Nicolas Maduro Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/nicolas-maduro/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 15 Mar 2026 09:18:22 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทำไม สงครามอิหร่าน อาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ทางการเมืองของ ทรัมป์ https://thestandard.co/iran-war-trump-political-defeat/ Sun, 15 Mar 2026 09:18:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1187768 ภาพ นายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ปัจจุบันสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ […]

The post ทำไม สงครามอิหร่าน อาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ทางการเมืองของ ทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ นายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ปัจจุบันสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่าน กำลังสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ขณะที่ในสหรัฐฯ เอง เสียงสนับสนุนจากภาคประชาชนต่อปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มมีสัญญาณในเชิงลบ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยเหล่านี้อาจกลายเป็น ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ทางการเมืองของโดนัลด์ ทรัมป์

 

The Guardian เผยแพร่บทวิเคราะห์โดย เอดูอาร์โด พอร์เตอร์ นักข่าวสายเศรษฐศาสตร์และการเมือง ภายใต้หัวข้อ ‘How the war in Iran and its economic fallout could lead to Trump’s defeat’ โดยชี้ให้เห็นว่า แม้ทรัมป์อาจกุมความได้เปรียบในสมรภูมิรบ แต่ในสมรภูมิการเมืองภายในประเทศ เขากำลังเผชิญอุปสรรค ‘ที่ยากจะควบคุม’

 

พอร์เตอร์ระบุว่า สงครามต่อต้านอิหร่านครั้งนี้ ‘ไม่เป็นที่ยอมรับ’ ของมหาชนอย่างหนักมาตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ผิดปกติสำหรับสหรัฐฯ ที่มักได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการส่งกองกำลังออกไปรบ นอกจากนี้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ตามมายังเป็น ‘ตัวแปรสำคัญ’ ที่จะฉุดรั้งคะแนนนิยมของรัฐบาลในระยะยาว

 

วิกฤตพลังงานและปากท้องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

แม้สหรัฐฯ จะพยายามประกาศถึงศักยภาพในการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน แต่พอร์เตอร์มองว่าไม่อาจช่วยให้รอดพ้นจากผลกระทบได้ทั้งหมด เนื่องจากราคาน้ำมันถูกกำหนดโดยกลไกตลาดโลก ปัจจุบันราคาน้ำมันเบนซินพุ่งสูงสุด นับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง โดยทะลุระดับ 3.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ขณะที่การคาดการณ์จากภาครัฐระบุว่า ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินจะยังไม่กลับเข้าสู่ระดับของปี 2025 จนกว่าจะถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2027 ส่วนราคาน้ำมันดีเซลจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามไปอย่างน้อยจนถึงสิ้นปีหน้า

 

ผลกระทบนี้ลุกลามไปยังภาคส่วนต่างๆ โดยบริษัทขนส่งสินค้าส่วนใหญ่เตรียมผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค เช่นเดียวกับกลุ่มเกษตรกรที่ต้องรับภาระค่าเชื้อเพลิงและราคาปุ๋ยที่แพงขึ้น ซึ่งจะถูกสะท้อนออกมาในราคาอาหาร ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกและสายการบินต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน

 

อุปสรรคต่อเงินเฟ้อและนโยบายดอกเบี้ย

 

ข้อมูลทั้งหมดนี้จะถูกสะท้อนในตัวเลขเงินเฟ้อประจำเดือนมีนาคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากที่ในเดือนกุมภาพันธ์เพิ่งจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 2.4% เมื่อเทียบรายปี ปัจจัยนี้จะกลายเป็น ‘อุปสรรคสำคัญ’ ต่อการตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังมีแนวโน้มส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายรถยนต์ SUV ซึ่งเป็นกลุ่มรถยนต์ยอดนิยมในตลาดสหรัฐฯ

 

ทรัมป์ตระหนักถึงความเสี่ยงต่อคะแนนนิยมในจุดเปราะบางนี้ จึงพยายามงัดทุกมาตรการออกมาเพื่อฉุดราคาน้ำมันลง ล่าสุดรัฐบาลได้เปิดมาตรการค้ำประกันความเสี่ยงเดินเรือบรรทุกน้ำมัน และจัดขบวนเรือรบคุ้มกันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันบางส่วนของรัสเซีย และพิจารณาขยายกำลังการผลิตในเวเนซุเอลาเพื่อเติมเต็มอุปทานที่ขาดหายไป

 

ชัยชนะจากการโจมตีทางอากาศไม่การันตีจุดจบของสงคราม

 

อย่างไรก็ตาม พอร์เตอร์มองว่าการแก้ปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงที่สุดในรอบกว่า 30 ปีนั้น ลำพังเพียงมาตรการเหล่านี้ ‘อาจไม่เพียงพอ’ ตราบใดที่สงครามยังไม่ยุติ หรือสหรัฐฯ ยังไม่สามารถลดทอนขีดความสามารถของอิหร่านจนถึงระดับที่ไม่สามารถคุกคามเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซได้

 

แม้ทรัมป์จะแสดงความเชื่อมั่นผ่านแถลงการณ์ว่าเขาสามารถบีบให้อิหร่าน ‘ยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข’ และอ้างว่าสงครามใกล้จะจบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่นักวิเคราะห์มองว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกองกำลังบาซิจ (Basij) จะไม่ยอมวางอาวุธหรือสละอำนาจง่ายๆ แม้โครงสร้างพื้นฐานจะถูกทำลาย แต่เครือข่ายนักรบภาคพื้นดินยังคงมีขีดความสามารถในการตอบโต้และพยายามรักษาระบอบปกครองในอิหร่านต่อไป

 

บทวิเคราะห์สรุปว่า ทรัมป์อาจต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นการยอมถอยจากการเรียกร้องให้ยอมจำนน เพื่อประกาศชัยชนะและถอนทหาร หรือการตัดสินใจส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไป ซึ่งไม่มีแนวทางใดที่นำไปสู่บทสรุปที่รวดเร็ว ความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจจึงมีแนวโน้มจะยืดเยื้อต่อไป

 

และยุทธศาสตร์การกำจัดผู้นำฝ่ายตรงข้าม (Beheading Strategy) ที่อาจเคยใช้ได้ผลในที่อื่น อย่างเช่นกรณีของนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลาที่ถูกทรัมป์โค่นล้ม ‘อาจไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับสงครามครั้งนี้’

 

แฟ้มภาพ: Nathan Howard / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไม สงครามอิหร่าน อาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ทางการเมืองของ ทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ พูดอะไรบ้างบนเวที ดาวอส สรุปจบในที่เดียว https://thestandard.co/trump-davos-speech-summary/ Thu, 22 Jan 2026 01:35:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1167926 โดนัลด์ ทรัมป์ ปธน. สหรัฐฯ พูดอะไรบ้างบนเวที ดาวอส (Davos)

ตามปกติแล้ว การประชุม World Economic Forum ณ เมือง ดาวอ […]

The post ทรัมป์ พูดอะไรบ้างบนเวที ดาวอส สรุปจบในที่เดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ปธน. สหรัฐฯ พูดอะไรบ้างบนเวที ดาวอส (Davos)

ตามปกติแล้ว การประชุม World Economic Forum ณ เมือง ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มักเป็นพื้นที่แสวงหาความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ เป็นเวทีที่ผู้นำโลกและภาคธุรกิจมาร่วมกันขบคิดเพื่อแก้ปัญหาระดับสากล แต่บรรยากาศในปีนี้กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อจุดสนใจของคนทั่วโลกไม่ได้อยู่ที่วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่อยู่ที่การปรากฏตัวของบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลกอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

 

ค่ำคืนนี้ ทั่วโลกกำลังจับจ้องไปที่สุนทรพจน์สำคัญของทรัมป์ ซึ่งมีการแตะประเด็นที่เปราะบางและสั่นคลอนเสถียรภาพโลกมากที่สุดในเวลานี้ นั่นคือความทะเยอทะยานในการครอบครองกรีนแลนด์

 

สถานการณ์ทวีความตึงเครียดถึงขีดสุด เมื่อท่าทีของสหรัฐฯ ไม่เป็นเพียงแค่คำขู่ ขณะที่ฝั่งยุโรปก็พร้อมเผชิญหน้าอย่างแข็งกร้าว โดยประกาศจุดยืนชัดเจนว่าพวกเขาไม่ยอมเสียกรีนแลนด์ พร้อมทั้งส่งสัญญาณเตรียมใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าขั้นรุนแรงหรือ ‘บาซูก้าทางการค้า’ เพื่องัดข้อ

 

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้ ได้ส่งแรงกระเพื่อมไปถึงโลกการเงินอย่างรวดเร็ว ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกตกอยู่ในภาวะผันผวนอย่างหนัก ขณะที่ราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมีการปรับเปลี่ยนราคาขึ้น-ลงหลายสิบครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความวิตกกังวลของนักลงทุนที่มีต่อความไม่แน่นอนนี้

 

ถ้อยแถลงของทรัมป์คืนนี้จึงมีความหมายมากกว่าแค่เรื่องการเมืองระหว่างประเทศ แต่เป็นจุดเปลี่ยนที่อาจกระทบทิศทางเศรษฐกิจโลก และเงินในกระเป๋าของทุกคน ทรัมป์พูดอะไรบ้าง ทีมข่าวต่างประเทศ THE STANDARD สรุปประเด็นสำคัญมาให้อ่านในโพสต์นี้

 

อเมริกาเฟื่องฟู โลกก็เฟื่องฟู

 

ทรัมป์เปิดฉากสุนทรพจน์ด้วยการฉายภาพความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในยุคสมัยของเขา โดยประกาศกร้าวว่า “สหรัฐอเมริกาเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของโลก และเมื่ออเมริกาเฟื่องฟู โลกทั้งใบก็เฟื่องฟูไปด้วย… พวกคุณทุกคนต้องตามเรามาทั้งขาลงและขาขึ้น”

 

เขาเคลมความสำเร็จว่า ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี ตนเองสามารถลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ รายเดือนลงได้ 77% โดยไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเคยบอกว่าเป็นไปไม่ได้

 

นอกจากนี้ยังมีการฟื้นฟูอุตสาหกรรมเหล็ก โดยทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังสร้างโรงงานเหล็กทั่วประเทศ และบรรลุข้อตกลงการค้าครั้งประวัติศาสตร์กับคู่ค้าหลายชาติ ครอบคลุมกว่า 40% ของมูลค่าการค้าสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงข้อตกลงทางการค้ากับประเทศในยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านน้ำมันและก๊าซ

 

เขากล่าวว่า ข้อตกลงเหล่านี้ได้เพิ่มความมั่งคั่ง และทำให้ตลาดหุ้นเฟื่องฟู ไม่เพียงแต่ในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศอื่นๆ ที่เข้าร่วมในข้อตกลงเหล่านี้ด้วย

 

พูดชัด ‘ไม่ใช้กำลังยึดกรีนแลนด์’

 

ประเด็นไฮไลต์ที่ทั่วโลกรอคอยคือท่าทีของทรัมป์ต่อกรีนแลนด์ เขายืนยันชัดเจนว่า ต้องการให้สหรัฐฯ เข้าครอบครองดินแดนแห่งนี้อย่างสมบูรณ์ เพราะเชื่อว่า “ไม่มีชาติหรือกลุ่มประเทศใดที่จะสามารถรักษาความปลอดภัยของกรีนแลนด์ได้ นอกจากสหรัฐฯ

 

ทรัมป์อธิบายว่า “มีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้นที่สามารถปกป้องผืนดินขนาดมหึมานี้ ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่นี้ พัฒนาและปรับปรุงมันให้เป็นประโยชน์ต่อยุโรป ปลอดภัยต่อยุโรป และเป็นประโยชน์ต่อเรา” พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อเข้าซื้อทันที

 

“สิ่งที่สหรัฐอเมริกาต้องการ คือดินแดนที่เรียกว่ากรีนแลนด์… สิ่งที่เราต้องการคือกรรมสิทธิ์และการเป็นเจ้าของ เพราะคุณจำเป็นต้องมีกรรมสิทธิ์เพื่อปกป้องมัน คุณไม่สามารถปกป้องมันได้ด้วยการเช่า”

 

อย่างไรก็ตาม เขาได้ลดอุณหภูมิความขัดแย้งลงด้วยการให้สัญญาว่า “จะไม่ใช้กำลังทางทหาร” เพื่อยึดครอง

 

“เราอาจจะไม่ได้อะไรเลย เว้นแต่ว่าผมจะตัดสินใจใช้ความแข็งกร้าวและกำลังอย่างมหาศาล ซึ่งบอกตามตรงนะว่าไม่มีใครหยุดเราได้หรอก” ทรัมป์กล่าว “แต่ผมจะไม่ทำแบบนั้น ตกลงไหม ทีนี้ทุกคนก็คงจะบอกว่า ‘โอ้ ดีจัง’”

 

“นั่นน่าจะเป็นคำแถลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผมได้พูดออกมา เพราะคนคิดกันว่าผมจะใช้กำลัง แต่ผมไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง ผมไม่อยากใช้กำลัง และผมจะไม่ใช้กำลัง” ทรัมป์กล่าว

 

ตำหนิเดนมาร์ก ‘เนรคุณ’ ทวงบุญคุณสมัยสงครามโลก

 

แม้จะลดโทนเรื่องการใช้กำลัง แต่ทรัมป์กลับใช้ถ้อยคำที่เผ็ดร้อนโจมตีเดนมาร์กว่า “ไม่สำนึกบุญคุณ” (Ungrateful) โดยย้อนความหลังไปถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

 

“เดนมาร์กพ่ายแพ้ต่อเยอรมนีหลังสู้รบไปได้เพียง 6 ชั่วโมง และไม่สามารถปกป้องตัวเองหรือกรีนแลนด์ได้เลย จนทำให้สหรัฐฯ ต้องเข้าไปจัดการแทน และเราก็ทำสำเร็จ” ทรัมป์กล่าว พร้อมแสดงความเสียดายต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ในตอนนั้นที่ยอมให้เดนมาร์กถือครองกรีนแลนด์เป็นดินแดนของตนต่อไป

 

“ตอนนั้นพวกเราช่างโง่สิ้นดีที่ทำแบบนั้น” ทรัมป์กล่าว

 

“แต่เราก็ทำไปแล้ว เราคืนมันไปแล้ว แต่ดูตอนนี้สิ พวกเขาเนรคุณแค่ไหน?”

 

ตั้งคำถาม NATO: เพื่อนแท้หรือแค่ผลประโยชน์?

 

ประเด็นกรีนแลนด์ลุกลามไปสู่การตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์กับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ทรัมป์แสดงความไม่พอใจที่พันธมิตรยุโรปคัดค้านความต้องการของสหรัฐฯ

 

“ปัญหาของ NATO คือ เราจะอยู่เคียงข้างพวกเขา 100% แต่ผมไม่แน่ใจว่า พวกเขาจะอยู่เคียงข้างเรา” ทรัมป์กล่าว พร้อมขู่ว่า “พวกเขามีทางเลือก คุณตอบตกลงก็ได้ ซึ่งเราจะยินดีมาก แต่คุณจะปฏิเสธก็ได้ และเราจะจำไว้”

 

เขายังตั้งข้อสังเกตถึงความคุ้มค่าในการทุ่มเททรัพยากรของสหรัฐฯ ว่า “ด้วยเงินทั้งหมดที่เราใช้ไป ด้วยเลือด หยาดเหงื่อและน้ำตาที่เราทุ่มเท ผมไม่แน่ใจว่า พวกเขาจะอยู่ตรงนั้นเพื่อเรา”

 

เวเนซุเอลา: ความสำเร็จจากการแทรกแซง?

 

ทรัมป์ยกกรณีเวเนซุเอลาเป็นตัวอย่างความสำเร็จของผลงานสหรัฐฯ โดยระบุว่า หลังจากโค่นล้มอดีตประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ประเทศนี้กำลังจะ “ประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อ” ภายใต้การดูแลของสหรัฐฯ

 

“เวเนซุเอลาจะทำเงินได้มากกว่านี้ในอีกหกเดือนข้างหน้า มากกว่าที่พวกเขาทำได้ใน 20 ปีที่ผ่านมา บริษัทน้ำมันรายใหญ่ทุกแห่งกำลังเข้ามาร่วมมือกับเรา มันน่าทึ่งมาก” ทรัมป์กล่าว พร้อมทั้งชื่นชมการทำงานของ เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยเปรยว่า “คนอื่นๆ ควรทำแบบนั้นบ้าง”

 

“เมื่อปฏิบัติการโจมตีสิ้นสุดลง ทุกอย่างก็จบลง และพวกเขาก็บอกว่า มาทำข้อตกลงกันเถอะ คนอื่นๆ ควรทำแบบนั้นบ้าง” เขากล่าว

 

เตือน ‘แคนาดา’ อย่าลืมบุญคุณ

 

ผู้นำสหรัฐฯ ยังพาดพิงถึงแคนาดาอย่างดุเดือด โดยตอบโต้สุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ ที่คัดค้านมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์กล่าวว่า ผู้นำแคนาดา “ไม่ได้รู้สึกขอบคุณมากนัก”

 

“แคนาดาได้รับของฟรีจากเรามากมายอยู่แล้ว พวกเขาควรจะรู้สึกขอบคุณด้วยซ้ำ แต่กลับไม่” ทรัมป์กล่าวและทิ้งท้ายด้วยประโยคที่แสบสันว่า “แคนาดาอยู่ได้เพราะสหรัฐอเมริกา จำไว้ด้วยนะมาร์ก ในครั้งต่อไปที่คุณกล่าวสุนทรพจน์”

 

คนกลางไกล่เกลี่ยสงครามยูเครน

 

ปิดท้ายด้วยประเด็นสงครามยูเครน ทรัมป์ เผยว่าเขากำลังสวมบทบาทคนกลางในการเจรจาระหว่าง วลาดิเมียร์ ปูติน และโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี

 

“ผมกำลังเจรจากับประธานาธิบดีปูติน และผมเชื่อว่าเขาต้องการทำข้อตกลง ผมกำลังเจรจากับประธานาธิบดีเซเลนสกี และผมคิดว่าเขาต้องการทำข้อตกลง ผมกำลังจะพบกับเขาในวันนี้ และเขาอาจจะอยู่ในกลุ่มผู้ชมตอนนี้ก็ได้” เขากล่าว

 

“ผมเชื่อว่าตอนนี้ พวกเขาอยู่ในจุดที่พร้อมจะเจรจาตกลงกันได้แล้ว และถ้าพวกเขาทำไม่ได้ พวกเขาก็โง่เอง นั่นใช้ได้กับทั้งสองฝ่าย และผมรู้ว่าพวกเขาไม่โง่ แต่ถ้าพวกเขาทำเรื่องนี้ไม่สำเร็จ พวกเขาก็โง่จริงๆ”

 

ภาพ: Denis Balibouse / Reuters

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ พูดอะไรบ้างบนเวที ดาวอส สรุปจบในที่เดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลโพล CNN ชี้ ชาวอเมริกัน 75% คัดค้านความพยายามของสหรัฐฯ ในการเข้าควบคุมกรีนแลนด์ https://thestandard.co/75-percent-us-oppose-greenland/ Fri, 16 Jan 2026 03:51:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1165855 ผลโพล CNN ชี้ ชาวอเมริกัน 75% คัดค้านความพยายามของ สหรัฐฯ ในการเข้าควบคุม กรีนแลนด์

ผลสำรวจล่าสุดจาก CNN ระบุว่า ชาวอเมริกันถึง 3 ใน 4 หรือ […]

The post ผลโพล CNN ชี้ ชาวอเมริกัน 75% คัดค้านความพยายามของสหรัฐฯ ในการเข้าควบคุมกรีนแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลโพล CNN ชี้ ชาวอเมริกัน 75% คัดค้านความพยายามของ สหรัฐฯ ในการเข้าควบคุม กรีนแลนด์

ผลสำรวจล่าสุดจาก CNN ระบุว่า ชาวอเมริกันถึง 3 ใน 4 หรือคิดเป็น 75% แสดงท่าที ‘คัดค้าน’ ความพยายามของ สหรัฐฯ ที่จะเข้าควบคุม กรีนแลนด์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่านโยบายขยายดินแดนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเผชิญกับแรงต้านอย่างหนักจากสาธารณชน

 

สถิติที่น่าสนใจจากผลโพลคือ มีเพียง 25% ของคนอเมริกันเท่านั้น ที่เห็นชอบกับการเข้าควบคุมดินแดนของเดนมาร์กแห่งนี้ แม้แต่ในกลุ่มรีพับลิกันเองก็ยังมีความเห็นแตกเป็นสองฝ่าย (สนับสนุน 50% คัดค้าน 50%) ขณะที่กลุ่มเดโมแครต ‘คัดค้าน’ สูงถึง 94% ในจำนวนนี้ 80% ระบุว่า ‘คัดค้านอย่างรุนแรง’ ส่วนกลุ่มอิสระประมาณ 8 ใน 10 คนก็ ‘ไม่เห็นด้วย’ เช่นเดียวกัน

 

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (14 มกราคม) ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่า สิ่งใดก็ตามที่น้อยกว่าการที่สหรัฐฯ เข้าควบคุมกรีนแลนด์ ถือเป็นเรื่องที่ ‘ยอมรับไม่ได้’ ข้อความนี้มีขึ้นก่อนการหารือที่ทำเนียบขาวระหว่างเจ้าหน้าที่เดนมาร์ก กับ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งผลการเจรจาดูเหมือนจะ ‘ไม่มีความคืบหน้า’ ในการหาข้อตกลงร่วมกันได้เลย

 

ความกังวลต่อนโยบายขยายอำนาจ (Expansionism)

 

ผลสำรวจพบว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่ ‘ไม่สนับสนุน’ นโยบายขยายอำนาจในวงกว้าง แม้ทรัมป์จะเพิ่งยกย่องความสำเร็จในการส่งกองทัพจับกุมตัว นิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเวซุเอลา พร้อมประกาศว่า สหรัฐฯ จะเป็น ‘ผู้บริหารประเทศ’ นั้นเอง รวมถึงการที่เขาขู่จะใช้กำลังทหารกับอิหร่านในปัจจุบัน

 

โดยเกือบ 6 ใน 10 ของคนอเมริกันกังวลว่าทรัมป์ ‘ล้ำเส้น’ ในการพยายามขยายอำนาจเหนือประเทศอื่น ขณะที่ 55% มองว่า ทรัมป์ใช้กองทัพ เพื่อบรรลุเป้าหมายเกินขอบเขตไปแล้ว และอีก 57% เชื่อว่า การตัดสินใจด้านนโยบายต่างประเทศในสมัยทรัมป์ 2.0 นี้ ส่ง ‘ผลเสีย’ ต่อสถานะของสหรัฐฯ ในเวทีโลก

 

มุมมองต่อกรณีเวเนซุเอลา

 

ความคิดเห็นต่อการใช้กำลังทหารในเวเนซุเอลาค่อนข้างก้ำกึ่ง (คัดค้าน 52% สนับสนุน 48%) แต่ประเด็นที่คนส่วนใหญ่กังวลคือ ‘ความมั่นคง’ และกลัวว่ากองทัพสหรัฐฯ จะต้อง ‘ติดหล่ม’ อยู่ในเวเนซุเอลาเป็นเวลานาน

 

โดย 58% คัดค้านความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะเข้าไปบงการรัฐบาลเวเนซุเอลาหลังยุคมาดูโร ขณะที่ คนอเมริกันส่วนใหญ่ ‘ไม่มั่นใจ’ ว่าการกระทำของสหรัฐฯ จะทำให้เวเนซุเอลามีรัฐบาลที่มั่นคงได้ในอีก 1 ปีข้างหน้า และ 2 ใน 3 เชื่อว่าสหรัฐฯ จะต้องวางกำลังทหารที่นั่นในระยะยาว

 

เหตุผลที่แท้จริงในสายตาประชาชน

 

ชาวอเมริกันมองว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ทรัมป์ตัดสินใจบุกเวเนซุเอลาคือ ‘การเข้าถึงน้ำมัน’ และ ‘การโอ้อวดแสนยานุภาพทางทหาร’ มากกว่าเหตุผลเรื่องการนำตัวมาดูโรมาขึ้นศาล หรือการลดปัญหาค้ายาเสพติดตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง โดยมีเพียง 26% เท่านั้นที่เชื่อว่าทรัมป์ทำ เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเวเนซุเอลาจริงๆ

 

แฟ้มภาพ: Chris Christophersen / Shutterstock, Win McNamee / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ผลโพล CNN ชี้ ชาวอเมริกัน 75% คัดค้านความพยายามของสหรัฐฯ ในการเข้าควบคุมกรีนแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ เตือน คิวบา ต้องทำข้อตกลงกับ สหรัฐฯ เรื่อง น้ำมันเวเนซุเอลา ‘ก่อนจะสายเกินไป’ https://thestandard.co/trump-cuba-usa-venezuela-oil-agreement/ Mon, 12 Jan 2026 03:34:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1164073 ทรัมป์ เตือน คิวบา ต้องทำข้อตกลงกับ สหรัฐฯ เรื่อง น้ำมันเวเนซุเอลา ‘ก่อนจะสายเกินไป’

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศมาตรกา […]

The post ทรัมป์ เตือน คิวบา ต้องทำข้อตกลงกับ สหรัฐฯ เรื่อง น้ำมันเวเนซุเอลา ‘ก่อนจะสายเกินไป’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ เตือน คิวบา ต้องทำข้อตกลงกับ สหรัฐฯ เรื่อง น้ำมันเวเนซุเอลา ‘ก่อนจะสายเกินไป’

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศมาตรการที่แข็งกร้าวโดยระบุว่า จะไม่มีน้ำมันหรือเงินทุนจากเวเนซุเอลาส่งไปยังคิวบาอีกต่อไป พร้อมกดดันให้คิวบาต้องเปิดอกคุยกับสหรัฐฯ และทำข้อตกลงระหว่างกัน ‘ก่อนที่จะสายเกินไป’ แม้จะไม่ได้เปิดเผยและระบุรายละเอียดของข้อตกลงนั้นอย่างชัดเจนก็ตาม

 

นอกจากนี้ทรัมป์ยังส่งสัญญาณบางอย่าง ด้วยการรีโพสต์ข้อความใน Truth Social ที่มีคนเสนอว่า มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ อาจเข้ามาเป็นประธานาธิบดีของคิวบา พร้อมระบุข้อความในทำนองที่เห็นด้วยว่า ‘Sounds good to me!’

