MK Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/mk/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 03 Mar 2026 03:49:20 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เอ็มเค กรุ๊ป ปรับทัพรับกำลังซื้อ ส่ง ‘โบนัส สุกี้’ – บุฟเฟต์ 299 ดันรายได้ไตรมาส 4 ฟื้น กางแผนปี’69 ลุยขยายเพิ่ม 50 สาขา https://thestandard.co/mk-group-bonus-suki-expansion/ Tue, 03 Mar 2026 03:49:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1183760 ภาพกราฟิกสรุปผลประกอบการ เอ็มเค กรุ๊ป และแผนขยายสาขา ‘โบนัส สุกี้’ 50 แห่ง

บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M ราย […]

The post เอ็มเค กรุ๊ป ปรับทัพรับกำลังซื้อ ส่ง ‘โบนัส สุกี้’ – บุฟเฟต์ 299 ดันรายได้ไตรมาส 4 ฟื้น กางแผนปี’69 ลุยขยายเพิ่ม 50 สาขา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปผลประกอบการ เอ็มเค กรุ๊ป และแผนขยายสาขา ‘โบนัส สุกี้’ 50 แห่ง

บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 โดยมียอดรายได้รวมอยู่ที่ 15,421 ล้านบาท ปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ทิศทางธุรกิจในไตรมาส 4 กลับส่งสัญญาณบวกอย่างชัดเจนจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เชิงรุก

 

รายได้จากการขายในไตรมาส 4 ปี 2568 สามารถทำยอดรวมได้ถึง 3,891 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดขายสาขาเดิม (Same-Store Sales) กลับมาเติบโตที่ระดับ 1.3% ซึ่งเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการเจาะตลาดกลุ่มบุฟเฟต์ที่เข้ามาตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่า

 

ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการรุกตลาดด้วยแคมเปญ MK บุฟเฟต์ ‘คุ้มเกินคุ้ม’ ในราคา 299 บาท ซึ่งช่วยเพิ่มความถี่ในการใช้บริการของลูกค้า ส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิมในช่วงเวลาดังกล่าวเติบโตได้ถึง 3.4% ควบคู่ไปกับการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘โบนัส สุกี้’ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 เพื่อเจาะตลาดกลุ่ม Budget Buffet โดยเฉพาะ

 

แบรนด์โบนัส สุกี้ ได้รับการตอบรับจากตลาดอย่างรวดเร็วด้วยระดับราคาที่เข้าถึงง่าย ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถขยายสาขาแบรนด์น้องใหม่นี้ได้ถึง 15 แห่งภายในปี 2568 ถือเป็นการสร้างกลไกรายได้ใหม่เพื่อชดเชยกำลังซื้อในตลาดเดิมที่ชะลอตัวลงอย่างทันท่วงที

 

สำหรับความสามารถในการทำกำไร ในปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 838 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากสภาพเศรษฐกิจที่กดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคในภาพรวม ประกอบกับการแข่งขันในสมรภูมิธุรกิจร้านอาหารที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างธุรกิจสู่โมเดลบุฟเฟต์ยังส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มสูงขึ้น โดยบริษัทฯ มีต้นทุนวัตถุดิบต่อยอดขายที่เพิ่มขึ้นเพื่อรักษามาตรฐานคุณภาพอาหาร รวมถึงการใช้เม็ดเงินลงทุนก้อนแรกกว่า 500 ล้านบาท สำหรับการเร่งปูพรมขยายสาขาโบนัส สุกี้ ในช่วงที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการบุฟเฟต์หนาแน่นขึ้น ทั้งในส่วนของร้านเอ็มเค เรสโตรองต์ และแบรนด์โบนัส สุกี้ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เกี่ยวเนื่องกับการเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดสาขาใหม่

 

แม้จะต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ด้วยกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง คณะกรรมการบริษัทฯ จึงได้ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดครึ่งหลังของปี 2568 ในอัตรา 0.5 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้ยอดรวมการจ่ายเงินปันผลตลอดทั้งปีอยู่ที่ระดับ 1 บาทต่อหุ้น

 

สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 MK Group วางยุทธศาสตร์มุ่งเน้นความยืดหยุ่น โดยจะนำเสนอเมนูและโปรโมชั่นที่เน้นความคุ้มค่า ควบคู่ไปกับการบริหารพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ร้านอาหารในเครือให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าในทุกเซกเมนต์ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

เป้าหมายสำคัญในปีนี้คือการเร่งขยายสาขา ‘โบนัส สุกี้’ เพิ่มเติมอีกกว่า 40-50 แห่งทั่วประเทศ โดยบริษัทฯ ได้เตรียมแผนเพิ่มงบลงทุนอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่ลดทอนมาตรฐานคุณภาพบริการของแบรนด์ในเครือ

The post เอ็มเค กรุ๊ป ปรับทัพรับกำลังซื้อ ส่ง ‘โบนัส สุกี้’ – บุฟเฟต์ 299 ดันรายได้ไตรมาส 4 ฟื้น กางแผนปี’69 ลุยขยายเพิ่ม 50 สาขา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บุฟเฟต์ 299’ คือฮีโร่! MK พลิกเกม ดันยอดขายไตรมาส 3 โต 5.5% สวนกระแสเศรษฐกิจซบ https://thestandard.co/mk-buffet-299-sales-hero/ Thu, 13 Nov 2025 10:23:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1143017 ‘บุฟเฟต์ 299’ คือฮีโร่ MK พลิกเกม ดันยอดขาย ไตรมาส 3 โต 5.5% สวนกระแสเศรษฐกิจซบ

หลังจาก MK ส่งบุฟเฟต์ลุยตลาด ทั้ง ‘MK คุ้มเกินคุ้ม 299 […]

The post ‘บุฟเฟต์ 299’ คือฮีโร่! MK พลิกเกม ดันยอดขายไตรมาส 3 โต 5.5% สวนกระแสเศรษฐกิจซบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บุฟเฟต์ 299’ คือฮีโร่ MK พลิกเกม ดันยอดขาย ไตรมาส 3 โต 5.5% สวนกระแสเศรษฐกิจซบ

หลังจาก MK ส่งบุฟเฟต์ลุยตลาด ทั้ง ‘MK คุ้มเกินคุ้ม 299 บาท’ และ ‘MK Premium Buffet’ ส่งผลให้ยอดขายรวม ไตรมาส 3 ปี 2568 เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีเทรนด์การเติบโตขึ้นต่อเนื่องในทุกไตรมาสตั้งแต่ต้นปี ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับภาพรวมของกลุ่มในปีนี้

 

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อโดยรวมจะชะลอตัว แต่ไตรมาส 3 ยังสามารถดันยอดขายรวมอยู่ที่ 3,884 ล้านบาท เติบโต 5.5% จากปีก่อนหน้า และยังสามารถทำยอดขายรวมได้สูงกว่าไตรมาส 2 ซึ่งเป็นช่วง High Season ของปีอีกด้วย

 

ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้กว่า 72% มาจากแบรนด์ MK Restaurants โดยมี ‘MK บุฟเฟต์’ เป็นตัวผลักดันสำคัญของการเติบโต

 

ขณะที่ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) เติบโต 5.4% สะท้อนพลังของแบรนด์ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง MK คุ้มเกินคุ้ม 299 บาท ได้มีการปรับเป็นเวอร์ชั่น 2 เพิ่มเมนูใหม่ และยังสามารถเพิ่มเมนูกุ้งสด MK ได้ด้วย ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีมาก ส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิมในเดือนกันยายน เติบโตสูงถึง 12%

 

ขณะเดียวกัน โบนัส สุกี้ แบรนด์สุกี้น้องใหม่ในเครือ ยังขยายสาขาอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงเดือนสิงหาคม ถึง พฤศจิกายน 2568 มีการเปิดเพิ่มอีก 12 สาขา รวมทั้งหมดเป็น 13 สาขา ภายในระยะเวลา 4 เดือน

 

ด้านรายได้จากการขายและบริการสำหรับงวด 9 เดือนของปี 2568 นั้นเท่ากับ 11,218 ล้านบาท ลดลง 4.4% จากงวดเดียวกัน ของปีก่อนหน้า และยอดขายสาขาเดิมก็ได้ปรับลดลง 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนตัวลง

 

อีกทั้งในช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค. ยังไม่ได้มีการจัดทำโปรโมชั่นบุฟเฟต์ ส่งผลให้ในช่วงเวลาดังกล่าว ยอดขายสาขาเดิมมีการปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก

 

สำหรับกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 3 อยู่ที่ 226 ล้านบาท ส่วนงวด 9 เดือนอยู่ที่ 735 ล้านบาท

 

MK GROUP มองว่าช่วงปลายปีนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งยอดขายต่อเนื่อง โดยเตรียมขยายสาขา โบนัส สุกี้ เพิ่ม พร้อมออกแคมเปญส่งท้ายปีกับ MK คุ้มเกินคุ้ม 299 บาท ที่เพิ่มโปรโมชั่นใหม่ เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตของธุรกิจบุฟเฟต์ให้ทะลุเป้า

 

ภาพ: Ham patipak / Shutterstock

The post ‘บุฟเฟต์ 299’ คือฮีโร่! MK พลิกเกม ดันยอดขายไตรมาส 3 โต 5.5% สวนกระแสเศรษฐกิจซบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์สงครามหม้อต้ม หลัง ‘สุกี้ตี๋น้อย’ บุกไปพรีเมียม ฟาก MK ขยับสู่ตลาดแมส เกมสวนทางใครจะชนะใจลูกค้า? https://thestandard.co/wealth-in-depth-suki-teenoi-mk/ Fri, 03 Oct 2025 11:37:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1126127 วิเคราะห์สงครามหม้อต้ม หลัง ‘สุกี้ตี๋น้อย’ บุกไปพรีเมียม ฟาก MK ขยับสู่ตลาดแมส เกมสวนทางใครจะชนะใจลูกค้า?

ท่ามกลางสมรภูมิร้านชาบู-สุกี้บุฟเฟต์ที่ดุเดือดร้อนแรง แ […]

The post วิเคราะห์สงครามหม้อต้ม หลัง ‘สุกี้ตี๋น้อย’ บุกไปพรีเมียม ฟาก MK ขยับสู่ตลาดแมส เกมสวนทางใครจะชนะใจลูกค้า? appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์สงครามหม้อต้ม หลัง ‘สุกี้ตี๋น้อย’ บุกไปพรีเมียม ฟาก MK ขยับสู่ตลาดแมส เกมสวนทางใครจะชนะใจลูกค้า?

ท่ามกลางสมรภูมิร้านชาบู-สุกี้บุฟเฟต์ที่ดุเดือดร้อนแรง แบรนด์เล็กและใหญ่ต่างปรับกระบวนท่าเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น สุกี้ตี๋น้อย แบรนด์ที่สร้างชื่อจากตลาดแมส กำลังท้าทายภาพลักษณ์เดิมด้วยการเปิดตัว Teenoi Gold เพื่อขยับสู่ตลาดพรีเมียม ขณะที่ MK เจ้าตลาดเดิม กลับเลือกใช้กลยุทธ์สวนทาง สร้างแบรนด์น้องใหม่ ‘โบนัส สุกี้’ ราคาเข้าถึงง่าย ลงมาเจาะตลาดแมส

 

เรียกว่าการเคลื่อนไหวของทั้งสองแบรนด์ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่แตกต่างกันไป THE STANDARD WEALTH พาฟังมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านแบรนด์และการตลาด ที่จะมาวิเคราะห์ถึงการทำแบรนด์จากล่างขึ้นบนนั้นเป็นเรื่องที่ยากกว่าการทำแบรนด์จากบนลงล่าง ซึ่งถือเป็นโจทย์หินของสุกี้ตี๋น้อย ที่ต้องใช้ความพยายามสลัดภาพจำเดิมให้ได้

 

แต่ในทางกลับกัน MK กลับเลือกสร้างแบรนด์ใหม่ ลงมาในตลาดที่ตนไม่ได้เป็นเจ้าของอยู่แล้ว สะท้อนให้เห็นถึงความจริงจังในการปรับตัวเพื่อรับมือกับคู่แข่ง ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด คำถามคือกลยุทธ์ของใครจะประสบความสำเร็จและยั่งยืนกว่ากัน ก็อาจต้องขึ้นอยู่กับเสียงตอบรับของผู้บริโภค

 

วิเคราะห์กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ‘จากล่างขึ้นบน’ ไม่ใช่เรื่องง่าย

 

ผศ. ดร. เอกก์ ภทรธนกุล ประธานหลักสูตรปริญญาโทด้านแบรนด์และการตลาด ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มุมมองที่น่าสนใจกับ THE STANDARD WEALTH ถึงปรากฏการณ์ที่แบรนด์สุกี้และชาบูต่างปรับกระบวนท่าเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการทำแบรนด์จากล่างขึ้นบน และการเคลื่อนไหวที่น่าจับตาของทั้ง สุกี้ตี๋น้อย และ MK

 

 

โดยทั่วไปแล้ว กลยุทธ์การสร้างแบรนด์จากตลาดบนลงสู่ตลาดล่าง (Top-Down Branding) มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่าการขยับจากล่างขึ้นบน (Bottom-Up Branding) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือแบรนด์แฟชั่นหรูอย่าง Armani ที่แตกไลน์แบรนด์ลูกอย่าง AX (Armani Exchange) ซึ่งทำให้การทำตลาดง่ายขึ้น และในทางกลับกัน แบรนด์ในตลาดแมสที่ต้องการขยับขึ้นไปในตลาดพรีเมียมอย่าง Zara มักจะเลือกใช้ชื่อแบรนด์ใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงภาพจำเดิมๆ

 

ส่วนในกรณีของ สุกี้ตี๋น้อย หลังจากที่ได้เปิดตัว สุกี้ตี๋น้อย Gold เพื่อเจาะกลุ่มตลาดพรีเมียม จึงถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ แต่ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ติดภาพจำว่าสุกี้ตี๋น้อยคือแบรนด์ที่เน้นปริมาณและราคาเข้าถึงง่าย

 

“แบรนด์ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการสร้างประสบการณ์ใหม่เพื่อดึงลูกค้ากลุ่มที่ยอมจ่าย 500 บาทต่อมื้อให้ได้ เรียกว่าไม่ง่ายเลย เห็นได้จากที่ผ่านมาแบรนด์ใหญ่อย่าง MK ก็เคยทำ ‘MK Gold’ มาแล้ว แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร”

 

แต่ในทางกลับกัน MK เลือกที่จะใช้กลยุทธ์สวนทาง ด้วยการสร้างแบรนด์ใหม่เพื่อลงสู่ตลาดแมสอย่าง ‘โบนัส สุกี้’ สะท้อนให้เห็นถึงความจริงจังในการปรับตัวเพื่อรับมือกับคู่แข่งอย่างสุกี้ตี๋น้อย โดยสิ่งที่น่าสนใจคือการที่ MK เลือกที่จะไม่ใช้ชื่อแบรนด์เดิม แต่กลับเลือกสร้างแบรนด์ใหม่ พร้อมทั้งดึงทีมบริหารคนใหม่ๆ ที่มาจากวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างเข้ามาขับเคลื่อน

 

และหากพิจารณาจากงบการเงินแล้ว MK มีจุดแข็งที่สำคัญคือ ‘กระสุน’ หรือเงินทุนที่มากกว่า มีสภาพคล่องและกระแสเงินสดสูง ทำให้สามารถทุ่มงบประมาณในการทำการตลาดและขยายสาขาของ โบนัส สุกี้ ได้อย่างเต็มที่ สะท้อนให้เห็นถึงการกลับมาสู่สังเวียนอย่างจริงจัง หลังจากที่หลายคนเคยมองว่า MK เคลื่อนไหวช้ากว่าสุกี้ตี๋น้อย

 

หลักการสร้างแบรนด์ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อ แต่ต้อง ‘เปลี่ยนวิธีคิด’

 

“MK มาถูกทาง เพราะการจะเปลี่ยนแปลงแบรนด์ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อ แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดและกระบวนการทำงานทั้งหมด หากใช้คนเดิมๆ ที่คุ้นชินกับวัฒนธรรมเดิม ภาพลักษณ์ที่ออกมาก็จะยังคงเหมือนกับแบรนด์เดิม” ผศ. ดร. เอกก์ ย้ำ

 

นอกจากนี้การแข่งขันในตลาดชาบู-สุกี้ที่ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านการแข่งขันลดราคาและมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ผู้บริโภค สิ่งที่ตามมาทำให้ธุรกิจนี้มีแนวโน้มที่จะมีกำไรลดลงในระยะยาว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่คล้ายคลึงกับธุรกิจอื่นๆ ที่มีการแข่งขันสูงขึ้นแต่ขนาดตลาดไม่ได้เติบโตตาม เช่น ธุรกิจขนส่งในปัจจุบันที่ผู้ให้บริการมีจำนวนมาก ทำให้ส่วนแบ่งตลาดเล็กลง และการแข่งขันด้านราคาก็ลดลงตามไปด้วย

