New S-Curve Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/new-s-curve/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 18 Jul 2026 10:18:13 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รัฐบาลโชว์วิสัยทัศน์เชิงรุก ดึงเทคโนโลยี ‘Embodied AI’ จากบิ๊กเทคจีน ปลดล็อกประสิทธิภาพการผลิต-การดูแลผู้สูงอายุ https://thestandard.co/thai-government-embodied-ai-china/ Sat, 18 Jul 2026 10:18:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1232278 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมเทคโนโลยี Embodied AI ที่บริษัท AgiBot ในจีน

วันนี้ (18 กรกฎาคม) ความเคลื่อนไหวภารกิจของคณะผู้แทนระด […]

The post รัฐบาลโชว์วิสัยทัศน์เชิงรุก ดึงเทคโนโลยี ‘Embodied AI’ จากบิ๊กเทคจีน ปลดล็อกประสิทธิภาพการผลิต-การดูแลผู้สูงอายุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมเทคโนโลยี Embodied AI ที่บริษัท AgiBot ในจีน

วันนี้ (18 กรกฎาคม) ความเคลื่อนไหวภารกิจของคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลไทยในการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ร่วมคณะของนายกรัฐมนตรีเข้าเยี่ยมชมศึกษาดูงาน ณ บริษัท AgiBot ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ที่ นครเซี่ยงไฮ้ เพื่อศึกษาความก้าวหน้าล้ำสมัยของเทคโนโลยีหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ (Humanoid Robot) และระบบปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) ซึ่งเป็นนวัตกรรม AI ที่สามารถรับรู้ เรียนรู้ ตัดสินใจ และปฏิบัติงานผ่านร่างกายของหุ่นยนต์ได้จริง

 

สำหรับบริษัท AgiBot เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบหุ่นยนต์แบบครบวงจร (Full-Stack) ตั้งแต่โครงสร้างฮาร์ดแวร์ โมเดลปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ ไปจนถึงคลังข้อมูลขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับฝึกฝนหุ่นยนต์ โดยมีเป้าหมายหลักในการนำหุ่นยนต์เหล่านั้นไปประยุกต์ใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ระบบโลจิสติกส์ การบริการสาธารณะ ตลอดจนการแพทย์และการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกที่กำลังได้รับความสนใจอย่างสูง

 

การเข้าเยี่ยมชมและศึกษาเทคโนโลยีในครั้งนี้ สะท้อนถึงการดำเนินงานเชิงรุกของรัฐบาลไทยในการติดตามความเปลี่ยนแปลงและทิศทางของเทคโนโลยีโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลดิบและประสบการณ์จากพื้นที่จริงมาใช้ประโยชน์ในการออกแบบและวางกรอบนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ การคลัง และการส่งเสริมการลงทุนให้สอดรับกับโครงสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve)

 

ทั้งนี้ รัฐบาลมองว่าโอกาสของประเทศไทยในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การนำเข้าหุ่นยนต์มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการผลิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโอกาสครั้งสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มธุรกิจต้นน้ำและกลางน้ำ อาทิ การผลิตชิ้นส่วนความแม่นยำสูง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาซอฟต์แวร์ AI และระบบอัตโนมัติ ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนาทักษะบุคลากรและยกระดับผู้ประกอบการไทย ให้มีความสามารถพร้อมที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในตลาดเทคโนโลยีระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

 

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมเทคโนโลยี Embodied AI ที่บริษัท AgiBot ในจีน 1เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมเทคโนโลยี Embodied AI ที่บริษัท AgiBot ในจีน 2เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมเทคโนโลยี Embodied AI ที่บริษัท AgiBot ในจีน 3เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมเทคโนโลยี Embodied AI ที่บริษัท AgiBot ในจีน 4เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมเทคโนโลยี Embodied AI ที่บริษัท AgiBot ในจีน 5

The post รัฐบาลโชว์วิสัยทัศน์เชิงรุก ดึงเทคโนโลยี ‘Embodied AI’ จากบิ๊กเทคจีน ปลดล็อกประสิทธิภาพการผลิต-การดูแลผู้สูงอายุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Techsauce Healthspan Festival 2026 รวมพลังรัฐ-เอกชน สร้าง Ecosystem สุขภาพ ดันไทยสู่ Medical Hub [PR News] https://thestandard.co/techsauce-healthspan-festival-medical-hub/ Thu, 02 Apr 2026 09:30:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1193749 ภาพบรรยากาศงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 สร้างระบบนิเวศสุขภาพและดันไทยสู่ Medical Hub

อะไรคือจุดแข็งของประเทศไทย? หนึ่งในนั้นก็คือเรื่อง “การ […]

The post Techsauce Healthspan Festival 2026 รวมพลังรัฐ-เอกชน สร้าง Ecosystem สุขภาพ ดันไทยสู่ Medical Hub [PR News] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 สร้างระบบนิเวศสุขภาพและดันไทยสู่ Medical Hub

อะไรคือจุดแข็งของประเทศไทย? หนึ่งในนั้นก็คือเรื่อง “การดูแลสุขภาพ” หรือเรื่อง Health นั่นเอง แต่การที่เราจะคว้าโอกาสด้านเศรษฐกิจในเรื่องของสุขภาพ ต่อยอดให้ประเทศไทยกลายเป็น Medical Hub จะต้องทำสิ่งใดบ้าง?

 

คำตอบของเรื่องนี้ต่างถูกคิวเรตและรวบรวมไว้ใน “Techsauce Healthspan Festival 2026” ซึ่งถูกจัดขึ้นโดย Techsauce ผู้นำแพลตฟอร์มเทคโนโลยีและธุรกิจชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน ซึ่งในปีนี้ก็ประสบความสำเร็จ ในการเป็นมหกรรมสร้างอนาคตสุขภาพดี คือเวทีนวัตกรรมสุขภาพครบวงจร ที่มุ่งเป็น Ecosystem Builder เชื่อมโยงธุรกิจ เทคโนโลยี ภาครัฐ บุคลากรทางการแพทย์ และผู้สนใจ เพื่อสร้างระบบนิเวศและ Community สุขภาพที่แข็งแกร่ง สนับสนุนให้ไทยเป็น Medical Hub

 

แนวคิด “Healthspan” อยู่อย่างไรให้สุขภาพยืนตามอายุ?

 

สำหรับปีนี้ งาน “Techsauce Healthspan Festival 2026” จัดขึ้นพร้อมแนวคิดหลักคือ “Healthspan” ซึ่งเป็นการตั้งคำถามและหาคำตอบใหม่ให้กับการใช้ชีวิต ว่าเราจะทำอย่างไรให้ช่วงเวลาที่มีสุขภาพดียาวนานเท่ากับช่วงอายุขัยของเรา

 

โดยภายในงานได้รวบรวมองค์ความรู้จากวิทยากรชั้นนำ บริษัทด้านสุขภาพ และนวัตกรรมมาร่วมจัดแสดง เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของสังคมผู้สูงวัย (Aging Society) และการสร้าง New S-Curve ทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมสุขภาพ

 

เชื่อมโยงคอนเทนต์สู่นโยบายระดับชาติและยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสุขภาพ

 

หัวใจสำคัญของงานในปีนี้คือการยกระดับการเสวนาไปสู่มิติทางด้าน “เศรษฐกิจและนโยบาย” (Economy & Policy) โดย Techsauce เปิดเวทีให้ผู้นำทางความคิดร่วมหารือในหัวข้อ “Road to Global Medical Hub” และ “Global Wellness Destination” ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางทางการแพทย์ระดับโลก ไม่เพียงแค่ในด้านการรักษาพยาบาล แต่รวมถึงการเป็นศูนย์กลางการพักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาพ ซึ่งจะสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ

 

ผู้เชี่ยวชาญบนเวทีเสวนาได้ร่วมกันหารือถึงการพลิกโฉมระบบสาธารณสุข โดยมุ่งเน้นที่การใช้ระบบการดูแลเชิงป้องกัน (Preventative Care) เพื่อลดภาระของโรงพยาบาล ซึ่งจะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว พร้อมทั้งเปลี่ยนวิกฤตสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืน

 

เจาะลึกเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก จาก AI สู่การปลดล็อกศักยภาพมนุษย์

 

จากความเชี่ยวชาญและชำนาญในมิติของเทคโนโลยีของ Techsauce งานนี้ยังสร้างปรากฏการณ์การรวมตัวของ DeepTech ด้านสุขภาพที่ล้ำสมัยที่สุด ตั้งแต่เวที “Future of HealthTech” ที่นำเสนอการใช้ AI และ Big Data ในการวิเคราะห์โรคแบบเฉพาะเจาะจงรายบุคคล (Personalized Medicine) ไปจนถึงนวัตกรรม Genomics ที่จะทำให้การรักษาโรคยากๆ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้

 

มากไปกว่านั้น ยังมีการพูดถึงเทรนด์ “Next-Gen Biohacking” และ “Human Optimization” ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่ออัปเกรดศักยภาพของมนุษย์ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเน้นการใช้ Smart Wearables และอุปกรณ์อัจฉริยะในการติดตามดัชนีชี้วัดสุขภาพแบบ Real-time ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทของคนไข้จากการเป็นผู้รับการรักษา มาเป็นผู้ควบคุมสุขภาพของตนเองอย่างแท้จริง

 

Techsauce มองเห็นโอกาสจากเศรษฐกิจแห่ง Healthspan

 

อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด เปิดเผยว่า “โลกกำลังเปลี่ยนจากยุค ‘จ่ายเงินเมื่อป่วย’ สู่การ ‘ลงทุนเพื่อป้องกัน’ ซึ่งเป็นจุดตัดสำคัญของเทคโนโลยีและชีววิทยาที่ทำให้เราสามารถออกแบบสุขภาพเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ” 

 

“วันนี้ Techsauce Healthspan Festival จึงเกิดขึ้นเพื่อสร้างชุมชนสายสุขภาพที่แข็งแกร่ง เรามองเห็นโอกาสมหาศาลใน ‘เศรษฐกิจแห่ง Healthspan’ ที่นวัตกรรมจะต้องเข้าถึงง่ายและราคาจับต้องได้ เพื่อเปลี่ยนผู้สูงอายุจากภาระทางเศรษฐกิจ ให้กลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคใหม่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีกำลังซื้ออย่างยั่งยืน”

 

หนึ่งในความโดดเด่นของงานนี้คือการประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจประกันภัย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้คนไทยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมด้านสุขภาพได้ง่ายยิ่งขึ้น

 

การดูแลสุขภาพไม่จบเพียงโรงพยาบาลแต่ขยายไปสู่ระดับดูแลตลอดชีวิต

 

สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมถึงความสำคัญของระบบนิเวศสุขภาพว่า 

 

“โลกของ Healthcare และ Life Insurance กำลังหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว งานนี้แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมสุขภาพในอนาคตไม่ได้จบแค่ที่โรงพยาบาล แต่คือการดูแลตลอดช่วงชีวิตผ่านแนวคิด Longevity Design”

 

“การเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Healthspan Festival ทำให้เราเห็นถึงโอกาสในการนำ Data และนวัตกรรมใหม่ๆ มาออกแบบโซลูชันประกันชีวิตที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล ช่วยให้ลูกค้าของเรามีช่วงเวลาสุขภาพดีที่ยาวนานขึ้น และมีความมั่นคงทางการเงินไปพร้อมกัน”

 

ความสำเร็จที่วัดผลได้และก้าวต่อไปของนวัตกรรม

 

นอกจากเนื้อหาบนเวทีที่เข้มข้นแล้ว โซนการจัดแสดงนวัตกรรม (Exhibition) ยังได้รับความสนใจอย่างคับคั่ง โดยมีตัวเลขยอดผู้เข้าชมรวมกว่า 2,500 ท่าน ตลอดระยะเวลา 2 วัน และรวบรวมบูธแสดงผลงานจากบริษัทชั้นนำมากกว่า 80 ราย

 

ทั้งหมดยิ่งสะท้อนให้เห็นได้ว่างาน Techsauce Healthspan Festival 2026 ในครั้งนี้ ได้ยกระดับไปสู่การเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมของความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมที่จะเปลี่ยนโฉมหน้า Healthcare Ecosystem ของประเทศไทยให้มั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง

The post Techsauce Healthspan Festival 2026 รวมพลังรัฐ-เอกชน สร้าง Ecosystem สุขภาพ ดันไทยสู่ Medical Hub [PR News] appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผ่ดีล Gripen E/F เราจะเปลี่ยนรายจ่ายความมั่นคง 60,000 ล้านบาท เป็นเงินทุนสร้างชาติได้อย่างไร https://thestandard.co/the_secret_sauce/gripen-offset-policy-economic-impact-thailand/ Thu, 29 Jan 2026 07:21:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1171024 gripen-offset-policy-economic-impact-thailand

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ท่ามกลางบทเรียนจา […]

The post แผ่ดีล Gripen E/F เราจะเปลี่ยนรายจ่ายความมั่นคง 60,000 ล้านบาท เป็นเงินทุนสร้างชาติได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
gripen-offset-policy-economic-impact-thailand

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ท่ามกลางบทเรียนจากความขัดแย้งชายแดนในอดีตที่ย้ำเตือนว่า ‘น่านฟ้าคือตัวตัดสินผลสงคราม’ กองทัพอากาศไทยได้ประกาศเลือก ‘Gripen E/F’ เป็นเครื่องบินขับไล่ฝูงใหม่เพื่อทำหน้าที่แทน F-16 ที่กรำศึกมานานกว่า 37 ปี จนนำไปสู่พิธีลงนาม G2G ณ กรุงสตอกโฮล์ม เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนงบประมาณความมั่นคง ให้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนโยบาย Offset ที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง

 

 

 

เมื่อตัวเลข ‘60,000 ล้านบาท’ ถูกกางออกท่ามกลางเศรษฐกิจที่กำลังต้องการแรงผลักดัน ปฏิกิริยาแรกของสังคมมักเต็มไปด้วยความกังขา ภาษีจำนวนมหาศาลนี้กำลังจะกลายเป็นเพียงอาวุธที่จอดนิ่งอยู่ในโรงเก็บ หรือจะเป็น ‘ทางลัด’ ที่พาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักเทคโนโลยี?

 

ทำไมไทยจึงเลือก Gripen

 

นึกภาพว่าเครื่องบินค่ายใหญ่อย่าง F-16 เปรียบเสมือน iOS เน้นความเสถียรและสมบูรณ์แบบ เป็นเครื่องบินขับไล่ที่ขายดีที่สุดในโลกและผ่านสนามรบจริงมามากที่สุด การเลือก F-16 คือการซื้อสิทธิ์เข้าถึงระบบสนับสนุน ยุทธวิธี และเทคโนโลยีเรดาร์ระดับท็อปจากกองทัพสหรัฐฯ โดยตรง 

 

แต่กริพเพนเลือกเดินเกมแบบ ‘Android’ ด้วยสถาปัตยกรรมที่แยกซอฟต์แวร์ควบคุมการบินออกจากซอฟต์แวร์ภารกิจอย่างเด็ดขาด การเลือกกริพเพนจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนไทยได้รับ ‘กุญแจ’ เข้าสู่ซอร์สโค้ดบางส่วนเพื่อพัฒนาต่อยอดเองได้ นี่คืออิสรภาพที่ช่วยลดต้นทุนในระยะยาวและสร้าง ‘อธิปไตยทางเทคโนโลยี’ ที่จะเปลี่ยนสถานะของเราจากผู้ซื้อที่ทำได้เพียงรอรับบริการ มาเป็นผู้ร่วมพัฒนาที่สามารถสร้างแอปพลิเคชันทางการทหารของตัวเองได้จริง

 

ดีล Gripen คืนกำไรให้ไทยจริงหรือ 

 

การควักเงินภาษีกว่า 60,000 ล้านบาท เพื่อซื้อเครื่องบินขับไล่ฝูงใหม่ (เฟสแรก 4 ลำ ประมาณ 19,500 ล้านบาท) มักถูกตั้งคำถามว่าเป็นรายจ่ายที่สูญเปล่า แต่ในเลนส์ของนักกลยุทธ์ ดีล Gripen E/F ครั้งนี้ถูกออกแบบมาให้เป็น “การลงทุน” ที่มีเป้าหมายคืนกำไรให้ประเทศมากกว่ามูลค่าที่จ่ายไปถึง 120% หรือราว 80,000 ล้านบาท ผ่านกลไกที่เรียกว่า Offset Policy 

 

คำถามคือเงินจะไหลกลับมาได้อย่างไร? 

