NPL Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/npl/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 01 May 2026 10:03:48 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Fitch Ratings คาดแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคารไทยจะปรับตัวอ่อนแอลงในปี 2569 เตือนยังคงเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น https://thestandard.co/fitch-ratings-thai-banking-outlook-2026/ Fri, 01 May 2026 10:02:34 +0000 https://thestandard.co/fitch-ratings-thai-banking-outlook-2026/ ภาพอินโฟกราฟิก แสดงแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคารไทยปี 2569 ที่เผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น หนี้เสียเพิ่ม และรายได้ท้าทาย

Fitch Ratings มองแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคารไทยในปี 2569 (S […]

The post Fitch Ratings คาดแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคารไทยจะปรับตัวอ่อนแอลงในปี 2569 เตือนยังคงเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิก แสดงแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคารไทยปี 2569 ที่เผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น หนี้เสียเพิ่ม และรายได้ท้าทาย

Fitch Ratings มองแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคารไทยในปี 2569 (Sector Outlook) จะปรับตัวอ่อนแอลง ในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและแรงกดดันด้านคุณภาพสินทรัพย์ โดยคาดว่า ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) กำลังลดลง ห่วงหากเศรษฐกิจแย่ลงฉุดรายได้ค่าธรรมเนียมผันผวน มองค่าใช้จ่ายในการสำรองหนี้สูญ (Credit Costs) จะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง เหตุ NPL มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

 

ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) คาดว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคาร (Sector Outlook) ของไทยจะปรับตัวอ่อนแอลงในปี 2569 แม้ว่าธนาคารขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญในเชิงระบบ 6 แห่งของไทย (D-SIBs) จะยังคงมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาส 1 ปี 2569 ก็ตาม

 

“แม้ว่าความสามารถในการทำกำไรโดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่ดี แต่อัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ได้ปรับตัวลดลง ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะปรับตัวอ่อนแอลงและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้กำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวน่าจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อผลประกอบการและคุณภาพสินทรัพย์ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้”

 

ฟิทช์ เรทติ้งส์ยังระบุว่าจากการรายงานผลประกอบการเบื้องต้นของธนาคารขนาดใหญ่ของไทยทั้ง 6 แห่งพบว่าอัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Average Return on Assets) อยู่ที่ประมาณ 1.28% ในไตรมาส 1 ปี 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.23% ในปี 2568

 

โดยผลกระทบจากการปรับตัวลดลงของอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิถูกบรรเทาลงจากการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและการปรับตัวเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียม

 

อย่างไรก็ตาม ฟิทช์คาดว่าผลประกอบการของธนาคารยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่อาจจะยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบทั้งหมดจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 5 ครั้ง ในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569

 

นอกจากนี้รายได้ค่าธรรมเนียมที่ปรับตัวดีขึ้นนั้นอาจผันผวนได้ หากภาวะเศรษฐกิจปรับตัวอ่อนแอลง อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการสำรองหนี้สูญ (Credit Costs) น่าจะทรงตัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงต่อเนื่อง

 

“ธนาคารไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ท้าทาย หลังจากมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งในช่วงปี 2567-2568 ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไรที่สำคัญได้มีการฟื้นตัวกลับขึ้นมาอยู่ในระดับที่ดีกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิดแล้ว ดังนั้นฟิทช์จึงคาดว่าผลประกอบการน่าจะยังคงอยู่ในระดับที่ใช้ได้ แม้อาจมีการปรับตัวด้อยลงบ้างในช่วงที่เหลือของปี 2569”

 

โดยคุณภาพสินทรัพย์ในไตรมาส 1 ปี 2569 โดยรวมยังคงทรงตัว โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Impaired Loan Ratio) เฉลี่ยของธนาคารทั้ง 6 แห่งทรงตัวอยู่ที่ 3.7% เทียบกับสิ้นปี 2568 แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงน่าจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

 

ฟิทช์คาดว่า อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพจะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2569 แต่น่าจะยังคงต่ำกว่า 4.0% โดยกลุ่มลูกหนี้สินเชื่อที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และลูกหนี้รายย่อยสินเชื่อไม่มีหลักประกัน มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับแรงกดดันมากที่สุด อีกทั้งสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูงประมาณ 87% ของ GDP น่าจะยังคงเป็นข้อจำกัดต่อความยืดหยุ่นทางการเงินและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพกำลังปรับตัวสูงขึ้น

 

ฟิทช์มองว่าหากเกิดสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาวะเศรษฐกิจหรือการจ้างงานก็มีความเป็นไปได้ที่ทางการอาจออกมาตรการช่วยเหลือผ่อนผัน (Forbearance Measures) ซึ่งอาจจะช่วยลดการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อด้อยคุณภาพ แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่กรณีฐาน (Base Case Scenario) ของฟิทช์

 

ในขณะเดียวกัน ธนาคารไทยยังคงมีความสามารถสูงในการรองรับความเสี่ยงจากการปรับตัวด้อยลงของคุณภาพสินทรัพย์ โดยอัตราส่วนสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง โดยอัตราส่วนเฉลี่ยของธนาคารขนาดใหญ่ 6 แห่ง ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 189% จาก 185% ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งทำให้ธนาคารมีความสามารถในการตัดหนี้สูญในอนาคต และน่าจะช่วยลดความเสี่ยงจากการตั้งสำรองหนี้สูญจำนวนมากอย่างเฉียบพลับ

 

ฐานะเงินกองทุนเป็นจุดแข็งที่สำคัญของธนาคารไทยเช่นกัน ทั้งนี้อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญเฉลี่ยของภาคธนาคาร (sector’s average CET 1 ratio) ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 17.6% ในปี 2568

 

โดยฟิทช์คาดยังว่า ฐานะเงินกองทุนจะยังคงเป็นปัจจัยช่วยรองรับความเสี่ยงได้อย่างแข็งแกร่ง ฟิทช์คาดว่าการเติบโตของสินเชื่อน่าจะอยู่ในระดับที่ต่ำมากในปีนี้ ซึ่งน่าจะช่วยสนับสนุนความสามารถในการสะสมเงินกองทุน (internal capital generation) ของธนาคาร

 

ธนาคารไทยส่วนใหญ่ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดยฟิทช์ ยังคงมีแนวโน้มอันดับเครดิตอยู่ที่ ‘มีเสถียรภาพ’ แม้ว่าฟิทช์จะมองว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคารไทยจะปรับตัวอ่อนแอลงในปี 2569 ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความสามารถในการรองรับความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ (headroom) โดยเฉพาะในด้านฐานะเงินกองทุนและด้านผลประกอบการ

 

ในขณะเดียวกันอันดับเครดิตของธนาคารบางแห่งอาจมีแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ เนื่องจากอันดับเครดิตมีความเชื่อมโยงกับอันดับเครดิตของประเทศไทยหรือถูกจำกัดโดยเพดานอันดับเครดิตประเทศ (Country Ceiling) ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยที่มี ‘แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ’ เช่นกัน

The post Fitch Ratings คาดแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคารไทยจะปรับตัวอ่อนแอลงในปี 2569 เตือนยังคงเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสหนี้ครัวเรือน หนี้ใน-นอก ระบบทะลุ 100% กับพิษสงครามตะวันออกกลาง สร้างความเสี่ยงมากอีกแค่ไหน https://thestandard.co/thailand-household-debt-middle-east-war/ Mon, 27 Apr 2026 04:18:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1201455 ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ TTB อธิบายสถานการณ์หนี้ครัวเรือนและผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

ตัวเลขหนี้ครัวเรือนของไทยยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความกั […]

The post ถอดรหัสหนี้ครัวเรือน หนี้ใน-นอก ระบบทะลุ 100% กับพิษสงครามตะวันออกกลาง สร้างความเสี่ยงมากอีกแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ TTB อธิบายสถานการณ์หนี้ครัวเรือนและผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

ตัวเลขหนี้ครัวเรือนของไทยยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะเมื่อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกรายงานระบุว่า หนี้ครัวเรือนของประเทศไทย ณ ช่วงปลายปี 2568 เมื่อรวมทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบเข้าด้วยกัน ได้ทะลุสัดส่วน 100% ของ GDP ไปแล้ว โดยระบุว่า แม้ส่วน ‘หนี้ในระบบ’ ลดลง โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก GDP ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ตัวปริมาณหนี้ยังสูงอยู่

 

ผลการสำรวจยังพบว่า ครัวเรือนยังพึ่งพา ‘หนี้นอกระบบ’ มากขึ้น โดยสัดส่วนหนี้นอกระบบในการสำรวจปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 14% จากระดับ 12% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมดในปี 2567 ซึ่งนับเป็นประเด็นที่ ‘น่ากังวล’ ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนที่แท้จริง ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่สูงเกิน 100% ต่อ GDP

 

ขณะที่ปัจจุบันภาพเศรษฐกิจดูเหมือนมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ทั้งปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ทิศทางดอกเบี้ยที่ยังทรงตัวระดับสูง และต้นทุนค่าครองชีพที่ขยับตัวตามราคาพลังงาน

 

THE STANDARD WEALTH มีโอกาสพูดคุยเจาะลึกแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เพื่อวิเคราะห์ถึงของสถานการณ์หนี้ครัวเรือน ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก

 

เมื่อมองเผินๆ ตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงอาจดูน่าตกใจ แต่ ฐากร อธิบายเบื้องหลังของสมการนี้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมูลค่า GDP ซึ่งเป็น ‘ตัวหาร’ มีขนาดเล็กลงจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ขยายตัว ทำให้สัดส่วนเปอร์เซ็นต์กระโดดสูงขึ้น แม้ว่าตัวมูลค่าหนี้จริงๆ อาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก

 

“ถ้าถามว่าดูทรงแล้ว ความน่าเป็นห่วงมันจะปะทุมากไปกว่านี้หรือเปล่า ผมว่ามันเลยจุดที่แย่ที่สุดของมันมาแล้ว และน่าจะมีแต่ปรับตัวดีขึ้น” ฐากร ประเมินสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา โดยให้เหตุผลจากการเจาะลึกไปที่ไส้ในของหนี้ครัวเรือน ปริมาณการก่อหนี้ก้อนใหญ่ที่สุดอย่างสินเชื่อบ้าน มีการหดตัวลงมาหลายปีแล้ว ทำให้ก้อนหนี้รวมไม่ได้ขยายตัวเบ่งบาน

 

ในขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) ซึ่งมีมูลค่ารวมในระบบกว่า 2 ล้านล้านบาท ก็มีอัตราการเติบโตที่น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ จากอดีตที่เคยเติบโตระดับตัวเลขสองหลัก (Double Digit) ปัจจุบันเหลือเพียง 2-3% หรือในบางธนาคารอาจถึงขั้นติดลบด้วยซ้ำ

 

สำหรับประเด็นที่หลายคนกังวลเรื่องการเติบโตของ ‘หนี้นอกระบบ’ ฐากร มองว่าเป็นวัฏจักรปกติ เมื่อเศรษฐกิจซึมและสินเชื่อในระบบไม่เติบโต ผู้คนก็จะหันไปพึ่งพาเงินทุนนอกระบบ แต่เขาเชื่อว่าหนี้นอกระบบจะไม่เบ่งบานจนเข้ามาสร้างความปั่นป่วนรวนเรให้กับระบบโครงสร้างหลักในระบบได้ เพราะเศรษฐกิจดำเนินเป็นรอบไซเคิล เมื่อถึงจังหวะที่ภาครัฐมีมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจตามปกติ เช่น นโยบายบ้านหลังแรก หรือรถคันแรกในอดีต สินเชื่อในระบบก็จะสามารถกลับมาเติบโตและดึงผู้คนกลับเข้ามาได้

 

วิกฤตตะวันออกกลาง ภัยคุกคามที่อาจรุนแรงกว่า ‘ต้มยำกุ้ง โควิด-19’

 

แม้ปัญหาหนี้ครัวเรือนจากปัจจัยภายในอาจเริ่มทรงตัว แต่ตัวแปรสำคัญที่เข้ามาเขย่าสมการคือปัจจัยภายนอกอย่างสงครามในตะวันออกกลาง เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจรอบนี้ ที่มีผู้บริหารระดับสูงในแวดวงเศรษฐกิจหลายท่านประเมินว่า ผลกระทบอาจจะมีความรุนแรงและหนักหน่วงกว่าช่วงวิกฤตโควิด-19 หรืออาจจะลามไปหนักกว่าวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งนั้น ฐากร ยอมรับว่าเห็นด้วยในประเด็นที่ว่าความหนักหน่วงรอบนี้จะเข้าไปกระทบกับ เศรษฐกิจภาคจริง (Real Economy) โดยตรง

 

“โดยปกติจากที่เราเห็นมา เวลาเกิดวิกฤตสงครามที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน มันไม่เคยจบลงในระยะสั้นๆ” ฐากรอธิบาย พร้อมเปรียบเทียบว่า ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ผลกระทบหนักๆ จะตกอยู่กับฝั่งยุโรป แต่ในรอบนี้จะพุ่งเป้ามากระทบที่ประเทศไทยโดยตรง เพราะเราเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากโซนตะวันออกกลาง

 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงกระจายวงกว้างไปแทบทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายเล็กไปจนถึงรายใหญ่ จนกระทบไปยังผู้บริโภค คือ ประชาชนทั่วไป

 

เพราะลุกลามไปถึงต้นทุนวัตถุดิบ และค่าขนส่ง ซึ่งจะกดดันให้สินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้นจนทำให้เกิดภาวะเงินตึงตัว หากภาคธุรกิจทนแบกรับต้นทุนไม่ไหวและทยอยปรับขึ้นราคาพร้อมกัน จะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อในระยะยาว และลุกลามไปบั่นทอนความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อและราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 อาจมีผลกระทบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

 

การปรับตัวของธุรกิจ ภาวะเงินตึงตัว-ความเสี่ยงเรื่องการเลิกจ้าง

 

ส่วนประเด็นที่สังคมกังวลเรื่อง ‘การเลิกจ้าง’ จากผลกระทบจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง อย่างฉับพลันนั้น ฐากร มองว่าในระยะสั้นถึงกลาง การลดคนจะเป็นทางเลือกท้ายๆ ของผู้ประกอบการ สิ่งที่ธุรกิจจะทำก่อนคือการพยายามหาวัตถุดิบอื่นทดแทน หรือลดกำลังการผลิตลง เช่น การตัดค่าล่วงเวลา หรือ OT

 

สิ่งที่ผู้บริโภคจะต้องเผชิญในระยะสั้นจึงเป็น ‘ภาวะเงินตึงตัว’ มากกว่าการตกงานจนเกิดหนี้เสีย (NPL) แบบฉับพลัน ผู้คนอาจชะลอการบริโภค หรือเลือกจ่ายหนี้ขั้นต่ำ (Minimum Payment) เพื่อรักษาเงินสดไว้ เป็นการเห็นลักษณะปัญหาที่ค่อยๆ ซึมไปกับผู้ที่มีภาระหนี้

 

ทั้งนี้ หากสถานการณ์ลุกลามจนกระทบต่อประชาชนระดับรากหญ้า ฐากรเชื่อมั่นว่าภาครัฐจะไม่ทอดทิ้ง และจะต้องมีมาตรการออกมารองรับอย่างแน่นอน เช่น โครงการลักษณะ ‘คนละครึ่ง’ ‘ธงฟ้า’ หรือการอุดหนุนค่าน้ำค่าไฟ โดยรัฐอาจใช้วิธีโยกงบประมาณหรือชะลอโครงการบางอย่างออกไปก่อน เพื่อดึงเงินมาพยุงเศรษฐกิจเฉพาะหน้า

 

อย่างไรก็ตาม ฐากร ประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดไว้ว่า หากสงครามและวิกฤตพลังงานยืดเยื้อลากยาวไปจนถึงช่วงไตรมาสที่ 3 หรือไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ โดยที่สถานการณ์ยังมองไม่เห็นทางออก ภาคธุรกิจที่พยายามพยุงต้นทุนมาตั้งแต่ต้นปีอาจจะถึงจุดที่ทนแบกรับภาระต่อไปไม่ไหว เมื่อถึงจุดนั้น เราอาจจะได้เห็นผลกระทบของ ‘การเลิกจ้างงาน’ ปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการตกงานจะย้อนกลับมาเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ ซ้ำเติมความสามารถในการชำระหนี้ และอาจทำให้ตัวเลขหนี้เสียในระบบปะทุขึ้นในที่สุด

 

ภาพใหญ่เศรษฐกิจที่น่าห่วง บททดสอบความอึดภาคธุรกิจ

 

เมื่อให้ประเมินถึงภาพใหญ่เศรษฐกิจในระยะข้างหน้าที่นายแบงก์มีความกังวลมากที่สุด ฐากร มองว่าในระยะสั้น 2-3 เดือนข้างหน้าคือ ‘ความไม่แน่นอน’ ที่คาดเดาได้ยากจากสถานการณ์ความยืดเยื้อสงครามในตะวันออกกลาง

 

หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางลากยาวและไม่จบลงง่ายๆ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือผลกระทบต่อค่าครองชีพที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นผลพวงมาจากต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่แพงขึ้น

 

“สิ่งที่ห่วงที่สุดคือ การปรับตัวของผู้ผลิต บริษัท หรือ SME ในการสู้รบกับต้นทุนที่สูงขึ้น เค้ามีความพร้อมและมีทางออกมากน้อยขนาดไหน เพื่อที่จะพยุงต้นทุนให้ได้นานที่สุดโดยไม่ขึ้นราคา” ฐากร ฉายภาพความน่ากังวลหลัก

 

หากภาคธุรกิจทนแบกรับต้นทุนไม่ไหว และเลือกหนทางสุดท้ายคือ การปรับขึ้นราคาสินค้า พร้อมๆ กันทั้งระบบ สิ่งที่จะตามมาในระยะ 6 เดือนหลังจากนี้คือปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น

 

ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ ‘กำลังซื้อ’ ของประชาชนโดยตรง เพราะเมื่อข้าวของแพงขึ้น ผู้บริโภคจะชะลอและใช้จ่ายน้อยลงโดยอัตโนมัติ

 

พฤติกรรมของผู้บริโภคในภาวะ เช่นนี้ อาจมีลักษณะ Bipolar คือ มีความผันผวนสูง หากมีข่าวดีหรือสถานการณ์พลังงานคลี่คลาย คนก็พร้อมจะนำเงินออกมาใช้จ่าย แต่หากสถานการณ์ตึงเครียด ผู้คนก็จะหยุดชะงักการบริโภคทันที

 

ภาวะข้าวของแพงและเงินตึงตัวนี้ จะย้อนกลับไปบั่นทอนความสามารถในการชำระหนี้ (Ability to Pay) ของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ส่งสัญญาณงัด ‘ยาชุดเดิม’ งัดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้

 

จากความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้เริ่มเห็นการส่งสัญญาณจากทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับการเตรียมงัด ‘มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้’ ออกมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบ โดยเฉพาะความเป็นไปได้ในการปรับลดเกณฑ์การผ่อนชำระขั้นต่ำ (Minimum Payment) ของบัตรเครดิต รวมถึงการยืดระยะเวลาชำระหนี้

