Nikkei Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/nikkei/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 04 Aug 2026 05:52:12 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 อุตสาหกรรมการบินญี่ปุ่นกระอัก รับแรงกระแทกต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่ง-เยนผันผวน JAL-ANA โต รายได้โต แต่กำไรร่วง https://thestandard.co/japanese-airlines-profit-drop-fuel-yen/ Tue, 04 Aug 2026 05:52:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1237903 เครื่องบินโดยสารของสายการบินญี่ปุ่นจอดอยู่ที่สนามบิน

Japan Airlines (JAL) เผยผลประกอบการไตรมาสระหว่างเดือนเม […]

The post อุตสาหกรรมการบินญี่ปุ่นกระอัก รับแรงกระแทกต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่ง-เยนผันผวน JAL-ANA โต รายได้โต แต่กำไรร่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องบินโดยสารของสายการบินญี่ปุ่นจอดอยู่ที่สนามบิน

Japan Airlines (JAL) เผยผลประกอบการไตรมาสระหว่างเดือนเมษายน–มิถุนายนที่น่าสนใจว่า แม้รายได้รวมจะทะยานขึ้นเป็นสถิติสูงสุด แต่กำไรสุทธิกลับหดตัวลงอย่างมาก หลังรับแรงกระแทกจากต้นทุนเชื้อเพลิงและปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยนผันผวน

 

โดยสรุปแล้ว รายได้ของ JAL ในไตรมาสดังกล่าวเพิ่มขึ้น 11.2% แตะ 5.2 แสนล้านเยน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท ขณะที่กำไรสุทธิกลับลดลงถึง 80.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน เหลือเพียง 5.3 พันล้านเยน (ประมาณ 34 ล้านดอลลาร์) ส่วนกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) อยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านเยน ลดลง 72.1%

 

สาเหตุสำคัญมาจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่พุ่งขึ้นกว่า 18.7% ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมทั้งผลกระทบจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ทำให้ภาพรวมต้นทุนทั้งหมดสูงขึ้น

 

ยูจิ ไซโตะ ประธานเจ้าหน้าที่การเงินของ JAL ให้ความเห็นว่า ปีที่แล้วบริษัทได้รับอานิสงส์จากสภาพตลาดเชื้อเพลิงและอัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้อต่อผลกำไร รวมทั้งการขายทรัพย์สินบางส่วนที่ช่วยหนุนตัวเลขกำไรในไตรมาสก่อนหน้า แต่ปีนี้การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันได้ฉุดผลประกอบการลงอย่างชัดเจน

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน คู่แข่งอย่าง ANA Holdings ก็รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกที่มีกำไรสุทธิลดลง 15.4% เหลือ 1.94 หมื่นล้านเยน สวนทางกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น 22.6% สู่ 6.72 แสนล้านเยน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาพรวมอุตสาหกรรมการบินญี่ปุ่นกำลังเติบโตด้านรายได้ แต่ถูกบีบจากต้นทุน

 

เพื่อรับมือกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งขึ้น ทั้งสายการบิน JAL และ ANA จึงปรับขึ้นค่าธรรมเนียมชดเชยค่าน้ำมัน (fuel surcharge) สำหรับตั๋วระหว่างประเทศเป็นประมาณ 2 เท่าตัว ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม และต่อมาสำหรับตั๋วที่ซื้อในเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม ได้ปรับขึ้นอีกครั้ง โดยค่าชดเชยสูงสุดในเส้นทางไปอเมริกาเหนือและยุโรปอยู่ที่ 6.5 หมื่นเยน เพิ่มขึ้น 9,000 เยนจากช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน

 

แม้จำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศของ JAL ในไตรมาสนี้จะลดลงเล็กน้อย 0.4% แต่รายได้จากการให้บริการผู้โดยสารระหว่างประเทศกลับเพิ่มขึ้น 14.4% เป็น 1.84 แสนล้านเยน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทได้เน้นเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อผู้โดยสารเพื่อชดเชยต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

 

ขณะที่ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มขึ้น การเดินทางเพื่อธุรกิจจากญี่ปุ่นยังคงแข็งแกร่ง สวนทางกับการเดินทางเพื่อพักผ่อนเริ่มอ่อนแอลงซึ่งทำการท่องเที่ยวขาออกอยู่ในสถานะที่แย่กว่าปีที่แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ได้เข้าดูแลค่าเงินเยนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เยนแข็งค่าขึ้นมาประมาณ 155 เยนต่อดอลลาร์ในเช้าวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม 2026 ซึ่งเป็นระดับที่ดีที่สุดตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม

 

ประธานเจ้าหน้าที่การเงินของ JAL ย้ำว่า เงินเยนที่แข็งค่าจะช่วยบรรเทาต้นทุนอุปกรณ์และเชื้อเพลิง ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการในไตรมาสถัดไปมีแนวโน้มปรับดีขึ้น

 

สุดท้าย JAL ยังคงยืนยันประมาณการงบการเงินประจำปีตามที่ประกาศในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยคาดว่ากำไรสุทธิทั้งปีที่จะอยู่ที่ 1.1 แสนล้านเยน ลดลง 20.1% จากปีก่อน ขณะที่คาดรายได้สุทธิทั้งปีที่ 2 ล้านล้านเยน เพิ่มขึ้น 4.1% ซึ่งนับเป็นกรอบคาดการณ์ที่สะท้อนทั้งโอกาสจากรายได้ที่ฟื้นตัวและการรับมือจากความเสี่ยงของต้นทุนที่ผันผวนจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้

 

ภาพ: sorao.211/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post อุตสาหกรรมการบินญี่ปุ่นกระอัก รับแรงกระแทกต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่ง-เยนผันผวน JAL-ANA โต รายได้โต แต่กำไรร่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนาคตคือ AI และหุ่นยนต์ อาเซียนอยู่ตรงไหน ภายใต้โจทย์พลังงานตึงตัวและขาดแคลนคน https://thestandard.co/ai-robotics-asean-energy-talent/ Fri, 17 Jul 2026 02:48:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1231703 อนาคตคือ AI และหุ่นยนต์ อาเซียนอยู่ตรงไหน ภายใต้โจทย์พลังงานตึงตัวและขาดแคลนคน

เมื่อโลกเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค AI อย่างเต็ […]

The post อนาคตคือ AI และหุ่นยนต์ อาเซียนอยู่ตรงไหน ภายใต้โจทย์พลังงานตึงตัวและขาดแคลนคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนาคตคือ AI และหุ่นยนต์ อาเซียนอยู่ตรงไหน ภายใต้โจทย์พลังงานตึงตัวและขาดแคลนคน

เมื่อโลกเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค AI อย่างเต็มตัว ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ต่ำเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ กลายเป็นสมรภูมิที่เนื้อหอมที่สุดแห่งหนึ่งในการที่บริษัทจากนานาชาติเข้ามาตั้งฐานหรือเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่เทคโนโลยี ทว่าภายใต้โอกาสที่ดีนี้กลับซ่อนความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งวิกฤตพลังงานที่ตึงตัวจากความต้องการ Data Center และช่องว่างของบุคลากรที่ไม่ทันต่อความเร็วของเทคโนโลยี

 

 
 

เวที Nikkei Asia Forum APAC ที่จัดในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก เมื่อวานนี้ (17 กรกฎาคม) มีหัวข้อที่พูดคุยกันถึงอนาคตของ AI และหุ่นยนต์ ที่มาพร้อมความท้าทายจากข้อจำกัดด้านพลังงานและวิกฤตการขาดแคลนบุคลากร “Future of AI and Robotics: Scaling Adoption Under Energy Constraints, Talent Gaps” โดย 3 ผู้นำนวัตกรรมระดับภูมิภาคมาร่วมนำเสนอว่า อาเซียนควรขยับตัวอย่างไรในวันที่โลกหมุนด้วยปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ ดำเนินรายการโดย Akito Tanaka บรรณาธิการบริหาร Nikkei Asia

 

ความท้าทายในโครงสร้างพื้นฐาน AI ความยั่งยืน และข้อจำกัดด้านพลังงาน

 

การเติบโตของเทคโนโลยี AI และ Data Center ทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ไม่แน่นอนและราคาพลังงานที่ผันผวน การสร้างความยั่งยืนทั้งในแง่สิ่งแวดล้อมและการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานจึงเป็นโจทย์ใหญ่

 

อนาคตคือ AI และหุ่นยนต์ อาเซียนอยู่ตรงไหน ภายใต้โจทย์พลังงานตึงตัวและขาดแคลนคน

 

  • Wenchuan Liu ผู้จัดการทั่วไป ฝ่าย Global Consumer Group ของ iFlytek มองว่า แม้โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น Data Center หรือกำลังการประมวลผลจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าในมุมมองของเขาคือ ‘การปฏิวัติกรอบความคิด’ (Mindset) ของผู้ใช้งาน ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังคงใช้ AI เหมือนเป็น Google หรือ Baidu เวอร์ชันที่ใหญ่ขึ้นเท่านั้น ทั้งที่ AI สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้นมาก ดังนั้น การเปิดใจและรู้วิธีนำ AI ไปใช้งานจริงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง

 

  • Aimi Komatsu ผู้อำนวยการ Agibot Innovation (Shanghai) Technology เน้นย้ำว่า ภูมิภาคอาเซียนจำเป็นต้องเข้าถึงแหล่งพลังงานที่สะอาด เสถียร และยั่งยืน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานก๊าซธรรมชาติ หรือพลังงานคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ความยั่งยืนต้องถูกคิดค้นขึ้นตั้งแต่ใน ‘ระดับการดีไซน์’ ยกตัวอย่างเช่นการพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ที่สามารถประมวลผลได้ที่ปลายสาย (Edge Computing) โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับ Cloud ตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานได้มหาศาล อีกทั้งเธอยังมองว่า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robots) ไม่ได้เป็นเพียงตัวบริโภคพลังงาน แต่เข้ามาช่วยมนุษย์ประหยัดพลังงานในภาพรวมและเพิ่มผลผลิตในการทำงาน

 

  • Levi Nguyen ซีอีโอ FPT Thailand & FPT Taiwan สะท้อนภาพว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ค่อนข้างได้เปรียบเรื่องแหล่งพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์เนื่องจากทำเลที่ตั้งใกล้เส้นศูนย์สูตร อย่างไรก็ตาม ในแง่โครงสร้างพื้นฐานของ Data Center นั้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่ต้องควบรวมกับระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) และการธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) เพราะการถูกโจมตีทางไซเบอร์เพียงครั้งเดียว อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและระบบพลังงานในชีวิตจริงอย่างรุนแรง

 

Use Cases และโอกาสของอาเซียน

 

ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจเทคโนโลยีอย่างสหรัฐฯ และจีน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนมีจุดเด่นเฉพาะตัวที่ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีทุ่มเงินแข่ง แต่เน้นการนำ AI มาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

 

  • Wenchuan Liu ยกตัวอย่างความสำเร็จของ iFlytek ในภาคการสื่อสารและการศึกษา โดยชี้ว่า AI ได้ช่วยทำลายกำแพงภาษาลงอย่างสิ้นเชิงด้วยระบบแปลภาษาออฟไลน์ที่แม่นยำและเกือบจะพร้อมๆ กับการพูด (Simultaneous Translation) ซึ่งช่วยให้การทำธุรกิจข้ามชาติในอาเซียนราบรื่นขึ้น เช่น ประสบการณ์ที่เขาใช้ AI แปลภาษาในเวียดนามจนสามารถปิดดีลธุรกิจได้ภายในเวลา 2 ชั่วโมง นอกจากนี้ในภาคการศึกษา AI ยังสามารถเข้ามาช่วยออกแบบบทเรียนเฉพาะบุคคล (Customized Education) ให้เหมาะกับเด็กแต่ละคนได้ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในสำนักงานผ่านระบบแปลงเสียงเป็นข้อความและการสรุปใจความสำคัญ

 

  • Aimi Komatsu มองว่า อาเซียนเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีสภาพแวดล้อมอุดมสมบูรณ์และเหมาะสมที่สุดสำหรับการเติบโตของหุ่นยนต์ โดยเฉพาะใน ภาคการผลิต (Manufacturing) และภาคโลจิสติกส์/คลังสินค้า (Logistics & Warehousing) เนื่องจากอาเซียนกำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงานและต้นทุนที่สูงขึ้น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของ Agibot จึงเริ่มเข้าไปทำงานในสายการผลิตและคลังสินค้าในจีนและญี่ปุ่นแล้ว และกำลังขยายตัวมายังอาเซียน ซึ่งหุ่นยนต์เหล่านี้จะช่วยเพิ่มผลผลิตและคุ้มค่าต่อการลงทุน (ROI) ได้ชัดเจนขึ้นในปี 2026 นี้

 

อนาคตคือ AI และหุ่นยนต์ อาเซียนอยู่ตรงไหน ภายใต้โจทย์พลังงานตึงตัวและขาดแคลนคน

 

  • Levi Nguyen ระบุว่า อาเซียนมีข้อได้เปรียบจากโครงสร้างประชากรที่เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านขนส่ง และมีอัตราการเติบโตของ GDP สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อาเซียนไม่ควรพยายามใช้เงินทุนสู้กับสหรัฐฯ หรือสร้างเลียนแบบจีน แต่ควรหาจุดยืนของตัวเองด้วยการนำ AI มาใช้แก้ไขปัญหาจริง (Reality) ของธุรกิจ เช่น ปรับปรุงกระบวนการทำงานในสำนักงาน (Back Office) ให้เป็นอัตโนมัติ เพื่อลดงานที่ทำซ้ำๆ และการทำระบบคาดการณ์เพื่อบำรุงรักษาเครื่องจักร (Predictive Maintenance) ในโรงงาน ซึ่งจะสร้างความคุ้มค่าได้อย่างรวดเร็ว

 

ทำไมต้องเป็น “หุ่นยนต์รูปทรงมนุษย์” (Humanoid Robots)?