 

กลไกที่ 1: การใช้ ‘ตัวคูณมหาศาล’ (Economic Multipliers)

รัฐบาลจะไม่นับมูลค่าการลงทุนแบบ 1:1 แต่จะให้แต้มต่อกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น หากสวีเดนมาลงทุนในโรงงานแบตเตอรี่ EV หรือชิปเซมิคอนดักเตอร์ในไทย 100 ล้านบาท รัฐอาจให้ค่าตัวคูณที่ 5 เท่า เท่ากับไทยได้ ‘มูลค่าชดเชย’ ในสัญญาถึง 500 ล้านบาท เพื่อจูงใจให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงที่ไทยต้องการจริงๆ

 

กลไกที่ 2: โมเดล ‘Tinder’ สำหรับอุตสาหกรรม (Strategic Matchmaking)

บริษัท Saab จะทำหน้าที่เป็น Matchmaker เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระดับโลกของสวีเดนเข้ากับ SME และมหาวิทยาลัยไทย เป้าหมายคือการดึงบริษัทไทยเข้าไปอยู่ใน Global Supply Chain ของยุโรป ไม่ใช่แค่เรื่องอะไหล่เครื่องบิน แต่รวมถึงอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะและการจัดการน้ำ

 

กลไกที่ 3: สูตรลับ ‘Triple Helix’

นี่คือหัวใจของสวีเดนที่นำมาปรับใช้กับไทย คือการทำงานร่วมกันระหว่าง รัฐบาล – ภาคอุตสาหกรรม – ภาคการศึกษา เงินที่จ่ายไปจะถูกเปลี่ยนเป็นทุนวิจัย, การจัดตั้งศูนย์ R&D ในไทย และการสร้างงานทักษะสูง (High-tech Jobs) เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ยั่งยืน

 

ไทยได้รับบทเรียนอะไรจากการทำ Offset Policy

 

ดีลนี้คือกระจกสะท้อนว่าที่ผ่านมาไทยอาจเสียโอกาสจากการจัดซื้อแบบเดิมที่เน้นเพียงสมรรถนะของอาวุธ แต่ในอนาคตเรายังสามารถปรับปรุงได้

  • วางยุทธศาสตร์นำการจัดซื้อ (Strategy First): โจทย์สำคัญคือการระบุความต้องการเทคโนโลยีที่ชัดเจน เช่น แบตเตอรี่ EV หรือเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อจูงใจให้ผู้ขายทุ่มงบลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ผ่านระบบ ‘ตัวคูณมหาศาล’ แทนที่จะปล่อยให้เป็นไปตามความสมัครใจของผู้ผลิต

 

  • สร้างกลไก Matchmaker ระดับชาติ: หัวใจของความสำเร็จคือการมีหน่วยงานกลางทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระดับโลกเข้ากับ SME และมหาวิทยาลัยไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อดึงไทยเข้าไปอยู่ใน Global Supply Chain ที่เข้าถึงได้ยากหากไม่มีดีลระดับรัฐบาลหนุนหลัง

 

  • บูรณาการการตัดสินใจ (Multidisciplinary Teamwork): การจัดซื้ออาวุธต้องไม่ใช่เรื่องของ ‘กองทัพ’ เพียงลำพัง กองทัพอากาศอาจเชี่ยวชาญเรื่องเครื่องบิน แต่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจต้องใช้กระทรวงเศรษฐกิจและหน่วยงานอย่าง BOI เข้ามาช่วยคุมโต๊ะเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศในภาพรวม 

 

งบประมาณกว่า 60,000 ล้านบาทอาจดูน่าใจหายหากมองว่าเป็นเพียงการซื้อเหล็กกล้ามาจอดทิ้ง แต่หากมองผ่านเลนส์ของ Offset Policy นี่คือ ‘ค่าธรรมเนียมแรกเข้า’ เพื่อให้ประเทศไทยได้เข้าถึงพิมพ์เขียวนวัตกรรมที่เงินเพียงอย่างเดียวก็ซื้อไม่ได้ โดยสวีเดนสัญญาจะส่งมอบมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนมาถึง 120% ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะเปลี่ยนสถานะไทยจาก ‘ลูกค้า’ เป็น ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์’ ที่มีโอกาสสร้าง New S-Curve ได้จริง

The post แผ่ดีล Gripen E/F เราจะเปลี่ยนรายจ่ายความมั่นคง 60,000 ล้านบาท เป็นเงินทุนสร้างชาติได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
AWS-Microsoft-NVIDIA-TikTok อัดเม็ดเงินลงทุนไทย ‘เอกนิติ’ ปิดดีลดาวอสกว่า 5 แสนล้าน ชูบทบาทไทยฮับเศรษฐกิจใหม่ภูมิภาค https://thestandard.co/tech-investment-thailand-davos-deal/ Fri, 23 Jan 2026 05:24:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1168528 การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ AWS Microsoft NVIDIA TikTok ในประเทศไทย หลังการประชุมดาวอส ที่เสริมบทบาทไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค

บิ๊กเทค AWS-Microsoft-NVIDIA-TikTok เดินหน้าต่อยอดลงทุน […]

The post AWS-Microsoft-NVIDIA-TikTok อัดเม็ดเงินลงทุนไทย ‘เอกนิติ’ ปิดดีลดาวอสกว่า 5 แสนล้าน ชูบทบาทไทยฮับเศรษฐกิจใหม่ภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ AWS Microsoft NVIDIA TikTok ในประเทศไทย หลังการประชุมดาวอส ที่เสริมบทบาทไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค

บิ๊กเทค AWS-Microsoft-NVIDIA-TikTok เดินหน้าต่อยอดลงทุนไทย ‘เอกนิติ‘ ปิดภารกิจเวทีดาวอส ดันเม็ดเงินกว่า 5 แสนล้านบาท พร้อมดึงอุตสาหกรรมใหม่ ชูบทบาทประเทศไทยเวทีโลก ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ภารกิจของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และทีมไทยแลนด์ในการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 19-22 มกราคม 2569 ประสบความสำเร็จอย่างดี

 

โดยมีทั้งการยกระดับความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ขยายเครือข่ายความร่วมมือกับผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ แสดงบทบาทของประเทศไทยในเวทีผู้นำโลก และหารือผู้บริหารบริษัทชั้นนำระดับโลกเพื่อต่อยอดให้เกิดเป็นการลงทุนและโครงการความร่วมมือที่จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

 

การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ AWS Microsoft NVIDIA TikTok ในประเทศไทย หลังการประชุมดาวอส ที่เสริมบทบาทไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค 1

 

ทั้งนี้ ภารกิจการเดินทางเยือนดาวอสครั้งนี้ได้บรรลุเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่

 

  • การนำทีมภาครัฐและเอกชน มาช่วยกันตอกย้ำภาพของประเทศไทยในสายตาผู้นำโลกว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพมีทิศทางนโยบายชัดเจน มีความเป็นกลางท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และพร้อมเป็นฐานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจยุคใหม่ของภูมิภาค
  • การเจรจากับผู้บริหารบริษัทชั้นนำ เพื่อทำให้เกิดการลงทุนที่เป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศโดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรม New S-Curve ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยการสร้างงานคุณภาพ และการพัฒนาทักษะคนไทยให้สอดคล้องกับโลกในอนาคต
  • การสร้างความร่วมมือเพื่อปูทางไปสู่การประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถจัดงานสำคัญระดับโลกได้และมีศักยภาพเป็นผู้นำของอาเซียน

 

ยักษ์เทคลงทุน 5 แสนล้าน ยกระดับบุคลากรไทยและซัพพลายเชน

 

โดยในการเข้าประชุม WEF ครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและคณะ ได้พบหารือกับผู้บริหารของบริษัทชั้นนำระดับโลกรวม 9 ราย ซึ่งได้มีแผนการลงทุนทั้งที่ผ่านมาแล้วและจะลงทุนเพิ่มเติมในอนาคตรวมกว่า 5 แสนล้านบาท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในช่วงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และกระตุ้นให้เร่งเดินหน้าโครงการในไทยอย่างต่อเนื่อง

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 


 

ดึงลงทุนใหม่ อุตสาหกรรม New S-Curve

 

โดยแบ่งเป็นกลุ่มดิจิทัลและ AI จำนวน 6 บริษัท

 

กลุ่มยานยนต์และอากาศยานอัจฉริยะ 2 บริษัท กลุ่มอาหาร 1 บริษัท ดังนี้

 

กลุ่มดิจิทัลและ AI

 

  • AWS : บริษัทได้ย้ำแผนลงทุนระยะยาวในไทยกว่า 150,000 ล้านบาท ภายใน 15 ปี โดยที่ผ่านมาได้ลงทุนไปแล้วกว่า 24,000 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทได้สนับสนุนนโยบาย Cloud First ของรัฐบาล และยังให้ความสนใจโครงการพัฒนาทักษะบุคลากรไทย (Skill Bridge) ซึ่งบริษัทจะหารือในรายละเอียดและคาดว่าจะมีการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลและ AI ในโครงการมากกว่า 50,000 คน

 

  • Microsoft : ได้นำเสนอการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและภาคธุรกิจ และการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ รวมถึงโอกาสความร่วมมือในการพัฒนากำลังคนสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

 

  • TikTok : บริษัทยืนยันแผนลงทุนระยะยาวรวมกว่า 270,000 ล้านบาท พร้อมหารือการใช้แพลตฟอร์มยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงตลาดและมีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้น รวมถึง ได้เสนอแนวทางต่อยอดให้ไทยเป็นฐานกิจกรรมระดับภูมิภาค เช่น ด้านการพัฒนาคอนเทนต์

 

  • DAMAC Group : ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก ซึ่งมีแผนการลงทุนในไทยรวมกว่า 130,000 ล้านบาท ได้หารือเกี่ยวกับการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะด้านโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อรองรับการขยายตัวของคลาวด์และเทคโนโลยี AI ในประเทศไทย

 

  • HCL Technologies : ผู้นำด้านการพัฒนาและให้บริการซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี AI ได้หารือแนวทาง การนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการเกษตรอุตสาหกรรมการผลิต และการท่องเที่ยว รวมถึงการใช้ AI ยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ (GovTech)

 

  • NVIDIA: ผู้นำเทคโนโลยีชิปและแพลตฟอร์ม AI ได้หารือแนวทางยกระดับระบบนิเวศ AI ของไทย ทั้งการพัฒนาบุคลากรและทีมนักพัฒนา (Developers) การสร้างโมเดลภาษาไทยและแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่จะสามารถยกระดับอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ตลอดจนการต่อยอดศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence) เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ด้าน AI ในประเทศไทย

 

กลุ่มยานยนต์และอากาศยานอัจฉริยะ

 

  • Hesai Technology: ผู้นำเทคโนโลยี LiDAR สำหรับระบบรถยนต์อัจฉริยะรายใหญ่ที่สุดในโลก ได้ตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยเป็นแห่งแรกนอกประเทศจีนมูลค่าลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท โดยบริษัทพร้อมร่วมพัฒนาบุคลากรด้านหุ่นยนต์และเทคโนโลยี AI ภายใต้โครงการ Skill Bridge เพื่อเตรียมพร้อมกำลังคนสำหรับต่อยอดสู่ซัพพลายเชนและระบบนิเวศ AI/Robotics ในประเทศไทย

 

  • Archer Aviation: บริษัทชั้นนำด้านอากาศยานสำหรับขนส่งบุคคล ได้หารือโอกาสความร่วมมือและการร่วมทุนกับบริษัทไทยในการพัฒนาบริการเดินทางภายในเมือง (Urban AirMobility) เพื่อเพิ่มทางเลือกการคมนาคมรูปแบบใหม่ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพในเมืองที่มีความหนาแน่นสูง

 

กลุ่มอาหาร

 

  • Nestlé : ผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ได้ดำเนินธุรกิจในไทยมายาวนาน ปัจจุบันมีบริษัทในไทย 4 แห่ง และได้รับการส่งเสริมการลงทุน 8 โครงการ โดยมีการลงทุนในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องกว่า 28,000 ล้านบาท ครอบคลุมธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง รวมทั้งใช้ไทยเป็นที่ตั้งของสำนักงานภูมิภาค และมีแผนขยายการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้

 

การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ AWS Microsoft NVIDIA TikTok ในประเทศไทย หลังการประชุมดาวอส ที่เสริมบทบาทไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค 2

 

เชื่อมองค์กรเศรษฐกิจโลก–ย้ำบทบาทไทย ‘ผู้เล่นเชิงรุก’ ปูพรมเจ้าภาพ IMF-World Bank 2026

 

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้พบหารือกับ Mr. Ajay Banga ประธานธนาคารโลก (World Bank) และ Ms. Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก แนวทางสนับสนุนการเติบโตอย่างทั่วถึง และการสร้างงานที่มีคุณค่า พร้อมหารือการเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026

 

โดยฝ่ายไทยย้ำว่าการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ เป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการแลกเปลี่ยนเชิงนโยบาย ที่มีสาระครอบคลุมประเด็นความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ การเติบโตอย่างทั่วถึง ความยั่งยืนทางการคลัง และการระดมเงินทุนภาคเอกชนเพื่อพัฒนาธุรกิจในงาน WEF นี้

 

อีกทั้งยังได้หารือกับผู้นำภาครัฐและองค์การระหว่างประเทศ เช่น เลขาธิการ OECD

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศและการพัฒนาของฟินแลนด์ , ฮ่องกง , ซาอุดีอาระเบีย ประธาน Global Development ของมูลนิธิ Gates Foundation กรรมการผู้จัดการ World Economic Forum (WEF) และผู้บริหาร Uplink WEF

 

นอกจากนี้ ทีมไทยแลนด์ยังได้ต่อยอดความร่วมมือในประเด็นเศรษฐกิจใหม่ที่โลกให้ความสำคัญ โดยรองนายกรัฐมนตรีฯ ได้เข้าร่วมเวทีสำคัญในงานประชุม WEF เช่น Informal Gatherings of World Economic Leaders (IGWEL) ในหัวข้อ What’s Ahead for the Global Economy- Boom, Bust or In-between? การประชุมเชิงยุทธศาสตร์ในหัวข้อ New Pathways for ASEAN Growth and Productivity และเวทีเสวนาในหัวข้อ Is ASEAN Moving Fast Enough?

 

รวมถึงเวทีสำคัญอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในการสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน หารือแนวทางยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค พร้อมนำเสนอจุดแข็งของไทยโอกาสการลงทุนในด้านต่าง ๆ และประสบการณ์เชิงนโยบายที่สามารถขยายผลในระดับภูมิภาค

 

The post AWS-Microsoft-NVIDIA-TikTok อัดเม็ดเงินลงทุนไทย ‘เอกนิติ’ ปิดดีลดาวอสกว่า 5 แสนล้าน ชูบทบาทไทยฮับเศรษฐกิจใหม่ภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป : เมื่อโลกสั่งให้พลาสติกต้องรีไซเคิล ไทยพร้อมแค่ไหน? | KEY MESSAGES #241 https://thestandard.co/thailand-plastic-recycling-new-s-curve-2026/ Mon, 12 Jan 2026 11:00:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1164436 thailand-plastic-recycling-new-s-curve-2026

โลกกำลังเขียนกติกาใหม่ให้ ‘พลาสติกต้องถูกรีไซเคิล’ ไม่ใ […]

The post ชมคลิป : เมื่อโลกสั่งให้พลาสติกต้องรีไซเคิล ไทยพร้อมแค่ไหน? | KEY MESSAGES #241 appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-plastic-recycling-new-s-curve-2026

โลกกำลังเขียนกติกาใหม่ให้ ‘พลาสติกต้องถูกรีไซเคิล’ ไม่ใช่ถูกทิ้งลงหลุมฝังกลบหรือไหลลงทะเลเหมือนที่ผ่านมา

 

สำหรับไทยที่เป็นผู้ผลิตเม็ดพลาสติกชั้นนำของโลก นี่คือทั้งความเสี่ยงและโอกาสในเวลาเดียวกัน เพราะเราคือหนึ่งในประเทศไม่กี่แห่งที่มีครบทั้งฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และเทคโนโลยีรีไซเคิลล้ำสมัย แต่กลับถูกฉุดไว้ด้วยระบบจัดการขยะที่ยังขาดประสิทธิภาพ

 

ไทยต้องทำอะไรบ้างเพื่อปลดล็อกศักยภาพที่มีอยู่ และทำไมเศรษฐกิจหมุนเวียนจากพลาสติกอาจกลายเป็น New S-curve ใหม่ที่ไม่ควรมองข้าม

The post ชมคลิป : เมื่อโลกสั่งให้พลาสติกต้องรีไซเคิล ไทยพร้อมแค่ไหน? | KEY MESSAGES #241 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : TGA ถก เพื่อไทย ดัน พ.ร.บ.เกม ปลดล็อกอุตสาหกรรม 4 หมื่นล้าน สู่ New S-Curve https://thestandard.co/tga-pheu-thai-unlock-game-act/ Mon, 12 Jan 2026 04:56:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1164096 TGA ถก เพื่อไทย ดัน พ.ร.บ.เกม ปลดล็อกอุตสาหกรรม 4 หมื่นล้าน สู่ New S-Curve

วันนี้ (12 มกราคม) คณะกรรมการ TGA และตัวแทนวงการเกมทั้ง […]

The post เลือกตั้ง 2569 : TGA ถก เพื่อไทย ดัน พ.ร.บ.เกม ปลดล็อกอุตสาหกรรม 4 หมื่นล้าน สู่ New S-Curve appeared first on THE STANDARD.

]]>
TGA ถก เพื่อไทย ดัน พ.ร.บ.เกม ปลดล็อกอุตสาหกรรม 4 หมื่นล้าน สู่ New S-Curve

วันนี้ (12 มกราคม) คณะกรรมการ TGA และตัวแทนวงการเกมทั้งระบบ เข้าพบ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เพื่อเสนอแนวทางดันอุตสาหกรรมเกมไทยที่มีมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาทให้เป็น New S-Curve ของประเทศ โดยประเด็นเร่งด่วนที่สุดที่ทางสมาคมฯ เสนอคือการแก้คอขวดทางกฎหมาย ด้วยการผลักดัน พ.ร.บ.อุตสาหกรรมเกม ฉบับใหม่ เพื่อแยกออกมาจากกฎหมายภาพยนตร์และวีดิทัศน์เดิมที่ล้าสมัย ซึ่งจะช่วยปลดล็อกให้ผู้ประกอบการไทยทำงานง่ายขึ้นและสอดรับกับนโยบาย Soft Power ที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ

 

ด้าน ศ.ดร.ยศชนัน ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า รัฐต้องไม่มองเกมเป็นแค่ผลิตภัณฑ์ แต่คือการวางรากฐาน Ecosystem และทักษะคนรุ่นใหม่ (AR, VR, IT Skills) เพื่อต่อยอดไปสู่ AI และเทคโนโลยีอนาคต โดยรัฐต้องทำมากกว่าการให้ทุนก้อนแรก แต่ต้องเป็นตัวกลางเชื่อมผู้ประกอบการไทยไปหาทุนระดับโลก (Global VC) และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้ เช่น การซื้อ License หรือเครื่องมือระดับโลกมาให้คนไทยใช้ เพื่อสร้าง Deep Know-how ของเราเอง ซึ่งจะทำให้ไทยมีอิสรภาพทางเทคโนโลยีในระยะยาว

 

ส่วนประเด็นการศึกษาและนโยบายสนับสนุน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตประธานกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ (THACCA) เห็นตรงกันว่าต้องเร่งแก้กฎหมาย และเตรียมดันโครงสร้างแบบ Super Agent ที่มีสภาเกมแยกออกมาดูแลโดยเฉพาะ พร้อมขยายมาตรการ Cash Rebate 30% มาสู่วงการเกมและแอนิเมชันเพื่อสร้างแต้มต่อในการแข่งขัน ขณะเดียวกันวงประชุมยังเน้นย้ำเรื่องการขยายโอกาสทางการศึกษาให้เด็กไทยเข้าถึงเครื่องมือทันสมัยได้ทั่วถึง ไม่กระจุกตัวแค่หลักสูตรแพงๆ พร้อมฝากโจทย์ให้ช่วยกันหา DNA เกมไทยให้เจอ เพื่อสร้างแต้มต่อและเม็ดเงินหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

 

TGA ถก เพื่อไทย ดัน พ.ร.บ.เกม ปลดล็อกอุตสาหกรรม 4 หมื่นล้าน สู่ New S-Curve 1TGA ถก เพื่อไทย ดัน พ.ร.บ.เกม ปลดล็อกอุตสาหกรรม 4 หมื่นล้าน สู่ New S-Curve 2TGA ถก เพื่อไทย ดัน พ.ร.บ.เกม ปลดล็อกอุตสาหกรรม 4 หมื่นล้าน สู่ New S-Curve 3TGA ถก เพื่อไทย ดัน พ.ร.บ.เกม ปลดล็อกอุตสาหกรรม 4 หมื่นล้าน สู่ New S-Curve 4

The post เลือกตั้ง 2569 : TGA ถก เพื่อไทย ดัน พ.ร.บ.เกม ปลดล็อกอุตสาหกรรม 4 หมื่นล้าน สู่ New S-Curve appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตือน 10 วิกฤต ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี เอกชนชี้ 3 ทางแก้เกม https://thestandard.co/10-crises-thai-economy-2026/ Wed, 07 Jan 2026 07:51:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1162231 เตือน 10 วิกฤต ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี เอกชนชี้ 3 ทางแก้เกม

กกร. เตือน! เศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้ง […]

The post เตือน 10 วิกฤต ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี เอกชนชี้ 3 ทางแก้เกม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตือน 10 วิกฤต ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี เอกชนชี้ 3 ทางแก้เกม

กกร. เตือน! เศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี

 

GDP คาดเหลือเพียง 1.6–2.0% จากปัญหาเชิงโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนสูง ค่าเงินบาทแข็ง ภาษีสหรัฐฯ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ จี้รัฐปฏิรูปเศรษฐกิจ ‘connect the dots’ พร้อมชู 3 โอกาสใหญ่ IMF-World Bank, Gastech 2026 และ Tomorrowland รีแบรนด์ไทย สร้างความเชื่อมั่นเวทีโลก

 

วันที่ 7 มกราคม 2569 ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวหลังเป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมีเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ว่า “เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี”

 

โดยกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ของ กกร.