 

 

ผศ. ดร เอกก์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ที่ขยับขึ้นหรือลง สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยน ‘วิธีคิด’ และ ‘กระบวนการ’ โดยตลาดแมสจะเน้นเรื่องการลดต้นทุน ขณะที่ตลาดพรีเมียมจะเน้นการเพิ่มคุณค่า ซึ่งต้องอาศัยการพัฒนาบุคลากรและปรับปรุงระบบการทำงานภายในอย่างจริงจัง

 

และแม้ว่าปัจจุบันร้านอาหารจะพูดถึงแต่เรื่องความอร่อยและความคุ้มค่าจนไม่มีความแตกต่าง แต่หากแบรนด์สามารถสร้างความโดดเด่นและเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะทางได้ ก็จะสามารถดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น

 

‘สุกี้ตี๋น้อย’ ชี้ Teenoi Gold ไม่ได้แข่งกับใคร แต่แค่มองเห็นช่องว่างในตลาด

 

ย้อนไปเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นัทธมน พิศาลกิจวนิช ผู้ก่อตั้งสุกี้ตี๋น้อย ตัดสินใจจับมือกับ เชฟโฮ หรือเจ้าของร้านอาหารชื่อดัง HO KITCHEN SEAFOOD เปิดตัวแบรนด์ใหม่ Teenoi Gold เป็นร้านอาหารประเภทบุฟเฟต์พรีเมียม ราคาเริ่ม 599 บาท ประเดิมเปิดสาขาแรกที่เมเจอร์ รัชโยธิน จากนั้นจะทยอยเปิด Teenoi Gold อีก 2 สาขาในปลายปีนี้

 

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังซบเซา ถือเป็นความท้าทายอยู่ไม่น้อย ยิ่งที่ผ่านมาในภาพจำของผู้บริโภคส่วนใหญ่ มักจะมองว่าสุกี้ตี๋น้อยเป็นแบรนด์ที่ราคาเข้าถึงง่าย กลายเป็นคำถามตัวโตๆ ว่า จะสลัดภาพลักษณ์แบรนด์เก่าไปสู่แบรนด์ใหม่ได้อย่างไร นั่นคือโจทย์หินของสุกี้ตี๋น้อย

 

 

แต่ผู้ก่อตั้งสุกี้ตี๋น้อย ย้ำว่า แม้สุกี้ตี๋น้อยจะเป็นแบรนด์ที่เกิดและดังจากตลาดแมส แต่เชื่อว่าการดึงตัว เชฟโฮ เข้ามาร่วมงาน ก็จะช่วยยกระดับให้ภาพลักษณ์แบรนด์ให้ชัดเจนมากขึ้น ที่สำคัญมองว่าร้านกลุ่มพรีเมียมแมสบุฟเฟต์ ยังมีโอกาสโตเพราะในตลาดก็ยังไม่เห็นแบรนด์ Top of mind อย่างชัดเจน

 

และแม้ที่ผ่านมาหลายคนจะมองว่าสุกี้ตี๋น้อยท้าชนกับแบรนด์ใหญ่ แต่ขอยืนยันว่าไม่ได้แข่งกับใคร แค่เมื่อมองเห็นช่องว่างในตลาดก็อยากทำในสิ่งที่แตกต่างเท่านั้น และเชื่อว่าแบรนด์ใหม่จะช่วยขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น พร้อมสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้แบรนด์สุกี้ตี๋น้อย ที่ไม่ได้ทำได้แค่แมสเท่านั้น

 

เปิดเบื้องหลัง MK Buffet 299 บาท ไม่ใช่การทำสงครามราคา

 

ด้าน ทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในรายการ MORNING WEALTH ของ THE STANDARD ถึงกลยุทธ์การรุกตลาดบุฟเฟต์ว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา MK เคยทดลองและได้ศึกษาตลาดบุฟเฟต์ตั้งแต่ระดับพรีเมียมไปจนถึงระดับราคาประหยัด (Budget Buffet) เนื่องจากเห็นถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้บริษัทตัดสินใจทดลองเปิดตัว โมเดลบุฟเฟต์ราคา 299 บาท

 

หลังจากเปิดตัวโปรโมชันนี้พบว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เคยห่างหายจาก MK ไปนานกว่า 6 เดือน ในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมนั้นเติบโต 370%

 

กลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้มา MK นานกว่า 3 เดือน กลับมาทานเพิ่มขึ้น เติบโต 182% โดยมีกลุ่มลูกค้าใหม่ที่อายุเฉลี่ยลดลง เป็นอายุ 26-35 เติบโตเพิ่มขึ้น 6% นอกจากนั้นยังมีลูกค้ากลับมาทานซ้ำ เฉลี่ย 27% ภายใน 2 เดือน

 

“ในฝั่งของทีมการตลาดได้มีการติดตามพฤติกรรมลูกค้า และนำข้อมูล Data มาปรับใช้ให้ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด”

 

ทานตะวัน ย้ำว่า การรุกตลาดบุฟเฟต์ของ MK ไม่ได้เป็นการทำ ‘สงครามราคา’ อย่างที่หลายคนมอง แต่เป็นผลมาจากการศึกษาอินไซต์ของตลาดมานาน และยังคงยึดมั่นในจุดยืนด้านคุณภาพเป็นหลัก และหากต้องการทำสงครามราคาจริง ๆ บริษัทสามารถลดราคาได้มากกว่านี้ แต่หัวใจสำคัญของ MK ไม่ใช่เรื่องของราคา แต่คือการรักษา Core Value ของแบรนด์ไว้

 

ความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านและบทบาทของแบรนด์ ‘โบนัส สุกี้’

 

ทานตะวัน กล่าวต่อว่า การเปลี่ยนจากร้านอาหารแบบอาลาคาร์ต มาเป็นบุฟเฟต์ที่เจาะกลุ่มตลาดแมสถือเป็นความท้าทายใหม่ แต่ในมุมของการบริหารจัดการหน้าร้านและ Supply Chain นั้นไม่มีปัญหา

 

เนื่องจาก MK มีระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่งและทีมจัดซื้อที่พร้อมหาวัตถุดิบเข้ามารองรับความต้องการของลูกค้า และมีครัวกลางที่เพียงพอต่อการรองรับร้านกว่า 1,000 สาขา แต่ปัจจุบันนั้นยังมีราว 600-700 สาขาเท่านั้น (รวมทุกแบรนด์)

 

“สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการบริหารจัดการปริมาณของวัตถุดิบเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่า”

 

 

อีกทั้งโมเดลธุรกิจบุฟเฟต์ บริษัทได้นำข้อมูลที่ได้จากการทดลองแคมเปญต่าง ๆ เช่น หมูมาราธอน และ ซีฟู้ดมาราธอน มาใช้ในการพัฒนาแคมเปญบุฟเฟต์ 299 บาท ที่เปิดตัวพร้อมกันมากกว่า 200 สาขาทั่วประเทศ และจะนำข้อมูลเชิงลึกนี้ไปต่อยอดกับแบรนด์น้องใหม่ โบนัส สุกี้ ซึ่งเป็นแบรนด์บุฟเฟต์ที่วางโพชิชันนิ่งต่างกันกับ MK

 

ในขณะที่ MK จะเน้นลูกค้าที่เชื่อมั่นในแบรนด์และมีฐานแฟนที่แข็งแกร่ง แต่ โบนัส สุกี้ จะเจาะกลุ่มลูกค้าที่อายุน้อยลง โดยปัจจุบัน โบนัส สุกี้ สาขาแรกได้เปิดให้บริการแล้ว 3 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี ชัยนาท และกรุงเทพฯ ทั้งนี้ โบนัส สุกี้ ได้ใช้ระบบหลังบ้านร่วมกับ MK เพื่อเสริมการเติบโตให้กับบริษัทร่วมกัน

 

ส่วนในมุมของนักลงทุนที่กังวลว่าการลดราคาจะส่งผลกระทบต่อกำไร ทานตะวันยืนยันว่า แคมเปญบุฟเฟต์ได้เพิ่มทราฟฟิกให้ร้านเกินเป้าหมายที่วางไว้ และทำให้ภาพรวมรายได้ของ MK เติบโตขึ้น 5% สะท้อนได้จากร้านที่เข้าร่วมแคมเปญบุฟเฟต์มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 33% ที่สำคัญคือ สามารถดึงลูกค้าที่หายไปให้กลับมาใช้บริการได้ถึง 33% ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด ซึ่งสามารถรักษาฐานลูกค้าเก่าเอาไว้ได้

 

พร้อมยืนยันว่า การลงมาเล่นในตลาดบุฟเฟต์ราคาเข้าถึงง่าย ไม่ได้ทำให้ภาพลักษณ์ของ MK เสียหาย เพราะบริษัทยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ และประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับเหมือนเดิม และก้าวต่อไปของ MK จะยังมองที่ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และนำความต้องการของลูกค้ามาใช้พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคในอนาคต

 

‘ลัคกี้ สุกี้’ หนึ่งในผู้เล่นรายสำคัญ ย้ำจะไม่ลงแข่งในสงครามราคา

 

ด้านฝั่ง ‘ลัคกี้ สุกี้’ นับเป็นผู้เล่นอีกหนึ่งราย ที่กระโดดเข้ามาชิมลางในตลาดมากว่า 3 ปี ก็ยังประกาศว่าจะไม่ลงแข่งในสนามสงครามราคา เมื่อไม่นานมานี้ รสรินทร์ ติยะวราพรรณ กรรมการบริหาร บริษัท มิราเคิล แพลนเน็ต จำกัด ผู้ก่อตั้ง ลัคกี้ สุกี้ กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในปีนี้ร้านอาหารชาบูและสุกี้มีการแข่งขันดุเดือดที่สุดเป็นประวัติการณ์ ไม่ว่าแบรนด์ขนาดใหญ่จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณด้านการตลาดจำนวนมากเพื่อรักษาฐานลูกค้า

 

 

ขณะที่แบรนด์ขนาดกลางต้องหาโปรโมชันและกิมมิกใหม่ ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจไปด้วย และบางรายเลือกที่จะใช้กลยุทธ์หั่นราคา เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง ซึ่งยิ่งทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้นไปอีก แต่ไม่ว่าตลาดจะแข่งขันกันดุเดือดมากแค่ไหน นโยบายของ ลัคกี้ สุกี้ จะไม่ลงไปเล่นในสงครามราคา เพราะมองว่าการแข่งขันที่มุ่งเน้นเพียงการลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขายในระยะสั้นนั้นไม่ใช่หนทางที่ยั่งยืน

 

แม้ปัจจัยของราคาจะมีผลต่อการเพิ่มความถี่ให้ลูกค้าเข้าร้านโดยตรงก็ตาม แต่การที่แบรนด์ไม่ได้ลดราคา นั่นไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ลูกค้าหายไป ซึ่งที่ผ่านมาลัคกี้จะเน้นการสร้างประสบการณ์ เพื่อดึงดูดลูกค้า

 

ไม่ว่าจะเป็นการบริการที่โดดเด่น บรรยากาศของร้านที่ชวนให้รู้สึกอบอุ่น หรือการสร้าง ‘เมนูพระเอก’ ที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงการใช้กลยุทธ์การตลาดแบบมีกิมมิกเป็นช่วง ๆ เช่น การจัดแคมเปญแจกเป็ดย่างและหมูกรอบเข้ามาตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย

 

ท้ายที่สุด บทสรุปของสงครามครั้งนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะชนะ แต่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าใครจะปรับตัวเพื่อรองรับความต้องการผู้บริโภคได้อย่างแท้จริงมากกว่า

The post วิเคราะห์สงครามหม้อต้ม หลัง ‘สุกี้ตี๋น้อย’ บุกไปพรีเมียม ฟาก MK ขยับสู่ตลาดแมส เกมสวนทางใครจะชนะใจลูกค้า? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึกนี้ใครจะรอด! เมื่อ MK vs. สุกี้ตี๋น้อย กำไรไตรมาส 2 ร่วงทั้งคู่ https://thestandard.co/mk-suki-teenoi-q2-profit-slump/ Thu, 14 Aug 2025 08:54:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1107352

บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MK รา […]

The post ศึกนี้ใครจะรอด! เมื่อ MK vs. สุกี้ตี๋น้อย กำไรไตรมาส 2 ร่วงทั้งคู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MK รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2568 พบว่ากำไรสุทธิลดลงอย่างน่ากังวลถึง 31.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นตัวเลขอยู่ที่ 276 ล้านบาท ลดลงจาก 401 ล้านบาทในปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

รายงานระบุว่า ยอดขายในสาขาเดิมของ MK ลดลงถึง 6.7% ในไตรมาสที่ 2 และลดลง 8.5% ในช่วงครึ่งปีแรก สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนตัวลง ค่าครองชีพสูง และภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจร้านอาหาร

 

แม้ว่า MK จะพยายามปรับกลยุทธ์ด้วยการหันมาทำโปรโมชันบุฟเฟต์ราคาประหยัดในราคา 299 บาท และเปิดตัวแบรนด์น้องใหม่ ‘โบนัส สุกี้’ (BONUS SUKI) ที่เน้นตลาดสุกี้บุฟเฟต์ราคาเริ่มต้น 219 บาท ประเดิมเปิดสาขาแรกในจังหวัดสระบุรี เพื่อกระตุ้นยอดขายและเข้าถึงลูกค้าในตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น แต่กลยุทธ์ดังกล่าวยังไม่สามารถกู้สถานการณ์ภาพรวมของผลกำไรให้กลับมาได้ในทันที

 

อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณที่ดีให้เห็นจากโปรโมชันบุฟเฟต์ 299 บาทที่จัดขึ้นในเดือนมิถุนายน ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้ยอดขายในสาขาเดิมเติบโตขึ้น 9.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์การปรับราคาและรูปแบบการบริการให้เข้าถึงง่ายขึ้นยังคงมีศักยภาพในการดึงดูดลูกค้าหน้าใหม่

 

ในอีกด้านหนึ่ง สุกี้ตี๋น้อย ภายใต้บริษัท บีเอ็นเอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด (BNN) แม้จะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน แต่ยังคงมีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจ โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 สามารถทำกำไรสุทธิได้ถึง 582 ล้านบาท

 

แม้ว่าในไตรมาสที่ 2 กำไรสุทธิของตี๋น้อยจะลดลงเล็กน้อยที่ 6.7% เหลือ 311 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เมื่อเทียบกับ MK ที่กำไรลดลงมากกว่า 30% แล้ว ถือว่าตี๋น้อยยังคงมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและรักษาความสามารถในการทำกำไรไว้ได้เป็นอย่างดี

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันสุกี้ตี๋น้อยมีสาขารวมกันถึง 86 สาขา และยังคงเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัด ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของ นัทธมน พิศาลกิจวนิช ผู้ก่อตั้งสุกี้ตี๋น้อย ที่ระบุไว้ว่าช่วงปี 2568-2569 จะเป็นปีแห่งการขยายสาขาครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ๆ ทั่วประเทศ

 

เรียกได้ว่าการแข่งขันในตลาดชาบูสุกี้ยังคงดุเดือด แต่จากตัวเลขผลประกอบการที่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่า ทั้งสองแบรนด์ต่างกำลังปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น โดย MK กำลังเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อทวงคืนส่วนแบ่งตลาด ส่วนสุกี้ตี๋น้อยยังคงมุ่งมั่นขยายอาณาจักรอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดสุกี้บุฟเฟต์ราคาคุ้มค่า

The post ศึกนี้ใครจะรอด! เมื่อ MK vs. สุกี้ตี๋น้อย กำไรไตรมาส 2 ร่วงทั้งคู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อย่าเริ่มทำสงครามราคา’ คำเตือนที่ผู้นำตลาดอย่าง MK ขอเมิน ก่อนเปิดฉากท้าชน ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ด้วยอาวุธที่ชื่อว่า ‘บุฟเฟต์’ https://thestandard.co/wealth-in-depth-mk-suki-teenoi/ Tue, 10 Jun 2025 13:20:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1083775

‘อย่าเริ่มทำสงครามราคา’ ถือเป็นอีกหนึ่งประโยคทรงพลังในซ […]

The post ‘อย่าเริ่มทำสงครามราคา’ คำเตือนที่ผู้นำตลาดอย่าง MK ขอเมิน ก่อนเปิดฉากท้าชน ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ด้วยอาวุธที่ชื่อว่า ‘บุฟเฟต์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘อย่าเริ่มทำสงครามราคา’ ถือเป็นอีกหนึ่งประโยคทรงพลังในซีรีส์ที่กำลังเป็นกระแส Talk of the Town อย่าง ‘สงครามส่งด่วน’ ที่ดึงความสนใจให้กับกลุ่มผู้ชมที่อยู่ในแวดวงธุรกิจไม่น้อย สำหรับประเด็นเรื่อง ‘การทำสงครามราคา’ ที่สะท้อนบทเรียนจริงในโลกธุรกิจที่เรามักจะเห็นกันอยู่ไม่น้อยในช่วงเวลาที่ผ่านมา

