New Normal – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 04 Jan 2025 12:25:45 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ตลาดหุ้นปี 2025 New Normal https://thestandard.co/stock-market-2025-new-normal/ Sat, 04 Jan 2025 12:25:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1027050 ตลาดหุ้น 2025

ปี 2025 และอาจจะในปีต่อๆ ไปอีกหลายปี ตลาดหุ้นไทยอาจจะเป […]

The post ตลาดหุ้นปี 2025 New Normal appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้น 2025

ปี 2025 และอาจจะในปีต่อๆ ไปอีกหลายปี ตลาดหุ้นไทยอาจจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่นักลงทุนคุ้นเคยมานาน อาจจะเป็นสิบๆ ปีขึ้นไป การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นจะกลายเป็นสิ่งใหม่ที่จะอยู่อย่างเดิมต่อไปอีกหลายปี กลายเป็นเรื่องปกติ หรือที่เราเรียกว่าเป็น ‘New Normal’

 

การเปลี่ยนแปลงสำคัญทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นนั้นจะมาจาก ‘การเปลี่ยนแปลงหลัก’ ของเศรษฐกิจไทย จากเศรษฐกิจโตเร็วเป็นเศรษฐกิจโตช้า ซึ่งเป็นผลจากสังคมไทยที่แก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว คนเกิดใหม่น้อย ในขณะที่คนตายมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับคนสูงอายุที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าคนอายุน้อยมาก เพราะภายในอีกไม่กี่ปี แต่ละปีจะมีคนสูงอายุที่จะ ‘เกษียณ’ ปีละเป็นล้านคน ในขณะที่เด็กที่เติบโตถึงวัยทำงานใหม่มีแค่ 6-7 แสนคน เป็นต้น 

 

จำนวนคนทำงานที่ลดลงในแต่ละปีนั้นจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ยากมาก ถ้าไม่ติดลบก็อาจจะดีมากแล้ว ดังนั้นเศรษฐกิจไทยในระยะยาวจะเติบโตไปได้อย่างไร? และถ้าเศรษฐกิจเหงาลงเรื่อยๆ ตลาดหุ้นจะโตไปได้อย่างไร?

 

New Normal แรกที่เกิดขึ้นชัดมากโดยเฉพาะในช่วงปลายปี 2024 คือปริมาณการซื้อ-ขายหุ้นต่อวันในตลาดหลักทรัพย์ลดลงหนักมาก และอยู่ในระดับ 3 หมื่นล้านบาทบวกลบ จริงอยู่ในวันที่ตลาดหุ้นบวก ‘แรง’ ปริมาณซื้อ-ขายก็ดีขึ้นบ้างจากแรงเก็งกำไร แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่เกิน 4-5 หมื่นล้านบาท แต่ในวันที่ตลาดหุ้น ‘ตกหนัก’ ปริมาณการซื้อ-ขายก็มักจะ ‘ต่ำปกติ’ ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมี ‘แรงช้อนซื้อ’ จาก ‘นักเก็งกำไร’ ที่คาดว่าหุ้นตกหนักเดี๋ยวก็จะปรับตัวขึ้นอย่างที่มักจะเกิดขึ้นในสมัยก่อน

 

New Normal ต่อมาที่ผมคิดว่าอาจจะเกิดขึ้นมาหลายๆ ปีแล้วก็คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์อาจจะกำลังอยู่ในช่วง ‘ตกต่ำระยะยาว’ นั่นคือ ดัชนีตลาดหุ้นในปีต่อๆ ไปมีแนวโน้มจะลดลงมากกว่าที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งนี่ก็เริ่มแสดงให้เห็นแล้วล่าสุดในปี 2024 ที่ดัชนีหุ้น ‘ติดลบ’ ต่อจากปี 2023 ที่ดัชนีก็ติดลบถึง 15% และในปี 2022 ดัชนีก็บวกแค่ 0.7% จากปี 2021 

 

ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยในอดีตตั้งแต่ปี 2542 หลังวิกฤตต้มยำกุ้งเป็นเวลา 26 ปีมาแล้ว ดัชนีตลาดหุ้นไม่เคยติดลบติดต่อกัน 2 ปีเลย หรือพูดง่ายๆ ถ้าปีไหนดัชนีติดลบ ปีต่อไปตลาดหุ้นก็มักจะดีขึ้น เหตุผลก็อาจจะเป็นเพราะเศรษฐกิจไทยนั้นมีแนวโน้มโตขึ้นทุกปีในอัตราสูง ทำให้หุ้นซึ่งเป็นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจในระยะยาวดีขึ้นตาม 

 

ดังนั้นในระยะเวลา 2-3 ปีก็เป็นเรื่องยากที่ดัชนีตลาดหุ้นจะแย่ติดต่อกัน 2-3 ปี และที่จริงผมเองก็ใช้ข้อมูลนี้เป็นส่วนประกอบเวลาที่ต้องทำนายว่า ‘ปีหน้าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลง?’ และโดยทั่วไป ‘ถ้าปีนี้แย่มาก ปีหน้าก็จะต้องดี’ แต่ถึงวันนี้ผมต้องเลิกใช้แนวคิดนี้แล้ว

 

แน่นอนว่าดัชนีตลาดหุ้นไม่มีทางที่จะลดลงเรื่อยๆ ทุกปีแม้ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำลงต่อเนื่องยาวนาน ดัชนีอาจจะปรับตัวลง 2-3 ปี หรือ 3-4 ปีแล้วก็ปรับตัวขึ้น บางทีก็แรงมากระดับ 40-50% ก็เป็นไปได้ถ้าดัชนีตกลงไปมาก แต่การปรับตัวขึ้นก็จะอยู่ไม่ทนและมักจะอยู่แค่ 1-2 ปี และจะปรับตัวลงมาใหม่จนอยู่ต่ำกว่าเดิมก่อนจะขึ้น กระบวนการนี้อาจจะเกิดขึ้นยาวนาน บางทีเป็น 10 ปีจนกลายเป็น ‘ทศวรรษที่หายไป’ หรือ ‘Lost Decade’ 

 

ที่จริงตลาดหุ้นไทยนั้น ถึงวันนี้เราก็พบปรากฏการณ์ ‘ทศวรรษที่หายไป’ แล้ว 1 ทศวรรษ แต่นั่นอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่เรากำลังเจอในวันนี้แม้ว่าจะมีบางอย่างร่วมกันอยู่บ้าง แต่สถานการณ์ต่อจากนี้ในปี 2025 ดูเหมือนว่าจะ ‘หนักกว่า’ และแก้ไขได้ยากกว่า และเราก็ต้องตระหนักว่ามีโอกาสที่จะเกิด Lost Decade ซ้ำถ้าประเทศไม่ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรที่สำคัญในหลายๆ ด้าน

 

New Normal เรื่องต่อมาก็คือ การหันไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศของนักลงทุน โดยเฉพาะที่เป็นแนว VI หรือคนที่ลงทุนในหุ้นพื้นฐานมากขึ้น ที่จริงนักลงทุนไทยก็เริ่มไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มาหลายปีแล้ว แต่ตัวเลขการลงทุนโดยรวมของแต่ละคนก็ยังน้อยกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมาก เหตุผลคงเป็นเพราะความคุ้นเคยและการรู้จักหุ้นไทยดีกว่าหุ้นต่างประเทศ ทำให้หลายคนยังรีรอที่จะไปลงทุนในต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

 

ปี 2025 ผมคิดว่านักลงทุนจำนวนไม่น้อยน่าจะ ‘ถอดใจ’ กับตลาดหุ้นไทย กลยุทธ์หรือหลักการลงทุนหลายๆ อย่างที่เคยได้ผลดี ให้ผลตอบแทนดีมาก ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผล รวมถึงเรื่องของการ ‘เก็งกำไร’ ซึ่งเป็น ‘ปัจจัยหลัก’ ที่ยึดโยงให้นักลงทุนเกาะติดกับตลาดหุ้นทุกวัน ตอนนี้หลายคนก็ไม่อยากจะเล่นกันแล้ว เพราะ ‘เล่นไปมีแต่เจ๊ง’ ปริมาณการซื้อ-ขายก็ซบเซา พลาดไปก็ติดหุ้น

 

พวกที่เน้นการลงทุนแบบพื้นฐานและแนว VI เองก็ ‘ถอดใจ’ เหมือนกัน การเติบโตของธุรกิจลดลงมากหรือไม่ได้โตจริง ประกาศงบออกมาราคาก็มักจะไม่ไปไหน หรือวิ่งไม่ทันไรก็ถูกเทขายตกลงมา โดยนักลงทุนสถาบันและต่างชาติที่เน้นแต่จะขายและก็ขายต่อเนื่องไม่มีวันหมด ดังนั้นไปลงทุนต่างประเทศดีกว่า และเดี๋ยวนี้มีเครื่องมือเพิ่มขึ้นมากที่ทำให้ไม่ต้องเสียภาษีกำไรจากการลงทุน เหนือสิ่งอื่นใดก็คือผลงานการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ 2-3 ปีมานี้ดีกว่าลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างเห็นได้ชัด

 

New Normal ของนักลงทุน ‘รุ่นใหม่’ ที่เห็นมาน่าจะเป็น 2-3 ปีขึ้นไปแล้วก็คือ คนสนใจเรื่องของการลงทุนระยะยาวน้อยลงไปมาก จิตวิทยาการลงทุนของพวกเขาก็คือการซื้อ-ขายหลักทรัพย์ หรือตราสารระยะสั้น หรือการ ‘เทรด’ เพื่อสร้างกำไรจำนวนมากและรวดเร็ว คนพูดกันเป็น ‘เด้งๆ’ เวลาเทรด ไม่มีใครสนใจซื้อหลักทรัพย์แล้วรอเป็นปีๆ เพื่อที่จะได้ผลตอบแทน 10% หรือ 20% ต่อปีกันแล้ว

 

หนังสือเกี่ยวกับการลงทุนตอนนี้ 70-80% เป็นเรื่อง ‘เทคนิคในการเทรด’ และการเป็นเศรษฐีเงินล้านภายในเวลาอันสั้น งานสัมมนาต่างๆ ที่จะดึงคนเข้าร่วมต่างก็มีรายการการซื้อ-ขายหลักทรัพย์ระยะสั้นและตราสารเช่นพวกเหรียญดิจิทัลต่างๆ เป็นรายการหลักและมากกว่าเรื่องของพื้นฐานหุ้นระยะยาวที่กำลังกลายเป็นตัวประกอบ และถ้ามีก็จะเป็นเรื่องของการลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก ‘ลงทุนแบบ VI’ เป็นรายการที่ ‘ตายไปแล้ว’