 

ในเวทีนี้มีการตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า ในเมื่อแขนกลอุตสาหกรรมหรือหุ่นยนต์เคลื่อนที่ในคลังสินค้าทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว เหตุใดเราจึงยังจำเป็นต้องพัฒนาหุ่นยนต์ในรูปทรงมนุษย์ (ฮิวแมนนอยด์)

 

  • Aimi Komatsu อธิบายข้อดีของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ใน 2 มิติหลัก มิติแรกคือ “โลกทางกายภาพถูกสร้างขึ้นมาเพื่อมนุษย์” หุ่นยนต์ที่มีรูปทรงเหมือนมนุษย์จึงสามารถขึ้นบันได ใช้เครื่องมือ และควบคุมเครื่องจักรเดียวกับที่มนุษย์ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรื้อถอนหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างโรงงานใหม่ มิติที่สองคือ “ความง่ายในการเก็บข้อมูลเพื่อฝึกฝน AI” การที่หุ่นยนต์มีโครงสร้าง มีตำแหน่งดวงตา (กล้อง) และมีสองแขนสองมือเหมือนมนุษย์ ทำให้มนุษย์สามารถถ่ายทอดและเก็บข้อมูลลักษณะท่าทางการทำงาน (Manipulation Data) เพื่อป้อนให้ AI เรียนรู้ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วที่สุด ซึ่งหากหุ่นยนต์เป็นรูปทรงสัตว์หรือรูปทรงอื่นๆ มนุษย์อาจสร้างข้อมูลการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องให้กับมันได้น้อยกว่า

 

อนาคตคือ AI และหุ่นยนต์ อาเซียนอยู่ตรงไหน ภายใต้โจทย์พลังงานตึงตัวและขาดแคลนคน

 

วิกฤตขาดแคลนบุคลากร (Talent Gaps) และแนวทางการเตรียมพร้อม

 

ปัญหาขาดแคลนวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้าน AI เป็นอุปสรรคสำคัญในการขยายผลการใช้งานในระดับภูมิภาค การยกระดับทักษะแรงงานเดิม (Upskilling/Reskilling) จึงสำคัญไม่แพ้การสร้างแรงงานใหม่

 

  • Levi Nguyen เปิดเผยแนวทางของ FPT ว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะในหลายระดับ ตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยในเวียดนามที่มีนักศึกษาอยู่ราว 170,000 คน ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนทักษะคนในองค์กร FPT มีวิศวกรสายซอฟต์แวร์เดิมที่ถูกพัฒนาให้เป็น ‘AI-augmented engineers’ แล้วกว่า 30,000 คน โดยการ Reskill วิศวกรซอฟต์แวร์ทั่วไปให้เป็นวิศวกร AI, ยกระดับสถาปนิกซอฟต์แวร์ให้เป็นสถาปนิก AI และพัฒนาผู้จัดการโครงการให้เข้าใจ AI นอกจากนี้ FPT ยังจับมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Microsoft เพื่อนำหลักสูตร AI มาใช้สอน ทั้งนี้ เขายังเสนอแนะว่าภาครัฐในอาเซียนควรสนับสนุนในเรื่องของเงินอุดหนุนหรือมาตรการทางภาษีเพื่อดึงดูดและรักษาผู้มีความสามารถ (Talent) ด้าน AI ให้อยู่ในภูมิภาคต่อไป

 

อนาคตคือ AI และหุ่นยนต์ อาเซียนอยู่ตรงไหน ภายใต้โจทย์พลังงานตึงตัวและขาดแคลนคน

 

  • Aimi Komatsu เสริมว่า ในฝั่งของหุ่นยนต์และ AI ทางกายภาพ (Physical AI) ปัจจุบันโลกไม่ได้ต้องการเพียงแค่วิศวกรอัจฉริยะระดับหัวกะทิเท่านั้น แต่ยังขาดแคลนวิศวกรสายปฏิบัติการที่มีความสามารถในการนำหุ่นยนต์ไปติดตั้ง ไปประยุกต์ใช้ในหน้างานจริง และทำให้ระบบแอปพลิเคชันทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งบุคลากรกลุ่มนี้ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และฝึกฝนในหน้างานจริง (On-the-Job Training) ร่วมกับหุ่นยนต์อีกมาก

 

มุมมองต่อภาวะการลงทุนเกินตัว (Overinvestment) ในตลาด AI

 

พิธีกรได้ถามถึงความกังวลของหลายฝ่ายที่มองว่าปัจจุบันโลกกำลังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI หรือ Data Center มากเกินไปจนอาจเกิดฟองสบู่

 

  • Wenchuan Liu ให้ความเห็นว่า ในเวลานี้ยังยากที่จะตอบว่าเป็นการลงทุนที่เกินตัว (Overinvestment) หรือไม่ แต่สิ่งที่เขาเน้นย้ำคือ ตราบใดที่เราสามารถทำให้เทคโนโลยี AI สร้างประโยชน์ให้กับผู้คนจำนวนมากได้จริงๆ (Beneficial to more people) ความคุ้มค่าก็จะเกิดขึ้นตามมา หน้าที่ของนักพัฒนาคือการเปลี่ยนผ่าน AI จากการเป็นแค่เครื่องมือค้นหาข้อมูล ไปสู่เครื่องมือที่สร้างประโยชน์ในชีวิตจริง

 

  • Aimi Komatsu มองในมุมของ Physical AI ว่า เทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมากๆ (Early Stage) การลงทุนในอุตสาหกรรมนี้จึงยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อเร่งรัดการเติบโตของอุตสาหกรรมในภาพรวม แม้ตอนนี้จะยังติดข้อจำกัดเรื่องการขาดแคลนบุคลากรและ Data Center แต่การลงทุนเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลและฝึกฝนโมเดลสมองของหุ่นยนต์ (Brain Models) จะช่วยให้หุ่นยนต์พัฒนาจากขั้นเริ่มต้นไปสู่หุ่นยนต์ที่ทำงานได้จริงในอนาคต

 

ภาพ: @NikkeiAsia

The post อนาคตคือ AI และหุ่นยนต์ อาเซียนอยู่ตรงไหน ภายใต้โจทย์พลังงานตึงตัวและขาดแคลนคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศตวรรษแห่งเอเชีย: ก้าวต่อไปของไทยและอาเซียน ในมุมมอง ‘สีหศักดิ์’ https://thestandard.co/sihasak-asian-century-thailand-asean/ Thu, 16 Jul 2026 06:59:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1231408 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวปาฐกถาบนเวที Nikkei Asia Forum APAC 2026

วันนี้ (16 กรกฎาคม) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนต […]

The post ศตวรรษแห่งเอเชีย: ก้าวต่อไปของไทยและอาเซียน ในมุมมอง ‘สีหศักดิ์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวปาฐกถาบนเวที Nikkei Asia Forum APAC 2026

วันนี้ (16 กรกฎาคม) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษบนเวที Nikkei Asia Forum APAC 2026 ที่กรุงเทพฯ ภายใต้ธีม ‘Building a Robust Region for Sustainable Business Growth’ ในวาระครบรอบ 150 ปีของ Nikkei ซึ่งงานในครั้งนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นพื้นที่สนทนาของผู้นำธุรกิจ นักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วเอเชีย–แปซิฟิก เพื่อร่วมมองอนาคตของภูมิภาคในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว

 

 
 

สีหศักดิ์กล่าวว่า เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้เข้าร่วมการประชุม Nikkei Forum ที่กรุงโตเกียว โดยได้ หารือกันถึง ‘อนาคตของเอเชีย’ ทั้งยังแสดงความดีใจที่วันนี้การสนทนาดังกล่าวได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงที่กรุงเทพฯ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าที่โดดเด่นของการประชุม Nikkei Forum ที่ช่วยเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียในส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน ทั้งยังดึงภาคธุรกิจ รัฐบาล และนักวิชาการมาร่วมพูดคุยในวงเดียวกัน และตั้งคำถามที่ยิ่งใหญ่ว่า เราต้องการสร้างเอเชียให้เป็นแบบใด

 

สีหศักดิ์ระบุว่า สิ่งที่เราทำภายในประเทศนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ความสำเร็จของเราก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบของภูมิภาคที่เราร่วมกันสร้างขึ้นด้วย ในการประชุมที่โตเกียว สีหศักดิ์ได้เสนอว่า “อนาคตคือเอเชีย” ซึ่งคำกล่าวนี้ แสดงถึงทั้งความเชื่อมั่นและความรับผิดชอบ

 

ปัจจุบันเอเชียเป็นศูนย์กลางหลักด้านการผลิต การค้า นวัตกรรม และการเติบโตอยู่แล้ว แต่อนาคตไม่ใช่สิ่งที่เราจะปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตา เราทุกคนต้องช่วยกันกำหนดทิศทาง ซึ่งนั่นหมายถึงการต้องรับผิดชอบให้มากขึ้นต่อรากฐานแห่งความสำเร็จของเรา เราต้องรักษา ‘ความเปิดกว้าง’ ที่เคยเป็นพลังขับเคลื่อนการเติบโตของเอเชียเอาไว้ พร้อมๆ กับเสริมสร้าง ‘ความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว’ จากความเสี่ยง ผลกระทบ และความผันผวนที่อยู่รอบตัวเรา

 

การเปิดกว้างที่พร้อมรับมือและยืดหยุ่น

 

สีหศักดิ์กล่าวว่า อนาคตของเอเชียควรถูกสร้างขึ้นบนแนวคิดเรื่อง ‘การเปิดกว้างที่พร้อมรับมือและยืดหยุ่น’ (Resilient Openness) ซึ่งสะท้อนผ่าน 3 แนวทางที่เราสามารถนำไปปรับใช้ได้

 

ประการแรก การเปิดกว้างที่พร้อมรับมือและยืดหยุ่น หมายถึง ‘การปรับตัว’ ให้เข้ากับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปของเศรษฐกิจโลก แม้ผู้วิจารณ์บางคนจะเรียกยุคนี้ว่า ‘ยุคโลกาภิวัตน์ถดถอย’ (De-Globalization) แต่สีหศักดิ์เชื่อว่า โลกาภิวัตน์ไม่ได้หยุดชะงักลง การค้าและการลงทุนยังคงดำเนินต่อไป เทคโนโลยียังคงเชื่อมโยงผู้คน ตลาด และแนวคิดต่างๆ เข้าด้วยกัน แต่โลกาภิวัตน์กำลังถูก ‘ปรับสมดุลใหม่’ (Re-Calibrated)

 

เราได้เห็นแล้วว่า นโยบายเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจกำลังถูกออกแบบใหม่ ไม่ใช่เพียงเพื่อประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังเพื่อความยืดหยุ่นและความไว้วางใจกันด้วย สำหรับภาคธุรกิจ การบริหารความเสี่ยงมีความสำคัญเทียบเท่ากับการบริหารต้นทุน ส่วนภาครัฐ นโยบายต่างประเทศและนโยบายเศรษฐกิจก็ไม่สามารถเดินแยกส่วนกันได้อีกต่อไป

 

สำหรับเอเชีย สิ่งนี้คือ ‘ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์’ ว่า เราจะยอมให้ความเสี่ยงมาแบ่งแยกภูมิภาคของเราออกเป็นกลุ่มที่แข่งขันกัน หรือ จะจัดการความเสี่ยงผ่านความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การบูรณาการที่ชาญฉลาด และมีเครือข่ายพันธมิตรที่ไว้วางใจได้กว้างขวางขึ้น ประเทศไทยเชื่อมั่นอย่างยิ่งในแนวทางหลัง

 

ประการที่สอง ความยืดหยุ่นเกิดจากการมีความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งและหลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่การโดดเดี่ยวตนเอง นี่คือ ‘แก่นแท้’ ของการเปิดกว้างที่พร้อมรับมือ ผ่านการเปิดรับการค้า การลงทุน และแนวคิดใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการกระจายความหลากหลายของตลาด ซัพพลายเออร์ และพันธมิตร ลดการพึ่งพาที่มากเกินไปโดยไม่ปิดประตูความร่วมมือ และเป็นการสร้างความยืดหยุ่นร่วมกัน ไม่ใช่การต่อต้านกัน

 

เอเชียมีองค์ประกอบ ‘เกือบทุกอย่าง’ ที่จำเป็นสำหรับการเติบโตในระยะยาวแล้ว ทั้งการผลิตขั้นสูง ตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม และที่สำคัญคือ บุคลากรคนเก่ง (Talent) ความท้าทายของเราคือ การเชื่อมโยงจุดแข็งเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งนี้ต้องอาศัยองค์ประกอบเพิ่มเติมอีกสองประการ นั่นคือ ‘การบูรณาการที่ชาญฉลาดขึ้น’ (Smarter Integration) และ ‘การร่วมกันสร้างสรรค์’ (Co-Creation) ซึ่งสีหศักดิ์เชื่อว่า สิ่งเหล่านี้ควรกำหนดทิศทางการเติบโตในก้าวต่อไปของเอเชีย การบูรณาการต้องก้าวข้ามเรื่องห่วงโซ่อุปทาน ระเบียงการขนส่ง และเครือข่ายการผลิต

 

เราต้องเชื่อมระบบพลังงานเข้าด้วยกัน รวมถึงเครือข่ายดิจิทัล แพลตฟอร์มการเงิน ระบบนิเวศนวัตกรรม และบุคลากรคนเก่ง การเชื่อมโยงเหล่านี้จะทำให้เอเชียมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญคือ จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ธุรกิจ ช่วยให้เศรษฐกิจยืดหยุ่นรับแรงกระแทกได้ และทำให้ภูมิภาคของเราปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

สีหศักดิ์เชื่อว่า การเติบโตในยุคถัดไปจะไม่ใช่แค่การผลิตสิ่งเดิมๆ ให้มากขึ้น แต่จะมาจากการผสมผสานขีดความสามารถข้ามพรมแดน มาจากการเชื่อมเทคโนโลยีเข้ากับการผลิต ทุนเข้านวัตกรรม และแนวคิดใหม่เข้ากับตลาดที่ขยายตัว นี่คือความหมายของการร่วมกันสร้างสรรค์ ภูมิภาคของเราจะประสบความสำเร็จ เมื่อจุดแข็งเหล่านี้เสริมซึ่งกันและกัน และเมื่อประเทศต่างๆ สามารถเข้ามามีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการเติบโตของภูมิภาคได้มากขึ้น

 

ประการที่สาม การเปิดกว้างที่พร้อมรับมือจำเป็นต้องมีสถาบันที่รักษาสิ่งนี้ไว้ได้อย่างยั่งยืน สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ‘อาเซียน’ ต้องเป็นแกนหลักต่อไป คุณค่าที่ลึกซึ้งของอาเซียนคือ ‘ความสามารถในการดึงพันธมิตรที่หลากหลายมารวมกัน’ ในยุคที่มีการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ อาเซียนยังคงเป็นพื้นที่ให้ประเทศต่างๆ มาพบปะ แลกเปลี่ยน และร่วมมือกัน สิ่งนี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยตรง เพราะภาคธุรกิจต้องการความสามารถในการคาดการณ์และความมั่นใจว่า ความขัดแย้งทางการเมืองจะถูกจัดการ กฎกติกาจะได้รับการเคารพ และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจจะยังเปิดกว้าง แต่อาเซียนก็ต้องปรับตัวให้ทันสถานการณ์ด้วย เราต้องทำให้กลไกภูมิภาคทำงานได้จริงและตอบสนองได้ดีขึ้น เพื่อให้ความร่วมมือระดับภูมิภาคเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

 

