NATO Summit 2025 Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/nato-summit-2025/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 20 Jan 2026 03:13:14 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สรุปผล NATO Summit: ตั้งเป้าเพิ่มงบกลาโหม 5% ของ GDP ภายในปี 2035 อ้างภัยคุกคามรัสเซีย-จีน https://thestandard.co/nato-summit-2025-defense-budget-5-percent/ Thu, 26 Jun 2025 05:58:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1089446 ผู้นำ NATO ร่วมประชุมสุดยอดที่เนเธอร์แลนด์ ปี 2025 เห็นชอบเพิ่มงบกลาโหมเป็น 5% ของ GDP

การประชุมสุดยอดผู้นำ NATO Summit 2025 ที่เดอะเฮก ประเทศ […]

The post สรุปผล NATO Summit: ตั้งเป้าเพิ่มงบกลาโหม 5% ของ GDP ภายในปี 2035 อ้างภัยคุกคามรัสเซีย-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำ NATO ร่วมประชุมสุดยอดที่เนเธอร์แลนด์ ปี 2025 เห็นชอบเพิ่มงบกลาโหมเป็น 5% ของ GDP

การประชุมสุดยอดผู้นำ NATO Summit 2025 ที่เดอะเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ปิดฉากลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยผลลัพธ์ที่อาจถือว่าเป็นหนึ่งใน ‘ก้าวสำคัญ’ ด้านความมั่นคงของแอตแลนติกเหนือ ซึ่งครอบคลุมยุโรปและอเมริกาเหนือ เพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประชาคมโลก โดยมีผู้นำประเทศและผู้นำองค์กรระหว่างประเทศเกือบ 40 ชีวิตเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ 

 

นี่คือ ผลลัพธ์สำคัญที่เกิดขึ้นจาก NATO Summit 2025

 

1. ตั้ง ‘เป้าหมายใหม่’ เรื่องการใช้จ่ายด้านป้องกันประเทศ

 

หนึ่งในผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดคือ การที่สมาชิก NATO ทั้ง 32 ประเทศ ‘เห็นพ้อง’ กับการตั้งเป้าหมายใหม่ด้านกลาโหม โดยตั้งเป้าจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านป้องกันประเทศเป็น 5% ของ GDP ภายในปี 2035 หลังได้รับแรงกดดันจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่พิจารณาว่า สหรัฐฯ กำลังแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมใน NATO มากเกินไปหรือไม่ และสอดคล้องกับนโยบาย America First ที่ตนผลักดันหรือเปล่า 

 

ทรัมป์ระบุว่า แนวทางการเพิ่มการใช้จ่ายนี้ เป็น ‘ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่’ สำหรับสหรัฐฯ ยุโรป และโลกตะวันตก โดยนักวิเคราะห์มองว่า การเห็นพ้องกันในแนวทางนี้ อาจช่วยลดความเสี่ยงที่ทรัมป์จะพิจารณานำพาสหรัฐฯ ออกจากการเป็นสมาชิก NATO หากทรัมป์มองว่า สหรัฐฯ ถูกเอาเปรียบและไม่ได้รับความเป็นธรรมจากประเทศสมาชิกอื่นๆ 

 

โดย ตัวเลข 5% นี้ ประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลัก ส่วนแรก 3.5% ของ GDP จะถูกใช้ในด้านการป้องกันหลัก (Core Defences) ขณะที่อีก 1.5% จะถูกนำไปใช้จ่าย ‘ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน’ ซึ่งเปิดโอกาสให้สมาชิก NATO สามารถจัดสรรการใช้จ่ายส่วนนี้ เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ, ปกป้องเครือข่ายและพันธมิตร, เตรียมความพร้อมให้กับประชาชน, ส่งเสริมนวัตกรรม และเสริมสร้างฐานอุตสาหกรรมการป้องกันของ NATO

 

ปัจจุบันสหรัฐฯ มีส่วนร่วมในการใช้จ่ายประจำปีของ NATO อยู่ที่ราว 15.8% จากการใช้จ่ายทั้งหมด 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทรัมป์ตั้งคำถามว่า NATO ควรปกป้องประเทศที่ไม่ลงเงินในงบประมาณด้านกลาโหมอย่างเพียงพอหรือไม่

 