 

New Normal อีกเรื่องหนึ่งคือ การ Corner หุ้นที่เคยเฟื่องฟูมากในช่วงหลายปีก่อนที่มีการ Corner หุ้นจำนวนมากและมีหุ้นให้เล่นกันแทบทุกวัน ปี 2024 นั้นเป็นเวลาที่หุ้นโดยเฉพาะขนาดเล็กและกลางเกิดอาการ ‘Corner แตก’ กระจาย ราคาหุ้นตกลงมาแรงมาก แต่หุ้นตัวใหญ่ไม่กี่ตัวกลับถูก Corner หนักขึ้น เนื่องจากยังมีสตอรีและผลประกอบการที่รองรับอยู่ 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงปลายปี 2024 ‘รอยปริ’ ก็เกิดขึ้น ผลประกอบการที่ดีก็อาจจะถดถอยลงในปี 2025 ตามสภาวะของอุตสาหกรรมที่น่าจะชะลอตัวลง ในขณะที่ภาพรวมของตลาดหุ้นเองก็ไม่เอื้ออำนวยให้นักเล่นหุ้นมั่นใจในการเก็งกำไร ดังนั้น Corner หุ้นตัวใหญ่ก็อาจจะแตกได้ และนั่นก็จะทำให้ตั้งแต่ปี 2025 การ Corner หุ้นอย่างกว้างขวางในตลาดหุ้นไทยกลายเป็นอดีตประเภท ‘ครั้งหนึ่งในชีวิต’ การ Corner หุ้นในอนาคตถ้าจะมีก็จะเป็นเรื่องของข้อยกเว้นที่นานๆ จะเกิดขึ้น

 

สุดท้ายของ New Normal ก็คือ เมื่อตลาดหุ้นหงอยเหงาจนถึงขีดสุด หุ้น IPO ก็จะหาคนสนใจซื้อยากและการทำ IPO ก็จะน้อยลงมาก เพราะราคาที่ขายหุ้นจะต่ำลง หุ้นของกิจการที่ดีจริงๆ ก็ไม่อยากจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนหุ้นของกิจการที่ไม่ดี คนก็ไม่อยากจะจองซื้อ ดังนั้น IPO ก็อาจจะน้อยและเหงาลง อาจจะหลายปีถ้าสถานการณ์ทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์ยังไม่เปลี่ยน

 

ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงการคาดหมายและคาดเดาจากประสบการณ์ และจากการศึกษาเรื่องของตลาดหุ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ ประเด็นต่างๆ ที่กล่าวถึงนั้น จริงๆ แล้วอยู่ในใจของผมมาหลายปีและก็ได้กล่าวถึงมาเป็นระยะๆ จนถึงสิ้นปี 2024 ผมก็รู้สึกว่าสิ่งต่างๆ นั้นไม่น่าจะเป็น ‘เรื่องชั่วคราว’ อีกต่อไป และผมเองก็แทบไม่หวังแล้วว่ามันจะเปลี่ยนกลับมาเหมือนตลาดหุ้นเดิมที่ผมเคยเห็นในช่วง 10-20 ปีก่อน หน้าที่ผมตอนนี้ก็คือต้องปรับตัวเองให้รับกับ New Normal ใหม่นี้ให้ได้ดีที่สุด

The post ตลาดหุ้นปี 2025 New Normal appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกษียณอายุ 65 ปีอาจเป็นแค่ฝัน! ผู้เชี่ยวชาญชี้ ทำงานยัน 75 ปีอาจเป็น New Normal ของการเกษียณ https://thestandard.co/global-retirement-increase-65-to-75/ Mon, 15 Apr 2024 06:15:04 +0000 https://thestandard.co/?p=923158

การเลิกทำงานเมื่อเข้าสู่วัยเลข 6 ถือเป็นเป้าหมายของคนทำ […]

The post เกษียณอายุ 65 ปีอาจเป็นแค่ฝัน! ผู้เชี่ยวชาญชี้ ทำงานยัน 75 ปีอาจเป็น New Normal ของการเกษียณ appeared first on THE STANDARD.

]]>

การเลิกทำงานเมื่อเข้าสู่วัยเลข 6 ถือเป็นเป้าหมายของคนทำงานทั่วโลกมาเป็นเวลานาน ส่วนอายุ 65 ปีคือเหมือนประตูทองสู่อนาคตหลังเกษียณอายุ แต่ตอนนี้แนวคิดการเลิกทำงานตอนอายุยังอยู่ในวัย 60 กว่าๆ ดูจะไม่สมจริง หรือเป็นไปได้ยากสำหรับหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนี้ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินหลายคนเองก็เห็นด้วย

 

เมื่อเดือนมีนาคม BlackRock บริษัทลงทุนระดับโลก เปิดเผยจดหมายรายปีส่งให้กับนักลงทุน โดย แลร์รี ฟิงก์ ผู้เป็นซีอีโอ ได้เอ่ยเตือนคนทำงานที่หวังว่าจะเกษียณอย่างสุขสบายและมีเงินใช้จ่ายเพียงพอในช่วงอายุ 60 ปีว่า การเกษียณตอนอายุ 65 ปีจะเป็นไปไม่ได้สำหรับหลายๆ คน หรือแม้แต่ส่วนใหญ่ของคนทำงานทั่วโลก 

 

โดยฟิงก์ให้ความเห็นว่า อายุขัยของคนทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น ระบบสวัสดิการสังคมที่เสื่อมโทรม และค่าครองชีพที่พุ่งสูง ทำให้การเกษียณอายุ 65 ปีกลายเป็นเรื่องลำบาก

 

“การเกษียณเป็นเรื่องที่ยากกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วมาก” ฟิงก์ระบุในจดหมาย “และจะยิ่งยากกว่าเดิมไปอีก 30 ปีข้างหน้า”

 

ในช่วงปี 2000-2019 คาดการณ์อายุเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 67 ปีเป็น 73 ปี และจากข้อมูลของสหประชาชาติคาดว่า ภายในปี 2050 หนึ่งในหกของประชากรโลกจะมีอายุ 65 ปีขึ้นไป และเมื่อประชากรสูงอายุ หลายประเทศจะเข้าสู่จุดที่คนออกจากตลาดแรงงานมากกว่าคนเข้ามาใหม่ ในสหราชอาณาจักรอาจจะเกิดขึ้นภายในปี 2029 ในบราซิลภายในปี 2035 ในอินเดียภายในปี 2048 และในสหรัฐฯ ภายในปี 2053

 

“คาดการณ์อายุเฉลี่ยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1850 ในสหราชอาณาจักร” รีเบคกา เซียร์ ศาสตราจารย์ด้านประชากรและสุขภาพจาก London School of Hygiene and Tropical Medicine ระบุ “แต่การเกษียณอายุยังไม่เปลี่ยนไปมากนัก”

 

สภาพทางเศรษฐกิจและสุขภาพได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แต่การเกษียณเมื่ออายุ 65 ปียังเป็นเป้าหมายที่ไม่สอดคล้องกับโลกยุคใหม่อย่างสิ้นเชิงหรือไม่?

 

มาตรฐานที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ?

 

อายุเกษียณไม่ได้เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่ยัง “ไม่ชัดเจนว่าทำไม 60 ปีถึงกลายเป็นอายุกำหนดตายตัวสำหรับเกษียณ” กาล เวตสไตน์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านงานวิจัยจาก Center for Retirement Research at Boston College ให้ความเห็น ว่ากันตามจริงแล้วมันเป็นการ ‘ประเมินแบบคร่าวๆ’ ที่ออกแบบมาเพื่อผลักคนให้ออกจากตลาดงานในช่วงใกล้ๆ สิ้นสุดของชีวิต

 

อย่างไรก็ตาม หลายโครงการภาครัฐยังคงใช้เกณฑ์อายุ 65 ปีเป็นมาตรฐานอยู่ ในสหรัฐฯ Medicare โครงการประกันสุขภาพของรัฐบาลกลางมีให้กับผู้ใหญ่ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปเท่านั้น (ยกเว้นบางกรณีสำหรับผู้ทุพพลภาพที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์) ชาวอเมริกันจะได้รับสิทธิเบิกเงินประกันสังคม (Social Security) เต็มจำนวนเมื่ออายุ 67 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับอายุชาวสหราชอาณาจักรที่จะสามารถเรียกสิทธิเบิกเงินบำนาญแห่งรัฐ (State Pension) แบบเต็มอัตราได้

 

ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เมื่อโครงการเหล่านี้เริ่มก่อตั้งขึ้น คาดการณ์อายุเฉลี่ยสั้นกว่าปัจจุบันเยอะ เช่น ในสหราชอาณาจักรอายุคาดการณ์อายุสำหรับผู้ชายอยู่ที่ประมาณ 66 ปี ส่วนผู้หญิงอยู่ที่ 71 ปี “ถ้าคิดแบบหยาบๆ (ชาวสหราชอาณาจักร) จะใช้แค่ 8% หรือ 10% ของชีวิตไปกับเงินบำนาญ” คริส พาร์รี อาจารย์ใหญ่ภาคการเงินจาก Cardiff Metropolitan University ให้ความเห็น

 

อย่างไรก็ตาม “ตอนนี้ชีวิตเราอยู่ได้นานขึ้น เรายังมีสุขภาพดีในช่วงวัยกลางคนและต้นวัยชรา” เขาระบุ “มีคนจำนวนมากอายุต้น 80 ปี หรือกลาง 80 ปี ที่ยังมีสุขภาพดี ยังมีความสุขกับชีวิตที่แอ็กทีฟอยู่ทั้งทางกายและใจ”

 

แบบแผนความมั่งคั่งที่เปลี่ยนไป

 

กล่าวโดยย่อ เงินเลี้ยงชีพและสวัสดิการต่างๆ ของรัฐไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เพียงพอต่อการดูแลคนที่อายุถึง 80 ปี และ 90 ปี และยังไม่ได้มีการอัปเดตให้เข้ากับยุคสมัย โครงการต่างๆ ที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนคนเกษียณอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีจนลมหายใจสุดท้าย ตอนนี้ปรับให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันไม่ทัน

 

และแม้บางคนอาจจะมีเงินออมเพิ่มเติมจากเงินช่วยเหลือที่รัฐให้เพื่อใช้หลังเกษียณ แต่หลายคนไม่มีเงินออมมากพอหรือไม่มีเลยเพื่อใช้จ่ายในช่วงหลังเกษียณ อีกทั้งเมื่อค่าครองชีพเพิ่มขึ้นในเศรษฐกิจแบบเงินเฟ้อ เงินออมที่มีก็ยิ่งไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นที่เคยทำให้มั่นใจว่าคนรุ่นใหม่จะมีเงินใช้หลังเกษียณกำลังกลายเป็นเรื่องในอดีต 