สีหศักดิ์กล่าวว่า นี่คือจุดที่ประเทศไทยพยายามเข้ามามีส่วนร่วม เราจะทำงานร่วมกับ ‘ทุกพันธมิตร’ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้อาเซียน และเป็น ‘สะพานเชื่อม’ ระหว่างอาเซียนกับภูมิภาคที่กว้างขึ้น เรายังต้องการให้การทูตมุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจมากขึ้นด้วย กระทรวงการต่างประเทศกำลังใช้ยุทธศาสตร์ ‘การทูตเศรษฐกิจ’ เพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆ สร้างความเชื่อมั่น และผนึกกำลังพันธมิตรให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ร่วมกัน เราต้องการให้ไทยเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจในเครือข่ายภูมิภาคที่กว้างขวาง และเป็น ‘จุดเชื่อมต่อ’ ให้ภาคธุรกิจสามารถร่วมมือ และเติบโตไปทั่วทั้งเอเชีย

 

เราต้องการสร้าง ‘เอเชีย’ แบบใด

 

สีหศักดิ์ระบุว่า เอเชียควรจะเป็นเอเชียที่ยังคง ‘เปิดกว้าง’ แต่ ‘พร้อมรับมือกับความเสี่ยง’ ได้ดีขึ้น เป็นเอเชียที่ ‘เชื่อมโยงกัน’ มากขึ้น แต่ไม่พึ่งพากันมากจนเกินไป และเป็นเอเชียที่มีการเติบโตบนพื้นฐานของความไว้วางใจ สถาบันที่เข้มแข็ง ความรับผิดชอบร่วมกัน และที่สำคัญที่สุดคือ ‘สันติภาพและเสถียรภาพ’

 

นั่นคือ คุณค่าของการเปิดกว้างที่พร้อมรับมือและยืดหยุ่น ซึ่งช่วยให้เราสามารถปกป้องสิ่งสำคัญโดยไม่ปิดกั้นตัวเองจากความเป็นไปได้ใหม่ๆ สีหศักดิ์เชื่อว่านี่คือ อนาคตที่เอเชียสามารถสร้างร่วมกันได้ และเป็นอนาคตที่ประเทศไทยมุ่งมั่นจะสร้างไปพร้อมกับทุกคน

 

บทบาทไทย ท่ามกลางสงครามการค้า

 

สีหศักดิ์กล่าวว่า ท่ามกลางกระแสการกีดกันทางการค้าและการแข่งขันแบบแพ้คัดออก (Zero-sum) ประเทศมหาอำนาจไม่ได้ทำหน้าที่รักษาระเบียบโลกตามกฎกติกาอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้น ‘ประเทศอำนาจระดับกลาง’ (Middle Power) จึงต้องก้าวขึ้นมารับความรับผิดชอบนี้แทน ไทยและอาเซียนพยายามรักษา ‘ภูมิภาคนิยมแบบเปิดกว้าง’ (Open Regionalism) โดยไทยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญเบื้องหลังความตกลง RCEP ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสนับสนุนมุมมองอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก (AOIP) เพื่อรักษาระเบียบระหว่างประเทศ

 

ปัญหาความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา

 

สีหศักดิ์ชี้แจงว่า ความขัดแย้งนี้ไม่ใช่สถานการณ์ที่ไทยต้องการ เพราะประเทศเพื่อนบ้านควรอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมั่งคั่ง การแก้ปัญหาต้องอาศัยภาวะผู้นำและการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจจากทั้งสองฝ่าย ไทยมีความมุ่งมั่นที่จะหาทางออกและหวังว่ากัมพูชาจะร่วมเดินทางไปในทิศทางเดียวกัน

 

นอกจากนี้ ไทยเข้าใจถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้นกับบริษัทญี่ปุ่น และกำลังหารือเพื่อหาทางลดผลกระทบเหล่านี้ พร้อมทั้งพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อนำความสัมพันธ์กลับมาสู่สภาวะปกติ

 

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเวียดนามและอินเดีย

 

สีหศักดิ์กล่าวว่า ไทยไม่ได้มองว่านี่คือการแข่งขัน ‘แบบแพ้คัดออก’ ยิ่งเวียดนามเติบโตก็ยิ่งเป็นผลดีต่อไทย เพราะเราสามารถแลกเปลี่ยนการลงทุนซึ่งกันและกันได้ เช่นเดียวกับอินเดียที่การเติบโตจะช่วยสร้างพลวัตทางเศรษฐกิจให้กับภูมิภาค

 

ไทยมองว่า เราสามารถขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ใหญ่ขึ้นสำหรับทุกคนได้ (Make the Pie Bigger) สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไทยต้องแข่งขันกับตัวเอง ต้องทำให้ดีขึ้น ยกระดับอุตสาหกรรม และปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่

 

ศตวรรษแห่งเอเชีย และ 60 ปีอาเซียน

 

สีหศักดิ์ระบุว่า ‘ศตวรรษแห่งเอเชีย’ (Asian Century) ได้มาถึงแล้ว ความท้าทายหลักคือการรักษาสิ่งนี้ไว้ด้วยการรักษาสันติภาพและเดินหน้าบูรณาการทางเศรษฐกิจต่อไป อาเซียนต้องเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก แต่ก็ต้องพัฒนาให้ดีกว่าเดิมโดยเฉพาะการสร้างบูรณาการทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

 

ในทางการเมือง อาเซียนต้องปรับวิธีคิด โดยควรเลิกอ้างหลักการ ‘ไม่แทรกแซงกิจการภายใน’ ในทุกเรื่อง เพราะนั่นอาจหมายถึง การที่เราไม่ใส่ใจกันและกัน อาเซียนต้องขับเคลื่อนให้รวดเร็วขึ้น ปรับกระบวนการหาฉันทามติให้ไวขึ้น เพื่อปรับตัวและก้าวขึ้นเป็น ‘แกนหลัก’ ของศตวรรษแห่งเอเชียอย่างแท้จริง

 

ภาพ: ©Nikkei

 

อ้างอิง:

  • Nikkei Asia Forum APAC 2026

The post ศตวรรษแห่งเอเชีย: ก้าวต่อไปของไทยและอาเซียน ในมุมมอง ‘สีหศักดิ์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทูตญี่ปุ่นเปิดเวที Nikkei Asia Forum 2026 ชูความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น รับมือวิกฤตพลังงาน-ยุค AI https://thestandard.co/japan-thailand-energy-ai-cooperation/ Thu, 16 Jul 2026 04:34:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1231364 โอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงาน Nikkei Asia Forum APAC 2026

โอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าว […]

The post ทูตญี่ปุ่นเปิดเวที Nikkei Asia Forum 2026 ชูความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น รับมือวิกฤตพลังงาน-ยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงาน Nikkei Asia Forum APAC 2026

โอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงาน Nikkei Asia Forum APAC 2026 ณ ประเทศไทย โดยเน้นย้ำความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยกับญี่ปุ่น พร้อมระบุว่า ทั้งสองประเทศควรเดินหน้าความร่วมมือ เพื่อรับมือความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงาน การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

 

 
 

วันนี้ (16 กรกฎาคม) โอตากะกล่าวเปิดงาน Nikkei Asia Forum APAC 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 150 ปีของ Nikkei โดยกล่าวว่า Nikkei เป็นหนึ่งในสื่อระดับโลกไม่กี่แห่งที่เป็นที่รู้จักจากการจัดเวทีนานาชาติอย่าง Future of Asia และยังขยายกิจกรรมไปทั่วโลก ทั้ง Nikkei Asia และ Nikkei Research

 

“ผมยินดีที่เห็นว่า Nikkei ให้ความสำคัญกับประเทศไทยมากขึ้น… ผมแทบไม่เคยเห็นสื่อแห่งใดที่มีส่วนร่วมกับผู้ชมชาวไทยอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ จึงขอแสดงความชื่นชมและขอแสดงความยินดีกับ Nikkei”

 

วิกฤตฮอร์มุซสะท้อนความเปราะบางด้านพลังงาน ยกบทเรียน Oil Shock รับมือวิกฤต

 

ทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยกล่าวว่า การประชุมในวันนี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคธุรกิจ เพื่อหารือเกี่ยวกับการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนของเอเชีย ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่ทวีความรุนแรงมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์

 

โอตากะระบุว่า เอเชียกำลังเผชิญความเปราะบางด้านความมั่นคงทางพลังงาน โดยยกตัวอย่างว่า ญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่า 90% ขณะที่ประเทศไทยพึ่งพาภูมิภาคเดียวกันราว 50%

 

ผลที่ตามมาคือ ความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิต ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงประชาชน ผ่านต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้นและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

 

โอตากะกล่าวว่า ญี่ปุ่นเคยเผชิญวิกฤตลักษณะเดียวกันในช่วงทศวรรษ 1970 หลังเกิดวิกฤตราคาน้ำมัน (Oil Shock) โดยต้องใช้เวลากว่าครึ่งศตวรรษในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ผ่านการกระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน การจัดตั้งคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ การอนุรักษ์พลังงาน การกระจายแหล่งผลิตไฟฟ้า และความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ญี่ปุ่นเรียนรู้ว่า การปฏิรูปเชิงโครงสร้างต้องอาศัยเวลา ความอดทน และความพยายามอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซในปัจจุบัน ญี่ปุ่นกำลังทำงานร่วมกับกลุ่มประเทศ G7 และองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก

 

ดันความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่นด้านพลังงาน

 

ด้วยแนวคิดดังกล่าว ญี่ปุ่นและไทยจึงได้ต่ออายุและยกระดับความร่วมมือด้านพลังงาน โดยเฉพาะการลงทุนต้นน้ำด้าน LNG และการพัฒนาคลังสำรอง ภายใต้นโยบาย Power Asia Initiative ที่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

ภายใต้โครงการดังกล่าว ญี่ปุ่นจัดสรรกรอบสนับสนุนทางการเงินมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.3 แสนล้านบาท) เพื่อช่วยประเทศต่างๆ รับมือวิกฤตด้านพลังงานในระยะสั้น เช่น การจัดหาพลังงาน พร้อมสนับสนุนการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง การสร้างระบบคลังสำรอง และการกระจายแหล่งพลังงานในระยะกลางและระยะยาว

 

โอตากะยังมองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานและอุตสาหกรรมของภูมิภาค จากการมีสถานีรับก๊าซ LNG เครือข่ายท่อส่ง และระบบสายส่งไฟฟ้าที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเปิดโอกาสให้ญี่ปุ่นเข้ามาร่วมมือและต่อยอดศักยภาพดังกล่าวได้อีกมาก

 

AI คือโอกาส แต่ต้องสร้างกติกาที่เป็นธรรม

 

อีกประเด็นสำคัญที่โอตากะกล่าวถึง คือ ความร่วมมือด้าน AI และหุ่นยนต์ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ Free and Open Indo-Pacific ที่ญี่ปุ่นประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า จะทำงานร่วมกับไทยและประเทศในอาเซียนเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่รองรับยุค AI

 

โอตากะกล่าวว่า ทุกประเทศต่างเร่งนำ AI และหุ่นยนต์มาใช้ในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคการแพทย์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพการรักษา หรือภาคธุรกิจที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน

 

อย่างไรก็ตาม AI และหุ่นยนต์ก็มาพร้อมกับความท้าทายด้านจริยธรรม สังคม และความมั่นคง ดังนั้น ไทยและญี่ปุ่นจึงควรร่วมกันสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม ควบคู่กับการรักษาการเติบโตของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจให้ดำเนินต่อไปอย่างมั่นคง

 

“ผมเชื่อว่า ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วมเวทีในวันนี้จะช่วยแบ่งปันมุมมองและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับ AI และประเด็นสำคัญอื่น ๆ เพื่อให้พวกเราทุกคนเห็นทางเลือกและแนวทางในอนาคต”

 

ภาพ: ©Nikkei

The post ทูตญี่ปุ่นเปิดเวที Nikkei Asia Forum 2026 ชูความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น รับมือวิกฤตพลังงาน-ยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตเงียบญี่ปุ่น! นักท่องเที่ยวทะลักจาก 8 สู่ 42 ล้านคน แต่โครงสร้างเมืองเริ่มตามไม่ทัน https://thestandard.co/japan-tourism-crisis-infrastructure-strain/ Sun, 10 May 2026 09:00:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1205691 ภาพปัญหาคอขวดและการจราจรติดขัดในเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น สะท้อนถึงความท้าทายของภาคการท่องเที่ยว

ปัญหาคอขวดในเกียวโตและหลายเมืองใหญ่ในญี่ปุ่น กำลังสะท้อ […]

The post วิกฤตเงียบญี่ปุ่น! นักท่องเที่ยวทะลักจาก 8 สู่ 42 ล้านคน แต่โครงสร้างเมืองเริ่มตามไม่ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปัญหาคอขวดและการจราจรติดขัดในเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น สะท้อนถึงความท้าทายของภาคการท่องเที่ยว

ปัญหาคอขวดในเกียวโตและหลายเมืองใหญ่ในญี่ปุ่น กำลังสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวญี่ปุ่น

 

 
 

เมื่อประเทศต้องเผชิญโจทย์สำคัญในการออกแบบ นโยบายการพัฒนาเมืองและระบบภาษี เพื่อรับมือกับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

‘โอเวอร์ทัวริซึม’ ที่ยังแก้ไม่ตก

 

การถกเถียงเรื่อง “โอเวอร์ทัวริซึม” หรือภาวะท่องเที่ยวล้นเกินในญี่ปุ่นเวลานี้ ยังคงให้น้ำหนักกับประเด็นมารยาทนักท่องเที่ยว แม้จะเป็นเรื่องสำคัญ และบางกรณีจำเป็นต้องมีกฎระเบียบที่เข้มงวด แต่การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

 

หากเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวที่รัฐบาลญี่ปุ่นผลักดันมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้น เมื่อความสำเร็จเกิดจากนโยบาย การแก้ปัญหาก็จำเป็นต้องอาศัย ‘การบริหารนโยบาย’ เช่นกัน

 

โดยเมื่อเร็วๆนี้ แผนด้านการท่องเที่ยวฉบับใหม่ของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจากราว 8.61 ล้านคนในปี 2010 เพิ่มขึ้นเป็น 42.68 ล้านคนในปี 2025

 

ขณะที่รายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติพุ่งจาก 1.1 ล้านล้านเยน หรือราว 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 9.5 ล้านล้านเยน

 

รัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้กลายเป็น อุตสาหกรรมส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากอุตสาหกรรมยานยนต์

 

พร้อมคงเป้าหมายปี 2030 ไว้ที่นักท่องเที่ยว 60 ล้านคน และตั้งเป้าเม็ดเงินใช้จ่าย 15 ล้านล้านเยน แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่า ปัญหาความแออัด พฤติกรรมรบกวน และความไม่พอใจของประชาชน กำลังคุกคามแรงสนับสนุนจากสาธารณชน ต่อการเติบโตของภาคท่องเที่ยวในระยะยาว

 

แม้การวิเคราะห์ปัญหาจะถือว่า “ตรงจุด” แต่ข้อเสนอเชิงนโยบายกลับยังอ่อนแรงเกินไป

 