เมื่อปี 2023 บรรดาผู้นำ NATO ได้ตกลงที่จะเพิ่มงบกลาโหมให้ไม่น้อยกว่า 2% ของ GDP ภายในปี 2024 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับเดิมที่ 1.5% อย่างไรก็ตาม มีหลายประเทศสมาชิกที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้ในปีที่ผ่านมา เช่น แคนาดา อิตาลี สเปน และโปรตุเกส เป็นต้น ดังนั้น แนวทางการเพิ่มการใช้จ่ายหลักด้านกลาโหม (Core Defences) เป็น 3.5% หรือขยับเป้ารวมเป็น 5% จึงถือเป็น ‘ความท้าทายครั้งใหญ่’ สำหรับหลายประเทศสมาชิกใน NATO 

 

สมาชิก NATO จึงตกลงที่จะเสนอแผนรายปีเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าที่ 5% โดยจะต้องปฏิบัติตาม ‘เส้นทางที่เชื่อถือได้และค่อยเป็นค่อยไป’ และทบทวนแนวทางปฏิบัติที่จะไปสู่เป้าหมายนี้อีกครั้งในปี 2029 

 

สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในประเทศที่ประกาศแผนการเตรียมความพร้อมด้านการป้องกัน และจัดการกับภัยสงคราม ซึ่งจะเพิ่มงบกลาโหมจาก 2.3% มาเป็น 2.5% ภายในปี 2027 และอาจเพิ่มเป็น 3% ในช่วงหลังปี 2029 โดยเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ประกาศจะจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ F-35A ซึ่งสามารถติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ยุทธวิธีได้ จำนวนอย่างน้อย 12 ลำ พร้อมระบุว่าเป็นการตอบสนองต่อ ‘ภัยคุกคามนิวเคลียร์’ ที่เพิ่มขึ้นและเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับภารกิจนิวเคลียร์ของ NATO 

 

2. เน้นย้ำความสำคัญของ มาตรา 5 ของ NATO

 

ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยหาเสียงว่า ถ้าประเทศไหนไม่จ่ายส่วนแบ่งในค่าใช้จ่ายด้านกลาโหม สหรัฐฯ จะไม่ปกป้องประเทศของคุณ ตามมาตรา 5 ของ NATO ทั้งยังขู่ว่า เขาอาจสนับสนุนวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ให้ทำสิ่งต่างๆ ตามที่เขาต้องการก็ได้ 

 

แต่ความกังวลในเจตนานี้ของทรัมป์ดูเหมือนจะค่อยๆ หมดไปในสายตาของสมาชิก NATO หลังทรัมป์แสดงถึงความมุ่งมั่นที่มีต่อ ‘หลักการป้องกันร่วม’ (Collective Defence) ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 5 ของสนธิสัญญา NATO ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญที่สุดที่มีเนื้อหาว่า หากประเทศสมาชิกหนึ่งถูกโจมตีหรือถูกทำร้ายจากการกระทำของภายนอก จะถือว่าเป็นการโจมตีสมาชิก NATO ทั้งหมดและสมาชิก NATO ทุกประเทศจะต้องช่วยกันป้องกันประเทศที่ถูกโจมตี โดยการตอบโต้ทางทหารเป็นไปตามความเหมาะสม

 

ทรัมป์ระบุว่า “ผมยืนหยัดกับมาตรา 5 นั่นคือเหตุผลที่ผมมาที่นี่”

 

แถลงการณ์สุดท้ายของ NATO Summit 2025 ยังเป็นจุดที่บ่งชี้ว่า สมาชิก NATO ทุกประเทศยึดมั่นในมาตรา 5 พร้อมเน้นย้ำว่า การโจมตีประเทศใดประเทศหนึ่งใน NATO ถือเป็นการโจมตีต่อทุกประเทศสมาชิก NATO

 

3. ทรัมป์กับสงครามรัสเซีย-ยูเครน

 

สงครามในยูเครนกำลังเข้าสู่ปีที่ 4 หลายประเทศที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสมรภูมิรบต่างมองว่า รัสเซียอาจกลายเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อพวกเขาในอนาคตอันใกล้ มาร์ก รุตเตอ เลขาธิการ NATO คาดการณ์ว่า รัสเซียอาจใช้กำลังทางทหารต่อพันธมิตร NATO ภายในเวลา 5 ปีข้างหน้า