 

ปี 2568 (ณ ธ.ค. 68) GDP โตที่ 2.0%

 

ส่วน ปี 2569 คาดว่า GDP 1.6-2.0%

 

ส่งออก -1.5 ถึง -0.5 เงินเฟ้อ 0.2 ถึง 0.7

 

หากไม่รวมช่วงวิกฤต ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน คาดว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค ซึ่งจะมาจากหลายปัจจัย

 

1. เปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่และหนี้ครัวเรือนสูง

 

2. ขาดความสามารถทางการแข่งขันในโลกใหม่

 

3. ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง

 

4. ความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมาก

 

5.ข้อมูลขาดความเชื่อมโยง บวกผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อนหน้า

 

6. ค่าเงินบาทแข็งค่า

 

7. อาชญากรรมทางไซเบอร์

 

8. การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา

 

9. ความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า

 

10. ภาษีสหรัฐฯ (tariff)

 

ภูมิรัฐศาสตร์ เกมการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order)

 

“กกร. มีความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า 8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก”

 

ทั้งนี้ ภาคเอกชนอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท

 

โดย กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิมๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ

 

จับตา ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ โลก หลังสหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซุเอลา

 

ดร.พจน์ กล่าวอีกว่า “ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซุเอลา เป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน”

 

อีกทั้งผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นผลมากขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนที่สินค้าส่งออกไทย ที่ไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มหดตัว สะท้อนความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยที่สูงขึ้น ดังนั้นไทยต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง

 

ขณะเดียวกัน กกร. หวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน

 

รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชั่น สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง ‘Reinvent Thailand’ เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย

 

โดยเอกชนเฝ้าติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย BOI (กองทุนเพิ่มขีดฯ) ที่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมและพิจารณาขยายระยะเวลาการสมัครเข้าโครงการที่จะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค. นี้

 

ตลอดจนโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ มาตรการ Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. บนหลักการของการลดความซับซ้อนของกระบวนการ เชื่อมโยงทั้ง Supply chain ยกระดับทักษะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสครั้งสำคัญของไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก

 

แนะรัฐแก้เกมเศรษฐกิจ ชิง 3 โอกาสสำคัญ

 

1. การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 ‘Thailand’s New Horizons: Empowering People , Building Resilience’ ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงินระดับโลก และแนวทางการรับมือกับความท้าทายต่างๆจากผู้บริหารเบอร์ 1 ของโลกจากทุกอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการทั่วโลก ซึ่งเป็นโอกาสที่มีค่ายิ่งในการส่งเสริมภาพลักษณ์ (Re-Branding) ทำให้ประเทศไทยอยู่ใน Supply Chain ของโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจะมีการจัดประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงงานประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมโดยเร็วที่สุด

 

2. ไทยยังได้เป็นเจ้าภาพการประชุม ‘Gastech 2026’ ซึ่งเป็นสุดยอดงานประชุมและจัดแสดงเทคโนโลยีด้านก๊าซธรรมชาติ LNG พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และ AI เป็นการรวมตัวผู้นำจากทุกภูมิภาคเพื่อผลักดันความร่วมมือเสนอแนะนโยบายด้านพลังงานในระดับโลก

 

3. งานเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ดังนั้น ไทยควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เชื่อมโยงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยเข้ากับพลวัตของโลก ซึ่งหลายแนวทางสอดคล้องกับการดำเนินงานของ Reinvent Thailand ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเต็มศักยภาพ

 

ภาพ: aislan13/Getty Images

The post เตือน 10 วิกฤต ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี เอกชนชี้ 3 ทางแก้เกม appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-24/ Fri, 07 Nov 2025 11:52:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1140806 ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย”

‘ผยง’ เปิดผลสำรวจปี 2568 คนไทยพึ่ง ‘หนี้นอกระบบ’ เพิ่ม […]

The post ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย”

‘ผยง’ เปิดผลสำรวจปี 2568 คนไทยพึ่ง ‘หนี้นอกระบบ’ เพิ่ม พร้อมตั้งคำถามถึงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ เนื่องจากไทยยังมีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย ชู ‘Reinvent Thailand’ เป็นทางออกประเทศ ปั้น 6 อุตสาหกรรม New S-Curve

 

วันนี้ (7 พฤศจิกายน) ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผย ผลการสำรวจหนี้ครัวเรือนไทยในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 : Thailand’s Next Frontier ที่จัดทำโดยความร่วมมือของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธนาคารกรุงไทย ณ พฤศจิกายน 2568

 

โดยระบุว่า แม้ส่วน ‘หนี้ในระบบ’ ลดลง โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก GDP ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ตัวปริมาณหนี้ยังสูงอยู่

 

นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังพบว่า ครัวเรือนยังพึ่งพา ‘หนี้นอกระบบ’ มากขึ้น โดยสัดส่วนหนี้นอกระบบในการสำรวจปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 14% จากระดับ 12% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมดในปี 2567 ซึ่งนับเป็นประเด็นที่ ‘น่ากังวล’ ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนที่แท้จริง ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่สูงเกิน 100% ต่อ GDP

 

‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 1

 

ผยงยังตั้งคำถามว่า ทำไมคนไทยถึงพึ่งพาหนี้นอกระบบมากขึ้น ทั้งๆ ที่ในประเทศไทยมีผู้ให้บริการปล่อยกู้หรือสภาพคล่องราว 9,723 ราย สะท้อนว่า “ไทยไม่ได้เผชิญปัญหาผู้แข่งขันไม่พอเพียง แต่คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกิดความบิดเบือน” ผยงกล่าว

 

ผยงยังชี้ว่า ปัจจุบัน ข้อมูลหนี้ในระบบยังไม่สมบูรณ์ โดยบางส่วนยังไม่อยู่ในฐานข้อมูลเครดิตบูโร (NCB) โดยจะเห็นว่า มีผู้ประกอบการที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มแบงก์และหรือธนาคารเฉพาะกิจ (SFIs) มีมากกว่า 30% โดย 30% เหล่านั้นไม่ได้มีข้อมูลรวมศูนย์อยู่ในระบบ สะท้อนถึงความเขย่งในเชิงของกติกาการแข่งขันและเชิงโครงสร้าง

 

‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 2

 

นอกจากนี้ ผู้ให้บริการต่างๆ ยังเผชิญกฎเกณฑ์การกำกับดูแลไม่เหมือนกันในระดับขั้นกฎหมาย และความสามารถใช้ข้อมูลในระบบ เช่น หนี้ของผู้ประกอบการที่ไม่ได้ส่งข้อมูลเข้ามาในระบบก็ไม่ปรากฏให้กับผู้ประกอบการที่ส่งข้อมูล

 

“ปัญหาโครงสร้างเหล่าระบบนี้ไม่ควรที่จะดำรงคงอยู่ต่อไป” ผยงกล่าวย้ำ

 

ผยงยังตั้งคำถามถึง การลงทุนในประเทศไทยที่ลดลง ทั้งๆ ที่สภาพคล่องในระบบของไทยยังสูง

 

โดยกล่าวว่า “สภาพคล่องในระบบของไทย รวมถึงตัวปริมาณการซื้อพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อมาบริหารสภาพคล่องระยะสั้นและเงินที่มีการปล่อยกู้ประจำวันผ่าน Repo Market ของธปท.เฉลี่ยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สูงกว่า 5 ล้านล้านบาท

 

‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 3

 

“สะท้อนว่า ปัญหาของประเทศเราไม่ใช่เรื่องสภาพคล่องในระบบ แต่เงินไทยกลับไหลออกไปอยู่ในกองทุนรวมลงทุนในต่างประเทศ (FIF) และไปลงทุนต่างประเทศ (TDI) ต่อเนื่อง มากกว่า 7 ล้านล้านบาท ขณะที่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในประเทศไทยกลับต่ำที่สุด ตามหลังภูมิภาค

 

ท่ามกลางปัญหาหนี้ภาครัฐสูงและภัยทุจริตทางการเงิน บั่นทอนความเชื่อมั่นที่กระทบเศรษฐกิจและสังคมไทย

 

‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 4

 

ย้ำใช้ Reinvent Thailand เป็นทางออก

 

เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ และหาทางออกให้กับประเทศไทย ผยงย้ำว่า Reinvent Thailand ที่เป็นเวที (Platform) ร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยมีภาคเอกชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน มีภาครัฐ สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว และมีภาคการเงินที่ช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนประเทศได้ โดยภายใต้ Reinvent Thailand จะจัดการความท้าทายใหญ่ 3 ด้าน ได้แก่
ความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม
ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่
ความท้าทายของภาครัฐ

 

โดยมี 6 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Six Priority Sectors) เพื่อสร้าง New S-Curve และขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีนัยยะ ได้แก่ การท่องเที่ยว, Smart Electronic, Food Processing, อุตสาหกรรมรถยนต์, Retail Trading และ Medical Wellness ซึ่งกลุ่มนี้ครอบคลุมผู้ประกอบการกว่า 2.4 แสนราย (46% ของนิติบุคคล) และการจ้างงานกว่า 10 ล้านคน

The post ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” appeared first on THE STANDARD.

]]>
HSBC มองไทยสมมงฮับ Data Center ครึ่งแรกปี 68 ต่างชาติลงทุนแล้ว 5 แสนล้าน https://thestandard.co/hsbc-thailand-data-center-hub/ Thu, 30 Oct 2025 02:50:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1137210 HSBC มอง ไทยสมมงฮับ Data Center ครึ่งแรกปี 68 ต่างชาติลงทุนแล้ว 5 แสนล้าน

ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย (HSBC) ร่วมกับสำนักงาน คณะกร […]

The post HSBC มองไทยสมมงฮับ Data Center ครึ่งแรกปี 68 ต่างชาติลงทุนแล้ว 5 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
HSBC มอง ไทยสมมงฮับ Data Center ครึ่งแรกปี 68 ต่างชาติลงทุนแล้ว 5 แสนล้าน

ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย (HSBC) ร่วมกับสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายเขต พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และ ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ (True IDC) อัปเดตทิศทางและโอกาสของไทยในการเป็นหนึ่ง ในศูนย์กลาง Data center ของอาเซียน รวมถึงกลยุทธ์การต่อยอด เพื่อสร้างมูลค่า ทางเศรษฐกิจใหม่

 

จอร์โจ กัมบา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย กล่าวถึง แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ว่าเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยไทยกำลังกลายเป็นหนึ่ง ในศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ แห่งใหม่ของอาเซียน ถัดจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งเริ่มมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ และซัพพลายไฟฟ้า ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม หันมาลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเองในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก (hyperscalers)

 

สะท้อนจากข้อมูลของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้น 139% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.06 ล้านล้านบาท (ประมาณ 32.5 พันล้านดอลลาร์) แบ่งเป็น

  • 522.6 พันล้านบาท มาจากโครงการในภาคดิจิทัล ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 20 เท่า
  • 521.2 พันล้านบาท มาจากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เพียงอย่างเดียว จากทั้งหมด 28 โครงการ

 

สำหรับจุดแข็งของประเทศไทย ที่ดึงดูดการลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์
มีด้วยกัน 8 ข้อดังนี้

  • โครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง (Electrical infrastructure)
  • ความเร็วอินเทอร์เน็ตของประเทศไทยอยู่ใน Top 10 ของโลก
  • เครือข่าย 5G ของประเทศไทยครอบคลุมประชากรกว่า 89% สูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน
  • ความต้องการการใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
  • ทำเลที่ตั้งใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ต้นทุนการก่อสร้างและดำเนินงานธุรกิจในระดับต่ำที่แข่งขันได้
  • สิทธิประโยชน์จาก BOI / พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน

 

ด้วยศักยภาพเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานของไทยที่แข็งแกร่ง ทำให้ตอนนี้ HSBC มีลูกค้าศักยภาพหลายรายที่ต้องการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย โดยมีแผนการลงทุนจริง ในระยะยาว ไม่ใช่ลูกค้าที่เข้ามาเก็งกำไรแบบฉาบฉวย โดยลูกค้าส่วนใหญ่ อยู่ในกลุ่มธุรกิจพลังงานไฟฟ้า hyperscalers และธุรกิจแพลตฟอร์ม ทั้งที่ลงทุนในเขต EEC อยู่แล้ว และนักลงทุนหน้าใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการจับคู่ธุรกิจ

 

EEC คัดนักลงทุนเข้ม มั่นใจ Data Center ไทยได้มากกว่าเสีย

 

ก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขต พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ตอบข้อสงสัยของสังคม ที่กังวลว่า การลงทุนธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย เพื่อหวังดึงดูด FDI และองค์ความรู้เทคโนโลยีขั้นสูง อาจได้ไม่คุ้มเสีย เนื่องจากศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบสามารถทำงานได้เองอัตโนมัติ ใช้คนดูแลน้อย จึงเกิดการจ้างงานน้อยตาม แลกกับการใช้ทรัพยากรมหาศาลทั้งที่ดิน ไฟฟ้า และน้ำ เพื่อสร้างศูนย์หนึ่งศูนย์

 

ก่อกิจ มองว่า การประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องมองให้ไกลไปกว่าการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร สิ่งที่ควรโฟกัสและช่วยกัน ผลักดัน คือ จะทำอย่างไรให้ประเทศไทย เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่ทรงอิทธิพลอย่าง Tiktok ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันต่อยอดองค์ความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ พัฒนาธุรกิจภาคบริการ ยกระดับเศรษฐกิจไทย สู่เศรษฐกิจดิจิทัล

 

ทั้งนี้ EEC มีเกณฑ์การประเมินใบอนุญาตการลงทุนธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เข้มงวดอยู่แล้ว โดยจะประเมินจากมูลค่าการลงทุนจริง ว่าการลงทุนนั้นสร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนการจ้างงาน การใช้ทรัพยากรในประเทศ เพื่อสร้างศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้แต่ละบริษัทได้สิทธิประโยชน์ไม่เท่ากัน แม้จะประกอบธุรกิจประเภทเดียวกัน

 

ปัจจุบัน มีธุรกิจเพียง 17 ราย จาก 50 ราย ที่ได้รับการอนุมัติโควต้าใช้ไฟฟ้า
รวมทั้งสิ้น 5,000 เมกะวัตต์ แม้จะมีคำขอรับการสนับสนุนจำนวนมาก แต่หลังทำการ ตรวจสอบ คุณสมบัติอย่างละเอียด พบว่า ส่วนใหญ่เป็น Fake Demand หวังล็อกโควต้าการใช้ไฟฟ้า เพื่อดึงดูดนักลงทุน แต่ยังไม่มีที่ดินเพื่อสร้างศูนย์

 

สำหรับมูลค่าเงินลงทุนทั้งหมด ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่สามารถประเมินได้จาก
ต้นทุนก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ เฉพาะโครงสร้างพื้นฐานอยู่ที่ 6 ล้านดอลลาร์ ต่อเมกะวัตต์ เมื่อรวมกับ GPU จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นเป็น 30 ล้านดอลลาร์ ต่อเมกะวัตต์

 

ไทยสมมง Data Center Hub กุญแจสู่ New S-Curve

 

ฐนสรณ์ ใจดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ (True IDC) ผู้นำในการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์และระบบคลาวด์ กล่าวถึง การต่อยอดโอกาส ทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ด้วยการวางรากฐานดาต้าเซ็นเตอร์ โดยมองว่า การเป็นศูนย์กลาง ดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาค สร้างประโยชน์ทางตรงมากมาย แต่ยังมีประโยชน์ทางอ้อมที่หลายคนคาดไม่ถึง คือ การพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้องเช่น ที่ดิน พลังงานสะอาด แต่สิ่งที่สำคัญ ที่ไทยจะนำมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจได้ คือ skillset ที่เกี่ยวข้องดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น ทักษะวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมเครื่องกล ระบบความปลอดภัย หรือ AI Developer

 

การมีองค์ความรู้ทั่วโลก มาเก็บไว้ในประเทศ รวมถึงองค์ความรู้เฉพาะในไทย หากมีการจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถสร้างโมเดล AI เพื่อให้เด็กไทยเข้าถึงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ขั้นสูงเหล่านี้ได้ ประกอบกับ ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและภาคการศึกษาช่วยสร้างแรงจูงใจให้เด็กไทยเป็นนักสร้างนวัตกรรมให้กับประเทศ มากกว่าเป็นผู้ใช้นวัตกรรม

 

ทั้งนี้การเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ จะช่วยเพิ่มโอกาสประเทศไทย ในการต่อยอดนวัตกรรม สร้าง New S-Curve ให้กับเศรษฐกิจ

 

ภาพ: Gorodenkoff / Shutterstock

The post HSBC มองไทยสมมงฮับ Data Center ครึ่งแรกปี 68 ต่างชาติลงทุนแล้ว 5 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 เมกะเทรนด์ ที่ SMEs ต้องคว้า เพื่อโอกาสเติบโต https://thestandard.co/thesecretsauce-summit-2025-10/ Tue, 23 Sep 2025 08:16:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1124318 thesecretsauce-summit-2025-10

บนเวที Macroeconomic Trend 2026 เทรนด์เศรษฐกิจมหภาคปี 2 […]

The post 3 เมกะเทรนด์ ที่ SMEs ต้องคว้า เพื่อโอกาสเติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
thesecretsauce-summit-2025-10

บนเวที Macroeconomic Trend 2026 เทรนด์เศรษฐกิจมหภาคปี 2026 สถิตย์ แถลงสัตย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจสัมพันธ์ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ฉายภาพใหญ่ของแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2025 ว่าจะเติบโตประมาณ 2.0% และปี 2026 คาดการณ์ว่าจะเติบโตเพียง 1.8% ซึ่งถือเป็นตัวเลขการเติบโตที่ช้ากว่าอดีต และช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน 