 

ซึ่งประโยคนี้กำลังเกิดขึ้นกับหม้อสุกี้ที่มีมูลค่าราว 1.5-2 หมื่นล้านบาท เมื่อยักษ์ใหญ่ผู้ครองตลาดอย่าง MK หยิบเอาไม้เด็ด ‘บุฟเฟต์’ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการแข่งขันที่ดุเดือดและการชูจุดขายด้านราคาที่ได้ทดลองเปิดเต็มตัวอยู่แล้ว แต่รอบนี้ทำในสเกลที่ใหญ่ขึ้นใน 200 กว่าสาขาทั่วประเทศ ซึ่งไม่ใช่ทุกสาขา แต่เฉพาะสาขาโลตัส บิ๊กซี และสาขาที่ร่วมรายการเท่านั้น

 

‘บุฟเฟต์ 299’ หมัดน็อกหวังทวงบัลลังก์

 

โปรโมชันดังกล่าวจัดขึ้นด้วยราคาที่ ‘เร้าใจ’ อย่าง 299 บาท/คน โดยเป็นราคา Net แล้ว สามารถเลือกกินได้ทั้งหมด 19 เมนู มีไฮไลต์ที่ล่อใจลูกค้าอย่าง ‘เนื้อบริสเก็ตออสเตรเลีย’ แถมถ้ามา 4 คนกุ้งแม่น้ำฟรีแบบไม่อั้นไปเลย

 

 

 

https://www.facebook.com/share/p/1C9wnun7mR/

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

แหล่งข่าวที่อยู่ในแวดวงธุรกิจร้านอาหารให้ความเห็นกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การออกโปรโมชันดังกล่าวของ MK อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เซอร์ไพรส์มากนักด้วยคู่แข่งที่ดึงลูกค้าไปทุกวัน แถมฐานแฟนก็มีกำลังซื้อที่น้อยลง บีบให้ MK ต้องหาหนทางใหม่เพื่อดึงลูกค้ากลับมาที่ร้าน ‘บุฟเฟต์’ จึงเป็นทางออกเดียวที่ทำได้ในเวลานี้

 

“ถามว่าราคา 3 ใบแดงมีทอนเป็นราคาที่คุ้มไหม ต้องบอกว่าเป็นกลยุทธ์ที่ดีเพราะถ้าแพงกว่านี้กลุ่มลูกค้าที่อ่อนไหวต่อราคาก็อาจจะไม่เข้ามา แต่ถึงอย่างนั้นราคาก็ยังอาจจะแพงไปสักหน่อย หากลดลงมาได้อยู่ที่ราว 250-270 บาทน่าจะได้ใจกว่านี้” แหล่งข่าวกล่าว “เพราะบุฟเฟต์เป็นเกมที่วัดกันที่วอลุ่ม ดังนั้นราคาต้องป๋าไปเลย ไม่อย่างนั้นวอลุ่มไม่ถึงก็อาจจะไม่คุ้มทุนได้”

 

ถึงอย่างนั้นก็เข้าใจได้ว่า ทำไม MK ถึงต้องตั้งราคานี้ เพราะความเป็น ‘ฟูลเซอร์วิสเรสเตอรองต์’ ได้มาพร้อมกับต้นทุนต่างๆ ที่สูงลิ่ว ทั้งค่าเช่าสถานที่ พนักงาน และวัตถุดิบ

 

แต่บุฟเฟต์เป็นเกมที่วัดกันเรื่อง ‘วอลุ่ม’ ดังนั้นจึงต้องมาลุ้นกันว่าลูกค้าจะตอบรับมากแค่ไหน ซึ่งอาจจะได้ทั้งลูกค้าเก่าที่กลับมากิน รวมถึงลูกค้าใหม่ที่มองว่ามีความคุ้มค่ามากขึ้นก็อาจจะลองเดินเข้าร้านมา เพราะจ่ายเพิ่มไม่กี่บาทจากบรรดาคู่แข่งอื่นๆ ที่ทำบุฟเฟต์เช่นเดียวกัน

 

เดิมพันที่สะดุด: เสียงสะท้อนเกมเสี่ยงและแผลแรกของยักษ์ใหญ่

 

ทว่าแหล่งข่าวอีกรายกลับให้ความเห็นกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การจัดในระยะเวลาเพียงแค่ 3 สัปดาห์ หรือตั้งแต่ 9 มิถุนายน 2568 – 30 มิถุนายน 2568 อาจจะเป็น “ช่วงเวลาที่น้อยไปสักนิด เพราะเมื่อมองแบรนด์ใหญ่อื่นๆ จะจัดราว 4-6 สัปดาห์ที่จะช่วยทำให้ภาพของแคมเปญยิ่งใหญ่และได้ใจคนมากกว่านี้ แต่หากมองว่านี่เป็นการลองตลาดระยะเวลาเท่านี้ก็อาจเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ รวมถึงไม่ทำให้แบกต้นทุนที่มากเกินไป”

 

แน่นอนเมื่อประกาศออกมากระแสก็มีทั้งบวกและลบ ไม่ว่าจะเป็นการยินดีที่เห็นยักษ์ใหญ่ปรับตัวเพื่อออกมาสู้กับคู่แข่ง แต่เหรียญย่อมมี 2 ด้าน ลูกค้าบางคนก็มองว่าแคมเปญนี้ยังไม่เต็มที่ด้วยเมนูที่มีให้เลือกจำกัดเมื่อเทียบกับเชนสุกี้อื่นๆ ที่ให้รวมแล้วกว่า 40 เมนู แถมยังมีราคาที่ถูกกว่า

 

กระแสด้านลบยิ่งมีเพิ่มขึ้นเมื่อวันแรกของแคมเปญลูกค้าที่ออกไปกินพบกับความ ‘ไม่ประทับใจอย่างแรง’ ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมของร้าน พนักงาน รวมไปถึงเมนูที่ควรจะสต็อกไว้เต็มที่กลับหมดก่อนโดยเฉพาะในหมู่เนื้อสัตว์ จนทำให้เย็นวันเดียวกัน ทาง MK ต้องออกมาโพสต์ขออภัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น

 

 

ทางทีมงาน MK ต้องขออภัยเป็นอย่างสูง
สำหรับผู้ที่มาทานโปร MK คุ้มคุ้ม อิ่มไม่อั้น 299.-
แล้วพบกับบริการที่ล่าช้า…

Posted by MK Restaurants on Monday, June 9, 2025

 

https://www.facebook.com/share/p/16euECSAsW/

 

‘ตี๋น้อย’ สวนหมัดกลับ บทเรียนการตลาดจาก ‘ปลาเล็กที่ทรงพลัง’

 

อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นบทความที่เราได้ยกประโยคอย่าง ‘อย่าเริ่มทำสงครามราคา’ มา เพราะเมื่อ MK ประกาศโปรโมชันนี้ออกมา ทุกคนต่างมองว่านี่คือการเล่นสงครามราคากับ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ น้องเล็ก (ที่ตัวไม่เล็กแล้ว) และนับวันกลายเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับ MK ขึ้นมาเรื่อยๆ ด้วยราคาเมื่อรวมน้ำกับ VAT แล้วต่างกันไม่กี่สิบบาท

 

ดังนั้นในเย็นวันแรกของโปรบุฟเฟต์ MK ทางสุกี้ตี๋น้อยก็ขอออกมาเล่นเกมราคาด้วยการประกาศออกราคา 199 บาท (ยังไม่รวมเครื่องดื่มและภาษีมูลค่าเพิ่ม) ลดลง 20 บาทเมื่อเทียบกับราคาปกติ โดยจัดตั้งแต่วันที่ 11-30 มิ.ย. 68 ซึ่งการออกโปรนี้เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ฉลองยอดติดตามใน Facebook ครบ 1 ล้านผู้ติดตาม

 

 

 

https://www.facebook.com/share/p/1ASERyjJG1/

 

การออกหมัดสวนในครั้งนี้ของสุกี้ตี๋น้อยถึงกับทำให้แหล่งข่าวในแวดวงร้านอาหารบอกกับ THE STANDARD WEALTH ทำให้ “สุกี้ตี๋น้อยกลายเป็น ‘ปลาเล็กที่ทรงพลัง’ ออกหมัดที่ลีลาดี แยบยลและเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับ MK เลยทันที”

 

ที่บอกว่าลีลาดีกับแยบยลนั้นเป็นเพราะสุกี้ตี๋น้อยเลือกที่จะประกาศล่วงหน้า 2 วันก่อนที่โปรโมชันจะเริ่ม ทำให้ลูกค้ามีโอกาสนัดแนะกันไปกินเป็นกลุ่ม ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มักไปกันหลายคน อีกทั้งการเลือกจัดเฉพาะวันธรรมดาอย่างจันทร์-ศุกร์ ยังเป็นการดึงให้ลูกค้าเข้าร้านในช่วงที่ไม่ใช่ ‘พีคไทม์ (Peak Time)’ อีกด้วย

 

สำหรับราคาแม้จะลดแค่ 20 บาท แต่แหล่งข่าวก็ให้มุมมองว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจแบบนี้ ผู้บริโภคมักจะมองเรื่องการจ่ายเพื่อความคุ้มค่า จ่ายเพื่อความอิ่ม โดยมองเรื่องของรสชาติเป็นเรื่องรองลงมา ไม่เหมือนกับลูกค้ากลุ่มบนที่จะมองจากรสชาติ

 

สมรภูมิสุกี้ที่ลุกเป็นไฟครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าแค่การห้ำหั่นกันด้วยโปรโมชันชั่วคราว แต่คือบทพิสูจน์ครั้งสำคัญที่สั่นคลอนความเชื่อเดิมๆ ของผู้เล่นในตลาด การเคลื่อนไหวของ MK ที่ตั้งใจจะทวงบัลลังก์คืน กลับกลายเป็นการเปิดแผลให้เห็นความอุ้ยอ้ายของยักษ์ใหญ่

 

และในทางกลับกัน ก็ได้ฉายภาพความเก๋าเกมของ ‘ปลาเล็ก’ อย่างสุกี้ตี๋น้อยให้เด่นชัดยิ่งขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะชนะในศึกระยะสั้น แต่อยู่ที่ว่าเมื่อสงครามราคาที่ตัวเองเป็นคนเริ่ม กลับถูกคู่แข่งเป็นผู้กำหนดกติกาและจังหวะของเกม ผู้นำตลาดที่แบกรับทั้งต้นทุนและภาพลักษณ์เดิมๆ จะปรับตัวเพื่อเอาชนะในเกมที่ตัวเองไม่ได้ถนัดนี้ได้อย่างไร

 

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่น่าจับตามองยิ่งกว่าผลประกอบการในไตรมาสถัดไป คือ ‘คุณค่าของแบรนด์ (Brand Equity)’ ที่ถูกนำมาเป็นเดิมพันในสงครามครั้งนี้ การลงมาเล่นในเกมที่เน้น ‘ความคุ้มค่า’ และ ‘ปริมาณ’ อาจทำให้ MK ได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ แต่ก็เสี่ยงที่จะลดทอนภาพลักษณ์พรีเมียมที่สั่งสมมานานลงไปเช่นกัน

 

นี่จึงเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนภาพใหญ่ของวงการธุรกิจยุคใหม่ ที่ความใหญ่ไม่ได้การันตีชัยชนะเสมอไป แต่เป็นความเร็วในการปรับตัวและความเข้าใจในตัวผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งต่างหาก ที่จะเป็นอาวุธตัดสินว่าใครจะยืนหยัดอยู่ได้ในสนามรบที่เปลี่ยนแปลงทุกวินาที

 

ภาพปก: Igor Link / Shutterstock

The post ‘อย่าเริ่มทำสงครามราคา’ คำเตือนที่ผู้นำตลาดอย่าง MK ขอเมิน ก่อนเปิดฉากท้าชน ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ด้วยอาวุธที่ชื่อว่า ‘บุฟเฟต์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขายน้ำจิ้มยังไม่ช่วย! MK อ้างกำลังซื้อทรุดจากค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น เป็นเหตุให้รายได้ร่วง -7.4% และกำไรลด -12.7% https://thestandard.co/mk-restaurant-income-drops/ Wed, 14 Aug 2024 03:52:54 +0000 https://thestandard.co/?p=970746

บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M ราย […]

The post ขายน้ำจิ้มยังไม่ช่วย! MK อ้างกำลังซื้อทรุดจากค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น เป็นเหตุให้รายได้ร่วง -7.4% และกำไรลด -12.7% appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M รายงานผลประกอบการประจำไตรมาส 2/67 ระบุ ‘กำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนตัวลงจากค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น’ เป็นเหตุผลที่ทำให้รายได้ลดลงกว่า -7.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ก็ปรับลดลง -11.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

 

ในไตรมาส 2/67 M แจ้งในรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและบริการเท่ากับ 4,107 ล้านบาท ลดลง 328 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ที่ทำได้ 4,435 ล้านบาท แม้ต้นทุนขายจะลดลง -11.5% กำไรขั้นต้น -5.2% และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง -4.8% แต่ก็ไม่อาจชดเชยกำไรสุทธิที่ลดหนักกว่าด้วยตัวเลข -12.7% อยู่ที่ 401 ล้านบาท

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ผลประกอบการของ M ถือว่าทำได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ โดย กฤตวิทย์ รัตนะกนกชัย นักวิเคราะห์จาก บล.หยวนต้า ประเมินว่า กำไรสุทธิน่าจะอยู่ที่ 363 ล้านบาท พร้อมคาด SSSG เฉลี่ย -12%YoY จากการชะลอลงทั้ง 3 แบรนด์ (MK, Yayoi, แหลมเจริญซีฟู้ด) ตามการบริโภคในประเทศที่ชะลอตัว และปริมาณทราฟฟิกลูกค้าภายในร้านที่ลดลง ขณะที่รายได้จากการขายน้ำจิ้มสุกี้ยังมีสัดส่วนน้อย และไม่สามารถชดเชยได้ จึงประเมินรายได้ 3,948 ล้านบาท

 

ด้าน ธนวิชช์ บุญชูวงศ์ นักวิเคราะห์จาก บล.พาย ประเมินไว้ว่า M จะรายงานกำไรสุทธิ 2Q24 ที่ 353 ล้านบาท (-23%YoY, +2%QoQ) เนื่องจากคาดว่าการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่ -12.0% ผลจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวลง การแข่งขันที่เพิ่มขึ้น บวกกับอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจากการทำโปรโมชันคอนโด และต้นทุนเนื้อหมูที่สูงขึ้น

 

ทั้งสองคนต่างประเมินทิศทางของกำไรในปี 2567 ไปในทิศทางเดียวกันว่า น่าจะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยกฤตวิทย์มองกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,627 ล้านบาท -3.3%YoY ส่วนธนวิชช์ก็ประเมินว่ากำไรสุทธิจะอยู่ที่ 1,400 ล้านบาท ลดลงกว่า -18% 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา MK เพิ่งประกาศทำบุฟเฟต์โฉมใหม่ที่สาขาเซ็นทรัล เวสต์เกต ชั้น 2 โดยมีให้เลือก 3 ราคา ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยอย่างชัดเจนว่า ทำไมถึงหันมาสื่อสารเรื่องการบุฟเฟต์อย่างจริงจังทั้งที่เดิมก็มีอยู่แล้ว และจะช่วยในแง่การเติบโตของธุรกิจได้อย่างไรในภาวะที่ SSSG ร่วงมา 3 ไตรมาสติดกัน

 

อ้างอิง:

The post ขายน้ำจิ้มยังไม่ช่วย! MK อ้างกำลังซื้อทรุดจากค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น เป็นเหตุให้รายได้ร่วง -7.4% และกำไรลด -12.7% appeared first on THE STANDARD.