 

“ทรัพยากรพื้นฐานต่างๆ ไหลจากรุ่นสู่รุ่น จากตายายสู่พ่อแม่ จากพ่อแม่สู่ลูก” เซียร์ระบุ “แต่ตอนนี้เราพลิกทรัพยากรเหล่านั้นให้ไหลขึ้นไปหาพวกผู้สูงอายุ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่เรามีความมั่งคั่งไหลจากรุ่นลูกไปหารุ่นพ่อแม่เพื่อให้ใช้จ่าย”

 

การไม่มีหลักประกันแบบเดิมๆ ทำให้คนทำงานจำนวนมากทั่วโลกจำเป็นต้องทำงานเลยอายุ 65 ปีไปอีก เพื่อจะเก็บเงินให้พอใช้หลังเกษียณ จากข้อมูลเดือนมิถุนายน 2023 ของบริษัทประกันในสหรัฐฯ Northwestern Mutual พบว่า คนทำงานในสหรัฐฯ เชื่อว่า ‘ตัวเลขมหัศจรรย์’ สำหรับเงินออมหลังเกษียณจะอยู่ที่ 1.3 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 46 ล้านบาท) ซึ่งเป็นเงินที่คนส่วนใหญ่เก็บไม่ได้ภายในอายุ 60 ปี และยังน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับบำนาญที่รัฐสามารถให้ได้

 

สำหรับฟิงก์จาก BlackRock คำตอบของการเกษียณยุคใหม่ที่สะดวกสบายกว่าเดิมคือต้องเริ่มลงทุนอย่างมุ่งมั่นมากขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย และทำงานเลยจากอายุ 65 ปีไป แต่ละประเทศก็กำลังรับรู้ว่า 65 ปีเป็นเป้าหมายที่ล้าสมัยไปแล้ว อายุเกษียณในสหราชอาณาจักรตั้งไว้ว่าจะเพิ่มจาก 66 ปีเป็น 67 ปีระหว่างเดือนพฤษภาคม 2026 ถึงเดือนมีนาคม 2028 และหลังจากปี 2044 อาจเพิ่มเป็น 68 ปีด้วย

 

ผู้เชี่ยวชาญบางคนรวมถึงพาร์รีเห็นด้วยว่า การเกษียณในช่วงอายุ 60 ปีตอนนี้กลายเป็นแค่ฝันไปแล้วมากกว่าความเป็นจริง พอมาถึงเรื่องเกษียณ “ผมคิดว่าอายุ 75 ปีเทียบได้กับ 65 ปีในยุคเก่า” เขาระบุ

 

อ้างอิง:

The post เกษียณอายุ 65 ปีอาจเป็นแค่ฝัน! ผู้เชี่ยวชาญชี้ ทำงานยัน 75 ปีอาจเป็น New Normal ของการเกษียณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำระดับโลกชี้เศรษฐกิจโลกกำลังมุ่งสู่ภาวะ ‘New Normal’ https://thestandard.co/world-economy-is-heading-to-new-normal/ Mon, 22 Jan 2024 02:10:30 +0000 https://thestandard.co/?p=890444

บรรดาผู้นำนานาประเทศและองค์กรชั้นนำต่างๆ แสดงความเห็นผ่ […]

The post ผู้นำระดับโลกชี้เศรษฐกิจโลกกำลังมุ่งสู่ภาวะ ‘New Normal’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

บรรดาผู้นำนานาประเทศและองค์กรชั้นนำต่างๆ แสดงความเห็นผ่านเวที World Economic Forum ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองตากอากาศดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าเศรษฐกิจโลก ณ ขณะนี้กำลังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะปกติใหม่ หรือ New Normal ซึ่งมีสัญญาณการเติบโต แต่เป็นการเติบโตท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงและความท้าทายมากมาย 

 

โดยคริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยอมรับว่าตนเองไม่ได้คาดหวังที่จะเห็นภาวะเศรษฐกิจกลับคืนสู่ภาวะปกติในแบบที่คุ้นเคยในปี 2024 แม้จะมีข้อมูลเศรษฐกิจบางส่วนที่บ่งชี้ว่าสถานการณ์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาอยู่ในจุดที่มีความสมดุลดีก็ตาม โดยมีปัจจัยหนุนอย่างการบริโภค การค้า และอัตราเงินเฟ้อ ที่สะท้อนถึงการฟื้นตัวตามปกติดีก็ตาม 

 

ความเห็นครั้งนี้ของลาการ์ดมีขึ้นขณะที่เจ้าตัวเข้าร่วมงานเสวนาของ Bloomberg ซึ่งจัดขึ้นที่งานประชุม World Economic Forum โดยลาการ์ดอธิบายว่า เศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตโควิดอยู่ในภาวะที่ค่อนข้าง “แปลก ไม่ธรรมดา และวิเคราะห์ได้ยาก” ดังนั้นเศรษฐกิจโลกที่กำลังฟื้นตัวในขณะนี้จึงเป็นการเติบโตแบบปกติใหม่ หรือ New Normal 

 

ลาการ์ดอธิบายว่า วิกฤตดังกล่าวทำให้การใช้จ่ายลดลงและการออมของผู้คนก็เพิ่มขึ้น ในขณะที่การค้าโลกก็หยุดชะงักเช่นกัน ในเดือนตุลาคม 2022 อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนแตะระดับ 10.6% ก่อนจะค่อยๆ ทยอยลดลงในปี 2023 โดยอยู่ที่ 2.9% ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เรียกได้ว่าปี 2023 คือจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก 

 

อย่างไรก็ตาม ขณะที่การบริโภคทั่วโลกที่ฟื้นตัวได้อย่างดีจนกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเติบโต แต่การบริโภคในยุโรปกลับลดลง เนื่องจากตลาดแรงงานในยุโรปยังคงตึงตัว ฉุดการออมของผู้บริโภคในยุโรปให้ลดลง และการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ในช่วงปีที่ผ่านมาเป็นการซื้อบริการมากกว่าซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่มีการผลิตออกมาจำหน่าย ดังนั้นในการประชุมของ ECB ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมาจึงยังมีมติคงอัตราดอกเบี้ย แต่ก็เปลี่ยนแนวคิดคาดการณ์ทิศทางเงินเฟ้อในทางบวก คือจากเดิมที่มองว่าเงินเฟ้อจะอยู่ระดับสูงเกินไปเป็นเวลานาน กลายเป็น ‘โอกาสที่จะค่อยๆ ปรับลดลงในปีนี้’ 

 

ขณะเดียวกันทางด้านองค์การการค้าโลก (WTO) คาดว่าการค้าจะเพิ่มขึ้น 3.3% ในปี 2024 โดยเป็นไปตามการคาดการณ์ที่เผยแพร่ไปแล้วในเดือนตุลาคม ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกที่กำลังลดลง ทั้งอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) 

 

ทั้งนี้ อึนกอซี โอคอนโจ-อิเวลลา ผู้อำนวยการ WTO เห็นพ้องกับลาการ์ด โดยระบุว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ภาวะปกติ แต่เป็นภาวะปกติในแบบที่ไม่ใช่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย เนื่องจากการเติบโตของการค้ายังคงมีแนวโน้มต่ำกว่าการเติบโตของ GDP โดยผู้อำนวยการ WTO สังเกตเห็นความไม่แน่นอนที่ทำให้การคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปีนี้เป็นไปได้ “ยาก” โดยยังไม่รวมถึงปัจจัยเสี่ยงอย่างความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การหยุดชะงักในทะเลแดง และการเลือกตั้งทั่วโลก

 

คริสทีอัน ลินด์เนอร์ รัฐมนตรีคลังเยอรมนี กล่าวว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันถือเป็น “ความปกติใหม่” (New Normal) ที่อาจไม่ได้ให้ความคาดหวังใดๆ มากมายนัก แต่ก็ถือเป็นการส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งลงมือปฏิบัติควบคู่ไปกับการจัดลำดับความสำคัญของนโยบายใหม่ๆ ว่าอะไรควรมาก่อน-หลัง ก่อนชี้ว่าขณะนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคของการปฏิรูปโครงสร้างใหม่

 

อ้างอิง: 

The post ผู้นำระดับโลกชี้เศรษฐกิจโลกกำลังมุ่งสู่ภาวะ ‘New Normal’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หน้ากากกับสังคมโควิด: ความปกติใหม่ของสังคมไทย จริงหรือไม่ https://thestandard.co/masks-and-the-covid-society/ Fri, 10 Feb 2023 13:00:32 +0000 https://thestandard.co/?p=748796

เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2565 ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินท […]

The post หน้ากากกับสังคมโควิด: ความปกติใหม่ของสังคมไทย จริงหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2565 ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปเจออาจารย์ชาวต่างชาติท่านหนึ่งที่เพิ่งจะมารับตำแหน่งใหม่ที่มหาวิทยาลัย โดยเรานัดกันที่ลานหน้าอาคารหนึ่ง ผู้เขียนเพิ่งเดินออกมาจากการประชุมหนึ่งจึงมีหน้ากากอยู่บนใบหน้า (ตามธรรมเนียมการใช้พื้นที่ในที่ร่ม) อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่เดินไปหาอาจารย์ท่านนั้น ก็เกิดความคิดว่าจะถอดหน้ากากออก เพราะเป็นการยืนคุยกันกลางแจ้ง ในจังหวะที่กำลังจะถอดนั้นเอง ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่อาจารย์ท่านนั้นเหลือบมาเห็นผู้เขียนพอดี และท่านได้ดึงเอาหน้ากากขึ้นมาสวม สลับกับผู้เขียนที่ถอดหน้ากากออก เราสองคนมองหน้ากัน หัวเราะและเคอะเขินกับจังหวะที่ไม่ตรงกัน 

 

เป็นที่น่าสนใจว่า ในช่วง ‘หลังโควิด’ (ซึ่งในบทความนี้หมายถึงช่วงที่การระบาดของโรคที่มีความรุนแรงได้คลี่คลายลง) หลายๆ คนจะประสบกับจังหวะที่ไม่แน่ใจว่าควรจะถอดหรือใส่หน้ากากในช่วงเวลาไหน ในบทความนี้ผู้เขียนจึงใคร่ขอย้อนกลับไปมองถึงบทบาทหน้าที่ของการใส่หน้ากากตั้งแต่ช่วงโควิดระบาดใหม่ๆ มาจนถึงปัจจุบันในช่วง ‘หลังโควิด’ และทดลองอธิบายว่าท้ายที่สุดการใส่หน้ากากจะเป็น ‘ความปกติใหม่’ ของสังคมไทยจริงหรือไม่?

