเคาน์เตอร์ของร้านโอมากาเสะมักจะเป็นรูปตัว L ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ลูกค้าเงยหน้ามาสบสายตากันนั่นเอง
3. อ่านบรรยากาศให้ออก อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าบรรยากาศของร้านโอมากาเสะนั้นค่อนข้างจะใกล้ชิด เชฟบางคนอาจจะเฟรนด์ลี่เป็นมิตรมาก และยินดีที่จะพูดคุยเรื่องส่วนตัวให้คุณฟัง แต่บางคนก็อาจจะไม่ ส่วนในเรื่องการถ่ายรูปนั้นแม้จะสามารถถ่ายได้ แต่เสียงชัตเตอร์ที่ดังไม่หยุดของมนุษย์ฟูดี้ (foodie) ก็อาจจะสร้างความรำคาญให้แก่เพื่อนร่วมมื้ออาหารบนเคาน์เตอร์เดียวกันได้ แถมถ้ามัวแต่ถ่ายรูปจนอาหารที่วางเอาไว้แห้งหรือเย็นชืด เลยช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะได้ลิ้มรส ก็บอกลาค่ามื้ออาหารโอมากาเสะมื้อละเฉียดหมื่นไปได้เลย
4. อย่าประโคมใส่น้ำหอมเสียจนเต็มอัตรา สุนทรียะอย่างหนึ่งของการรับประทานโอมากาเสะคือ ทั้งรูป รส เสียง และแน่นอนอีกอย่างก็คือ กลิ่น คงจะไม่ดีแน่หากกลิ่นหอมๆ ของอาหารจะถูกแทนที่ด้วยกลิ่นน้ำหอมจรุง จะ Chanel No.5 แสนคลาสสิก หรือ Spell by Janie ของคุณผู้หญิงที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ และแม้แต่ Bvlgari Extreme Pour Homme ก็เด๋อได้พอๆ กันในร้านโอมากาเสะ และสำหรับบางร้านก็มีคำเตือนเข้มงวดไปถึงอย่าใส่เจลใส่ผมที่มีกลิ่นมาด้วย
5. เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ เป็นเรื่องปกติที่ก่อนจะเริ่มคอร์สโอมากาเสะ เชฟมักจะถามลูกค้าเสียก่อนว่าคุณแพ้อาหารหรือไม่ทานอะไรหรือเปล่า ถ้าแพ้อาหารจึงไม่ทานนั้นเข้าใจได้ แต่อย่างหนึ่งที่สำคัญและอยากจะบอกก็คือ ลองเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ที่เชฟนำเสนอดู แม้จะเป็นของบางอย่างที่อาจจะไม่ใช่ของชอบของคุณ แต่ด้วยวิธีการปรุงอย่างใส่ใจ และคุณภาพของวัตถุดิบระดับโอมากาเสะ เมื่อผ่านการผจญภัยนี้ไปแล้ว แม้จะเป็นวัตถุดิบที่ไม่เคยชอบ แต่คุณอาจจะค้นพบว่าตกหลุมรักมันขึ้นมาโดยไม่คาดคิดก็ได้
6. ขอทีอย่าโทรแคนเซิล ร้านโอมากาเสะซูชิชั้นดีวันหนึ่งเปิดเพียงไม่กี่ที่นั่งเท่านั้น แถมยังคำนวณวัตถุดิบที่ดีที่สุดที่จะใช้ในแต่ละวัน เชฟบางคนตื่นมาเตรียมวัตถุดิบตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง เพื่อที่จะเสิร์ฟอาหารที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ดังนั้น หากคุณไม่แสดงตัว ถือเป็นการไม่ให้เกียรติและความเคารพ แม้การโทรแคนเซิลคุณจะให้เงินกับทางร้านไป 100 เปอร์เซ็นต์เต็มก็ตาม นอกจากนี้ยังไม่ควรมาสายเกินเวลานัดในร้านโอมากาเสะแบบที่เสิร์ฟกันเป็นรอบ เพราะจะมีผลกระทบต่อลูกค้าท่านอื่นที่จองในรอบเดียวกัน