 

การปิดล้อมเส้นทางน้ำมันจากเวเนซุเอลา

 

เวเนซุเอลาถือเป็น ‘แหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุด’ ของคิวบา โดยในปีที่ผ่านมา (2025) เวเนซุเอลาได้ส่งออกน้ำมันดิบไปยังคิวบาราว 26,500 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งช่วยชดเชยการขาดแคลนน้ำมันของคิวบาได้ถึง 50%

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการเดินเรือระบุว่า ไม่มีสินค้าออกจากท่าเรือเวเนซุเอลาไปยังคิวบาเลย นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่กองกำลังสหรัฐฯ จับกุมตัว นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา พร้อมภริยา เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา ทำให้ขณะนี้การขนส่งน้ำมันไปยังคิวบาเป็นอัมพาต ซึ่งเป็นผลมาจากการปิดล้อมเส้นทางน้ำมันอย่างเข้มงวดของสหรัฐฯ

 

ปฏิกิริยาโต้ตอบจากรัฐบาลคิวบา

 

ผู้นำคิวบาออกมาตอบโต้คำขู่ของทรัมป์อย่างดุเดือด โดยมิเกล ดิแอซ-กาเนล ประธานาธิบดีคิวบายืนยันว่าคิวบาเป็นชาติที่มีอธิปไตย ไม่รับคำสั่งจากใคร และพร้อมที่จะปกป้องมาตุภูมิ

 

ขณะที่ บรูโน โรดริเกซ รัฐมนตรีต่างประเทศคิวบา ประณามสหรัฐฯ ว่าเป็น มหาอำนาจที่ทำตัวเป็นอาชญากรและอยู่เหนือการควบคุม และยืนยันสิทธิของคิวบาในการนำเข้าถึงน้ำมันจากแหล่งใดก็ได้ พร้อมปฏิเสธข่าวลือเรื่องการรับค่าตอบแทนจากการให้บริการด้านความมั่นคงแก่ประเทศอื่น

 

วิกฤตการณ์ภายใน คิวบา

 

คิวบากำลังเผชิญกับ ‘วิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุด’ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 (ยุคหลังโซเวียตล่มสลาย) ประชาชนต้องทนทุกข์กับปัญหาไฟดับ การขาดแคลนอาหาร และผลผลิตทางการเกษตรที่ล้มเหลว

 

การถูกตัดขาดจากน้ำมันเวเนซุเอลาจะ ‘ซ้ำเติม’ สถานการณ์นี้ให้แย่ลงไปอีก แม้ว่าเม็กซิโกจะกลายเป็นผู้จัดหาน้ำมันรายสำคัญในขณะนี้ แต่ปริมาณก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนส่วนที่ขาดหายไปได้ทั้งหมด

 

สหรัฐฯ กับมุมมองชาวอเมริกัน

 

สหรัฐฯ มีความเคลื่อนไหวทางทหารอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะนี้ เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ อย่างน้อย 2 ลำ ได้เคลื่อนย้ายจากทะเลแคริบเบียนเข้าสู่มหาสมุทรแอตแลนติก เพื่อเข้าใกล้คิวบามากขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันทางยุทธศาสตร์

 

ในขณะที่ทรัมป์มุ่งเน้นนโยบายต่างประเทศที่ดุดัน สื่อต่างประเทศหลายสำนักตั้งข้อสังเกตว่า ชาวอเมริกันจำนวนมากกลับต้องการให้ทรัมป์สนใจ ‘ปัญหาปากท้องในประเทศ’ มากกว่านี้ เนื่องจากค่าครองชีพ ที่อยู่อาศัย และประกันสุขภาพมีราคาสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งขัดแย้งกับคำสัญญาในช่วงหาเสียง ‘America First’

 

แฟ้มภาพ: Matt McClain / The Washington Post via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ เตือน คิวบา ต้องทำข้อตกลงกับ สหรัฐฯ เรื่อง น้ำมันเวเนซุเอลา ‘ก่อนจะสายเกินไป’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด ‘ข้ออ้าง’ สหรัฐฯ ที่ใช้เข้ายึด เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในแอตแลนติก-แคริบเบียน https://thestandard.co/us-excuse-seizing-2-oil-tankers/ Thu, 08 Jan 2026 05:16:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1162715 เปิด ‘ข้ออ้าง’ สหรัฐฯ ที่ใช้เข้ายึด เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ใน แอตแลนติก-แคริบเบียน

สหรัฐอเมริกาได้ทำการยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ คือเรือ Ma […]

The post เปิด ‘ข้ออ้าง’ สหรัฐฯ ที่ใช้เข้ายึด เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในแอตแลนติก-แคริบเบียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด ‘ข้ออ้าง’ สหรัฐฯ ที่ใช้เข้ายึด เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ใน แอตแลนติก-แคริบเบียน

สหรัฐอเมริกาได้ทำการยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ คือเรือ Marinera (หรือ Bella 1) ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือใกล้ไอซ์แลนด์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพเรืออังกฤษที่คอยสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ทั้งทางอากาศและทางทะเล และสหรัฐยังยึดเรือ M/T Sophia อีกลำในทะเลแคริบเบียน เมื่อวานนี้ (7 มกราคม) ตามเวลาท้องถิ่น โดยได้ใช้ข้ออ้างหลักในเชิงกฎหมาย เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการปฏิบัติการในครั้งนี้

 

ข้ออ้างที่สำคัญที่สุดในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศคือ (1) สหรัฐฯ อ้างว่าเรือ Marinera (หรือ Bella 1) และ M/T Sophia มีสถานะเป็น ‘เรือไร้รัฐ ไร้สัญชาติ’ (Stateless) ทั้งยังระบุว่า เรือเหล่านี้แอบอ้างใช้ธงของประเทศกายอานา (Guyana) ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า ‘ไม่เป็นความจริง’

 

สหรัฐฯ อ้างกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ (UNCLOS) โดยระบุว่า เรือไม่สามารถเปลี่ยนสัญชาติหรือธงระหว่างการเดินทางได้ เว้นแต่มีการโอนกรรมสิทธิ์จริง การที่เรือเปลี่ยนจากธงกายอานาเป็นธงรัสเซียกลางคัน จึงทำให้สถานะทางกฎหมายหลุดพ้นจากการคุ้มครองของรัฐใดรัฐหนึ่ง และยืนยันว่า เรือไร้รัฐเหล่านี้สามารถบุกขึ้นไปตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่ของประเทศใดก็ได้หากมีความสงสัยในความผิด

 

(2) การละเมิดมาตรการคว่ำบาตร (Sanctions Violations)

 

สหรัฐฯ อ้างว่าเรือทั้งสองลำเป็นส่วนหนึ่งของ ‘กองเรือเงา’ (Shadow Fleet) หรือ ‘กองเรือมืด’ (Dark Fleet) ที่ลักลอบขนส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลาอย่างผิดกฎหมายและละเมิดมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งการยึดเรือเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของการสกัดกั้นช่องทางรายได้ของรัฐบาลเวเนซุเอลา ภายหลังการจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร

 

โดยสหรัฐฯ อ้างว่า เรือ M/T Sophia กำลังดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย (Illicit Activities) ในน่านน้ำสากลแถบทะเลแคริบเบียน พร้อมทั้งอ้างความชอบธรรม ผ่านหมายจับจากศาลรัฐบาลกลาง (Federal Court Warrant) โดยอ้างว่า เรือ Marinera ถูกยึดตามหมายจับที่ออกโดยศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หลังจากถูกติดตามโดยหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ และให้เหตุผลว่า เรือทั้งสองลำเพิ่งจะเทียบท่าที่เวเนซุเอลา หรือกำลังมุ่งหน้าไปยังเวเนซุเอลา เพื่อยืนยันว่าเรือเหล่านี้เกี่ยวข้องกับวงจรการค้าน้ำมันผิดกฎหมายของรัฐบาลมาดูโร

 

ท่าทีของมหาอำนาจอื่นเป็นอย่างไร

 

จอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (อังกฤษ) กล่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างครบถ้วน และเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามระดับโลกในการกวาดล้างการฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตร โดยเรือ Marinera ถูกกล่าวหาว่าละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และขนส่งน้ำมันผิดกฎหมายจากอิหร่านและเวเนซุเอลา

 

ขณะที่รัสเซียได้ออกมาประณามการยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินเรือภายใต้ธงของตน พร้อมทั้งเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปฏิบัติต่อชาวรัสเซียที่อยู่บนเรืออย่างเหมาะสม และอนุญาตให้พวกเขาเดินทางกลับรัสเซียโดยเร็ว

 

กระทรวงคมนาคมรัสเซียระบุว่า ทางกระทรวงได้ให้ ‘สิทธิชั่วคราว’ แก่เรือลำดังกล่าวในการใช้ธงรัสเซีย พร้อมเสริมว่าไม่มีรัฐใดมีสิทธิใช้กำลังต่อเรือที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องภายใต้อำนาจศาลของรัฐอื่น

 

มีรายงานระบุว่ารัสเซียได้ส่งเรือดำน้ำออกไปเพื่อคุ้มกันเรือลำดังกล่าว แต่ปรากฏว่ากองกำลังสหรัฐฯ สามารถบุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันได้สำเร็จ โดยไม่เผชิญกับการต่อต้านใดๆ

 

ส่วนจีนซึ่งเป็นประเทศ ‘ผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่’ ของเวเนซุเอลา ได้ออกมาประณามการกระทำของสหรัฐฯ ว่าเป็น ‘ภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางพลังงานโลก’

 

ภาพ: US EUROPEAN COMMAND via Reuters

 

อ้างอิง:

The post เปิด ‘ข้ออ้าง’ สหรัฐฯ ที่ใช้เข้ายึด เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในแอตแลนติก-แคริบเบียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่าเกราะ ‘ความคุ้มกันประมุข’ ข้อต่อสู้สำคัญที่อาจทำให้มาดูโร รอดคุกสหรัฐฯ https://thestandard.co/maduro-sovereign-immunity-defense/ Wed, 07 Jan 2026 13:15:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1162552 ผ่าเกราะ ความคุ้มกันประมุข ข้อต่อสู้สำคัญที่อาจทำให้ มาดูโร รอดคุก สหรัฐฯ

แม้ว่าทางการสหรัฐฯ จะตั้งข้อหาร้ายแรงแก่นิโคลัส มาดูโร […]

The post ผ่าเกราะ ‘ความคุ้มกันประมุข’ ข้อต่อสู้สำคัญที่อาจทำให้มาดูโร รอดคุกสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่าเกราะ ความคุ้มกันประมุข ข้อต่อสู้สำคัญที่อาจทำให้ มาดูโร รอดคุก สหรัฐฯ

แม้ว่าทางการสหรัฐฯ จะตั้งข้อหาร้ายแรงแก่นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ทั้งข้อหาค้ายาเสพติดและร่วมมือกับแก๊งค้ายาเสพติดที่สหรัฐฯ กำหนดให้เป็นกลุ่มก่อการร้าย แต่ในการต่อสู้คดีนัดแรกของเขาบนชั้นศาลในนครนิวยอร์กเมื่อวันจันทร์ (5 มกราคม) ฉายให้เห็นภาพคร่าวๆ ของแนวทาง หรือข้อต่อสู้จากฝั่งทนายของมาดูโร ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า เขาอาจจะมีโอกาส ‘รอดพ้น’ จากคมเขี้ยวของกฎหมายสหรัฐฯ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า ‘ความคุ้มกัน (Immunity)’ ในฐานะประมุขแห่งรัฐ

 

ความคุ้มกันนี้สำคัญอย่างไร และมีโอกาสมากแค่ไหนที่มาดูโร จะชนะคดีหรือรอดจากการถูกศาลสหรัฐฯ ตัดสินโทษ และจะเกิดอะไรขึ้นหากความคุ้มกันนี้ ‘ใช้ไม่ได้’

 

ความคุ้มกันประมุขแห่งรัฐคืออะไร?

 

  • ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ประธานาธิบดีหรือหัวหน้ารัฐบาลของประเทศหนึ่ง ไม่สามารถถูกฟ้องร้องหรือดำเนินคดีในศาลของประเทศอื่นได้

 

เนื่องจากมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามกฎหมาย เช่นเดียวกับนักการทูต

 

  • ศัพท์ทางเทคนิคสำหรับกรณีผู้นำประเทศ เรียกว่า ความคุ้มกันส่วนบุคคล (Immunity Rationae Personae) หรือ ความคุ้มกันเฉพาะบุคคล ซึ่งครอบคลุมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศและอาจรวมถึงรัฐมนตรีกลาโหมด้วย

 

  • หลักการนี้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางสำหรับทุกประเทศรวมถึงสหรัฐฯ จนไม่มีการบัญญัติไว้ในสนธิสัญญาใดๆ ออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้นำของประเทศต่าง ๆ จากการถูกขัดขวางในการปฏิบัติหน้าที่ และสามารถเดินทางไปปฏิบัติภารกิจยังต่างประเทศได้โดยไม่ต้องกลัวการถูกจับกุม โดยมีรากฐานมาจากแนวคิดที่ว่าทุกประเทศมีความเท่าเทียมกันในเวทีระหว่างประเทศ (ความเท่าเทียมกันในด้านอธิปไตย)

 

ข้อต่อสู้ของมาดูโรคืออะไร?

 

  • มาดูโร วัย 63 ปี ยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาจากสหรัฐฯ และประกาศในระหว่างขึ้นศาลอย่างท้าทายว่า “เขาคือประธานาธิบดีของเวเนซุเอลา ที่ถูกลักพาตัวมา”

 

  • แบร์รี พอลแล็ค ทนายความของเขา ส่งสัญญาณภาษากาย ให้เขาปิดปากและส่ายศีรษะระหว่างให้การต่อศาล และพยายามแก้ต่างว่า มาดูโรมีเอกสิทธิ์คุ้มกันในฐานะประมุขแห่งรัฐตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

 

  • ขณะที่อัยการสูงสุดของเวเนซุเอลาก็มีท่าทีในลักษณะเดียวกัน โดยยืนยันว่าสหรัฐฯ ขาดอำนาจศาล และมาดูโรยังคงได้รับความคุ้มครองในฐานะผู้นำประเทศ

 

  • ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นต่อประเด็นนี้ โดยมั่นใจว่าทนายของมาดูโร จะยกข้อต่อสู้ว่า ศาลใช้อำนาจในคดีนี้ไม่ได้ เพราะว่ามาดูโรเป็นประธานาธิบดีหรือประมุขของอีกประเทศหนึ่ง และหากศาลสหรัฐฯ ใช้เขตอำนาจในการดำเนินคดี ก็เท่ากับว่ากำลังใช้อำนาจอธิปไตยของสหรัฐฯ เหนือเวเนซุเอลา

 

  • “ตามหลักกฎหมายรัฐมันต้องเท่ากัน ซึ่งหลักการความคุ้มกันประมุขของรัฐ เป็นหลักการที่ทุกประเทศยอมรับ รวมทั้งสหรัฐฯ ด้วย และศาลในสหรัฐฯ เองก็เคยตัดสินไว้อย่างชัดเจน” เขากล่าว

 

  • โดยหากศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่ามาดูโร เป็นประมุขของรัฐและมีความคุ้มกัน ก็ต้องยกฟ้องในทันที ซึ่งเท่ากับว่า เป็นการตัดสินตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างตรงไปตรงมา และเป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญไปยังฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะประธานาธิบดีทรัมป์ ว่าการใช้อำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น ‘มีข้อจำกัด’ คือหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

 

  • “แม้กฎหมายภายในประเทศอาจจะทำได้ แต่ในมิติกฎหมายระหว่างประเทศนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจจะใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ได้”
  • ทั้งนี้ ประเด็นที่อาจทำให้การสู้คดีซับซ้อนมากขึ้น คือท่าทีของ เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดี ซึ่งรับตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลาหลังจากที่มาดูโรถูกจับ

 

  • โดยก่อนหน้านี้ เธอเรียกร้องให้ปล่อยตัวมาดูโรอย่างเปิดเผย และประกาศว่าเขายังคงเป็นประธานาธิบดีหนึ่งเดียวของเวเนซุเอลา

 

  • ซึ่งสิ่งที่อาจทำให้การสู้คดีพลิกผัน คือหากรัฐบาลเวเนซุเอลายื่นคำร้องต่อศาล และแจ้งว่าไม่ได้สละเอกสิทธิ์คุ้มกันของมาดูโร และเขายังคงเป็นประมุขแห่งรัฐอยู่

 

  • สำหรับที่ผ่านมา ศาลสหรัฐฯ เคยยกฟ้องคดีแพ่งที่ฟ้องร้องประมุขแห่งรัฐที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มาแล้วหลายคดี

 

  • หนึ่งในนั้นรวมถึงคดีฟ้องร้องประธานาธิบดีเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส แห่งฟิลิปปินส์ในปี 1975 และคดีฟ้องร้องต่อมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ในปี 2022 ด้วยข้อหาฆาตกรรมจามาล คาช็อกกี นักข่าวและคอลัมนิสต์ชาวซาอุดีอาระเบียของ Washington Post ที่ลี้ภัยในสหรัฐฯ ซึ่งถูกสังหารภายในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบีย ที่นครอิสตันบูล

 

ข้อต่อสู้ของสหรัฐฯ คืออะไร?

 

  • สำหรับข้อต่อสู้ของทางการสหรัฐฯ ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีท่าทีชัดเจนมาตั้งแต่ช่วงหลังการเลือกตั้งทั่วไปของเวเนซุเอลาในปี 2018 ที่มาดูโร ถูกกล่าวหาว่าโกงการเลือกตั้งและนานาชาติรวมถึงสหรัฐฯ ไม่ยอมรับในผลการเลือกตั้ง ทำให้มาดูโร ไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเวเนซุเอลาอีกต่อไป

 

  • “ดังนั้น อัยการสหรัฐฯ ก็คงจะสู้ว่ามาดูโรไม่ได้เป็นประธานาธิบดี เมื่อไม่ได้เป็นประธานาธิบดีจึงไม่ได้เป็นประมุขของรัฐ เมื่อไม่ได้เป็นประมุขของรัฐจึงไม่มีความคุ้มกัน”

 

  • ทั้งนี้ ข้อต่อสู้อีกอย่างของอัยการสหรัฐฯ คือข้อกล่าวหาว่ามาดูโร ใช้อำนาจในตำแหน่งประธานาธิบดีในการทุจริตและสมรู้ร่วมคิดกับขบวนการค้ายาเสพติดที่สหรัฐฯ กำหนดให้เป็นองค์กรก่อการร้าย

 

  • โดยประเด็นนี้อาจขึ้นอยู่กับว่า การกระทำที่ถูกกล่าวหาของมาดูโร เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการในฐานะประธานาธิบดีเวเนซุเอลาหรือไม่

 

  • ตัวอย่างหนึ่งที่หยิบยกมาเทียบได้ คือกรณีของ นายพล มานูเอล โนริเอกา (Manuel Noriega) ผู้นำเผด็จการแห่งปานามาที่ถูกสหรัฐฯ ส่งกองทัพบุกจับกุมไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ ด้วยข้อหาค้ายาเสพติดและฟอกเงิน

 

  • กรณีของนายพลโนริเอกานั้น ความคุ้มกันในฐานะประมุขแห่งรัฐ แทบจะไม่ถูกนำมาพิจารณาในการดำเนินคดีอาญาโดยศาลสหรัฐฯ เลย

 

  • อดีตผู้นำเผด็จการของปานามา เคยใช้กฎหมายนี้ต่อสู้กับข้อกล่าวหาแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งสิ่งที่เขาแตกต่างจากมาดูโร คือนายพลโนริเอกาไม่เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีปานามาอย่างเป็นทางการ โดยปกครองประเทศในฐานะผู้นำทางทหารที่มีประธานาธิบดีเป็นหุ่นเชิด

 

  • อย่างไรก็ตาม ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่า กรณีของนายพลโนริเอกา นั้นแตกต่างจากมาดูโร เนื่องจากเขาไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีปานามาอย่างเป็นทางการ โดยปกครองประเทศในฐานะผู้นำทางทหารที่มีประธานาธิบดีเป็นหุ่นเชิด

 

  • “ตอนขึ้นศาล นายพลโนริเอกาก็ยอมรับว่า การใช้อำนาจของเขานั้นไม่ได้เหมือนกับทั่วไป และจากข้อเท็จจริงในคดีคือเขาไม่ได้เป็นประธานาธิบดี ศาลจึงไม่ได้ให้ความคุ้มกัน และตัดสินให้รับโทษ”

 

จะเป็นอย่างไรหากมาดูโร ไม่ได้เอกสิทธิ์คุ้มกัน?

 

  • ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่า หลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ ไม่ได้ให้การรับรองมาดูโร ในฐานะประธานาธิบดีที่ชนะการเลือกตั้งในปี 2018 แต่ก็มีหลายประเทศที่ให้การรับรองเช่น รัสเซีย จีน คิวบา อิหร่าน เกาหลีเหนือและเวียดนาม

 

  • โดยสิ่งที่ต้องคำนึงคือกรณีที่หลักความคุ้มกันประมุขแห่งรัฐ ไม่สามารถใช้การได้ และทำให้มาดูโร ถูกดำเนินคดีและถูกจำคุก ผลที่ตามมาอาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้นำสหรัฐฯ เอง

 

  • “หลายๆ ประเทศค่อนข้างยึดถือหลักการข้อนี้อย่างเคร่งครัด เพราะว่าประมุขของตนเองก็ต้องเดินทางไปต่างประเทศเหมือนกัน ถ้าหากเริ่มไม่ปฏิบัติตามหลักกฎหมายข้อนี้อย่างเคร่งครัด ต่อไปเมื่อประมุขของตนเองเดินทางไปต่างประเทศ ก็อาจจะโดนเล่นงานในทำนองเดียวกัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง” เขากล่าว

 

  • ซึ่งการไม่คำนึงถึงความคุ้มครองทางกฎหมายต่อประมุขหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศอื่นๆ ยังเสี่ยงต่อการทำลายบรรทัดฐานในเรื่องนี้ที่นานาชาติรวมถึงสหรัฐฯ ให้การยอมรับด้วย

 

แฟ้มภาพ : REUTERS/Adam Gray

 

อ้างอิง :

 

The post ผ่าเกราะ ‘ความคุ้มกันประมุข’ ข้อต่อสู้สำคัญที่อาจทำให้มาดูโร รอดคุกสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปี 2026 การกลับมาของ Realpolitik และ ‘ปฏิบัติการ’ สุขสันต์ปีใหม่จากทรัมป์ https://thestandard.co/2026-realpolitik-trump-new-year/ Wed, 07 Jan 2026 09:27:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1162286 ปี 2026 การกลับมาของ Realpolitik และ ‘ปฏิบัติการ’ สุขสันต์ปีใหม่จากทรัมป์

“การศึกษาเรื่องของกำลังที่มีส่วนในการกำหนด การรักษาไว้ […]

The post ปี 2026 การกลับมาของ Realpolitik และ ‘ปฏิบัติการ’ สุขสันต์ปีใหม่จากทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปี 2026 การกลับมาของ Realpolitik และ ‘ปฏิบัติการ’ สุขสันต์ปีใหม่จากทรัมป์

“การศึกษาเรื่องของกำลังที่มีส่วนในการกำหนด การรักษาไว้ หรือการเปลี่ยนแปลงรัฐคือ พื้นฐานของการทำความเข้าใจเรื่องทางการเมืองทั้งหมดอย่างถ่องแท้ และนำไปสู่ความเข้าใจที่ชัดเจนว่า กฎของอำนาจควบคุมโลกของรัฐ เช่นเดียวกับที่กฎของแรงโน้มถ่วงของโลกก็ควบคุมโลกทางกายภาพด้วย”

 

Ludwig von Rochau

 

Principles of Realpolitik Applied to the National State of Affairs of Germany (1853)

 

“ในบรรดารัฐมหาอำนาจใหญ่ทั้งหมด อเมริกาเป็นชาติสุดท้ายที่ค้นพบแนวคิดเรื่อง Realpolitik … ภาพลักษณ์ในตัวเองของสหรัฐฯ [ในอดีต] คือ รัฐมหาอำนาจที่ไม่ปรารถนาจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเกมการเมือง [ของการแข่งขันระหว่างประเทศ]”

 

John Bew

 

Realpolitik (2018)

 

“We’re in charge”

 

[“เราเข้าควบคุมสถานการณ์หมดแล้ว”]

 

President Donald Trump

 

คำกล่าวหลังความสำเร็จของปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาในวันที่ 3 มกราคม 2026

 

อารัมภบท

 

ผมเชื่อว่า ไม่มีใครคาดเดามาก่อนว่า กองกำลังของสหรัฐฯ จะ “ฉลองปีใหม่ 2026” ในภูมิภาคลาตินอเมริกา ด้วยการเปิดปฏิบัติการทางทหารกับเวเนซุเอลา แล้วปฏิบัติการนี้จบลงอย่างรวดเร็วด้วยความสำเร็จดังที่กำหนดไว้ในแผนยุทธการตามความประสงค์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คือ การบุกจับตัวผู้นำเวเนซุเอลา และนำตัวออกจากประเทศไปขึ้นศาลที่นิวยอร์ก … เป็นปฏิบัติการที่จบลงอย่างสวยงามในมิติทางทหาร ระบบป้องกันทางอากาศ และระบบรักษาความปลอดภัยของผู้นำเวเนซุเอลาถูกทำให้หมดสภาพลงอย่างสิ้นเชิง แต่ความสำเร็จทางทหารเช่นนี้ มิได้มีนัยถึงความสำเร็จทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะปัญหาของเวเนซุเอลาทั้งเศรษฐกิจและการเมืองมีความซับซ้อนในตัวเองอยู่มาก รวมทั้งปัญหาการอพยพของคนออดนอกประเทศ ด้วยความหวังในการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า เพราะระบอบการเมืองปีกซ้ายไม่ได้ตอบโจทย์กับชีวิตคน

 

ผู้คนในอเมริกา ในเวเนซุเอลา รวมทั้งในไทยไม่มีใครคาดคิดมาก่อนถึงการตัดสินใจเช่นนี้ของทรัมป์ และผมเชื่อว่า หลายๆ คนตกใจกับการบุกข้ามประเทศเข้าจับตัวบุคคลเป้าหมายที่เป็นผู้นำของอีกประเทศหนึ่งในลักษณะเช่นนี้ ซึ่งทำให้ความเชื่อหรือมุมมองเดิมที่ผมในฐานะทั้งเป็นนักเรียน และเป็นคนสอนวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เริ่มต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า การแสดงออกของผู้นำรัฐมหาอำนาจใหญ่เช่นนี้ จะส่งผลอย่างไรกับความเป็นไปของระบบระหว่างประเทศในอนาคต

 

อีกทั้ง ถ้าเราต้องตอบปัญหานี้ เราจะตอบด้วยกรอบคิดอย่างไรที่จะช่วยในการทำความเข้าใจกับความผันแปรที่กำลังเกิดกับระเบียบระหว่างประเทศ

 

บทความนี้ จะไม่เล่าเหตุการณ์ หรืออธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพราะมีสื่อต่างๆ และหลายบทความได้ทำสิ่งเหล่านั้นแล้ว และหาอ่านได้ทั่วไป โดยเฉพาะบทความและบทวิเคราะห์ในสื่อตะวันตก ที่มีข้อมูลและรายละเอียดอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นใน The Guardian, Reuters หรือ BBC เป็นต้น แต่บทความนี้อยากทดลองนำเสนอการมองโลกจากการตัดสินใจของผู้นำสหรัฐฯ มากกว่า และพิจารณาถึงผลกระทบต่อระบบระหว่างประเทศ

 

ปฐมบทของปีใหม่ที่ร้อนแรง

 

ปีใหม่ 2026 ดูจะเริ่มต้นด้วยปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างคาดไม่ถึง … เพียงวันเสาร์ที่ 3 มกราคม ที่หลายคนยังฉลองปีใหม่อยู่นั้น ใครเลยจะคิดว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะตัดสินใจฉลองปีใหม่อีกแบบ ด้วยการเปิดปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซุเอลา พร้อมกับการบุกเข้าจับตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และภรรยา เพื่อนำตัวไปเข้าสู่ “กระบวนการยุติธรรม” ในสหรัฐฯ ด้วยข้อหาเรื่องยาเสพติด

 

ภาพของอากาศยานรบ และฝูงบินเฮลิคอปเตอร์ที่มุ่งเข้าสู่การากัสที่เป็นเมืองหลวงของเวเนซุเอลานั้น ย่อมเป็นคำตอบในตัวเองว่า ความเคลื่อนไหวบนฟากฟ้าที่ปรากฏขึ้น ไม่ใช่การมาเยือนของฝูงกวางเรนเดียร์ของลุงซานตาคอส ที่บินมาส่งของขวัญในเทศกาลปีใหม่อย่างแน่นอน… หากแต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การโจมตีของสหรัฐฯ

 

ว่าที่จริง “ลางร้าย” ของมาดูโร เริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่ผู้นำสหรัฐฯ เริ่มใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีเรือที่ถูกระบุว่าเป็น “เรือขนยาเสพติด” ที่ออกมาจากเวเนซุเอลาแล้ว ซึ่งการโจมตีอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ นั้น ทำให้เกิดคำถามโดยตรงว่า การโจมตีดังกล่าวจะนำไปสู่การบุกเวเนซุเอลาหรือไม่ เพราะหากเราติดตามท่าทีการใช้กำลังของผู้นำสหรัฐฯ แล้ว ย่อมทำให้เกิดข้อสรุปในใจว่า ไม่ช้าก็เร็ว สหรัฐฯ คงใช้กำลังจัดการกับผู้นำเวเนซุเอลาอย่างแน่นอน เนื่องจากภาพของการใช้กำลังในทะเลแคริเบียนย่อมเป็นสัญญาณทางทหารในตัวเอง เป็นเสมือนการรอเวลา … รอความพร้อมในทางทหาร

 

แล้วในที่สุด การโจมตีที่ถูกเฝ้ามองและคาดเดาไว้ ก็เริ่มขึ้นจริงอย่างไม่ทันตั้งตัวในวันที่ 3 มกราคม อันเป็นการเปิดฉากปีใหม่ด้วยสงครามอย่างท้าทาย ซึ่งแต่เดิมหลายคนคาดว่า การโจมตีจริงน่าจะขยับจากหลังปีใหม่ไปอีกสักระยะ ไม่ใช่เกิดอย่างกระทันหันในช่วงเวลาของการฉลองปีใหม่ แต่นักวางแผนทางทหารทุกคนถูกสอนด้วยตำราทหารเล่มเดียวกันว่า ถ้าจะเปิดปฏิบัติการทางทหาร จะต้องเริ่มในแบบที่ฝ่ายตรงข้ามคิดไม่ถึง คือ เริ่มในแบบที่ทุกคนจะต้อง “surprise”

 

ดังนั้น ถ้าใครคิดว่า 2026 จะเป็น “ปีแห่งสันติภาพ” หรือ “A Year of Peace” แล้ว ขอให้คิดใหม่ได้เลย เพราะเพียง 2 วันหลังการฉลองเทศกาลปีใหม่ สัญญาณความผันผวนในเวทีสากลก็เริ่มต้นขึ้นทันที และอาจเป็นคำเตือนที่บอกกับเราว่า โลก 2026 อาจจะเป็นปีที่ผันผวนมากกว่าที่เราคิด

 

การบุกเวเนซุเอลาของทรัมป์ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณโดยตรงถึง “ภูมิรัฐศาสตร์ 2026” ว่า การเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศในปีใหม่ที่เริ่มขึ้นน่าจะมี “ความร้อนแรง” ที่มีนัยว่า ปัญหาความไร้เสถียรภาพจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ อันอาจพอเทียบเคียงได้กับ “ภูมิรัฐศาสตร์ 2022” ที่เพียงคล้อยเข้าสู่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ในปีดังกล่าว กองทัพรัสเซียก็บุกโจมตียูเครน เพื่อเตรียมจับตัวประธานาธิบดีซีเลนสกี และหวังที่จะยึดครองยูเครนให้ได้ และหลังจากนั้นแล้ว 2022 ก็เป็นปีแห่งความผันผวนของสถานการณ์ในเวทีโลกเป็นอย่างยิ่งจวบจนปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม ในบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งที่ทรัมป์ทำสำเร็จวันนี้ (ที่เวเนซุเอลา) ก็คือ สิ่งที่ปูตินทำไม่สำเร็จในวันวาน (ที่ยูเครน) หรือบางทีก็อาจเป็นสิ่งที่สีจิ้นผิงฝันอยากทำให้สำเร็จบ้างก็ได้ (ที่ไต้หวัน)… แม้อาจจะไม่ง่ายก็ตาม!