 

หน้ากากกับการป้องกันโรคโควิด

หากเรานึกย้อนกลับไปถึงช่วงโควิดเริ่มระบาดใหม่ๆ ในประเทศไทยช่วงต้นปี 2563 เราอาจจะจำได้ว่าเรื่องของความเป็นโรคที่แพร่กระจายทางอากาศ (Airborne) และผ่านละอองฝอย (Droplet) ถูกนำเสนอมาก ซึ่งเมื่อประกอบกับความเป็นโรคอุบัติใหม่ที่ยังไม่มีงานวิจัยทางสาธารณสุขรองรับ วิธีการเบื้องต้นที่ทางหน่วยงานสาธารณสุขและผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์แนะนำคือการให้สวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน คำแนะนำมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก เพราะผู้คนตื่นตัวไปหาซื้อหน้ากากมาป้องกันอย่างพร้อมเพรียง และเมื่อประกอบกับการแพร่ระบาดที่ต่างประเทศที่เกิดก่อนไทย โดยเฉพาะประเทศจีน ทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางกลับประเทศในขณะนั้นก็ได้หยิบซื้อหน้ากากจากภายในประเทศ พร้อมกับผู้อาศัยในไทยที่เริ่มหาหน้ากากมาใช้ ทำให้หน้ากากขาดตลาดอย่างรวดเร็ว

 

ในทางวัฒนธรรมนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เนื่องจากหน้ากากมีจำนวนจำกัด ความรู้ทางสาธารณสุขแบบ ‘บ้านๆ’ ถูกผลิตออกมาจากทุกภาคส่วนของสังคมอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพบ้าง ไม่มีประสิทธิภาพบ้าง เพื่อให้คนยังมีหน้ากากใช้ ไม่ว่าจะเป็น ‘การนำเอาหน้ากากเก่ามาตากแดดและใช้ใหม่’ ‘การเอาทิชชูหรือผ้าอนามัยมาทำเป็นหน้ากาก’ ‘การเฟ้นหาประเภทของผ้าที่ป้องกันไวรัสมาทำหน้ากากผ้า’ และอีกมากมาย ความรู้แบบบ้านๆ นี้ รับรู้ไปถึงกระทรวงสาธารณสุขต้องออก ‘Fact Sheet’ (สรุปข้อมูลสำคัญ) มาในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2563 ว่าถ้าจะทำและสวมใส่หน้ากากผ้า มีอะไรต้องพิจารณาบ้างเพื่อการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ สำหรับคนในประเทศไทยเอง ความตื่นตัวนี้อาจจะดูเป็นเรื่องปกติ แต่หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในแถบทวีปอเมริกาเหนือและออสเตรเลียที่การใส่หน้ากากอย่างพร้อมเพรียงกันของประชาชนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เราจะเห็นว่าสังคมไทยมีความกระตือรือร้นที่จะสวมหน้ากากเพื่อป้องกันการระบาดเป็นอย่างมาก

 

 

หน้ากากกับการสอดส่องในสังคม

ในช่วงโควิดระบาดใหม่ๆ การสวมหน้ากากไม่ได้ทำหน้าที่แค่การช่วยป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัส แต่ในสังคมไทย การสวมหน้ากากยังทำหน้าที่ในการสอดส่องและควบคุมสังคมอีกด้วย ตั้งแต่มีการระบาดของโควิดเกิดขึ้นในต่างประเทศ คนในสังคมไทยหลายคนคอยติดตามข่าวและมีความขยันขันแข็งในการดูว่าใครหรือหน่วยงานไหนจะย่อหย่อนทำให้โควิดหลุดรอดเข้ามาในประเทศได้ แต่แล้วที่สุดในช่วงปลายปี 2563 ก็ได้เกิดการระบาดขึ้น และหน่วยงานสาธารณสุขได้ระบุว่าโควิดหลุดเข้ามาจากคนไทยที่เดินทางข้ามแดนไปทำงานประเทศเพื่อนบ้านและเดินทางกลับเข้าประเทศแบบผิดกฎหมาย ในช่วงเวลานี้เองที่สังคมไทยเปลี่ยนจากสยามเมืองยิ้มไปเป็น ‘รัฐตำรวจ’ ที่คอยติดตามว่ากลุ่มคนกลุ่มนั้นคือใครและไปแวะสถานที่ใดมาบ้างหลังจากที่เดินทางกลับเข้ามาในประเทศ หากยังจำกันได้ ร้านอาหารที่ถูกตรวจเจอว่าคนกลุ่มนี้ไปรับประทานต้องออกมาขอโทษสังคมเป็นการใหญ่ และรีบประกาศปิดร้านชั่วคราวเพื่อทำความสะอาดเพื่อไม่ให้เชื้อโควิดที่ติดมาจากคนทำงานกลุ่มนั้นกระจายออกไป 

 

ในความคิดของผม บรรยากาศแห่งความระแวงและวัฒนธรรมการสอดส่องกันเองในสังคม น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใส่หน้ากากในช่วงการระบาดของโควิดอยู่มากพอสมควร การเดินทางออกไปในที่สาธารณะไม่ว่าจะในที่ร่มหรือกลางแจ้งโดยไม่สวมหน้ากากหรือสวมหน้ากากที่ไม่มีคุณภาพมักจะถูกจับตาอย่างรุนแรง ตั้งแต่ช่วงเวลาที่รัฐเริ่มรณรงค์ให้สวมหน้ากากป้องกันตั้งแต่ต้นปี 2563 มักจะมีข่าวเกี่ยวกับการร้องเรียนผู้ประกอบการต่างๆ ที่ไม่ยอมสวมหน้ากาก หรือสวมหน้ากาก ‘ไม่ถูกหลัก’ ตามที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้คำแนะนำในโทรทัศน์และสื่อกระแสหลัก และในทางกลับกันก็มีผู้ประกอบการหลายเจ้าที่ออกนโยบายไม่ให้บริการหากผู้ใช้บริการไม่สวมหน้ากาก แนวปฏิบัติใหม่ของสังคมไทยในช่วงแรกที่โควิดเริ่มระบาด สร้างภาวะสังคมที่มีลักษณะขาว-ดำ คือผู้คนที่เป็น ‘ประชาชนที่ดี’ และ ‘ประชาชนที่ไม่ดี’ และในสภาวะสังคมแบบนี้ประชาชนที่ดีก็เป็นแขนขาของรัฐในการช่วยสอดส่องดูแลและควบคุมประชาชนด้วยกันเองให้อยู่ในร่องในรอย การสวมหน้ากากไม่เพียงแค่เพื่อจะป้องกันโรคระบาด แต่ยังมีความหมายในเชิงอุดมการณ์ถึงการทำตัวเป็นประชาชนที่ดีของรัฐ

 

สิ่งที่น่าสนใจในสภาวะการนี้ คือวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่ตามมากับการแสดงเป็นประชาชนที่ดีของรัฐ ความพร้อมใจกันสวมหน้ากากส่งผลให้เกิดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหน้ากากมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบหรือดัดแปลงหน้ากากเป็นสีหรือลวดลายที่สวยงามหรือเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ การผลิตผ้าหรือวัสดุที่อ้างว่าทำให้การป้องกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือทำให้การหายใจสะดวกขึ้นแต่ไม่ได้ลดประสิทธิภาพการป้องกันลง บริษัทเสื้อผ้าและอื่นๆ หันมาผลิตหน้ากากขายเพื่อเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจตัวเอง หน่วยงานราชการจัดทำหน้ากากตราสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อมอบเป็นของที่ระลึกและแสดงความปรารถนาดีในช่วงการระบาดใหม่ๆ วัฒนธรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มากับหน้ากากนี้ทำให้ภาพของการที่หน้ากากเป็นเครื่องมือสอดส่องสังคมดูมีความอ่อนโยนลงไป และอันที่จริงแล้วกลับยิ่งเป็นสิ่งที่คนที่ไม่ชอบใส่หน้ากากอนามัยแบบมาตรฐานมีข้ออ้างได้ยากกับการที่จะไม่ใส่หน้ากาก เพราะมีหน้ากากให้เลือกแบบหลากหลายและสวมใส่สบายอยู่ในท้องตลาดเต็มไปหมด

 

หน้ากากกับความไม่เสี่ยง

ความตึงเครียดของการใส่หน้ากากในช่วงการระบาดของโควิดเหมือนเริ่มจะบรรเทาลงในช่วงที่หลายประเทศสามารถควบคุมสถานการณ์การระบาดได้และได้เริ่มเปิดประเทศ ในช่วงนี้ การสวมหน้ากากเริ่มมีนัยยะที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น

 

 

ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2565 รัฐบาลไทยได้ประกาศให้การสวมหน้ากากในที่สาธารณะเป็นเรื่องสมัครใจ ในช่วงเวลาการผ่อนปรนนี้ก็เป็นช่วงเดียวกับการที่คนในสังคมเริ่มที่จะอยากกลับมาเห็นรอยยิ้มและสีหน้าค่าตากัน เราจะเริ่มเห็นว่ามีหลายโอกาสที่ผู้คนในสังคมยอมที่จะไม่ใส่หน้ากาก ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูปทางการพร้อมกันเป็นหมู่คณะ ที่จะต้องมี ‘ท่าถอดหน้ากาก’ หรือการขึ้นพูดบนเวทีที่ผู้พูดได้รับอนุญาตให้ไม่ต้องใส่หน้ากาก เพราะอาจจะหายใจไม่ทันได้ อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม คนไทยจำนวนมากก็ยังคงพกและสวมหน้ากากต่อไป จากการสอบถามคนรู้จักใกล้ตัว พบว่าสาเหตุหลักของคนที่ยังสวมหน้ากากอยู่ก็เพราะยังกลัวว่าจะมีการ ‘ติดโควิด’ เกิดขึ้น ความทรงจำเกี่ยวกับความรุนแรงของการติดเชื้อยังคงหลอกหลอนสังคมในวงกว้าง ถึงแม้ว่าปัจจุบันจำนวนผู้ที่ติดเชื้อและมีอาการทรุดหนักจะมีสัดส่วนที่น้อยลงไปมากแล้วก็ตาม ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ สำหรับหลายคนการใส่หน้ากากก็เป็นเรื่องมารยาทตามวัตรปฏิบัติของสังคม ซึ่งอย่างหลังน่าจะมาจากความคุ้นชินกับการใส่หน้ากากมานาน จนหน้ากากกลายเป็นเครื่องแต่งกายหนึ่ง หากไม่ใส่อาจจะทำให้รู้สึกถูกจ้องมองและสอดส่องจากคนในสังคมได้ ทั้งสองเหตุผลนี้แสดงให้เห็นถึงสภาวะของสังคมไทยยังมีความระแวดระวังและยังไม่แน่ใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การสวมหน้ากากไว้ก่อนจึงเป็นอุปกรณ์ป้องกันเพื่อการรักษาสุขภาพ และรักษาอัตลักษณ์ของตัวเอง เพื่อให้เกิดความอุ่นใจกับการใช้ชีวิตในช่วงเวลาหลังโควิดนี้