 

ฐากร มองว่าเรื่องนี้เป็นกระบวนการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าของทางการ เพราะเมื่อปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันและสงครามเข้ามากระทบอย่างหนัก สิ่งที่น่าเป็นห่วงตามมาคือคุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ (Ability to Pay) ของลูกค้าที่จะลดถอยลง

 

ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ TTB อธิบายสถานการณ์หนี้ครัวเรือนและผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง 1

ภาพ: ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB

 

“ถ้าถามว่ามาตรการจะมีอะไรบ้าง มันก็ไม่ต่างจากช่วงโควิด-19 หรือวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในอดีต เราพอจะรู้ทรงอยู่แล้วว่ามาตรการจะไล่ระดับจากเบาไปหาหนัก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็อาจจะเป็นตัว Minimum Payment มันก็จะเป็น ยาชุดเดิมๆ ที่คล้ายๆ กันที่เคยนำมาใช้แก้ปัญหา” ฐากรกล่าววิเคราะห์

 

อย่างไรก็ตาม การพิจารณานำมาตรการเหล่านี้มาใช้ แบงก์ชาติจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและรักษาสมดุลให้ดี เพราะหากผ่อนปรนมากเกินไปอาจก่อให้เกิดปัญหาพฤติกรรมเสี่ยง หรือ Moral Hazard ที่ผู้บริโภคอาจจะละเลยวินัยทางการเงินได้ แต่การที่แบงก์ชาติออกมาพูดถึงเรื่องนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณให้ทุกฝ่าย ทั้งธนาคารพาณิชย์และภาคประชาชน ได้ระมัดระวังและเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเลวร้ายลงไว้ล่วงหน้า

 

โตสวนกระแสเศรษฐกิจ โอกาสในวิกฤตพลังงาน

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความทึมเทาของเศรษฐกิจ กลับยังมี ‘กำลังซื้อ’ ที่ซ่อนอยู่และพร้อมที่จะทำงานหากพบจุดที่คุ้มค่า ฐากร ยกตัวอย่างปรากฏการณ์จากงาน Motor Expo 2026 ล่าสุด ที่ยอดใบสมัครขอสินเชื่อรถยนต์เติบโตสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ สิ่งนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคกลุ่มที่มีกำลังซื้อและเงินออม ตัดสินใจนำเงินออกมาซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อหนีปัญหาราคาน้ำมันแพง เช่นเดียวกับสินเชื่อเพื่อการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Roof) ที่เติบโตได้ดีจากวิกฤตค่าไฟแพงเช่นเดียวกัน ถือเป็นวิกฤตที่สร้างโอกาสให้กับตลาดเฉพาะกลุ่ม

 

แม้แต่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ภาพรวมดูชะลอตัว ผู้ประกอบการที่มีสต็อกสินค้าค้าง จำนวนมาก ต่างต้องพยายามเร่งระบายของด้วยการจัดโปรโมชันแถมโซลาร์รูฟหรือแถมชุดครัวหลักแสนบาท ซึ่งดึงดูดให้กลุ่มคนที่มีความพร้อมด้านการเงินตัดสินใจเข้ามาซื้อ ถือเป็นกลุ่มที่เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวะนี้

 

คาดทิศทางดอกเบี้ยที่ยังคงต้อง ‘ตึง’ ต่อไป

 

สำหรับคำถามเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่หลายฝ่ายคาดหวังให้ปรับลดลงนั้น ฐากร ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธปท. น่าจะใช้นโยบาย ‘ตึงดอกเบี้ย’ ไว้ตามเดิม คือไม่ปรับขึ้นและไม่น่าจะปรับลด

 

“การปรับขึ้นดอกเบี้ยในยามที่เศรษฐกิจยังซึมและภาคธุรกิจกำลังย่ำแย่ ก็จะยิ่งไปซ้ำเติมเพิ่มต้นทุนของฝั่งผู้ประกอบการให้สูงขึ้นไปอีก ดังนั้น นโยบายดอกเบี้ยในปัจจุบันจึงเป็นมิติของการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยน และรักษาสมดุลมากกว่า” ฐากรอธิบาย

 

ฉีกกฎสู่มาตรฐานใหม่ ‘Risk-Based Pricing’ เปลี่ยนหนี้เป็นวินัย

 

เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ฐากร ยังอธิบายต่อว่า TTB ได้เดินหน้ากลยุทธ์สำคัญที่ท้าทายขนบของวงการธนาคารพาณิชย์ ด้วยการนำร่องระบบ ‘Risk-Based Pricing’ เป็นแบงก์รายแรก หรือ สินเชื่อเพื่อคนผ่อนดี ผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อบุคคล ‘ทีทีบี แคชทูโก’ (ttb cash2go)

 

ที่ผ่านมา ตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลมักจะคิดอัตราดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดเพดานที่ 24-25% หรือธนาคารบางแห่งอาจใช้รูปแบบ Gimmick Rate หรือ Teaser Rate คือ จัดโปรโมชันดอกเบี้ยต่ำแค่ช่วง 3-6 เดือนแรก เพื่อดึงดูดลูกค้า ก่อนจะปรับเด้งขึ้นไปสูงตามเดิมในภายหลัง ซึ่งไม่ได้สะท้อนระดับความเสี่ยงที่แท้จริงของลูกค้า

 

เหตุผลที่ธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่งยังไม่กล้าขยับตัวมาทำ Risk-Based Pricing อย่างเต็มรูปแบบ เป็นเพราะแต่ละแห่งมีพอร์ตสินเชื่อเดิมขนาดใหญ่ หากปรับลดดอกเบี้ยตามเกณฑ์นี้ให้กับลูกค้าเก่าที่มีวินัยดี รายได้จากดอกเบี้ยของธนาคารเหล่านั้นจะหดตัวลงอย่างฉับพลัน

 

แต่ TTB เลือกที่จะมองข้ามผลกำไรระยะสั้น และมุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือลูกค้า หากลูกค้ามีเครดิตสกอร์ (Credit Score) ที่ดี ก็ควรจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง โดยอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดสามารถลดลงไปได้ถึง 13.99%

 

ผลตอบรับหลังเปิดตัวโครงการถือว่าได้ผลตอบรับที่ดี โดยมีสถิติที่น่าสนใจ ดังนี้

 

  • ยอดใบสมัครสินเชื่อบุคคล ‘ทีทีบี แคชทูโก’ หลังเปิดตัวโครงการมาได้ 3 เดือนในช่วงต้นปีนี้ที่ผ่านมา มีอัตราเติบโตขึ้นถึง 200% เมื่อเทียบกับช่วงปกติที่ยังไม่มีสินเชื่อบุคคล ‘ทีทีบี แคชทูโก’
  • อัตราการอนุมัติ (Approval Rate) ปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมอยู่ที่ประมาณไม่ถึง 20% เพิ่มขึ้นมาเป็น 24-25% สะท้อนให้เห็นว่าลูกค้าที่มีคุณภาพและมีเครดิตดี หันมาสมัครขอสินเชื่อกับธนาคารมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงโดยรวมของธนาคารลดลง
  • ปัจจุบันมียอดสินเชื่อคงค้าง (Outstanding) เฉพาะพอร์ต Cash2Go ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 ที่มีสูงถึงประมาณ 14,000 ล้านบาท
  • ที่สำคัญที่สุดคือ 80% ของลูกค้าที่มาสมัครสินเชื่อผ่านแคมเปญนี้ ได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง
  • โดยเฉลี่ยลูกค้าจะได้รับดอกเบี้ยลดลงถึง 5% ซึ่งเมื่อประเมินจากการกู้เงิน 100,000 บาท ระยะเวลาผ่อน 6 ปี ลูกค้าจะสามารถประหยัดเงินค่าดอกเบี้ยไปได้ถึงประมาณ 20,000 กว่าบาท

 

อนาคตของการตั้งราคาตามความเสี่ยงของผู้กู้

 

เป้าหมายสูงสุดที่ ฐากร มุ่งหวัง ไม่ใช่แค่การเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ แต่คือการสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม ให้ผู้บริโภคเกิดการเปรียบเทียบและตั้งคำถามว่า ‘ทำไมเพื่อนที่กู้พร้อมกันถึงได้ดอกเบี้ย 13.99% ในขณะที่ตัวเองได้ 24% ทั้งที่เงินเดือนเท่ากันหรือมากกว่า’ การสร้างความตระหนักรู้นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรม ทำให้คนไทยหันมารักษาวินัยทางการเงินและหวงแหนเครดิตของตนเองมากขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุด หากคนไทยมีวินัย ปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในระบบธนาคารทั้งประเทศก็จะลดลงอย่างยั่งยืน

 

“เราหวังว่าทุกผลิตภัณฑ์ทางการเงินในอนาคต จะสะท้อนจากคะแนนเครดิตของลูกค้า” ฐากรกล่าว

 

ก้าวต่อไปของ TTB คือการขยายแนวคิดประเมินดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงนี้ ไปสู่ผลิตภัณฑ์ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถแบบไม่โอนเล่ม (Cash Your Book) ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับสินเชื่อจำนำทะเบียนรถกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อาจจะต้องชะลอไปก่อน เนื่องจากราคาอ้างอิง (Price Reference) ของรถ EV มือสองในตลาดยังมีความผันผวนสูงมากตามการดัมป์ราคาของรถใหม่ ซึ่งอาจส่งผลให้ธนาคารแบกรับความเสี่ยงเกินพอดี รวมถึงผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตที่ปัจจุบันเพดานดอกเบี้ยของไทยอยู่ที่ 16% ซึ่งถือว่าต่ำมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอยู่แล้ว จึงไม่มีพื้นที่ให้ทำ Risk-Based Pricing เพิ่มเติมได้อีก

The post ถอดรหัสหนี้ครัวเรือน หนี้ใน-นอก ระบบทะลุ 100% กับพิษสงครามตะวันออกกลาง สร้างความเสี่ยงมากอีกแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
KBank กางแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจโตต่ำ ‘ขัตติยา’ หวั่นใจช่วงที่เหลือของปี https://thestandard.co/kbank-middle-east-war-economic-risk/ Wed, 22 Apr 2026 00:57:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1199732 ภาพ นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KBank กับข้อความหวั่นใจเศรษฐกิจและแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง

ซีอีโอ KBank หวั่นใจเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี ชี้ไทยม […]

The post KBank กางแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจโตต่ำ ‘ขัตติยา’ หวั่นใจช่วงที่เหลือของปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KBank กับข้อความหวั่นใจเศรษฐกิจและแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง

ซีอีโอ KBank หวั่นใจเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี ชี้ไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไม่ตก เหตุมีหนี้ครัวเรือน ภาครัฐ และธุรกิจกว่า 250% ของ GDP แต่เศรษฐกิจกลับโตต่ำ ไม่ห่วงหากรัฐบาลกู้เพิ่ม แต่แนะว่า รัฐบาลควรเอาเงินและทรัพยากรไปใช้ในภาคส่วนที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจจริงๆ

 

วันนี้ (21 เมษายน) ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBank) กล่าวว่า แม้ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ธนาคารกสิกรไทยมีกำไร 14,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.35% เนื่องจากช่วงก่อนสงคราม หรือช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาสแรกผลประกอบการออกมาค่อนข้างดี “แต่ก็แอบหวั่นใจว่า เหลืออีก 9 เดือนจะเป็นจะอย่างไร” เนื่องจากตามการประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) คาดว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวในกรอบ 0.8% – 1.2% เท่านั้น โดยขึ้นอยู่ที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางด้วยว่าจะยืดเยื้อหรือลากยาวแค่ไหน

 

ขัตติยายังกล่าวในงาน MONEY 20/20 ในหัวข้อ ‘Technology, Trust, and the Future of Banking in Asia’ ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง เนื่องจากมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือน หนี้รัฐบาล และหนี้ภาคเอกชนคิดเป็นกว่า 250% ของ GDP ซึ่งถือว่า เป็นระดับที่สูงมาก แต่เศรษฐกิจไทยกลับเติบโตต่ำกว่า 3% มาหลายปีติดต่อกัน

 

“ด้วยปัจจัยสองประการนี้ หมายความว่าประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไข ไม่เพียงแต่ปัญหาเชิงโครงสร้างในแง่ของหนี้และเศรษฐกิจเท่านั้น ยังมีเรื่องการฉ้อโกง การหลอกลวง และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้า ข้อกำหนดด้านกฎระเบียบและอื่นๆ อีกมากมาย” ขัตติยากล่าว

 

ท่ามกลางกระแสข่าวว่ารัฐบาลไทยเล็งกู้เงินเพิ่มเพื่อรับมือกับสงครามในตะวันออกกลาง ขัตติยายังกล่าวต่อว่า ‘ไม่ห่วง’ เนื่องจากเชื่อว่า ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ‘มีวินัยมาก’

 

พร้อมแนะว่า โจทย์ของรัฐบาลต่อจากนี้คือ ต้องเอาเงินและทรัพยากรไปใช้ในภาคส่วนที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจจริงๆ เช่นเดียวกับภาคธนาคาร ที่มีหน้าที่ให้สินเชื่อก็ต้องให้ในภาคส่วนที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้โตได้เช่นเดียวกัน พร้อมแนะให้รัฐบาลเร่งหาตลาดใหม่ๆ (Diversify) ควบคู่กัน

 

“การช่วยเหลือลูกค้าที่ปัญหาก็ยังคงทำประมาณหนึ่ง แต่ยังควรต้องไปสนับสนุนภาคส่วนที่จะพาประเทศโตไปได้ด้วย ตัวอย่างเช่น ภาคส่วนที่สอดคล้องกับโครงการ Reinvent Thailand เช่น การแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness และยานยนต์ (Automotive)” ขัตติยากล่าว

 

กางแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง

 

ขัตติยาเปิดเผยอีกว่า ธนาคารกสิกรไทยได้เตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางโดยการประเมินผลกระทบของลูกค้าเป็นรายกรณี ทางธนาคารได้ทำการคัดแยกข้อมูลกลุ่มลูกค้าที่มีการทำธุรกิจหรือการค้าที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคตะวันออกกลางออกมาตรวจสอบโดยเฉพาะ จากนั้นได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปพูดคุยและสอบถามลูกค้ากลุ่มนี้โดยตรง เพื่อติดตามดูว่าการดำเนินธุรกิจติดขัดปัญหาใดๆ หรือไม่ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนสินเชื่อของธนาคารที่เกี่ยวข้องกับการค้าในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นถือว่ามีจำนวนน้อยมาก

 

นอกจากนี้ ขัตติยายังย้ำว่า เพื่อดูแลต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ที่หลายฝ่ายเป็นกังวลนั้น ธนาคารกสิกรไทยก็มีแนวทาง ‘ระมัดระวัง’ มาตั้งแต่ปี 2565 เนื่องจากในช่วงปี 2565 ธนาคารกสิกรไทยเคยตั้งสำรองไว้สูงมาก ซึ่งธนาคารจะไม่กลับไปทำเช่นนั้นอีกแล้ว เนื่องจาก ปัจจุบัน กสิกรไทยปรับกลยุทธวิธีการปล่อยสินเชื่อ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าเดิมที่ธนาคารรู้จักและมีข้อมูลอยู่แล้ว และหันมาเน้นการปล่อยสินเชื่อแบบมีหลักประกันแทน

 

โดยการตั้งสำรองจะอยู่ในกรอบ 9,800 ถึงไม่เกิน 10,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นสภาวะปกติ เนื่องจากคุณภาพหนี้ของลูกค้าโดยรวมในปัจจุบันมีความแข็งแกร่ง ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) ของธนาคารกสิกร อยู่ที่ระดับ 3.19% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 19.95%

 

ขัตติยากล่าวต่อว่า ปัจจุบันสัญญาณ NPL ที่ไหลเข้าใหม่ปรับตัวลดลง แต่ธนาคารยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยมีการคัดแยกกลุ่มลูกค้าที่ทำการค้าเกี่ยวข้องกับตะวันออกกลางออกมาประเมินความเสี่ยง และส่งทีมเข้าไปสอบถามเพื่อเตรียมแผนรับมือล่วงหน้า

 

นอกจากนี้ โดยในรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 ธนาคารกสิกรยังย้ำว่า จะเดินหน้ายุทธศาสตร์ 3+1 ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาระดับการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ทุกฝ่าย

 

พร้อมการตั้งสำรองอย่างรัดกุม โดยธนาคารและบริษัทย่อยมีนโยบายตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวัง โดยในไตรมาส 1 ปี 2569 ได้ตั้งสำรองไว้ที่ 9,823 ล้านบาท เพื่อเตรียมพร้อมรองรับความเสี่ยงและความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคตที่อาจเพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ

 

รวมถึงยกระดับกลยุทธ์ ‘ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง’ โดยมุ่งเน้นการทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างรอบด้าน และพัฒนาผลิตภัณฑ์รวมถึงบริการให้ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อช่วยประคับประคองลูกค้าให้สามารถผ่านพ้นสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูงไปได้

 

“ธนาคารมีการเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างเต็มที่” ธนาคารกสิกรไทยระบุ

The post KBank กางแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจโตต่ำ ‘ขัตติยา’ หวั่นใจช่วงที่เหลือของปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารกรุงเทพกำไร Q1/69 ลด 12.9% เหลือ 1.09 หมื่นล้าน รับแรงกดดันดอกเบี้ยขาลง-เศรษฐกิจโลกผันผวน https://thestandard.co/bbl-q1-profit-drops/ Tue, 21 Apr 2026 12:27:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1199699 ภาพกราฟิกแสดงข้อความ BBL กำไรลด เหลือ 1.09 หมื่นล้านบาท

ธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ 10,994 […]

The post ธนาคารกรุงเทพกำไร Q1/69 ลด 12.9% เหลือ 1.09 หมื่นล้าน รับแรงกดดันดอกเบี้ยขาลง-เศรษฐกิจโลกผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ BBL กำไรลด เหลือ 1.09 หมื่นล้านบาท

ธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ 10,994 ล้านบาท ลดลง 12.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนแรงกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ชะลอลง ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญความเปราะบางจากทั้งปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

 

 
 

รายได้ดอกเบี้ย-ค่าธรรมเนียมหด ตามวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง

 

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 12.3% จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.49% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 6.6% โดยมีแรงกดดันจากกำไรจากเงินลงทุนและค่าธรรมเนียมสินเชื่อ

 

อย่างไรก็ตาม รายได้จากเงินปันผลและค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์ยังเติบโต ช่วยพยุงรายได้บางส่วน

 

คุมต้นทุน-ตั้งสำรอง รับความเสี่ยงเศรษฐกิจ

 

ธนาคารยังคงควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลง 12.0% ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ 44.7%

 

ขณะเดียวกัน ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) จำนวน 9,003 ล้านบาท ภายใต้หลักความระมัดระวัง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น

 

สินเชื่อโตจำกัด แต่ฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง

 

ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 สินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.66 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.0% จากสิ้นปีก่อน โดยมาจากสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่เป็นหลัก