 

ในขณะที่ทรัมป์กลับมีท่าทีที่นุ่มนวลในการรับมือกับปูติน โดยทรัมป์เลือกที่จะเข้าไปเป็น ‘ตัวกลาง’ ในการเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างปูติน และโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน แต่ยังไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และสงครามก็ยังไม่มีทีท่าว่ายุติลงโดยเร็ว 

 

ทรัมป์เผยหลังได้หารือกับเซเลนสกีราว 50 นาที ขณะที่ทั้งคู่พบกันที่ซัมมิทครั้งนี้ว่า สหรัฐฯ จะพิจารณาคำขอของยูเครนที่ต้องการให้สหรัฐฯ จัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ ‘แพทริออต’ เพื่อป้องกันการโจมตีจากรัสเซีย แม้ทรัมป์จะระบุว่า “มันยากมากที่จะได้มา” พร้อมชี้ว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครน “มีความซับซ้อนและยากลำบากมากกว่าสงครามอื่นๆ”

 

ทรัมป์เผยว่า ตัวเขาจะพูดคุยกับปูตินอีกครั้งในอนาคตอันใกล้ โดยระบุว่า “วลาดิเมียร์ ปูตินต้องยุติสงครามนี้จริงๆ สักที”

 

แม้ยูเครนจะไม่ได้รับคำสัญญาใหม่เกี่ยวกับการจัดหาอาวุธจากบรรดาประเทศพันธมิตรในยุโรปเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในการประชุมครั้งก่อนๆ แต่พันธมิตรในยุโรปก็ยังยืนยันว่า ยูเครนยังคงอยู่ท่ามกลางเพื่อนๆ เสมอ

 

เสียงสะท้อนจากสื่อจีน ชี้ NATO ยังคงใช้ ‘ภัยคุกคามจากจีน’ เป็นข้ออ้าง

 

บทบรรณาธิการของ Global Times ที่ถูกมองเป็นสื่อกระบอกเสียงจีน ได้ตอบโต้และวิพากษ์วิจารณ์ผลลัพธ์สำคัญที่เกิดขึ้นจากการประชุมครั้งนี้ โดยระบุว่า เลขาธิการ NATO ได้ ‘หลอกล่อ’ ให้ประเทศยุโรปยอมใช้จ่ายด้านกลาโหมมากขึ้น เมื่อ ‘ภัยคุกคามจากรัสเซีย’ ไม่เพียงพอ เขาก็หยิบ ‘ภัยคุกคามจากจีน’ ขึ้นมา ทั้งยังกล่าวถึงประเด็นไต้หวันอย่างขาดความรับผิดชอบ และยังโยงจีนกับปัญหาในยูเครนอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการขุดหลุมพรางให้ยุโรปเท่านั้น แต่ยังสร้างปัญหาและความปั่นป่วนให้กับโลกด้วย

 

การเพิ่มงบประมาณกลาโหมจาก 2% เป็น 5% ของ GDP ภายในสิบปี ซึ่งมากกว่าเดิมถึงสองเท่า จะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นหลายล้านล้านดอลลาร์ และทำให้ NATO กลายเป็นองค์กรที่มีการใช้จ่ายทางทหารเติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยครั้งล่าสุดที่ NATO เรียกร้องให้เพิ่มงบประมาณทางทหารอย่างจริงจังคือปี 2014 หลังรัสเซียผนวกรวมแหลมไครเมีย ทำให้ประเทศยุโรปตะวันออกส่วนใหญ่ตัดสินใจเพิ่มงบกลาโหม คำถามสำคัญคือ ผ่านมา 10 ปี ประเทศเหล่านั้นปลอดภัยขึ้นหรือไม่? คำตอบนี้ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่เพียงแต่ยุโรปตะวันออกจะถูกดึงเข้าไปในสงคราม แต่ทั้งยุโรปยังถูกลากเข้าสู่วิกฤตยูเครน และเศรษฐกิจโลกก็ได้รับผลกระทบอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขยายตัวทางทหารของ NATO อย่างไร้การควบคุม

 

