NASDAQ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/nasdaq/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 29 Nov 2025 02:16:54 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 AI ถึงวันฟองสบู่แตกแล้วจริงหรือ? เจาะลึกวัฏจักรตลาด ถอดรหัสโอกาสการลงทุน https://thestandard.co/ai-bubble-burst-investment/ Mon, 01 Dec 2025 01:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1148593

กระแสการเติบโตของ AI ได้ขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ […]

The post AI ถึงวันฟองสบู่แตกแล้วจริงหรือ? เจาะลึกวัฏจักรตลาด ถอดรหัสโอกาสการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>

กระแสการเติบโตของ AI ได้ขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้นให้ปรับตัวสูงต่อเนื่อง หุ้น Nvidia และ Alphabet ปรับตัวขึ้นมากกว่า 40% ด้าน Broadcom ก็ปรับตัวมากกว่า 50% ในปี 2025 ส่งผลให้ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้น 15% และ 20% ตามลำดับ คำถามที่เกิดขึ้นมาในใจของนักลงทุนทั่วโลกคือ “เรากำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ลูกใหญ่แล้วหรือไม่?” และ “งานเลี้ยงนี้ใกล้จะเลิกราแล้วหรือยัง?”

 

UOB Privilege Banking ได้รวบรวมข้อมูลเชิงลึก ทั้งสถิติย้อนหลัง การวิเคราะห์วัฏจักรฟองสบู่ และทิศทางผลประกอบการที่แท้จริง เพื่อตอบคำถามว่า AI ยังเป็น “เมกะเทรนด์” หรือกำลังจะเป็น “หายนะ” พร้อมนำเสนอกลยุทธ์การปรับพอร์ตเพื่อรับมือความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น

 

จับสัญญาณชีพตลาด กำไรหุ้นสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง

 

สิ่งที่แยก “ฟองสบู่” ออกจาก “การเติบโตที่แท้จริง” คือผลกำไรและการลงทุนที่จับต้องได้ ข้อมูลล่าสุดชี้ชัดว่ากระแส AI ไม่ได้ลอยอยู่บนอากาศ

 

หากดูการเติบโตกำไรของดัชนี Nasdaq-100 ซึ่งเป็นดัชนีที่มีสัดส่วนหุ้น AI มากที่สุด ได้ปรับตัวขึ้นและมีคาดการณ์การเติบโตของกำไรมากที่สุดเมื่อเทียบกับดัชนีอื่นที่มีสัดส่วนหุ้น AI น้อยกว่า เช่น S&P500, Stoxx600 Europe และ Asia Pacific เป็นต้น และการปรับตัวขึ้นมากกว่า 50% ของราคาหุ้นกลุ่ม “Magnificent 7” รวมถึง Broadcom และ AMD พบว่า 35% ถูกขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของกำไรที่มาจาก ความต้องการด้าน AI ของบริษัทผู้ผลิตชิป, Cloud computing และ AI Chatbots

 

การเติบโตของกำไร (EPS Growth) ของดัชนี S&P500 ไตรมาส 3 อยู่ที่ 13.4% ในขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีมี EPS Growth สูงถึง 16% หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ต่างก็มีรายได้ที่ดีกว่าคาดและยังเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของกำไรในภาพรวม ได้แก่ Alphabet, Nvidia, Microsoft และ Amazon

 

นักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์การเติบโตของกำไรที่สูงขึ้นในอีก 4 ไตรมาสข้างหน้า ( Q4/25-Q3/26) ของหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตกำไรอยู่ที่ 19.8%, 18.5%, 22.1% และ 24.5% ตามลำดับ

 

AI วันนี้ vs Dotcom ปี 2000: เหมือนหรือต่าง?

 

เมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤต Dotcom เราพบความแตกต่างเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่ทำให้ AI แข็งแกร่งกว่า

 

AI ถึง วันฟองสบู่แตกแล้วจริงหรือ? เจาะลึก วัฏจักรตลาด ถอดรหัส โอกาสการลงทุน 1

 

กระแสการลงทุน AI ยังเติบโตต่อ

 

บริษัทด้าน AI ขนาดใหญ่ได้เร่งลงทุนต่อเนื่องเพื่อรองรับการให้บริการด้าน AI โดยเฉพาะกลุ่ม data centers และชิป เงินลงทุนได้เติบโตราว 3 เท่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องใน 1-2 ปีข้างหน้า

 

ตัวเลขที่ยืนยันได้ดีที่สุดคือ “การใช้จ่ายด้านอุปกรณ์” (Equipment spending) ในสหรัฐฯ ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 เพิ่มขึ้น 8.1% แต่เมื่อเจาะลึกลงไป พบว่า การใช้จ่ายในคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องพุ่งสูงถึง 38.2% ตัวเลขนี้ยืนยันว่าภาคธุรกิจกำลังทุ่มเงินมหาศาลเพื่อวางโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งเป็นรากฐานของการเติบโตในระยะยาว

 

การลงทุนเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI นั้นเป็นส่วนช่วยให้ GDP สหรัฐฯเติบโต 1.1% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ได้แซงหน้าการบริโภคไปแล้ว รวมถึงผลักดันตลาดหุ้นให้เติบโต โดยค่าใช้จ่ายการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI คาดว่ายังคงเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตภาคการลงทุนของสหรัฐฯในตลอดทั้งปี 2026 และที่สำคัญบริษัทที่มีการลงทุนใน AI เหล่านี้ล้วนแต่เป็นบริษัทที่มีกำไรที่แท้จริง นอกจากเทรนด์ AI ในสหรัฐฯแล้ว ด้านจีนก็ไม่แพ้กัน รัฐบาลจีนส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และการนำไปใช้งานในภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย

 

AI ถึง วันฟองสบู่แตกแล้วจริงหรือ? เจาะลึก วัฏจักรตลาด ถอดรหัส โอกาสการลงทุน 2

 

AI Theme การลงทุนที่ควรมีติดพอร์ต แต่ก็อย่ากระจุกตัวจนเกินไป

 

แม้ AI จะไม่ใช่ฟองสบู่ที่กลวงเปล่า และมีโอกาสเติบโตอีกมาก แต่การกระจุกตัวในหุ้นเทคฯ ขนาดใหญ่มีความเสี่ยงสูง อีกทั้งการเติบโตของ AI ในอนาคตจะไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงแค่กลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่เท่านั้น ในหลายอุตสาหกรรมจะมีการทำ AI เข้าไปใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจมากขึ้น การเติบโตจะแพร่หลายไปมากขึ้น

 

และในไตรมาส 4 ปี 2025 นี้ UOB ได้ปรับเพิ่มน้ำหนักคำแนะนำการลงทุนในหุ้นจาก Neutral เป็น Overweight โดยมีสถิติที่น่าสนใจจาก Goldman Sachs พบว่า เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เริ่มลดดอกเบี้ยหลังจากหยุดพักมานานกว่า 6 เดือน และเศรษฐกิจไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย เม็ดเงินจะไหลเข้าตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น 6% โดยเฉลี่ย ส่งผลให้ S&P 500 มักให้ผลตอบแทน +8% ใน 6 เดือน และ +15% ใน 12 เดือนข้างหน้า

 

และในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา 70% ของผลตอบแทนตลาดหุ้นรายปี มักเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมถึงมีนาคม ซึ่งเปรียบเสมือนช่วงเวลาทองสำหรับการสร้างพอร์ตการลงทุน

 

แม้จะเพิ่มน้ำหนักหุ้น แต่อย่าลืม “กระจายการลงทุน” นอกจากหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI เพื่อการเติบโตระยะยาวแล้ว นักลงทุนควรสร้างพอร์ตการลงทุนที่แข็งแกร่งกระจายการลงทุนที่หลากหลายอุตสาหกรรมคัดเลือกหุ้นคุณภาพดี และในช่วงทิศทางดอกเบี้ยขาลงควรเลือกลงทุนในหุ้นปันผลเพื่อสร้าง Income และ UOB Privilege Banking ได้คัดเลือกกองทุนที่น่าสนใจ ดังนี้

 

  • KT-TECHNOLOGY-A (กองทุนเปิดเคแทม World Technology) ลงทุนในกองทุนหลัก Fidelity Funds – Global Technology Fund ความเสี่ยงระดับ 7 ไม่พลาดโอกาสเติบโตในกระแสเทคโนโลยี AI จากทั่วโลก พร้อมให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหุ้นที่มีราคาเหมาะสม
  • UGFT (กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซีไอโอ โกรท ฟันด์ TH) ลงทุนในกองทุนหลัก United CIO Growth Fund – Class T USD Acc ความเสี่ยงระดับ 6 กระจายการลงทุนในหุ้นทั่วโลก โดยมีนโยบายสัดส่วนการลงทุนหุ้น 80 : ตราสารหนี้ 20 มีผู้เชี่ยวชาญดูแลปรับพอร์ตอย่างสม่ำเสมอทั้งภูมิภาค อุตสาหกรรม และประเภทสินทรัพย์เพื่อไม่พลาดโอกาสสร้างผลตอบแทนในทุกภาวะตลาด
  • KFGDIV-A / KFGDIV-D (กรุงศรีโกลบอลดิวิเดนด์เฮดจ์เอฟเอ็กซ์-สะสมมูลค่า หรือ ปันผล) ลงทุนในกองทุนหลัก Fidelity Funds – Global Dividend Fund, Class Y-QINCOME(G)-USD ความเสี่ยงระดับ 6 เน้นลงทุนในหุ้นคุณภาพดีที่มีศักยภาพการจ่ายเงินปันผล และระดับราคาที่เหมาะสม และมีศักยภาพในการควบคุมความเสี่ยงขาลงได้ในระดับที่ดี ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน

 

สำหรับท่านที่สนใจ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อที่ปรึกษาทางการเงิน (Client Advisor) ของ UOB Privilege Banking โทร. 0 2081 0999 หรือคลิก www.uob.co.th/privilegebanking

 

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดย ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)

 

UOB Privilege Banking

The post AI ถึงวันฟองสบู่แตกแล้วจริงหรือ? เจาะลึกวัฏจักรตลาด ถอดรหัสโอกาสการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมงบ Nvidia ที่ออกมาดี ถึงหยุดการไหลลงของตลาดในเวลานี้ไม่ได้? https://thestandard.co/nvidia-good-earnings-market-fall/ Fri, 21 Nov 2025 09:45:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1145911 ทำไม งบ Nvidia ที่ออกมาดี ถึงหยุด การไหลลงของตลาด ในเวลานี้ไม่ได้?

ดัชนี Nasdaq ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นเทคโนโลยีขอ […]

The post ทำไมงบ Nvidia ที่ออกมาดี ถึงหยุดการไหลลงของตลาดในเวลานี้ไม่ได้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม งบ Nvidia ที่ออกมาดี ถึงหยุด การไหลลงของตลาด ในเวลานี้ไม่ได้?

ดัชนี Nasdaq ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นเทคโนโลยีของโลก ร่วงลง 2.15% เมื่อวานนี้ (20 พฤศจิกายน) สู่ระดับ 22,078 จุด ต่ำสุดในรอบ 2 เดือน แม้หุ้นที่มีมูลค่าสูงสุดในโลกอย่าง Nvidia Corp. จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ออกมาดีกว่าคาด

 

ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังจะปิดสัปดาห์ด้วยผลงานที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา โดยดัชนี MSCI All Country World Index ร่วงลงเกือบ 3% ในสัปดาห์นี้ หลังจากดัชนี S&P 500 เกิดการกลับตัวระหว่างวัน (Intraday Reversal) ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน โดยเปิดตลาดบวกกว่า 1% แต่กลับปิดลบถึง 3.6%

 

แรงเทขายระลอกใหม่ถูกจุดชนวนจากความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้น (Valuation) ที่ตึงตัวจนเกินไป และคำถามสำคัญที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า “การลงทุนมหาศาลใน AI จะคุ้มทุนหรือไม่”

 

นอกจากหุ้นเทคสหรัฐฯ ดัชนีหุ้นเอเชียในช่วงเช้านี้ก็ปรับตัวลดลง 1.6% เช่นกัน โดยเฉพาะดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ ร่วงลงหนักถึง 4.2% ในช่วงแรกของการซื้อขาย ขณะที่ราคา Bitcoin ร่วงหลุดระดับ 86,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามทิศทางสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ขณะที่ดัชนี Cboe Volatility Index (VIX) หรือดัชนีชี้วัดความกลัวในตลาด พุ่งขึ้นแตะระดับ 26.42 สูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน

 

สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า “หุ้นเทคโนโลยียังไม่ได้จบรอบ แต่มีโอกาสในการปรับฐาน หลังจากเริ่มปรับตัวลงมา 5-10% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา”

 

ปัจจัยระยะสั้นมาจากมุมมองต่อนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งเดิมทีตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมแน่นอน แต่หลังจากตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ไม่ได้แย่มาก และการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจย้อนหลังของสหรัฐฯ ที่เลื่อนไปเป็น 16 ธันวาคม หลังจากการประชุมของเฟดในวันที่ 11 – 12 ธันวาคม ทำให้ตลาดเริ่มมองว่าเฟดอาจจะไม่ลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม

 

สรพลกล่าวต่อว่า สถิติอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ ตั้งแต่ช่วงปี 1980 – 1990 จนถึงปัจจุบัน วัฏจักรของอุตสาหกรรมเซมิคอนดัคเตอร์หลังจากการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร หรือสมาร์ทโฟน จากจุดเริ่มต้นจนมักจะใช้เวลาเฉลี่ย 28 – 33 เดือน ก่อนที่จะจบรอบวัฏจักร

 

“รอบนี้ตั้งแต่การเปิดตัวของ OpenAI จะครบรอบ (ใกล้เคียงกับสถิติในอดีต) ช่วงปีหน้า ส่วนตัวยังไม่คิดว่าจะเป็นการจบรอบทันที แม้มูลค่าหุ้นปัจจุบันค่อนข้างสูง แต่รอบนี้เห็นหลายบริษัทที่กำไรยังเติบโตทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง” สรพลกล่าว

 

ด้าน เดวิด โรเซนเบิร์ก นักเศรษฐศาสตร์และประธาน Rosenberg Research ระบุว่า “นานหลายทศวรรษแล้วที่หุ้นเพียงตัวเดียวสามารถขับเคลื่อนตลาดได้เหมือน Nvidia จงจำไว้ว่า นี่ยังคงเป็นฟองสบู่ในระดับมหากาพย์ ผมขอเป็นคนหนึ่งที่สงสัยว่าขนาดตลาด AI โดยรวมจะขยายตัวได้ถึง 8 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจริงหรือ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่กำลังสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นขณะนี้”

 

เคธี วูด เข้าซื้อ Nvidia หลังประกาศงบ Q3

 

เคธี วูด นักลงทุนและผู้ก่อตั้ง ARK Invest ตัดสินใจเข้าซื้อหุ้น Nvidia Corp. (NVDA) ล็อตใหญ่เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน หลังราคาหุ้นปรับตัวลดลง แม้จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ที่แข็งแกร่งเกินคาด

 

ข้อมูลจากกองทุนเปิดเผยว่า ARK Innovation ETF (ARKK) ซึ่งเป็นกองทุนเรือธงของวูด ได้เข้าซื้อหุ้น Nvidia เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (20 พฤศจิกายน) จำนวนกว่า 93,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่าราว 17.5 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 600 ล้านบาท)

 

การเข้าซื้อครั้งนี้ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ เพราะเป็น การซื้อครั้งแรกของกองทุน ARK นับตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม เป็นต้นมา ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณย้ำจุดยืนของวูดที่ยังคงเชื่อมั่นในทิศทางขาขึ้น (Bullish) ของ Nvidia และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มเปี่ยม โดยปัจจุบันกองทุนต่างๆ ของ ARK ถือครองหุ้น Nvidia รวมกันราว 1 ล้านหุ้น ซึ่งเป็นสัดส่วนการถือครองที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 19 ของพอร์ต

 

แม้ Nvidia จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ดีกว่าคาด แต่ราคาหุ้นกลับร่วงลง 3.2% ในการซื้อขายเมื่อวันพฤหัสบดี ท่ามกลางความผันผวนอย่างหนัก เนื่องจากความกังวลของนักลงทุนใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ ระดับสินค้าคงคลังที่เพิ่มสูงขึ้น (Rising Inventory Levels) และความกลัวเรื่อง “การระดมทุนแบบงูกินหาง” (Circular Financing) ซึ่งหมายถึงความกังวลว่ารายได้ของ Nvidia อาจมาจากการที่บริษัทเข้าไปลงทุนในสตาร์ทอัพ (เช่น OpenAI) แล้วสตาร์ทอัพเหล่านั้นก็นำเงินกลับมาซื้อชิปของ Nvidia ซึ่งอาจไม่ใช่ดีมานด์ที่แท้จริง

 

แม้ เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia จะพยายามออกมาลดกระแสความกังวลเรื่องฟองสบู่และ Circular Financing แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนส่วนใหญ่กลับมาได้ทันที

 

การเข้าซื้อของวูดในครั้งนี้ สวนทางกับความเคลื่อนไหวของนักลงทุนชื่อดังรายอื่นๆ อาทิ Michael Burry นักลงทุนดังจากภาพยนตร์ The Big Short ได้ออกมาเตือนเรื่องฟองสบู่หุ้นเทคฯ และเปิดเผยสถานะขายชอร์ต (Short Position) ใน Nvidia เช่นเดียวกับ SoftBank Group และ Peter Thiel นักลงทุนและผู้ร่วมก่อตั้ง Founders Fund, PayPal และ Palatir Technologies ต่างเทขายหุ้น Nvidia ออกไปก่อนหน้านี้

 

ภาพ: Woohae Cho/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ทำไมงบ Nvidia ที่ออกมาดี ถึงหยุดการไหลลงของตลาดในเวลานี้ไม่ได้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cloudflare แก้เหตุล่มทั่วโลกแล้ว ขณะที่แรงกดดันมูลค่าหุ้น AI ฉุด Nasdaq-Nvidia ดิ่งต่อเนื่อง https://thestandard.co/ai-pressure-drags-nvidia-down/ Wed, 19 Nov 2025 01:05:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1144817 Cloudflare แก้เหตุล่มทั่วโลกแล้ว ขณะที่แรงกดดันมูลค่าหุ้น AI ฉุด Nasdaq-Nvidia ดิ่งต่อเนื่อง

ปัญหาการล่มครั้งใหญ่ในเครือข่ายของบริษัทความปลอดภัยไซเบ […]

The post Cloudflare แก้เหตุล่มทั่วโลกแล้ว ขณะที่แรงกดดันมูลค่าหุ้น AI ฉุด Nasdaq-Nvidia ดิ่งต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cloudflare แก้เหตุล่มทั่วโลกแล้ว ขณะที่แรงกดดันมูลค่าหุ้น AI ฉุด Nasdaq-Nvidia ดิ่งต่อเนื่อง