]]>
MK ประกาศทำ ‘บุฟเฟต์’ อย่างเป็นทางการ หรือนี่เป็น ‘กลยุทธ์หนีตาย’ ที่บีบให้ลงสู่สมรภูมิบุฟเฟต์ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการแข่งขันดุเดือดและชูจุดขายด้านราคา https://thestandard.co/mk-officially-announces-mk-buffet/ Fri, 02 Aug 2024 13:55:12 +0000 https://thestandard.co/?p=966654

ใครจะไปคิดว่าแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็น ‘ผู้ดี’ อย […]

The post MK ประกาศทำ ‘บุฟเฟต์’ อย่างเป็นทางการ หรือนี่เป็น ‘กลยุทธ์หนีตาย’ ที่บีบให้ลงสู่สมรภูมิบุฟเฟต์ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการแข่งขันดุเดือดและชูจุดขายด้านราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>

ใครจะไปคิดว่าแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็น ‘ผู้ดี’ อย่าง MK จะกล้าสลัดภาพลักษณ์เดิมๆ แล้วกระโดดลงมาเล่นกับ ‘สงครามบุฟเฟต์’ ด้วยการประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการผ่าน LINE OA ที่มีผู้ติดตามเกือบ 18 ล้านบัญชี ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็มีให้บริการอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่เคยสื่อสารออกมาอย่างชัดเจน

 

การตัดสินใจครั้งนี้ของ MK สร้างความประหลาดใจให้กับผู้บริโภคและผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจร้านอาหารอยู่ไม่น้อย เพราะแบรนด์ที่วางตัวเองอยู่ในกลุ่ม ‘พรีเมียม’ และเป็นเบอร์หนึ่งของตลาดสุกี้ที่มีมูลค่าราว 1.5-2 หมื่นล้านบาท กำลังก้าวเข้าสู่สมรภูมิบุฟเฟต์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการแข่งขันที่ดุเดือดและการชูจุดขายด้านราคา

 

THE STANDARD WEALTH จึงอยากพาไปเจาะลึกเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญของ MK วิเคราะห์กลยุทธ์ทางการตลาดที่ซ่อนอยู่ และทำนายอนาคตของแบรนด์สุกี้ยักษ์ใหญ่ในสมรภูมิบุฟเฟต์ที่เดือดพล่านไม่แพ้น้ำซุปที่กำลังอยู่ในหม้อ

 

สร้างความคุ้ม (ได้) จริง (หรือไม่)

 

เท้าความกลับไปเมื่อเย็นวานนี้ LINE OA ของ MK ประกาศถึง ‘MK บุฟเฟต์โฉมใหม่’ จัดเต็มกับเมนูใหม่และวัตถุดิบกว่า 100 เมนูแบบไม่อั้น เริ่มต้นเพียง 499 บาท Net เต็มอิ่ม 90 นาที เฉพาะที่สาขาเซ็นทรัล เวสต์เกต ชั้น 2 เริ่มให้บริการวันที่ 1 สิงหาคม 2567 เป็นต้นไป

 

เมื่อคลิกเข้าไปที่เว็บไซต์ MKBuffet ก็จะพบกับเมนูที่ถูกแบ่งไปตามเงินที่จ่ายด้วย โดย 499 บาทจะกินได้ 60 เมนู ส่วน 699 บาทจะกินได้ 80 เมนู และ 899 บาทจะกินได้ 100 เมนู ซึ่งแม้จะเป็น ‘ราคาสุทธิ’ ที่ไม่ต้องจ่าย VAT 7% และ Service Charge 10% แต่ก็ยังไม่รวมน้ำและของหวาน ที่หากอยากกินแบบ ‘ไม่อั้น’ ก็ต้องจ่ายเพิ่มอีก 99 บาท

 

แถมบุฟเฟต์ก็ยังไม่รวมเมนูซิกเนเจอร์อย่าง ‘เป็ดย่าง’ ที่ต้องจ่ายเพิ่ม 225 บาทสำหรับจานเล็ก และ 439 บาทสำหรับจานใหญ่

 

 

ราคาเริ่มต้นที่ 499 บาทอาจดูน่าสนใจในแวบแรก แต่เมื่อพิจารณาถึงเงื่อนไขและข้อจำกัดต่างๆ แล้ว อาจทำให้ลูกค้าหลายคนลังเลที่จะควักกระเป๋า จนแหล่งข่าวที่อยู่ในแวดวงร้านอาหารตั้งข้อสังเกตกับ THE STANDARD WEALTH ว่า หากรวมเฉพาะราคาที่ถูกที่สุดและน้ำเข้าไปโดยที่ไม่กินเป็ดย่างเลยก็คิดเป็นคนละเกือบ 600 บาท ซึ่งนี่เป็นตัวเลขที่คุ้มจริงหรือไม่สำหรับบุฟเฟต์

 

“600 บาทต่อคนถือเป็นราคาที่ไม่ถูกเลยสำหรับภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ เพราะการลงมาเล่นบุฟเฟต์ ถ้าอยากทำให้ว้าวจริงและกระแทกใจคนจริงๆ ต้องทำให้ลูกค้าเห็นแล้วเดินเข้าร้านโดยไม่ต้องคำนวณในหัวว่าคุ้มหรือไม่” แหล่งข่าวกล่าว “แต่จากราคาที่ออกมาเหมือนกับเป็นภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของ MK ที่ทำให้ต้องตัดสินใจกระโดดเข้าสู่สงครามบุฟเฟต์”

 

ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ลูกค้าต้องร้อง ‘ว้าว’

 

สำหรับลูกค้าหลายคน การที่ MK ทำบุฟเฟต์อาจเป็นเรื่องใหม่ท่ามกลางภาพจำที่เราต้องเดินเข้าไปเปิดหน้าเมนูและสั่งของที่เราต้องการกิน แต่จริงๆ แล้วนั้น MK ลงสู่สนามบุฟเฟต์มานานแล้ว

 

“แต่ก่อนเราจะเห็นบุฟเฟต์ของ MK ในร้านที่เรามักจะเรียกกันในวงการว่าเป็นร้านที่ไม่ทำกำไร” แหล่งข่าวอีกรายกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH “ตัวอย่างเช่น ที่ฟิวเจอร์พาร์ครังสิตซึ่งมีมากถึง 3 สาขา ทำให้ต้องนำ 1 สาขามาทำบุฟเฟต์ เพื่อทำให้ร้านดึงดูดลูกค้าและอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องปิดร้านไป”

 

จากการค้นข้อมูลของ THE STANDARD WEALTH แอดมินของ MK ได้ออกมาตอบคำถามลูกค้าเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 ซึ่งเป็นการเปิดร้านบุฟเฟต์สาขาฟอร์จูนทาวน์ ว่านอกจากที่นี่แล้วยังมีที่ไหนอีกบ้างที่เป็นแบบบุฟเฟต์ 

 

คำตอบคือ มีถึง 14 สาขาด้วยกันที่เป็นแบบบุฟเฟต์อยู่แล้ว ได้แก่ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สุขุมวิท, เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รังสิต, India Emporium ถนนจักรเพชร, เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน, ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ชั้น G, The Shelter โชคชัย 4, เซ็นทรัล เวสต์เกต ชั้น 2 และฟอร์จูนทาวน์ นอกจากนี้ยังมีสาขาต่างจังหวัดที่ ท็อปแลนด์เพชรบูรณ์, Lotus’s หางดง จังหวัดเชียงใหม่, ตึกคอม ชลบุรี และ Big C ตรัง โดยราคาที่แจ้งคือ 440 บาทสุทธิต่อคน ระยะเวลาในการกินคือ 1 ชั่วโมง 15 นาที 

 

และยังมีแบบพรีเมียมที่ MK Gold ศาลาแดง และ MK Gold เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ รัชดาภิเษก คิดราคา 545 บาท ในระยะเวลา 1 ชั่วโมง 45 นาที

 

 

MK กำลัง ‘หนีตาย’?

 

ดังนั้นหากให้เทียบกันแล้ว การบอกว่า ‘โฉมใหม่’ สำหรับ MK คือการทำราคาที่สูงขึ้น แลกมากับระยะเวลาที่นานขึ้น พร้อมตัวเลือกราคาที่หลากหลาย 

 

แต่ในมุมมองของแหล่งข่าวทั้งสองคนต่างเห็นตรงกันว่า ความเคลื่อนไหวของ MK ครั้งนี้คือการ ‘หนีตาย’ ไม่ใช่การ ‘ทดลองตลาด’ เพราะทำมานานแล้ว 

 

แหล่งข่าวคนหนึ่งวิเคราะห์ว่า ตอนนี้ MK กำลังเผชิญปัญหารอบด้าน โดยเฉพาะความอร่อยที่คุ้นเคยกลับมาเป็นความซ้ำซากจำเจ ที่ทำให้ลูกค้าไม่อยากเดินเข้าร้าน ในขณะที่คู่แข่งต่างงัดกลเม็ดเพื่อสร้างสีสันและดึงดูดตลาด”

 

ถึงผลประกอบการของ MK ที่รายงานผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่เผยว่า ปี 2566 จะกวาดรายได้ 16,661 ล้านบาท เติบโต 5.9% แถมยังทำกำไรได้ 1,682 ล้านบาท เติบโตหวือหวากว่า 16.9% และยอดขายสาขาเดิมก็ปรับเพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า 

 

ทว่าความซ้ำซากจำเจนี้เองกำลังสะท้อนผ่านยอดขายที่เรียกว่า ‘ยอดขายสาขาเดิม’ (SSSG) ซึ่งต้องเป็นร้านที่เปิดมาแล้ว 1 ปี ทำให้การเติบโตหรือการลดลงจะเป็นตัวบอกได้ชัดเจนถึงกำลังซื้อของลูกค้าที่อยู่ในทำเลนั้น

 

เป็นที่น่าสังเกตไม่น้อยว่า รายงานของบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M ที่ระบุถึงไตรมาส 4 ปี 2566 ตัว SSSG ลดลง 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่ไตรมาส 1 ปี 2567 ก็ติดลบอีก 6.1% ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้ระบุเป็นรายแบรนด์ว่าในบรรดา 3 แบรนด์หลักอย่าง MK, Yayoi และแหลมเจริญซีฟู้ด แบรนด์ไหนที่กำลัง ‘เจอปัญหา’ 

 

ดังนั้นเราจึงไม่อาจปรักปรำได้ว่าตัวเลขที่ลดลงเป็นของ MK ทั้งหมด แต่ด้วยความที่ MK คิดเป็นยอดขายไม่น้อยกว่า 70% ของบริษัท ทำให้เราไม่อาจมองข้ามตัวเลขที่ไม่เคยโกหกเหล่านี้ได้ 

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทความเคราะห์จาก บล.หยวนต้า ที่ออกมาเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2567 และ บล.พาย ที่ออกมาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 ต่างออกมาประเมินว่า SSSG ของ MK ในไตรมาส 2 ปี 2567 จะติดลบกว่า 12% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก เราจึงอนุมานได้ว่า MK เองกำลังเผชิญปัญหาด้านยอดขายอยู่จริงๆ 

 

‘บุฟเฟต์’ ใช่ทางรอดของ MK จริงไหม

 

คำถามจริงกลับมาที่การทำ ‘บุฟเฟต์’ อย่างจริงจังในครั้งนี้ใช่ทางรอดของ MK จริงไหม? เพราะแหล่งข่าวทั้งสองคนต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า การที่แบรนด์เลือกทำบุฟเฟต์คือ ‘ยาแรง’ ที่ทำแล้วอาจเป็นภาพจำที่ติดตาลูกค้า ซึ่งอาจบั่นทอนภาพลักษณ์แบรนด์พรีเมียมที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน

 

 

ที่สำคัญบุฟเฟต์ที่ MK กำลังทำอยู่นั้นเหมือน ‘ยังไปไม่สุด’ เพราะการกระโดดเข้าสู่เกมนี้ หมายถึงต้องสร้างความคุ้มค่าให้กับลูกค้าให้ได้มากที่สุด 

 

MK อาจมองตัวเองเป็นพรีเมียมแมสที่ต่างจาก ‘ตี๋น้อย’ ที่จับตลาดแมส จึงมาในราคา 200 กว่าบาท แต่ขณะเดียวกันราคา 600 บาทต่อหัวก็ชนเต็มๆ กับ Mo-Mo-Paradise ที่มาในราคา 599+ เมื่อเทียบกัน MK อาจได้เปรียบในแง่ความหลากหลายของเมนู แต่หากเปรียบในแง่ของภาพลักษณ์แล้วนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า Mo-Mo-Paradise เหนือกว่า

 

การมาในราคานี้จึงอาจทำให้ที่สุดแล้ว MK ต้องหาสารพัดวิธีเพื่อดึงให้ลูกค้าเดินเข้าร้าน ซึ่งอาจออกมาในรูปแบบของการทำโปรโมชันลดราคาเป็นระยะๆ ที่มาพร้อมความเสี่ยงเรื่องการสร้างความสับสนให้ลูกค้า

 

และต้องลุ้นว่าการเปิดในศูนย์การค้าที่ทราฟฟิกสูงจะช่วยเข็นให้ ‘MK บุฟเฟต์โฉมใหม่’ แจ้งเกิดได้หรือไม่ ในวันที่ผู้คนไร้ Brand Loyalty คาดหวังความตื่นเต้น และคู่แข่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน

 

อย่างไรก็ตาม การเปิดตัว MK บุฟเฟต์โฉมใหม่ อาจไม่ใช่แค่การสร้างสีสันให้กับวงการอาหาร แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงความท้าทายที่ MK กำลังเผชิญอยู่ ตลอดจนการเดิมพันครั้งสำคัญของ MK ในตลาดที่มีการแข่งขันดุเดือด 

 

คำถามที่น่าสนใจคือ MK กำลังเดินเกมพลาดหรือไม่? การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิม อาจเป็นดาบสองคมที่ทำให้ลูกค้าสับสนและสูญเสียความเชื่อมั่นในแบรนด์

 

สุดท้ายนี้ MK บุฟเฟต์โฉมใหม่ จะเป็นเพียงกระแสชั่วคราว หรือเป็นการพลิกโฉมธุรกิจครั้งสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว คงต้องติดตามกันต่อไปว่า MK จะสามารถพิสูจน์ตัวเองในสมรภูมิบุฟเฟต์ที่ดุเดือดนี้ได้หรือไม่ หรือสุดท้ายแล้ว MK จะกลายเป็นเพียงหมูสนามที่ถูกคู่แข่งกลืนกิน

 

อ้างอิง:

The post MK ประกาศทำ ‘บุฟเฟต์’ อย่างเป็นทางการ หรือนี่เป็น ‘กลยุทธ์หนีตาย’ ที่บีบให้ลงสู่สมรภูมิบุฟเฟต์ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการแข่งขันดุเดือดและชูจุดขายด้านราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ฤทธิ์ ธีระโกเมน’ ผู้ก่อตั้งอาณาจักรสุกี้หมื่นล้าน ‘MK’ ประกาศขยายธุรกิจสู่ ‘อาหารเสริม’ https://thestandard.co/mk-wellness/ Thu, 03 Nov 2022 07:40:33 +0000 https://thestandard.co/?p=703873 MK Wellness

การที่ตลาดวิตามินและอาหารเสริมมีมูลค่าถึง 6.4 หมื่นล้าน […]

The post ‘ฤทธิ์ ธีระโกเมน’ ผู้ก่อตั้งอาณาจักรสุกี้หมื่นล้าน ‘MK’ ประกาศขยายธุรกิจสู่ ‘อาหารเสริม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
MK Wellness

การที่ตลาดวิตามินและอาหารเสริมมีมูลค่าถึง 6.4 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตปีละ 10% กลายเป็นกลิ่นหอมที่ทำให้ ‘ฤทธิ์ ธีระโกเมน’ ผู้ก่อตั้งอาณาจักรสุกี้หมื่นล้าน ‘MK’ ประกาศขยายธุรกิจสู่ ‘อาหารเสริม’ บ้าง

 

ธุรกิจดังกล่าวจะอยู่ภายใต้ บริษัท มาร์ค วัน อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด ซึ่งจำหน่ายภายใต้แบรนด์สินค้า เอ็มเค เวลเนส (MK Wellness) โดยมี นายแพทย์พิฑูรย์ มณีไพโรจน์ ผู้เป็นลูกเขยของฤทธิ์เป็นผู้ดูแลธุรกิจ

 

“เราอยากให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพดีจากการบริโภคอาหารที่ดี” ฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มาร์ค วัน อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด กล่าว


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


จากการสำรวจของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพในเดือนตุลาคม 2559 พบว่า 70% คิดเห็นว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นสิ่งจำเป็นต้องรับประทานเป็นประจำ

 

ปัจจุบันผู้บริโภคมีแนวโน้มให้ความสนใจรับประทานอาหารเป็นยาเพิ่มขึ้น โดยเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณค่าต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ รวมถึงอาหารที่ช่วยรักษาหรือป้องกันโรค ทั้งนี้ คุณสมบัติของอาหารในด้านหน้าที่ หรือฟังก์ชัน (Functionality) อาทิ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และการจัดการด้านอารมณ์ กลายเป็นปัจจัยต้นๆ ในการพิจารณาเลือกซื้ออาหารของผู้บริโภค

 

MK Wellness วางขายสินค้า 3 ชนิดแล้ว ได้แก่ เมมเบอร์รี นมยูเอชที และนมอัดเม็ด, เมมพลัส ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารช่วยเสริมการนอนหลับ, เอ็มเค วิตามินกัมมี่ ขนมกัมมี่ที่ช่วยเสริมสุขภาพในด้านต่างๆ โดยจำหน่ายผ่านร้านในเครือ เอ็ม เค เรสโตรองต์กรุ๊ป และยาโยอิทุกสาขา ตลอดจนช่องทางอื่นๆ 