การกล่าวอ้างว่า จีนมีกองทัพเรือเทียบเท่าสหรัฐฯ หรือจีนจะมีหัวรบนิวเคลียร์ 1,000 ลูกภายในปี 2030 บรรณาธิการของ Global Times ระบุว่า ทั้งหมดเป็นเพียงความพยายามทำให้การแทรกซึมของ NATO เข้าสู่เอเชีย-แปซิฟิกดูมีเหตุผล โดยใช้ภาพความเป็น “ภัยคุกคามจากจีน” เป็นข้ออ้างในการขยายกำลังทหาร NATO และถ้าหาก NATO ยืนกรานขยายบทบาทมาสู่เอเชีย ยิ่งต้องเพิ่มงบประมาณทางทหาร ยุโรปก็จะยิ่งต้องรับภาระทางยุทธศาสตร์มากขึ้น

 

อีกทั้งยังระบุว่า เหตุผลส่วนหนึ่งที่ 3 ใน 4 ของบรรดาผู้นำประเทศหุ้นส่วนอินโด-แปซิฟิก (IP4) ตัดสินใจไม่เดินทางเข้าร่วมซัมมิทครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเพราะกังวลว่าท่ามกลางความวุ่นวายในตะวันออกกลาง การประชุมนี้ ‘อาจกลายเป็นกับดัก’ ประเทศเหล่านี้ไม่ต้องการเข้าไปยุ่งกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางหรือถูกบังคับให้เพิ่มงบประมาณกลาโหม

 

พฤติกรรมที่ไม่แน่นอนของสหรัฐฯ ในช่วงหลัง ทำให้หลายประเทศในยุโรปเห็นว่าควรเสริมสร้างการป้องกันตนเองและลดการพึ่งพาสหรัฐฯ แต่การเพิ่มงบประมาณทางทหารของ NATO อย่างมากกลับขัดแย้งกับแนวทางดังกล่าว พร้อมชี้ว่า ยุคของ NATO จบไปนานแล้ว ภายใต้นโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทรัมป์ สหรัฐฯ ทำให้ NATO กลายเป็นเครื่องต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ การจัดสรรงบประมาณกลาโหม 5% ของ GDP เป็นภาระหนักสำหรับยุโรป แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของสหรัฐฯ และจะยิ่งทำให้สหรัฐฯ เรียกร้องมากขึ้น ประเทศยุโรป โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ต้องการถูกลากเข้าสู่สงคราม ต้องมีสติและพิจารณาอย่างรอบคอบ

 

ภาพ: Piroschka Van De Wouw / Reuters

อ้างอิง:

The post สรุปผล NATO Summit: ตั้งเป้าเพิ่มงบกลาโหม 5% ของ GDP ภายในปี 2035 อ้างภัยคุกคามรัสเซีย-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา NATO Summit 2025: ถกเพิ่มงบกลาโหม เตรียมความพร้อมหากทรัมป์ถอนตัว https://thestandard.co/nato-summit-2025-defense-budget-trump/ Wed, 25 Jun 2025 08:28:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1088884 ผู้นำ NATO เข้าร่วมการประชุมสุดยอดปี 2025 ที่เดอะเฮก เนเธอร์แลนด์

บรรดาผู้นำประเทศและผู้นำองค์กรระหว่างประเทศเกือบ 40 ชีว […]

The post จับตา NATO Summit 2025: ถกเพิ่มงบกลาโหม เตรียมความพร้อมหากทรัมป์ถอนตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำ NATO เข้าร่วมการประชุมสุดยอดปี 2025 ที่เดอะเฮก เนเธอร์แลนด์

บรรดาผู้นำประเทศและผู้นำองค์กรระหว่างประเทศเกือบ 40 ชีวิต เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำ NATO Summit 2025 ซึ่งจัดขึ้นที่เดอะเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 24-25 มิถุนายน โดยบรรดาผู้นำจะร่วมหารือกันในวันนี้ (25 มิถุนายน) เพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประชาคมโลก

 

ใครเข้าร่วม Summit ในปีนี้บ้าง

 

บรรดาผู้นำประเทศสมาชิก NATO ทั้ง 32 ประเทศต่างเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ โดยเฉพาะ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา, เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ, เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส, ฟรีดริช เมอซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี รวมถึงมาร์ก รุตเตอ อดีตนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ เลขาธิการ NATO คนปัจจุบันก็จะทำหน้าที่ประธานการประชุมครั้งนี้เป็นปีแรก หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อช่วงปลายปี 2024 