 

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ อัตรา NPL อยู่ที่ 3.1% ขณะที่ Coverage ratio อยู่ในระดับสูงถึง 318.1% สะท้อนการตั้งสำรองอย่างเข้มงวด

 

เงินกองทุนยังแข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนเงินกองทุนรวมอยู่ที่ 20.9% สูงกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทย

 

เศรษฐกิจไทยยัง ‘ฟื้นเปราะบาง’ ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน

 

ธนาคารประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกยังเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในประเทศ

 

แม้ภาคการส่งออกยังขยายตัวได้ แต่เริ่มชะลอลง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังฟื้นต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน

 

ในขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นเริ่มส่งผ่านไปยังต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ และกระทบกำลังซื้อของภาคครัวเรือน

 

ภาครัฐยังมีข้อจำกัดด้านนโยบายการคลังจากระดับหนี้สาธารณะ ทำให้ศักยภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจมีจำกัด

 

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงเทพย้ำว่า จะดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง โดยเน้นการดูแลลูกค้า เสริมสภาพคล่อง และรักษาเสถียรภาพทางการเงิน

The post ธนาคารกรุงเทพกำไร Q1/69 ลด 12.9% เหลือ 1.09 หมื่นล้าน รับแรงกดดันดอกเบี้ยขาลง-เศรษฐกิจโลกผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
4 หุ้นแบงก์ ‘TTB – KKP – TISCO – LHFG’ เผยกำไรไตรมาส 1/69 เติบโตเทียบปีก่อนทั้งหมด https://thestandard.co/ttb-kkp-tisco-lhfg-q1-profit/ Mon, 20 Apr 2026 07:36:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1199130 โลโก้ธนาคาร TTB, KKP, TISCO, LHFG บนพื้นหลังพร้อมข้อความ '4 หุ้นแบงก์เผยงบ Q1/69 กำไรโตทั้งหมด ท่ามกลางดอกเบี้ยขาลง'

กำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 ของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BA […]

The post 4 หุ้นแบงก์ ‘TTB – KKP – TISCO – LHFG’ เผยกำไรไตรมาส 1/69 เติบโตเทียบปีก่อนทั้งหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ธนาคาร TTB, KKP, TISCO, LHFG บนพื้นหลังพร้อมข้อความ '4 หุ้นแบงก์เผยงบ Q1/69 กำไรโตทั้งหมด ท่ามกลางดอกเบี้ยขาลง'

กำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 ของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BANK) ดูเหมือนจะเป็นไตรมาสที่ดีของหลายบริษัท หลังจาก 4 หุ้นแบงก์อย่าง TTB, KKP, TISCO และ LHFG รายงานกำไรออกมาเติบโตทั้งหมด เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568

 

 
 

แม้ว่าแต่ละแบงก์จะมีรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น แต่ทั้ง 4 บริษัทต่างมีรายได้ดอกเบี้ยลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยที่เป็นขาลง สวนทางกับรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่ปรับตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

KKP กำไรฟื้นตัวแรง 84%

 

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 ที่ 1,955 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 84.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่พุ่งขึ้น 64.7% หนุนโดยธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ธุรกิจบริการทางการเงินและการลงทุนแบบดิจิทัลของ Dime! รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมจัดการกองทุน และกำไรจากเครื่องมือทางการเงิน

 

นอกจากนี้ KKP ยังมีผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องถึง 52.3% ตามปริมาณรถยึดที่ลดลง รวมถึงการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ลดลง 12.9% สะท้อนถึงคุณภาพสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ยังทรงตัวได้ที่ 4.6% จากการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ แม้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะปรับลดลง 5.2% ตามกลยุทธ์การคัดกรองสินเชื่อคุณภาพสูงก็ตาม

 

TTB กำไรยังโตได้ 1.4% แม้ดอกเบี้ยลงเร็วกว่าคาด

 

ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ทำกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 ได้ 5,170 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% YoY ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการปรับโครงสร้างต้นทุนทางการเงินอย่างเหมาะสม ทำให้ NIM ทรงตัวอยู่ที่ 3.02% แม้บริษัทจะมองว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเร็วกว่าคาด

 

ขณะเดียวกัน รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยของ TTB เติบโตอย่างแข็งแกร่ง 37.4% YoY จากกำไรเครื่องมือทางการเงินและค่าธรรมเนียมหลัก เช่น แบงก์แอสชัวรันส์ กองทุนรวม และบัตรเครดิต นอกจากนี้ ธนาคารยังสามารถบริหารคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี ส่งผลให้การตั้งสำรองฯ (ECL) ลดลง 12.8% YoY แม้จะมีการตั้งสำรองเพิ่มเติมผ่าน Management Overlay เพื่อรองรับความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางแล้วก็ตาม

 

TISCO เผยกำไร 1.7 พันล้านบาท NIM เพิ่มขึ้นแตะ 4.95%

 

บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO รายงานกำไรสุทธิ 1,733.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% YoY โดยได้รับอานิสงส์หลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 3.4% ตามต้นทุนเงินฝากที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ NIM ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.95% จาก 4.83% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยก็เติบโต 27.2% จากการฟื้นตัวของทุกกลุ่มธุรกิจ

 

อย่างไรก็ตาม TISCO ได้ตั้งสำรองฯ (ECL) เพิ่มขึ้นเป็น 775 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 100.9% YoY คิดเป็น 1.3% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย เพื่อรองรับความเสี่ยงจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงาน ทั้งนี้ NPL ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 2.11% จาก 2.28% เมื่อสิ้นปี 2568 และมี Coverage Ratio สูงถึง 191.4%

 

LHFG กำไรพุ่ง 47.9% ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองลดลง

 

บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG ทำกำไรสุทธิในไตรมาสแรกได้ 842.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.9% YoY ปัจจัยหลักมาจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 95.5% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงิน (FVTPL) และกำไรจากเงินลงทุน

 

ในส่วนของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังคงเติบโต 5.9% YoY เป็นผลมาจากการที่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยปรับตัวลดลงถึง 10.2% สำหรับธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Bank) มี NIM อยู่ที่ระดับ 1.85% ด้านคุณภาพสินทรัพย์ LHFG มีหนี้เสีย (NPL) หรือสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม ลดลงมาอยู่ที่ 2.30% จาก 2.44% ในปี 2568 ส่งผลให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ของกลุ่มลดลง 1.7% YoY มาอยู่ที่ 189 ล้านบาท ขณะที่ LH Bank มี Coverage Ratio อยู่ที่ 160.21% สะท้อนการบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน

 

ภาพ: UNIKYLUCKK / Shutterstock

The post 4 หุ้นแบงก์ ‘TTB – KKP – TISCO – LHFG’ เผยกำไรไตรมาส 1/69 เติบโตเทียบปีก่อนทั้งหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
KTC เผยกำไร Q1/69 โต 16.7% ทะลุ 2.1 พันล้านบาท จากคุณภาพลูกหนี้ที่ดีขึ้นและต้นทุนการเงินลดลง https://thestandard.co/ktc-profit-q1-2026/ Sat, 18 Apr 2026 09:13:25 +0000 https://thestandard.co/ktc-profit-q1-2026/ ภาพกราฟิกแสดงผลประกอบการ KTC ไตรมาส 1 ปี 2569 กำไรสุทธิ 2.1 พันล้านบาท เติบโต 16.7%

เคทีซีเผยกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 ทำได้ 2,171 ล้านบาท เพิ […]

The post KTC เผยกำไร Q1/69 โต 16.7% ทะลุ 2.1 พันล้านบาท จากคุณภาพลูกหนี้ที่ดีขึ้นและต้นทุนการเงินลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงผลประกอบการ KTC ไตรมาส 1 ปี 2569 กำไรสุทธิ 2.1 พันล้านบาท เติบโต 16.7%

เคทีซีเผยกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 ทำได้ 2,171 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พอร์ตสินเชื่อรวม 107,841 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7%

 

พิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกของปี 2569 กลุ่มบริษัทมีฐานรายได้รวมอยู่ที่ 6,889 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% (YoY) โดยส่วนใหญ่มาจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น 1.0% จากรายได้ค่าธรรมเนียม interchange และรายได้ค่าธรรมเนียมร้านค้า

 

สำหรับรายได้ดอกเบี้ยในไตรมาสแรกอยู่ที่ 3,993 ล้านบาท อยู่ที่ระดับเดิมเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หนี้สูญได้รับคืนในไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 979 ล้านบาท ลดลง 1.8% (YoY) บริษัทยังคงรักษาประสิทธิภาพในการติดตามหนี้ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย

 

แม้รายได้รวมจะเติบโตเพียง 0.8% แต่ด้วยต้นทุนการเงินที่ลดลง 16.1% เหลือ 369 ล้านบาท และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 13% เหลือ 1,387 ล้านบาท เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรในไตรมาสแตกเติบโตได้ 16.7% อยู่ที่ 2,171 ล้านบาท

 

จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 พบว่ามียอดลูกหนี้บัตรเครดิตของอุตสาหกรรมรวม 480,582 ล้านบาท ลดลง 2.4% (YoY) ยอดลูกหนี้สินเชื่อบุคคลของอุตสาหกรรมอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนเท่ากับ 852,321 ล้านบาท ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของอุตสาหกรรมสำหรับงวด 2 เดือน ปี 2569 อยู่ที่ 360,825 ล้านบาท ซึ่งหดตัว 2.5% (YoY)

 

ในขณะที่เคทีซีมีปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตงวด 2 เดือน อยู่ที่ 48,464 ล้านบาท ขยายตัว 0.4% (YoY) และปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรของเคทีซีในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 มีมูลค่า 76,800 ล้านบาท ขยายตัว 3.7% (YoY) แม้ว่าอุตสาหกรรมสินเชื่อผู้บริโภคโดยรวมหดตัวอย่างต่อเนื่อง จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและความ ระมัดระวังที่มากขึ้นของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ

 

โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 เคทีซีรักษาส่วนแบ่งตลาดในด้านลูกหนี้ บัตรเครดิตไว้ใน ระดับเดิมที่ 14.5% (YoY) และสามารถขยายตัวในส่วนแบ่งตลาดด้านปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรขึ้ นเป็ น 13.4% จาก 13.1% (YoY) และส่วนแบ่งตลาดลูกหนี้ สินเชื่อบุคคลเพิ่มขึ้ นเป็น 4.2% จาก 4.1% (YoY)

 

ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 6.0% (YoY) อยู่ที่ 4,169 ล้านบาท จากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 13.0% จากพอร์ตที่มีคุณภาพดี รวมถึงค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลง 16.1% (YoY) จากต้นทุนเงินกู้ยืมใหม่ที่ต่ำลง รวมถึงความสามารถในการบริหารค่าใช้จ่ายให้ที่อยู่ในระดับใกล้เดิม ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารต่อรายได้รวม (Cost to Income Ratio) ของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 35.0% ลดลงเล็กน้อยจาก 35.1% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

 

“ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทเคทีซียังคงให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมคุณภาพพอร์ตอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการใช้ข้อมูลเชิงลึกในการดูแลคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด ส่งผลให้สามารถรักษาความแข็งแกร่งของฐานรายได้และผลการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง” พิทยากล่าว

 

เคทีซียังคงดำเนินนโยบายการอนุมัติสินเชื่อโดยให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นหลัก ส่งผลให้พอร์ตลูกหนี้บัตรเครดิตปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่อัตราการชำระคืนของลูกค้าปรับตัวสูงขึ้น ในส่วนของพอร์ตสินเชื่อบุคคล ยังคงขยายตัวจากทั้งสินเชื่อ ‘เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน’ และสินเชื่อบัตรกดเงินสด ‘เคทีซี พราว’ ซึ่งสามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากการบริหารจัดการพอร์ตลูกหนี้อย่างมีคุณภาพ และการพัฒนาสิทธิประโยชน์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกอย่างต่อเนื่อง

 

“ปี 2569 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่มีความเข้มข้นมากขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานและกำลังซื้อภาคครัวเรือน อย่างไรก็ดี เคทีซียังคงมีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัว โดยมุ่งรักษาคุณภาพสินทรัพย์ ดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน และควบคุมอัตราหนี้ด้อยคุณภาพให้อยู่ในระดับไม่เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ พร้อมเป้าการเติบโตของการใช้จ่ายผ่านบัตรที่ 5% และการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อรวมประมาณ 1–2% โดยเชื่อว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มในระยะยาว” พิทยากล่าว

 

ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 กลุ่มบริษัทเคทีซีมีฐานสมาชิกรวม 3,732,625 บัญชี พอร์ตสินเชื่อรวมมีมูลค่า 107,841 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) ของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 1.93% พอร์ตสมาชิกบัตรเครดิตเท่ากับ 3,019,095 บัตร เพิ่มขึ้น 8.0% เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้บัตรเครดิตและดอกเบี้ยค้างรับรวม 70,443 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเท่ากับ 76,800 ล้านบาท ขยายตัว 3.7% NPL Ratio บัตรเครดิตอยู่ที่ 1.12%

 

ขณะที่พอร์ตสมาชิกสินเชื่อบุคคลรวม 713,530 บัญชี เพิ่มขึ้น 3.4% เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สินเชื่อบุคคล และดอกเบี้ยค้างรับรวม 36,012 ล้านบาท เติบโตที่ 3.3% NPL Ratio สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.47% สำหรับสินเชื่อลูกหนี้ตามสัญญาเช่ามีมูลค่า 1,387 ล้านบาท ลดลง 29.0% ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของบริษัทที่ได้หยุดการปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566

 

อัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ในระดับ 1.30 เท่า จาก 1.58 เท่า ในงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งนี้ อัตราส่วน D/E ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับภาระผูกพัน (Debt Covenant) ที่กำหนดไว้ที่ 10 เท่า

 

The post KTC เผยกำไร Q1/69 โต 16.7% ทะลุ 2.1 พันล้านบาท จากคุณภาพลูกหนี้ที่ดีขึ้นและต้นทุนการเงินลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติยืนยัน ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด ห่วงสงครามยืดเยื้อฉุดเศรษฐกิจไทย ‘หัวปัก’ https://thestandard.co/bot-freezes-rates-economy-middle-east/ Thu, 09 Apr 2026 13:31:37 +0000 https://thestandard.co/bot-freezes-rates-economy-middle-east/ ภาพผู้ว่าฯ ธปท. พร้อมข้อความยืนยันการตรึงดอกเบี้ยเพื่อประคองเศรษฐกิจ ท่ามกลางความกังวลสงครามตะวันออกกลางที่อาจฉุดเศรษฐกิจไทย

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติให้คำมั่นพร้อม ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศ […]

The post ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติยืนยัน ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด ห่วงสงครามยืดเยื้อฉุดเศรษฐกิจไทย ‘หัวปัก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้ว่าฯ ธปท. พร้อมข้อความยืนยันการตรึงดอกเบี้ยเพื่อประคองเศรษฐกิจ ท่ามกลางความกังวลสงครามตะวันออกกลางที่อาจฉุดเศรษฐกิจไทย

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติให้คำมั่นพร้อม ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด ส่งสัญญาณไม่ลดเพิ่ม คาดในกรณีฐาน เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในกรอบราว 1.3-1.7% ในปี 2569 ส่วนเงินเฟ้ออาจทะลุกรอบเป้าหมายแตะ 3.5% และห่วงสงครามยืดเยื้อฉุดเศรษฐกิจไทย ‘หัวปัก’

 

วันนี้ (9 เมษายน) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หลังจากเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัจจุบัน ธปท.คาดว่า ในกรณีฐาน (Baseline) ​เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในกรอบราว 1.3-1.7% ในปี 2569 นับว่าชะลอตัวจากการขยายตัว 2.4% ในปี 2568 ที่ผ่านมา

 

โดยในกรณีฐานดังกล่าว ธปท.มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะจบลง ภายในช่วงกลางปีนี้ กล่าวคือ หากสถานการณ์จบภายในเดือนมิถุนายน GDP ไทยน่าจะขยายตัวได้ราว 1.3% ขณะที่เงินเฟ้ออาจพุ่งไปถึง 3.5% อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์จบเร็วภายใน 2 สัปดาห์นี้ GDP ไทยอาจโตที่ 1.7% และเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ที่ 2.5%

 

ประมาณการล่าสุดนี้นับว่า มีการเปลี่ยนแปลงไปจากในการแถลงข่าวผลการประชุมกนง.ครั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ โดยช่วงนั้น กนง.มองว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำที่ประมาณ 2.0% ในปีนี้ พร้อมทั้งมองว่า อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสที่จะอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% ไปจนถึงปี 2570 ซึ่งอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่ากรอบนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบที่ผ่านมา

 

วิทัย ยังย้ำว่า ประมาณการ GDP ที่ 1.3-1.7% นี้ยังไม่นับมาตรการกระตุ้นที่คาดว่าจะออกมาของรัฐบาล “รัฐบาลใหม่มาจะมีมาตรการกระตุ้นอยู่แล้ว แต่จะกระตุ้นด้วยอะไร ด้วยเกมใหญ่คือพ.ร.ก.กู้เงิน หรือเกมเล็กอันนี้ผมยังไม่ทราบ”

 

อย่างไรก็ตาม วิทัยกล่าวต่อว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในรอบนี้จะรุนแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการ ได้แก่ (1) ระยะเวลา (Duration) ว่าเหตุการณ์จะจบช้าหรือเร็ว (2) ความรุนแรง (Intensity) ของสถานการณ์ เช่น โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานถูกทำลายมาแค่ไหน และ (3) การจัดหาวัตถุดิบ (Supply Chain Disruption) เช่น น้ำมัน เม็ดพลาสติก และปิโตรเคมี

 

โดยผู้ว่าฯ ธปท. ยังระบุว่า หากไทยเผชิญกับการขาดแคลนวัตถุดิบจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ‘ชัด’ เนื่องจากหากเกิดภาวะ Disruption อาจจะส่งผลต่อเงินเฟ้ออีกทอด

 

“ถ้าอีก 2 สัปดาห์จบ เปิดช่องแคบกลับมาปกติ ราคาน้ำมันก็จะยังไม่ลง จะมีพรีเมียมอยู่ เพราะว่าโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานก็ถูกทำลายเยอะแล้ว แต่ถ้าสถานการณ์รุนแรงมากกว่านี้ เช่นตกลงกันไม่ได้ กลับมาถล่มกันใหม่ จบสิ้นปี (เศรษฐกิจ) ก็หัวปักเลย” วิทัยกล่าว

 

ยืนยัน ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด ส่งสัญญาณไม่ลดเพิ่ม

 

วิทัยกล่าวต่อว่า เพื่อตอบสนองต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ธปท.ซึ่งมีหน้าที่ดูแลนโยบายการเงินจะตรึงดอกเบี้ยเพื่อประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด พร้อมอธิบายต่อว่า ตามหลักการแล้ว อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นจากอุปทาน (Supply) การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะไม่ทำให้ลดลง นอกจากนี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็เสี่ยงจะทำลายอุปสงค์ (Demand) อีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ธปท.จะจับตาดูอัตราเงินเฟ้อต่อไป เนื่องจากหากอัตราเงินเฟ้ออยู่นาน (Persistent) จนทำให้คาดการณ์เงินเฟ้อ (Inflation Expectation) เปลี่ยน ธปท.ก็อาจจะต้องเข้าไปดู