 

“เราตั้งเป้าหมายว่าในอีก 5 ปี MK Wellness จะพัฒนาไปเป็นอาหารทางการแพทย์ หรือ Medical Food ซึ่งก็คืออาหารที่ใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์” นายแพทย์พิฑูรย์กล่าว

 

สำหรับอาณาจักรสุกี้หมื่นล้านนั้น ในช่วงครึ่งปีแรก 2565 มีรายได้จากการขายและบริการ 7,511 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และมีกำไรสุทธิ 710 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,744.4%

 

บล.หยวนต้า ประเมินว่า ไตรมาส 4 จะเป็นช่วงที่ธุรกิจกลับมาเติบโต โดยร้านแหลมเจริญซีฟู้ดรายได้ต่อสาขากลับมาที่ระดับ 70%+/- ของช่วงก่อนโควิด ขณะที่ MK และยาโยอิฟื้นตัวได้ดีอยู่ที่ระดับ 90% โดยยังเป็นการฟื้นตัวจากลูกค้าในประเทศเป็นหลัก คาดกำไรปี 2566 จะฟื้นกลับมาเป็น 2,246 ล้านบาท คิดเป็น 86.2% ของกำไรปี 2562

 

ส่วน บล.เอเซีย พลัส มองปี 2566 จะมีรายได้กลับสู่ระดับปี 2562 หลังเห็นโมเมนตัมการฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวเป็นแรงหนุนต่อกำลังซื้อ ส่วนการเติบโตระยะ 3-5 ปีข้างหน้า มีแผนเน้นไปที่การขยายสาขาในประเทศราว 25-30 สาขาต่อปี (เงินลงทุนสาขา 8-10 ล้านบาท) สอดรับไปกับแผนการเปิดศูนย์การค้า นอกจากนี้เตรียมนำแหลมเจริญเปิดสาขาในประเทศเพื่อนบ้านในปี 2566 อีกด้วย

The post ‘ฤทธิ์ ธีระโกเมน’ ผู้ก่อตั้งอาณาจักรสุกี้หมื่นล้าน ‘MK’ ประกาศขยายธุรกิจสู่ ‘อาหารเสริม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
MK โดน ‘หมัดฮุก’ จากโควิด-19 รายได้ลด 23.3% ส่วนกำไรวูบหนัก 65.1% https://thestandard.co/mk-revenue-down-23-3percent/ Wed, 24 Feb 2021 11:50:26 +0000 https://thestandard.co/?p=458999 MK รายได้

เรียกได้ว่าวิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อธุรกิจไปทุกหย่อมห […]

The post MK โดน ‘หมัดฮุก’ จากโควิด-19 รายได้ลด 23.3% ส่วนกำไรวูบหนัก 65.1% appeared first on THE STANDARD.

]]>
MK รายได้

เรียกได้ว่าวิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อธุรกิจไปทุกหย่อมหญ้า แม้แต่ MK ก็หนีไม่พ้น โดนหมัดฮุกไปเต็มๆ จนรายได้และกำไรลดลงถ้วนหน้า

 

บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M รายงานผลประกอบการประจำปี 2563 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบมีรายได้จากการขายและบริการเท่ากับ 13,361 ล้านบาท ลดลง 4,048 ล้านบาท หรือ 23.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

 

แน่นอนว่าสาเหตุหลักมาจากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้ต้องปิดร้านและเหลือแต่ซื้อกลับบ้านในช่วงแรกของการระบาด ถึงแม้ว่ายอดขายในส่วนของการซื้อกลับบ้านและจัดส่งถึงบ้านจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยรายได้ของการรับประทานในร้านได้

 

นอกจากนี้ ในช่วงเดือนธันวาคมมีการแพร่ระบาดของโรคอีกครั้ง ทำให้ต้องปิดให้บริการแบบนั่งทานที่ร้านในบางพื้นที่ที่มีการระบาดค่อนข้างมาก รวมถึงผู้บริโภคโดยทั่วไปเกิดความกังวลและออกมารับประทานอาหารนอกบ้านน้อยลง และงดการเลี้ยงฉลองในช่วงเทศกาลปีใหม่

 

ด้านค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่สำคัญประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายพนักงาน, ค่าเช่า, ค่าสาธารณูปโภค, ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและส่งเสริมการขาย, ค่าวัสดุสิ้นเปลือง และค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินถาวรและค่าตัดจำหน่าย ได้ปรับลดลงจาก 9,183 ล้านบาทในปี 2562 เป็น 7,947 ล้านบาท หรือลดลง 13.5% 

 

เนื่องจาก MK ได้พยายามลดค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง เช่น การขอเจรจาลดค่าเช่าจากทางศูนย์การค้า, การปรับลดค่าใช้จ่ายพนักงานโดยให้พนักงานลาหยุดแบบไม่รับค่าตอบแทน, การลดค่าใช้จ่ายทางการตลาด เป็นต้น

 

จากปัจจัยต่างๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้กำไรสุทธิปรับลดลงจาก 2,604 ล้านบาทในปี 2562 เป็น 907 ล้านบาทในปี 2563 ลดลง 1,696 ล้านบาท หรือลดลง 65.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post MK โดน ‘หมัดฮุก’ จากโควิด-19 รายได้ลด 23.3% ส่วนกำไรวูบหนัก 65.1% appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิด-19 แผลงฤทธิ์ใส่ MK ทำรายได้ลด 51.6% และพลิกจากกำไรเป็นขาดทุน 247 ล้านบาท https://thestandard.co/coronavirus-attacked-mk-income-to-lost-247-million-baht/ Tue, 11 Aug 2020 11:56:06 +0000 https://thestandard.co/?p=387777

แม้ในช่วงไตรมาสแรก บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด […]

The post โควิด-19 แผลงฤทธิ์ใส่ MK ทำรายได้ลด 51.6% และพลิกจากกำไรเป็นขาดทุน 247 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้ในช่วงไตรมาสแรก บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หนึ่งในเชนร้านอาหารรายใหญ่ของไทยที่เป็นเจ้าของเชนสุกี้ชื่อคุ้นหู MK และร้านอาหารญี่ปุ่นภายใต้แบรนด์ Yayoi จะได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ไม่มากนัก โดยรายได้ลดลง 12.8% ส่วนกำไรที่แม้จะลดลง 52.1% ก็ยังคิดออกมาเป็นตัวเลข 340 ล้านบาท

 

ทว่าในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งเป็นช่วงที่วิกฤตโควิด-19 ได้แผลงฤทธิ์อย่างเต็มที่ สำหรับ MK แล้วก็ได้รับผลกระทบที่ค่อนข้างหนักหน่วงเหมือนกัน เพราะผลประกอบการไตรมาสนี้ที่เพิ่งรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่ารายได้จากการขายและบริการเท่ากับ 2,163 ล้านบาท ลดลง 2,308 ล้านบาท หรือลดลงมากถึง 51.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 

 

และแม้ว่ายอดขายในส่วนของการซื้อกลับบ้านและจัดส่งถึงบ้านจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยรายได้ของการรับประทานในร้านได้ โดยร้านอาหารสามารถกลับมาเปิดให้บริการแบบรับประทานในร้านได้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 แต่ยังคงต้องมีการจัดที่นั่งแบบเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และต้องปิดให้บริการเร็วกว่าปกติ

 

ส่งผลให้ในระยะแรกที่เริ่มเปิดการขายแบบรับประทานในร้านได้ ยอดขายฟื้นตัวขึ้นมาเพียงเล็กน้อย และในเดือนมิถุนายนมีการผ่อนปรนมาตรการเพิ่มเติม รวมทั้งสามารถขยายเวลาในการให้บริการ ทำให้ยอดขายปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 

 

ไตรมาสนี้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริการที่สำคัญลดลงจาก 2,344 ล้านบาทในไตรมาส 2/62 เป็น 1,657 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปีนี้ หรือลดลง 29.3% เนื่องจากได้พยายามลดค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง เช่น การขอเจรจาลดค่าเช่าจากทางศูนย์การค้า การปรับลดค่าใช้จ่ายพนักงานโดยให้พนักงานลาหยุดแบบไม่รับค่าตอบแทน การลดค่าใช้จ่ายทางการตลาด ฯลฯ

 

จากปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ส่งผลให้ในไตรมาส 2/63 มีผลขาดทุนเท่ากับ 247 ล้านบาท ลดลง 936 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า 

 

สำหรับช่วงครึ่งปีแรก MK มีรายได้จากการขายและบริการ 5,958 ล้านบาท ลดลง 32.5% จากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่วนกำไรสุทธิเท่ากับ 93 ล้านบาท ลดลง 1,305 ล้านบาท หรือลดลง 93.3% ด้วยกัน 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post โควิด-19 แผลงฤทธิ์ใส่ MK ทำรายได้ลด 51.6% และพลิกจากกำไรเป็นขาดทุน 247 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
MK คาดรายได้ปีนี้หลุดเป้าโต 8% ชี้หลังคลายล็อกดาวน์ยอดขายกลับมาแค่ 60% https://thestandard.co/mk-expected-income-grow-8-percents/ Wed, 17 Jun 2020 09:39:09 +0000 https://thestandard.co/?p=372718

แหล่งข่าวจากบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน […]

The post MK คาดรายได้ปีนี้หลุดเป้าโต 8% ชี้หลังคลายล็อกดาวน์ยอดขายกลับมาแค่ 60% appeared first on THE STANDARD.

]]>

แหล่งข่าวจากบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M เปิดเผยกับสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยว่า รายได้ปี 2563 ของบริษัทฯ อาจเติบโตไม่ถึงเป้าหมายที่ 8% โดยบริษัทเตรียมปรับเป้ารายได้ปี 2563 ใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี ที่สถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 คลี่คลายลง ซึ่งจะสามารถประเมินยอดขายทั้งปีได้

 

ขณะเดียวกันยอมรับว่ารายได้ของบริษัทช่วงไตรมาส 2/63 จะต่ำกว่าช่วงไตรมาส 1/63 ที่ทำได้ 3,795 ล้านบาท และคาดว่าเป็นจุดต่ำสุดของปี เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้เดือนเมษายนที่ผ่านมา บริษัทสามารถบริการลูกค้าได้แค่ออร์เดอร์ส่งกลับบ้านเท่านั้น

 

“แม้ขณะนี้ร้านอาหารจะกลับมาเปิดบริการได้ตามปกติแล้ว แต่ช่วงแรกต้องเปิดบริการแบบเว้นระยะห่าง ซึ่งขณะนี้รัฐบาลอนุญาตให้นั่งร่วมโต๊ะอาหารได้ 2 คนแล้ว แต่ลูกค้าของเราส่วนใหญ่เป็นครอบครัวจำนวน 3-4 คนขึ้นไป ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้เข้าร้านลดลง” แหล่งข่าวกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม จากการกลับมาเปิดให้บริการหลังช่วงคลายล็อกดาวน์ ร้านอาหารของบริษัทยังจำกัดที่นั่ง ทำให้ขณะนี้มีรายได้เข้ามาเพียง 60% จากช่วงเวลาปกติเท่านั้น  โดยช่วงครึ่งแรกของปี ผลประกอบการของบริษัทถูกกดดันจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้บริษัทต้องลดค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาเงินสดดำเนินธุรกิจ

 

โดยบริษัทได้ลดเงินเดือนพนักงาน, งดการจ่ายค่าทำงานล่วงเวลา (OT) นอกจากนี้ ยังเจรจาลดค่าเช่ากับห้างสรรพสินค้า และเจรจาลดค่าบริการจากซัพพลายเออร์ โดยขณะนี้บริษัทมีเงินสดประมาณ 158 ล้านบาท ซึ่งยังเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ และยังไม่จำเป็นต้องขอกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่อง

 

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มีมุมมองเชิงลบเล็กน้อยต่อรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/63 ของ M ที่ 340 ล้านบาท ซึ่งลดลง 52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 โดยส่งผลกระทบต่อรายได้ของร้าน MK และ Yayoi ทำให้ยอดขายจากสาขาลดลง 20-21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

นอกจากนี้ M ไม่มีการเปิดสาขาใหม่ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรแย่ลง จากใช้โปรโมชันเพื่อเพิ่มยอดขายออนไลน์ในช่วงที่ตลาดมีการแข่งขันสูง และค่าใช้จ่ายคงที่ลดลงช้ากว่ารายได้ที่ลดลง โดยบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ ควรรอจนกว่าจะเห็นความชัดเจนของสถานการณ์ที่ดีขึ้น และได้เห็นแผนการปรับปรุงรูปแบบร้านที่ชัดเจนของ M

 

ณ เวลา 12.13 น. ราคาหุ้น M อยู่ที่ระดับ 59.75 บาท ลดลง 0.75 บาท หรือ -1.24% มูลค่าการซื้อขาย 7.34 ล้านบาท 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

รายงาน จิรายุส์ ขุนนางประเสรืฐ 

ติดตามข่าวสารการลงทุนเพิ่มเติมได้ที่: www.efinancethai.com  

The post MK คาดรายได้ปีนี้หลุดเป้าโต 8% ชี้หลังคลายล็อกดาวน์ยอดขายกลับมาแค่ 60% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ได้ส่งแค่สุกี้ MK Fresh Mart บริการใหม่จาก MK ส่งผักสดโครงการหลวงถึงบ้านคุณ https://thestandard.co/mk-fresh-mart/ Tue, 31 Mar 2020 09:45:39 +0000 https://thestandard.co/?p=348636

ไม่ว่าจะธุรกิจรายเล็กหรือรายใหญ่ ในภาวะวิกฤตแบบนี้ก็ต้อ […]

The post ไม่ได้ส่งแค่สุกี้ MK Fresh Mart บริการใหม่จาก MK ส่งผักสดโครงการหลวงถึงบ้านคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ไม่ว่าจะธุรกิจรายเล็กหรือรายใหญ่ ในภาวะวิกฤตแบบนี้ก็ต้องหาทางปรับตัวให้รอดจากสารพัดวิธีด้วยกันทั้งนั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราเห็นโปรโมชันต่างๆ จากร้านอาหารที่เรารักออกมาไม่เว้นแต่ละวัน 

 

เช่นเดียวกับแบรนด์สุกี้ไทยขวัญใจมหาชนอย่าง MK ที่นอกจากออกโปรโมชันลดราคาสำหรับเดลิเวอรีมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อบ่ายวันนี้ทางเฟซบุ๊กเพจของ MK ก็ปล่อยบริการใหม่ที่ตอบโจทย์การทำอาหารที่บ้านด้วย MK Fresh Mart ส่งผักสดจากโครงการหลวงตรงถึงบ้านอย่าง ฟักทองญี่ปุ่นโครงการหลวง, ขึ้นฉ่ายโครงการหลวง, ผักกวางตุ้งโครงการหลวง, ผัดกาดขาวโครงการหลวง, ฮ่องเต้น้อยโครงการหลวง, คะน้าฮ่องกงโครงการหลวง และผักปวยเล้งโครงการหลวง ในราคาเริ่มต้นเพียง 35 บาทต่อรายการ

 

ระยะเวลาสำหรับโปรโมชันเริ่มตั้งแต่วันนี้ถึง 30 เมษายน 2563 (หรือจนกว่าสินค้าจะหมด) โดยผักแต่ละชนิดเป็นผักสดจากโครงการหลวงที่คัดสรรด้วยมาตรฐานของ MK ซึ่งรายการที่สามารถสั่งได้อาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน ลูกค้าสามารถสั่งซื้อได้ผ่านทาง www.mk1642.com, โทร. 1642 หรือฮอตไลน์ 0 2248 5555 

 

ถือว่าเป็นการปรับตัวที่นอกจากจะสามารถระบายสินค้าได้แล้วยังสอดคล้องไปกับพฤติกรรมที่ทุกวันนี้คนหันมาทำอาหารกินเองที่บ้านกันมากขึ้นอีกด้วย วันไหนอยากเปลี่ยนบรรยากาศจากการสั่งสุกี้ คุณก็สามารถสั่งผักสดมาลองทำอาหารที่บ้านเองได้ง่ายๆ เช่นกัน 

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.mkrestaurant.com

อ่านข่าวอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://thestandard.co/coronavirus-coverage/

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง: 

 

The post ไม่ได้ส่งแค่สุกี้ MK Fresh Mart บริการใหม่จาก MK ส่งผักสดโครงการหลวงถึงบ้านคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขาย ‘ของสด’ ไปทำอาหารเองที่บ้าน การปรับตัวของ ‘Bar B Q Plaza-MK’ เมื่อไม่สามารถเปิดให้ทานในร้านได้ https://thestandard.co/bar-b-q-plaza-mk-selling-fresh-food/ Tue, 31 Mar 2020 09:19:39 +0000 https://thestandard.co/?p=348616