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยยังสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ หากรู้จักปรับตัวให้ทัน 3 เมกะเทรนด์ใหม่ ที่จะช่วยขยายขีดความสามารถและพาธุรกิจก้าวสู่การเติบโต ได้แก่

 

New S-Curve Industries อุตสาหกรรมใหม่ 

 

สถิตย์ ชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมเก่าที่อาศัยความสามารถในการแข่งขันจากการกดค่าแรง ไม่สามารถพาเศรษฐกิจไทยไปไกลกว่านี้ได้ จึงต้องมองหาอุตสาหกรรมที่จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนประเทศ ขณะนี้ อุตสาหกรรมที่ไทยพยายามผลักดัน ได้แก่ Bio-Circular-Green (BCG) industries, Automotive Industries ,Electronic Industries, Digital and creative, Regional HQ และ International Business Centre

 

Low-carbon and Sustainability เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและความยั่งยืน 

 

สถิติจากแบบสำรวจของกลุ่มธนาคารยูโอบีเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ด้านความยั่งยืนพบว่า ปัจจุบันกว่า 50% ของธุรกิจขนาดกลางได้เริ่มนำแนวทางด้านความยั่งยืนมาใช้แล้ว 

 

ขณะที่ สถิตย์ มองว่า กฎเกณฑ์ความยั่งยืนกำลังกลายเป็น ‘บรรทัดฐานใหม่ของโลก’ ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยฝั่ง Supply side ที่ธุรกิจจำเป็นต้องปฏิบัติตาม ทั้งเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเพื่อคว้าโอกาสใหม่ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs ที่อาจต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของบริษัทใหญ่ หากสามารถปรับตัวได้ก่อน ก็จะกลายเป็นขีดความสามารถใหม่ ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันให้กับธุรกิจ

 

High Value-added Service ภาคบริการที่มีคุณภาพสูง

 

ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนด้วยภาคบริการมากกว่า 60% ไม่ว่าจะเป็น การท่องเที่ยว, Wellness, Healthcare และอื่นๆ และมีแนวโน้มจะมีบทบาทมากขึ้น จากกระแส automation และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แรงงานจำนวนมากจะเคลื่อนย้ายออกจากภาคเกษตรและภาคการผลิตเข้าสู่ภาคบริการ สิ่งที่สำคัญคือการยกระดับ ‘คุณภาพ’ มากกว่าการเพิ่ม ‘ปริมาณ’ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญให้ผู้ประกอบการให้ก้าวเข้ามาเสริมสร้างมูลค่าใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทย

 

แม้เศรษฐกิจจะมีสัญญาณการเติบโตที่ชะลอตัวลง แต่สถิตย์มองว่ายังมีความหวัง หากผู้ประกอบการ SMEs สามารถจับทิศทางเมกะเทรนด์ เชื่อมโยงกับศักยภาพธุรกิจ ทรัพยากรที่มี และการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง อุปสรรคและความท้าทายที่เผชิญ จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้พัฒนาและก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในสนามธุรกิจที่ตัวเองอยู่ได้

The post 3 เมกะเทรนด์ ที่ SMEs ต้องคว้า เพื่อโอกาสเติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
จรีพร แม่ทัพ WHA เผย 1Q68 กำไรพุ่ง 61% ชี้ปีทองนิคมไทย ลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์สหรัฐฯ จีน ยุโรป ย้ายฐานลงทุน https://thestandard.co/wha-industrial-estate-expansion-2025/ Mon, 12 May 2025 06:05:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1073393 wha-industrial-estate-expansion-2025

WHA Group โชว์งบไตรมาส 1/68 สุดพีค กำไรปกติพุ่งแตะ 2,06 […]

The post จรีพร แม่ทัพ WHA เผย 1Q68 กำไรพุ่ง 61% ชี้ปีทองนิคมไทย ลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์สหรัฐฯ จีน ยุโรป ย้ายฐานลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
wha-industrial-estate-expansion-2025

WHA Group โชว์งบไตรมาส 1/68 สุดพีค กำไรปกติพุ่งแตะ 2,065 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61% (Y-Y) รายได้รวม และส่วนแบ่งกำไรปกติ 5,181 ล้านบาท แม่ทัพ จรีพร จารุกรสกุล ประกาศย้ำนิคมอุตสาหกรรมของไทยยังน่าลงทุน ความต้องการใช้พื้นที่คลังสินค้าเพิ่มสูงต่อเนื่อง

 

ล่าสุดปิดดีลขายที่ดินลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ พื้นที่ 450 ไร่ และเซ็น MOU กับบริษัทอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ สำหรับการซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ พร้อมส่งสัญญาณรอเจรจากับลูกค้ากลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์จากอเมริกา จีน และยุโรป รวมถึงลูกค้ารายใหญ่จากภาคอุตสาหกรรมอีกเพียบ

 

จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)(WHA Group) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานไตรมาส 1/68 ว่า บริษัทมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรทั้งสิ้น 5,193 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 2,075 ล้านบาท โดยเป็นรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติ 5,181 ล้านบาท และกำไรปกติ 2,065ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61% (Y-Y) เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยปัจจัยที่ทำให้กำไรปกติมาจากการเติบโตของ 5 กลุ่มธุรกิจ

 

​ธุรกิจโลจิสติกส์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีพื้นที่คลังสินค้าภายใต้การถือครองและบริหารรวม 3,092,621 ตร.ม. สามารถรับรู้รายได้จากธุรกิจให้เช่าและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ และส่วนแบ่งกำไรฯ และธุรกิจโมบิลิตี้ทั้งสิ้น 533 ล้านบาท 

 

โดยไฮไลต์สำคัญในไตรมาสแรกมีโครงการที่ได้รับการคัดเลือก (Award) จากบริษัทค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่งบ้านชั้นนำ ที่มีความต้องการเช่าคลังสินค้าคุณภาพสูงประเภท Built-to-Suit พื้นที่ราว 40,000 ตร.ม. เป็นมูลค่าสัญญากว่า 1,600 ล้านบาท 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ขณะเดียวกันยังมีสัญญาเช่าระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนสูง บนพื้นที่ประมาณ 35,000 ตร.ม. โดยเป็นการเซ็นสัญญากับลูกค้ารายใหญ่ เช่น ผู้ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ผลิต/จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค และผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์เป็นต้น และจากกรณีการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้ลูกค้ามีความต้องการใช้พื้นที่คลังสินค้าสำรอง (Overflow) เพิ่มขึ้น ตอกย้ำความต้องการใช้พื้นที่คลังสินค้าที่ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง

 

“บริษัทมุ่งขยายโครงการใหม่ในทำเลที่มีศักยภาพในประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการใช้พื้นที่คลังสินค้าเพิ่ม ได้แก่ WHA Mega Logistics Center ชลหารพิจิตร กม.4 โครงการ 2 WHA Mega Logistics Center เทพารักษ์ กม. 21 เฟส 3 และ WHA Mega Logistics Center บางนาตราด กม. 23 Inbound รวมพื้นที่กว่า 380,000 ตร.ม. “

 

ส่วนประเทศเวียดนาม บริษัทเปิดตัวศูนย์โลจิสติกส์เซ็นเตอร์ แห่งแรกของ WHA ภายในนิคมอุตสาหกรรมมินห์กวาง จังหวัดฮึงเอียน พื้นที่ 37,500 ตร.ม. และลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับรัฐบาลท้องถิ่นประจำจังหวัดทัญฮว้า เพื่อศึกษาการพัฒนาโครงการโลจิสติกส์ในพื้นที่ 300 ไร่ ซึ่งแผนการขยายดังกล่าวสอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตธุรกิจโลจิสติกส์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

 

ขณะที่ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่า ดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท (WHART) ในปีนี้ บริษัทมีแผนการขายทรัพย์สินและ/หรือสิทธิการเช่าทรัพย์สินให้กับกองทรัสต์ WHART รวมประมาณ 70,000 ตร.ม. มูลค่าประมาณ 1,500 ล้านบาท โดยล่าสุดบอร์ดได้อนุมัติการขายสิทธิการเช่าและสิทธิการเช่าช่วงอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่นที่เกี่ยวข้องของทรัพย์สินที่จะลงทุนเพิ่มเติมให้กับกองทรัสต์ WHART เป็นพื้นที่รวม 32,524 ตร.ม. คิดเป็นมูลค่ารวม 808 ล้านบาท

 

ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ไตรมาส 1/68 มียอดขายที่ดิน จำนวน 876 ไร่ และยอด MOU อยู่ที่ 1,311 ไร่ และสามารถรับรู้รายได้และส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจที่ดินและการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนในไตรมาส 1/68 รวม 3,606 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 69% มีสาเหตุหลักจากยอดโอนที่ดินที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการปรับราคาขายที่ดินในช่วงที่ผ่านมา สอดคล้องกับการย้ายฐานการลงทุน/การผลิต (Relocation) มายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

 

แง้มดีลใหญ่อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ ตั้งฐานการผลิตในไทย

 

โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/68 มียอดขายที่รอการโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) ให้กับลูกค้าที่สูงถึง 1,538 ไร่ สะท้อนถึงยอดขายที่ดินอุตสาหกรรมใหม่ที่มีเข้ามาต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้มีการลงนามในสัญญาซื้อขายที่ดินกับลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ เพิ่มอีก 1 โครงการ พื้นที่ราว 450 ไร่ และยังอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้ากลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์จากประเทศอเมริกา จีน และยุโรป รวมถึงกลุ่มลูกค้าชั้นนำรายใหญ่จากภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ 

 

“โดยเฉพาะบริษัทอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ ที่มีแผนการตั้งฐานการผลิตในไทย โดยเมื่อเร็วๆ นี้ มีการลงนาม MOU สำหรับการซื้อที่ดิน รวมกว่า 500 ไร่ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ดังนั้น ไตรมาส 1/68 WHA Group มีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทั้งหมด 16 แห่ง ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม โดยพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่กำลังก่อสร้างและรอการพัฒนารวม 7 โครงการ บนพื้นที่ 9,681 ไร่ ล่าสุด มีการพัฒนาพื้นที่โครงการนิคมอุตสาหกรรม WHA Eastern Seaboard Industrial Estate 5 (WHA ESIE 5) เฟส1พื้นที่กว่า 4,000 ไร่ ภายใต้แนวคิดนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ “Smart Eco Industrial Estate” ที่มุ่งเน้นการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และการพัฒนาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 

 

ขณะที่ประเทศเวียดนาม มี 2 โครงการ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง พื้นที่รวม 2,297 ไร่ และอีก 1 โครงการ มีขนาดพื้นที่ 1,094 ไร่ อยู่ระหว่างการขออนุมัติใบอนุญาตลงทุน โดยช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับรัฐบาลท้องถิ่นประจำจังหวัด Thanh Hoa เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อพัฒนาเขตอุตสาหกรรม พื้นที่รวม 4,000 ไร่

 

นอกจากนี้ยังมี ธุรกิจสาธารณูปโภค(น้ำ) ไตรมาส 1/68 ผลประกอบการธุรกิจน้ำยังมีแนวโน้มที่เติบโตต่อเนื่อง และ ธุรกิจไฟฟ้า ไตรมาส 1/68 บริษัทรับรู้รายได้จากธุรกิจพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์เท่ากับ 132 ล้านบาท และส่วนแบ่งกำไรปกติจากธุรกิจไฟฟ้าจากการดำเนินงานเท่ากับ 176 ล้านบาท รวมถึง ธุรกิจดิจิทัล บริษัทมุ่งยกระดับสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี (Technology-driven Organization) 

 

“ผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติให้ WHA Group จ่ายเงินปันผลประจำปี 2567 เพิ่มเติมอีก 0.1237 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ได้มีการขึ้นเครื่องหมาย XD ไปแล้ว ขณะเดียวกัน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ A- แนวโน้ม “คงที่” 

ภาพ: Fahroni / Getty Images

The post จรีพร แม่ทัพ WHA เผย 1Q68 กำไรพุ่ง 61% ชี้ปีทองนิคมไทย ลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์สหรัฐฯ จีน ยุโรป ย้ายฐานลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกธุรกิจ 2025 เวลาของปีศาจร้าย จาก The Secret Sauce Summit 2024 https://thestandard.co/business-world-2025/ Mon, 09 Sep 2024 10:15:49 +0000 https://thestandard.co/?p=981526

โลกเก่ากำลังล่มสลาย และโลกใหม่ยังคงต่อสู้เพื่อถือกำเนิด […]

The post โลกธุรกิจ 2025 เวลาของปีศาจร้าย จาก The Secret Sauce Summit 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

โลกเก่ากำลังล่มสลาย และโลกใหม่ยังคงต่อสู้เพื่อถือกำเนิด: นี่คือเวลาของปีศาจร้าย

 

ผมพบข้อความนี้ระหว่างคิดว่าพรุ่งนี้จะพูดอะไรสรุปงาน #TheSecretSauceSummit2024 ดี งานวันแรกจบลงไปด้วยความรู้และความรู้สึกท่วมท้น มีบางอย่างวิ่งตกตะกอนในหัว ผมยังจับประเด็นได้ไม่ชัด จนกระทั่งมาเจอประโยคดังกล่าวของ Antonio Gramsci

 

การสัมภาษณ์ผู้นำนับร้อยในแต่ละปี ความใกล้ชิดแหล่งข่าวทางเศรษฐกิจ และการค้นข้อมูลอย่างหนัก เพื่อย่อยให้เป็นงานซัมมิตเพื่อผู้ประกอบการ ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือน รอยต่อความเปลี่ยนแปลง และแผ่นดินไหวของการเปลี่ยนผ่าน แต่มันมาระเบิดตอนได้คุยและฟังสปีกเกอร์หลายสิบคนบนเวที

 

ในที่สุดผมก็เข้าใจแล้วว่า นี่คือเวลาแห่งปีศาจอย่างแท้จริง

 

แบรนด์ใหม่ สินค้าใหม่ บริษัทคลื่นลูกใหม่ กำลังไล่คว้าฝัน หลายแห่งทะยานพันล้านในช่วงไม่ถึง 5 ปี พวกเขามองเทรนด์ถูก ตีความได้ งับโอกาสก่อนที่คนอื่นจะมองเห็น ขยี้จุดแข็ง-จุดต่าง-คุณค่า ที่ตอบโจทย์ลูกค้า เมื่อรวมกับความสด ความใหม่ และพลังอันล้นเหลือ คลื่นเมกะเทรนด์ก็พาพวกเขาลอยสูงแบบที่ใครหลายคนอิจฉา

 

แต่หนทางข้างหน้า…กาลเวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์

 

มองอีกฟาก แบรนด์ใหญ่ สินค้าดั้งเดิม บริษัทคลื่นลูกเก่า แต่ทุนหนา ประสบการณ์แน่น เครือข่ายแข็งแรง ยังคงประคองตัวไปได้ ยอดขายแสนล้านไม่ใช่เรื่องยาก แต่การคงไว้ซึ่งอัตราการเติบโตของกำไรและฟัดกับยักษ์ด้วยกันต่างหากที่ท้าทาย ยากที่สุดคือเผลอพริบตาเดียว ยักษ์จิ๋วที่มองไม่เห็นอย่างคลื่นลูกใหม่อาจจะแซงได้ ถ้าไม่เร่งหา New S-Curve

 

แต่หนทางข้างหน้า…กาลเวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์

 

ข้อดีอย่างหนึ่งของการเป็นสื่อมวลชนคือการได้เฝ้าสังเกตการณ์ จับตาความเปลี่ยนแปลงแบบใกล้ชิด แต่ข้อดีมากกว่านั้นของการเป็น ‘ผู้ประกอบการสื่อ’ แบบผมนั้น คือกำไรเต็มๆ ของการเสพความรู้และประสบการณ์จากสุดยอดผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านและไอคอนผู้ประกอบการหลากอุตสาหกรรมแบบ Uncut

 

ผมค้นพบจากงานครั้งนี้ว่า จิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการวันนี้ไม่ใช่แค่การมอง คิด วิเคราะห์ เข้าใจเทรนด์ (Outside-In), ไม่ใช่แค่การสำรวจจุดแข็ง ความแตกต่างของตัวเอง หรือหลงใหลความเจ็บปวดของลูกค้า (Inside-Out) เพราะนั่นเป็นความปกติที่ใครๆ ก็ทำได้ ทุนจีนก็ทำได้

 

แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ เต้นฟุตเวิร์กตลอดเวลา มุ่งทรานส์ฟอร์มภายในโดยไม่ต้องรอใครบังคับ เน้นการวิจัยและพัฒนาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ปรับทัพครั้งแล้วครั้งเล่า

 

เพราะวิกฤต = ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ทันตั้งตัว แต่ถ้าเราตั้งตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงเสมอ นั่นคือ = โอกาส

 

บางคนอาจจะเรียกว่าโชค

 

อย่างไรก็ดี คนสำเร็จมักบอกผมเหมือนกันว่า แม้คุณจะทำงานหนัก ทำตัวเองให้พร้อมเต็มที่ มันก็ไม่ได้การันตีอะไร ไม่ใช่ทุกโอกาสจะเป็นของเรา รบ 100 ครั้ง ไม่มีทางจะชนะ 100 ครั้ง คิดมาแล้วอย่างดีก็ใช่ว่าจะสำเร็จ ลงทุน 10 อาจจะเข้าเป้าแค่ 1

 

ความกลัวจะเริ่มเกาะกินคุณ ความขยาดต่อความเจ็บปวด ความแขยงต่อความผิดพลาด จะหลอกหลอนคุณ ความสบายจะล่อให้คุณหยุดนิ่ง ไม่ทำอะไร

 

ยิ่งในโลกแห่งรอยต่อของความบ้าคลั่ง ความกลัวยิ่งขยายใหญ่ทบเท่าทวีคูณ

 

ผมจึงตกตะกอนจากงานตลอด 2 วันได้ว่า มีแต่ ‘จิตวิญญาณของปีศาจ’ เท่านั้น ที่จะปลุกความกล้าอันอหังการนี้ออกมาได้

 

ปีศาจที่เต็มไปด้วยพลัง ซึ่งมีเส้นบางๆ ระหว่างความกล้าและบ้าใกล้กันมาก แต่หากคุณจะประสบความสำเร็จระดับ Moonshot คว้าพันล้าน แสนล้าน เราต้องกล้าเปิดให้ปีศาจตนนี้เข้ามา เราต้องกล้าใช้ปีศาจตนนี้พาเราพุ่งทะยานไปข้างหน้า แม้ว่าจะเสี่ยงแค่ไหนก็ตาม

 

ขอบคุณสปีกเกอร์ พาร์ตเนอร์ ลูกค้าทุกท่าน ที่ร่วมกันสนับสนุนให้งานนี้เกิดขึ้นมาได้ ขอบคุณทีม THE STANDARD และ The Secret Sauce ที่ทุ่มเทอย่างหนัก เพื่อยกระดับงานให้ได้อย่างที่ตั้งใจ ขอบคุณผู้ร่วมงานทุกท่านที่มาเติมพลังให้กันนะครับ