 

นอกจากนี้ยังมี อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป, อันโตนิโอ กอสตา ประธานคณะมนตรียุโรป, คริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ และโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ตอบรับเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย ขณะที่ผู้นำประเทศนอกสมาชิก NATO คนอื่นๆ ที่ได้รับเชิญ เช่น แอนโทนี อัลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย, ชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และอีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ไม่เข้าร่วม Summit ในปีนี้

 

ประเด็นร้อนที่คาดว่าจะหารือกันมีอะไรบ้าง

 

  1. ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน 

 

ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั่วโลกต่างเฝ้าติดตามพัฒนาการของความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่านที่เปิดฉากขึ้น หลังกองทัพอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีโครงการนิวเคลียร์และโครงสร้างทางทหารของอิหร่านโดยตรง ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนที่ทรัมป์จะมีคำสั่งให้กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการ ‘Midnight Hammer’ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 21 มิถุนายน ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ เพื่อโจมตีโครงการนิวเคลียร์ที่สำคัญ 3 แห่งของอิหร่าน และผลักดันให้เกิดการเจรจาหยุดยิงของทั้งสองฝ่าย แม้อิหร่านจะยืนยันมาโดยตลอดว่า โครงการนิวเคลียร์ของตนเป็นไปในเชิงสันติและเพื่อการพัฒนาประเทศ 

 

โฆษกจากรัฐบาลเยอรมนีเปิดเผยเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สมาชิก NATO จะพูดถึงความขัดแย้งนี้ในที่ประชุม ขณะที่รัฐบาลเยอรมนี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักรก็ได้หารือกับ อับบาส อารัคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหาทางหลีกเลี่ยงการขยายตัวของสงครามในตะวันออกกลาง แม้ทรัมป์จะประกาศว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอล-อิหร่านจะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่สถานการณ์ความรุนแรงอาจปะทุขึ้นใหม่ได้ทุกเมื่อ 

 

  1. สงครามรัสเซีย-ยูเครน

 

สงครามในยูเครนเป็นประเด็นสำคัญของที่ประชุม NATO ตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งสมาชิกแต่ละประเทศต่างมองว่า การรุกรานของรัสเซียเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขา และ NATO ควรมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนยูเครนในการต่อต้านรัสเซีย โดย NATO Summit 2024 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา พันธมิตร NATO ประกาศว่า “อนาคตของยูเครนอยู่ใน NATO” และสัญญาจะให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงระยะยาว โดยมีเงินสนับสนุนอย่างน้อย 50,000 ล้านยูโรต่อปี

 

แม้ว่ายูเครนจะไม่ใช่สมาชิกของ NATO แต่ยูเครนก็มุ่งหวังที่จะเข้าเป็นสมาชิก NATO มาอย่างยาวนาน โดยยูเครนหวังจะได้รับประโยชน์จาก มาตรการ 5 ของสนธิสัญญา NATO ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญที่สุดที่มีเนื้อหาว่า หากประเทศสมาชิกหนึ่งถูกโจมตีหรือถูกทำร้ายจากการกระทำของภายนอก จะถือว่าเป็นการโจมตีสมาชิก NATO ทั้งหมดและสมาชิก NATO ทุกประเทศจะต้องช่วยกันป้องกันประเทศที่ถูกโจมตี โดยการตอบโต้ทางทหารเป็นไปตามความเหมาะสม

 

อย่างไรก็ตาม การเป็นสมาชิกของยูเครนใน NATO เป็นประเด็นสำคัญสำหรับรัสเซีย และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่รัสเซียอ้างเพื่อเริ่มต้นสงคราม เนื่องจากรัสเซียมองว่า ยูเครนเปรียบเสมือนหลังบ้านของตน การขยายตัวของ NATO เข้ามาประชิดพรมแดนรัสเซียจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ 

 

สงครามรัสเซีย-ยูเครนกำลังเข้าสู่ปีที่ 4 แต่ยังไม่มีแนวโน้มว่า ทั้งสองประเทศจะสามารถหาข้อยุติในความขัดแย้งครั้งนี้ได้ แม้ทรัมป์จะพยายามเข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างเซเลนสกี กับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย แต่ก็ยังไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทำให้สมาชิก NATO ต้องเดินหน้าหาแนวทางสนับสนุนยูเครนในสนามรบต่อไป