ปัญหาการล่มครั้งใหญ่ในเครือข่ายของบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์ Cloudflare Inc. ได้รับการแก้ไขแล้ว หลังส่งผลกระทบต่อเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลกตั้งแต่ X ไปจนถึง ChatGPT นานหลายชั่วโมงในวันอังคาร

 

เหตุขัดข้องดังกล่าวยังส่งผลต่อเว็บไซต์ของหน่วยงานกำกับดูแลพลังงานของสหรัฐฯ (FERC) และการขนส่งมวลชนรัฐนิวเจอร์ซีย์ อีกด้วย โดยหลายบริการกลับมาออนไลน์ได้ภายในเวลา 10.00 น. ตามเวลานิวยอร์ก

 

Jackie Dutton โฆษกของ Cloudflare ระบุว่าบริษัทตรวจพบ ‘การเพิ่มขึ้นผิดปกติของทราฟฟิก’ ที่ไหลเข้ามายังหนึ่งในบริการของบริษัทเมื่อเวลาประมาณ 6:20 น. ตามเวลานิวยอร์ก ทำให้ข้อมูลบางส่วนที่ผ่านเครือข่ายเกิดข้อผิดพลาด ปัญหานี้เกิดจากไฟล์กำหนดค่า ซึ่งระบบสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติเพื่อจัดการทราฟฟิกที่เป็นภัยคุกคาม และใช้เวลาน้อยกว่า 4 ชั่วโมงในการแก้ไข

 

Dutton กล่าวว่า “ไฟล์ดังกล่าวมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ และทำให้ซอฟต์แวร์ที่จัดการทราฟฟิกของบริการ Cloudflare หลายรายการล่มลง” บริษัทระบุเพิ่มเติมว่า ไม่มีหลักฐานของการโจมตีไซเบอร์หรือกิจกรรมที่เป็นอันตราย

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การล่มของระบบอินเทอร์เน็ตทั่วโลกเคยเกิดขึ้นหลายครั้ง จากความผิดพลาดของบริษัทที่ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้เว็บไซต์ต่างๆ ทำงานได้ เช่น ระบบคลาวด์ของ Amazon, บริษัท CrowdStrike และ Microsoft ซึ่งตอกย้ำว่าทั่วโลกพึ่งพาบริษัทเพียงไม่กี่รายมากเพียงใดเพื่อให้ระบบออนไลน์ทำงานได้ตามปกติ

 

บริษัท Anthropic ระบุว่าแชตบอท AI ของตนอย่าง Claude ก็ได้รับผลกระทบเช่นกันในวันอังคาร เว็บไซต์ของ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานของสหรัฐฯ (FERC) ซึ่งดูแลตลาดไฟฟ้า สาธารณูปโภค ผู้ค้าพลังงาน และประเด็นพลังงานอื่น ๆ ก็ล่มลงเช่นกัน โดยเว็บไซต์นี้เป็นแหล่งสำคัญที่บริษัทจำนวนมาก ทนายความ และหน่วยงานกำกับดูแลใช้เข้าถึงเอกสารคดีต่างๆ

 

นอกจากนี้ ระบบขนส่งมวลชนของนครนิวยอร์กก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน จากข้อมูลของโฆษกการขนส่งมหานคร (MTA) โดยเว็บไซต์ทางการแจ้งผู้โดยสารให้ใช้แอป MTAapp หรือ TrainTime แทนเพื่อดูข้อมูลรถและวางแผนการเดินทาง เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับผู้ให้บริการบุคคลที่สามที่ส่งผลต่อเว็บไซต์จำนวนมาก MTA เป็นระบบขนส่งสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ให้บริการรถไฟใต้ดิน รถบัส และรถไฟชานเมืองในนิวยอร์ก

 

ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงอีกครั้งในวันอังคาร โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะเดียวกันราคาบิตคอยน์ก็ร่วงลงต่ำกว่า 90,000 ดอลลาร์ชั่วคราว สะท้อนการลดความเสี่ยงของนักลงทุน

 

ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดตลาดลดลง 498.50 จุด หรือ 1.07% อยู่ที่ 46,091.74 จุด ขณะที่ S&P 500 ลดลง 0.83% ปิดตลาดที่ 6,617.32 จุด ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันเป็นวันที่ 4 ยาวนานที่สุดตั้งแต่เดือนสิงหาคม ส่วนดัชนี Nasdaq Composite ลดลง 1.21% ปิดตลาดที่ 22,432.85 จุด

 

ระหว่างวัน ดาวโจนส์เคยร่วงมากเกือบ 700 จุด หรือประมาณ 1.5% ขณะที่ S&P 500 และ Nasdaq ร่วงลงถึง 1.5% และ 2.1% ตามลำดับ แรงกดดันหลักมาจากหุ้น Nvidia ดาวเด่นด้านชิป AI ที่ร่วงเกือบ 3% รวมถึงหุ้นในกลุ่ม ‘Magnificent Seven’ อย่าง Amazon และ Microsoft โดย Amazon ลดลงมากกว่า 4% ขณะที่ Microsoft ร่วงเกือบ 3%

 

ราคาหุ้น Nvidia ร่วงลงกว่า 10% ในเดือนนี้ ก่อนที่บริษัทจะรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 หลังปิดตลาดในวันพุธ Nvidia ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทสำคัญในรอบการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วย AI ปีนี้ กลายเป็นประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของแรงซื้อหุ้นกลุ่ม AI เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกังวลเรื่องมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีที่แพงขึ้นมาก รวมถึงความยั่งยืนของพื้นฐานธุรกิจ AI ท่ามกลางการออกตราสารหนี้จำนวนมากของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่

 

ภาพ: Mykola Tys/Global Images Ukraine via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post Cloudflare แก้เหตุล่มทั่วโลกแล้ว ขณะที่แรงกดดันมูลค่าหุ้น AI ฉุด Nasdaq-Nvidia ดิ่งต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว https://thestandard.co/opinion-global-market-10-stocks/ Sun, 16 Nov 2025 05:51:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1143853 ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว

ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ตลาดหุ้นอเมริกาโดยเฉพาะ Nasdaq มีการ […]

The post ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว

ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ตลาดหุ้นอเมริกาโดยเฉพาะ Nasdaq มีการปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่โดดเด่นและเห็นได้ชัดกว่าก็คือ หุ้นเทคโนโลยีโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI ที่เป็นผู้นำและมีขนาดใหญ่จำนวนประมาณ 7-10 ตัวที่นักลงทุนเรียกว่า “หุ้น 7 นางฟ้า” มีการปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าดัชนีและหุ้นอื่นๆ มาก

 

การปรับตัวขึ้นต่อเนื่องยาวนานโดยที่มีช่วงปรับตัวลงน้อยกว่ามากนั้น ทำให้หุ้นดังกล่าวมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับหุ้นอื่น จนถึงนาทีนี้เราคงต้องเรียกว่าเป็น “หุ้นยักษ์” ที่มีมูลค่าตลาดของหุ้นสูงมาก หุ้นตัวใหญ่ที่สุดคือ Nvidia นั้นมีมูลค่าถึงกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเท่ากับ 162.5 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 10 เท่าของ Market Cap. ของมูลค่าหุ้นทั้งหมด 700-800 ตัวของตลาดหุ้นไทย

 

และถ้าเปรียบบริษัทเหมือนกับประเทศๆ หนึ่งในโลกที่ผลิตสินค้าและบริการให้กับโลก หุ้น NVIDIA ก็ใหญ่ขนาดที่เรียกว่าใหญ่กว่าทุกประเทศในโลกยกเว้นสหรัฐฯ และจีนในแง่ของ GDP พูดง่ายๆ Market Cap. ของ Nvidia ใหญ่กว่า GDP ของประเทศเยอรมันที่มีขนาดเศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลกที่ประมาณ 5 ล้านล้านดอลลาร์เช่นเดียวกัน

 

“หุ้นยักษ์” ที่เป็นหุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัวในดัชนี S&P 500 ที่ส่วนใหญ่เป็นหุ้นเทคโนโลยีทางด้าน AI กลุ่ม 7 นางฟ้าซึ่งประกอบไปด้วยหุ้น Nvidia, Apple, Microsoft, Alphabet (Google), Amazon, Broadcom, Meta, Tesla, Berkshire Hathaway และ JPMorgan มี Market Cap. รวมกันประมาณ 25.7 ล้านล้านดอลลาร์ นับที่วันสิ้นเดือนตุลาคม 2025 เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดของหุ้นในดัชนี S&P 500 ที่ 61 ล้านล้านดอลลาร์ ก็เท่ากับว่าหุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัวรวมกันมีมูลค่าเท่ากับ 42.2% ของหุ้นทั้งตลาด และหุ้น เอนวิเดียที่เป็นหุ้นตัวใหญ่ที่สุดเพียงตัวเดียวก็มีมูลค่าประมาณ 8.2% ในดัชนี S&P 500 แล้ว

 

พูดอย่างหยาบๆ ก็คือ หุ้นตัวใหญ่ที่สุดในตลาด 10 ตัวนั้น ได้ “Dominate” หรือ “ครอบงำ” ตลาด S&P 500 ซึ่งเป็นตัวแทนประเทศสหรัฐอเมริกาไปแล้ว คือหุ้นอเมริกาจะขึ้นหรือลงก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มหุ้น 10 ตัวนี้ เป็นหลัก ตลาดหุ้นจะบูมหนักหรือเกิดวิกฤติในอนาคต ก็ขึ้นอยู่กับ “หุ้นนางฟ้า” เหล่านี้ และประเทศสหรัฐจะแพ้หรือชนะจีนในการต่อสู้แข่งขัน ก็ขึ้นอยู่กับผลงานของหุ้นกลุ่มนี้

 

นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญต่างก็เชื่อกันว่า อนาคตของสหรัฐก็คือการเติบโตของสินค้าบริการที่นำโดย AI ที่แทบจะ “กินรวบ” กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกือบทั้งหมด เพราะถ้ามองจากสัดส่วนของ Market Cap. ที่สูงถึง 42.2% นั้นก็อาจจะแปลว่า ในอนาคต คนก็จะใช้หรือทำอะไรเกี่ยวกับ AI มากมายในชีวิตประจำวัน รายจ่ายต่างๆ ที่จ่ายไปก็อาจจะจ่ายให้กับ AI เกือบครึ่งหนึ่งของรายจ่ายทั้งหมด โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

 

แต่หลายคนก็อาจจะคิดว่าจริงหรือ? จำนวนไม่น้อยก็อาจจะคิดว่า “คิดเวอร์กันไปเอง” โลกยังไปไม่ถึงจุดนั้น จริงอยู่ AI นั้นมีความสำคัญสุดยอด การปฎิวัติ AI กำลังเกิดขึ้นก็จริง แต่มันคงต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าที่มันจะมาทำงานแทนคนมากเสียจนคนเริ่มไร้ความหมายและตกงานกันไปหมด สิ่งที่เกิดขึ้นจริงตอนนี้กับหุ้นก็คือ การเก็งกำไรอย่างบ้าคลั่งที่ดันให้ราคาหุ้นขึ้นไปแบบหลุดโลกและไม่ช้าหุ้นก็อาจจะปรับตัวลงอย่างแรงจนอาจจะเกิดหายนะได้

 

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ดูเหมือนคนจะคิดกันว่า ตลาดหุ้นอเมริกากำลัง “กระจุกตัว” มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ อานิสงค์จากการที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี AI ขนาดใหญ่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนแทบจะ “กลืนกิน” ธุรกิจรุ่นเก่าที่แทบจะไม่โตอีกต่อไปแล้ว

 

แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ตลาดหุ้นอื่นๆ ในโลกก็คงไม่เหมือนอเมริกา เพราะประเทศอื่นส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ได้มีหุ้นเทค AI ที่ยิ่งใหญ่เท่า ไม่ต้องพูดถึงตลาดหุ้นไทยที่เราเป็น “เศรษฐกิจเก่า” ดังนั้น หุ้นไทยก็คง “ไม่กระจุกตัว” และหุ้นตัวใหญ่ที่สุดก็คงไม่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับตลาด จริงไหม? ลองมาดูกัน

 

ตลาดหุ้นไทย ณ ประมาณสิ้นเดือนตุลาคม 2568 มี Market Cap. ประมาณ 16.8 ล้านล้านบาท หุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัวมีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 7.8 ล้านล้านบาท คิดแล้วเท่ากับ 46.3% ซึ่งสูงกว่าตลาด S&P 500 ที่อยู่ที่ 42.2% น่าตกใจใช่ไหมครับ และหุ้นใหญ่ที่สุดตัวเดียวคือหุ้นเดลต้ามี Market Cap. 2.73 ล้านล้านบาทหรือเท่ากับ 16.2% เทียบกับหุ้น Nvidia ที่ 8.2% งงไหมครับ? ที่ตลาดหุ้นไทยนั้น หุ้นยักษ์ 10 ตัวก็ครอบงำตลาดหุ้นไทย และครอบงำมากกว่าตลาดหุ้นอเมริกาด้วยซ้ำ

 

ลองมาดูตลาดหุ้นเวียตนามที่คนไทยไปลงทุนกันมาก “อัตราการครอบงำ” ของหุ้นยักษ์ Top 10 ของเวียตนามก็คือ หุ้นยักษ์ 10 ตัว มีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 4 ล้านล้านบาท ในขณะที่ตลาดมี Market Cap. รวมประมาณ 9.33 ล้านล้านบาท คิดแล้วเท่ากับ 42.6% หุ้นที่ใหญ่ที่สุดคือหุ้น VIC หรือวินกรุ๊ปมีมูลค่าประมาณ 9.5 แสนล้านบาท คิดเป็น 10.2% ของตลาดทั้งหมด นี่ก็กระจุกตัวสูงกว่า S&P 500 เช่นเดียวกันแม้จะน้อยกว่าตลาดหุ้นไทย

 

มาดูตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ก็มีหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่จำนวนมากแม้ว่าจะไม่ใช่ AI มากนักยกเว้นหุ้น Samsung หุ้น Top 10 จำนวน 10 ตัว มี Market Cap. รวมกันเท่ากับ 1.05 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่มูลค่าหุ้นทั้งตลาดเท่ากับ 2.45 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้น อัตราการกระจุกตัวของหุ้นยักษ์ก็คือ 43% สูงกว่า S&P 500 ที่ 42.2% และหุ้นซัมซุงที่ใหญ่ที่สุดมี Market Cap. 4.54 แสนล้านดอลลาร์เท่ากับ 18.53% ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ทั้งหมด

 

ตลาดหุ้นไต้หวันนั้น ถ้าจะพูดไปก็คล้ายๆ ตลาดเกาหลีในแง่ที่มีหุ้นยักษ์ AI ระดับโลกจริงๆ ก็คือหุ้น TSMC ที่มี Market Cap. ใหญ่มโหฬารที่ 1.52 ล้านล้านดอลลาร์หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 49 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณเกือบ 3 เท่าของมูลค่าหุ้นทั้งตลาดของไทย และคิดเป็น 58.8% ของตลาดหุ้นไต้หวันที่มีมูลค่า 2.59 ล้านล้านดอลลาร์

 

หุ้นยักษ์ 10 ตัวของไต้หวันมี Market Cap. รวมกันเท่ากับ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้มีสัดส่วนเท่ากับ 76.8% ของตลาดหุ้นทั้งหมด และจึงน่าจะเป็นตลาดหุ้นที่มีอัตราการกระจุกตัวสูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ถ้าจะพูดไปก็คือ ตลาดหุ้นไต้หวันนั้นถูกครอบงำสมบูรณ์แบบด้วยหุ้น 10 ตัว หรือบางทีอาจจะบอกได้ด้วยว่าถูกครอบงำด้วยหุ้นตัวเดียวคือ TSMC

 

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเป็นตลาดที่น่าสนใจในแง่ที่ว่าเป็นประเทศที่มีบริษัทไฮเทคจำนวนมากแต่มักอยู่ในเทคโนโลยียุคก่อนอย่างเช่น รถยนต์สันดาป เครื่องจักรกล หรืออิเลคโทรนิกส์รุ่นก่อนๆ

 

หุ้นยักษ์ 10 ตัวซึ่งนำโดยโตโยต้าและหุ้นซอฟแบ้งค์ที่เป็นผู้นำทางด้านการลงทุนในธุรกิจดิจิทัลรวมถึง AI มี Market Cap. รวมกัน 1.52 ล้านล้านดอลลาร์ จากตลาดหุ้นทั้งหมดที่มีมูลค่าตลาดของหุ้น 5.54 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้น อัตรากระจุกตัวจึงอยู่ที่ 27.4% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ทั้งหมดที่กล่าวมา หุ้น Toyota ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดก็มี Market Cap. เพียง 2.68 แสนล้านดอลลาร์ หรือเท่ากับ 8.71 ล้านล้านบาท คิดเป็นแค่ 4.84% ของมูลค่ารวมของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่นในขณะนี้ ไม่ได้มีอาการของการเก็งกำไรและการกระจุกตัวของหุ้นใหญ่แต่อย่างใด

 

สุดท้ายก็คือตลาดหุ้นจีนที่นักลงทุนไทยจำนวนไม่น้อยเข้าไปลงทุน ตลาดจีนนั้นมีความซับซ้อนในแง่ที่ว่ามีตลาดหุ้นหลายแห่งรวมถึงตลาดฮ่องกงซึ่งมักจะแยกออกจากจีน และหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงที่เป็นหุ้นเทคและหุ้นขนาดใหญ่ก็มักจะไปจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ด้วยการเปรียบเทียบต่างๆ เรื่องของการกระจุกตัวของหุ้นจึงเป็นเรื่องยากและไม่แม่นยำ อย่างไรก็ตาม ผมเองพยายามจะทำและใช้ข้อมูลแบบหยาบๆ เพื่อจะดูว่าตลาดหุ้นจีนนั้นเป็นอย่างไรเทียบกับตลาดอื่นๆ ที่กล่าวมาแล้ว

 

หุ้น Top10 ที่ผมเลือกนั้นเริ่มจากตัวที่ใหญ่ที่สุดคือหุ้น Tencent ที่มี Market Cap. 5.94 แสนล้านดอลลาร์ ตามด้วย Alibaba และหุ้นอื่นๆ เช่น ธนาคารขนาดใหญ่ หุ้นให้บริการโทรศัพท์มือถือ หุ้น PetroChina และตบท้ายด้วยหุ้น Xiaomi ที่อยู่อันดับ 10 ผลรวมของ Market Cap. เท่ากับ 2.79 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่ตลาดหุ้นนั้นคิดจากตลาดในแผ่นดินใหญ่จีนไม่รวมฮ่องกงมีมูลค่าตลาดที่ประมาณ 11.87 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้อัตราการกระจุกอยู่ที่ 23.5% น้อยกว่าของตลาดญี่ปุ่นด้วยซ้ำ ในขณะที่หุ้นตัวใหญ่ที่สุดก็มีสัดส่วนแค่ 5% ของตลาดหุ้นโดยรวม