หนึ่งในเป้าหมายใหม่ที่พยายามแก้ไขของรัฐบาลญี่ปุ่นให้ความเห็นชอบแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวขั้นพื้นฐาน โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนพื้นที่ที่มี มาตรการรองรับภาวะท่องเที่ยวล้นเมือง (overtourism) ให้ครบ 100 แห่งภายในปี 2030

 

เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริม การท่องเที่ยวกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเพิ่มจาก 47 แห่ง ในปี 2025

 

อย่างไรก็ตาม เกณฑ์วัดผลยังเป็นเพียงเชิงกระบวนการ กล่าวคือ พื้นที่จะถูกนับรวมก็ต่อเมื่อมีเวทีรับฟังประชาชนและมีแผนรับมือปัญหาความแออัดหรือมารยาทนักท่องเที่ยว

 

แม้แนวทางดังกล่าวอาจมีประโยชน์ในระดับหนึ่ง แต่ ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนขึ้นรถโดยสาร ไม่ช่วยสถานีรถไฟระบาย ไม่ลดต้นทุนทัศนศึกษาของนักเรียนที่เดินทางมาเกียวโต ได้ง่ายขึ้น และ รายได้จากการท่องเที่ยวถูกนำกลับมาใช้แก้ปัญหาที่การท่องเที่ยวเกิดขึ้นจริง

 

ทว่าแผนดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาญี่ปุ่นซ้ำ โดยเชื่อว่าคนกลุ่มนี้เข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากกว่า และมีแนวโน้มเดินทางออกนอกเมืองท่องเที่ยวหลักมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นจริงบางส่วน แต่การคัดเลือก ‘กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย’ ไม่ใช่กลไกแก้ปัญหาความแออัดเสียทีเดียว

 

นักท่องเที่ยวที่เคยมาญี่ปุ่นหลายครั้งอาจรู้สึกคุ้นเคยกับประเทศมากขึ้น แต่ความคุ้นเคยไม่ได้หมายถึง ‘การเข้าถึงที่ง่ายขึ้น’ ไม่ได้ทำให้ตารางรถโดยสารในภูมิภาคอ่านง่ายขึ้น หรือทำให้ระบบขนส่งช่วงสุดท้ายมีประสิทธิภาพขึ้น

 

แม้แต่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเอง ก็ยังคงกระจุกตัวอยู่ในโตเกียว เกียวโต และจุดหมายปลายทางยอดนิยมเช่นเดิม

 

สิ่งที่ญี่ปุ่นต้องการ จึงไม่ใช่เพียงการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ แต่คือ ‘แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ’ ที่ชัดเจนกว่านี้

 

กรณีของปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) ถือเป็นอีกตัวอย่างสำคัญ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ผู้ใหญ่ที่มีทะเบียนบ้านในเมืองฮิเมจิจะเสียค่าเข้าชมเพียง 1,000 เยน ขณะที่ผู้ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ต้องจ่าย 2,500 เยน นี่ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติต่อชาวต่างชาติ แต่เป็นการแยกระหว่าง ‘ผู้อยู่อาศัย’ กับ ‘ผู้มาเยือน’

 

เพราะในความเป็นจริง คนท้องถิ่นได้ช่วยแบกรับต้นทุนของสถานที่ผ่านระบบภาษีท้องถิ่นอยู่แล้ว ขณะที่นักท่องเที่ยวสร้างต้นทุนเพิ่มเติม ทั้งค่าบำรุงรักษา ค่าแรงพนักงาน บริการหลายภาษา และการจัดการฝูงชน

 

แนวคิดเดียวกันนี้ควรถูกขยายไปสู่นโยบายในวงกว้าง เพราะเมื่อผู้ใช้งานสร้างต้นทุนแตกต่างกัน นโยบายก็ไม่ควรปฏิบัติต่อทุกคนเสมือนเป็น ‘ลูกค้ากลุ่มเดียวกัน’

 

ปัญหาเชิงระบบ “ช้อปปิ้งปลอดภาษี”

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือระบบ “ช้อปปิ้งปลอดภาษี” ของญี่ปุ่น ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2026 ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนไปใช้ระบบคืนภาษีรูปแบบใหม่ โดยนักท่องเที่ยวต้องจ่ายราคาสินค้ารวมภาษีก่อน และจะได้รับเงินคืนหลังศุลกากรยืนยันว่าสินค้าถูกนำออกนอกประเทศจริง ซึ่งช่วยลดการทุจริตได้

 

แต่ทว่ายังไม่ได้ตอบคำถามสำคัญกว่าเดิมว่า เหตุใดรัฐบาลยังต้องอุดหนุนการจับจ่ายของนักท่องเที่ยว ในพื้นที่ที่กำลังเผชิญความแออัดอยู่แล้ว

 

แม้ในแผนพื้นฐานเองจะยอมรับว่าคุณภาพชีวิตของประชาชน คือเงื่อนไขสำคัญของการเติบโตด้านการท่องเที่ยว แต่ในอีกด้านกลับยังใช้มาตรการปลอดภาษีเป็นกลไกกระตุ้นการบริโภคต่อไป

 

ในความเป็นจริง มีนักท่องเที่ยวจำนวนน้อยมากที่ตัดสินใจ บินมาญี่ปุ่นเพียงเพราะเครื่องสำอางราคาถูกลง 10% การอุดหนุนการช้อปปิ้งในวงกว้างจึงอาจเป็นนโยบายที่ ‘ผิดเป้า’ และยิ่งซ้ำเติมความแออัดในย่านค้าปลีกยอดนิยมอย่าง ชิบูย่า โดทงโบริ หรือใจกลางเกียวโต

 

แนะออกแบบระบบคืนภาษีใหม่ เพิ่มแรงจูงใจซื้อสินค้าท้องถิ่น

 

ข้อเสนอที่เหมาะสมกว่า คือ การจำกัดและออกแบบระบบคืนภาษีใหม่ โดยควรรักษาหรือเพิ่มแรงจูงใจให้กับสินค้าหัตถกรรมท้องถิ่น ผู้ผลิตในภูมิภาค หรือสินค้าที่ซื้อนอกเส้นทางท่องเที่ยวหลักอย่างโตเกียว-เกียวโต-โอซาก้า-ภูเขาฟูจิ รวมถึงสินค้าที่จัดส่งตรงไปต่างประเทศ ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายใหม่ได้จริง มากกว่าการสนับสนุนกระเป๋าเดินทางอีกใบที่เต็มไปด้วยเครื่องสำอางลดราคา

 

ภาคโรงแรมเองก็จำเป็นต้องมี ‘การแบ่งกลุ่มลูกค้า’ เช่นกัน ญี่ปุ่นต้องการอุตสาหกรรมที่พักที่สร้างกำไรได้มากขึ้น หลังจากราคาห้องพักในหลายพื้นที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมานาน

 

แต่หากโรงแรมทุกแห่งต่างแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง การเดินทางเพื่อธุรกิจภายในประเทศและทัศนศึกษาของนักเรียนก็จะกลายเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง

 

โรงแรมธุรกิจอาจไม่หรูหรา แต่ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ทั้งสำหรับพนักงานขาย วิศวกร ข้าราชการ พนักงานบริษัทขนาดเล็ก และนักเรียน ที่จำเป็นต้องเดินทางทั่วประเทศโดยไม่ให้ทุกทริปกลายเป็น ‘ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย’

 

ข้อมูลจากโตเกียวโชโกะ ระบุว่า ราคาห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมธุรกิจและโรงแรมในเมืองที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพิ่มขึ้น 12.6% ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2025 มาอยู่ที่ 16,679 เยนต่อคืน

 

ขณะที่สถานีโทรทัศน์ MBS รายงานว่า จำนวนนักเรียนที่เดินทางทัศนศึกษามายังเกียวโตลดลงจาก 810,000 คนในปี 2023 เหลือ 750,000 คนในปี 2024 เนื่องจากค่าที่พักและค่ารถโดยสารที่เพิ่มสูงขึ้น

 

การปรับขึ้นภาษีที่พักของเมืองเกียวโตจึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวก ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2026 เมืองเกียวโตได้เพิ่มเพดานภาษีที่พักสูงสุดเป็น 10,000 เยนต่อคนต่อคืน สำหรับห้องพักราคาตั้งแต่ 100,000 เยนขึ้นไป

 

ขณะที่ห้องพักระดับล่างยังเสียภาษีในอัตราต่ำ และยังยกเว้นภาษีให้กับการทัศนศึกษาของโรงเรียนและผู้ดูแลที่เข้าเกณฑ์

 

ญี่ปุ่นควรต่อยอดแนวคิดนี้ โดยสนับสนุนโรงแรมธุรกิจราคาประหยัด ที่รักษาสัดส่วนห้องพักในระดับราคาที่กำหนด ให้สามารถออกใบกำกับภาษีที่นำไปใช้ขอ เครดิตภาษีการบริโภคคืนได้สำหรับการเดินทางเพื่อธุรกิจภายในประเทศ รวมถึงสนับสนุนส่วนลดสำหรับทัศนศึกษาหรือการเดินทางกลุ่มที่จำเป็นผ่านรัฐบาลท้องถิ่นหรือบริษัททัวร์

 

เป้าหมายไม่ใช่การควบคุมราคาห้องพักทั้งหมด แต่เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการ ‘ชาวญี่ปุ่น’ ซึ่งเป็นฟันเฟืองที่ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไป จะไม่ถูกผลักออกจากตลาดเพราะแรงซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

ควรมี ‘ระบบติดตามความแออัด’ และเร่งแก้ปัญหานักท่องเที่ยวทิ้งกระเป๋าเดินทาง

 

อีกหนึ่งปัญหาที่ญี่ปุ่นมี “คำตอบอยู่แล้ว” แต่ยังไม่สามารถผลักดันให้เป็นมาตรฐาน คือเรื่องสัมภาระของนักท่องเที่ยว

 

แม้เครือข่ายขนส่งสัมภาระของญี่ปุ่นจะได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่การประชาสัมพันธ์บริการดังกล่าวกลับช้าเกินไป หลังนักท่องเที่ยวเดินทางถึงสถานีแล้ว

 

แผนพื้นฐานฉบับใหม่ยอมรับตรงกันว่า กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ของนักท่องเที่ยวกำลังสร้างความแออัดและมลภาวะทางเสียงบนรถไฟและรถโดยสาร แม้รัฐบาลเสนอแนวคิด ‘ท่องเที่ยวแบบไม่ถือกระเป๋า’ แต่การรณรงค์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

 

ญี่ปุ่นควรนำรายได้จากภาษีนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศมาอุดหนุนบริการส่งสัมภาระจากสนามบินไปยังโรงแรมสำหรับการใช้งานครั้งแรก พร้อมผลักดันให้สายการบิน เว็บไซต์ Visit Japan ป้ายสนามบิน อีเมลยืนยันการจอง และแอปพลิเคชันท่องเที่ยวต่าง ๆ นำเสนอบริการดังกล่าวตั้งแต่ก่อนเดินทางมาถึง โดยสื่อสารอย่างเรียบง่ายว่า ไปถึงโรงแรมได้โดยไม่ต้องลากกระเป๋า และไม่มีค่าใช้จ่าย

 

ท้ายที่สุด ญี่ปุ่นจำเป็นต้องมี ‘ระบบติดตามความแออัด’ อย่างต่อเนื่อง สำหรับสถานีรถไฟ สถานีขนส่ง และจุดเชื่อมต่อสนามบิน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แรงกดดันจากการท่องเที่ยวปรากฏขึ้นก่อนจะลุกลามไปยังวัด โรงแรม หรือย่านช้อปปิ้ง และสถานีเกียวโตควรถูกใช้เป็นหนึ่ง ในพื้นที่ทดสอบนโยบายประเทศ

 

ภาพ: Shutterstock yoshi0511

 

อ้างอิง

The post วิกฤตเงียบญี่ปุ่น! นักท่องเที่ยวทะลักจาก 8 สู่ 42 ล้านคน แต่โครงสร้างเมืองเริ่มตามไม่ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์-ผู้นำโลกร่วมยินดี ‘ทาคาอิจิ’ หลังชนะเลือกตั้งญี่ปุ่นแบบแลนด์สไลด์ https://thestandard.co/takaichi-japan-election-landslide/ Mon, 09 Feb 2026 07:58:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1176480 ภาพ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น

บรรดาผู้นำโลกต่างทยอยแสดงความยินดีกับ ซานาเอะ ทาคาอิจิ […]

The post ทรัมป์-ผู้นำโลกร่วมยินดี ‘ทาคาอิจิ’ หลังชนะเลือกตั้งญี่ปุ่นแบบแลนด์สไลด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น

บรรดาผู้นำโลกต่างทยอยแสดงความยินดีกับ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจากพรรค LDP หลังชนะการเลือกตั้ง แบบแลนด์สไลด์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กระชับอำนาจและเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลที่มีเอกภาพได้สำเร็จ กวาดที่นั่งในสภาผู้แทนราฎรไปได้มากถึง 316 จาก 465 ที่นั่ง

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้แสดงความยินดีกับ ทาคาอิจิ โดยโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียอวยพรให้เธอ ‘ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการผลักดันวาระฝ่ายขวา หรือฝ่ายอนุรักษนิยม รวมถึงนโยบายสันติภาพผ่านความเข้มแข็ง’ (Peace Through Strength)

 

ทรัมป์ยังระบุว่า ‘ถือเป็นเกียรติของผมที่ได้สนับสนุนคุณ’ ซึ่งทรัมป์ประกาศสนับสนุนเธอตั้งแต่วันศุกร์ก่อนเลือกตั้ง 2 วัน และยังชมอีกว่า เธอเป็นผู้นำที่ได้รับความเคารพสูงและเป็นที่นิยมมาก การตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวและชาญฉลาดของซานาเอะในการประกาศเลือกตั้งครั้งนี้ ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามหาศาล

 

ทางด้านไล่ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน ก็ได้ร่วมแสดงความยินดีกับทาคาอิจิอีกด้วย โดยระบุว่า การที่พรรค LDP สามารถครองเสียงข้างมากได้อย่างเด็ดขาด แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเชื่อมั่นและความคาดหวังที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวญี่ปุ่นมีต่อความเป็นผู้นำและวิสัยทัศน์ของทาคาอิจิ นี่ไม่ใช่เพียงแค่การรับรองรัฐบาลใหม่ของญี่ปุ่น แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนคำมั่นสัญญาของผู้นำหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ที่จะพัฒนาประเทศในระยะยาวอีกด้วย

 

ขณะที่ จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ระบุว่า เธอสร้างประวัติศาสตร์เป็น นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของอิตาลี เช่นเดียวกับที่ทาคาอิจิ เป็นนายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่น ทั้งคู่ถูกมองว่าเป็นผู้นำสายอนุรักษนิยม (Conservative) ที่มีความสนิทสนมและได้รับการสนับสนุนจากโดนัลด์ ทรัมป์ เหมือนกันอีกด้วย

 

ส่วน นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียก็ร่วมยินดีสำหรับชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่น พร้อมเน้นย้ำว่า ความเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างอินเดียและญี่ปุ่น มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่งคั่งของโลก