 

May the best monster win

ขอให้ปีศาจที่เก่งที่สุดในวันนี้ชนะ 😈

 


 

Rerun Ticket บัตรชมย้อนหลังออนไลน์ ราคา 990.-

https://bit.ly/tsssbkk2024Key2025

✅ เปิดจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2567 – 22 กุมภาพันธ์ 2568 ทาง Zipevent

✅ ดูย้อนหลังได้ 6 เดือนเต็ม (ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2567 – 8 มีนาคม 2568)

✅ บัตรใบเดียว คุ้ม! พร้อมรับสรุปเนื้อหา Key Takeaway ทุกหัวข้อ

✅ ชมออนไลน์สะดวกจากทุกที่ผ่านเว็บไซต์

The post โลกธุรกิจ 2025 เวลาของปีศาจร้าย จาก The Secret Sauce Summit 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ARUN PLUS’ จับมือ SANY-LEADWAY-ROOTCLOUD เซ็น MOU รุกธุรกิจ E-Truck และ E-Mobility ครบวงจรในประเทศไทย https://thestandard.co/arun-plus-sany-leadway-rootcloud/ Thu, 09 Mar 2023 03:54:00 +0000 https://thestandard.co/?p=760373

เชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุร […]

The post ‘ARUN PLUS’ จับมือ SANY-LEADWAY-ROOTCLOUD เซ็น MOU รุกธุรกิจ E-Truck และ E-Mobility ครบวงจรในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

เชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บมจ.ปตท. หรือ PTT เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อแสวงหาโอกาสในการเข้าสู่ธุรกิจ E-Truck และ E-Mobility ครบวงจร และธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย

 

โดยมีเอกชัย ยิ้มสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS), Mr. Da Rui Managing Director Southeast Asia, SANY Heavy Industry (Thailand) Co., Ltd. (SANY), ฉกาจ แสนจัน Chief Executive Officer, Leadway Heavy Machinery Co., Ltd. (LEADWAY) และ Mr. Ho Howe Tian Managing Director ASEAN, ROOTCLOUD Technology Co., Ltd. (ROOTCLOUD) ร่วมลงนาม

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาโมเดลธุรกิจที่เหมาะสมสำหรับการผลิต ช่องทางการขาย และการจัดจำหน่าย E-Truck และเทคโนโลยี E-Mobility ในไทยและภูมิภาคอาเซียน สอดคล้องกับแผนการลงทุนในธุรกิจโลจิสติกส์ตามทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และกลยุทธ์ New S-Curve ของ ปตท. ในกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน ที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงระบบเครือข่ายขนส่งทั้งหมดของประเทศไทยและระบบขนส่งเชื่อมต่อระหว่างประเทศ เช่น การขนส่งสินค้าทางราง ทางทะเล ทางบก และทางอากาศ E-Truck และ E-Mobility จึงมีส่วนสำคัญยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ ช่วยขับเคลื่อนระบบการขนส่งของไทยไปสู่การเป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจรต่อไป

The post ‘ARUN PLUS’ จับมือ SANY-LEADWAY-ROOTCLOUD เซ็น MOU รุกธุรกิจ E-Truck และ E-Mobility ครบวงจรในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอโยนโจทย์วัดใจรัฐบาลใหม่ผ่าน FTI Poll ประสานเสียงเรื่องแรกต้องแก้ต้นทุนค่าไฟ https://thestandard.co/fti-poll-fix-cost-of-electricity/ Fri, 03 Mar 2023 11:00:28 +0000 https://thestandard.co/?p=758356

ผลการสำรวจ FTI Poll ในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 หัวข้อ ‘นโยบ […]

The post ซีอีโอโยนโจทย์วัดใจรัฐบาลใหม่ผ่าน FTI Poll ประสานเสียงเรื่องแรกต้องแก้ต้นทุนค่าไฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผลการสำรวจ FTI Poll ในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 หัวข้อ ‘นโยบายรัฐบาลใหม่ที่ภาคอุตสาหกรรมอยากได้’ พบว่า จากการที่ประเทศไทยจะจัดการเลือกตั้งใหม่ในเดือนพฤษภาคมนี้ ภาคอุตสาหกรรมมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ไทยจะได้รัฐบาลใหม่ และมีนโยบายใหม่ๆ จะมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งจากการสำรวจความเห็นซีอีโอในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ส่วนใหญ่คาดหวังให้รัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับกรอบนโยบาย 5 อันดับแรก ดังนี้

 

  1. แก้ต้นทุนราคาพลังงาน สร้างเสถียรภาพด้านพลังงานให้แก่ประเทศ 81.6% ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเสรีพลังงานทางเลือก ปรับโครงสร้างค่าไฟ ก๊าซ น้ำมัน
  2. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรม 77.3% โดยขอให้เน้นการส่งเสริม ดึงดูด จูงใจ กระตุ้นการลงทุน New S-Curve ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ทั้งภาษีและไม่ใช่ภาษี พร้อมทั้งพัฒนาเทคโนโลยี​​​และนวัตกรรมมาใช้ในการผลิต     
  3. แก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และ SMEs 70.6% โดยขอให้เพิ่มบทลงโทษคนกระทำผิด ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม​​ ปรับรูปแบบการขออนุมัติอนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐ​​ เพื่อป้องกันการทุจริต
  4. แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในภาคธุรกิจ 52.5% ขอให้รัฐบาลใหม่สนับสนุนเข้าถึงแหล่งเงินทุน SMEs ปรับปรุงกฎหมายตลอดจนกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ            
  5. แก้ไขปัญหาโลกร้อน Climate Change มาตรการกีดกันทางการค้า 47.8% โดยส่งเสริมอุตสาหกรรม Circular Economy นำของเสียกลับมาสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่

 

ทั้งนี้ ผลสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) ข้างต้นมาจากจำนวน 255 ท่าน ครอบคลุมผู้บริหารจาก 45 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด โดยสรุปจาก 6 คำถาม ได้แก่

 

  1. รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญกับนโยบายในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมเรื่องใด (Multiple choices)
  2. นโยบายใดช่วยแก้ไขปัญหาต้นทุนพลังงาน และการสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานให้แก่ประเทศ (Multiple choices)
  3. นโยบายใดช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม (Multiple choices)
  4. นโยบายใดช่วยแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน (Multiple choices)
  1. นโยบายใดช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในภาคธุรกิจ และการส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs (Multiple choices)
  2. นโยบายใดช่วยรับมือกับปัญหาโลกร้อน Climate Change มาตรการกีดกันทางการค้าและการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม (Multiple choices)

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ภาพประกอบ: พุทธิพงศ์ โรจน์ศตพงค์

The post ซีอีโอโยนโจทย์วัดใจรัฐบาลใหม่ผ่าน FTI Poll ประสานเสียงเรื่องแรกต้องแก้ต้นทุนค่าไฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ้านปู เผยกำไรปี 65 พุ่ง 3 เท่า แตะ 4 หมื่นล้านบาท อานิสงส์ราคาก๊าซแพง เดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจ มุ่งหา New S-Curve https://thestandard.co/banpu-profit-2565/ Wed, 01 Mar 2023 10:42:06 +0000 https://thestandard.co/?p=757292

บมจ. บ้านปู ประกาศกำไรหรู ขยายตัว 3 เท่า แตะ 1,162 ล้าน […]

The post บ้านปู เผยกำไรปี 65 พุ่ง 3 เท่า แตะ 4 หมื่นล้านบาท อานิสงส์ราคาก๊าซแพง เดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจ มุ่งหา New S-Curve appeared first on THE STANDARD.

]]>

บมจ. บ้านปู ประกาศกำไรหรู ขยายตัว 3 เท่า แตะ 1,162 ล้านดอลลาร์ หรือ 40,519 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ รับอานิสงส์ราคาก๊าซพุ่ง เปิดแผนปี 2566 เดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจ มองโอกาสลงทุน แร่แห่งอนาคต โซลูชันใหม่ ปักธงผู้นำธุรกิจก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา 

 

สมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บ้านปู หรือ BANPU เปิดเผยว่า ปี 2565 ถือเป็นปีที่บ้านปูมีผลประกอบการที่ดีเป็นประวัติการณ์ มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา อานิสงส์จากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงแล้ว 

 

ขณะเดียวกันบริษัทยังเน้นการดำเนินงานที่คล่องตัวและยืดหยุ่นในทุกหน่วยธุรกิจ รวมถึงการเร่งขยายธุรกิจตามกลยุทธ์ Greener & Smarter อย่างจริงจังตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เราสามารถเพิ่มรายได้อย่างต่อเนื่องจากธุรกิจพลังงานที่สะอาดขึ้น เช่น การขยายธุรกิจก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา และการขยายพอร์ตธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานในเอเชีย-แปซิฟิก ควบคู่ไปกับการหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ทั้งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงาน ซึ่งเป็นจุดแข็งของบ้านปูในปัจจุบัน และธุรกิจที่นอกเหนือจากพลังงาน เพื่อสร้าง New S-Curve ใหม่ๆ  

 

โดยผลการดำเนินงานปี 2565 บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 7,693 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 272,270 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3,570 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 139,080 ล้านบาท) คิดเป็น 87% มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) รวม 3,916 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 137,300 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 120% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 1,162 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 40,519 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 282% ซึ่งเป็นผลจากการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานโลก ประกอบกับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจด้วยความคล่องตัวและยืดหยุ่น ทำให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง เพื่อสร้างผลกำไรและกระแสเงินสดได้อย่างแข็งแกร่ง โดยในปี 2566 บ้านปูยังคงเดินหน้าเร่งเปลี่ยนผ่านธุรกิจ (Banpu Transformation) ภายใต้กลยุทธ์ Greener & Smarter เพื่อส่งมอบอนาคตพลังงานเพื่อความยั่งยืน 

       

ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจยังคงคำนึงถึงความยั่งยืนเป็นหัวใจหลัก โดยในปี 2565 บ้านปูได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 และล่าสุดได้รับคัดเลือกเข้าคำนวณในดัชนี MSCI Global Standard ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก

 

ขณะที่กลยุทธ์ทางธุรกิจในปี 2566-2568 บริษัทยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตตามกลยุทธ์ Greener & Smarter โดยวางแนวทางสำคัญสำหรับ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ดังนี้ 

 

กลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน สำหรับธุรกิจเหมืองยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม เน้นประสิทธิภาพการผลิต เพื่อส่งมอบสินค้าคุณภาพ ตลอดจนศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เช่น แร่แห่งอนาคต (Strategic Minerals) ทางด้านธุรกิจก๊าซธรรมชาติ คงความเป็นผู้นำในการผลิตก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา แสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในธุรกิจที่ส่งเสริมและต่อยอดธุรกิจที่มีอยู่ และพัฒนาโครงการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน ดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 ภายในปี 2568

 

กลุ่มธุรกิจผลิตพลังงาน ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อน เพิ่มมูลค่าและรักษาประสิทธิภาพการผลิตในโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ให้สามารถสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคง มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าของธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า การซื้อ-ขายไฟฟ้าในตลาดไฟฟ้าเสรี มองหาโอกาสการลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (High Efficiency, Low Emissions: HELE) ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน มองหาโอกาสการลงทุนเพิ่มในประเทศยุทธศาสตร์ที่บ้านปูดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว

 

กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน สร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดในพอร์ตธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูงและมีศักยภาพในการสร้างกระแสเงินสด ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่ส่งเสริมศักยภาพและการเติบโตซึ่งกันและกัน ตลอดจนแสวงหาการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ (New S-Curve) ทั้งนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้เพิ่มสัดส่วนการเข้าถือหุ้นในบริษัท ดูราเพาเวอร์ โฮลดิ้งส์ จํากัด (Durapower) จาก 47.68% เป็น 65.10% ด้วยเงินลงทุน 70 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตของธุรกิจแบตเตอรี่ ซึ่งจะเป็นกลไกหนึ่งในการเชื่อมโยงระบบนิเวศที่แข็งแกร่งภายในกลุ่มบริษัทบ้านปู

 

“ปี 2566 นี้ บ้านปูจะมีอายุครบ 40 ปี เรายังคงเดินหน้านำเสนอโซลูชันด้านพลังงานที่ดีที่สุด ต่อยอดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ให้แข็งแกร่ง และขยายการลงทุนที่ตอบโจทย์โลกแห่งอนาคต 

 

“ทั้งนี้ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับโลกและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม (Better Living for All) ซึ่งเป็นไปตามพันธสัญญา ‘พลังบ้านปู สู่พลังงานที่ยั่งยืน (Our Way in Energy)’” สมฤดีกล่าว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post บ้านปู เผยกำไรปี 65 พุ่ง 3 เท่า แตะ 4 หมื่นล้านบาท อานิสงส์ราคาก๊าซแพง เดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจ มุ่งหา New S-Curve appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องกระแส ‘ตู้เต่าบิน-สถานีชาร์จรถไฟฟ้า’ จะติดปีกให้กลุ่ม FORTH บินได้ไกลแค่ไหน https://thestandard.co/forth-vending-taobin-and-electric-car-charging-station/ Mon, 11 Apr 2022 12:51:20 +0000 https://thestandard.co/?p=616747 เต่าบิน

นักวิเคราะห์ลุ้น FORTH โตก้าวกระโดดรอบใหม่ หลังธุรกิจ N […]

The post ส่องกระแส ‘ตู้เต่าบิน-สถานีชาร์จรถไฟฟ้า’ จะติดปีกให้กลุ่ม FORTH บินได้ไกลแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เต่าบิน

นักวิเคราะห์ลุ้น FORTH โตก้าวกระโดดรอบใหม่ หลังธุรกิจ New S-Curve ติดตลาด ทั้งตู้เต่าบินที่ผู้บริโภคตอบรับดีจนเตรียมขยายจำนวนตู้เป็น 20,000 ตู้ภายใน 2 ปี และสถานีชาร์จรถไฟฟ้าเข้าถึงเจาะกลุ่มผู้บริโภควงกว้าง แต่ติงราคาหุ้นร้อนแรงเกินการเติบโตของกำไร ขณะที่ผู้บริหารเตรียมปั้น ‘ฟอร์ท เวนดิ้ง’ เข้าตลาดใน 2 ปี 

 

อีกหนึ่งหุ้นร้อนแรงทั้งในแง่มุมของราคาหุ้นและเป็นกระแสสังคมในตอนนี้ ก็คือหุ้น บมจ.ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น หรือ FORTH ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ‘ธุรกิจตู้’ ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย 

 

โดยธุรกิจดั้งเดิมของ FORTH คือ ‘ตู้ชุมสายโทรศัพท์’ ภายใต้แบรนด์ Forth ที่ปลุกปั้นมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทจนสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ในปี 2549 

 

ต่อมา FORTH ได้ผุดธุรกิจตู้ให้บริการทางการเงินอัตโนมัติ ให้ชื่อว่า ‘ตู้บุญเติม’ ดำเนินการโดย บมจ.ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส หรือ FSMART ซึ่งก่อตั้งในปี 2551 และเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในปี 2557 โดยบริการของตู้บุญเติมครอบคลุมบริการเติมเงินโทรศัพท์มือถือประเภทเติมเงินล่วงหน้า (Pre-paid) และบริการชำระเงินออนไลน์ผ่านเครื่องรับชำระเงินอัตโนมัติ (ตู้เติมเงิน) 

 

และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ‘ตู้เต่าบิน’ ถูกจุดกระแสขึ้นมาโดยนักรีวิวคาเฟ่และเครื่องดื่มในโลกโซเชียลจนเป็นที่พูดถึงกันทั่วเมือง รวมไปถึงมีประเด็นการตั้งคำถามเชิงหยอกล้อกันในคอมมูนิตี้ว่าใครอยู่ในตู้เต่าบิน 

 

แม้จะรู้กันอยู่แล้วว่าไม่มีใครอยู่ง่วนชงชากาแฟในตู้ แต่กระแสเหล่านี้ทำให้ชื่อ FORTH เป็นที่รู้จักมากขึ้นในกลุ่มคนทั่วไปที่ไม่ใช่นักลงทุน ในฐานะผู้ผลิตและให้บริการ Vending Machine ที่ชื่อว่า ‘เต่าบิน’

 

นอกจากตู้เต่าบินแล้ว FORTH ยังมีอีก New S-Curve ที่จะมาเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร คือธุรกิจสถานีชาร์จและอุปกรณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ภายใต้แบรนด์ Forth อีกด้วย 

 

ทั้งนี้ ธุรกิจ Vending Machine ดำเนินการโดยบริษัท ฟอร์ท เวนดิ้ง จำกัด และธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ดำเนินการโดย บมจ.ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส (FSMART)   ซึ่งหากประเมินพัฒนาการของตู้บุญเติมที่ผลักดันธุรกิจจนเติบโตและเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ในระยะเวลา 7 ปี แล้ว สตอรีการเติบโตของ FORTH ที่กำลังจะเกิดขึ้นน่าจะเป็นการผลักดันบริษัท ฟอร์ท เวนดิ้ง เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อสร้างการเติบโตก้าวกระโดดให้กับกลุ่ม FORTH อีกครั้ง 

 

THE STANDARD WEALTH จึงชวนส่องโอกาสและความท้าทายของ ฟอร์ท เวนดิ้ง ดังนี้

 

  1. ธุรกิจ Vending Machine (ตู้เต่าบิน) แม้จะเป็นที่ยอมรับว่าเป็น New S-Curve ของกลุ่ม FORTH แต่ก็ถูกตั้งคำถามถึงการเติบโตพอสมควร โดยล่าสุด ทางบริษัทวางเป้าหมายว่าจะขยายตู้เต่าบินให้เป็น 5,000 ตู้ในสิ้นปี 2565 (ณ ไตรมาส 1/65 อยู่ที่ 818 ตู้) ซึ่งนักวิเคราะห์บางรายมองว่าเป็นโจทย์ยากที่ FORTH อาจจะต้องยอมแพ้ แต่ก็บางรายก็เชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เป้าหมายนี้จะสำเร็จ เพราะกระแสโซเชียลที่ตามหาและลิ้มลองเครื่องดื่มชงสดรสชาติใหม่ๆ ตลอดเวลา บวกกับการเลือกทำเลที่ตั้งตู้ที่เน้นแหล่งที่มียอดสัญจรสูง ทำให้อยู่ในเทรนด์การรีวิวได้ง่าย ขณะเดียวกันยังมีโอกาสที่ขยายพื้นที่วางตู้เต่าบินไปยังพื้นที่นอกกรุงเทพฯ และปริมณฑลอีกด้วย 

 

ณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าตู้เต่าบินน่าจะสร้างการเติบโตก้าวกระโดดครั้งใหม่ให้กับกลุ่ม FORTH ได้ เนื่องจากจำนวนตู้ที่กำลังจะขยายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ต่อเนื่อง 3 ปี โดย FORTH ให้ข้อมูลแก่นักวิเคราะห์และนักลงทุนว่า ปี 2565 จะเพิ่มจำนวนตู้เต่าบินเป็น 5,000 ตู้ (จากสิ้นปี 2564 ที่มีจำนวน 546 ตู้) และปี 2566 จะเพิ่มตู้เต่าบินเป็น 10,000 ตู้ และเพิ่มเป็น 20,000 ตู้ในปี 2567 

 

ปัจจุบัน ตู้เต่าบินถูกตั้งอยู่บริเวณคอนโดมิเนียมกลางกรุงเทพฯ ประมาณ 47% รองลงมาคือภายในย่านโรงงานอุตสาหกรรมและห้าง ซึ่งยังมีสถานพยาบาล สถานศึกษาที่ตู้เต่าบินสามารถขยายจุดจัดวางได้อีกมากโดยเฉพาะในต่างจังหวัด 

 

“เรื่องการขยายจำนวนตู้และการหาทำเลที่ตั้ง เชื่อว่าไม่ใช่อุปสรรคของ FORTH แต่อย่างใด เพราะเคยผ่านจุดที่รุกสร้างตลาดสำหรับตู้บุญเติมมาแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ ส่วนเป้าหมายจำนวนตู้ที่ดูเยอะนั้น หากเทียบโมเดลการขยายตู้บุญเติมในอดีตก็เชื่อว่า FORTH จะทำได้ดีเหมือนที่ผ่านมา” ณัฐพลกล่าว 

 

โดยปี 2557 ที่ FSMART เข้าตลาดนั้น มีตู้บุญเติมอยู่ราว 24,000 ตู้ จากนั้นขยายเป็น 65,000 ตู้ในปี 2558 และ 90,000 ตู้ในปี 2559 และ ณ ปัจจุบันมีตู้บุญเติมให้บริการอยู่ในตลาดราว 100,000 ตู้ 

 

ทางด้าน มงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บล.เคทีบีเอสที มีความคิดเห็นในทิศทางเดียวกันว่าเป้าหมายเรื่องการขยายจำนวนตู้นั้นไม่ใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับ FORTH โดยเชื่อมั่นในชื่อชั้นของ ‘พงษ์ชัย อมตานนท์’ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร ที่ปลุกปั้นธุรกิจตู้มาจนสำเร็จอย่างโชกโชน ทั้งตู้ชุมสายโทรศัพท์ ตู้บุญเติม และล่าสุด ตู้เต่าบิน นอกจากนี้ ‘พงษ์ชัย’ ยังเป็นผู้บริหารที่เป็นนักนวัตกรรม จึงเชื่อว่าโอกาสใหม่ๆ เหล่านี้จะสร้างการเติบโตได้ในระยะยาว

 

ทั้งนี้ โมเดลธุรกิจ Vending Machine ของ FORTH จะให้เช่าและแบ่งกันรับรู้รายได้กับผู้เช่า โดย FORTH จะมีรายได้จากการให้เช่าตู้ และจะรับรู้ส่วนแบ่งรายได้และกำไรจากการถือหุ้นฟอร์ท เวนดิ้ง ในสัดส่วน 45% โดยในปี 2565 FORTH ได้ประเมินรายได้จากฟอร์ท เวนดิ้ง อยู่ที่ 3,900 ล้านบาท

 

  1. ธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า แม้ FORTH จะไม่ใช่รายแรกๆ ที่กระโดดเข้ามาทำธุรกิจสถานีชาร์จ แต่ก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุนและผู้บริโภคมากพอสมควร 

 

ณัฐพลกล่างถึงจุดเด่นของธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าของ FORTH ว่ามีความเข้าถึงได้ง่าย และสามารถขยายการใช้งานไปสู่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าได้ด้วย ทำให้โอกาสในการขายในตลาดต่างจังหวัดที่นิยมใช้รถมอเตอร์ไซค์นั้นมีสูง ขณะที่ตัวสถานีชาร์จก็มีการขายพร้อมกับติดตั้งและมีบริการหลังการขาย จึงได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคได้ 

 

นอกจากนี้ FORTH ยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ EV ให้กับผู้ผลิตรถยนต์ EV ระดับโลก จึงได้รับเครดิตด้านความน่าเชื่อถือด้านความรู้และประสบการณ์ในอุตสาหกรรมรถยนต์ EV 

 

มงคลให้น้ำหนักต่อธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าว่าเป็นปัจจัยผลักดันราคาหุ้น FORTH มากกว่าตู้เต่าบิน เพราะเป็นธุรกิจแห่งอนาคต ซึ่งในประเทศไทยเองก็มีความชัดเจนเชิงนโยบายที่ส่งเสริมธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นแล้ว อีกทั้งมูลค่าของอุตสาหกรรมและตลาดน่าจะใหญ่กว่าธุรกิจตู้เครื่องดื่มอัตโนมัติ 

 

ชี้ราคาหุ้น ‘ร้อนแรง’ เกินพื้นฐาน

ด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้น FORTH ตั้งแต่ต้นปีจนปัจจุบัน (8 เมษายน) ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 56.84% และคิดเป็นอัตราส่วนค่า P/E ที่ 43.03 เท่า มี P/BV อยู่ที่ 18.26 เท่า ส่วนค่า Beta อยู่ที่ 1.08 เท่า 

 

ส่วนเมื่อวานนี้ (11 เมษายน) ราคาหุ้นปิดที่ 37.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.75 บาท หรือ 11.28% จากวันก่อนหน้า มูลค่าการซื้อขาย 706.78 ล้านบาท 

 

ณัฐพลกล่าวว่า แม้จะมี New S-Curve เข้ามาผลักดันผลประกอบการโดยรวม แต่ราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงโดยเฉพาะช่วงต้นปีที่ผ่านมาถือว่าสูงเกินปัจจัยพื้นฐานไปมากแล้ว ซึ่งประเมินว่าเป็นเพราะภาวะตลาดหุ้นไทยปัจจุบันที่แกว่งตัวในกรอบแคบ นักลงทุนจึงเน้นการลงทุนแบบ Selective โดยเลือกหุ้นที่อยู่ในช่วงขาขึ้นและมีสตอรีหนุน

 

บทวิเคราะห์ บล.เคทีบีเอสที ระบุว่า ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นคาดว่าสะท้อนการขยายตู้เต่าบินไปไกล อิง Earnings Contribution ของธุรกิจเดิมและตู้เต่าบินในปี 2565 ที่ 80% ต่อ 20% ตามประมาณการของฝ่ายวิจัย แม้เป็นไปได้ว่าประมาณการของเราอาจ Underestimate สิ่งที่อาจเกิดขึ้น แต่ปัจจุบันธุรกิจตู้เต่าบินยังอยู่ใน Early Phase มีจำนวนตู้ราว 700-800 ตู้ ซึ่งยังคงมีความไม่แน่นอนเรื่องการขยายรวมถึงจำนวนแก้วและราคาขายที่ทำได้ในอนาคต 

 

โบรกหั่นเป้ากำไร หวั่นชิปขาดแคลนกระทบ

ขณะเดียวกัน ฝ่านวิจัยได้ปรับประมาณกำไรปี 2565 ลงมาที่ 912 ล้านบาท (คิดเป็นการเติบโต 26% จากปีที่แล้ว) ลดลงจากประมาณการเดิมราว 6% สะท้อนสมมติฐานธุรกิจเครื่องชงเครื่องดื่มอัตโนมัติ ‘เต่าบิน’ ใหม่ หลังบริษัทปรับเป้าการขยายตู้ในปี 2565 ลงมาที่ 5,000 ตู้ จากเดิม 10,000 ตู้ แต่ราคาขายเฉลี่ยต่อแก้วปรับขึ้นมาที่ 35 บาท จากเดิม 30 บาท สะท้อนราคาขายเฉลี่ยในปัจจุบัน ทำให้ Earnings Contribution ในปี 2565 คาดอยู่ที่ 178 ล้านบาท ลดลงจากเดิม 20%

 

บทวิเคราะห์ บล.เอเชีย เวลท์ ประเมินแนวโน้มผลประกอบการ FORTH ว่าแนวโน้มปี 2565 ยังเติบโตเด่น แม้การขยายตู้เต่าบินจะช้ากว่าที่คาด โดยหนุนจาก 1. ธุรกิจอีเอ็มเอส ที่มีปัจจัยหนุนจากการรับจ้างผลิต Power Board จากลูกค้ารายใหญ่ รวมถึงการเร่งผลิตตู้เต่าบินในปี 2565 และ 2. ธุรกิจสมาร์ท เซอร์วิส ที่คาดว่าในปี 2565 จะเห็นการรับรู้รายได้จากบริการต่างๆ ที่เปิดตัวในช่วงครึ่งหลังปี 2564 เช่น บริการถอนเงิน การเป็นตัวแทนธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น บริการสินเชื่อรายย่อยและบริการเคาน์เตอร์แคชเชียร์ รวมถึงบริการใหม่ที่เตรียมเปิดตัว เช่น บริการโอนเงินต่างประเทศ

 

นอกจากนี้ ตู้เต่าบินที่เป็น New S-Curve จะเห็นการขยายจุดบริการแบบก้าวกระโดด โดยมีกระแสตอบรับที่ดี แม้ว่าปัญหาขาดแคลนชิปจะทำให้บริษัทปรับลดเป้าในการตั้งตู้เต่าบินลงเหลือ 4,000-5,000 ตู้ในปี 2565 แต่บริษัทยังคงเป้าที่จะขยาย 20,000 ตู้ภายใน 2 ปี

 

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรซ์ โซลูชั่น ยังต้องลุ้นงานประมูลจากภาครัฐ แต่บริษัทยังมี Backlog กว่า 9,700 ล้านบาท

 

ดังนั้น ฝ่ายวิจัยได้ปรับประมาณการรายได้ในปี 2565 ลดลง 7.2% มาอยู่ที่ 9,790 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิในปี 2565 ลดลง 3.7% มาอยู่ที่ 948 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบของชิปที่ขาดตลาด รวมถึงกำลังซื้อในประเทศลดลงจนทำให้บริษัทปรับเป้าในการขยายตู้เต่าบินลดลงเหลือเพียง 4,000-5,000 ตู้ในปี 2565 จากเดิมที่ 10,000 ตู้

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ส่องกระแส ‘ตู้เต่าบิน-สถานีชาร์จรถไฟฟ้า’ จะติดปีกให้กลุ่ม FORTH บินได้ไกลแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
2022 กอง Thematic ต้องมาจริงไหม…คำตอบที่ใช่กับกองทุน Global Megatrends https://thestandard.co/global-megatrends-fund/ Mon, 17 Jan 2022 11:00:36 +0000 https://thestandard.co/?p=583434 Global Megatrends

จะเห็นได้ว่าปีที่ผ่านมาเป็นปีที่โดดเด่นของกองทุนดัชนี โ […]

The post 2022 กอง Thematic ต้องมาจริงไหม…คำตอบที่ใช่กับกองทุน Global Megatrends appeared first on THE STANDARD.

]]>
Global Megatrends

จะเห็นได้ว่าปีที่ผ่านมาเป็นปีที่โดดเด่นของกองทุนดัชนี โดยหลายๆ ประเทศได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทว่าปีนี้การเติบโตจะลดความร้อนแรงลงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ที่เริ่มชะลอตัวลง อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และ Index Fund บางเซกเตอร์ที่ขึ้นมาเยอะแล้วในปีที่ผ่านมาก็จะเติบโตช้าลงในปีนี้ ดังนั้นภาพการลงทุนในปีนี้เราจึงต้องมองหาธีมเด่นๆ ที่จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนระยะยาวจาก Core Portfolio โดยหนึ่งในธุรกิจที่น่าจับตามองก็คือ การเติบโตของบริษัทจดทะเบียนที่มาจาก New S-Curve หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อ Megatrend

 

อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่เน้นการเติบโตที่สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวของโลก หรือได้รับประโยชน์จาก Global Megatrends ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตของผู้คน รวมถึงพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในโลกอนาคตต่างๆ จึงเป็นการมุ่งหากำไรในระยะยาวมากกว่าในระยะสั้น ซึ่งนอกจากการลงทุนใน Thematic ที่มักเน้นเป็นการลงทุนระยะยาวแล้ว ยังเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงคือ High Growth และ High PE ซึ่งอาจทำให้สภาพคล่องในตลาดลดลง และส่งผลกระทบในระยะสั้นกับนักลงทุน อย่างไรก็ตาม ในแง่ของปัจจัยพื้นฐานและความสามารถในการเติบโตที่แข็งแกร่ง จึงนับว่าเป็นโอกาสในการสะสมเพิ่มเติมที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวให้กับนักลงทุนได้ 

 

ทั้งนี้ การลงทุนใน Thematic ส่วนใหญ่ค่อนข้างมีความผันผวนสูง หากนักลงทุนเลือกลงทุนเอง อาจจะไม่ได้รับความสะดวกหรือไม่มีเวลาติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ทาง บลจ.ไทยพาณิชย์ จึงได้นำเสนอกองทุนที่คัดสรรมาแล้วจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อตอบโจทย์ที่โดนใจให้กับนักลงทุน ได้แก่ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Global Megatrends (SCBMEGA) ซึ่งจะเปิดให้นักลงทุนได้เริ่มลงทุนหลัง IPO อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2565 เป็นต้นไป 

 

สำหรับ SCBMEGA เป็นกองทุนหุ้นทั่วโลกที่มีนโยบายลงทุนในบริษัทที่มีรูปแบบโมเดลธุรกิจที่สอดคล้องกับ Global Megatrends และคาดว่าจะเป็นบริษัทผู้นำในอนาคต โดยใช้การบริหารพอร์ตแบบ Core & Satellites โดยมีจุดเด่นจากการลงทุนที่หลากหลายกลุ่มธุรกิจและหลายธีม จึงเป็นการช่วยลดความเสี่ยงการกระจุกตัวบนกลุ่มอุตสาหกรรมเดียว อีกทั้งผู้จัดการกองทุนยังสามารถปรับสัดส่วนน้ำหนักแต่ละธีมการลงทุนให้เหมาะสมได้ตามสภาพตลาด 

 

นอกจากนี้ยังสร้างผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอได้ในระยะยาว จากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความเป็นอยู่ในอนาคต ที่สะท้อนให้เห็นได้ในรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันกองทุนนี้นับว่าได้เข้าถึงการลงทุนระดับเวิลด์คลาสในการคัดสรรการลงทุนในกองทุนชั้นนำต่างๆ ผ่านความเชี่ยวชาญในการบริหารเงินลงทุนระดับโลกอย่างจูเลียส แบร์

 

กองทุน SCBMEGA เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ เช่น หน่วย CIS หน่วยของกองทุนอีทีเอฟ (ETF) เป็นต้น โดยมุ่งเน้นลงทุนในหุ้นเมกะเทรนด์ที่มีการเติบโตเชิงโครงสร้างในธีมการลงทุนที่สำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในรูปแบบใหม่ การอุปโภคบริโภคที่ให้ความสำคัญต่อผลกระทบที่อาจมีต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการประยุกต์ใช้ซึ่งเทคโนโลยีด้านดิจิทัลในชีวิตประจำวัน 

 

ทั้งนี้ กองทุนจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศอย่างน้อย 2 กองทุน โดยจะลงทุนในกองทุนใดกองทุนหนึ่งโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกินร้อยละ 79 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยบริษัทได้มอบหมายให้บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด เป็นผู้รับมอบหมายงานด้านการจัดการลงทุนของกองทุน

 

ทั้งนี้ กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ตามความเหมาะสมสำหรับสภาวการณ์ในแต่ละขณะ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการลงทุน

 

นอกจากนี้กองทุนมีกลยุทธ์การลงทุนเชิงรุกผ่านการลงทุนในกองทุนหลัก (Core Fund) และกองทุนเสริม (Satellites Funds) เพื่อสร้างการเติบโตของผลตอบแทน โดยการลงทุนแบบ Pro-active และปรับเปลี่ยนการลงทุน Satellites ให้เหมาะกับสภาวะโอกาสที่น่าสนใจ โดย 5 เมกะเทรนด์หลักที่เลือกลงทุน ประกอบด้วย 

 

  1. Arising Asia – การเพิ่มขึ้นของประชากรในภูมิภาคเอเชีย 
  2. Digital Disruption – เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง 
  3. Energy Transition – แนวโน้มการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงาน 
  4. Feeding the World – ลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับผลิตทรัพยากรที่จะรองรับการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกในอนาคต
  5. Shifting Lifestyle – โครงสร้างอายุของประชากรที่เปลี่ยนไป

 

สำหรับกองทุนหลักจะลงทุนผ่านกองทุน JB Equity Next Generation Fund ด้วยการคัดเลือกบริษัทที่มีโอกาสการเติบโตระยะยาว มีอัตรากำไรสูง และเน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นผู้ชนะในอนาคต ส่วนกองทุนเสริมจะลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายที่ได้ประโยชน์จากเมกะเทรนด์เช่นเดียวกัน โดยเบื้องต้นได้เลือกลงทุนใน 3 กองทุน ได้แก่ Robeco Global Consumer Trends ลงทุนในบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มและรูปแบบของการบริโภค, BB Adamant Digital Health ลงทุนในบริษัทที่พัฒนาระบบ Healthcare ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยต้นทุนที่ถูกลง และ Pictet-Nutrition Fund ลงทุนในบริษัทที่พัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพของ Food Chain

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post 2022 กอง Thematic ต้องมาจริงไหม…คำตอบที่ใช่กับกองทุน Global Megatrends appeared first on THE STANDARD.

]]>
EA เดินเครื่องผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าใหญ่สุดในอาเซียน หวังช่วยดันไทยขึ้นแท่นฮับ EV https://thestandard.co/ea-operates-largest-electric-vehicleea-battery-manufacturer-in-asean/ Sun, 12 Dec 2021 11:06:57 +0000 https://thestandard.co/?p=570307 บมจ.พลังงานบริสุทธิ์

บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ หรือ​ EA รุกสร้าง New S-Curve ครั้ […]

The post EA เดินเครื่องผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าใหญ่สุดในอาเซียน หวังช่วยดันไทยขึ้นแท่นฮับ EV appeared first on THE STANDARD.