 

นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ธปท. ยังมองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับ ‘ผ่อนคลายเต็มที่แล้ว’ พร้อมส่งสัญญาณว่า จะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่ม โดยระบุว่า “สถานการณ์ปัจจุบันเทรนด์ของธนาคารกลางทั่วโลกอยู่ในจุดที่ ‘คง’ หรือ ‘ขึ้น’ มากกว่า”

 

วิกฤตพลังงานรอบนี้ จ่อลากยาวกว่าโควิด กระทบคนตัวเล็กมากกว่าต้มยำกุ้ง

 

วิทัยยังมองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในปัจจุบันแตกต่างไปจากวิกฤตโควิด-19 และวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 โดยมองว่า วิกฤตพลังงานรอบนี้จะลากยาวกว่า ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคือ SME พ่อค้าแม่ค้า และผู้ที่ใช้น้ำมันเยอะ

 

“ตอนโควิด ที่ธุรกิจปิดทั้งประเทศ รายได้ธุรกิจเป็นศูนย์ แต่พอกลับมาเปิด วิกฤตก็จบเลย เศรษฐกิจกลับมาได้เร็ว แต่ตอนนี้ ธุรกิจยังเปิดอยู่ แต่กระทบค่าครองชีพ ทำให้คนเดือดร้อน ธุรกิจดิสรัปต์ เพราะไม่มีวัตถุดิบ แม้ไม่ได้ทำให้รายได้คนเป็นศูนย์ แต่คนค้าขาย SME ผู้คนที่ต้องใช้น้ำมันจะถูกกระทบเยอะ นอกจากนี้ น้ำมันคาดว่า จะแพงไปอีกสักระยะ ทุกอย่างจะแพงไปอีกระยะ” วิทัยกล่าว

 

ส่อง ‘เครื่องมือ’ แบงก์ชาติในการรองรับวิกฤตตะวันออกกลาง

 

วิทัยยังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ได้ธปท.ขอความร่วมมือแบงก์และนอนแบงก์ไปแล้ว ผ่านการให้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในเชิงป้องกัน (pre-emptive) หากเห็นสัญญาณว่าลูกหนี้มีปัญหาการชำระหนี้ เช่น ให้จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ลดค่างวด ลดอัตราดอกเบี้ย ตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย สำหรับสินเชื่อทุกประเภท รวมถึงการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ รวมถึงได้มีการออกมาตรการ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง” (SMEs Secure+) เพื่อเติมเงินและเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจ SME ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

 

“เมื่อวาน ธปท.ได้ขอความร่วมมือดังๆ เพื่อหวังช่วยลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบเยอะ ไม่ว่าจะเป็น คนที่ใช้รถ และเกี่ยวข้องกับการค้าขาย เช่น สินเชื่อลีสซิ่ง สินเชื่อจำนำทะเบียน และสินเชื่อไม่มีหลักประกัน” วิทัยกล่าว

 

นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า อาจมีการพิจารณามาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม หากสถานการณ์รุนแรงและกระทบลูกหนี้มากขึ้น รวมไปถึงการออกพ.ร.ก.ซอฟต์โลน (Soft Loan) คือมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ธปท. สนับสนุนแหล่งเงินทุนให้สถาบันการเงิน เพื่อปล่อยกู้ โดยระบุว่า ในเบื้องต้นอาจมีวัตถุประสงค์หลัก คือ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือก เช่น การกู้ซื้อ EV หรือโซลาร์เซลล์

 

โดยหากสถานการณ์ลูกหนี้รุนแรงขึ้นอีก ธปท.ก็ยังมีมาตรการอื่นๆ อยู่ในกระดาน เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ทั้ง DR และ TDR มาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งต้องพิจารณาใช้อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันภาวะ Moral Hazard รวมไปถึงมาตรการปรับอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ (Minimum Payment) ของบัตรเครดิตด้วย ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธปท. ยังกำหนดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ ของบัตรเครดิตอยู่ที่ 8% ยังไม่กลับไประดับ 10% หลังเคยลดไปเหลือ 5%

 

“ถ้าสถานการณ์หนักขึ้นไปกว่านี้ เช่นหนี้เสีย (NPL) เริ่มกระดิก มาตรการอื่นก็จะซัดลงไปเพิ่มเติม แต่ถ้าสถานการณ์จบใน 2 สัปดาห์อาจใช้แค่บางตัว แต่ไม่ใช้บางตัว” วิทัยกล่าว

The post ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติยืนยัน ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด ห่วงสงครามยืดเยื้อฉุดเศรษฐกิจไทย ‘หัวปัก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กรุงศรี ออโต้’ ปักธงรุกตลาดสินเชื่อ EV มือสอง รับเทรนด์รถ EV ทยอยเข้าตลาดมือสอง คาดสัดส่วนสินเชื่อ EV พุ่งแตะ 45% ในปีนี้ https://thestandard.co/krungsri-auto-used-ev-loan/ Thu, 02 Apr 2026 09:49:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1194087 ภาพรถยนต์ไฟฟ้ากำลังชาร์จแบตเตอรี่ในลานจอดรถ ประกอบเนื้อหาข่าวกรุงศรี ออโต้ รุกสินเชื่อ EV มือสอง คาดสัดส่วนสินเชื่อ EV แตะ 45% ในปีนี้

กรุงศรี ออโต้ ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่1.62 แสนล้านบาท […]

The post ‘กรุงศรี ออโต้’ ปักธงรุกตลาดสินเชื่อ EV มือสอง รับเทรนด์รถ EV ทยอยเข้าตลาดมือสอง คาดสัดส่วนสินเชื่อ EV พุ่งแตะ 45% ในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถยนต์ไฟฟ้ากำลังชาร์จแบตเตอรี่ในลานจอดรถ ประกอบเนื้อหาข่าวกรุงศรี ออโต้ รุกสินเชื่อ EV มือสอง คาดสัดส่วนสินเชื่อ EV แตะ 45% ในปีนี้

กรุงศรี ออโต้ ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่1.62 แสนล้านบาท โต 6% ในปีนี้ แม้ยอดปล่อยสินเชื่อทั้งอุตสาหกรรมติดลบ เผยสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ในพอร์ตไม่เกิน 2% แม้ยอดอนุมัติสินเชื่อสูงกว่า 80% พร้อมประกาศปักธงรุกตลาด EV มือสอง หลังเห็นเทรนด์รถ EV ทยอยไหลเข้าสู่ตลาดรถมือสองบ้างแล้ว คาดสัดส่วนสินเชื่อรถ EV พุ่งแตะ 45% ภายในสิ้นปีนี้ ตามความนิยมที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามปัจจัยเรื่องราคาน้ำมัน จุดชาร์จ และไลฟ์สไตล์

 

วันนี้ (2 เมษายน) ชญาน์ธิป พันธุ์มณี ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ในปีนี้ โดยคาดว่า ยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 600,000 คัน ลดลงราว 3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) ขณะที่ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 1,720,000 คัน ลดลงราว 1%YoY ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่ารวมของตลาดสินเชื่อยานยนต์ปล่อยใหม่มีแนวโน้มอยู่ที่ 383,656 ล้านบาท หรือชะลอตัวลงประมาณ 4%YoY

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว ชญาน์ธิปยังเชื่อมั่นว่า กรุงศรี ออโต้จะยังสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง โดยตั้งเป้าหมายยอดสินเชื่อใหม่เติบโตขึ้น 6% หรือ 162,000 ล้านบาทในปี 2569 ควบคู่กับการรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 1 ใน 4 (25%) ภายในสิ้นปี 2569 นับเป็นเป้าหมายที่เติบโตดีเกินภาพรวมอุตสาหกรรมอย่างมาก

 

เป้าหมายดังกล่าวนับเป็นการตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่องประมาณ 6% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากปี 2568 กรุงศรี ออโต้ มียอดสินเชื่อปล่อยใหม่รวม 153,100 เติบโต 6% จากปี 2567 โดยชญาน์ธิปได้เผย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

 

1. ยกเครื่อง ‘กรุงศรี ออโต้ พร้อมสตาร์ท’

 

โดยการใช้นวัตกรรมสินเชื่อดิจิทัลเพื่อเพิ่มอำนาจการตัดสินใจให้ลูกค้า โดยลูกค้าสามารถรู้วงเงินอนุมัติของตนเองก่อนเดินเข้าไปที่โชว์รูมหรือดีลเลอร์ ช่วยให้ลูกค้าซื้อรถได้อย่างมั่นใจ และในฝั่งผู้ขาย หรือดีลเลอร์ ก็สามารถปิดการขายได้ทันที ลดขั้นตอนและลดต้นทุนในการขาย

 

2. ยกระดับประสบการณ์ที่ ‘มากกว่าสินเชื่อยานยนต์’

 

โดยมุ่งเน้นสิทธิประโยชน์ที่มากกว่าแค่การผ่อนรถ ผ่านแอปพลิเคชัน ‘GO by Krungsri Auto’ โดยยังให้บริการอื่นๆ ทั้งด้านไลฟ์สไตล์ ประกันภัย ข้อมูลจุดชาร์จ EV และราคาน้ำมัน รวมถึงการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อเสนอความช่วยเหลือในยามยากลำบาก หรือเสนอวงเงินเพื่อต่อยอดธุรกิจ นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในเครือกรุงศรีได้อีกด้วย

 

3. ปักธงเจ้าตลาด ‘ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้ามือสองครบวงจร’

 

ชญาน์ธิปกล่าวต่อว่า เนื่องจากรถ EV เข้ามาในตลาดไทยเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว จึงเริ่มถึงรอบที่รถ EV มือสอง (Used EV) จะเข้าสู่ตลาด กรุงศรี ออโต้ จึงต้องการเป็นผู้สร้าง Ecosystem ให้ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินสภาพแบตเตอรี่ การตั้งราคาสินเชื่อที่เหมาะสม การดูแลรักษารถ ประกันภัย และรวบรวมพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับรถ EV เข้ามาไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างมาตรฐานและบริหารความเสี่ยงให้ตลาด EV มือสองมีคุณภาพ

 

กรุงศรี ออโต้คาด สัดส่วนสินเชื่อ EV แตะ 45% ในปีนี้

 

ชญาน์ธิปเปิดเผยอีกว่า จำนวนรถ EV ในตลาดอยู่ที่ประมาณ 280,000 คัน โดยใน 1-2 ที่ผ่านมามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ยังไม่ใช่การเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยปัจจุบัน สัดส่วนสินเชื่อ EV ของกรุงศรี ออโต้ อยู่ที่ราว 30-40% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 5% อยู่ที่ประมาณ 45%

 

“ปัจจุบันมีรถ EV ในตลาดราว 280,000 คัน การเติบโตไม่ได้ก้าวกระโดดรุนแรงเหมือนช่วง 2-3 ปีแรก แต่ความนิยมจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามปัจจัยเรื่องราคาน้ำมัน จุดชาร์จ และไลฟ์สไตล์” ชญาน์ธิปกล่าว

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้ากำลังชาร์จแบตเตอรี่ในลานจอดรถ ประกอบเนื้อหาข่าวกรุงศรี ออโต้ รุกสินเชื่อ EV มือสอง คาดสัดส่วนสินเชื่อ EV แตะ 45% ในปีนี้ 1

 

เปิดกลยุทธ์คุม NPL ให้อยู่ในระดับต่ำ

 

ชญาน์ธิปยังเปิดเผยว่า ท่ามกลางการขยายตัวของสินเชื่อปล่อยใหม่ กรุงศรี ออโต้ยังมีการบริหารจัดการหนี้เสีย (NPL) ให้อยู่ต่ำกว่า 2% ขณะที่อัตราการอนุมัติสินเชื่อก็อยู่ที่ประมาณ 80% ใกล้เคียงปีก่อนหน้า ด้วยการใช้ Krungsri Auto PromptStart ที่ช่วยคัดกรองลูกค้าและประเมินกำลังซื้อได้ล่วงหน้า รวมถึงความสัมพันธ์กับพันธมิตร รวมถึงดีลเลอร์

 

“เราให้ลูกค้าประเมินความสามารถในการผ่อนชำระผ่านระบบดิจิทัล ทำให้ได้ลูกค้าตัวจริงที่มีความพร้อมและตระหนักถึงการชำระหนี้ นอกจากนี้กรุงศรี ออโต้ มีเครือข่ายดีลเลอร์ที่ทำงานร่วมกันมานานกว่า 50 ปี ซึ่งมีความเข้าใจในหลักการปล่อยสินเชื่อของกรุงศรีเป็นอย่างดี ทำให้สามารถช่วยกันคัดกรองลูกค้าที่อยากใช้งานจริงและสามารถผ่อนชำระได้จนจบสัญญา”

 

 

The post ‘กรุงศรี ออโต้’ ปักธงรุกตลาดสินเชื่อ EV มือสอง รับเทรนด์รถ EV ทยอยเข้าตลาดมือสอง คาดสัดส่วนสินเชื่อ EV พุ่งแตะ 45% ในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์’ ประเมินตลาดสินเชื่อปีนี้ส่อเค้าติดลบต่อเป็นปีที่ 3 ส่ง ‘บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์โฉมใหม่’ ลุยตลาดคนรุ่นใหม่ ตั้งเป้ากวาดลูกค้าใหม่ 2 แสนบัญชี https://thestandard.co/krungsri-first-choice-new-gen-card/ Tue, 24 Mar 2026 12:09:14 +0000 https://thestandard.co/krungsri-first-choice-new-gen-card/ บัตรกดเงินสดกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์โฉมใหม่ พร้อมโลโก้ VISA

กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ เผยตลาดสินเชื่อบุคคลส่อเค้า ‘ติดลบ’ […]

The post ‘กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์’ ประเมินตลาดสินเชื่อปีนี้ส่อเค้าติดลบต่อเป็นปีที่ 3 ส่ง ‘บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์โฉมใหม่’ ลุยตลาดคนรุ่นใหม่ ตั้งเป้ากวาดลูกค้าใหม่ 2 แสนบัญชี appeared first on THE STANDARD.

]]>
บัตรกดเงินสดกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์โฉมใหม่ พร้อมโลโก้ VISA

กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ เผยตลาดสินเชื่อบุคคลส่อเค้า ‘ติดลบ’ ต่อเนื่องปีที่ 3 จับตากำลังซื้อรากหญ้าทรุดจากพิษค่าครองชีพ-น้ำมันแพง ส่งบัตรกดเงินสด ‘โฉมใหม่’ รุก New Gen ตั้งเป้าลูกค้าใหม่ 2 แสนบัญชี ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพ

 

อธิป ศิลป์พจีการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลแบรนด์ ‘กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์’ เปิดเผยภาพรวมตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลในปี 2569 ว่า มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยประเมินว่าสถานการณ์ในปีนี้อาจติดลบอยู่ในช่วง 3.7% ถึง 4.2% ซึ่งเป็นทิศทางที่น่ากังวล สะท้อนผ่านตัวเลขในเดือนมกราคมที่ผ่านมาซึ่งติดลบไปแล้วประมาณ 2% แม้จะเป็นช่วงที่ตลาดควรจะฟื้นตัวก็ตาม

 

ปัจจัยลบรุมเร้า จากสงครามสู่ภาวะเงินฝืดในกระเป๋า

 

อธิป กล่าวว่า แม้ในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมาจะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและค่าครองชีพในประเทศ ทำให้ผู้บริโภคเริ่มกลับมาระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างรุนแรง

 

“หลายคนมักเชื่อว่าเศรษฐกิจไม่ดีคนจะกู้เยอะขึ้น แต่ในความเป็นจริงจากข้อมูลที่เราเห็นคือ คนกู้น้อยลง ความถี่ในการใช้สินเชื่อลดลง เพราะกลุ่มที่มี Financial Literacy จะเริ่มกังวลเรื่องรายได้ในอนาคตและพยายามคุมค่าใช้จ่าย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ‘ยอดต่อครั้ง’ กลับสูงขึ้น ตามราคาสินค้าและค่าครองชีพที่แพงขึ้น” อธิป กล่าว

 

สัญญาณอันตรายในไตรมาส 2 และโจทย์หิน ‘สงกรานต์’

 

อธิปยอมรับว่า แนวโน้มไตรมาส 2 จะเป็นช่วงที่ ‘เหนื่อย’ เนื่องจากปัจจัยบวกเดิมอย่างเทศกาลสงกรานต์ที่เคยช่วยหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบ อาจเปลี่ยนไปในปีนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทำให้คนลังเลที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือซื้อของฝาก ซึ่งเป็นกิจกรรมหลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

 

ขณะที่ตัวเลข NPL (หนี้เสีย) ในระบบปัจจุบันดูเหมือนจะลดลง แต่อธิปมองว่าเป็นสัญญาณที่ ‘ไม่ค่อยดีนัก’ เพราะมันสะท้อนว่าสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยกู้มากขึ้น และยอดสินเชื่อคงค้างในตลาดลดลง (Market Contraction) ซึ่งอาจส่งผลให้กลุ่มคนที่ต้องการสภาพคล่องจริงๆ หลุดออกไปพึ่งพานอกระบบมากขึ้น

 

จับตา ‘มาตรการรัฐและค่าไฟ’ ต่อ

 

อธิประบุว่า ในช่วงครึ่งปีหลังยังต้องรอดูความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่ หลังจากที่มาตรการ ‘ช้อปดีมีคืน’ สิ้นสุดลงไปในช่วงต้นปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ของกลุ่มที่มีกำลังซื้ออย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยพื้นฐานอย่าง ค่าไฟ และราคาอาหาร ที่จะเข้ามากดดันกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้ารายย่อยอย่างต่อเนื่อง

 

เปิดโฉมใหม่ จาก ‘Cash’ สู่ ‘Anywhere Payment’

 

อธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้นำในธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล เปิดเผยว่า ‘กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์’ นับเป็นหนึ่งในหน่วยธุรกิจหลักของเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ด้วยรากฐานและความเชี่ยวชาญในธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่ยาวนานกว่า 32 ปี โดยปัจจุบันมีฐานลูกค้ากว่า 2 ล้านบัญชี

 

บริษัทกำลังมุ่งหน้าสู่บทใหม่ที่เน้นการใช้ Data Analytics จากพฤติกรรมการใช้จ่ายจริงมาสร้างสรรค์สิทธิประโยชน์ที่ตรงใจลูกค้ามากขึ้น จนล่าสุด ได้เปิดตัวบัตรกดเงินสด เฟิร์สช้อยส์ ‘โฉมใหม่’ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ตอกย้ำถึงจุดยืนของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ที่จะสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของเรามายาวนาน พร้อมพัฒนานวัตกรรมการชำระเงินใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้าที่เปลี่ยนไป

 