 

โดยสรุปแล้ว ตลาดหุ้นที่ดูเหมือนว่าจะมีหุ้นที่วิ่งขึ้นไปมากเทียบกับหุ้นอื่นๆ ในตลาดเดียวกันจนทำให้หุ้นเหล่านั้นมีขนาดใหญ่ขึ้นมากมายแบบเหลือเชื่อ และทำให้หุ้นมีการกระจุกตัวสูงในแง่ที่ว่าหุ้นแค่ 10 ตัวรวมกันมีสัดส่วนหรือมีน้ำหนักสูงมากในตลาด เช่น 40% ขึ้นไปนั้น คือตลาดหุ้นไต้หวัน ไทย เกาหลีใต้ เวียดนาม และสหรัฐฯ ที่มา “รั้งท้าย” ไม่ใช่อันดับ 1 อย่างที่คิด

 

ส่วนหุ้นที่ไม่มีอาการกระจุกตัวของหุ้นเลยน่าจะเป็นตลาดหุ้นญี่ปุ่นกับตลาดหุ้นจีน ที่ไม่มีหุ้นที่วิ่งขึ้นรุนแรงต่อเนื่องจนกลายเป็นหุ้นยักษ์ระดับโลกและทำให้หุ้นมีการกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่เพียง 10 ตัว ที่จะกำหนดชะตากรรมของตลาดหุ้นทั้งหมด

 

มองอีกด้านหนึ่งก็คือ หุ้นของตลาดที่มีการกระจุกตัวสูงอาจจะเป็นสัญญาณว่าหุ้นยักษ์ 10 ตัวนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วราคาอาจจะแพงจัดเป็นฟองสบู่ที่อาจจะแตกได้ในเร็ววัน เพราะราคาขึ้นมาจากการเก็งกำไรใน “อนาคต” ของบริษัทที่อิงอยู่กับธุรกิจระดับที่ปฏิวัติโลกที่อาจจะไม่จริง หรือถึงจะจริง แต่บริษัทเหล่านั้นก็อาจจะไม่ได้กำไรมากมายอย่างที่คิดเพราะบริษัทอาจจะพ่ายแพ้ในการแข่งขันที่ยังไม่รู้ว่าใครจะชนะ ดังนั้น จึงเป็นความเสี่ยงสำหรับคนที่เข้าไปลงทุนในหุ้นเหล่านั้น

The post ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว https://thestandard.co/thai-stock-market-domination-higher-than-sp500-top10-concentration/ Sun, 09 Nov 2025 10:01:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1141272 thai-stock-market-domination-higher-than-sp500-top10-concentration

ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ตลาดหุ้นอเมริกาโดยเฉพาะ NASDAQ มีการ […]

The post ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-stock-market-domination-higher-than-sp500-top10-concentration

ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ตลาดหุ้นอเมริกาโดยเฉพาะ NASDAQ มีการปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่โดดเด่นและเห็นได้ชัดกว่าก็คือ หุ้นเทคโนโลยีโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI ที่เป็นผู้นำและมีขนาดใหญ่จำนวนประมาณ 7-10 ตัวที่นักลงทุนเรียกว่า ‘หุ้น 7 นางฟ้า’ มีการปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าดัชนีและหุ้นอื่นๆ มาก

 

การปรับตัวขึ้นต่อเนื่องยาวนานโดยที่มีช่วงปรับตัวลงน้อยกว่ามากนั้น ทำให้หุ้นดังกล่าวมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับหุ้นอื่น จนถึงนาทีนี้เราคงต้องเรียกว่าเป็น ‘หุ้นยักษ์’ ที่มีมูลค่าตลาดของหุ้นสูงมาก หุ้นตัวใหญ่ที่สุดคือ NVIDIA นั้นมีมูลค่าถึงกว่า 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 162.5 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 10 เท่าของ Market Cap. ของมูลค่าหุ้นทั้งหมด 7 – 800 ตัวของตลาดหุ้นไทย

 

และถ้าเปรียบบริษัทเหมือนกับประเทศๆ หนึ่งในโลกที่ผลิตสินค้าและบริการให้กับโลก หุ้น NVIDIA ก็ใหญ่ขนาดที่เรียกว่าใหญ่กว่าทุกประเทศในโลกยกเว้นสหรัฐและจีนในแง่ของ GDP พูดง่ายๆ Market Cap. ของเอนวิเดียใหญ่กว่า GDP ของประเทศเยอรมันที่มีขนาดเศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลกที่ประมาณ 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเช่นเดียวกัน

 

‘หุ้นยักษ์’ ที่เป็นหุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัวในดัชนี S&P 500 ที่ส่วนใหญ่เป็นหุ้นเทคทางด้าน AI กลุ่ม 7 นางฟ้าซึ่งประกอบไปด้วยหุ้นเอนวิเดีย หุ้นแอปเปิล ไมโครซอฟท์ กูเกิล อะมาซอน บรอดคอม เมตา เทสลา เบิร์กไชร์ และเจพีมอร์แกน มี Market Cap. รวมกันประมาณ 25.7 ล้านล้านเหรียญนับที่วันสิ้นเดือนตุลาคม 2025 เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดของหุ้นในดัชนี S&P ที่61 ล้านล้านเหรียญ ก็เท่ากับว่าหุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัวรวมกันมีมูลค่าเท่ากับ 42.2% ของหุ้นทั้งตลาด และหุ้น เอนวิเดียที่เป็นหุ้นตัวใหญ่ที่สุดเพียงตัวเดียวก็มีมูลค่าประมาณ 8.2% ในดัชนี S&P 500 แล้ว

 

พูดอย่างหยาบๆ ก็คือ หุ้นตัวใหญ่ที่สุดในตลาด 10 ตัวนั้น ได้ ‘Dominate’ หรือ ‘ครอบงำ’ ตลาด S&P500 ซึ่งเป็นตัวแทนประเทศสหรัฐอเมริกาไปแล้ว คือหุ้นอเมริกาจะขึ้นหรือลงก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มหุ้น 10 ตัวนี้ เป็นหลัก ตลาดหุ้นจะบูมหนักหรือเกิดวิกฤติในอนาคต ก็ขึ้นอยู่กับ ‘หุ้นนางฟ้า’ เหล่านี้ และประเทศสหรัฐจะแพ้หรือชนะจีนในการต่อสู้แข่งขัน ก็ขึ้นอยู่กับผลงานของหุ้นกลุ่มนี้

 

นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญต่างก็เชื่อกันว่า อนาคตของสหรัฐก็คือ การเติบโตของสินค้าบริการที่นำโดย AI ที่แทบจะ ‘กินรวบ’ กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกือบทั้งหมด เพราะถ้ามองจากสัดส่วนของ Market Cap. ที่สูงถึง 42.2% นั้นก็อาจจะแปลว่า ในอนาคต คนก็จะใช้หรือทำอะไรเกี่ยวกับ AI มากมายในชีวิตประจำวัน รายจ่ายต่างๆ ที่จ่ายไปก็อาจจะจ่ายให้กับ AI เกือบครึ่งหนึ่งของรายจ่ายทั้งหมด โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

 

แต่หลายคนก็อาจจะคิดว่า จริงหรือ? จำนวนไม่น้อยก็อาจจะคิดว่า ‘คิดเวอร์กันไปเอง’ โลกยังไปไม่ถึงจุดนั้น จริงอยู่ AI นั้นมีความสำคัญสุดยอด การปฏิวัติ AI กำลังเกิดขึ้นก็จริง แต่มันคงต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าที่มันจะมาทำงานแทนคนมากเสียจนคนเริ่มไร้ความหมายและตกงานกันไปหมด สิ่งที่เกิดขึ้นจริงตอนนี้กับหุ้นก็คือ การเก็งกำไรอย่างบ้าคลั่งที่ดันให้ราคาหุ้นขึ้นไปแบบหลุดโลกและไม่ช้าหุ้นก็อาจจะปรับตัวลงอย่างแรงจนอาจจะเกิดหายนะได้

 

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ดูเหมือนคนจะคิดกันว่า ตลาดหุ้นอเมริกากำลัง ‘กระจุกตัว’ มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ อานิสงส์จากการที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี AI ขนาดใหญ่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนแทบจะ ‘กลืนกิน’ ธุรกิจรุ่นเก่าที่แทบจะไม่โตอีกต่อไปแล้ว

 

แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ตลาดหุ้นอื่นๆ ในโลกก็คงไม่เหมือนอเมริกา เพราะประเทศอื่นส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ได้มีหุ้นเทค AI ที่ยิ่งใหญ่เท่า ไม่ต้องพูดถึงตลาดหุ้นไทยที่เราเป็น ‘เศรษฐกิจเก่า’ ดังนั้น หุ้นไทยก็คง ‘ไม่กระจุกตัว’ และหุ้นตัวใหญ่ที่สุดก็คงไม่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับตลาด จริงไหม? ลองมาดูกัน

 

ตลาดหุ้นไทย ณ.ประมาณสิ้นเดือนตุลาคม 2568 มี Market Cap. ประมาณ 16.8 ล้านล้านบาท หุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัวมีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 7.8 ล้านล้านบาท คิดแล้วเท่ากับ 46.3% ซึ่งสูงกว่าตลาด S&P 500 ที่อยู่ที่ 42.2% น่าตกใจใช่ไหมครับ และหุ้นใหญ่ที่สุดตัวเดียวคือหุ้นเดลต้ามี Market Cap. 2.73 ล้านล้านบาทหรือเท่ากับ 16.2% เทียบกับหุ้นเอนวิเดียที่ 8.2% งงไหมครับ? ที่ตลาดหุ้นไทยนั้น หุ้นยักษ์ 10 ตัวก็ครอบงำตลาดหุ้นไทย และครอบงำมากกว่าตลาดหุ้นอเมริกาด้วยซ้ำ

 

ลองมาดูตลาดหุ้นเวียดนามที่คนไทยไปลงทุนกันมาก ‘อัตราการครอบงำ’ ของหุ้นยักษ์ Top 10 ของเวียดนามก็คือ หุ้นยักษ์ 10 ตัว มีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 4 ล้านล้านบาท ในขณะที่ตลาดมี Market Cap. รวมประมาณ 9.33 ล้านล้านบาท คิดแล้วเท่ากับ 42.6% หุ้นที่ใหญ่ที่สุดคือหุ้น VIC หรือวินกรุ๊ปมีมูลค่าประมาณ 9.5 แสนล้านบาท คิดเป็น 10.2% ของตลาดทั้งหมด นี่ก็กระจุกตัวสูงกว่า S&P 500 เช่นเดียวกันแม้จะน้อยกว่าตลาดหุ้นไทย

 

มาดูตลาดหุ้นเกาหลีที่ก็มีหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่จำนวนมากแม้ว่าจะไม่ใช่ AI มากนักยกเว้นหุ้นซัมซุง หุ้น Top 10 จำนวน 10 ตัว มี Market Cap. รวมกันเท่ากับ 1.05 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่มูลค่าหุ้นทั้งตลาดเท่ากับ 2.45 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้น อัตราการกระจุกตัวของหุ้นยักษ์ก็คือ 43% สูงกว่า S&P 500 ที่ 42.2% และหุ้นซัมซุงที่ใหญ่ที่สุดมี Market Cap. 4.54 แสนล้านดอลลาร์เท่ากับ 18.53% ของตลาดหุ้นเกาหลีทั้งหมด

 

ตลาดหุ้นไต้หวันนั้น ถ้าจะพูดไปก็คล้ายๆ ตลาดเกาหลีในแง่ที่มีหุ้นยักษ์ AI ระดับโลกจริงๆ ก็คือหุ้น TSMC ที่มี Market Cap. ใหญ่มโหฬารที่ 1.52 ล้านล้านเหรียญหรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 49 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณเกือบ 3 เท่าของมูลค่าหุ้นทั้งตลาดของไทย และคิดเป็น 58.8% ของตลาดหุ้นไต้หวันที่มีมูลค่า 2.59 ล้านล้านเหรียญ

 

หุ้นยักษ์ 10 ตัวของไต้หวันมี Market Cap. รวมกันเท่ากับ 2 ล้านล้านเหรียญ ทำให้มีสัดส่วนเท่ากับ 76.8% ของตลาดหุ้นทั้งหมด และจึงน่าจะเป็นตลาดหุ้นที่มีอัตราการกระจุกตัวสูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ถ้าจะพูดไปก็คือ ตลาดหุ้นไต้หวันนั้นถูกครอบงำสมบูรณ์แบบด้วยหุ้น 10 ตัว หรือบางทีอาจจะบอกได้ด้วยว่าถูกครอบงำด้วยหุ้นตัวเดียวคือ TSMC

 

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเป็นตลาดที่น่าสนใจในแง่ที่ว่าเป็นประเทศที่มีบริษัทไฮเทคจำนวนมากแต่มักอยู่ในเทคโนโลยียุคก่อนอย่างเช่น รถยนต์สันดาป เครื่องจักรกล หรืออิเล็กทรอนิกส์รุ่นก่อนๆ 

 

หุ้นยักษ์ 10 ตัวซึ่งนำโดยโตโยต้าและหุ้นซอฟแบ้งค์ที่เป็นผู้นำทางด้านการลงทุนในธุรกิจดิจิทัลรวมถึง AI มี Market Cap. รวมกัน 1.52 ล้านล้านเหรียญ จากตลาดหุ้นทั้งหมดที่มีมูลค่าตลาดของหุ้น 5.54 ล้านล้านเหรียญ ดังนั้น อัตรากระจุกตัวจึงอยู่ที่ 27.4% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ทั้งหมดที่กล่าวมา หุ้นโตโยต้าที่ใหญ่ที่สุดในตลาดก็มี Market Cap. เพียง2.68 แสนล้านเหรียญหรือเท่ากับ 8.71 ล้านล้านบาท คิดเป็นแค่ 4.84% ของมูลค่ารวมของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่นในขณะนี้ ไม่ได้มีอาการของการเก็งกำไรและการกระจุกตัวของหุ้นใหญ่แต่อย่างใด

 

สุดท้ายก็คือตลาดหุ้นจีนที่นักลงทุนไทยจำนวนไม่น้อยเข้าไปลงทุน ตลาดจีนนั้นมีความซับซ้อนในแง่ที่ว่ามีตลาดหุ้นหลายแห่งรวมถึงตลาดฮ่องกงซึ่งมักจะแยกออกจากจีน และหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงที่เป็นหุ้นเทคและหุ้นขนาดใหญ่ก็มักจะไปจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ด้วย การเปรียบเทียบต่างๆ เรื่องของการกระจุกตัวของหุ้นจึงเป็นเรื่องยากและไม่แม่นยำ อย่างไรก็ตาม ผมเองพยายามจะทำและใช้ข้อมูลแบบหยาบๆ เพื่อจะดูว่าตลาดหุ้นจีนนั้นเป็นอย่างไรเทียบกับตลาดอื่นๆ ที่กล่าวมาแล้ว

 

หุ้น Top10 10 ตัวที่ผมเลือกนั้นเริ่มจากตัวที่ใหญ่ที่สุดคือหุ้น Tencent ที่มี Market Cap. 5.94 แสนล้านเหรียญ ตามด้วย อาลีบาบา และหุ้นอื่นๆ เช่น แบงก์ ขนาดใหญ่ หุ้นให้บริการโทรศัพท์มือถือ หุ้นปิโตรไชน่าและตบท้ายด้วยหุ้นเสียวหมี่ที่อยู่อันดับ 10 ผลรวมของ Market Cap. เท่ากับ 2.79 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ตลาดหุ้นนั้นคิดจากตลาดในแผ่นดินใหญ่จีนไม่รวมฮ่องกงมีมูลค่าตลาดที่ประมาณ 11.87 ล้านล้านเหรียญ ทำให้อัตราการกระจุกอยู่ที่ 23.5% น้อยกว่าของตลาดญี่ปุ่นด้วยซ้ำ ในขณะที่หุ้นตัวใหญ่ที่สุดก็มีสัดส่วนแค่ 5% ของตลาดหุ้นโดยรวม

 

โดยสรุปแล้ว ตลาดหุ้นที่ดูเหมือนว่าจะมีหุ้นที่วิ่งขึ้นไปมากเทียบกับหุ้นอื่นๆ ในตลาดเดียวกันจนทำให้หุ้นเหล่านั้นมีขนาดใหญ่ขึ้นมากมายแบบเหลือเชื่อ และทำให้หุ้นมีการกระจุกตัวสูงในแง่ที่ว่าหุ้นแค่ 10 ตัวรวมกันมีสัดส่วนหรือมีน้ำหนักสูงมากในตลาด เช่น 40% ขึ้นไปนั้น คือตลาดหุ้นไต้หวัน ตลาดหุ้นไทย เกาหลี เวียดนาม และอเมริกาที่มา ‘รั้งท้าย’ ไม่ใช่อันดับ 1 อย่างที่คิด

 

ส่วนหุ้นที่ไม่มีอาการกระจุกตัวของหุ้นเลยน่าจะเป็นตลาดหุ้นญี่ปุ่นกับตลาดหุ้นจีน ที่ไม่มีหุ้นที่วิ่งขึ้นรุนแรงต่อเนื่องจนกลายเป็นหุ้นยักษ์ระดับโลกและทำให้หุ้นมีการกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่เพียง 10 ตัว ที่จะกำหนดชะตากรรมของตลาดหุ้นทั้งหมด

 

มองอีกด้านหนึ่งก็คือ หุ้นของตลาดที่มีการกระจุกตัวสูงอาจจะเป็นสัญญาณว่าหุ้นยักษ์ 10 ตัวนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วราคาอาจจะแพงจัดเป็นฟองสบู่ที่อาจจะแตกได้ในเร็ววัน เพราะราคาขึ้นมาจากการเก็งกำไรใน ‘อนาคต’ ของบริษัทที่อิงอยู่กับธุรกิจระดับที่ปฏิวัติโลกที่อาจจะไม่จริง หรือถึงจะจริง แต่บริษัทเหล่านั้นก็อาจจะไม่ได้กำไรมากมายอย่างที่คิดเพราะบริษัทอาจจะพ่ายแพ้ในการแข่งขันที่ยังไม่รู้ว่าใครจะชนะ ดังนั้น จึงเป็นความเสี่ยงสำหรับคนที่เข้าไปลงทุนในหุ้นเหล่านั้น

 