 

หรือว่าทั้งหมดนี้คือ สัญญาณความเปลี่ยนแปลงของการเมืองโลก ที่พฤติกรรมของผู้นำรัฐมหาอำนาจตะวันตกได้ “เบี่ยงเบน” ออกไปจากสิ่งที่พวกเราในสังคมโลกเคยคาดหวังในเรื่องของ “หลักการ ศีลธรรม และบรรทัดฐาน” ของความเป็นผู้นำและ/หรือผู้พิทักษ์ “ระเบียบโลกแบบเสรีนิยม” (Liberal International Order) แต่การบุกเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา ท้าทายต่อความเชื่อเช่นนี้อย่างมาก

 

ว่าที่จริงแล้ว พฤติกรรมของผู้นำสหรัฐฯ ในแบบทรัมป์ที่อยู่ในกระแส “ประชานิยมปีกขวา” (Rightwing Populism) ก็แสดงออกในแบบที่ “ไม่แคร์” กับโลกแบบเสรีนิยมมาโดยตลอด หรือว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้คือ การที่ผู้นำรัฐมหาอำนาจใหญ่ทั้งหมดกำลังพาการเมืองโลกกลับสู่การเมืองชุดเก่า ซึ่งบรรทัดฐานที่เป็นหลักมีเพียงประการเดียวเท่านั้นคือ “กำลัง”

 

ดังนั้น สำหรับนักเรียนในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือในสาขายุทธศาสตร์แล้ว สิ่งที่เราเห็นชัดเจนในเวทีโลกคือ การเมืองโลกกำลังกลับสู่ยุค “Realpolitik” อย่างเต็มตัวแล้ว โดยมี “การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์” เป็นฉากหลังที่ตอกย้ำถึงสภาวะดังกล่าว

 

การเมืองแห่งอำนาจ

 

สิ่งแรกที่ผมทำในเย็นวันที่ 3 มกราคม คือ กลับไปค้นหาตำราในวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเล่มเก่าบางเล่มมานั่งอ่านใหม่ เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาหลังจากเกษียณจากงานสอนจากภาควิชาฯ แล้ว ผมอ่านหนังสือเรื่องเดียวคือ “สงคราม” ซึ่งอาจเป็นเพราะความสนใจแต่เดิมในสาขา “War Studies” จนแทบไม่ได้อ่านหนังสือในสาขาความสัมพันธ์ฯ เลย เพราะไม่ต้องสอนนิสิตอีกแล้ว… ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมตัดสินใจกลับไปขอคำปรึกษาจาก “อาจารย์ผู้ใหญ่” คนสำคัญที่นักเรียนรัฐศาสตร์ในสาขานี้คุ้นเคยอย่างมากคือ “เฮนรี่ คิสซิงเจอร์” (Henry Kissinger)

 

งานของคิสซิงเจอร์เล่มแรกที่กลับไปหยิบออกมาจากชั้นหนังสือ เพราะปล่อยทิ้งอยู่ในหิ้งมานานแล้วคือ Diplomacy (1994) … บทที่ 6 เรื่อง “Realpolitik Turns on Itself” อาจชวนให้ต้องกลับมาตั้งหลักอ่านกันใหม่ในยุคที่ “ทรัมป์-ปูติน-สีจิ้นผิง” ล้วนแสดงตัวเป็น “ผู้นำอำนาจนิยม” ที่พร้อมจะดำเนินนโยบายแบบ “นิยมอำนาจ” ในการเมืองโลกอย่างไม่รีรอ และตอบเราชัดในยุคปัจจุบันว่า รัฐมหาอำนาจใหญ่ทั้งหมดทั้งสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย ล้วนไม่ใช่ “เทพผู้ทรงศีล” หากแต่เป็น “เทพแห่งอำนาจ” ที่พร้อมจะใช้อำนาจดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ของรัฐตน… ถ้าใครคิดว่า รัฐมหาอำนาจใหญ่เหล่านี้คือ “นักบุญ” แล้ว ก็ตอบได้ทันทีว่าเขาคนนั้น ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า “เหยื่อผู้โง่เขลา” ของการโฆษณาชวนเชื่อจอมปลอมจากกลไกสื่อโฆษณาของมหาอำนาจใหญ่เท่านั้นเอง

 

หนังสือของคิสซิงเจอร์อีกเล่ม เป็นงานใหม่ แต่ก็ชวนให้ต้องกลับไปอ่านคือ World Order ((2014) … ผมตั้งข้อสงสัยว่า Realpolitik ในยุคศตวรรษที่ 21 ของ “ทรัมป์-ปูติน-สี” นั้น แตกต่างจากการเมืองของรัฐมหาอำนาจในยุโรปในศตวรรษที่ 19 หรือไม่ หรือเราพอจะสกัดอย่างเร็วๆ จากบทที่ 2 เรื่อง “The European Balance-of-Power System and Its End” ได้บ้างไหมสำหรับการมองเวทีโลกปัจจุบัน

 

ดังที่กล่าวในข้างต้นแล้วว่า สภาวะเช่นนี้เหมือนกับเรากำลังเห็นการเมืองโลกถอยกลับไปสู่ยุคเก่า ที่การเมืองโลกผูกอยู่กับการใช้อำนาจของรัฐมหาอำนาจใหญ่ และดูจะเป็นการใช้อำนาจในแบบ “ไม่จำกัด” อีกด้วย จนสภาวะของการใช้อำนาจนี้ ถูกเรียกในภาษาอังกฤษว่าเป็น “global omnipotent” ของรัฐมหาอำนาจใหญ่ หรืออีกนัยหนึ่ง รัฐมหาอำนาจใหญ่สามารถใช้อำนาจทำในสิ่งที่ตนเองต้องการได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักการ และข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น และดำเนินการบนพื้นฐานของการได้มาซึ่ง “ผลประโยชน์แห่งชาติ” เป็นสำคัญ

 

หากมองผ่านทฤษฎีและดังที่ตั้งเป็นข้อสังเกตแล้วว่า การดำเนินนโยบายของผู้นำรัฐมหาอำนาจใหญ่ในยุคปัจจุบัน เหมือนกับพวกเขาพาเรากลับสู่การเมืองโลกแบบ “Realpolitik” เช่นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ของยุโรป หรืออาจกล่าวในอีกแบบว่า เรากำลังเห็นการเมืองโลกที่เป็น “สัจนิยม” (Realism) โดยผู้นำรัฐมหาอำนาจจะเน้นในเรื่องของผลตอบแทนเฉพาะหน้าในทางปฏิบัติ มากกว่าจะให้ความสำคัญกับนโยบายในแบบที่เน้นถึงหลักการ อุดมการณ์ ศีลธรรม หรือจริยธรรมระหว่างประเทศ

 

แนวคิดนี้จึงมีนัยเชื่อมโยงกับการใช้อำนาจของรัฐในเวทีระหว่างประเทศ ในแบบที่อาจถูกวิจารณ์ว่าเป็นนโยบายที่ “ไม่มีศีลธรรม” หรือบางที นโยบายนี้อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องของการใช้ “อำนาจบังคับ” เพื่อให้รัฐตนบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ อันอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า ปัจจัยพื้นฐานของแนวคิดนี้คือการใช้ “อำนาจ” (coercive power) ไม่ใช่เรื่องของ “ศีลธรรม” หรือดำเนินนโยบายในเวทีระหว่างประเทศด้วยการ “บังคับ” (coercion) เพื่อให้รัฐอื่นกระทำตามความปรารถนาของรัฐตน

 

สำหรับนักการเมืองที่เป็นตัวแทนของแนวคิดนี้ คงไม่มีใครได้รับการยกย่องให้เป็นตัวแทนทางการเมืองได้ดีมากเท่ากับ “บิสมาร์ค” รัฐบุรุษชาวเยอรมัน (Otto von Bismarck) หรือบุคคลในยุคหลัง คงต้องยกสถานะนี้ให้กับ “คิสซิงเจอร์” (Henry Kissinger) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสมัยประธานาธิบดีนิกสัน ดังที่ได้ขอนำมาเป็นบุคคลอ้างอิงในตอนต้นของบทความนี้ด้วยสถานะของการเป็นอาจารย์ในสาขายุทธศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย

 

แต่เราอาจต้องยอมรับความจริงทางประวัติศาสตร์ในอีกด้านว่า แม้ชุดความคิดนี้จะเน้นถึงการใช้อำนาจในเวทีระหว่างประเทศ แต่ทั้งบิสมาร์คและคิสซิงเจอร์ ก็ไม่ได้ใช้อำนาจอย่างพรำ่เพื่อและสะเปะสะปะ แต่เป็นการใช้อำนาจในทางปฏิบัติ (practical manner) อย่างได้ผลในการตอบสนองผลประโยชน์ หรือดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ในสถานการณ์ที่ประเทศต้องเผชิญเฉพาะหน้าอยู่

 

ดังที่คิสซิงเจอร์กล่าวถึงบิสมาร์คว่า “แนวคิด Realpolitik สำหรับบิสมาร์คนั้น ขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่น และขีดความสามารถที่จะแสวงประโยชน์จากทางเลือกที่มีอยู่ โดยไม่ผูกติดอยู่กับข้อจำกัดทางด้านอุดมการณ์” ดังนั้น สำหรับบิสมาร์คแล้ว ผลประโยชน์นี้คือ “ผลประโยชน์แห่งรัฐ” ไม่ใช่ผลประโยชน์ทางชนชั้น …

 

บางทีอดคิดเล่นๆ ถึงบ้านตัวเองไม่ได้ เราพอจะมีนักคิดที่เข้าใจเรื่อง Realpolitik อยู่บ้างไหม เพราะสงครามชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ท้าทายอย่างมากต่อการทำความเข้าใจในเรื่องของ “อำนาจ” ในเวทีระหว่างประเทศ เพราะความไม่เข้าใจในมิติและบริบทของอำนาจ อาจทำให้อำนาจที่มีอยู่ในมือไม่อาจสร้างผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์ได้อย่างที่ฝ่ายเราต้องการ เพราะการใช้กำลังในแบบ “Brute Force” อาจจะไม่เป็นคำตอบในตัวเองต่อการนำมาซึ่งผลลัพธ์ทางยุทธศาสตร์ตามที่เราปรารถนา

 

หรือว่า สังคมไทยมีกองทัพขนาดใหญ่ และรัฐไทยมีอำนาจทางทหารมาก แต่ไทยไม่มี “บิสมาร์ค” ที่เข้าใจการใช้อำนาจ และทั้งไม่เข้าใจในสาระแห่งอำนาจ จนอำนาจที่มีอาจไม่เอื้อที่จะต่อการสร้างผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์ให้แก่ตัวเราเองในเชิงนโยบาย ในสภาวะเช่นนี้ การดำเนินนโยบายจึงเป็นเพียงการใช้อำนาจแบบ “หยาบๆ” และทั้งที่บางทีเราก็ไม่เข้าใจถึงเกมที่ต้องเล่น เพราะความเก่งของบิสมาร์คที่คิสซิงเจอร์ยกย่องคือ การเข้าใจเกมที่รัฐต้องเล่นในเวทีระหว่างประเทศเป็นอย่างดี แต่ในอีกด้านอาจต้องคิดว่า นั่นเป็นเรื่องของรัฐมหาอำนาจใหญ่ รัฐเล็กๆ แบบไทยน่าจะทำได้อย่างมากคือ แค่ประคองตัวให้อยู่รอดปลอดภัยในท่ามกลาง “พายุ Realpolitik” ที่เป็นผลจากการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจเหล่านั้น

 

อำนาจแบบทรัมป์

 

หากพิจารณาจากแนวคิดเรื่อง Realpolitik แล้ว เราอาจจะต้องยอมรับในปัจจุบันว่า ทรัมป์ดูจะเป็นนักการเมืองคนหนึ่งที่เหมาะกับคำอธิบายของชุดความคิดทางการเมืองนี้ โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของทรัมป์คือ ภาพของผู้นำอเมริกันในแบบ “อำนาจนิยม” ซึ่งทำให้การใช้อำนาจของเขาสอดคล้องกับบุคลิกที่เขาต้องการสื่อสารกับสังคมอเมริกันและสังคมโลกว่า เขาเป็นผู้นำที่เข้มแข็งในแบบ “strongman leadership” หรือทรัมป์ในช่วงที่ผ่านมาชอบกล่าวโจมตีเสมอว่า เขาไม่ใช่ “ผู้นำอ่อนแอ” ในแบบของประธานาธิบดีไบเดน เป็นต้น อีกทั้ง เขาแสดงออกเสมอมาว่า เขาเป็นประธานาธิบดีอเมริกันในแบบที่ “กล้าใช้อำนาจ”

 

การใช้อำนาจในการกลับสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งในปีแรกคือ ปี 2025 นั้น ไม่มีอะไรที่ส่งผลกระทบกับเวทีโลกได้มากเท่ากับการประกาศ “ภาษีทรัมป์” อันเป็นการสร้าง “อำนาจบังคับ” (coercive power) ทางเศรษฐกิจในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน อีกทั้งทรัมป์ยังแสดงท่าทีในแบบ “จักรวรรดินิยม” ที่ต้องการขยายดินแดน เช่น ข้อเสนอที่จะผนวกกรีนแลนด์และคลองปานามา เป็นต้น

 

แม้การใช้กำลังในลักษณะของอำนาจบังคับครั้งนี้ ทรัมป์ไม่ได้แสดงท่าทีที่ต้องการผนวกดินแดน แต่ก็แสดงชัดถึงความต้องการในการควบคุมเวเนซุเอลา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวคิดที่สหรัฐจะต้องเป็นผู้ควบคุมดินแดนในส่วนของ “ภูมิภาคตะวันตก” (Western Hemisphere) เหมือนเช่นในอดีตของการประกาศ “หลักการมอนโรว์” (Monroe Doctrine) ที่ประธานาธิบดีมอนโรว์ (James Monroe) ประกาศไว้ในปี 1823 และผู้นำสหรัฐฯ ในปัจจุบันประกาศชัดเจนอีกครั้งในทางภูมิรัฐศาสตร์ว่า ภูมิภาคตะวันตกคือ “ภูมิภาคของเรา” (Western hemisphere is our hemisphere)

 

ในมุมมองของสหรัฐฯ ในปัจจุบันนั้น ภูมิภาคนี้กำลังเห็นถึงการเข้ามามีบทบาทของรัฐมหาอำนาจอื่น ได้แก่ จีน และรัสเซีย อีกทั้งยังมีอิหร่านเข้ามาเกี่ยวข้องในเวเนซุเอลาด้วย ซึ่งการเข้ามาของ 3 ประเทศเช่นนี้ ถูกถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงโดยตรงต่อสหรัฐฯ และสหรัฐฯ พร้อมที่จะใช้กำลังเข้าจัดการ [ขอไม่แปลคำว่า “doctrine” ว่าเป็น “หลักนิยม” แบบวิชาทหาร หรือแปลว่า “ลัทธิ” แบบที่ตำราไทยใช้ แต่คำประกาศนี้เป็น “หลักการ” ในเชิงนโยบายที่ผู้นำสหรัฐฯ ใช้ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ]

 

Realpolitik ของทรัมป์

 

การบุกเวเนซุเอลาแม้จะเกี่ยวโยงทั้งกับปัญหายาเสพติด แหล่งน้ำมัน สินแร่ที่หายาก และอื่นๆ แต่สิ่งที่บ่งบอกอย่างชัดเจนในทางยุทธศาสตร์คือ การปรากฏตัวของ “หลักการทรัมป์” (Trump Doctrine) ซึ่งอาจเรียกในอีกแบบว่าเป็น “หลักการมอนโรว์ในศตวรรษที่ 21” ที่ต้องการขจัดและผลักดันให้อิทธิพลของมหาอำนาจอื่นๆ ออกไปจากหลังบ้านอเมริกันในยุคปัจจุบัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ปฏิบัติการเวเนซุเอลาของทรัมป์คือ การ “ไล่จีน รัสเซีย และอิหร่าน” ออกไปจากภูมิภาคตะวันตก และสถาปนา “อำนาจรัฐอเมริกัน” ในฐานะจักรวรรดิที่ควบคุมอาณาบริเวณพื้นที่แถบนี้

 

การดำเนินการเช่นนี้ ย่อมทำให้รัฐมหาอำนาจใหญ่อีก 2 ประเทศ พร้อมที่จะดำเนินนโยบายด้วยการขยายอำนาจเข้าไปในพื้นที่ที่รัฐตนได้อ้างความเป็นผู้ควบคุมในฐานะของการเป็น “เขตอิทธิพล” (sphere of influence) ดังจะเห็นถึงความปรารถนาของรัสเซียในการเข้าควบคุมพื้นที่เดิมที่เคยอยู่ในการปกครองของรัสเซีย โดยเฉพาะกรณียูเครน หรือความต้องการของจีนในการสร้างเขตอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งล้วนเป็นการเมืองแบบเก่าที่โลกเคยผ่านประสบการณ์มาแล้ว

 

ดังนั้นเราอาจกล่าวได้ว่า การเข้าแทรกแซงการเมืองเวเนซุเอลาของผู้นำอเมริกันในท้ายที่สุดแล้วคือ การจัดการกับปัญหาความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ของพื้นที่หลังบ้านอเมริกันนั่นเอง หรือหากกล่าวให้ชัดเจนก็คือ “ทรัมป์กวาดหลังบ้านอเมริกัน” ด้วยการไล่คนนอกออกไป และโยนคนในบางส่วนที่เป็นปัญหาสำหรับอเมริกันออกไปด้วย พร้อมกันนี้ ก็อาจขอมีของติดไม้ติดมือจากการกวาดบ้านครั้งนี้สักหน่อย

 

ในการดำเนินนโยบายของรัฐมหาอำนาจใหญ่ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ ให้คำตอบแก่เราอย่างชัดเจนถึงการหวนคืนของการเมืองโลกแบบ “Realpolitik” … โลกศตวรรษที่ 19 ในยุคของบิสมาร์คกลับมาเยือนพวกเราอีกครั้งในศตวรรษที่ 21 แล้วนั่นเอง และทั้งหมดนี้บอกแก่เราประการเดียวว่า โลก 2026 อาจจะผันผวนมากกว่าที่เราคิด !

 

คำเตือนท้ายบท:

 

ผู้นำสหรัฐฯ ใช้กำลังเข้าไป “อุ้ม” ผู้นำประเทศอื่นได้ แต่ไม่ได้บอกว่า ไทยจะใช้กำลังเข้าไปอุ้มผู้นำประเทศเพื่อนบ้านได้ในแบบที่ทรัมป์ทำ … เลิกจินตนาการเลอะเทอะเสียทีเถอะครับ รัฐไทยไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐมหาอำนาจใหญ่ในเวทีสากลที่จะทำเช่นนั้นได้โดยไม่เผชิญหน้ากับการถูกวิจารณ์อย่างหนักจากเวทีโลก!

 

หนังสือที่ถูกกล่าวอ้างในบทความ:

 

  • Henry Kissinger, Diplomacy (New York: Simon & Schuster, 1994)
  • Henry Kissinger, World Order: Reflections on the Character of Nations and the Course of History (New York: Allen Lane, 2014)

 

ภาพ: Joe Raedle / Getty Images

The post ปี 2026 การกลับมาของ Realpolitik และ ‘ปฏิบัติการ’ สุขสันต์ปีใหม่จากทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากลาตินอเมริกาถึงตะวันออกกลาง! ‘ทรัมป์’ ขู่ทั่วโลก หลังเหตุจับกุมผู้นำเวเนซูเอลา https://thestandard.co/trump-threatens-world-venezuela-arrest/ Tue, 06 Jan 2026 12:30:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1161993 จากลาตินอเมริกาถึงตะวันออกกลาง ‘ทรัมป์’ ขู่ทั่วโลก หลังเหตุจับกุมผู้นำเวเนซูเอลา

สรุปท่าทีสำคัญของทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อรัฐบาลประเทศอ […]

The post จากลาตินอเมริกาถึงตะวันออกกลาง! ‘ทรัมป์’ ขู่ทั่วโลก หลังเหตุจับกุมผู้นำเวเนซูเอลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากลาตินอเมริกาถึงตะวันออกกลาง ‘ทรัมป์’ ขู่ทั่วโลก หลังเหตุจับกุมผู้นำเวเนซูเอลา

สรุปท่าทีสำคัญของทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อรัฐบาลประเทศอื่น หลังเกิดเหตุกุมตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และภรรยา เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงปฏิกิริยาตอบกลับจากรัฐบาลประเทศต่างๆ

 

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังเหตุการณ์กุมตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และภรรยา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีและสมาชิกรัฐบาลสหรัฐฯ คนอื่นๆ ได้ออกคำเตือนไปยังรัฐบาลหลายประเทศ รวมถึงโคลอมเบีย คิวบา เม็กซิโก อิหร่าน และกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก

 

โดยทรัมป์อ้างว่า “ภารกิจของเราคือการทำให้แน่ใจว่า ประเทศรอบข้างมีความมั่นคง และประสบความสำเร็จ และเป็นประเทศที่สามารถนำน้ำมันออกมาใช้ได้อย่างเสรี และทำให้ความยิ่งใหญ่ของอเมริกาในซีกโลกตะวันตกจะไม่ถูกตั้งคำถามอีกต่อไป”

 

กรีนแลนด์

 

ทรัมป์ย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องการเกาะขนาดใหญ่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนืออย่าง ‘กรีนแลนด์’ ในมุมมองด้านความมั่นคงแห่งชาติ

 

“เราต้องการกรีนแลนด์… ตอนนี้มันเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาก กรีนแลนด์เต็มไปด้วยเรือของรัสเซียและจีน” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบิน Air Force One “เราต้องการกรีนแลนด์ในแง่ของความมั่นคงแห่งชาติ และเดนมาร์กคงไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้”

 

ด้าน Jens Frederik Nielsen นายกรัฐมนตรี กรีนแลนด์ ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ความเห็นล่าสุดของทรัมป์เมื่อวันจันทร์ว่า “วาทกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในขณะนี้จากสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พูดถึงการ ‘ต้องการกรีนแลนด์’ และโยงเราเข้ากับเวเนซุเอลาและการแทรกแซงทางทหารนั้น ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องผิด แต่ยังเป็นการไม่ให้เกียรติกันด้วย”

 

“ประเทศของเราไม่ใช่วัตถุในวาทกรรมของมหาอำนาจ เราคือประชาชน คือประเทศ และคือประชาธิปไตย” Nielsen กล่าวเสริม

 

“เราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ต้องกังวลว่า การยึดครองประเทศจะเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน” Nielsen กล่าวในงานแถลงข่าว ตามรายงานของรอยเตอร์ “คุณจะเปรียบเทียบกรีนแลนด์กับเวเนซุเอลาไม่ได้ เราเป็นประเทศประชาธิปไตย”

 

ทรัมป์ระบุซ้ำๆ ว่า เขาต้องการผนวกรวมกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นเกาะที่อุดมไปด้วยทรัพยากรขนาด 2.16 ล้านตารางกิโลเมตร โดยอ้างว่าดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์กแห่งนี้มีความจำเป็นต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ แม้ว่าเขาจะเคยอ้างถึงเหตุผลด้าน ‘ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ’ ด้วยก็ตาม

 

โดยทั้งกรีนแลนด์และเดนมาร์ก ซึ่งเป็นพันธมิตรนาโต (NATO) ของสหรัฐฯ ต่างคัดค้านแนวคิดนี้อย่างแข็งขัน

 

โคลอมเบีย

 

เมื่อวันอาทิตย์ ทรัมป์ใช้ถ้อยคำรุนแรงต่อประธานาธิบดี กุสตาโว เปโตร (Gustavo Petro) ของโคลอมเบีย โดยระบุว่าเป็น “คนป่วยที่ชอบผลิตโคเคนขายให้สหรัฐฯ และเขาคงจะทำแบบนั้นได้อีกไม่นาน”

 