แม้ดูเหมือนว่า ‘ร้านอาหาร’ จะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบน้อ […]

The post ขาย ‘ของสด’ ไปทำอาหารเองที่บ้าน การปรับตัวของ ‘Bar B Q Plaza-MK’ เมื่อไม่สามารถเปิดให้ทานในร้านได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้ดูเหมือนว่า ‘ร้านอาหาร’ จะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบน้อยเมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ ในศูนย์การค้าที่ต้องปิดชั่วคราวตามมาตรการป้องการการแพร่ระบาดจากโควิด-19 เพราะยังสามารถขายอาหารได้อยู่

 

แต่ความเป็นจริงแล้วยอดขายที่มาจากการซื้อกลับบ้านและเดลิเวอรีเทียบไม่ได้กับยอดขายที่ผู้บริโภคเดินเข้ามากินที่ร้าน ปัญหาที่ตามมาคือ ของสดต่างๆ ทั้งเนื้อสัตว์และผักต่างๆ ที่สั่งมาแล้วมีอายุการเก็บรักษาที่จำกัดต้องได้รับการระบายให้เร็วที่สุด 

 

นี่เองจึงเป็นที่มาการปรับตัวของเชนร้านอาหารยักษ์ใหญ่ 2 แห่งคือ Bar B Q Plaza และ MK Restaurants ในเมื่อไม่สามารถกินในร้านได้ ก็เปิดขาย ‘อาหารสด’ ให้ลูกค้าไปทำอาหารกินเองที่บ้านเสียเลย

 

เริ่มด้วย Bar B Q Plaza ซึ่งเมนูหลักคือการปิ้งย่าง รอบนี้เลยออกมาขายเมนูที่อยู่ในร้าน ทั้งหมูกลมบาร์บีกอน 2 กิโลกรัม + น้ำจิ้มบาร์บีคิว พลาซ่า 1 กิโลกรัม ราคา 499 บาท เกี๊ยวซ่า 1 แถม 1 ราคา 55 บาท (จากราคา 110 บาท) ข้าวหอมมะลิ 1 ถุง 5 กิโลกรัม ราคา 139 บาท หมูสันคอ (Green Pork) 1.6-2 กิโลกรัม 1 แพ็ก ราคา 459 บาท หมูสันนอก (Green Pork) 3-4 กิโลกรัม 1 แพ็ก ราคา 799 บาท พร้อมสั่งส่งถึงหน้าบ้าน

 

เบื้องต้นขายดิบขายดีชนิดที่ Bar B Q Plaza ปิดรับออร์เดอร์ชั่วคราวกันไปแล้ว

 

ด้าน MK Restaurants ซึ่งขึ้นชื่อด้านสุกี้ ล่าสุดได้ออกมาเปิดขาย ‘ผักสด’ ซึ่งมีทั้ง ฟักทองญี่ปุ่นโครงการหลวง 300 กรัม ราคา 35 บาท ผักกวางตุ้งโครงการหลวง 500 กรัม 40 บาท ผัดกาดขาวโครงการหลวง 500 กรัม 45 บาท คะน้าฮ่องกงโครงการหลวง 500 กรัม 85 บาท เป็นต้น โดยรายการผักสดโครงการหลวงอาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน

 

MK Restaurants ระบุว่า ระยะเวลาโปรโมชันจะมีตั้งแต่ 31 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2563 (หรือจนกว่าสินค้าจะหมด) โดยสามารถสั่งได้ทั้งเว็บไซต์และ Call Center

 

ทั้งหมดนี้คือการปรับตัวของผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจร้านอาหารที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งอาจเป็นตัวอย่างให้ธุรกิจอื่นๆ ทำตามได้

 

ภาพ: Bar B Q Plaza และ MK Restaurants / Facebook

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ขาย ‘ของสด’ ไปทำอาหารเองที่บ้าน การปรับตัวของ ‘Bar B Q Plaza-MK’ เมื่อไม่สามารถเปิดให้ทานในร้านได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 เหตุการณ์ ‘ธุรกิจเปลี่ยนมือ’ เรียกเสียงฮือฮาประจำปี 2019 https://thestandard.co/now-next-2020-business-takeover/ Thu, 26 Dec 2019 12:43:06 +0000 https://thestandard.co/?p=315942 เทคโอเวอร์ธุรกิจ

ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ภาวะเ […]

The post 7 เหตุการณ์ ‘ธุรกิจเปลี่ยนมือ’ เรียกเสียงฮือฮาประจำปี 2019 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทคโอเวอร์ธุรกิจ

ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน กำลังซื้อที่อ่อนแรงลง ล้วนเป็นความท้าทายที่ ‘ธุรกิจ’ ต้องเผชิญมากขึ้นทุกวัน การฝ่าคลื่นมรสุมไปด้วยตัวคนเดียว อาจไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด เพื่อให้ธุรกิจ ‘อยู่รอด’ ได้ บางครั้งจึงต้อง ‘เปลี่ยนมือ’ กันบ้าง

 

THE STANDARD รวบรวม 7 เหตุการณ์ ‘ธุรกิจเปลี่ยนมือ’ ที่ปรากฏในปี 2562 ซึ่งล้วนแล้วแต่เรียกเสียงฮือฮาให้เกิดขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะในช่วงปลายปี ‘ธุรกิจอาหาร’ ต่างเปลี่ยนมือกันเป็นว่าเล่น

 

เมื่อเจ้าสัวเจริญ อยากขายกาแฟ Starbucks 

 

เทคโอเวอร์ธุรกิจ

 

เริ่มด้วยหนึ่งในดีลใหญ่ช่วงครึ่งปีแรก เมื่อ Starbucks ตัดสินใจปิดฉากเส้นทางธุรกิจที่ปั้นเองกับมือกว่า 20 ปี โดยขายสิทธิ์บริหารร้านกาแฟเงือกเขียวทั้งหมด 372 สาขา (ณ วันที่ 23 พฤษภาคม) ให้กับ Coffee Concepts Thailand ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับ Maxim’s Caterers Limited จากฮ่องกง และ F&N Retail Connection Co., Ltd. ในเครือบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี 

 

เชื่อว่าดีลยักษ์นี้มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท เพราะลำพัง ‘บริษัท คอฟฟี่ คอนเซ็ปต์ (ประเทศไทย) จำกัด’ ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 ก็มีทุนจดทะเบียน 10,000 ล้านบาท เข้าไปแล้ว เผลอๆ การซื้อในครั้งนี้อาจต้องจ่ายเงินสูงถึง 15,000-16,000 ล้านบาทด้วยซ้ำ 

 

ตัว Maxim’s Caterers Limited นั้นเรียกได้ว่า มีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับ Starbucks เป็นอย่างดี เพราะได้รับสิทธิ์การบริหารร้านปี 2543 หรือ 20 ปีมาแล้ว นับตั้งแต่เปิด Starbucks สาขาแรกบนเกาะฮ่องกง ก่อนที่จะขยายออกไปใน กัมพูชา มาเก๊า สิงคโปร์ และเวียดนาม รวมๆ แล้วกว่า 400 สาขา

 

การเข้าซื้อในครั้งนี้นับเป็นการต่อจิ๊กซอว์ให้กับอาณาจักรธุรกิจในเมืองไทยของเจ้าสัวเจริญ ภายหลังข่าวออกมา F&N ได้ร่อนจดหมายชี้แจงว่า การเข้าซื้อดังกล่าวเป็นกลยุทธ์ล่าสุดของ F&N ในการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจในประเทศไทย ที่ F&N ได้ทำธุรกิจมากว่า 20 ปี ซึ่งมีพอร์ตสินค้าหลากหลายทั้ง ทีพอท ตราหมี และคาร์เนชั่น เป็นตราสินค้ากลุ่มนมข้นหวาน นมสเตอริไลซ์ และนมข้นจืด ตัว Starbucks เองก็ใช้สินค้าของ F&N อยู่แล้วด้วย

 

จะว่าไป ก็ไม่แปลกที่ยักษ์ใหญ่จะกระโดดเข้ามาสู่สงครามกาแฟในครั้งนี้ เพราะ ตลาดกาแฟนอกบ้านมีมูลค่าสูงถึง 38,000 ล้านบาท เติบโต 8% มากกว่าภาพรวมที่เติบโตราว 4% เท่านั้น ที่สำคัญอัตราการใช้บริการของคนไทยเฉลี่ย 300 แก้วต่อคนต่อปี ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น 400-500 แก้วต่อคนต่อปี หรือในยุโรปเฉลี่ย 600 แก้วต่อคนต่อปี ที่ผ่านมาผู้บริโภครู้จักกาแฟมากขึ้น ไม่ต้อง Educate ตลาดอีกแล้ว อีกทั้งวัยที่เริ่มกินกาแฟก็มีแนวโน้มน้อยลง ขณะนี้อยู่ที่ 18 ปี

 

ขณะเดียวกันการซื้อ Starbucks เข้ามาก็ดันรายได้และกำไรเติบโตได้ทันที ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุ ปี 2561 บริษัท สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด มีรายได้ 7,675,842,134 บาท กำไร 1,078,334,302 บาท ซึ่งเป็นปีแรกที่กำไรแตะหลัก ‘พันล้าน’ ทั้งหมดนี้มาจากพลังที่แข็งเกร่งของแบรนด์เงือกเขียว

 

TMB ควบรวม ธนชาต พลิก ‘ธนาคารขนาดกลาง’ ขึ้นเป็น ‘ธนาคารขนาดใหญ่’

 

เทคโอเวอร์ธุรกิจ

 

ดีลนี้ไม่อาจเรียกได้เต็มๆ ว่าเป็น ‘ธุรกิจเปลี่ยนมือ’ ได้ก็จริง แต่ไม่พูดถึงเลยคงเป็นไปไม่ได้ สำหรับกรณีที่ธนาคารทหารไทย หรือ TMB และธนาคารธนชาต ได้ตัดสินใจควบรวมกิจการเข้าด้วยกัน

 

ตัวแทนผู้บริหารธนาคารทั้งสองแห่งระบุว่า การควบรวมกิจการของ TMB และธนชาต ซึ่งเดิมทีเป็น ‘ธนาคารขนาดกลาง’ จะทำให้เกิดธนาคารแห่งใหม่ที่มีขนาดใหญ่ และแข็งแกร่งกว่าเดิมเกือบเท่าตัว ส่งผลให้มีทรัพย์สินรวมกันกว่า 2 ล้านล้านบาท พร้อมฐานลูกค้ารวมกันราว 10 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มลูกค้าที่ทับซ้อนกันระหว่างธนาคารทั้งสองแห่งไม่ถึงสัดส่วน 10%

 

ประโยชน์ของการควบรวมกันครั้งนี้จะช่วยให้ธนาคารแห่งใหม่สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจ และขยายตลาดได้มากขึ้น ช่วยให้เกิดผลตอบแทนที่สูงกว่าเดิม นำจุดแข็งของผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย และรถยนต์ของธนชาตมารวมเข้ากับนวัตกรรมดิจิทัล และผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ถือเป็นจุดแข็งของ TMB เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่หลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน ซึ่งถือเป็นการสร้างประโยชน์กับ Stakeholders ทุกฝ่าย และเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ฝ่ายบริหารระบุว่า ในระหว่างนี้คงไม่สามารถปลดพนักงานได้ แต่จะมีการปรับสกิลและเพิ่มทักษะให้กับพนักงานเพิ่มเติม ขณะที่หลังควบรวมกิจการกันแล้ว ธนาคารทั้งสองแห่งก็ยังจำเป็นจะต้องใช้บุคลากรจำนวนมากเช่นเดิม เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น ดังนั้นคงไม่มีการปลดพนักงาน ซึ่งหลังรวมกิจการกันจะโอนย้ายบุคลากรของธนชาตไปอยู่กับธนาคารแห่งใหม่ ส่วนสาขาธนาคารเดิมที่อยู่ในตำแหน่งใกล้กันอาจจะต้องพิจารณาคงไว้ให้เหลือเพียงสาขาเดียว โดยทั้งคู่มีจำนวนสาขาล่าสุดรวมกันที่ประมาณ 900 แห่ง และมีจำนวนบุคลากรรวมกันกว่า 19,000 คน

 

คาดว่าดีลประวัติศาสตร์ดังกล่าวจะแล้วเสร็จในปี 2564 เนื่องจากขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ ค่อนข้างมีความซับซ้อน และต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการพอสมควร หลังเสร็จสิ้นทุกอย่างจะมีการเปลี่ยนชื่อใหม่ แต่ปัจจุบันยังไม่แน่นอนว่าจะใช้ชื่ออะไรกันแน่

 

SCB ขาย SCB Life ให้ FWD ดีลขายธุรกิจประกันชีวิตใหญ่สุดในอาเซียน

 

เทคโอเวอร์ธุรกิจ

 

เรียกว่าพลิกบทบาทจากเจ้าของมาเป็นตัวแทนขาย หลังจากที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ขายธุรกิจประกันชีวิตทั้งหมดในบริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ SCB Life ให้กลุ่มเอฟดับบลิวดี (FWD Group Financial Services Pte. Ltd.) ทุนยักษ์ใหญ่จากฮ่องกงด้วยมูลค่า 9.27 หมื่นล้านบาท นับเป็นดีลขายธุรกิจประกันชีวิตใหญ่สุดในอาเซียน

 

อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB กล่าวในวันแถลงข่าวว่า SCB ยังคงอยู่ในธุรกิจประกันชีวิตต่อไป เพียงแต่เปลี่ยนบทบาทจากเจ้าของมาเป็นตัวแทนขาย ซึ่งต่อไปจะนำจุดแข็งที่มีมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตให้ตรงใจลูกค้ามากขึ้น

 

ดีลนี้จบลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา โดย SCB แจ้งว่า ได้รับเงินจากการขายหุ้นเป็นจำนวนทั้งสิ้น 92,700 ล้านบาท ซึ่งจะก่อให้เกิดกำไรจากธุรกรรมการขาย (หลังหักภาษี) จำนวน 11,000 ล้านบาท โดยผลของกำไรจะถูกบันทึกในรอบบัญชีไตรมาส 3 ปี 2562

 

นอกจากนี้ธนาคารยังจะทยอยรับเงินจำนวน 17,700 ล้านบาท เป็นรายได้ตลอด 15 ปี สำหรับการขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตตลอดช่วงระยะเวลาความร่วมมือในการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตผ่านธนาคาร โดยกลุ่ม FWD มีแผนที่จะเปลี่ยนชื่อและรีแบรนด์บริษัทไทยพาณิชย์ประกันชีวิตภายใต้การอนุมัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

MK ซื้อ ‘แหลมเจริญซีฟู้ด’ เมื่อร้านสุกี้อยากขายอาหารทะเลบ้าง!