ภาพ: sankai / Getty Images

The post ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เซ็น MOU กับ Nasdaq นำเทคโนโลยีล้ำสมัยใช้คุมเข้มการซื้อขายที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม, Short Sell, HFT ในตลาดหุ้นไทย https://thestandard.co/set-nasdaq-tech-innovation-market-regulation/ Tue, 13 May 2025 10:16:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1073823 ตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq

ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ Nasdaq เซ็น MOU ขยายความร่วมมือเชิง […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ เซ็น MOU กับ Nasdaq นำเทคโนโลยีล้ำสมัยใช้คุมเข้มการซื้อขายที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม, Short Sell, HFT ในตลาดหุ้นไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq

ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ Nasdaq เซ็น MOU ขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาด้านกำกับดูแลการซื้อขายและบริหารความเสี่ยง พร้อมต่อยอดสู่การนำเทคโนโลยี AI มาใช้

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนไทยต่อเนื่องด้วยการนำเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาเพิ่มศักยภาพ เสริมความเข้มแข็ง สร้างความโปร่งใส และการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ

 

โดยความร่วมมือกับ Nasdaq ครั้งนี้มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ ครอบคลุมพฤติกรรมซื้อขายที่ไม่เหมาะสม ธุรกรรมซื้อขายที่มีความถี่สูง (HFT) และการขายชอร์ต รวมทั้งส่งเสริมให้บริษัทสมาชิกร่วมใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงและการลงทุนที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เชื่อมั่นว่าการพัฒนาในครั้งนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของตลาดทุนไทย และตอกย้ำการเป็นหนึ่งในผู้นำของภูมิภาคอาเซียน

 

ด้านทาล โคเฮน กรรมการผู้จัดการ Nasdaq (Tal Cohen, President of Nasdaq) กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ไทยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนและดึงดูดการลงทุนสู่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การขยายความร่วมมือทางเทคโนโลยีระหว่าง Nasdaq และตลาดหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนี้จะสนับสนุนการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนภายใต้ระบบนิเวศตลาดทุนไทย ทั้งนี้ Nasdaq ยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมศักยภาพตลาดทุนไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมและศูนย์กลางการเงินในระดับภูมิภาค

 

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ Nasdaq ยังมีความร่วมมือในการค้นหาโอกาสทางนวัตกรรมใหม่ๆ โดยใช้ความเชี่ยวชาญของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการนำโซลูชันที่พัฒนาโดยทีมงานที่มีประสบการณ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อนำเสนอให้แก่ลูกค้าของ Nasdaq ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ใช้งาน ซึ่งจะเป็นการย้ำความแข็งแกร่งในความสามารถทางเทคโนโลยีของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ของ Nasdaq อีกด้วย

 

โดยเทคโนโลยีของ Nasdaq เป็นที่ยอมรับของผู้ใช้บริการทั่วโลก โดยมีสถาบันการเงินที่มีความสำคัญต่อระบบการเงินโลก ใช้บริการถึงร้อยละ 97 และราวครึ่งหนึ่งของตลาดหลักทรัพย์ชั้นนำระดับโลก 25 แห่งใช้บริการ รวมถึงธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแล 35 แห่ง ตลอดจนองค์กรกว่า 3,800 แห่งในอุตสาหกรรมบริการด้านการเงิน นอกจากความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีแล้ว Nasdaq ยังมีประสบการณ์ที่กว้างขวางในด้านธุรกิจและการให้บริการคลาวด์

 

พร้อมด้วยโซลูชันที่ตอบโจทย์สำหรับธุรกิจบริการด้านการเงินและรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ใช้ระบบซื้อขายที่พัฒนาร่วมกับ Nasdaq มาตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมาตรฐานสากล

 

ทั้งนี้ Nasdaq (Nasdaq: NDAQ) คือบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกที่ให้บริการครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งลูกค้าองค์กร บริษัทจัดการการลงทุน สถาบันการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ ภายใต้ความร่วมมือกับตลาดทุนทั่วโลกและภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบการเงิน

นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มชั้นนำที่มีมาตรฐานระดับสากล ซึ่งมีส่วนในการส่งเสริมสภาพคล่อง ความโปร่งใส และเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงให้บริการด้านข้อมูล การวิเคราะห์เชิงลึก ซอฟต์แวร์ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าเพื่อสนับสนุนให้การดำเนินงานบรรลุผลตามวิสัยทัศน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nasdaq.com

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ เซ็น MOU กับ Nasdaq นำเทคโนโลยีล้ำสมัยใช้คุมเข้มการซื้อขายที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม, Short Sell, HFT ในตลาดหุ้นไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาอู่หลง vs. สงครามการค้า: CHAGEE บริษัทชาจีน หวังระดมทุน 1.3 หมื่นล้านบาทใน NASDAQ แม้ Trump ขู่ขึ้นภาษี https://thestandard.co/chinese-tea-chagee-nasdaq-ipo-plans/ Fri, 18 Apr 2025 03:40:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1065602 CHAGEE

บริษัทชาสัญชาติจีน CHAGEE เตรียมฝ่าสภาวะตลาดที่ผันผวนแล […]

The post ชาอู่หลง vs. สงครามการค้า: CHAGEE บริษัทชาจีน หวังระดมทุน 1.3 หมื่นล้านบาทใน NASDAQ แม้ Trump ขู่ขึ้นภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
CHAGEE

บริษัทชาสัญชาติจีน CHAGEE เตรียมฝ่าสภาวะตลาดที่ผันผวนและสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลก โดยตั้งเป้าระดมทุน 396 ล้านดอลลาร์ (1.3 หมื่นล้านบาท) เพื่อเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ของสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีนี้ (17 เมษายน) ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ

 

เชนร้านชาที่มีฐานอยู่ในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเชี่ยวชาญในเครื่องดื่มสไตล์กาแฟ เช่น Teaspresso และ Teapuccino จากชาอู่หลง จะเสนอขายหุ้น 14.6 ล้านหุ้นในราคาระหว่าง 26 และ 28 ดอลลาร์ต่อหุ้น ตามเอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้บริษัทมีมูลค่าทางการตลาดรวมประมาณ 5.2 พันล้านดอลลาร์ (1.7 แสนล้านบาท)

 

หากประสบความสำเร็จ นี่จะเป็นการเสนอขายหุ้น IPO ของบริษัทจีนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในสหรัฐฯ ในรอบกว่า 3 ปี รองจากการระดมทุน 411 ล้านดอลลาร์ของกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า Zeekr เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ตามข้อมูลจาก Renaissance Capital ผู้ให้บริการวิจัย IPO

 

การเสนอขายหุ้นของ CHAGEE เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่รัฐบาล Trump เพิ่มภาษีสินค้าจีนเป็นประมาณ 120 เปอร์เซ็นต์ ท่ามกลางสงครามการค้าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก 

 

แม้การเสนอขายหุ้น IPO ขนาดใหญ่หลายรายการในสหรัฐฯ ถูกเลื่อนออกไปหลังจากที่ Donald Trump ประกาศภาษี ‘วันปลดปล่อย’ เมื่อวันที่ 2 เมษายน แต่ความปั่นป่วนของตลาดไม่ได้หยุด ‘คลื่น’ ของบริษัทจีน 24 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดเล็ก จากการเข้าจดทะเบียนในสหรัฐฯ ในปีนี้ ตามคำกล่าวของ Matthew Kennedy นักกลยุทธ์อาวุโสที่ Renaissance

 

หนังสือชี้ชวนของ CHAGEE ระบุ ‘ข้อพิพาททางการค้า’ และการเปลี่ยนแปลง ‘กฎหมายการลงทุนต่างประเทศ’ ของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยความเสี่ยงสำคัญ Goldman Sachs เน้นย้ำความกังวลที่เพิ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ว่า Trump อาจบังคับให้บริษัทจีนเพิกถอนการจดทะเบียนจากตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ 

 

โดยเขียนในบันทึกถึงลูกค้าว่า “ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด นักลงทุนสหรัฐฯ อาจถูกบังคับให้ขายหุ้นจีนที่ถือครองอยู่ทั้งหมดมูลค่ารวม 8 แสนล้านดอลลาร์”

 

บุคคลใกล้ชิดกับ NASDAQ บอกกับ Financial Times ว่ายังไม่ได้รับการติดต่อจากทำเนียบขาวในเรื่องนี้ นักวิเคราะห์การเงินและนักลงทุนหลายรายก็สงสัยว่าทำไม CHAGEE ซึ่งหวังที่จะขยายธุรกิจไปต่างประเทศ จึงเลือกสหรัฐฯ ในเมื่อบริษัทชาจีนคู่แข่งอย่าง Guming และ MIXUE มีราคาหุ้นพุ่งขึ้น 82 เปอร์เซ็นต์และ 51 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในฮ่องกงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมตามลำดับ

 

“ผมไม่เข้าใจว่าทำไม CHAGEE ถึงเลือกจดทะเบียนในตลาดหุ้นอเมริกาแทนที่จะเป็นตลาดหุ้นในเอเชียที่ใกล้กับฐานธุรกิจของพวกเขา” ผู้จัดการกองทุนในสหรัฐฯ กล่าว เขาชี้ให้เห็นว่าหุ้น IPO ของ MIXUE ซึ่งเป็นคู่แข่งที่จดทะเบียนในฮ่องกง มีนักลงทุนรายย่อยจองซื้อล้นหลามเกินความคาดหมาย อย่างไรก็ตาม เขาเสริมว่า IPO ของ CHAGEE ‘น่าจะประสบความสำเร็จได้’ เนื่องจาก ‘บริษัทมีผลประกอบการที่ดีมาก’

 

ธุรกิจของ CHAGEE ในจีนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ตามหนังสือชี้ชวน IPO ของบริษัท ณ สิ้นปีที่แล้ว บริษัทมีร้านชา 6,440 แห่ง โดย 97 เปอร์เซ็นต์อยู่ในจีน เพิ่มขึ้น 83 เปอร์เซ็นต์จากปี 2023 ขณะที่รายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 167.4 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็นเกือบ 1.7 พันล้านดอลลาร์ กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 344 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่เชนกาแฟสัญชาติอเมริกัน Starbucks มีร้านค้าทั่วจีนประมาณ 7,600 แห่ง

 

ชาจีนประมาณ 9 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณทั้งหมดถูกส่งออกไปยังสหรัฐฯ ในปีที่แล้ว เนื่องจากซัพพลายเออร์เร่งส่งออกเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาล Trump โดยชาจีนที่ส่งไปยังสหรัฐฯ จะเผชิญกับภาษีมากกว่า 100 เปอร์เซ็นต์

 

“นักดื่มชาชาวอเมริกันที่ดื่มเป็นประจำจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก” Dan Bolton บรรณาธิการด้านชาของนิตยสาร STiR Coffee and Tea กล่าว เขายังเสริมว่าชาถือเป็นหนึ่งใน ‘สินค้าการทูต’ ที่สำคัญที่สุดของจีนมาตั้งแต่อดีต และเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าและการเจรจาระหว่างจีนกับชาติตะวันตกมาอย่างยาวนาน


ภาพ: Sarunyu L / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post ชาอู่หลง vs. สงครามการค้า: CHAGEE บริษัทชาจีน หวังระดมทุน 1.3 หมื่นล้านบาทใน NASDAQ แม้ Trump ขู่ขึ้นภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครบรอบ 40 ปี ดัชนี NASDAQ-100 เติบโตกว่า 17,105% ผู้เชี่ยวชาญเล็ง ‘คริปโต’ คือคลื่นลูกต่อไป https://thestandard.co/bitcoin-crypto-to-drive-nasdaq-100-gains-instead-of-big-tech-argument/ Sat, 01 Feb 2025 05:22:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1036981 NASDAQ-100

NASDAQ-100 ดัชนีตลาดหุ้นที่รวบรวมบริษัทขนาดใหญ่ 100 บริ […]

The post ครบรอบ 40 ปี ดัชนี NASDAQ-100 เติบโตกว่า 17,105% ผู้เชี่ยวชาญเล็ง ‘คริปโต’ คือคลื่นลูกต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
NASDAQ-100

NASDAQ-100 ดัชนีตลาดหุ้นที่รวบรวมบริษัทขนาดใหญ่ 100 บริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดที่จดทะเบียนในตลาด Nasdaq กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ เนื่องในโอกาสครบรอบการก่อตั้ง 40 ปี  

 

Todd Sohn ผู้อำนวยการบริหารจาก Strategas Securities กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC ในรายการ ETF Edge สัปดาห์นี้ว่า บริษัทที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซีอาจเป็นคลื่นลูกใหม่ที่จะมาขับเคลื่อนการเติบโตของ NASDAQ-100

 

“บิทคอยน์จะเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุด เช่นเดียวกับ QQQ (กองทุน ETF ที่ลงทุนตามดัชนี NASDAQ-100) ที่จะมีมูลค่ามากที่สุดเหมือนกัน” Sohn กล่าว  

 

หลังจากตลาดปิดในวันศุกร์ที่ผ่านมา NASDAQ-100 ให้ผลตอบแทนกว่า 17,105% นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อวันที่ 31 มกราคม 1985 และการเข้ามาของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็เป็นปัจจัยที่ช่วยผลักดันราคาบิทคอยน์ไปสู่สูงสุดใหม่ เนื่องจากความคาดหวังในเรื่องการผ่อนปรนกฎระเบียบ โดยปัจจุบันบิทคอยน์ซื้อขายอยู่ที่ระดับราคา 104,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

Sohn เชื่อว่าการพัฒนาของอุตสาหกรรมคริปโตได้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว

“ผมคิดว่าสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นแล้ว จากการยื่นขออนุมัติต่างๆ ที่เราได้เห็นมา” เขากล่าว  

 

ตลาด ETF ของคริปโตกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจาก FactSet กองทุน BlackRock’s iShares Bitcoin Trust ETF (IBIT) ซึ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2024 และซื้อขายใน Nasdaq มีมูลค่าสินทรัพย์รวมกว่า 5.8 หมื่นล้าน ณ วันอังคารที่ผ่านมา (28 มกราคม) 

 

Nelson Griggs ประธาน Nasdaq เห็นว่าความชัดเจนด้านกฎระเบียบเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตในอนาคตของคริปโต  

 

“ทั้งอุตสาหกรรมคริปโตมีการพัฒนามากขึ้น และตอนนี้ความชัดเจนมีมากขึ้นเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ว่าแท้จริงแล้วมันจะกลายไปเป็นอะไร” Griggs กล่าวในการสัมภาษณ์เดียวกัน  

 

อ้างอิง:

The post ครบรอบ 40 ปี ดัชนี NASDAQ-100 เติบโตกว่า 17,105% ผู้เชี่ยวชาญเล็ง ‘คริปโต’ คือคลื่นลูกต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
รีวิวผลตอบแทนสินทรัพย์ลงทุนประจำปี 2024 Bitcoin บวกแรงกว่า 111.84% ส่วน SET Index ปิดลบ 1.89% ต่ออีกปี https://thestandard.co/2024-investment-returns/ Mon, 30 Dec 2024 15:12:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1025881

ปี 2024 ที่กำลังจะผ่านไปนี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นปีที่หลายส […]

The post รีวิวผลตอบแทนสินทรัพย์ลงทุนประจำปี 2024 Bitcoin บวกแรงกว่า 111.84% ส่วน SET Index ปิดลบ 1.89% ต่ออีกปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2024 ที่กำลังจะผ่านไปนี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นปีที่หลายสินทรัพย์ให้ผลตอบแทนได้ในระดับสูงมากที่สุดปีหนึ่งเลยทีเดียว แม้จะเป็นปีที่มีความผันผวนในด้านการเงิน การลงทุน เศรษฐกิจ และความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ทั่วโลกก็ตาม

 

สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนได้ดีอันดับต้นๆ ในปีนี้ นำโดยสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง Bitcoin ที่ให้ผลตอบแทนมากถึงกว่า 111.84% เนื่องจากเป็นปีของการ Halving ตามรอบวัฏจักร และการเกิดขึ้นของ Bitcoin ETF ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง

 

ซึ่งสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง Bitcoin และคริปโตเคอร์เรนซีก็นับเป็นหนึ่งปีที่ทำผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่น เนื่องจากเป็นปีที่เกิดการ Halving และทำให้ราคา Bitcoin ทำจุดสูงสุดใหม่ (All Time High) ได้สำเร็จอย่างที่เคยเป็นมาในวัฏจักรก่อนๆ

 

ในขณะที่สินทรัพย์อย่างหุ้นไทย กลับกลายเป็นอีกหนึ่งปีที่ให้ผลตอบแทนติดลบในปีนี้ราว 1.89% (YTD)

 

ในบทความนี้ ทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปสำรวจผลตอบแทนของสินทรัพย์ของประเทศต่างๆ และสินทรัพย์หลักของโลกในปี 2024 ว่าเป็นอย่างไรบ้าง สินทรัพย์ใดให้ผลตอบแทนสูงสุด และสินทรัพย์ใดให้ผลตอบแทนแย่ที่สุด

 

 


 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ และจีนกอดคอพุ่ง

 

2024 ปีที่ตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลกทำผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้อย่างน่าพึงพอใจ หากนักลงทุนเหล่านั้นออกไปคว้าผลตอบแทนจากต่างประเทศ โดยดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง S&P 500 และ NASDAQ ปรับตัวขึ้นไปราว 25.89% และ 33.56% ตามลำดับ ทำ All Time High ตามลำดับ เป็นผลจากราคาของหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำของโลกอย่าง NVIDIA, Microsoft, Facebook, Amazon และ Meta ก็ปรับตัวขึ้นในทิศทาง All Time High เช่นกัน

 

ไม่เพียงแค่นั้น ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงอย่าง CSI 300 และ Hang Seng Index ก็เริ่มส่งสัญญาณกลับตัว และสามารถสร้างผลตอบแทน 18.09% และ 19.60% ตามลำดับ จากนโยบายผ่อนคลายและการอัดฉีดเงินของภาครัฐ ร่วมกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ส่อดีขึ้น หลังจากทำผลตอบแทนติดลบมาต่อเนื่องถึง 3 ปีติด 

 

แต่ถึงอย่างนั้น เศรษฐกิจจีนก็ยังมีปัญหาด้านอสังหาเรื้อรังที่รอแก้ไขอยู่เช่นกัน และการกลับสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัยของ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็มีแนวโน้มทำให้การทำธุรกิจของบริษัทจีนเป็นไปได้ยากขึ้นจากสงครามการค้าของจีน-สหรัฐฯ ในช่วงต่อจากนี้ไป 

 

ปีทองของ Bitcoin หลัง Halving ดันราคา All Time High ทะลุแสนดอลลาร์

 