]]>
บมจ.พลังงานบริสุทธิ์

บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ หรือ​ EA รุกสร้าง New S-Curve ครั้งใหญ่ ล่าสุดเริ่มเดินเครื่องโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และระบบกักเก็บพลังงานแบบครบวงจรที่ทันสมัย และมีกำลังการผลิตขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยเป็นโรงงานแบตเตอรี่แห่งแรกที่มีกำลังการผลิตสูงถึง 1 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ในเขตโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเตรียมแผนขยายกำลังการผลิตสู่ 50 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปีตามแผนในอนาคต หนุน EA ขึ้นแท่นผู้นำด้านนวัตกรรมแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดของไทยและอาเซียน 

 

ทั้งนี้ โรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและระบบสำรองไฟฟ้าแห่งนี้ ดำเนินการโดย บริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ EA มีกำลังการผลิตเริ่มต้น 1 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ซึ่งระยะแรกนี้มีความพร้อมที่จะขยายกำลังการผลิตได้สูงสุดถึง 4 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปีในทันที ​

 

โรงงานอมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) มีพื้นที่การผลิตในโรงงานรวมกว่า 80,000 ตารางเมตร เป็นโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนชนิด Pouch Cell และระบบสำรองไฟฟ้าแบบครบวงจรที่ใช้ระบบอัจฉริยะ และระบบการผลิตอัตโนมัติที่ทันสมัยเพื่อให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพสูงสุดและต้นทุนไม่สูง 

 

โรงงานดังกล่าวตั้งอยู่ในเขต EEC มีขนาดพื้นที่กว่า 90 ไร่ ที่พร้อมรองรับการขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 10 เท่า หรือคิดเป็นกำลังการผลิตสูงสุดของภูมิภาคอาเซียนที่ 50 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ตลอดจนอยู่ในพื้นที่ที่มีความพร้อมรองรับการลงทุนของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อสร้างระบบนิเวศของ New S-Curve ที่สมบูรณ์

 

โดยได้ออกแบบให้โรงงานแห่งนี้ใช้ระบบที่ทันสมัย เพื่อให้สามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังสามารถปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการผลิตต่างๆ ได้ง่ายเพื่อตอบโจทย์เทคโนโลยีต่างๆ ในอนาคต อีกทั้งโรงงานยังเน้นแนวคิดที่ใช้พลังงานในการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ลดของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต โดยมุ่งเน้นการรีไซเคิลในกระบวนการผลิตให้มากที่สุด 

 

ด้านสายการผลิตได้รับความร่วมมือจากบริษัท อมิตา เทคโนโลยี อิงค์ (ไต้หวัน) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนในไต้หวันมากว่า 20 ปี ที่กลุ่มพลังงานบริสุทธิ์เข้าไปร่วมทุน ถ่ายทอดประสบการณ์และเทคโนโลยีในการสร้างโรงงานจนเป็นผลสำเร็จ ผ่านบริษัทย่อยชื่อ บริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ที่มีกำลังการผลิตขนาดใหญ่มากขึ้นในระดับ World Class เพื่อผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนชนิด Pouch Cell ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ และวัสดุที่มีความปลอดภัยสูงในการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ให้สามารถจุพลังงานได้สูง มีน้ำหนักเบา มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ไม่มีส่วนประกอบของสารที่เป็นอันตราย เช่น กรด หรือตะกั่ว และใช้เทคนิคพิเศษในการผลิตเซลล์ เพื่อให้สามารถคัดแยกแผ่นขั้วบวกและขั้วลบได้ง่ายในขั้นตอนของการรีไซเคิลเมื่อแบตเตอรี่หมดอายุการใช้งาน จึงทำให้เป็นแบตเตอรี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

 

จุดเด่นของแบตเตอรี่ของอมิตา คือได้รับการออกแบบให้เข้ากับเทคโนโลยีแบบ Ultra-Fast Charge ที่รองรับการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้ภายในเวลาเพียง 15 นาที พร้อมรองรับการชาร์จได้สูงถึง 3,000 รอบ เหมาะสำหรับรองรับการใช้งานของยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจัยเรื่องเวลาเป็นสิ่งสำคัญในการใช้งานอย่างคุ้มค่าที่สุด

 

แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ผลิตได้สามารถนำไปใช้กับยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า รถบรรทุกไฟฟ้า รถโดยสารไฟฟ้า และเรือโดยสารไฟฟ้า เพื่อช่วยในการลดการปล่อยมลภาวะสู่สิ่งแวดล้อมที่เกิดจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ผลิตได้ในระยะเริ่มต้น ขนาด 1 กิกะวัตต์ หรือ 1,000,000 กิโลวัตต์ สามารถนำมาใช้ในรถโดยสารไฟฟ้าขนาด 11 เมตร ซึ่งขับเคลื่อนได้ระยะทางสูงสุด 240 กิโลเมตร ได้ถึง 4,160 คันต่อปี และการใช้รถโดยสารไฟฟ้า จำนวน 4,160 คัน สามารถช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission Reduction) ประมาณ 91,709 ตันต่อปี และลดปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลได้กว่า 97,066,667 ลิตรต่อปี เมื่อเทียบกับรถโดยสารที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันดีเซล 

 

สมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EA กล่าวว่า โรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและระบบกักเก็บพลังงาน จะเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) และการนำพลังงานหมุนเวียนที่มีเสถียรภาพเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

 

ความสำเร็จของโรงงานแบตเตอรี่จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย และช่วยสร้าง Product Champion ใหม่ให้กับประเทศ รวมถึงเป็นจุดดึงดูดให้ผู้ผลิตรถยนต์จากต่างประเทศเลือกที่จะปักฐานกำลังการผลิตหลักไว้ที่ประเทศไทย

 

โดยขณะนี้ EA อยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้าที่แสดงความสนใจ หากเจรจาแล้วเสร็จบริษัทก็จะพิจารณาเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 2 กิกะวัตต์ ซึ่งน่าจะใช้เวลาลงทุนและติดตั้งเครื่องจักรประมาณ 6-12 เดือนหลังจากเจรจาแล้วเสร็จ ส่วนเป้าหมายกำลังการผลิต 50 กิกะวัตต์ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์นั้น เชื่อว่าจะถึงเป้าหมายเร็วขึ้นหากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ 

 

“นอกเหนือจากศักยภาพในการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ได้เองแล้ว EA ยังคิดไกลแบบก้าวกระโดด ด้วยการขยาย Supply Chain ให้กว้างขึ้น เพื่อช่วยลดต้นทุน ลดขยะและลดการพึ่งพาจากภายนอก โดยมีการสร้างหอกลั่นสาร Solvent ที่ใช้ในกระบวนการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ เพื่อทำให้บริสุทธิ์จนสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ทำให้มีของเสียน้อยลง และลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ อีกทั้งยังได้สร้างโรงงานผลิตสาร Electrolyte ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่สำคัญที่เป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพของเซลล์แบตเตอรี่ใช้เองเป็นรายแรกในภูมิภาคอาเซียน ประกอบกับมีทีม In House R&D ทำให้สามารถนำสาร Electrolyte ที่ผลิตเสร็จ มาทดสอบในเซลล์แบตเตอรี่เพื่อวัด Performance ได้ทันที และสามารถคิดค้นพัฒนาสูตรเองให้ดียิ่งขึ้นตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีการนำระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) ที่บริษัทผลิตได้เองมาใช้เป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าสำรองให้กับเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีความสำคัญและต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนมีโรงรีไซเคิลเพื่อลดขยะที่เป็นพิษ เป็นการคิดและออกแบบกระบวนการผลิตแบบครบวงจร ซึ่งเป็นจุดแข็งที่โดดเด่น สามารถเสริมศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็น New S-Curve ตามยุทธศาสตร์ของประเทศ ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และสนับสนุนด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดมลพิษและภาวะโลกร้อนให้บรรลุเป้าหมายอย่างแท้จริง” สมโภชน์กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่สามารถประเมินสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ New S-Curve (รถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่) ได้อย่างชัดเจน แต่เป็นแนวโน้มขาขึ้นอย่างแน่นอน ขณะที่ธุรกิจโรงไฟฟ้าจะเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ให้กับบริษัท

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post EA เดินเครื่องผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าใหญ่สุดในอาเซียน หวังช่วยดันไทยขึ้นแท่นฮับ EV appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สมิติเวช’ เร่งปั้นนวัตกรรม หวังสร้าง New S-Curve สู้ศึกเฮลท์แคร์ ส่งแคมเปญ #SaveLifeSavePrice ดึงคนไทยใส่ใจ Self Care เผยยอดหาหมอออนไลน์พุ่ง 20-30 เท่า https://thestandard.co/samitivej-aim-building-new-s-curve/ Wed, 10 Mar 2021 01:58:15 +0000 https://thestandard.co/?p=463289 ‘สมิติเวช’ เร่งปั้นนวัตกรรม หวังสร้าง New S-Curve สู้ศึกเฮลท์แคร์ ส่งแคมเปญ #SaveLifeSavePrice ดึงคนไทยใส่ใจ Self Care เผยยอดหาหมอออนไลน์พุ่ง 20-30 เท่า

สถานการณ์โควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีส่งผลให้ […]

The post ‘สมิติเวช’ เร่งปั้นนวัตกรรม หวังสร้าง New S-Curve สู้ศึกเฮลท์แคร์ ส่งแคมเปญ #SaveLifeSavePrice ดึงคนไทยใส่ใจ Self Care เผยยอดหาหมอออนไลน์พุ่ง 20-30 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สมิติเวช’ เร่งปั้นนวัตกรรม หวังสร้าง New S-Curve สู้ศึกเฮลท์แคร์ ส่งแคมเปญ #SaveLifeSavePrice ดึงคนไทยใส่ใจ Self Care เผยยอดหาหมอออนไลน์พุ่ง 20-30 เท่า

สถานการณ์โควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ภาคธุรกิจต่างๆ ล้วนพยายามปรับตัวเพื่อให้เท่าทันกับปัจจัยที่เกิดขึ้น ธุรกิจโรงพยาบาลก็เช่นกัน

 

ชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวชและโรงพยาบาลบีเอ็นเอช กล่าวว่าเครือสมิติเวชทรานส์ฟอร์มองค์กรมาตั้งแต่ปี 2016 เนื่องจากมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่แปรผันไปตามวิวัฒนาการของเทคโนโลยี ซึ่งจัดได้ว่าเป็นความเสี่ยง 

 

เรื่องหลักที่เครือสมิติเวชให้ความสำคัญในการทรานส์ฟอร์มองค์กรคือเรื่องคน เงิน และนวัตกรรม โดยสองเรื่องแรก แก่นของการทรานส์ฟอร์มคือการปรับมายด์เซ็ต ส่วนเรื่องนวัตกรรมนั้นมุ่งเน้นไปที่การสร้างใหม่ให้ตรงตามความต้องการผู้บริโภค 

 

โดยในเรื่องของคนได้มุ่งเน้นการปรับวิธีคิดหรือมายด์เซ็ตของบุคลากรใหม่ เพื่อให้สามารถจัดทัพบุคลากรที่เหมาะและตรงกับความต้องการผู้บริโภค โดยเริ่มด้วยการรับอาสาสมัครบุคลากรที่พร้อมทำงานในวิถีใหม่ (New Norm) ซึ่งได้รับความร่วมมือจากบุคลากรเป็นอย่างดี และทีม New Norm จะรองรับผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปสู่ New Norm เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ทีมงานต้องเสริมทักษะใหม่ๆ ให้เท่าทันความต้องการผู้บริโภคและบริบทในการทำงานด้วยเช่นกัน 

 

“ส่วนคนที่ไม่พร้อมเปลี่ยนก็ทำงานแบบเดิมเพื่อรองรับผู้บริโภคที่ยังมีพฤติกรรมเดิมๆ เช่น เมื่อป่วยก็พร้อมจะเดินทางมาที่โรงพยาบาล แม้จะมีอุปสรรคเรื่องโควิด-19 หรือค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางก็ตาม” 

 

ส่วนเรื่องเงิน ได้ดำเนินการปรับมายด์เซ็ตคณะผู้บริหารและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้จัดสรรงบลงทุนอย่างชาญฉลาด เพื่อเท่าทันโอกาสและป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น โดยแต่เดิมการจัดสรรงบประมาณมักจะใช้วิธีคิดแบบ Statistic Financial Management ซึ่งเป็นการใช้งบลงทุนโดยอิงจากในอดีตที่ผ่านมา ก็ปรับวิธีคิดให้เป็นแบบ Dynamic Financial Management 

 

นอกจากนี้ยังปรับสัดส่วนการจัดสรรงบลงทุน โดยให้โรงพยาบาลในเครือที่มีอยู่ 8 แห่งกันงบ 30% ของงบลงทุนรวมส่งมาที่ส่วนกลาง เพื่อนำไปลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม และส่วนที่เหลือ 70% นั้นให้บริหารจัดการด้านการลงทุนต่างๆ รวมถึงการจัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องมืออย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

ชัยรัตน์กล่าวว่า ต่อจากนี้ไปเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่จะเป็นเรือธงหลักที่สามารถสร้าง New S-Curve ให้กับองค์กรได้ในอนาคต ซึ่งเครือสมิติเวชอยู่ระหว่างดำเนินการและพัฒนาอยู่หลายโปรเจกต์ 

 

สาเหตุที่ต้องมีเรือธงใหม่ก็เพราะปัจจุบันนี้บริบททางธุรกิจเปลี่ยนไป คู่แข่งขันไม่ใช่ธุรกิจการแพทย์ด้วยกันเอง แต่เป็นธุรกิจอื่นๆ ที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีด้านสุขภาพพื้นฐานและเข้าถึงผู้บริโภคได้ เช่น ประกัน ธนาคาร หรือแม้แต่อีคอมเมิร์ซ 

 

“การที่เราจะเป็นธุรกิจการแพทย์ที่สามารถแข่งขันได้ในทุกสนามและเป็นผู้ชนะนั้น สิ่งสำคัญคือการสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Core Business และเพิ่มศักยภาพให้ตรงกับที่ผู้บริโภคของเราต้องการ” 

 

และล่าสุดโรงพยาบาลสมิติเวชได้เปิดตัวแคมเปญ #SaveLifeSavePrice เพื่อให้สอดรับกับความต้องการผู้บริโภคยุค New Normal โดยแคมเปญนี้จะช่วยแก้เพนพอยต์ผู้บริโภคทั้งเรื่องของการรับบริการด้านสุขภาพและค่าใช้จ่าย โดยได้นำนวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ๆ ที่เป็นที่ยอมรับและมีความแม่นยำสูงมาให้บริการแก่ผู้บริโภคที่ไม่ต้องการเดินทางมาโรงพยาบาล รวมถึงใช้อำนวยความสะดวกในการควบคุมค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภค โดยจะเริ่มแคมเปญในวันที่ 15 มีนาคม ถึง 30 มิถุนายน 2564 

 

“บริการหาหมอออนไลน์เป็นทางเลือกสำหรับคนไข้ตั้งแต่ช่วงก่อนโควิด-19 และในช่วงโควิด-19 ก็มีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นราว 20-30 เท่า นอกจากเรื่องนำนวัตกรรมมาเสริมบริการที่ตรงโจทย์แล้ว เราต้องการให้เกิดการตระหนักรู้เรื่อง Self Care ซึ่งหากสร้างการรับรู้เรื่องนี้ได้ จะช่วยให้คนไทยสุขภาพแข็งแรงขึ้นและเจ็บป่วยด้วยโรคภัยต่างๆ ลดลง #SaveLifeSavePrice ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างการรับรู้”   

 

ชัยรัตน์กล่าวถึงแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2564 ว่ารายได้รวมน่าจะเติบโตได้ราว 5-6% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขประมาณการนี้ประเมินไว้ในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ระลอกใหม่ ขณะเดียวกันมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้มีความไม่แน่นอนสูง และยังมีหลายปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ‘สมิติเวช’ เร่งปั้นนวัตกรรม หวังสร้าง New S-Curve สู้ศึกเฮลท์แคร์ ส่งแคมเปญ #SaveLifeSavePrice ดึงคนไทยใส่ใจ Self Care เผยยอดหาหมอออนไลน์พุ่ง 20-30 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจ-เศรษฐกิจไทย 2017 คือปีแห่งการต้องคิดใหม่ (ก่อนจะไม่มีโอกาสให้คิดอีกต่อไป) https://thestandard.co/thai-business-economic-2017-year-of-rethinking/ https://thestandard.co/thai-business-economic-2017-year-of-rethinking/#respond Fri, 08 Dec 2017 23:00:25 +0000 https://thestandard.co/?p=53734

12 เดือนของปี 2560 นี้ เป็น 12 เดือนที่พิเศษกว่าปีอื่นๆ […]

The post ธุรกิจ-เศรษฐกิจไทย 2017 คือปีแห่งการต้องคิดใหม่ (ก่อนจะไม่มีโอกาสให้คิดอีกต่อไป) appeared first on THE STANDARD.