 

โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ ทาคาอิจิคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปอย่างเด็ดขาด โดยได้ที่นั่งระดับ ‘Supermajority’ หรือ 2 ใน 3 ของสภาผู้แทนราษฎร การครองเสียงข้างมากนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถผ่านร่างกฎหมายซ้ำในสภาล่างได้หากถูกสภาสูงตีตกไป และเป็นก้าวสำคัญหากต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต

 

ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นตอบรับในเชิงบวก โดยดัชนีนิกเคอิพุ่งขึ้น 5% และค่าเงินเยนอ่อนค่าลง นักวิเคราะห์คาดว่า หุ้นกลุ่มกลาโหมและผู้ผลิตอาหารจะได้รับประโยชน์จากนโยบายของเธอ ส่วนสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (Keidanren) ยินดีกับผลการเลือกตั้งที่สร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาล ด้านพรรคฝ่ายค้านหลักยอมรับความพ่ายแพ้และเตรียมพิจารณาทิศทางของพรรคใหม่ต่อไป

 

แฟ้มภาพ: Evelyn Hockstein / File Photo / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์-ผู้นำโลกร่วมยินดี ‘ทาคาอิจิ’ หลังชนะเลือกตั้งญี่ปุ่นแบบแลนด์สไลด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nikkei Research เผย บริษัทญี่ปุ่น 41% ไร้แผนนำ AI มาใช้ในบริษัท โดย ‘เงินทุน ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย’ เป็นอุปสรรคต่อการนำ AI มาใช้ https://thestandard.co/nikkei-research-japanese-companies-ai-use/ Thu, 18 Jul 2024 07:23:09 +0000 https://thestandard.co/?p=959670 บริษัทญี่ปุ่น AI

สำนักข่าว Reuters เผยรายงานการสำรวจความเห็นของบริษัทญี่ […]

The post Nikkei Research เผย บริษัทญี่ปุ่น 41% ไร้แผนนำ AI มาใช้ในบริษัท โดย ‘เงินทุน ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย’ เป็นอุปสรรคต่อการนำ AI มาใช้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริษัทญี่ปุ่น AI

สำนักข่าว Reuters เผยรายงานการสำรวจความเห็นของบริษัทญี่ปุ่นเกี่ยวกับการใช้ AI ในบริษัท พบว่ามีเพียง 25% ของบริษัทในญี่ปุ่นที่นำ AI (Artificial Intelligence) มาใช้กับธุรกิจแล้ว และมีบริษัทมากกว่า 40% ที่ยังไม่มีแผนนำ AI มาปรับใช้กับธุรกิจเลยด้วยซ้ำ

 

การสำรวจดังกล่าวดำเนินการโดย Nikkei Research ซึ่งจะมีการเลือกคำถามไปถามความเห็นบริษัทญี่ปุ่นกว่า 506 แห่ง ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และมีบริษัท 250 แห่งที่ตอบแบบสอบถามกลับมา

 

ซึ่ง 24% ระบุว่า มีการนำ AI เข้าไปใช้กับธุรกิจของตนเองเรียบร้อยแล้ว และมี 35% ที่กำลังมีแผนเตรียมนำ AI ไปใช้กับธุรกิจ ส่วนอีก 41% เผยว่ายังไม่มีแผนที่จะนำ AI ไปใช้กับธุรกิจเลย

 

ผลการสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความแตกต่างของแต่ละธุรกิจในญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี

 

โดยในแบบสอบถามดังกล่าวยังถามถึงจุดประสงค์การนำ AI ไปใช้อีกเช่นกัน ซึ่งพบว่า 60% ต้องการนำ AI มาแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และ 53% ต้องการนำ AI มาลดต้นทุน และ 36% ต้องการนำ AI ไปเร่งการวิจัยและพัฒนา

 

แต่ทั้งนี้ในรายงานดังกล่าวก็ยังพบอุปสรรคต่อการนำ AI ไปใช้ เช่น ปัจจัยด้านเงินทุน ปัจจัยด้านความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัย

 

ในการสำรวจยังพบว่า 15% ของผู้ตอบแบบสอบถามเคยเผชิญการโจมตีทางไซเบอร์ในช่วงปีที่ผ่านมา และอีก 19% มีพาร์ตเนอร์ที่เผชิญการโจมตีทางไซเบอร์

 

และจากคนที่ทั้งเผชิญการโจมตีทางไซเบอร์โดยตรง หรือมีพาร์ตเนอร์โดนโจมตี มี 23% ของจำนวนดังกล่าวที่ต้องหยุดประกอบธุรกิจชั่วคราว และมี 4% ที่เผชิญข้อมูลรั่วไหล

 

ซึ่งมีราว 47% ที่มีการจ้างบริษัทภายนอกสำหรับการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ และ 38% ที่มีการจัดการป้องกันทางไซเบอร์กันภายในบริษัทเอง

 

โดย KADOKAWA เป็นบริษัทในญี่ปุ่นที่เผชิญการโจมตีทางไซเบอร์ จนภาครัฐต้องดำเนินมาตรการป้องกันทางไซเบอร์ที่เข้มข้นขึ้น

 

อ้างอิง: 

The post Nikkei Research เผย บริษัทญี่ปุ่น 41% ไร้แผนนำ AI มาใช้ในบริษัท โดย ‘เงินทุน ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย’ เป็นอุปสรรคต่อการนำ AI มาใช้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สินค้าจีนล้นจนเกิด ‘Overcapacity’ โจทย์ท้าทายผู้นำประเทศ? https://thestandard.co/chinese-products-overcapacity/ Tue, 09 Jul 2024 05:58:41 +0000 https://thestandard.co/?p=955333 สินค้าจีน Overcapacity

กำลังการผลิตที่ล้นเกิน (Overcapacity) ของจีน กำลังเป็นป […]

The post สินค้าจีนล้นจนเกิด ‘Overcapacity’ โจทย์ท้าทายผู้นำประเทศ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สินค้าจีน Overcapacity

กำลังการผลิตที่ล้นเกิน (Overcapacity) ของจีน กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกจับตา  ซึ่งอาจส่งผลกระทบทั้งเชิงลบและเชิงบวกต่อภาคการผลิตท้องถิ่นของแต่ละประเทศ โดยอาจทำให้แข่งขันลำบากขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นโอกาสสำหรับผู้บริโภคที่จะได้ซื้อสินค้าราคาถูกลง 

 

โดยในบางสินค้า อย่างไทยเองก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่าความท้าทายในเรื่องกำลังการผลิตล้นของจีนกำลังสร้างความท้าทายทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับ ‘ภูมิภาคเอเชีย’ ซึ่งเป็นซัพพลายเชนสำคัญของโลก และคาดการณ์กันว่า อนาคตอันใกล้อาจมีแนวโน้มที่จะกระตุ้นให้เกิดผลกระทบแบบโดมิโนในแง่การกีดกันทางการค้าในหลายๆ ประเทศมากขึ้นตามมา เมื่อภูมิรัฐศาสตร์ การค้า ความสัมพันธ์ทางการเมืองอันแน่นแฟ้นกับจีน อาจเป็นโจทย์ท้าทายผู้กำหนดนโยบายของแต่ละประเทศ 

 

สำนักข่าว Nikkei รายงานบทวิเคราะห์ ‘Asia is set to embrace protectionism in face of China’s overcapacity’ ว่า ปีนี้เป็น ‘ปีแห่งความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและตะวันตก’ ที่กำลังจะทวีความรุนแรงขึ้นอีก หลังจากที่ โจ ไบเดน  ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการกำแพงภาษีภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ สำหรับการนำเข้าจากจีนที่ครอบคลุมสินค้า เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่ ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการยุโรปเองก็มีมติเบื้องต้นในการกำหนดภาษีชั่วคราวสำหรับการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ในอัตราภาษีเพิ่มเติมจะอยู่ที่ร้อยละ 17.4-38.1% เช่นกัน 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

จะเห็นได้ว่าในบรรดาประเทศเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) เช่น ตุรกี ประกาศกำหนดอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์จากประเทศจีนเพิ่มขึ้น 40% ในขณะที่บราซิล ก่อนหน้านี้รถยนต์ไฟฟ้าเคยได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้ามาก่อน แต่ประธานาธิบดี ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ได้บังคับใช้ภาษี 10% กับรถยนต์ EV ตั้งแต่เดือนมกราคม และจะเพิ่มขึ้นเป็น 18% ในเดือนกรกฎาคม และจะเพิ่มสูงสุดที่ 35% ในเดือนกรกฎาคม 2026 

 

เรียกว่าจะค่อยๆ ขึ้น จนในขณะนี้ทำให้ผู้บริโภคต้องรีบซื้อก่อนที่จะขึ้นราคา ในทางตรงกันข้าม ตลาดเอเชียกลับยังไม่มีมาตรการกีดกันทางการค้ากับสินค้าจีนมากนัก รายงานข่าววิเคราะห์ว่า ไม่ควรนิ่งนอนใจและอาจไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืน เมื่อความท้าทายเศรษฐกิจของเอเชียที่ต้องเผชิญกับการรับมือกำลังการผลิตส่วนเกินจากอุตสาหกรรมของจีน 

 

โดยเริ่มเห็นสินค้าอุปโภคบริโภคของจีนที่ราคาถูกหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ กำลังการผลิตส่วนเกินและการส่งออกของจีนเหล่านี้กำลังบีบผู้ผลิต ‘โลหะและเคมีภัณฑ์’ ในประเทศในอินเดีย เวียดนาม ไทย รวมถึงเกาหลีใต้

 

อีกด้านเอเชียรับความเสี่ยงจากผลกระทบการเก็บภาษีศุลกากร เนื่องจากสหรัฐอเมริกาและยุโรปเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าของจีน และลาตินอเมริกาจัดเก็บภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กจากจีน ส่งผลให้อุปทานส่วนนี้จึงถูกกำหนดให้เปลี่ยนเส้นทางไปยังเอเชียในที่สุด

 

การเข้ามาของ EV จีนสะเทือนไปทั่วเอเชีย

 

เริ่มจากจีนสนใจและเริ่มเจาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในหลายประเทศในเอเชีย   ซึ่งจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเกิดขึ้นแล้ว

 

ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยในปี 2023 การนำเข้ารถยนต์ของไทยมากกว่า 30% มาจากประเทศจีน เพิ่มขึ้นจาก 10% จากปี 2023 ซึ่งตามข้อมูลจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของจีน จีนได้ส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าไปยังเอเชียแล้ว 312,000 คัน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 แซงหน้าการส่งออกไปยังยุโรปที่ 266,000 คัน  

 

อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสินค้าจากจีนเป็นความท้าทายของตลาดเอเชีย เพราะมีการนำเข้าทั้งสินค้าที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีต่ำและสินค้าที่มีเทคโนโลยีสูง ซึ่งล้วนมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก

 

โดยจะเห็นว่า การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากจีนอาจทำให้การผลิตของผู้ประกอบการรายเล็กๆ อย่างวิสาหกิจขนาดย่อม ขนาดเล็ก และขนาดกลาง นั่นคือธุรกิจ SMEs ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ในเอเชียก็ได้รับผลกระทบจาก EV จีน เนื่องจากผู้ผลิต EV ของจีนสามารถลดและกำหนดราคาส่งออกเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดได้ ถือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เพิ่งเริ่มเติบโตทั่วทั้งเอเชีย


บริษัทที่กำลังแข็งแกร่งก็อาจประสบกับแรงกดดันด้านอัตรากำไร เนื่องจากจีนส่งออกภาวะเงินฝืดไปยังส่วนอื่นๆ ของเอเชีย แม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็มองว่าการแข่งขันจากสินค้าอุปโภคบริโภคนำเข้าจากจีนในราคาต่ำอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระทบเชิงโครงสร้างที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำอีกด้วย

 

อินเดีย เวียดนาม และมาเลเซีย ก็ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจเอเชียบางประเทศ เช่น อินเดีย เวียดนาม และมาเลเซีย แม้กำลังได้รับประโยชน์จากกลยุทธ์จีนบวกหนึ่ง (China Plus One) แต่การพึ่งพาผลิตภัณฑ์ขั้นกลางที่นำเข้าจากจีนอย่างต่อเนื่องก็มีผลต่อการจำกัดการเพิ่มมูลค่าในประเทศ การพัฒนาระบบนิเวศการผลิตในประเทศ และจำกัดการสร้างงานด้านการผลิตในท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เนื่องจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ และยุโรปส่งผลกระทบต่อจีน และจีนเปลี่ยนเส้นทางกำลังการผลิตส่วนเกินไปยังตลาดใหม่ๆ การแข่งขันด้านการส่งออกจึงมีความท้าทายมากขึ้น

 

เมื่อเผชิญกับความท้าทายในการปกป้องภาคการผลิตและการจ้างงานในประเทศ จึงเป็นโจทย์ที่ผู้กำหนดนโยบายในเอเชียไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ จึงจำเป็นต้องสร้างการแข่งขันในประเทศกับจีน

 

หลายสินค้าไม่อาจเลี่ยงการพึ่งพาจีน โจทย์จึงอยู่ที่ผู้กำหนดนโยบาย  

 

อย่างไรก็ตาม แม้มีการถกเถียงกันว่าการสร้างการกีดกันการนำเข้าของจีนไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากเอเชียมีอำนาจต่อรองกับจีนน้อยกว่าสหรัฐฯ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและภูมิศาสตร์การเมือง ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาเซียนที่ได้พัฒนาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนมากขึ้นทั้งการค้าและการลงทุน

 

ตัวอย่างเช่น จีนเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับการส่งออกโลหะและเหมืองแร่ของอินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย และไทยพึ่งพาอุปทานสินค้าขั้นกลางของจีนเพื่อขยายการค้า การลงทุนของจีนในการตั้งโรงงาน ฐานผลิตแห่งใหม่ในอาเซียนช่วย ผลักดันห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้

 

ขณะที่เกาหลีใต้เองก็ยังต้องพึ่งพาจีน โดยพึ่งพาวัตถุดิบสำคัญอย่าง ‘เซมิคอนดักเตอร์และแบตเตอรี่’ และถึงแม้จะมีสัญญาณการแยกตัวเมื่อเร็วๆ นี้ จีนก็ยังคงเป็นตลาดที่สำคัญสำหรับบริษัทเกาหลีใต้ในภาคผู้บริโภคและเซมิคอนดักเตอร์อยู่ดี

 

ดังนั้น จากข้างต้น โจทย์จึงขึ้นอยู่กับผู้กำหนดนโยบายในเอเชียจะต้องจัดการนโยบายการค้าและอุตสาหกรรมให้เข้มข้นมากขึ้น เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างสมดุล จัดลำดับความสำคัญทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น 5 ข้อเสนอที่ควรต้องเร่งแก้

 