โดย ‘บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์’ โฉมใหม่นี้ นอกจากบริการหลากหลายในบัตรเดียว ทั้งกดเงินทันใจ ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแอป UCHOOSE หรือกดผ่านตู้ ATM โดยไม่มีค่าธรรมเนียมกดเงินสดล่วงหน้า 3% รองรับทุกค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึงได้อย่างรวดเร็ว ทันใจ และบริการผ่อนยาว 0% ที่ร้านค้าพันธมิตรแบรนด์ดังมากกว่า 20,000 ร้านทั่วประเทศแล้ว

 

บริษัทยังได้ร่วมมือกับ VISA เพิ่มบริการใหม่ จ่ายผ่อนได้ทุกที่ที่มีสัญลักษณ์ VISA ผ่านวงเงินสินเชื่อ และผ่อนสินค้าออนไลน์ได้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ เพิ่มความปลอดภัยกับทุกการใช้จ่ายออนไลน์ กับระบบ VISA 3D Secure สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าในยุค Cashless และเทรนด์การใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

 

เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Gen Z & Digital Native’ ปรับผลิตภัณฑ์ให้ทันพฤติกรรมลูกค้า

 

อธิป เผย Insight ที่น่าสนใจว่า โจทย์ใหญ่ของคนรุ่นใหม่ไม่ใช่แค่ ‘วงเงิน’ แต่คือ ‘ความมั่นใจในการเข้าถึงเงินและนวัตกรรมที่ปลอดภัย’ ซึ่งการใช้ระบบ VISA 3D Secure จะเข้ามาตอบโจทย์ความกังวลเรื่องความปลอดภัยในการช้อปปิ้งออนไลน ทั้งนี้ จากการทดสอบตลาดเบื้องต้น พบว่าลูกค้ามีการทำรายการเพิ่มขึ้นกว่า 180,000 รายการ ดันยอดสินเชื่อสะพัดแล้วกว่า 300 ล้านบาท

 

“บัตรโฉมใหม่นี้ ทำให้ลูกค้าสามารถใช้บัตรเพื่อการชำระเงิน (Payment) แทนการถือเงินสด ช่วยให้ลูกค้าไม่ต้องกดเงินก้อนใหญ่มาเก็บไว้ ซึ่งทำให้เสียดอกเบี้ยฟรีๆ แต่ให้รูดจ่ายเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เป็นการช่วยลูกค้าบริหาร Cash Flow และลดภาระดอกเบี้ยได้อย่างชาญฉลาด”

 

ปักธงปี 2569 กวาดลูกค้าใหม่ 2 แสนบัญชี

 

อธิป กล่าวว่า กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักคือคนรุ่นใหม่ และ First Jobbers โดยชูนวัตกรรม ‘บัตรกดเงินสดร่วมกับ VISA’ เพื่อช่วยบริหาร Cash Flow ซึ่งบริษัทพบว่า กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเปลี่ยนจากพฤติกรรมเดิมที่ต้องกู้เงินก้อนมาเก็บไว้ เป็นการใช้วงเงินเมื่อมีความจำเป็นจริงๆ ซึ่งบัตรกดเงินสดโฉมใหม่นี้จะช่วยให้ลูกค้าประหยัดดอกเบี้ยและมีความปลอดภัยมากขึ้น

 

โดยบริษัทตั้งเป้าหมายลูกค้าใหม่ปีนี้ เติบโต 10% หรือมีบัญชีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 200,000 บัญชี

 

“เราตั้งเป้าเติบโต 10% หรือบัญชีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 200,000 บัญชี แม้ตลาดจะหดตัว ซึ่งถือเป็นความท้าทายมากเพราะโตกว่า GDP ถึง 5 เท่า ส่วนยอดสินเชื่อปีนี้ ตั้งเป้าเติบโต 5% ซึ่งก็โตมากกว่าตลาดที่มีสัญญาณติดลบต่อเนื่อง” อธิป กล่าวสรุป

The post ‘กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์’ ประเมินตลาดสินเชื่อปีนี้ส่อเค้าติดลบต่อเป็นปีที่ 3 ส่ง ‘บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์โฉมใหม่’ ลุยตลาดคนรุ่นใหม่ ตั้งเป้ากวาดลูกค้าใหม่ 2 แสนบัญชี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Japan Credit Rating Agency คงอันดับเครดิตเรตติงไทยที่ A/Stable จับตาความเสี่ยงตะวันออกกลาง https://thestandard.co/jcr-thailand-middle-east-risk/ Thu, 19 Mar 2026 01:35:47 +0000 https://thestandard.co/jcr-thailand-middle-east-risk/

Japan Credit Rating Agency จัดอันดับความน่าเชื่อถือของไ […]

The post Japan Credit Rating Agency คงอันดับเครดิตเรตติงไทยที่ A/Stable จับตาความเสี่ยงตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>

Japan Credit Rating Agency จัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ระดับ A และคงมุมมองมีเสถียรภาพ จับตาความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

 

จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 มีนาคม 2569 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Japan Credit Rating Agency, Ltd. (JCR) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ A และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้

 

JCR คาดว่า ในปี 2568 เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP Growth) อยู่ที่ 2.4% เนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น และการลงทุนของภาคเอกชนที่แข็งแกร่ง ประกอบกับการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการดำเนินมาตรการกระตุ้นการบริโภคของรัฐบาลยังมีส่วนช่วยสนับสนุนอุปสงค์ภายในประเทศ

 

อีกทั้งคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะยังคงขยายตัวต่อเนื่องในระดับปานกลาง โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงิน รวมทั้งยังคงมีความสามารถในการรับมือกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก (External Shock)

 

ในปี 2569 JCR คาดว่า รัฐบาลจะมีการขาดดุลทางการคลังจะอยู่ที่ประมาณ 4.4% ของ GDP ซึ่งเป็นผลส่วนหนึ่งจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัวเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

JCR ยังเชื่อว่า รัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการหนี้สาธารณะ เพื่อรักษาระดับหนี้สาธารณะไม่ให้เกินกรอบเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ 70% ภายในปี 2572 เป็นไปตามแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) อีกทั้งหนี้สาธารณะส่วนใหญ่เป็นการออกพันธบัตรรัฐบาลภายในประเทศ และสัดส่วนหนี้ต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะคงค้างยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 0.8%

 

JCR มองว่า รัฐบาลไทยได้ใช้มาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Investments) เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Hub) โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมไฟฟ้า และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยที่มีความสำคัญต่อไป

 

นอกจากนี้ JCR มองว่า ประเทศไทยยังคงมีภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่ง อันเป็นผลจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงเพียงพอเมื่อเทียบกับมูลค่าการนำเข้าสินค้าและหนี้ต่างประเทศในระยะสั้น รวมทั้งยังสามารถรองรับผลกระทบที่เกิดจากปัจจัยภายนอก

 

ขณะที่ภาคการธนาคารยังคงมีความเสี่ยงด้านสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium-sized Enterprises: SME) แต่อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan: NPL) ยังคงทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.84 และอัตราส่วนเงินกองทุนของธนาคารยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งที่ 20.9% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568

 

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ JCR จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศกลุ่มภูมิภาคอาเซียนในระดับเดียวกัน (Peers) การเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุ และความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

 

อ้างอิง:

 

 

The post Japan Credit Rating Agency คงอันดับเครดิตเรตติงไทยที่ A/Stable จับตาความเสี่ยงตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
LH Bank หวังสินเชื่อปี 69 โต 12% จากลูกค้าไต้หวันและจีน พร้อมขยายฐาน SME เท่าตัว ไร้กังวล NPL เพิ่ม เล็งคุมให้ไม่เกิน 3% https://thestandard.co/lh-bank-loan-growth-taiwan-china-sme/ Wed, 25 Feb 2026 11:32:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1181724 LH Bank รุกสินเชื่อกลุ่ม SME และทุนต่างชาติปี 2569

LH Bank หรือ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ตั้งเป้า สินเชื่อ […]

The post LH Bank หวังสินเชื่อปี 69 โต 12% จากลูกค้าไต้หวันและจีน พร้อมขยายฐาน SME เท่าตัว ไร้กังวล NPL เพิ่ม เล็งคุมให้ไม่เกิน 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
LH Bank รุกสินเชื่อกลุ่ม SME และทุนต่างชาติปี 2569

LH Bank หรือ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ตั้งเป้า สินเชื่อ เติบโต 10-12% จากระดับ 2.83 แสนล้านบาท เมื่อปีก่อน เติบโตจากลูกค้าจีนและไต้หวันที่มาตั้งฐานการผลิตในไทย พร้อมขยายการปล่อยสินเชื่อ SME เพิ่มเท่าตัว

 

ฉี ชิง-ฟู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank เปิดเผยว่า ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อปี 2569 ที่ 10-12% หนุนจากลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะธุรกิจไต้หวันและจีนที่เข้ามาลงทุนโดยตรงในไทย

 

ขณะเดียวกันบริษัทยังตั้งเป้าที่จะขยายฐานลูกค้ารายย่อยมากขึ้น โดยหวังว่าจะขยายตัวไม่น้อยกว่า 20% ในปีนี้ รวมทั้งลูกค้ากลุ่ม SME ที่มองเห็นศักยภาพในการเติบโต แม้ว่าความเสี่ยงจะยังสูง แต่ก็มีแนวโน้มจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเช่นกัน

 

ทั้งนี้ ธนาคารคาดหวังว่าสินเชื่อจากลูกค้าต่างประเทศจะขยายตัวเพิ่มเป็น 15% จากสัดส่วนราว 6% ในปัจจุบัน ส่วนสินเชื่อในกลุ่ม SME คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 6 พันล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของสินเชื่อของ LH Bank ที่สวนทางกับภาพรวมอุตสาหกรรม มาพร้อมกับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่เพิ่มขึ้นจาก 2.34% เป็น 2.44% แต่ยังเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 2.94% ณ ไตรมาส 3 ปี 2568 อิงจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

ซีอีโอของ LH Bank กล่าวว่า แม้ NPL จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่ด้วยการเติบโตของสินเชื่อในระดับ 12.4% เมื่อปีก่อน ตัวเลข NPL ยังเป็นระดับที่ไม่น่ากังวล สำหรับปีนี้ตั้งเป้าว่าจะควบคุม NPL ไม่ให้เกิน 3%

 

“เราคาดหวังว่าจะเติบโตในกลุ่มนี้ (SME) มากขึ้น แต่ก็ระมัดระวังเรื่องความเสี่ยง แม้จะทำให้ NPL และการตั้งสำรองฯ ปรับตัวขึ้นบ้าง แต่ไม่ได้เกินความคาดหมาย และเราเชื่อว่าอัตราผลตอบแทนที่จะได้จากลูกค้ากลุ่มนี้ คุ้มค่าความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น”

 

นอกจากนี้ ธนาคารมีแผนเพิ่มความสามารถในการทำกำไร โดยการเพิ่มส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ผ่านการบริหารดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ และออกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้า โดยตั้งเป้าเติบโต 2-2.2% และเพิ่มรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย หรือรายได้ค่าธรรมเนียมผ่านการขายข้ามผลิตภัณฑ์ผ่านระบบพันธมิตรที่มีอยู่ โดยตั้งเป้าค่าธรรมเนียมเติบโต 10-15%

 

แม้ว่า ธปท.จะเข้ามาดูแลเรื่องค่าธรรมเนียมในส่วนของ Transaction Fee มากขึ้น แต่เชื่อว่าไม่กระทบธนาคารมากนัก เพราะค่าธรรมเนียมส่วนใหญ่ของธนาคารจะมาจากฝั่งการบริหารความมั่งคั่ง, การค้าระหว่างประเทศ และอัตราแลกเปลี่ยน

 

ภาพ​: Bird stocker TH / Shutterstock

The post LH Bank หวังสินเชื่อปี 69 โต 12% จากลูกค้าไต้หวันและจีน พร้อมขยายฐาน SME เท่าตัว ไร้กังวล NPL เพิ่ม เล็งคุมให้ไม่เกิน 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
EXIM BANK คาดการส่งออกปี 69 โตชะลอเหลือ 2% ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 6 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/exim-bank-export-slowdown-loan/ Thu, 12 Feb 2026 08:32:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1177792 ภาพ ชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK แถลงผลประกอบการและคาดการณ์การส่งออกไทยปี 2569 พร้อมเป้าหมายสินเชื่อใหม่

EXIM BANK คาดมูลค่าการส่งออกไทยปี 2569 เติบโตในอัตราชะล […]

The post EXIM BANK คาดการส่งออกปี 69 โตชะลอเหลือ 2% ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 6 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK แถลงผลประกอบการและคาดการณ์การส่งออกไทยปี 2569 พร้อมเป้าหมายสินเชื่อใหม่

EXIM BANK คาดมูลค่าการส่งออกไทยปี 2569 เติบโตในอัตราชะลอลงเหลือ 2% ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกเปราะบางและกติกาการค้าเข้มงวดขึ้น พร้อมตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 60,000 ล้านบาท เน้นเสริมสภาพคล่องและเครื่องมือบริหารความเสี่ยงให้ผู้ประกอบการไทย

 

วันนี้ (12 กุมภาพันธ์) ชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) คาดการณ์มูลค่าการส่งออกขยายตัว 2% ในปี 2569

 

ทั้งนี้ การส่งออกทั้งปี 2568 ขยายตัวที่ 12.9% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 14%

 

พร้อมกันนี้ ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่เพื่อรองรับความต้องการเงินทุนของผู้ประกอบการไว้ที่ 60,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ทำได้ 54,346 ล้านบาท โดยเน้นการให้สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ให้สอดคล้องกับคำสั่งซื้อจริงของผู้ประกอบการ พร้อมเตรียมวงเงินรองรับไว้ประมาณ 50,000 ล้านบาท ซึ่งมองว่าจะสามารถหมุนเวียนได้ 2-3 รอบต่อปี

 

“วงเงินลักษณะนี้จะทำให้สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้กว่า 100,000-150,000 ล้านบาท หากความต้องการสูงกว่าขีดความสามารถของธนาคาร ก็พร้อมร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์อื่น เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างเต็มที่” ชลัช กล่าว

 

แนะผู้ประกอบการไทยหันมาส่งออกมากขึ้น

 

ชลัชระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ส่งออกประมาณ 27,000 ราย แบ่งเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ราว 5,000-6,000 ราย และ SMEs ประมาณ 22,000 ราย จากจำนวน SMEs ทั้งประเทศกว่า 3 ล้านราย

 

สะท้อนว่า ผู้ประกอบการกว่า 2.9 ล้านราย ยังพึ่งพาตลาดในประเทศเป็นหลัก ซึ่งมีประชากรราว 66 ล้านคน ทำให้การแข่งขันภายในประเทศสูงและโอกาสขยายตัวมีข้อจำกัด หากผู้ประกอบการไม่เร่งพัฒนานวัตกรรมหรือขยายไปสู่ตลาดใหม่ จะเผชิญแรงกดดันด้านราคาและความเสี่ยงต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

 

“บทบาทของ EXIM BANK คือช่วยให้ SMEs ก้าวออกจากตลาดเดิม ลดการพึ่งพาจีนหรือสหรัฐฯ และกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่” ชลัช กล่าว

 

ชี้ CBAM ไม่ใช่ทางเลือก ผู้ส่งออกต้องปรับตัว

 

ชลัชกล่าวเตือนว่า ผู้ส่งออกไทยต้องเร่งปรับตัวตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลก เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและความสามารถในการแข่งขัน

 

หากไม่สามารถพิสูจน์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือไม่มีข้อมูลด้าน ESG ที่ชัดเจน อาจถูกเก็บภาษีคาร์บอนหรือสูญเสียโอกาสเข้าถึงตลาดสำคัญ

 

“ESG ไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นต้นทุนการแข่งขันจริงในตลาดโลกยุคใหม่” ชลัช กล่าว

 

โชว์ผลงานปี 2568 อัดสภาพคล่องกว่า 5.4 หมื่นล้าน รุกตลาดใหม่

 

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 EXIM BANK อนุมัติสินเชื่อใหม่รวม 54,346 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและความต่อเนื่องทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทย พร้อมรุกตลาดใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV และ New Frontiers รวมวงเงิน 9,125 ล้านบาท

 

ส่งผลให้ยอดสินเชื่อคงค้างและภาระผูกพันรวม ณ สิ้นปี อยู่ที่ 191,800 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจประกันการส่งออกและประกันความเสี่ยงการลงทุนมีมูลค่า 194,564 ล้านบาท

 

ด้านการลงทุนเพื่ออนาคต ธนาคารมีสินเชื่อและภาระผูกพันที่สนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียวและเทคโนโลยีสะอาด 91,650 ล้านบาท คิดเป็น 47.78% ของพอร์ตทั้งหมด

 

ด้านคุณภาพสินเชื่อ EXIM BANK มีอัตราส่วน NPL อยู่ที่ 3.66% ใกล้เคียงปีก่อน ขณะที่มีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต 17,139 ล้านบาท ส่งผลให้ Coverage Ratio สูงถึง 261.85% และมีกำไรสุทธิปี 2568 เท่ากับ 1,904 ล้านบาท

 

ชลัช ย้ำว่า EXIM BANK จะทำหน้าที่เป็นทั้ง ‘Strategic Bank’ และ ‘Development Bank’ สนับสนุนนโยบายรัฐ ควบคู่การบริหารความเสี่ยง เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยสามารถใช้ความผันผวนของโลกเป็นโอกาส และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในเวทีการค้าโลก

 

ปรับบทบาทสู่ Export Co-pilot ส่งเสริมผู้ประกอบการส่งออกรายย่อย

 

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความเปราะบางและความผันผวนสูง จากสงครามการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และกติกาการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

 

ขณะที่เศรษฐกิจประเทศหลักมีแนวโน้มชะลอตัว ประกอบกับค่าเงินบาทที่ผันผวน ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่ยังอยู่ในระดับสูง เพิ่มความเสี่ยงต่อรายได้และต้นทุนของผู้ส่งออกไทยอย่างมีนัยสำคัญ

 

ภายใต้บริบทดังกล่าว EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง จึงปรับบทบาทสู่การเป็น “Export Co-pilot” สนับสนุนผู้ส่งออกไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา เติมสภาพคล่อง ไปจนถึงการจัดหาเครื่องมือบริหารความเสี่ยง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ภายใต้กติกาการค้าโลกยุคใหม่

 

The post EXIM BANK คาดการส่งออกปี 69 โตชะลอเหลือ 2% ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 6 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคแบงก์ มองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ปี 69 ยังมีความไม่แน่นอน ตั้งเป้าสินเชื่อโตเพียง 0-2% พร้อมคุมหนี้เสียให้น้อยกว่า 3.25% https://thestandard.co/kbank-economy-loan-growth-npl/ Fri, 06 Feb 2026 08:27:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1174593 ภาพแสดงเป้าหมายทางการเงินของ ธนาคารกสิกรไทย ในปี 2569

ธนาคารกสิกรไทยมองการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 ต้องเผช […]