 

แต่จะถามว่าการใส่หน้ากากจะมีต่อไป และกลายเป็น ‘ความปกติใหม่’ (New Normal) ในแบบที่นักทำนายอนาคตชอบพูดกันไหม? เอาจริงๆ ผู้เขียนคิดว่าตอบยาก จริงอยู่ว่าเราอาจจะเห็นความระแวงและการเกิดขึ้นของสำนึกในการป้องกันความเสี่ยงซึ่งทำให้หลายคนยังพกหน้ากากอยู่ ในเขตพื้นที่อื่นของประเทศไทยหลายแห่งที่ผู้คนและนักท่องเที่ยวต่างต้องการใช้ชีวิต พักผ่อน และหาความสนุกสนาน (เช่น ภูเก็ต พัทยา) ผู้คนในพื้นที่เหล่านั้นก็เหมือนไม่ได้สนใจในเรื่องความเสี่ยงนี้มากเท่ากับในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คน (เช่น กรุงเทพฯ) ไม่แน่ว่าท้ายที่สุดแล้ว การใส่หน้ากากอาจจะเป็นเรื่องของ ‘วัฒนธรรมเมือง’ (Urban Culture) ก็เป็นไปได้

 

อ้างอิง:

The post หน้ากากกับสังคมโควิด: ความปกติใหม่ของสังคมไทย จริงหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โครงการสินเชื่อ Soft Loan ธปท. เพื่อการปรับตัว จาก ‘ธนาคารออมสิน’ สินเชื่อที่เกิดขึ้นมาเพื่อให้ ‘ธุรกิจ’ ปรับตัวกับโลก New Normal [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/bot-soft-loan-campaign/ Fri, 03 Feb 2023 06:00:07 +0000 https://thestandard.co/?p=741865 Soft Loan ธปท.

New Normal หรือความปกติใหม่ กลายเป็นคำที่มาแรงอย่างมากห […]

The post โครงการสินเชื่อ Soft Loan ธปท. เพื่อการปรับตัว จาก ‘ธนาคารออมสิน’ สินเชื่อที่เกิดขึ้นมาเพื่อให้ ‘ธุรกิจ’ ปรับตัวกับโลก New Normal [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Soft Loan ธปท.

New Normal หรือความปกติใหม่ กลายเป็นคำที่มาแรงอย่างมากหลังจากการระบาดของโรคโควิด ที่ได้เข้ามาเป็นปัจจัย ‘เร่ง’ ให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงทำให้โลกดิจิทัลกลายเป็น New Normal ในชีวิตประจำวัน

 

ข้อมูลจาก Nielsen ระบุว่า ช่วงสถานการณ์โควิดส่งผลให้ผู้บริโภคคุ้นชินกับการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ผู้บริโภคใช้โซเชียลมีเดียเเละแอปพลิเคชันเเชตเป็นช่องทางหลักเพื่อรับข่าวสารมากขึ้น

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ สถานการณ์โควิดได้ทำให้ธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลมากยิ่งขึ้น จึงมีธุรกิจมากมายที่ตัดสินใจลงทุนเพื่อเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล เพื่อตอบรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับโลกออนไลน์มากขึ้น

 

ไม่เพียงแต่การใช้เทคโนโลยีเท่านั้น สิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญในการเลือกสินค้าและแบรนด์ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เนื่องจากสถานการณ์โควิดทำให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความสำคัญของความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

 

มีการสำรวจพบว่าร้อยละ 43 ของผู้บริโภคชาวอเมริกันที่เปลี่ยนแบรนด์ในช่วงสถานการณ์โควิดได้ระบุสาเหตุการเปลี่ยนแบรนด์ไว้ว่าเกี่ยวกับเป้าหมายหรือความรับผิดชอบทางสังคมขององค์กร (Purpose Driven) โดยผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z และ Millennials (ร้อยละ 42) มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแบรนด์ด้วยสาเหตุนี้มากกว่าผู้บริโภคกลุ่มอื่นที่มีอายุมากกว่า

 

ด้วยเหตุนี้ McKinsey & Company จึงได้ระบุว่า ผลจาก New Normal ทำให้ธุรกิจต้องปรับตัวในยุคหลังโควิดใน 5 ด้านด้วยกัน คือ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า (Resolve) การปรับธุรกิจให้มีความยืดหยุ่นทันต่อสถานการณ์ (Resilience) การกลับไปดำเนินธุรกิจตามปกติอีกครั้ง (Return) การคิดใหม่ (Reimagination) และการปฏิรูปเพื่อก้าวสู่อนาคตที่ดีกว่า (Reform)

 

ในวงเสวนาออนไลน์ ‘New Normal ปรับไลฟ์สไตล์ภายหลังวิกฤต COVID-19’ ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ‘รวิศ หาญอุตสาหะ’ ซีอีโอบริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ในวิกฤตโควิดนี้ไม่เพียงทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความสำคัญและความจำเป็นของการทำหรือไม่ทำอะไรแล้ว

 

สิ่งสำคัญคือยังสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ ปรับตัวเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซมากขึ้น ติดต่อลูกค้า B2B (Business-to-Business) กันมากขึ้นด้วยออนไลน์ สามารถสั่งของ เช็กสต๊อกผ่านระบบดิจิทัล เพียงแค่ระบบหลังบ้านต้องเชื่อมต่อข้อมูลกันเท่านั้นเอง ทำให้ธุรกิจมีความโปร่งใสมากขึ้น

 

“ดังนั้นเครื่องมือสำคัญที่จะนำพาเราออกจากวิกฤตนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ เทคโนโลยีดิจิทัลและ Mindset ของคนในองค์กร”

 

แต่การปรับตัวนอกจากจะเกิดขึ้นจากกลยุทธ์ภายในองค์กรแล้ว การมีทุนทรัพย์ที่เพียงพอก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะจะเป็นการนำเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ มาช่วยให้การปรับตัวเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น

 

เพื่อเสริมศักยภาพให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืนและปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่ถูกเร่งตัวขึ้น ‘ธนาคารออมสิน’ จึงได้มี ‘โครงการสินเชื่อ Soft Loan ธปท. เพื่อการปรับตัว’ ขึ้นมา

 

Soft Loan ธปท.

 

สินเชื่อนี้เหมาะกับใคร? คำตอบคือ ธุรกิจที่อยากลงทุน ปรับปรุง หรือพัฒนา ในเรื่องของเครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนระบบหรือกระบวนการต่างๆ ที่เป็นการเสริมศักยภาพธุรกิจให้สามารถแข่งขันและดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน โดยสอดรับกับบริบทโลกใหม่ (New Normal) ดังนี้

 

  • กระแสดิจิทัลเทคโนโลยี เช่น การติดตั้งระบบซื้อขายผ่าน Online Marketing หรือการติดตั้งระบบเส้นทางและ QR Code ในการคัดแยกพัสดุหรือขนส่ง (Smart Logistic) ฯลฯ
  • การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) หรือการติดตั้งระบบการจัดการขยะ ฯลฯ
  • นวัตกรรมแห่งโลกอนาคต เช่น การทำ Smart Farming หรือการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารจากพืชแทนเนื้อสัตว์ (Plant-based Food) ฯลฯ

 

โดยจุดเด่นของสินเชื่อดังกล่าวประกอบด้วย

 

  • ดอกเบี้ยคงที่ 2.00%* 2 ปีแรก (*อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก ร้อยละ 2.00 ต่อปี โดยรัฐบาลจะชำระดอกเบี้ย 6 เดือนแรก นับแต่วันที่ผู้ประกอบธุรกิจได้รับสินเชื่องวดแรกของการยื่นขอกู้ยืมเงินจาก ธปท.)
  • วงเงินสูงสุด 150 ล้านบาท
  • ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี
  • ปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 2 ปี

 

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

 

ผู้ที่สนใจสามารถยื่นได้ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 9 เมษายน 2566 หรือจนกว่าวงเงินโครงการจะหมด โดยสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ http://bit.ly/3vXWZFJ

 

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือ GSB Contact Center 1115 และติดตามข้อมูลข่าวสารอื่นๆ ได้ที่ www.gsb.or.th หรือ Facebook: GSB Society

 

อ้างอิง:

The post โครงการสินเชื่อ Soft Loan ธปท. เพื่อการปรับตัว จาก ‘ธนาคารออมสิน’ สินเชื่อที่เกิดขึ้นมาเพื่อให้ ‘ธุรกิจ’ ปรับตัวกับโลก New Normal [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัปเกรดไลฟ์สไตล์ที่ชอบ พร้อมรับสิทธิประโยชน์เหนือระดับ กับแคมเปญ ‘CITI POWERBUNDLES’ https://thestandard.co/citi-powerbundles/ Mon, 08 Aug 2022 05:20:07 +0000 https://thestandard.co/?p=662066 CITI POWERBUNDLES

วิถีชีวิตแบบ New Normal ที่ใครก็สามารถขับเคลื่อนไลฟ์สไต […]

The post อัปเกรดไลฟ์สไตล์ที่ชอบ พร้อมรับสิทธิประโยชน์เหนือระดับ กับแคมเปญ ‘CITI POWERBUNDLES’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CITI POWERBUNDLES

วิถีชีวิตแบบ New Normal ที่ใครก็สามารถขับเคลื่อนไลฟ์สไตล์และสนุกไปกับชีวิตที่ชอบได้ง่ายๆ ผ่านโลกออนไลน์ ทำให้คนยุคนี้มองหาเครื่องมือที่จะช่วยให้การใช้ชีวิตดิจิทัลสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และถ้ามาพร้อมสิทธิประโยชน์เหนือระดับยิ่งดี

 