7. อย่าขอซอส หรือวาซาบิเพิ่ม เชฟปรุงมาอย่างดีที่สุดแล้ว และทางที่ดีควรกินข้าวปั้นนิงิริใน 1 คำ ไม่ต้องพยายามทำ anatomy ตัดหรือเขี่ยแยกชิ้นส่วนว่าเชฟทำอย่างไร เพราะนั่นจะทำให้คุณพลาดสุนทรียะจากการได้รับประทานอย่างเต็มปากเต็มคำไปอย่างน่าเสียดาย
8. เตรียมตัวให้พร้อมและเตรียมเต็มใจที่จะจ่ายค่าความลึกลับ ท้ายที่สุดเมื่อถึงตอนจ่ายเงินคุณจะได้รับใบเสร็จแบบไม่ระบุรายการแจกแจงว่าอาหารจานไหนราคาเท่าไร เพราะเป็นการคิดแบบเป็นมื้อโอมากาเสะ บางร้านจึงแจ้งราคามาให้เป็นเรตขั้นต่ำต่อจำนวนคำหรือไอเท็ม ซึ่งกินน้อยก็จ่ายน้อย กินมากหลายคำราคาก็จะเขยิบขึ้นมาเป็นอีกราคา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากคุณต้องการที่จะรับประทานอาหารอย่างประหยัดงบ การเสิร์ฟอาหารที่ดีที่สุดอย่างโอมากาเสะจึงไม่ได้ตอบโจทย์นั้นเลย และความคุ้มค่าราคาอาหารที่ค่อนข้างสูงในมื้อนั้นหรือเปล่าก็เป็นเรื่องที่ต้องวัดใจกันหน่อยว่าเชฟของเราจะไว้ใจได้หรือเปล่า แต่จากการพูดคุยกับเชฟโอมากาเสะทั้งสองคนด้านล่างของเรา พวกเขาล้วนให้คำตอบที่ตรงกันก็คือ “ผมวางชีวิตตัวเองไว้ที่การทำอาหาร”
พร้อมแล้วไปลองกัน กับ 2 พิกัดร้านซูชิ 2 สไตล์
1. Edomae @ Sushi Ichizu
ตั้งอยู่บนถนนเพชรบุรี ร้านโอมากาเสะซูชิแห่งใหม่ล่าสุดร้านนี้เพิ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมานี้เอง
ชื่อ ‘อิจิสึ’ มีความหมายว่า ‘วิถีเเห่ง’ หรือ ‘การเกิดมาเพื่อทำสิ่งนั้นเพียงอย่างเดียว’ เเละนี่คือ ‘วิถีเเห่งซูชิ’ ของทางร้าน ซึ่งเห็นว่าวัฒนธรรมซูชินั้นมิใช่เป็นสมบัติของเพียงเเค่คนญี่ปุ่นเท่านั้น เเต่เป็นมรดกของโลก ร้านซูชิที่ดี จึงไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่เฉพาะในโตเกียวหรือที่กินซ่าอีกต่อไป และพยายามที่จะทำให้คุณภาพของร้านเท่าเทียมกับร้านซูชิที่ญี่ปุ่น โดยวัตถุดิบในร้านนี้ใช้เหมือนกับร้าน ‘สึกิตะ’ ร้านโอมากาเสะซูชิในญี่ปุ่นที่ได้รับดาวมิชลินในญี่ปุ่นแทบจะทุกอย่าง
ที่นี่เสิร์ฟซูชิสไตล์เอโดมาเอะ ซึ่งนำเทคนิคในการบ่มปลาตั้งแต่ในสมัยเอโดะมาใช้ เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีตู้เย็น ดังนั้นจึงเก็บรักษาปลาด้วยการบ่ม แล้วจึงพบว่าให้รสชาติดี ทำเอาความเชื่อของหลายๆ คนที่บอกว่าปลายิ่งสดยิ่งดีอาจจะไม่ถูกต้องเสมอไป ซูชิของที่นี่เน้นที่การเอจจิ้งปลาชนิดไหนอย่างไรจึงจะให้รสชาติที่อร่อยพอดิบพอดี เป็นรสชาติที่ดีที่สุด และความโดดเด่นอีกอย่างคือการทำซูชิปลาเนื้อขาวให้อร่อย นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นในเรื่องของข้าว
เวลากินซูชิของที่นี่เราจะสนุกกับความละเอียดอ่อนและรสชาติละเมียดละไมที่ซ่อนอยู่