เมื่อนักข่าวถามจี้ว่าความเห็นดังกล่าวหมายความว่าจะมี ‘ปฏิบัติการ’ ในโคลอมเบียในอนาคตหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ผมว่าก็ฟังดูเข้าท่านะ” (Sounds good to me)

 

ด้านเปโตรปกป้องผลงานของรัฐบาลในการปราบปรามยาเสพติดผ่านโพสต์ความยาวเกือบ 700 คำบน X โดยยกย่องสิ่งที่เรียกว่า ‘การยึดโคเคนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก’

 

พร้อมกล่าวเสริมว่า “ผมไม่ได้เป็นผู้นำเถื่อน และผมไม่ได้เป็นพ่อค้ายา สินทรัพย์เดียวที่ผมมีคือบ้านของครอบครัวที่ผมยังคงผ่อนจ่ายด้วยเงินเดือนของผมเอง”

 

เปโตรกล่าวอีกว่า ได้สั่งการให้มีการทิ้งระเบิดแบบเจาะจงเป้าหมายต่อกลุ่มติดอาวุธที่เชื่อมโยงกับยาเสพติด โดยยังคงยึดถือหลักกฎหมายมนุษยธรรม

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระบุว่า การผลิตโคเคนในโคลอมเบียได้พุ่งสูงทำลายสถิติ

 

ทั้งนี้ เปโตร ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกกลุ่มกองโจร M19 กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า เขาจะต่อสู้เพื่อปกป้องโคลอมเบียด้วยตนเอง

 

“ผมเคยสาบานว่าจะไม่แตะต้องอาวุธอีก… แต่เพื่อมาตุภูมิ ผมจะจับอาวุธขึ้นสู้อีกครั้ง” เขากล่าว

 

เปโตรเคยสร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลทรัมป์ จนถูกยกเลิกวีซ่าสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน หลังจากที่เขาเรียกร้องให้ทหารสหรัฐฯ ขัดขืนคำสั่ง

 

คิวบา

 

ทรัมป์กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า การแทรกแซงทางทหารในคิวบา ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของเวเนซุเอลานั้นไม่จำเป็น เพราะคิวบา “พร้อมจะล่มสลายแล้ว”

 

“ผมไม่คิดว่าเราต้องลงมือทำอะไร” ทรัมป์กล่าว “ดูเหมือนว่ามันกำลังจะพังทลายลงเอง”

 

“ผมไม่รู้ว่าพวกเขาจะยื้อไปได้นานแค่ไหน แต่ตอนนี้คิวบาไม่มีรายได้แล้ว พวกเขาได้รายได้ทั้งหมดมาจากเวเนซุเอลา จากน้ำมันเวเนซุเอลา”

 

แต่นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ เรียกรัฐบาลคิวบาว่าเป็น ปัญหาใหญ่”

 

“ผมจะไม่บอกคุณว่าก้าวต่อไปและนโยบายของเราจะเป็นอย่างไรในตอนนี้ แต่ผมคิดว่าคงไม่ใช่ความลับอะไรที่เราไม่ใช่แฟนคลับของระบอบการปกครองคิวบา” รูบิโอกล่าว

 

โดยในการชุมนุมเมื่อวันเสาร์หน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงฮาวานา Miguel Díaz-Canel ประธานาธิบดีคิวบา ให้คำมั่นว่าจะไม่ปล่อยให้พันธมิตรคิวบา-เวเนซุเอลาล่มสลายโดยไม่ต่อสู้

 

“เพื่อเวเนซุเอลา และแน่นอนเพื่อคิวบา เรายินดีสละแม้กระทั่งชีวิตของตนเอง แม้ในราคาที่สูงลิ่ว” Díaz-Canel ประกาศ

 

เม็กซิโก

 

ทรัมป์มักกล่าวหาเม็กซิโกอยู่บ่อยครั้งว่า ทำหน้าที่ไม่เพียงพอในการกวาดล้างแก๊งค้ายาเสพติด

 

โดยเมื่อวันอาทิตย์ ทรัมป์กล่าวว่า ยาเสพติดกำลัง ‘ทะลัก’ ผ่านเม็กซิโก และ ‘เราจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่าง’

 

เพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาของทรัมป์ที่ว่าเม็กซิโกยังทำไม่ดีพอในการต่อสู้กับแก๊งค้ายาเสพติด Claudia Sheinbaum ประธานาธิบดีเม็กซิโกกล่าวว่า “เม็กซิโกร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา รวมถึงด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เฟนทานิลและยาเสพติดอื่นๆ ไปถึงประชากร โดยเฉพาะเยาวชน”

 

“เราไม่ต้องการให้เฟนทานิลหรือยาเสพติดใดๆ เข้าใกล้เยาวชนคนไหน ไม่ว่าจะในสหรัฐอเมริกา ในเม็กซิโก หรือที่ใดก็ตามในโลก”

 

Sheinbaum ปฏิเสธแนวคิดเรื่องการใช้กำลังทหารของสหรัฐฯ บนแผ่นดินเม็กซิโกอีกครั้ง โดยกล่าวว่า ม่คิดว่าสหรัฐฯ กำลังพิจารณาเรื่องการบุกรุกเม็กซิโกอย่างจริงจัง

 

อิหร่าน

 

ทรัมป์ยังย้ำคำเตือนไปยังอิหร่าน ซึ่งการประท้วงต่อต้านรัฐบาลได้เข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้ว

 

“หากพวกเขาเริ่มฆ่าประชาชนเหมือนที่เคยทำในอดีต ผมคิดว่าพวกเขาจะถูกสหรัฐฯ จัดการอย่างหนัก” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันอาทิตย์

 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์กล่าวว่าหากอิหร่าน “สังหารผู้ประท้วงอย่างสันติ ซึ่งเป็นธรรมเนียมของพวกเขา สหรัฐอเมริกาจะเข้าไปช่วยกู้สถานการณ์ เราเตรียมพร้อมเต็มอัตราศึกและพร้อมลุยทันที”

 

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ทรัมป์เตือนอิหร่านไม่ให้พยายามฟื้นฟูโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ หลังจากพบกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล

 

ทรัมป์กล่าวว่า “ผมได้ยินมาว่าอิหร่านพยายามจะเสริมสร้างกำลังขึ้นมาใหม่ และถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็ต้องจัดการทำลายให้ราบคาบ”

 

ด้าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า “จะไม่ยอมจำนนต่อศัตรู และผู้ก่อจลาจลควรถูกจัดการให้รู้ที่ต่ำที่สูง”

 

ภาพ: Viktor Tanasiichuk/Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post จากลาตินอเมริกาถึงตะวันออกกลาง! ‘ทรัมป์’ ขู่ทั่วโลก หลังเหตุจับกุมผู้นำเวเนซูเอลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘UN ไร้พลัง โลกจักรวรรดินิยมกลับมาแล้ว?’ เจฟฟรีย์ แซคส์ มองโลกหลังกรณีเวเนซุเอลาอย่างไร https://thestandard.co/un-imperialism-sachs-venezuela/ Tue, 06 Jan 2026 12:07:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1161976 `UN ไร้พลัง โลกจักรวรรดินิยมกลับมาแล้ว?’ เจฟฟรีย์ แซคส์ มองโลกหลังกรณี เวเนซุเอลาอย่างไร`

เจฟฟรีย์ แซคส์ (Jeffrey Sachs) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสต […]

The post ‘UN ไร้พลัง โลกจักรวรรดินิยมกลับมาแล้ว?’ เจฟฟรีย์ แซคส์ มองโลกหลังกรณีเวเนซุเอลาอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
`UN ไร้พลัง โลกจักรวรรดินิยมกลับมาแล้ว?’ เจฟฟรีย์ แซคส์ มองโลกหลังกรณี เวเนซุเอลาอย่างไร`

เจฟฟรีย์ แซคส์ (Jeffrey Sachs) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ชื่อดังชาวอเมริกัน ผู้อำนวยการศูนย์การพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และเป็นอดีตที่ปรึกษาพิเศษให้กับเลขาธิการสหประชาชาติมาแล้วถึง 3 คน ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านช่องทางออนไลน์กับ เกล็นน์ ดีเซน (Glenn Diesen) ศาสตราจารย์และนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชาวนอร์เวย์ที่มีชื่อเสียงด้านการวิเคราะห์สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ถึงปฏิบัติการของสหรัฐอเมริกาในการจับกุมตัว นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา จนทำให้ทั่วทั้งโลกตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

 

รวมถึงการบรรยายสรุปของศาสตราจารย์แซคส์ ต่อที่ประชุมวาระเร่งด่วนของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เกี่ยวกับประเด็นเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2026

 

และนี่คือ สรุปใจความสำคัญและมุมมองของศาสตราจารย์แซคส์ต่อประเด็นนี้

 

การปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญในสหรัฐฯ มาถึง ‘จุดสิ้นสุด’?

 

  • อาจารย์แซคส์มองว่า นี่เป็นการกระทำที่ ‘ผิดกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง’ และเป็นเพียงหนึ่งในการกระทำผิดกฎหมายของสหรัฐฯ ที่มีมาอย่างยาวนาน

 

  • โดนัลด์ ทรัมป์ข่มขู่ประเทศใหม่ๆ แทบทุกวัน เขาเพิ่งทิ้งระเบิดไนจีเรียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาบอกว่าสหรัฐฯ จะเข้าแทรกแซงอิหร่านหากรัฐบาลกระทำการต่อผู้ประท้วงในแบบที่ทรัมป์ไม่ชอบ เขาเพิ่งบุกรุกเวเนซุเอลา เขาเพิ่งแต่งตั้งทูตพิเศษประจำกรีนแลนด์ พร้อมประกาศว่ากรีนแลนด์จะต้องเป็นของสหรัฐฯ ซึ่งแน่นอนว่านี่คือ ‘การข่มขู่ยุโรป’ แต่ยุโรปกลับไม่ยอมรับรู้เรื่องนี้ พวกเขาวางตัวเฉยเมยเกินไป

 

  • เราไม่ได้อยู่ใน ‘ระเบียบแห่งรัฐธรรมนูญ’ ในสหรัฐฯ อีกต่อไป แต่อยู่ในระเบียบที่นำโดย ‘รัฐทหาร’ ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ทุกอย่างทำโดยกฤษฎีกาฝ่ายบริหาร เมื่อมีสมาชิกสภาคองเกรสกล่าวถึงรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ในวันนี้ ทรัมป์กลับพูดว่า “เขาจะคร่ำครวญเรื่องอะไรกัน นี่มันไร้สาระสิ้นดี”

 

  • สิ่งที่ทรัมป์ทำคือ การเปิดโปงความจริงที่ว่า การปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญในสหรัฐอเมริกามาถึง ‘จุดสิ้นสุด’ แล้ว สิ่งนี้ทำให้โลกตกอยู่ในอันตรายอย่างมาก

 

  • ประวัติศาสตร์ทั้งหมดของปฏิบัติการ ‘เปลี่ยนระบอบการปกครอง’ (Regime Change) โดยสหรัฐฯ ซึ่งน่าจะมีจำนวนราว 100 ปฏิบัติการนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาคือ บันทึกของการนองเลือด ความรุนแรง การจงใจสร้างความไม่มั่นคง การรัฐประหาร การลอบสังหาร และสงครามกลางเมือง

 

  • อาจารย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า เขายังไม่สังเกตเห็นสื่อกระแสหลักในสหรัฐฯ แม้แต่รายเดียวที่ ‘ตั้งคำถาม’ เกี่ยวกับเรื่องนี้ หนังสือพิมพ์อย่าง New York Times ที่เรียกตัวเองว่าเป็นหนังสือพิมพ์ ‘บันทึกสถิติระดับชาติ’ ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้แม้แต่ครั้งเดียว ขณะที่สภาคองเกรสก็ดูเหมือนไร้ตัวตน ไม่มีตัวตนอยู่จริง

 

  • ทั้งหมดที่เกิดขึ้นน่าตื่นตระหนกและน่ากังวลอย่างยิ่ง โดยอาจารย์ย้ำว่า เรื่องราวในเวเนซุเอลายังคงห่างไกลจากจุดจบ การจับกุมตัวประธานาธิบดีมาดูโร ‘ไม่ใช่จุดจบของอะไรทั้งสิ้น’ ที่นั่นยังมีรัฐบาลประจำการอยู่ มีกองทัพ มีมวลชนที่พร้อมจะเคลื่อนไหว และมีปืนอยู่มากมายทั่วทุกแห่ง นี่อาจไม่ใช่การเข้ายึดครองที่ราบรื่นของสหรัฐฯ ในแบบที่ทรัมป์เชื่อมั่น

 

UN ไร้พลัง ‘โลกจักรวรรดินิยม’ กลับมาแล้ว?

 

  • อาจารย์แซคส์เสนอให้เปลี่ยนชื่อ ‘รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ’ เป็น ‘รางวัลโนเบลสาขาสงคราม’ เพราะปีนี้รางวัลนี้ถูกมอบให้กับบุคคลที่เรียกร้องให้ สหรัฐฯ โจมตีทางทหารต่อเวเนซุเอลา นี่คือ ‘โศกนาฏกรรม’ สำหรับบรรดาประเทศ รัฐบาล และสถาบันที่ครั้งหนึ่งเคยพูดถึงเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ

 

  • การตอบสนองของยุโรปนั้น ‘น่าเวทนาอย่างที่สุด’ ดูเหมือนผู้นำทุกคนในยุโรปจะ ‘ยอมสยบต่อสหรัฐฯ’ ด้วยความหวาดกลัว แถลงการณ์ที่แรงที่สุดที่ออกมามีเพียงแค่ “เราหวังว่าสถานการณ์จะกลับสู่เสถียรภาพในเร็ววัน” โดยไม่มีใครแสดงอาการตกใจต่อการโจมตีต่อระเบียบโลก ต่อกฎบัตรสหประชาชาติ หรือต่อสันติภาพเลย ยุโรปตอนนี้จึงมีสภาพเป็นเพียง ‘รัฐบริวาร’ ที่ยอมจำนนต่อสหรัฐฯ

 

  • เมื่อพูดถึงลาตินอเมริกา ทรัมป์พูดอย่างเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ปกครองซีกโลกตะวันตก และจะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขทั้งหมด ทรัมป์ยังอ้างว่า ‘น้ำมันนั่นเป็นของเรา’ นี่คือการจ้องฮุบน้ำมันของเวเนซุเอลาอย่างชัดเจน พร้อมบอกว่า บริษัทของสหรัฐฯ จะกลับเข้าไปทำธุรกิจในเวเนซุเอลาอีกครั้ง

 

  • อาจารย์มองว่านี่คือโลกที่เราเคยผ่านมาก่อน นั่นคือ ‘โลกของจักรวรรดินิยมแท้ๆ’ ที่ไม่ถูกตีกรอบหรือผูกมัดด้วยกฎหมายระหว่างประเทศใดๆ ซึ่งนั่นนำไปสู่สงครามโลกถึง 2 ครั้ง แต่เราไม่เคยอยู่ในสภาพที่ไร้ขื่อแปแบบนี้ในยุคนิวเคลียร์มาก่อน ซึ่ง ‘น่ากังวลอย่างยิ่ง’ ที่มีอันธพาลที่คุ้มดีคุ้มร้าย ไร้ระเบียบวินัย และดิบเถื่อน เป็นคนนอกกฎหมายโดยสิ้นเชิง และไม่เคารพบรรทัดฐานใดๆ มาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยที่ไม่มีอำนาจถ่วงดุลใดๆ เลยในยุโรป ไม่มีแม้แต่เสียงเดียวที่พูดถึงความถูกต้องหรือกฎหมายระหว่างประเทศ

 

  • อาจารย์สันนิษฐานว่า รัสเซียและจีนกำลังจับตามองดูอยู่ นี่คือการละเมิดกฎหมายที่ชัดแจ้ง แต่พวกเขาคงไม่เข้ามาแทรกแซงในซีกโลกตะวันตก สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอีกก้าวหนึ่งของ ‘การรื้อทำลายสถาบันและบทเรียน’ ที่เราเคยคิดว่าได้เรียนรู้จากสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ซึ่งเราได้ติดตั้งมันไว้ในระบบสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเปราะบาง

 

  • สหประชาชาติ (UN) วันนี้อยู่ในสถานะเดียวกับ ‘สันนิบาตชาติ’ (League of Nations) ในยุคล่มสลาย ช่วงปลายทศวรรษ 1930 และต้นทศวรรษ 1940 ซึ่ง ‘ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง’ ในตอนนี้ อาจารย์เสียใจที่ต้องพูดแบบนี้ หลังทำงานร่วมกับ UN มานาน 25 ปี แต่สหรัฐฯ ได้ละทิ้ง UN แล้ว และกำลังจงใจทำลายองค์การนี้ สหรัฐฯ กำลังจงใจทำลายเศษเสี้ยวของกฎหมายระหว่างประเทศที่เหลืออยู่

 

  • สิ่งจำเป็นในตอนนี้ที่อาจารย์ยังไม่สังเกตเห็นคือ การที่โลกส่วนที่เหลือรวมตัวกัน เพื่อยืนยันว่า “เรื่องนี้จะปล่อยให้ผ่านไปแบบนี้ไม่ได้”

 

  • อาจารย์ยังตั้งคำถามว่า ยุโรปจะรู้สึกอย่างไรเมื่อสหรัฐฯ บุกยึดกรีนแลนด์ ทรัมป์ประกาศเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมีโอกาสสูงมากที่จะเกิดขึ้น วันหนึ่งทรัมป์จะบอกว่า เรามีสภาวะฉุกเฉินระดับชาติ แล้วกรีนแลนด์ก็จะถูกยึดครอง นี่คือโลกตอนนี้ที่ไม่มีใครยึดถือ ‘หลักการ’

 

บุกเวเนซุเอลาคือ ‘โปรเจกต์ระยะยาวของสหรัฐฯ’?

 

  • อาจารย์แซคส์มองว่า คำอธิบายต่างๆ ที่ถูกยกขึ้นมาอ้างนั้น เป็นแค่ ‘เรื่องตลก’ หรือ ‘สิ่งที่สหรัฐฯ ปั้นแต่งขึ้นมา’ เพื่อใช้เฉพาะหน้า สหรัฐฯ พยายามโค่นล้มรัฐบาลเวเนซุเอลามา 23 ปีแล้ว เคยพยายามรัฐประหาร อูโก ชาเบซ (Hugo Chávez) ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาคนก่อนหน้าผู้ล่วงลับ

 

  • สหรัฐฯ เคยประกาศว่า ‘เวเนซุเอลาคือ ศัตรูของสหรัฐฯ’ เพราะนี่คือ ‘ระบอบปีกซ้าย’ ที่เชื่อว่า ‘ทรัพยากรของเวเนซุเอลาเป็นของคนเวเนซุเอลา’ และไม่ต้องทำตามคำบงการของสหรัฐฯ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน

 

  • สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ในปี 2017 ซึ่งเป็นปีแรกที่ทรัมป์รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก ทรัมป์เคยพูดในโต๊ะอาหารค่ำท่ามกลางผู้นำละตินอเมริกาว่า “ทำไมผมถึงจะบุกเวเนซุเอลาเลยไม่ได้ล่ะ?” ความคิดของทรัมป์ที่จะบุกเวเนซุเอลาถูกบ่มเพาะมานานถึง 8 ปี โดยมี ‘หัวหน้ากองเชียร์’ คือ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ คนปัจจุบัน นี่คือ ‘โปรเจกต์ระยะยาวของสหรัฐฯ’

 

  • นี่คือ ‘ความพยายามร่วมมือกันในระยะยาว’ เพื่อล้มรัฐบาลเวเนซุเอลา โดยอาจารย์แซคส์อธิบายว่า นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ มักทำงานในระยะยาว และสร้างเรื่องโกหกหรือโครงเรื่องอะไรก็ได้ในทุกขณะเพื่อประคองแผนงานนั้นไว้ อย่างกรณีของยูเครนคือ โปรเจกต์ 30 ปีที่จะดึงยูเครนเข้าสู่วงโคจรทหารของสหรัฐฯ หรือย้อนกลับไปต้นทศวรรษ 1990 ในกรณีของเวเนซุเอลาที่มีความพยายามมามากกว่า 20 ปี และกรณีของซีเรียที่ บาชาร์ อัล-อัสซาด ถูกโค่นล้มเมื่อปี 2024 นั่นคือความพยายาม 13 ปี ของ CIA และเครือข่ายอำนาจเบื้องหลัง (Deep State) ในสหรัฐฯ

 

  • สิ่งที่เกิดขึ้นคือ โปรเจกต์ที่พยายามโค่นล้มเวเนซุเอลา ซึ่งมีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก มากกว่าซาอุดีอาระเบีย

 

  • อาจารย์ยังระบุว่า สหรัฐฯ ขณะนี้ไม่มีระเบียบรัฐธรรมนูญ มีประธานาธิบดีที่กอบโกยความมั่งคั่งให้ตัวเองและพวกพ้องโดยไม่มีใครกล้าพูดอะไร สหรัฐฯ เข้าสู่ยุค ‘หลังรัฐธรรมนูญ’ (Post-Constitutional Order) แล้ว

 

  • โลกไม่ควรนิ่งดูดายหากได้เรียนรู้บทเรียนจากประวัติศาสตร์ นี่คือ ‘ช่วงเวลาที่อันตรายอย่างยิ่งยวด’ เหตุผลที่เราสร้างกฎหมายระหว่างประเทศและศาลยุติธรรมระหว่างประเทศขึ้นมา ไม่ได้เพื่อให้สหรัฐฯ มาคว่ำบาตร ข่มขู่ หรือทุบตีทิ้ง แต่สร้างขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายล้างโลกใน ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’ ทว่าในยุคนิวเคลียร์นี้ เรากำลังขยับเข้าใกล้จุดนั้นทุกขณะ เมื่อสหรัฐฯ ฉีกกฎบัตรสหประชาชาติทิ้ง

 

ถอดรื้อแนวคิด ‘ประชาธิปไตยคือสันติภาพ’

 

  • อาจารย์แซคส์กล่าวว่า แนวคิดที่ว่า ‘ประชาธิปไตยคือสันติภาพ’ นั้นเป็นเพียงเทพนิยายที่ ‘ถูกพิสูจน์แล้วว่าผิด’ ตั้งแต่เมื่อ 2,300 ปีก่อน และถูกพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่านับจากนั้น โดยเฉพาะในกรณีของ เอเธนส์เคยเป็นประชาธิปไตยในยุคสมัยของตน แต่กลับเป็นจักรวรรดินิยมตัวฉกาจที่ทำสงครามและทำลายล้างนครรัฐอื่น จนสุดท้ายก็อ่อนแอลงและพ่ายแพ้ต่อสปาร์ตาในที่สุด

 

  • ในศตวรรษที่ 19 มหาอำนาจประชาธิปไตยอย่างอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถมากที่สุดในศตวรรษนั้น ก็กระโจนเข้าโจมตีแทบทุกแห่งทั่วโลก ขณะที่ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 สหรัฐฯ ได้ขึ้นมาเป็นมหาอำนาจโลกแทนที่อังกฤษ ด้วยปฏิบัติการเปลี่ยนระบอบการปกครองกว่าร้อยครั้ง สงครามที่เลือกจะทำเอง และสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนข้ออ้างอะไรก็ตามที่สหรัฐฯ ต้องการ

 

  • ‘ประชาธิปไตย’ โดยเหล่านักล่าอาณานิคมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเอเธนส์ อังกฤษ หรือสหรัฐฯ ล้วนหมายถึง ‘สงครามที่แทบจะไม่เคยหยุดนิ่ง’

 

โปรเจกต์อิหร่าน เป้าหมายต่อไปของสหรัฐฯ?

 

  • ขณะนี้ ‘อิหร่าน’ ก็เป็นโปรเจกต์หนึ่ง เหมือนเวเนซุเอลากับซีเรีย สหรัฐฯ แทรกแซงอิหร่านมาตั้งแต่ปี 1953 เมื่อครั้งโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตยของ โมฮัมหมัด โมซัดเดก (Mohammad Mosaddegh) อดีตนายกรัฐมนตรีของอิหร่านที่มาจากการเลือกตั้ง เพียงเพราะเขามีความกล้าที่จะคิดว่า ‘น้ำมันใต้ผืนดินอิหร่านเป็นของคนอิหร่าน’ ทำให้ CIA และ MI6 ร่วมมือกันรัฐประหารเขา และจัดตั้ง ‘รัฐตำรวจ’ ขึ้นแทน

 

  • ในปี 1979 สหรัฐฯ ก็ติดอาวุธให้แก่ประเทศอิรักเพื่อโจมตีอิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับแสนคน นับจากนั้นสหรัฐฯ ก็พยายามทำลายอิหร่านในหลายวิธี คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเกิดการประท้วงเพราะเศรษฐกิจไม่ดี แม้อิหร่านจะยอมเจรจาเพื่อแสดงให้เห็นว่าโครงการนิวเคลียร์ถูกจำกัดแล้ว แต่ทรัมป์กลับปฏิเสธและเตรียมจะบดขยี้ระบอบของอิหร่านแทน ตามเสียงกระซิบของกลุ่มล็อบบี้ไซออนิสต์ในสหรัฐฯ และอิสราเอล

 

  • อาจารย์คาดการณ์ว่า อาจมีการทิ้งระเบิดโดยอิสราเอล หรือโดยสหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอล หรือไม่ก็ปฏิบัติการบางอย่างของ CIA ในอิหร่านเร็วๆ นี้

 

‘ประชาธิปไตยที่นิยมสหรัฐฯ’ ในเวเนซุเอลา?

 

  • อาจารย์แซคส์เชื่อว่า สิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินคำพิพากษาของสังคมในสหรัฐฯ คือ ‘สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วัน ไม่กี่สัปดาห์ และไม่กี่เดือนข้างหน้า’ ซึ่งอาจารย์คาดว่า ‘จะไม่มีอะไรราบรื่น’ นี่เป็นเพียงการ ‘เด็ดหัว’ ประธานาธิบดีและภริยาของเขา แต่ยังไม่ใช่การเด็ดหัวระบอบการปกครอง

 

  • อาจารย์ตั้งข้อสังเกตว่า ยากที่จะมองเห็นว่าระบอบการปกครองจะล่มสลายลงด้วยเหตุการณ์นี้เพียงลำพังได้อย่างไร พวกเขาน่าจะมีแผนและแนวคิดเตรียมไว้แล้ว แต่ประวัติศาสตร์ของปฏิบัติการเหล่านี้มักตามมาด้วยช่วงเวลาอันยาวนานของความวุ่นวาย การรัฐประหาร ความไม่มั่นคง การก่อจลาจล และสงครามกลางเมือง สิ่งเหล่านี้ ‘มีโอกาสอย่างมาก’ ที่จะเกิดในเวเนซุเอลา

 

  • อาจารย์ยังแนะนำหนังสือ ‘Covert Regime Change’ โดย ลินด์ซีย์ โอร์ก (Lindsey O’Rourke) ลูกศิษย์ของ จอห์น เมียร์ไชม์เมอร์ (John Mearsheimer) นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันระดับตำนาน ซึ่งระบุเนื้อหาที่เกี่ยวกับปฏิบัติการเปลี่ยนระบอบการปกครองแบบลับๆ 64 ครั้งที่เกิดขึ้นระหว่างปี 1947 ถึง 1989 เพื่อช่วยทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

 

  • อาจารย์กล่าวว่า ในกรณีของเวเนซุเอลา ‘เป็นเรื่องที่ยากมาก’ ที่สหรัฐฯ จะบรรลุเป้าหมาย ความคิดที่ว่าสิ่งนี้จะนำไปสู่ ‘ประชาธิปไตยที่นิยมสหรัฐฯ’ ซึ่งบริษัทอย่าง Chevron และ ExxonMobil จะรุ่งเรืองเฟื่องฟูได้นั้น แม้จะเป็นเป้าหมายของทรัมป์ แต่อาจารย์คิดว่า ‘ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงได้’

 

‘ผลสะท้อนกลับ’ ในโลกที่ไม่อาจคาดเดา?