 

เทคโอเวอร์ธุรกิจ

 

เย็นวันที่ 6 กันยายน 2019 มีดีลใหญ่เกิดขึ้น เมื่อ MK แบรนด์สุกี้คุ้นหู แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าได้ใช้เงิน 2,060 ล้านบาทเข้าซื้อหุ้นของ ‘แหลมเจริญซีฟู้ด’ โดยหลังจากนี้จะเข้าเป็นหุ้นใหญ่ด้วยสัดส่วน 65% ว่ากันว่านี่ถือเป็นดีลซื้อกิจการร้านอาหารเป็นครั้งแรกของ MK หลังจากเข้า IPO ไปเมื่อ 6 ปีก่อน พร้อมเงินทุนหลักหลายพันล้านบาท

 

MK แจ้งว่าเป้าหมายของการซื้อก็เพื่อ ‘ขยายธุรกิจร้านอาหาร’ คาดว่าดีลนี้จะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม ปี 2562 หลังทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เมื่อได้ ‘แหลมเจริญซีฟู้ด’ เข้ามาอยู่ในพอร์ตจะมีขนาดเท่ากับ 12.2% ของสินทรัพย์รวมของบริษัทฯ และเมื่อนับรวมขนาดรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นในระหว่าง 6 เดือนก่อนวันที่เข้าทำรายการนี้ ขนาดของรายการนี้จะเท่ากับสัดส่วน 13.5%

 

แต่สำหรับเหตุผลที่แท้จริงนั้น ฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และยังเป็นผู้ก่อตั้ง MK เล่าว่า ที่ผ่านมา MK หาหนทางเติบโตมาโดยตลอด ซึ่งรวมไปถึงการเข้าไปร่วมลงทุน จนได้มีโอกาสคุยกับแหลมเจริญซีฟู้ดเมื่อ 1 ปีก่อน ซึ่งพบว่ามีวัฒนธรรมและนิสัยใจคอที่เข้ากันได้ อีกทั้งระบบของบริษัทสามารถรองรับ 26 สาขาที่มีอยู่ได้สบาย สามารถขยายสาขาได้อีกเยอะ จึงตัดสินใจร่วมลงทุน 

 

เทคโอเวอร์ธุรกิจ

 ‘ฤทธิ์ ธีระโกเมน’ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

 

แม้จะไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกได้ เพราะดีลคาดว่าจะเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการภายในเดือนธันวาคม แต่ฤทธิ์บอกกลยุทธ์ธุรกิจคร่าวๆ ซึ่งจะเข้าไปช่วยทำให้แหลมเจริญซีฟู้ดแข็งแรงขึ้น โดยจะเข้าไปซินเนอร์จี้ในทุกด้านทั้ง การเทรนนิ่งพนักงาน การตลาด รวมถึงระบบโลจิสติกส์ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายสำหรับการทำร้านอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารทะเล  

 

ด้วยประสบการณ์สร้างแบรนด์ MK มากว่า 30 ปี ทำให้ MK มีความรู้และประสบการณ์ แบรนด์ไม่สามารถสร้างได้ในวันเดียว มีกลไกทำให้เกิด ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่ที่ผ่านมาแหลมเจริญซีฟู้ดสร้างแบรนด์แบบธรรมชาติ หลังจากนี้ MK จะเข้าไปช่วยเร่งโต โดยใช้ดิจิทัลเข้ามาช่วยทั้งหมด จะทำได้เร็วขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของทีมงาน

 

“ซีฟู้ดเป็นอาหารที่คนไทยกินอยู่แล้ว เห็นได้จากมีร้านอยู่เต็มไปหมด แต่ความน่าสนใจของแหลมเจริญซีฟู้ด คือเป็นร้านที่มีเครือข่าย ซึ่ง MK คิดอยู่แล้วว่าเหมาะกันมาก และไม่เข้ามาแย่งลูกค้ากัน ที่สำคัญนี่เป็นอาหารของคนไทย ซึ่งสามารถนำไปต่างประเทศแล้วบอกว่าไทยซีฟู้ดได้”

 

ขณะเดียวกัน ผู้ก่อตั้ง MK ระบุว่า จะทำทุกรูปแบบเพื่อให้ธุรกิจเติบโตเฉลี่ยปีละ 3-5% เป็นอย่างน้อย ต่อไปจะมีแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาเยอะขึ้น ทั้งการซื้อแฟรนไชส์ เข้าลงทุนกิจการร้านอาหารทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนการสร้างแบรนด์ใหม่

 

โดยหลักๆ แล้ว MK จะจับลูกค้าระดับกลาง และจะยังไม่ลงไปเล่นใน ‘สตรีทฟู้ด’ ด้วยการเชนร้านอาหารสิ่งที่ต้องระวังคือ ความปลอดภัยของอาหาร ซึ่งหากตั้งราคาไม่สูงพอ ธุรกิจจะไม่มีกำไรมากพอที่จะทำให้ความปลอดภัยดีขึ้น ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะคงคุณภาพดีๆ ในราคาที่เหมาะสมได้ 

 

สิงห์ ฮุบ ซานตา เฟ่ มีอะไรมากกว่าแค่ ‘จับคู่เบียร์กับสเต๊ก’

 

เทคโอเวอร์ธุรกิจ

 

‘ธุรกิจอาหาร’ ถือเป็นธุรกิจที่ยักษ์ใหญ่หลายๆ รายของไทยกำลังต้องการเจาะเข้ามาสร้างอาณาจักร ด้วยอาหารเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องกินทุกวัน ดังนั้นแม้การแข่งขันจะสูง แต่โอกาสก็มีมากไปด้วย เช่นเดียวกับ ‘บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด’ หรือ ‘สิงห์’ ที่เรารู้จักกันดี ก็เป็นอีกรายที่กำลังปั้นธุรกิจนี้อย่างจริงจัง

 

‘อาหาร’ เป็นขาธุรกิจที่ 6 ต่อจาก 1. ธุรกิจเบียร์ โซดา และน้ำดื่ม 2. กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์บางกอกกล๊าส 3. ธุรกิจระดับภูมิภาค (รีจินัล) ภายใต้ สิงห์ เอเชีย โฮลดิ้ง 4. อสังหาริมทรัพย์ โดยสิงห์ เอสเตท 5. ธุรกิจซัพพลายเชน ภายใต้บุญรอด ซัพพลายเชน ซึ่งสิงห์กำลังให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอยู่ภายใต้ ‘ฟู้ด แฟคเตอร์’ ซึ่งมี ปิติ ภิรมย์ภักดี ที่มีแพสชัน ความรัก และความหลงใหลในอาหารเป็นผู้ดูแล

 

ก่อนหน้านี้ปิติเคยให้สัมภาษณ์ในงาน THAIFEX ที่ผ่านมาว่า เตรียมงบลงทุนกว่า 5,000-8,000 ล้านบาท สำหรับขยายธุรกิจ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ภายใน 3 ปี จะต้องมีรายได้หลักแตะ 5,000 ล้านบาท อีกทั้งยังวางเป้าหมายที่ต้องการรายได้ 10,000 ล้านบาท และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่อไป

 

เทคโอเวอร์ธุรกิจ

(คนกลาง) ปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด บริษัทลูกในเครือกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่

 

แม้ปิติจะเคยบอกว่า การเข้าซื้อกิจการไม่ใช่เป้าหมายหลักในการขยายธุรกิจอาหาร เพราะ ‘ฟู้ด แฟคเตอร์’ มีร้านอาหารหลากหลาย ทั้งร้าน EST.33, ร้าน Farm Design และร้านอาหารญี่ปุ่น Kitaohji อยู่ในพอร์ตอยู่แล้ว แต่ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้ตัดสินใจทุ่ม 1,500 ล้านบาท เข้าเป็นเจ้าของแบรนด์สเต๊กยอดนิยม ‘ซานตา เฟ่’ ที่มีสาขาในประเทศไทยมากกว่า 117 แห่ง

 

ดีลนี้สะท้อนนัยเชิงกลยุทธ์ธุรกิจที่สำคัญไว้มากมาย ที่ไม่ใช่แค่การจับเบียร์มาคู่กับสเต๊กเท่านั้น สาเหตุที่ทำให้ฟู้ด แฟคเตอร์ ตัดสินใจทุ่มเงินเข้าซื้อกิจการของเคที เรสทัวรองท์ เป็นเพราะว่ามีทั้งโนว์ฮาว และแบรนด์ร้านสเต๊กที่ครอบคลุมกว่า 117 แห่ง (57% เป็นของเคทีเอง อีก 43% เป็นแฟรนไชส์) รวมถึงร้านอาหารอีสาน ซึ่งทั้งสองเป็นธุรกิจที่ไม่ได้มีอยู่ในพอร์ตธุรกิจเดิมของฟู้ด แฟคเตอร์ เลย 

 

ที่สำคัญ ‘สเต๊ก’ ยังเป็นหมวดหมู่อาหารที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคคนไทยมากๆ ซึ่งคู่แข่งรายใหญ่ๆ ในตลาด ณ วันนี้ก็มีแค่ประมาณ 2-3 รายเท่านั้น รวมถึงยังมีโอกาสปูพรมขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ในอาเซียนอีกด้วย หลังประเดิมที่กัมพูชาไปแล้ว 

 

แต่ใจความใหญ่ที่สุดคือการที่สามารถ Synergy ภายในบริษัท และการทำธุรกิจแบบต้นน้ำยันปลายน้ำแบบครบวงจรด้วยแบรนด์ในเครือของบริษัททั้งหมด อย่างเช่น ตอนนี้ร้านสเต๊กซานตา เฟ่ บางแห่งเริ่มนำซอส Todd เข้าไปเสิร์ฟในบางเมนูเรียบร้อยแล้ว

 

Minor ซื้อ BonChon ถึงเวลาขาย ‘ไก่ทอด’ กับเขาบ้างแล้ว!

 

เทคโอเวอร์ธุรกิจ

 

ถัดจาก 2 ดีลใหญ่ในวงการอาหารไม่นานมากนัก ดีลที่ 3 ก็เกิดขึ้น คราวนี้เป็นคิวของ ‘ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล’ ให้ ‘เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จํากัด (มหาชน)’ เข้าซื้อหุ้น 100% ในบริษัท ชิคเก้น ไทม์ จํากัด ซึ่งเป็นเจ้าของ และดําเนินกิจการร้านอาหาร BonChon ในประเทศไทย โดยใช้งบลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท

 

เหตุที่ดีลนี้น่าสนใจ เพราะที่ผ่านมาถึง ‘ไมเนอร์’ จะมีร้านอาหารภายใต้พอร์ตของ ‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ กว่า 2,200 สาขา กระจายตัวใน 26 ประเทศ ภายใต้แบรนด์ที่คุ้นหูคุ้นตา เช่น The Pizza Company, The Coffee Club, Riverside, Benihana, Thai Express, Swensen’s, Sizzler, Dairy Queen, Burger King ฯลฯ 

 

แต่ไมเนอร์ไม่เคยมีร้านที่มี ‘เมนูไก่ทอด’ อย่างจริงจังแม้แต่ร้านเดียว นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ไมเนอร์กระโดดเข้าสู่ ‘สงครามไก่ทอด’ อย่างเป็นทางการ 

 

ผู้บริหารไมเนอร์ให้เหตุผลกับ THE STANDARD ว่า ไก่ถือเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่คนไทยให้ความนิยมมากที่สุด และตลาดไก่ยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก ข้อมูลจาก Euromonitor ระบุว่า ช่วง 10 ปี ตั้งแต่ปี 2551-2561 ‘ตลาดไก่’ เติบโตถึง 229% จากมูลค่า 7,000 ล้านบาท เป็น 24,000 ล้านบาท เติบโตมากกว่าตลาดอื่นๆ ที่ไมเนอร์ทำธุรกิจอยู่ทั้งสิ้น

 

ไมเนอร์ประเมินว่า BonChon สามารถขยายสาขาเป็น 150-200 สาขาในอนาคตได้สบายๆ ตัวเลขนี้เมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ ที่อยู่ในพอร์ต โดยที่ปัจจุบันมีจำนวนสาขาเพียง 44 สาขา ไม่รวมอีก 2 สาขาที่กำลังจะเปิดภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะเป็นของไมเนอร์ทั้งหมด

 

 

ที่สำคัญการเข้าซื้อทำให้ไมเนอร์มีรายได้และกำไรจาก BonChon ทันที อีกเหตุผลคือต้องการให้ BonChon เข้ามาต่อจิ๊กซอว์ ‘ธุรกิจเดลิเวอรี’ ซึ่งไมเนอร์กำลังบุกหนัก อย่างสังเกตได้ ยอดขายเดลิเวอรีของ BonChon เติบโตเป็นอย่างมาก หากสาขาไหนที่ให้บริการส่งถึงบ้านก็อาจถึงขั้นทำให้ยอดขายของร้านอาหารที่อยู่ใกล้เคียงกันลดลงไปเลยก็มี

 

แต่อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของไมเนอร์ในขณะนี้คือ ต้องการเจรจากับผู้ได้รับสิทธิ์ Master Franchise เพื่อขอสิทธิ์ในการขยาย BonChon ไปทั่วประเทศ หากการเจรจาเป็นไปตามที่ไมเนอร์คาดหวัง ‘สงครามไก่ทอด’ ในเมืองไทยต้องร้อนระอุขึ้นอีกแน่นอน

 

ธนาคารกรุงเทพเข้าซื้อธนาคารเพอร์มาตา ในอินโดนีเซีย มูลค่า 9 หมื่นล้าน

 

ธนาคารกรุงเทพ

 

ดีลใหญ่สุดท้ายที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ และไม่พูดถึงไม่ได้ คือการที่ธนาคารกรุงเทพทำสัญญาซื้อขายหุ้น โดยมีเงื่อนไขกับธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด) และพีที แอสทร่า อินเตอร์เนชั่นแนล ทีบีเค (แอสทร่า) เพื่อถือหุ้นในธนาคารพีที เพอร์มาตา ทีบีเค (เพอร์มาตา) ในอินโดนีเซีย คิดเป็นสัดส่วน 89.12% มูลค่าราว 2,674 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 81,017 ล้านบาท คาดว่าจะทำธุรกรรมเสร็จสิ้นในปี 2563 หลังจากนั้นจะทำเรื่องซื้อหุ้นส่วนที่เหลืออีก 10.88%

 

ทั้งนี้ตั้งเป้าหมายจะถือหุ้นในธนาคารเพอร์มาตาทั้ง 100% โดยประเมินมูลค่าเบื้องต้น 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 90,909 ล้านบาท โดยการซื้อขายหุ้นทั้งหมดจะใช้เงินทุนภายในของธนาคาร ซึ่งเพียงพอกับการซื้อหุ้นธนาคารเพอร์มาตาทั้ง 100% โดยไม่เพิ่มเงินทุนจากผู้ถือหุ้น ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นดีลการซื้อหุ้นธนาคารในต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุด

 

“การซื้อหุ้นธนาคารเพอร์มาตาในอินโดนีเซียครั้งนี้เป็นกลยุทธ์การเติบโตของธนาคารกรุงเทพ ที่จะขยายการเติบโตของธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งเศรษฐกิจและปริมาณประชากรของประเทศอินโดนีเซียเติบโตอย่างมาก รวมถึงเทรนด์การขยายตัวของสังคมเมืองค่อนข้างสูง ขณะเดียวกันธุรกิจของเพอร์มาตาอยู่ในช่วงขาขึ้น กำไรดี เงินสำรองดี เมื่อทั้งสองธนาคารรวมกัน เราจะสามารถเพิ่มการเติบโตได้ต่อเนื่อง” ชาญศักดิ์ เฟื่องฟู กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวบนเวทีแถลงข่าวเมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหมายข่าวด่วนที่ส่งเที่ยงและแถลงเย็นเลยทีเดียว

 

ชาญศักดิ์ กล่าวต่อว่า จุดแข็งของธนาคารกรุงเทพคือธุรกิจองค์กร (มีสัดส่วน 40% ของธุรกิจทั้งหมด) ขณะที่จุดแข็งของธนาคารเพอร์มาตามีฐานลูกค้าทั้งรายย่อย เอสเอ็มอี และธุรกิจองค์กรรวม 3.5 ล้านราย มีสาขา 332 แห่ง จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย และมีใบอนุญาตเป็นธนาคารท้องถิ่น รวมถึงมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะเพิ่มทั้งเครือข่าย ทำให้การขยายธุรกิจระหว่างกัน และการเติบโตดียิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ ทางธนาคารกรุงเทพยังมองว่าการซื้อธนาคารเพอร์มาตาจะเสริมโอกาสการขยายกิจการในทั้งสองประเทศ (ไทยและอินโดนีเซีย) ขณะเดียวกันเมื่อเศรษฐกิจไทย GDP ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าจะเติบโตแบบทรงๆ การขยายธุรกิจไปยังอินโดนีเซียที่เศรษฐกิจเติบโตกว่าไทย ดังนั้นเมื่อรวมทั้งสองธนาคารเข้าด้วยกันจะเป็นโอกาสการขยายธุรกิจมากขึ้นไปด้วย 

 

จับตาดีลใหญ่ ‘Tesco Lotus’ จะขายกิจการในไทย

 

Tesco Lotus

 

อย่างไรก็ตาม มีอีกหนึ่งดีลขายกิจการที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือการที่ ‘Tesco’ ยักษ์ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของแดนผู้ดี ออกมายอมรับว่า อาจพิจารณาขายกิจการในไทยและมาเลเซีย

 

ขณะนี้การตรวจสอบอยู่ในช่วงเริ่มต้น และไม่ได้ให้รายละเอียดของกระบวนการขาย รวมถึงยังไม่มีการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของ Tesco ไทยหรือมาเลเซีย และไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะมีการทำธุรกรรมใดๆ เกิดขึ้น

 

มีการประเมินกันว่า หากดีลนี้เกิดขึ้นจริงต้องใช้เงิน 2-2.75 แสนล้านในการเข้าซื้อ ซึ่งนับๆ ดูแล้วมีไม่กี่รายที่พอจะเข้าซื้อได้

 

อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นอีกหนึ่งดีลยักษ์ที่ส่งสัญญาณให้เห็นแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าปี 2563 ที่กำลังจะมาถึงนี้ เราจะได้เจอเหตุการณ์ ‘ธุรกิจเปลี่ยนมือ’ ที่เรียกเสียงฮือฮากันอีกกี่ครั้งกันแน่! 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post 7 เหตุการณ์ ‘ธุรกิจเปลี่ยนมือ’ เรียกเสียงฮือฮาประจำปี 2019 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่าดีล MK ซื้อ ‘แหลมเจริญซีฟู้ด’ เมื่อร้านสุกี้อยากขายอาหารทะเลบ้าง! https://thestandard.co/mk-deal-laem-charoen-seafood/ Mon, 09 Sep 2019 10:15:09 +0000 https://thestandard.co/?p=285777 MK ซื้อ แหลมเจริญซีฟู้ด

เย็นวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมามีดีลใหญ่เกิดขึ้น เมื่อ MK […]

The post ผ่าดีล MK ซื้อ ‘แหลมเจริญซีฟู้ด’ เมื่อร้านสุกี้อยากขายอาหารทะเลบ้าง! appeared first on THE STANDARD.