The Chef
เชฟริกุ โทดะ เชฟหนุ่มหน้ามนคนนี้ แม้จะอายุเพียง 26 ปี แต่ฝีมือไม่ธรรมดาเลย เชฟโทดะเริ่มฝึกหัดเป็นเชฟซูชิตั้งแต่อายุ 14 ปี โดยได้รับการเห็นเเววเเละชักนำเข้าสู่วงการซูชิ โดยปรมาจารย์ ฮาจิโร่ มิสึทานิ (Hachiro Mizutani : เจ้าของร้านซูชิ มิชลิน 3 ดาว) แห่งร้านซูชิมิสึทานิ ผู้เป็นลูกศิษย์อันดับ 1 ของเทพเจ้าซูชิ จิโร่ โอโนะ (ในภาพยนตร์เรื่อง Jiro Dreams of Sushi) ต้นตำรับเอโดมาเอะซูชิ


The Omakase Course
กุ้งโบตั๋นราดด้วยซอสไส้ปลากะพงหมักเกลือ เนื้อกุ้งแน่น เค็มละมุน อูมามิ รสสัมผัสความหวานละเอียดอ่อนของข้าวที่ค่อยๆ แตกตัว, หอยเป๋าฮื้อนึ่งสาเกนาน 8 ชั่วโมงกินกับซอสตับเป๋าฮื้อ ที่พอซอสเหลือ เชฟยังบอกให้เราคลุกกินกับข้าวต่อ รสเข้มข้นแต่ละมุนฝาดๆ มันๆ อูมามิจนแทบอยากจะเลียจาน, ชิงโกะและโคฮาดะ ปลาหนังเงินสองวัย (ปลาตะเพียนญี่ปุ่นที่เมื่ออายุต่างกันจะเรียกชื่อต่างกัน) นำไปดองน้ำส้มสายชูให้รสกลมกล่อม, ไข่ตุ๋นหูฉลามหอมกรุ่น มีรสชาติความหวานอ่อนๆ หลงเหลืออยู่ในปาก, โอโทโร่มันนุ่มลิ้น, คุรุมะเอบิ หรือ กุ้งลายเสือ เนื้อแน่นหวานจากจังหวัดโออิตะ ในเขตคิวชูทางภาคใต้ของญี่ปุ่น, คินเมไดย่างให้สุกแค่ด้านบน ปั้นใส่มัสตาร์ด

ไฮไลต์สุดๆ คือ อูนิ หรือ หอยเม่น จากผู้ผลิตเจ้าที่ชื่อ ‘ฮิงาชิซาวะ’ ซึ่งอยู่ที่ตลาดปลาสึคิจิ มีขายเพียงวันละไม่กี่กล่องเท่านั้น เวลากินเสิร์ฟโดยรับจากมือของเชฟ เพราะถือเป็นของพิเศษหายาก รสชาติมันครีมมี่แผ่ซ่านในปาก, ข้าวคลุกมันปูขนฮอกไกโดย่างในกระดองปู กินกับเนื้อปูและอิคุระ ตบท้ายด้วยมิโซะซุปหอยลายได้กลิ่นทะเล ไข่หวาน และโมจิทำสด มีดีตรงที่ซอสน้ำตาลทรายแดงคุโรมิซึและผงถั่วเหลืองคินาโกะ
Open: เปิดให้บริการทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) รอบ 18.00 น. และรอบ 20.30 น.
Price: คอร์สโอมากาเสะซูชิอยู่ที่ 8,000++ บาท
Contact: 06 5738 9999
Website: sushiichizu.com
Location: สุขุมวิท 39 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ
Map:
——————
2. Los Angeles Ittai Kan @ Sushi Zo
Sushi Zo มีสาขาต้นกำเนิดอยู่ที่มหานครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ได้รับการการันตีด้านความอร่อยด้วยการคว้าดาวมิชลินมาครองถึง 2 ดวงด้วยกัน (1 ดวง จากสาขาลอสแอนเจลิส ในปี 2009 และอีก 1 ดวงจากสาขานิวยอร์ก ในปี 2016) และเพิ่งเปิดสาขาในเมืองไทย ณ พลาซ่า แอทธินี ทาวเวอร์ ถนนวิทยุ เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เอง
ซูชิสไตล์ของที่นี่โดดเด่นในด้าน อิตไต กัน (Ittai Kan) ซึ่งหมายถึงการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างอาหารทะเลและข้าวซูชิ เน้นการใช้วัตถุดิบสดใหม่ที่ดีที่สุดตามแต่ละฤดูกาลและการใช้ซอส ซึ่งเป็นสไตล์ที่ทางร้านพัฒนาผสมผสานกับความครีเอทีฟตามแบบฉบับตะวันตกในสไตล์ลอสแอนเจลิส
เวลารับประทานโอมากาเสะคอร์สของที่นี่เราจะรู้สึกราวกับว่ากำลังนั่งฟังดนตรีที่มีจังหวะสูงต่ำเร้าอารมณ์ให้ความตื่นเต้น โดยมีเชฟทำหน้าที่เป็นวาทยากรควบคุมรสชาติ