2024 ก็เป็นอีกหนึ่งปีที่ Bitcoin เกิดการ Halving อีกครั้งตามวัฏจักร ซึ่งจะทำให้ปริมาณซัพพลายของเหรียญ Bitcoin ในระบบที่จะผลิตเพิ่มในอนาคตลดลง และเป็นผลให้ในแต่ละรอบวัฏจักรของการ Halving ผลักดันราคา Bitcoin ขึ้นทำจุดสูงสุดได้ใหม่เป็นปกติ แต่ในวัฏจักรรอบนี้กลับมีแรงสนับสนุนเพิ่มมาตั้งแต่ต้นปีด้วยการออก ETF Bitcoin จากสถาบันการเงิน และการสนับสนุนคริปโตจากประธานาธิบดีคนล่าสุดของสหรัฐฯ ที่เพิ่งผ่านการเลือกตั้งไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ มาร่วมด้วย ทำให้มีเม็ดเงินและความเชื่อมั่นจากนักลงทุนสถาบันเข้ามาผลักดันราคาอีกเช่นกัน จนทำให้ราคาของ Bitcoin ปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ในช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ 106,460 ดอลลาร์

 

หุ้นไทย ‘ปิดลบ’ ต่ออีกปี

 

ท่ามกลางตลาดหุ้นหลายแห่งของโลกที่ปรับตัวขึ้นกันอย่างต่อเนื่อง แต่ในปี 2024 ตลาดหุ้นไทยกลับให้ผลตอบแทนย่ำแย่อีกหนึ่งปี โดยปรับตัวลงมาราว 1.88% (YTD) จากแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวที่ไม่ดี 

 

แม้จะพยายามใช้นโยบายอัดฉีดเงิน แผนกระตุ้นนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ และการเปลี่ยนชุดรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีในระหว่างปีแล้วก็ตาม แต่เศรษฐกิจไทยก็ยังคงซึมลงอย่างต่อเนื่องจากปัญหาที่แรงงานไทยไม่สามารถปรับตัว (Reskill) กับความต้องการของตลาดได้ทัน และหลายธุรกิจไทยไม่มีศักยภาพในการแข่งขันกับตลาดโลกจนต้องลดขนาดองค์กร หรืออาจต้องปิดธุรกิจไป ทำให้พนักงานระดับกลาง-ล่างว่างงานเพิ่มขึ้น จนนำไปสู่กำลังซื้อในการจับจ่ายใช้สอยที่หดหายไป 

 

ไม่เพียงเท่านั้น แนวโน้มระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงกว่า 90% และมีโอกาสเพิ่มต่อ และโครงสร้างสังคมผู้สูงอายุของไทยที่กำลังจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้แนวโน้มการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในอนาคตอาจอยู่ไม่ถึงระดับ 3-4% เงินทุนของนักลงทุนในตลาดจึงทยอยไหลออกอย่างต่อเนื่องอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้

 

ภาพประกอบ: พุทธิพงศ์ โรจน์ศตพงค์

The post รีวิวผลตอบแทนสินทรัพย์ลงทุนประจำปี 2024 Bitcoin บวกแรงกว่า 111.84% ส่วน SET Index ปิดลบ 1.89% ต่ออีกปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดผลประกอบการครึ่งแรกปี 2024 ของหุ้น Top 10 โลก https://thestandard.co/top-10-stocks-midyear-2024-results/ Tue, 10 Sep 2024 10:50:02 +0000 https://thestandard.co/?p=981890 หุ้น Top 10 โลก ผลประกอบการ 2024

ปี 2024 ขึ้นชื่อว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทายต่อทั้งภาค […]

The post เปิดผลประกอบการครึ่งแรกปี 2024 ของหุ้น Top 10 โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น Top 10 โลก ผลประกอบการ 2024

ปี 2024 ขึ้นชื่อว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทายต่อทั้งภาคเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมทั่วโลก บางประเทศเผชิญกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ บางประเทศเผชิญกับสงคราม บางประเทศเผชิญกับภัยธรรมชาติ

 

ทำให้ทุกธุรกิจล้วนแล้วแต่ต้องเผชิญกับความท้าทายและการปรับตัวมากมาย หากบริษัทไหนมีพื้นฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง มีความสามารถในการปรับตัว หรือสามารถมองเห็นโอกาสท่ามกลางช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ บริษัทเหล่านี้ก็จะสามารถเติบโตต่อไป

 

สำหรับธุรกิจยักษ์ใหญ่ระดับโลกก็เป็นหนึ่งในกลุ่มของบริษัทและธุรกิจที่เอาชนะความท้าทายเหล่านี้ THE STANDARD WEALTH พาไปดูผลประกอบการและผลตอบแทนจากราคาหุ้นของบริษัทที่มีมูลค่าตามราคาตลาดมากที่สุด 10 อันดับแรกของโลก ซึ่งส่วนมากแล้วยังรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ดีจากปีก่อน ในขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อิงจากดัชนี S&P 500 และ NASDAQ ให้ผลตอบแทน 14.03% และ 13.04% ตามลำดับ นับจากต้นปีที่ผ่านมา

 

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

The post เปิดผลประกอบการครึ่งแรกปี 2024 ของหุ้น Top 10 โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร่วงหนักในรอบ 2 ปี ความคาดหวังของนักลงทุนต่อ AI กำลังเปลี่ยนภาพการลงทุนในหุ้นเทค https://thestandard.co/cnbc-nasdaq-composite/ Mon, 05 Aug 2024 07:39:32 +0000 https://thestandard.co/?p=967442 NASDAQ Composite

CNBC รายงานว่า ดัชนีหุ้น NASDAQ Composite ที่เกาะติดการ […]

The post ร่วงหนักในรอบ 2 ปี ความคาดหวังของนักลงทุนต่อ AI กำลังเปลี่ยนภาพการลงทุนในหุ้นเทค appeared first on THE STANDARD.

]]>
NASDAQ Composite

CNBC รายงานว่า ดัชนีหุ้น NASDAQ Composite ที่เกาะติดการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ มากกว่า 3,000 แห่ง ร่วงลง 3.4% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมเป็น 8.8% ภายในช่วงเวลา 3 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นผลการดำเนินงานที่ตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2022 สำหรับดัชนีที่เป็นเหมือนตัวบ่งชี้ความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี 

 

นับตั้งแต่เริ่มต้นปี 2023 บรรยากาศการลงทุนในธุรกิจอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเต็มไปด้วยแรงสนับสนุน ทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังการระบาดของโควิด และความน่าตื่นเต้นของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกแบบเดิม ส่งผลให้ดัชนี NASDAQ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 43% ในปีที่แล้ว และยังคงสูงกว่าค่าดัชนี 12% นับจากต้นปีนี้มาจนถึงปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Bloomberg ชี้ว่า เทรนด์ดังกล่าวอาจกำลังเริ่มจะเปลี่ยนทิศทาง เมื่อผลประกอบการของกลุ่มบริษัทบิ๊กเทคบางรายเริ่มส่งสัญญาณการเติบโตที่อาจจะช้าหรือน้อยกว่าความคาดหวัง เพราะ 6 บริษัทในกลุ่ม Magnificent Seven หรือหุ้น 7 นางฟ้า มีรายงานออกมาว่า รายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 30% ในไตรมาสที่ 2 ล่าสุด น้อยกว่าในไตรมาสแรกปีนี้ที่ 50%

 

ราคาหุ้น Amazon ร่วงลง 14% ภายใน 3 สัปดาห์ โดยผู้บริหารของบริษัทชี้แจงว่า รายได้ที่ลดลงมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาจับจ่ายใช้สอยอย่างประหยัดมากขึ้นและลดการใช้จ่ายกับรายการใหญ่ๆ อย่างเช่น คอมพิวเตอร์หรือโทรทัศน์ให้น้อยลง

 

ในฝั่งของราคาหุ้น Microsoft ก็ลดลง 10% ใน 3 สัปดาห์เช่นเดียวกัน เนื่องจากการเติบโตในธุรกิจคลาวด์ (Azure Cloud) ไม่สูงตามเป้าหมาย

 

ท่ามกลางการทุ่มเงินทุนเพื่อพัฒนา AI ของบริษัทบิ๊กเทค นักลงทุนกลับมองว่าตอนนี้การลงทุนเหล่านั้นยังไม่ออกดอกออกผลให้พวกเขาเห็น อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตามความคาดหวัง

 

“นักลงทุนกำลังเปลี่ยนภาพความคาดหวังกับเทคโนโลยี AI นั่นคือการแสดงให้เห็นถึงผลกระทบเชิงบวกในด้านการสร้างรายได้และการเพิ่มผลิตภาพ” Adam Sarhan ซีอีโอบริษัทบริหารการลงทุน 50 Park Investments กล่าวกับ Bloomberg

 

นอกจากนี้ความกังวลของตลาดระหว่าง ‘ภาพฝัน’ ที่หลายบริษัทเทคโนโลยีเคยวาดไว้ กับ ‘ความจริง’ ที่ออกมาในผลประกอบการ ก็ยิ่งทำให้เกิดความผันผวนในราคาหุ้นค่อนข้างรุนแรง เมื่อบริษัทเหล่านี้ทำผลประกอบการได้ไม่ตามที่ตลาดหวังไว้

 

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะมีแต่ข่าวร้าย เพราะหุ้น Meta ปรับตัวขึ้น 5% ในสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากผลประกอบการดีเกินความคาดหวัง โดยรายได้โต 22% ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เมื่อเทียบกับของปีที่แล้ว อีกทั้งกำไรสุทธิก็โตขึ้น 73% ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

Mark Zuckerberg กล่าวกับนักลงทุนว่า การทุ่มทุนไปกับ AI ของบริษัทได้ออกดอกออกผลให้นักลงทุนเห็นแล้ว “การที่มัน (AI) ช่วยแนะนำหรือทำให้ผู้ใช้งานหาคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ได้ง่ายขึ้น รวมทั้งการสร้างโฆษณาที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ในมุมของผมถือว่ามีช่องว่างให้เติบโตอีกมาก”

 

นักวิเคราะห์จาก Bank of America ระบุว่า แม้ค่าใช้จ่ายของ Meta จะเพิ่มขึ้นในส่วนของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI แต่มันก็ขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้

 

ดังนั้นภาพการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ทุ่มทรัพยากรไปกับ AI เริ่มแสดงให้เห็นชัดขึ้นว่า การปรับฐานของราคาหุ้นไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยี AI จะจบลง แต่มันกำลังเป็นตัวสะท้อนว่า ‘ความคาดหวัง’ ของตลาดได้เปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนจากความหวือหวากลายเป็นการทำให้นักลงทุนเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

 

อ้างอิง:

 

The post ร่วงหนักในรอบ 2 ปี ความคาดหวังของนักลงทุนต่อ AI กำลังเปลี่ยนภาพการลงทุนในหุ้นเทค appeared first on THE STANDARD.

]]>
NASDAQ ร่วงหนักสุดนับตั้งแต่ปี 2022 มูลค่าหายกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ใน 1 วัน https://thestandard.co/nasdaq-falls-worst-since-2022/ Thu, 25 Jul 2024 06:04:19 +0000 https://thestandard.co/?p=962729

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (24 กรกฎาคม) ดัชนี NASDAQ ซึ่งเป็น […]

The post NASDAQ ร่วงหนักสุดนับตั้งแต่ปี 2022 มูลค่าหายกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ใน 1 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (24 กรกฎาคม) ดัชนี NASDAQ ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ลดลง 654 จุด หรือราว 3.6% ส่งผลให้มูลค่าตลาดลดลงไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือกว่า 36 ล้านล้านบาทภายใน 1 วัน มูลค่าของ NASDAQ ที่ลดลงไปนี้ มากกว่า GDP ประเทศไทยถึง 2 เท่า 

 

การปรับตัวลงของดัชนี NASDAQ ล่าสุด ถือเป็นการปรับตัวลดลงมากที่สุดใน 1 วัน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2022 โดยหุ้นที่ปรับตัวลดลงอย่างหนักเมื่อคืนนี้ เช่น Tesla -12.3%, NVIDIA -6.8%, Meta -5.6%, Alphabet -5.0%, Microsoft -3.6% และ Apple -2.9%

 

ราคาหุ้น Tesla ที่ดิ่งลงกว่า 10% เป็นผลจากกำไรสุทธิในไตรมาส 2 ที่ลดลงถึง 45% ทำได้ 1.47 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ 1.9 พันล้านดอลลาร์ แม้ว่ารายได้ของบริษัทจะเพิ่มขึ้น 2% มาอยู่ที่ 2.55 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นมากถึง 39% และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 29.1% ในไตรมาสแรก มาเหลือ 18% ในไตรมาสล่าสุด 

 

ขณะที่หุ้นเทคอื่นๆ ล้วนเป็นกลุ่มที่กดดันดัชนีในวันล่าสุด โดย Alec Young หัวหน้านักยุทธศาสตร์การลงทุนของ MAPsignals กล่าวว่า ความกังวลหลักคือผลตอบแทนจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI จะเป็นอย่างไร เนื่องจากมีการใช้เงินจำนวนมากไปกับด้านนี้ ซึ่งอาจต้องใช้เวลากว่าจะได้รับผลตอบแทนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แต่ในระยะสั้น ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่กำลังได้รับผลกระทบจากการใช้จ่ายจำนวนมาก

 

การเทขายหุ้นครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ทำให้เกิดการโยกย้ายเงินทุนครั้งใหญ่จากหุ้นเทคโนโลยีไปยังบริษัทที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดเล็ก

 

นอกจากนี้ ดูเหมือนว่านักลงทุนจะเปิดรับความคิดเห็นที่ว่า การเติบโตของหุ้น AI ที่ผลักดันให้มูลค่าของ S&P 500 เพิ่มขึ้น 9 ล้านล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา อาจถึงจุดแตก

 

นอกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่กล่าวไปข้างต้น หุ้นที่เป็นผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ที่ใช้ในการคำนวณ AI อื่นๆ ปรับลดราคาลงเช่นกัน อย่าง Super Micro Computer -9.15% และ Broadcom -7.6% 

 

Jim Covello หัวหน้าฝ่ายวิจัยหุ้นของ Goldman Sachs Group, Inc. กล่าวว่า ความหวังในเชิงพาณิชย์สำหรับ AI นั้นเกินจริง และตั้งคำถามถึงค่าใช้จ่ายมหาศาลที่จำเป็นในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการคำนวณเพื่อเรียกใช้และฝึกฝนโมเดลภาษาขนาดใหญ่

 

การพูดถึงภาวะฟองสบู่ในหุ้น AI ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการแห่เข้ามาเก็งกำไรของนักลงทุนใน Call Option ของหุ้นอย่าง NVIDIA หรือในหุ้นอื่นๆ แต่ล่าสุดดูเหมือนสถานการณ์จะเปลี่ยนไป 

 

ตัวอย่างเช่น เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ความต้องการ Put Option ใน NVIDIA แซงหน้า Call Option มากที่สุดในรอบ 5 เดือน 

 

อ้างอิง:

The post NASDAQ ร่วงหนักสุดนับตั้งแต่ปี 2022 มูลค่าหายกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ใน 1 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
WEBTOON เล็งทุ่มเงินสนับสนุนครีเอเตอร์พร้อมกับพัฒนา AI สำหรับวาดการ์ตูน หลังพาแพลตฟอร์มเข้าตลาด Nasdaq สำเร็จ https://thestandard.co/webtoon-invest-creators-ai-cartoon-nasdaq-listing/ Sat, 29 Jun 2024 12:04:07 +0000 https://thestandard.co/?p=951801 WEBTOON

WEBTOON Entertainment (WBTN) บริษัทในเครือ NAVER ผู้พัฒ […]

The post WEBTOON เล็งทุ่มเงินสนับสนุนครีเอเตอร์พร้อมกับพัฒนา AI สำหรับวาดการ์ตูน หลังพาแพลตฟอร์มเข้าตลาด Nasdaq สำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
WEBTOON

WEBTOON Entertainment (WBTN) บริษัทในเครือ NAVER ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มอ่านการ์ตูนออนไลน์ ตั้งเป้าที่จะขยายการเข้าถึงผู้อ่านทั่วโลก หลังบริษัทระดมทุนได้ 315 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq ด้วยการเสนอขายหุ้นให้กับสาธารณะ (IPO) ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

Nikkei Asia รายงานว่า หนึ่งในเป้าหมายหลักและเป้าหมายแรกของ WEBTOON (เว็บตูน) ผ่านการประกาศของ Kim Yong Soo ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายกลยุทธ์ ว่า “เป้าหมายของเราคือการทำให้ความนิยมในการอ่านการ์ตูนออนไลน์ในภูมิภาคอเมริกาเหนือเติบโตในระดับที่สามารถเทียบเคียงกับตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ได้”

 

สิ่งที่แพลตฟอร์ม WEBTOONมีให้ลูกค้าจะไม่ต่างกับแนวคอนเทนต์ที่คล้ายกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่มีลักษณะเด่นของความย่อยง่ายเหมือนกับแพลตฟอร์ม อย่างเช่น TikTok หรือ YouTube ซึ่งเป็นเทรนด์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคชาวอเมริกัน

 

3 ใน 4 ของลูกค้า WEBTOONที่อยู่ในทวีปอเมริกาเหนือมีอายุต่ำกว่า 25 ปี โดย David Lee ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน ให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia ว่า “กลุ่มลูกค้าของเรานั้นไม่มีใครเคยเห็นหนังสือการ์ตูนเล่มจริงที่ทำมาจากกระดาษ นั่นหมายความว่า พวกเขาต้องการคอนเทนต์ที่กระชับ ย่อยง่าย และเสพได้ในเวลาสั้นๆ”

 

ย้อนกลับไปในปี 2005 NAVER เริ่มทำธุรกิจเว็บไซต์การ์ตูนออนไลน์ที่เปิดให้ผู้ใช้งานเข้าถึงคอนเทนต์ได้บนเว็บไซต์แบบไม่มีค่าใช้จ่าย แถมยังเป็นผู้ที่เริ่มใช้การเสพคอนเทนต์แบบเลื่อนขึ้น-เลื่อนลง (Vertical Scroll Format) ซึ่งถือว่าเป็นผู้มาก่อนกาล เพราะในวันนี้การรับชมคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ก็ใช้ Vertical Scroll Format เป็นส่วนมาก

 

ต่อมาปี 2013 WEBTOONขยายธุรกิจไปยังประเทศญี่ปุ่นด้วย LINE Manga และเปิดตัวคอนเทนต์เวอร์ชันภาษาอังกฤษในปีต่อมา จนในปัจจุบันผู้ใช้งาน WEBTOON มีอยู่กว่า 150 ประเทศทั่วโลกแล้ว

 