ประการแรก ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีประชากรวัยทำงานจำนวนมาก จำเป็นต้องสร้างงาน สร้างอำนาจการแข่งขันที่เท่าเทียมกันกับการนำเข้าของจีน โดยควรจัดเก็บภาษีหรือภาษีศุลกากร ตัวอย่างเช่น ประเทศไทยเพิ่งอนุมัติการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีนที่ขายในราคาต่ำกว่า 1,500 บาท 

 

ในทำนองเดียวกัน แม้ว่าลัทธิกีดกันทางการค้ามักสร้างแรงกดดันต่อนโยบายการค้าโลก แต่เอเชียก็ไม่ควรมองข้ามการเก็บภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นเพื่อวางมาตรการชั่วคราว และนโยบายของรัฐบาลควรมุ่งมั่นที่จะทำให้การผลิตในท้องถิ่นสามารถแข่งขันได้มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังอาจจัดเก็บอยู่ในรูปแบบของภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บเกินโควตาการนำเข้าที่กำหนดก็สามารถทำได้

 

ประการที่ 2 รัฐบาลควรกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยน จากการนำเข้าไปสู่การมองหาวัตถุดิบที่มีภายในประเทศ และสนับสนุนการเติบโตของโรงงานในประเทศ 

 

ประการที่ 3 ส่งเสริมการพัฒนาภาคส่วนที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ ผู้กำหนดนโยบายสามารถเสนอเงินอุดหนุนที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรม Local Content และใช้นโยบายการคลัง เช่น มาตรการจูงใจทางภาษี หรือการหักค่าใช้จ่ายสำหรับสินค้าที่ผลิตในประเทศมากกว่าสินค้านำเข้า ยกตัวอย่างเกาหลีใต้ ลดนำเข้า ทำสัญญาระยะยาว

 

ประการที่ 4 ตลาดเอเชียควรลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน โดยต้องจัดหาแหล่งสำรองของวัตถุดิบและแร่ธาตุที่สำคัญ โดยการทำสัญญาระยะยาว เช่น ในเดือนธันวาคม 2023 กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงานของเกาหลีใต้ได้ประกาศยุทธศาสตร์ 3050 โดยได้ระบุว่า สินค้า 185 รายการ อย่าง เซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่สำรอง รถยนต์ และการต่อเรือ สินค้าเหล่านี้ต้องสามารถลดการพึ่งพาการนำเข้าลงเหลือ 50% ภายในปี 2030 ดังนั้น ประเทศในเอเชียอื่นๆ สามารถทำตามตัวอย่างนี้ได้

 

ท้ายที่สุด การกระจายความเสี่ยงนั้นอาจเป็นเพียงเกมที่กลุ่มประเทศ G7 พยายามลดความเสี่ยงจากจีนเช่นกัน ซึ่งจะมีการตรวจสอบการค้าและการลงทุนที่ส่งผ่านประเทศที่สามเพิ่มมากขึ้น เอเชียควรตั้งเป้าหมายเชิงรุกเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากฐานนักลงทุนที่หลากหลาย และยังกระจายคู่ค้าทางการค้าเพื่อลดความเสี่ยงของการกระจุกตัว

 

ทั้งหมดที่กล่าวมายังเป็นเพียงช่วงเริ่มต้น แต่การเพิ่มขึ้นของลัทธิกีดกันทางการค้าจากตะวันตกต่อจีน และความท้าทายอย่างต่อเนื่องของจีนในเรื่องกำลังการผลิตล้นของอุตสาหกรรม กำลังสร้างความท้าทายทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับเอเชีย ซึ่งอนาคตอันใกล้เชื่อว่ามีแนวโน้มที่จะกระตุ้นให้เกิดผลกระทบแบบโดมิโนกีดกันทางการค้าในประเทศต่างๆ มากขึ้นเช่นกัน

 

“สิ่งสำคัญคือการปกป้องธุรกิจ และส่งเสริมการจ้างงานในประเทศ แม้ว่าผู้กำหนดนโยบายในเอเชียจำนวนมากจะเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบาก แต่เส้นทางที่ว่ามานี้ก็เริ่มชัดเจน”

 

อ้างอิง​: 

The post สินค้าจีนล้นจนเกิด ‘Overcapacity’ โจทย์ท้าทายผู้นำประเทศ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุ๊งอิ๊งให้สัมภาษณ์สื่อนอก ชี้ไม่มีแผนเปลี่ยนนายกฯ-ไทยต้องมูฟออนจากความขัดแย้งทางการเมือง https://thestandard.co/nikkei-paetongtarn-shinawatra/ Tue, 30 Jan 2024 06:14:14 +0000 https://thestandard.co/?p=893841 อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร

วานนี้ (29 มกราคม) Nikkei สื่อชั้นนำของญี่ปุ่น เผยแพร่บ […]

The post อุ๊งอิ๊งให้สัมภาษณ์สื่อนอก ชี้ไม่มีแผนเปลี่ยนนายกฯ-ไทยต้องมูฟออนจากความขัดแย้งทางการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร

วานนี้ (29 มกราคม) Nikkei สื่อชั้นนำของญี่ปุ่น เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งถือเป็นการให้สัมภาษณ์สื่อนอกครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ก้าวขึ้นรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคในเดือนตุลาคม โดยแพทองธารกล่าวว่า รัฐบาลผสมโดยมีเพื่อไทยเป็นแกนนำจะสนับสนุนให้นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน เป็นผู้นำต่อไป ท่ามกลางกระแสคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับคณะรัฐมนตรีในเดือนพฤษภาคมว่าอาจมีการเปลี่ยนตัวนายกฯ เกิดขึ้น

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 26 มกราคม แพทองธารให้สัมภาษณ์กับ Nikkei ว่า เศรษฐาคือคนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทยในเวลานี้ และ “หากรัฐบาลสามารถอยู่ได้นานและมีเสถียรภาพมากขึ้น นั่นจะเป็นสถานการณ์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับเรา

 

“ไม่มีทหารมาเดินอยู่แถวนี้แล้ว สถานการณ์ไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป พวกเราควรเดินหน้าต่อและหยุดพูดถึงประเด็นดราม่าทางการเมือง” แพทองธารกล่าว “ประเทศไทยหยุดชะงักมาระยะหนึ่งแล้ว ตอนนี้เรากำลังมองไปในภาพที่ใหญ่กว่า เราเชื่อมั่นในสิ่งเดียวกันคือต้องไม่มีความรุนแรง และเราต้องการให้ประเทศดีขึ้นกว่าเดิม”

 

สำหรับประเด็นที่ว่า ทักษิณ ชินวัตร จะไปอยู่ที่ไหนต่อหลังจากที่นอนโรงพยาบาลตำรวจมาเกิน 120 วัน แพธารทองกล่าวว่า เธอ ‘หวังว่า’ พ่อจะได้รับอนุมัติให้กลับบ้านตามระเบียบการคุมขังนอกเรือนจำ โดยปัจจุบันเธอจะพาลูกสาวไปเยี่ยมพ่อสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที

 

แพทองธารกล่าวด้วยว่า “แน่นอนว่า เขา (ทักษิณ) เป็นคนที่สมาชิกเพื่อไทยทั้งหมดให้ความเคารพ แต่เขาจะไม่เข้ามารับตำแหน่งใดๆ” พร้อมระบุว่า เธอหารือกับพ่อและเศรษฐาอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับคำถามที่ว่า เพื่อไทยมีแววที่จะดึงพรรคก้าวไกลมาร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น แพทองธารกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีแผน เพราะนโยบายของก้าวไกลเกี่ยวกับกฎหมายมาตรา 112 เป็นสิ่งที่เพื่อไทยและพรรคอื่นๆ ไม่สามารถยอมรับได้ “เรายังคงเห็นต่างกันในหลายเรื่อง เช่น ประเด็นกฎหมายมาตรา 112 เราได้พูดคุยเรื่องนี้กันเบื้องหลังแล้ว และเราได้ให้เหตุผลทั้งหมดที่เราไม่สามารถเข้าร่วมกับพวกเขาได้”

 

แฟ้มภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

อ้างอิง:

The post อุ๊งอิ๊งให้สัมภาษณ์สื่อนอก ชี้ไม่มีแผนเปลี่ยนนายกฯ-ไทยต้องมูฟออนจากความขัดแย้งทางการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 โจทย์สำคัญวัดฝีมือนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ในสายตาสื่อญี่ปุ่น https://thestandard.co/nikkei-5-propositions-thailand-new-prime-minister/ Sun, 27 Aug 2023 09:30:07 +0000 https://thestandard.co/?p=834339 เศรษฐา ทวีสิน

สื่อญี่ปุ่นเกาะติด 5 ประเด็นน่ารู้ เชิงเศรษฐกิจที่กำลัง […]

The post 5 โจทย์สำคัญวัดฝีมือนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ในสายตาสื่อญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐา ทวีสิน

สื่อญี่ปุ่นเกาะติด 5 ประเด็นน่ารู้ เชิงเศรษฐกิจที่กำลังท้าทาย ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย ชี้ข้อแรกที่ประชาชนตั้งความหวังกับผู้นำคนใหม่ คือนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท ตามสัญญา

 

สำนักข่าว Nikkei รายงานว่า หลังจาก เศรษฐา ทวีสิน มหาเศรษฐีด้านอสังหาริมทรัพย์วัย 61 ปี ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทย คนที่ 30 อย่างเป็นทางการ และได้กล่าวในสุนทรพจน์ว่า 4 ปีต่อจากนี้จะเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง 

 

ดังนั้น สิ่งที่เขาจะต้องเผชิญหลังจากนี้คือความท้าทายทุกมิติ ตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวของไทยไปจนถึงเสถียรภาพการเมืองภายในประเทศ 

 

โดยสรุป 5 ข้อ ดังนี้

 

1. การจัดตั้งรัฐบาลและจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง

หลังจากเศรษฐาขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี การจัดตั้งรัฐบาลก็ยังอยู่ระหว่างหารือและจัดสรรรายชื่อรัฐมนตรี ประเด็นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความท้าทายในการเจรจาระหว่างพรรคเพื่อไทยและพันธมิตร โดยหากดูจากโผ พรรคเพื่อไทยช่วงชิงเก้าอี้รัฐมนตรีถึง 8 ตำแหน่ง แต่รายละเอียดว่าฝ่ายไหนจะช่วงชิงกระทรวงใดยังไม่มีสรุป

 

2. จับตานโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาล

แน่นอนว่านโยบายสำคัญของเศรษฐาที่ดึงดูดความสนใจจากประชาชนเรื่องแรกหลังจากที่เขาได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี คือนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท สำหรับผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ นำไปใช้จับจ่ายในร้านค้าเล็กๆ ในรัศมี 4 กิโลเมตร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และกระตุ้นการใช้จ่ายภาคเอกชน

 

ขณะเดียวกัน หนึ่งในสิ่งที่นักธุรกิจกังวลคือการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน ที่มากกว่า 2 เท่าจากปัจจุบันที่ 300 บาท นโยบายนี้จะเป็นภาระต่อต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมหลัก รวมถึงอาจลดความสามารถทางการแข่งขันของสินค้าไทยและในเวทีการค้าโลก

 

3. ความท้าทายรัฐบาลใหม่

ความท้าทายสำคัญที่รอรัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา โดยเฉพาะการชะลอตัวของจีน ซึ่งส่งผลต่ออุปสงค์และการส่งออกของไทยลดลง

 

นอกจากนี้ทั้งภาคเอกชนและภาคประชาชนต่างรอรัฐบาลใหม่เข้ามาดูแลเกี่ยวกับต้นทุนพลังงานโดยเฉพาะราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงซึ่งจะยิ่งส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ เนื่องจากภาคพลังงานเป็นต้นทุนค่าครองชีพ อุตสาหกรรม ตั้งแต่ไฟฟ้า ภาคการผลิต ผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงโลจิสติกส์

 

รวมถึงการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองภายในก็เป็นประเด็นท้าทายที่พรรคเพื่อไทยและแนวร่วมจำนวน 11 พรรคต้องเจรจาร่วมกับ 2 พรรคสนับสนุนทหาร ซึ่งก่อนหน้านี้ขัดแย้งกับพรรคเพื่อไทย ดังนั้นการสร้างสมดุลระหว่างฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยและฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะเป็นเรื่องท้าทายสำหรับรัฐบาลใหม่

 

4. การเปลี่ยนแปลงผู้นำย่อมสำคัญต่อนานาประเทศ

ตลอดช่วงเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม การเลือกตั้งของไทยเป็นที่จับตามองของนานาชาติ สำหรับประเทศไทยและเพื่อนบ้านมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น เป็นพันธมิตรในอาเซียนมานานหลายปีในทุกด้าน ตั้งแต่การค้าและการลงทุนไปจนถึงด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

 

ดังนั้น สมาชิกอาเซียนและชาติพันธมิตรอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังจับตาดูว่าการเข้ามาของรัฐบาลใหม่ของไทยจะมีนโยบายอะไรเกิดขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือและการเจรจาด้านการค้าและการลงทุนในปัจจุบันอย่างไร

 

โดยมี 2 ประเด็นสำคัญที่ชวนจับตาคือ นโยบายการทูตของไทยต่อเมียนมา และการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชาเพื่อร่วมกันพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนแหล่งก๊าซธรรมชาติ 

 

5. ภาคธุรกิจคาดหวังอะไร

สำหรับเสียงสะท้อนต่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากภาคธุรกิจนั้นต่างได้รับการตอบรับอย่างดี หลังจากรอคอยมานาน เนื่องจากมีประเด็นทางเศรษฐกิจหลายข้อที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่จำเป็นต้องแก้ไขทันที เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับคืนมา

 

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าภาคธุรกิจมีความยินดีอย่างมาก ที่ในที่สุดประเทศไทยก็ได้ผู้นำคนใหม่ เชื่อว่าเศรษฐามีความเชี่ยวชาญและมีความรู้ในประเด็นทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยประเทศแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ดี

 

“เราหวังว่ารัฐบาลใหม่จะเร่งแก้ไขปัญหาสำคัญๆ เช่น การส่งออกที่ลดลง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น วิกฤตสภาพคล่องของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และหนี้ครัวเรือนโดยเร็ว”

 

อ้างอิง: 

The post 5 โจทย์สำคัญวัดฝีมือนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ในสายตาสื่อญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไทย-อินโดนีเซีย’ 2 ประเทศอาเซียนกำลังเป็นทั้งเพื่อนและคู่แข่งด้านฐานผลิตชิ้นส่วน EV ป้อนทั่วโลก แต่อินโดนีเซียอาจมีแต้มต่อมากกว่า https://thestandard.co/thai-indonesia-ev-plant/ Tue, 18 Apr 2023 10:10:43 +0000 https://thestandard.co/?p=778234 ไทย-อินโดนีเซีย

ไทยและอินโดนีเซียกำลังเป็นทั้งเพื่อนที่ช่วยกันเชื่อมฐาน […]