 

  1. การเพิ่มงบกลาโหม

 

เมื่อปี 2023 บรรดาผู้นำ NATO ได้ตกลงที่จะเพิ่มงบกลาโหมให้ไม่น้อยกว่า 2% ของ GDP ภายในปี 2024 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับเดิมที่ 1.5% อย่างไรก็ตาม มีหลายประเทศสมาชิกที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้ในปีที่ผ่านมา เช่น แคนาดา อิตาลี สเปน และโปรตุเกส

 

พันธมิตรของ NATO ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ที่มองว่า NATO พึ่งพาการเงินจากสหรัฐฯ ‘มากเกินไป’ และได้เรียกร้องให้ประเทศอื่นๆ เพิ่มการใช้จ่ายในงบกลาโหมเป็น 5% ของ GDP โดยปัจจุบันสหรัฐฯ มีส่วนร่วมในการใช้จ่ายประจำปีของ NATO อยู่ที่ 15.8% จากการใช้จ่ายทั้งหมด 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทรัมป์ยังคงตั้งคำถามว่า NATO ควรปกป้องประเทศที่ไม่ลงเงินในงบประมาณทางทหารอย่างเพียงพอหรือไม่

 

แรงกดดันจากทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ ทำให้รุตเตอเตรียมขอให้ประเทศสมาชิกตั้งเป้าหมายใหม่ในการใช้จ่ายงบประมาณทางการป้องกันที่ 5% ของ GDP ภายในปี 2032 โดยประมาณ 1.5% ของงบนั้นจะต้องนำไปใช้สำหรับการใช้จ่ายในโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงไซเบอร์ ซึ่งมีสมาชิกบางประเทศ เช่น สเปน เริ่มคัดค้านแนวทางดังกล่าว

 

นอกจากนี้รุตเตอยังเรียกร้องให้สมาชิก NATO เพิ่มการผลิตอาวุธและระบบป้องกันให้มากยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงต่างๆ โดยสหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในประเทศที่ประกาศแผนการเตรียมความพร้อมด้านการป้องกัน และจัดการกับภัยสงคราม ซึ่งจะเพิ่มงบกลาโหมจาก 2.3% มาเป็น 2.5% ภายในปี 2027 และอาจเพิ่มเป็น 3% ในช่วงหลังปี 2029

 

  1. ผู้นำยุโรปกับบทบาทนำใน NATO

 

บรรดาประเทศสมาชิกในยุโรปกำลังมองหาบทบาทผู้นำที่แข็งแกร่งมากขึ้น หากทรัมป์ตัดสินใจหันหลังให้กับ NATO ในอนาคต ซึ่งความไม่แน่นอนนี้ทำให้ผู้นำสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และอีกหลายประเทศ เริ่มหารือว่าจะรับมืออย่างไร หากทรัมป์พาสหรัฐฯ ถอนตัวหรือรักษาระยะห่างจาก NATO 

 

แม้ว่าทรัมป์จะยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ที่ไม่พอใจการทำงานของสมาชิก NATO ทำให้ผู้นำยุโรปเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงนี้ ในการประชุมครั้งนี้อาจมีการพูดถึงข้อเสนอจากผู้นำยุโรปว่าจะมีแผนสร้างหลักประกันความมั่นคงอย่างไร โดยไม่พึ่งพาสหรัฐฯ มากเกินไป

 

โดยมีการคาดการณ์ว่าสหรัฐฯ ใช้จ่ายด้านกลาโหมราว 3.19% ของ GDP ในปี 2024 ซึ่งลดลงจาก 3.68% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อทุกประเทศสมาชิกเคยให้คำมั่นว่าจะเพิ่มการใช้จ่าย หลังจากที่รัสเซียผนวกแหลมไครเมียของยูเครนในปี 2014 ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา 5-10 ปีในการเพิ่มการใช้จ่ายของบรรดาประเทศในยุโรป เพื่อทดแทนความสามารถและแรงสนับสนุนของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน

 

ภาพ: Haiyun Jiang / Pool via Reuters

อ้างอิง:

The post จับตา NATO Summit 2025: ถกเพิ่มงบกลาโหม เตรียมความพร้อมหากทรัมป์ถอนตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>