 

  • อาจารย์ระบุว่า ทุกครั้งที่เกิดการโจมตีอย่างรุนแรงโดยสหรัฐฯ ต่อประเทศอื่น ย่อมส่งผลกระทบสะท้อนกลับที่รุนแรงตามมา โดยรัสเซียหรือจีนจะไม่เข้ามาแทรกแซงโดยตรงหรือท้าทายสหรัฐฯ ทางทหารในเรื่องนี้ แต่จะประณามเรื่องนี้อย่างรุนแรงในแง่ของการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ

 

  • ในอนาคต หากเราเห็นเหตุการณ์นี้ตามมาด้วยความรุนแรงภายในเวเนซุเอลา และมีการโจมตีอิหร่านโดยอิสราเอล เมื่อนั้นเรากำลังมุ่งหน้าสู่การระเบิดครั้งใหญ่และโศกนาฏกรรมที่สมบูรณ์แบบ ‘กรณีของอิหร่าน’ จะอันตรายและสร้างความไร้เสถียรภาพ ‘มากกว่า’ การโจมตีเวเนซุเอลาหลายเท่า อีกทั้งอิหร่านยังมีพันธมิตรที่สามารถสร้างความเสียหายได้อย่างหนัก อิหร่านจึงมีความอันตรายอย่างยิ่ง

 

  • หากอิสราเอลฉกฉวยโอกาสขณะนี้ ซึ่งอาจารย์เชื่อว่ามีแนวโน้มสูงมากที่อิสราเอลจะใช้โอกาสนี้เปิดฉากโจมตีอิหร่าน สะท้อนว่า เรากำลังมุ่งหน้าสู่ผลกระทบที่เลวร้ายและไม่อาจคาดเดาได้ทุกรูปแบบ

 

  • หากกวาดตามองไปรอบๆ ยูเครนก็เป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ของสหรัฐฯ สิ่งที่สหรัฐฯ กำลังทำในเวเนซุเอลา เหมือนกับสิ่งที่สหรัฐฯ เคยทำในยูเครนเมื่อครั้งอดีต (เป็นโปรเจกต์ 30 ปี ที่สหรัฐฯ พยายามดึงยูเครนออกจากอิทธิพลของรัสเซีย เพื่อมาเป็นปราการของตะวันตก) อาจารย์ยังกล่าวว่า เมื่อเรามองยูเครนและเวเนซุเอลา เรากำลังมองเห็น ‘ปรากฏการณ์เดียวกัน’ นั่นคือ ‘โปรเจกต์ระยะยาว’ ของผู้ที่ต้องการเป็น ‘จ้าวโลก’ (Global Hegemon) เพียงแต่ดำเนินการด้วยวิธีการที่แตกต่างกันเท่านั้น

 

  • อาจารย์แซคส์กล่าวในช่วงท้ายว่า ทรัมป์อาจจะมีแนวคิดที่ว่า ทวีปอเมริกาเป็นของสหรัฐฯ ตะวันออกกลางก็เป็นของสหรัฐฯ ส่วนแอฟริกาสหรัฐฯ ไม่ต้องการ สำหรับยูเครน นั่นก็เป็นของรัสเซีย ดังนั้นเขาเลยคิดว่า เขาจะทำอะไรก็ได้ในพื้นที่ที่เขาต้องการ ซึ่งก็คือตะวันออกกลางและทวีปอเมริกา เขาจะทำตามใจตัวเอง และถ้าคนอื่นจะทำอะไรตามใจตัวเองบ้าง เขาก็ไม่เกี่ยง สะท้อน ‘ภาวะไร้ขื่อไร้แปในทุกที่’ (Lawlessness Everywhere) ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อสันติภาพของโลก

 

เจฟฟรีย์ แซคส์ในที่ประชุม UNSC

 

  • อาจารย์แซคส์ระบุว่า ประเด็นหลักของการหารือในที่ประชุม UNSC ไม่ใช่การพูดคุยเรื่องลักษณะการปกครองของรัฐบาลเวเนซุเอลา แต่เป็นการพิจารณาว่า ‘รัฐสมาชิกใดก็ตาม มีสิทธิใช้กำลัง การบีบบังคับ หรือมาตรการทางเศรษฐกิจ เพื่อกำหนดอนาคตทางการเมืองของรัฐอื่นหรือไม่’ ซึ่งการกระทำดังกล่าว ‘ขัดต่อมาตรา 2(4) ของกฎบัตรสหประชาชาติ’ ที่ห้ามคุกคามบูรณภาพแห่งดินแดนหรือเอกราชทางการเมืองของรัฐอื่น

 

  • นับตั้งแต่ปี 1947 นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ใช้กำลัง ปฏิบัติการลับ และบงการทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนระบอบปกครองในประเทศอื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่คือ ‘ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์’ ที่มีหลักฐานชัดเจน (พร้อมยกตัวอย่างงานของ ลินด์ซีย์ โอร์ก ตามที่เคยระบุไปข้างต้น)

 

  • บันทึกของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลานั้นชัดเจน ในปี 2002 สหรัฐฯ รับรู้และอนุมัติความพยายามรัฐประหาร ในช่วงปี 2017-2020 สหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงต่อบริษัทน้ำมันรัฐวิสาหกิจ ส่งผลให้การผลิตน้ำมันลดลง 75% และ GDP ต่อหัวลดลงถึง 62% ‘มาตรการฝ่ายเดียว’ เหล่านี้ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะมีเพียงคณะมนตรีความมั่นคงเท่านั้นที่มีอำนาจสั่งคว่ำบาตรได้

 

  • ในปี 2025 สหรัฐฯ ยกระดับความรุนแรงขึ้นทั่วโลก สหรัฐฯ ได้ดำเนินปฏิบัติการทิ้งระเบิดใน 7 ประเทศ (อิหร่าน, อิรัก, ไนจีเรีย, โซมาเลีย, ซีเรีย, เยเมน และเวเนซุเอลา) โดยไม่มีครั้งใดได้รับอนุมัติจากคณะมนตรีความมั่นคง และไม่ใช่การป้องกันตนเองตามกฎหมายภายใต้กฎบัตร ทั้งยังข่มขู่ประเทศสมาชิก UN อีกหลายประเทศ

 

  • อาจารย์แซคส์เน้นย้ำว่า สมาชิกคณะมนตรีไม่ได้ถูกเรียกมาเพื่อตัดสิน นิโกลัส มาดูโร หรือเพื่อประเมินว่าการโจมตีของสหรัฐฯ และการปิดล้อมทางทะเลจะนำมาซึ่งเสรีภาพหรือการสยบยอม แต่ถูกเรียกมาเพื่อ ปกป้องกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎบัตรสหประชาชาติ

 

  • อาจารย์แซคส์ได้เสนอแนะ ‘6 มาตรการ’ ที่คณะมนตรีความมั่นคง ‘ต้องดำเนินการทันที’ ได้แก่
    • สหรัฐฯ ต้องหยุดการข่มขู่หรือการใช้กำลังต่อเวเนซุเอลาทั้งทางตรงและทางอ้อมทันที
    • สหรัฐฯ ต้องยุติการปิดล้อมทางทะเลและมาตรการทางทหารที่บีบบังคับทั้งหมด
    • สหรัฐอเมริกาจะต้องถอนกำลังทางทหารออกจากภายในดินแดนและตามแนวเขตพื้นที่โดยรอบของเวเนซุเอลาโดยทันที ซึ่งรวมไปถึงหน่วยข่าวกรอง กองกำลังทางเรือ ทางอากาศ และสินทรัพย์ทางทหารส่วนอื่นๆ ที่ถูกวางกำลังไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการบีบบังคับ
    • เวเนซุเอลาต้องปฏิบัติตามกฎบัตร UN และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
    • เลขาธิการ UN ต้องแต่งตั้งทูตพิเศษเพื่อหารือและรายงานกลับต่อคณะมนตรีภายใน 14 วัน
    • รัฐสมาชิกทั้งหมดต้องงดเว้นจากการข่มขู่ฝ่ายเดียวหรือการใช้กำลังนอกเหนืออำนาจของคณะมนตรีความมั่นคง

 

  • อาจารย์แซคส์เน้นย้ำในที่ประชุมว่า ‘สันติภาพและความอยู่รอดของมนุษยชาติ’ ขึ้นอยู่กับว่า ‘กฎบัตรสหประชาชาติ’ จะยังคงเป็นเครื่องมือที่มีชีวิตของกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะถูกปล่อยให้เหี่ยวเฉาจนไร้ความหมาย นั่นคือ ‘ทางเลือก’ ที่อยู่ต่อหน้าคณะมนตรีในวันนี้

 

แฟ้มภาพ: Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ‘UN ไร้พลัง โลกจักรวรรดินิยมกลับมาแล้ว?’ เจฟฟรีย์ แซคส์ มองโลกหลังกรณีเวเนซุเอลาอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร? https://thestandard.co/trump-maduro-arrest-illegal/ Tue, 06 Jan 2026 07:46:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1161896 The provided headline already follows the Khaosod/Thairath spacing rule (adding a space before proper nouns that follow a verb). The sequence บุกจับ ‘มาดูโร’ demonstrates this, as there is a space between the verb phrase บุกจับ and the proper noun ‘มาดูโร’. Other parts of the headline also follow typical generous spacing for readability in this style. Therefore, no changes are needed. **Original Headline (already correctly formatted):** ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร?

ตกตะลึงไปทั่วโลกกับปฏิบัติการสุดระทึกของสหรัฐฯ ภายใต้บั […]

The post ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
The provided headline already follows the Khaosod/Thairath spacing rule (adding a space before proper nouns that follow a verb). The sequence บุกจับ ‘มาดูโร’ demonstrates this, as there is a space between the verb phrase บุกจับ and the proper noun ‘มาดูโร’. Other parts of the headline also follow typical generous spacing for readability in this style. Therefore, no changes are needed. **Original Headline (already correctly formatted):** ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร?

ตกตะลึงไปทั่วโลกกับปฏิบัติการสุดระทึกของสหรัฐฯ ภายใต้บัญชาการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ส่งหน่วยรบพิเศษบุกจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา พร้อมภริยา จากบ้านพักในกรุงคารากัส มายังสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 มกราคม และดำเนินคดีใน 4 ข้อหาร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและการก่อการร้าย

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากหลายฝ่าย ทำไมสหรัฐฯ จึงสามารถรุกล้ำอธิปไตยและบุกจับกุมตัวผู้นำของประเทศอื่นได้ แม้ว่าผู้นำประเทศนั้นจะมีความเผด็จการหรือก่ออาชญากรรมร้ายแรง และในแง่มุมกฎหมายระหว่างประเทศ การกระทำนี้ถูกหรือผิดอย่างไร

 

ผิด 100%

 

  • ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ THE STANDARD โดยยืนยันแบบตรงไปตรงมาว่า การกระทำของทรัมป์ในกรณีนี้ ‘ผิด 100%’ ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการใช้กำลังทหารเข้าไปในรัฐอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) อย่างชัดเจน

 

  • เขาชี้ว่า การที่รัฐบาลสหรัฐฯ อ้างสิทธิการป้องกันตนเอง (Self Defense) จากภัยคุกคามเรื่องยาเสพติดที่จะทะลักเข้าสู่สหรัฐฯ นั้นฟังไม่ขึ้น เพราะข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ตามกฎบัตร UN ข้อที่ 51 รัฐจะใช้กำลังป้องกันตนเองได้ก็ต่อเมื่อ ‘ถูกโจมตีด้วยอาวุธ (An armed attack occurs)’ เท่านั้น

 

  • โดยการลักลอบขนยาเสพติด แม้เป็นภัยคุกคาม แต่ไม่ใช่การโจมตีด้วยอาวุธ ดังนั้นข้ออ้างนี้จึงไม่อาจนำมาใช้สนับสนุนการใช้กำลังทหารเหนืออธิปไตยของประเทศอื่น

 

  • ขณะที่สหรัฐฯ อ้างว่า มาดูโรมีหมายจับ จึงต้องส่งกำลังเข้าไปจับกุมเพื่อบังคับใช้กฎหมาย แต่การส่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ (เช่น FBI หรือ CIA) เข้าไปจับผู้ร้ายในดินแดนของรัฐอื่น ทำไม่ได้หากเจ้าของดินแดนไม่ยินยอม เปรียบเทียบง่ายๆ คือตำรวจไทยไม่สามารถบุกไปจับผู้ร้ายที่หนีไปต่างประเทศได้เอง แม้จะมีหมายจับ หากประเทศปลายทางไม่อนุญาต

 

  • การเข้าไปจับกุมโดยพลการ ถือเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยของตนเองเหนือดินแดนรัฐอื่น ซึ่งผิดกฎหมายระหว่างประเทศอีกชั้นหนึ่ง แยกต่างหากจากเรื่องการใช้กำลังทหาร

 

  • นอกจากนี้ การที่ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ จะควบคุมการบริหารประเทศของเวเนซุเอลา หรือแม้แต่ควบคุมหรือตัดสินใจเรื่องการเปลี่ยนตัวผู้นำเวเนซุเอลานั้น ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่าเป็นการกระทำผิดอีกชั้นในเรื่องหลักการห้ามแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น

 

เทียบกรณี ซัดดัม ฮุสเซน (2003)

 

  • เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้นำเวเนฯ ไม่ใช่กรณีแรกที่สหรัฐฯ บุกไปโค่นล้มและจับกุมผู้นำต่างชาติ

 

  • กรณีหนึ่งที่เคยกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก คือการที่กองกำลังผสม สหรัฐฯ อังกฤษ ออสเตรเลีย และโปแลนด์ บุกอิรัก และโค่นอำนาจรัฐบาลเผด็จการของ ซัดดัม ฮุสเซน ประธานาธิบดีอิรักในปี 2003

 

  • โดย จอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ขณะนั้น ใช้ข้ออ้างเรื่องการสะสมอาวุธทำลายล้างสูง (WMD) และให้ที่พักพิงแก่กลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ ซึ่งอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ 9/11 ในการเปิดปฏิบัติการจนทำให้รัฐบาลซัดดัม ล่มสลายภายในไม่กี่สัปดาห์ ก่อนที่ซัดดัมจะถูกจับกุมในเดือนธันวาคม 2003 และถูกดำเนินคดีในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากกรณีสังหารชาวชีอะฮ์ที่เมืองดูจาอิล และถูกลงโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในปี 2006 แม้ว่าข้ออ้างเรื่องสะสมอาวุธทำลายล้างสูงนั้นไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนใดๆ

 

  • ดร.ภัทรพงษ์ อธิบายว่า ในกรณีของซัดดัมนั้น มีความแตกต่างจากกรณีของมาดูโร โดยบุชอ้างเรื่อง ‘การป้องกันตนเอง (Self Defense)’ แต่ตีความว่าในกรณีที่เป็นอาวุธทำลายล้างสูง ไม่จำเป็นต้องรอให้สหรัฐฯ ถูกโจมตีก่อนจึงค่อยใช้กำลังตอบโต้กลับเพื่อป้องกันตนเอง แต่สามารถโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง ก่อนได้หากได้รับข่าวกรองที่มีหลักฐานว่า อิรักกำลังจะใช้อาวุธเพื่อโจมตีสหรัฐฯ โดยเรียกว่าเป็นหลักการ Preventive Self Defense

 

  • อย่างไรก็ตาม หลักการดังกล่าวถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่าย เนื่องจากมีสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียวที่ใช้หลักการนี้ และในการโจมตีเมื่อได้รับข่าวกรอง นั้นไกลเกินไปจากการป้องกันตนเอง และไกลจากตัวบทของกฎบัตร UN ข้อที่ 51 เรื่องการที่รัฐจะใช้กำลังป้องกันตนเองได้ก็ต่อเมื่อ ถูกโจมตีด้วยอาวุธแล้วเท่านั้น

 

  • กรณีของมาดูโรนั้น ทรัมป์ไม่มีคำอธิบายทางกฎหมายที่ซับซ้อน โดยใช้แค่คำว่า Self Defense และไม่พยายามอธิบายว่าเกี่ยวข้องกับกฎบัตร UN ข้อที่ 51 อย่างไร ซึ่งการที่ไม่ได้รับความยินยอมของเจ้าของดินแดน ทำให้ปฏิบัติการครั้งนี้ ไร้คำอธิบายทางข้อกฎหมาย

 

เทียบกรณี สหรัฐฯ บุกจับผู้นำเผด็จการปานามา (1989)

 

  • อีกกรณีคือ นายพล มานูเอล โนริเอกา (Manuel Noriega) ผู้นำเผด็จการแห่งปานามาที่ถูกสหรัฐฯ ส่งกองทัพบุกจับกุมตัวไปดำเนินคดีในข้อหาค้ายาเสพติด โดยใช้ข้ออ้างที่คล้ายกันคือเรื่อง Self Defense

 

  • เหตุการณ์จับกุมนายพลโนริเอกา เกิดขึ้นช่วงปลายเดือนธันวาคมปี 1989 หลังจากที่รัฐบาลเมืองไมอามีและแทมปา ในรัฐฟลอริดา ฟ้องร้องเขาในข้อหาลักลอบค้ายาเสพติดและฟอกเงิน ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองในปานามาที่ปั่นป่วนจากคดีฆาตกรรมนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล และการที่เขายกเลิกผลการเลือกตั้งในประเทศ

 

  • โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีจอร์จ บุช ผู้พ่อ ตัดสินใจส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจาให้เขาลาออกแต่ประสบความ ‘ล้มเหลว’

 

  • ขณะที่รัฐสภาปานามาที่พรรค PRD ของนายพลโนริเอกาครองเสียงข้างมากได้ประกาศ ‘สถานะสงคราม’ ระหว่างสหรัฐฯ และปานามา และยังประกาศให้โนริเอกาเป็น ‘ซีอีโอ’ ของรัฐบาล ประกอบกับเกิดเหตุการณ์กองกำลังทหารของโนริเอกาคุกคามทหารและพลเรือนอเมริกัน จึงเป็นเหตุให้เกิดปฏิบัติการบุกจับ

 

  • ดร.ภัทรพงษ์ เทียบเคียงกับกรณีมาดูโร โดยชี้ว่ารายงานของประธานาธิบดีจอร์จ บุช ที่ยื่นต่อสภาคองเกรสตามกฎหมาย War Powers Resolution 4kpหลังปฏิบัติการจับตัวนายพลโนริเอกา ยังต้องมีการหาคำอธิบายทางกฎหมายที่ดี เพื่ออธิบายกับ สส. ประชาชน และประชาคมโลกให้เข้าใจ และชี้แจงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะรัฐสภาปานามาประกาศสงครามกับสหรัฐฯ ก่อน และเริ่มมีการใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่อเมริกัน

 

  • ขณะที่บุช ชี้แจงว่าผู้นำปานามาคนใหม่ที่เข้าดำรงตำแหน่งหลังจากที่สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการทางทหารแล้ว ยังได้ให้ความยินยอมและตอบรับความช่วยเหลือของกองทัพสหรัฐฯ ในการโค่นล้มระบอบเผด็จการของนายพลโนริเอกาด้วย

 

  • ซึ่งแม้หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย แต่คำอธิบายเหล่านี้ยังมองได้ว่าเป็นคำอธิบายทางกฎหมายที่มีน้ำหนักกว่าหนังสือชี้แจงของทรัมป์

The post ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ผมคือประธานาธิบดีที่ถูกลักพาตัว” มาดูโรพูดอะไรในการพิจารณาคดีที่สหรัฐฯ? https://thestandard.co/kidnapped-president-maduro-us-trial/ Tue, 06 Jan 2026 03:56:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1161779 “ผมคือประธานาธิบดีที่ถูกลักพาตัว” มาดูโรพูดอะไรในการพิจารณาคดีที่ สหรัฐฯ?

นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และ ซิเลีย ฟลอเรส […]

The post “ผมคือประธานาธิบดีที่ถูกลักพาตัว” มาดูโรพูดอะไรในการพิจารณาคดีที่สหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ผมคือประธานาธิบดีที่ถูกลักพาตัว” มาดูโรพูดอะไรในการพิจารณาคดีที่ สหรัฐฯ?

นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และ ซิเลีย ฟลอเรส สตรีหมายเลขหนึ่ง ขึ้นศาลพิจารณา ‘ก่อการร้ายยาเสพติด’ ในศาลสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก โดยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมย้ำว่า ตนเองถูกลักพาตัว และยังคงเป็นผู้นำประเทศอยู่ หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดปฏิบัติการทางทหารควบคุมตัวสายฟ้าแลบ เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา

 

เมื่อคืนนี้ (6 มกราคม) สหรัฐฯ นำตัวมาดูโรและซิเลียขึ้นศาลในนครนิวยอร์ก โดยมี อัลวิน เฮลเลอร์สไตน์ (Alvin Hellerstein) เป็นผู้พิพากษาประจำคดี พร้อมด้วยเอกสารคำฟ้องยาว 25 หน้า ซึ่งอัยการสหรัฐฯ ระบุว่า ความผิดของมาดูโรคือการเข้าร่วมปฏิบัติการค้ายาโคเคนกับกลุ่มก่อการร้าย ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1999 หรือช่วงเวลาที่ผู้นำเวเนซุเอลาเข้าสู่วงการการเมือง โดยมีผู้สมรู้ร่วมคิด คือ นิโกลัส มาดูโร กูเอรา (Nicolás Maduro Guerra) และบุคคลอื่นๆ มากกว่า 3 ราย

 

ตามรายงานของ The Guardian ที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การพิจารณาคดี มาดูโรถูกล่ามโซ่ที่ข้อเท้า แต่ไม่ได้สวมกุญแจมือ โดยเมื่อเขามาถึงศาล ผู้นำเวเนซุเอลาตะโกนทักทายผู้เข้าร่วมการพิจารณาคดีเป็นภาษาอังกฤษคือ “Happy New Year!” (สวัสดีปีใหม่) ขณะที่สตรีหมายเลขหนึ่งเดินตามเข้ามา โดยปรากฏพลาสเตอร์ปิดรอยแผลขนาดใหญ่ 2 จุดบนใบหน้า

 

บรรยากาศการพิจารณาคดีเริ่มต้นด้วยคำกล่าวทักทายของผู้พิพากษา ขณะที่มาดูโรและฟลอเรสสวมหูฟังแปลภาษา โดยมีการจับสังเกตว่า ผู้นำเวเนซุเอลาส่ายหัวเล็กน้อย เมื่อเฮลเลอร์สไตน์กล่าวสรุปผลของคดี

 

มาดูโรได้พูดครั้งแรกในขั้นตอนยืนยันชื่อ ซึ่งผู้นำเวเนซุเอลาย้ำชื่อเต็มของเขา คือ นิโกลัส มาดูโร โมรอส ก่อนจะเริ่มวิพากษ์วิจารณ์เสียดสีทางการเมืองว่า เขาคือประธานาธิบดีของเวเนซุเอลา แต่อยู่ที่นี่เพราะถูกลักพาตัวมา

 

“ผมอยู่ที่นี่ เพราะผมถูกลักพาตัวมาตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม ผมถูกจับกุมในบ้านของผมเอง” มาดูโรกล่าว โดย The Guardian ระบุว่า ภาษากายของผู้นำเวเนซุเอลาแสดงถึงความท้าทาย เช่น วางกำปั้นบนลงโต๊ะ, ประสานมือเหมือนสวดมนต์ หรือชี้นิ้วไปข้างหน้า ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับผู้พิพากษา

 

ในการพิจารณาคดี อัยการกล่าวหาว่า มาดูโรใช้อำนาจในตำแหน่งที่ผิด และบ่อนทำลายสถาบันทางการเมืองที่ชอบธรรม เพื่อขนยาเสพติดอย่างโคเคนจำนวนหลายต้นเข้าสู่สหรัฐฯ อย่าจงใจ โดยร่วมมือกับกองกำลังติดอาวุธปฏิวัติโคลอมเบีย (FARC) และแก๊งค้ายาเสพติด เช่น Sinaloa Cartel, Los Zetas และ Tren de Aragua ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศให้ทั้งหมดเป็นกลุ่มก่อการร้ายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025

 

อย่างไรก็ดี มาดูโรปฏิเสธข้อกล่าวหาเป็นภาษาสเปน คือ “Soy inocente” (ผมบริสุทธิ์) และ “No soy culpable” (ผมไม่ผิด) ก่อนจะหยุด ขณะที่ทนายประจำตัวส่งสัญญาณผ่านภาษากาย คือ ‘ปิดปาก’ และ ‘ส่ายศีรษะ’ เพื่อไม่ให้มาดูโรพูดอะไรมากกว่านี้ในชั้นศาล

 

เช่นเดียวกับสตรีหมายเลขหนึ่ง ฟลอเรสย้ำว่า เธอบริสุทธิ์และไม่มีความผิด ขณะที่ไม่นานนัก มาดูโรขออนุญาตศาลเก็บสมุดโน้ตประจำตัวไว้กับตนเอง ซึ่งอัยการตอบรับคำขอ

 

อย่างไรก็ดี มาดูโรและฟลอเรสยังไม่ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว ขณะที่ทนายแก้ต่างว่า มาดูโรมีเอกสิทธิ์คุ้มกัน (Immunity) ในการถูกดำเนินคดีจากบทบาทผู้นำของรัฐ ขณะที่กล่าวโจมตีว่า การที่สหรัฐฯ ใช้กำลังควบคุมตัวผู้นำและสตรีหมายเลขหนึ่งเวเนซุเอลา ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

 

นอกจากนี้ ทนายยังขอให้มาดูโรและฟลอเรสได้รับการดูแลทางด้านการแพทย์ โดยอ้างว่า ระหว่างการลักพาตัว ฟลอเรสได้รับบาดเจ็บหลายจุด เช่น กระดูกซี่โครงร้าว

 

อย่างไรก็ดี การพิจารณาคดีจบลงเป็นที่เรียบร้อย เฮลเลอร์สไตน์ได้กำหนดการสอบสวนครั้งต่อไป คือ วันที่ 17 มีนาคม 2026

 

ในตอนท้ายมีรายงานว่า มาดูโรตะโกนตอบโต้ผู้เข้าร่วมที่กล่าวหาว่า เขาเป็นผู้นำที่ไร้ความชอบธรรมว่า “ผมคือประธานาธิบดีที่ถูกลักพาตัว ผมคือเชลยศึก”

 

ภาพ: Adam Gray / Reuters

อ้างอิง:

The post “ผมคือประธานาธิบดีที่ถูกลักพาตัว” มาดูโรพูดอะไรในการพิจารณาคดีที่สหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดภาพ ‘มาดูโร’ ถูกคุมตัวขึ้นศาลแมนแฮตตันในรัฐนิวยอร์ก หลังถูกจับตัวมาสหรัฐฯ พร้อมภริยา https://thestandard.co/maduro-arrested-manhattan-court-us/ Tue, 06 Jan 2026 03:30:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1161766 เปิด ภาพ ‘มาดูโร’ ถูกคุมตัวขึ้น ศาลแมนแฮตตันในรัฐนิวยอร์ก หลังถูกจับตัวมา สหรัฐฯ พร้อมภริยา

เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกาควบคุมตัว นิโกลัส มาดูโร ประธานา […]

The post เปิดภาพ ‘มาดูโร’ ถูกคุมตัวขึ้นศาลแมนแฮตตันในรัฐนิวยอร์ก หลังถูกจับตัวมาสหรัฐฯ พร้อมภริยา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด ภาพ ‘มาดูโร’ ถูกคุมตัวขึ้น ศาลแมนแฮตตันในรัฐนิวยอร์ก หลังถูกจับตัวมา สหรัฐฯ พร้อมภริยา

เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกาควบคุมตัว นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาที่ถูกจับกุมตัวได้และนำตัวมายังสหรัฐฯ พร้อมภริยา กำลังลงจากเฮลิคอปเตอร์มุ่งหน้าสู่ศาลแมนแฮตตันในรัฐนิวยอร์ก เพื่อปรากฏตัวต่อศาลสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก หลังถูกตั้งข้อหาในระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ หลายกระทง ซึ่งรวมถึงข้อหาก่อการร้ายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด (Narco-terrorism), การสมคบคิด, การค้ายาเสพติด, การฟอกเงิน และข้อหาอื่นๆ เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2026 ตามเวลาท้องถิ่น

 

เปิด ภาพ ‘มาดูโร’ ถูกคุมตัวขึ้น ศาลแมนแฮตตันในรัฐนิวยอร์ก หลังถูกจับตัวมา สหรัฐฯ พร้อมภริยา 1เปิด ภาพ ‘มาดูโร’ ถูกคุมตัวขึ้น ศาลแมนแฮตตันในรัฐนิวยอร์ก หลังถูกจับตัวมา สหรัฐฯ พร้อมภริยา 2เปิด ภาพ ‘มาดูโร’ ถูกคุมตัวขึ้น ศาลแมนแฮตตันในรัฐนิวยอร์ก หลังถูกจับตัวมา สหรัฐฯ พร้อมภริยา 3เปิด ภาพ ‘มาดูโร’ ถูกคุมตัวขึ้น ศาลแมนแฮตตันในรัฐนิวยอร์ก หลังถูกจับตัวมา สหรัฐฯ พร้อมภริยา 4

The post เปิดภาพ ‘มาดูโร’ ถูกคุมตัวขึ้นศาลแมนแฮตตันในรัฐนิวยอร์ก หลังถูกจับตัวมาสหรัฐฯ พร้อมภริยา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใครเป็นผู้กุมชะตา ‘น้ำมันเวเนซุเอลา’ ตอนนี้? วิเคราะห์ ‘สหรัฐฯ’ ได้ประโยชน์มากแค่ไหนจากการจับ ‘มาดูโร’ จับตา ‘จีน’ อาจเป็นผู้สูญเสียรายใหญ่ https://thestandard.co/venezuela-oil-usa-china-fate/ Mon, 05 Jan 2026 12:26:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1161682 ใครเป็นผู้กุมชะตา ‘น้ำมันเวเนซุเอลา’ ตอนนี้? วิเคราะห์ **สหรัฐฯ** ได้ประโยชน์มากแค่ไหนจากการจับ **มาดูโร** จับตา **จีน** อาจเป็นผู้สูญเสียรายใหญ่

ย้อนกลับไป เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ท […]

The post ใครเป็นผู้กุมชะตา ‘น้ำมันเวเนซุเอลา’ ตอนนี้? วิเคราะห์ ‘สหรัฐฯ’ ได้ประโยชน์มากแค่ไหนจากการจับ ‘มาดูโร’ จับตา ‘จีน’ อาจเป็นผู้สูญเสียรายใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใครเป็นผู้กุมชะตา ‘น้ำมันเวเนซุเอลา’ ตอนนี้? วิเคราะห์ **สหรัฐฯ** ได้ประโยชน์มากแค่ไหนจากการจับ **มาดูโร** จับตา **จีน** อาจเป็นผู้สูญเสียรายใหญ่

ย้อนกลับไป เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า กองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติกาจนสามารถจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา และภรรยา ซิเลีย ฟลอเรส ได้สำเร็จ ก่อนจะนำตัวไปยังนิวยอร์ก โดยทั้งสองยังถูกตั้งข้อหาค้าอาวุธและยาเสพติด

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประกาศว่า สหรัฐฯ จะเข้าควบคุมปริมาณสำรองน้ำมันมหาศาลของเวเนซุเอลา และจะระดมบริษัทอเมริกันให้เข้าไปลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันที่ทรุดโทรมของเวเนซุเอลา

 

“เราจะให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลก เข้าไปที่นั่น ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ ซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่พังเสียหายอย่างหนัก และเริ่มทำเงินให้กับประเทศ” ทรัมป์กล่าว

 

ปัจจุบันใครเป็น ผู้กุมชะตาน้ำมันเวเนซุเอลา?

 

Andy Lipow ประธานของ Lipow Oil Associates กล่าวว่า ปัจจุบัน Petróleos de Venezuela (PDVSA) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันรัฐวิสาหกิจของเวเนซุเอลา ยังคงควบคุมการผลิตและปริมาณสำรองน้ำมันส่วนใหญ่เอาไว้

 

ขณะที่ เชฟรอน (Chevron) บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ มีการดำเนินกิจการในประเทศผ่านการผลิตของตนเองและการร่วมทุนกับ PDVSA เช่นเดียวกับบริษัทจากรัสเซียและจีนก็มีส่วนร่วมผ่านความร่วมมือต่างๆ เช่นกัน

 

แต่ Lipow ยังมองว่า “อำนาจควบคุมส่วนใหญ่ยังคงอยู่ที่ PDVSA”

 

ทั้งนี้ เวเนซุเอลาได้แปรรูปอุตสาหกรรมน้ำมันให้เป็นของรัฐในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้ง PDVSA ผลผลิตน้ำมันเคยพุ่งสูงสุดที่ประมาณ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 1997 แต่ตั้งแต่นั้นมาปริมาณการผลิตได้ดิ่งลงเหลือประมาณ 950,000 บาร์เรลต่อวัน โดยมีการส่งออกอยู่ที่ราว 550,000 บาร์เรลต่อวัน ตามข้อมูลจาก Lipow Oil Associates

 

ขณะที่ Saul Kavonic หัวหน้าฝ่ายวิจัยพลังงานจาก MST Financial ให้ความเห็นว่า หากรัฐบาลชุดใหม่ที่มีท่าทีสนับสนุนสหรัฐฯ และส่งเสริมการลงทุนเกิดขึ้นจริง เชฟรอนจะอยู่ใน ‘สถานะที่ดีที่สุด’ ที่จะขยายบทบาทของตน ส่วนบริษัทจากยุโรปอย่าง Repsol และ Eni ก็อาจได้รับประโยชน์เช่นกัน เนื่องจากมีฐานธุรกิจเดิมในเวเนซุเอลาอยู่แล้ว

 

เวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันดิบสำรอง ‘มากที่สุดในโลก’

 

ทั้งนี้ ตามข้อมูลของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (The Energy Information Administration: EIA) ระบุว่า เวเนซุเอลามีขุมทรัพย์น้ำมันดิบมหาศาลถึง 3.03 แสนล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณสำรองทั่วโลก

 

เวเนซุเอลาเป็นที่ตั้งของแหล่งน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ศักยภาพกลับสวนทางกับผลผลิตจริง ปัจจุบันเวเนซุเอลาผลิตน้ำมันได้เพียงประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ราว 0.8% ของการผลิตโลก) ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณการผลิตก่อนที่มาดูโรจะครองอำนาจในปี 2013 และน้อยกว่า 1 ใน 3 ของระดับ 3.5 ล้านบาร์เรลที่เคยทำได้ก่อนระบอบสังคมนิยมเข้าครอบงำ

 

เนื่องจาก การคว่ำบาตรจากนานาชาติและวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงมีส่วนทำให้อุตสาหกรรมตกต่ำ แต่ EIA ชี้ว่าการขาดเงินลงทุนและการบำรุงรักษาก็เป็นปัจจัยสำคัญ โครงสร้างพื้นฐานพลังงานกำลังเสื่อมโทรม และกำลังการผลิตลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาจทำให้เวเนซุเอลาผลิตน้ำมันได้ไม่เพียงพอที่จะสร้างความแตกต่างในตลาดโลกขณะนี้

 

การฟื้นอุตสาหกรรมน้ำมัน ‘เวเนซุเอลา’ อาจไม่ใช่เรื่องง่าย

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเปิดกว้างให้นานาชาติเข้าถึงได้เต็มที่ในทันที แต่การนำการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลากลับมาเต็มรูปแบบอาจต้องใช้เวลาหลายปีและงบประมาณมหาศาล

 

PDVSA บริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรัฐวิสาหกิจของเวเนซุเอลา ระบุว่า ท่อส่งน้ำมันไม่ได้รับการปรับปรุงมา 50 ปีแล้ว และต้องใช้เงินถึง 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานให้กลับสู่ระดับการผลิตสูงสุด

 

ฟิล ฟลินน์ นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจาก Price Futures Group กล่าว “ระบอบมาดูโรและ ฮูโก ชาเวซ ได้ปล้นชิงและทำลายอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลาจนย่อยยับ”

 

การปลดล็อกน้ำมันเวเนซุเอลาจะเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ

 

ชนิดของน้ำมันที่เวเนซุเอลามีคือ ‘น้ำมันดิบหนักและมีกำมะถันสูง’ (Heavy, sour crude) ซึ่งต้องใช้อุปกรณ์พิเศษและความเชี่ยวชาญสูงในการผลิตและกลั่น แต่เป็นที่ต้องการของโรงกลั่นที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่กลับผลิต ‘น้ำมันดิบเบาและกำมะถันต่ำ’ (Light, sweet crude) ที่เหมาะทำน้ำมันเบนซินแต่นำไปทำผลิตภัณฑ์อื่นได้ไม่มาก

 

ดังนั้น การปลดล็อกน้ำมันเวเนซุเอลาจะเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ โดยเฉพาะ เพราะอยู่ใกล้และราคาค่อนข้างถูก (เนื่องจากความข้นหนืดที่กลั่นยาก) โรงกลั่นส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ถูกสร้างมาเพื่อรองรับน้ำมันหนักชนิดนี้ และจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพกว่าเมื่อใช้น้ำมันจากเวเนซุเอลาเทียบกับน้ำมันสหรัฐฯ

 

โดย ฟิล ฟลินน์ นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจาก Price Futures Group มองว่า “หากทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น บริษัทสหรัฐฯ ได้รับอนุญาตให้กลับไปสร้างอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลาใหม่ นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนเกม (Game-changer) ของตลาดน้ำมันโลก””

 

“โรงกลั่นในอเมริกา… ชอบที่จะรับเข้าน้ำมันดิบข้นหนืดจากเวเนซุเอลาและแคนาดา” Bob McNally จาก Rapidan Energy Group กล่าว

 

ขณะที่ Helima Croft จาก RBC เตือนว่าเส้นทางสู่การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลาอาจยาวไกล โดยอ้างถึง “ความถดถอยยาวนานหลายทศวรรษภายใต้ระบอบของชาเวซและมาดูโร”

 

พร้อมทั้งกล่าวว่า มีการประเมินว่าจะต้องใช้เงินอย่างน้อย 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ในการพลิกฟื้นภาคส่วนนี้ โดยมี ‘สภาพแวดล้อมความมั่นคงที่มีเสถียรภาพ’ เป็นเงื่อนไขสำคัญสูงสุด

 

กระนั้น “ทุกอย่างจะคาดเดาไม่ได้เลย หากเกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจที่โกลาหลเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในลิเบียหรืออิรัก” Helima Croft กล่าว

 

จีนอาจเป็นผู้สูญเสียรายใหญ่จากเหตุการณ์นี้

 

ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในการจับตัว นิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา น่าจะส่งผลให้จีนต้องเปลี่ยนการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคละตินอเมริกา หลังจากที่จีนได้เข้าไปผูกสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้งตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

 

นักวิเคราะห์หลายคนจึงมองว่า วอชิงตันได้สร้างความเสียหายครั้งใหญ่แก่จีนทางอ้อม โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาควบคู่กับสถานการณ์ในอิหร่าน

 

เนื่องจาก จีนในฐานะลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่านจะถูกบีบให้ต้องหาแหล่งพลังงานทดแทน ซึ่งเวเนซุเอลา ประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรและเป็นมิตรกับจีน ย่อมเป็นทางเลือกโดยธรรมชาติ แต่เมื่อ ทรัมป์ได้ประกาศแล้วว่าประเทศนี้จะถูก ‘บริหารจัดการ’ โดยสหรัฐฯ สิ่งนี้อาจเป็นปัญหาต่อจีน

 

คอนเนอร์ ไฟฟ์เฟอร์ (Connor Pfeiffer) จาก Foundation for Defense of Democracies ชี้ว่า ปักกิ่งอาจเป็นผู้สูญเสียรายใหญ่ที่สุด เนื่องจากได้ทุ่มเททรัพยากรมหาศาลให้กับชาติละตินอเมริกาแห่งนี้

 

“ก่อนที่สหรัฐฯ จะปิดกั้นการส่งออกน้ำมัน ระบอบมาดูโรส่งน้ำมันให้จีนเกือบ 10% ของยอดนำเข้าทั้งหมดในราคาลดพิเศษ (เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตร) หากอุปทานจากอิหร่านสะดุดลงเพราะความไม่สงบ ผลกระทบรวมกันจะคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของการนำเข้าน้ำมันของจีน” ไฟฟ์เฟอร์ตั้งข้อสังเกต

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก AidData ระบุว่า เวเนซุเอลาเป็นผู้รับเงินกู้จากจีนรายใหญ่อันดับ 4 ระหว่างปี 2000-2023 โดยจีนได้ให้เงินทุนโครงการต่างๆ ในประเทศนี้ไปแล้วราว 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจีนในระดับโลก

 

ภาพ: Elizabeth Fernandez/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post ใครเป็นผู้กุมชะตา ‘น้ำมันเวเนซุเอลา’ ตอนนี้? วิเคราะห์ ‘สหรัฐฯ’ ได้ประโยชน์มากแค่ไหนจากการจับ ‘มาดูโร’ จับตา ‘จีน’ อาจเป็นผู้สูญเสียรายใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘มาดูโร’ ใช่ผู้นำคนแรกที่ถูกสหรัฐฯ แทรกแซง-โค่นอำนาจหรือไม่ มีใครอีก https://thestandard.co/maduro-us-intervention-history/ Mon, 05 Jan 2026 11:04:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1161626 มาดูโร ใช่ผู้นำคนแรกที่ถูก สหรัฐฯ แทรกแซง-โค่นอำนาจหรือไม่ มีใครอีก

-การจับกุมตัว นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา โดย […]

The post ‘มาดูโร’ ใช่ผู้นำคนแรกที่ถูกสหรัฐฯ แทรกแซง-โค่นอำนาจหรือไม่ มีใครอีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาดูโร ใช่ผู้นำคนแรกที่ถูก สหรัฐฯ แทรกแซง-โค่นอำนาจหรือไม่ มีใครอีก

-การจับกุมตัว นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา โดยสหรัฐอเมริกาที่เต็มไปด้วยความคลุมเครือในขณะนี้ กำลังเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้นักวิเคราะห์ทั่วโลกต้องย้อนกลับไปมองบทเรียนจากอดีต หลายคนตั้งคำถามว่านี่คือ ‘การฉายซ้ำ’ ภาพของ ซัดดัม ฮุสเซน หรือ มูอัมมาร์ กัดดาฟี หรือไม่? รวมถึงคำกล่าวอ้างเรื่องยาเสพติดที่สหรัฐฯ เคยใช้อ้างในกรณีของผู้นำเผด็จการทหารปานามา เมื่อปี 1989 และอดีตประธานาธิบดีฮอนดูรัส เมื่อปี 2022

 

-บรรดาผู้นำประเทศเหล่านี้ มีจุดเหมือนและจุดต่างกันอย่างไร โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องรูปแบบการแทรกแซงและยึดอำนาจ รวมถึงข้ออ้างหลักของสหรัฐฯ

 

-ประธานาธิบดีมาดูโรของเวเนซุเอลา ‘ไม่ใช่’ ผู้นำประเทศคนแรกที่ถูกสหรัฐอเมริกาเข้าแทรกแซง และนำไปสู่การถูกโค่นลงจากอำนาจนำทางการเมือง ยังมีผู้นำประเทศคนไหนอีกบ้าง ที่เผชิญชะตากรรมนี้

 

มาดูโร ใช่ผู้นำคนแรกที่ถูก สหรัฐฯ แทรกแซง-โค่นอำนาจหรือไม่ มีใครอีก 2

 

1.มานูเอล โนริเอกา (Manuel Noriega)

 

ตำแหน่ง: ผู้นำเผด็จการทหารปานามา

 

รูปแบบการแทรกแซง/ยึดอำนาจ: ปฏิบัติการทางทหาร ‘Just Cause’ ปี 1989

 

ข้ออ้างหลักของสหรัฐฯ: การค้ายาเสพติดและความปลอดภัยของช่องแคบปานามา

 

-โนริเอกาปกครองประเทศโดยพฤตินัยผ่านประธานาธิบดีหุ่นเชิด ในช่วงปี 1983-1989

 

-ระบอบเผด็จการของเขา เต็มไปด้วยการกดขี่สื่อ การขยายอำนาจกองทัพ และการกำจัดศัตรูทางการเมือง โดยใช้ ชาตินิยมทางทหาร เป็นเครื่องมือหลักในการรักษาฐานอำนาจ

 

-โนริเอกาเคยเป็นหนึ่งใน แหล่งข่าวกรองที่มีค่าที่สุดของ CIA โดยทำหน้าที่เป็น ‘ตัวกลาง’ ส่งผ่านอาวุธยุทโธปกรณ์และเงินทุนจากสหรัฐฯ ไปยังกลุ่มกองกำลังต่างๆ ในลาตินอเมริกาที่สหรัฐฯ หนุนหลัง

 

-ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ขาดสะบั้นลงในช่วงปลายทศวรรษ 1980 หลังเกิดคดีฆาตกรรมนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามและการบังคับให้ประธานาธิบดีลาออก ก่อนที่จะมีการเปิดโปงว่าเขาพัวพันกับการค้ายาเสพติดอย่างหนัก จนถูกศาลสหรัฐฯ ฟ้องร้องในปี 1988

 

-หลังการเจรจาให้เขาลาออก ‘ล้มเหลว’ และโนริเอกาสั่งยกเลิกผลการเลือกตั้งปี 1989 ทำให้สหรัฐฯ จึงตัดสินใจบุกปานามา (Invasion of Panama) เพื่อจับกุมตัวเขามาดำเนินคดีที่สหรัฐฯ เขาถูกตัดสินจำคุก 40 ปี (รับโทษจริง 17 ปี) ก่อนจะถูกส่งตัวไปรับโทษต่อที่ฝรั่งเศสและปานามา

 

-นักวิเคราะห์มองว่า กรณีของโนริเอกาเกิดในช่วงปลายสงครามเย็น สหรัฐฯ บุกปานามาเพื่อรักษาอิทธิพลเหนือ ‘ช่องแคบปานามา’ โดยใช้ประเด็นเรื่องยาเสพติดเป็นเกราะบังหน้า

 

มาดูโร ใช่ผู้นำคนแรกที่ถูก สหรัฐฯ แทรกแซง-โค่นอำนาจหรือไม่ มีใครอีก 3

 

2. ซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein)

 

ตำแหน่ง: ประธานาธิบดีอิรัก

 

รูปแบบการแทรกแซง/ยึดอำนาจ: สงครามเต็มรูปแบบ ปี 2003

 

ข้ออ้างหลักของสหรัฐฯ: อาวุธทำลายล้างสูง (WMD) และต่อต้านก่อการร้าย

 

-ซัดดัม ฮุสเซน ขึ้นเป็นประธานาธิบดีอิรักในปี 1979 และสร้างระบอบปกครองแบบเบ็ดเสร็จ

 

-ในช่วงสงคราม อิรัก-อิหร่าน (1980–1988) สหรัฐฯ มองว่าการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านเป็นภัยคุกคาม จึงหันมาสนับสนุนอิรักอย่างลับๆ ทั้งด้านข้อมูลข่าวกรอง วัตถุดิบในการทำอาวุธเคมี และสินเชื่อทางการค้า เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านชนะสงคราม

 

-หลังสงครามกับอิหร่านสิ้นสุดลง อิรักประสบปัญหาหนี้สินมหาศาล ซัดดัมจึงตัดสินใจบุกยึดคูเวต เพื่อหวังครอบครองบ่อน้ำมัน และนี่คือ ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’

 

-สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช มองว่านี่คือ การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและคุกคามความมั่นคงทางพลังงาน จึงนำกองกำลังผสมขับไล่อิรักออกจากคูเวตในปี 1991 และเริ่มมาตรการคว่ำบาตรอิรักอย่างรุนแรงตั้งแต่นั้นมา

 

-หลังเหตุการณ์ 9/11 รัฐบาลสหรัฐฯ (2001) ภายใต้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช กล่าวหาว่าซัดดัมแอบสะสม อาวุธทำลายล้างสูง (WMD) และให้ที่พักพิงแก่กลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ ผู้ซึ่งอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ 9/11 สงครามต่อต้านการก่อการร้ายจึงเปิดฉากขึ้น

 

-สหรัฐฯ นำกองกำลังบุกอิรักในปี 2003 โดยไม่มีมติรองรับจาก UN อย่างเป็นทางการ ระบอบของซัดดัมล่มสลายภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์

 

-ซัดดัมถูกจับกุมได้ในหลุมหลบภัยเมื่อเดือนธันวาคม 2003 และถูกส่งตัวให้รัฐบาลรักษาการณ์ของอิรักดำเนินคดีในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (กรณีสังหารชาวชีอะฮ์ที่เมืองดูจาอิล) เขาถูกประหารชีวิตโดยการแขวนคอในวันที่ 30 ธันวาคม 2006

 

-รายงานสรุปต่อสภาคองเกรส เมื่อปี 2004 ระบุว่า อิรัก ‘ไม่มีคลังแสงอาวุธทำลายล้างสูง’ (WMD) หลงเหลืออยู่เลย นับตั้งแต่ช่วงหลังสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1991 และไม่มีหลักฐานว่าซัดดัม ฮุสเซน พยายามรื้อฟื้นโครงการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่ตามที่สหรัฐฯ เคยกล่าวอ้าง

 

-การไม่พบ WMD กลายเป็นหนึ่งในความล้มเหลวด้านข่าวกรองครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ และสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช อย่างมาก

 

มาดูโร ใช่ผู้นำคนแรกที่ถูก สหรัฐฯ แทรกแซง-โค่นอำนาจหรือไม่ มีใครอีก 4

 

3. มูอัมมาร์ กัดดาฟี (Muammar Gaddafi)

 

ตำแหน่ง: ผู้นำสูงสุดลิเบีย

 

รูปแบบการแทรกแซง/ยึดอำนาจ: การสนับสนุนกลุ่มกบฏและการโจมตีทางอากาศ (NATO) ปี 2011

 

ข้ออ้างหลักของสหรัฐฯ: การปกป้องพลเรือน (R2P) จากการถูกปราบปราม

 

-กัดดาฟีก้าวขึ้นสู่อำนาจจากการทำรัฐประหารโดยไม่เสียเลือดเนื้อในปี 1969 โดยเขาเปลี่ยนลิเบียจากระบอบกษัตริย์สู่สาธารณรัฐ

 

-ในช่วง 1970s-1980s กัดดาฟีถูกสหรัฐฯ ตราหน้าว่าเป็น ‘ผู้สนับสนุนการก่อการร้ายรายใหญ่’ จนผู้นำสหรัฐฯ มีความพยายามสั่งโจมตีทางอากาศเพื่อหวังปลิดชีพเขาในปี 1986

 

-หลังจากเห็นชะตากรรมของซัดดัม ฮุสเซน ในสงครามอิรัก กัดดาฟีตัดสินใจ ‘กลับตัวกลับใจ’ ยอมรับผิดในหลายคดีสำคัญ และประกาศยกเลิกโครงการอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด ส่งผลให้สหรัฐฯ ยอมรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตและถอดลิเบียออกจากรายชื่อรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้าย

 

-เมื่อเกิดกระแส ‘อาหรับสปริง’ (Arab Spring) ในปี 2011 เยาวชนและประชาชนลุกฮือขึ้นประท้วงขับไล่กัดดาฟี เขาตอบโต้ด้วยความรุนแรง ทำให้สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลบารัก โอบามา ร่วมกับพันธมิตร NATO จึงใช้ข้ออ้างเรื่อง ‘ความรับผิดชอบในการปกป้องพลเรือน’ (R2P) เข้าแทรกแซงลิเบีย โดยโจมตีทางอากาศ เพื่อตัดกำลังทหารของกัดดาฟี

 

-กัดดาฟีถูกกลุ่มกบฏจับตัวได้ และถูกสังหารเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2011

 

มาดูโร ใช่ผู้นำคนแรกที่ถูก สหรัฐฯ แทรกแซง-โค่นอำนาจหรือไม่ มีใครอีก 5

 

4. ฮวน ออร์ลันโด เอร์นันเดซ (Juan Orlando Hernández)

 

ตำแหน่ง: อดีตประธานาธิบดีฮอนดูรัส

 

รูปแบบการแทรกแซง/ยึดอำนาจ: กระบวนการยุติธรรมและการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ปี 2022

 

ข้ออ้างหลักของสหรัฐฯ: พันธมิตรค้ายาเสพติด (Narco-State)

 

-เอร์นันเดซ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีฮอนดูรัส 2 สมัย ในช่วงปี 2014-2022 โดยเขาได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสหรัฐฯ ทั้งในสมัยของบารัก โอบามา และโดนัลด์ ทรัมป์ (สมัยแรก)

 

-เขาถูกยกย่องว่าเป็นพันธมิตรคนสำคัญในการสกัดกั้นเส้นทางการลักลอบขนยาเสพติดจากอเมริกาใต้ขึ้นไปยังสหรัฐฯ และช่วยควบคุมวิกฤตการอพยพบริเวณชายแดน สหรัฐฯ จึงตอบแทนด้วยความช่วยเหลือทางทหารและงบประมาณมหาศาล

 

-สหรัฐฯ เริ่มสืบทราบว่า เอร์นันเดซมีพฤติกรรม ‘เหยียบเรือสองแคม’ โดยใช้อำนาจของกองทัพและตำรวจ เพื่อปกป้องขบวนการค้ายาเสพติดที่ส่งส่วยให้เขา ก่อนที่ โทนี เอร์นันเดซ น้องชายของเขาจะถูกจับในสหรัฐฯ ข้อหาค้ายาเสพติดรายใหญ่ และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต อัยการระบุว่า “โทนีจัดการเรื่องเงินค้ายา เพื่อส่งให้พี่ชายใช้หาเสียง”

 

-เอร์นันเดซถูกจับกุมในกรุงเตกูซิกัลปา ผ่านปฏิบัติการร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และกองกำลังฮอนดูรัส เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 หรือเพียงไม่กี่วันหลังจากที่เขาพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดี

 

-ก่อนที่สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลโจ ไบเดนได้ส่งหมายจับและร้องขอให้ส่งตัวเขาเป็นผู้ร้ายข้ามแดนทันที

 

-ในเดือนมิถุนายน 2024 ศาลสหรัฐฯ ตัดสินจำคุกเขา 45 ปี ในข้อหาสมคบคิดนำเข้าโคเคนปริมาณมหาศาลสู่สหรัฐฯ ต่อมาในเดือนธันวาคม 2025 เขาได้รับการอภัยโทษ (Pardon) อย่างเป็นทางการจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

 

-เพียงไม่กี่วันหลังจากที่ถูกสหรัฐฯ ปล่อยตัว อัยการสูงสุดของฮอนดูรัสก็ได้ ออกหมายจับระหว่างประเทศ ต่อเอร์นันเดซ ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้สถานการณ์ทางกฎหมายและการเมืองทวีความปั่นป่วนรุนแรงขึ้น