The post ‘ไทย-อินโดนีเซีย’ 2 ประเทศอาเซียนกำลังเป็นทั้งเพื่อนและคู่แข่งด้านฐานผลิตชิ้นส่วน EV ป้อนทั่วโลก แต่อินโดนีเซียอาจมีแต้มต่อมากกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทย-อินโดนีเซีย

ไทยและอินโดนีเซียกำลังเป็นทั้งเพื่อนที่ช่วยกันเชื่อมฐานผลิตชิ้นส่วน EV ระดับโลก ในเวลาเดียวกันก็เป็นคู่แข่งที่เป็นหมุดหมายลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ เพื่อเข้ามาตั้งฐานผลิตและช่วงชิงผู้นำ EV ในภูมิภาค ขณะที่ ‘บิ๊กคอร์ป’ มองไทยเนื้อหอมก็จริง แต่อินโดนีเซียครบกว่า 

 

สำนักข่าว Nikkei รายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ฮิโตชิ คาวาฮารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Kuraray ผู้ผลิตพลาสติกสัญชาติญี่ปุ่น กล่าวภายหลังเปิดโรงงานผลิตพลาสติกวิศวกรรมชั้นสูง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยและพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยในพื้นที่ EEC ว่า ภาพรวมการลงทุนในไทยขณะนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หลายรายต่างบอกกับเราว่าพวกเขาต้องการมีห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคนี้ ดังนั้นโรงงานแห่งใหม่นี้จะเป็นหนึ่งในการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ EV ที่เพิ่มขึ้นในไทยที่เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังเป็นดินแดนใหม่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่มีทั้ง Hyundai Motor ของเกาหลีใต้ที่เริ่มผลิต EV ที่นี่เมื่อปีที่แล้ว รวมทั้ง BYD ของจีนมีแผนจะเริ่มประกอบรถยนต์ในไทยในปี 2024 

 

ทั้งนี้ Kuraray ได้ลงทุนสร้างโรงงานประมาณ 7 หมื่นล้านเยน (520 ล้านดอลลาร์) โดยร่วมทุนกับบริษัทปิโตรเคมีของไทย PTT Global Chemical และ Sumitomo Corp. ซึ่งเป็นบริษัทการค้าของญี่ปุ่น ในการผลิต Genestar เรซินประสิทธิภาพขั้นสูง โดยมีความต้านทานความร้อนสูงกว่าเรซินมาตรฐาน และใช้สำหรับชิ้นส่วนไฟฟ้าขั้นสูง และแบตเตอรี่รถยนต์ โดย Genestar ผลิตในญี่ปุ่น แต่โรงงานแห่งใหม่ในไทยจะเพิ่มกำลังการผลิตปีละ 2 เท่าเป็น 26,000 ตัน อีกทั้งเขากล่าวอีกว่า บริษัทกำลังพิจารณาการลงทุนในไทยเพิ่มภายในปี 2026 โดยมีขนาดใกล้เคียงกับโรงงานแห่งใหม่ด้วย

 

นอกจากนี้รายงานข่าวยังระบุอีกว่า ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Murata Manufacturing ผู้ผลิตญี่ปุ่นที่ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก และเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญให้ซัพพลายเออร์ iPhone กล่าวถึงความคืบหน้าของโรงงานสำหรับตัวเก็บประจุเซรามิกในจังหวัดลำพูนว่า ขณะนี้การก่อสร้างแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย

 

โดย Murata เป็นผู้นำและผู้ผลิตระดับโลกในด้านตัวเก็บประจุ ได้วางแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทย หลังจากได้รับแรงจูงใจจากนโยบายการส่งเสริมการผลิต EV เพื่อผลิตป้อนให้กับบริษัท EV ที่ไทยมีทั้ง BYD ที่วางแผนเปิดโรงงานในปีหน้า โดยมีกำลังการผลิตปีละ 150,000 คัน, Great Wall Motor ซึ่งได้เข้าสู่ตลาดประเทศไทยแล้ว รวมไปถึง MG Motor SAIC Motor ก็วางแผนที่จะเริ่มการผลิตในไทยแล้วเช่นกัน

 

โดยผู้ผลิตชิ้นส่วนของญี่ปุ่นมองว่า BYD และผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนรายอื่นๆ เป็นลูกค้าที่มีศักยภาพ รวมไปถึง Toyota Motor และ Honda Motor เองก็วางแผนการผลิต EV ในไทย แต่ “มีแนวโน้มว่าจะเริ่มต้นในระดับเล็กๆ เท่านั้น” 

 

จีนและเกาหลีใต้ต่างเล็งลงทุนแบตเตอรี่ที่อินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงแบตเตอรี่ EV บริษัทจีนและเกาหลีใต้ต่างมองการลงทุนไปที่อินโดนีเซียมากกว่า เพราะมีทรัพยากรที่เหมาะสมและสมบูรณ์กว่า และจะเห็นว่าอินโดนีเซียเองก็เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของภูมิภาค อีกทั้งมีบริษัท Contemporary Amperex Technology ของจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV รายใหญ่ที่สุดในโลก กำลังจะลงทุนด้วยมูลค่าสูงถึง 6 พันล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโรงงานร่วมกับบริษัทในท้องถิ่นอินโดนีเซีย โดยมีเป้าหมายให้โครงการแล้วเสร็จภายในปี 2026 และยังมุ่งต่อยอดสร้างการผลิตแบบบูรณาการตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำและด้านอื่นๆ ตามมาด้วย เช่น การทำเหมืองนิกเกิล ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

 

รวมไปถึง LG Energy Solution ของเกาหลีใต้จะตั้งโรงงานแบตเตอรี่ในอินโดนีเซียร่วมกับ Hyundai โดยผู้ผลิตรถยนต์จีนและยุโรปส่วนใหญ่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศของตนเพื่อขายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

อากิระ มิยาโคชิ จากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นกล่าวว่า นับจากนี้การผลิต EV จะกลายเป็นฐานสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ผู้ผลิตกลุ่มยานยนต์จะต้องจัดระเบียบเครือข่ายใหม่สำหรับรถยนต์ชิ้นส่วนไฟฟ้า ซึ่งขณะนี้เชื่อว่ามีผู้ผลิตชิ้นส่วนญี่ปุ่นมากกว่า 1,000 รายดำเนินธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่มีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ทำเกี่ยวข้องกับเครือข่ายการจัดหาชิ้นส่วนเกี่ยวกับ EV อาจเป็นเพราะผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นจดจ่ออยู่กับการทำให้รถยนต์สันดาปที่มุ่งใช้ชิ้นส่วนประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น 

 

แหล่งข่าวจากซัพพลายเออร์ญี่ปุ่นกล่าวว่า เมื่ออุตสาหกรรมรถยนต์ถึงจุดเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้า ญี่ปุ่นจึงมุ่งความสนใจไปที่รถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดก่อน ในขณะที่คู่แข่งมุ่งไปที่รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

 

ดังนั้น ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นจึงมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 90% ในอินโดนีเซียและไทย แต่ในตลาด EV บริษัทจีนและเกาหลีใต้เพียงไม่กี่แห่งครองตลาดทั้ง 2 ประเทศ โดยในปี 2022 อินโดนีเซียและไทยขาย EV แค่เพียง 10,000 คัน ในขณะที่การผลิตในท้องถิ่นของผู้ผลิต EV ของจีนและเกาหลีใต้กลับเติบโตขึ้น ผู้ผลิตแบตเตอรี่จากจีนและเกาหลีใต้อาจจะผลักดันให้มีการสร้างเครือข่ายตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อรองรับความต้องการที่มากขึ้นต่อไป 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง: 

The post ‘ไทย-อินโดนีเซีย’ 2 ประเทศอาเซียนกำลังเป็นทั้งเพื่อนและคู่แข่งด้านฐานผลิตชิ้นส่วน EV ป้อนทั่วโลก แต่อินโดนีเซียอาจมีแต้มต่อมากกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
กูรูคาด GDP ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียจ่อชะลอตัวในปีนี้ ยกเว้น ‘ไทย-มาเลเซีย’ อานิสงส์ท่องเที่ยว-จีนเปิดประเทศ https://thestandard.co/gdp-of-most-countries-in-asia-will-slow/ Sun, 02 Apr 2023 09:19:57 +0000 https://thestandard.co/?p=771913 Asia

ผลสำรวจความคิดเห็นนักเศรษฐศาสตร์ประจำไตรมาสฉบับล่าสุดขอ […]

The post กูรูคาด GDP ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียจ่อชะลอตัวในปีนี้ ยกเว้น ‘ไทย-มาเลเซีย’ อานิสงส์ท่องเที่ยว-จีนเปิดประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Asia

ผลสำรวจความคิดเห็นนักเศรษฐศาสตร์ประจำไตรมาสฉบับล่าสุดของ Japan Center for Economic Research (JCER) และ Nikkei ประเมินว่า ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียจะมีการเติบโตของ GDP ในปีนี้ชะลอตัวเมื่อเทียบกับปี 2022 ยกเว้นไทยและมาเลเซียที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ‘เกินคาด’ ในปีนี้ เนื่องจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว และการผ่อนคลายนโยบายโควิดของจีน

 

สำหรับเศรษฐกิจไทยคาดการณ์ว่าจะโต 3.7% ในปีนี้จาก 2.6% ในปีก่อนหน้า ส่วนเศรษฐกิจมาเลเซียคาดว่าจะโตถึง 8.7% ในปีนี้จาก 5.0% ในปีก่อน ขณะที่การเติบโต GDP ของประเทศ 5 เศรษฐกิจหลักของอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย คาดว่าจะโต 4.4% ในปีนี้จาก 5.3% ในปีก่อนหน้า

 

ผลการสำรวจยังได้สำรวจความคิดเห็นนักเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับความเสี่ยงใน 12 เดือนข้างหน้าของแต่ละประเทศ สำหรับประเทศไทยความเสี่ยง 3 อันดับแรกที่น่ากังวลมากที่สุด ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน การชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา และการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงภาวะฟองสบู่ของสินทรัพย์

 

โดยผลการสำรวจดังกล่าวซึ่งรวบรวมคำตอบของนักเศรษฐศาสตร์ในประเทศ 5 เศรษฐกิจหลักของอาเซียน ระหว่างวันที่ 3-24 มีนาคม ยังแสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ล้มของธนาคารหลายแห่งในสหรัฐฯ เป็นความกังวลใหม่สำหรับเศรษฐกิจเอเชีย ซึ่งเผชิญกับความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอยู่แล้ว


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิง:

The post กูรูคาด GDP ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียจ่อชะลอตัวในปีนี้ ยกเว้น ‘ไทย-มาเลเซีย’ อานิสงส์ท่องเที่ยว-จีนเปิดประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ญี่ปุ่น ‘ชะลอ’ ปฏิรูปภาษีคาร์บอน ชี้ไม่อยากเพิ่มต้นทุนค่าครองชีพประชาชน | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-14112022-3/ Mon, 14 Nov 2022 06:00:49 +0000 https://thestandard.co/?p=708661 ชะลอ

สำนักข่าว Nikkei รายงานว่า ญี่ปุ่นเตรียมพักแผนการปฏิรูป […]

The post ชมคลิป: ญี่ปุ่น ‘ชะลอ’ ปฏิรูปภาษีคาร์บอน ชี้ไม่อยากเพิ่มต้นทุนค่าครองชีพประชาชน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชะลอ
  • สำนักข่าว Nikkei รายงานว่า ญี่ปุ่นเตรียมพักแผนการปฏิรูปภาษีคาร์บอน ซึ่งเดิมคาดว่าจะเริ่มใช้ในปีงบประมาณ 2023 เนื่องจากต้องการหลีกเลี่ยงการเพิ่มภาระให้กับบริษัทและผู้บริโภคที่ประสบปัญหาต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น แม้จะทำให้ญี่ปุ่นพลาดเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ก็ตาม

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ญี่ปุ่น ‘ชะลอ’ ปฏิรูปภาษีคาร์บอน ชี้ไม่อยากเพิ่มต้นทุนค่าครองชีพประชาชน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลสำรวจชี้ 64% ของชาวญี่ปุ่น ทนเงินเฟ้อไม่ไหว ขณะที่ 46% ต้องการให้ BOJ หยุดผ่อนคลายทางการเงิน https://thestandard.co/inflation-japanese-suffer-by-64-percents/ Mon, 20 Jun 2022 06:17:38 +0000 https://thestandard.co/?p=643973 Nikkei

ผลสำรวจความเห็นของประชาชนชาวญี่ปุ่นที่มีต่อสถานการณ์เงิ […]

The post ผลสำรวจชี้ 64% ของชาวญี่ปุ่น ทนเงินเฟ้อไม่ไหว ขณะที่ 46% ต้องการให้ BOJ หยุดผ่อนคลายทางการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nikkei

ผลสำรวจความเห็นของประชาชนชาวญี่ปุ่นที่มีต่อสถานการณ์เงินเฟ้อของสำนักข่าว Nikkei พบว่า 64% ของผู้เข้าร่วมการสำรวจ ตอบว่า ทนไม่ได้กับภาวะเงินเฟ้อที่สูงในปัจจุบัน ขณะที่ 29% ตอบว่า ยังสามารถแบกรับเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นได้อยู่ 

 

ขณะเดียวกันโพลของ Nikkei ยังพบด้วยว่า 46% ของผู้เข้าร่วมการสำรวจ ต้องการให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ หยุดการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ซึ่งมีส่วนผลักดันให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นผ่อนการอ่อนค่าของเงินเยน ขณะที่ 36% ต้องการให้ BOJ เดินหน้าผ่อนคลายนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อ

 

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (17 มิถุนายน) คณะกรรมการนโยบายการเงินของญี่ปุ่นได้ลงมติคงดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลง ทำสถิติสูงสุดในรอบ 24 ปี จากแนวโน้มส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปที่จะถ่างกว้างขึ้น

 

ปัญหาเงินเฟ้อที่ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชน ได้ส่งให้คะแนนความนิยมล่าสุดของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ฟูมิโอะ คิชิดะ ปรับลดลงจากระดับ 66% ในเดือนพฤษภาคม ลงมาอยู่ที่ 60% ขณะที่จำนวนของผู้ที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 32%

 

Nikkei ยังมีการสำรวจคะแนนความนิยมของพรรคการเมืองต่างๆ ของญี่ปุ่น โดยพบว่า พรรค Liberal Democratic Party หรือ LDP ยังมีคะแนนความนิยมเป็นอันดับ 1 ที่ 45% แต่ตัวเลขดังกล่าวปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้า 6% 

 

สำหรับพรรคที่ได้คะแนนความนิยมเป็นอันดับ 2 คือ พรรค Japan Innovation Party หรือ Nippon Ishin no Kai ซึ่งมีคะแนนอยู่ที่ 8% ตามมาด้วยพรรค Constitutional Democratic Party ที่ 7% โดยมีถึง 25% ของผู้เข้าร่วมสำรวจระบุว่า ไม่ได้ฝักใฝ่พรรคใดพรรคหนึ่งเป็นพิเศษ