]]>
MK ซื้อ แหลมเจริญซีฟู้ด

เย็นวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมามีดีลใหญ่เกิดขึ้น เมื่อ MK แบรนด์สุกี้คุ้นหู แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าได้ใช้เงิน 2,060 ล้านบาทเข้าซื้อหุ้นของ ‘แหลมเจริญซีฟู้ด’ โดยหลังจากนี้จะเข้าเป็นหุ้นใหญ่ด้วยสัดส่วน 65% ว่ากันว่านี่ถือเป็นดีลซื้อกิจการร้านอาหารเป็นครั้งแรกของ MK หลังจากเข้า IPO ไปเมื่อ 6 ปีก่อน พร้อมเงินทุนหลักหลายพันล้านบาท

 

MK แจ้งว่าเป้าหมายของการซื้อก็เพื่อ ‘ขยายธุรกิจร้านอาหาร’ คาดว่าดีลนี้จะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม ปี 2562 หลังทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เมื่อได้  ‘แหลมเจริญซีฟู้ด’ เข้ามาอยู่ในพอร์ตจะมีขนาดเท่ากับ 12.2% ของสินทรัพย์รวมของบริษัทฯ และเมื่อนับรวมขนาดรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นในระหว่าง 6 เดือนก่อนวันที่เข้าทำรายการนี้ ขนาดของรายการนี้จะเท่ากับสัดส่วน 13.5%

 

ทุกสายตาจดจ้องไปที่ดีลนี้ เพราะ MK เป็นเชนร้านอาหารขนาดใหญ่ที่ไม่ได้ขายแค่ ‘สุกี้’ เพียงอย่างเดียว แต่มีทั้งร้านอาหารญี่ปุ่นภายใต้แบรนด์ Yayoi, ร้านอาหารไทย ณ สยาม และเลอ สยาม, ธุรกิจร้านข้าวกล่อง Bizzy Box, ร้านกาแฟและเบเกอรี Le Petite, ร้านขนมหวาน MK Harvest ไม่นับรวมธุรกิจให้บริการจัดส่งถึงบ้านและรับจัดเลี้ยงนอกสถานที่ ร้านอาหารในต่างประเทศ และธุรกิจแฟรนไชส์อีก รวมๆ กันมีสาขา 686 สาขาในทุกแบรนด์

 

ที่ผ่านมารายได้ของ MK เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ปี 2559 มีรายได้ 15,498.36 ล้านบาท กำไร 2,099.76 ล้านบาท, ปี 2560 รายได้ 16,457.74 ล้านบาท กำไร 2,424.85 ล้านบาท, ปี 2561 รายได้ 17,233.76 ล้านบาท กำไร 2,573.53 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีแรก 2562 รายได้ 8,822 ล้านบาท เติบโต 6.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนกำไรก็ไม่น้อยหน้า 1,398 ล้านบาท เติบโต 8.3%

 

จะเห็นได้ว่าเพียงแค่ธุรกิจในมือ MK ก็เติบโตโดยมีรายได้ทะลุหมื่นล้าน พ่วงด้วยกำไรในมืออีกหลักพันล้าน ดังนั้นการเข้าไปถือหุ้นใหญ่ของ ‘แหลมเจริญซีฟู้ด’ ในครั้งนี้ นอกจากการที่ร้านสุกี้อยากขายอาหารทะเลบ้างยังจะทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ในกลุ่มของครอบครัวแข็งแกร่งขึ้นไปอีก เพราะฐานลูกค้าของแหลมเจริญซีฟู้ดก็เป็นกลุ่มครอบครัวเช่นเดียวกัน แถมยังกระเป๋าหนักเสียด้วย

 

นอกเหนือจากราคาหุ้นปรับขึ้นมา 4.42% หรือคิดเป็นราคา 76.75 บาทต่อหุ้น (ตัวเลขเมื่อเวลา 16.20 น.) ชี้ให้เห็นถึงความมั่นใจของผู้ถือหุ้นแล้ว แต่ฝั่งนักวิเคราะห์ก็มองว่าดีลนี้วิน-วินทั้งคู่

 

โดยหลักทรัพย์กสิกรไทยประเมินว่าดีลนี้จะก่อให้เกิดการ Synergy โดย MK จะใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการซัพพลายเชน ซึ่งจะลดต้นทุนของแหลมเจริญซีฟู้ดได้ ที่สำคัญยังสามารถร่วมมือกันในการหาวัตถุดิบเพื่อความสามารถในการต่อรอง และเพิ่ม Economies of Scale อีก MK ยังสามารถใช้ความชำนาญในร้านอาหารทะเลคิดค้นเมนูใหม่ๆ ไปขายในร้านสุกี้และอาหารญี่ปุ่นได้ รวมไปถึงการทำโปรโมชันร่วมกันจะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับแหลมเจริญซีฟู้ด

 

ขณะเดียวกันสถานการณ์การเงินที่แข็งแกร่งของ MK ซึ่งมีเงินสดอยู่ในมือ 9,700 ล้านบาท หลังจากจ่ายเงินสำหรับดีลนี้ 2,060 ล้านบาท ทำให้ MK ยังเหลือเงินสดในมืออีก 7-8 พันล้านบาท เปิดโอกาสให้สามารถทำข้อตกลงในการควบรวมกิจการได้อีก เพื่อเป็นการขยายพอร์ตร้านอาหารให้ใหญ่ขึ้น

 

สำหรับภาพรวมของธุรกิจในปี 2562 ก่อนหน้านี้หลักทรัพย์ฟินันเซียเชื่อว่า MK จะมีกำไรรวมประมาณ 2,900 ล้านบาท เติบโต 12.7% แต่ก็มีโอกาสปรับลงได้เล็กน้อย เพราะแผนที่จะเปิดร้านใหม่รวม 45-50 สาขาทั้งปีอาจจะไม่ได้ตามนั้น ด้วยผู้ประกอบการค้าปลีกอาจมีการเลื่อนเปิด

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ผ่าดีล MK ซื้อ ‘แหลมเจริญซีฟู้ด’ เมื่อร้านสุกี้อยากขายอาหารทะเลบ้าง! appeared first on THE STANDARD.

]]>
MK ขยายธุรกิจหม้อร้อนสู่ธุรกิจอาหารทะเล ดีลนี้มีแต่เรื่องบวก https://thestandard.co/market-focus-mk/ Mon, 09 Sep 2019 09:59:26 +0000 https://thestandard.co/?p=285769 Market Focus MK

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2562 บริษั […]

The post MK ขยายธุรกิจหม้อร้อนสู่ธุรกิจอาหารทะเล ดีลนี้มีแต่เรื่องบวก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Market Focus MK

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2562 บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (M) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าบอร์ดบริษัทมีมติอนุมัติให้ บริษัท คาตาพัลท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย (ถือ 99.99%) เข้าลงทุนในหุ้น บริษัท แหลมเจริญ ซีฟู้ด จำกัด ในสัดส่วน 65% ของทุนชำระแล้ว โดยใช้เงินลงทุน 2,060 ล้านบาท และคาดว่าดีลดังกล่าวนี้จะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2562 ทั้งนี้แหล่งเงินทุนที่ใช้จะมาจากเงินสดที่มีในกิจการ

 

กระทบอย่างไร: เช้าวันนี้ราคาหุ้น M เปิดที่ 77.50 บาท ปรับขึ้น 5.4% จากราคาปิดเมื่อวันศุกร์ที่ 73.50 บาท และระหว่างวันซื้อขายที่ราคาสูงสุดที่ 79 บาท ก่อนที่จะย่อตัวลงมาซื้อขายบริเวณ 76.50-77.50 บาท หลังนักลงทุนมองบวกต่อข่าว M เข้าลงทุน 65% ในกิจการแหลมเจริญซีฟู้ด

 

มุมมองระยะสั้น: SCBS มีมุมมองเชิงบวกต่อดีลนี้ เนื่องจากเป็นการขยายธุรกิจที่ตลาดรอคอยมานานนับตั้งแต่ M เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (15 ส.ค. 2556) โดยเป็นการใช้เงินที่ได้จากการเสนอขาย IPO ไปลงทุนให้ก่อเกิดประโยชน์ ซึ่งคาดจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนมากกว่าการนำเงิน IPO ไปฝากสถาบันการเงินเพื่อรับแค่ดอกเบี้ยดังเช่นหลายปีที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้หากการตรวจสอบสถานะกิจการแหลมเจริญซีฟู้ด (Due Diligence) ไม่มีประเด็นสงสัยอะไร และจะแล้วเสร็จปิดดีลในเดือนธันวาคม คาดเงินทุนที่ M จะใช้ซื้อกิจการแหลมเจริญซีฟู้ดครั้งนี้จะมาจากเงินสดที่มีในกิจการอยู่ราว 9.7 พันล้านบาท โดยตลาดไม่ต้องกังวลเรื่องเพิ่มทุนและไม่จำเป็นต้องกู้ยืมแต่อย่างใด ดังนั้นจะไม่มีดอกเบี้ยจ่ายมากดดันผลกำไรโดยรวมหลังควบรวม ซึ่งนับเป็นสัญญาณบวกที่ดี

 

มุมมองระยะยาว: หาก M สามารถควบรวมกับแหลมเจริญซีฟู้ดแล้วเสร็จในเดือนธันวาคมนี้ ในระยะยาวคาดว่าจะเกิด Synergy ที่น่าติดตาม เช่น การมีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าสูงขึ้น รวมทั้งมีต้นทุนที่ลดลง (เกิดผลประหยัดต่อขนาด: Economies of Scale) จากการใช้บุคลากรและทรัพยากรต่างๆ ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ครัวกลาง โลจิสติกส์ ไอที และพนักงาน Back Office 

 

อีกทั้งด้วยแบรนด์แหลมเจริญซีฟู้ดที่มีจุดแข็งด้านรสชาติและคุณภาพอาหารทะเลที่ดี เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ขณะที่มีสาขาอยู่เพียง 25 สาขา ยังทำให้มองว่า M มีโอกาสขยายสาขาแหลมเจริญซีฟู้ดเชิงรุกในไทยได้อีกมาก ซึ่งจะช่วยหนุนการเติบโตของผลกำไร M ต่อไปในระยะยาว

 

สำหรับประเด็นการเข้าซื้อกิจการแหลมเจริญซีฟู้ดถูกหรือแพง รวมทั้งจะส่งผลบวกต่อประมาณการกำไรของ M ขนาดเท่าไรยังยากที่จะประเมิน เพราะปัจจุบันยังไม่สามารถหาข้อมูลผลการดำเนินงานของ บริษัท แหลมเจริญ ซีฟู้ด จำกัด ได้ เนื่องจากปีนี้แหลมเจริญซีฟู้ดมีการปรับโครงสร้างธุรกิจ อย่างไรก็ดี ด้วยมุมมองผู้บริหาร M ที่ค่อนข้างระมัดระวังอย่างมากในการซื้อกิจการ (สะท้อนได้จากหลายปีที่ผ่านมาที่ไม่เคยเกิดดีล M&A เลย) จึงคาดว่าการทำดีลครั้งนี้ราคาซื้อขายที่เกิดขึ้นน่าจะมีความสมเหตุสมผล

 

ข้อมูลพื้นฐาน: บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (M) ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีหลายแบรนด์ในไทย กล่าวคือสิ้นไตรมาสที่ 2 ของปี 2562 เป็นเจ้าของแบรนด์ร้านอาหาร ได้แก่ MK Suki Gold/Live 452 สาขา, Yayoi 188 สาขา, Miyazaki 23 สาขา, Hakata 5 สาขา, Le Siam 3 สาขา, Na Siam 1 สาขา, Le Petit 3 สาขา, Harvest 1 สาขา และ Bizzy Box 6 สาขา (สรุป M มีสาขาร้านอาหารในไทยรวม 682 สาขา)

 

ขณะที่แหลมเจริญซีฟู้ดถือเป็นร้านอาหารทะเลไทยที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีทั้งจากชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีร้านอาหารแหลมเจริญซีฟู้ดในไทยราว 26-27 สาขา (มี 1 สาขาอยู่ในจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นสาขาแรก) และเบื้องต้นนับจากนี้แหลมเจริญซีฟู้ดจะเริ่มทยอยปิดร้านในเครือแบรนด์อื่นที่มีสาขาเดียว เช่น The Cape by แหลมเจริญซีฟู้ด, Laem Charoen Home Cafe เพื่อหันมาโฟกัสการพัฒนาและขยายสาขาในธุรกิจร้านอาหารแหลมเจริญซีฟู้ดเป็นหลัก 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post MK ขยายธุรกิจหม้อร้อนสู่ธุรกิจอาหารทะเล ดีลนี้มีแต่เรื่องบวก appeared first on THE STANDARD.

]]>
MK ทุ่ม 2,060 ล้านบาท เข้าถือหุ้นใน แหลมเจริญซีฟู้ด https://thestandard.co/mk-holding-laem-charoen-seafood-stocks/ Fri, 06 Sep 2019 12:04:17 +0000 https://thestandard.co/?p=285195 MK ทุ่ม 2060 ล้านบาท เข้าถือหุ้นใน แหลมเจริญซีฟู้ด

บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) แจ้งตลาดหล […]

The post MK ทุ่ม 2,060 ล้านบาท เข้าถือหุ้นใน แหลมเจริญซีฟู้ด appeared first on THE STANDARD.

]]>
MK ทุ่ม 2060 ล้านบาท เข้าถือหุ้นใน แหลมเจริญซีฟู้ด

บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการอนุมัติให้ บริษัท คาตาพัลท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เข้าลงทุนในหุ้นของบริษัท แหลมเจริญ ซีฟู้ด จำกัด ซึ่งภายหลังเข้าลงทุนจะถือหุ้น 65% ในกิจการ ขณะเดียวกันได้เพิ่มทุนบริษัท คาตาพัลท์ จำกัด จากทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท เป็น 2,070 ล้านบาท

The post MK ทุ่ม 2,060 ล้านบาท เข้าถือหุ้นใน แหลมเจริญซีฟู้ด appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้หรือไม่… คุณหลอกดาว ดาวคือใคร? https://thestandard.co/popular-advertorial-copy/ Mon, 15 Jul 2019 07:23:25 +0000 https://thestandard.co/?p=270543 คุณหลอกดาว

“คุณหลอกดาว!”    วลีที่ยังคงฮิตติดปากคนจำนวนไ […]

The post รู้หรือไม่… คุณหลอกดาว ดาวคือใคร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุณหลอกดาว

“คุณหลอกดาว!” 

 

วลีที่ยังคงฮิตติดปากคนจำนวนไม่น้อยในยุคนี้ แม้คุณจะไม่รู้จักว่ามาจากไหน ใครคือดาว แล้วเธอโดนหลอกเรื่องอะไร แต่เราเชื่อว่า ต้องเคยได้ยินพี่ที่ทำงานพูด หรือพี่ที่รู้จักเคยเอ่ยกันออกมาบ้างแหละ แม้คนยุคหลังมิลเลนเนียลอาจตามไม่ทัน แต่รู้ไหม แท้จริงแล้ววลีนี้โด่งดังมาจากยุคที่แบรนด์ขยันทำซีรีส์โฆษณาตอนสั้นออกมา และหนึ่งในนั้นคือ Mistine ที่นำเสนอเรื่องราวของสาวสวย (อ้อม-พิยดา จุฑารัตนกุล (อัครเศรณี)) ที่ตกน้ำแล้วมีชายหนุ่มช่างภาพ (จ๊อบ-นิธิ สมุทรโคจร) มาช่วยเอาไว้ แต่ถูกชายอีกคนสวมรอยว่าเป็นคนช่วยชีวิตเธอไว้ ความจริงเปิดเผย เมื่อเธอรู้ว่าหนุ่มที่เดตอยู่นั้นว่ายน้ำไม่เป็น โมเมนต์นั้นอ้อมเอามือทาบอก แล้วพูดขึ้นว่า “คุณหลอกดาว…” เกือบ 25 ปีผ่านไป นับตั้งแต่ออกฉายเมื่อปี 2538 จนถึงวันนี้ วลีนี้ของมิสทีนยังคงติดปากคนไทยพอๆ กับเพลง “กินอะไร กินอะไร ไปกิน MK” เราขอลุกขึ้นปรบมือให้คนเขียนบท Three Times เลย

 

อ้างอิง:

The post รู้หรือไม่… คุณหลอกดาว ดาวคือใคร? appeared first on THE STANDARD.

]]>