‘ซิตี้แบงก์’ ผู้นำเอกสิทธิ์ด้านไลฟ์สไตล์เหนือระดับ จึงเปิดตัว ‘CITI POWERBUNDLES’ บริการเสริมเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของสมาชิกเครดิตซิตี้ พรีเมียร์ และบัตรเครดิตซิตี้ รีวอร์ด สามารถเลือกรับสิทธิประโยชน์ที่เอื้อกับไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อย่างอิสระผ่าน 4 BUNDLES ได้แก่ FOOD – ฟู้ดเดลิเวอรี, FUN – สตรีมมิง เกม และบันเทิงออนไลน์, SHOP – แอปช้อปปิ้งออนไลน์ และ GROCERY – ซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์

 

เพลิดเพลินกับประสบการณ์เหนือระดับจากไลฟ์สไตล์ออนไลน์ที่คุณชื่นชอบ พร้อมรับเครดิตเงินคืนสูงสุดถึง 600 บาท* ทุกเดือน เมื่อมียอดใช้จ่ายในรอบบัญชีตามที่ธนาคารฯ กำหนด ซึ่งเป็นการมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากคะแนนสะสมของบัตรเครดิตซิตี้ พรีเมียร์ และซิตี้ รีวอร์ด ที่ได้รับอยู่แล้วในปัจจุบัน เพื่อให้ทุกการจับจ่ายออนไลน์ของคุณสนุกและคุ้มค่ายิ่งขึ้น

 

ที่สำคัญ CITI POWERBUNDLES อัปเกรดฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย สมัครได้เลยตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2565

 

ถ้ายังไม่ชัวร์ว่าไลฟ์สไตล์แบบคุณเหมาะกับ BUNDLE ไหน และแต่ละ BUNDLE สามารถใช้ได้กับแบรนด์ใด เราสรุปมาให้แล้ว หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://citi.asia/thFCiPW

 

 

‘ซิตี้แบงก์’ อยากให้คุณสนุกไปกับไลฟ์สไตล์ที่ชอบได้อย่างไร้ขีดจำกัด ที่สำคัญการจับจ่ายไปกับไลฟ์สไตล์ที่ชอบต้องคุ้มค่าที่สุด คือออกแบบโปรแกรมอัปเกรดบัตรสมาชิกเครดิตซิตี้ พรีเมียร์ และบัตรเครดิตซิตี้ รีวอร์ด ให้ดียิ่งขึ้น

 

ถ้าคุณคือ…สายกินดุ จัดหนักทุกมื้อ รักการกินเป็นชีวิต ต้องอัปเกรดบัตรฯ ด้วย ‘FOOD BUNDLE’ ถ้าคุณมีสายเลือดนักเล่นเกม ชอบโหลดแอป รักการดูหนังเป็นชีวิต ต้องอัปเกรดบัตรฯ ด้วย ‘FUN BUNDLE’ ถ้าเรื่องช้อปคือเรื่องใหญ่ ไม่พลาดสักแคมเปญดีๆ ต้องอัปเกรดบัตรฯ ด้วย ‘SHOP BUNDLE’ ถ้าคุณคือพ่อบ้านแม่บ้านที่ของใช้และของกินในบ้านไม่เคยพร่อง ต้องอัปเกรดบัตรฯ ด้วย ‘GROCERY BUNDLE’

 

แต่ถ้าเป็นทุกอย่างที่บอกไป คุณสามารถเปลี่ยนหมวดหมู่ที่เลือกได้ตลอดเวลา เพื่อให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ในแต่ละช่วงเวลาที่ต่างกัน

 

บัตรเครดิตซิตี้ พรีเมียร์ สามารถเลือกหมวด Food, Fun หรือ Shop รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 600 บาท* ทุกเดือน

 

บัตรเครดิตซิตี้ รีวอร์ด สามารถเลือกหมวด Food, Fun หรือ Grocery รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 400 บาท* ทุกเดือน 

 

สามารอัปเกรดบัตรฯ ได้ง่ายๆ https://www1.citibank.co.th/credit-cards/services/citi-powerbundles 

 

 

CITI POWERBUNDLES

 

‘FOOD BUNDLE’ สิทธิประโยชน์เพื่อสายกิน สายปาร์ตี้ หรือใครที่ชอบเดลิเวอรีความอร่อยถึงบ้าน ทุกออร์เดอร์และทุกอิ่มที่จ่ายไปในฟู้ดเดลิเวอรีที่ร่วมรายการ ได้แก่ foodpanda, GrabFood, LINE MAN และ Robinhood รอรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 600 บาท* สำหรับบัตรเครดิตซิตี้ พรีเมียร์ และรับเงินคืนสูงสุด 400 บาท* สำหรับบัตรเครดิตซิตี้ รีวอร์ด

 

 

CITI POWERBUNDLES

 

เอาใจสายบันเทิงออนไลน์ เหล่าเกมเมอร์และพวกที่ชอบสตรีมมิง ควรอย่างยิ่งที่จะอัปเกรดบัตรฯ ให้หมวด ‘FUN BUNDLE’ เพื่อรับสิทธิพิเศษจากผู้ให้บริการสายบันเทิงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Netflix, VIU, Disney+ Hotstar, HBO GO, YouTube Premium, Spotify, Joox, Blizzard, Stemgames, XSOLLA, Epic Games, Nintendo, App Store และ Google Play

 

ใช้จ่ายให้สุด อย่าให้ความบันเทิงขาดตอน แล้วรอรับเครดิตเงินคืนทุกเดือนสูงสุด 600 บาท* สำหรับบัตรเครดิตซิตี้ พรีเมียร์ และรับเงินคืนสูงสุด 400 บาท* สำหรับบัตรเครดิตซิตี้ รีวอร์ด

 

 

CITI POWERBUNDLES

 

นักช้อปอย่าช้า! อัปเกรดบัตรฯ ในหมวด ‘SHOP BUNDLE’ เสร็จเมื่อไร รีบไปใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ได้ที่แอปช้อปปิ้งออนไลน์ที่ร่วมรายการ ได้แก่ Central Online, JD Central, Lazada และ Shopee จะได้ไม่พลาดโปรดีๆ ทุกแคมเปญ ยิ่งช้อปมากก็ยิ่งได้คืนมาก เพียงมียอดใช้จ่ายทั้งหมดผ่านบัตรเครดิตซิตี้ พรีเมียร์ ตั้งแต่ 25,000 บาทขึ้นไป รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 600 บาท* ทุกเดือน

 

 

CITI POWERBUNDLES

 

จะพ่อบ้านหรือแม่บ้านที่ไม่ชอบให้อาหารและของใช้ในบ้านพร่อง เลือก ‘GROCERY BUNDLE’ แล้วคลิกเข้าไปจับจ่ายซื้อของผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ที่ MakroClick, Tops Online, Big C Online และ Lotus Shop Online ด้วยบัตรเครดิตซิตี้ รีวอร์ด ก็รอรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 400 บาท* ได้เลยทุกเดือน

 

 

ขั้นตอนการสมัครยิ่งง่าย ใครที่เป็นสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ พรีเมียร์ และบัตรเครดิตซิตี้ รีวอร์ด สามารอัปเกรดบัตรฯ ได้ง่ายๆ ผ่าน Citi Mobile App จากนั้นคลิกเลือก BUNDLE หรือหมวดหมู่ที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของคุณ แล้วสะสมยอดใช้จ่าย รวมถึงยอดใช้จ่ายใน BUNDLE ที่เลือก พร้อมรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 600 บาท* ทุกๆ เดือน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ต้องมียอดใช้จ่ายรวมทั้งหมดผ่านบัตรเครดิตซิตี้ในรอบบัญชีนั้นๆ ไม่ต่ำกว่ายอดที่กำหนด



อัปเดตโปรโมชันสุดพิเศษและสิทธิพิเศษที่เหนือกว่าได้ทางเว็บไซต์ www.citibank.co.th และเฟซบุ๊ก www.facebook.com/CitiThailand หรือ Line: @CitiThailand

The post อัปเกรดไลฟ์สไตล์ที่ชอบ พร้อมรับสิทธิประโยชน์เหนือระดับ กับแคมเปญ ‘CITI POWERBUNDLES’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชวนส่งสารบอก ‘ความรู้สึก’ ผ่าน 14 ซีรีส์ เพื่อฉลองวันวาเลนไทน์ยุค New Normal https://thestandard.co/14-series-that-tells-feelings-during-valentine-in-new-normal/ Mon, 14 Feb 2022 10:08:37 +0000 https://thestandard.co/?p=594232 ชวนส่งสารบอก ‘ความรู้สึก’ ผ่าน 14 ซีรีส์ เพื่อฉลองวันวาเลนไทน์ยุค New Normal

“วันวาเลนไทน์นี้ อยากจะบอกอะไรกับใคร?”   คำถามต้อน […]

The post ชวนส่งสารบอก ‘ความรู้สึก’ ผ่าน 14 ซีรีส์ เพื่อฉลองวันวาเลนไทน์ยุค New Normal appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชวนส่งสารบอก ‘ความรู้สึก’ ผ่าน 14 ซีรีส์ เพื่อฉลองวันวาเลนไทน์ยุค New Normal

“วันวาเลนไทน์นี้ อยากจะบอกอะไรกับใคร?”

 

คำถามต้อนรับวันแห่งความรัก วันที่โลกเต็มไปด้วยสีชมพู วันที่ควรจะเป็นการนัดหมายครั้งพิเศษ ณ สถานที่โรแมนติกที่ไหนสักแห่ง แต่ในยุคที่เต็มไปด้วยโรคระบาดอย่างนี้ ถ้ายังไม่รู้ว่าจะออกไปไหน ลองชวนคู่รักหรือคนที่คุณแอบรักมานั่งๆ นอนๆ ดูซีรีส์แทนการออกไปเที่ยวเล่นดูหน่อยดีไหม 

 

และด้วยความยาวของเรื่องราวที่ส่วนใหญ่ไม่ต่ำกว่า 16 ตอน เฉลี่ยตอนละประมาณ 1 ชั่วโมง อาจจะทำให้คุณได้ใช้เวลาใกล้ชิด และอาจจะไกลไปจนถึงขั้นบอก ‘ความรู้สึก’ ลึกๆ ในใจ ที่อยากจะให้ใครอีกคนได้รับรู้

 

THE STANDARD POP รวบรวมซีรีส์ทั้ง 14 เรื่องราว เพื่อเป็น ‘นกพิราบ’ ส่งสารแทนคำพูดของคุณ ในประโยค “อยากบอกเธอว่า…” และถ้าใครมีซีรีส์เรื่องไหนที่อยากจะบอกหรืออยากให้ใครบางคนได้ดูก็สามารถส่งกันมาได้ รวมถึงแท็กเขาคนนั้นเพื่อชวนมาดูซีรีส์ด้วยกันก็ได้นะ

 