 

-กรณีของ เอร์นันเดซ สะท้อน ‘จุดหักมุม’ ที่สำคัญมาก เพราะแสดงให้เห็นว่า แม้ระบบยุติธรรมของสหรัฐฯ จะดูเหมือนจัดการเขาได้ในตอนแรก แต่อำนาจการเมืองระดับสูงสุดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็สามารถพลิกสถานการณ์ได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทันที เมื่อฮอนดูรัสพยายามนำตัวเอร์นันเดซ กลับไปดำเนินคดีต่อเอง

 

-ผู้นำทั้ง 4 คนข้างต้น เผชิญรูปแบบการแทรกแซงจากสหรัฐฯ ที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดต่างมี ‘จุดร่วมกัน’ คือ ทั้ง 4 คนเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีหรือได้รับผลประโยชน์จากสหรัฐฯ ในช่วงเวลาหนึ่ง โดยสหรัฐฯ มักใช้เหตุผลเรื่อง ‘ศีลธรรม’ หรือ ‘ความมั่นคงโลก’ เป็นข้ออ้างในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (Regime Change) ผู้นำเหล่านี้ถูกกำจัดออกจากอำนาจและเข้าสู่กระบวนการตัดสินตามกฎหมาย

 

มาดูโร ใช่ผู้นำคนแรกที่ถูก สหรัฐฯ แทรกแซง-โค่นอำนาจหรือไม่ มีใครอีก 6

 

-ส่วนในกรณีของมาดูโร ที่สหรัฐฯ อ้างว่า เขามีส่วนพัวพันกับคดีค้ายาเสพติด สถานะปัจจุบันยังมีความคลุมเครือ โดยฝ่ายสหรัฐฯ อ้างว่าจับกุมตัวได้ โดยนำตัวเขาและภริยาไปดำเนินคดีที่สหรัฐฯ ขณะที่รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลาระบุว่า ยังไม่ทราบชะตากรรมและเรียกร้องหลักฐานการมีชีวิตอยู่ของมาดูโร

 

ศ.กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ทหาร และความมั่นคง ตั้งข้อสังเกตว่า ทรัมป์พยายามดึงรัฐบาลปีกขวาในลาตินอเมริกาให้มาอยู่กับสหรัฐฯ คล้ายกับ ‘ยุคสงครามเย็นแบบเก่า’ ที่พยายามรวมพลังปีกขวาในลาตินอเมริกาให้ยืนเคียงข้างสหรัฐฯ เพื่อต่อสู้กับผู้นำประชานิยมปีกซ้ายอย่างมาดูโร การปะทะกันในบริบทของทรัมป์กับมาดูโร จึงไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องยาเสพติดในสายตาอาจารย์สุรชาติ แต่คือการปะทะกันของประชานิยมปีกขวาและปีกซ้ายในรูปแบบหนึ่ง

 

อ้างอิง:

 

 

The post ‘มาดูโร’ ใช่ผู้นำคนแรกที่ถูกสหรัฐฯ แทรกแซง-โค่นอำนาจหรือไม่ มีใครอีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิรัฐศาสตร์โลกหลังปฎิบัติการจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา https://thestandard.co/geopolitics-world-following-arrest-venezuelan/ Mon, 05 Jan 2026 05:02:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1161458 ภูมิรัฐศาสตร์โลกหลังปฎิบัติการจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา

ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา กองกำลังทหารขอ […]

The post ภูมิรัฐศาสตร์โลกหลังปฎิบัติการจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิรัฐศาสตร์โลกหลังปฎิบัติการจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา

ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา กองกำลังทหารของสหรัฐอเมริกาได้บุกจับตัว นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีของเวเนซุเอลา พร้อมกับภริยา ถึงทำเนียบที่พักของเขาในกรุงการากัส ภายใต้ปฎิบัติการที่มีชื่อว่า Operation Absolute Resolve บทความนี้จะพาไปวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทรัมป์ตัดสินใจใช้ปฎิบัติการทางการทหารกับมาดูโร และผลที่อาจจะตามมาในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ของโลก

 

ขุมทรัพย์ที่อยู่ใต้ดิน

 

ทรัมป์ให้เหตุผลอย่างเป็นทางการว่า เขาตัดสินใจใช้กำลังทหารเข้าจับกุมตัวมาดูโร เพราะมาดูโรอยู่เบื้องหลังการค้ายาเสพติดข้ามชาติ (ที่มีหมายจับจากศาลของสหรัฐอเมริกา) โดยเฉพาะอย่างยิ่งโคเคนที่ถูกลักลอบเข้ามาทางเรือผ่านทะเลแคริบเบียนมายังชายฝั่งทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา โดยที่ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ก็พยายามส่งสารเตือนถึงมาดูโรแล้ว ด้วยการใช้กำลังทหารยิงจรวดใส่เรือของเวเนซุเอลาที่เขาเชื่อว่าเป็นเรือบรรทุกยาเสพติด

 

อย่างไรก็ดีสื่อมวลชนและนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าเหตุผลหลักที่ทรัมป์ตัดสินใจจับกุมมาดูโรถึงกรุงการากัส เป็นเพราะเขาต้องการจะตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดที่อยู่ใต้อิทธิพลของทำเนียบขาว ที่จะยินยอมให้บริษัทเอกชนสัญชาติอเมริกันเข้าไปขุดเจาะน้ำมันดิบที่มีอยู่มหาศาลในเวเนซุเอลาอีกครั้ง (หลังจากที่บริษัทอย่าง Exxon และ Chevron ถูกขับไล่ออกไป และแท่นขุดเจาะถูกยึดมาเป็นของรัฐบาลเวเนซุเอลาเสียเองในช่วงยุค 70) เพราะทรัมป์เองได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังปฎิบัติการว่า เขาคาดหวังว่า สหรัฐฯ จะเข้าไปบริหารประเทศเวเนซุเอลาในช่วงเวลาหนึ่ง และยอมรับตรงๆ ว่าเขาคาดหวังที่จะให้บริษัทน้ำมันสัญชาติอเมริกันเข้าดำเนินธุรกิจในประเทศดังกล่าวอีกครั้ง

 

ซึ่งการที่สหรัฐอเมริกาจะสามารถมีอำนาจเหนือรัฐบาลของเวเนซุเอลาได้นั้น จะมีนัยสำคัญอย่างมากต่อภูมิรัฐศาสตร์ของความมั่นคงทางพลังงานของโลก เพราะเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองเป็นอันดับหนึ่งของโลก (ที่ประมาณ 304 พันล้านบาร์เรล) ซึ่งมากกว่าปริมาณน้ำมันสำรองที่จีนและรัสเซียมีรวมกันเสียอีก ซึ่งนั่นก็แปลว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้ถือแต้มต่อในด้านการพลังงาน ถ้าหากโลกจะแยกเป็นสองขั้วระหว่างขั้วสหรัฐอเมริกาและขั้วจีน/รัสเซียจริงๆ

 

เวเนซุเอลาหลังมาดูโร

 

อย่างไรก็ดี ณ ปัจจุบันนี้ ยังไม่มีความชัดเจนจากทำเนียบขาวว่ารัฐบาลของเวเนซุเอลาในยุคหลังมาดูโรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร สถานการณ์ ณ ตอนนี้คือ เดลซี โรดริเกรซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ได้ขึ้นมารับตำแหน่งประธานาธิบดีแทนที่มาดูโร (ภายใต้คำสั่งของศาลสูงสุด) แต่อย่างไรก็ดีโรดริเกรซนั้นถือเป็นคนสนิทที่จงรักภักดีต่อมาดูโร ที่สำคัญเธอมีแนวคิดต่อต้านสหรัฐอเมริกา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัมป์) ซึ่งนั่นก็แปลว่าเธอจะไม่ยอมเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของทรัมป์อย่างแน่นอน และถ้าหากทรัมป์ต้องการเอาเธอลงมาจากตำแหน่ง เขาก็จำเป็นต้องใช้ปฎิบัติการทางทหารเพิ่มเติม เพราะปฎิบัติการ Operation Absolute Resolve นั้นเป็นเพียงการใช้ทหารจำนวนไม่มากเข้าจับกุมมาดูโร (และบินกลับออกไปพร้อมมาดูโร) ทรัมป์ไม่ได้นำทหารเข้ายึดครอบครองกรุงการากัส ซึ่งก็แปลว่าโรดริเกรซและระบอบสังคมนิยมของมาดูโรยังคงมีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ

 

จากการให้สัมภาษณ์ของทรัมป์ที่ระบุว่าเขามีความต้องการที่จะเข้าไปควบคุมเวเนซุเอลา อาจจะแปลได้ว่าทรัมป์อาจจะมีแนวคิดที่จะใช้กำลังทหารบุกเข้าครอบครองกรุงการากัสจริงๆ ในเฟสต่อไป แต่นั่นก็แปลว่าทรัมป์จะต้องดีลกับสภาคองเกรสเสียก่อน

 

อิรัก 2.0?

 

การใช้กำลังทหารอย่างเต็มรูปแบบนั้นอาจจะเป็นไปได้ยากในทางปฎิบัติเพราะนั่นคือการประกาศสงครามอย่างเต็มรูปแบบ (declaration of war) และการประกาศสงครามอย่างเต็มรูปแบบจำเป็นจะต้องได้รับการอนุมัติจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งถึงแม้ว่าพรรครีพับลิกันของทรัมป์จะครองเสียงข้างมากอยู่ทั้งสองสภา แต่ปฎิบัติการในครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยนักการเมืองของรีพับลิกันเองจำนวนหนึ่ง เช่น อดีต สส.มาจอรี เทยเลอร์ กรีน และ สส.โทมัส แมซซี ที่นิยามตัวเองว่าเป็นนักการเมืองสาย American First/Isolationism ขนานแท้ ที่ไม่ต้องการให้รัฐบาลเข้าไปยุ่งกับกิจการของประเทศอื่นไม่ว่าจะผ่านการทหารหรือการทูต และต้องการให้รัฐบาลใช้เงินงบประมาณไปกับกิจการในประเทศเพื่อคนอเมริกันเท่านั้น ทำให้เป็นไปได้ว่าเขาจะไม่มีเสียงมากพอในสภาที่ประกาศสงคราม (ที่สำคัญเดโมแครตยังมีเครื่องมือที่เรียกว่า filibuster ที่จะคว่ำการประกาศสงครามในสภาสูงถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นเสียงข้างน้อย)

 

ที่สำคัญชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังมีความทรงจำอันเลวร้ายกับสงครามอิรักในสมัยรัฐบาลของจอร์จ บุชผู้ลูก ที่ตามมาด้วยความสูญเสียทั้งชีวิตทหารและงบประมาณแผ่นดินไปกว่าหนึ่งพันล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ยิ่งไปกว่านั้นการบริหารจัดการที่ไม่ดีของสหรัฐฯ ภายหลังการโค่นล้ม ซัดดัม ฮุสเซน ก็ทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองในอิรัก ส่งผลให้กลุ่มก่อการร้ายอย่าง ISIS เข้ามามีอำนาจ จนทำให้อิรักเข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลว

 

และสงครามอิรักนี่เองที่สุดท้ายแล้วทำให้ประธานาธิบดีของรีพับลิกันคนก่อนอย่างจอร์จ บุช สูญเสียคะแนนความนิยมอย่างมาก จนทำให้ สส. และ สว. ของพรรคสอบตกเป็นจำนวนมากในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2006 นักการเมืองของรีพับลิกันหลายคนน่าจะยังจำบทเรียนนี้ได้และอาจจะไม่เต็มใจที่ยกมือสนับสนุนทรัมป์

 

ภาพของประชาชนชาวเวเนซุเอลาที่ออกมาโห่ร้องยินดีกลางกรุงการากัส ที่สหรัฐอเมริกาได้ช่วยกำจัดผู้นำเผด็จการที่โหดร้ายและล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการบริหารประเทศภายใต้มาดูโร ช่างมีความละม้ายคล้ายคลึงกับภาพที่เราเคยเห็นที่กรุงแบกแดดในปี 2003 ภายหลังการสิ้นอำนาจของฮุสเซน เราก็ได้แต่หวังว่าสุดท้ายแล้วประชาชนชาวเวเนซุเอลาจะไม่ประสบชะตากรรมเดียวกันกับอิรัก

 

ระเบียบโลกที่หมุนย้อนกลับไปยังศตวรรษที่ 19

 

สิ่งที่ทรัมป์ได้ทำลงไปกับเวเนซุเอลานั้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของระเบียบโลกที่ประเทศต่างๆ ได้ยึดถือกันมาตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ห้ามไม่ให้ประเทศต่างๆ รุกรานกัน (ต่างไปจากโลกยุคก่อนที่การทำสงครามระหว่างสองชาติถือเป็นเรื่องปกติ)

 

แน่นอนว่าระเบียบโลกนี้ถูกท้าทายมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21 แล้วจากกรณียึดครองไครเมียและยูเครนของรัสเซีย แต่อย่างไรก็ดีผู้คนส่วนใหญ่ยังมองว่าปูตินและรัสเซียเป็นเพียง ‘นักเลง’ ไม่กี่คนที่ไม่ปฏิบัติตามฉันทมติของโลก แต่ในกรณีของทรัมป์กับเวเนซุเอลานั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งแรงสะเทือนไปทั่วประชาคมโลก เพราะสหรัฐอเมริกายังมีภาพของการเป็นตำรวจโลก ซึ่งถ้าสหรัฐฯ เลิกยึดถือระเบียบนี้ไปเสียเองก็คงไม่มีใครอยากยึดถือมันอีก

 

มีความเป็นไปได้ว่าเราจะได้เห็นสงครามระหว่างประเทศกันอีกเรื่อยๆ เหมือนโลกในยุคทศวรรษที่ 19 ถึงต้นทศวรรษที่ 20 รวมถึงเห็นการแผ่อิทธิพลของมหาอำนาจไปยังประเทศข้างเคียงผ่านแสนยานุภาพทางการทหาร เช่น จีนบุกยึดไต้หวัน, รัสเซียปิดดีลยูเครนและอาจจะรวมไปถึงประเทศในสหภาพโซเวียตเดิม และสหรัฐฯ บุกยึดกรีนแลนด์และคลองปานามา

 

ภาพ: zigzag design via ShutterStock

The post ภูมิรัฐศาสตร์โลกหลังปฎิบัติการจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริหารประเทศแทน-ขุดน้ำมัน สรุปถ้อยแถลงทรัมป์หลังปฏิบัติการโจมตีเวเนซุเอลา https://thestandard.co/trump-statement-venezuela-attack/ Sun, 04 Jan 2026 08:11:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1161317 บริหารประเทศแทน-ขุดน้ำมัน สรุปถ้อยแถลงทรัมป์หลังปฏิบัติการโจมตี เวเนซุเอลา

วานนี้ (3 มกราคม) เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ตามเวลาประเท […]

The post บริหารประเทศแทน-ขุดน้ำมัน สรุปถ้อยแถลงทรัมป์หลังปฏิบัติการโจมตีเวเนซุเอลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริหารประเทศแทน-ขุดน้ำมัน สรุปถ้อยแถลงทรัมป์หลังปฏิบัติการโจมตี เวเนซุเอลา

วานนี้ (3 มกราคม) เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาแถลงอย่างเป็นทางการถึงเบื้องหลังปฏิบัติการบุกโจมตีเวเนซุเอลา และการควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร พร้อมสตรีหมายเลขหนึ่ง รวมถึงกางแผนยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ เตรียมจะดำเนินการต่อจากนี้

 

ทีมข่าวต่างประเทศ THE STANDARD สรุปประเด็นสำคัญจากถ้อยแถลงของทรัมป์มาให้แบบครบถ้วน ดังนี้

 

ยกย่องทหาร ปฏิบัติการในความมืดมิด

 

ทรัมป์ได้กล่าวเชิดชูความสำเร็จของหน่วยรบพิเศษ โดยระบุว่าปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นในภาวะที่ระบบไฟฟ้าในกรุงการากัสถูกตัดขาดจนมืดมิด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่ทำให้กองกำลังของเวเนซุเอลาไร้สมรรถภาพโดยสิ้นเชิง

 

“ไม่มีชาติใดในโลกทำได้เหมือนอเมริกา พูดตามตรงคือ กองกำลังทหารของเวเนซุเอลาทั้งหมดกลายเป็นอัมพาตในช่วงเวลาเพียงสั้นๆ เนื่องจากเหล่าทหารของเรา ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย จับกุมมาดูโรได้สำเร็จในเวลากลางคืน มันมืดมิด ไฟในกรุงการากัสดับลงเกือบทั้งหมด” ทรัมป์กล่าว

 

นอกจากนี้ เขาเน้นย้ำด้วยความภูมิใจว่าไม่มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เสียชีวิตแม้แต่คนเดียว และไม่มีการสูญเสียทรัพย์สินทางทหารแม้แต่ชิ้นเดียวในภารกิจนี้

 

“ถ้าคุณได้เห็นสิ่งที่ผมเห็นเมื่อคืนนี้ คุณคงประทับใจมาก ผมไม่แน่ใจว่าคุณจะได้เห็นมันหรือเปล่า แต่มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ไม่มีทหารอเมริกันเสียชีวิตแม้แต่คนเดียว และไม่มีการสูญเสียทรัพย์สินอเมริกันแม้แต่ชิ้นเดียว โดยเรามีเฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน และผู้คนจำนวนมากเข้าร่วมในการต่อสู้ครั้งนั้น”

 

สหรัฐฯ จะบริหารเวเนซุเอลาชั่วคราว

 

ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่า สหรัฐฯ จะเข้ามาควบคุมการบริหารประเทศเวเนซุเอลาเป็นการชั่วคราว หลังจากนำตัวมาดูโรไปยังนิวยอร์กเพื่อดำเนินคดีในข้อหาค้ายาเสพติด

 

“เราจะบริหารประเทศ (เวเนซุเอลา) ต่อไป จนกว่าจะถึงเวลาที่สามารถเปลี่ยนผ่านอำนาจได้อย่างปลอดภัยและเหมาะสม เราไม่สามารถยอมรับความเสี่ยงที่จะให้กลุ่มคนที่ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาวเวเนซุเอลาเข้ามามีอำนาจแทนได้” ทรัมป์ระบุ

 

ดึงยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ฟื้นฟูแหล่งน้ำมัน

 

ประเด็นที่ถูกจับตามากที่สุด คือการประกาศให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เข้าไปดำเนินการในเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก เพื่อเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรมจากการบริหารที่ผิดพลาดมานานหลายทศวรรษ

 

“อย่างที่ทุกคนทราบกันดี ธุรกิจน้ำมันในเวเนซุเอลาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงมานานแล้ว พวกเขาผลิตน้ำมันได้น้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณที่ควรจะเป็น ฉะนั้น เราจะให้บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก เข้าไปลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ ซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันที่เสียหายอย่างหนัก และเริ่มสร้างรายได้ให้กับประเทศ”

 

แหล่งน้ำมันเวเนซุเอลาใหญ่แค่ไหน

 

สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า เวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก หรือประมาณ 3.03 แสนล้านบาร์เรล ซึ่งเกือบเท่ากับปริมาณน้ำมันสำรองของซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอเมริการวมกัน

 

น้ำมันส่วนใหญ่ของเวเนซุเอลาอยู่ในแถบ Orinoco Belt ทางตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาด 55,000 ตารางกิโลเมตร

 

ถึงแม้จะมีทรัพยากรมหาศาล แต่การสกัดน้ำมันมีต้นทุนสูงและซับซ้อน ประกอบกับการถูกคว่ำบาตรและโรงงานที่ล้าสมัย ทำให้ปัจจุบันเวเนซุเอลาตกไปอยู่อันดับที่ 17 ของโลกในด้านการผลิตน้ำมัน

 

ปฏิบัติการเพื่อ “ยาเสพติด” หรือ “น้ำมัน”?

 

คำแถลงที่มุ่งเน้นเรื่องทรัพยากรพลังงาน ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในระดับสากล โดยหลายฝ่ายกังขาว่าข้ออ้างเรื่องการปราบปรามยาเสพติดเป็นเพียงฉากหน้าหรือไม่

 

แอนดรูว์ ลิโปว์ ประธาน Lipow Oil Associates กล่าวว่า คำพูดของทรัมป์บ่งชี้ว่า การปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาเป็นไปเพื่อ “น้ำมันล้วนๆ”

 

“มีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยวกับปริมาณยาเสพติดที่เข้ามาไหลทะลักเข้ามาในสหรัฐฯ ผ่านทางเวเนซุเอลา แต่ที่จริงแล้ว ยาเสพติดเหล่านั้น (โคเคน) เข้ามาทางโคลอมเบียหรือเม็กซิโก หรือมาจากจีนในกรณีพวกสารตั้งต้นสำหรับผลิตเฟนทานิล” เขากล่าว

 

“หากมองดูอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว พวกเขาผลิตน้ำมันได้มากกว่าสามล้านบาร์เรลต่อวัน ปัจจุบันเหลือไม่ถึงหนึ่งล้านบาร์เรลต่อวัน และโรงงานผลิตน้ำมัน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานก็อยู่ในสภาพทรุดโทรมมากจนต้องใช้เงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อพยุงระดับการผลิตไว้” เขากล่าว

 

“ดังนั้นคำถามแรกสำหรับสหรัฐฯ คือใครจะเป็นผู้ลงทุนในเวเนซุเอลา และพวกเขาจะใช้เงินนั้นเร็วแค่ไหน”

 

อย่าให้ต้องมีครั้งที่สอง

 

ทรัมป์ขู่ด้วยว่าหากจำเป็น สหรัฐฯ ก็พร้อมจะโจมตีเวเนซุเอลาเป็นครั้งที่สอง

 

“เราเตรียมพร้อมที่จะโจมตีระลอกที่สองหากจำเป็น จริงๆ แล้วเราคาดการณ์ว่าการโจมตีระลอกที่สองอาจจำเป็น แต่ตอนนี้คงไม่จำเป็นแล้ว” ทรัมป์กล่าวในระหว่างการแถลงข่าว

 

“การโจมตีระลอกแรกประสบความสำเร็จอย่างมาก เราอาจไม่จำเป็นต้องโจมตีระลอกสอง แต่เราก็เตรียมพร้อมที่จะโจมตีระลอกที่สอง ซึ่งเป็นระลอกที่ใหญ่กว่ามาก” เขากล่าวต่อ

 

ประธานาธิบดีเน้นย้ำอีกครั้งว่า ปฏิบัติการที่ดำเนินการในช่วงเช้ามืดของวันเสาร์ ซึ่งกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ลากตัวมาดูโรและภรรยาออกจากห้องนอนนั้น เป็นปฏิบัติการที่ “แม่นยำ” มาก

 

และเขากล่าวเสริมว่า ปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลาในอนาคตอยู่ในขั้นตอนการวางแผน แต่รัฐบาล “อาจไม่จำเป็นต้องดำเนินการ”

 

ภาพ: REUTERS/Jonathan Ernst/File Photo

 

อ้างอิง:

 

The post บริหารประเทศแทน-ขุดน้ำมัน สรุปถ้อยแถลงทรัมป์หลังปฏิบัติการโจมตีเวเนซุเอลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
กต.ออกแถลงการณ์ ไทยติดตามสถานการณ์เวเนซุเอลาใกล้ชิด เรียกร้องทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ https://thestandard.co/thai-ministry-foreign-affairs-issued/ Sun, 04 Jan 2026 07:31:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1161298 กต.ออกแถลงการณ์ ไทยติดตามสถานการณ์เวเนซุเอลาใกล้ชิด เรียกร้องทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ

จากเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ ส่งหน่วยจู่โจมพิเศษบุกจับตัวนิโกล […]

The post กต.ออกแถลงการณ์ ไทยติดตามสถานการณ์เวเนซุเอลาใกล้ชิด เรียกร้องทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กต.ออกแถลงการณ์ ไทยติดตามสถานการณ์เวเนซุเอลาใกล้ชิด เรียกร้องทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ

จากเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ ส่งหน่วยจู่โจมพิเศษบุกจับตัวนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา พร้อมภริยาในกรุงการากัส เพื่อนำกลับไปดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติดและอาวุธในแผ่นดินสหรัฐฯ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

 

ประเทศไทยได้ติดตามสถานการณ์ในเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิดและขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี โดยเคารพกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ ใช้ความยับยั้งชั่งใจที่จะไม่นำไปสู่ความรุนแรงที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองพลเรือนและเคารพในเจตนารมณ์ของประชาชนชาวเวเนซุเอลา

 

ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิมา ประเทศเปรู ซึ่งรับผิดชอบดูแลเวเนซุเอลา ได้ประสานกับคนไทยในเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิดและพร้อมให้การช่วยเหลือในกรณีจำเป็น ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศขอให้คนไทยที่ไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน พิจารณาทบทวนการเดินทางไปในบริเวณดังกล่าวในขณะนี้

 

ภาพ Jacek Boczarski / Anadolu via Reuters

 

อ้างอิง: กระทรวงการต่างประเทศ

 

The post กต.ออกแถลงการณ์ ไทยติดตามสถานการณ์เวเนซุเอลาใกล้ชิด เรียกร้องทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาดูโรถึงนิวยอร์ก จ่อเผชิญข้อหาหนักในสหรัฐฯ https://thestandard.co/maduro-arrives-new-york-facing/ Sun, 04 Jan 2026 07:23:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1161280 มาดูโรถึงนิวยอร์ก จ่อเผชิญข้อหาหนักในสหรัฐฯ

เมื่อคืนวานนี้ (3 มกราคม) ตามเวลาสหรัฐอเมริกา เครื่องบิ […]

The post มาดูโรถึงนิวยอร์ก จ่อเผชิญข้อหาหนักในสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาดูโรถึงนิวยอร์ก จ่อเผชิญข้อหาหนักในสหรัฐฯ

เมื่อคืนวานนี้ (3 มกราคม) ตามเวลาสหรัฐอเมริกา เครื่องบินที่นำตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา และสตรีหมายเลขหนึ่ง ได้เดินทางถึงฐานทัพอากาศสจ๊วตในรัฐนิวยอร์กเป็นที่เรียบร้อย โดยมาดูโรถูกส่งตัวต่อไปยังสำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA) เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและอาวุธ ซึ่งเป็นข้อหาที่เขาปฏิเสธมาโดยตลอด

 

ภายหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้นำเวเนซุเอลาไปยังสถานกักขัง Metropolitan Detention Center ย่านบรู๊คลิน โดยคาดว่ากระบวนการพิจารณาคดีในศาลรัฐบาลกลางเขตแมนฮัตตันจะเริ่มต้นขึ้นในสัปดาห์หน้า ขณะที่สถานะปัจจุบันของภรรยามาดูโรยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดแน่ชัดต่อสาธารณะ

 

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เผยแพร่ภาพประวัติศาสตร์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เผยให้เห็นวินาทีที่มาดูโรถูกควบคุมตัวอยู่บนเรือ USS Iwo Jima ระหว่างการเดินทางมุ่งหน้าสู่มหานครนิวยอร์ก

 

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ CBS News กล่าวว่า สหรัฐฯ จะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเวเนซุเอลาต่อจากนี้ พร้อมกล่าวชื่นชมทรัมป์ว่าเป็น “ประธานาธิบดีผู้กล้าลงมือทำ” (President of Action) ที่สามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างเด็ดขาด

 

ขณะเดียวกันในฝั่งของเวเนซุเอลา ศาลสูงสุดของประเทศได้แต่งตั้งรองประธานาธิบดีเดลซี โรดริเกซ เป็นประธานาธิบดีชั่วคราว เพื่อรักษาเสถียรภาพในการบริหารราชการ และเดินหน้าภารกิจปกป้องประเทศท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น