The post เคแบงก์ มองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ปี 69 ยังมีความไม่แน่นอน ตั้งเป้าสินเชื่อโตเพียง 0-2% พร้อมคุมหนี้เสียให้น้อยกว่า 3.25% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงเป้าหมายทางการเงินของ ธนาคารกสิกรไทย ในปี 2569

ธนาคารกสิกรไทยมองการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 ต้องเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อ ปี 2569 เติบโตเพียง 0-2%

 

ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK เปิดเผยว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย โดยธนาคารได้กําหนดเป้าหมายทางการเงินประจำปี 2569 ต่างๆ ไว้ดังนี้ โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของเงินให้สินเชื่อ (Loan Growth) เติบโตที่ 0-2% สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจท่ามกลางความท้าทายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารยังคงเน้นการเติบโตสินเชื่อที่มีคุณภาพ สินเชื่อที่มีหลักประกัน และกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในการเติบโต พร้อมต่อยอดขีดความสามารถและความแข็งแกร่งด้านสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

 

อีกทั้งตั้งเป้าหมายผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) อยู่ที่ 2.75-2.95% สอดคล้องกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและการเติบโตของเงินให้สินเชื่ออย่างมีคุณภาพ

 

ส่วนการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ (Net Fee Income Growth) เติบโตที่ Mid-to-high single-digit โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการขยายบริการโซลูชันด้านการบริหารความมั่งคั่ง และความเป็นผู้นำด้านบริการชำระเงินทั้งในประเทศและข้ามพรมแดน

 

สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ Mid-40s โดยธนาคารยังคงเน้นย้ำการดำเนินมาตรการควบคุมต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อรองรับแรงกดดันจากการเติบโตของรายได้ที่มีความท้าทาย

 

ด้าน เงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (NPL Ratio – Gross) อยู่ที่น้อยกว่า 3.25% ท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน และอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Credit Cost) อยู่ที่ในช่วง 140-160 bps (Normalized Level) โดยธนาคารยังคงบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบและระมัดระวังสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ

 

ภาพแสดงเป้าหมายทางการเงินของ ธนาคารกสิกรไทย ในปี 2569 1

ภาพ : เป้าหมายทางการเงินของ ธนาคารกสิกรไทย ในปี 2569

 

อีกทั้ง ธนาคารยังคงมีสถานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่งเพียงพอรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

 

ในปี 2569 นี้ ธนาคารกสิกรไทยจะยกระดับยุทธศาสตร์ ‘3+1 และ Productivity’ ไปอีกขั้น ด้วยกลยุทธ์ ‘ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Strategy)’ ที่ให้ความสำคัญต่อความต้องการของลูกค้าใน แต่ละช่วงชีวิตและทุกบริบททางธุรกิจ ทั้งกลุ่มลูกค้าบุคคล ลูกค้าผู้ประกอบการ และลูกค้าธุรกิจ ขับเคลื่อนการทำงานเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มอย่างรอบด้านและตรงใจ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง

The post เคแบงก์ มองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ปี 69 ยังมีความไม่แน่นอน ตั้งเป้าสินเชื่อโตเพียง 0-2% พร้อมคุมหนี้เสียให้น้อยกว่า 3.25% appeared first on THE STANDARD.

]]>
TTB มอง GDP ปี 69 โตชะลอเหลือ 1.5% ตั้งเป้าสินเชื่อธุรกิจ โต 1-2% สะท้อนภาพเศรษฐกิจโตชะลอ จับตาสถานการณ์ NPL ใกล้ชิด พร้อมเปิดตัวบริการโอนเงินหยวน ‘เต็มจำนวน’ หนุนลูกค้า SME ไทยทำการค้าจีน https://thestandard.co/ttb-economic-forecast-yuan-transfer-china/ Thu, 05 Feb 2026 10:14:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1174256 บุษรัตน์ เบญจรงคกุล ประธานกลุ่ม บริหารธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ TTB แถลงข่าวเปิดตัวบริการโอนเงินหยวนเต็มจำนวน

TTB มองภาพรวมเศรษฐกิจปี 69 เติบโตชะลอตตัวลงเหลือ 1.5% ร […]

The post TTB มอง GDP ปี 69 โตชะลอเหลือ 1.5% ตั้งเป้าสินเชื่อธุรกิจ โต 1-2% สะท้อนภาพเศรษฐกิจโตชะลอ จับตาสถานการณ์ NPL ใกล้ชิด พร้อมเปิดตัวบริการโอนเงินหยวน ‘เต็มจำนวน’ หนุนลูกค้า SME ไทยทำการค้าจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บุษรัตน์ เบญจรงคกุล ประธานกลุ่ม บริหารธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ TTB แถลงข่าวเปิดตัวบริการโอนเงินหยวนเต็มจำนวน

TTB มองภาพรวมเศรษฐกิจปี 69 เติบโตชะลอตตัวลงเหลือ 1.5% ระบุทิศทางพอร์ตสินเชื่อปีนี้สะท้อนของเศรษฐกิจไทยปีนี้ พร้อมจับตา NPL ภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะดอกเบี้ย กำลังซื้อ อีกทั้งยังได้เปิดตัวบริการโอนเงินหยวน ‘เต็มจำนวน’ หนุนลูกค้า SME ไทยทำการค้าจีน

 

ศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคโดยเปรียบเทียบตัวเลข GDP ปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 2.2% และคาดการณ์ปีนี้ที่ระดับ 1.5% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาพรวมเศรษฐกิจยังคงมีการเติบโตที่ชะลอตัว ดังนั้นทิศทางของพอร์ตสินเชื่อธนาคารจึงเปรียบเสมือนภาพสะท้อนของเศรษฐกิจไทย โดยในปีนี้ TTB ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจไว้ที่ระดับประมาณ 1-2%

 

โดยกลยุทธ์หลักในปีนี้ไม่ใช่การเน้นการเติบโตที่หวือหวา หรือกำหนดตัวเลขเป้าหมายการเติบโตที่สูง และชัดเจนในแต่ละอุตสาหกรรม แต่จะเป็นการ ค่อยๆไป”เน้นความมั่นคงและคุณภาพของสินเชื่อเป็นหลัก

 

แม้ภาพรวมจะเน้นความระมัดระวัง แต่ TTB ยังมองเห็นโอกาสในบางกลุ่มธุรกิจ (Sector) ที่ยังมีศักยภาพในการเติบโตสวนกระแส โดยกลุ่มที่ธนาคารให้ความสนใจเป็นพิเศษในปีนี้ 4 กลุ่ม ที่มีโอกาสการเติบโต ได้แก่

 

  • กลุ่มสุขภาพ (Healthcare)
  • กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage)
  • กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม (Tourism & Hotel) ซึ่งเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน
  • กลุ่มพลังงานและรถยนต์ไฟฟ้า (Energy & EV) รวมถึงซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ

 

เจาะลึกพอร์ตสินเชื่อ ธุรกิจรายใหญ่ยังเป็นแกนหลัก

 

ในแง่ของโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อธุรกิจของ TTB ปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณ 4.5-4.6 แสนล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนเป็น กลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ประมาณ 60-70% และลูกค้าเอสเอ็มอี ประมาณ 30-40% ซึ่งในปี 2569 จะยังรักษาระดับสัดส่วนดังกล่าวนี้ไว้ใกล้เคียงกับของเดิม

 

สาเหตุที่สัดส่วนเอียงไปทางธุรกิจรายใหญ่ เนื่องจากธนาคารเห็นสัญญาณการลงทุน (Investment) จากฝั่งธุรกิจขนาดใหญ่ที่ชัดเจนกว่า โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ขณะที่ฝั่ง SME และธุรกิจขนาดกลาง มีการลงทุนยังค่อนข้างชะลอตัวเพื่อรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจและมาตรการภาครัฐ

 

ศรัณย์ยอมรับว่า ธนาคารมีความกังวลต่อกลุ่ม SME มากกว่าในแง่ของความสามารถในการชำระหนี้และความเสี่ยง ทำให้ต้องคัดกรองอย่างเข้มข้น

 

อย่างไรก็ตาม TTB ยังคงสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อต่างๆ ที่ร่วมมือกับภาครัฐและบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) รวมถึงใช้ประโยชน์จากการลดเงินนำส่งกองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) เพื่อออกแบบโปรแกรมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำช่วยเหลือลูกค้าที่มีศักยภาพในกลุ่มนี้

 

จับตา NPL และภาคอสังหาฯ ยอมรับกังวล ‘กังวลแต่เอาอยู่’

 

เมื่อถูกถามถึงประเด็นหนี้เสีย (NPL) ศรัณย์ ระบุว่า ภาพรวมของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งน่าจะมีความกังวลในประเด็นนี้เหมือนทุกแห่ง แต่จากการติดตามพอร์ตลูกค้ารายตัวอย่างใกล้ชิด ยืนยันว่าสถานการณ์ยังเอาอยู่ โดยตัวเลขการไหลของหนี้จาก Stage 2 ไป Stage 3 ยังอยู่ในระดับปกติ ไม่ได้มีสัญญาณผิดปกติที่น่าตกใจ

 

สำหรับ ภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะดอกเบี้ยและกำลังซื้อ TTB ยึดหลักการปล่อยสินเชื่อแบบ Project Finance โดยเน้นดูสัดส่วนการให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) อย่างเคร่งครัด และที่สำคัญที่สุดคือ ประสบการณ์ของผู้ประกอบการ โดยจะเลือกปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญ อยู่ในตลาดมานาน และเป็นลูกค้าเก่าที่มีประวัติการชำระหนี้ดี ส่วนรายใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ ธนาคารจะชะลอการปล่อยสินเชื่อออกไปก่อน

 

มองวาณิชธนกิจ ปี 69 ซบเซา-ตลาดหุ้นกู้ยังไปได้

 

ในส่วนของงานด้านวาณิชธนกิจ (Investment Banking) ในปี 2569 ศรัณย์ให้ความเห็นว่าธุรกรรม IPO ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดตามภาวะตลาดทุน แต่ธุรกรรมการออกหุ้นกู้ ของภาคเอกชนยังคงมีการเติบโตและเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่ง TTB ได้หันมาโฟกัสในส่วนนี้มากขึ้นเพื่อทดแทนรายได้จากส่วนอื่น

 

ศรัณย์ กล่าวต่อว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกเดินหน้าท่ามกลางความผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าที่เข้มข้นขึ้น สะท้อนผ่านดัชนีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ปรับสูงขึ้น แม้ IMF จะปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกดีขึ้นเป็น 2.4% โดยสหรัฐฯ ยังขับเคลื่อนจากการบริโภคภาคเอกชน และจีนเติบโตจากแรงหนุนด้านการส่งออก ซึ่งในเอเชียบทบาทของจีนในด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

สำหรับประเทศไทย แม้ปีที่ผ่านมาได้แรงหนุนจากการเร่งส่งออก แต่ปีนี้ผู้ส่งออกจะเผชิญความท้าทายจากโครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนไป ทั้งแนวโน้มการกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศพันธมิตร (Friend-Shoring) กฎด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มขึ้น และความสำคัญของข้อตกลงการค้าทวิภาคี โดยการเปิดตัวบริการโอนเงินหยวนเต็มจำนวนของทีทีบี จึงไม่ใช่เพียงบริการใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

 

เปิดบริการโอนเงินหยวน ‘เต็มจำนวน’ หนุน SME ไทยทำการค้าจีน

 

ด้าน บุษรัตน์ เบญจรงคกุล ประธานกลุ่ม บริหารธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ TTB เปิดเผยว่าในปี 2568 การค้าระหว่างไทยกับจีนมีการเติบโตสูงถึง 26.7% โดยกลุ่มลูกค้า SME มีสัดส่วนการนำเข้าจากจีนสูงถึง 46.7% จากบริบททางการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถ้าผู้ประกอบการไม่มีการเตรียมรับมือทางการเงินที่ดีจะทำให้ ต้นทุนผู้ประกอบการสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

บุษรัตน์เปรียบเทียบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในช่วงเดือนมกราคมปีนี้เพียงเดือนเดียวค่าเงินดอลลาร์เทียบกับผันผวนถึง 9% ขณะที่ค่าเงินหยวนเทียบกับเงินบาทมีความผันผวนเพียงแค่ 3% เท่านั้น ดังนั้น การเปลี่ยนจากการซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์มาเป็นเงินหยวน จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยบริหารความเสี่ยงและจัดการต้นทุนได้ดีกว่าอย่างชัดเจน

 

ดังนั้น TTB จึงพัฒนาโซลูชันทางการเงินเพื่อรองรับการทำธุรกิจระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออกอย่างครบวงจร ตั้งแต่การบริหารเงิน การทำธุรกรรม ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อให้การซื้อ-ขาย-รับ-จ่าย โดยเฉพาะกับคู่ค้าจีนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ปัจจุบัน ทีทีบีมีโซลูชันที่ตอบโจทย์การค้ากับคู่ค้าจีน เช่น

 

  • บัญชี ttb multi-currency account (MCA) บัญชีเพื่อการบริหารจัดการหลายสกุลเงินในบัญชีเดียว รองรับสูงสุด 11 สกุลเงิน รวมถึงเงินบาท และสกุลเงินหยวน ช่วยลดความยุ่งยากจากการเปิดหลายบัญชี และเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารเงินทั้งสกุลหลักและสกุลเงินท้องถิ่นของประเทศคู่ค้า

 

  • บริการ Trade Finance Solutions รองรับการโอนเงิน การเบิกใช้วงเงินกู้เพื่อการค้าได้ทั้งสกุลเงินหลักและสกุลเงินท้องถิ่นสูงสุด 13 สกุลเงิน รวมถึงสกุลหยวนของจีน
  • ผลิตภัณฑ์บริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วยสกุลเงินหยวน สะดวกกว่า ด้วย บริการ Single Yuan หยวนราคาเดียวสามารถโอนไปได้ทั้ง Onshore และ Offshore และสามารถบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าได้ง่าย ๆ ผ่าน CNY Pro-rata Forward ที่ผู้ประกอบการสามารถทราบต้นทุนได้แน่นอน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนบริหารจัดการต้นทุน

 

บุษรัตน์ เบญจรงคกุล ประธานกลุ่ม บริหารธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ TTB

บุษรัตน์ เบญจรงคกุล ประธานกลุ่ม บริหารธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ TTB

 

ล่าสุด TTB ได้เปิดตัว ‘บริการโอนเงินหยวนแบบเต็มจำนวน สำหรับลูกค้านิติบุคคล’ เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยค่าธรรมเนียมเพียง 300 บาทต่อรายการ โดยมีจุดเด่นคือ คู่ค้าจีนจะได้รับเงินครบเต็มจำนวน ผ่านแพลตฟอร์ม ttb business one จากปกติค่าธรรมเนียมธนาคารต่างประเทศ 1,200 บาทต่อรายการบริการดังกล่าวช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนโดยไม่ต้องโอนเผื่อ พร้อมตรวจสอบสถานะการโอนได้แบบเรียลไทม์ สร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศอย่างแท้จริง

 

บุษรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในยุคที่การค้าระหว่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมีเครื่องมือที่ช่วยลดความเสี่ยง และช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเครื่องมือที่ไม่ซับซ้อน คือปัจจัยสำคัญในการแข่งขัน ซึ่งทีทีบีพร้อมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

The post TTB มอง GDP ปี 69 โตชะลอเหลือ 1.5% ตั้งเป้าสินเชื่อธุรกิจ โต 1-2% สะท้อนภาพเศรษฐกิจโตชะลอ จับตาสถานการณ์ NPL ใกล้ชิด พร้อมเปิดตัวบริการโอนเงินหยวน ‘เต็มจำนวน’ หนุนลูกค้า SME ไทยทำการค้าจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
SME D BANK ปล่อยกู้ใหม่ 7.9 หมื่นล้านบาท สวนทางตลาดสินเชื่อ SME ที่ไม่เติบโต 13 ไตรมาส เผย NPL ลดลงเหลือ 7.9% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ https://thestandard.co/sme-d-bank-loans-npl-low/ Mon, 02 Feb 2026 09:20:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1172687 พิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ SME D Bank แถลงผลประกอบการและทิศทางการดำเนินงาน

SME D BANK เผยยอดปล่อยกู้ SMEs ปี 2568 ทะลุ 7.9 หมื่นล้ […]

The post SME D BANK ปล่อยกู้ใหม่ 7.9 หมื่นล้านบาท สวนทางตลาดสินเชื่อ SME ที่ไม่เติบโต 13 ไตรมาส เผย NPL ลดลงเหลือ 7.9% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ SME D Bank แถลงผลประกอบการและทิศทางการดำเนินงาน

SME D BANK เผยยอดปล่อยกู้ SMEs ปี 2568 ทะลุ 7.9 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดสินเชื่อคงค้างรวมโต 0.9% สู่ระดับ 9.9 หมื่นล้านบาท สวนทางตัวเลขสินเชื่อ SMEs โดยรวมที่ไม่เติบโต 13 ไตรมาสติดต่อกัน

 

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์ 2569) พิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2568 ของธนาคาร โดยสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 79,043 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคาร

 

สินเชื่อโตสวนระบบ ดันเงินหมุนเวียนกว่า 3.6 แสนล้านบาท

 

ตามพันธกิจของธนาคารที่มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ทำให้จำนวนเงินปล่อยกู้ทั้งหมดกว่า 70% เป็นสินเชื่อรายใหม่และรายเล็ก วงเงินไม่เกิน 15 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 362,010 ล้านบาท และช่วยรักษาการจ้างงานราว 620,360 ราย

 

ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้าง (Outstanding) ขยายตัว 0.9% จากปี 2567 อยู่ที่ 99,564 ล้านบาท สวนทางแนวโน้มสินเชื่อ SMEs โดยรวมที่ไม่เติบโต 13 ไตรมาสติดต่อกัน โดยสินเชื่อติดลบ 12 จาก 13 ไตรมาสล่าสุด ส่วนอีกหนึ่งไตรมาสทรงตัวที่ระดับ 0.1%

 

คุม NPL เหลือ 7.9% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

 

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ พิชิตระบุว่า อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ 7.9% ต่ำที่สุดในรอบ 23 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคาร หากพิจารณาเฉพาะพอร์ตหลังออกจากแผนฟื้นฟูปี 2558 จะมี NPL เพียง 2.69% เท่านั้น

 

นอกจากนี้ ธนาคารยังตั้งสำรองความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Coverage Ratio) อยู่ที่ราว 154% สะท้อนฐานะการเงินที่มีเสถียรภาพ

 

ทั้งนี้ ในปี 2568 SME D Bank มีกำไรสุทธิ 261 ล้านบาท หลังหักการตั้งสำรอง โดยธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการตั้งสำรองส่วนเกินอย่างน้อยจนถึงปี 2569 เพื่อรักษาความมั่นคงขององค์กรในระยะยาว มากกว่าการมุ่งเพิ่มผลกำไร

 