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

The post ชวนส่งสารบอก ‘ความรู้สึก’ ผ่าน 14 ซีรีส์ เพื่อฉลองวันวาเลนไทน์ยุค New Normal appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เตือนคนไทยฉีดวัคซีน​ อย่ารอ-อย่าเลือก​ ชี้ช่วยลดความรุนแรงโรคได้​ ยืนยันจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง https://thestandard.co/pm-warned-thai-people-to-vaccinate-coronavirus-vaccine-do-not-hesitate/ Thu, 25 Nov 2021 07:50:34 +0000 https://thestandard.co/?p=564077 ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (25 พฤศจิกายน) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐ […]

The post นายกฯ เตือนคนไทยฉีดวัคซีน​ อย่ารอ-อย่าเลือก​ ชี้ช่วยลดความรุนแรงโรคได้​ ยืนยันจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (25 พฤศจิกายน) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ​รัฐมนตรี​ว่าการกระทรวง​กลาโหม เป็นประธานในพิธีมอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’ โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า​ รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้มอบรางวัลในวันนี้​ ซึ่งถือเป็นนโยบายของรัฐบาล​ และยืนยันว่า​รัฐบาลดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในช่วงปี 2564-2565 บนสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด ให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตแบบวิถี New Normal หรือ Universal​ Prevention​ ยอมรับว่า​สถานการณ์ในขณะนี้ดีขึ้น​ แต่ยังต้องขอความร่วมมือประชาชนฉีดวัคซีน​ เพราะยังมีบางส่วนที่ไม่ยอมฉีดวัคซีน และขณะนี้ไทยมีวัคซีนอย่างเพียงพอ​ จึงขออย่ารอ อย่าเลือก​ เพราะผ่านการอนุมัติของ​องค์การอนามัยโลก (WHO) และ​สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไทยแล้ว​ ซึ่งอย่างน้อยก็สามารถลดความรุนแรงของโรคได้​ จึงขอเตือนไว้​

 

พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้จังหวัดเตรียมชุดเคลื่อนที่ฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในแต่ละพื้นที่​ จึงขอฝากไว้เพื่อป้องกันการระบาดระลอกใหม่​ วันนี้ความเข้มแข็งของประเทศไทยคือความหลากหลายทางชีวภาพ​ แต่ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้มีรายได้เพิ่มเติมนอกเหนือจากการท่องเที่ยว​ ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ หยิบจับมาใช้ให้เป็นประโยชน์และสร้างมูลค่า​ นั่นคือความเป็นอัตลักษณ์​ ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม​ เราต้องสร้างความสงบเรียบร้อย​ ความมีเสถียรภาพ​ สร้างความสามัคคี​ ไม่แบ่งแยก​ นั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องการ​ เพื่อที่จะได้ทำงานอย่างอื่นได้อย่างเต็มที่​ 

 

สำหรับความพยายามอีกหนึ่งสิ่งที่รัฐบาลได้พยายามทำอยู่ คือ​การสร้างความมั่นคง​ มั่งคั่ง​ ยั่งยืน​ ให้กับเศรษฐกิจฐานราก​ โดยรัฐ​ ธุรกิจ​ เอกชน​ ประชาชน​ ต้องเดินหน้าไปด้วยกัน​บนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ​ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเรียนรู้และการปรับกระบวนการคิด​ เพื่อให้ทันโลก​ และต้องพัฒนาให้มากที่สุด​ โดยเฉพาะช่วงเวลานี้ที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลง หากเราไม่ปรับตัวเราจะอยู่ไม่ได้ในอนาคต​ เพราะทุกอย่างเข้ามาด้วยเทคโนโลยีและดิจิทัล​ ซึ่งมีทั้งวิกฤตและโอกาส​ รัฐบาลได้พยายามดูอยู่แล้ว แต่ยอมรับว่ารายได้ของเรามีจำกัด​ โดยเฉพาะในช่วงที่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด และยืนยัน​ว่า​รัฐบาลไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง​ และอยากบอกว่านายกรัฐมนตรีเป็นห่วงทุกคน

 

พล.อ. ประยุทธ์ยังระบุว่า หากเปรียบเทียบแล้วคิดว่าประเทศไทยยังดีกว่าหลายประเทศ แต่เราต้องดีมากกว่านี้ ต้องยิ้มปากกว้าง มีความสุขอย่างพอเพียง การมีเงินหรือคนรวย​ใช่ว่าจะสบาย​ ​เพราะต้องคิดตลอดว่าจะหาเงินอย่างไรเพื่อความสุข​สบาย​ มีมากใช้​มาก​ มีน้อยใช้น้อย​ พร้อมอยากให้ผู้ปกครองสอนเด็กตั้งแต่เล็กๆ ให้รู้สึกว่าโตขึ้นมาแล้วจะอยู่กันอย่างไร​ ให้เข้าใจพ่อแม่ว่ามีกำลังเท่าไร่ รัฐบาลจะทำอย่างเต็มที่ เอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหา แต่ก็ต้องใช้ความพยายามพอสมควร ซึ่งไม่ว่าคนรวยคนจนก็มีทุกข์เหมือนกัน แต่อยู่ที่ใจเรา​ คนเรามี​ 70 กว่าล้านคน​ เคยชินการอยู่แบบเดิมๆ​ บางทีก็เปลี่ยนแปลงกันยาก​ แต่ทุกอย่างต้องเปลี่ยนที่ใจ​ หากพร้อมที่จะเปลี่ยนก็จะปรับได้หมด เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียว

The post นายกฯ เตือนคนไทยฉีดวัคซีน​ อย่ารอ-อย่าเลือก​ ชี้ช่วยลดความรุนแรงโรคได้​ ยืนยันจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ.ยง ห่วงการใส่หน้ากากอนามัยกับพัฒนาการของเด็ก แนะวัคซีนน่าจะเป็นคำตอบดีที่สุด https://thestandard.co/wearing-a-hygienic-mask-and-the-development-of-children/ Fri, 19 Nov 2021 06:14:17 +0000 https://thestandard.co/?p=561688 ยง ภู่วรวรรณ

วานนี้ (18 พฤศจิกายน) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี […]

The post นพ.ยง ห่วงการใส่หน้ากากอนามัยกับพัฒนาการของเด็ก แนะวัคซีนน่าจะเป็นคำตอบดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยง ภู่วรวรรณ

วานนี้ (18 พฤศจิกายน) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ในภาวะปกติใหม่ (New Normal) หรือภาวะปกติต่อไป (Next Normal) การใส่หน้ากากอนามัยเป็นผลดีในการป้องกันการแพร่กระจายของโรคในระบบทางเดินหายใจ ไม่ใช่เฉพาะโควิดเท่านั้น แม้กระทั่งวัณโรคที่เป็นปัญหาในประเทศไทย

 

ในขณะเดียวกัน ในช่วงเด็กกำลังพัฒนา สิ่งที่สำคัญโดยเฉพาะเด็กเล็กจะต้องมีการเรียนรู้ทางด้านภาษาโดยเฉพาะการพูดและการฟัง ในการพูด ถ้ามีหน้ากากอนามัยก็อาจจะทำให้การพูดลำบากกว่าปกติ การสะกดเสียงต่างๆ และในการฟัง การเรียนรู้ จะมีทั้งภาษาพูดและภาษาท่าทาง (Verbal และ Nonverbal) ในภาษาท่าทาง การฟังเสียงพูด เด็กจะสังเกตริมฝีปาก สีหน้า และจะมีการเข้าใจความหมายที่พูดได้เพิ่มขึ้น การใส่หน้ากากอนามัยก็อาจจะมีผลในการปิดกั้นพัฒนาการทางด้านการเรียนรู้ทางด้านภาษา โดยเฉพาะภาษาพูดและภาษาท่าทางของเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็ก โดยทั่วไปเด็กต่ำกว่า 2 ขวบก็ไม่ควรใส่หน้ากากอนามัย รวมทั้งเด็กเล็กที่อยู่ในบ้าน  

 

สิ่งที่สำคัญเราอยากให้โรคนี้สงบอย่างรวดเร็ว และชีวิตที่ใช้จะได้กลับคืนสู่ปกติ ถึงแม้ว่าจะมีภาวะปกติต่อไป Next Normal บางสิ่งบางอย่าง ก็อาจจะมีความจำเป็นทางด้านพัฒนาการของเด็ก 

 

ถ้าเราอยากให้โรคโควิดสงบ หรือมีผู้ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อย และมียารักษา ทุกคนควรจะได้รับวัคซีนให้เกิดภูมิต้านทาน ภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจะช่วยลดความรุนแรงของโรค และต่อไปถึงแม้ว่าจะมีการติดเชื้อ ก็จะไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย เชื้อจะไปกระตุ้นภูมิต้านทานของเราให้เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา และเราก็จะอยู่กับโรคโควิดเหมือนโรคทางเดินหายใจอื่นๆ

 

“จึงอยากจะเชิญชวนให้ทุกคนได้รับวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็มก่อน และในที่สุดทุกคนก็จะต้องได้รับการกระตุ้นเข็มที่ 3 เพื่อให้ภูมิคงอยู่และอยู่นาน ต่อไปชีวิตต่างๆ ก็จะค่อยๆ กลับคืนสู่ภาวะปกติ” ศ.นพ.ยงกล่าว

 

อ้างอิง:

The post นพ.ยง ห่วงการใส่หน้ากากอนามัยกับพัฒนาการของเด็ก แนะวัคซีนน่าจะเป็นคำตอบดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดแนวคิดการบริหารองค์กรของ GSK ในยุค New Normal สร้างวัฒนธรรมแบบไหนถึงสามารถคว้ารางวัล ‘สุดยอดองค์กรที่น่าร่วมงานด้วยมากที่สุดในเอเชีย’ ไปครอง [PR News] https://thestandard.co/gsk-organization-management-concept/ Fri, 19 Nov 2021 03:00:54 +0000 https://thestandard.co/?p=561206 GSK

หากลองค้นหาจุดร่วมขององค์กรที่แวดล้อมไปด้วยคนเก่งและสาม […]

The post ถอดแนวคิดการบริหารองค์กรของ GSK ในยุค New Normal สร้างวัฒนธรรมแบบไหนถึงสามารถคว้ารางวัล ‘สุดยอดองค์กรที่น่าร่วมงานด้วยมากที่สุดในเอเชีย’ ไปครอง [PR News] appeared first on THE STANDARD.