ใน 5 เดือนแรกของปีนี้ NAVER มีส่วนแบ่งตลาดตามจำนวนผู้ใช้งานในเกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และฝรั่งเศส เพิ่มขึ้นจาก 60% เป็น 70% ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำตลาดในประเทศกลุ่มนี้ โดยข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นเดือนมีนาคม เผยว่า WEBTOONมีผู้ใช้งานต่อเดือนเฉลี่ยที่ 81 ล้านรายทั่วโลก ซึ่ง 30% มาจากเกาหลีใต้ 26% จากญี่ปุ่น และ 10% จากอเมริกาเหนือ ทำให้บริษัทมองว่าตลาดอเมริกาเหนือยังจะเติบโตได้ต่อ

 

หนึ่งในความสำเร็จของ WEBTOON ในบริบทโลกคือ การมีเครือข่ายของผู้สร้างคอนเทนต์ที่กว้างขวางกว่า 24 ล้านคนจากข้อมูลอัปเดตเมื่อสิ้นปีที่แล้ว โดยหลังจาก IPO บริษัทมีแผนที่จะใช้เงินที่ได้จากการขายหุ้นมาเพิ่มรายได้ให้กับครีเอเตอร์ และขยายฐานของพวกเขาเหล่านั้นไปในเวลาเดียวกัน

 

นอกจากนี้ WEBTOONยังจะเพิ่มการลงทุนในฝั่งของ AI ให้เข้ามาช่วยครีเอเตอร์ด้วยเครื่องมือวาดรูปแบบอัตโนมัติ เพื่อประสิทธิภาพและความเร็วในการสร้างคอนเทนต์ อีกทั้งจะทำงานร่วมกับ LINE Manga ให้มากขึ้น เพื่อผลักดันการ์ตูนญี่ปุ่นให้เข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลกมากขึ้น

 

ภายในปี 2027 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเกาหลีใต้คาดว่ายอดขายการ์ตูนออนไลน์จะเพิ่มขึ้นแตะ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3 เท่าตัวในเวลา 10 ปี

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นการเติบโตรายปีค่อยๆ เป็นไปอย่างช้าๆ เนื่องจากการเติบโตปีที่ผ่านมาของวงการนี้หลุด 10% หลังจากที่เคยทำได้ในปี 2019-2022 และอีกหนึ่งความท้าทายของ WEBTOONคือ การทำให้ธุรกิจกำไร เพราะ ณ ขณะนี้เป็นระยะเวลา 8 ไตรมาสติดต่อกันแล้วที่แพลตฟอร์มขาดทุน เนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนที่จ่ายออกไปให้กับครีเอเตอร์กับความยากที่จะโน้มน้าวให้คนยอมจ่ายเงินมาอ่านการ์ตูนออนไลน์

 

แต่ David กลับกล่าวว่า “ผมไม่ค่อยได้สนใจผลกำไรเท่าไรในวันนี้ สัปดาห์หน้า หรือเดือนหน้า สิ่งที่ผมอยากทำให้ดีที่สุดก่อนคือ การให้สิ่งที่คนเห็นคุณค่าและสร้างคุณค่าให้กับผู้ถือหุ้นของเราในระยะยาว”

 

ภาพ: Bloomberg / Getty Images

อ้างอิง:

The post WEBTOON เล็งทุ่มเงินสนับสนุนครีเอเตอร์พร้อมกับพัฒนา AI สำหรับวาดการ์ตูน หลังพาแพลตฟอร์มเข้าตลาด Nasdaq สำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Greenwashing ความท้าทายบนการลงทุน ESG https://thestandard.co/greenwashing-challenge-esg-investment/ Wed, 15 Nov 2023 10:09:31 +0000 https://thestandard.co/?p=865986 Greenwashing ESG

เวลานี้ภาคธุรกิจทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับการปรับใช้ประ […]

The post Greenwashing ความท้าทายบนการลงทุน ESG appeared first on THE STANDARD.

]]>
Greenwashing ESG

เวลานี้ภาคธุรกิจทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับการปรับใช้ประเด็นสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ โดยแต่ละบริษัทมีพัฒนาการปรับใช้แตกต่างกัน จากข้อมูลผลสำรวจของ Nasdaq ที่สำรวจผู้บริหารบริษัทในอเมริกาเหนือและยุโรป พบว่า 15% ระบุว่าบริษัทเพิ่งปรับใช้ประเด็น ESG ในปี 2023 เป็นปีแรก อีก 30% ปรับใช้มาแล้ว 1-2 ปี ขณะที่มีมากถึง 46% ที่ปรับใช้มาแล้ว 3-5 ปี และอีก 9% ที่ใช้มาเกินกว่า 5 ปีแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม 34% ของผู้ตอบแบบสำรวจ ระบุว่าธุรกิจกำลังเผชิญความท้าทายบนประเด็นการจัดทำรายงานด้าน ESG เปิดเผยต่อสาธารณชน ปัญหาหลักคือการจัดเก็บและเรียบเรียงข้อมูล รวมทั้งการปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับและภาคอุตสาหกรรมที่มีความแตกต่างกัน และสิ่งที่น่าสนใจคือมีถึง 39% ระบุว่าบริษัทไม่ได้ให้ความสำคัญกับการจัดอันดับหรือการให้คะแนน ESG (ESG Rating) ของหน่วยงานภายนอก

 

การเติบโตที่รวดเร็วของกระแสความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจและการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับ ESG อย่างกว้างขวาง รวมไปถึงมาตรฐานการประเมินและจัดอันดับ ESG ที่หลากหลาย นำไปสู่ปัญหา Greenwashing หรือการฟอกเขียว ซึ่งหมายถึงการสื่อสารที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดด้านการปฏิบัติตามประเด็น ESG อันเนื่องมาจากการให้ข้อมูลเท็จหรือบิดเบือน การปฏิบัติไม่ถูกต้อง ไม่สอดคล้อง หรือไม่ได้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ แนวปฏิบัติที่ดี หรือมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ โดยประเด็นนี้มีความท้าทายต่อการลงทุนมาก หากบริษัทใดถูกกล่าวหาว่าเข้าข่าย Greenwashing แล้วก็อาจส่งผลกระทบต่อความน่าสนใจลงทุน รวมถึงความยั่งยืนของการดำเนินงานในอนาคตได้

 

อย่างไรก็ตาม เราได้เห็นพัฒนาการของหน่วยงานกำกับที่เข้ามามีบทบาทจัดการกับ Greenwashing จากความพยายามในการออกกฎเกณฑ์ ข้อกำหนดเพิ่มเติมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานี้ เช่น การสร้าง Taxonomy หรือมาตรฐานกลางที่มีเงื่อนไขอย่างชัดเจนและโปร่งใส เพื่อนำไปใช้อ้างอิงในการช่วยจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจประเภทต่างๆ ว่ามีผลกระทบต่อเป้าหมายด้าน ESG อย่างไร โดยเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อมที่มีมาตรฐานออกมาชัดเจนที่สุด

 

ตัวอย่างภูมิภาคที่พยายามวางแนวทางปราบปราม Greenwashing ชัดเจนคือสหภาพยุโรป (EU) ที่สร้าง EU Taxonomy ออกมาในระดับกฎหมาย โดยระบุชัดเจนว่ากิจกรรมเศรษฐกิจแบบไหนเรียกว่ากิจกรรมสีเขียว เข้าข่ายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์สิ่งแวดล้อม ทั้งยังทยอยออกกฎหมายลูกและข้อบังคับการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องด้วย

 

ขณะที่ล่าสุดยุโรปอยู่ระหว่างออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคจาก Greenwashing โดยร่างกฎหมายนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติ ใจความสำคัญคือกำหนดให้บริษัทที่ต้องการยืนยันว่าตัวเองใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Green Claim) ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในการสื่อสารเพื่อกล่าวอ้างสิทธิติดฉลากสีเขียว ที่สำคัญการปฏิบัติตามแนวทางนี้ต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองโดยหน่วยงานภายนอก (Third Party) ซึ่งคาดว่ากฎหมายฉบับนี้จะผ่านครบทุกขั้นตอนและนำมาใช้ได้ในเดือนมีนาคม 2024

 

ในส่วนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) เป็นอีกภูมิภาคที่ออก Taxonomy ระดับภูมิภาคมาเพื่อเป็นมาตรฐานกลางให้ประเทศในภูมิภาคนำไปปรับใช้ โดยลักษณะ Taxonomy จะแตกต่างไปจากยุโรป คือไม่ได้เป็นระดับกฎหมาย และมีการจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกมา 3 สี คือ สีเขียว เป็นกิจกรรมเศรษฐกิจที่ตรงวัตถุประสงค์สิ่งแวดล้อม สีเหลือง เป็นกิจกรรมเศรษฐกิจที่ตรงวัตถุประสงค์สิ่งแวดล้อมหนึ่ง แต่อาจยังก่อให้เกิดอันตรายต่อวัตถุประสงค์สิ่งแวดล้อมอื่นอยู่ โดยที่มีความพยายามในการแก้ไขอยู่ และสีแดง เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และไม่มีความพยายามที่จะแก้ไข

 

เมื่อกลับมาดูที่ประเทศไทยว่าเราตื่นตัวในการวางกรอบกำกับด้าน ESG เพียงใด ก็เป็นเรื่องน่ายินดี เมื่อพิจารณาจากผลสำรวจ Google Cloud Sustainability Survey 2023 ที่ระบุว่าไทยติด 1 ใน 3 ของตลาดที่ผู้บริหารให้ความสำคัญกับความพยายามบนประเด็น ESG เป็นอันดับ 1 (อีก 2 ตลาด ได้แก่ สิงคโปร์และเยอรมนี) แม้จะมีปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นอุปสรรคในการดำเนินงาน ขณะที่ประเทศต่างๆ ลดความสำคัญของความพยายามด้าน ESG มาอยู่ในอันดับ 3 จากที่เคยเป็นอันดับ 1 ในปี 2022

 

ส่วนเรื่องการป้องกัน Greenwashing ประเทศไทยก็มีการจัดทำ Thailand Taxonomy เพื่อป้องกันปัญหานี้ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ร่วมกันร่าง Taxonomy ฉบับแรกเผยแพร่ออกมาเมื่อเดือนมิถุนายน 2023 ซึ่งร่างฉบับนี้นำแนวทางของ EU Taxonomy, ASEAN Taxonomy รวมถึง Taxonomy ที่จัดทำโดย Climate Bond Initiative (CBI) องค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร มาประยุกต์ให้เข้ากับยุทธศาสตร์ของประเทศในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2050 และตั้งเป้าหมายเริ่มต้นกับภาคพลังงานและภาคขนส่งก่อน เพราะเป็นภาคธุรกิจสำคัญที่มีส่วนในการปล่อยก๊าซคาร์บอน

 

ในส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน SCB Wealth ซึ่งมีพันธกิจดูแลความมั่งคั่งของลูกค้า ก็มีการให้ความสำคัญเรื่องการนำเกณฑ์กำกับ ESG มาเป็นกรอบคัดเลือกผลิตภัณฑ์ลงทุน รวมทั้งการตัดสินใจลงทุนด้วย โดยเรามีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องในการเพิ่มความเข้มข้นในการใช้เกณฑ์นี้

 

แนวทางในการใช้เกณฑ์ ESG ได้แก่ การตรวจสอบความเข้มข้นในการใช้ ESG ของผู้ออกผลิตภัณฑ์ที่เป็นพันธมิตรแบบเบื้องต้น ผ่านการตอบแบบสอบถาม ตรวจสอบข้อมูลในหนังสือชี้ชวนฉบับเต็ม รวมทั้งการสัมภาษณ์ข้อมูลการใช้ ESG ในกระบวนการลงทุน (Investment Process) เพื่อประเมินคะแนน ESG โดยรวมของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ก่อนตัดสินใจว่าจะคัดเลือกมานำเสนอผู้ลงทุนหรือไม่

 

ขณะที่การตัดสินใจลงทุนเราจะดำเนินการโดยคณะทำงานที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้การลงทุนมีความโปร่งใส ผ่านการพิจารณาคัดกรองโดยผู้เชี่ยวชาญหลายคน โดยเราจะประเมินมูลค่าสินทรัพย์ควบคู่กับการพิจารณาคะแนนด้าน ESG หรือ ESG Rating ที่หน่วยงานจัดอันดับได้ให้ไว้กับสินทรัพย์หรือผลิตภัณฑ์การลงทุนนั้น รวมถึงตรวจสอบว่าสินทรัพย์ที่จะลงทุนเคยมีประเด็นความเสี่ยง Greenwashing หรือไม่ เพื่อให้แน่ใจว่าการลงทุนนั้นจะเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่ดี และมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจด้วย

 

โดยรวมแล้วหากต้องการลงทุนเพื่อเป้าหมายผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว เรื่อง Greenwashing เป็นประเด็นท้าทายที่นักลงทุนไม่ควรละเลย เพราะหากเกิดขึ้นกับสินทรัพย์หรือผลิตภัณฑ์ที่ลงทุนแล้ว ผู้ลงทุนจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดตามมาด้านผลตอบแทนได้เลย ดังนั้นการรู้เท่าทัน ป้องกันไว้ก่อน ย่อมดีกว่ารอให้เกิดผลกระทบแล้วมาแก้สถานการณ์ให้พอร์ตลงทุนแน่นอน

The post Greenwashing ความท้าทายบนการลงทุน ESG appeared first on THE STANDARD.

]]>
ว้าวุ่นเลยทีนี้ หุ้นเทคสหรัฐฯ กำลังเท่ซะด้วย https://thestandard.co/us-technology-stocks/ Mon, 11 Sep 2023 09:05:42 +0000 https://thestandard.co/?p=840205 หุ้นเทคสหรัฐ

อีกไม่กี่ชั่วโมงเราก็จะได้ยลโฉม iPhone 15 กันแล้วนะครับ […]

The post ว้าวุ่นเลยทีนี้ หุ้นเทคสหรัฐฯ กำลังเท่ซะด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเทคสหรัฐ

อีกไม่กี่ชั่วโมงเราก็จะได้ยลโฉม iPhone 15 กันแล้วนะครับ จากการเปิดตัวในงาน Apple Event Wonderlust วันที่ 12 กันยายน เวลา 10 โมงเช้าตามเวลามาตรฐานแปซิฟิก หรือราวเที่ยงคืนของวันที่ 13 กันยายน ตามเวลาประเทศไทย  

 

ปกติการเปิดตัวโทรศัพท์รุ่นใหม่ของ iPhone ควรจะเห็นราคาหุ้น Apple ปรับเพิ่มขึ้น แต่สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาหุ้น Apple กลับปรับตัวลดลงหลังจากที่จีนได้ออกมาตรการควบคุมการใช้ iPhone ของเจ้าหน้าที่รัฐของรัฐบาลจีน สร้างแรงกดดันให้ราคาหุ้น Apple ร่วงลงมาต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 

 

ประเด็นความขัดแย้งของจีนและสหรัฐฯ จะกระทบกับหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ที่เราได้เห็นว่าตั้งแต่ต้นปีมานี้ตลาดหุ้น NASDAQ วิ่งกันคึกคักอย่างที่สุด ทั้งที่เมื่อต้นปีตลาดกังวลว่าสหรัฐฯ จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอยู่แท้ๆ 

 

ว้าวุ่นเลยทีนี้ ผมอดคิดถึงวลีสุดฮิตที่กำลังเป็นไวรัลอยู่ในตอนนี้ไม่ได้ทีเดียวครับ

 

เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ และตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นเทค ยังเข้าลงทุนได้หรือไม่ วันนี้ผมจะค่อยๆ ต่อภาพจิ๊กซอว์เป็นคำตอบให้ครับ 

 

มองข้ามช็อตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตกอยู่ก้นกระทะในปีหน้า

เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ออกมาระบุเมื่อเดือนสิงหาคมว่า Fed อาจจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อรับมือกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ยอมรับความเสี่ยงที่เกิดจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งขึ้น พร้อมกับเน้นย้ำว่า จะดำเนินการอย่างระมัดระวังในการตัดสินใจว่าจะกระชับนโยบายการเงินหรือไม่ เพื่อลดอัตราเงินเฟ้อให้เหลือ 2%

 

ในตลาดก็ยังให้มุมมองที่แตกเป็น 2 ฝั่ง ในรอบการประชุมเดือนกันยายนนี้ (19-20 กันยายน) ฝั่งหนึ่งคาดว่า Fed ยังคงขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง และจะคงดอกเบี้ยยาวตลอดปีนี้ และอีกฝั่งที่คาดว่า Fed จะคงดอกเบี้ยไว้

 

ถึงแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะลดลงจากจุดสูงสุดที่ 7% เหลือ 3.3% ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่พาวเวลล์ก็ยังตั้งข้อสังเกตว่า อัตราเงินเฟ้อ ‘ยังคงสูงเกินไป’ (เขายังคงเป้าหมายที่ 2%) และ Fed ยังคงเน้นเรื่องอัตราการว่างงานด้วย ซึ่งล่าสุดตัวเลขว่างงานสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 187,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่คาดการณ์ ซึ่งอัตราว่างงานเพิ่มขึ้นแตะ 3.8% ใกล้เคียงกับเป้าหมายของ Fed ที่ 4% และมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 3.5%

 

จากสัญญาณที่ขัดแย้งกันในระบบเศรษฐกิจ เช่น การใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่งและภาคที่อยู่อาศัยที่อาจฟื้นตัว ทำให้ Fed พิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดยิ่งขึ้น 

 

แม้ว่า Fed ยังคงปักหลักการต่อสู้ที่ดุเดือดในการนำเงินเฟ้อกลับลงมาโดยให้กระทบต่อเศรษฐกิจน้อยที่สุด ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะทำได้โดยไม่เกิดปัญหาอะไร แต่รายละเอียดพื้นฐานต่างมีแนวโน้มที่ดี ขณะที่ไตรมาสแรกปีนี้ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของสหรัฐฯ อยู่ที่ 1.3% และไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 2.4% ซึ่งออกมาดีเกินคาด และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP สหรัฐฯ ปี 2023 เติบโต 1.7% และในปี 2024 เติบโต 1% ซึ่งต่ำกว่าปีนี้

 

ผมมองว่า ‘เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังอยู่ก้นกระทะ’ หรือ Bottom แล้วครับ หากมองใน Base Case มีความเป็นไปได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเข้าสู่ภาวะชะลอตัว แต่หากมอง Worse Case ก็อาจเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยและเกิดการว่างงานจำนวนมากขึ้น แต่นั่นก็หมายถึงสัญญาณที่บ่งชี้ Fed อาจพิจารณาจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการปรับลดดอกเบี้ยในปีหน้า เพื่อประคองเศรษฐกิจให้เดินไปข้างหน้าอย่างไม่สะดุดหรือหดตัวแรงเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกต่างคาดหวังกัน 

 