]]>

12 เดือนของปี 2560 นี้ เป็น 12 เดือนที่พิเศษกว่าปีอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ประเทศไทยพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดต่อเนื่องจากเดือนตุลาคม ปี 2559 ความเศร้าโศกอาลัยปกคลุมไปทุกตารางนิ้วของสยามประเทศ ไม่เพียงแต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับจิตใจผู้คนในสังคม ปัจจัยนี้ยังเป็นเรื่องใหญ่มากที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัว บางแห่งก็ปรับตัวทัน บางแห่งก็ต้องปิดตัวและเหลือเพียงตำนาน

 

แม้รัฐบาลจะประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ปรับเพิ่มขึ้นในรอบหลายปีและบอกกับประชาชนว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้นแล้ว แต่ทำไมยังมีประชาชนบางส่วนที่ยังไม่สามารถทำใจยอมรับและเชื่อได้ คงเพราะมีข้อมูลที่บ่งชี้ถึงกำลังซื้อที่ตกต่ำต่อเนื่อง และชนชั้นกลางไทยถูกกระชับพื้นที่จากปัญหาหนี้สินและสภาพคล่องมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง

 

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านของรูปแบบธุรกิจมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ที่โดดเด่นคือการจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อสร้างสิ่งใหม่หรืออย่างน้อยก็เพื่อเอาตัวรอดจากการแข่งขันที่รุนแรง จะเห็นได้จากทั้งธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคหรือกระทั่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เองก็ดี นี่เป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่ายังเหลือคนที่แข็งแรงพอที่จะยืนสู้คนเดียวอยู่ไม่มาก และการมีเพื่อนก็อาจจะสร้างสิ่งที่เราเรียกกันมานานว่า ‘การประสานพลัง’ (Synergy) ให้เกิดขึ้นและเป็นผลดีกับธุรกิจ

 

เรื่องที่ทุกคนเห็นตรงกันในปี 2560 คือ ทุกธุรกิจ ทุกชีวิตต้องปรับตัว กรอบความคิดเดิม กลยุทธ์รูปแบบเดิมอาจจะเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้วเหมือนกับสมาร์ทโฟนที่ตกรุ่นทุกไตรมาส ประกอบกับการขับเคลื่อนด้วยพลังของดิจิทัลที่ทำให้โลกใบนี้หมุนในอัตราเร่งในระดับที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน

 

ทีม Business News สำนักข่าว THE STANDARD มองว่า ปีนี้เป็นปีแห่งการ ‘คิดใหม่ (Rethinking)’ ซึ่งครอบคลุมทั้งการเลือกที่จะคิดใหม่และการถูกบังคับจากสถานการณ์ให้ต้องคิดต่างออกไปจากเดิม โดยมองผ่าน 3 ประเด็นดังนี้

 

1.  คิดใหม่…เพราะความป่วน (Disruption)  

เราพูดคำว่า ‘Disruption’ กันมาสักพักแล้ว จากเดิมเป็นเพียงการคาดการณ์ เริ่มพัฒนาเป็นคำเตือน และกลายมาเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงกับโลกธุรกิจ หลายแบรนด์ปิดตัวลงเพราะปรับตัวไม่ทัน บางแห่งปิดเพื่อจบ บางแห่งปิดเพื่อเปิดในโลกดิจิทัล กระนั้นก็ยังมีผู้ที่โทษเทคโนโลยีว่าเป็นต้นเหตุอันร้ายกาจประหนึ่งจำเลยสังคมเลยทีเดียว

 

ในปีนี้ไม่มีใครเจ็บปวดจาก Digital Disruption เท่ากับ ‘ธุรกิจสื่อ’ ผู้บริโภคติดตามข้อมูลในโลกออนไลน์มากขึ้น เข้าถึงคอนเทนต์ทุกประเภทได้อย่างรวดเร็วในต้นทุนที่ถูกแสนถูกที่ชื่อ ‘อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง’ จนการจ่ายเงินให้กับสิ่งพิมพ์บางประเภทกลายเป็นของฟุ่มเฟือยไปแล้ว จะพบว่าสื่อสิ่งพิมพ์ยังทยอยปิดตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะนิตยสาร เช่น ครัว, Marie Claire, Filmax, Madame Figaro หรือแม้แต่ตำนานนิตยสารอย่าง ขวัญเรือน และดิฉัน

 

สมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) คาดการณ์ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า ธุรกิจสิ่งพิมพ์จะมีรายได้ลดลงถึง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยังมีข่าวลือของนิตยสารชื่อดังอีกหลายแบรนด์ที่เตรียมตัวลาแผงเร็วๆ นี้ด้วย

 

ขณะเดียวกันสื่อโทรทัศน์ก็ยังอยู่ในช่วงล้มลุกคลุกคลานจากรายได้ที่หายไปรวมกับต้นทุนการดำเนินการที่สูง โดยเฉพาะผู้ที่ถือใบอนุญาตทีวีดิจิทัลมากกว่า 1 ช่อง เช่น ช่อง 3, เครือเนชั่น หรือแกรมมี่

 

แกรมมี่ส่งสัญญาณ ‘ถอย’ ชัดเจนด้วยการขายหุ้นให้กับกลุ่มทุนอื่น โดยช่อง GMM25 ขายหุ้น 50% ให้กับกลุ่มเจ้าสัวเจริญแห่งไทยเบฟ และช่อง One ขายหุ้น 50% ให้กับกลุ่มปราสาททองโอสถ เพื่อผ่าทางตันตัวเลขผลประกอบการที่ขาดทุนต่อเนื่อง

 

ขณะที่ช่อง 8 ของอาร์เอส แม้จะมีกำไรและเรตติ้งติด Top 5 ล่าสุด เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ยังออกมาประกาศการทำธุรกิจไร้กรอบ เปลี่ยนทิศทางไปเป็นธุรกิจพาณิชย์ เน้นสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามเป็นรายได้หลัก ซึ่งชัดเจนว่าอาร์เอสจะหันไป ‘ขายครีม’ อย่างเข้มข้นแทนที่การทำสื่ออย่างที่ผ่านมา ไม่ต้องพูดถึงธุรกิจเพลงที่เป็นภาพจำของที่นี่ เฮียฮ้อยังต้องออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่องการขายธุรกิจเพลงทิ้งหลายต่อหลายรอบ

 

และอีกอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจนต้องคิดใหม่ คือ ธุรกิจธนาคาร หลังจากที่กระแสของฟินเทคเติบโตและดิจิทัลแบงกิ้งถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย รวมทั้งการผลักดันของภาครัฐในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้เป็นสังคมไร้เงินสดเพื่อสอดรับกับประเทศไทย 4.0 ผู้บริโภคใช้บริการผ่านสาขาของธนาคารพาณิชย์น้อยลงชัดเจน เพราะการทำธุรกรรมเกือบทุกอย่างทั้งฝาก ถอน จ่าย โอน สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านสมาร์ทโฟนในมือแล้ว

 

จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยเดือนกันยายน 2560 พบว่า จำนวนสาขาธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบลดลง 192 สาขา เพื่อเป็นการลดต้นทุนการจัดการและปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป แม้บรรดาผู้บริหารของธนาคารต่างๆ จะออกมายืนยันว่าฟินเทคหรือเทคโนยีทางการเงินใหม่ๆ นี้จะไม่แย่งงานคนก็ตาม แต่สิ่งที่เห็นชัดเจนคือสาขาที่ลดลง ซึ่งหมายถึงการจ้างงานใหม่ที่หายไปด้วย

 

นี่เป็นแค่บางตัวอย่างของธุรกิจที่ต้องเผชิญกับความป่วนเท่านั้น เรายังต้องเฝ้าดูสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ทั้งบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่จะเข้ามาเกี่ยวพันกับชีวิตการทำงานมากขึ้น รวมถึงแนวโน้มของเทคโนโลยีบางประการที่ทำแบบเดียวกับที่แรงงานคนทำได้ ไม่ต่องขึ้นค่าแรงและไม่เถียงหัวหน้า ก็อาจจะทำให้ความป่วนขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ

 

2. คิดใหม่…เรื่องตัวเลขเศรษฐกิจ

เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ประกาศอัตราการเจริญเติบโตของผลผลิตมวลรวมในประเทศ หรือ GDP ที่ 4.3% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบ 18 ไตรมาส หรือกว่า 4 ปี เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลเน้นย้ำว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้น การส่งออกเติบโตแข็งแรง และคนไทยผ่านพ้นช่วงที่ต่ำสุดไปได้แล้ว

 

สิ่งที่รัฐบาลไม่ได้ ‘เน้น’ มากนัก คือ การบริโภคภายในประเทศที่เติบโตในระดับต่ำที่ 3.2% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเติบโต 2.2% เท่านั้น บริษัท เดอะนีลเส็นคอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Nielsen รวบรวมข้อมูลจากธุรกิจอุปโภคบริโภค ซึ่งสะท้อนกำลังซื้อของคนในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยพบว่าสินค้ากลุ่มนี้เติบโตติดลบเกือบทุกเดือนในปี 2560 จากเดิมที่มักจะโต 5-8% มาโดยตลอด นอกจากประเด็นเรื่องบรรยากาศของประเทศที่ทำให้ผู้คนไม่อยากจับจ่ายใช้สอยแล้ว ก็ยังสะท้อนเรื่องกำลังซื้อที่ตกต่ำด้วย และนี่เป็นสิ่งที่ Nielsen ไม่เคยเจอมาก่อนในรอบหลายสิบปี

 

แม้สาเหตุสำคัญจะมาจากการบริโภคสินค้ากลุ่มเครื่องดื่มมึนเมาที่ลดลงเนื่องจากการปรับราคาตามโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ แต่สินค้าที่ใช้ในครัวเรือนและชีวิตประจำวันยอดขายก็ลดลงชัดเจน โดยผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของตลาด 5 รายมียอดขายที่ลดลงถึง 6.2% สอดคล้องกับจำนวนการเดินทางออกจากบ้านของผู้บริโภคเพื่อไปซื้อสินค้าในทุกช่องทางขายปลีกก็ลดลง 1% ด้วย

 

นอกจากนี้จากแนวโน้มรายได้ของประชากร Nielsen วิเคราะห์ว่า ช่องว่างของรายได้ระหว่างคนรวยและคนจนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่จำนวนของชนชั้นกลางที่ถือเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของการบริโภคมีแนวโน้มลดลง โดยที่จะเปลี่ยนสถานะไปเป็นคนจนมากกว่าคนรวย สะท้อนประโยคที่เราพูดกันติดปากว่า ‘คนรวยก็ยิ่งรวย คนจนก็ยิ่งจน’ ได้เป็นอย่างดี

 

ปี 2560 เป็นอีกครั้งที่การตีความเรื่อง GDP ถูกท้าทาย การที่ตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมนี้ปรับเพิ่มขึ้นหมายถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้นอย่างนั้นหรือ? แม้นักวิชาการบางส่วนมองว่าเศรษฐกิจดีขึ้นจริง ขอให้ใจเย็นอีกหน่อย เพราะจะค่อยๆ ส่งผลมาถึงประชาชนอย่างเราในที่สุด

 

เป็นคำแนะนำที่ทำตามได้ไม่ง่ายนัก เพราะเมื่อคนท้องหิว โอกาสที่จะโมโหหิวมีมากกว่าการทำใจให้สบายไม่รู้ร้อนรู้หนาว

 

3. คิดใหม่…กับเพื่อนใหม่ทางธุรกิจ

การทำธุรกิจเพียงลำพังท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในทุกอุตสาหกรรมดูจะเป็นเรื่องที่เกินกำลังสำหรับบางองค์กร เราจึงเห็นการจับมือกับพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจกันหลายแบรนด์

 

ดีลใหญ่ของธุรกิจค้าปลีกปีนี้คือ กลุ่มเซ็นทรัลจับมือกับอีคอมเมิร์ซระดับโลกอย่าง JD.com ด้วยการร่วมลงทุนมูลค่า 1.75 หมื่นล้านบาท เพื่อผลักดันการขายออนไลน์เพิ่มเป็น 15% ของรายได้ทั้งหมดของเซ็นทรัลภายใน 5 ปี จะเปิดแพลตฟอร์มให้ใช้บริการในเดือนเมษายน 2561 นี้   

 

นอกจากการพัฒนาด้านอีคอมเมิร์ซ จะต่อยอดไปถึงระบบโลจิสติกส์และบริการทางการเงินด้วย นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของยักษ์ใหญ่ค้าปลีกไทยที่ผนึกกำลังกับอีคอมเมิร์ซระดับโลกอย่าง JD.com ที่พร้อมเปิดศึกใหญ่ออนไลน์กับ Alibaba ของแจ็ค หม่า ที่กำลังชิงพื้นที่ทั้งออฟไลน์และออนไลน์อย่างหนักในอาเซียน ตัวอย่างนี้ตอกย้ำเรื่องของธุรกิจแบบไร้รอยต่อ (Seamless Retail) ของเซ็นทรัลที่ผลักดันการสอดประสานกันของทุกช่องทางการจัดจำหน่าย (Omni Channel) มาพักใหญ่

 

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2560 นี้มีความเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างคึกคัก ทุกวันนี้อุปสงค์ต่อที่อยู่อาศัยในเมืองไทยของชาวจีนยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เห็นชัดเจนจากการซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคา 5-10 ล้านบาทเพื่ออยู่อาศัยและปล่อยเช่าให้กับชาวจีนด้วยกัน ราคาระดับนี้อาจจะสูงสำหรับคนชั้นกลางคนไทย แต่สำหรับคนจีนแล้วยังมองว่า ‘ซื้อง่าย ขายคล่อง’

 

ที่น่าจับตาคือการร่วมลงทุนระหว่างดีเวลลอปเปอร์ชื่อดังกับกลุ่มทุนจากต่างชาติโดยเฉพาะญี่ปุ่น จีน และฮ่องกง เช่น การจับมือกันของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังมาแรงอย่าง ‘Origin Property’ และทุนใหญ่จากญี่ปุ่น ‘Nomura Real Estate’ ด้วยมูลค่าการลงทุนถึง 8.6 พันล้านบาท โดย Origin ให้เหตุผลสำคัญ คือ การนำความรู้และนวัตกรรมของ Nomura มาพัฒนาที่อยู่อาศัยในอนาคต

 

นอกจากนี้ยังมีการร่วมลงทุนของทั้งอนันดา พร็อพเพอร์ตี้ และกลุ่ม Mitsui ของแดนปลาดิบ ผู้พัฒนาโครงการหรู แม็กโนเลีย กับกลุ่มทุนจากจีน หรือกลุ่มสิงห์ เอสเตท กับกลุ่มทุนจากฮ่องกง

 

ฮือฮาที่สุดหนีไม่พ้น ‘แสนสิริ’ ที่ประกาศจับมือกับ 6 พันธมิตรทางธุรกิจจากต่างประเทศ เช่น โรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด และสื่อไลฟ์สไตล์อย่าง โมโนเคิล ซึ่งใช้งบการลงทุนสูงถึง 2.8 พันล้านบาท โดยแสนสิริไม่เพียงแต่จะใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้และแบรนด์ของพาร์ตเนอร์มาต่อยอดธุรกิจในเมืองไทยเท่านั้น ยังมองไกลไปถึงการรุกตลาดต่างประเทศในภูมิภาคนี้ด้วย โดยแบรนด์ เดอะ สแตนดาร์ด คือความหวังครั้งสำคัญที่แสนสิริเข้าถือหุ้นถึง 35% และเตรียมทำโครงการที่อยู่อาศัยร่วมกันเร็วๆ นี้

 

ส่วนการต้องจับมือเพราะ ‘เจ็บตัว’ มานั้น หนีไม่พ้นกรณีของเครื่องดื่มน้ำดำ ‘เป๊ปซี่’ หลังจากที่แตกหักกับคนเคยรักอย่าง ‘เสริมสุข’ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเป๊ปซี่ในเมืองไทยจนครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 มายาวนาน ซึ่งธุรกิจนี้ ตลาดของขวดแก้วที่ขายในร้านอาหารเป็นสัดส่วนใหญ่ เมื่อช่องทางของเสริมสุขหายไป เป๊ปซี่จึงแก้เกมด้วยการดันขวดพลาสติกในช่องทางโมเดิร์นเทรดให้เข้มข้นขึ้น

 

สำหรับเกมธุรกิจนั้น โอกาสล้มเกิดขึ้นง่าย แต่การลุกขึ้นและพยายามวิ่งแซงคู่แข่งกลับไปเป็นเรื่องยากยิ่ง เป๊ปซี่เสียที่นั่งเบอร์ 1 ให้กับโค้กมาหลายปีแล้ว แม้จะกัดฟันสู้ด้วยการเปิดโรงงานใหม่ทันสมัยที่จังหวัดสระบุรี เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเป็นสองเท่า แต่สุดท้ายก็ต้องจับมือกับยักษ์ใหญ่เครื่องดื่มของญี่ปุ่นอย่าง ‘ซันโตรี’ ด้วยการร่วมลงทุน โดยเป๊ปซี่ถือหุ้น 49% และซันโตรีถือหุ้น 51%

 

เป๊ปซี่จะถอยกลับไปดูแลเรื่องการทำการตลาดที่ถนัดแทน ส่วนการผลิตและการจัดจำหน่ายนั้นจะเป็นหน้าที่ของซันโตรี ท่ามกลางข่าวลือว่าเป๊ปซี ‘ถอดใจ’ กับการสู้คนเดียวในประเทศไทยและขายโรงงานทั้งสองแห่งให้ซันโตรี ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่ได้มีการยืนยันจากผู้บริหารเป๊ปซี่แต่อย่างใด โดยดีลนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2561

 

‘หนึ่งคนหัวหาย สองคนเพื่อนตาย’ ก็ยังเป็นจริงอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะองค์กรในปัจจุบันกว่าจะพัฒนาทุกองค์ประกอบให้เป็นเลิศในช่วงเวลาหนึ่ง สภาพตลาดและผู้บริโภคก็อาจเปลี่ยนแปลงไปจนตามไม่ทัน การจับมือกับกลุ่มทุนอื่นที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญที่จะเติมเต็มภาพรวมของธุรกิจได้ ดูจะเป็นทางเลือกที่เข้าท่ากว่า

 

คิดใหม่ ก้าวใหม่ เพื่อโอกาสใหม่

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและความกังวลต่ออนาคตที่ผันผวน คาดเดาได้ยาก ความหวังสำคัญของประเทศไทยที่ถือเป็นสิ่งใหม่ คือ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ ‘อีอีซี’ ซึ่งเป็นการนำกลยุทธ์สปริงบอร์ดอันใหม่เพื่อนำพาชาติไปสู่ความรุ่งโรจน์ดังเช่นโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด สมัยพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

 

ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ประกาศชัดเจนทั้งเรื่อง ‘New S-Curve’ และประเทศไทย 4.0 ซึ่งจะใช้ EEC ซึ่งครอบคลุมพื้นที่จังหวัด ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ในการผลักดันกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยจะให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เคมีชีวภาพ อีคอมเมิร์ซ การบินและโลจิสติกส์ เป็นต้น คาดว่าเม็ดเงินลงทุนร่วมระหว่างรัฐและเอกชนในช่วงปี 2560-2564 จะสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท

 

โจทย์สำคัญยังเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องเร่งปูพรมพัฒนาให้ทัน ประกอบกับเงื่อนไขต่างๆ ที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ เพราะเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียหรือเวียดนามต่างก็พยายามอย่างหนักในการดึงเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI เช่นเดียวกัน โครงการ EEC จึงเป็นฝันที่ใหญ่บนยุทธศาสตร์ใหม่ที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งเครื่องให้เดินหน้าให้ได้

 

ภาคเอกชนก็ต้องคอยติดตามความเคลื่อนไหวของบ้านเมือง โดยเฉพาะแนวทางการพัฒนาประเทศของรัฐบาล เพื่อที่จะปรับตัวและเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจที่จะเป็นไปด้วย

 

สำนักข่าว THE STANDARD เชื่อในการเปลี่ยนแปลง ปี 2560 ที่ผ่านมาคือจุดเปลี่ยนที่เราได้เห็นการเปลี่ยนผ่านสำคัญหลายเรื่อง ในมุมของธุรกิจ ผู้ประกอบการเกือบทุกรายอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องคิดใหม่ทั้งสิ้น เพราะเทคโนโลยีนั้นทำให้เกิดโลกใบใหม่ขึ้นรายวัน ธุรกิจที่ยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ หรือการบริหารจัดการแบบเดิมๆ มีแนวโน้มที่จะหายไปจากอุตสาหกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

เมื่อคิดใหม่จะเห็นหนทางใหม่ๆ หรือกระทั่งการแก้ปัญหาด้วยวิธีใหม่ บางคนอาจเรียกว่านวัตกรรม บางคนก็เห็นเป็นโอกาสทางธุรกิจ และมองไปข้างหน้าในปี 2561 เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ เพื่ออยู่รอด และวิ่งให้ทันกับโลกธุรกิจ

 

ต้องคิดใหม่ ก่อนจะไม่มีโอกาสให้คิดอีกต่อไป

 

อ้างอิง:

The post ธุรกิจ-เศรษฐกิจไทย 2017 คือปีแห่งการต้องคิดใหม่ (ก่อนจะไม่มีโอกาสให้คิดอีกต่อไป) appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thai-business-economic-2017-year-of-rethinking/feed/ 0