]]>
GSK

หากลองค้นหาจุดร่วมขององค์กรที่แวดล้อมไปด้วยคนเก่งและสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง จะพบแนวคิดในการบริหารองค์กรที่มีความคล้ายกัน นั่นคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้พนักงานมีอิสระในการคิด และให้ความสำคัญกับสุขภาพกายและสุขภาพใจของพนักงานเป็นหลัก

 

แนวคิดดังกล่าวพิสูจน์มาแล้วว่าได้ผลลัพธ์ดีเกินคาด คนในไม่อยากออก คนนอกที่เก่งระดับหัวกะทิอยากเข้ามาทำงาน ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ องค์กรเหล่านั้นกลายเป็นแหล่งรวมตัวของคนเก่งที่สามารถสร้างนวัตกรรมเจ๋งๆ สู่สายตาชาวโลก อาทิ Netflix, Google หรือ Facebook

 

จริงๆ แล้วยังมีองค์กรระดับโลกมากมายที่นำแนวคิดการบริหารองค์กรดังกล่าวไปใช้ หรือจะว่าไปก็บริหารองค์กรเช่นนี้มานานแล้ว อย่าง บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด หรือ GSK บริษัทที่คิดค้นวิจัยพัฒนายาและวัคซีนนวัตกรรมระดับโลก ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 57 ปี ดำเนินธุรกิจภายใต้วัฒนธรรมความเชื่อที่ให้ความสำคัญสูงสุดในการรักษาผู้ป่วยให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่เพียงแต่มุ่งสร้างนวัตกรรมยาและวัคซีนระดับโลก แต่ GSK ยังให้ความสำคัญกับพนักงาน ด้วยการสร้างบรรยากาศการทำงานที่เต็มไปด้วยพลังบวก เพราะเชื่อมั่นว่าองค์กรจะประสบความสําเร็จขึ้นอยู่กับพนักงาน และหากพนักงานทำงานอย่างมีความสุข องค์กรจะเจริญเติบโตไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ นั่นคือการช่วยให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง และอายุยืนยาว

 

GSK

 

วิริยะ จงไพศาล กรรมการผู้จัดการ GSK กล่าวว่า “GSK เชื่อมั่นในการขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุเป้าหมายและประสบความสำเร็จในการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ผสานกับความรู้ความสามารถและความร่วมแรงร่วมใจของพนักงาน เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพให้ก้าวล้ำหน้าโรคต่างๆ”

 

ท่ามกลางความท้าทายในยุค New Normal หลายองค์กรต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานที่ไม่เหมือนเดิม และไหนจะความหลากหลายของพนักงานในหลายเจเนอเรชันที่แตกต่างกัน องค์กรจะทำเช่นไรจึงจะหลอมรวมทุกคนให้สอดคล้องกับนโยบายและวัฒนธรรมขององค์กร

 

สร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน (Collaborate) ผสมผสานไอเดียที่หลากหลายหลอมรวมให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ดีที่สุด 

เรียกว่าเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารองค์กรในศตวรรษที่ 21 ยุคที่เราไม่สามารถทำงานคนเดียวได้อีกต่อไป การนำความถนัดที่แตกต่างมาผสมผสานจนเกิดเป็นไอเดียที่ดีที่สุดยิ่งตอบโจทย์การทำงานขององค์กรที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ

 

วิริยะกล่าวว่า คอลลาบอเรชันเป็นแนวทางการทำงานที่ทันสมัย ทำให้เกิดสไตล์และความคิดที่หลากหลาย เป็นการผสานความสามารถและพลังเพื่อให้ก้าวล้ำไปข้างหน้า เพื่อให้บริษัทมีการเติบโต มีความสามารถในการแข่งขัน มีความกระตือรือร้น การทำงานเชิงรุก มองไปข้างหน้า และยังช่วยให้บุคลากรของเราเกิดการเรียนรู้ การเติบโต และประสบความสำเร็จร่วมกัน โดยเฉพาะในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็ว การร่วมมือเท่านั้นจะช่วยให้เราสร้างสิ่งที่ดีที่สุดได้ ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของ GSK ที่มีต่อผู้ป่วยและผู้บริโภคทั่วโลก

 

GSK

 

‘Be You – Feel Good – Keep Growing’ หลักคิดพัฒนาขีดความสามารถไปพร้อมกับขับเคลื่อนความสุขพนักงานในแบบของ GSK

นโยบายสำคัญของ GSK ยังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถควบคู่กับการได้ทำบทบาทหน้าที่ของตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ

 

“เราสนับสนุนให้พนักงานทุกคนมีความภูมิใจในตนเอง สิ่งที่องค์กรทำมาตลอดคือการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จในระดับสากล GSK ได้ยกระดับองค์กรสู่การเป็นองค์กรที่ทันสมัย โดยยึด 3 หลักการ คือ Be You – Feel Good – Keep Growing เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทำให้พนักงานสามารถพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถของตนเองได้อย่างมีความสุข” วิริยะกล่าวเสริม

 

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น วิริยะแจกแจงหลักการทั้ง 3 ส่วนออกมาได้ ดังนี้

 

  • Be You สนับสนุนให้พนักงานเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ และส่งเสริมความหลากหลายขององค์กรในทุกมิติ เพื่อให้ทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเองโดยได้รับการยอมรับและเคารพในความแตกต่างของกันและกัน ซึ่งการยอมรับในความแตกต่างนี้จะช่วยให้ทุกคนพร้อมที่จะเรียนรู้ เพิ่มเติมประสบการณ์การทำงาน และเสริมความสามารถขององค์กร เพื่อตอบโจทย์การแข่งขันในยุคปัจจุบันที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
  • Feel Good ส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ โดยสนับสนุนนโยบายในด้านต่างๆ เพื่อให้พนักงานเกิดความสมดุลในชีวิต การแบ่งเวลา และมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้สามารถใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์ในทุกบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน
  • Keep Growing ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างไม่มีขีดจำกัด เพราะการทำงานที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา จะทำให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถของพนักงานเอง และส่งผลให้องค์กรเติบโตไปด้วยกัน

 

GSK

 

ดร.พาสุข โรจนกตัญญู HR Country Head ของ GSK เสริมว่า “GSK ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้อย่างสมดุล ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ตาม Journey ของพนักงานที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ทั้ง Technical Knowledge และ Managerial Skills ผ่าน Learning Platform ที่พนักงาน GSK ทั่วโลกใช้ร่วมกัน ซึ่งเราค้นพบว่า พนักงานชอบการ Learning by Doing และได้ลงมือทำจริงโดยใช้เครื่องมือและดิจิทัลเทคโนโลยีที่องค์กรนำมาใช้ ผ่านการทำเวิร์กช็อป ทำให้เกิดการอัปสกิลใหม่ๆ ในโจทย์จริงและนำมาปรับใช้ได้จริง

 

นอกจากนั้น GSK ยังมุ่งเน้นไปที่การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพกายและใจเต็มร้อย สามารถดึงเอาศักยภาพของตัวเองออกมาใช้และทำงานร่วมกันเป็นทีมภายใต้เป้าหมายที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Diversity & Inclusion) และนโยบายขององค์กรยุคใหม่ที่เปิดโอกาสให้พนักงานและองค์กรวางแผนการทำงานได้อย่างอิสระ (Performance with Choice Principle) เพื่อให้ตอบโจทย์การแข่งขันทางธุรกิจ อีกทั้งยังนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ ช่วยให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถ Tailor-Made ให้สอดคล้องกับหน้าที่ของพนักงานแต่ละคน

 

GSK

 

เพื่อส่งมอบสุขภาพที่ดี แข็งแรง และอายุยืนยาวให้กับผู้คน จึงต้องสร้าง Wellbeing ให้กับคนในองค์กร

GSK ตระหนักดีว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อ Wellbeing ของพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นความเครียดในชีวิตประจำวัน ความเครียดจากการทำงาน ความปลอดภัยของพนักงาน ตลอดจนการดูแลตนเองและครอบครัวให้มีสุขภาพที่ดี และมีพลังงานบวกที่จะสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ GSK จึงให้การสนับสนุนที่นอกเหนือจากรักษาพยาบาล โดยมี Partnership for Prevention Program ซึ่งเป็นนโยบายของ GSK ระดับโลก เพื่อมอบการรักษาพยาบาลเชิงป้องกันแก่พนักงานและครอบครัว ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่โปรแกรมวัคซีนเพื่อป้องกันโรคต่างๆ ในทุกช่วงวัย โปรแกรมการดูแลว่าที่คุณแม่ที่เพิ่งตั้งครรภ์ และอื่นๆ

 

หรือแม้แต่นโยบาย ‘Performance with Choice’ ที่ GSK นำมาใช้ในทุกสาขาทั่วโลก ด้วยความเชื่อที่ว่า พนักงานควรสร้างความสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตได้ โดยที่หน่วยงาน GSK ในแต่ละประเทศสามารถนำแนวคิดนี้มาออกแบบและปรับให้เหมาะกับสถานการณ์ เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นทำงานจากที่บ้านหรือจากออฟฟิศ คำว่า Workplace สำหรับ GSK จึงไม่จำกัดเรื่องสถานที่อีกต่อไป แต่เชื่อในความสามารถของพนักงานที่จะวางแผนการทำงานที่เหมาะสมที่สุดโดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ ส่งมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

 

จากแนวคิดกลั่นออกมาเป็นนโยบายที่ส่งต่อไปยัง GSK ทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือส่งเสริมพนักงานให้มีความพร้อมในทุกๆ มิติ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำเอาศักยภาพของตนเองออกมาใช้ได้อย่างกลมกลืน บนพื้นฐานของความไว้วางใจและพันธกิจของ GSK ที่สร้างความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพของผู้ป่วย และช่วยให้พนักงานมีความสุขในสิ่งที่ทำในทุกๆ วัน

 

GSK

 

การคว้ารางวัลสุดยอดองค์กรที่น่าร่วมงานด้วยมากที่สุดในเอเชีย ประจำปี 2564 ในประเทศไทย หรือ Best Companies to Work for in Asia Awards 2021 (Thailand Edition) จาก HR Asia จึงเป็นข้อพิสูจน์ถึงแนวคิดการบริหารองค์กรที่ประสบความสำเร็จ สะท้อนภาพลักษณ์ในการเป็นองค์กรที่ทันสมัยและส่งเสริมให้พนักงานเติบโตอย่างยั่งยืนได้เป็นอย่างดี

The post ถอดแนวคิดการบริหารองค์กรของ GSK ในยุค New Normal สร้างวัฒนธรรมแบบไหนถึงสามารถคว้ารางวัล ‘สุดยอดองค์กรที่น่าร่วมงานด้วยมากที่สุดในเอเชีย’ ไปครอง [PR News] appeared first on THE STANDARD.

]]>