โค้งสุดท้ายดอกเบี้ยขึ้นสูงสุด Bond Yield อ่อน ถึงเวลาตลาดหุ้น

วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐฯ ใกล้จะยุติแล้วจริงหรือไม่ หลังจากที่ผ่านมา Fed ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อสูงมายาวนาน ในการประชุมของ Fed ในรอบเดือนกันยายนนี้ ตลาดคาดหวังว่าจะเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายของปี โดยดอกเบี้ย Fed จะทรงตัวระดับสูงต่อเนื่อง จนมั่นใจว่าทิศทางภาวะเงินเฟ้อจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเป้าหมาย 2% ได้ และอัตราว่างงานเป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งผมก็มองว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ใกล้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว สะท้อนได้จากพันธบัตรสหรัฐฯ ที่อัตราผลตอบแทนจะมีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดยล่าสุด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 4.27% จากที่เคยขึ้นสูงสุด 4.34% เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา

 

หากดูการเคลื่อนไหว Fed Fund Futures ยังมองว่าดอกเบี้ยของ Fed เมื่อสิ้นปี 2024 มีโอกาสจะอยู่ที่ 4.5-4.75% สะท้อนมุมมองของตลาดว่า Fed มีโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยในปีหน้ามากถึง 100 bps จากดอกเบี้ยสูงสุดในกรอบบนที่ 5.5% ในช่วงสิ้นปีนี้ และหากสัญญาณ Fed Fund Futures เป็นจริง แปลว่าตลาดหุ้นจะได้ปัจจัยบวกจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่กำลังจะเปลี่ยนทิศสู่ขาลง ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นบวกต่อภาคธุรกิจที่มีต้นทุนทางการเงินลดลง ส่งผลดีต่อผลประกอบการ ซึ่งก็สะท้อนกลับไปที่ราคาหุ้น และน่าจะเห็นตลาดหุ้นกลับมาเติบโตอีกครั้ง

 

จริงอยู่ว่าดอกเบี้ยที่ยังทรงตัวระดับสูงจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน แต่ผมเชื่อว่าผู้ประกอบการต่างมีการปรับตัวกันไปหลายระลอกและตอนนี้น่าจะชินกับภาวะดอกเบี้ยสูงกันไปแล้ว 

 

มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เป็นเศรษฐกิจที่มีรายได้สูง บริษัทต่างๆ มีขนาดใหญ่และกระจายไปหลากหลายอุตสาหกรรม สถานะของเงินดอลลาร์สหรัฐยังถือว่าเป็นสกุลเงินสำคัญที่สุดของโลก ทำให้สหรัฐฯ มีความยืดหยุ่นทางการเงินสูงอยู่ 

 

และสหรัฐฯ ยังคงความเป็นเจ้าโลกแห่งเทคโนโลยีอยู่ คงจำกันได้เมื่อปลายปีที่แล้ว สหรัฐฯ ประกาศเปิดตัว ChatGPT สร้างความฮือฮาให้กับทั่วโลก และเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโลกที่มีหุ่นยนต์อัจฉริยะ ChatGPT ที่สามารถพูดโต้ตอบทุกคำถาม มีคำตอบในเวลาสั้นๆ เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ได้ไวมากขึ้นแก่ผู้ใช้งาน AI Chatbot ถือเป็นสุดยอดความก้าวหน้าของเทคโนโลยีโลกอนาคต 

 

โดยภาพรวมของสหรัฐฯ ข่าวร้ายกำลังจะเคลื่อนย้ายและข่าวดีใหม่ๆ ก็มีเข้ามา ผมถือเป็นเรื่องดีต่อนักลงทุนที่จะเริ่มหันกลับมามองการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะนาทีนี้ที่นักลงทุนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘หุ้น US Tech กลับมาแล้ว’  

 

โค้งสุดท้าย ลงทุนหุ้นเทคสหรัฐฯ รับ AI Boom แค่ DCA ง่ายๆ

ปีนี้ ดัชนี NASDAQ ได้รับแรงหนุนหลักจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่และความสนใจที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ AI สะท้อนจากดัชนี NASDAQ Composite ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด ในรอบ 40 ปี โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2023 ดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 32.74% และดัชนี S&P 500 ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามถึง 16.38% 

 

ลบล้างความเจ็บปวดจากเมื่อปีที่แล้ว ที่ตลาดหุ้นเทคสหรัฐฯ เข้าถ้ำจำศีลสู่ภาวะหมีโดยสมบูรณ์ หลังดัชนี NASDAQ ถูกปัจจัยลบรุมเร้ามากมายจาก Fed เดินหน้าเข้าสู่ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น นักลงทุนพากันกระหน่ำขายหุ้นเทคออกมา ทำให้ในปี 2022 มูลค่าตลาดในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ หายไปกว่า 20% เลวร้ายที่สุดในรอบ 20 ปีนับตั้งแต่วิกฤตดอทคอม 

 

หากใครถามว่า ตลาดเข้าสู่ภาวะกระทิงแล้วหรือไม่ จะยังลงทุนได้ไหม ผมยังให้มุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในหุ้นเทคสหรัฐฯ อยู่ครับ เพราะว่า

 

ประเด็นแรก บรรยากาศ (Sentiment) เชิงบวกนี้ไม่ได้ขึ้นมาสูงในระดับนี้ตั้งแต่ช่วงธันวาคมปี 2021 ก่อนการปรับตัวลดลงของตลาดทั้งปี 2022 และในปีนี้ ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 กันยายน ดัชนี NASDAQ อยู่ที่ระดับ 13,700 จุด ส่วนค่า P/E อยู่ที่ 23.25 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ 25.96 เท่า โดยมุมมองทั้งหมดที่ดีขึ้นต่อตลาดหุ้น เนื่องจากนักลงทุนมองว่าสหรัฐฯ ไม่น่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย จากงบการเงินไตรมาส 2 ของธนาคารพาณิชย์ที่ออกมาดีกว่าคาด และหากปี 2024 ทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงตามที่ตลาดคาดการณ์ จะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มเทค เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง พร้อมกับแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นเทคปี 2023-2024 ทั้งส่วนรายได้ กำไร และกำไรต่อหุ้น (EPS) มีโอกาสที่จะทำจุดสูงสุดใหม่ให้เห็นครับ

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนยังมีอยู่และยากจะคาดเดาได้ล่วงหน้า แต่ความไม่แน่นอนนี้เป็นเรื่องปกติของโลกแห่งการลงทุนอยู่แล้ว เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงลดทอนได้จากการทำการบ้าน วิเคราะห์ให้รอบคอบ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและไม่ตื่นตูม คุณก็จะมั่นใจกับการลงทุนและคว้าผลตอบแทนได้ครับ

 

ประเด็นที่สอง กระแส AI Boom เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หุ้น US Tech หลุดพ้นจากภาวะหมี และกลับมาวิ่งได้อีกครั้ง โดยเฉพาะหุ้นเทคในตลาด NASDAQ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเดียวที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่นตั้งแต่ต้นปี 2023 และนักวิเคราะห์ปรับคาดการณ์ผลการดำเนินงานในปีนี้เพิ่มขึ้น ขณะที่ผลการดำเนินงานของบริษัทเทครายใหญ่ ทั้ง Apple, Microsoft, Alphabet และ Meta ในไตรมาส 1 ปี 2023 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยมี Apple เป็นผู้นำตลาด ทั้งยังลงไฮไลต์ไว้ให้อีกว่า US Tech ยักษ์ใหญ่ทั้ง 4 รายนี้ ต่างมี AI Story เป็นตัวชูโรงที่ช่วยดันยอดขายให้เพิ่มขึ้น

 

ผมขอยกตัวอย่าง Microsoft ซึ่งเป็นผู้ลงทุนหลักใน ChatGPT หลังการเปิดตัว ChatGPT เพียงสัปดาห์เดียวราคาหุ้น Microsoft ปรับตัวขึ้นถึง 6.5% โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ราคาหุ้น Microsoft ก็เพิ่มขึ้นกว่า 30% แล้ว และที่น่าจับตาคือในอนาคต ChatGPT อาจเข้ามาแย่งเค้กของธุรกิจเสิร์ชเอนจินยักษ์ใหญ่อย่าง Google ที่ตอนนี้ครองมาร์เก็ตแชร์สูงถึง 93% โดย Microsoft มีแผนที่จะผสานเสิร์ชเอนจินของตัวเองอย่าง Bing เข้ากับ ChatGPT และคาดว่า Bing จะมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งตลาดจากปัจจุบันที่มีอยู่เพียง 3% ได้ ซึ่งหากมาร์เก็ตแชร์ของ Bing เพิ่มขึ้นทุก 1% รายได้ก็จะเพิ่มขึ้น 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ประเด็นที่สาม หุ้นเทคโนโลยีเป็น Growth Stock ซึ่งเวลาออกผลิตภัณฑ์ใหม่ จะเป็นผลบวกต่อผลการดำเนินงานของบริษัทในระยะยาว เป็นแรงส่งให้หุ้นวิ่งรับข่าว ยิ่งมีกระแส AI Boom กระตุ้นการลงทุนในเทคโนโลยีของธุรกิจต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่เร่งปรับตัวโดยการออกโปรดักต์ที่เกี่ยวข้องกับ AI เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการตลาดก่อนใคร รวมทั้งยังเป็นตัวกระตุ้นให้ธุรกิจอื่นๆ นำ AI Chatbot ไปประยุกต์ใช้ เพื่อต่อยอดและเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ เช่น ธุรกิจ Delivery Platform หรือ Booking Platform รวมทั้งการใช้ AI ในการพัฒนากราฟิกหรือการ์ดจอ GPU (Graphics Processing Unit) ของธุรกิจเกม 

 

แนวโน้มภาคธุรกิจทุกบริษัทหันมาใช้เทคโนโลยี AI ในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งลดต้นทุน ผลิตงานออกมาเร็วกว่าปกติ จึงหนีไม่พ้นที่ภาคธุรกิจจะกลับมาลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในอนาคตแล้ว บริษัทและองค์กรต่างๆ ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านระบบป้องกันภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต ทำให้ผลการดำเนินของธุรกิจในกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับ AI, Cybersecurity และ Semiconductor ที่ได้ประโยชน์จากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก รวมถึงธุรกิจเทคโนโลยีด้านอื่นๆ ด้วย

 

การเติบโตของตลาดส่วนใหญ่ เป็นผลมาจากหุ้นที่มีความเกี่ยวข้องกันกับการใช้ AI ซึ่งอาจมีการปรับตัวของราคาที่ค่อนข้างผันผวนในช่วง 6 เดือนหลังนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ธุรกิจจำนวนมากก็ยังคงนำ AI มาใช้มากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่สามารถกระตุ้นความสนใจในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวครับ

 

ทั้งนี้ PwC ได้คาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของตลาด AI ไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อคนทั่วไปสามารถเข้าถึง AI ได้ง่ายขึ้น จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับโลกได้ 15.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 และ ChatGPT จะทำให้ข้อมูลบนโลกเพิ่มขึ้น 2 เท่าทุก 2 ปี ผ่านคอนเทนต์และบทความที่มนุษย์และ AI สร้างขึ้น ส่งผลดีต่อการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอื่นๆ ไปด้วย ทำให้มูลค่าตลาด AI ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2026 หรือเติบโต 19% ต่อปีนับจากนี้

 

ประเด็นที่สี่ สงครามระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่มากระทบกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐฯ อาจจะถือเป็นจังหวะที่ดีที่จะเข้าลงทุน แต่อย่าลืมว่าเมื่อยักษ์ใหญ่เข่นเขี้ยวกัน ตลาดก็จะขึ้นๆ ลงๆ เป็นระยะ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีนะครับ เพราะมองไปแล้วราคาหุ้น US Tech ที่ทยอยปรับเพิ่มขึ้นมา โดยภาพรวมยังถือเป็นระดับที่สามารถเข้าลงทุนได้  

 

แนวทางการลงทุนที่ผมเชื่อมั่นและพิสูจน์ได้คือการทำ DCA (Dollar-Cost Averaging) หรือการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยอย่างสม่ำเสมอ เพราะนอกจากจะช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุนแล้ว คุณยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว ตามหลักการของนักลงทุนสาย VI หรือถ้าคุณใช้วิธี DCA อยู่แล้ว เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลงก็อาจใส่เงินลงทุนเพิ่มเติมเพื่อสะสมหุ้นตอนราคาต่ำๆ

 

และอีกหนึ่งกลยุทธ์คลาสสิกตลอดกาลคือ การลงทุนตามรอยปู่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่จะทำให้คุณชนะในทุกศึกการลงทุนก็คือ เลือกลงทุนในบริษัทที่มีกำไรดี เพราะจะมีการจ่ายปันผลคืนให้ผู้ถือหุ้น และเลือกลงทุนในบริษัทที่อนาคตดี โดยการซื้อหุ้นในราคาที่เหมาะสม เพื่อโอกาสทำกำไรในวันข้างหน้า การที่จะเฟ้นหาหุ้นที่มีคุณสมบัติแบบนี้ได้นั้น คุณจะต้องผ่านการศึกษาข้อมูลมาเป็นอย่างดีเหมือนปู่ครับ เพราะปู่จะทำการบ้านอย่างหนัก โดยเฉพาะศึกษางบการเงินให้ทะลุปรุโปร่งก่อนตัดสินใจเข้าซื้อหุ้นใดหุ้นหนึ่งครับ  

 

และนาทีนี้หากคุณกำลังตกใจกับหุ้น Apple ที่ร่วงลงแรง ผมก็อยากแอบเตือนสติเบาๆ ว่า หุ้น Apple ถือเป็นหุ้นลูกรักของปู่บัฟเฟตต์เลยก็ว่าได้ เพราะปู่ลงทุนหุ้น Apple คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 50% ของพอร์ตหุ้น Berkshire Hathaway ทีเดียว 

 

ผมเชื่อว่านักลงทุนสาย VI แทบทุกคน มีปู่บัฟเฟตต์เป็นไอดอล อยากสะสมความมั่งคั่งให้ได้แบบปู่ แต่ใช่ว่าทุกคนจะเดินตามรอยปู่ได้ทุกฝีก้าว เพราะแต่ละคนมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป แต่ในวันนี้ข้อจำกัดของทุกคนจะลดลง ด้วยศักยภาพของ AI เราสามารถเลือก ‘ลงทุนในบริษัทที่ดีในราคาที่เหมาะสม’ ตามแนวทางของปู่ได้ง่ายขึ้น และเมื่อ ‘ปัจจัยพื้นฐาน x เทคโนโลยี’ สูตรการคอลแลบนี้อาจทำให้นักลงทุนสาย VI อย่างคุณ เป็นทั้ง ‘ลูกรัก AI และหลานรัก วอร์เรน บัฟเฟตต์’ ได้ในคราวเดียวกัน

 

ถ้าคุณอยากได้ข้อมูลการลงทุนหุ้นเทคสหรัฐฯ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://blog.jittawealth.com/ ครับ 

 

ขอให้มีความสุขทุกการลงทุนนะครับ 

The post ว้าวุ่นเลยทีนี้ หุ้นเทคสหรัฐฯ กำลังเท่ซะด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต.สหรัฐฯ อนุมัติให้ตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq สามารถใช้ระบบรับคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ผ่าน AI ได้แล้ว https://thestandard.co/usa-sec-approved-nasdaq-stock-market-use-ai/ Mon, 11 Sep 2023 03:52:31 +0000 https://thestandard.co/?p=839961 Nasdaq

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (8 กันยายน) Nasdaq ตลาดหลักทรัพย […]

The post ก.ล.ต.สหรัฐฯ อนุมัติให้ตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq สามารถใช้ระบบรับคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ผ่าน AI ได้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nasdaq

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (8 กันยายน) Nasdaq ตลาดหลักทรัพย์ชั้นนำของโลกในสหรัฐอเมริกาประกาศว่าทาง ก.ล.ต.สหรัฐฯ ได้มีการอนุมัติให้สามารถรับคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านระบบ AI (Artificial Intelligence) ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

โดยระบบการรับคำสั่งซื้อขายดังกล่าวคือ ‘Dynamic Midpoint Extended Life Order’ (M-ELO) ที่ให้การรับคำสั่งซื้อขาย อัปเดตข้อมูล และการปรับระยะเวลาการถือครองหลักทรัพย์ในตลาด Nasdaq สามารถดำเนินไปได้โดยอัตโนมัติแบบเรียลไทม์

 

ซึ่งรูปแบบคำสั่งในตลาดหลักทรัพย์เป็นระบบซอฟต์แวร์ที่ให้คู่คำสั่งทั้งฝั่งซื้อและขายสามารถเข้าคู่กันได้ ณ ราคาหนึ่ง โดยการดำเนินคำสั่งแบบอัตโนมัติเหล่านี้นั้นมีมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่รูปแบบ ‘Dynamic M-ELO’ นี้จะเป็นครั้งแรกที่นำ AI มาเรียนรู้และพัฒนาแบบเรียลไทม์ เพื่อจับคู่คำสั่งซื้อขายให้เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

จากการประกาศของ Nasdaq เผยว่า การทดสอบใช้คำสั่งผ่าน AI (M-ELO) จะทำให้ Fill Rates (อัตราการส่งคำสั่งได้ตรง) เพิ่มขึ้นถึง 20.3% ในขณะที่ลดอัตราคำสั่งที่ Mark Out ลงไปถึง 11.4%

 

เนื่องจากว่าระบบดังกล่าวจะมีการวิเคราะห์ข้อมูล 140 จุดขึ้นไป ในทุก 30 วินาทีแบบเรียลไทม์ เพื่อประเมินสภาวะตลาดและปรับระยะเวลาการถือครองหลักทรัพย์และการส่งมอบให้เหมาะสมที่สุด ซึ่งจะทำให้ Fill Rates เพิ่มขึ้นโดยราคากระดานไม่ได้รับผลกระทบ

 

การเกิดขึ้นของเทคโนโลยี AI ทำให้ทั้งอุตสาหกรรมการเงินได้รับผลกระทบ ทั้ง ChatGPT และโมเดลแบบ Large Language อื่นๆ ได้ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการช่วยลงทุนทั้งในการลงทุนดั้งเดิมและการลงทุนในคริปโต

 

อ้างอิง:

The post ก.ล.ต.สหรัฐฯ อนุมัติให้ตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq สามารถใช้ระบบรับคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ผ่าน AI ได้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขึ้นแท่นหุ้น IPO ใหญ่สุดแห่งปี 2023 ‘Arm’ ดาวรุ่งผู้ออกแบบชิปสมาร์ทโฟน จ่อระดมทุนผ่าน Nasdaq เดือนหน้า https://thestandard.co/softbank-arm-ipo/ Tue, 22 Aug 2023 09:13:04 +0000 https://thestandard.co/?p=832411