“SME D Bank ควบคุม NPL ใช้แนวทางดูแลลูกค้าเป็นรายบุคคล แทนการบริหารเชิงพอร์ต โดยมีเครื่องมือช่วยเหลือลูกหนี้ตามระดับความเสี่ยง เช่น การปรับโครงสร้างหนี้หรือการตัดเงินต้นในบางกรณี แม้จะทำให้รายได้ดอกเบี้ยของธนาคารลดลง แต่ช่วยรักษาคุณภาพพอร์ตได้ในระยะยาว”

 

ตลอดปีที่ผ่านมา SME D Bank ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการกว่า 32,900 ราย ผ่านมาตรการพักชำระหนี้ และโครงการต่าง ๆ เช่น ‘คุณสู้ เราช่วย’ รวมถึงการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคเหนือและภาคใต้

 

ชี้ SME ไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน

 

พิชิตกล่าวต่อว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา SME ไทยต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายประการ ทั้งภัยธรรมชาติ มาตรการภาษีสหรัฐฯ และการไหลบ่าของสินค้าต่างประเทศ ตลอดจนสถานการณ์ชายแดน ซึ่งส่งผลให้สถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์เข้มงวดกับการปล่อยกู้มากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม SME D Bank ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ยังคงเดินหน้าอัดฉีดสินเชื่อให้ SME ไทยผ่านแนวทาง ‘พัฒนาคู่เติมทุน’ โดยสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ ควบคู่การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ผ่านการใช้เทคโนโลยี การพัฒนาองค์ความรู้ และการทำตลาด เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของ SME ในระยะยาว

 

เปิดเป้าปี 2569 โฟกัส 3 อุตสาหกรรมอนาคต

 

สำหรับเป้าหมายปี 2569 พิชิตระบุว่า ธนาคารตั้งเป้ายอดเบิกจ่ายสินเชื่อไม่ต่ำกว่าปี 2568 ที่ 75,000 ล้านบาท และพยายามผลักดันให้แตะระดับ 80,000 ล้านบาท แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะชะลอตัว โดยย้ำว่าจะไม่ปรับลดเป้าหมายลงต่ำกว่าปีก่อน

 

โดยธนาคารตั้งเป้าหนุน SME ใน 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ 1) อาหาร 2) สุขภาพ และ 3) เกษตรแปรรูป โดยมุ่งนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และ AI มาเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

 

สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ SME D BANK จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่ ภาคท่องเที่ยว ซึ่งมีลักษณะเติบโตเร็วแต่ผันผวนสูง และกลุ่มฐานการผลิตของประเทศ โดยธนาคารเตรียมทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรและสถาบันการศึกษา เพื่อเชื่อมต่อการพัฒนาและกระจายการสนับสนุนให้ครอบคลุมมากขึ้น

 

เตรียม 3 สินเชื่อดอกเบี้ย 3% วงเงินรวม 2 หมื่นล้านบาท

 

ในด้านการเงิน SME D Bank ได้เตรียม 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อหลัก อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี และมีวงเงินรวมกว่า 20,000 ล้านบาท ได้แก่

 

  • สินเชื่อปลุกพลัง SME วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
  • สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME วงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาท
  • สินเชื่อ SME Green Productivity วงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาท

 

ควบคู่โปรแกรมพัฒนาธุรกิจเชิงลึก ทั้งด้านดิจิทัล AI การเงินเชิงกลยุทธ์ และการดูแลลูกค้ากลุ่มเสี่ยง (Special Mention) เพื่อประคองธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน

The post SME D BANK ปล่อยกู้ใหม่ 7.9 หมื่นล้านบาท สวนทางตลาดสินเชื่อ SME ที่ไม่เติบโต 13 ไตรมาส เผย NPL ลดลงเหลือ 7.9% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธอส. ตั้งเป้าสินเชื่อใหม่ปี 69 โต 0.5% แตะ 2.42 แสนล้านบาท หลังปีก่อนปล่อยกู้เกินเป้า ส่วน NPL ส่อเพิ่มแตะ 5.11% https://thestandard.co/ghbank-loan-target-npl-outlook/ Thu, 22 Jan 2026 13:22:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1168361 โลโก้ ธอส. พร้อมตัวเลขเป้าหมายสินเชื่อใหม่ปี 2569 และแนวโน้ม NPLs

ธอส. ตั้งเป้าสินเชื่อใหม่ปี 2569 ทะลุ 2.4 แสนล้านบาท เพ […]

The post ธอส. ตั้งเป้าสินเชื่อใหม่ปี 69 โต 0.5% แตะ 2.42 แสนล้านบาท หลังปีก่อนปล่อยกู้เกินเป้า ส่วน NPL ส่อเพิ่มแตะ 5.11% appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ ธอส. พร้อมตัวเลขเป้าหมายสินเชื่อใหม่ปี 2569 และแนวโน้ม NPLs

ธอส. ตั้งเป้าสินเชื่อใหม่ปี 2569 ทะลุ 2.4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% จากปีก่อน ขณะที่ NPL มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะ 5.11%

 

วันนี้ (22 มกราคม) ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธนาคารตั้งเป้าการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ระดับ 242,989 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% จากปีก่อน และยังเน้นบทบาท ‘ทำให้คนไทยมีบ้าน’ โดยครอบคลุมลูกหนี้กลุ่มรายได้น้อยและปานกลาง วงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาทที่ 125,762 ราย หรือ 60% ของสินเชื่อใหม่

 

ส่วนการปล่อยสินเชื่อใหม่ปี 2568 ทำได้ 247,241 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 241,780 ล้านบาท โดยสินเชื่อใหม่นี้ครอบคลุมลูกหนี้ 232,058 ราย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการ Quick Big Win ของรัฐบาล ที่ช่วยให้ลูกหนี้กู้ได้ง่ายขึ้น

 

ธอส. ครองส่วนแบ่งตลาดสินเชื่อบ้านเป็นอันดับ 1 ที่ 44% ท่ามกลางภาพรวมการปล่อยสินเชื่อทั้งระบบที่ติดลบ โดยครอบคลุมกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางวงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท จำนวน 128,573 ราย คิดเป็น 52.83% ของสินเชื่อปล่อยใหม่

 

ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาสที่ 4/2568 เทียบกับ ณ สิ้นปี 2567 ธอส. มีสินเชื่อคงค้าง (Outstanding Loan) รวมทั้งสิ้น 1,891,091 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.05% สินทรัพย์รวม 2,009,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.62% และเงินฝากรวม 1,760,602 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.98%

 

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ในปี 2569 มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น โดยธนาคารตั้งเป้าควบคุม NPLs ให้ไม่เกิน 5.11% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย

 

ในปีหน้าการแข่งขันในอุตสาหกรรมจะรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะการแย่งชิงลูกหนี้คุณภาพดี ท่ามกลาง GDP ที่เติบโตต่ำลง และหนี้ครัวเรือนสูงที่กดดันกำลังซื้อ ท่ามกลางยอดการปฏิเสธสินเชื่อที่ยังสูง โดย ธอส. จะเป็นผู้เข้ามาช่วยเติมเต็มในจุดนี้มากขึ้น

 

ส่วน NPLs ปี 2568 อยู่ที่ 4.98% ของยอดสินเชื่อรวม กระจุกในบ้านต่ำกว่า 7 ล้านบาท ขณะที่การตั้งสำรองหนี้เสียเพิ่มขึ้น 2.66% คิดเป็นจำนวน 155,163 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนต่อ NPLs ที่ระดับ 164.92%

 

ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ 15.70% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดไว้ที่ 8.50%

 

ชู 5 เสาหลัก ยกระดับการทำงาน

 

ธอส. พร้อมต่อยอดบทบาทองค์กรสู่ ‘Beyond Housing Bank’ เปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ Intelligent Sustainable Housing Companion ด้วยดิจิทัล พร้อมยกระดับการทำงานทุกมิติผ่าน 5 เสาหลัก (5 Strategic Pillars) ประกอบด้วย

 

เสาหลักที่ 1 Immediate-to-Home: เร่งกระบวนการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้เร็วและง่ายขึ้น ตั้งแต่ยื่นกู้ถึงจดจำนอง ผ่านระบบดิจิทัลแบบ End-to-End

 

เสาหลักที่ 2 Smart Growth (Asset Quality Management): บริหารคุณภาพสินทรัพย์ด้วย Digital และ Data-Driven เพื่อช่วยลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ ป้องกัน NPL และจัดการ NPA อย่างมีประสิทธิภาพ

 

เสาหลักที่ 3 Customer Obsession: ใช้ Big Data และ AI วิเคราะห์ลูกค้า เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการแบบ Hyper-Personalization ที่ “รู้ใจ ถูกที่ ถูกเวลา”

 

เสาหลักที่ 4 Digital Transformation: ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและกระบวนการทำงาน ด้วย Automation และ AI เพิ่มความเร็ว ความปลอดภัย และลดต้นทุนการดำเนินงาน

 

เสาหลักที่ 5 People First: พัฒนาทักษะและศักยภาพบุคลากรด้านดิจิทัล สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและเติบโตอย่างยั่งยืน

The post ธอส. ตั้งเป้าสินเชื่อใหม่ปี 69 โต 0.5% แตะ 2.42 แสนล้านบาท หลังปีก่อนปล่อยกู้เกินเป้า ส่วน NPL ส่อเพิ่มแตะ 5.11% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็กเลย! คุณสมบัติร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประวัติเครดิตบูโรดีขึ้น สำหรับผู้มีหนี้เสียไม่เกิน 1 แสนบาท https://thestandard.co/qualifications-debt-relief-100k/ Sun, 11 Jan 2026 03:10:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1163811 เช็กเลย คุณสมบัติร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประวัติเครดิตบูโรดีขึ้น สำหรับผู้มีหนี้เสียไม่เกิน 1 แสนบาท

เช็กเลย! คุณสมบัติร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ โครง […]

The post เช็กเลย! คุณสมบัติร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประวัติเครดิตบูโรดีขึ้น สำหรับผู้มีหนี้เสียไม่เกิน 1 แสนบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็กเลย คุณสมบัติร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประวัติเครดิตบูโรดีขึ้น สำหรับผู้มีหนี้เสียไม่เกิน 1 แสนบาท

เช็กเลย! คุณสมบัติร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ โครงการช่วยให้ลูกหนี้ได้ลดภาระหนี้ ผ่านเงื่อนไขการผ่อนชำระแบบผ่อนปรน ช่วยให้ประวัติชำระหนี้ในเครดิตบูโร (NCB) ปรับดีขึ้น และมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้เร็วขึ้น สำหรับผู้มีหนี้เสียไม่เกิน 1 แสนบาท

 

รูปแบบการช่วยเหลือลูกหนี้

 

บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) จะรับซื้อรับโอนหนี้เสียของลูกหนี้รายย่อยมาจากเจ้าหนี้เดิม และจะปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนเพื่อลดภาระหนี้ให้ลูกหนี้

 

โดยในระยะแรก SAM จะรับซื้อเฉพาะหนี้ NPL ที่ไม่มีหลักประกัน (เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล) และติ่งหนี้ของหนี้ที่เคยมีหลักประกัน 
ไม่รวมสินเชื่อ ดังต่อไปนี้

 

  • สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อ nano finance ที่มีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน เนื่องจากถือเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน

 

  • หนี้ที่มีคำพิพากษาแล้ว

 

  • หนี้ที่ถูกฟ้องรวมกับหนี้อื่นที่ไม่ได้เข้าโครงการนี้

 

  • หนี้อื่น ๆ ที่ขัดต่อกฎหมายหรือหลักเกณฑ์การกำกับดูแลของผู้กำกับดูแล เช่น หนี้ของผู้ที่เป็นเจ้าของบัญชีม้าดำ บัญชีม้าเทาเข้ม และบัญชีม้าเทาอ่อน

 

ครงการมีระยะเวลา 3 ปี ประกอบด้วย 2 มาตรการย่อย ได้แก่

 

1. มาตรการ “จ่ายปิดจบหนี้”

 

ให้ลูกหนี้เข้ามาจ่ายคืนหนี้บางส่วนแก่ SAM เพื่อปิดบัญชี

 

2. มาตรการ “ผ่อนชำระเป็นงวด”
• ลดภาระหนี้บางส่วนให้กับลูกหนี้ และส่วนที่เหลือให้ผ่อนชำระเป็นงวดแก่ SAM

 

• ระยะเวลาผ่อนสูงสุด 3 ปี (ระยะเวลาผ่อนชำระของลูกหนี้แต่ละรายจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ลูกหนี้เริ่มเข้าโครงการ ถ้าเข้าร่วมช้า ระยะเวลาผ่อนจะเหลือน้อยลงตามระยะเวลาที่เหลือของโครงการ)

 

• อัตราดอกเบี้ยในระหว่างมาตรการจะได้รับยกเว้น (อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0) และเมื่อลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขแล้ว จะได้รับการยกเว้นดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายที่ค้างจ่ายตามสัญญาเดิมก่อนเข้ามาตรการที่พักแขวนไว้ทั้งจำนวน

 

กลุ่มเป้าหมายในระยะแรก ประกอบด้วย ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และลูกหนี้ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ซึ่งจะถูกรับซื้อหนี้และช่วยเหลือต่อโดย SAM

 

คุณสมบัติลูกหนี้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการ

 

ลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการสามารถเข้าร่วมโครงการได้ทุกคน โดยลูกหนี้ต้องมีคุณสมบัติครบทุกข้อ ดังนี้

 

(1) เป็นลูกหนี้บุคคลธรรมดา

 

(2) มีสถานะหนี้ ณ 30 ก.ย. 2568 เป็นหนี้ที่ค้างชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 90 วัน (NPL) นับแต่วันครบกำหนดชำระ

 

(3) มีภาระหนี้ NPL รวมทุกผู้ให้บริการทางการเงิน และทุกประเภทสินเชื่อ ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย*

 

(4) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือ บุคคลที่ถูกกำหนดอยู่ใน Sanction list ของ ปปง.

 

*นับเฉพาะผู้ให้บริการทางการเงินที่รายงานข้อมูลในเครดิตบูโร (NCB) และใช้ภาระหนี้ตามการรายงาน NCB

 

ประโยชน์ที่ลูกหนี้จะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ

 

(1) ได้ลดภาระหนี้ และเงื่อนไขการผ่อนชำระแบบผ่อนปรน จึงช่วยให้ลูกหนี้เสียสามารถกลับมาเป็นลูกหนี้ดีได้ง่ายขึ้น

 

(2) ประวัติชำระหนี้ในเครดิตบูโร (NCB) ปรับดีขึ้น

 

(3) มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้เร็วขึ้น

 

รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการ

 

(1) ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการทุกราย จะถูกโอนขายหนี้ให้ SAM ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569

 

(2) เจ้าหนี้เดิม และ SAM จะส่งหนังสือแจ้งการโอนสิทธิ์เรียกร้องให้กับลูกหนี้ทุกรายที่ถูกโอนหนี้ไปยัง SAM

 

(3) ลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดและสนใจเข้าร่วมโครงการสามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ของ ธปท. (www.bot.or.th/cleardebt) หรือ ช่องทางของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ หรือ ช่องทางของ SAM

 

(4) SAM แจ้งผลการคัดกรองคุณสมบัติลูกหนี้ตามเงื่อนไขโครงการ โดยขอให้ลูกหนี้รอการติดต่อกลับจาก SAM หรือผู้ที่ SAM มอบหมาย

 

(5) ลูกหนี้จะได้รับการติดต่อจาก SAM หรือผู้ที่ SAM มอบหมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือตามโครงการต่อไป

The post เช็กเลย! คุณสมบัติร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประวัติเครดิตบูโรดีขึ้น สำหรับผู้มีหนี้เสียไม่เกิน 1 แสนบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลัง-แบงก์ชาติ-ภาคการเงิน เดินหน้าโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประชาชน หวัง ‘ชุบชีวิต’ คนเป็นหนี้เสีย 3.4 ล้านราย https://thestandard.co/fast-debt-help-restart-lives/ Wed, 12 Nov 2025 01:34:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1142267 คลัง-แบงก์ชาติ-ภาคการเงิน เดินหน้า โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประชาชน หวัง ‘ชุบชีวิต’ คนเป็นเสีย 3.4 ล้านราย

กระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาคสถาบัน […]

The post คลัง-แบงก์ชาติ-ภาคการเงิน เดินหน้าโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประชาชน หวัง ‘ชุบชีวิต’ คนเป็นหนี้เสีย 3.4 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลัง-แบงก์ชาติ-ภาคการเงิน เดินหน้า โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประชาชน หวัง ‘ชุบชีวิต’ คนเป็นเสีย 3.4 ล้านราย

กระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาคสถาบันการเงิน ร่วมกันเดินโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ขึ้น ในชื่อ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ การช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นมาตรการเฉพาะกิจที่จะดำเนินการเพียงครั้งเดียว โดยเน้นหนี้เสียที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ( NPL) ทุกประเภทสินเชื่อซึ่งในระยะแรก (เฟส 1) จะครอบคลุมลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์จำนวนประมาณ 1.6 ล้านบัญชี หรือ 1.2 ล้านราย ภาระหนี้ประมาณ 43,600 ล้านบาท

 

คลัง-แบงก์ชาติ-ภาคการเงิน เดินหน้า โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประชาชน หวัง ‘ชุบชีวิต’ คนเป็นเสีย 3.4 ล้านราย 1

แผนดำเนินการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ เฟส 1

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เน้นย้ำ โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ เป็นโครงการเรือธงภายใต้เสาหลักที่สองของการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชน โดยมุ่งหวังให้ความช่วยเหลืออย่างยั่งยืนแก่ผู้มีหนี้สินจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัญหาวิกฤตที่ฉุดรั้งทั้งชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของประเทศ

 

ดร.เอกนิติ ชี้ว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาที่อยู่คู่สังคมไทยมานาน หากปล่อยไว้จะดึงไม่เพียงแค่เศรษฐกิจไทย แต่ยังรวมถึงชีวิตของคนไทยและครอบครัวของคนที่เป็นหนี้จำนวนมาก การแก้ปัญหาหนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้ในอนาคต

 

กลุ่มเป้าหมายและขนาดของหนี้

 

โครงการนี้มุ่งเน้นการช่วยกลุ่มประชาชนที่มีหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งในอดีตมีจำนวนถึง 3.4 ล้านราย และยังไม่นับรวมจำนวนสมาชิกในครอบครัวของพวกเขา เมื่อนับเป็นจำนวนบัญชี มีบัญชีที่เกี่ยวข้องโดยประมาณ 4.7 ล้านบัญชี คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 120,000 ล้านบาท

 

โครงการนี้เรียกอย่างเป็นทางการว่า การแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของ AMC

 

เป้าหมายของโครงการนี้ไม่ใช่แค่การดึงหนี้ออกจากสถาบันการเงินไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ในระยะสั้นเท่านั้น แต่คือการ ‘ชุบชีวิต’ ลูกหนี้เพื่อให้พวกสามารถหายใจคล่องขึ้น วิธีการช่วยเหลือรวมถึง

 