The Chef
เชฟโทชิ โอนิชิ เป็นศิษย์เอกมือหนึ่งของ เชฟเคโซ เซกิ ผู้ก่อตั้งและเจ้าของร้าน Sushi Zo ในสหรัฐอเมริกา ซึ่ง Sushi Zo ร้านแรกเปิดในลอสแอนเจลิสฝั่งตะวันตกเมื่อปี 2006 ต่อมาในปี 2013 ได้เปิด Sushi Zo สาขา Downtown เป็นสาขาที่ 2 ในลอสแอนเจลิสเช่นกัน และขยายสู่สาขาที่ 3 Sushi Zo สาขา New York ที่แมนฮัตตันในปี 2015

เชฟโทชิเป็นเอ็กซ์เซ็กคลูทีฟเชฟผู้ปลุกปั้นและดูแล Sushi Zo สาขา Downtown ที่ลอสแอนเจลิส จนได้ดาวมิชลินไปครอง และเมื่อ Sushi Zo มาเปิดสาขาที่กรุงเทพฯ เขาก็ย้ายมาทำหน้าที่เป็นแม่ทัพใหญ่ประจำร้าน


The Omakase Course
ฮิราเมะ (Hirame) หรือปลาตาเดียว ได้รสเค็มอ่อนๆ ของทะเลกับกลิ่นหอมสดชื่นของส้มยูซุ, ปลาโอหอมกลิ่นสโมก เนื้อข้าวกระจายในปาก, คินเมไดแต้มซอสถั่วเหลือง เค็มมัน อูมามิ, ข้าวโพดอ่อนฮอกไกโดรสหวานธรรมชาติ, ปลาคินเมไดกับมิโซะซอส และมะเขือเทศคลุกน้ำดาชิ (dashi) หอมและเด็ดมาก คืนความสดชื่นให้กับปาก, อูนิ อิกะ ปลาหมึกแล่แบบเป็นเส้น คลุกเคล้ากับไข่หอยเม่น เคี้ยวหนึบเหนียวละมุนครีมมี่, มาได หรือ ปลากะพงแดงญี่ปุ่น หอมกรุ่นกลิ่นสโมกถ่านแอปเปิ้ลขึ้นไปถึงกระพุ้งแก้ม, เป๋าฮื้อนึ่งกินกับซอสเนย ผสมตับเป๋าฮื้อรสเข้ม เค็มแต่ละมุน อูมามิ, อิคุระ ไข่ปลาแซลมอนกับซอส, กุ้งฮอกไกโดเนื้อเด้งนุ่ม ครีมมี่และได้กลิ่นส้มยูซุ, ชิมะ อาจิ ปลาทูญี่ปุ่นใส่พริกคั่วกับน้ำมันมะกอกและซอสถั่วเหลือง


หอยตลับฮามากุริ นำไปแช่น้ำซอสไว้เป็นวัน ออกมามีรสชาติอร่อยได้โดยไม่ต้องมีซอสอะไรเลย, อิวาชิ ปลาซาร์ดีนเนื้อนิ่มจากฮอกไกโด หอมกลิ่นถ่านไม้รมควัน ตามมาด้วยอูนิก้อนเป้งสะใจ, ชิโระ อิกะ เนื้อปลาหมึกขาวหนึบนุ่ม ตบท้ายของคาวกันด้วยซูชิปลาโทโร่ม้วนสาหร่ายและซุป จบด้วยกล่องสมบัติของหวาน 4 ชนิดให้ชื่นใจ ได้แก่ ไข่หวานฮอกไกโด ไอศกรีม ลูกพีชญี่ปุ่น และโมจิส้มยูซุ
Open: รองรับได้เพียง 12 คนต่อรอบ แบ่งเป็นรอบ 18.00 น. และรอบ 20.00 น.
Price: เริ่มต้นที่ 18 คำ 7,000++ บาท
Contact: 0 2168 8490
Website: www.sushizobangkok.com
Location: ชั้น G พลาซ่า แอทธินี ทาวเวอร์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ
Map:
The post รู้ไว้ก่อนไป Omakase พร้อม 2 พิกัดร้านซูชิ 2 สไตล์กับความอร่อยละลายในปาก appeared first on THE STANDARD.
]]>