Arm ผู้ออกแบบชิปของ SoftBank ได้ยื่นขอจดทะเบียนการเสนอข […]

The post ขึ้นแท่นหุ้น IPO ใหญ่สุดแห่งปี 2023 ‘Arm’ ดาวรุ่งผู้ออกแบบชิปสมาร์ทโฟน จ่อระดมทุนผ่าน Nasdaq เดือนหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

Arm ผู้ออกแบบชิปของ SoftBank ได้ยื่นขอจดทะเบียนการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก (IPO) ในตลาด Nasdaq ของสหรัฐอเมริกา เดิมพันการเป็นผู้ออกแบบชิปสมาร์ทโฟนที่โด่งดัง ท่ามกลางกระแสบุกเบิกของการประมวลผลโดย AI

 

การเปิดตัวที่ประสบความสำเร็จของ Arm จะช่วยฟื้นความมั่งคั่งให้กับ Masayoshi Son ผู้ก่อตั้ง SoftBank ที่สูญเสียเงินเป็นประวัติการณ์ถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังอาจกดดันให้บริษัทหลายแห่งที่มีแผนเสนอขายหุ้น IPO ต้องเลื่อนการขายออกไป เช่น บริษัทจัดส่งของชำออนไลน์ Instacart, ผู้ให้บริการด้านการตลาดและข้อมูล Klaviyo และผู้ผลิตรองเท้า Birkenstock

 

รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า Arm วางแผนเริ่มโรดโชว์ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกันยายน และเตรียมเปิดเผยราคา IPO ในสัปดาห์ถัดไป อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่ได้เปิดเผยราคาหุ้นที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ Arm ซึ่งตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักรยังไม่มีการพูดคุยกับลูกค้ารายใหญ่บางรายถึงการสนับสนุนการเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้

 

แม้ Arm จะตั้งเป้าระดมทุนไว้ที่ 8 พันล้านดอลลาร์ ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ในการเสนอขายหุ้น IPO แต่เป้าหมายดังกล่าวอาจต่ำกว่าที่หวังไว้ เนื่องจาก SoftBank ได้ตัดสินใจถือหุ้นในบริษัทมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม การเสนอขายครั้งนี้อาจส่งสัญญาณได้ว่าตลาด IPO ที่กำลังดิ้นรนมาโดยตลอดในรอบเกือบสองปีเริ่มเห็นแนวโน้มฟื้นฟูอีกครั้ง โดยการเสนอขายหุ้น IPO ของ Arm ในครั้งนี้มีมูลค่ามากที่สุดในปีนี้ และครั้งล่าสุดที่มีการเสนอขายในระดับเดียวกันนี้ ต้องย้อนกลับไปในปี 2014 ที่มีการเสนอขายหุ้น Alibaba ของ Jack Ma คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์

 

Arm ถือเป็นหนึ่งในบริษัทชิปที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยบริษัทรับหน้าที่ออกแบบชุดคำสั่งที่เป็นหัวใจของชิปมือถือเกือบทุกตัวบนโลก ขณะที่ชิปสำหรับคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทตั้งเป้าออกแบบชิปที่สมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งจะผลักดันให้บริษัททำกำไรได้มากขึ้น

 

Arm ออกแบบชิปให้บริษัทต่างๆ เช่น Amazon, Alphabet, AMD, Intel, NVIDIA, Qualcomm และ Samsung การออกแบบชิปนี้ยังรวมอยู่ในชิปของ Apple สำหรับ iPhone อีกด้วย Arm กล่าวว่า เทคโนโลยีของบริษัทรวมอยู่ในชิปมากกว่า 3 หมื่นล้านชิปในปี 2023

 

เดิมที SoftBank พยายามขาย Arm ให้กับ NVIDIA บริษัทชิปยักษ์ใหญ่ แต่ข้อตกลงดังกล่าวต้องเจอกับแรงกดดันครั้งใหญ่จากหน่วยงานกำกับดูแล ที่กังวลถึงการแข่งขันและความมั่นคงของชาติ SoftBank ประกาศซื้อ Arm มาเป็นของตนในปี 2016 ด้วยมูลค่า 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์

 

อ้างอิง:

The post ขึ้นแท่นหุ้น IPO ใหญ่สุดแห่งปี 2023 ‘Arm’ ดาวรุ่งผู้ออกแบบชิปสมาร์ทโฟน จ่อระดมทุนผ่าน Nasdaq เดือนหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น VinFast เข้าเทรดในตลาดหุ้น Nasdaq วันแรกพุ่งแรง เผยอาจเพิ่มทุนอีกรอบใน 18 เดือนจากนี้ https://thestandard.co/vinfast-first-nasdaq-trading-day/ Wed, 16 Aug 2023 02:05:48 +0000 https://thestandard.co/?p=829762 VinFast

วินฟาสต์ (VinFast) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในเครื […]

The post หุ้น VinFast เข้าเทรดในตลาดหุ้น Nasdaq วันแรกพุ่งแรง เผยอาจเพิ่มทุนอีกรอบใน 18 เดือนจากนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
VinFast

วินฟาสต์ (VinFast) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในเครือวินกรุ๊ปของเวียดนาม เปิดตัวซื้อขายหลักทรัพย์เป็นวันแรกที่ตลาดหุ้น Nasdaq ของสหรัฐฯ ในวันอังคารที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากเสร็จสิ้นการควบรวมกิจการกับบริษัท แบล็ก สเปด แอคควิซิชัน (Black Spade Acquisition) ของสหรัฐฯ โดยได้รับเสียงตอบรับทางบวกอย่างล้นหลาม 

 

ความร้อนแรงของราคาหุ้นเกิดขึ้นหลังจากเปิดตลาดเพียงไม่กี่ชั่วโมง หุ้นของวินฟาสต์พุ่งขึ้นถึง 30.23% สู่ระดับราคา 28.65 ดอลลาร์ โดยช่วงเปิดตลาด หุ้นของวินฟาสต์อยู่ที่ 22 ดอลลาร์ มากกว่า 2 เท่าของราคาที่ตกลงกับทางแบล็ก สเปด แอคควิซิชัน ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของวินฟาสต์ที่อยู่ที่ 10 ดอลลาร์

 

ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) อนุญาตเปิดทางให้วินฟาสต์ควบรวมกิจการกับแบล็ก สเปด ทำให้วินฟาสต์ไม่ต้องผ่านกระบวนการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก (IPO) และสามารถเริ่มซื้อขายหุ้นในตลาดได้อย่างรวดเร็ว จากเดิมซึ่งต้องใช้เวลาราว 2 ปี โดยข้อตกลงการควบรวมกิจการกับทางแบล็ก สเปด ทำให้วินฟาสต์เป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดราว 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์

 

David Mansfield ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน (Chief Financial Officer) ของวินฟาสต์กล่าวว่า บริษัทยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนเชิงกลยุทธ์และนักลงทุนสถาบันจำนวนมาก ซึ่งทำให้คาดการณ์ได้ว่า บริษัทจะมีรูปแบบการเพิ่มทุนในอีก 18 เดือนข้างหน้าอย่างแน่นอน ก่อนย้ำว่า วินฟาสต์ในขณะนี้ไม่ต้องการเงินทุนเพิ่ม แต่หากมีจังหวะหรือโอกาส วินฟาสต์ก็จะใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ในขณะที่บริษัทสามารถทำได้ 

 

ปัจจุบัน วินฟาสต์นำเข้ารถยนต์ EV จากเวียดนามเข้าสู่สหรัฐฯ ราว 2,100 คัน และนำเข้าสู่แคนาดาราว 800 คัน นอกจากนี้ วินฟาสต์กำลังสร้างโรงงานผลิตรถยนต์แห่งหนึ่งที่รัฐนอร์ทแคโรไลนา โดยมีกำลังการผลิตรถยนต์ 150,000 คันต่อปี

 

อ้างอิง:

The post หุ้น VinFast เข้าเทรดในตลาดหุ้น Nasdaq วันแรกพุ่งแรง เผยอาจเพิ่มทุนอีกรอบใน 18 เดือนจากนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระแส AI Boom หนุนหุ้น Tech ฟื้น https://thestandard.co/ai-boom-supports-tech-stocks-recover/ Tue, 25 Jul 2023 07:52:47 +0000 https://thestandard.co/?p=821833 หุ้นเทคโนโลยี

ครึ่งแรกของปี 2566 นับเป็นช่วงเวลาที่ดีของหุ้นเทคโนโลยี […]

The post กระแส AI Boom หนุนหุ้น Tech ฟื้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเทคโนโลยี

ครึ่งแรกของปี 2566 นับเป็นช่วงเวลาที่ดีของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ เพราะดัชนีหุ้นเทคโนโลยี NASDAQ ของสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนสูงถึงราว 32% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นที่ดีที่สุดในรอบ 40 ปี ในสายตาของนักลงทุน ซึ่งปัจจุบันหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ยังถูกมองว่ามีความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงิน และมีศักยภาพในการเติบโตด้วยการมีผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการที่มีผู้ใช้ทั่วโลก ทำให้มีความทนทานต่อแรงเสียดทานจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว นอกเหนือจากนี้ กระแส AI Boom จากความนิยมของ Generative AI ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนให้ราคาหุ้นเทคโนโลยีฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว 

 

‘Generative AI’ คือ AI ที่สามารถสร้างข้อมูลหรือผลลัพธ์ในรูปแบบต่างๆ เช่น เสียง ข้อความ หรือวิดีโอ โดยรับคำสั่งผ่านภาษามนุษย์ แทนที่จะเป็นภาษาคอมพิวเตอร์หรือการเขียนโปรแกรม ตัวอย่างของ Generative AI ที่ผู้คนส่วนใหญ่คุ้นเคยที่สุด คงหนีไม่พ้น ChatGPT ซึ่งพัฒนาโดย OpenAI เปิดตัวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมากและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยมีผู้ใช้บริการแตะหลัก 100 ล้านคน ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือนหลังจากเปิดตัว นับเป็นสถิติเร็วสุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ TikTok ใช้เวลาประมาณ 9 เดือน ในการมีผู้ใช้แตะหลัก 100 ล้านคน

 

ChatGPT คือ Chatbot ที่สามารถตอบคำถามจากผู้ใช้งานด้วยบทสนทนาที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ นอกจากจะช่วยตอบคำถามที่เราอยากรู้แล้ว หากลองค้นดูบนอินเทอร์เน็ตหรือสื่อโซเชียลจะพบว่าการนำ ChatGPT มาใช้ประโยชน์มีหลายรูปแบบ ตัวอย่างส่วนหนึ่ง เช่น การให้ความช่วยเหลือในการเขียนโปรแกรม (Coding) และแก้ Bug เป็นผู้ช่วยในการสร้างสรรค์งานเขียน ไม่ว่าจะเป็นบทความ เรื่องย่อ หรือแม้แต่เนื้อเพลง และช่วยวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ เป็นต้น 

 

บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ระดับโลกอย่าง McKinsey คาดการณ์ว่า Generative AI สามารถเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ต่อเศรษฐกิจโลกได้มากถึงระดับล้านล้านดอลลาร์ ตัวอย่างของการใช้ Generative AI ในการปฏิบัติงานของแต่ละอุตสาหกรรมในอนาคต เช่น กลุ่มธนาคาร มีโอกาสใช้ Generative AI ในการแปลง Code เก่า (Legacy Code) เพื่อย้ายหรือเปลี่ยนแปลงระบบ IT, การนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ของลูกค้ารายบุคคล ส่วนกลุ่มค้าปลีกสามารถใช้ Generative AI ในกระบวนการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค หรือช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการเขียนข้อความโฆษณา เป็นต้น

 

แม้ว่า Generative AI จะมีความสามารถและความเฉลียวฉลาดอย่างน่าทึ่ง แต่ในปัจจุบัน ก็ยังคงมีข้อจำกัดและข้อควรระวังสำหรับผู้ใช้งาน เช่น AI อาจให้คำตอบที่ดูน่าเชื่อถือแต่ไม่ถูกต้อง ความถูกต้องและเหมาะสมของแหล่งข้อมูลที่ AI ใช้ในการเรียนรู้ นอกจากนี้ บางคนยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้ฮาร์ดแวร์สำหรับการประมวลผลของ AI

 

สำหรับด้านตลาดทุนแล้ว หนึ่งในบริษัทที่น่าจะได้ประโยชน์จากกระแส AI Boom ในขณะนี้คือ NVIDIA ผู้ผลิตชิปประมวลผลด้านกราฟิก หรือ GPU ชั้นนำของโลก โดย GPU ถูกนำมาใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้ง เกม, Cloud และ Data Center รวมถึงการใช้งานด้าน AI ทั้งนี้ NVIDIA รายงานรายได้งวดไตรมาส 1/67 (ปิดงวด 30 เมษายน 2566) ราว 7.19 พันล้านดอลลาร์ ดีกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ 6.5 พันล้านดอลลาร์ แต่สิ่งที่สร้างกระแสเชิงบวกอย่างมาก คือผู้บริหารของ NVIDIA ให้ Guidance หรือข้อมูลแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาสถัดไป คือไตรมาส 2/67 ที่คาดว่ารายได้จะสูงถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ การเติบโตไตรมาสต่อไตรมาส (QoQ) โดยหลักมาจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ซึ่งสะท้อนความต้องการใช้ Generative AI และ Large Language Model ประเด็นนี้มีส่วนช่วยขับเคลื่อนให้ราคาหุ้น NVIDIA (NVDA) ปรับตัวขึ้นมากถึง 189% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 (อ้างอิง: NVIDIA Announces Financial Results) 

 

จึงเชื่อว่ากระแส AI Boom ที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจเพิ่งจะอยู่ในเฟสเริ่มต้น แต่ในแง่ของการลงทุน ราคาหุ้นเทคโนโลยีหลายบริษัทที่ปรับตัวสูงขึ้น ย่อมสะท้อนถึงความคาดหวังของนักลงทุนที่อยู่ในระดับสูงตามไปด้วย หากผลประกอบการในอนาคตไม่ได้เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ก็มีโอกาสที่ราคาหุ้นจะผันผวนแรงได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นนักลงทุนจำเป็นต้องติดตามข่าวสารและปัจจัยการลงทุนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ที่แตกต่างกัน ยังคงเป็นหลักการลงทุนที่สำคัญ ที่จะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุนในระยะยาว

 

กองทุนประเภท Thematic ของ SCBAM ที่คาดว่าน่าจะได้ประโยชน์จากกระแส AI Boom เช่น SCBDIGI (กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอลดิจิตอล), SCBSEMI (กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Semiconductor), SCBROBOA (กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอลโรโบติกส์) เป็นต้น เช่นเดียวกับกองทุนดัชนีหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ คือ SCBNDQ (กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นยูเอส เอ็นดีคิว) ที่ได้รับกระแสเชิงบวกจากบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดยภาพรวม 

 

คำเตือน

  • การลงทุนในกองทุนรวมมิใช่การฝากเงิน และผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต  
  • กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุน หรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ 
  • ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน 

 

ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลกองทุนได้เว็บไซต์ SCBAM หรือสอบถามข้อมูลและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ทุกวันทำการที่ บลจ.ไทยพาณิชย์ หรือ SCBAM Client Relations โทร. 0 2777 7777 

The post กระแส AI Boom หนุนหุ้น Tech ฟื้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
NRF ทุ่ม 51.6 ล้านบาท ลงทุนธุรกิจ SPAC ใน Nasdaq ใช้ต่อยอดธุรกิจ Plant-Based และ E-Commerce หวังเปิดทางเข้าถึงแหล่งระดมทุนในสหรัฐฯ https://thestandard.co/nrf-invest-in-spac-on-nasdaq/ Wed, 19 Jul 2023 05:37:02 +0000 https://thestandard.co/?p=819103 NRF

บมจ.เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ หรือ NRF ประกาศใช้งบลงท […]

The post NRF ทุ่ม 51.6 ล้านบาท ลงทุนธุรกิจ SPAC ใน Nasdaq ใช้ต่อยอดธุรกิจ Plant-Based และ E-Commerce หวังเปิดทางเข้าถึงแหล่งระดมทุนในสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
NRF

บมจ.เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ หรือ NRF ประกาศใช้งบลงทุน 51.6 ล้านบาท ซื้อหุ้น 49% ใน Kairous Asia Limited ซึ่งเป็น Sponsor ของ Kairous Acquisition Corp บริษัทใน Nasdaq ที่ทำธุรกิจ SPAC

 

เพ็ญอุไร ไชยชัชวาล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและการลงทุน บมจ.เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ หรือ NRF แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารของ บมจ.เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2566 ซึ่งมอบหมายโดยคณะกรรมการบริษัทตามขอบเขตอำนาจการลงทุน ได้มีมติอนุมัติการลงทุนในบริษัท Kairous Asia Limited และรายงานต่อคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2566 ซึ่งบริษัท Kairous Asia Limited ประกอบธุรกิจบริหารและจัดการ (Sponsor) ของบริษัท Kairous Acquisition Corp. Limited (KACL) ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อระดมทุนผ่านการ IPO บนตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq เพื่อมีวัตถุประสงค์ในการควบรวมกับกิจการอื่นๆ หรือที่เรียกว่า Special Purpose Acquisition Company (SPAC) 

 

โดยการลงทุนในครั้งนี้เป็นการลงทุนตามกลยุทธ์เดิมของบริษัทที่เริ่มมีการศึกษามาตั้งแต่ช่วงปี 2564 เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงในกลุ่มธุรกิจต่างๆ ของบริษัท เช่น ธุรกิจอาหารโปรตีนทางเลือกจากพืช (Plant-Based) และ/หรือ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โดยเป็นการต่อยอดธุรกิจให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระดับสากล อาทิ ตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq สร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มช่องทางให้บริษัทเป็นที่รู้จักในตลาดของเวทีสากลมากยิ่งขึ้น โดยจะเข้าซื้อหุ้นในสัดส่วน 49% ของจำนวนหุ้นที่ชำระแล้วในจำนวนไม่เกิน 1.486 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 51.6 ล้านบาท

 

ด้านการเคลื่อนไหวราคาหุ้น (19 กรกฎาคม) เปิดการซื้อ-ขายที่ 5.60 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า และเป็นราคาสูงสุดของวันนี้ โดยระหว่างการซื้อ-ขายราคาปรับลดลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 5.55 บาท ลดลง 0.05 บาท ติดลบ 0.89%

The post NRF ทุ่ม 51.6 ล้านบาท ลงทุนธุรกิจ SPAC ใน Nasdaq ใช้ต่อยอดธุรกิจ Plant-Based และ E-Commerce หวังเปิดทางเข้าถึงแหล่งระดมทุนในสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>