 

เสียงสะท้อนจากนานาชาติ

 

ปฏิบัติการครั้งนี้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่หลากหลายจากผู้นำทั่วโลก เริ่มจากอังกฤษ นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวว่ารัฐบาลของเขา “ไม่เสียใจ” กับการสิ้นสุดระบอบมาดูโร แต่ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นว่าการปฏิบัติการทางทหารอาจละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่

 

ด้านกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียออกแถลงการณ์ตอบโต้อย่างแข็งกร้าว เรียกร้องให้สหรัฐฯ ทบทวนจุดยืนและปล่อยตัวประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งตามกฎหมายทันที พร้อมย้ำว่าทางออกของปัญหาควรเกิดจากการเจรจา

 

จีนกล่าวว่า “รู้สึกตกใจอย่างยิ่ง และประณามอย่างรุนแรงต่อการใช้กำลังอย่างโจ่งแจ้งของสหรัฐฯ” พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปล่อยตัวมาดูโรและภรรยา และกลับมายึดมั่นในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ

 

อันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการสหประชาชาติ แสดงความวิตกกังวลอย่างยิ่งต่อ “บรรทัดฐานที่อันตราย” (Dangerous Precedent) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและกฎหมายระหว่างประเทศในระยะยาว

 

ขณะที่ประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล กล่าวว่า การกระทำของสหรัฐฯ คือการล้ำเส้นอย่างไม่อาจยอมรับได้ และเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศมีท่าทีตอบโต้อย่างจริงจัง

 

มาดูโรถึงนิวยอร์ก จ่อเผชิญข้อหาหนักในสหรัฐฯ 1มาดูโรถึงนิวยอร์ก จ่อเผชิญข้อหาหนักในสหรัฐฯ 2มาดูโรถึงนิวยอร์ก จ่อเผชิญข้อหาหนักในสหรัฐฯ 3มาดูโรถึงนิวยอร์ก จ่อเผชิญข้อหาหนักในสหรัฐฯ 4มาดูโรถึงนิวยอร์ก จ่อเผชิญข้อหาหนักในสหรัฐฯ 5

 

อ้างอิง:

The post มาดูโรถึงนิวยอร์ก จ่อเผชิญข้อหาหนักในสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะปฏิบัติการโลกตะลึง Operation Absolute Resolve จับประธานาธิบดีเวเนซุเอลา https://thestandard.co/operation-absolute-resolve-explained/ Sun, 04 Jan 2026 05:07:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1161230 เจาะปฏิบัติการโลกตะลึง **Operation Absolute Resolve** จับประธานาธิบดีเวเนซุเอลา

ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในเวเนซุเอลาในช่วงกลางดึก ต่อด้ว […]

The post เจาะปฏิบัติการโลกตะลึง Operation Absolute Resolve จับประธานาธิบดีเวเนซุเอลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะปฏิบัติการโลกตะลึง **Operation Absolute Resolve** จับประธานาธิบดีเวเนซุเอลา

ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในเวเนซุเอลาในช่วงกลางดึก ต่อด้วยการบุกจับกุม ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร พร้อมภริยา ในที่พักแบบสายฟ้าแลบ เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดและอาวุธที่สหรัฐอเมริกา ทำให้โลกตกตะลึง เพราะทั้งหมดใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นปฏิบัติการทางยุทธวิธีที่แม่นยำและประสบความสำเร็จ โดยที่ไม่มีการสูญเสียชีวิตชาวอเมริกันแม้แต่คนเดียว แม้ว่าจะมีคำถามจากนานาชาติถึงความชอบธรรมทางกฎหมายในปฏิบัติการนี้ก็ตาม

 

วางแผนหลายเดือน-ส่ง CIA แทรกซึม

 

ปฏิบัติการที่มีชื่อว่า Operation Absolute Resolve นี้ มีการวางแผนอย่างแยบยลและเก็บเป็นความลับสุดยอดมานานหลายเดือนแล้ว โดยย้อนหลังกลับไปในเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว สหรัฐฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองกลาง หรือ CIA เข้าไปปฏิบัติการลับแทรกซึมในเวเนซุเอลา เพื่อเก็บข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับ นิโกลัส มาดูโร ผู้ซึ่งถูกประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และทางการสหรัฐฯ หมายหัวว่าเป็นผู้ก่อการร้ายยาเสพติดและต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่ง

 

พลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม แถลงข่าวภายหลังปฏิบัติการเสร็จสิ้นว่า จากข้อมูลข่าวกรองที่ทีมรวบรวมมาได้ ทำให้สหรัฐฯ ทราบว่า มาดูโรเดินทางไปที่ใด กินอาหารอะไร หรือแม้กระทั่งเลี้ยงสัตว์เลี้ยงชนิดไหนไว้ ซึ่งภารกิจนี้ CIA ได้อาศัยโดรนล่องหนในการสอดแนมอย่างลับๆ ทำให้สามารถจัดทำแผนผังกิจวัตรประจำวันได้อย่างละเอียดแม่นยำ

 

ข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์สำหรับปฏิบัติการทางทหารในส่วนสุดท้าย ซึ่งในวันลงมือคือวันเสาร์ที่ 3 มกราคม ช่วงเช้ามืด โดยหน่วยที่รับผิดชอบหลักคือ Delta Force หน่วยจู่โจมระดับอีลีทของกองทัพบกสหรัฐฯ ซึ่งมีผลงานเป็นที่เลื่องลือไม่แพ้หน่วย SEAL ของกองทัพเรือที่เคยปฏิบัติการบุกลอบสังหาร โอซามา บิน ลาดิน ในเซฟเฮาส์ที่ปากีสถานเมื่อปี 2011

 

ในช่วงเตรียมการ หน่วย Delta Force ได้ฝึกซ้อมการชิงตัวประธานาธิบดีภายในแบบจำลองขนาดเท่าของจริงของทำเนียบที่พักมาดูโร ซึ่งกองบัญชาการปฏิบัติการพิเศษร่วม (JSOC) สร้างขึ้นในรัฐเคนทักกี พวกเขาฝึกฝนการระเบิดประตูเหล็กด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

ในช่วงหลายวันก่อนการบุก สหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินปฏิบัติการพิเศษ เครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์เฉพาะทาง, โดรนติดอาวุธ Reaper, เฮลิคอปเตอร์ค้นหาและกู้ภัย และเครื่องบินขับไล่เข้าไปใกล้ๆ เวเนซุเอลา เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่าการเสริมกำลังเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า สหรัฐฯ กำลังจะโจมตีในดินแดนเวเนซุเอลา ตามที่ทรัมป์เคยขู่ไว้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร

 

มีปัจจัยเรื่องสภาพอากาศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย สหรัฐฯ ต้องรอให้สภาพอากาศเป็นใจและช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อที่จะลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียของพลเรือนด้วย โดยก่อนหน้านี้ด้วยทัศนวิสัยที่ไม่ดี ทำให้ปฏิบัติการต้องถูกเลื่อนออกไปหลายวัน อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นสัปดาห์นี้สภาพอากาศเริ่มเปิด ทำให้ผู้บัญชาการทหารเล็งเห็นโอกาสทองในการโจมตีเป้าหมายในวันถัดๆ ไป

 

ก่อนปฏิบัติการจะเริ่มขึ้นหลายชั่วโมง สหรัฐฯ ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า มาดูโรจะพักที่ใดจนกระทั่งช่วงดึกของคืนนั้น เพราะเขามักเปลี่ยนที่พัก 6-8 แห่ง ซึ่งการจะอนุมัติปฏิบัติการได้นั้น กองทัพสหรัฐฯ ต้องการคำยืนยันว่ามาดูโรอยู่ที่ทำเนียบที่พักที่หน่วย Delta Force ได้ฝึกจู่โจมมา

 

วันปฏิบัติการ-ส่งเครื่องบินรบทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศ

 

แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ทรัมป์มอบหมายให้เพนตากอน หรือกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ตัดสินใจเลือกเวลาที่ดีที่สุดในการส่งสัญญาณไฟเขียว และเมื่อเวลา 22:46 น. ของคืนวันศุกร์ (2 มกราคม) ตามเวลาวอชิงตัน (ช้ากว่าเวเนซุเอลา 1 ชั่วโมง) ปฏิบัติการ Operation Absolute Resolve ก็เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ

 

พลเอกเคนเผยว่า กองทัพได้ส่งเครื่องบินขับไล่ F-22, F-35 และ F-18, เครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ EA-18 Growler, เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1, เครื่องบินบัญชาการและควบคุมการรบ E-2 Hawkeye และโดรน เข้าสู่เวเนซุเอลาเพื่อค้นหาและทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศของเวเนซุเอลา โดยเครื่องบินรวม 150 ลำนี้ทะยานขึ้นจากฐานที่ตั้ง 20 แห่ง เพื่อเปิดทางให้เฮลิคอปเตอร์ของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ Delta Force เข้าไปจู่โจมชิงตัวประธานาธิบดีได้อย่างปลอดภัย

 

เหตุผลที่ใช้เครื่องบินจำนวนมาก โดยเฉพาะเครื่องบินขับไล่นั้น นอกจากเพื่อทำลายฐานเรดาร์ เสาสื่อสารวิทยุ และระบบป้องกันภัยทางอากาศ รวมถึงคุ้มกันเฮลิคอปเตอร์แล้ว ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า เหตุผลส่วนหนึ่งคือการครองอากาศ ซึ่งเป็นการดักยิงกรณีมีเครื่องบินรบข้าศึกบินขึ้น มีรายงานด้วยว่า เครื่องบินรบหลายลำของเวเนซุเอลา เช่น Su-30MK2 และ F-16 ถูกยิงทำลายขณะยังจอดอยู่บนพื้น

 

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สหรัฐฯ ยังดำเนินปฏิบัติการทางไซเบอร์เพื่อตัดกระแสไฟฟ้าเป็นวงกว้างในกรุงการากัส ทำให้เมืองทั้งเมืองตกอยู่ในความมืด เพื่อให้เครื่องบิน โดรน และเฮลิคอปเตอร์สามารถเข้าใกล้เป้าหมายได้โดยไม่ถูกตรวจพบ

 

วินาทีชิงตัว

 

เวลาประมาณ 01:30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงการากัส ชาวเมืองเล่าว่าพวกเขาเริ่มได้ยินเสียงเครื่องบินบินอยู่เหนือศีรษะ

 

ต่อมามีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วกรุงการากัส เมื่อเครื่องบินรบของสหรัฐฯ โจมตีสถานีเรดาร์ เสาส่งสัญญาณวิทยุ และระบบป้องกันภัยทางอากาศ แม้มีภาพความเสียหายของอาคารหลายจุด แต่กองทัพยืนยันว่า สิ่งที่ถูกทำลายทั้งหมดเป็นเป้าหมายทางทหาร

 

แม้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของเวเนซุเอลาจะถูกทำลายลงได้ แต่เฮลิคอปเตอร์ปฏิบัติการพิเศษของหน่วย 160th Special Operations Aviation Regiment หรือที่รู้จักในชื่อ Night Stalkers ซึ่งบรรทุกหน่วย Delta Force ก็ถูกยิงถล่มขณะเคลื่อนตัวเข้าสู่ทำเนียบที่พักของมาดูโรเมื่อเวลาประมาณ 02:01 น. ตามเวลาท้องถิ่น

 

อย่างไรก็ตาม พลเอกเคนเผยว่า เฮลิคอปเตอร์เหล่านี้สามารถตอบโต้ด้วย ‘กำลังที่เหนือกว่า’ โดยหลังจบภารกิจมีทหารอเมริกันได้รับบาดเจ็บ 6 นาย และมีเฮลิคอปเตอร์ถูกยิง 1 ลำ โดยหน่วยนี้ใช้เฮลิคอปเตอร์รุ่น MH-60 Black Hawk และ MH-47 Chinook ที่ดัดแปลงสำหรับภารกิจรบพิเศษ

 

ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวเนซุเอลาที่ไม่เปิดเผยชื่อ รายงานเบื้องต้นว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 40 รายจากการโจมตีเวเนซุเอลาเมื่อวันเสาร์ ซึ่งรวมถึงบุคลากรทางทหารและพลเรือน

 

เมื่อโรยตัวลงมาถึงพื้นดิน หน่วย Delta Force ก็เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วผ่านตัวอาคารเพื่อตามหาตัวมาดูโร โดยที่ทรัมป์และคณะทำงานได้เฝ้าชมภารกิจแบบเรียลไทม์ภายในห้อง ณ รีสอร์ตในมาร์-อา-ลาโก รัฐฟลอริดา ผ่านกล้องที่ติดตั้งบนเครื่องบินที่บินอยู่เบื้องบน โดยมีพลเอกเคน ประธานเสนาธิการทหารร่วมบรรยายเหตุการณ์บนหน้าจออย่างละเอียด

 

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยว่า หน่วยปฏิบัติการพิเศษใช้เวลาเพียง 3 นาทีหลังจากระเบิดประตูในการเคลื่อนที่ผ่านตัวอาคารไปยังตำแหน่งที่มาดูโรอยู่ ซึ่งหลังจากบุกเข้าไปแล้ว มาดูโรและภริยาพยายามหลบหนีเข้าไปในห้องนิรภัยเสริมเหล็ก แต่ก็ถูกหน่วย Delta Force ขัดขวางไว้ได้

 

ประมาณ 5 นาทีหลังจากบุกเข้าสู่อาคาร Delta Force ก็รายงานกลับมาว่าพวกเขาสามารถควบคุมตัวมาดูโรพร้อมภริยาได้แล้ว ก่อนจะมีการนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ที่บินกลับมารับ จากนั้นในเวลา 04:29 น. ตามเวลาการากัส ทั้งคู่ก็ถูกส่งตัวต่อไปยังเรือ USS Iwo Jima ซึ่งเป็นเรือรบของสหรัฐฯ ในทะเลแคริบเบียนที่ลอยลำห่างจากชายฝั่งเวเนซุเอลาประมาณ 100 ไมล์ในระหว่างปฏิบัติการ

 

หลังจากนี้ทางการสหรัฐฯ จะนำตัวมาดูโรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมสหรัฐฯ โดยจะขึ้นศาลแมนฮัตตันในนิวยอร์ก เพื่อรับฟังข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการสมคบคิดก่อการร้ายด้วยยาเสพติด นำเข้าโคเคน ครอบครองปืนกลและอุปกรณ์ทำลายล้างต่อสหรัฐอเมริกา

 

รู้จักหน่วย Delta Force

 

ชื่อของหน่วยจู่โจม Delta Force กลายเป็นจุดสนใจ จากปฏิบัติการโจมตีและบุกจับประธานาธิบดีเวเนซุเอลา คาที่พักในกรุงการากัสครั้งนี้

 

Delta Force เป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกองทัพบกสหรัฐฯ มีชื่อเสียงในด้านการปฏิบัติภารกิจต่อต้านการก่อการร้าย ลาดตระเวนพิเศษ และการบุกชิงตัวประกัน โดยที่ผ่านมามักจะได้รับมอบหมายให้จัดการกับเป้าหมายที่มีความสำคัญสูง

 

Delta Force ก่อตั้งขึ้นในปี 1977 ขึ้นตรงต่อกองบัญชาการปฏิบัติการพิเศษร่วม หรือ JSOC และมีฐานอยู่ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา

 

ข้อมูลเกี่ยวกับ Delta Force มีไม่มากนัก เนื่องจากเป็นความลับสุดยอด โดยส่วนใหญ่หน่วยนี้จะได้รับคำสั่งโดยตรงจากประธานาธิบดี และรัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งเป็นภารกิจที่มีความซับซ้อน ลับเฉพาะ และอันตราย

 

ประวัติผลงานที่โด่งดังในอดีตของหน่วยนี้ก็อย่างเช่น ภารกิจช่วยเหลือทหารอเมริกันในโซมาเลียเมื่อปี 1993 หลังเฮลิคอปเตอร์ทหารถูกยิงตกในยุทธการที่โมกาดิชู ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่นำไปสร้างหนัง Black Hawk Down

 

อีกปฏิบัติการสำคัญเกิดขึ้นในปี 1989 ซึ่ง Delta Force มีส่วนร่วมในการจับกุมผู้นำเผด็จการ มานูเอล โนริเอกา ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับแผนกวาดล้างยาเสพติด ซึ่งทรัมป์ก็ยกมาเป็นตัวอย่างในการบุกจับกุมนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ในครั้งนี้ด้วย

 

ภาพปก: แฟ้มภาพเครื่องบิน ไม่ใช่ภาพจากปฏิบัติการจริง

อ้างอิง:

The post เจาะปฏิบัติการโลกตะลึง Operation Absolute Resolve จับประธานาธิบดีเวเนซุเอลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรารู้อะไรในปฏิบัติการสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา-จับประธานาธิบดี https://thestandard.co/us-delta-force-captures-maduro-venezuela-operation-2026/ Sat, 03 Jan 2026 13:19:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1161197 เรารู้อะไรในปฏิบัติการสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา-จับประธานาธิบดี

เพียง 3 วันหลังเริ่มต้นศักราชใหม่ ก็เกิดเหตุการณ์สะเทือ […]

The post เรารู้อะไรในปฏิบัติการสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา-จับประธานาธิบดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรารู้อะไรในปฏิบัติการสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา-จับประธานาธิบดี

เพียง 3 วันหลังเริ่มต้นศักราชใหม่ ก็เกิดเหตุการณ์สะเทือนโลก เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา สั่งเปิดปฏิบัติการทางทหารบุกโจมตีเวเนซุเอลา พร้อมเข้าควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และสตรีหมายเลขหนึ่งออกนอกประเทศแบบสายฟ้าแลบ โดยใช้เวลาทั้งหมดเพียงไม่กี่ชั่วโมง

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์เหนือความคาดหมายเสียทีเดียว เนื่องจากความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติคุกรุ่นถึงขีดสุดมานาน โดยทรัมป์เคยประกาศกร้าวไว้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า เขา “เอาจริง” พร้อมจะเปิดปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา โดยอ้างเหตุผลด้านการปราบปรามยาเสพติดที่ไหลทะลักเข้าสหรัฐฯ รวมถึงมองว่ามาดูโรไม่ใช่ผู้นำที่ชอบธรรม

 

เกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ ต้นสายปลายเหตุมาจากอะไร สถานการณ์ปัจจุบันร้ายแรงแค่ไหน ทีมข่าวต่างประเทศ THE STANDARD สรุปประเด็นสำคัญแบบม้วนเดียวจบ

 

สถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร

 

วันนี้ (3 มกราคม) มีรายงานเหตุระเบิดรุนแรงหลายจุดในกรุงการากัส และพื้นที่บางส่วนในเวเนซุเอลา อย่างรัฐลาไกรา และเมืองอีเกโรเต รัฐมิรันดา ซึ่งในบริเวณดังกล่าวนั้นรวมถึงพื้นที่ทางการทหารด้วย

 

คลิปวิดีโอจากสำนักข่าวต่างประเทศเผยให้เห็นกลุ่มควันดำปกคลุมเหนือท้องฟ้า ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องและเสียงเครื่องบินรบที่บินวนเวียนอยู่รอบบริเวณ

 

รัฐบาลเวเนซุเอลาออกแถลงการณ์ประณามสหรัฐฯ ทันที โดยระบุว่าเป็นการโจมตีทั้งเป้าหมายทางทหารและพื้นที่พลเรือน ขณะที่มาดูโรได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และเรียกร้องพลเรือนให้ระดมกำลังป้องกันประเทศ

 

ท่ามกลางความปั่นป่วนที่เกิดขึ้น ไม่นานทรัมป์ก็ออกมาประกาศผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า สหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการครั้งนี้ และสามารถควบคุมตัวนิโคลัส มาดูโร พร้อมภรรยาออกนอกประเทศได้สำเร็จ โดยสำนักข่าว BBC รายงานเพิ่มเติมว่า หน่วยรบ Delta Force คือทีมหลักในภารกิจการจับกุมครั้งนี้

 

ต่อมา วุฒิสมาชิกไมค์ ลี สังกัดพรรครีพับลิกัน ได้โพสต์ข้อความลง X โดยระบุว่าตัวเขาได้พูดคุยกับมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งยืนยันว่ามาดูโรจะถูกนำตัวมาขึ้นศาลในสหรัฐฯ และคาดว่าจะไม่มีปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมในเวเนซุเอลาหลังจากนี้

 

ล่าสุด แพม บอนดี รัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ เผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและถูกนำตัวขึ้นศาลสหรัฐฯ ด้วยข้อกล่าวหาสมคบคิดก่อการร้ายด้วยยาเสพติด นำเข้าโคเคน ครอบครองปืนกลและอุปกรณ์ทำลายล้างต่อสหรัฐอเมริกา

 

เวเนซุเอลาดำเนินการอย่างไรบ้าง

 

ภายหลังจากที่มาดูโรและภรรยาถูกจับกุมตัว รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลาก็ได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ แสดงหลักฐานยืนยันว่าทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ขณะที่วลาดิเมียร์ ปาดริโน โลเปซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเวเนซุเอลาประกาศส่งกำลังทหารไปทั่วประเทศโดยทันที

 

เขากล่าวในวิดีโอแถลงการณ์เป็นภาษาสเปน เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนรวมพลังต่อต้านต่อการรุกรานที่เลวร้ายที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับเวเนซุเอลา พร้อมเสริมว่าเวเนซุเอลากำลังปฏิบัติตาม “คำสั่งของมาดูโร” ที่ให้ส่งกำลังทหารทั้งหมดไปประจำการทั่วประเทศ (ก่อนที่จะถูกจับกุมตัวไป)

 

“พวกเขาโจมตีเรา แต่พวกเขาจะเอาชนะเราไม่ได้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าว

 

อนึ่ง ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการแทรกแซงทางทหารโดยตรงในละตินอเมริกาครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ นับตั้งแต่เหตุการณ์บุกปานามาเพื่อโค่นล้ม มานูเอล โนริเอกา ในปี 1989 ซึ่งสหรัฐฯ ใช้ข้อกล่าวหาเรื่องยาเสพติดในลักษณะเดียวกัน

 

คำถามที่ยังรอคำตอบ

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ที่ยังไม่สงบ จึงมีหลายข้อสงสัยที่ยังไม่มีคำตอบ โดยขณะนี้เรายังไม่รู้ว่าสหรัฐฯ พาตัวมาดูโรและภรรยาไปไว้ที่ใด และยังไม่มีการสรุปข้อมูลที่แน่ชัดว่าการโจมตีครั้งนี้ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตมากน้อยแค่ไหน ส่วนความเสียหายและพิกัดในการโจมตีทั้งหมดก็ยังไม่มีการชี้แจงรายละเอียดที่แน่ชัด

 

และคำถามสำคัญที่สุด “ทำไมทรัมป์สั่งลุย” ซึ่งคาดว่าเราจะได้รับคำตอบนี้จากปากของเขาเอง เพราะทรัมป์เตรียมที่จะแถลงข่าวช่วง 11.00 น. ของวันนี้ตามเวลาสหรัฐฯ หรือตรงกับ 23.00 น. ตามเวลาบ้านเรา THE STANDARD จะอัปเดตความคืบหน้าต่อไป

 

ลำดับชนวนแห่งความขัดแย้ง

 

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นี่คือไทม์ไลน์ที่นำไปสู่การเผชิญหน้าในครั้งนี้:

 

  • ในช่วงแรกนั้น มีการโจมตีทางอากาศต่อเรือสปีดโบ๊ทหลายลำ ซึ่งเรือเหล่านั้นถูกกล่าวหาว่าแอบลักลอบขนยาเสพติดผ่านทางน่านน้ำของเวเนซุเอลา

 

  • หลังจากนั้น สหรัฐฯ ก็ได้มีการส่งกำลังทหารเรือจำนวนมากไปยังแถบทะเลแคริบเบียนฝั่งตะวันออกและพื้นที่อื่นๆ จนเกิดการปะทะที่เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 110 คน

 

  • กองกำลังสหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรไปแล้ว 2 ลำ และกำลังไล่ตามเรือลำที่สามอยู่

 

  • ต่อมาในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ทรัมป์ส่งสัญญาณชัดเจนว่า “การโจมตีทางบก” อาจเกิดขึ้นในไม่ช้า

 

สหรัฐฯ และเวเนซุเอลาขัดแย้งเรื่องอะไรกัน

 

ทรัมป์ออกตัวว่าเขาไม่พอใจเวเนซุเอลาในประเด็นยาเสพติด โดยทรัมป์ประกาศกร้าวมาตั้งแต่ช่วงหาเสียงในปี 2024 แล้วว่า หากได้เป็นผู้นำอีกครั้ง เขาจะกวาดล้างยาเสพติดที่ลักลอบเข้าประเทศให้สิ้นซาก โดยเฉพาะเฟนทานิล (fentanyl) ที่สร้างวิกฤตครั้งใหญ่ และให้คำมั่นว่าจะจัดการขบวนการค้ายาเสพติดจากต่างแดน

 

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังประกาศด้วยว่าประเทศของตนไม่ยอมรับมาดูโรในฐานะผู้นำที่ชอบด้วยกฎหมายของเวเนซุเอลา และในเดือนมีนาคม 2025 ทรัมป์ได้ลงนามกำหนดให้องค์กรอาชญากรรม Tren de Aragua เป็นองค์กรก่อการร้ายระดับโลก

 

ไม่เพียงเท่านั้น เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังกล่าวหาอย่างเปิดเผยว่า มาดูโรมีบทบาทสำคัญในองค์กรอาชญากรรม Cartel de los Soles และใช้ขบวนการค้ายาเสพติดเป็นเสมือนอาวุธโจมตีสหรัฐฯ จนนำไปสู่การเพิ่มความกดดันอย่างถึงขีดสุดในเดือนสิงหาคม 2025 เมื่อกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มรางวัลสำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการจับกุมมาดูโรอีก 2 เท่า จากเดิม 25 ล้านดอลลาร์ เป็น 50 ล้านดอลลาร์ โดยอ้างว่าผู้นำเวเนซุเอลามีส่วนพัวพันกับแก๊งอาชญากรรมและการขนส่งโคเคนข้ามชาติจำนวนมหาศาล

 

อย่างไรก็ตาม มาดูโรยืนกรานว่าข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ไม่เป็นความจริง แต่เป็นเพราะสหรัฐฯ เองต่างหากที่พยายามหาข้ออ้างในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เพราะอยากยึดน้ำมันและแร่ธาตุที่มีมหาศาลในประเทศ

 

ชาติอื่นๆ ว่าอย่างไร

 

คิวบาออกแถลงการณ์ประณามว่า การโจมตีเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ “เป็นอาชญากรรม” และเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศแสดงท่าทีอย่างเร่งด่วน

 

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียแถลงว่า รู้สึกกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานที่มาดูโรและภรรยาถูกบังคับนำตัวออกจากประเทศ “เราเรียกร้องให้มีการชี้แจงสถานการณ์นี้โดยทันที หากการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของรัฐเอกราชอย่างไม่อาจยอมรับได้ ซึ่งการเคารพอธิปไตยเป็นหลักการสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศ”

 

ด้านเยอรมนีและอิตาลีระบุว่า พวกเขาจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะมีการประชุมเพื่อหารือถึงประเด็นนี้ต่อไป

 

ส่วนสเปนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดความตึงเครียด และเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ อีกทั้งยังเสนอตัวเป็นผู้เจรจาเพื่อช่วยหาทางออกอย่างสันติในเวเนซุเอลา

 

ภาพ: REUTERS

 

อ้างอิง:

 

The post เรารู้อะไรในปฏิบัติการสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา-จับประธานาธิบดี appeared first on THE STANDARD.

]]>