 

อ้างอิง 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ผลสำรวจชี้ 64% ของชาวญี่ปุ่น ทนเงินเฟ้อไม่ไหว ขณะที่ 46% ต้องการให้ BOJ หยุดผ่อนคลายทางการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.อ. ประยุทธ์ บินญี่ปุ่นในรอบ 3 ปี ร่วมงาน ‘Nikkei Forum’ พร้อมเข้าพบนายกฯ ญี่ปุ่นอีกครั้ง หลังเยือนไทย 1-2 พ.ค. ที่ผ่านมา https://thestandard.co/pm-prayut-join-nikkei-forum-in-japan/ Thu, 26 May 2022 02:52:44 +0000 https://thestandard.co/?p=633892 ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วานนี้ (25 พฤษภาคม) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมน […]

The post พล.อ. ประยุทธ์ บินญี่ปุ่นในรอบ 3 ปี ร่วมงาน ‘Nikkei Forum’ พร้อมเข้าพบนายกฯ ญี่ปุ่นอีกครั้ง หลังเยือนไทย 1-2 พ.ค. ที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วานนี้ (25 พฤษภาคม) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางออกจากประเทศไทยในเวลา 22.00 น. เพื่อเข้าร่วมการประชุม International Conference on the Future of Asia (Nikkei Forum) ครั้งที่ 27 ตามคำเชิญของบริษัท Nikkei ระหว่างวันที่ 25-27 พฤษภาคม 2022

 

จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง 20 นาที โดยจะเดินทางถึงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เวลา 06.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 26 พฤษภาคม 2022 (เวลาที่ญี่ปุ่นเร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง)

 

สำหรับการเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้ของ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นการเยือนในรอบ 3 ปี หลังจากการเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 22-23 ตุลาคม 2019

 

ขณะเดียวกันมีกำหนดการที่จะพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ฟูมิโอะ คิชิดะ อีกครั้ง ภายหลังการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 1-2 พฤษภาคม 2022

 

ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ประยุทธ์ จันทร์โอชา

 

ภาพ: สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

The post พล.อ. ประยุทธ์ บินญี่ปุ่นในรอบ 3 ปี ร่วมงาน ‘Nikkei Forum’ พร้อมเข้าพบนายกฯ ญี่ปุ่นอีกครั้ง หลังเยือนไทย 1-2 พ.ค. ที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เดินทางถึงกรุงโตเกียว ร่วมประชุม Nikkei Forum มีคิวขึ้นกล่าวปาฐกถาบ่ายวันนี้ https://thestandard.co/pm-orayut-join-nikkei-forum-in-japan/ Thu, 26 May 2022 02:22:10 +0000 https://thestandard.co/?p=633889 ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (26 พฤษภาคม) เวลา 06.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศ […]

The post นายกฯ เดินทางถึงกรุงโตเกียว ร่วมประชุม Nikkei Forum มีคิวขึ้นกล่าวปาฐกถาบ่ายวันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (26 พฤษภาคม) เวลา 06.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศญี่ปุ่น พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติฮาเนดะ เพื่อเข้าร่วมการประชุม International Conference on the Future of Asia (Nikkei Forum) ครั้งที่ 27 ระหว่างวันที่ 26-27 พฤษภาคม 2022 ณ กรุงโตเกียว ตามคำเชิญของบริษัท Nikkei โดยมีกำหนดกล่าวปาฐกถาในช่วงบ่ายวันนี้

 

ในการเดินทางของ พล.อ. ประยุทธ์ครั้งนี้ มีกำหนดการสำคัญนอกเหนือจากการเข้าร่วมการประชุม คือมีโอกาสได้พบหารือกับ ฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นอีกครั้ง หลังจากที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเยือนไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1-2 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อเป็นการติดตามและต่อยอดผลการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในการยกระดับความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) รวมทั้งเป็นโอกาสให้พบภาคเอกชนญี่ปุ่นสำคัญๆ เพื่อให้ความเชื่อมั่น และเป็นโอกาสต่อยอดความร่วมมือกับนักธุรกิจญี่ปุ่นในไทย ถึงด้านนโยบายในการดำเนินธุรกิจและลงทุนในไทย พร้อมกับเป็นโอกาสย้ำนโยบายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญของรัฐบาลไทยที่ประสงค์ให้เอกชนญี่ปุ่นเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ และนโยบายโมเดลเศรษฐกิจ BCG 

The post นายกฯ เดินทางถึงกรุงโตเกียว ร่วมประชุม Nikkei Forum มีคิวขึ้นกล่าวปาฐกถาบ่ายวันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อ เดือน เม.ย. ญี่ปุ่น โตทะลุกรอบเป้าหมายที่ 2.1% ทำสถิติสูงสุดในรอบ 7 ปี https://thestandard.co/japan-may-inflation-grew-highest-in-seven-months/ Fri, 20 May 2022 05:42:20 +0000 https://thestandard.co/?p=631208 เงินเฟ้อ

สำนักข่าว Nikkei รายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พื้ […]

The post เงินเฟ้อ เดือน เม.ย. ญี่ปุ่น โตทะลุกรอบเป้าหมายที่ 2.1% ทำสถิติสูงสุดในรอบ 7 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อ

สำนักข่าว Nikkei รายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พื้นฐานไม่นับรวมราคาอาหารสดประจำเดือนเมษายนของญี่ปุ่น ปรับเพิ่มขึ้น 2.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นระดับเงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 7 ปี และสูงกว่าระดับเงินเฟ้อเป้าหมายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ 2% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เป้าหมายดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นในปี 2013

 

สำหรับสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้เงินเฟ้อญี่ปุ่นเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเกิดจากการปรับขึ้นราคาสินค้าของผู้ประกอบการเพื่อส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค หลังจากที่ภาคธุรกิจในญี่ปุ่นต้องเผชิญกับต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


 

โดยในเดือนเมษายนราคาน้ำมันพืชในญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้นถึง 36.5% ขณะที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้าปรับเพิ่มขึ้น 15.7 และ 21% ตามลำดับ แม้แต่ราคาแฮมเบอร์เกอร์ก็ปรับเพิ่มขึ้น 6.7% ซึ่งสะท้อนถึงต้นทุนของข้าวสาลีที่แพงขึ้นจากปัญหาสงครามในยูเครน

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าของญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้นคือการอ่อนค่าของเงินเยน ซึ่งเกิดจากการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของ BOJ ที่สวนทางกับธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รวมถึงผลกระทบจากการดำเนินนโยบาย Zero-COVID ในจีนที่ทำให้เกิดปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทานโลก

 

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญยังประเมินว่า BOJ จะยังยึดมั่นที่จะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไปแม้ว่าระดับเงินเฟ้อในเดือนล่าสุดของญี่ปุ่นจะทะลุกรอบเป้าหมายที่ 2% แล้วก็ตาม

 

“ตราบเท่าที่ GDP ของญี่ปุ่นยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤตโควิด และการเพิ่มขึ้นของค่าแรงยังไม่รุนแรง BOJ จะยังคงใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป” Marcel Thieliant นักเศรษฐศาสตร์ของ Capital Economics ระบุ

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post เงินเฟ้อ เดือน เม.ย. ญี่ปุ่น โตทะลุกรอบเป้าหมายที่ 2.1% ทำสถิติสูงสุดในรอบ 7 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัสเซียทยอยเพิ่มเงินสำรองสกุลหยวนจนแซงหน้าดอลลาร์ หวังลดผลกระทบถูกคว่ำบาตร https://thestandard.co/morning-wealth-18042022-3/ Mon, 18 Apr 2022 06:00:48 +0000 https://thestandard.co/?p=618332 รัสเซียทยอยเพิ่มเงินสำรองสกุลหยวนจนแซงหน้าดอลลาร์ หวังลดผลกระทบถูกคว่ำบาตร

สำนักข่าว Nikkei รายงานว่า รัสเซียได้มีการปรับสมดุลเงิน […]

The post รัสเซียทยอยเพิ่มเงินสำรองสกุลหยวนจนแซงหน้าดอลลาร์ หวังลดผลกระทบถูกคว่ำบาตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัสเซียทยอยเพิ่มเงินสำรองสกุลหยวนจนแซงหน้าดอลลาร์ หวังลดผลกระทบถูกคว่ำบาตร
  • สำนักข่าว Nikkei รายงานว่า รัสเซียได้มีการปรับสมดุลเงินสำรองระหว่างประเทศ ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการถือครองเงินหยวนและลดการถือครองเงินดอลลาร์ก่อนเข้ารุกรานยูเครน เพื่อลดผลกระทบจากคว่ำบาตรที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ติดตามได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post รัสเซียทยอยเพิ่มเงินสำรองสกุลหยวนจนแซงหน้าดอลลาร์ หวังลดผลกระทบถูกคว่ำบาตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเอเชียเปิดตลาดเช้าวันนี้แดงเถือก นักลงทุนกังวลปัญหารัสเซีย-ยูเครน ดัชนี Nikkei 225 ร่วงลงกว่า 2.5% https://thestandard.co/asian-stocks-open-market-14022022/ Mon, 14 Feb 2022 02:42:15 +0000 https://thestandard.co/?p=593867 หุ้นเอเชีย

ตลาดหุ้นเอเชียเช้าวันนี้ (14กุมภาพันธ์) ไม่สดใสนัก ดัชน […]

The post หุ้นเอเชียเปิดตลาดเช้าวันนี้แดงเถือก นักลงทุนกังวลปัญหารัสเซีย-ยูเครน ดัชนี Nikkei 225 ร่วงลงกว่า 2.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเอเชีย

ตลาดหุ้นเอเชียเช้าวันนี้ (14กุมภาพันธ์) ไม่สดใสนัก ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญๆ หลายตลาดต่างปรับตัวลดลงรุนแรง โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากความกังวลที่มีต่อสถานการณ์ในรัสเซียและยูเครน

 

โดย ณ เวลา 08.45 น. ตามเวลาประเทศไทย ดัชนี Nikkei 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปรับตัวลดลงราว 2.5% มาเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 27,007 จุด, ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ปรับลดลง 2.06% มาเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 2,691 จุด และดัชนี Hang Seng ตลาดหุ้นฮ่องกง ปรับลดลง 1.69% มาเคลื่อนไหวที่ระดับ 24,485 จุด

 

ทั้งนี้นักลงทุนต่างจับตาดูสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดในฮ่องกง รวมไปถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งในประเด็นหลังนี้ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ (11 กุมภาพันธ์) ต่างร่วงลงกันถ้วนหน้า

 

Nasdaq Composite ที่เน้นเทคโนโลยีลดลง 2.78% มาที่ 13,791.15 จุด ในขณะที่ S&P 500 ลดลง 1.9% มาที่ 4,418.64 จุด ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรม Dow Jones ร่วง 503.53 จุด หรือ 1.43% สู่ 34,738.06 จุด

 

รายงานของ CNBC ชี้ว่า ราคาของหุ้นปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วในการซื้อขายช่วงบ่ายของเมื่อวันศุกร์ สวนทางกับราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ซึ่งดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับรัสเซียที่อาจจะดำเนินการทางทหารต่อยูเครน

 

เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ได้กล่าวในการบรรยายสรุปของทำเนียบขาวว่า มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการบุกรุกเกิดขึ้นระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ซึ่งเขาตั้งข้อสังเกตว่าสหรัฐฯ ไม่แน่ใจว่าวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายที่จะบุกยูเครน แต่ “มันอาจเกิดขึ้นในไม่ช้า” โดยทั้งสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรได้เรียกร้องให้พลเมืองของตนออกจากยูเครนโดยเร็วที่สุด

 

อ้างอิง:


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post หุ้นเอเชียเปิดตลาดเช้าวันนี้แดงเถือก นักลงทุนกังวลปัญหารัสเซีย-ยูเครน ดัชนี Nikkei 225 ร่วงลงกว่า 2.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
TSMC และ Sony กำลังพิจารณาแผนสร้างโรงงานผลิตชิปร่วมกันในญี่ปุ่น เพื่อแก้ปัญหาชิปขาดแคลน https://thestandard.co/tsmc-sony-eye-joint-chips-factory-japan-govt-help-nikkei/ Sun, 10 Oct 2021 10:49:46 +0000 https://thestandard.co/?p=546707 โรงงานผลิตชิป

สำนักข่าว Nikkei รายงานว่า TSMC บริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่ […]

The post TSMC และ Sony กำลังพิจารณาแผนสร้างโรงงานผลิตชิปร่วมกันในญี่ปุ่น เพื่อแก้ปัญหาชิปขาดแคลน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงงานผลิตชิป

สำนักข่าว Nikkei รายงานว่า TSMC บริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่จากไต้หวัน และ Sony Group ของญี่ปุ่น กำลังพิจารณาสร้างโรงงานผลิตชิปร่วมกันในญี่ปุ่น โดยรัฐบาลญี่ปุ่นพร้อมสนับสนุนการลงทุนครั้งนี้เป็นเงินทุนราว 8 แสนล้านเยน หรือ 7.15 พันล้านดอลลาร์

 

เป็นที่คาดการณ์ว่าโรงงานดังกล่าวจะถูกก่อสร้างในจังหวัดคุมาโมโตะทางตอนใต้ของญี่ปุ่น และเริ่มเดินสายการผลิตในปี 2024 โดยโรงงานนี้จะผลิตเซมิคอนดักเตอร์สำหรับยานพาหนะ เซ็นเซอร์ของกล้องถ่ายรูป และสินค้าประเภทอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนชิปของโลก

ทั้ง TSMC และ Sony ยังคงปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในเรื่องนี้ แต่ TSMC ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์รายสำคัญของ Apple เคยเปิดเผยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่าบริษัทกำลังพิจารณาแผนการเปิดโรงงานในญี่ปุ่น

TSMC มีความกังวลต่อการผลิตชิปในปัจจุบันที่กระจุกตัวอยู่ในไต้หวัน เนื่องจากจีนยังมีความพยายามจะทำให้เกาะไต้หวันกลับไปอยู่ภายใต้การปกครองของตัวเอง ขณะที่ทางการญี่ปุ่นก็มีความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของซัพพลายเชนที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศเช่นกัน เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนชิปได้ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นหลายเจ้าต้องลดกำลังการผลิตไปแล้ว

 

อ้างอิง:

 


ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

Twitter: twitter.com/standard_wealth

Instagram: instagram.com/thestandardwealth

Official Line คลิก https://lin.ee/xfPbXUP

The post TSMC และ Sony กำลังพิจารณาแผนสร้างโรงงานผลิตชิปร่วมกันในญี่ปุ่น เพื่อแก้ปัญหาชิปขาดแคลน appeared first on THE STANDARD.

]]>