  • การตัดหนี้ ตามความสามารถของลูกหนี้
  • การลดหนี้ ให้เหลือในระดับที่ลูกหนี้สามารถจ่ายไหว
  • การยืดหนี้ ให้ลูกหนี้มีเวลาหายใจได้มากขึ้น

 

ดร.เอกนิติ ยังกล่าวถึง กรณีที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะจัดตั้ง AMC คาดว่จะจัดตั้งได้ภายในต้นปีหน้า

 

โดยขณะนี้กระทรวงการคลัง ได้มีการหารือกับ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. แล้ว เกี่ยวกับการแก้ปัญหาหนี้เสียในภาคการเกษตร ผ่านการจัดตั้ง AMC ของ ธ.ก.ส. ขึ้นเอง แต่ยังไม่มีการกำหนดจำนวนมูลหนี้ต่อราย และ ขณะนี้กำลังหารือที่มาของแหล่งเงินในการจัดตั้ง AMC

 

ดร.เอกนิติ ระบุว่า การจัดตั้ง AMC ของ ธ.ก.ส. จะไม่ได้รวมอยู่ในโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ แต่จะดำเนินคู่ขนานแทน เนื่องจากลักษณะหนี้ของเกษตรกร มีโครงสร้างหนี้ที่ต่างจากประชาชนทั่วไป เพราะขึ้นอยู่กับฤดูกาลทางการเกษตรเป็นหลัก วิธีการจึงแตกต่างจากประชาชนทั่วไป

 

ทั้งนี้ AMC ของ ธ.ก.ส. จะมีขนาดเล็กกว่า โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ โดยจะมีขนาดหนี้เสียไม่ถึง 10,000 ล้านบาท แต่คาดว่า AMC ของ ธ.ก.ส. จะสามารถช่วยคนได้ถึงล้านคนเช่นกัน

 

“ขนาดคงจะเล็กกว่าเยอะ แต่จะช่วยคนได้เยอะเหมือนกัน เป็นหลักล้านคนเหมือนกัน” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ผู้ว่าแบงก์ชาติฯ หวัง ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยคนเป็นหนี้เสียกลับมาเป็นลูกหนี้ปกติ

 

ด้าน วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญและเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวและกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง แม้ว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนจะลดลงจากกว่า 90% แต่ปัจจุบันยังคงอยู่ที่ 87% ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงพอสมควร โครงการนี้เกิดขึ้นจากความพยายามร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาส่วนนี้

 

โครงการนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกหนี้ที่มีปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในจำนวนน้อย ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งแม้ว่าปริมาณหนี้รวมอาจจะไม่มาก แต่คิดเป็นจำนวนบัญชีประมาณ 4.7 ล้านบัญชี หรือ 3.4 ล้านราย ที่สำคัญคือ หนี้กลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของจำนวนรายหัว คิดเป็นสัดส่วน 60% ของทั้งหมด

 

ดังนั้น การช่วยเหลือกลุ่มนี้จึงเป็นการช่วยคนและช่วยระบบเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับนโยบายของ ธปท. ที่ต้องการเข้าถึงและแก้ไขปัญหารายจุด เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

 

ในการดำเนินการระยะแรกนี้ ธปท. ได้ขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์และบริษัทลูกในเครือ โดยเลือกกลุ่มที่มีจำนวนบัญชีสูงถึง 1.6 ล้านบัญชี จากทั้งหมด 4.7 ล้านบัญชี มาดำเนินการก่อน

 

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้ประสานงานกับธนาคารของรัฐ ซึ่งมีลูกหนี้ในกลุ่มเป้าหมายอีกประมาณ 300,000 กว่าบัญชี ลูกหนี้ที่จะเข้าร่วมโครงการนี้จะต้องเป็นหนี้ที่เป็น NPL ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 เท่านั้น

 

คลัง-แบงก์ชาติ-ภาคการเงิน เดินหน้า โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประชาชน หวัง ‘ชุบชีวิต’ คนเป็นเสีย 3.4 ล้านราย 2

รายละเอียดของโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’

 

โครงการนี้ใช้แหล่งเงินทุนที่เหลือจากการลดค่าธรรมเนียมกองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF TF) จาก 0.46% เหลือ 0.23% ในปีนี้ ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในโครงการ ‘คุณสู้เราช่วย’ การใช้เงินส่วนนี้ทำให้ ไม่เป็นภาระนโยบายการคลังของรัฐบาล

 

หนี้ในส่วน 1.6 ล้านบัญชีนี้จะถูกโอนไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ซึ่งเป็นบริษัทที่กองทุนฟื้นฟูฯ ถือหุ้น 100% โดย SAM จะถูกปรับบทบาทและตำแหน่งให้เป็น Social AMC หรือ บริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม ซึ่งจะเปลี่ยนระบบและบุคลากรใหม่ และมุ่งเน้นการดูแลรายย่อยและสังคม โดยไม่ได้มุ่งหวังกำไร ความตั้งใจคือการช่วยให้ลูกหนี้ในกลุ่ม 1.6 ล้านคนนี้กลับมาเป็นลูกหนี้ปกติให้ได้มากที่สุด

 

เปิดมาตรการผ่อนปรนเพื่อลูกหนี้

 

การโอนหนี้ไปอยู่กับ Social AMC ทำให้การปรับโครงสร้างหนี้มีเงื่อนไขที่ ผ่อนปรนอย่างมาก โดยสิทธิประโยชน์ที่ลูกหนี้จะได้รับมีดังนี้

 

  • ค่าธรรมเนียมที่ค้างอยู่ รวมถึงดอกเบี้ยปกติและดอกเบี้ยผิดนัดที่ค้างอยู่ จะถูกยกให้ทั้งหมด
  • เงินต้นจะถูกลดลงในสัดส่วนที่สูงพอสมควร
  • ลูกหนี้มีทางเลือกในการชำระหนี้ 2 รูปแบบ คือ

 

-จ่ายปิดจบครั้งเดียว หากลูกหนี้ติดต่อและจ่ายหนี้ปิดจบได้ทันที มูลค่าหนี้เฉลี่ยต่ำกว่า 30,000 บาท บัญชีจะเปลี่ยนเป็น รหัส 11 กลับมาเป็นลูกหนี้ปกติ ได้ทันที

 

-ผ่อนชำระ ลูกหนี้สามารถผ่อนได้ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยระหว่าง 3 ปีนี้ จะไม่คิดดอกเบี้ย บัญชีจะถูกเปลี่ยนเป็นรหัส 16 และเมื่อผ่อนหมดก็จะกลับไปเป็นรหัส 11 กลับมาเป็นลูกหนี้ปกติได้เลย

 

ผู้ว่าการ ธปท. ได้ระบุว่า เมื่อลูกหนี้กลับมาเป็นปกติแล้ว พวกเขาสามารถกลับเข้าไปสู่สถาบันการเงิน ทั้งแบงก์รัฐและแบงก์พาณิชย์ เพื่อขอสินเชื่อที่จำเป็นในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ต่อไปได้

 

คลัง-แบงก์ชาติ-ภาคการเงิน เดินหน้า โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประชาชน หวัง ‘ชุบชีวิต’ คนเป็นเสีย 3.4 ล้านราย 3

การดำเนินการเพียงครั้งเดียวและไทม์ไลน์

 

ผู้ว่าการ ธปท. เน้นย้ำว่า สิ่งที่ดำเนินการนี้เป็น มาตรการครั้งเดียว และ จะไม่ทำอีกแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทางด้านศีลธรรม (Moral Hazard) หลังจากนี้ ธปท. จะดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้อื่น ๆ ต่อไป

 

สำหรับไทม์ไลน์การทำงาน มีดังนี้

 

  • เดือนธันวาคมนี้ มีการทำสัญญาและรายละเอียดทั้งหมดระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • 1 มกราคม 2569 SAM จะเริ่มเข้ามาเป็นเจ้าของสินทรัพย์นี้อย่างเป็นทางการ
  • หลัง 1 มกราคม 2569 ลูกหนี้สามารถเริ่มชำระหนี้ได้ โดยช่วงแรกอาจชำระผ่านสถาบันการเงินเดิมที่ช่วยเก็บหนี้ให้ ก่อนที่ระบบของ SAM จะพร้อมสมบูรณ์

 

วิทัย ยังคาดว่าลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ จะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้ได้สำเร็จราว 30-50% ของจำนวนบัญชีทั้งหมด 1.6 ล้านบัญชี คิดเป็นอย่างน้อย 5-8 แสนราย

 

นอกจากนี้ธปท. ได้ขยายระยะเวลาอนุญาตให้มีการจัดตั้ง AMC ร่วมทุน (Joint Venture AMC) อีกครั้ง หลังจากที่ใบอนุญาตเดิมสิ้นสุดลงเมื่อปลายปี 2567 โดยมีธนาคารพาณิชย์อย่างน้อย 2-3 แห่งแสดงความสนใจเข้าร่วมจัดตั้ง JV AMC เพื่อรับโอนหนี้ส่วนที่เหลือจากระบบ

 

อย่างไรก็ตาม วิทัยย้ำว่า โครงการ JV AMC ดังกล่าวอาจไม่สามารถเสนอเงื่อนไขผ่อนปรนได้ลึกเทียบเท่าโครงการ Social AMC

The post คลัง-แบงก์ชาติ-ภาคการเงิน เดินหน้าโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประชาชน หวัง ‘ชุบชีวิต’ คนเป็นหนี้เสีย 3.4 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCBX เผยไตรมาส 3/68 ฟาดกำไร 1.2 หมื่นล้าน โต 10.2% รายได้ค่าธรรมเนียมหนุน แม้รายได้สินเชื่อหด ตั้งสำรองลดลง มั่นใจคุม NPL อยู่หมัด https://thestandard.co/scbx-q3-profit-growth-strong/ Tue, 21 Oct 2025 08:24:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1133398 SCBX เผยไตรมาส 3/68 ฟาดกำไร 1.2 หมื่นล้าน โต 10.2% รายได้ค่าธรรมเนียมหนุน แม้รายได้สินเชื่อหด ตั้งสำรองลดลง มั่นใจคุม NPL อยู่หมัด

วันนี้(21 ตุลาคม 2568) บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาช […]

The post SCBX เผยไตรมาส 3/68 ฟาดกำไร 1.2 หมื่นล้าน โต 10.2% รายได้ค่าธรรมเนียมหนุน แม้รายได้สินเชื่อหด ตั้งสำรองลดลง มั่นใจคุม NPL อยู่หมัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCBX เผยไตรมาส 3/68 ฟาดกำไร 1.2 หมื่นล้าน โต 10.2% รายได้ค่าธรรมเนียมหนุน แม้รายได้สินเชื่อหด ตั้งสำรองลดลง มั่นใจคุม NPL อยู่หมัด

วันนี้(21 ตุลาคม 2568) บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX รายงานผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2568 มีกำไรสุทธิจำนวน 37,344 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

สำหรับในในไตรมาส 3 ของปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 12,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของกำไรจากเงินลงทุน และรายได้ค่าธรรมเนียม ที่เพิ่มขึ้นจากผลการดำเนินงานของธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง รวมทั้งการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ด้านการเติบโตของรายได้ มีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 29,413 ล้านบาท ลดลง 9.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการลดลงของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ซึ่งเป็นไปตามปริมาณสินเชื่อโดยรวมที่ลดลง 3.3% ภายใต้การปล่อยสินเชื่อ อย่างระมัดระวัง

 

รายได้ค่าธรรมเนียมและอื่น ๆ อยู่ที่ 10,942 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.6% จากปีก่อน จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่เติบโตอย่างโดดเด่น จากการขายผลิตภัณฑ์ การลงทุนมูลค่าสูง รวมถึงการเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมทางการเงิน ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการให้สินเชื่อ และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ

 

รายได้จากการลงทุนและการค้าอยู่ที่ 3,326 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากผลขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นผลจากกำไรจากพอร์ตการลงทุน ของธนาคาร และของบริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด

 

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จำนวน 17,575 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยที่ 0.2% จากปีก่อน จากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราส่วน ค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ 40.2%

 

บริษัทฯ ตั้งสำรองลดลง 1.3% จากปีก่อน เนื่องจากคุณภาพสินทรัพย์ อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยเฉพาะการปรับตัวดีขึ้นของบริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด ทั้งนี้จำนวนสำรองดังกล่าวได้รวมสำรองพิเศษอีกจำนวน 1,400 ล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในอนาคต ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) คงอยู่ในระดับสูงที่ 161.7%

 

แม้เผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก บริษัทฯ ยังสามารถควบคุมคุณภาพ ของสินเชื่อโดยรวมได้ดี โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 อยู่ที่ 3.30% ลดลงจาก 3.38% ในปีก่อน เงินกองทุนตามกฎหมายของบริษัทฯ อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 18.9%

 

อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาสนี้ สะท้อนถึงความก้าวหน้าตามกลยุทธ์ ที่วางไว้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่เติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งเป็นผลจากการนำเทคโนโลยีมาเสริมศักยภาพของบุคลากรในการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วงชีวิต พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มและผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่เปิดโอกาส การลงทุนแบบไร้พรมแดน เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างแท้จริง มุ่งสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในธุรกิจนี้ภายในปี 2569

 

ด้านการช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางผ่านโครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ หลังจากสิ้นสุด ระยะเวลาลงทะเบียน เมื่อสิ้นไตรมาสที่ผ่านมา มีลูกหนี้เข้าร่วมโครงการ และได้รับความช่วยเหลือแล้วเป็นยอดหนี้รวมมากกว่าหกหมื่นล้านบาท

 

แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความท้าทายหลากหลายด้าน SCBX ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อน กลยุทธ์เชิงรุกในการปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญ กับการบริหารต้นทุนเชิงกลยุทธ์ผ่านการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานอย่างลึกซึ้ง ด้วยพลังของ AI และนวัตกรรม โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยในการออกแบบกระบวนการใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงการลดค่าใช้จ่ายเฉพาะจุดหรือการปิดสาขา แต่เป็นการปรับวิธีการดำเนินงานทั้งระบบ เพื่อให้ต้นทุนการให้บริการลดลงอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงดำเนินนโยบายบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินในระยะยาว และพร้อมมีบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจให้สามารถฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ผ่านการพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ทันสมัย และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล”

The post SCBX เผยไตรมาส 3/68 ฟาดกำไร 1.2 หมื่นล้าน โต 10.2% รายได้ค่าธรรมเนียมหนุน แม้รายได้สินเชื่อหด ตั้งสำรองลดลง มั่นใจคุม NPL อยู่หมัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กสิกรไทย’ เผยกำไร 3.9 หมื่นล้านบาท โต 1.1% แม้รายได้หดตัวเล็กน้อย แต่ตั้งสำรองลดลง 14% https://thestandard.co/kbank-profit-up-reserves-fall/ Tue, 21 Oct 2025 04:44:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1133243 kbank

ธนาคารกสิกรไทยแจ้งผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2568 มีกำไร 39 […]

The post ‘กสิกรไทย’ เผยกำไร 3.9 หมื่นล้านบาท โต 1.1% แม้รายได้หดตัวเล็กน้อย แต่ตั้งสำรองลดลง 14% appeared first on THE STANDARD.

]]>
kbank

ธนาคารกสิกรไทยแจ้งผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2568 มีกำไร 39,287 ล้านบาท โต 1.16% และมีรายได้จากการดำเนินงาน 1.46 แสนล้านบาท ลดลง 1.73% จากรายได้ดอกเบี้ยที่หดตัว 6.94% แต่ตั้งสำรองน้อยลง 14.17%

 

ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2568 มีทิศทางชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี โดยได้รับแรงกดดันจากการส่งออกที่ลดลงซึ่งเป็นผลจากมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ และการอ่อนแรงของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า

 

ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวต่อเนื่องจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง

 

สำหรับช่วงเวลาที่เหลือของปี 2568 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำกว่าช่วงที่ผ่านมา โดยปัจจัยสำคัญยังคงมาจากการปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ บรรยากาศการลงทุนภาคเอกชนที่ยังซบเซา รวมถึงโจทย์ท้าทายของภาคการท่องเที่ยวจากภาวะการแข่งขันและประเด็นความเชื่อมั่น ซึ่งทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวหลักยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

 

นอกจากนี้ คาดว่าเม็ดเงินของมาตรการกระตุ้นภาครัฐมีจำกัด และผลของมาตรการอาจเกิดขึ้นได้เพียงบางส่วนภายในปีนี้ ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลกอาจเผชิญกับความไม่แน่นอนและความท้าทายหลายด้านต่อเนื่องในปี 2569

 

ท่ามกลางความท้าทายของปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ ธนาคารกสิกรไทยและบริษัทย่อยยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ ผ่านการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ 3+1 และการจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายซึ่งรวมถึง ผู้ฝากเงิน ผู้ลงทุน ลูกค้าบุคคล ลูกค้าธุรกิจ และส่งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น ตลอดจนสนับสนุนภาครัฐอย่างเต็มที่ในการดูแลช่วยเหลือลูกค้า ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง

 

ผลการดำเนินงานสำหรับงวด 9 เดือน ปี 2568 เปรียบเทียบกับงวด 9 เดือน ปี 2567 ที่ปรับปรุงใหม่ ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 39,287 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจำนวน 452 ล้านบาท หรือ 1.16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2568 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 13,007 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจำนวน 519 ล้านบาท หรือ 4.16% โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 4,436,648 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 95,694 ล้านบาท หรือ 2.20% เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ที่ปรับปรุงใหม่

 

นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss หรือ ECL) จำนวน 30,047 ล้านบาท ลดลงจำนวน 4,962 ล้านบาท หรือ 14.17% โดยยังคงเป็นสำรองฯ ที่ตั้งตามหลักความระมัดระวังอย่างรอบคอบตามที่ได้ปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระดับสำรองฯ มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์และภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนและยังคงเผชิญกับความท้าทาย

 

ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ระดับ 3.19% ซึ่งยังคงต้องดำเนินการติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 166.43% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 21.60%

 

ภาพรวม 9 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 104,239 ล้านบาท ลดลงจำนวน 7,768 ล้านบาท หรือ 6.94% ตามภาวะอัตราดอกเบี้ย ซึ่งรวมทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นทางการเงินมากขึ้น และการลดลงของเงินให้สินเชื่อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin หรือ NIM) ลดลงอยู่ที่ระดับ 3.31%

 

อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 42,709 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 5,178 ล้านบาท หรือ 13.80% หลัก ๆ จาก 1) รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เติบโตจากการให้บริการที่สามารถตอบโจทย์ได้ตรงความต้องการของลูกค้า ประกอบกับภาวะตลาดที่ปรับตัวดีขึ้น 2) กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และ 3) รายได้จากการลงทุนในภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย

 

สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 61,821 ล้านบาท ลดลงจำนวน 134 ล้านบาท หรือ 0.22% จากการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 42.07%

The post ‘กสิกรไทย’ เผยกำไร 3.9 หมื่นล้านบาท โต 1.1% แม้รายได้หดตัวเล็กน้อย แต่ตั้งสำรองลดลง 14% appeared first on THE STANDARD.

]]>